Wednesday, March 11, 2026

OSCAR NOMINEES FOR BEST FOREIGN FILMS 2025 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

Favorite Scene from CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996, Elia Suleiman, Palestine, A+30) : ฉาก “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

หนึ่งในฉากที่ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่อง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE คือฉากที่ Elia Suleiman กับผู้ชายอีกคนนั่งอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึกใน Nazareth (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วอยู่ดี ๆ ก็เหมือนมีหนังสือตกลงมาตรงหน้าของทั้งสองคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตกลงมาจากไหน ตกลงมาจากท้องฟ้าหรือเปล่า แล้วผู้ชายคนนึงก็พูดว่า “It’s raining culture.” หรือ “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

เราชอบฉากนี้อย่างสุดขีดมาก เพราะเราไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันสร้างความประทับใจให้กับเราอย่างรุนแรงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าฉากนี้ถือเป็น magical realism ได้ไหม

 

ส่วนตัวหนัง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE โดยรวมนั้นเราก็ชอบมาก ๆ นะ กราบตีนมาก ๆ ที่หนังใช้โครงสร้างเหมือน ABOUT ENDLESSNESS (2019, Roy Andersson, Sweden, A+30) เพราะหนังเต็มไปด้วยฉากเล็ก ๆ เกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ดูเหมือนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันมาเรียงร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ แล้วมันออกมาดีงามมาก ๆ

 

ส่วนการแสดงในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วก็นึกถึง Buster Keaton กับ Jacques Tati มาก ๆ

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องนี้, DIVINE INTERVENTION (2002) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time กับ THE TIME THAT REMAINS (2009) แล้วเราก็พบว่า หนัง 3 เรื่องนี้มันลดความเฮี้ยนลงเรื่อย ๆ เพราะว่า CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE มันดูมีความเป็นหนังทดลองมากสุด มันแทบไม่มีความ narrative ใดๆ อีกต่อไปเหมือนกับ ABOUT ENDLESSNESS ส่วน DIVINE INTERVENTION เริ่มมีความ narrative แทรกเข้ามาบ้าง ในขณะที่ THE TIME THAT REMAINS ดู narrative มากสุด

 

เราไม่มีความรู้เรื่องปาเลสไตน์นะ แต่พอดู CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE แล้วก็สงสัยว่า ช่วงปี 1996 นั้น ถือว่าเป็นช่วงที่ “บ้านเมืองยังดี” ใช่ไหม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในปี 2000-2026 ที่บ้านเมืองดูเหมือนจะทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

คือจริง ๆ แล้วสถานการณ์ในช่วงปี 1996 มันก็ไม่ถือว่า “ดี” หรอกนะ เพียงแต่เราสงสัยว่า มันน่าจะ “ดีกว่าช่วงต่อ ๆ มา” เท่านั้นเอง คือเหมือนพอเราได้ดูหนังปาเลสไตน์ที่สร้างขึ้นในปีที่แตกต่างกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังเหล่านี้มันอาจจะบันทึกสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปด้วย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางดีวีดีที่ซื้อไว้นานมากแล้ว

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

 

1. เนื้อเรื่องที่หนังเรื่องนี้เล่าออกมาโดยตรง มันสะเทือนใจมาก ๆ เหมือนตัวหนังมันช่วยลด “ระยะห่าง” ระหว่างเรากับ “ข่าวปาเลสไตน์” คือเวลาที่เราอ่านข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารหมู่จำนวนมากในกาซา มันจะมี “ระยะห่าง” ระดับนึงระหว่างเรากับข่าวที่เราอ่าน และระยะห่างนั้นมันส่งผลให้เรา “รับรู้ข้อมูล” แต่ไม่ได้มี emotional involvement อย่างรุนแรงสุดขีดกับข่าวที่เราอ่าน

 

แต่พอเราได้ดูหนังแบบนี้ มันก็เหมือนช่วยลดระยะห่างระหว่างเรากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ “เพียงแค่” รับรู้ข้อมูลและรู้สึกเศร้าใจอีกต่อไป แต่มันทำให้หลายอย่างมันดูใกล้มากขึ้น ดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น ฝังลึกในความทรงจำมากขึ้น และสลัดไม่หลุดมากขึ้น

 

2. แต่หนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อตัวเรา “ในทางอ้อม” อย่างรุนแรงด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบในแบบที่หนัง “ไม่ได้ตั้งใจ” แม้แต่น้อย

 

คือพอหนังเรื่องนี้โฟกัสไปที่สมาชิกกลุ่มเสี้ยววงเดือนแดงที่พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “ความไม่สามารถทำอะไรได้” ของตัวเองในเรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องปาเลสไตน์

2.2 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องกกต.

2.3 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในอะไรหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงกฎหมายไทย

2.4 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

2.5 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Myanmar

2.6 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องฮ่องกง

2.7 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องยูเครน

2.8 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องอิหร่าน

2.9 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Venezuela

2.10 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Trump

ETC.

 

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ไม่ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่ก็คงจะ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะพอทำได้” ต่อไปก็แล้วกัน

 

3. กราบตีน Kaouther Ben Hania ตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไปเพียง 4 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 4 เรื่องอย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง THE VOICE OF HIND RAJAB, IMAMS GO TO SCHOOL (2010, UAE/France/Tunisia, documentary, 76min), THE CHALLAT OF TUNIS (2013, Tunisia/France) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

4. กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่ซื้อหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

-------

 

หนังที่ชิงออสการ์หนังต่างประเทศทั้ง 5 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบ

 

 

MY PREFERENTIAL ORDER FOR THE NOMINEES FOR OSCAR’S BEST FOREIGN FILM AWARD 2025

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ ได้รับการ commercially released ในโรงภาพยนตร์ไทยครบทั้ง 5 เรื่อง ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ ก็เลยส่งผลให้เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่องด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีสำหรับเรา เพราะครั้งล่าสุดที่เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่อง คือหนังที่เข้าชิงประจำปี 2010 ส่วนหนังที่เข้าชิงสาขานี้ประจำปี 2011-2024 นั้น เราได้ดูไม่ครบทั้ง 5 เรื่องในแต่ละปี

 

เราก็เลยถือโอกาสนี้ มาเรียงลำดับความชอบหนังทั้ง 5 เรื่องดีกว่า แน่นอนว่าเราชอบทั้ง 5 เรื่องในระดับ A+30

 

1. THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil)

 

ชอบเรื่องนี้มากสุด ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้วอย่างละเอียด เหมือนเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง “วิธีการกำกับภาพยนตร์” และ “ประเด็น/เนื้อเรื่อง” ของหนัง

 

2. THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine)

 

ชอบเรื่องนี้เป็นอันดับสอง ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ “ส่งผลกระทบในทางอ้อม” หรือ “ส่งผลกระทบในแบบที่ตัวหนังไม่ได้ตั้งใจ” ต่อตัวเราด้วย

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “choice ทางการกำกับภาพยนตร์” แล้ว เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยสุดในทั้ง 5 เรื่องนะ คือเหมือนเราไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรกับมันในทาง cinematic แต่เราชอบประเด็นที่หนังนำเสนอ และ “ผลกระทบในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ” ที่หนังเรื่องนี้มีต่อตัวเรา

 

3. IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025, Jafar Panahi, France, about Iran)

 

ชอบหนังเรื่องนี้เป็นอันดับ 3 คือเราชอบอะไรหลาย ๆ อย่างในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่สาเหตุที่มันติดเพียงแค่อันดับ 3 เป็นเพราะ

 

3.1 ถ้าหากเราเป็นตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้ เราคงไม่จับผู้ชายคนนั้นมาตั้งแต่แรก ถ้าหากเรา “ไม่มั่นใจ” จริง ๆ คือพอตัวละครเอกทำในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ระดับความอินของเราก็จะลดลงไปเยอะ

 

3.2 เราเคยดู DEATH AND THE MAIDEN (1994, Roman Polanski, UK) มาแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า อะไรบางอย่างในหนังเรื่องนี้มันเป็นการทำซ้ำ DEATH AND THE MAIDEN แต่เราชอบ IT WAS JUST AN ACCIDENT มากกว่าหนังของโปลันสกีนะ เพียงแต่ว่าพอเราได้ดูมันทีหลัง มันก็เลยลดความสดใหม่ลงไปนิดนึง

 

4. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway)

 

4.1 เราก็เป็นอีกคนที่จูนติดกับหนังของ Dag Johan Haugerud มากกว่า Joachim Trier 55555

 

4.2 ชอบ SENTIMENTAL VALUE มากกว่า THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier) นะ แต่เหมือน Joachim Trier เลือกประเด็นที่เราไม่ค่อยอินในหนังทั้งสองเรื่อง เพราะเรามักจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติก” และ “หนังครอบครัว”

 

4.3 แต่สิ่งที่ชอบสุดขีดทั้งใน SENTIMENTAL VALUE และ THE WORST PERSON IN THE WORLD ก็คือการที่หนังมันนำเสนอ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ดูขัดกับหลักเหตุผล” หรือ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ยากจะอธิบายได้ในบางครั้ง” (อย่างเช่น ทำไมมึงต้องสติแตกตอนจะขึ้นแสดงละครเวที) และหนังทั้งสองเรื่องมันนำเสนอ “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างละเอียดอ่อนและจริงมาก ๆ

 

4.4 แต่เหมือนตัวเราไม่ค่อยอินกับ “ตัวละคร” ในหนังทั้งสองเรื่องน่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ Joachim Trier แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนมันแตกต่างกัน

 

แต่ถึงแม้เรา “ไม่อิน” กับหนังของ Joachim Trier แต่เราก็ดู SENTIMENTAL VALUE สองรอบในโรงภาพยนตร์นะ คือถึงแม้เรา “ไม่อิน” และ “ไม่ได้รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว” แต่พอหนังมัน “ดีจริง” และ “นำเสนอความเป็นมนุษย์ได้ละเอียดอ่อนจริง ๆ” เราก็ดูมันในโรงภาพยนตร์สองรอบได้ เหมือนมันเป็นการดูเพื่อให้เข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ ไม่ใช่ดูแล้วทำให้นึกถึงตัวเราเอง

 

4.5 พอเราได้อ่านว่า Joachim Trier ได้รับอิทธิพลจาก Yasujiro Ozu กูก็ตบเข่าฉาดเลย 555555 เพราะเราก็ admire หนังของ Ozu แต่เราไม่ได้ “รู้สึกอิน” หรือ “รู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว” กับหนังของ Ozu เช่นกัน ยกเว้นเพียงเรื่อง EARLY SPRING (1956, Yasujiro Ozu, A+30) เพราะพระเอกหล่อ คือตัวละครหลาย ๆ ตัวในหนังของ Ozu มันดูเหมือน “แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง” น่ะ

 

4.6 อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ SENTIMENTAL VALUE เพียงแค่อันดับ 4 เป็นเพราะว่าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING (2000, Claude Mouriéras, France, A+30) แล้วเราชอบ EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มากกว่าหนังนอร์เวย์เรื่องนี้มาก ๆ และพอมันมีตัวเปรียบเทียบแบบนี้ SENTIMENTAL VALUE ก็เลยซวยไป 55555

 

EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อวัยชรา (Michel Piccoli) ที่ทิ้งภรรยากับลูกสาว 3 คนไป แต่เขากลับมาเยี่ยมลูกสาวทั้ง 3 อีกหลังจากเวลาผ่านไปนาน 15 ปี โดยลูกสาวทั้งสามแสดงโดย Miou-Miou, Sandrine Kiberlain และ Natacha Régnier

 

คือแค่เห็น casting ก็บอกได้แล้วว่า ทั้ง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING กับ SENTIMENTAL VALUE มัน “ทัดเทียม” กันแน่นอนในเรื่องฝีมือการแสดง แต่สิ่งที่ทำให้หนังฝรั่งเศสชนะใจเราก็คือ “ความเย็นชา” ที่ Miou-Miou กับ Sandrine Kiberlain มีต่อตัวละครพ่อในหนังเรื่องนี้นั้น มันรุนแรงสุดขีดมาก และมันก่อให้เกิด UNFORGETTABLE SCENES สำหรับเราที่ดูแล้วลืมไม่ลงไปจนวันตาย

 

4.7 อีกจุดที่ชอบมาก ๆ ใน SENTIMENTAL VALUE ก็คือมันทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard, France) โดยไม่ได้ตั้งใจ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

คือพอเราได้ดู SENTIMENTAL VALUE เราก็จินตนาการว่า ตอนที่ Joachim Trier โด่งดังจาก THE WORST PERSON IN THE WORLD ในปี 2021 เขาอาจจะได้รับการทาบทามจาก “สตูดิโอฮอลลีวู้ด” หรือ “บริษัทสตรีมมิง” ให้ “สร้างหนังที่ใช้ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” และ “สร้างหนังที่พูดภาษาอังกฤษ”

 

Joachim Trier ก็เลยสร้าง SENTIMENTAL VALUE ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ส่วนนึงเพื่อตอบโต้บริษัทเหล่านั้น เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะบอกว่า “กูไม่ต้องการดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” เพราะหนังที่กูอยากจะสร้างจริง ๆ มันมีความ personal involvement และควรจะใช้นักแสดงนอร์เวย์ พูดนอร์เวย์ อะไรแบบนี้ 555555 หนังที่กูอยากสร้าง คือหนังที่มี SENTIMENTAL VALUE มีคุณค่าทางจิตใจต่อตัวกูเองเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่หนังที่เน้น COMMERCIAL VALUE

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การใช้ Elle Fanning ในหนังเรื่องนี้อาจจะคล้าย ๆ กับการใช้ Brigitte Bardot ใน CONTEMPT คือหนังทั้งสองเรื่องใช้ “ดาราสาวสวยชื่อดัง” เพื่อด่า “วัฒนธรรมการเชิดชูดาราสาวสวยชื่อดัง”

 

4.8 พอดู SENTIMENTAL VALUE แล้วก็เลยแอบสงสัยว่า หนังมันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกันระหว่างนักแสดงฮอลลีวู้ดกับยุโรปด้วยหรือเปล่า เพราะเหมือน Rachel Kemp (Elle Fanning) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะ “เข้าใจ” ตัวละครที่เธอแสดง ในขณะที่หนังยุโรปหลาย ๆ เรื่องไม่ได้ต้องการสิ่งนี้จากนักแสดง

 

ตัวอย่างเช่น

 

4.8.1 อันนี้คือสิ่งที่ Hanna Scygulla พูดถึง Rainer Werner Fassbinder

 

He never gave psychological explanations. He didn’t talk about roles or characters. He had very concrete ideas about the choreography of bodies and certain gestures that had to be accomplished. He would occasionally leave it to us to invent something. But most of the time he would arrive on set with these little drawings. They were very schematic.

 

4.8.2 ส่วน Marguerite Duras นั้น พยายามทำให้นักแสดง “ไม่มีสมาธิ” กับการแสดง หรือพยายามทำให้นักแสดง “เสียสมาธิ” ขณะแสดง

 

Compounding this limbo effect, Duras replayed the taped dialogue of India Song during filming, so that, listening to both their own words and screen directions, the actors would become distracted, less present to themselves.

 

เราก็เลยชอบจุดนี้ใน SENTIMENTAL VALUE มาก ๆ ด้วย ที่มันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกัน

 

5. SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain)

 

ก็เป็นหนังที่เราชอบสุดขีดนะ แต่ถือว่าชอบน้อยที่สุดในทั้ง 5 เรื่อง เพราะว่าถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราจะ “ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม” ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยน่ะ คือพอทหารมาบอกให้เราอพยพ เราก็จะอพยพตามที่ทหารบอกไปเลย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า “กูอยากรู้ว่า การที่มึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกู มึงจะต้องเจอกับอะไรบ้าง” ซึ่งเราก็ชอบตัวละครในหนังเรื่องนี้นะ แต่เราก็จะรู้สึกมีระยะห่างจากตัวละครมากพอสมควรเพราะสาเหตุนี้แหละ

 

6. แต่ถ้าหากรวมหนังที่ไม่ผ่านเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายด้วย เราก็อาจจะชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany) มากที่สุดในบรรดาหนังที่แต่ละประเทศส่งเข้าชิงออสการ์นะ คือตอนนี้เรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน ระหว่าง THE SECRET AGENT กับ SOUND OF FALLING คืออาจจะต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 5 ปี เราถึงจะตอบได้ว่า ระหว่างหนังสองเรื่องนี้ หนังเรื่องใดที่ตราตรึงอยู่ในใจเราได้นานกว่ากัน

 

ประวัติการไม่ลงโรงฉายในไทยของหนังชิงออสการ์สาขานี้

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10242796042500502&set=a.10236655507790972

Hanna Schygulla on Fassbinder

https://lwlies.com/interviews/hanna-schygulla-rainer-werner-fassbinder-david-lynch

 

Marguerite Duras

https://www.criterion.com/current/posts/8082-india-song-and-baxter-vera-baxter-in-the-thrall-of-duras#:~:text=Marguerite%20Duras's%20India%20Song,films%20for%20nearly%20a%20decade.

++++

 

คลิป

https://web.facebook.com/reel/1433803541557647

 

จริง ๆ คือ “เรียงมั่ว” ครับ แต่พอดูแล้วก็พบว่ามันเรียงตามความเร็วในการวิ่งหรือเดินจริง ๆ ด้วย 55555

 

คือตอนแรกผมวางแผนจะใช้หนัง 10 เรื่องครับ แล้วก็วางแผนว่าจะเรียงคลิปแบบมีความเชื่อมโยงกัน อย่างเช่น จะเอาคลิป WEAPONS มาต่อจาก POSSESSION เพราะมัน “บ้าคลั่ง” เหมือนกัน และจะเอาคลิป THE 400 BLOWS มาต่อจาก MOVING เพราะมันเป็นตัวละครวัยรุ่นวิ่ง ๆ เหมือนกัน

 

แต่พออัปโหลดคลิปแบบ 10 เรื่องแล้ว facebook มันแบน ผมก็เลยอารมณ์เสีย ก็เลยต้องตัดคลิปจาก POSSESSION กับ THE 400 BLOWS ทิ้งไป แล้วผมก็จะรีบออกไปดูหนังด้วย ผมก็เลยเอาคลิปจาก 8 เรื่องที่เหลือมาเรียงมั่ว ๆ ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกไปดูหนัง

 

แต่ในขณะที่ผม “เรียงมั่ว ๆ” เพื่อให้งานเสร็จโดยเร็วนั้น subconscious ของผมมันคงทำงานอยู่ และมันคง guide ให้ผมเรียงคลิปตามความเร็วในการเดินหรือวิ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวในเรื่องนี้ จนคุณ Warut มาสังเกตเห็น และเดาการทำงานของ subconscious ของผมได้อย่างถูกต้อง 55555 ขอบคุณมาก ๆ ครับ

++++

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30) ตอนสอง

 

เพิ่มเติมจากที่เขียนไปก่อนหน้านี้

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงงาน Q&A ของ Omer Fast ที่ Bangkok Kunsthalle ในวันที่ 7 มี.ค. 2026 ที่เพิ่งผ่านมามาก ๆ เพราะในงานนี้ Omer Fast เล่าว่า ผู้กำกับภาพยนตร์อย่างเขา มักจะเจอ crisis ระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm อยู่เสมอ ตามที่เราเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้

 

แล้วพอเราดู THE VOICE OF HIND RAJAB เราก็เลยแอบจินตนาการว่า บางที Kaouther Ben Hania อาจจะเจอปัญหาความขัดแย้งระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm ในการสร้างหนังเรื่องนี้เหมือนกันก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่า พอประเด็นของหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้

 

1. เราจะทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ “ลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้น” มากเกินไปก็ไม่ดี มันจะเป็นการ exploit มากเกินไป

 

2. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบบีบเค้นน้ำตามากเกินไป ก็ไม่ดี

 

3. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบเน้นความ art มากเกินไป ก็ไม่ดี

 

4. ถ้าทำหนังเรื่องนี้ออกมาเป็น สารคดี ทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็จะ safe สุด แต่มันก็อาจจะ “ไม่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง” มันก็เลยเหมือนต้องชั่งน้ำหนัก เลือกระดับความ balance ระหว่าง “จำนวนผู้ชมที่ต้องการจะเข้าถึง” กับการรักษา integrity ของประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอ

 

5. แต่จริง ๆ แล้วเราก็แอบสงสัยว่า ถ้าหากทำเป็น essay film หรือใช้ approach อื่น ๆ ในการนำเสนอประเด็นนี้ หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

 

ก็เลยสรุปว่า เราชอบ THE VOICE OF HIND RAJAB มาก ๆ แต่เราจินตนาการว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนี้ เราก็อาจจะเผชิญ crisis หรือความลำบากมากพอดู ในการเลือกหา “วิธีการนำเสนอประเด็นของหนังเรื่องนี้”

 

ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ มีหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหรือเปล่า ที่ตอนดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนั้น ๆ ตัวเองอาจจะเผชิญ crisis ระหว่าง aesthetic กับ ethic ในการนำเสนอประเด็นของหนัง

 

THE VOICE OF HIND RAJAB ส่วนแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid027AC52oBoV74YhP9VEyYhRscESDenJ1PMoYmmVpYYAenWhdrPGxVBVNxf589qBycTl

+++++

 

ฟังเทปนี้จบนานแล้ว แต่ไม่ได้จดบันทึกไว้ เทปนี้พูดถึง “ความเหนื่อยบางอย่างที่ปรากฏผ่านตัวหนัง” ซึ่งถ้าหากถามเราว่า “หนังเรื่องไหนที่เราดูแล้วรู้สึกถึงความเหนื่อย” เราก็จะตอบว่า หนัง (หรือวิดีโอ) หลาย ๆ เรื่องของ Kawita Vatanajyankur  55555 คือเราชอบวิดีโอของ Kawita มาก ๆ นะ เป็นวิดีโอที่เราดูแล้วรู้สึก “เหนื่อย” แทนตัวศิลปินมาก ๆ อย่างเช่น THE SCALES (2015), THE DUSTPAN (2015), THE ROBES (2015), THE ICE SHAVERS (2015), THE SQUEEZERS (2015), UNTANGLED (2018), LADY PAPAYA (2022)

 

เพิ่งฟังเทปนี้จบในวันนี้ ดีใจสุดขีดกับ SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore)

 

THE STAIN ราคี (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10)

 

Copy เนื้อหาบางส่วนมาจากสิ่งที่เราคุยกับเพื่อนหลังไมค์

 

1. เราว่าหนังมันแย่ และมีหลายมุกหรือหลายส่วนของหนังที่เราเกลียด แต่เราดูแล้วสนุก บันเทิง ฮาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเราชอบที่มันเหมือนเป็นการทดลองเอาผู้กำกับหลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่ในความเข้ากันไม่ได้มันก็เกิดเป็นอะไรที่พิสดารขึ้นมา 55555

 

คือเหมือนครึ่งแรกเราว่ามันเป็นส่วนของผู้กำกับที่ถนัดทำหนังดราม่า แล้วครึ่งหลังมันเป็นส่วนของพิง ลำพระเพลิงที่ถนัดทำหนังตลก แล้วพอรวมเข้าด้วยกันแล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่มันกลายเป็นอะไรที่ประหลาด ไม่ซ้ำใคร 55555

 

2. ฉากโปรดคือ

 

2.1 ฉากที่ น้ำใสเห็นมาลีเดินแล้วเลือดไหลนองพื้นไปเรื่อย ๆ แล้วน้ำใสพูดว่า “พี่มาลีเมนส์มาเหรอคะ”

 

2.2 ชอบที่หมอผีพูดเหยียดมาลีว่าเป็นกะหรี่ จนกะหรี่คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ทนไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าตนเองโดนเหยียดไปด้วย 55555

 

2.3 ขำฉากที่อาภาพรถวายของกินให้ศาลพระภูมิ แล้วของกินหายไปทีละชิ้น

 

3. คือจริง ๆ แล้วเราชอบ THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU (2025, Boonsong Nakphoo, Jumpot Ruayjaroensap, A+15) ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบดู “หนังทดลอง” 55555

 

คือเรารู้สึกว่าทั้ง THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU มันเหมือนเป็น “การทดลอง” ที่ไม่ประสบความสำเร็จน่ะ มันเหมือนเป็นการผสมรวมผู้กำกับหลายคนเข้าด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อจะสร้าง “สาวงาม” หรือสร้าง “หนังดี” ขึ้นมา แต่ผลที่ออกมามันกลับกลายเป็น “อสูรกาย” กลายเป็น “หนังที่มีความเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

 

แต่เราก็ชอบ “อสูรกาย” ที่เกิดขึ้นในแง่นึงอยู่ดี เพราะถึงแม้มันจะไม่ใช่หนังดี แต่ความพิกลพิการของมันก็ส่งผลให้มันไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ใช่อะไรสำเร็จรูปที่ดูซ้ำซากเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ เพราะแม้แต่ “หนังทดลอง” จริงๆ เองนั้น มันก็มีหลายเรื่องที่ใช้ pattern รูปแบบความอาร์ตคล้าย ๆ กันจนดูเหมือน ๆ กัน ส่วนหนังไทยสองเรื่องนี้มันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็น “หนังทดลอง” แต่ผลที่ออกมามันกลับพิสดารหรือประสาทแดกกว่าหนังทดลองบางเรื่องเสียอีก 55555

 

4. ชอบที่เพื่อนเราเขียนมาก เพื่อนเขียนในทำนองที่ว่า “ถ้าหากดูหนังเรื่องนี้ในฐานะ “ภาพยนตร์” เราก็คงจะเกลียดมัน แต่นี่ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกว่าเหตุเกิดที่โรงยิมในโรงเรียนมัธยม ก็เลยฮากับมันมาก ๆ”

 

“นึกว่า​ถ้าดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันในสมัยมัธยม ​ต้องมีการแสดง role play ​ในโรงยิม​ ตามบันได”

 

อินสแตนท์คัลท์มากๆ​

 

“ฉากในเอเทรียม/คอร์ทยาร์ด​ ของอพาร์ทเมนท์ แต่ละฉากคือคลาสสิก​มาก”

 

“คำนี้เลย​ ความเข้ากันไม่ได้​ คือไม่มีอะไรไปด้วยกัน​ ตัดภาพไปอีกฉากนึกว่าหนังเรื่องอื่น”

 

ภาพของ Jespipat Tilapornputt (เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์) ดารานำของหนังเรื่องนี้

+++

 

ล่าสุดเราได้ดู Virginie Ledoyen ในหนังเรื่อง JUST THE TWO OF US (2023, Valérie Donzelli) แล้วชอบมาก เพราะในหนังเรื่องนี้เธอรับบทเป็นคุณป้าท้วม ๆ คนนึง คือเหมือนเธอไม่ยึดติดกับการรับบทสาวสวยอะไรทำนองนี้เลยน่ะ หนังให้เธอแสดงเป็นบทป้าชาวบ้านธรรมดา ๆ เธอก็แสดงได้

 

แต่ถ้าเป็นในยุคทศวรรษ 1990 เราจะชอบจำ Virginie Ledoyen กับ Marie Gillain สลับกัน เหมือนสองคนนี้เป็นดาราสาวฝรั่งเศสที่มาในยุคเดียวกัน

++++

 

Favorite Quote from Abbas Fahdel:

 

Art is dangerous for the powers that live from war, because it reminds that peoples have a memory, imagination, and dignity that cannot be exterminated.

 

Because where there is art, there is still a living society—and a living society always escapes the logic of domination.

https://web.facebook.com/abbas.fahdel.92/posts/pfbid02wbJ1XpUm1QeAS7y1XC8XCmrveTi5j4CNZkLoXERRVLabLDXQowaxJWvehmiG7DsSl

++++

 

คำถามสำหรับคนที่ดู THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30) แล้ว

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่ตัวละครพูดคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เราก็เลยสงสัยว่า มันคือหนังเรื่องอะไร คำถามของเราก็คือว่า

 

1. มันคือหนังเรื่อง THE BRIDE! ใช่ไหมที่มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville หรือว่าเราจำสลับกับหนังเรื่องอื่น ๆ

 

2. ถ้าคำตอบของข้อ 1 คือ “ใช่” เราก็สงสัยต่อว่า ตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างนะเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เหมือนสมองของเราประมวลผลไม่ทันว่าตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างเกี่ยวกับนักประพันธ์สองท่านนี้ สมองของเราจำได้เพียงแค่ว่า มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ

 

 

No comments: