Showing posts with label BRAZIL. Show all posts
Showing posts with label BRAZIL. Show all posts

Sunday, May 10, 2026

22 FILMS OF WEERA RUKBANKERD

 

ฉันรักเขา Morgan Oey from GHOST IN THE CELL (2026, Joko Anwar, Indonesia, A+30)

+++

 

ในหนังเรื่อง THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30) มีการพาดพิงถึงละครโทรทัศน์ของบราซิลเรื่อง ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil) ด้วย และอย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980

 

พอดีวันนี้เราพบว่า เราเคยอัดส่วนนึงของละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ ก็เลยเอามาแปะในนี้ด้วยเลยดีกว่า เพราะว่าในช่วงทศวรรษ 1980 นั้น การที่ละครทีวีบราซิลได้มาฉายทางโทรทัศน์ในไทย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

 

เนื่องจากเทปวิดีโอนี้อัดไว้ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน เพราะฉะนั้นสีในภาพก็เลยเพี้ยนไปหมดแล้วนะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/981589637753816

 

+++

 

พยายามนับว่า เราเคยดูภาพยนตร์ที่กำกับโดยคุณ Weera Rukbankerd วีระ รักบ้านเกิดไปแล้วกี่เรื่อง สรุปว่า ได้ดูไปแล้ว 22 เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15min)

เรื่องย่อ: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 17 ก.ค. 2008

 

โปรแกรมวันนั้นพีคมาก ๆ เพราะหนังเรื่อง “คนชิงเปรต” ของคุณคมจักร ทองจิบ จากจังหวัดสตูล ก็ดีมาก ๆ ส่วนหนังเรื่อง “คืนเปลี่ยวในซอยตรวจ” THE POLICE (2008, Weerasak Suyala) จากอุบลราชธานีนี่ก็ถือเป็นหนังคลาสสิคไปแล้ว

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8min)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 8 ก.ค. 2009

 

3. COMPETITIVE STRATEGY (2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2010

 

โปรแกรมภาพยนตร์ในวันที่ 2 ก.ค. 2010 ก็พีคมาก เพราะมีทั้งภาพยนตร์ของคุณวาสุเทพ เกตุเพ็ชร์, เอกภณ เศรษฐสุข,  วรรณแวว + แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์, ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์, พิรุณ อนุสุริยา และเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ฉายในวันเดียวกัน

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 3 ก.ค. 2013

 

ตอนนี้เราจำรายละเอียดใน B.H.T.S. ไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า หนังเรื่อง AMOKSIKLAV GPO (2013, Teeranit Siangsanoh, 34min) ที่ฉายในวันเดียวกันนี่ถือเป็น one of my most favorite Thai films of the 2010s

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 12 ก.ค. 2014

 

มันคือหนังที่ให้คุณวีระเดินถอยหลังในบ้านตลอดทั้งเรื่องหรือเปล่านะ มีใครจำรายละเอียดอะไรในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

วันนั้นหนังเรื่อง WALK FALL BACK ฉายติดกับหนังเรื่อง WASTELAND (2014, Dawut Sassanapitax, 9min) และมีหนังเรื่อง WE USED TO LOVE EACH OTHER (2014, Aroonakorn Pick, 27min) ฉายด้วย

 

แล้วเราก็ได้ดูภาพยนตร์อีก 17 เรื่องของคุณวีระ ในงาน BROKEN HEARTED BOYHOOD เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2026 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการดูรอบที่สอง แต่ก็มีบางเรื่องที่เป็นการดูรอบแรก โดยภาพยนตร์ในงานนี้ประกอบด้วย

 

6. 1 DAY IN UTOPIA (2005, 3min)

การใช้ชีวิตของคนที่สับสนในรัก

 

7. 5 YEARS IN SAD HEART (2006, 9min)

ชายที่ติดอยู่กับความรักที่ผิดหวังมาแล้ว 5 ปี

 

8. 2 SECOND IN BAD LOVE (2007, 7min)

ชายที่จมอยู่ในรักที่ไม่สมหวัง พยายามทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลืมเธอ

 

9. 4 MINUTE IN BROKEN SOUL (2007, 7min)

ชายที่ผิดหวังในความรัก ต้องทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำที่ยังอยู่

 

10. ONE (2011, 8MIN)

การทำหนังของผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก

 

11. RETRO 1 DAY (2012, 10min)

ย้อนกลับไปพูดถึงหนังเรื่องแรกเมื่อ 8 ปีก่อนให้น้องชายฟัง

 

12. DIRECTOR & ACTOR (2015, 14min)

การทำหนังเกี่ยวกับผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้กำกับและนักแสดง

 

13. อวัยวะ (2016, 13min)

เรื่องราวของอวัยวะต่าง ๆ ของผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก

 

14. FUTURE BOARD (2017, 14min)

เรื่องของผู้ชายที่ผิดหวังในความรักที่หมกมุ่นกัยอวัยวะที่ทำจากฟีเจอร์บอร์ด

 

15. ARTICLE KILLING ME (2018, 10min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก กับฝันร้ายของเขา

 

16. HEAVY BROKEN HEART METAL (2019, 16min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ที่พยายามหาคำอธิบายเกี่ยวกับความผิดหวังในความรัก

 

17. BLUR HAPPY, BLUR SAD (2020, 11min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ที่อยู่ในวังวนเรื่องราวของตัวเอง

 

18. BEGIN, LOVE, HATE, END (2021, 14min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรักในบ้าน

 

19. DESK CALENDAR (2022, 17min)

 

20. BLACK&WHITE&LOVE&SAD (2023, 15min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรักในโหมดขาวดำ

 

21. MIDLIFE CRISIS (2024, 17min)

ชายวัยกลางคนที่ผิดหวังในความรัก

 

22. SUCCESS’SI SUCCESS (2025, 18min)

ชายวัยกลางคนที่ผิดหวังในความรักและพึ่งประสบความสำเร็จ

+++

เราชอบ HARU (1996, Yoshimitsu Morita) อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2003

++

 

เพิ่งได้ดูมิวสิควิดีโอเพลง COME INTO MY HOUSE (1990) ของ Queen Latifah ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด MV นี้ใช้ภาษาลาวในเพลงด้วย เหมือนมันจะเขียนว่า “มาสู่เฮือนของข้อย” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจนะ เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเพลง

 

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากใน MV เพลงนี้ ก็คือท่าเต้นแบบ Voguing ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงปี 1989-1990 ซึ่งจะเห็นได้จากหนังสารคดีเรื่อง PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston) และมิวสิควิดีโอเพลง DEEP IN VOGUE ของ Malcolm McLaren กับ VOGUE ของ Madonna ที่นำเสนอท่าเต้นแบบ Voguing เหมือนกัน

https://youtu.be/QcP5Wwr3c-Y?si=HuheiJrdnquOPrd-

 

 

Friday, March 27, 2026

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

OPERATION COUGAR (1989, Zhang Yimou, Yang Fengliang, China) น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยกงลี่ในบทแอร์โฮสเตสในเครื่องบินที่ถูกจี้

+++

 

ORPHEUS (OUTTAKES) (2012, Mary Helena Clark, 6min, A+30)

 

THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30)

 

FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

ดูแล้วให้ความรู้สึกงดงามสุดขีด พอ ๆ กับตอนที่เราได้ดูหนังของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Baillie, Bruce Conner กราบตีน Mary Helena Clark

 

EXHIBITION (2022, Mary Helena Clark, 19min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ Mary Richardson ซึ่งเป็น feminist ชื่อดัง พยายามทำลายภาพวาดของ Velasquez รุนแรงมากๆๆๆๆๆ

 

On 10 March 1914 Richardson entered the National Gallery in London to attack a painting by Velázquez, the Rokeby Venus, using a chopper she smuggled into the gallery.[3] She wrote a brief statement explaining her actions to the WSPU which was published by the press.

 

"I have tried to destroy the picture of the most beautiful woman in mythological history as a protest against the Government for destroying Mrs Pankhurst, who is the most beautiful character in modern history. Justice is an element of beauty as much as colour and outline on canvas."

 

น่าดูสุดขีด อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Frank Borzage, Mitchell Leisen กับ Douglas Sirk ในไทยมาก ๆ เพราะเราเข้าใจว่า 3 คนนี้คือ “สามปรมาจารย์ภาพยนตร์ MELODRAMA” ของฮอลลีวู้ดที่ทำหนัง melodrama ออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ ซึ่งเราก็เคยดูแต่หนังของ Frank Borzage กับ Douglas Sirk เพียงแค่ไม่กี่เรื่อง และเรายังไม่เคยดูหนังของ Mitchell Leisen เลย

 

+++

 

FILM WISH LIST: TROPICAL PARK (2025, Hansel Porras Garcia, USA, 87min)

 

อยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด หนังยาว 87 นาที แต่เห็นใน imdb บอกว่าใช้ทุนสร้างเพียงแค่ 2,000 ดอลลาร์ หรือ 65,587 บาท

 

หนังเรื่องนี้เป็นลองเทค เทคเดียวยาว 80 กว่านาที เนื้อหาเกี่ยวกับสองพี่น้องชาวคิวบาที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐที่ไม่ได้เจอกันมานาน 20 ปี คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส่วนอีกคนเป็น trans woman ทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และคุยกันไปเรื่อย ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่อง transphobia

 

คิดว่าหนังแบบนี้น่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาภาพยนตร์บางคนด้วย

++++

 

วันนี้อุณหภูมิที่เขตราชเทวีอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส เมื่อกี้เราอาบน้ำแล้วนึกว่าอาบน้ำร้อนเพิ่งต้มเสร็จใหม่ ๆ

 

เราตั้งอุณหภูมิแอร์ในห้องของเราไว้ที่ 26 องศา เปิดนานติดต่อกันหลายชั่วโมง ตอนนี้อุณหภูมิในห้องก็อยู่สูงถึง 29 องศา เราคิดว่าแอร์คงไม่ได้เสีย แต่แอร์คงช่วยได้แค่นี้จริง ๆ ไม่รู้ว่าแอร์ที่บ้านเพื่อน ๆ เป็นเหมือนกันหรือเปล่า

 

ชีวิตในกรุงเทพมาถึงจุดที่ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างรุนแรงที่สุด

 

ลงรูปนี้เพราะเห็นว่ามีเครื่องปรับอากาศอยู่ในรูป 55555

+++

 

Lygiapape (1991, Paula Gaitán, Brazil, 42min, A+30)

 

เราไม่เคยได้ยินชื่อของศิลปินหญิง Lygia Pape มาก่อนเลย ดีมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จักผลงานของศิลปินหญิงชาวบราซิลคนนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0QairJ1Sbur7b4tPrGg2jPaxp3u3YU4dsng11PeqW8w9ZqLqfhyTzjTWdJKaodT5Kl

 

NOITE (2014, Paula Gaitán, Brazil, 83min, A+30)

 

งดงามที่สุด ดูแล้วนึกว่าปะทะกับ A WHOLE NIGHT (1982, Chantal Akerman, Belgium, 90min, A+30) ได้เลย

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0LAQWrM5Z2bXGGQiQ5hMo8EaZ2ziTqC7fG1sqXUaBEEtTURJZpwgYMECUbcCCUS6vl

++++

 

เห็นข่าวคนเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี เราก็เลยนึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ซึ่งก็คือหนังเรื่อง  MYHUSBAND หรือ “ผ...สุดที่รัก” (UNCENSORED VERSION) (2008, Chawagarn Amsomkid) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสองสาวที่ตบแย่งผัวกันอย่างรุนแรงกลางสวนลุมพินี

 

เราดูหนังเรื่องนี้มานานเกือบ 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงลืมมันไม่ลง และก็เลยยกให้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE THAI FILMS OF ALL TIME ไปเลย หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของ “สาเหตุที่ทำให้เราอยากดูหนังในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนต่อไป” เพราะหนังแบบนี้คงไม่สามารถหาได้ตามเทศกาลภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์โดยทั่วไป

++++

 

RIP ALEXANDER KLUGE (1932-2026)

 

(เนื้อหาข้างล่างนี้มันเป็นการ copy paste จากสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยเขียนไว้แล้วในอดีต เพราะฉะนั้นมันจะมีเนื้อหาบางส่วนที่ซ้ำไปซ้ำมานะ)

 

1. Kluge is one of my most favorite filmmakers of all time เรารักเทิดทูนและบูชาเขามาก ๆ เขาเสียชีวิตตอนอายุ 94 ปี

 

ส่วนผู้กำกับคนอื่น ๆ ในกลุ่ม NEW GERMAN CINEMA ที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีเช่น

 

1.1 Hans-Jürgen Syberberg (ตอนนี้อายุ 90 ปี)

1.2 Helke Sander (89)

1.3 Reinhard Hauff (86)

1.4 Rudolf Thome (86) เรากับเพื่อน ๆ เรียกเขาว่า Eric Rohmer แห่งเยอรมนี

1.5 Volker Schlöndorff (86)

1.6 Jutta Brückner (84)

1.7 Margarethe von Trotta (84)

1.8 Ulrike Ottinger (83)

1.9 Werner Herzog (83)

1.10 Klaus Wyborny (80)

1.11 Wim Wenders (80)

 

2. หนังของ Kluge ส่วนใหญ่มันตรงกับ concept LIMITLESS CINEMA ของเรามาก ๆ เพราะการดูหนังของเขามันช่วยผลัก “ขอบเขตความเป็นไปได้ของภาพยนตร์” ในความคิดของเราออกไปอย่างรุนแรงสุดขีดมาก

 

หนังเรื่องแรกของเขาที่เราได้ดูคือ THE POWER OF EMOTION (1983, 115min) ในปี 2001 มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด พอเราได้ดูแล้วเราก็ตกตะลึงไปเลย เพราะหนังมันแปลกประหลาดพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา หนังมันเต็มไปด้วย fragments ฉากสั้น ๆ เรื่องสั้น ๆ ที่เหมือนไม่เกี่ยวเนื่องกันมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันไปเรื่อย ๆ และเหมือนจะมีทั้งส่วนที่สารคดีและส่วนที่เป็น fiction ตัดสลับกันไปมาด้วย

 

คือก่อนหน้านั้นเราก็เคยดูหนังอย่าง SONGS FROM THE SECOND FLOOR (2000, Roy Andersson, Sweden) มาแล้ว ที่มันประกอบด้วยเรื่องย่อย ๆ เรียงร้อยเข้าด้วยกัน แต่มันเหมือน SONGS FROM THE SECOND FLOOR และหนังทำนองนี้เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาก่อนหน้านั้น มันยังพอเห็น “ธีม” อะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ เข้าด้วยกันได้ค่อนข้างง่าย แต่พอเราเจอ THE POWER OF EMOTION เข้าไป เราก็โยงแต่ละส่วนเข้าด้วยกันแทบไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่อย่างที่ชื่อหนัง THE POWER OF EMOTION บอกไว้แล้ว เพราะในขณะที่เราไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้เข้าด้วยกันได้โดยผ่านทาง “ธีม”, “ความหมาย”, “สัญลักษณ์”, “การตีความ” หรืออะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้สมอง เรากลับรู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราในระหว่างดูหนังเรื่องนี้ มันเรียงร้อยต่อเนื่องกันได้อย่างงดงามสุดขีดที่สุด

 

มันเหมือนกับว่า ในขณะที่ “สมอง” ของเรา มองว่าแต่ละเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ มันเต็มไปด้วย gap ที่สมองของเราไม่สามารถถมมันให้เต็มเพื่อเชื่อมโยงเรื่องย่อย ๆ ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ “ตามหลักเหตุผล” อารมณ์ความรู้สึกของเรากลับไม่รู้สึกถึง gap พวกนี้แต่อย่างใด ราวกับว่า “gap ทางเหตุผล” เหล่านี้คือสิ่งที่ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเราให้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปอีก

 

เราก็เลยกราบตีน Alexander Kluge อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

3. เราว่าคู่เปรียบเทียบที่เหมาะมากของ Alexander Kluge ก็คือ Dusan Makavejev เพราะหนังของ Makavejev บางเรื่อง อย่างเช่น INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Yugoslavia) มันเต็มไปด้วย “ฉากย่อย ๆ” ที่ถูกตัดสลับเข้ามาในเนื้อเรื่องหลักของหนัง คือเราว่าโครงสร้างหนังของ Kluge กับ Makavejev มีส่วนคล้ายกัน คือหนังหลายเรื่องของผู้กำกับสองคนนี้ อาจจะมี “เส้นเรื่องหลัก” แต่เส้นเรื่องหลักมันจะถูกขัดจังหวะด้วย fragments ฉากย่อย ๆ มากมายที่เหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Makavejev นั้น เรารู้สึกว่า เราสามารถ “เชื่อมจุดประ” เข้าด้วยกันได้โดยใช้สมองของเราน่ะ เราสามารถหาเหตุผลเชื่อมโยงฉากย่อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่องหลัก ให้มันเชื่อมโยงกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหาก Makavejev กำกับ “คู่กรรม” เขาก็อาจจะเล่าเส้นเรื่องหลักของโกโบริกับอังศุมาลิน และขัดจังหวะเส้นเรื่องหลักนี้ ด้วยการใส่ “แผนที่เกาะกวม”, “แผนที่แมนจูเรีย”, แผนที่การรุกรานของทหารญี่ปุ่นในฟิลิปปินส์” เข้ามาในหนังเป็นระยะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า “แผนที่เกาะกวม” นี้ มันดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราวของ “โกโบริ + อังศุมาลิน” แต่สมองของเราสามารถเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ เลยว่า แผนที่เกาะกวมกับ “เรื่องราวโกโบริ + อังศุมาลิน” มันเชื่อมโยงกันโดยอ้อมได้อย่างไรบ้าง

 

แต่เวลาที่เราดูหนังของ Kluge เรามักจะไม่สามารถ “หาเหตุผล” เชื่อมโยงฉากต่าง ๆ ในหนังเข้าด้วยกันได้น่ะ แต่เรากลับพบว่าหนังของ Kluge มันทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเราพุ่งปรี๊ดสูงกว่าการดูหนังของ Makavejev มาก ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ผู้กำกับสองคนนี้เป็นตัวเปรียบเทียบที่ดีสำหรับเรา เรารู้สึกว่าเราสามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของ Dusan Makavejev เข้าด้วยกันได้ แต่อารมณ์ของเราไม่ได้พุ่งสูงสุดขีด ในขณะที่หนังของ Alexander Kluge นั้น เราไม่สามารถใช้สมองเชื่อมจุดประต่าง ๆ ในหนังของเขาเข้าด้วยกันได้เลย แต่หนังของ Kluge กลับส่งผลสะท้านสะเทือนเราอย่างรุนแรงมาก ๆ เหมือนมันไม่ผ่านสมอง แต่มันยิงเข้าสู่จิตวิญญาณเราได้เลย

 

4. แล้วพอเราได้อ่านสิ่งที่ Kluge เขียน เราก็เห็นด้วยกับเขาอย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันตรงเป๊ะกับ concept ในการดูหนังของเรา เขาเขียนไว้ในปี 1979 ว่า

 

“Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.”

 

“การเข้าใจภาพยนตร์เรื่องหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ถือเป็นจักรวรรดินิยมทางความคิด ถือเป็นการเข้ายึดสิ่งนั้นเป็นอาณานิคม ถ้าหากฉันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งที่ถูกกวาดล้างออกไปแล้ว

 

เราต้องสร้างภาพยนตร์ที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมทางสำนึกรู้แบบนี้ ฉันได้พบบางสิ่งในภาพยนตร์ที่ยังคงทำให้ฉันประหลาดใจและฉันสามารถเห็นมันได้โดยไม่ต้องกลืนกินมันลงไป ฉันไม่สามารถเข้าใจแอ่งน้ำที่ฝนตกลงมาใส่ได้ ฉันทำได้เพียงแค่เห็นแอ่งน้ำนั้น การจะบอกว่าฉันเข้าใจแอ่งน้ำนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย การผ่อนคลายคือการที่ตัวฉันเองได้กลับมามีชีวิตจริงๆในชั่วขณะนั้น และปล่อยให้ผัสสะต่างๆของฉันได้เป็นอิสระอย่างเต็มที่ มันเป็นช่วงเวลาของการไม่ต้องทำตัวเหมือนตำรวจที่ต้องคอยเฝ้าระวังจดจ้องไม่ให้มีสิ่งใดเล็ดรอดการรับรู้ของเราไปได้”

 

5. ประสบการณ์ที่เราได้จากการดูหนังของ Kluge และได้อ่านสิ่งที่เขาเขียนเมื่อราว 25-30 ปีก่อน ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อเราจนถึงทุกวันนี้ เพราะอย่างเมื่อวานนี้เราได้ดูหนังของ Mary Helena Clark อย่างเช่นเรื่อง THE GLASS NOTE (2018, Mary Helena Clark, 9min, A+30) และ FIGURE MINUS FACT (2020, Mary Helena Clark, 13min, A+30)

 

หนังสองเรื่องนี้ เราดูสองรอบ รอบแรกเราดูโดยพยายามจะใช้สมอง พยายามจะทำความเข้าใจมัน พยายามจะเข้าใจว่าแต่ละฉากสื่อถึงอะไร และมันเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วเราก็พบว่ามันพิศวงมาก ๆ เราไม่เข้าใจอะไรมันเลย (เรายังไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Mary Helena Clark นะ ถ้าหากเราได้อ่านแล้ว เราคงเข้าใจมันมากขึ้น)

 

เราก็เลยดู THE GLASS NOTE กับ FIGURE MINUS FACT รอบสอง โดยไม่พยายามจะทำความเข้าใจอะไรต่าง ๆ ในหนังอีกต่อไป และเราก็พบว่ามันงดงามสุดขีดมาก ๆ มันก่อให้เกิดความรู้สึกท่วมท้นในใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ พอเรา approach มันด้วยวิธีนี้

 

ซึ่งวิธีการแบบนี้ก็เป็นวิธีเดียวกับที่เราใช้ในการดูหนังหลาย ๆ เรื่องของ Teeranit Siangsanoh, Bruce Conner, Bruce Baillie และผู้กำกับคนโปรดของเราอีกหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าวิธีการแบบนี้เป็นสิ่งที่เราได้รับการปลูกฝังส่วนหนึ่งมาจากการได้ดูหนังของ Alexander Kluge และได้อ่านงานเขียนของเขานี่เอง

 

6. หนังของ Alexander Kluge ที่เคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

6.1 THE POWER OF EMOTION (1983, 115min)

 

6.2 BRUTALITY IN STONE (1961, Alexander Kluge, Peter Schamoni, documentary, 12min)

 

6.3 THE FEMALE PATRIOT (1979)


6.4 ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968)

 

6.5 YESTERDAY GIRL (1966)

 

6.6 FIREMAN E.A. WINTERSTEIN (1968, 10min)

 

6.7 STRONGMAN FERDINAND (1976)

 

6.8 HEADLESS MAN (2007, short film)

 

6.9  WHAT IS THE ORIGIN OF THE SONG ‘THE FLAG ON HIGH’? (1994, short film)

 

7. เราเคยเขียนเปรียบเทียบ DIE TOMORROW (2017, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) กับหนังของ Alexander Kluge ไว้ดังนี้ :

 

“แต่ก็อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า เราชอบ DIE TOMORROW อย่างสุดๆ เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่ถ้าเทียบกับหนังต่างประเทศที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันแล้ว เราชอบมันเท่ากับ INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Dusan Makavejev) แต่ชอบน้อยกว่า THE POWER OF EMOTION และชอบน้อยกว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke) น่ะ

 

คือเราเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วล่ะว่า Dusan Makavejev กับ Alexander Kluge ทำหนังที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน นั่นก็คือหนังบางเรื่องของสองคนนี้เต็มไปด้วย fragments ต่างๆมากมาย และมีทั้งสารคดี+เรื่องแต่งอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่ในหนังของ Dusan Makavejev นั้น fragments ทุกอันสามารถเชื่อมโยงกันได้ตามหลักเหตุผล ในขณะที่ในหนังของ Alexander Kluge นั้น เราจะไม่สามารถเชื่อมโยง fragments หลายอันเข้าด้วยกันได้ตามหลักเหตุผลในทันที เราจะไม่เข้าใจว่าหลายๆฉาก หลายๆเรื่องราวย่อยๆมันเชื่อมโยงกันยังไง แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกนั้น fragments ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยนี้ กลับสอดประสานเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามและให้อารมณ์ที่ sublime มากๆ

 

อย่างใน THE POWER OF EMOTION นั้น ชื่อหนังอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า fragments ย่อยๆในหนังเรื่องนี้คงจะนำเสนอ the power of emotion แต่พอดูเข้าจริงๆ เราก็จะงงว่า “ฉากผู้หญิงที่เอาไม้หนีบมาหนีบหน้าของตัวเองทั้งหน้า” มันคืออะไร หรือการเล่าเรื่องโรงโอเปร่าถูกไฟไหม้ มันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับ the power of emotion ตรงไหน

 

มันเหมือนกับว่า เวลาดูหนังของ Dusan Makavejev เราใช้ “สมอง” ดู แล้วเราจะเข้าใจมันน่ะ แต่เวลาดูหนังของ Alexander Kluge เราใช้ทั้งสมองและ “จิตใต้สำนึก” ดู แล้วเราจะรู้สึกว่ามันงดงามที่สุดในโลกสำหรับเรา

 

และเราว่าการที่ DIE TOMORROW ไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆก็เป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ คือเราว่า fragments ทุกอย่างใน DIE TOMORROW มันเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่เต็มไปด้วย fragments เหี้ยห่ามากมายที่ไม่รู้มันเชื่อมโยงกันยังไง หรือเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ในทางอารมณ์แล้วมันไปสุดมากๆ

 

เราว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE ก็สะเทือนเราในระดับมากกว่า DIE TOMORROW เพราะ 71 FRAGMENTS มันเหมือนอยู่เหนือ “เหตุผล” และ “สมอง” น่ะ มันมีซีนที่กระทบเราอย่างรุนแรงทั้งที่เราไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ด้วย เราก็เลยแอบเสียดายนิดนึงที่ DIE TOMORROW ไปไม่ถึงขั้นนั้น

 

แต่เราไม่ได้ต้องการให้นวพลพยายามทำหนังแบบ Alexander Kluge ในเรื่องต่อๆไปนะ เพราะเราว่าคนที่จะทำหนังแบบ Kluge ได้ ต้องมี “ความเป็นกวี” อยู่สูงมากพอสมควรน่ะ มันถึงจะสามารถร้อยเรียง fragments ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และเราไม่แน่ใจว่านวพลจะฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากต้องทำอย่างนั้น มันเหมือนกับไปเรียกร้องให้นักวิชาการหรือนักเล่าเรื่องร้อยแก้วมาเขียนกวี อะไรทำนองนี้ หรือเหมือนกับไปเรียกร้องให้ศิลปินแนว Conceptual Art มาแต่งเพลง House Music อะไรทำนองนี้

 

คือเราเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนมีข้อดีข้อด้อย จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกันน่ะ เราว่านวพลมีจุดแข็งที่ concept, ความคิดสร้างสรรค์, อารมณ์ตลกเสียดสีอะไรทำนองนี้ แต่เราว่าเราไม่เห็น “ความสามารถเชิงกวี” แบบรุนแรงจากหนังหลายๆเรื่องของนวพล และมันก็ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่ผู้กำกับคนใดก็ตามไม่ได้มีความสามารถดีเลิศสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกด้านทุกอย่าง เราก็เลยคิดว่านวพลก็ควรทำหนังที่สามารถใช้ข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองต่อไปเรื่อยๆแบบนี้นี่แหละ ดีแล้ว เพียงแต่ว่าหนังของนวพลบางเรื่องอาจจะไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับหนัง และก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ที่รสนิยมไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว

 

แต่เราสนับสนุนให้ผู้กำกับหนังไทยคนอื่นๆ หาหนังของ Alexander Kluge มาดูหลายๆเรื่อง แล้วลองพยายามทำหนังแบบนั้นดูบ้างนะ 555”

 

8. เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke กับ Alexander Kluge ไว้ดังนี้

 

“เราว่าหนังของอุ้ยมีบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังของ Alexander Kluge ในแง่ที่ว่า มันเป็นหนัง narrative ที่มีความเป็นหนัง essay ผสมอยู่ด้วย แต่สิ่งที่ตรงข้ามกันก็คือว่า ตัวละครนางเอกในหนังของอุ้ย 2 เรื่องหลัง ซึ่งได้แก่เรื่องแหม่มแอนนา และมะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ เป็นตัวละครที่สมควรถูกตบด้วยตีน เพราะพวกเธอเป็นสาวฐานะดีที่ดัดจริต ทำเป็นอยากช่วยเหลือชนกลุ่มน้อย, ชนชั้นล่าง แต่ใจจริงแล้วพวกมึงก็ดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่ในใจ อีห่า กูอยากจะตบอีคนพวกนี้มากๆ

 

ส่วนในหนังของ Alexander Kluge นั้น ตัวละครนางเอกจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้น่าโดนตบแบบนี้ แต่ตัวละครนางเอกมักจะเป็นสาวหัวแข็งที่มีความขบถต่อสังคมในแบบของตนเอง คือเรานึกถึงนางเอกในหนังอย่าง YESTERDAY GIRL (1966), ARTISTS AT THE TOP OF THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968), OCCASIONAL WORK OF A FEMALE SLAVE (1973) และ THE PATRIOT WOMAN (1979) น่ะ”

 

9. ความเห็นของเราที่มีต่อ THE FEMALE PATRIOT (1979, ALEXANDER KLUGE) A++++++++++

หนังเล่าเรื่องของอะไรไม่รู้มากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องหลักๆอาจจะมีอยู่สองเรื่อง นั่นก็คือเรื่องของ “หัวเข่า” ของนายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสมรภูมิสตาลินกราดในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยถึงแม้ทหารคนนั้นจะตายไปแล้ว แต่หัวเข่าของนายทหารคนนี้ก็ยังคงเล่าเรื่องต่างๆนานาของมันและของประวัติศาสตร์โลกต่อไป

ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องของครูสอนประวัติศาสตร์ (แสดงโดย HANNELORE HOGER จาก ARTISTS UNDER THE BIG TOP: DISORIENTATED (1968, A+++++++)) ที่ตั้งคำถามกับหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เยอรมนีในโรงเรียน ดังนั้นเธอก็เลยพยายามขุดค้นหาข้อมูลวัตถุดิบทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้จอบเสียมขุดลงไปในดินเรื่อยๆ และเธอก็พยายาม “ซึมซับ” ประวัติศาสตร์ ด้วยการเอาเลื่อย, ค้อน และสว่านมาเจาะทำลายตำราประวัติศาสตร์ และเอาเศษตำราเหล่านั้นไปผสมกับน้ำต้มเพื่อเอามาดื่มกิน

หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้ชีวิตดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่ะ เพราะขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันพบว่าหัวสมองของดิฉัน คือ “ศัตรู” ที่สำคัญที่สุดของตัวเอง เพราะในช่วงแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ สมองของดิฉันจะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะพยายามทำความเข้าใจกับหนัง และพยายามหาทางเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเข้าด้วยกัน แต่สักพักนึงดิฉันก็รู้ตัวว่าถ้าหากดิฉันหยุดคิดเมื่อใด ดิฉันจะจูนตัวเองให้เข้ากับหนังได้ในทันที ดังนั้นดิฉันก็เลยต้องคอยควบคุมความคิดของตัวเองตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่คิดปุ๊บ ดิฉันก็จะหยุดคิดปั๊บ และทำให้การดูหนังเรื่องนี้กลายเป็นความบันเทิงและความสุขอย่างมาก หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกฝนที่จะต่อสู้กับ “การคิด” ของตัวเองอย่างดีมากเลยค่ะ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ดิฉันได้สัมผัสกับความสุขของ “การหยุดคิด” อย่างที่แทบไม่เคยรู้สึกกับหนังเรื่องไหนมาก่อน

 

10. ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ระหว่าง Harun Farocki กับ Alexander Kluge นี่ เราชอบใครมากกว่ากัน แต่เราเคยดูหนังสารคดีที่สัมภาษณ์ Farocki แล้วเราก็พบว่ามันทำให้นึกถึงหนังของ Kluge ด้วยมาก ๆ

 

ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นตอนที่ Farocki บอกว่า บางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย (deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน (เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา

 

เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่ “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน

 

11. อันนี้เป็นตัวบทความเต็มของ Alexander Kluge ที่เรายก quote มาข้างต้น

 

“This article is called THE SPECTATOR AS ENTREPRENEUR, which Alexander Kluge wrote in 1979 and is included in the book WEST GERMAN FILMMAKERS ON FILM: VISIONS AND VOICES, published by Holmes & Meier in 1988.

 

I think I really agree with his article. So I quote what Kluge wrote here:

 

“The film and television corporations live off the money and the cooperation of the imaginative faculties (unpaid labor) which they extract from the spectator. They designate anyone a mature citizen who is willing to pay. Kant says: “Enlightenment is man’s release (Ausgang) from his self-incurred tutelage.”

 

Leni Pickert says:

“People are mature

when they have their day off…”

 

In order to cheat the spectators on an entrepreneurial scale, the entrepreneurs have to designate the spectators themselves as entrepreneurs. The spectator must sit in the movie house or in front of the TV set like a commodity owner: like a miser grasping every detail and collecting surplus on everything which has any value. Value per se. So uneasy this spectator-consumer, alienated from his own life so completely like the manager of a supermarket or a department store who—even at the price of death (heart attack)—will not stop accumulating the last scraps of marketable goods in the storeroom so that they may find their buyers. How disturbed he is when people pass by his store; how nervous he gets about objects in the storeroom which do not sell immediately.

 

In a similar entrepreneurial fashion the spectator-having reached the desired consumer maturity—scans films for their spectacle and exhibition values, for complete intelligibility, just as one is taught to gnaw a bone thoroughly, as the saying goes, so that the sun will shine. The sun, however, “taking its thunderous course”, according to its own habits and unconcerned with human communication, does not care the least whether or not we clean our plates.

 

Understanding a film completely is conceptual imperialism which colonizes its objects. If I have understood everything then something has been emptied out.

 

We must make films that thoroughly oppose such imperialism of consciousness. I encounter something in film which still surprises me and which I can perceive without devouring it. I cannot understand a puddle on which the rain is falling—I can only see it; to say that I understand the puddle is meaningless. Relaxation means that I myself become alive for a moment, allowing my senses to run wild: for once not to be on guard with the policelike intention of letting nothing escape me.””

 

12. อันนี้เป็นความเห็นของเราที่มีต่องานเขียนเรื่องสั้นของ Kluge

 

“REVENGE FOR VERDUN (Alexander Kluge, short story, A+30)

Alexander Kluge is not only one of my most favorite directors, he also wrote REVENGE FOR VERDUN, which is one of my most favorite short stories of all time.

เรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Willi Eisler ทหารเยอรมันที่สู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เมือง Verdun เขาพบว่าฝ่ายศัตรูยิงระเบิดถล่มฝ่ายพวกเขาหนักมาก เขากับพรรคพวกก็เลยหนีออกมาจากสมรภูมิตรงนั้น แต่ขณะที่หลบหนีออกมา พวกเขาก็เจอกับเจ้าหน้าที่ทหารชื่อ Dr von Fredersdorff ที่สั่งพวกเขาให้กลับไปยังสมรภูมิจุดเดิม ไอส์เลอร์ ก็เลยแค้น Fredersdorff มากที่ออกคำสั่งโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญ

อีก 18 ปีต่อมา (ประมาณปี 1934) ไอส์เลอร์เจอเฟรเดอร์สดอร์ฟมาตรวจสะพานแห่งหนึ่ง ไอส์เลอร์ก็เลยพยายามแก้แค้นด้วยการทำให้สะพานแห่งนั้นถล่มลงมา ปรากฏว่าเฟรเดอร์สดอร์ฟไม่ตาย เขาได้รับบาดเจ็บที่หลังจนเป็นอัมพาตต้องนั่งรถเข็น แต่มีคนงานตายไป 12 คน

ไอส์เลอร์ติดคุกเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เขาถูกปล่อยตัวออกจากคุกในปี 1942 เพื่อมาทำงานให้กระทรวงอาวุธของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังปี 1945 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจอที่เทือกเขาสวาเบียน ไอส์เลอร์ก็เลยลากเฟรเดอร์สดอร์ฟลงจากรถเข็นเพื่อไปฆ่าที่บึงน้ำแห่งนึง แต่มีคนมาช่วยชีวิตเฟรเดอร์สดอร์ฟได้ทัน ส่วนไอส์เลอร์ก็ติดคุก 3 ปี

ในปี 1959 ไอส์เลอร์สืบหาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนเจออีกครั้ง เขาก็เลยเผาเฟรเดอร์สดอร์ฟจนตาย

เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้มาก ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง เราก็เลยไป google ดู แต่ไม่เจอข้อมูลของ Willi Eisler เลย เราก็เลยเดาว่า Kluge คงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา แต่มันดูจริงมากๆจนเรานึกว่าเป็นเรื่องจริง

เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไอส์เลอร์นะ เพราะเขาฆ่าคนบริสุทธิ์ตายไปตั้ง 12 คน แต่เราชอบเรื่องสั้นเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราว่า Kluge เข้าใจ human nature มากๆ เขาเข้าใจดีว่าสำหรับคนบางคนนั้น ความเคียดแค้นชิงชังมันไม่สามารถถูกลบเลือนไปได้ด้วยเวลาแต่อย่างใด ต่อให้เวลาผ่านไป 30 ปี หรือ 40 กว่าปีอย่างในเรื่องสั้นเรื่องนี้ ความเคียดแค้นชิงชังก็ไม่ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย

ในเรื่องสั้นเรื่องนี้มีรายละเอียดอื่นๆ และมีส่วนที่เป็นบทกวีแทรกมาด้วย เราอ่านแล้วแทบร้องไห้ เราไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจบทกวีที่แทรกอยู่ในเรื่องสั้นเรื่องนี้หรือเปล่า แต่พอเราอ่านแล้ว มันทำให้เราจินตนาการว่า ตัวไอส์เลอร์เองก็รู้ดีว่าความแค้นมันทำให้เขาเป็นทุกข์ มันทำให้เขาไม่สามารถมีความสุขกับความงดงามตามธรรมชาติของโลกได้อีกต่อไป ถึงเขาจะมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว ความงดงามนั้นก็ไม่สามารถชโลมจิตใจของเขาได้ เพราะน้ำตามันบดบังดวงตาของเขาจนทำให้เขามองไม่เห็นความงามของหมู่ดาวอีกต่อไป

เราชอบตรงจุดนี้มากๆ เราเข้าใจดีว่าสำหรับบางคนนั้น เขารู้ดีว่าความเคียดแค้นชิงชังเป็นสิ่งไม่ดี และมันจะเผาผลาญตัวเขาไปนานหลายสิบปี แต่ถึงเขารู้ว่ามันไม่ดี เขาก็ไม่สามารถดับมันได้แต่อย่างใด

ตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องนี้ทำให้นึกถึงนางเอกของ THE PAGE TURNER (2006, Denis Dercourt) ด้วย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alexander Kluge ได้ในหนังสือฟิล์มไวรัส 2”

 

DIE TOMORROW

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10215473038522479&set=a.10214495441043153

 

Friday, March 20, 2026

FAVORITE ACTOR: CARLOS FRANCISCO IN THE SECRET AGENT

 

Favorite Actor: Carlos Francisco as Alexandre Nascimento in THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ผ่านมานานหลายสัปดาห์แล้ว พบว่าหนึ่งในฉากที่เราเอาออกจากหัวตัวเองไม่ได้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คือฉากที่ Alexandre ถาม Armando (Wagner Moura) ว่า Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เคยพูดถึง Alexandre แบบนั้นจริง ๆ เหรอ พูดว่า Alexandre เริ่มทำงานช่วยเหลือครอบครัวตัวเองตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

 

เหมือนการแสดงของ Carlos Francisco มันยอดเยี่ยมมาก ๆ ตลอดทั้งเรื่อง แต่ฉากนั้นนี่มันถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW IN 2026 ของจริง

+++

 

Film Wish List: ช้างเท้าหลัง Die Beine des Elefanten (1983, Michael Günther, West Germany, 105min) หนังเยอรมันที่มีวิยะดา อุมารินทร์ร่วมแสดงในบท “สมใจ”

 

หวังว่าหนังเรื่องนี้ยังไม่หายสาบสูญไปจากโลกนี้นะ เห็นมี ZDF ร่วมทุนสร้างหนังเรื่องนี้อยู่ ไม่รู้ว่า ZDF ยังมีฟิล์มเก็บไว้หรือเปล่า

 

ภาพจากเฟซบุ๊กของคุณ Passakorn Sukchaiwrangkun

+++

 

DHURANDHAR THE REVENGE เปิดรอบ 11.40 น.ในวันศุกร์นี้ด้วยนะคะ คนยังจองน้อยอยู่ แต่รอบ 16.20 น.คนจองไปแล้ว 40% และรอบ 21.00 น.คนจองไปแล้ว 75% ค่ะ

 

หวังว่าจะมีคนนำหนังยาว 4 ชั่วโมงเข้ามาลงโรงฉายในไทยกันอีกเยอะ ๆ นะคะ

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง REMINDERS OF HIM (2026, Vanessa Caswill, A+30) มาก ๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราชอบ THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, A+30) นั่นก็คือ เรามักจะอินกับหนังรักโรแมนติกที่ตัวละครนางเอกเป็นโสเภณีหรือสาวขี้คุก หรือผู้หญิงที่มักจะไม่ถือว่าเป็น “ผู้หญิงดี ๆ” ในสายตาของสังคม

 

แต่มีจุดนึงใน REMINDERS OF HIM ที่ทำให้เรานึกถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย นั่นก็คือว่า REMINDERS OF HIM เล่าเรื่องราวความรักโรแมนติกในเมือง Laramie รัฐ Wyoming ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดหนังเรื่องนี้ที่สร้างจากนิยายของ Colleen Hoover (IT ENDS WITH US) ถึงเจาะจงเลือกใช้เมืองนี้เป็น setting หลักของเนื้อเรื่อง

 

คือพอเราเห็นชื่อเมือง Laramie ในช่วงต้นของหนังเรื่องนี้ปุ๊บ เราก็เลยนึกถึงคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเรามาก ๆ ในทันที นั่นก็คือคดีสังหารโหด Matthew Shepard นักศึกษามหาลัยวัย 21 ปีในปี 1998 โดยฆาตกรที่ฆ่าเขาเป็นผู้ชายสองคน และพวกเขาฆ่า Matthew Shepard เพราะรังเกียจที่ Matthew Shepard เป็นเกย์

 

คดีนั้นดังมาก ๆ และสะเทือนขวัญเกย์อย่างเราในปี 1998 มาก ๆ

 

คดีนั้นส่งผลให้มีการสร้างหนังเรื่อง THE LARAMIE PROJECT (2002, Moises Kaufman) ในเวลาต่อมา แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และส่งผลให้มีการออกกฎหมายป้องกัน Hate Crime ในสหรัฐในปี 2009 โดยกฎหมายฉบับนั้นมีชื่อว่า  Matthew Shepard and James Byrd Jr. Hate Crimes Prevention Act

โดยผู้ลงนามในกฎหมายฉบับนี้คือประธานาธิบดีบารัค โอบามา

 

สรุปว่าพอเราเห็นชื่อเมือง Laramie ในหนังเรื่อง REMINDERS OF HIM เราก็นึกถึง “คดีสยองขวัญสำหรับเกย์” คดีนี้ขึ้นมาในทันทีค่ะ ทั้ง ๆ ที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเนื้อหาอะไรเกี่ยวกับคดีนี้เลย

 

เกร็ดเพิ่มเติม: ในกฎหมาย Hate Crime ฉบับข้างต้นนั้น เราจะเห็นชื่อของ James Byrd Jr. อยู่ในชื่อกฎหมายด้วย เขาเป็นผู้ชายผิวดำที่ถูกพวก White Supremacists ฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมทารุณมาก ๆ ในปี 1998 และคดีนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างหนังเรื่อง SOUTH (1999, Chantal Akerman, documentary, A+30) ในเวลาต่อมาค่ะ

++++

 

หนักที่สุด เพิ่งรู้ว่าในปี 1996 ทาง filmvirus เคยฉายหนังเรื่อง 1+1 = 3 (1979, Heidi Genée, West Germany, 85min) และ SWEPT AWAY (1974, Lina Wertmüller, Italy) ด้วย เราอยากดูหนัง 2 เรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด และก็อยากรู้ด้วยว่า DO WHAT IS RIGHT, COME WHAT MAY (1975) คือหนังเยอรมันเรื่องอะไร เพราะเราหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไม่เจอเลย

 

 

 

 

Saturday, March 07, 2026

SKIN DEEP VS. ABENDLAND

 

ช่วง “กระแสสำนึกของแม่หมี”

 

พอเห็นข่าวช่วงนี้ ก็เลยนึกถึงวิกฤติพลังงานที่เราเคยเจอในช่วงทศวรรษ 1980 เราจำได้ว่า ตอนเด็ก ๆ มันมีสถานีโทรทัศน์แค่ 4 ช่องในกรุงเทพ คือช่อง 3 5 7 9 (ตอนนั้นยังไม่มีช่อง 11) และสถานีโทรทัศน์จะแพร่ภาพตอน 16.00-18.30 น. กับ 20.00-24.00 น. อ่านรายละเอียดได้จากโพสท์ของคุณ Marisa Maneesang ที่เราแชร์มาไว้ในวอลล์เรา

 

จำได้ว่าช่วงนั้น “ละครวิทยุ” เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมสูงมากนะ พวกละครวิทยุคณะเกศทิพย์ เดาว่าสาเหตุส่วนนึงคงเป็นเพราะโทรทัศน์ยังแพร่ภาพได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวันนี่แหละ และโทรทัศน์ก็มีเพียงแค่ 4 ช่องเท่านั้น

 

ตอนนั้นบ้านเราก็มีแค่ทีวีขาวดำเครื่องเดียว และยังไม่มีโทรศัพท์ด้วย บ้านเราเพิ่งซื้อทีวีสีเครื่องแรกในปี 1985 ส่วนเครื่องเล่นวิดีโอเทปน่าจะซื้อในปี 1986 และบ้านเราเพิ่งมีโทรศัพท์ใช้ตอนปี 1988 ก่อนหน้านั้นครอบครัวของเราต้องพึ่งพาตู้โทรศัพท์สาธารณะเป็นหลัก

 

เราชอบให้แม่ของเราเล่าเรื่องตอนสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะแม่ของเราเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้าจำไม่ผิด แม่เล่าว่าตอนช่วงนั้นเวลาอ่านหนังสือเรียนในบ้านตอนกลางคืน บางทีแม่ต้องคอย “พรางไฟ” เพื่อไม่ให้เครื่องบินรบทิ้งระเบิดมาใส่บ้าน

 

คือเหมือนตอนเด็ก ๆ “ความลำบาก” ของชีวิตเราคือ “โทรทัศน์แพร่ภาพได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน” แต่เราก็ยังคงอ่านหนังสือได้ตามสบาย เพราะเรายังคงมีไฟฟ้าเอาไว้เปิดเวลาอ่านหนังสือ อ่านนิยาย อ่านการ์ตูน

 

บางทีเราก็พยายามจินตนาการถึงชีวิตแม่ของเราตอนเด็ก ๆ ชีวิตที่เวลาจะอ่าน “หนังสือเรียน” ที ก็ต้องคอยพรางไฟ คอยระแวงว่าจะมีเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดใส่หรือเปล่า และชีวิตช่วงนั้นก็ยังไม่มีโทรทัศน์, โทรศัพท์, อินเทอร์เน็ตอะไรใด ๆ ด้วย น้ำที่ใช้บางทีก็ต้องพึ่งพา “น้ำบ่อ” เป็นหลัก เพราะประปายังไม่แพร่หลาย (แม่เราอาศัยอยู่ที่โคราชกับอุบล ตอนช่วงทศวรรษ 1940-1950)

 

ตอนที่แม่เรายังเป็นเด็ก แม่เราก็ “ทอผ้า” เองด้วย คือเสื้อผ้าบางตัวที่แม่ใส่ เกิดจากการเอาฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า แล้วก็เอาผ้ามาเย็บเป็นเสื้อ + ผ้านุ่ง ใส่เอง เสียดายที่เราทำอะไรพวกนี้ไม่เป็นเลย เราทำไม่เป็นทั้งการทอผ้าจากฝ้าย และการเย็บผ้า เย็บเสื้อใส่เอง

 

ตอนนี้ก็กังวลเหมือนกันว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามขึ้นหรือเปล่า แล้วเราจะเอาตัวรอดได้ไหม จะพึ่งพาตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเราเคยเผชิญเพียงแค่ช่วงที่เกิดวิกฤติพลังงานในทศวรรษ 1980 ซึ่งก็ถือเป็นช่วงที่ไม่ลำบากอะไร โทรทัศน์ออกอากาศได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน เราไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่เราก็อยู่ได้สบายในตอนนั้น แต่เราก็ไม่เคยผ่านช่วง “สงครามโลกครั้งที่สอง” เหมือนแม่ของเรา

+++

 

เมื่อ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” (1985-1986) remakes VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock) มีสิทธิ์ Christian Petzold เห็นสิ่งนี้แล้วยังต้องบอกว่า “กูยังไม่กล้านึก”

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1260555425407475

 

YOKO MINAMINO AS JAMES STEWART. WHEN SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) REMAKES “VERTIGO”

 

อันนี้คือคลิปบางฉากจาก SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) ตอนที่ 24 กับ 25 นะ เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิงห์สาวนักสืบ ตอนนี้มันรีเมค VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock) ยังไงบ้าง

 

Christian Petzold เองก็ชอบทำหนังหลาย ๆ เรื่องที่มีการ tribute ให้ VERTIGO แต่คิดว่าเขาเองก็คงไม่กล้าทำอะไรแบบละครทีวีเรื่องนี้ 55555

 

ใครจะดูคลิปนี้ก็ต้องรีบดูนะ เพราะเราไม่รู้ว่าทาง Facebook จะบอกให้เราลบคลิปนี้เมื่อไหร่ เพราะมันอาจจะมีบางส่วนที่ผิดลิขสิทธิ์ 555555

 

แน่นอนว่าคลิปนี้สปอยล์ VERTIGO แบบเต็ม ๆ ใครยังไม่ได้ดู VERTIGO ก็ห้ามดูคลิปนี้นะ

 

ข้อมูลเดิมจากที่เราเคยแปะไว้แล้ว:

 

ตอนนี้เรามั่นใจ 100 % เต็มว่า ผู้สร้างละครทีวีญี่ปุ่นเรื่อง “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30) นั้น เป็น cinephile อย่างแน่นอน 55555 ละครเรื่องนี้นำแสดงโดย Yoko Minamino หรือ Nanno และเราเคยดูตอนมันมาฉายทางช่อง 5 ในปี 1987-1988 หรือเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

 

ความ cinephilia ของละครทีวีเรื่องนี้

 

1. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 16” ตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ Sergei Eisenstein กับ Sergio Leone ตามคลิปที่เราแปะไปแล้ว

 

2. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 24 กับ 25” สองตอนนี้เป็นตอนที่จงใจ tribute ให้ภาพยนตร์เรื่อง VERTIGO (1958, Alfred Hitchcock) และมันออกมาหนักมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

3. ใน “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง ตอนที่ 10” ตอนนี้ tribute ให้กับ CASABLANCA (1942, Michael Curtiz)

 

 

SUKEBAN DEKA REMAKES CASABLANCA

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02N5TewtUU5dKmoAamCZQRrdFmoPGjNgyNz68g6jxLpFzSErtB8hVHgKtTfo6GyQ4ol

 

FROM SERGEI EISENSTEIN TO SERGIO LEONE TO YOKO MINAMINO

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/931586132629108

+++

 

THE GREEN VINYL (2004, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 17min, A+30)

 

ดูแล้วนึกถึง “ตำนานขาผีสิง” ใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30) เราว่าสิ่งนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่า Kleber Mendonça Filho มีความสนใจในเรื่องสยองขวัญอยู่บ้างนะเนี่ย

 

พูดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราแทบไม่เคยดู “หนังสยองขวัญบราซิล” เลย เพราะหนังบราซิลที่เราได้ดูส่วนใหญ่ เป็น “หนังสะท้อนสังคม” และ “หนังโรแมนติก/อีโรติก” เกือบทั้งนั้นเลย

 

อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ José Mojica Marins ในไทยมาก ๆ เพราะว่า José Mojica Marins (1936-2020) เป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญชื่อดังของบราซิล แต่เรายังไม่เคยดูหนังของเขาเลย

 

หนังที่กำกับโดย José Mojica Marins ก็มีเช่น

 

1. AT MIDNIGHT I’LL TAKE YOUR SOUL (1964)

2. THIS NIGHT I’LL POSSESS YOUR CORPSE (1967)

3. THE STRANGE WORLD OF COFFIN JOE (1968)

4. THE AWAKENING OF THE BEAST (1970)

5. WHEN THE GODS FALL ASLEEP (1972)

++++++++

 

WHEN A CINEPHILE WANTS TO WALK AND RUN

 

เนื่องจาก POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, A+30) กำลังจะมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายาในวันที่ 8 มี.ค. เราก็เลยถือโอกาสนี้รวมคลิป “การเดิน” และ “การวิ่ง” ในภาพยนตร์/ละครโทรทัศน์ ที่เราชื่นชอบสุดขีด มาไว้ด้วยกันดีกว่า

 

1. WEAPONS (2025, Zach Cregger)

2. MOVING (1993, Shinji Somai, Japan)

3. SATANTANGO (1994, Béla Tarr, Hungary, 7hrs 19mins)

4. SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, 42 episodes, A+30)

5. MILLENNIUM MAMBO (2001, Hou Hsiao-hsien, Taiwan)

6. INDIA SONG (1975, Marguerite Duras, France)

7. KAIRO (2001, Kiyoshi Kurosawa, Japan)

8. JOURNEY TO THE WEST (2014, Tsai Ming-liang, France/Taiwan)

 

ตอนแรกเราทำคลิปที่มี POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski, France/West Germany, A+30) กับ THE 400 BLOWS (1959, François Truffaut, France) อยู่ในคลิปด้วย แต่เหมือน Facebook ไม่ให้โพสท์คลิปที่มีหนังสองเรื่องนี้ เพราะติดลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นคลิปของเราเลยเหลือฉากจากหนังแค่ 8 เรื่อง แทนที่จะเป็น 10 เรื่องเหมือนที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกจ้ะ

 

ถ้าใครจะดู ก็ต้องรีบดูนะ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะต้องลบคลิปนี้เมื่อไหร่ 55555

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1433803541557647

+++++++++

 

แม่หมีพยายามสอนลูกหมีเรื่องความแตกต่างระหว่าง HUMAN RESOURCE กับ HUMAN RESOURCES แต่ลูกหมีบอกแม่หมีว่า “หนูไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก หนูรู้แค่ว่า หนูอยากได้ Jalil Lespert เป็นผัว จบ”

 

+++

 

ตอนเราอยู่มัธยมต้น ในปี 1985-1987 เรารู้สึกว่า Pizza Hut กับ Swensen’s เป็นอะไรที่หรูมาก 55555

++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

SKIN DEEP (2022, Alex Schaad, Germany, A+30)

+ ABENDLAND (2024, Omer Fast, Germany, 115min, A+30)

 

ถึงแม้ ABENDLAND จะออกฉายช้ากว่า SKIN DEEP สองปี แต่เราเข้าใจว่า ABENDLAND ไม่ได้รับแรงบันดาลใจจาก SKIN DEEP แต่อย่างใดนะ เพราะโครงการสร้างหนังเรื่อง ABENDLAND อาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ราว ๆ ปี 2018 และหนังเริ่มถ่ายทำในปี 2022 เพราะฉะนั้นมันก็เลยน่าสนใจดีที่หนังสองเรื่องนี้อาจถูกสร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน และเน้นพูดถึงประเด็นเรื่อง SWAPPING IDENTITIES เหมือนกันโดยบังเอิญ

 

เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ ABENDLAND มากกว่า เพราะว่า SKIN DEEP เหมือนทำให้เราคิดถึงประเด็นเรื่อง sexual identity ของตนเองและคู่รักเป็นหลัก แต่ SKIN DEEP อาจจะไม่ได้ทำให้เราคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ไกลไปกว่านั้นมากนัก ในขณะที่ ABENDLAND ทำให้เราตั้งคำถามหลาย ๆ อย่างต่อ “ความยึดติดของตัวเราที่มีต่อ “ตัวตน” ของตัวเราเอง”

 

เพราะในส่วนของ identity ของเรานั้น นอกจากประเด็นเรื่อง “เพศสภาพ” แล้ว มันก็ยังมีทั้ง

 

1. เชื้อชาติของพ่อและแม่ของเรา

2. อายุ 53 ปี หรือความเป็นคนเจนเอ็กซ์

3. การศึกษาของเรา

4. ความถนัดของเรา

5. หน้าตาของเรา

6. รูปร่างของเรา

7. สถานะของเราในสายตาของคนแต่ละกลุ่ม

8. ฐานะการเงิน

9. ประสบการณ์ทำงาน

10. แนวคิดทางการเมือง

11. ความทรงจำของเรา

12. ความเชื่อทางศาสนาของเรา

13. การเกิดในประเทศไทย

14. การผนวกเอา “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน

15. ความเป็น “แม่หมี”

16. ความเป็น “a cinephile”

17. ความเป็น “แฟนคลับ Miki Imai”

18. ความเป็น “แฟนคลับ ตรี อภิรุม”

19. ความเป็น “สาวก Werner Schroeter”

20. ความเป็น “แฟนคลับ Delphine Seyrig”

ETC.

 

คือหนังเรื่อง ABENDLAND อาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามว่า ในบางครั้งเรา “ยึดติด” กับอะไรบางอย่างใน “ตัวตน” ของเรามากจนเกินไปหรือเปล่า เหมือนในบางครั้งเราหมกมุ่นกับ “สิ่งนั้น ๆ ในตัวตนของเรา” มากเกินไป ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรขนาดนั้น และเราไม่จำเป็นจะต้องยึดติดอะไรกับมันมากขนาดนั้น

 

อย่างเช่น เวลาที่เราเจอกลุ่มเพื่อน บางครั้งเราจะรู้สึกราวกับว่า เรามีป้ายไฟติดอยู่บนหัวว่า “อีจิตร โพธิ์แก้ว มีอายุ 53 ปีแล้ว แต่อีนี่ยังหาผัวไม่ได้” อะไรทำนองนี้ เหมือนเราให้ความสำคัญกับ identity ความเป็น “สาวแก่” ในตัวตนของเรามากเกินไป ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เราไม่ต้องยึดติดกับ identity ความเป็น “สาวแก่” ในตัวตนของเรามากนักก็ได้ 55555 

 

Wednesday, February 25, 2026

WAGNER MOURA IN A GAY FILM

 

เห็นคุณ Vichart Somkaew โพสท์ถึงหนังเรื่อง FUTURO BEACH (2014, Karim Aïnouz, Brazil, A+25) เราก็เลยถือโอกาสนี้โพสท์รูปของ Wagner Moura ในหนังเกย์เรื่องนี้ด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์ Esplanade Ratchada ในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในวันที่ 12 มิ.ย. 2015 รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ Wagner Moura กลายเป็น superstar ไปแล้วในปัจจุบัน

 

พอเปิดสมุดโน้ตดูแล้วก็แอบขำ เพราะว่าในช่วงที่มีการจัดเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในเดือนมิ.ย. 2015 นั้น ก็มีการจัดเทศกาลหนังเงียบในกรุงเทพในช่วงเวลาเดียวกัน คือในวันที่ 12 มิ.ย. 2015 นั้น เราได้ดูหนังเรื่อง ONCE UPON A TIME (1922, Carl Theodore Dreyer, Denmark, A+20) ในเทศกาล Silent Film Festival ที่โรงภาพยนตร์ลิโด เสร็จแล้วเราก็รีบแหกหีวิ่งมาเอสพลานาด รัชดา เพื่อดูหนังเรื่อง FUTURO BEACH ในวันเดียวกัน เป็นการวิ่งรอกสองเทศกาล สองโรงภาพยนตร์ในวันเดียวกัน

 

แล้วเทศกาลหนังเกย์กับเทศกาลหนังเงียบก็ชอบจัดชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ คือในปี 2015 สองเทศกาลนี้ก็จัดชนกันในเดือนมิ.ย. แล้วในปี 2025 สองเทศกาลนี้ก็จัดชนกันในเดือนก.ย.อีก คือขนาดเปลี่ยนจากเดือนมิ.ย.มาเป็นเดือนก.ย.แล้ว สองเทศกาลนี้ก็ยังจัดชนกันเหมือนเดิม บ้าบอที่สุด

 

แต่พอเทศกาลหนังเงียบจัดที่ศาลายา และเทศกาลหนังเกย์จัดที่ ICON SIAM ในปี 2025 เราก็เลยวิ่งรอกไม่ไหวอีกต่อไป เราก็เลยต้องจำใจทิ้งไปหนึ่งเทศกาลเลยในช่วงต้นเดือนก.ย. 2025 เหมือนเราต้องเลือกระหว่าง “ความรักหนัง” กับ “ความรักผู้ชาย” และเราก็เลยเลือก “ความรักผู้ชาย” ด้วยการปักหลักดูเทศกาลหนังเกย์ที่ ICON SIAM ในช่วงต้นเดือนนั้น

 

อย่างไรก็ดี กราบขอบพระคุณผู้จัดเทศกาลหนังทั้งสองเทศกาลมาก ๆ นะคะ รักทั้งสองเทศกาลภาพยนตร์นี้มาก ๆ ค่ะ

Saturday, February 21, 2026

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

ONE SECRET AGENT AFTER ANOTHER

 

เราชอบ THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, 161min, A+30) และ ONE BATTLE AFTER ANOTHER (2025, Paul Thomas Anderson, 161min, A+30) อย่างสุดขีดมาก ๆ ทั้งสองเรื่อง และก็แอบขำที่หนังทั้งสองเรื่องมีความยาว 161 นาทีเท่ากัน และพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองเหมือน ๆ กัน เราก็เลยทำลิสท์ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ที่ทำให้นึกถึงกันและกันขึ้นมาด้วยดีกว่า 55555

 

เราดู ONE BATTLE AFTER ANOTHER เมื่อหลายเดือนก่อนจนเราลืมรายละเอียดในหนังเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากเราจำข้อมูลอะไรผิดไป ก็ comment มาบอกกันได้นะคะ

 

1. Armando Solimões (Wagner Moura) vs. Bob (Leonardo DiCaprio)

พระเอก

 

2. Flávia (Laura Lufési) vs. Willa (Chase Infiniti)

สาวสามกีบ ความหวังของโลกนี้ฝากไว้กับพวกเธอ

 

3. Henrique Ghirotti (Luciano Chirolli) vs. Col. Steven J. Lockjaw (Sean Penn)

ตัวผู้ร้ายที่เคยเผชิญกับ “เมียพระเอก”

 

4. Sebastiana (Tânia Maria) vs. Sensei Sergio St. Carlos (Benicio Del Toro)

ผู้คอยปกป้องผู้ลี้ภัย ช่วยเหลือคนทุกข์คนยาก

 

5. Fátima Nascimento (Alice Carvalho) vs. Perfidia (Teyana Taylor)

เมียพระเอก

 

6. Elza (Maria Fernanda Cândido) vs. Deandra (Regina Hall)

ผู้หญิงที่คอยช่วยเหลือตัวละครเอกในการหลบหนี

 

7. Luanda (Rafaela Pavin) vs. Mae West (Alana Haim)

หญิงสาวที่อยู่ในองค์กรเดียวกับพระเอก และถูกผู้ร้ายกำจัดไป

 

8. João Pedro (Marcello Valle) vs. Howard “Billy Goat” Sommerville (Paul Grimstad)

ผู้ชายที่ช่วยพระเอกในการหลบหนี/ตั้งต้นชีวิตใหม่ ตัวละคร João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT ส่วน Billy Goat คือคนที่ให้อัตลักษณ์ใหม่กับพระเอก ONE BATTLE AFTER ANOTHER

 

9. Lenira Nascimento (Aline Marta Maia) vs. Gramma Minnie (Starletta DuPois)

แม่ยายของพระเอก ทั้งสองคนเหมือนไม่ค่อยชอบพระเอก แต่ด้วยเหตุผลที่ตรงข้ามกัน Lenira ไม่ชอบพระเอกเพราะกลัวว่า “ภัยการเมือง” ที่ตามตัวพระเอกมาจะทำให้ชีวิตของเธอขาดความสงบสุข ส่วน Gramma Minnie ไม่ค่อยชอบพระเอก เพราะเธอมองว่าพระเอกดูขี้ขลาดเมื่อเทียบกับตัวลูกสาวของเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

ตัวละคร Gramma Minnie นี้ ตั้งชื่อตาม Minnie Riperton ซึ่งเป็น “แม่ยาย” ตัวจริงของ Paul Thomas Anderson โดยทุกคนคงรู้จัก Minnie Riperton กันเป็นอย่างดีจากเพลง LOVIN’ YOU (1974) ที่สถานีวิทยุในไทยเปิดบ่อยมาก ๆ และถือเป็น “หนึ่งในเพลงคลาสสิคอมตะนิรันดร์กาล” ในความเห็นของเรา

 

10. Vilmar (Kaiony Venâncio) vs. Avanti (Eric Schweig)

มือสังหารที่ดูมีความบ้าน ๆ ตัวละคร Vilmar นี่ถ้าเป็นหนังไทยต้องรับบทโดย “คุณคาเงะ”

 

11. Augusto Borba (Roney Villela) vs. Tim Smith (John Hoogenakker)

มือสังหารที่มีความเป็น elite ดูหล่อเท่

 

 

12. Euclides Cavalcanti (Robério Diógenes) vs. Virgil Throckmorton (Tony Goldwyn)

หัวหน้ากลุ่มคนเหี้ย

 

13. Daniela (Isadora Ruppert) vs. Bobo (Colton Gantt)

เพื่อนของสาวสามกีบ ตัวละคร Bobo คือคนที่เป็น non-binary

 

เราชอบ THE SECRET AGENT มากกว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER นะ ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่าหนังเรื่องไหนดีกว่ากันแต่อย่างใด 55555 เพราะเรามองว่า ONE BATTLE AFTER ANOTHER ก็เป็นหนังที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้วในแนวทางของมันเอง เพียงแต่ว่าสไตล์/แนวทางของ THE SECRET AGENT เป็นสิ่งที่เข้าทางเรามากกว่า

 

อยากให้หนังสองเรื่องนี้มี spin off ของตัวเองมาก ๆ โดย

 

1. ONE BATTLE AFTER ANOTHER ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Perfidia ในเม็กซิโก เราอยากรู้มาก ๆ ว่า Perfidia จะไปประกอบวีรกรรมใดบ้างในเม็กซิโก เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันว่า Mexico เป็นประเทศที่เดือดมาก ๆ

 

2. THE SECRET AGENT ภาคสอง เล่าเรื่องราวของ Sebastiana ตอนอยู่อิตาลี ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist เพราะ Sebastiana เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟัง และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02rBCJ9JWWsDuH88JyKCg7oFxbkQ16XPRyTRsh9EDnStUhCdxJhpSRhZBLLKW1tntKl

 

THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆ แต่เราไม่ขอเขียนถึงประเด็นหลัก ประเด็นสำคัญใด ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ ทั้งเรื่องการเมือง, การสื่อสารยุคเก่า, สื่อยุคเก่า, ความสำคัญของภาพยนตร์, ความสำคัญของ archives, etc. เพราะว่าเพื่อน ๆ ของเราเขียนถึงประเด็นเหล่านี้กันไปหมดแล้ว และเราได้แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนมาไว้บนวอลล์ของเราแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จะขอทำเพียงแค่จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้แล้วกัน โดยจะไม่แตะแก่นหลักหรือประเด็นหลัก ๆ ของหนังแต่อย่างใด 55555

 

2. อย่างแรกที่ชอบเป็นการส่วนตัวเลยก็คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงประเทศไทยในหลาย ๆ แง่มุม โดยแง่มุมแรกก็คือ “สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเห็นได้จาก  “เหงื่อ” ของตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ เพราะว่าเหตุการณ์มันเกิดในบราซิล ในช่วงที่อุณหภูมิน่าจะใกล้เคียงกับประเทศไทย และเราก็จะเห็นเหงื่อของตัวละครเยอะมาก โดยเฉพาะ “รอยเหงื่อที่เปื้อนเสื้อ” ขณะที่ตัวละครใช้โทรศัพท์สาธารณะ หรือฉากที่ Augusto กับ Bobbi เหงื่อแตกขณะไปหา Vilmar ในโรงงานน้ำตาล

 

คือภาพยนตร์มันเป็น “สื่อ” ที่กระทบเราทางภาพและเสียงโดยตรง แต่ไม่ได้กระทบเราทางกลิ่น, รส และสัมผัสโดยตรง เราก็เลยชอบที่หนังบางเรื่องมันทำให้เรารู้สึกถึง “สัมผัสทางกาย” ได้ในทางอ้อมด้วย โดยผ่านทาง “อุณหภูมิ” ที่ตัวละครเผชิญในหนัง แต่ว่าหนังที่เราดูส่วนใหญ่มันเป็นหนังฮอลลีวู้ด, หนังยุโรป และหนังญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะสัมผัส “ความหนาวเย็น” ผ่านทางหนังเหล่านี้เป็นหลัก โดยเฉพาะหนังอย่าง ZERO KELVIN (1995, Hans Petter Moland, Norway) แต่พออันนี้มันเป็นหนังบราซิล และมันละเอียดลออกับการใส่เหงื่อให้กับตัวละครในแต่ละฉาก เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงอุณหภูมิที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยมาก ๆ คือแค่กูเดินออกไปหน้าบ้าน เหงื่อกูก็แตกแล้ว

 

3. การเข่นฆ่าประชาชนในยุคสงครามเย็น เผด็จการทหาร ก็เป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ โดยไทยในยุคนั้นก็เป็นยุคที่มีการ propaganda ให้คนหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ และมีการลอบสังหารอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตหัวหน้าแผนกวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 

 

4. เรารู้สึกผูกพันกับ “ยุคสมัย” ของหนังเรื่องนี้อย่างเป็นการส่วนตัวมาก ๆ ด้วย เพราะว่า เราเกิดในปี 1973 ส่วน Kleber Mendonça Filho เกิดปี 1968 เพราะฉะนั้นพอเขาสร้างหนังที่ถ่ายทอด “บรรยากาศในวัยเด็ก” ของเขา มันก็เลยซ้อนทับกับ “ความทรงจำในวัยเด็ก” ของเรามาก ๆ โดย

 

4.1 อย่างแรกที่เราร้องวี้ดเลยก็คือดนตรีประกอบ เมื่อหนังใช้เพลง IF YOU LEAVE ME NOW (1976) ของวง Chicago ในช่วงต้นเรื่อง เพราะนี่คือเพลงที่กรอกหูเราบ่อย ๆ ในวัยเด็กของจริง และเราก็ชอบมากที่หนังใช้เพลง LOVE TO LOVE YOU BABY (1975) ของ Donna Summer ด้วย

 

4.2 ชอบที่ตัวละครติดต่อกันโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะกับโทรเลขมาก ๆ เพราะว่า

 

4.2.1 บ้านของเราเพิ่งมีโทรศัพท์ใช้ในปี 1988 เพราะฉะนั้นก่อนหน้าปี 1988 เราก็เลยต้องพึ่งพาการสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์สาธารณะเป็นหลัก

 

4.2.2 บ้านของตากับยายเราที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ไม่มีโทรศัพท์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่แม่ของเราพาเราไปเยี่ยมตากับยายในทศวรรษ 1970-1980 แม่ของเราก็จะส่ง “โทรเลข” ไปหาตากับยาย เพื่อบอกตากับยายว่า แม่จะเดินทางจากกรุงเทพไปเยี่ยมนะ

 

5. หนังที่ถูกอ้างอิงถึงในหนังเรื่องนี้ ก็ล้วนเป็นหนังที่ผูกพันกับความทรงจำของเราในวัยเด็ก ซึ่งก็คือ

 

5.1 JAWS (1975, Steven Spielberg)

มันคือหนังที่เราอยากดูตอนเด็ก ๆ เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้ดู เรามาได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่เราโตแล้ว เราจำได้แต่ว่า ตอนเด็กๆ มีข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการพบศพคนถูกกินอยู่ในท้องปลาฉลามที่ถูกจับได้แถวศรีราชา ซึ่งข่าวฉลามกินคนที่ศรีราชานี่มันเป็นข่าวที่ฝังใจเราตอนเด็กมาก ๆ เหมือนกับตัวละครในหนังเรื่องนี้

 

5.2 THE OMEN (1976, Richard Donner)

นี่ก็เป็นหนังที่ดังสุดขีดตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

5.3 การ์ตูน POPEYE THE SAILOR 

นี่ก็เป็นการ์ตูนที่เราได้ดูบ่อย ๆ ทางโทรทัศน์ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่เราเข้าใจว่าการ์ตูนที่เราได้ดูอาจจะเป็นการ์ตูนที่สร้างขึ้นในปี 1960-1963 ส่วนการ์ตูนที่ Fernando ได้ดูในหนังเรื่องนี้คือ POPEYE THE SAILOR MEETS ALI BABA’S FORTY THIEVES (1937, Dave Fleischer, Willard Bowsky, 17min) ซึ่งมีให้ดูในยูทูบ

 

6. เราชอบที่ THE SECRET AGENT refer ถึงหนังเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องด้วย โดยเฉพาะ

 

6.1 DONA FLOR AND HER TWO HUSBANDS (1976, Bruno Barreto, Brazil, A+30)

มีภาพจากหนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.2 MIDNIGHT COWBOY  (1969, John Schlesinger)

มีโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ติดอยู่ในโรงหนัง

 

6.3 ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil)

เราเพิ่งมารู้จาก IMDB ว่า คลิปจากละครทีวีเรื่องนี้ถูกนำเสนอในช่วงต้นของหนังเรื่อง THE SECRET AGENT เราก็เลยจะเสริมว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แต่ฉายไม่จบเรื่องนะ คือเหมือนพอฉายไปได้ระยะนึง แล้วมันสิ้นปีพอดี แล้วพอขึ้นปีใหม่ เจ้าของสิทธิละครทีวีเรื่องนี้คงประมูลซื้อเวลาออกอากาศจากทางช่อง 5 ไม่ได้ ละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้แพร่ภาพต่อในไทย

 

โชคดีที่เราไม่ได้ตามดูละครเรื่องนี้ เราก็เลยไม่ได้ค้างคาใจว่ามันจบยังไง แต่เราจำได้ว่ามันฉายในเวลาใกล้ ๆ กับ “สิงห์สาวนักสืบ” (SUKEBAN DEKA) เราก็เลยเหมือนได้เห็นละครเรื่องนี้ผ่าน ๆ ตาตอนที่เราเปิดทีวีเพื่อรอดูสิงห์สาวนักสืบ

 

แต่แม่ของเราชอบดู “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาก ๆ เราก็เลยเสียดายเหมือนกันที่แม่ของเราไม่ได้ดูละครเรื่องนี้ต่อจนจบ

 

เราว่าการนำภาพจาก “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” มาใช้ใน THE SECRET AGENT ก็เพื่อเป็นการพาดพิงถึงตัวละครแม่ของ Amando Solimões (Wagner Moura)

 

6.4 ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตัวละคร Elza พูดว่า “Ghirotti ควรติดคุก Carandiru” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง CARANDIRU (2003, Hector Babenco, Brazil, 145min) ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพ โดยคุกแห่งนี้เคยเกิดเหตุสังหารหมู่นักโทษ 111 คนในปี 1992

 

7. ชอบดนตรีประกอบอย่างสุดขีด โดยเฉพาะในฉาก climax ระหว่าง Bobbi กับ Vilmar ที่เหมือนมีการใช้ “เครื่องเป่า” ในการเร้าอารมณ์

 

Composers ของหนังเรื่องนี้คือ Mateus Alves กับ Tomaz Alves Souza

 

8. ชอบที่หนังมันเหมือนจะพูดถึงความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ในบราซิล เหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างทางเหนือกับทางใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และหนังก็พูดถึงเมืองหลาย ๆ เมืองในบราซิลด้วย อย่างเช่น

 

8.1 ฉากหลักเกิดที่เมือง Recife ในรัฐ Pernambuco ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล

 

8.2 ตัวละครพระเอกใช้โทรเลขและโทรศัพท์ติดต่อกับตัวละคร João Pedro ในกรุงบราซิเลีย

 

8.3 เราไม่แน่ใจว่าตัวละครสองมือสังหาร Bobbi กับ Agusto เดินทางมาจาก Rio de Janeiro หรือเปล่า เรารู้แค่ว่าทั้งสองเดินทางไปทิ้งศพผู้หญิงคนนึงที่เขื่อน Sérgio Motta ใกล้นครเซาเปาโล

 

8.4 Bobbi กับ Agusto เดินทางไปเจอกับ Henrique Ghirotti ที่นครเซาเปาโล ที่อยู่ทางใต้ของบราซิล

 

9. เราว่าหนังมันถ่ายทอดยุคสมัยนั้น ๆ ออกมาได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว โดยผ่านทาง “เสื้อผ้าหน้าผม” ของ “ตัวประกอบ” ทุกตัว ทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูด ทั้งตัวประกอบที่แค่อยู่ในฉาก หรือตัวประกอบที่แค่เดินผ่านฉากเฉย ๆ คือพอหนังมันให้ความสำคัญกับรายละเอียดของ “ทรงผม”, “เครื่องแต่งกาย”, “บุคลิกลักษณะ” ของตัวประกอบทุกตัวแบบนี้ เราก็เลยกราบตีนหนังเรื่องนี้มาก ๆ มัน bring back to life the bygone era อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. สรุปว่า สิ่งที่เราชอบที่สุดใน THE SECRET AGENT ก็คือการที่หนังมันใส่ใจกับ “ตัวประกอบ” ของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ น่ะ หนังมันทำให้เรารู้สึกใส่ใจและประทับใจกับตัวละครประกอบเยอะมาก ๆ ทั้งตัวประกอบที่ปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัวในหนัง และทั้งตัวประกอบที่มีบทพูดและไม่มีบทพูดในหนัง คือไม่รู้ว่าผู้สร้างหนังและผู้กำกับหนังเรื่องนี้ทำได้อย่างไร ถึงสามารถทำให้เรารู้สึกประทับใจกับตัวประกอบในหนังเรื่องนี้ได้เยอะมาก ๆๆๆๆๆ ขนาดนี้

 

อย่างที่นักวิจารณ์บางท่านได้เขียนไว้แล้วว่า THE SECRET AGENT มันเป็นหนังที่ใส่ใจกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมจริง ๆ

 

และด้วยเหตุนี้ THE SECRET AGENT มันก็เลยเข้ากับหนึ่งใน concept ของ “ภาพยนตร์ที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด” ด้วย ซึ่งก็คือ concept ที่ว่า “ตัวละครทุกตัวในหนัง มีชีวิตมาก่อนหน้าที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น และยังมีชีวิตอยู่ต่อไปหลังจากที่หนังจบลงแล้ว (ถ้าหากตัวละครนั้นไม่ตายในระหว่างที่เนื้อเรื่องดำเนินไปนะ)” และ “ตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อรับใช้ตัวละครเอก และตัวละครประกอบทุกตัว ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพื่อทำ function บางอย่างให้กับหนังเรื่องนั้น ๆ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นรองพระเอก นางเอก เพราะตัวละครประกอบทุกตัวก็ล้วนเป็นพระเอก นางเอกในมุมมองของตนเอง และตัวละครประกอบทุกตัว ก็ล้วนมีชีวิตจิตใจ รักโลภโกรธหลง มีปัญหาชีวิตเป็นของตนเอง พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อหมุนรอบตัวละครพระเอกนางเอก”

 

คือเรารู้สึกว่า THE SECRET AGENT มัน treat ตัวประกอบทุกตัวจนทำให้เรารู้สึกแบบข้างต้นได้น่ะ หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีดที่สุด

 

11. ตัวละครที่เราประทับใจใน THE SECRET AGENT

 

11.1 เราจองเป็น “ผู้หญิงที่ถูกผีเข้าสิงระหว่างดูหนังเรื่อง THE OMEN”

 

11.2 อีกตัวละครที่เราอยากจองรับบทมาก ๆ ก็คือ “กะหรี่สาวในห้องเก็บเอกสาร” ที่เอากับยามรักษาความปลอดภัย เราชอบมาก ๆ ที่เธอถูกจับได้ แต่เธอก็เดินเชิดหน้า หยิ่งผยองออกจากห้องเก็บเอกสาร ไม่มีความยี่หระอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น

 

11.3 ชอบ “ผู้หญิง” ที่เดินผ่านสวนสาธารณะตอนกลางคืนด้วย คือตัวละครตัวนี้ไม่มีบทพูดอะไรเลยนะ คือเธอแค่เดินผ่านสวนสาธารณะขณะที่คนมากมายกำลังมีเซ็กส์กัน เหมือนเธอแค่เดินจากด้านขวาของจอ ไปยังด้านซ้ายของจอ ด้วยรองเท้าส้นหนา ๆ คือแค่เธอเดินผ่านหน้าจอแค่นั้น หนังก็สามารถทำให้เรากับเพื่อนประทับใจตัวละครตัวนี้อย่างรุนแรงสุดขีดได้

 

11.4 แมวสองหน้า ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

11.5 Geisa ซึ่งเป็นหลานสาวของ Sebastiana โดย Geisa เป็นตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้เลย เพราะว่าเธอได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่เยอรมนี และสิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้แก่แฟนหนุ่มของเธอ เขาก็เลยฆ่าเธอตาย ก่อนที่เนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น

 

เราชอบมาก ๆ ที่ THE SECRET AGENT ใส่เรื่องเล่าเกี่ยวกับ Geisa เข้ามาในหนัง เพราะมันทำให้หนังเรื่องนี้แอบใส่ประเด็นเรื่องสิทธิสตรีในยุคนั้นเข้าไปด้วยได้อย่างเนียน ๆ และอย่างน่าสะเทือนใจมากๆ  คือหนังเรื่องนี้เนื้อหาหลักมันอาจจะพูดถึงเผด็จการบราซิลในยุคสงครามเย็น แต่มันก็สอดแทรกประเด็นสิทธิสตรีและอาจจะรวมถึงสิทธิเกย์เข้าไปด้วย

 

11.6 Clóvis คือเราว่าตัวละครตัวนี้อาจจะสะท้อนประเด็นปัญหาเรื่องสิทธิเกย์ในบราซิลในยุคนั้น เพราะว่า Clóvis  “ไม่ได้เป็นผู้ชายในแบบที่ครอบครัวของเขาต้องการ” Clóvis ก็เลยต้องหนีออกจากบ้าน และกลายเป็นคนไร้การศึกษา

 

11.7 Sebastiana ถือเป็น one of my most favorite characters I saw this year เลย เราชอบมากที่เธอเคยเป็น Communist ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็น Anarchist และเธอเคยเห็น “สิ่งที่ไม่อาจบอกเล่าได้” ระหว่างที่อยู่ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนี้ Sebastiana ก็เล่าว่า ตอนที่เธออยู่อิตาลี เธอได้ “ทำสิ่ง 3 สิ่ง” ที่เธอจะไม่เล่าให้คนอื่น ๆ ในอพาร์ทเมนท์ฟังด้วย และจนจบหนังเรื่อง THE SECRET AGENT Sebastiana ก็ไม่ยอมเล่าอยู่ดีว่า “สิ่ง 3 สิ่งที่ไม่อาจเปิดเผยได้” ที่เธอเคยทำตอนอยู่อิตาลี ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากมี THE SECRET AGENT ภาคสอง เราก็อยากให้เล่าเรื่องราวของ “สิ่ง 3 สิ่งอันไม่อาจเปิดเผยได้” ที่ Sebastiana เคยทำตอนอยู่อิตาลี

 

ถ้าหากเป็นในไทย ตัวละคร Sebastiana ต้องรับบทโดยคุณธิดา ถาวรเศรษฐ

 

11.8 Tereza Victória สาวผู้ลี้ภัยจาก Angola เราว่าตัวละครตัวนี้ทำให้เรานึกถึงคุณ May Adadol มาก ๆ

 

เราชอบการสร้างตัวละคร Tereza Victória มาก ๆ ทั้งในส่วนของ

 

11.8.1 การที่เธอ “ปวดหัว” เพราะเสียงการเฉลิมฉลองในช่วงงานคาร์นิวัล

 

11.8.2 การที่เธอเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ทั้งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในแองโกลา และฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ในแองโกลา

 

11.8.3 การที่เธอไม่ยอมนั่งเครื่องบินที่มีธงชาติโปรตุเกส

 

11.9 Débora เด็กหญิงมีเหา

 

11.10 Cláudia แม่ของ Débora เราชอบที่เธอรีบเสยหีใส่พระเอกในทันที

 

11.11 ศพที่ปั๊มน้ำมัน ตัวละครที่ไม่ปรากฏหน้าให้ผู้ชมได้เห็น

 

11.12 หญิงสาวที่ไม่ยอมจอดรถที่ปั๊มน้ำมัน

 

11.13 พนักงานอ้วนประจำปั๊มน้ำมัน

 

11.14 แม่ของพระเอก ที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่เหมือนเธอมีอิทธิพลบางอย่างครอบคลุมหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่อง เธอเป็นทาสหญิงอายุ 14 ปีที่ได้กับลูกชายเจ้านายที่มีอายุ 17 ปี

 

11.15 อีกตัวละครที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นชัด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ก็คือ “หนุ่มผิวดำ นักศึกษา Agronomy” ที่ถูกพวกของ Euclides Cavalcanti ฆ่าตาย (ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะเริ่มต้นขึ้น) และเขาคือเจ้าของขาที่ถูกพบอยู่ในท้องฉลาม

 

เราได้เห็นเพียงแค่ภาพของตัวละครตัวนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น และหนังก็ไม่บอกแต่อย่างใดว่า เพราะเหตุใด Euclides ถึงฆ่าเขา เรารู้แค่ว่า จริง ๆ แล้วเขาเป็น “คนดี”

 

11.16 Hans (Udo Kier) หนังเรื่องนี้ใช้ Udo Kier ได้อย่างดีงามจริง ๆ ตัวละครตัวนี้หนักมาก ๆ เพราะเขาเป็นยิวที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขาก็ย้ายมาอยู่บราซิล แต่พอเขาย้ายมาอยู่บราซิล เขาก็เหมือนจะโกหกคนอื่น ๆ ว่าเขาเป็นอดีตทหารเยอรมันหรืออดีตนาซี เพราะดูเหมือนว่าพวกผู้มีอำนาจในบราซิลจะชื่นชอบนาซีมากกว่ายิว

 

11.17 เพื่อนของ Hans ที่เป็นคนผิวดำที่พูดภาษาเยอรมันได้

 

11.18 Arlindo ตำรวจผิวดำที่เป็นลูกสมุนของ Euclides แต่เขากลับดูเหมือนพูดจาดูถูกคนดำด้วยกันเอง

 

11.19 สาวใส่แว่นที่ยืนรอใช้โทรศัพท์สาธารณะ คือเธอไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.20 สาวผิวดำที่รินน้ำดื่มจากตู้กดน้ำ ตัวละครตัวนี้ก็ไม่มีบทพูดอะไรเลย แต่เราชอบเธอมาก ๆ

 

11.21 คนที่ป่าวประกาศว่า “Don’t do tomorrow what you can do the day after tomorrow. Hail Procrastination.” บ้าบอมาก ๆ 55555

 

11.22 ชายชราถอดเสื้อกับชายชราเสื้อเขียวที่พูดคุยกันในถนนในช่วงที่ Vilmar หนีการตามล่าของ Bobbi

 

คือเราว่าชายชราสองคนนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึง “ความละเอียดลออ” ในการสร้างหนังเรื่องนี้ คือทั้งสองเป็นแค่ตัวละครประกอบฉาก ไม่มีบทพูด ไม่มีความสำคัญอะไรเลย แต่หนังกลับทำให้ตัวละครประกอบกระจิดกระจ้อยร่อยแบบนี้ ดูเป็นมนุษย์ที่ “มีชีวิตมาก่อนหนังเริ่มเรื่อง” มาก ๆ

 

11.23 Elisângela หนึ่งในตัวละครที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือเราชอบ “ทรงผม” ของเธออย่างรุนแรงมาก ๆ มันบ่งบอกถึงยุคสมัยมาก ๆ และเราก็ชอบมาก ๆ ที่เธอพิมพ์ดีดโดยไม่มีกระดาษ, ชอบที่เธอพยายามจะจีบพระเอก และก็ชอบที่เธอใช้ไหวพริบช่วยเหลือพระเอกตอนที่ Vilmar มาตามล่าพระเอกด้วย

 

11.24 คุณนายที่ทำให้เด็ก 3 ขวบต้องตาย

 

11.25 สาวใช้ที่สูญเสียลูก

 

11.26 ทนายของสาวใช้

 

11.27 อาจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ที่ล้วงขาจากท้องปลาฉลาม

 

11.28 Luanda อาจารย์มหาลัยที่กล้าปะทะกับ Ghirotti

 

11.29 Susan Schaffer อาจารย์มหาลัยชาวสหรัฐที่ไปทำงานที่ลีดส์ในอังกฤษ แล้วก็ย้ายมาบราซิล

 

11.30 Sanjay Jasieen อาจารย์หน้าแขก แต่เป็นชาวแคนาดา และมาทำงานที่บราซิล

 

11.31 Fátima Nascimento (Alice Carvalho) เมียพระเอกในหนังเรื่องนี้ก็ “เผ็ด สวย ดุ” มาก ๆ

 

11.32 Alexandre Nascimento พ่อตาของพระเอก ที่ทำให้เราแทบร้องไห้ ตอนที่เขาถามพระเอกว่า Fátima เคยพูดว่าเขาเป็นคนถ่อมตัว ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุ 9 ขวบจริง ๆ เหรอ

 

11.33 Flávia อนาคตของโลกนี้ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่อย่างเธอ

 

11.34 Daniela (Isadora Ruppert) เพื่อนของ Flávia

 

11.35 Elza (Maria Fernanda Cândido) ผู้หญิงที่ช่วยเหลือพระเอก ผู้บันทึก archive เราชอบตัวละครตัวนี้มาก ๆ

 

11.36 Elza บอกว่า มี “ลูกสาวมหาเศรษฐีที่คอยช่วยเหลือ dissidents” ซึ่งตัวละครลูกสาวมหาเศรษฐีนี้ก็ไม่ปรากฏตัวเลยในเรื่อง

 

11.37 João Pedro (Marcello Valle)

João Pedro คือคนที่รับ “โทรเลข” จากพระเอก THE SECRET AGENT

 

11.38 ผู้หญิงที่ถูกนำศพไปทิ้งที่เขื่อน เพราะสาเหตุเกี่ยวกับมรดก และความอิจฉาริษยา เราก็ไม่ได้เห็นหน้าของตัวละครตัวนี้เช่นกัน

 

11.39 ชายชราขากะเผลกที่เหมือนดูศพเมียอยู่ในห้องดับจิต

 

11.40 นักโทษที่ถูกขังอยู่ในรถของ Euclides เราก็ไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

 

แล้วคุณจองเป็นใครในหนังเรื่องนี้คะ 55555

 

เราเขียนเปรียบเทียบตัวละครใน THE SECRET AGENT กับ ONE BATTLE AFTER ANOTHER ไว้ในอีกโพสท์นึงนะ ลิงค์อยู่ใน comment

++++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ที่แล้ว อันนี้คือทรงผมของ Elisângela (Geane Albuquerque) ใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ไม่รู้ว่าทรงผมนี้เขามีชื่อเรียกว่าทรงผมอะไร แต่เห็นแล้วมัน nostalgic มาก ๆ อยากทำผมทรงนี้แล้วออกไปดูหนังที่ House Samyan มาก ๆ อยากรู้ว่าถ้าหากเราเป็นผู้หญิง แล้วเข้าร้านทำผม บอกว่าจะทำผมทรงนี้ ช่างทำผมเขาจะคิดตังค์กี่บาท

+++

 

อีกสิ่งหนึ่งที่แอบคาใจใน THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil) ก็คือว่า มันมีฉากนึงที่ตัวละคร Daniela (Isadora Ruppert) ดูหนังทางจอคอมพิวเตอร์ แล้วภาพมันไม่แน่ชัดว่ามันเป็นหนังแนวสารคดีสัตว์โลก หรือมันเป็นหนังแนว cannibals ในยุคทศวรรษ 1970 ที่ชอบนำเสนอฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ ซึ่งรวมถึงหนังเรื่อง “คนกินเห้” หรือ PRIMITIF (1978, Sisworo Gautama Putra, Indonesia) ที่เคยเข้ามาฉายในไทยตอนที่เรายังเป็นเด็ก

 

คือเราลองเช็คใน imdb แล้ว มันก็ไม่ได้บอกว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรในจอคอมพิวเตอร์ขณะที่เธอทำงานอยู่กับ Flávia

 

แต่พอเราได้เห็นภาพสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มันก็เลยทำให้เรานึกถึง “หนังตัวอย่าง” ของ “คนกินเห้” ที่เราเคยเห็นในโรงหนังตอนเด็ก ๆ น่ะ คือเราไม่เคยดูหนังเรื่อง “คนกินเห้” นะ แต่ตอนนั้นเราเข้าโรงหนังไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วเห็นหนังตัวอย่างของ “คนกินเห้” ที่มันมีฉากสัตว์ป่ากินกันเองอย่างโหด ๆ มากมาย แล้วมันก็เลยฝังใจเราในวัยเด็กมาก ๆ และเราก็เลยไม่กล้าดูหนังแนวนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

ถ้าหากใครรู้ว่า Daniela ดูหนังเรื่องอะไรใน THE SECRET AGENT ก็ comment มาได้นะคะ

++++

 

9. THE BOY AND THE DOG (2025, Takahisa Zeze, Japan, 128min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้มีฉากที่ตัวละคร Miwa Sugai (Nanase Nishino) พูดคำว่า TADAIMA กับหมาของเธอ และก็มีฉากที่ Haruya (Shuntaro Yanagi) พูดคำว่า TADAIMA กับ Miwa

 

เราว่า THE BOY AND THE DOG คือ “ขั้วตรงข้าม” ของ AU HASARD BALTHAZAR (1966, Robert Bresson, A+30) เหมือนหนังเรื่องนี้ทำทุกอย่างที่หนังของ Robert Bresson ต่อต้าน 555555 แต่เราก็ชอบทั้งสองเรื่องนะ

 

จุดที่ชอบที่สุดก็คือการที่นางเอกเป็นกะหรี่ฆาตกร และพระเอกหล่อมากนี่แหละ หนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ my favorite romantic film ไปโดยปริยาย เสียดายที่ส่วนอื่น ๆ ของหนังดูล้น ๆ ไปหน่อย