Thursday, March 19, 2026

FAVORITE FILMS WITH UNLIKEABLE MALE PROTAGONISTS

 

ชอบไอเดียเสื้อยืดนี้มาก เสียดายไม่มี Emily Dickinson

++++

DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 235min) รอบ 21.00 น.วันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค. คนซื้อตั๋วไปครึ่งโรงแล้ว ทั้ง ๆ ที่หนังยาว 4 ชั่วโมง กว่าหนังจะจบก็ตีหนึ่ง อิสริยยศมาก ๆ

 

ฉันคงดูหนังรอบดึกแบบนี้ไม่ไหว เพราะนอกจากปัญหาเรื่องสุขภาพแล้ว มันยังมีปัญหาเรื่อง “การระบายคนดูจำนวนมากออกจากโรงภาพยนตร์ตอนห้างปิด” ด้วย ในกรณีที่โรงหนังอยู่ในห้าง เพราะหนังที่จบหลัง 4 ทุ่ม คนดูจะเดินทางออกจากห้างด้วย “บันไดเลื่อน” ไม่ได้ จำเป็นต้องไปออกันอยู่หน้าลิฟท์ แล้วนึกภาพคนดูจำนวนมากแก่งแย่งกันเข้าลิฟท์เพียงแค่ไม่กี่ตัวหลังหนังจบ มันน่าเบื่อมาก

 

เราว่าปัญหานี้เกิดหนักสุดที่ “พารากอน” ในช่วงวันศุกร์ เสาร์ เพราะพารากอน ฮอลล์ชั้น 5 ก็ชอบจัดงานที่เลิกราว ๆ 4 ทุ่ม แล้วคนจำนวนมากก็ลงบันไดเลื่อนไม่ได้หลัง 4 ทุ่ม ต้องมาแก่งแย่งกันใช้ลิฟท์ ทั้งคนที่มาร่วมงานในพารากอน ฮอลล์ชั้น 5 และคนที่ดูหนังชั้น 6

 

HOUSE SAMYAN ก็เกิดปัญหานี้เช่นกัน เพราะอีนังสามย่านมิตรทาวน์มันเปิดลิฟท์แค่ 2 ตัวหลังสี่ทุ่ม แทนที่จะเปิดให้ใช้ลิฟท์ได้ทั้ง 4 ตัว เพราะฉะนั้นถ้าหากหนังเรื่องไหนที่มี “คนดูจำนวนมาก” แล้วหนังเลิกหลัง 4 ทุ่มที่ HOUSE SAMYAN เราก็ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะเจอปัญหานี้แน่ ๆ แต่ถ้าหากเป็นหนังทั่ว ๆ ไปที่จำนวนคนดูมีแค่กระจึ๋งเดียว อันนี้จะเลิก 5 ทุ่มเที่ยงคืนก็ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งใช้ลิฟท์กัน

 

ส่วน TERMINAL 21 นี่น่าจะมีลิฟท์ให้ลงได้แค่ 3 ตัวนะ เราก็เลยไม่อยากไปดู DHURANDHAR THE REVENGE รอบดึก ๆ ที่นี่ เพราะหนังเลิกตีหนึ่ง แล้วไม่รู้ว่ากว่าจะได้ลงลิฟท์นี่ต้องรออีกนานกี่นาที พอออกจากห้างได้แล้วก็ต้องมาเรียกแกรบไบค์อีก เพราะรถไฟฟ้าปิดแล้ว กว่าเราจะได้นอนอย่างเร็วสุดก็คงเป็นตีสาม เจอผีออกมาหลอกตอนตีสามพอดี

 

แต่ถ้าหากเป็น “Major Cineplex” ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้แต่อย่างใด หนังเลิก 5 ทุ่มเที่ยงคืนเราก็เดินออกจากอาคารได้อย่างสบาย ๆ

+++

 

พอเต๋อเขียนแล้วก็นึกถึง HAPPY OLD YEAR (2019, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30) ขึ้นมาทันที เพราะนางเอกของ HAPPY OLD YEAR ก็ extremely unlikeable มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังกลุ่ม “พระเอกเหี้ยมาก” ที่เราชอบหนังอย่างสุดขีด

FAVORITE FILMS WITH UNLIKEABLE MALE PROTAGONISTS

 

พอเห็น Nawapol เขียนถึงหนังกลุ่ม unlikeable characters เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า เอาเฉพาะตัวละครนำชาย และเอาเฉพาะหนังที่ผุดขึ้นมาในหัวในทันทีในตอนนี้

 

เหมือนหนังหลายเรื่องในลิสท์นี้ไม่ได้มอง “ตัวละครพระเอกเหี้ย ๆ” ด้วย “สายตาแบบตัดสิน” นะ และหนังก็เปิดโอกาสให้เราได้สำรวจและใกล้ชิดกับ “ผู้ชายเหี้ย ๆ” ได้ในแบบที่เราไม่สามารถทำได้ และก็ไม่คิดอยากจะทำ ในชีวิตจริง

 

In alphabetical order of the film’s title

 

1. Paul (Lou Castel) in THE BIRTH OF LOVE (1993, Philippe Garrel, France)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด Paul สมัยหนุ่ม ๆ นั้นเป็นหนุ่มหัวขบถเอียงซ้าย นักปฏิวัติต่อสู้เพื่อปฏิรูปสังคม แต่พอเขาอายุ 50 กว่าปี เขาก็ทิ้งลูกชาย, ทิ้งเมียที่ตั้งครรภ์ และหันไปมั่วกับสาว ๆ อายุน้อย

 

2. Popaul (Jean Yanne) in THE BUTCHER (1970, Claude Chabrol, France)

 

หนังรักโรแมนติกเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่าเด็ก ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็น “ขั้นสุด” ของหนังกลุ่ม UNLIKEABLE MALE PROTAGONIST

 

3. William Douglas Street (Wendell B. Harris Jr.) in CHAMELEON STREET (1989, Wendell B. Harris Jr.)

 

หนังสร้างจากเรื่องจริงของ William Douglas Street ที่เรียนไม่จบโรงเรียนไฮสกูล เขาหางานทำไม่ได้ เขาก็เลยปลอมตัวเป็น “ศัลยแพทย์” ในโรงพยาบาล และทำการผ่าตัดคนไข้ไปหลายคน ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเรียนแพทย์ เขาสร้างความชิบหายให้ชีวิตคนหลายคนมาก

 

4. Mike (Michael Angelo Covino) in THE CLIMB (2019, Michael Angelo Covino)

 

5. Chad (Aaron Eckhart) in IN THE COMPANY OF MEN (1997, Neil LaBute)

 

6. Robert Harmon (John Cassavetes) in LOVE STREAMS (1984, John Cassavetes)

เรารู้สึกว่าสิ่งที่พระเอกทำกับลูกชายมันเหี้ยมาก ๆ

 

7. Marty Mauser (Timothée Chalamet) in MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie)

 

8. James Blaine Mooney (Josh O’Connor) in THE MASTERMIND (2025, Kelly Reichardt)

 

9. Hans Epp (Hans Herschmüller) in THE MERCHANT OF FOUR SEASONS (1972, Rainer Werner Fassbinder, West Germany)

ระดับ “ความไม่น่ารัก” ของตัวละครพระเอกคนนี้อาจจะไม่มากเท่าคนอื่น ๆ ในลิสท์ แต่เราก็อยากใส่เขาเข้ามาในลิสท์ด้วย เพราะว่า Fassbinder เก่งสุดขีดในการสร้างตัวละครพระเอกที่ “ไม่น่ารัก” แต่ทำให้เรารู้สึกเข้าใจความเป็นมนุษย์ในตัวเขาได้อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

10. Johnny (David Thewlis) in NAKED (1993, Mike Leigh, UK)

 

ไม่แปลกใจที่ NAKED ได้รางวัล Best Director + Best Actor จาก Cannes เราว่าตัวละคร Johnny นี้เหมือนเป็น “พ่อทางจิตวิญญาณ” ของตัวละครพระเอกหนังเรื่อง URCHIN ด้วย

 

11. Man-su (Lee Byung-hun) in NO OTHER CHOICE (2025, Park Chan-wook, South Korea)

 

12. Tom Ripley (Matt Damon) in THE TALENTED MR. RIPLEY (1999, Anthony Minghella)

 

13. Travis Bickle (Robert De Niro) in TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese)

 

14. Mike (Frank Dillane) in URCHIN (2025, Harris Dickinson, UK)

 

15. Jean (Jean Yanne) in WE WON’T GROW OLD TOGETHER (1972, Maurice Pialat, France)

 

แต่จริง ๆ แล้ว เราว่า “หนังฮอลลีวู้ดเกี่ยวกับทหารอเมริกันในสงครามตะวันออกกลาง” หลาย ๆ เรื่อง ก็อาจจะถือได้ว่า เป็นหนังที่ “พระเอกเหี้ยมาก” ได้เช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ผู้สร้างหนังในลิสท์ของเราข้างต้น รู้ตัวดีว่า พระเอกในหนังของเขามีนิสัยเหี้ยมาก แต่ผู้สร้างหนังเชิดชู “ทหารอเมริกัน” หลาย ๆ เรื่อง ไม่ได้รู้ตัวว่า พระเอกในหนังของตนเหี้ยขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่น AMERICAN SNIPER (2014, Clint Eastwood)

 

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้ว เราก็เลยชอบดูหนังที่มี “พระเอกเหี้ยมาก” เพราะหนังเหล่านี้มันเปิดโอกาสให้เราได้เข้าใกล้และศึกษาผู้ชายที่เราไม่อยากเข้าใกล้ในชีวิตจริง และเราก็ไม่มีปัญหากับหนังกลุ่มนี้แต่อย่างใด คือเราอาจจะไม่อินกับพระเอก แต่เราก็ enjoy กับหนังได้อย่างรุนแรงอยู่ดี ถ้าหากผู้สร้างหนังเก่งจริง

 

เรามีปัญหาแต่กับหนังที่เรามองว่า “พระเอกเหี้ยมาก” แต่ผู้สร้างหนังมองว่า พระเอกในหนังของตน “รักครอบครัว รักชาติ ทำความดี กอบกู้โลก อุทิศตนเพื่อคนอื่น ๆ เสียสละเพื่อส่วนรวม” อะไรแบบนั้นมากกว่า

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid04iSbyJqWHiryK6kGppPj91YTP3tpTJEADbUZ4qAFaffgsCGLG97421smoLod1aoQl

 

++++

 

QUADRUPLE BILL FILM WISH LIST

 

PILLION (2025, Harry Lighton, UK/Ireland)

+ O FANTASMA (2000, João Pedro Rodrigues, Portugal)

+ PUP สุนัขและเจ้านาย (2024, Sarawut Intaraprom, Thailand)

+ TOM OF FINLAND (2017, Dome Karukoski, Finland)

 

Spoilers alert for PILLION

--

--

--

--

--

1. ชอบ PILLION อย่างรุนแรงสุดขีด รวมถึงชอบตอนจบด้วย คือตอนจบพระเอกกับคู่ขาคนใหม่ “เดินเคียงคู่ไปด้วยกัน” มันก็เลยทำให้เรานึกถึงระนาบความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะถึงแม้ว่าพระเอกจะยังคงชอบรับบท submissive ทางเพศเหมือนเดิม แต่เขาก็ไม่ใช่ “ช้างเท้าหลัง” ในทางความสัมพันธ์อีก

 

คือชื่อหนัง PILLION และการนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ มันทำให้เรารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Colin (Harry Melling) กับ Ray (Alexander Skarsgård) มันเป็นความสัมพันธ์แบบช้างเท้าหน้ากับช้างเท้าหลังน่ะ Ray เป็นคนขี่มอไซค์ ส่วน Colin นั่งซ้อนข้างหลัง Colin ไม่สามารถควบคุมทิศทางและความเร็วของมอเตอร์ไซค์ได้ และสิ่งนี้มันก็สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Ray ด้วย เพราะ Ray เป็นคนกำหนดทุกอย่าง และ Colin ก็จำเป็นต้องทำตาม เพื่อแลกกับความสุขทางเพศที่เขาจะได้รับจาก Ray เป็นครั้งคราว

 

และสิ่งนี้มันก็ทำให้เรานึกถึง “ความสัมพันธ์รัก” ระหว่างชายหญิงหลาย ๆ คู่ ในแบบที่หนังเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะในความสัมพันธ์รักระหว่างชายหญิง, ชายชาย, หญิงหญิง อะไรก็ตามแต่นั้น มันมีทั้งคู่ที่ “เสมอภาค” กัน และคู่รักที่ “ฝ่ายหนึ่งเป็นช้างเท้าหน้า หรือเป็นคนคุมเกม หรือเป็นคนออกกฎ ส่วนอีกฝ่ายเป็นช้างเท้าหลัง” อย่างเช่น

 

1.1 ฝ่ายที่มีฐานะการเงินสูงกว่า จะเป็นช้างเท้าหน้า อย่างเช่น ฝ่ายที่เมียเป็นไฮโซ และได้ผัวหล่อ แต่ไม่รวยเท่าเมีย คู่รักแบบนี้บางทีเมียก็จะเป็น “คนคุมเกม” เพราะเงินและทรัพย์สมบัติอยู่กับเธอ

 

1.2 ฝ่ายที่ “หน้าตาดีกว่า” จะเป็นคนคุมเกม ในกรณีที่ทั้งคู่มีฐานะการเงินเท่ากัน ซึ่งก็รวมถึงในหนังเรื่อง PILLION

 

1.3 ในสังคมที่ระบบ patriachy ยังคงเข้มข้น ฝ่ายชายก็จะเป็นช้างเท้าหน้า

 

2. ด้วยเหตุนี้ เราก็เลยชอบฉากที่ Colin ได้เป็นฝ่าย “ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยตนเอง” ในช่วงหลังของเรื่อง เหมือนเขาเริ่มเขยิบสถานะตนเองขึ้นมา และเขาได้ลิ้มรสความสุขจากการได้เป็นผู้ควบคุมมอเตอร์ไซค์ด้วยตนเอง

 

และเราก็ชอบตอนจบด้วย ที่มันแสดงให้เห็นว่า Colin ได้ “เดินเคียงคู่” ไปกับคู่ขาคนใหม่ มันคือความเสมอภาคกัน เขาไม่ต้องเป็นช้างเท้าหลังอีก

 

3. อันนี้อาจจะเป็นความเห็นแบบ stereotype ทางสีผิว คือพอเราได้เห็นคู่ขาคนใหม่ของ Colin ในตอนจบ หัวเราก็คิดลามกโดยไม่ได้ตั้งใจขึ้นมาในทันทีว่า Colin เขามีรสนิยม “ชอบของใหญ่” หรือเปล่านะ 55555

 

4. ชอบ “ความพาฝัน” อย่างสุดขีดของ PILLION ด้วย เราว่ามัน “พาฝัน” ทั้งในส่วนของ

 

4.1 การได้ผัวหล่อ+ใหญ่

 

4.2 การมีครอบครัวที่เปิดรับเกย์

 

4.3 การจบแบบ happy ending ในระดับนึง

 

5. เราว่า “ความพาฝันอย่างสุดขีด” ของ PILLION มันช่วยให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างดี และเราว่ามันเหมาะฉายควบกับ PUP และ O FANTASMA มาก ๆ เพราะว่า PUP มันเป็น REALISM ส่วน O FANTASMA มันเป็น SURREALISM เพราะฉะนั้นถึงแม้หนังเกย์ทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีอะไรบางอย่างคล้ายกัน แต่โทนของหนัง 3 เรื่องนี้ก็แตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก

+++

 

เราเกิดมาในช่วงที่แองโกลายังคงเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส และเราเติบโตเป็นวัยรุ่นในช่วงที่แองโกลาเผชิญกับสงครามกลางเมืองอย่างรุนแรง (นึกถึงตัวละครผู้หญิงคนนั้นใน THE SECRET AGENT) และเราก็มีชีวิตอยู่มาจนถึงวันที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยต้องพึ่งพาน้ำมันจากประเทศแองโกลาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน นึกว่าชีวิตพลิกผัน ชะตากรรมพลิกผวน

 

 

No comments: