Wednesday, March 18, 2026

MARTY SUPREME VS. QUEEN VETEHI

 

อ่านที่ Nawapol เขียนแล้วนึกถึงตอนเราอยู่มัธยมในช่วงทศวรรษ 1980  ในยุคนั้น “หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์” หลาย ๆ เรื่องเป็นหนังที่หาดูยากสุดขีดจริง ๆและถ้าหากเราจำไม่ผิด “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดสดในไทยด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่มีเคเบิลทีวี ยุคนั้นยังมีสถานีโทรทัศน์แค่ 5 ช่อง แล้ว “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็มักจะได้มาแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในไทยหลังจากประกาศผลไปนานแล้ว 1 เดือน หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่านะ หรือว่าเราจำผิด มีใครจำอะไรพวกนี้ในทศวรรษ 1980 ได้บ้างไหม  คือเหมือนกับว่าตอนที่เราดูงานประกาศผลออสการ์ทางโทรทัศน์ในไทย เราก็ดูเพื่อที่จะได้ดูดารา แต่ไม่ได้ดูเพื่อลุ้นผล เพราะว่าผลมันประกาศมานานแล้ว 1 เดือนก่อนที่งานออสการ์จะได้มาออกอากาศในไทย

 

คือเหมือนในทศวรรษ 1980 โทรทัศน์ในไทยต้องเปิดสถานีตอน 16.00 น. และปิดสถานีตอน 24.00 น.ในวันจันทร์ถึงศุกร์ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นงานออสการ์ที่มักจะจัดในช่วงเวลาที่ตรงกับ “เช้าวันอังคาร” ของไทยในยุคนั้น ก็เลยหมดสิทธิ์ “ถ่ายทอดสด” ในไทยไปด้วย เพราะว่าสถานีโทรทัศน์ในไทยจะเริ่มแพร่ภาพได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลา 16.00 น.แล้วในส่วนของวันจันทร์ถึงศุกร์

 

ครั้งแรกในชีวิตที่เราได้ดูงานถ่ายทอดสดรางวัลออสการ์แบบตรงกับเวลาที่เมืองนอกจริง ๆ คือตอนที่มีสถานีเคเบิลทีวี IBC ตอนนั้นเราจำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ แห่ไปดูกันที่บ้านเพื่อนที่มีเคเบิลทีวีในช่วงปลายเดือนมี.ค. 1992 ปีนั้นเป็นปีที่ THE SILENCE OF THE LAMBS ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม และหนังที่เข้าชิงอีก 4 เรื่องก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยหมดทุกเรื่อง ซึ่งก็คือ BEAUTY AND THE BEAST (1991, Gary Trousdale, Kirk Wise), BUGSY (1991, Barry Levinson), THE PRINCE OF TIDES (1991, Barbra Streisand)  ที่เข้าฉายในไทยแบบโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้เหตุผลมาก ๆ และ JFK (1991, Oliver Stone) ที่เข้าฉายในไทยในช่วงที่เกิด “พฤษภาทมิฬ”

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังไม่ได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศในปีนั้นครบทุกเรื่องอยู่ดี เพราะว่าเรายังไม่ได้ดู CHILDREN OF NATURE (1991, Fridrik Thor Fridriksson, Iceland) กับ THE ELEMENTARY SCHOOL (1991, Jan Sverak, Czechoslovakia)

 

แต่ดีใจที่หนังที่เข้าชิงปีนั้นเรื่อง RAISE THE RED LANTERN ผู้หญิงคนที่ 4 ชิงโคมแดง (1991, Zhang Yimou, China) ได้ลงโรงฉายในไทยด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเซ็นจูรี่ ส่วน THE OX (1991, Sven Nykvist, Sweden) ก็ได้มาฉายทางโทรทัศน์ทางช่อง 5

 

เหตุการณ์ที่ไร้สาระแต่เรายังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เรากับเพื่อน ๆ ได้ไปดูหนังเรื่อง THE PRINCE OF TIDES ที่โรง “ไมโครแม็ค” ชั้นล่างโรงหนังแมคเคนนา แล้วเพื่อนเราก็กรี๊ดกร๊าด บอกว่า คนดูคนนึงในโรงหล่อมาก หน้าตาคล้าย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

 

ปรากฏว่าเวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เหมือนเหตุการณ์นี้มันแสดงให้เห็นว่า เรากับเพื่อน ๆ เคยกรี๊ดกร๊าด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กันอย่างรุนแรงขนาดไหนในปี 1992 ก่อนที่ความเห็นของเราที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ที่ Nawapol เขียน
https://web.facebook.com/photo?fbid=1441357794027913&set=a.208129860684052

++++

กรี๊ดด เพิ่งรู้ว่ามันมีหนังกลุ่ม TAIWAN BLACK MOVIES ด้วย ซึ่งเป็นหนัง exploitation ที่ผลิตกันเยอะในไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เราไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้มาก่อนเลย อยากดูมาก ๆ ค่ะ หวังว่าจะมีคนนำหนังกลุ่มนี้มาฉายในไทยนะคะ

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้

 

1. WOMAN REVENGER (1981, Tsai Yang-ming, Taiwan)

 

2. THE LADY AVENGER (1981, Yang Chia-yun, Taiwan) เรื่องนี้กำกับโดยผุ้หญิง

 

3. THE WOMAN OF WRATH (1984, Tseng Chuang-hsiang, Taiwan) หนังด่า patriarchy

 

Edit เพิ่ม: ขำที่ไต้หวันก่อนหน้านั้นเน้นหนังแนว HEALTHY REALISM ในทศวรรษ 1960-1970 แล้วมันก็สวิงมาเป็น TAIWAN BLACK MOVIES เลยในช่วงปลายทศวรรษ 1970 55555 เราเดาว่าคนดูยุคนั้นอาจจะเริ่มเบื่อการ propaganda ของรัฐบาลไต้หวันในหนังกลุ่ม HEALTHY REALISM ที่เน้นค่านิยมแบบขงจื๊อ

+++

เดาว่าน่าจะมีความใกล้เคียงกันในระดับหนึ่งครับ เพราะหนังทั้ง 3 กลุ่มนี้น่าจะเน้น sex + violence อย่างรุนแรงทั้ง 3 กลุ่ม แต่หนัง TAIWAN BLACK MOVIES นั้นจะมีความ SOCIAL REALIST อยู่ด้วย โดยเน้นสร้างหนังที่ดัดแปลงจาก “ข่าวฉาว” ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ถ้าหากผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ

 

เข้าใจว่าในบรรดาหนัง pink film ของญี่ปุ่นนั้น มันจะมี subgenre ที่เรียกว่า pinky violence อยู่ด้วย ผมก็เลยเดาว่า pinky violence น่าจะใกล้เคียงกับ Taiwan Black Movies เพราะว่าหนังสองกลุ่มนี้อาจจะเน้น “หญิงสาวแก้แค้น” เหมือนกัน

 

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยดูหนัง 3 กลุ่มนี้เลย ทั้ง pink film, Hong Kong grade 3 films และ Taiwan Black Movies อาจจะต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ หรือไม่ก็มีการจัดงานฉายหนัง 3 กลุ่มนี้เทียบกันไปเลย น่าจะดีที่สุด 55555

+++

 

เมื่อราว 2 ปีก่อน คุณ Vorakorn Weerakul เคยตั้งชื่อเล่นให้สถานีรถไฟฟ้าแห่งนึงว่า สถานี “ไข่มุกแห่งเอเชีย”

 

เราเห็นแล้วก็เลยชอบมาก ๆ เราก็เลยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าอีกสองแห่งว่า

 

1. สถานี “ดาราคู่ขวัญจารุณี สุขสวัสดิ์”

 

2. สถานี “นักดนตรี”

 

เพื่อน ๆ คงตอบได้ว่า สถานีรถไฟฟ้าทั้งสามสถานีคือสถานีอะไร 55555

 

แล้วเพื่อน ๆ เคยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ บ้างไหมคะ

+++

 

อยากไปดูหนังในเทศกาลหนังเหล่านี้มาก ๆ หรืออยากให้หนังที่เคยฉายใน 10 เทศกาลนี้ได้มาฉายในไทยมาก ๆ ถึงแม้มันไม่ติด A-LIST อะไรแต่อย่างใดก็ตาม

 

1. Rotterdam International Film Festival

 

2. Yamagata International Documentary Film Festival

 

3. Sundance Film Festival

 

4. Viennale

 

5. Fantasporto ในโปรตุเกส

 

6. International Short Film Festival Oberhausen

แอบสงสัยว่าหนังสั้นใน Oberhausen นี่เข้าทางเรามากกว่าหนังสั้นในเทศกาล Clermant Ferrand หรือเปล่า

 

7. FIDMarseille

 

8. Il Cinema Ritrovato ในเมือง Bologna ของอิตาลี

 

9. Far East Film Festival ในเมือง Udine ของอิตาลี

 

10. Images Festival ในเมืองโตรอนโต ของแคนาดา อันนี้เน้นหนังทดลอง

https://www.screendaily.com/news/17-film-festivals-receive-official-a-list-classification-as-part-of-major-fiapf-revamp/5214719.article

+++

 

พอดู MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30) แล้วก็เลยนึกถึง “ตำนานพระนางเวเทหิ” โดยไม่ได้ตั้งใจมาก ๆ

 

เพราะใน MARTY SUPREME นั้น มันมีตัวละคร Bela Kletzki ซึ่งเป็นชาวยิวที่เคยถูกจับเข้าค่ายกักกันในช่วง Holocaust สงครามโลกครั้งที่สอง การที่เขาเป็นนักปิงปองชื่อดังส่งผลให้นาซีที่คุมค่ายอนุญาตให้เขาไปทำงานนอกค่ายได้ แล้วเขาก็ไปเจอรังผึ้งในป่านอกค่าย เขาก็เลยเอาน้ำผึ้งจากรังมาทาตามเนื้อตัวของเขา แล้วลักลอบนำเอาน้ำผึ้งดังกล่าวไปให้ชาวยิวคนอื่น ๆ ในค่ายกักกันได้กินโดยผ่านทางการเลียเนื้อตัวของเขา

 

เรื่องราวตรงส่วนนี้ใน MARTY SUPREME ก็เลยทำให้นึกถึงตำนานพระนางเวเทหิมาก ๆ โดยพระนางเวเทหินั้นเป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร แต่พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้นำพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก

 

อันนี้เป็นเนื้อเรื่องในตำนาน

 

“พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงส่งพระบิดา ไปคุมขังไว้ในห้องขัง รมด้วยควันไฟ อีกทั้งให้อดพระกระยาหาร 
ในเบื้องต้นพระเจ้าอชาตศัตรูอนุญาตให้พระมารดาเข้าเยี่ยมพระบิดาได้


แต่พระมารดาแอบลักลอบถวายพระกระยาหาร ด้วยวิธีการน่าสังเวชสลดใจทั้งสิ้น เช่น ทำอาหารให้ละเอียดที่สุดแล้วทาที่พระวรกายของพระนาง
เมื่อเข้าไปเยี่ยม ก็ถวายพระกระยาหารโดยให้พระเจ้าพิมพิสารเลียอาหารจากพระวรกาย เป็นต้น


ด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังคงทรงพระชนม์ชีพได้
ในเวลาถัดมา พระเจ้าอชาตศัตรูก็สั่งพระมารดาไม่ให้เยี่ยมพระบิดาอีกต่อไป”

 

อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/90803/-dhart-

++++

No comments: