ช่วง “กระแสสำนึกของแม่หมี”
พอเห็นข่าวช่วงนี้
ก็เลยนึกถึงวิกฤติพลังงานที่เราเคยเจอในช่วงทศวรรษ 1980 เราจำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ
มันมีสถานีโทรทัศน์แค่ 4 ช่องในกรุงเทพ คือช่อง 3 5 7 9 (ตอนนั้นยังไม่มีช่อง 11)
และสถานีโทรทัศน์จะแพร่ภาพตอน 16.00-18.30 น. กับ 20.00-24.00 น.
อ่านรายละเอียดได้จากโพสท์ของคุณ Marisa Maneesang ที่เราแชร์มาไว้ในวอลล์เรา
จำได้ว่าช่วงนั้น “ละครวิทยุ”
เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากนะ พวกละครวิทยุคณะเกศทิพย์
เดาว่าสาเหตุส่วนนึงคงเป็นเพราะโทรทัศน์ยังแพร่ภาพได้เพียงแค่ 6
ชั่วโมงครึ่งต่อวันนี่แหละ และโทรทัศน์ก็มีเพียงแค่ 4 ช่องเท่านั้น
ตอนนั้นบ้านเราก็มีแค่ทีวีขาวดำเครื่องเดียว
และยังไม่มีโทรศัพท์ด้วย บ้านเราเพิ่งซื้อทีวีสีเครื่องแรกในปี 1985
ส่วนเครื่องเล่นวิดีโอเทปน่าจะซื้อในปี 1986 และบ้านเราเพิ่งมีโทรศัพท์ใช้ตอนปี
1988 ก่อนหน้านั้นครอบครัวของเราต้องพึ่งพาตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นหลัก
เราชอบให้แม่ของเราเล่าเรื่องตอนสงครามโลกครั้งที่สอง
เพราะแม่ของเราเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้าจำไม่ผิด
แม่เล่าว่าตอนช่วงนั้นเวลาอ่านหนังสือเรียนในบ้านตอนกลางคืน บางทีแม่ต้องคอย
“พรางไฟ” เพื่อไม่ให้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดมาใส่บ้าน
คือเหมือนตอนเด็ก ๆ “ความลำบาก” ของชีวิตเราคือ
“โทรทัศน์แพร่ภาพได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน”
แต่เราก็ยังคงอ่านหนังสือได้ตามสบาย
เพราะเรายังคงมีไฟฟ้าเอาไว้เปิดเวลาอ่านหนังสือ อ่านนิยาย อ่านการ์ตูน
บางทีเราก็พยายามจินตนาการถึงชีวิตแม่ของเราตอนเด็ก
ๆ ชีวิตที่เวลาจะอ่าน “หนังสือเรียน” ที ก็ต้องคอยพรางไฟ
คอยระแวงว่าจะมีเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดใส่หรือเปล่า
และชีวิตช่วงนั้นก็ยังไม่มีโทรทัศน์, โทรศัพท์, อินเทอร์เน็ตอะไรใด ๆ ด้วย
น้ำที่ใช้บางทีก็ต้องพึ่งพา “น้ำบ่อ” เป็นหลัก เพราะประปายังไม่แพร่หลาย
(แม่เราอาศัยอยู่ที่โคราชกับอุบล ตอนช่วงทศวรรษ 1940-1950)
ตอนที่แม่เรายังเป็นเด็ก แม่เราก็ “ทอผ้า”
เองด้วย คือเสื้อผ้าบางตัวที่แม่ใส่ เกิดจากการเอาฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า
แล้วก็เอาผ้ามาเย็บเป็นเสื้อ + ผ้านุ่ง ใส่เอง
เสียดายที่เราทำอะไรพวกนี้ไม่เป็นเลย เราทำไม่เป็นทั้งการทอผ้าจากฝ้าย
และการเย็บผ้า เย็บเสื้อใส่เอง
ตอนนี้ก็กังวลเหมือนกันว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามขึ้นหรือเปล่า
แล้วเราจะเอาตัวรอดได้ไหม จะพึ่งพาตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน
เพราะเราเคยเผชิญเพียงแค่ช่วงที่เกิดวิกฤติพลังงานในทศวรรษ 1980
ซึ่งก็ถือเป็นช่วงที่ไม่ลำบากอะไร โทรทัศน์ออกอากาศได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน
เราไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่เราก็อยู่ได้สบายในตอนนั้น แต่เราก็ไม่เคยผ่านช่วง
“สงครามโลกครั้งที่สอง” เหมือนแม่ของเรา
+++
เมื่อ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” (1985-1986) remakes VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock) มีสิทธิ์
Christian Petzold เห็นสิ่งนี้แล้วยังต้องบอกว่า
“กูยังไม่กล้านึก”
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1260555425407475
YOKO MINAMINO AS JAMES STEWART. WHEN SUKEBAN DEKA II: THE
LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) REMAKES
“VERTIGO”
อันนี้คือคลิปบางฉากจาก SUKEBAN DEKA II:
THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) ตอนที่ 24 กับ 25 นะ เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิงห์สาวนักสืบ ตอนนี้มันรีเมค VERTIGO
(1958, Alfred Hitchcock) ยังไงบ้าง
Christian Petzold เองก็ชอบทำหนังหลาย ๆ
เรื่องที่มีการ tribute ให้ VERTIGO แต่คิดว่าเขาเองก็คงไม่กล้าทำอะไรแบบละครทีวีเรื่องนี้
55555
ใครจะดูคลิปนี้ก็ต้องรีบดูนะ
เพราะเราไม่รู้ว่าทาง Facebook จะบอกให้เราลบคลิปนี้เมื่อไหร่
เพราะมันอาจจะมีบางส่วนที่ผิดลิขสิทธิ์ 555555
แน่นอนว่าคลิปนี้สปอยล์ VERTIGO แบบเต็ม ๆ ใครยังไม่ได้ดู VERTIGO ก็ห้ามดูคลิปนี้นะ
ข้อมูลเดิมจากที่เราเคยแปะไว้แล้ว:
ตอนนี้เรามั่นใจ 100 % เต็มว่า
ผู้สร้างละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA
II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) นั้น เป็น cinephile อย่างแน่นอน 55555 ละครเรื่องนี้นำแสดงโดย Yoko Minamino หรือ Nanno
และเราเคยดูตอนมันมาฉายทางช่อง 5 ในปี 1987-1988
หรือเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน
ความ cinephilia ของละครทีวีเรื่องนี้
1. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ Sergei
Eisenstein กับ Sergio Leone ตามคลิปที่เราแปะไปแล้ว
2. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 24 กับ 25” สองตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ภาพยนตร์เรื่อง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock) และมันออกมาหนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป
3. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 10” ตอนนี้ tribute ให้กับ CASABLANCA (1942,
Michael Curtiz)
SUKEBAN DEKA REMAKES CASABLANCA
FROM SERGEI EISENSTEIN TO SERGIO LEONE TO YOKO MINAMINO
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/931586132629108
+++
THE GREEN VINYL (2004, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 17min,
A+30)
ดูแล้วนึกถึง “ตำนานขาผีสิง” ใน THE
SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30) เราว่าสิ่งนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่า
Kleber Mendonça Filho มีความสนใจในเรื่องสยองขวัญอยู่บ้างนะเนี่ย
พูดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราแทบไม่เคยดู
“หนังสยองขวัญบราซิล” เลย เพราะหนังบราซิลที่เราได้ดูส่วนใหญ่ เป็น
“หนังสะท้อนสังคม” และ “หนังโรแมนติก/อีโรติก” เกือบทั้งนั้นเลย
อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ José Mojica Marins ในไทยมาก ๆ เพราะว่า José
Mojica Marins (1936-2020) เป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญชื่อดังของบราซิล
แต่เรายังไม่เคยดูหนังของเขาเลย
หนังที่กำกับโดย José Mojica Marins ก็มีเช่น
1. AT MIDNIGHT I’LL TAKE YOUR SOUL
(1964)
2. THIS NIGHT I’LL POSSESS YOUR CORPSE (1967)
3. THE STRANGE WORLD OF COFFIN JOE (1968)
4. THE AWAKENING OF THE BEAST (1970)
5. WHEN THE GODS FALL ASLEEP (1972)
++++++++
WHEN A CINEPHILE WANTS TO WALK AND RUN
เนื่องจาก POSSESSION (1981, Andrzej
Zulawski, France/West Germany, A+30) กำลังจะมาฉายที่หอภาพยนตร์
ศาลายาในวันที่ 8 มี.ค. เราก็เลยถือโอกาสนี้รวมคลิป “การเดิน” และ “การวิ่ง”
ในภาพยนตร์/ละครโทรทัศน์ ที่เราชื่นชอบสุดขีด มาไว้ด้วยกันดีกว่า
1. WEAPONS (2025, Zach Cregger)
2. MOVING (1993, Shinji Somai, Japan)
3. SATANTANGO (1994, Béla Tarr, Hungary, 7hrs 19mins)
4. SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK
(1985-1986, 42 episodes, A+30)
5. MILLENNIUM MAMBO (2001, Hou Hsiao-hsien, Taiwan)
6. INDIA SONG (1975, Marguerite Duras, France)
7. KAIRO (2001, Kiyoshi Kurosawa, Japan)
8. JOURNEY TO THE WEST (2014, Tsai Ming-liang,
France/Taiwan)
ตอนแรกเราทำคลิปที่มี POSSESSION (1981,
Andrzej Zulawski, France/West Germany, A+30) กับ THE 400
BLOWS (1959, François Truffaut, France) อยู่ในคลิปด้วย แต่เหมือน Facebook
ไม่ให้โพสท์คลิปที่มีหนังสองเรื่องนี้ เพราะติดลิขสิทธิ์
เพราะฉะนั้นคลิปของเราเลยเหลือฉากจากหนังแค่ 8 เรื่อง แทนที่จะเป็น 10
เรื่องเหมือนที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกจ้ะ
ถ้าใครจะดู ก็ต้องรีบดูนะ
เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะต้องลบคลิปนี้เมื่อไหร่ 55555
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1433803541557647
+++++++++
แม่หมีพยายามสอนลูกหมีเรื่องความแตกต่างระหว่าง HUMAN
RESOURCE กับ HUMAN RESOURCES แต่ลูกหมีบอกแม่หมีว่า
“หนูไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก หนูรู้แค่ว่า หนูอยากได้ Jalil Lespert เป็นผัว จบ”
+++
ตอนเราอยู่มัธยมต้น ในปี 1985-1987 เรารู้สึกว่า
Pizza Hut กับ Swensen’s เป็นอะไรที่หรูมาก
55555
++++
DOUBLE BILL FILM WISH LIST
SKIN DEEP (2022, Alex Schaad, Germany, A+30)
+ ABENDLAND (2024, Omer Fast, Germany, 115min, A+30)
ถึงแม้ ABENDLAND จะออกฉายช้ากว่า
SKIN DEEP สองปี แต่เราเข้าใจว่า ABENDLAND ไม่ได้รับแรงบันดาลใจจาก SKIN DEEP แต่อย่างใดนะ
เพราะโครงการสร้างหนังเรื่อง ABENDLAND อาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ราว
ๆ ปี 2018 และหนังเริ่มถ่ายทำในปี 2022 เพราะฉะนั้นมันก็เลยน่าสนใจดีที่หนังสองเรื่องนี้อาจถูกสร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
และเน้นพูดถึงประเด็นเรื่อง SWAPPING IDENTITIES เหมือนกันโดยบังเอิญ
เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดขีดนะ
แต่เราชอบ ABENDLAND มากกว่า เพราะว่า SKIN DEEP เหมือนทำให้เราคิดถึงประเด็นเรื่อง sexual identity ของตนเองและคู่รักเป็นหลัก
แต่ SKIN DEEP อาจจะไม่ได้ทำให้เราคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ไกลไปกว่านั้นมากนัก
ในขณะที่ ABENDLAND ทำให้เราตั้งคำถามหลาย ๆ อย่างต่อ “ความยึดติดของตัวเราที่มีต่อ
“ตัวตน” ของตัวเราเอง”
เพราะในส่วนของ identity ของเรานั้น
นอกจากประเด็นเรื่อง “เพศสภาพ” แล้ว มันก็ยังมีทั้ง
1. เชื้อชาติของพ่อและแม่ของเรา
2. อายุ 53 ปี หรือความเป็นคนเจนเอ็กซ์
3. การศึกษาของเรา
4. ความถนัดของเรา
5. หน้าตาของเรา
6. รูปร่างของเรา
7. สถานะของเราในสายตาของคนแต่ละกลุ่ม
8. ฐานะการเงิน
9. ประสบการณ์ทำงาน
10. แนวคิดทางการเมือง
11. ความทรงจำของเรา
12. ความเชื่อทางศาสนาของเรา
13. การเกิดในประเทศไทย
14. การผนวกเอา “ประวัติศาสตร์ชาติไทย”
เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
15. ความเป็น “แม่หมี”
16. ความเป็น “a cinephile”
17. ความเป็น “แฟนคลับ Miki Imai”
18. ความเป็น “แฟนคลับ ตรี อภิรุม”
19. ความเป็น “สาวก Werner Schroeter”
20. ความเป็น “แฟนคลับ Delphine Seyrig”
ETC.
คือหนังเรื่อง ABENDLAND อาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้
แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามว่า ในบางครั้งเรา “ยึดติด” กับอะไรบางอย่างใน
“ตัวตน” ของเรามากจนเกินไปหรือเปล่า เหมือนในบางครั้งเราหมกมุ่นกับ “สิ่งนั้น ๆ
ในตัวตนของเรา” มากเกินไป ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้น
และเราไม่จำเป็นจะต้องยึดติดอะไรกับมันมากขนาดนั้น
อย่างเช่น เวลาที่เราเจอกลุ่มเพื่อน บางครั้งเราจะรู้สึกราวกับว่า เรามีป้ายไฟติดอยู่บนหัวว่า “อีจิตร โพธิ์แก้ว มีอายุ 53 ปีแล้ว แต่อีนี่ยังหาผัวไม่ได้” อะไรทำนองนี้ เหมือนเราให้ความสำคัญกับ identity ความเป็น “สาวแก่” ในตัวตนของเรามากเกินไป ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เราไม่ต้องยึดติดกับ identity ความเป็น “สาวแก่” ในตัวตนของเรามากนักก็ได้ 55555
No comments:
Post a Comment