Showing posts with label COMEDY. Show all posts
Showing posts with label COMEDY. Show all posts

Wednesday, September 02, 2026

10TH SILENT FILM FESTIVAL IN THAILAND

 

วันนี้เราซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT IN HOLLYWOOD ของ Osamu Yamamoto เล่ม 3 กับเล่ม 4 ส่วนเล่ม 1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024 และเล่ม 2 เราซื้อในเดือนก.พ. 2026

 

เห็นในร้านหนังสือมีการ์ตูนเรื่อง “ราชันหนังสยอง” KINEMAQUIA ของ Kota Oohira กับ “องค์หญิงรัตติกาล” YORU HIMESAMA (2012, Takahashi Yosuke) ด้วย แต่เรายังไม่ได้ซื้อมา มีใครเคยอ่านการ์ตูนสองเรื่องนี้แล้วบ้าง

++++

 

น้องหมีหมามาเลเซีย (Malayan sun bear)

+++

 

Films I saw in THE 10TH SILENT FILM FESTIVAL IN THAILAND

 

In preferential order

 

1. THE MANXMAN (1929, Alfred Hitchcock, UK, 109min, A+30)

 

2. SONG (1928, Richard Eichberg, Germany, 102min, A+30)

 

3. A MUDDY BRIDE (1921, Fred Hibbard, USA, 23min, A+30)

 

4. THE KID REPORTER (1923, Alfred J. Goulding, USA, 21min, A+30)

 

5. PEG O’ THE MOUNTED (1924, Alfred J. Goulding, USA, 20min, A+30)

 

ได้ดูหนังชุด BABY PEGGY ไป 3 เรื่อง ปรากฏว่าเราชอบ A MUDDY BRIDE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เพราะว่า Baby Peggy เป็นเด็กที่รับบทเป็น “เด็ก” ใน A MUDDY BRIDE เราก็เลยจูนกับหนังได้ง่ายมาก

 

แต่ Baby Peggy เหมือนรับบทเป็น “ผู้ใหญ่” ใน THE KID REPORTER และ PEG O’ THE MOUNTED หรือรับบทเป็นเด็กที่ทำงานแบบผู้ใหญ่น่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้เหมือนเป็น genre หนังที่เราไม่คุ้นเคย เหมือนมันเป็น genre หนังเด็กที่เป็นโลกแฟนตาซี โลกที่เด็กอายุ 4 ขวบทำงานเหมือนเป็นผู้ใหญ่โต ๆ คนนึงได้อย่างหน้าตาเฉย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า THE KID REPORTER กับ PEG O’ THE MOUNTED นี่เหมือนเป็น genre หนังที่ประหลาดดีสำหรับเรา เพราะเราเหมือนแทบไม่เคยได้ดูหนัง genre นี้เลยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เหมือนมันเป็น genre หนังที่สร้างโลกแฟนตาซีที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวของมัน

 

อาจจะเหมือน “หนังจีนกำลังภายใน” และ “หนัง bollywood” ที่มันก็มีกฎเกณฑ์เฉพาะตัวในโลกแฟนตาซีใน genre ของมัน

 

ก็เลยรู้สึกว่า THE KID REPORTER กับ PEG O’ THE MOUNTED นี่มันน่าสนใจดี มันเป็นโลกแฟนตาซีที่เด็กอายุ 4-5 ขวบ เล่นเป็นตัวละครที่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ใหญ่โต ๆ คนนึง ไม่รู้เหมือนกันว่าหนัง genre นี้มันมีชื่อเรียกเฉพาะหรือเปล่า และหนังเยี่ยม ๆ ใน genre นี้มีเรื่องอะไรบ้าง

 

แล้วหนังอย่าง BUGSY MALONE (1976, Alan Parker, UK, A+30) นี่ถือว่าเป็นลูกหลานห่าง ๆ ที่สืบสายธารมาจากหนัง genre นี้หรือเปล่า

+++

 

PASSAGE A L’ACTE (1993) เคยมาฉายในเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพปี 1999 ด้วยนะ เทศกาลครั้งนั้นมีหนังของ Martin Arnold มาฉาย 3 เรื่อง ซึ่งอีกสองเรื่องที่มาฉายก็คือ ALONE, LIFE WASTED ANDY HARDY (1998) และ PIECE TOUCHEE (1989) โดยทั้งสามเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม SIXPACK FILM หรือโปรแกรมหนังทดลองของออสเตรีย

 

โปรแกรม SIXPACK FILM นี้มีฉายหนังออสเตรียของ Barbara Albert, Dietmar Brehm, Eike Groen, Thomas Renoldner, Kathrin Resetarits, Thomas Steiner และ Peter Tscherkassy ด้วยนะ ถือเป็นโปรแกรมภาพยนตร์ที่สุดยอดมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ กราบตีนเทศกาลหนังทดลองกรุงเทพ

+++

 

23. SOUND! EUPHONIUM, THE FINAL MOVIE PART 1 (2026, Taichi Ogawa, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Asuka พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

Wednesday, March 11, 2026

OSCAR NOMINEES FOR BEST FOREIGN FILMS 2025 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

Favorite Scene from CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996, Elia Suleiman, Palestine, A+30) : ฉาก “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

หนึ่งในฉากที่ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่อง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE คือฉากที่ Elia Suleiman กับผู้ชายอีกคนนั่งอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึกใน Nazareth (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วอยู่ดี ๆ ก็เหมือนมีหนังสือตกลงมาตรงหน้าของทั้งสองคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตกลงมาจากไหน ตกลงมาจากท้องฟ้าหรือเปล่า แล้วผู้ชายคนนึงก็พูดว่า “It’s raining culture.” หรือ “ฝนตกลงมาเป็นวัฒนธรรม”

 

เราชอบฉากนี้อย่างสุดขีดมาก เพราะเราไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันสร้างความประทับใจให้กับเราอย่างรุนแรงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าฉากนี้ถือเป็น magical realism ได้ไหม

 

ส่วนตัวหนัง CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE โดยรวมนั้นเราก็ชอบมาก ๆ นะ กราบตีนมาก ๆ ที่หนังใช้โครงสร้างเหมือน ABOUT ENDLESSNESS (2019, Roy Andersson, Sweden, A+30) เพราะหนังเต็มไปด้วยฉากเล็ก ๆ เกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ดูเหมือนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันมาเรียงร้อยต่อกันไปเรื่อย ๆ แล้วมันออกมาดีงามมาก ๆ

 

ส่วนการแสดงในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วก็นึกถึง Buster Keaton กับ Jacques Tati มาก ๆ

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่องนี้, DIVINE INTERVENTION (2002) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time กับ THE TIME THAT REMAINS (2009) แล้วเราก็พบว่า หนัง 3 เรื่องนี้มันลดความเฮี้ยนลงเรื่อย ๆ เพราะว่า CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE มันดูมีความเป็นหนังทดลองมากสุด มันแทบไม่มีความ narrative ใดๆ อีกต่อไปเหมือนกับ ABOUT ENDLESSNESS ส่วน DIVINE INTERVENTION เริ่มมีความ narrative แทรกเข้ามาบ้าง ในขณะที่ THE TIME THAT REMAINS ดู narrative มากสุด

 

เราไม่มีความรู้เรื่องปาเลสไตน์นะ แต่พอดู CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE แล้วก็สงสัยว่า ช่วงปี 1996 นั้น ถือว่าเป็นช่วงที่ “บ้านเมืองยังดี” ใช่ไหม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในปี 2000-2026 ที่บ้านเมืองดูเหมือนจะทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

คือจริง ๆ แล้วสถานการณ์ในช่วงปี 1996 มันก็ไม่ถือว่า “ดี” หรอกนะ เพียงแต่เราสงสัยว่า มันน่าจะ “ดีกว่าช่วงต่อ ๆ มา” เท่านั้นเอง คือเหมือนพอเราได้ดูหนังปาเลสไตน์ที่สร้างขึ้นในปีที่แตกต่างกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังเหล่านี้มันอาจจะบันทึกสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปด้วย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางดีวีดีที่ซื้อไว้นานมากแล้ว

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

 

1. เนื้อเรื่องที่หนังเรื่องนี้เล่าออกมาโดยตรง มันสะเทือนใจมาก ๆ เหมือนตัวหนังมันช่วยลด “ระยะห่าง” ระหว่างเรากับ “ข่าวปาเลสไตน์” คือเวลาที่เราอ่านข่าวเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารหมู่จำนวนมากในกาซา มันจะมี “ระยะห่าง” ระดับนึงระหว่างเรากับข่าวที่เราอ่าน และระยะห่างนั้นมันส่งผลให้เรา “รับรู้ข้อมูล” แต่ไม่ได้มี emotional involvement อย่างรุนแรงสุดขีดกับข่าวที่เราอ่าน

 

แต่พอเราได้ดูหนังแบบนี้ มันก็เหมือนช่วยลดระยะห่างระหว่างเรากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ “เพียงแค่” รับรู้ข้อมูลและรู้สึกเศร้าใจอีกต่อไป แต่มันทำให้หลายอย่างมันดูใกล้มากขึ้น ดูเป็นรูปธรรมมากขึ้น ฝังลึกในความทรงจำมากขึ้น และสลัดไม่หลุดมากขึ้น

 

2. แต่หนังเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อตัวเรา “ในทางอ้อม” อย่างรุนแรงด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบในแบบที่หนัง “ไม่ได้ตั้งใจ” แม้แต่น้อย

 

คือพอหนังเรื่องนี้โฟกัสไปที่สมาชิกกลุ่มเสี้ยววงเดือนแดงที่พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “ความไม่สามารถทำอะไรได้” ของตัวเองในเรื่องอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องปาเลสไตน์

2.2 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องกกต.

2.3 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในอะไรหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงกฎหมายไทย

2.4 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

2.5 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Myanmar

2.6 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องฮ่องกง

2.7 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องยูเครน

2.8 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่องอิหร่าน

2.9 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Venezuela

2.10 ความไม่สามารถทำอะไรได้ในเรื่อง Trump

ETC.

 

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ไม่ประสบความสำเร็จจริง ๆ แต่ก็คงจะ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะพอทำได้” ต่อไปก็แล้วกัน

 

3. กราบตีน Kaouther Ben Hania ตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไปเพียง 4 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 4 เรื่องอย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง THE VOICE OF HIND RAJAB, IMAMS GO TO SCHOOL (2010, UAE/France/Tunisia, documentary, 76min), THE CHALLAT OF TUNIS (2013, Tunisia/France) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

4. กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่ซื้อหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

-------

 

หนังที่ชิงออสการ์หนังต่างประเทศทั้ง 5 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบ

 

 

MY PREFERENTIAL ORDER FOR THE NOMINEES FOR OSCAR’S BEST FOREIGN FILM AWARD 2025

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ ได้รับการ commercially released ในโรงภาพยนตร์ไทยครบทั้ง 5 เรื่อง ซึ่งปรากฏการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นี้ ก็เลยส่งผลให้เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่องด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีสำหรับเรา เพราะครั้งล่าสุดที่เราได้ดูหนังที่เข้าชิงสาขานี้ครบทั้ง 5 เรื่อง คือหนังที่เข้าชิงประจำปี 2010 ส่วนหนังที่เข้าชิงสาขานี้ประจำปี 2011-2024 นั้น เราได้ดูไม่ครบทั้ง 5 เรื่องในแต่ละปี

 

เราก็เลยถือโอกาสนี้ มาเรียงลำดับความชอบหนังทั้ง 5 เรื่องดีกว่า แน่นอนว่าเราชอบทั้ง 5 เรื่องในระดับ A+30

 

1. THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil)

 

ชอบเรื่องนี้มากสุด ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้วอย่างละเอียด เหมือนเป็นหนังที่เราชอบสุดขีดทั้ง “วิธีการกำกับภาพยนตร์” และ “ประเด็น/เนื้อเรื่อง” ของหนัง

 

2. THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine)

 

ชอบเรื่องนี้เป็นอันดับสอง ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปแล้ว เพราะหนังเรื่องนี้ “ส่งผลกระทบในทางอ้อม” หรือ “ส่งผลกระทบในแบบที่ตัวหนังไม่ได้ตั้งใจ” ต่อตัวเราด้วย

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “choice ทางการกำกับภาพยนตร์” แล้ว เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยสุดในทั้ง 5 เรื่องนะ คือเหมือนเราไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรกับมันในทาง cinematic แต่เราชอบประเด็นที่หนังนำเสนอ และ “ผลกระทบในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ” ที่หนังเรื่องนี้มีต่อตัวเรา

 

3. IT WAS JUST AN ACCIDENT (2025, Jafar Panahi, France, about Iran)

 

ชอบหนังเรื่องนี้เป็นอันดับ 3 คือเราชอบอะไรหลาย ๆ อย่างในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่สาเหตุที่มันติดเพียงแค่อันดับ 3 เป็นเพราะ

 

3.1 ถ้าหากเราเป็นตัวละครเอกในหนังเรื่องนี้ เราคงไม่จับผู้ชายคนนั้นมาตั้งแต่แรก ถ้าหากเรา “ไม่มั่นใจ” จริง ๆ คือพอตัวละครเอกทำในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ระดับความอินของเราก็จะลดลงไปเยอะ

 

3.2 เราเคยดู DEATH AND THE MAIDEN (1994, Roman Polanski, UK) มาแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า อะไรบางอย่างในหนังเรื่องนี้มันเป็นการทำซ้ำ DEATH AND THE MAIDEN แต่เราชอบ IT WAS JUST AN ACCIDENT มากกว่าหนังของโปลันสกีนะ เพียงแต่ว่าพอเราได้ดูมันทีหลัง มันก็เลยลดความสดใหม่ลงไปนิดนึง

 

4. SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway)

 

4.1 เราก็เป็นอีกคนที่จูนติดกับหนังของ Dag Johan Haugerud มากกว่า Joachim Trier 55555

 

4.2 ชอบ SENTIMENTAL VALUE มากกว่า THE WORST PERSON IN THE WORLD (2021, Joachim Trier) นะ แต่เหมือน Joachim Trier เลือกประเด็นที่เราไม่ค่อยอินในหนังทั้งสองเรื่อง เพราะเรามักจะไม่อินกับ “หนังโรแมนติก” และ “หนังครอบครัว”

 

4.3 แต่สิ่งที่ชอบสุดขีดทั้งใน SENTIMENTAL VALUE และ THE WORST PERSON IN THE WORLD ก็คือการที่หนังมันนำเสนอ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ดูขัดกับหลักเหตุผล” หรือ “พฤติกรรมของมนุษย์ที่ยากจะอธิบายได้ในบางครั้ง” (อย่างเช่น ทำไมมึงต้องสติแตกตอนจะขึ้นแสดงละครเวที) และหนังทั้งสองเรื่องมันนำเสนอ “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างละเอียดอ่อนและจริงมาก ๆ

 

4.4 แต่เหมือนตัวเราไม่ค่อยอินกับ “ตัวละคร” ในหนังทั้งสองเรื่องน่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ Joachim Trier แต่อย่างใด แต่เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์แต่ละคนมันแตกต่างกัน

 

แต่ถึงแม้เรา “ไม่อิน” กับหนังของ Joachim Trier แต่เราก็ดู SENTIMENTAL VALUE สองรอบในโรงภาพยนตร์นะ คือถึงแม้เรา “ไม่อิน” และ “ไม่ได้รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว” แต่พอหนังมัน “ดีจริง” และ “นำเสนอความเป็นมนุษย์ได้ละเอียดอ่อนจริง ๆ” เราก็ดูมันในโรงภาพยนตร์สองรอบได้ เหมือนมันเป็นการดูเพื่อให้เข้าใจมนุษย์คนอื่น ๆ ไม่ใช่ดูแล้วทำให้นึกถึงตัวเราเอง

 

4.5 พอเราได้อ่านว่า Joachim Trier ได้รับอิทธิพลจาก Yasujiro Ozu กูก็ตบเข่าฉาดเลย 555555 เพราะเราก็ admire หนังของ Ozu แต่เราไม่ได้ “รู้สึกอิน” หรือ “รู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว” กับหนังของ Ozu เช่นกัน ยกเว้นเพียงเรื่อง EARLY SPRING (1956, Yasujiro Ozu, A+30) เพราะพระเอกหล่อ คือตัวละครหลาย ๆ ตัวในหนังของ Ozu มันดูเหมือน “แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง” น่ะ

 

4.6 อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ SENTIMENTAL VALUE เพียงแค่อันดับ 4 เป็นเพราะว่าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING (2000, Claude Mouriéras, France, A+30) แล้วเราชอบ EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มากกว่าหนังนอร์เวย์เรื่องนี้มาก ๆ และพอมันมีตัวเปรียบเทียบแบบนี้ SENTIMENTAL VALUE ก็เลยซวยไป 55555

 

EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับพ่อวัยชรา (Michel Piccoli) ที่ทิ้งภรรยากับลูกสาว 3 คนไป แต่เขากลับมาเยี่ยมลูกสาวทั้ง 3 อีกหลังจากเวลาผ่านไปนาน 15 ปี โดยลูกสาวทั้งสามแสดงโดย Miou-Miou, Sandrine Kiberlain และ Natacha Régnier

 

คือแค่เห็น casting ก็บอกได้แล้วว่า ทั้ง EVERYTHING’S FINE, WE’RE LEAVING กับ SENTIMENTAL VALUE มัน “ทัดเทียม” กันแน่นอนในเรื่องฝีมือการแสดง แต่สิ่งที่ทำให้หนังฝรั่งเศสชนะใจเราก็คือ “ความเย็นชา” ที่ Miou-Miou กับ Sandrine Kiberlain มีต่อตัวละครพ่อในหนังเรื่องนี้นั้น มันรุนแรงสุดขีดมาก และมันก่อให้เกิด UNFORGETTABLE SCENES สำหรับเราที่ดูแล้วลืมไม่ลงไปจนวันตาย

 

4.7 อีกจุดที่ชอบมาก ๆ ใน SENTIMENTAL VALUE ก็คือมันทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard, France) โดยไม่ได้ตั้งใจ ตามที่เราเคยเขียนถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

คือพอเราได้ดู SENTIMENTAL VALUE เราก็จินตนาการว่า ตอนที่ Joachim Trier โด่งดังจาก THE WORST PERSON IN THE WORLD ในปี 2021 เขาอาจจะได้รับการทาบทามจาก “สตูดิโอฮอลลีวู้ด” หรือ “บริษัทสตรีมมิง” ให้ “สร้างหนังที่ใช้ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” และ “สร้างหนังที่พูดภาษาอังกฤษ”

 

Joachim Trier ก็เลยสร้าง SENTIMENTAL VALUE ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ส่วนนึงเพื่อตอบโต้บริษัทเหล่านั้น เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนจะบอกว่า “กูไม่ต้องการดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง” เพราะหนังที่กูอยากจะสร้างจริง ๆ มันมีความ personal involvement และควรจะใช้นักแสดงนอร์เวย์ พูดนอร์เวย์ อะไรแบบนี้ 555555 หนังที่กูอยากสร้าง คือหนังที่มี SENTIMENTAL VALUE มีคุณค่าทางจิตใจต่อตัวกูเองเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่หนังที่เน้น COMMERCIAL VALUE

 

เราก็เลยรู้สึกว่า การใช้ Elle Fanning ในหนังเรื่องนี้อาจจะคล้าย ๆ กับการใช้ Brigitte Bardot ใน CONTEMPT คือหนังทั้งสองเรื่องใช้ “ดาราสาวสวยชื่อดัง” เพื่อด่า “วัฒนธรรมการเชิดชูดาราสาวสวยชื่อดัง”

 

4.8 พอดู SENTIMENTAL VALUE แล้วก็เลยแอบสงสัยว่า หนังมันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกันระหว่างนักแสดงฮอลลีวู้ดกับยุโรปด้วยหรือเปล่า เพราะเหมือน Rachel Kemp (Elle Fanning) พยายามอย่างเต็มที่ที่จะ “เข้าใจ” ตัวละครที่เธอแสดง ในขณะที่หนังยุโรปหลาย ๆ เรื่องไม่ได้ต้องการสิ่งนี้จากนักแสดง

 

ตัวอย่างเช่น

 

4.8.1 อันนี้คือสิ่งที่ Hanna Scygulla พูดถึง Rainer Werner Fassbinder

 

“He never gave psychological explanations. He didn’t talk about roles or characters. He had very concrete ideas about the choreography of bodies and certain gestures that had to be accomplished. He would occasionally leave it to us to invent something. But most of the time he would arrive on set with these little drawings. They were very schematic.”

 

4.8.2 ส่วน Marguerite Duras นั้น พยายามทำให้นักแสดง “ไม่มีสมาธิ” กับการแสดง หรือพยายามทำให้นักแสดง “เสียสมาธิ” ขณะแสดง

 

“Compounding this limbo effect, Duras replayed the taped dialogue of India Song during filming, so that, listening to both their own words and screen directions, the actors would become distracted, less present to themselves.”

 

เราก็เลยชอบจุดนี้ใน SENTIMENTAL VALUE มาก ๆ ด้วย ที่มันพูดถึงสไตล์การแสดงที่แตกต่างกัน

 

5. SIRAT (2025, Oliver Laxe, Spain)

 

ก็เป็นหนังที่เราชอบสุดขีดนะ แต่ถือว่าชอบน้อยที่สุดในทั้ง 5 เรื่อง เพราะว่าถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราจะ “ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม” ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยน่ะ คือพอทหารมาบอกให้เราอพยพ เราก็จะอพยพตามที่ทหารบอกไปเลย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกที่ว่า “กูอยากรู้ว่า การที่มึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกู มึงจะต้องเจอกับอะไรบ้าง” ซึ่งเราก็ชอบตัวละครในหนังเรื่องนี้นะ แต่เราก็จะรู้สึกมีระยะห่างจากตัวละครมากพอสมควรเพราะสาเหตุนี้แหละ

 

6. แต่ถ้าหากรวมหนังที่ไม่ผ่านเข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายด้วย เราก็อาจจะชอบ SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany) มากที่สุดในบรรดาหนังที่แต่ละประเทศส่งเข้าชิงออสการ์นะ คือตอนนี้เรายังตัดสินใจไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน ระหว่าง THE SECRET AGENT กับ SOUND OF FALLING คืออาจจะต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 5 ปี เราถึงจะตอบได้ว่า ระหว่างหนังสองเรื่องนี้ หนังเรื่องใดที่ตราตรึงอยู่ในใจเราได้นานกว่ากัน

 

ประวัติการไม่ลงโรงฉายในไทยของหนังชิงออสการ์สาขานี้

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10242796042500502&set=a.10236655507790972

Hanna Schygulla on Fassbinder

https://lwlies.com/interviews/hanna-schygulla-rainer-werner-fassbinder-david-lynch

 

Marguerite Duras

https://www.criterion.com/current/posts/8082-india-song-and-baxter-vera-baxter-in-the-thrall-of-duras#:~:text=Marguerite%20Duras's%20India%20Song,films%20for%20nearly%20a%20decade.

++++

 

คลิป

https://web.facebook.com/reel/1433803541557647

 

จริง ๆ คือ “เรียงมั่ว” ครับ แต่พอดูแล้วก็พบว่ามันเรียงตามความเร็วในการวิ่งหรือเดินจริง ๆ ด้วย 55555

 

คือตอนแรกผมวางแผนจะใช้หนัง 10 เรื่องครับ แล้วก็วางแผนว่าจะเรียงคลิปแบบมีความเชื่อมโยงกัน อย่างเช่น จะเอาคลิป WEAPONS มาต่อจาก POSSESSION เพราะมัน “บ้าคลั่ง” เหมือนกัน และจะเอาคลิป THE 400 BLOWS มาต่อจาก MOVING เพราะมันเป็นตัวละครวัยรุ่นวิ่ง ๆ เหมือนกัน

 

แต่พออัปโหลดคลิปแบบ 10 เรื่องแล้ว facebook มันแบน ผมก็เลยอารมณ์เสีย ก็เลยต้องตัดคลิปจาก POSSESSION กับ THE 400 BLOWS ทิ้งไป แล้วผมก็จะรีบออกไปดูหนังด้วย ผมก็เลยเอาคลิปจาก 8 เรื่องที่เหลือมาเรียงมั่ว ๆ ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกไปดูหนัง

 

แต่ในขณะที่ผม “เรียงมั่ว ๆ” เพื่อให้งานเสร็จโดยเร็วนั้น subconscious ของผมมันคงทำงานอยู่ และมันคง guide ให้ผมเรียงคลิปตามความเร็วในการเดินหรือวิ่ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ตัวในเรื่องนี้ จนคุณ Warut มาสังเกตเห็น และเดาการทำงานของ subconscious ของผมได้อย่างถูกต้อง 55555 ขอบคุณมาก ๆ ครับ

++++

 

THE VOICE OF HIND RAJAB (2025, Kaouther Ben Hania, Tunisia/France/Palestine, A+30) ตอนสอง

 

เพิ่มเติมจากที่เขียนไปก่อนหน้านี้

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงงาน Q&A ของ Omer Fast ที่ Bangkok Kunsthalle ในวันที่ 7 มี.ค. 2026 ที่เพิ่งผ่านมามาก ๆ เพราะในงานนี้ Omer Fast เล่าว่า ผู้กำกับภาพยนตร์อย่างเขา มักจะเจอ crisis ระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm อยู่เสมอ ตามที่เราเขียนถึงไปแล้วก่อนหน้านี้

 

แล้วพอเราดู THE VOICE OF HIND RAJAB เราก็เลยแอบจินตนาการว่า บางที Kaouther Ben Hania อาจจะเจอปัญหาความขัดแย้งระหว่าง aesthetical realm กับ ethical realm ในการสร้างหนังเรื่องนี้เหมือนกันก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่า พอประเด็นของหนังเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้

 

1. เราจะทำหนังเรื่องนี้ออกมาให้ “ลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้น” มากเกินไปก็ไม่ดี มันจะเป็นการ exploit มากเกินไป

 

2. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบบีบเค้นน้ำตามากเกินไป ก็ไม่ดี

 

3. เราจะทำหนังเรื่องนี้แบบเน้นความ art มากเกินไป ก็ไม่ดี

 

4. ถ้าทำหนังเรื่องนี้ออกมาเป็น สารคดี ทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็จะ safe สุด แต่มันก็อาจจะ “ไม่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง” มันก็เลยเหมือนต้องชั่งน้ำหนัก เลือกระดับความ balance ระหว่าง “จำนวนผู้ชมที่ต้องการจะเข้าถึง” กับการรักษา integrity ของประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอ

 

5. แต่จริง ๆ แล้วเราก็แอบสงสัยว่า ถ้าหากทำเป็น essay film หรือใช้ approach อื่น ๆ ในการนำเสนอประเด็นนี้ หนังมันจะออกมาเป็นอย่างไร

 

ก็เลยสรุปว่า เราชอบ THE VOICE OF HIND RAJAB มาก ๆ แต่เราจินตนาการว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนี้ เราก็อาจจะเผชิญ crisis หรือความลำบากมากพอดู ในการเลือกหา “วิธีการนำเสนอประเด็นของหนังเรื่องนี้”

 

ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ มีหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหรือเปล่า ที่ตอนดูแล้วรู้สึกว่า ถ้าหากตัวเองเป็นผู้สร้างหนังเรื่องนั้น ๆ ตัวเองอาจจะเผชิญ crisis ระหว่าง aesthetic กับ ethic ในการนำเสนอประเด็นของหนัง

 

THE VOICE OF HIND RAJAB ส่วนแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid027AC52oBoV74YhP9VEyYhRscESDenJ1PMoYmmVpYYAenWhdrPGxVBVNxf589qBycTl

+++++

 

ฟังเทปนี้จบนานแล้ว แต่ไม่ได้จดบันทึกไว้ เทปนี้พูดถึง “ความเหนื่อยบางอย่างที่ปรากฏผ่านตัวหนัง” ซึ่งถ้าหากถามเราว่า “หนังเรื่องไหนที่เราดูแล้วรู้สึกถึงความเหนื่อย” เราก็จะตอบว่า หนัง (หรือวิดีโอ) หลาย ๆ เรื่องของ Kawita Vatanajyankur  55555 คือเราชอบวิดีโอของ Kawita มาก ๆ นะ เป็นวิดีโอที่เราดูแล้วรู้สึก “เหนื่อย” แทนตัวศิลปินมาก ๆ อย่างเช่น THE SCALES (2015), THE DUSTPAN (2015), THE ROBES (2015), THE ICE SHAVERS (2015), THE SQUEEZERS (2015), UNTANGLED (2018), LADY PAPAYA (2022)

 

เพิ่งฟังเทปนี้จบในวันนี้ ดีใจสุดขีดกับ SMALL HOURS OF THE NIGHT (2024, Daniel Hui, Singapore)

 

THE STAIN ราคี (2026, Ning Bhanbhassa Dhubtien, Pond Krisda Witthayakhajorndet, Ping Lumpraploeng, A+10)

 

Copy เนื้อหาบางส่วนมาจากสิ่งที่เราคุยกับเพื่อนหลังไมค์

 

1. เราว่าหนังมันแย่ และมีหลายมุกหรือหลายส่วนของหนังที่เราเกลียด แต่เราดูแล้วสนุก บันเทิง ฮาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเราชอบที่มันเหมือนเป็นการทดลองเอาผู้กำกับหลาย ๆ คนมารวมกัน แล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่ในความเข้ากันไม่ได้มันก็เกิดเป็นอะไรที่พิสดารขึ้นมา 55555

 

คือเหมือนครึ่งแรกเราว่ามันเป็นส่วนของผู้กำกับที่ถนัดทำหนังดราม่า แล้วครึ่งหลังมันเป็นส่วนของพิง ลำพระเพลิงที่ถนัดทำหนังตลก แล้วพอรวมเข้าด้วยกันแล้วมันเข้ากันไม่ได้ แต่มันกลายเป็นอะไรที่ประหลาด ไม่ซ้ำใคร 55555

 

2. ฉากโปรดคือ

 

2.1 ฉากที่ น้ำใสเห็นมาลีเดินแล้วเลือดไหลนองพื้นไปเรื่อย ๆ แล้วน้ำใสพูดว่า “พี่มาลีเมนส์มาเหรอคะ”

 

2.2 ชอบที่หมอผีพูดเหยียดมาลีว่าเป็นกะหรี่ จนกะหรี่คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ทนไม่ไหว เพราะรู้สึกว่าตนเองโดนเหยียดไปด้วย 55555

 

2.3 ขำฉากที่อาภาพรถวายของกินให้ศาลพระภูมิ แล้วของกินหายไปทีละชิ้น

 

3. คือจริง ๆ แล้วเราชอบ THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU (2025, Boonsong Nakphoo, Jumpot Ruayjaroensap, A+15) ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบดู “หนังทดลอง” 55555

 

คือเรารู้สึกว่าทั้ง THE STAIN และ JENNY, I LOVE YOU มันเหมือนเป็น “การทดลอง” ที่ไม่ประสบความสำเร็จน่ะ มันเหมือนเป็นการผสมรวมผู้กำกับหลายคนเข้าด้วยกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อจะสร้าง “สาวงาม” หรือสร้าง “หนังดี” ขึ้นมา แต่ผลที่ออกมามันกลับกลายเป็น “อสูรกาย” กลายเป็น “หนังที่มีความเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

 

แต่เราก็ชอบ “อสูรกาย” ที่เกิดขึ้นในแง่นึงอยู่ดี เพราะถึงแม้มันจะไม่ใช่หนังดี แต่ความพิกลพิการของมันก็ส่งผลให้มันไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ใช่อะไรสำเร็จรูปที่ดูซ้ำซากเหมือนหนังเรื่องอื่นๆ เพราะแม้แต่ “หนังทดลอง” จริงๆ เองนั้น มันก็มีหลายเรื่องที่ใช้ pattern รูปแบบความอาร์ตคล้าย ๆ กันจนดูเหมือน ๆ กัน ส่วนหนังไทยสองเรื่องนี้มันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็น “หนังทดลอง” แต่ผลที่ออกมามันกลับพิสดารหรือประสาทแดกกว่าหนังทดลองบางเรื่องเสียอีก 55555

 

4. ชอบที่เพื่อนเราเขียนมาก เพื่อนเขียนในทำนองที่ว่า “ถ้าหากดูหนังเรื่องนี้ในฐานะ “ภาพยนตร์” เราก็คงจะเกลียดมัน แต่นี่ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกว่าเหตุเกิดที่โรงยิมในโรงเรียนมัธยม ก็เลยฮากับมันมาก ๆ”

 

“นึกว่า​ถ้าดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันในสมัยมัธยม ​ต้องมีการแสดง role play ​ในโรงยิม​ ตามบันได”

 

“อินสแตนท์คัลท์มากๆ​”

 

“ฉากในเอเทรียม/คอร์ทยาร์ด​ ของอพาร์ทเมนท์ แต่ละฉากคือคลาสสิก​มาก”

 

“คำนี้เลย​ ความเข้ากันไม่ได้​ คือไม่มีอะไรไปด้วยกัน​ ตัดภาพไปอีกฉากนึกว่าหนังเรื่องอื่น”

 

ภาพของ Jespipat Tilapornputt (เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์) ดารานำของหนังเรื่องนี้

+++

 

ล่าสุดเราได้ดู Virginie Ledoyen ในหนังเรื่อง JUST THE TWO OF US (2023, Valérie Donzelli) แล้วชอบมาก เพราะในหนังเรื่องนี้เธอรับบทเป็นคุณป้าท้วม ๆ คนนึง คือเหมือนเธอไม่ยึดติดกับการรับบทสาวสวยอะไรทำนองนี้เลยน่ะ หนังให้เธอแสดงเป็นบทป้าชาวบ้านธรรมดา ๆ เธอก็แสดงได้

 

แต่ถ้าเป็นในยุคทศวรรษ 1990 เราจะชอบจำ Virginie Ledoyen กับ Marie Gillain สลับกัน เหมือนสองคนนี้เป็นดาราสาวฝรั่งเศสที่มาในยุคเดียวกัน

++++

 

Favorite Quote from Abbas Fahdel:

 

“Art is dangerous for the powers that live from war, because it reminds that peoples have a memory, imagination, and dignity that cannot be exterminated.”

 

“Because where there is art, there is still a living society—and a living society always escapes the logic of domination.”

https://web.facebook.com/abbas.fahdel.92/posts/pfbid02wbJ1XpUm1QeAS7y1XC8XCmrveTi5j4CNZkLoXERRVLabLDXQowaxJWvehmiG7DsSl

++++

 

คำถามสำหรับคนที่ดู THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30) แล้ว

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่ตัวละครพูดคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เราก็เลยสงสัยว่า มันคือหนังเรื่องอะไร คำถามของเราก็คือว่า

 

1. มันคือหนังเรื่อง THE BRIDE! ใช่ไหมที่มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville หรือว่าเราจำสลับกับหนังเรื่องอื่น ๆ

 

2. ถ้าคำตอบของข้อ 1 คือ “ใช่” เราก็สงสัยต่อว่า ตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างนะเกี่ยวกับ Nathaniel Hawthorne และ Herman Melville เหมือนสมองของเราประมวลผลไม่ทันว่าตัวละครมันคุยกันว่าอะไรบ้างเกี่ยวกับนักประพันธ์สองท่านนี้ สมองของเราจำได้เพียงแค่ว่า มีตัวละครคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ

 

 

Thursday, February 19, 2026

SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai, A+20)

 

RIP TOM NOONAN (1951-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือเรื่อง THE WIFE (1995) ที่ทาง Filmvirus เคยนำมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ เราชอบ THE WIFE อย่างสุดขีดมาก ๆ การแสดงของ Julie Hagerty ในหนังเรื่องนี้ถือเป็น one of my most favorite female performances of all time เลย

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องอื่น ๆ ที่ Tom Noonan กำกับ แต่ THE WIFE นี่ถือเป็นหนังที่ highly recommended สำหรับคนที่ชอบหนังที่เจาะลึกถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละคร พวกหนังของ John Cassavetes และ Mike Leigh และถือเป็นหนังที่ highly recommended เช่นกันสำหรับคนที่ชอบหนังแนว “ผัวเมียละเหี่ยใจ” ของกลุ่ม Post French New Wave โดยเฉพาะหนังของ Jacques Doillon, Jean Eustache, Maurice Pialat

++++

 

7. SUNSET SUNRISE (2025, Yoshiyuki Kishi, Japan, 139min, A+30)

 

ตัวละคร Momoka Sekino (Mao Inoue) พูดคำว่า TADAIMA ราวสองครั้งในหนังเรื่องนี้

++++

 

SAPPALEEHUAN (2026, Ekkachai Srivichai, A+20)

สรรพลี้หวน (เอกชัย ศรีวิชัย)

 

เราไม่เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้นะ เราเน้นเขียนถึงชีวิตตัวเอง 55555

 

1. พอดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” แล้ว เราก็เลยเข้าใจตัวเองว่า เพราะเหตุใด MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ดอกฟ้าในมือมาร (2000) ถึงยังคงครองตำแหน่ง “หนังยาวของ Apichatpong Weerasethakul ที่เราชื่นชอบมากที่สุด” คือเรารู้สึกว่า หนังยาวเรื่องอื่นๆ ของ Apichatpong เป็นหนังที่ “ดีกว่า” MYSTERIOUS OBJECT AT NOON แต่ดอกฟ้าในมือมาร ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งหนังยาวของเจ้ยในใจเราอยู่ดี ถึงแม้มันจะไม่ดีกว่าหนังยาวเรื่องอื่น ๆ (อย่างไรก็ดี หนังของ Apichatpong ที่เราชื่นชอบมากที่สุด ก็ยังคงเป็น WINDOWS (1999) เพียงแต่ว่า WINDOWS มันเป็นหนังสั้น)

 

2. คือทั้ง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON และสรรพลี้หวน มันโดนใจเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันตรงกับกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็ก โดยที่หนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจน่ะ คือกิจกรรมที่เราชอบทำในวัยเด็กก็คือ

 

2.1 ช่วงที่เราอยู่ป.6 เรากับเพื่อน ๆ อีกสองคนแต่งนิยายด้วยกัน แต่แต่งกันเป็นทอด ๆ คือเราแต่งบทที่หนึ่ง, อีกคนแต่งบทที่สอง, อีกคนแต่งบทที่สาม แล้วเราก็แต่งบทที่สี่ วนกันไปแบบนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกสุดขีดสำหรับเรา เพราะไม่มีใครสามารถควบคุมอนาคตของเนื้อเรื่องและตัวละครใด ๆ ในเรื่องได้เลย เราอาจจะชอบตัวละครตัวนี้มาก แต่เพื่อนของเราอาจจะแต่งเรื่องให้ตัวละครตัวนี้ถูกฆ่าตายก็ได้ในตอนต่อมา ซึ่งลักษณะแบบนี้มันก็เลยทำให้เราชอบ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON มาก ๆ มันทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยทำกับเพื่อนๆ ตอนอยู่ป.6 และมันก็ทำให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปร่วมแต่งเรื่องในหนังเรื่องนี้ด้วยมาก ๆ”

 

ในขณะที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Apichatpong มันทำให้เราได้ “ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้ง” และ “เปิดประสาทสัมผัสทางจิตวิญญาณ” ในการดูหนังของเขา แต่มันไม่ได้กระตุ้นให้เรารู้สึก “อยากเข้าไปช่วยแต่งเรื่องด้วย” เหมือน MYSTERIOUS OBJECT AT NOON น่ะ

 

2.2 อีกกิจกรรมนึงที่เราชอบทำตอนเรียนชั้นมัธยม ก็คือแต่งเรื่องราวกับเพื่อน ๆ กะเทย แต่เป็นการแต่งเรื่องแบบ “กลอนพาไป” เพราะว่าพอขึ้นชั้นมัธยม พวกเราก็ต้องเรียน “โคลงสี่สุภาพ” อะไรต่าง ๆ เพื่อน ๆ กะเทยของเราก็เลยแต่ง “โคลงสี่หยาบคาย” บ้า ๆ บอ ๆ ไร้สาระ และแต่งกลอน + วาดภาพประกอบกันเล่น ๆ ในยามว่าง แต่กลอนที่พวกเราช่วยกันแต่งเล่น ๆ ฮา ๆ กันในยามว่าง เป็นแบบ “กลอนพาไป” ให้กลอนมันพาไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ว่าเรื่องราวมันจะไปในทิศทางใด 55555

 

เสียดายที่เราไม่ได้เก็บกลอนพวกนี้ไว้เลย เพราะตอนนั้นเราเป็นเด็กมัธยมที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในทศวรรษ 1980 และเราไม่อยากให้ครอบครัวมาค้นเจอโคลงสี่หยาบคาย อะไรเกย์ ๆ กะเทย ๆ พวกนี้ในห้องของเรา เราก็เลยไม่สามารถเก็บ “กลอนพาไป” ที่เรากับเพื่อน ๆ กะเทยเคยแต่งกันเอาไว้ได้

 

เท่าที่พอนึกออกในตอนนี้ ก็จำได้ว่าในปี 1987 (หรือเมื่อ 39 ปีก่อน) เพื่อนเราตอนเรียนม. 3 เคยแต่งเอาไว้ว่า

 

“อัญขยมบรมแรดเรื้อง ร่านวงศ์​

สงวนผัวไว้ในกรง ที่บ้าน

หากว่าผัวสิ้นลง ร่านอยู่ ได้ฤา

ผัวรอบบ้านเมืองแล้ ผัวผัว ผัวใคร”

 

อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง “สรรพลี้หวน” มันก็เลยทำให้นึกถึงกิจกรรมในอดีตของเรากับกลุ่มเพื่อนๆ กะเทยอย่างมาก เพราะตัวบทประพันธ์ “สรรพลี้หวน” เราว่ามันก็มีลักษณะของบทประพันธ์ที่ “ตัวเนื้อเรื่องไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือความฮาของถ้อยคำที่ใช้ในเรื่อง” มันก็เลยทำให้เรานึกถึงกิจกรรมการแต่ง “กลอนพาไป” ของเรากับเพื่อนๆ อย่างมาก ๆ เพราะ “กลอนพาไป” ที่พวกเราแต่งกัน ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ “ถ้อยคำที่เลือกใช้ในกลอน”

 

เราก็เลยวี้ดว้ายกับบทประพันธ์ สรรพลี้หวน ที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้อย่างมาก ๆ คือก่อนที่เราจะดูหนังเรื่องนี้ เราไม่เคยได้อ่านสรรพลี้หวน หรือมีความรู้เกี่ยวกับบทประพันธ์นี้มาก่อนเลย เราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราได้รับรู้เกี่ยวกับ “วรรณกรรมโบราณ” ที่ถูกลืม ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณที่ถูกโฉลกกับตัวเราเป็นการส่วนตัวอย่างมาก ๆ มันมีลักษณะของ “บทประพันธ์แบบที่เรากับเพื่อน ๆ ชอบแต่งกันในวัยเด็ก” มากกว่าบทประพันธ์ใด ๆ ที่เราได้เรียนในชั้นเรียน

 

ก็เลยต้องกราบหนังเรื่องนี้ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับวรรณกรรมอันดีงามจากอดีตเรื่องนี้

 

3. และเราว่าตัวหนังสรรพลี้หวนเอง ก็ตรงกับ wavelength ของเรามากพอสมควร และมีโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้นึกถึงตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวน เล่าเรื่องชีวิตเจ้าชายเจ้าหญิงตามแบบนิทานพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป แต่สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเจ้าชายเจ้าหญิงในสรรพลี้หวนจะพบเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง (ตามแบบแผนนิยมของวรรณกรรมตะวันตก) เพราะสิ่งที่สำคัญคือ “อารมณ์หุยฮาที่เกิดจากการเลือกใช้ถ้อยคำในบทประพันธ์”

 

คือตัวหนังเรื่องนี้ โครงใหญ่ของมันอาจจะมีลักษณะเหมือน “เรื่องเล่าในหนังทั่วไป” อยู่ คือมีตัวละครหลัก มีภารกิจหลัก ตัวละครคือกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการทำละครเวทีสรรพลี้หวน และพวกเขาก็เผชิญกับอุปสรรคต่างๆ อย่างเช่น การหานักแสดง, การหาเงินทุน, การหานักดนตรี, etc. คือโครงหลักของหนัง มันอาจจะมีลักษณะคล้ายกับ narrative ที่นิยมกันในชาติตะวันตก

 

แต่พอเราดูหนังไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่า เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อเรื่องที่ว่า “นักศึกษากลุ่มนี้จะเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างไร” แต่เกิดจากอารมณ์หุยฮา บ้า ๆ บอๆ เสียสติอะไรต่าง ๆ นานาที่ประดังประเดใส่กันเข้ามาในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ว่ามันจะเกี่ยวกับเส้นเรื่องหลักอะไรหรือไม่ เราก็เลยรู้สึกว่าในแง่หนึ่ง ตัวหนังทั้งเรื่องมันก็ไปกันได้ดีในระดับหนึ่งกับตัววรรณกรรม เพราะตัววรรณกรรมสรรพลี้หวนนั้น “สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่คือการเลือกใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่อง” ส่วนตัวหนังเรื่องนี้นั้น “สิ่งที่สำคัญก็อาจจะไม่ใช่เนื้อเรื่อง แต่เป็นอารมณ์หุยฮาหีแตกกันไปเรื่อย ๆ”

 

คือเราว่าหนังเรื่องนี้มันมี sense of freedom ทางการเล่าเรื่องบางอย่างที่เข้าทางเรามาก ๆ น่ะ คือถึงแม้โครงหลักของหนังมันจะยังคงยึดหลัก narrative แบบชาติตะวันตกอยู่ แต่หลายอย่างในหนังมันมีความ “กลอนพาไป” มากพอสมควร โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ มีเรื่องราวมโนสาเร่ อะไรเหี้ย ๆ ห่า ๆ บ้า ๆ บอ ๆ หุยฮาไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เราชอบและไม่ชอบ อย่างเช่น

 

3.1 ส่วนที่เราคิดว่าไม่ work เลยก็คือ เรื่องของอาจารย์มหาลัยสองคนที่ตบกันเรื่องยืมเงินกับเรื่องแชร์ อันนี้เราว่ามุกแป้ก

 

3.2 แต่เราชอบตัวละครเด็กกะเทยในโรงอาหารอย่างรุนแรงมาก น้องแรงมากค่ะ อยากให้น้องมีบทบาทมากกว่านี้

 

3.3 ส่วนที่ work ที่สุดสำหรับเรา ก็คือเรื่องของบาร์โฮสต์ ส่วนนี้สนุกมาก ๆ ชอบมาก ๆ

 

3.4 เรื่องกองถ่ายหนังกิ่งแก้ว, พาร์ทรักสี่เส้าของตัวละคร (นางเอกมีผู้ชายมาชอบ 3 คน ซึ่งรวมถึงตัวผู้ร้าย), เรื่องของโกศล แสงวิเชียร, พ่อนางเอกที่อาจจะโดนรถชนตาย, etc. เราว่ามันก็ให้ความรู้สึกแบบ “กลอนพาไป” ได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา 55555

 

คือถ้าหากเอาหลักการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตกไปจับ ที่เรื่องเล่าต้องมี unity, แต่ละพาร์ทต้องมีความหมาย, แต่ละพาร์ทต้องรับใช้ประเด็นหลัก, บีทอารมณ์ในแต่ละองก์ต้องมีการขึ้นๆ ลง ๆ ตามสูตรสำเร็จที่วางไว้ อะไรทำนองนี้ เนื้อเรื่องในสรรพลี้หวน ก็คงจะสอบตก แต่ถ้าหากเอา “ความสุขที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้” ไปวัด เราก็ต้องบอกว่าเรา enjoy อะไรแบบนี้มาก ๆ เรา enjoy ความรู้สึกแบบอิสระทางการเล่าเรื่อง sense of freedom ที่ได้จาก “กลอนพาไป” แบบนี้มาก ๆ

 

4. ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วหนังของพชร์ อานนท์ และหนังตลกหลาย ๆ เรื่องของไทย ก็มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” อยู่เหมือนกันนะ คือมีลักษณะของ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง โดยไม่ต้องแคร์ unity ของเรื่องเล่าหรือความเกี่ยวข้องกับธีมหลักตามแบบแผนของตะวันตก”  แต่ wavelength ของพชร์ไม่ตรงกับเรามากนักน่ะ ในขณะที่หนังของเอกชัยมี wavelength ที่ตรงกับเรามากกว่า

 

เราว่าอารมณ์แบบ “กลอนพาไป” หรือ “การใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง” ของผู้กำกับแต่ละคนมันก็แตกต่างกันไป คือเราว่า

 

4.1 ในหนังหลาย ๆ เรื่องของพชร์นั้น แรงขับให้ “ใส่อะไรก็ตามที่อยากใส่เข้าไปในหนัง” มันเกิดจากความพยายามจะบรรจุ “ประเด็นดัง ๆ ของยุคสมัยนั้น ๆ” เข้าไปในหนังน่ะ หนังหลายเรื่องของพชร์เลยเต็มไปด้วย “คนดัง คนที่เป็นข่าวดัง” ในยุคนั้น ๆ มาปรากฏตัว, มีบทสนทนา และมีสถานการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดัง ๆ ในยุคนั้น ๆ ซึ่งนี่ก็เหมือนเป็นลายเซ็นของพชร์ เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวในหนังของเขา

 

4.2 หนังตลกของไทยหลาย ๆ เรื่อง ก็ “ใส่ฉากที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับ conflict หลัก” ของหนังเข้าไปเหมือนกัน เพื่อสร้างอารมณ์ขำขันให้ผู้ชมไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าหากฉากนั้น ๆ มันทำให้ขำได้จริง มันก็ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับเรา

 

4.3 ในส่วนของ “สรรพลี้หวน” นั้น เรารู้สึกว่า แรงขับของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความพยายามจะบรรจุประเด็นร่วมสมัยเข้าไปในหนัง แบบหนังของพชร์ อานนท์ แต่เกิดจาก “ความหลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดง” และเราว่าแรงขับนี้มันทำให้เกิดความ weird บางอย่างในหนังที่เข้าทางเรามาก ๆ เพราะเราว่าการแสดงของนักแสดงในหลาย ๆ ฉาก มันดู weird มันดูเหมือนมันจะกลายเป็น musical อยู่มะรอมมะร่อ แต่มันก็ไม่เป็น musical มันมีจริตบางอย่างที่ unrealistic แบบหนัง musical แต่ตัวละครก็ไม่ได้ร้องเพลงเต้นรำออกมา เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากบางฉากในหนังเรื่องนี้มันเหมือนถูกออกแบบมาด้วยอารมณ์แบบ “ตามใจฉัน” หรือตามแรงขับบางอย่างในใจที่ไม่ต้องยึดโยงกับขนบการแสดงแบบหนังดราม่าหรือหนัง musical ใด ๆ แต่เป็นการแสดงด้วยสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง

 

คือตัวละครใน “สรรพลี้หวน” มันชอบย้ำประโยคที่ว่า “เราควรเป็นตัวของตัวเอง” อะไรทำนองนี้นะ และเราว่าตัวหนังเรื่องนี้มันก็ดูเป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ในมุมมองของเรา มันดูเหมือนมี sense of freedom บางอย่างที่ครอบคลุมการเล่าเรื่อง และอาจจะรวมไปถึงการแสดงในบางฉากด้วย เราก็เลย enjoy หนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

5. เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง “วรรณกรรมไทยยุคโบราณ” และ “การแสดงของไทยในยุคโบราณ” แต่พอเราได้ดูหนังเรื่อง สรรพลี้หวน ที่มีลักษณะแบบ “กลอนพาไป” ทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องของหนัง และในส่วนของละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งนี้มันสะท้อนความแตกต่างระหว่างไทยและชาติตะวันตก ในส่วนของ “วรรณกรรมยุคโบราณ” และ “การแสดงยุคโบราณ” ด้วยหรือเปล่าน่ะ เพราะเราว่าเรื่องเล่าของไทยในยุคโบราณ ทั้งขุนช้างขุนแผน, พระอภัยมณี, etc. มันอาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับวรรณกรรมของชาติตะวันตก และการแสดง “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านต่าง ๆ ของไทย ก็อาจจะมี narrative structure ที่ไม่ตรงกับของชาติตะวันตกด้วยหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เลย ต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ

 

เท่าที่เราพอรู้ ก็คือว่าหนังไทยยุคเก่า ๆ มันดูมีรสชาติและโครงสร้างที่แตกต่างจากหนังยุคหลังนะ คือหนังไทยยุคเก่าหลาย ๆ เรื่อง มันดูเป็นหนังรวมทุกรสน่ะ มีทั้งบู๊แอคชั่น, รักโรแมนติก, ตลก, สยองขวัญ, etc. ผสมอยู่ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งมันจะแตกต่างจากโครงสร้างหนังฝรั่ง และเราก็เลยสงสัยว่า การที่หนังไทยยุคเก่า มัน “รวมทุกรสไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน” แบบนี้ มันเป็นการสืบทอดมาจาก “ลิเก” หรือการแสดงพื้นบ้านแบบที่เคยได้รับความนิยมในไทยในอดีตหรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่มีความรู้เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า การที่ สรรพลี้หวน มันมีความมโนสาเร่ มีความกลอนพาไป อะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นอิสระจากกรอบวิธีการเล่าเรื่องแบบชาติตะวันตก โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่เราชอบอะไรแบบนี้มาก ๆ

 

6. จริง ๆ แล้วเรามักจะได้รับความสุขจากการดู “หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู “หนังทดลอง”, “หนังอาร์ต”, “หนังเชิงกวี” และ “หนังบ้าน ๆ ในเทศกาลหนังมาราธอน” นะ แต่หนังทดลองและหนังอาร์ตหลายเรื่อง มันก็เหมือนมี patterns ของมัน ที่อาจจะซ้ำ ๆ กันได้

 

และเราก็พบว่าเราได้รับความสุขจากการดู “หนังที่เป็นอิสระจากวิธีการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ” จากการดู สรรพลี้หวน ด้วย โดยที่ patterns ของมันไม่ซ้ำกับหนังอาร์ต, หนังทดลอง แต่อาจจะใกล้เคียงกับ “หนังตลกไร้สาระของไทย” แบบหนังของพชร์ อานนท์มากกว่า แต่พอ “สรรพลี้หวน” มันมี sense ของความ weird บางอย่าง และมี sense of freedom ในการเล่าเรื่องบางอย่างในความรู้สึกของเรา เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังตลกของไทยโดยทั่วไป

 

คือความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อสรรพลี้หวน จริง ๆ แล้วมันใกล้เคียงกับความรู้สึกชอบของเราที่มีต่อ “หนังทดลอง” น่ะ 55555 เพราะตัวสรรพลี้หวนมันเหมือนไม่สน narrative structure แบบเรื่องเล่าทั่วไป แต่มีความ “กลอนพาไป” อยู่ในหนัง มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังทดลองบางเรื่อง ที่ไม่สน “การเล่าเรื่องตาม pattern ทั่วไป” แต่หยิบยืม pattern ของบทกวีหรือ pattern ของสิ่งอื่น ๆ มาปรับใช้ อย่างเช่นเรื่อง

 

6.1 4 WORDS 1 FOOT (2014, Joe Decker + Thet Zaw Win, A+30) หนัง Myanmar ที่เอาโครงสร้างของบทกวีมาใช้ในหนัง

 

6.2 HIGH KUKUS (1973, James Broughton, A+30) หนังทดลองที่เอาโครงสร้างของบทกวีไฮกุของญี่ปุ่นมาใช้ในหนัง

 

6.3 EDEN AND AFTER (1970, Alain Robbe-Grillet, A+30) เพราะ EDEN AND AFTER เอาโครงสร้างดนตรี twelve-tone ของ Arnold Schoenberg มาดัดแปลงเป็นโครงสร้างภาพยนตร์

 

6.4 NATURAL HISTORY (2014, James Benning, Austria, 77min)

เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ แต่เราได้ยินมาว่า หนังเรื่องนี้มี 54 ช็อต และความยาวของแต่ละช็อตถูกกำหนดโดยตัวเลข 27 ตัวแรกของค่า Pi (3.141592653589793238462643383...) อะไรทำนองนี้

 

พอดูหนังเหล่านี้ เราก็เลยนึกเล่น ๆ ว่า อยากให้มีผู้กำกับหนังไทย เอา “โครงสร้างของบทกวี” มาใช้ในการสร้างหนังบ้าง แบบเอาโครงสร้างของ “กลบทกบเต้นสามตอน” หรือโครงสร้างของ “วสันตดิลกฉันท์ 14” หรือ “กาพย์สุรางค์เปรมปรีดิ์” มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ 55555

 

7. ตอนช่วงแรก ๆ ที่เราดูสรรพลี้หวน เราพยายามจะเอา benchmarks ในใจเรา มาเทียบกับหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะช่วงแรก ๆ ที่เราดูนั้น เราจะคิดว่า

 

7.1 ถ้าหากหนังมันถ่ายทอดเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิงในยุคโบราณออกมาได้ sensual จริง ๆ เราก็อาจจะได้หนังแบบ ARABIAN NIGHTS (1974, Pier Paolo Pasolini, Italy)

 

7.2 ถ้าหากหนังมันสร้างฉากหุยฮาหีแตกติดต่อกันไปได้เรื่อย ๆ แบบถึงขั้นจริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบ PINK FLAMINGOS (1972, John Waters)

 

7.3 ถ้าหากหนังมันต้องการจะเป็นหนังตลก ที่มี “การเขียนบทอย่างรัดกุม” จริง ๆ เราก็จะได้หนังแบบของสองพี่น้อง Farrelly

 

แต่พอเราดูหนังเรื่องสรรพลี้หวนไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่าหนังไม่ได้ดำเนินไปในแนวทางเดียวกับ benchmarks ในใจเราแต่อย่างใด แต่มันก็ออกมามีเสน่ห์ในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

8. แอบขำที่ตัวเนื้อเรื่องของสรรพลี้หวนมัน “ต่ำ” มาก ๆ แต่หนังเลือกนักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ มาเล่นเป็น “เจ้าชายเจ้าหญิง” ซึ่งก็คือ ฟาบริชโช่ เปาโล กับ ฟิลิปปา รินลนี ดีคอน เราก็เลยแอบสงสัยว่า การเลือกใช้นักแสดงที่ “หน้าตาสะอาดสะอ้าน” มาก ๆ แบบนี้มาแสดง มันมีจุดประสงค์เพื่อช่วยสร้างความ balance ให้กับความหยาบโลนของเนื้อเรื่องหรือเปล่า 555

 

9. เรางงว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึง “เล่าเรื่องในละครเวทีไม่จบ” แต่พอเราตามอ่านข้อมูลภายหลัง เราถึงเพิ่งรู้ว่า บทประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็นบทประพันธ์ราวปีค.ศ. 1877-1897 ที่แต่งไม่จบ เรื่องราวในบทประพันธ์มันก็ตัดจบดื้อ ๆ ห้วน ๆ คล้าย ๆ กับละครเวทีในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าผู้ประพันธ์ สรรพลี้หวน เป็น สามเณรที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก กระอักเลือดตาย ระหว่างที่แต่งบทประพันธ์เรื่องนี้ไปได้เพียงแค่ครึ่งเรื่อง รุนแรงที่สุด

 

10. อันดับหนังของ Ekkachai Srivichai

 

In my preferential order

 

10.1 อีหล่าเอ๋ย (2021, A+30)

10.2 มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020)

10.3 สะพานรักสารสิน (2022)

10.4 เทริด (2016)

10.5 เหมรฺย MEI (2024, A+25)

10.6 สรรพลี้หวน (2026, A+20)

10.7 KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, A+15)

10.8 โนราห์ (2018, A+15)

10.9 มนต์รักวัวชน (2022)

 

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบทประพันธ์สรรพลี้หวนได้ที่

https://web.facebook.com/SilpaWattanatham/posts/pfbid0sg1xdwWCqMTDAi7tAf6Fuks2xQtFynRJiD6cts6QRojHBafVMDesecWFsFWtvd4Hl

 

Monday, June 23, 2025

BRIDE HARD VS. HAPPY HOUR

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

หนังสามเรื่องเกี่ยวกับ A BOY AND HIS SICK MOTHER

 

28 YEARS LATER (2025, Danny Boyle, A+25)

+ A MONSTER CALLS (2016, J.A. Bayona, A+30)

+ BEFORE I WAKE (2016, Mike Flanagan, A+30)

 

ในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ เราชอบ BEFORE I WAKE มากสุดนะ แล้วก็ชอบ A MONSTER CALLS มากเป็นอันดับสอง และ 28 YEARS LATER มากเป็นอันดับสาม

 

จริง ๆ แล้วเราชอบ concept ของ 28 YEARS LATER มาก ๆ ในช่วงครึ่งเรื่องหลัง แต่เราไม่อินกับตัวละครน่ะ 55555 เพราะเหมือนเราเป็นเด็กที่มองว่า “ตัวเราเองคงไม่น่าจะสู้กับซอมบี้ได้” เพราะฉะนั้นถ้าหากเราเป็นเด็กในเรื่อง เราคงปล่อยให้แม่ป่วยตาย ดีกว่าพาแม่ไปเสี่ยงกับการให้ซอมบี้กิน แต่เราก็เข้าใจว่าเด็กในเรื่องไม่ได้มองตัวเองแบบที่เรามองตัวเอง เพราะเด็กในเรื่องมันเก่งกาจกว่าเรามาก ๆ เพียงแต่ว่าจุดนั้นมันก็เลยทำให้เราไม่อินกับตัวละครเด็กในช่วงครึ่งหลังจ้ะ

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

BRIDE HARD (2025, Simon West, A+15)

+ HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 5hrs 17mins, A+30)

 

จริง ๆ แล้วหนังสองเรื่องนี้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่เราอยากจัดฉายหนังสองเรื่องนี้ควบกันเพราะว่าเราชอบหนังสองเรื่องนี้ในจุดเดียวกัน นั่นก็คือ เราชอบหรืออินกับประเด็นเรื่อง “กลุ่มเพื่อนสาว และความน้อยอกน้อยใจในกลุ่มเพื่อนสาว” อะไรทำนองนี้น่ะ เหมือนมัน relate กับประสบการณ์เราในชีวิตจริง 555555

 

จุดนึงที่เราชอบสุดขีดใน HAPPY HOUR คือการที่หนังเรื่องนี้เล่าเรื่อง friendship ของกลุ่มเพื่อนหญิง 4 คน แต่ในบรรดา 4 คนนี้ ก็เหมือนมีการแตกออกเป็น 2 กลุ่ม เพราะมี “2 คนที่สนิทกันมาก่อน” แล้วก็มี “อีก 2 คนที่มาทีหลัง” ซึ่งกลุ่ม “อีก 2 คนที่มาทีหลัง” นี่ก็เหมือนรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถก้าวขึ้นไปสนิทกับ “2 คนที่สนิทกันมาก่อน” ได้ในระดับที่เท่าเทียมกัน ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันอาจจะไม่ใช่ “ความน้อยใจ” ซะทีเดียว แต่มันเป็นอะไรที่น่าสนใจดีที่ในบรรดากลุ่ม 4 คนนี้ ระดับความสัมพันธ์มันก็ไม่ได้เท่าเทียมกันไปซะทั้งหมด

 

ส่วนใน BRIDE HARD นั้น ประเด็นเรื่อง “ความน้อยใจในบรรดากลุ่มเพื่อนสาว” กลายเป็นประเด็นหลักที่ทำให้เราอินหรือชอบหนังเรื่องนี้ คือสำหรับเราแล้ว “ผู้ร้าย” ในหนังเรื่องนี้จะอยู่หรือตายก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเรื่องความน้อยอกน้อยใจในบรรดากลุ่มเพื่อนนี่แหละ 55555

 

ซึ่งก็เหมือนกับที่เราเคยเขียนไปแล้วหลายครั้งว่า เรามักจะไม่อินกับหนังที่พูดถึง “ความรักหนุ่มสาว” และ “ความรักความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัว” แต่เรามักจะอินกับหนังที่พูดถึงเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ๆ”

++++++

 

เราก็เพิ่งได้ดูหนังของ Luc Moullet เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก กราบจริง ๆ เหมือนเป็นผู้กำกับกลุ่ม French New Wave คนเดียวหรือเปล่านะที่ขึ้นชื่อในการทำ "หนังตลก" (ไม่นับ Pierre Etaix + Jacques Tati ที่เป็น PRE NEW WAVE และ Bertrand Blier ที่เป็น POST NEW WAVE)

Monday, March 24, 2025

HAPPY MONDAY(S) (2025, Chakorn Chaiprecha, A+30)

 

เพิ่งรู้ว่ามีนายแบบหนุ่มหล่อชาวไทยชื่อ “มาตาฮารี” ด้วย ตอนแรกก็นึกว่าตั้งตามชื่อของ Mata Hari สายลับสาวชาวดัทช์ แต่พอเสิร์ชดูเราถึงรู้ว่า คำว่า มาตาฮารี แปลว่า พระอาทิตย์ในภาษามาเลย์

-------

ฉันรักเขา Victor Chatchawit Techarukpong from HAPPY MONDAY(S) (2025, Chakorn Chaiprecha, A+30)

 

HAPPY MONDAY(S) (2025, Chakorn Chaiprecha, A+30)

สวัสดีวันจันทร์(ส)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 24 ก.พ. หรือเมื่อ 1 เดือนก่อน ซึ่งเราก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่เหมือนเราไม่ได้ “รู้สึกอะไรเป็นการส่วนตัว” กับหนังเรื่องนี้น่ะ เราก็เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีที่ไม่ซ้ำกับที่เพื่อน ๆ เขียนไปแล้ว 55555 เราก็เลยเน้นแชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะว่าสิ่งที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนมันก็ตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจเราอยู่แล้ว

 

เพราะฉะนั้นบันทึกความทรงจำของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ มันก็คงซ้ำ ๆ กับที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนไปแล้ว และเราได้แชร์ไปแล้วเรียบร้อย 55555

 

2. อย่างแรกที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ ก็คือการแคสต์ดาราหนุ่ม ๆ ได้ตรงใจเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้ง Victor Chatchawit Techarukpong, Oabnithi Wiwattanawarang และ Poon Mitpakdee คือสามคนนี้ตรงสเปคเรามาก ๆ รักชายหนุ่มทั้งสามคนนี้มาก ๆ ค่ะ ขอบคุณแคสติ้งหนังเรื่องนี้มากค่ะ

 

3. จริง ๆ แล้วช่วงแรกเราไม่ค่อยอินกับหนังนะ เพราะเราเกลียดคนแบบพระเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ คนที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่มีความมุมานะพยายาม ไม่เอาจริงเอาจัง อะไรทำนองนี้ แต่พอครึ่งหลังของหนัง พระเอกได้รับบทเรียนอย่างสาสม ระดับความชอบของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก็เลยพุ่งขึ้นมาเป็น A+30

 

หนึ่งในสิ่งที่งดงามมาก ๆ ในช่วงครึ่งหลัง ก็รวมถึงการที่พระเอกไม่สามารถกลับไปคืนดีกับเพื่อนสนิทได้อีก ถึงแม้ว่าพระเอกสำนึกผิดแล้วก็ตาม และการที่เจ้าหน้าที่มหาลัยก็ยังคงตกงาน ชีวิตการทำงานของเขาได้รับความเสียหายอย่างถาวรจากการกระทำของพระเอก

 

เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่ถึงแม้พระเอกจะสำนึกผิด หนังก็ “จริงใจ” กับตัวละครเพื่อนพระเอกและเจ้าหน้าที่มหาลัย และแสดงให้เห็นว่า โลกมันไม่ได้หมุนรอบตัวพระเอก ถึงแม้พระเอกจะสำนึกผิด กลับตัวเป็นคนดี มันก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตคนอื่น ๆ จะต้อง happy ตามพระเอกไปด้วย หรือไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะต้องคลี่คลายด้วยดีตามไปด้วย

 

4. อีกสิ่งที่ชอบมากก็คือการที่หนังเหมือน “ใส่ใจกับตัวประกอบ” มาก ๆ น่ะ อย่างเช่น

 

4.1 ตัวละครของสายป่าน ที่มีปัญหาผัวนอกใจ และเธอพยายามใช้ไสยาศาสตร์เข้าช่วย แต่ในที่สุดมันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

4.2 ตัวละครของ Poon Mitpakdee ที่ไม่ได้เป็น “หนุ่มหล่อรวยนิสัยเลว ๆ โง่ ๆ” แต่เป็นหนุ่มหล่อรวยที่ดูเป็นมนุษย์มากพอสมควร มีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวเอง

 

ชอบเขาในฉากหลัง closing credits มาก ๆ

 

5. ชอบตัวละครนางเอกมาก ๆ เลยด้วย ที่ตอนหลังหนังเฉลยว่า เธอไม่ได้เป็นคนซื่อ แต่เป็นคนที่มีฤทธิ์เดชอยู่ในตัว

 

6. ชอบการแสดงของ “เฟี้ยวฟ้าว สุดสวิงริงโก้” (อิม อชิตะ) มาก ๆ เลยด้วย เหมือนบทเธอไม่มีอะไร แต่เธอแสดงได้อย่างมีเสน่ห์น่าจดจำมาก ๆ

 

7. นอกจากการที่หนังใส่ใจกับตัวละครประกอบแล้ว เราก็ชอบที่หนังเหมือนใส่ใจกับ “รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน” ด้วย เพราะบางจุดที่หนังพูดถึงมันก็คล้าย ๆ กับปัญหาที่เราเจอในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น

 

7.1 การที่ตัวละครของทราย เจริญปุระ กระทุ้งน้ำตรงผ้าใบแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับพระเอก

 

คือเราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตนะ แต่สิ่งที่เราเจอทุกวันตอนเดินเข้าออกซอย ก็คือเราต้องจดจำให้ได้ว่า ห้องแถวห้องไหนที่มันต่อท่อระบายน้ำแอร์ยื่นออกมาในถนนน่ะ เพราะน้ำจากท่อระบายน้ำแอร์นั้นมันชอบหยดเข้าลูกตาเราเวลาเราเดินผ่าน แล้วเราก็กลัวตาบอดมาก ๆ เพราะฉะนั้นเวลาเราเดินผ่านห้องแถวพวกนี้ เราก็มักจะเลี่ยงไปเดินอีกฝั่งนึง หรือไม่ก็ต้องคอยเอามือมาปิดเหนือลูกตา ไม่ให้น้ำจากท่อแอร์มันหยดใส่ลูกตาเรา

 

เราก็เลยชอบฉากการกระทุ้งน้ำแบบสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาก ๆ เพราะชีวิตประจำวันของเราก็ได้รับความเดือดร้อนจาก “น้ำกระเซ็น” จากอาคารต่าง  ๆ เหมือนกัน

 

7.2 ชอบฉากการให้เงินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างเชื่องช้าของพระเอกมาก ๆ เลยด้วย เพราะมันเหมือนเป็นสิ่งที่เราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะเราก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกวัน และเราก็มักจะต้องเตือนสติตัวเองเสมอว่าเราควรเตรียมเงินให้พร้อมหรือพอดีก่อนขึ้นมอเตอร์ไซค์ เราจะได้จ่ายเงินให้เขาได้อย่างรวดเร็วตอนลงจากรถ แต่หลายครั้งเราก็ลืม ไม่ได้เตรียมเงินให้พร้อม

 

คือเหมือนเราเกรงใจมอเตอร์ไซค์รับจ้างน่ะ แล้วครั้งไหนที่เราจ่ายเงินช้า เขาก็ไม่เคยแสดงอาการไม่ดีกับเรานะ แต่เรามักจะรู้สึกผิดในใจเองน่ะแหละ 555 แล้วพอในหนังเรื่องนี้มีฉากที่พระเอกทำไม่ดีแบบนี้ มันก็เลยเหมือนตรงกับ “สิ่งที่เราพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน” พอดี

 

8. แอบสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ต้องการ tribute ให้ “วัยระเริง” (1984, Piak Poster) หรือเปล่า 55555 เพราะตัวละครของปูน มิตรภักดีในหนังเรื่องนี้ เอา “บทเรียนมาดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง” เพื่อจะได้ท่องจำบทเรียนได้โดยง่าย

 

ซึ่งในหนังเรื่อง “วัยระเริง” ก็มีอะไรทำนองนี้เหมือนกัน ถ้าหากเราจำไม่ผิด เป็นตัวละครของสุลาลีวัลย์ สุวรรณทัตที่เอาบทเรียนมาดัดแปลงเป็นเนื้อเพลง

 

9. เห็นด้วยกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่ว่า ชอบไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ที่เหมือนมีการพลิกแพลงอะไรบางอย่างจากหนังวนลูปเรื่องก่อน ๆ เพราะในหนังวนลูปหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis) การวนลูปมักจะส่งผลให้ตัวละครพัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และ “การหลุดออกจากลูป” คือ “รางวัล” ที่มอบให้กับตัวละครเอกที่พัฒนาตัวเองได้ดี หรือตัวละครเอกที่สามารถแก้ปัญหาได้ในที่สุด

ซึ่งตอนแรกเราก็นึกว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นเช่นนั้น นึกว่าพระเอกจะเอา “ช่วงเวลาที่วนลูป” ไปใช้ในการตั้งใจอ่านหนังสือเรียนอย่างขะมักเขม้น จนสอบได้คะแนนดี ๆ 55555

 

แต่ปรากฏว่าในหนังเรื่องนี้ การวนลูปกลับส่งผลให้พระเอกทำตัวเลว ๆ ตามใจชอบไปเรื่อย ๆ เหมือนการวนลูปทำให้พระเอกมองว่า “เขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใด ๆ”

 

และการหลุดออกจากลูปก็เลยกลับกลายเป็น “การลงโทษ” แทนที่จะเป็น “รางวัล” เหมือนกับในหนังวนลูปโดยทั่ว ๆ ไป

 

เราก็เลยชอบไอเดียนี้ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

10. จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยเขียนไว้เกี่ยวกับหนังเรื่อง HAPPY DEATH DAY 2U (2019, Christopher Landon, A+25) ในวันที่ 24 ก.พ.ปี 2019 มาก ๆ มันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ของสิ่งที่เราเคยเขียนไว้เมื่อ 6 ปีก่อนโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555 โดยเราเคยเขียนถึง HAPPY DEATH DAY 2U ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10219180355203079&set=a.10218747653865816

 

และเราก็เลยขอ copy paste สิ่งที่เราเขียนไว้ในตอนนั้นมาแปะไว้ในนี้ด้วยเลยแล้วกัน

 

“ถึงแม้หนังเรื่อง HAPPY DEATH DAY 2U จะมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึง FINAL DESTINATION แต่จริงๆแล้ว มันก็มีความตรงข้ามกันอยู่ด้วย เพราะหนังชุด FINSL DESTINATION มันทำให้เราหดหู่มากๆกับความจริงที่ว่า ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความตายได้พ้น แต่หนังชุด HAPPY DEATH DAY มันสร้างโลกแฟนตาซีที่น่าสนใจมากๆสำหรับเราขึ้นมา เพราะมันเป็นโลกที่ "เราไม่จำเป็นต้องรับผิดใดๆกับการกระทำของเราอีกต่อไป" เพราะเดี๋ยวเราก็จะตายในคืนวันนั้น แล้วก็ย้อนกลับไปใช้ชีวิตวันนั้นใหม่ แก้ไขข้อผิดพลาดใหม่ได้

การฆ่าตัวตายของนางเอกหลายๆรอบอย่างสนุกสนานในหนังภาคสองนี้ มันเลยก่อให้เกิดโลกแฟนตาซีที่น่าสนใจมากๆสำหรับเรา มันเหมือนเป็นการตอบสนองความปรารถนาด้านมืดลึกๆของมนุษย์บางคนน่ะ คือในโลกแห่งความเป็นจริง และในหนัง 95 % (ยกเว้นหนังชุด GANTZ และหนังกลุ่มย้อนเวลา) เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แม้แต่เพียงวินาทีเดียว ถ้าหากเราตัดสินใจอะไรผิดพลาดไปแล้ว บางทีเราอาจต้องแบกรับความเสียหายจากมันไปทั้งชีวิต และถ้าเมื่อใดที่เราตาย เราก็ตายไปเลย ฟื้นคืนชีพตามใจชอบไม่ได้

แต่โลกของ HAPPY DEATH DAY มันสร้างกฎเกณฑ์บางอย่างขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงอะไรแบบนี้ได้ มันเหมือนกับว่า ถ้าหากเราได้เข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้ แล้วเราเกลียดคนสัก 10 คน และเราอยากร่วมรักกับหนุ่มหล่อสัก 36 คน เราก็อาจจะตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างสบายๆเลยน่ะ คือถ้าหากเราเกลียดใครสักคนนึง เราก็เอาปลาร้าไปสาดใส่หน้ามัน แล้วเราก็ฆ่าตัวตาย แล้วเราก็เริ่มต้นวันนั้นใหม่ เราไม่ต้องรอรับผลใดๆทั้งในทางกฎหมายหรือทางสังคมจากการเอาปลาร้าไปสาดใส่หน้าคนที่เราเกลียด หรือถ้าหากเราเงี่ยนมาก เราก็เอากับผู้ชายได้ตามสบาย แล้วก็ฆ่าตัวตาย แล้วก็เริ่มต้นวันนั้นใหม่ เพื่อเอากับผู้ชายอีกคน เราไม่ต้องกลัวติดโรคหรือตั้งครรภ์อะไรใดๆเลย

เราก็เลยชอบ “โลกแฟนตาซี” ใน HAPPY DEATH DAY 2U มาก มันไปไกลกว่าการย้อนเวลาแบบ BACK TO THE FUTURE อีก เพราะโลกแฟนตาซีแบบใน HAPPY DEATH DAY 2U นั้น มันเป็นโลกที่เราแทบไม่ต้อง “รับผิดกับการกระทำใดๆของเราอีกต่อไป”

เพราะฉะนั้น พอดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราก็เลยเศร้า 555 เพราะเราต้องกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้เลยแม้แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว สิ่งใดก็ตามที่เราพูดหรือทำไปในวินาทีใดก็ตามของวันใดก็ตาม เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปลบล้างมันได้ เราต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เราทำไปในทุกๆวินาที กรรมทุกอย่างที่เราทำจะติดตัวเราตลอดไป”

 

เราก็เลยรู้สึกว่า HAPPY MONDAY(S) มันตรงใจเรามาก ๆ ในจุดนี้

 

11. ขอถือโอกาสนี้แปะรายชื่อ “หนังวนลูป หรือหนังแนวใกล้เคียงกัน” ที่เราชอบสุดขีดเอาไว้ด้วยเลยแล้วกัน

 

11.1 THE BUTTERFLY EFFECT (2004, Eric Bress, J. Mackye Gruber)

หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังย้อนเวลา มากกว่าหนังวนลูป แต่เรารู้สึกว่าเนื้อหาสาระของหนังเรื่องนี้มันใกล้เคียงกับหนังวนลูป

 

11.2 CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette, France, 193min)

เหมือนหนังมีการวนลูป 2 ระดับ ระดับแรกคือการที่ตัวละครเข้าไปวนลูปใน “บ้านผีสิง” 3 รอบ เพื่อพยายามคลี่คลายคดีฆาตกรรมและช่วยชีวิตเด็ก โดยตัวละครเอาข้อมูลที่ได้จากการวนลูปแต่ละรอบมาใช้ในการคลี่คลายคดี (จุดนี้ทำให้นึกถึง “การเล่นวิดีโอเกม” ซ้ำ ๆ เพื่อเอาชนะเกมด้วย ถึงแม้ยุคนั้นยังไม่มีวิดีโอเกมก็ตาม)  ส่วนระดับที่สองคือการวนลูปตั้งแต่ตอนที่ตัวละครนางเอกทั้งสองคนเริ่มรู้จักกันครั้งแรก

 

11.3 EDGE OF TOMORROW (2014, Doug Liman)

 

11.4 FATHER & SON (2015, Sarawut Intaraprom)

ยังคงครองตำแหน่ง “หนังวนลูปของไทยที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต” 55555

 

11.5 A FRAGMENT OF ALL THE POSSIBILITIES OF THE ACTION OF GIVING, BUT WHETHER YOU WILL TAKE THE GIFT OR NOT DEPENDS ON YOUR DECISION

เสี้ยวหนึ่งของความเป็นไปได้ทั้งหมดในการให้ แต่จะรับหรือไม่รับ ก็แล้วแต่พิจารณา (2014, Nattawoot Nimitchaikosol)

 

11.6 GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis)

 

11.7 HAPPY MONDAY(S)

 

11.8 RIVER (2023, Junta Yamaguchi, Japan)

 

11.9 RUN LOLA RUN (1998, Tom Tykwer, Germany)

 

11.10 SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France, 4hours 58mins)

 

แล้วก็มีหนังทำนองนี้อีกหลายเรื่องที่เราชอบมาก ๆ นะ แต่อาจจะไม่ถึงขั้น A+30 อย่างเช่น SLIDING DOORS (1998, Peter Howitt, UK), BEFORE I FALL (2017, Ry Russo-Young), MONDAYS: SEE YOU ‘THIS’ WEEK! (2022, Ryo Takebayashi, Japan)

 

12. สาเหตุที่เราชอบหนังวนลูปมาก ๆ เป็นการส่วนตัว ก็เป็นเพราะเราอยากวนลูปบางช่วงเวลาในชีวิตน่ะแหละ แต่ไม่ใช่ตลอดไปนะ คือถ้าหากเราขอพรให้วนลูปได้ เราก็อยากจะขอพรให้เราได้ย้อนกลับไปใช้ชีวิตในปี 1989 อีกสัก 5 รอบ อะไรทำนองนี้ แบบตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ตัวเองได้ย้อนกลับไปใช้ชีวิตใน “วันที่ 1 ม.ค. 1989 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 1989” อีกสัก 5 รอบ 55555 เพราะว่าปี 1989 เป็นปีที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต และเป็นปีที่เรายังคงนึกถึงอยู่ตลอดเวลา

 

แน่นอนว่าถ้าหากเราวนลูปได้จริง เราตั้งใจว่าเราจะแอบไปสารภาพรัก “รุ่นพี่ ม.6” หนุ่มหล่อคนนึงที่เราแอบชอบ ในปี 1989 เพราะตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2025 แล้ว เราก็ยังคงหลงรักรุ่นพี่ม. 6 คนนั้นอยู่เหมือนเดิม เรายังคงคิดถึงช่วงเวลาในปี 1989 ที่เราแอบมองเขา ถึงแม้เวลาจะผ่านมานาน 36 ปีแล้ว เราก็ยังคงจดจำเขาและช่วงเวลาที่เราแอบมองเขาได้ดีอย่างไม่เสื่อมคลาย

+++

 

เพิ่งเห็นว่า Shaw Brothers นำหนังในทศวรรษ 1960 หลายเรื่องมาลงให้ดูฟรีในยูทูบ ภาพสวยสุดขีดมาก ๆ แต่เสียดายที่บางเรื่องไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ อย่างเช่น CALL OF THE SEA (1965, Lo Wei) แต่บางเรื่องก็มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ
https://www.youtube.com/@ShawBrosCinema/videos

++++++++++

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ตอนที่เราดู GRAND TOUR (2024, Miguel Gomes, Portugal, A+30) เราก็นึกถึง UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders) กับ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON (2000, Apichatpong Weerasethakul) เหมือนกันเลย ดีใจสุดขีดที่คุณจุมก็คิดเหมือนกัน

Sunday, January 21, 2024

CHINATOWN CHA CHA

 

เรายังไม่เคยดู A WOMAN UNDER THE INFLUENCE เลย แต่พอพูดถึงบทสาวติดสิ่งเสพติดแล้ว ก็เลยนึกถึงบทบาทการแสดงที่เราชอบสุดขีดของ Meg Ryan ใน WHEN A MAN LOVES A WOMAN (1994, Luis Mandoki, A+30) และบทบาทที่ลืมไม่ลงตลอดกาลของ “นาถยา แดงบุหงา” ในบทสาวติดมอร์ฟีน (ถ้าจำไม่ผิด) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “ทางสายทาส” (1989, สุประวัติ ปัทมสูต, A+30) เสียดายที่ไม่มีคลิปการแสดงของนาถยาจาก “ทางสายทาส” ให้ดูในยูทูบเลย เพราะการแสดงของเธอในละครเรื่องนี้มันคือสุดตีนมาก ๆ จริง ๆ

Nora Fingscheidt นี่คือผู้กำกับ SYSTEM CRASHER (2019, A+30) นะ เดาได้เลยว่า การแสดงใน THE OUTRUN นี่มันคงต้องรุนแรงสุดขีดจริง ๆ 555

+++

ฉันรักเขา แบงค์ Artit Tangwiboonpanit ใน CHINA TOWN CHA CHA (2024, Jaturong Polboon, A+10)

+++

 

รายงานผลประกอบการประจำวันเสาร์ที่ 20 JAN 2024

 

1.EVANGELION: 1.11 YOU ARE (NOT) ALONE (2007, Hiroshi Haraguchi, Masayuki, Kazuya Tsurumaki, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่ PARAGON รอบ 11.00

 

2. EVANGELION: 2.22 YOU CAN (NOT) ADVANCE (2009, Hiroshi Haraguchi, Masayuki, Kazuya Tsurumaki, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่ PARAGON รอบ 13.30

 

ส่วน EVANGELION ภาค 3 กับภาค 4 เราดูไปแล้ว โดยภาค 3 ติดอันดับ 5 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2013 ด้วย ส่วนภาค 4 เราก็ชอบสุดขีดเหมือนกัน แต่เรายังไม่ได้ทำอันดับหนังประจำปี 2020-2023

https://www.sensesofcinema.com/2014/2013-world-poll/2013-world-poll-part-3-2/#9

 

3.ELEVATOR GAME (2023, Rebekah McKendry, horror, A+)

 

ดูที่ PARAGON รอบ 16.30

 

เหมือนเป็นหนังสยองขวัญที่ “ไม่ทะเยอทะยาน” ดี เหมือนเป็นหนังที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายสูงอะไร และก็ทำออกมาได้สมน้ำสมเนื้อกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

อยากให้ตัวละครเล่นเกมขึ้นลิฟท์นี้ พร้อมกับส่องกระจกแล้วพูด “CANDYMAN” 5 ครั้งด้วย เพื่อล่อให้ CANDYMAN กับปีศาจชั้น 5 ออกมาตบกันเอง แบบใน SADAKO VS. KAYAKO (2016, Koji Shiraishi, Japan) 55555

 

4.CHINATOWN CHA CHA (2024, Jaturong Polboon, A+10)

 

ดูที่ PARAGON รอบ 19.00

 

CHINATOWN CHA CHA (2024, Jaturong Polboon, A+10)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

-

--

1.กลายเป็นว่า หนึ่งในฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำของเรามากที่สุด คือฉากที่นางเอก ซึ่งเป็นเลสเบียน (แต่เหมือนเธอเป็นดี้ ไม่ได้เป็นทอม) ไปสิงอยู่ในร่างของชายหนุ่ม แล้วพอชายหนุ่มคนนั้นถูกโสเภณีหญิงลวนลาม อวัยวะเพศของเขาก็ตั้งโด่ขึ้นมา แต่เราเสียดายมาก ๆ ที่หนังไม่ได้ explore เรื่องความเป็นเลสเบียนของนางเอก + sexual reaction เวลาไปสิงในร่างชายหนุ่มมากกว่านี้

 

2.เอาจริง ๆ คือเสียดายมาก ๆ ที่มันเป็น “หนังตลก” 55555 เพราะถ้าหากมันไม่ถูกความเป็น “หนังตลก” ไปครอบไว้ พล็อตเรื่องตั้งต้นของมันนี่มันมี potential ที่จะถูกพัฒนากลายไปเป็นอะไรที่เข้าทางเรามากกว่านี้มาก ๆ อย่างเช่น

 

2.1 หนังที่เน้นเรื่อง “เลสเบียน” ที่ไปสิงในร่างชายหนุ่ม

 

2.2 หนังที่เน้นสำรวจ myth + reality เกี่ยวกับ อั้งยี่ ในไทย

 

2.3 หนังที่เน้นสำรวจความเป็นชนกลุ่มน้อยของชาวจีนในยุคนั้น และจบด้วยการที่นางเอกทำวิทยานิพนธ์ออกมาแบบหนังสือเล่มนี้

https://lib.sac.or.th/catalog/BibItem.aspx?BibID=b00077525

 

3.ส่วนสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่าที่คาดไว้ เพราะเราชอบตัวละครพระเอกมาก ๆ ชอบที่เขาอยากทำงานเย็บผ้า เป็นช่างตัดเสื้อ และไม่คิดจะเป็นหัวหน้าแก๊งอะไร คือดูเป็นคนที่มีการตัดสินใจอะไรหลาย ๆ อย่างใกล้เคียงกับเรามากกว่าที่คาด

 

4.ชอบที่หนังมัน “โหด” กว่าที่คาดด้วย นึกไม่ถึงว่าตัวละครที่ใสซื่อที่สุดในเรื่องจะถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมแบบนั้น เหมือนจุดนี้ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ความเป็นหนังตลก” มันไปจำกัด potential ของหนังเหมือนกัน

 

5. แบงค์ Artit Tangwiboonpanit หล่อมาก แต่เสียดายที่บทของเขาน้อยไปหน่อย 55555