Showing posts with label FILM FESTIVAL. Show all posts
Showing posts with label FILM FESTIVAL. Show all posts

Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

Saturday, April 11, 2026

A SORE THROAT

 

THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France, A+30) เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Rabah Ameur-Zaïmeche ที่เราได้ดู เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Clint Eastwood ส่วนหนังอีกสองเรื่องของเขาที่เราเคยดูก่อนหน้านี้ก็คือ BLED NUMBER ONE (2006) กับ DERNIER MAQUIS (2008) ที่เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

THE TEMPLE WOODS GANG เปิดฉายออนไลน์ฟรีทาง lecinemaclub จนถึงเที่ยงวันศุกร์นี้นะ

++++

 

ดีใจสุดขีดกับ Marie Kreutzer, Arthur Harari และ Charline Bourgeois-Taquet ที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองในคานส์ปีนี้ค่ะ เราเคยดูหนังเรื่อง CORSAGE (2022, Marie Kreutzer, Austria, A+30) ตอนมันมาฉายที่ SF Central World ในวันที่ 9 ธ.ค. 2022, เคยดูหนังเรื่อง ONODA: 1,000 NIGHTS IN THE JUNGLE (2021, Arthur Harari, France/Japan, 2hrs 53mins, A+30) ตอนมันมาฉายที่ SF Central World ในวันที่ 6 ธ.ค. 2022 และเคยดูหนังเรื่อง ANAÏS IN LOVE (2021, Charline Bourgeois-Taquet, France, A+30) ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok ในวันที่ 16 ก.ค. 2022 และก็ชอบหนัง 3 เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ เราก็เลยดีใจมากที่ผู้กำกับสามคนนี้ได้ชิงปาล์มทองในปีนี้ เพราะเหมือนการได้ชิงรางวัลนี้มันช่วยยกระดับผู้กำกับสามคนนี้ให้ดีขึ้นในสายตาของสื่อมวลชน

 

แต่ถ้าถามว่าเราอยากเชียร์ให้ใครได้ปาล์มทอง เราก็อยากเชียร์ให้ Ryusuke Hamaguchi ได้ปาล์มทอง, Koji Fukada ได้ Grand Prix, Valeska Grisebach ได้ Jury Prize และ Ira Sachs ได้ Best Director ค่ะ อันนี้เชียร์แบบฮา ๆ เพราะเรายังไม่ได้ดูหนังต่าง ๆ ที่เข้าชิงในปีนี้แต่อย่างใด

 

แต่ไม่ว่าใครจะชนะรางวัลในคานส์ปีนี้ เราก็ขอให้มีผู้จัดจำหน่ายซื้อหนังหลาย ๆ เรื่องในคานส์ปีนี้มาลงโรงฉายในไทยกันด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

 

เราดีใจมาก ๆ ที่หนังปาล์มทองในคานส์ได้มาฉายในไทยติดกันในช่วง 4 ปีล่าสุด ซึ่งได้แก่ TRIANGLE OF SADNESS (2022, Ruben Östlund, Sweden), ANATOMY OF A FALL (2023, Justine Triet, France), ANORA (2024, Sean Baker) และ IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025, Jafar Panahi, Iran) แต่ก็เสียดายที่ก่อนหน้านั้นหนังปาล์มทองอย่างเช่น TITANE (2021, Julia Ducournau, France), I, DANIEL BLAKE (2016, Ken Loach, UK), THE WHITE RIBBON (2009, Michael Haneke, Germany/Austria), ELEPHANT (2003, Gus Van Sant), THE SON’S ROOM (2001, Nanni Moretti, Italy) ไม่ได้ลงโรงฉายในไทย หวังว่าจะมีผู้จัดจำหน่ายนำหนังปาล์มทองเก่า ๆ เหล่านี้มาลงโรงฉายในไทยด้วยก็ดีนะคะ 55555

 

ภาพจากหนังเรื่อง TWO CENTS WORTH OF HOPE (1952, Renato Castellani, Italy) ที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศจากคานส์ แต่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้

 

รายชื่อหนังในคานส์ 2026
https://lwlies.com/cannes-film-festival/the-2026-cannes-film-festival-line-up-is-here

++++

 

เราป่วยเป็น “คออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย” ในช่วงกลางเดือนเม.ย.อีกแล้ว ปีที่แล้วเราก็ป่วยแบบนี้ในช่วงเวลาเดียวกันเลย มันคืออะไรกันคะ

 

งงเหมือนกันว่าเราติดเชื้อมาจากไหน แต่เราไม่มีอาการไอ, จาม และเราไม่มีน้ำมูกเลยนะ แต่เราคอแดงหนักมาก เจ็บคอมาก เราก็เลยเดาว่าเราก็คงติดเชื้อนี้มาจาก “คนที่ไม่มีอาการภายนอก” เหมือนกัน คือเหมือนผู้ป่วยโรคนี้ไม่มีอาการไอจาม ไม่มีการสูดน้ำมูกเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากมองภายนอก เราก็จะไม่รู้เลยว่าคนนี้กำลังป่วยอยู่

 

ปีที่แล้วเราก็ป่วยจากโรคนี้ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. เราก็เลยไม่สามารถออกไปดูหนังเรื่อง IN DANGER AND DEEP DISTRESS, THE MIDDLE WAY SPELLS CERTAIN DEATH (1974, Alexander Kluge, West Germany) ที่ BACC และก็ไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ อักษร เสียดายมาก ๆ

 

ส่วนปีนี้เราอาจจะโชคดีกว่าหน่อย เพราะเราป่วยก่อนสงกรานต์ เพราะฉะนั้นเราก็จะได้นอนพักช่วงสงกรานต์ไปเลย แต่ตอนนี้เราก็ภาวนาว่า หนังที่เข้าฉายในช่วงก่อนสงกรานต์ 3 เรื่อง จะยังคงมีรอบฉายอยู่ต่อไปในสัปดาห์หน้านะ เพราะเราคงจะออกไปดูหนังได้ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.เป็นต้นไป ซึ่งหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็คือ THE CONVENIENCE STORE (2026, Jiro Nagae, Japan, 99min), VILLAGE OF THE DEAD (DUSUN MAYIT) ผีบังตาย (2025, Rizal Mantovani, Indonesia, 95min) และ PANDA PLAN 2: THE MAGICAL TRIBE (2026, Derek Hui, China, 100min) ส่วน IDOLISH7 FIRST BEAT! GEKIJO SOSHUHEN ZENPEN (2025, Makoto Bessho, Japan, animation, 107min) นี่ ดูท่าทางอาจจะไม่น่ารอดไปจนถึงช่วงสัปดาห์หลังสงกรานต์

 

เสียดายที่เราคงไม่มีโอกาสได้ไปดูงาน video installation ในนิทรรศการ DELUSIONAL ที่ West Eden แต่ก็โชคดีที่เราได้ไปดูงาน video installation ในนิทรรศการ SAME SKY ที่ซีคอนสแควร์ และเราได้ไปดูงาน video installation ในนิทรรศการ WEEVILS IN RICE ที่ Warinlab เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่เราจะล้มป่วย

 

พอคิด ๆ ดูแล้วเราก็พบว่า เรามักจะ “ดวงซวยหนักมาก” ในช่วงเวลานี้ของแต่ละปี หรือในช่วงเดือนมี.ค.จนถึงเดือนพ.ค. อย่างเช่น

 

1. ปี 2013 เฟซบุ๊คเรามีปัญหา, LAPTOP เราติดไวรัสคอมพิวเตอร์, LAPTOP เราเจ๊งเพราะการดาวน์โหลดโปรแกรมแก้ไวรัสคอมพิวเตอร์

 

2. ปี 2016 เราเจออุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

 

3. ปี 2019 เราป่วยช่วงก่อนและหลังสงกรานต์

 

4. ปี 2022 แม่เราป่วย เราเลยต้องย้ายไปอยู่บ้านแม่ และเดินทางไป ๆ กลับ ๆ ระหว่างบ้านแม่กับอพาร์ทเมนท์

 

5. ปี 2023 ติดโควิดครั้งแรกในเดือนพ.ค.

 

6. ปี 2025 ป่วยคออักเสบช่วงหลังสงกรานต์ เลยไม่ได้ออกไปดูหนัง Alexander Kluge และไม่ได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ

 

7. ปี 2026 Facebook ของเรามีปัญหาหนักมาก, เครื่องปรับอากาศที่ห้องของเรามีปัญหาหนักมาก, ป่วยคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

 

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวพันกับ “ดวง” หรือเปล่า ที่เรามักจะเจอเรื่องซวย ๆ ในช่วงเวลาเดิม ๆ ของแต่ละปี

+++

 

ฉันรักเขา Toru Nakamura from MEMORIES OF YOU (1988, Shinichiro Sawai) และ THE PASSAGE TO JAPAN (1991, Shinichiro Sawai)

+++

 

อยากดูสุดขีด ทั้ง WARM WATER UNDER A RED BRIDGE (2001, Shohei Imamura), DESERT MOON (2001, Shinji Aoyama) และ DISTANCE (2001, Hirokazu Koreeda)

++++

 

Favorite Song: JACK THE LAD (1988) – 3 Man Island

 

เพิ่งรู้จักเพลงแดนซ์เพลงนี้ ชอบมาก ๆ เหมือนเพลงนี้มันเป็นรอยต่อระหว่างดนตรี Funk, Freestyle กับ House music (เรามั่ว ๆ เอานะ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องแนวดนตรีแต่อย่างใด)

https://youtu.be/gUcmZexGFkc?si=B-DYEkQCPwCx7ndQ

+++

 

เพลง WOMAN ของ Ann Lewis เคยติดอันดับเพลงประจำสัปดาห์ของเราด้วยนะ โดยติดอันดับในสัปดาห์ 8-15 ต.ค. 1989

++++

 

ทดลองใช้ Grok ให้วาดรูป CELINE AND JULIE GO BOATING

https://web.facebook.com/photo?fbid=10243355351562879&set=a.10229204021028460

+++

วิธีการยกเลิกสมาชิก X TWITTER

 

1. กด “เพิ่มเติม”

2. เลือก PREMIUM

3. เลือก manage your subscription ทางด้านขวาของจอ

4. เลือก ยกเลิกการสมัครรับข้อมูล

5. เลือก ดำเนินการยกเลิกต่อไป

6. เลือก cancel subscription

++++

  

พออ่านเรื่องของน้องแล้วเราก็แอบจินตนาการว่า มันอาจจะเกี่ยวข้องกับ “การไหลเวียนของพลังงานในร่างกาย” อะไรทำนองนี้ แบบว่าพอโดนเย็ดแล้วเกิดการไหลเวียนทางพลังงานบางอย่าง แบบพลังจักรา แล้วพลังงานนั้นมันไปอุดตันที่ต่อมทอนซิล อาจจะต้องรักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ

Wednesday, March 18, 2026

MARTY SUPREME VS. QUEEN VETEHI

 

อ่านที่ Nawapol เขียนแล้วนึกถึงตอนเราอยู่มัธยมในช่วงทศวรรษ 1980  ในยุคนั้น “หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์” หลาย ๆ เรื่องเป็นหนังที่หาดูยากสุดขีดจริง ๆและถ้าหากเราจำไม่ผิด “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดสดในไทยด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่มีเคเบิลทีวี ยุคนั้นยังมีสถานีโทรทัศน์แค่ 5 ช่อง แล้ว “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็มักจะได้มาแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในไทยหลังจากประกาศผลไปนานแล้ว 1 เดือน หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่านะ หรือว่าเราจำผิด มีใครจำอะไรพวกนี้ในทศวรรษ 1980 ได้บ้างไหม  คือเหมือนกับว่าตอนที่เราดูงานประกาศผลออสการ์ทางโทรทัศน์ในไทย เราก็ดูเพื่อที่จะได้ดูดารา แต่ไม่ได้ดูเพื่อลุ้นผล เพราะว่าผลมันประกาศมานานแล้ว 1 เดือนก่อนที่งานออสการ์จะได้มาออกอากาศในไทย

 

คือเหมือนในทศวรรษ 1980 โทรทัศน์ในไทยต้องเปิดสถานีตอน 16.00 น. และปิดสถานีตอน 24.00 น.ในวันจันทร์ถึงศุกร์ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นงานออสการ์ที่มักจะจัดในช่วงเวลาที่ตรงกับ “เช้าวันอังคาร” ของไทยในยุคนั้น ก็เลยหมดสิทธิ์ “ถ่ายทอดสด” ในไทยไปด้วย เพราะว่าสถานีโทรทัศน์ในไทยจะเริ่มแพร่ภาพได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลา 16.00 น.แล้วในส่วนของวันจันทร์ถึงศุกร์

 

ครั้งแรกในชีวิตที่เราได้ดูงานถ่ายทอดสดรางวัลออสการ์แบบตรงกับเวลาที่เมืองนอกจริง ๆ คือตอนที่มีสถานีเคเบิลทีวี IBC ตอนนั้นเราจำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ แห่ไปดูกันที่บ้านเพื่อนที่มีเคเบิลทีวีในช่วงปลายเดือนมี.ค. 1992 ปีนั้นเป็นปีที่ THE SILENCE OF THE LAMBS ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม และหนังที่เข้าชิงอีก 4 เรื่องก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยหมดทุกเรื่อง ซึ่งก็คือ BEAUTY AND THE BEAST (1991, Gary Trousdale, Kirk Wise), BUGSY (1991, Barry Levinson), THE PRINCE OF TIDES (1991, Barbra Streisand)  ที่เข้าฉายในไทยแบบโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้เหตุผลมาก ๆ และ JFK (1991, Oliver Stone) ที่เข้าฉายในไทยในช่วงที่เกิด “พฤษภาทมิฬ”

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังไม่ได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศในปีนั้นครบทุกเรื่องอยู่ดี เพราะว่าเรายังไม่ได้ดู CHILDREN OF NATURE (1991, Fridrik Thor Fridriksson, Iceland) กับ THE ELEMENTARY SCHOOL (1991, Jan Sverak, Czechoslovakia)

 

แต่ดีใจที่หนังที่เข้าชิงปีนั้นเรื่อง RAISE THE RED LANTERN ผู้หญิงคนที่ 4 ชิงโคมแดง (1991, Zhang Yimou, China) ได้ลงโรงฉายในไทยด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเซ็นจูรี่ ส่วน THE OX (1991, Sven Nykvist, Sweden) ก็ได้มาฉายทางโทรทัศน์ทางช่อง 5

 

เหตุการณ์ที่ไร้สาระแต่เรายังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เรากับเพื่อน ๆ ได้ไปดูหนังเรื่อง THE PRINCE OF TIDES ที่โรง “ไมโครแม็ค” ชั้นล่างโรงหนังแมคเคนนา แล้วเพื่อนเราก็กรี๊ดกร๊าด บอกว่า คนดูคนนึงในโรงหล่อมาก หน้าตาคล้าย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

 

ปรากฏว่าเวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เหมือนเหตุการณ์นี้มันแสดงให้เห็นว่า เรากับเพื่อน ๆ เคยกรี๊ดกร๊าด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กันอย่างรุนแรงขนาดไหนในปี 1992 ก่อนที่ความเห็นของเราที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ที่ Nawapol เขียน
https://web.facebook.com/photo?fbid=1441357794027913&set=a.208129860684052

++++

กรี๊ดด เพิ่งรู้ว่ามันมีหนังกลุ่ม TAIWAN BLACK MOVIES ด้วย ซึ่งเป็นหนัง exploitation ที่ผลิตกันเยอะในไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เราไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้มาก่อนเลย อยากดูมาก ๆ ค่ะ หวังว่าจะมีคนนำหนังกลุ่มนี้มาฉายในไทยนะคะ

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้

 

1. WOMAN REVENGER (1981, Tsai Yang-ming, Taiwan)

 

2. THE LADY AVENGER (1981, Yang Chia-yun, Taiwan) เรื่องนี้กำกับโดยผุ้หญิง

 

3. THE WOMAN OF WRATH (1984, Tseng Chuang-hsiang, Taiwan) หนังด่า patriarchy

 

Edit เพิ่ม: ขำที่ไต้หวันก่อนหน้านั้นเน้นหนังแนว HEALTHY REALISM ในทศวรรษ 1960-1970 แล้วมันก็สวิงมาเป็น TAIWAN BLACK MOVIES เลยในช่วงปลายทศวรรษ 1970 55555 เราเดาว่าคนดูยุคนั้นอาจจะเริ่มเบื่อการ propaganda ของรัฐบาลไต้หวันในหนังกลุ่ม HEALTHY REALISM ที่เน้นค่านิยมแบบขงจื๊อ

+++

เดาว่าน่าจะมีความใกล้เคียงกันในระดับหนึ่งครับ เพราะหนังทั้ง 3 กลุ่มนี้น่าจะเน้น sex + violence อย่างรุนแรงทั้ง 3 กลุ่ม แต่หนัง TAIWAN BLACK MOVIES นั้นจะมีความ SOCIAL REALIST อยู่ด้วย โดยเน้นสร้างหนังที่ดัดแปลงจาก “ข่าวฉาว” ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ถ้าหากผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ

 

เข้าใจว่าในบรรดาหนัง pink film ของญี่ปุ่นนั้น มันจะมี subgenre ที่เรียกว่า pinky violence อยู่ด้วย ผมก็เลยเดาว่า pinky violence น่าจะใกล้เคียงกับ Taiwan Black Movies เพราะว่าหนังสองกลุ่มนี้อาจจะเน้น “หญิงสาวแก้แค้น” เหมือนกัน

 

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยดูหนัง 3 กลุ่มนี้เลย ทั้ง pink film, Hong Kong grade 3 films และ Taiwan Black Movies อาจจะต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ หรือไม่ก็มีการจัดงานฉายหนัง 3 กลุ่มนี้เทียบกันไปเลย น่าจะดีที่สุด 55555

+++

 

เมื่อราว 2 ปีก่อน คุณ Vorakorn Weerakul เคยตั้งชื่อเล่นให้สถานีรถไฟฟ้าแห่งนึงว่า สถานี “ไข่มุกแห่งเอเชีย”

 

เราเห็นแล้วก็เลยชอบมาก ๆ เราก็เลยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าอีกสองแห่งว่า

 

1. สถานี “ดาราคู่ขวัญจารุณี สุขสวัสดิ์”

 

2. สถานี “นักดนตรี”

 

เพื่อน ๆ คงตอบได้ว่า สถานีรถไฟฟ้าทั้งสามสถานีคือสถานีอะไร 55555

 

แล้วเพื่อน ๆ เคยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ บ้างไหมคะ

+++

 

อยากไปดูหนังในเทศกาลหนังเหล่านี้มาก ๆ หรืออยากให้หนังที่เคยฉายใน 10 เทศกาลนี้ได้มาฉายในไทยมาก ๆ ถึงแม้มันไม่ติด A-LIST อะไรแต่อย่างใดก็ตาม

 

1. Rotterdam International Film Festival

 

2. Yamagata International Documentary Film Festival

 

3. Sundance Film Festival

 

4. Viennale

 

5. Fantasporto ในโปรตุเกส

 

6. International Short Film Festival Oberhausen

แอบสงสัยว่าหนังสั้นใน Oberhausen นี่เข้าทางเรามากกว่าหนังสั้นในเทศกาล Clermant Ferrand หรือเปล่า

 

7. FIDMarseille

 

8. Il Cinema Ritrovato ในเมือง Bologna ของอิตาลี

 

9. Far East Film Festival ในเมือง Udine ของอิตาลี

 

10. Images Festival ในเมืองโตรอนโต ของแคนาดา อันนี้เน้นหนังทดลอง

https://www.screendaily.com/news/17-film-festivals-receive-official-a-list-classification-as-part-of-major-fiapf-revamp/5214719.article

+++

 

พอดู MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30) แล้วก็เลยนึกถึง “ตำนานพระนางเวเทหิ” โดยไม่ได้ตั้งใจมาก ๆ

 

เพราะใน MARTY SUPREME นั้น มันมีตัวละคร Bela Kletzki ซึ่งเป็นชาวยิวที่เคยถูกจับเข้าค่ายกักกันในช่วง Holocaust สงครามโลกครั้งที่สอง การที่เขาเป็นนักปิงปองชื่อดังส่งผลให้นาซีที่คุมค่ายอนุญาตให้เขาไปทำงานนอกค่ายได้ แล้วเขาก็ไปเจอรังผึ้งในป่านอกค่าย เขาก็เลยเอาน้ำผึ้งจากรังมาทาตามเนื้อตัวของเขา แล้วลักลอบนำเอาน้ำผึ้งดังกล่าวไปให้ชาวยิวคนอื่น ๆ ในค่ายกักกันได้กินโดยผ่านทางการเลียเนื้อตัวของเขา

 

เรื่องราวตรงส่วนนี้ใน MARTY SUPREME ก็เลยทำให้นึกถึงตำนานพระนางเวเทหิมาก ๆ โดยพระนางเวเทหินั้นเป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร แต่พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้นำพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก

 

อันนี้เป็นเนื้อเรื่องในตำนาน

 

“พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงส่งพระบิดา ไปคุมขังไว้ในห้องขัง รมด้วยควันไฟ อีกทั้งให้อดพระกระยาหาร 
ในเบื้องต้นพระเจ้าอชาตศัตรูอนุญาตให้พระมารดาเข้าเยี่ยมพระบิดาได้


แต่พระมารดาแอบลักลอบถวายพระกระยาหาร ด้วยวิธีการน่าสังเวชสลดใจทั้งสิ้น เช่น ทำอาหารให้ละเอียดที่สุดแล้วทาที่พระวรกายของพระนาง
เมื่อเข้าไปเยี่ยม ก็ถวายพระกระยาหารโดยให้พระเจ้าพิมพิสารเลียอาหารจากพระวรกาย เป็นต้น


ด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังคงทรงพระชนม์ชีพได้
ในเวลาถัดมา พระเจ้าอชาตศัตรูก็สั่งพระมารดาไม่ให้เยี่ยมพระบิดาอีกต่อไป”

 

อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/90803/-dhart-

++++

Tuesday, July 22, 2025

VERNACULAR DREAMSCAPES: NOCTURNAL DREAM DISPOSAL

 

ชอบหนังเรื่อง PRECIPICE (2025, Kent Tate, Canada, 3min, A+30) มาก ๆ

 

RAIN (2024, Mike Hoolboom, Canada, 5min, A+30)

https://vimeo.com/876667655

 

VERNACULAR DREAMSCAPES: NOCTURNAL DREAM DISPOSAL (2024, Marc Richter, Germany, 9min, A+30)

 

1. หนังทดลองที่เพิ่งมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และเป็นหนังที่มีให้ดูในยูทูบด้วย เราดูแล้วก็นึกถึงทั้ง

 

1.1 Matthew Barney (CREMASTER)

 

1.2 Tarsem Singh (THE CELL, THE FALL)

 

1.3 Salvador Dalí

 

ที่เรานึกถึงทั้ง 3 คนนี้เป็นเพราะว่า ทั้ง 3 คนนี้สร้างสรรค์โลกสมมุติที่ดูเพี้ยนพิลึกและสวยงามแบบวิปริตและทรงพลังได้เหมือน Marc Richter เหมือนกัน

 

2. พอดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็คิดว่าพลังของ “โลกสมมุติที่สวยงามแบบวิปริต” อย่างในหนังเรื่องนี้ สามารถพัฒนาต่อไปได้เป็น

 

2.1 production design ในหนังสักเรื่อง

 

2.2 หนัง horror

 

2.3 video games

 

2.4 สวนสนุก

 

เพราะเราดูแล้วก็รู้สึกว่า เราอยากเข้าไปผจญภัยในสถานที่ต่าง ๆ แบบในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

THE BIRDS CHOOSE THE CARDS (2024, Basim Magdy, Egypt/Switzerland, 24min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เพิ่งมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit และก็มีให้ดูออนไลน์ด้วย ถือเป็นหนึ่งในหนังที่พิศวงที่สุดที่เราได้ดูมาในปีนี้ เพื่อนบอกว่าดูแล้วนึกถึง SANS SOLEIL (1983, Chris Marker, A+30)

++++++++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจสุดขีดในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ก็คือว่า ปีนี้มีภาพยนตร์หลายเรื่องมาก ๆ ที่ถ่ายโดยใช้ “ฟิล์ม” ไม่ได้ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล คือถ้าดูใน end credits ของหนังหลาย ๆ เรื่องในเทศกาลนี้ ก็จะเจอสัญลักษณ์ KODAK ปรากฏอยู่ในหนังหลายเรื่องในเทศกาล

 

มีเพื่อนคนนึงบอกว่า ทางบริษัท KODAK เองก็เคยระบุว่า ที่ทางบริษัทอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ ก็เป็นเพราะว่า วงการ EXPERIMENTAL FILMS ยังคงนิยมชมชอบใช้ฟิล์มในการสร้างภาพยนตร์อยู่ คือพูดในทำนองที่ว่า “Experimental films save our company.” อะไรทำนองนี้ (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่เพื่อนพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านะ)

 

แต่จริง ๆ แล้วเราก็ไม่มีปัญหาอะไรกับหนังดิจิทัลนะ คือจะถ่ายด้วยกล้องแบบไหน กล้องถูกหรือกล้องแพง เราก็ชอบได้หมดน่ะแหละ เพียงแต่ว่าเสน่ห์ของกล้องแต่ละแบบมันก็แตกต่างกันไป ภาพแบบดิบ ๆ ก็มีเสน่ห์แบบนึง ภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์มก็จะมีมนตร์ขลังอีกแบบนึง เพียงแต่ว่าตอนนี้เราอาจจะไม่ได้ดู “หนังที่ถ่ายด้วยฟิล์ม” บ่อยนัก ยกเว้นในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit นี่แหละ ที่ได้ดู “หนังที่ถ่ายด้วยฟิล์ม” เยอะมาก

 

ภาพจาก GHOSTING MOTHER (2025, Bernard Mescherowsky, Germany, 16min, A+30) ที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม.

 

++++

RIP Malcolm-Jamal Warner เราเคยดู THE COSBY SHOW (1984-1992) ตอนที่มันมาฉายทางช่อง 9 ในทศวรรษ 1980 แต่เราน่าจะเคยดูแค่ซีซั่นเดียวมั้ง

 

Friday, April 14, 2017

SALAYA DOC 2017

Films seen for the first time in Salaya Documentary Film Festival 2017

In roughly preferential order

1.SELF AND OTHERS (2000, Makoto Sato, Japan, A+30)

2.ABSENT WITHOUT LEAVE (2016, Lau Kek-huat, Malaysia, A+30)

3.THE END OF THE SPECIAL TIME WE WERE ALLOWED (2013, Shingo Ota, 151min, A+30)

4.THE SOIL OF DREAMS (2016, Jeffrie Po, Philippines, A+30)

5.PHANTOM OF ILLUMINATION (2017, Wattanapume Laisuwanchai, A+30)

6.A WORLD NOT OURS (2012, Mahdi Fleifel, Lebanon, A+30)

7.YELLOWING (2016, Chan Tze-woon, Hong Kong, A+30)

8.FAKE (2016, Tatsuya Mori, A+30)

9.VOYAGE TO TERANGGANU (2016, Amir Muhammad, Badrul Hisham Ismail, Malaysia, A+30)

10.ZEN & BONES (2016, Takayuki Nakamura, A+30)

11.GLITTERING HANDS (2015, Bora Lee-kil, South Korea, documentary, A+30)

12.PETER VON BAGH (2016, Tapio Piirainen, Finland, A+30)

13.ARTISTS IN WONDERLAND (1998, Makoto Sato, Japan, A+30)

14.HELSINKI, FOREVER (2008, Peter von Bagh, Finland, documentary, A+30)

15.SUNDAY BEAUTY QUEEN (2016, Baby Ruth Villarama, Hong Kong/Philippines, A+25)

16.CUTS (2016, Chairun Nissa, Indonesia, A+25)

17.THE NAVEL TREE (2017, Cherdpong Laoyont, A+20)

--สรุปว่าชอบ SELF AND OTHERS มากที่สุด เราว่ามันมี sense คล้ายๆ Marguerite Duras ในแง่ที่ว่า มันเป็นการนำ voiceover แบบล่องลอยมาใช้ประกอบกับภาพวิวทิวทัศน์โล่งๆในแบบที่ทรงพลังมากๆน่ะ

ผู้กำกับหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เวลาที่เราดูภาพวิวทิวทัศน์ใน SELF AND OTHERS แล้วเรารู้สึกเหมือนกับว่า มันเป็นการมองภาพ สิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันด้วยสายตาของคนใกล้ตายน่ะ คือถ้าหากเราเป็นคนป่วยที่ใกล้ตาย เราอาจจะมองภาพท้องถนนธรรมด, แสงอาทิตย์ธรรมดา, สวนสาธารณะธรรมดา, ห้องหับธรรมดา, ท้องทะเลธรรมดา ด้วย sense ที่เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่งดงามสุดๆก็ได้ เพราะสิ่งที่เราเคยมองว่ามันเป็นสิ่งธรรมดามาก่อน แต่พอเรารู้ว่าเราอาจจะไม่ได้สัมผัสมันอีกแล้ว เพราะเรากำลังจะลาจากโลกนี้ไปแล้ว มันก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆขึ้นมาในทันที

คือ SELF AND OTHERS มันทำให้เรานึกถึงหนึ่งในหนังที่หนังที่เราชอบที่สุดในชีวิต นั่นก็คือหนังเรื่อง DYING AT A HOSPITAL (1993, Jun Ichikawa) ที่เป็นการเล่าเรื่องของกลุ่มคนชราที่นอนรอความตายในโรงพยาบาล โดยมีการตัดสลับภาพท้องถนนธรรมดาเข้ามาในหนังเป็นระยะๆและการตัดสลับภาพท้องถนนธรรมดากับภาพกลุ่มผู้ป่วยใกล้ตายเข้าด้วยกันในหนังเรื่องนั้น มันทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรงที่สุดต่อคำว่า ชีวิต

เราว่า SELF AND OTHERS ทำให้เรารู้สึกคล้ายๆกับ DYING AT A HOSPITAL, หนังของ Marguerite Duras และหนังอย่าง ALL MY LIFE (1966, Bruce Bailie) โดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า หนังกลุ่มนี้ถ่ายภาพ แอ่งน้ำเล็กๆผ่านทางมุมมองของคนที่เดินทางรอนแรมในทะเลทรายมาแล้ว 2 วัน และกระหายน้ำอย่างรุนแรงน่ะ ภาพแอ่งน้ำเล็กๆที่อาจจะธรรมดาสุดๆในสายตาของคนทั่วไป มันจะกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ให้ความรู้สึกงดงามที่สุดในสายตาของคนที่กำลังจะขาดน้ำตายกลางทะเลทราย

ภาพ ท้องถนนธรรมดาและ สิ่งธรรมดาในหนังอย่าง SELF AND OTHERS, DYING AT A HOSPITAL และ ALL MY LIFE ก็ให้ความรู้สึกต่อเราในแบบเดียวกัน พอเราได้เห็นภาพสิ่งธรรมดาในหนังเหล่านี้ มันทำให้เรารู้สึกราวกับว่ามันช่างเป็นสิ่งที่งดงามที่สุดในโลก ราวกับว่าเราจะไม่ได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว เราจะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์, ได้สัมผัสอุณหภูมิจากแสงอาทิตย์, ได้กลิ่นทะเลอะไรเหล่านี้อีกแล้ว เพราะเวลาของเราบนโลกนี้กำลังจะหมดลงแล้ว

Films seen in the Mini Wathann Film Festival in Bangkok in 2017

Films seen in the Mini Wathann Film Festival in Bangkok in 2017

All films are from Myanmar

In roughly preferential order

1.THE MONK (2014, The Maw Naing, 93min, A+30)

--ชอบวิธีการเล่าเรื่องในฉากจบมากๆ

--ดูแล้วรู้สึกว่ามันเป็นด้านกลับของธุดงควัตร WANDERING (2016, Boonsong Nakphoo) ในแง่ที่ว่า THE MONK นำเสนอพระโดยเน้นไปที่ ประเด็นทางโลกย์ และสังคมส่วน WANDERING นำเสนอพระโดยเน้นไปที่ “spiritual satisfaction ในใจตัวละครคือหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกันซะทีเดียวนะ แต่เรารู้สึกว่าพอมันนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว มันสนุกดี 

--ส่วนที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างหนังสองเรื่องนี้ก็มีอย่างเช่น บทบาทของพระผู้เคร่งครัด โดยใน WANDERING นั้น พระผู้เคร่งครัดถูกนำเสนอในฐานะของผู้ที่ควรเคารพนับถือบูชา ส่วนใน THE MONK นั้น พระผู้เคร่งครัดถูกนำเสนอในแบบที่กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า ท่านเคร่งครัดเกินไปหรือเปล่า, ท่านตึงเกินไปหรือเปล่า และสิ่งที่ท่านทำนั้นเข้ากับสังคมและชาวบ้านจริงๆหรือไม่ โดยตัวละครที่ตั้งคำถามต่อพระเจ้าอาวาสในหนังเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ ก็คือตัวละครเจ้าของโรงสีข้าว ที่ไม่ยอมบริจาคเงินช่วยเหลือเจ้าอาวาส

แต่ THE MONK ก็ไม่ได้นำเสนอพระเจ้าอาวาสในทางลบนะ หนังเพียงแค่นำเสนอพระเจ้าอาวาสที่เคร่งครัดในฐานะของมนุษย์คนนึงที่มีนิสัยแบบนี้ ส่วนเราจะมองว่าท่านทำถูกหรือทำผิด ผู้ชมแต่ละคนก็ตัดสินใจได้เอง 

--พระเอกของ THE MONK กับ WANDERING ก็เป็นคู่เปรียบเทียบที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจดี พระเอกของ THE MONK มีจิตใจฝักใฝ่ในทางโลกย์, อยากฟังเพลง, อยากมีเมีย แต่เขาต้องจำใจต้องเป็นพระต่อไป เพราะดูเหมือนเขาไม่เหลือทางเดินอื่นๆในชีวิตให้เลือกเดินมากนัก ความจำเป็นทางการเงินและชะตาชีวิตที่อับจนเป็นเหตุผลสำคัญให้เขาตัดสินใจเป็นพระต่อไป 

ส่วนพระเอกของ WANDERING นั้น ถ้าเราจำไม่ผิด ความสุขทางใจที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาเป็นพระต่อไป

--ชอบความยากลำบากของพระเอกในคืนที่ตระเวนหาผู้บริจาคเลือดมากๆ เขาต้องเดินทางเร่ร่อนอย่างเหน็ดเหนื่อยไปทั่วเมืองในคืนนั้น และเราก็รู้สึกอินกับความลำบากของตัวละครในเหตุการณ์นี้น่ะ มันทำให้นึกถึงตัวเราเองที่รู้สึกว่า การพยายามจะมีชีวิตอยู่ต่อไปมันเป็นสิ่งที่ยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยเสียเต็มประดา

หนังอีกเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกอินในแบบเดียวกันคือ THE CASTLE (1997, Michael Haneke) ที่ตัวละครพระเอกก็เดินทางแสวงหาปราสาทอย่างเหน็ดเหนื่อยไม่หยุดพักตลอดทั้งคืนเหมือนกัน (ถ้าจำไม่ผิด) ความเหน็ดเหนื่อยของพระเอกใน THE MONK กับ THE CASTLE นี่เป็นสิ่งที่เราอินด้วยมากๆ

2.FOURTEEN DEGREES CELSIUS, A HUNDRED MILES PER HOUR (2015, Nyi Lynn Htet, A+30)

3.MAWTIN JETTY (2015, Ten Men, A+30)

4.SAMANERA (2016, Tay Zar Win Htun, Zaw Win Htwe, documentary, 45min, A+30)

5.READY IN 5 MINUTES (2016, Swam Yaund Ni, documentary, A+30)

6.NOW I’M 13 (2014, Shin Daewe, documentary, A+30)

7.PERIOD@PERIOD (2016, Hnin Ei Hlaing, A+30)

8.UNFINISHED PAINTING (2015, Wai Mar Nyunt, documentary, 70min, A+30)

9.LIKE UMBRELLA, LIKE KING (2015, Moe Satt, A+30)

10.MRAUK OO STORY (2015, Aung Min, Tha Kyaw Htay, A+30)

11.TRANSIT (2014, Saw Min Maw, documentary, A+25)
ผู้กำกับหนังเรื่องนี้น่ารักมาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
https://www.facebook.com/saw.m.maw

12.MOVE (2015, Khong Soe Moe, documentary, A+25)

13.4 BLOOMING SOUND (2016, Phyu Mon, A+25)

14.THE PLACE (2015, Khin Khin Su, A+25)

15.THE SPECIAL ONE (2016, Lamin Oo, documentary, A+20)

16.THE KITE (2015, L. Minpae Mon, A+15)

17.SPORADIC RAIN (2015, Mg Sun, A+15)

18.SAW KAE (ONCE UPON A TIME) (2016, Zaw Bo Bo Hein, A+15)

19.MOTHER (2016, Shun Wint Aung, A+15)

20.RHYTHM (2015, Pyin Nyar Zeya, A+10)

21.ACROSS THE RIVERWIND (2016, Kriz Chan Nyein, A+5)

22.CHASING ROSES (2015, Kriz Chann Yein, A+)

23.THE RED IN RED (2016, Khin Su Kyi, documentary, A-)

24.SILENCE (2015, Htoo Paing Zaw Oo, A-)

FOURTEEN DEGREES CELSIUS, A HUNDRED MILES PER HOUR (2015, Nyi Lynn Htet, Myanmar, A+30)

ชอบความบ้าๆบอๆของมัน รู้สึกว่าในแง่นึงมันเหมือนเป็นญาติห่างๆของหนังอย่าง THE PHANTOM OF LIBERTY (1974) และ THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972) ของ Luis Buñuel เพราะตัวละครในหนังพวกนี้มักจะทำอะไรที่ผิดหลักเหตุผลอย่างตั้งใจ เหตุการณ์ประหลาดๆที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีคำอธิบายในหนังเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงหนังของบุนเยลและพวกหนัง magical realism ด้วย

ดูจบแล้วก็ไม่สามารถตีความอะไรในหนังได้เลย แต่รู้สีกดีกับหนังมากๆ

MAWTIN JETTY (2015, Ten Men, Myanmar, A+30)

ชอบที่หนังเหมือนจับเอา 3 เหตุการณ์เล็กๆที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมาทำให้เกิดผลกระทบทางอารมณ์อย่างประหลาด เหตุการณ์แรก WOMAN เป็นเรื่องของหญิงชาวบ้านคนนึงที่ตามหาชายหนุ่มคนนึงไปเรื่อยๆ และในที่สุดเธอก็เอาอาหารไปให้ชายหนุ่มคนนั้นกินที่ท่าเรือ แล้วก็นั่งมองเขากินอย่างมีความสุข

ทำไมเราถึงอินกับ WOMAN มากๆก็ไม่รู้ รู้สึกเหมือนเราเข้าใจผู้หญิงในเรื่องเป็นอย่างดี เราเข้าใจว่าเธอคงเอาข้าวกลางวันไปให้ผัวกินน่ะ และเราเดาเอาเองว่าผัวของเธออาจจะเป็นแรงงานรับจ้างที่ไม่ได้มีงานประจำทำ แต่อาจจะเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อยๆ แล้วแต่ว่าวันไหนจะถูกจ้างไปใช้แรงงานที่ไหน (เธอก็เลยไม่รู้ว่าผัวเธอทำงานที่ไหนในวันนั้น) และการได้นั่งมองผัวหนุ่มกินข้าวที่ตัวเองทำคงเป็นอะไรที่ทำให้เธอมีความสุขสุดๆแล้ว เราว่าหนังถ่ายทอดกิจวัตรที่ดูเหมือนธรรมดาและเรียบง่ายนี้ออกมาได้อย่างงดงามและทรงพลังมากๆสำหรับเรา

ช่วงที่สอง GALLERY นี่เป็นช่วงที่หวาดเสียวมากๆสำหรับเรานะ เพราะเนื้อหาของมันสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นหนัง ซาบซึ้งเกินเหตุได้ง่ายมากๆน่ะ เราเข้าใจว่ามันเล่าเรื่องของคนจนคนนึงที่อยากเข้าไปดู paintings ในแกลเลอรี่ แต่ไม่กล้าเข้าไป เพราะมันเป็นพื้นที่ของชนชั้นกลางและคนรวย แต่ในที่สุดคนดูแลแกลเลอรี่ก็สังเกตเห็นเขา และชวนให้เขาเข้ามาดูภาพวาดในแกลเลอรี่

เราว่าช่วงที่สองหนังคุมโทนอารมณ์ได้ดีมาก เพราะถ้ามันใส่ดนตรีประกอบมากเกินไป หรือพยายามบีบคั้นอารมณ์จากคนดูและตัวละครมากเกินไป มันจะกลายเป็นหนังแย่ในทันที แต่การที่หนังไม่ได้บอกว่าคนดูควรรู้สึกยังไง และตัวละครในหนังก็ไม่ได้ทำเหมือนกับว่านี่เป็นเหตุการณ์แห่งความกรุณาปรานีเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์อย่างยิ่งใหญ่ มันเป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น มันก็เลยทำให้เราชอบช่วงที่สองของหนังมากเช่นกัน

ช่วงที่สามของหนัง WAITING เล่าเรื่องของพระที่ต้องการลงเรือข้ามฟาก แต่ดูเหมือนคนดูแลเรือข้ามฟากไม่สนใจ และไปนั่งหลับ ปล่อยให้พระนั่งรอเงกในเรือไปเรื่อยๆเป็นเวลานาน

ดูแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่า WAITING ต้องการสื่ออะไร แต่ก็ชอบมากๆอยู่ดี

เราว่า MAWTIN JETTY เหมือนเป็นญาติห่างๆของหนังของ Tossapol Boonsinsukh นะ เพราะหนังของทศพลบางเรื่องก็มีการจับเอา moments เล็กๆน้อยๆที่น่าประทับใจมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่หนังของทศพลจะสะท้อนมุมเล็กๆน้อยๆในชีวิตชนชั้นกลาง ในขณะที่ MAWTIN JETTY ใช้ฉากหลังที่เต็มไปด้วยคนจน

อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือว่า หนังของ Tossapol Boonsinsukh และ MAWTIN JETTY ไม่ได้บอกว่าคนดูควรรู้สึกยังไง แต่หนังกลุ่มนี้กลับทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างที่รุนแรง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แปลกๆ หาคำ adjective มาบรรยายไม่ได้ มันไม่ใช่ สุข”, “เศร้า”, “เหงาอะไรแบบนี้ซะทีเดียว มันเป็นความรู้สึกที่อยู่นอกเหนือคำในภาษา


SAMANERA (2016, Tay Zar Win Htun, Zaw Win Htwe, Myanmar, documentary, 45min, A+30)

ชอบการที่หนังจับสังเกต moments เล็กๆน้อยๆของชาวบ้านมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันตลอดทั้งเรื่อง ในแง่นึงมันเหมือนกับ RAILWAY SLEEPERS (2016, Sompot Chidgasornpongse) น่ะ คือมันเต็มไปด้วย moments เล็กๆน้อยๆที่งดงามในตัวมันเองมากมาย และ moments เล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไม่ได้ส่ง message ที่ชัดเจนใดๆ 

เราว่าการตัดต่อหนังแบบนี้ยากมากๆ คือหนังอย่าง SAMANERA จริงๆแล้วมันก็อาจจะมี message และมีธีมหลักของมันน่ะแหละ แต่หลายฉากของมันเหมือนไม่ได้ถูกครอบงำด้วยการส่งสารที่เฉพาะเจาะจงต่อคนดู แต่เป็นเพียงการจับสังเกตอิริยาบถ, อากัปกิริยา, กิจวัตรเล็กๆน้อยๆของมนุษย์ในพื้นที่หนึ่งๆเท่านั้น และพอฉากเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกันเพื่อส่งสารที่เฉพาะเจาะจง มันก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากมากๆในการตัดสินใจว่า จะเลือกฉากใดบ้างเข้ามาไว้ในหนัง และจะเรียงฉากไหนต่อกับฉากไหนดี และแต่ละฉากควรจะยาวสั้นเพียงใด คือพอมันไม่ถูกครอบงำด้วย message แล้ว มันก็เลยมีอิสระมากๆในการเลือกฉาก, การเรียงฉาก และการกำหนดความสั้นยาวของฉาก

มันต้องใช้ sense ที่ดีมากจริงๆในการทำหนังแบบนี้ออกมาได้ และเราว่าทั้ง Sompot Chidgasornpongse และผู้กำกับ SAMANERA ทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ

Films seen in the Japanese Film Festival 2017

Films seen in the Japanese Film Festival 2017

In preferential order

1.THE MAGNIFICENT NINE (2016, Yoshihiro Nakamura, A+30)

2.CREEPY (2016, Kiyoshi Kurosawa, A+30)

3.SATOSHI: A MOVE FOR TOMORROW (2016, Yoshitaka Mori, A+30)

4.SWEET BEAN (2015, Naomi Kawase, A+30)

5.IN THIS CORNER OF THE WORLD (2016, Sunao Katabuchi, Japan, animation, 128min, A+30)

6.HER LOVE BOILS BATHWATER (2016, Ryota Nakano, A+30)

7.THE TOP SECRET: MURDER IN MIND (2016, Keishi Ohtomo, Japan, 148min, A+30)

8.THE MOHICAN COMES HOME (2016, Shuichi Okita, Japan, A+30)

9.SANADA TEN BRAVES (2016, Yukihiko Tsutsumi, Japan, A+30)

10.CHIHAYAFURU PART 1 (2016, Norihiro Koizumi, Japan, A+30)

11.WHAT A WONDERFUL FAMILY! (2016, Yoji Yamada, A+25)

12.GOLD MEDAL MAN (2016, Teruyoshi Uchimura, A+25)

13.CHIHAYAFURU PART 2 (2016, Norihiro Koizumi, A+15)

--อันดับความชอบหนังแต่ละเรื่องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมี ตัวเปรียบเทียบอย่างเช่นในตอนแรกเราชอบ THE TOP SECRET: MURDER IN MIND มากๆ แต่พอได้ดู CREEPY มันก็เหมือนทำให้เราชอบ TOP SECRET น้อยลง เพราะเรารู้สึกว่า TOP SECRET มันพูดถึง ฆาตกรโรคจิตที่เป็น คนอื่นในขณะที่ CREEPY มันพูดถึง ความชั่วร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์หลายๆคน เพราะฉะนั้นในกรณีของ CREEPY มันก็เลยเหมือนกับพูดถึงความเป็น inhuman หรือ ความมืดที่แอบซ่อนอยู่ใน ตัวเราเองและมันก็เลยทำให้ CREEPY ส่งผลกระทบต่อเรามากกว่า TOP SECRET ที่พูดถึง inhumanity ในตัว คนอื่นๆ

Tuesday, February 16, 2016

Japanese Film Festival in 2016

Japanese Film Festival in 2016

ดูหนังในเทศกาลนี้แล้วนึกถึงอารมณ์ตอนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยต้นทศวรรษ 1980 มากๆ โดยเฉพาะการ์ตูนอย่างเรื่องสัญญากุ๊กกิ๊ก” (Shibata Ayako) และ นั๊กกี้ จอมใจจอมแก่นหรือ ATTENTION STUDENTS! (1977-1984, Shoji Yoko)

(in preferential order)
1.POISON BERRY IN MY BRAIN (2015, Yuichi Sato, A+30)
2.THREE STORIES OF LOVE (2015, Ryosuke Hashiguchi, A+30)
3.LOVE & PEACE (2015, Sion Sono, A+30)
4.MY PRETEND GIRLFRIEND (2014, Saiji Yakumo. A+30)
5.JINX!!! (2013, Naoto Kumazawa, A+30)
6.CLOSE RANGE LOVE (2014, Naoto Kumazawa, A+30)
7.BE SURE TO SHARE (2009, Sion Sono, A+25)
8.BEYOND THE MEMORIES (2013, Takehiko Shinjo, A+15)
9.IT ALL BEGAN WHEN I MET YOU (2013, Katsuhide Motoki, B+ )

MY PRETEND GIRLFRIEND (2014, Saiji Yakumo, Japan, A+30)
ชอบมากที่ตัวละคร "ผู้ชายจนๆที่พยายามจับผู้หญิงรวยๆแต่งงาน" ไม่ได้ถูก treat เป็นผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้

BEYOND THE MEMORIES (2013, Takehiko Shinjo, Japan, A+15)
ฉากที่คลาสสิคที่สุดคือฉากที่เด็กหญิง 4 ขวบที่เป็นใบ้มาตั้งแต่กำเนิด แต่พอเธอเห็นผู้ชายหล่อๆ เธอก็วิ่งเข้าไปหาเขา แล้วพูดว่า "มากินข้าวด้วยกันมั้ยคะ" แล้วเธอก็หายเป็นใบ้ในทันที !!!!!!

THREE STORIES OF LOVE (2015, Ryosuke Hashiguchi, Japan, A+30)

ดูแล้วนึกถึง Ulrich Seidl

Saturday, June 27, 2015

FAVORITE FILM RETROSPECTIVES IN BANGKOK

FAVORITE FILM RETROSPECTIVES IN BANGKOK
เนื่องจากกำลังจะมีการจัดงาน retrospective ของ John Torres ที่ Reading Room ในวันที่ 27-28 มิ.ย.นี้ เราก็เลยนั่งรำลึกความหลังว่ามีการจัดงาน retrospective หรืองาน showcase ของผู้กำกับภาพยนตร์คนไหนที่เราชอบบ้างในช่วงที่ผ่านมา
(in alphabetical order)
1.Alain Tanner ใน World Film Festival of Bangkok ปี 2009
2.Alexander Kluge โดยกลุ่ม Filmvirus ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อราว 10 กว่าปีก่อน
3.Arturo Ripstein ในงานเทศกาลภาพยนตร์เม็กซิโกที่โรงหนังลิโด ปี 2004
4.Bruce Baillie จัดในเทศกาลภาพยนตร์ทดลอง ที่สมาคมฝรั่งเศส ปี 1999
5.Dogdin Gunyamarn ดอกดิน กัญญามาลย์ ที่โรงหนัง House RCA เมื่อ 5-6 ปีก่อน
6.Fred Kelemen จัดโดยกลุ่ม Filmvirus ปี 2007
7.Hans-Jurgen Syberberg จัดโดยกลุ่ม Filmvirus และสถาบัน Goethe ในปี 2004
8.Harun Farocki จัดโดยกลุ่ม Filmvirus ที่ Reading Room ในปี 2014
9.Herbert Achternbusch ที่สถาบันเกอเธ่ ประมาณปี 2001
10.Jun Ichikawa จัดโดย Japan Foundation ที่อาคารเสริมมิตร ถ.อโศก ประมาณปี 1998
11.Krzysztof Kieslowski มีหนังยุคแรกๆของเขามาฉายในงานนี้ จัดใน World Film Festival of Bangkok ปี 2006
12.Lav Diaz โดยกลุ่ม Filmvirus ในปี 2009
13.Marguerite Duras จัดโดย Filmvirus ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2013
14.Peter Greenaway จัดโดย British Council สยามสแควร์เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน
15.Rattana Pestonji รัตน์ เปสตันยี จัดที่หอประชุม AUA ในช่วงปลายทศวรรษ 1990
16.Shyam Benegal ใน World Film Festival of Bangkok 2008
17.Ulrike Ottinger ใน World Film Festival of Bangkok 2005

Thursday, November 06, 2014

FIFTEEN FAVORITE FILMS SEEN IN THE WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK 2003-2014



I was tagged by Golff Apisith a few months ago to list fifteen favorite films. So here is my list. However, this list only includes films I saw in the World Film Festival of Bangkok from 2003-2014.

FIFTEEN FAVORITE FILMS SEEN IN THE WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK 2003-2014

1.AARAKSHAN (2011, Prakash Jha, India)
2.ANGEL’S FALL (2004, Semih Kaplanoglu, Turkey)
3.DIVINE INTERVENTION (2002, Elia Suleiman, Palestine)
4.ECLIPSES (2012, Daniel Hui, Singapore)
5.FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger, Germany)
6.GOODBYE TO LANGUAGE 3D (2014, Jean-Luc Godard, France)
7.PHANTOM LOVE (2007, Nina Menkes, USA)
8.LISTENER’S TALE (2007, Arghya Basu, India, documentary)
9.I FORGOT THE TITLE (2009, Christelle Lheureux, Italy)
10.THE NIGHT WILL PAY (2003, Nestor Mazzini, Argentina)
11.RUHR (2009, James Benning, Germany)
12.SALTIMBANK (2003, Jean-Claude Biette, France)
13.SEVEN DAYS SEVEN NIGHTS (2003, Joel Cano, Cuba)
14.SILENCE WILL SPEAK (2006, Punlop Horharin, Thailand)
15.TURIN HORSE (2011, Bela Tarr, Hungary)

The lists of all the films I saw in the WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK can be found in the links below:

The 12th World Film (2014)

11 (2013)

10 (LATE 2012)

9 (EARLY 2012)

8 (2010)

7 (2009)

6 (2008)

5 (2007)

4 (2006)

3 (2005)

2 (2004)

1 (2003)

The list for my favorite films of all time can be found here:



Tuesday, October 28, 2014

Films I saw in the “12th World Film Festival of Bangkok”

Films I saw in the “12th World Film Festival of Bangkok”

(in preferential order)

ระดับความชอบที่มีต่อหนังบางเรื่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป อย่างเช่น 3 INDIAN TALES และ SO MUCH WATER

1.GOODBYE TO LANGUAGE 3D (2014, Jean-Luc Godard, A+30)

2.MY SISTER’S QUINCEAÑERA (2013, Aaron Douglas Johnston, USA, A+30)

3.THE CONGRESS (2013, Ari Folman, Israel, A+30)

4.TAPROBANA (2014, Gabriel Abrantes, Portugal, 24min, A+30)

5.BIRDS (2014, Ulu Braun, Germany, 15min, A+30)

6.JOURNEY TO THE WEST (2014, Tsai Ming-liang, A+30)

7.TALES OF THE NIGHT (2011, Michel Ocelot, France, animation, A+30)

8.TIMBUKTU (2014, Abderrahmane Sissako, Mauritania, A+30)

9.MOMMY (2014, Xavier Dolan, Canada, A+30)

10.AVIYA’S SUMMER (1988, Eli Cohen, Israel, A+30)

11.SYMPHONY NO. 42 (2013, Reka Bucsi, Hungary, animation, 10min, A+30)

12.3 INDIAN TALES (2014, Robert Morin, Canada, A+30)

13.THE MUTE (EL MUDO) (2013, Daniel Vega + Diego Vega, Peru, A+30)

14.ATTILA MARCEL (2013, Sylvain Chomet, France, A+30)

15.HOME & KEY (2014, Shwan Attoof, Iraq, 14min, A+30)

16.THE BLUE ROOM (2014, Mathieu Amalric, France, A+25)

17.TYRES (2012, Kyaw Myo Lwin, Myanmar, documentary, 35min, A+25)

18.ICE POISON (2014, Midi Z, Myanmar/Taiwan, A+25)

19.THE LIFE AFTER (2013, David Pablos, Mexico, A+25)

20.BLACK & WHITE (2014, Jalal Saedpanah, Iraq, 18min, A+25)

21.SO MUCH WATER (2013, Ana Guevara + Leticia Jorge, Uruguay, A+20)

22.MARC JACOBS (2013, Sam de Jong, Netherlands, 17min, A+20)

23.A PARADISE (2013, Jayisha Patel, Cuba, documentary, A+20)

24.THE TALE OF PRINCESS KAGUYA (2013, Isao Takahata, Japan, animation, A+20)

25.28 (2014, Prasanna Jayakody, Sri Lanka, A+20)

26.LOOKING FOR A FRIEND (2013, Karma Gava + Alvise Morato, Italy/Japan, documentary, 19min, A+20)

27.VILLA TOUMA (2014, Suha Arraf, Israel/Palestine, A+20)

28.SPINNING PLATES (2012, Joseph Levy, USA, documentary, A+15)

29.BETWEEN YESTERDAY AND TOMORROW (2013, Nilendra Deshapriya, Sri Lanka, A+15)

30.ERNEST & CELESTINE (2012, Stéphane Aubier + Vincent Patar + Benjamin Renner, France, animation, A+10)

31.CHASING FIREFLIES (2013, Roberto Flores Prieto, Colombia, A+10)

32.SOFIA AND THE STUBBORN MAN (2012, Andrés Burgos, Colombia, A+5)

33.MINUSCULE: VALLEY OF THE LOST ANTS 3D (2013, Hélène Giraud + Thomas Szabo, France, animation, A+5)

34.CARMINA OR BLOW UP (2012, Paco Leon, Spain, A+)

35.A MATTER OF SIZE (2009, Sharon Maymon + Erez Tadmor, Israel, A+)

36.GOLDEN DEMONIC (2014, Full Marching Order, Thailand, documentary, A+)

37.END CREDITS (2013, Bak Chee Hong, Malaysia, documentary, A)

38.YOUR RIVER, MY RIVER, OUR SOUL น้ำ ฟ้า ป่า น่าน (2014, Sirapak Phowboonkerd, B )

Films seen outside the festival during the same period:

1.GONE GIRL (2014, David Fincher, A+30)

2.THE BEST OF ME (2014, Michael Hoffman, B+ )


3.DANGEROUS BOYS วัยเป้งง นักเลงขาสั้น (2014, Poj Arnon, B- )