Showing posts with label TAIWAN. Show all posts
Showing posts with label TAIWAN. Show all posts

Tuesday, August 04, 2026

FILMS ABOUT RELATIONSHIPS BETWEEN TWO BOYS

 

YARD WORK IS HARD WORK (2008, Jodie Mack) น่าดูสุดขีด เพราะเราก็เติบโตมากับนิตยสารผู้หญิง ทั้งดิฉัน, สตรีสาร, ขวัญเรือน, ลลนา, เปรียว, แพรว, เธอกับฉัน, ทราย, ฯลฯ เสียดายที่เราไม่ได้เก็บนิตยสารพวกนี้เอาไว้เลย เพราะมันถูกปลวกกินไปหมด

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

10. THE END OF THE TRACK (1970, Mou Tun Fei, Taiwan)

 

ภาพยนตร์ไต้หวันที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต ก็คือหนังเรื่องนี้นี่แหละ แน่นอนว่านี่คือ one of my most favorite films of all time ดูแล้วซาบซึ้งประทับใจมาก ๆ หนังเรื่องนี้ก็เลยชนะหนังของ Edward Yang, Hou Hsiao-hsien, Tsai Ming-liang, King Hu, Lee Hsing, etc. และครองตำแหน่งหนังไต้หวันที่เราชอบมากที่สุดในชีวิตในตอนนี้

 

THE END OF THE TRACK สามารถฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่พูดถึงมิตรภาพระหว่างเด็กชายสองคนได้อย่างซาบซึ้ง อย่างเช่นเรื่อง

 

1. MUDDY RIVER (1981, Kohei Oguri, Japan)

 

2. CHILDHOOD DAYS (1990, Masahiro Shinoda, Japan)

 

3. BEAUTIFUL THING (1996, Hettie Macdonald, UK)

 

4. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1996, Naoki Nagao, Japan, 118min)

หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็น one of my most favorite films of all time เหมือนกัน

 

5. BLINDFOLDED (1999, Matti Ijäs, Finland)

 

6. DUCK SEASON (2004, Fernando Eimbcke, Mexico)

 

7. WHEN THE HEAVEN WATER FALLS DOWN UPON US ยามน้ำฟ้า ตกมาสู่เฮา (2017, Watjakorn Hankoon วัจน์กร หาญกุล, 30min)

 

8. CLOSE (2022, Lukas Dhont, Belgium)

 

9. I WANT TO BELIEVE (2023, Jittarin Wuthiphan, 30min)

 

10. MONSTER (2023, Hirokazu Koreeda, Japan)

 

11. YOUNG HEARTS (2024, Anthony Schatteman, Belgium)

+++

 

ชอบเขามาก ๆ ใน QUEER AS FOLK (1999-2000, UK, TV series, A+30) แต่ในละครเกย์เรื่องนั้นเราชอบ Craig Kelly มากที่สุด

+++

 

21. THE LAST SONG YOU LEFT BEHIND (2026, Takahiro Miki, Japan, A-)

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้พูดคำว่า TADAIMA ราว 3 ครั้ง

 

Friday, July 31, 2026

KING HU

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

7. THE PERSONALS (1998, Chen Kuo-fu, Taiwan, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 22 พ.ย. 1999 ที่โรงภาพยนตร์ในห้างเซ็นทรัลพระรามสาม ในเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นเทศกาลที่ดีมาก ๆ เทศกาลนี้จัดที่กรุงเทพในช่วงเดือนพ.ย. 1999 แล้วมันก็ไม่หวนคืนกลับมาจัดที่กรุงเทพอีกเลย เสียดายมาก ๆ

 

หนังเกือบทั้งเรื่องเป็นฉากนางเอกคุยกับผู้ชายคนต่าง ๆ ที่ตอบรับโฆษณาหาคู่ของเธอ โดยหลาย ๆ ฉากเป็นการโฟกัสไปที่ใบหน้าของนางเอก เพราะฉะนั้น Rene Liu นางเอกของหนังเรื่องนี้ก็เลยต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยการแสดงของเธอ และเธอก็ทำได้อย่างดีเยี่ยมสุด ๆ

 

เราได้ดูหนังที่กำกับโดย Chen Kuo-fu เพียงแค่ 2 เรื่องนะ ซึ่งอีกเรื่องนึงก็คือ THE MESSAGE (2009, Chen Kuo-fu, Gao Qunshu, China) ที่เราก็ชอบสุดขีดเช่นกัน แต่ยังมีหนังอีกหลายเรื่องของ Chen Kuo-fu ที่เรายังไม่ได้ดู อย่างเช่น DOUBLE VISION (2002), THE PEONY PAVILLION (1995), TREASURE ISLAND (1993), SCHOOL GIRL (1989) และ ADULT GAME (1986, Chen Kuo-fu, Hou Hsiao-hsien, Edward Yang)

+++

 

เพิ่งเห็นว่า GROK AI มันให้สร้างวิดีโอความยาว 6 วินาทีได้ เราก็เลยทดลองให้มันสร้างวิดีโอการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02qMtUpHnLJbVrxLacVo2RfRDY5A7naEL7WTLZtUau7APfChhpy5AwJNfH3yGHT6TBl

 

+++

 

PRESENT by Sho Shibuya

 

งานนี้ศิลปินให้เราเอากรอบรูปกระดาษไปตอกบัตร แล้วบัตรที่ตอกมันจะระบุ “เวลาปัจจุบัน” เอาไว้ ซึ่งตอนที่เราตอกก็คือ เวลา 13.27 น.ของวันที่ 30 ก.ค. 2026 แล้วเราก็เอากรอบรูปนั้นไปทาบกับท้องฟ้า เหมือนศิลปินจะบอกว่า ช่วงเวลาปัจจุบันขณะ (present) คือ “ของขวัญ” (present)

 

แต่เราเพิ่งเอามาทาบกับท้องฟ้าตอนเย็นนะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

8. RAINING IN THE MOUNTAIN (1979, King Hu, Taiwan, A+30)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ในวันที่ 23 พ.ย. 2011 เพราะตอนนั้นทางสถาบันมีการจัดงาน KING HU RETROSPECTIVE อย่างไม่เป็นทางการ

 

เราได้ดูหนังของ King Hu 6 เรื่องในงานนั้น ซี่งได้แก่

 

1. DRAGON INN (1967)

2. A TOUCH OF ZEN (1971)

3. THE FATE OF LEE KHAN (1973)

4. THE VALIANT ONES (1975)

5. RAINING IN THE MOUNTAIN (1979)

6. LEGEND OF THE MOUNTAIN (1979)

 

แล้วเราก็ได้ดูหนังของ King Hu อีก 3 เรื่องนอกเทศกาลนี้ ซึ่งก็คือ

 

7. COME DRINK WITH ME (1966)

เรื่องนี้เราน่าจะได้ดูที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในรายการคุยกับหนังของอ.ทรงยศ ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

8. THE WHEEL OF LIFE (1983, King Hu, Lee Hsing, Pai Ching-jui, Taiwan)

เรื่องนี้เราได้ดูออนไลน์

 

9. เดชคัมภีร์เทวดา ภาคแรก SWORDSMAN (1990, King Hu, Ching Siu-tung, Raymond Lee, Hong Kong/Taiwan)

เรื่องนี้เราได้ดูทางช่อง 7

 

ในบรรดาหนังของ King Hu ที่เราได้ดู เราชอบ THE FATE OF LEE KHAN มากที่สุดนะ แต่เราเข้าใจว่า THE FATE OF LEE KHAN มีความเป็นหนังฮ่องกงมากกว่าหนังไต้หวัน เราก็เลยไม่ได้เลือกมันมาใส่ในลิสท์หนังไต้หวันที่เราชื่นชอบ

+++

 

จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ละครเรื่อง “ทายาทอสูร” เวอร์ชั่น ชไมพร จตุรภุช ออกอากาศทางช่อง 5

 

 

แล้วพอเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านไป เรากับเพื่อน ๆ ก็ได้ออกไปดูหนังเรื่อง JFK (1991, Oliver Stone, 189min, A+30) ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ในห้างมาบุญครอง

Wednesday, July 29, 2026

YOURS & MINE

 

Lan Hongchun ผู้กำกับ DEAR YOU เคยกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยนะ BACK TO LOVE (2022) ซึ่งเพิ่งมาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว (แต่เราไม่ได้ไปดู เพราะมันชนกับเทศกาลหนังสารคดีไต้หวันในปี 2025)

+++

 

นึกว่าหนึ่งในวิธีการฝึกวิทยายุทธใน THE 36TH CHAMBER OF SHAOLIN (1978, Liu Chia-liang, Hong Kong, A+30)

https://web.facebook.com/reel/1385462740163030?locale=th_TH

 

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

6. YOURS & MINE (1997, Wang Shaudi, Taiwan, 114min)

 

เรายังคงจำความรู้สึกตื่นเต้นและเป็นสุขตอนดูหนังเรื่องนี้ได้ดี ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากตัวหนัง คือเราก็ชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่เรารู้สึกตื่นเต้นและเป็นสุขมาก ๆ ตอนที่เราได้เดินเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียมในปี 1998 เพราะว่าหนังเรื่องนี้คือหนังเรื่องแรกสุดในชีวิตที่เราได้ดูใน BANGKOK FILM FESTIVAL

 

คือก่อนหน้านั้นเราไม่เคยได้ดูหนังใน international film festival ขนาดใหญ่มาก่อนน่ะ ก่อนหน้านั้นเราเคยได้ดูหนังใน film festival มาบ้างแล้ว แต่มันก็เป็น film festival เฉพาะประเทศหรือทวีป อย่างเช่น British Film Festival ที่ฉายงาน retrospective ของ Peter Greenaway, EU Film Festival ที่ศาลาเฉลิมกรุง, Spanish Film Festival ที่ศาลาเฉลิมกรุง, Korean Film Festival ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี,  Mexican Film Festival ที่โรงภาพยนตร์วอชิงตัน, New Zealand Film Festival ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ และก็เทศกาลของไทย อย่างเช่น เทศกาลหนังสั้น และเทศกาลหนังนักเรียน

 

International Film Festival ที่เราเคยดูก่อนหน้านั้นก็น่าจะมีแค่เพียง Bangkok International Art Film Festival หรือเทศกาลหนังทดลองในปี 1997 ซึ่งเป็นเทศกาลที่ดีงามที่สุด แต่มันก็มีแต่หนังสั้น

 

เพราะฉะนั้น Bangkok Film Festival ที่จัดโดย Brian Bennett ในปี 1998 ก็เลยถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของเราที่ได้ดูหนังใน international film festival ขนาดใหญ่จริง ๆ และมันก็ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตมาก ๆ การได้ดูหนังในเทศกาลแบบนี้มันคือหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในแต่ละปีของจริง

 

และในปี 1998 นั้น เราก็ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตด้วย เราไม่มีทั้งอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ เราแทบไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับหนังที่เราจะเข้าไปดู ไม่รู้ว่าผู้กำกับเป็นใครมาจากไหน เราอาจจะรู้แค่ synopsis เพียงย่อหน้าเดียว เราก็เลยเข้าไปดูหนังแต่ละเรื่องใน Bangkok Film Festival ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ เพราะหนังทุกเรื่องในเทศกาลนี้คือการเสี่ยงดวงสำหรับเรา

 

และเราก็พบว่าเรามีความสุขสุดขีดกับเทศกาลนี้ และหนังเรื่อง YOURS & MINE นี่แหละคือหนังเรื่องแรกที่เราได้ดูในเทศกาลภาพยนตร์นี้

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในวันนั้นในปี 1998 เราได้ดูหนัง 4 เรื่องติดกันใน Bangkok Film Festival ที่ห้างเอ็มโพเรียม ซึ่งได้แก่หนังเรื่อง

 

1. YOURS & MINE

 

2. RIZAL IN DAPITAN (1997, Tikoy Aguiluz, Philippines)

 

3. A PETAL (1996, Jang Sun-woo, South Korea)

 

4. 12 STOREYS (1997, Eric Khoo, Singapore)

+++

 

กรี๊ดดดด เราก็ชอบ THE MATCH FACTORY GIRL มากที่สุดเช่นกัน ดีใจสุดขีดที่มีคนใจตรงกัน

  

Tuesday, July 28, 2026

FILMS SEEN IN THE TAIWANESE DOCUMENTARY FILM FESTIVAL 2026

 

สถานทูตจีนในกรุงเทพควรนำหนังเรื่อง THE BIG PARADE (1985, Chen Kaige, 94min) กับ THE BLACK CANNON INCIDENT (1985, Huang Jianxin, 96min) มาจัดฉายตามโรงหนังไมโครซีเนม่าในไทย

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

5. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยหลินชิงเสีย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะละครเวที 2 คณะที่มาซ้อมละครเวทีในโรงละครเดียวกัน แต่ในระหว่างที่การซ้อมละครเวทีสองเรื่องดำเนินไป โลกในละครเวทีสองเรื่องนี้ก็เหมือนค่อย ๆ เลือนเข้าหากันอย่างพิศวงมาก ๆ และระนาบความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้ก็เลยเกิดความพิศวงตามไปด้วย

 

หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังแนวที่ “เบลอเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับความเป็นจริงนอกละครเวที” กลุ่มนี้มาก ๆ

 

1. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

2. LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon, France)

 

3. VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle, UK/USA)

 

4. THE BABY OF MÂCON (1993, Peter Greenaway, Netherlands)

 

5. ALL THAT JAZZ (1979, Bob Fosse, USA)

+++

 

หนังที่เราได้ดูในเทศกาล TAIWAN DOCUMENTARY & FILM FESTIVAL IN THAILAND 2026

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

2. AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, Taiwan, documentary, 22min, A+30)

เศร้าใจมาก ๆ ที่หนังมากมายถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มหนังที่ดีงามมาก ๆ ด้วย

 

3. LA PALOMA (2026, Lu Yuan-chi, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบมากที่หนังสืบสาวราวเรื่องไปถึงโปแลนด์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

4. BACK HOME (2025, Tsai Ming-liang, Taiwan/Laos, documentary, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับ Chantal Akerman

 

5. A LONG WAY HOME (2025, Wu Nien-hua, Taiwan, documentary, A+30)

นึกว่าเป็น “เหรียญอีกด้าน” ของหนังเรื่อง A MISSING PART (2024, Guillaume Senez, France/Japan, A+30) เพียงแต่ว่า A LONG WAY HOME เล่าจากมุมมองของลูกสาว ส่วน A MISSING PART เล่าจากมุมมองของพ่อ

 

6. GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

อยากได้สี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมตอนเราเป็นสาวแรกรุ่นเราไม่เคยเจอสี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์แบบนี้บ้างนะ

 

Moment ที่แม่นางเอกกับเพื่อนแม่นางเอก พูดบ่นเสียดายที่ “ลูกค้าร้านตัดผมที่เอาแตงโมมาฝาก” เป็นผู้ชายที่แต่งงานมีเมียแล้ว ทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรงเวลาที่เราอ่านนิยายของทมยันตี โดยเฉพาะนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” เพราะนิยายของทมยันตีหลาย ๆ เรื่องพูดถึง “ผู้หญิงที่เลือกสามีผิด” แล้วได้สามีเป็นคนเลว แล้วตัวละครก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกผู้ชายดี ๆ หรือเสียดายที่ “ผู้ชายดี ๆ” ที่เคยมาชอบเธอ ไม่กล้าบอกรักเธอตรง ๆ ในตอนนั้น เธอก็เลยเลือกผู้ชายเลว ๆ ที่กล้าสารภาพรักตรง ๆ มาเป็นผัว แล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจในภายหลังไปจนตลอดชีวิต

 

7. THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek-huat, Taiwan, about Malaysia, A+30)

ชอบหนัง documentary มากกว่าหนัง fiction ของ Lau Kek-huat

 

เราชอบ THE WAVES WILL CARRY US มาก ๆ นะ แต่จะแอบรู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในมาเลเซียน่ะ คนจีนที่ประนีประนอม, คนจีนที่ลุกขึ้นสู้, คนจีนที่หาทางเอาตัวรอด, etc. เพราะฉะนั้นตัวละครแต่ละตัวก็เลยเหมือนถูกสร้างมาเพื่อสื่อประเด็นของหนัง มันก็เลยทำให้พลังในหนัง fiction ของ Lau Kek-huat มันไม่รุนแรงเท่ากับหนังสารคดีของเขาในความรู้สึกของเรา

 

8. THE SPARKLE IN OUR LIVES (2023, Yu Wei-jing, Taiwan, documentary, 20min, A+30)

ชอบน้องชายของผู้กำกับ 55555

 

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, Thailand, documentary) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวคนธรรมดาที่อบอุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

 

9. PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับภาพยนตร์ของ Saroot Supasuthivech

 

10. SPI (2025, Sayan Simung, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบน้องเขยของผู้กำกับ 55555 แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า น้องเขยของผู้กำกับมาจากเผ่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นคนละเผ่ากับตัวผู้กำกับ

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราเลยไปค้นดูว่า Laha Mebow มาจากเผ่าเดียวกันกับ Sayan Simung หรือเปล่า ซึ่งก็ปรากฏว่า Laha Mebow ก็มาจากเผ่า Tayal เหมือนกัน โดย Laha Mebow เคยกำกับหนังเรื่อง HANG IN THERE, KIDS! (2016) กับ 32 KM – 60 YEARS (2018) ที่เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

11. WE LIVE UNDERGROUND (2023, Xiao Yu-ru, Taiwan, documentary, 26min, A+30)

อิจฉาประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี ๆ แบบนี้

 

12. WHERE THE SEA BREEZE BLOWS (2024, Chen Shao-chun, Taiwan, documentary, 37min, A+30)

เหมือนเป็นคู่แฝดคนละฝาของ  A LONG WAY HOME เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง mental violence ภายในครอบครัวผู้กำกับเหมือนกัน และมี “ปริศนาที่ไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน” ภายในครอบครัวของตัวผู้กำกับเหมือน ๆ กัน

 

ในแง่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถฉายควบกับ DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 8min) ได้ เพราะหนังทั้งสองเรื่องจับเอา “บรรยากาศ” ของเรือเฟอร์รี่ออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

13. WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดู ที่พูดถึงชนเผ่า Tohono O’odham ในสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วน PUSHING HANDS, THE WEDDING BANQUET, EAT DRINK MAN WOMAN, “KUEI-MEI, A WOMAN” เราเคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

สรุปว่าชอบหนังทั้ง 13 เรื่องที่เราได้ดูในเทศกาลหนังไต้หวันในปีนี้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

RIP KEIGO HIGASHINO (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ ซึ่งก็คือ

 

1. LAPLACE’S WITCH (2018, Takashi Miike, Japan)

 

2. MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuji Suzuki, Japan)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง THE CRIMES THAT BIND (2018, Katsuo Fukuzawa) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่นในกรุงเทพด้วย แต่วันนั้นเราป่วยเป็นจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ และเราก็เลยยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เราเคยเขียนถึง MASQUERADE HOTEL ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10222334950185982&set=a.10222283837628200

+++

 

โรงงาน TSMC ARIZONA นี่มันโรงงานที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพใช่ไหมคะ

+++

 

ฉากฝนตกในความทรงจำ ก็คือ TILL I KNOW กว่าจะรู้เดียงสา (1987, Chana Kraprayoon) เพราะการที่ฝนตกช่วยเปิดโอกาสให้นางเอกสามารถจับสุริยา เยาวสังข์มาทำผัว (ภาพประกอบในคอมเมนท์)

 

เออ ใช่ หนังเรื่อง RAIN (2001, Christine Jeffs, New Zealand) ก็เหมือนไม่มีฝนตกในหนังเหมือนกัน 55555

+++

 

VIETNAM MEDIA SHOW AT GOETHE PROGRAM

Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025)
  • Le-Bac-Tan: Fierce Childhood (2018)
  • Nguyễn Duy Anh & Trần Uy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019)
  • Huytengmeng: Cardio (2018)
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026)

 

+++

 

งดงามที่สุด เราเคยดู THE FEATHER FAIRY ในโรงภาพยนตร์ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังอียูในกรุงเทพเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน จำได้ว่าฉากบอลลูนติดตามาก ๆ

 

เราจำหนังเรื่องนี้ได้ดี เพราะว่าปกติแล้วเทศกาลหนังอียูมักจะฉายแต่หนังใหม่ ๆ คือประเทศส่วนใหญ่จะเลือกหนังค่อนข้างใหม่ของชาติตนเองมาฉายประชันกันในเทศกาลนี้ แต่มีสโลวาเกียนี่แหละที่เลือกหนังเก่ามาฉายในปีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสโลวาเกียเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1993 และหนังภาษาสโลวักมันมีจำนวนไม่มากนักหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน

Sunday, July 26, 2026

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written by Grok AI)

 

ฉันรักเขา Spencer Oliver นักมวยในภาพยนตร์เรื่อง NOBLE ART (2003, Pascal Deux, France, documentary, A+30)

 

ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

3. OUR NEIGHBOR (1963, Li Hsing, Taiwan)

 

หนึ่งในหนังกลุ่ม healthy realism ของไต้หวันที่ดีงามมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจากหนังกลุ่ม Neorealist ของอิตาลีด้วย

 

เหมาะฉายควบกับ FOLKS UPSTAIRS (1926, Gerhard Lamprecht, Germany, 119min) มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน” เหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องมีความ humanist มาก ๆ เหมือนกัน

+++

 

RIP CHUCK RUSSELL (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับเพียงแค่ 6 เรื่อง โดยหนังของเขาที่เราเคยดูก็มีเรื่อง

 

1. A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS (1987)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก Patricia Arquette, Laurence Fishburne และ Jennifer Rubin ร่วมแสดงในภาคนี้ด้วยนะ

 

เราชอบตัวละครของ Jennifer Rubin ในภาคนี้มาก ๆ เหมือนเธอมีวิทยายุทธ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ดูแล้วนึกถึงตัวละคร “สาววิทยายุทธ” ใน HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

2. THE BLOB (1988)

 

3. THE MASK (1994)

 

4. ERASER (1996)

 

5. THE SCORPION KING (2002)

 

6. JUNGLEE (2019, India, A+25)

 

สรุปว่า เราชอบ  A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS มากที่สุดในบรรดา 6 เรื่องนี้ ส่วน JUNGLEE เราก็ชอบมาก ในขณะที่ THE BLOB กับ ERASER นั้น จัดอยู่ในระดับพอดูได้ ส่วนหนังเรื่อง THE MASK กับ THE SCORPION KING นี่จัดอยู่ในกลุ่มหนังที่เราเกลียด

 

ภาพจาก A NIGHTMARE ON ELM STREET 3: DREAM WARRIORS และ JUNGLEE

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30)

GIRL (2002, Dorothée Van Den Berghe, Belgium, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง GIRL มาแล้ว 3 เรื่อง ทั้งของไต้หวัน, เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าเราชอบสุดขีดทั้ง 3 เรื่องเลย ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราว่าทั้งสามเรื่องมีการกำกับที่ดีมาก ๆ และเหมือนทั้ง 3 เรื่องมันดีงามมาก ๆ ในแบบที่แตกต่างกันไป

 

2. GIRL (2018, Lukas Dhont, Netherlands, A+30) อาจจะโดดเด่นมากที่สุดในบรรดา 3 เรื่องนี้ เพราะมันเล่าเรื่องของกะเทยสาวแสนสวย ปัญหาเรื่อง gender ของเธอทำให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้อินกับหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะเราว่าตัวละครของเธอเรียบร้อยเกินไปจนเราแอบรำคาญตรงจุดนี้ 555

 

3. GIRL ของ Shu Qi ก็ดีงามมาก ๆ ชอบที่มันเหมือนเล่าชีวิตคนจริง ๆ ที่ต้องรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยไม่ต้องมีบทเรียนอะไรชัดเจน คือเรารู้สึกว่าตัวละครต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ exist เพราะมันเหมือนเป็นคนจริง ๆ ที่ดำรงอยู่เพื่อชีวิตของตัวมันเองน่ะ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า มัน exist เพียงเพื่อเป็น function ทางบทภาพยนตร์และนำไปสู่บทสรุปอะไรบางอย่าง

 

3. GIRL ของเบลเยียมก็ดีงามสุดขีด จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือมันเล่าทั้งเรื่องราวชีวิตของเด็กสาว, แม่ และยาย แต่ตัวแม่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เผชิญปัญหาชีวิตรุนแรงมากเท่ากับแม่ใน GIRL ของซูฉี

 

จุดนึงที่เราชอบใน GIRL ของเบลเยียมมาก ๆ ก็คือเด็กสาวนางเอกของหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สวย หนุ่ม ๆ ไม่มาสนใจเธอ เหมือนเธอคง want หนุ่ม ๆ แต่หนุ่ม ๆ ไม่ยอมเอาเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

เราก็เลยอินกับ GIRL ของเบลเยียมอย่างรุนแรงที่สุดตรงจุดนี้ เพราะว่าตัวละครนางเอกใน GIRL ของ Shu Qi และ GIRL ของ Lukas Dhont ก็ยังคงดูเหมือนได้รับความสนใจจากหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง ซึ่งเรามักจะไม่อินกับตัวละคร “สาวสวย” อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น GIRL ของเบลเยียมก็เลยมีจุดแข็งเหนือหนังเรื่องอื่น ๆ ตรงจุดนี้

 

4. ส่วนของไทยก็มีหนังเรื่อง “เด็กสาว” (2013, ฟ้า พูลวรลักษณ์) นะ แต่หนังเรื่องนี้ใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า BLOOM ซึ่งตัวเราก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่เราเคยซื้อดีวีดีหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้

++++

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid035vBvfhoNVRKiNmAMDU2rChbkWq2zi8vxE77BNbX12Zs4oE5jYw8TtVzhJUeQf8nPl

 

In a world where the divine realms of ancient India and Greece bleed into each other through a cosmic rift opened by rival gods (Vishnu and Zeus, each seeking to humble the other’s pantheon), two legendary abductions cross paths and ignite an epic war that spans oceans, empires, and destinies.

 

Act I: The Crossed Thefts

 

Paris of Troy, guided by Aphrodite’s promise of the world’s most beautiful woman, sails not to Sparta but through the rift to the forests of Panchavati. There he finds Sita, wife of the exiled prince Rama. Enchanted by her grace and convinced she is the true prize Aphrodite intended, Paris abducts her and returns to Troy, believing he has claimed an Eastern goddess.

 

At the same moment, Ravana of Lanka, seeking a consort worthy of his ten heads and vast power, learns of Helen of Sparta through the same rift. Viewing her as a living embodiment of desire greater even than Sita, Ravana descends upon Sparta in his Pushpaka Vimana, defeats Menelaus’s guards in a whirlwind of sorcery and strength, and carries Helen away to Lanka.

 

When Rama discovers Sita missing, he finds only Paris’s Trojan arrow and a scrap of Greek fabric. Across the seas, Menelaus learns Helen has been taken not by a Trojan prince but by a multi-headed rakshasa king. Both wronged husbands swear vengeance—but against the wrong civilizations.

 

Act II: Alliances of Fury

 

Rama, Lakshmana, and Hanuman gather the vanara army, yet their path leads not to Lanka but across the rift to the shores of Asia Minor. Meanwhile, Agamemnon assembles the Greek fleet—Achilles, Odysseus, Ajax, and the rest—not for Troy, but for the golden island of Lanka.

 

The two armies collide in confusion on neutral ground. Rama and Achilles nearly come to blows before realizing their true enemies have stolen each other’s queens. A fragile alliance forms: the disciplined dharma of Rama’s forces joins the fierce glory-seeking of the Greeks. Hanuman and Odysseus become unlikely strategists; Lakshmana and Patroclus spar as brothers-in-arms; Bhima’s raw power finds its match in Ajax.

 

In Lanka, Helen refuses to yield to Ravana, matching his intellect with Spartan steel and quiet defiance. In Troy, Sita maintains her purity and dignity, her unwavering devotion to Rama unsettling even the Trojan court. Paris grows increasingly desperate as he realizes Sita will never accept him; Ravana grows obsessed, seeing in Helen a prize that might finally silence the curse hanging over his line.

 

The gods intervene and interfere. Indra and Athena trade barbs and favors. Surpanakha and Cassandra exchange prophecies of doom. The rift widens, threatening to merge the worlds permanently.

 

Act III: Twin Sieges

 

The allied armies split. Rama, Achilles, and a mixed force of vanaras and Myrmidons lay siege to Troy to free Sita. Simultaneously, Agamemnon, Lakshmana, Odysseus, and Hanuman assault Lanka to reclaim Helen.

 

In Troy, the wooden-horse stratagem is reborn as a giant mechanical vanara engineered by Nala and Odysseus. Paris falls in single combat not to Menelaus, but to Rama, who grants him a warrior’s death after hearing his misguided passion. Sita is rescued, her trial by fire witnessed by both Greek and Indian gods.

 

In Lanka, the battle rages across bridges of floating stone and flaming arrows. Ravana’s brothers fall one by one. The final duel pits Ravana against a combined front: Achilles’ speed and spear against Ravana’s many arms, while Hanuman and Odysseus dismantle the city’s defenses from within. Helen herself turns the tide by freeing imprisoned Greek and vanara captives, proving she is no passive prize.

 

Ravana is defeated, but not before he curses the alliance: the two worlds will never fully separate again. Helen is restored to Menelaus, yet she carries knowledge of Lanka’s libraries that will reshape Greek thought. Sita returns to Rama, her ordeal having forged an unbreakable bond between the two cultures.

 

Epilogue

 

The rift slowly closes, but not before merchants, poets, and warriors carry stories both ways. The Ramayana gains verses of Trojan courage; the Iliad remembers a monkey-god who leapt the walls of Troy. Rama and Helen exchange a single, respectful glance across the battlefield of the gods—two figures who were never meant to meet, yet whose abductions rewrote both epics.

 

The novel explores dharma versus kleos (glory), the agency of the “stolen” women, the cost of divine games, and the strange kinship between honor-bound warriors from distant lands. It is a tale of crossed destinies, where the greatest kidnappings in myth collide—and force two ages of heroes to become one.

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY (written and illustrated by Grok AI)

 

ยอมรับเลยว่า Grok AI ทำให้กูเสพติดจริง ๆ คือจนถึงตอนนี้เรายังไม่มีเวลาไปดูหนังเรื่อง THE ODYSSEUS ของ Christopher Nolan แต่พอดีวันนี้เรามีเวลาว่างนิดนึง เราเลยทดลองให้ Grok AI แต่งพล็อตเรื่อง HELEN OF LANKA, SITA OF TROY และนี่คือผลงานการแต่งของ Grok AI โดยภาพประกอบก็วาดโดย Grok AI

 

สิ่งที่แอบฮาคือมีตัวละคร ภีมะ จาก มหาภารตะ โผล่เข้ามาในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้อีนัง Grok AI ใส่เข้ามาได้ยังไง 55555

 

HELEN OF LANKA, SITA OF TROY

 

ในโลกที่อาณาจักรเทพเจ้าแห่งอินเดียโบราณและกรีกโบราณเชื่อมต่อกันผ่านรอยแยกจักรวาล ที่เกิดจากเทพเจ้าคู่แข่ง (พระวิษณุและซุส) พยายามลดทอนอำนาจของฝ่ายตรงข้าม การลักพาตัวในตำนานสองเรื่องจึงพัวพันกัน และจุดชนวนสงครามมหากาพย์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเล อาณาจักร และชะตากรรม

 

ภาคที่ 1: การลักพาที่ไขว้กัน

 

ปารีสแห่งทรอย ได้รับคำสัญญาจากอะโฟรไดท์ว่าจะได้หญิงงามที่สุดในโลก เขาจึงแล่นเรือไม่ใช่ไปสปาร์ตา แต่ผ่านรอยแยกไปยังป่าปัญจวัฏติ ที่นั่นเขาพบนางสีดา ภรรยาของเจ้าชายรามผู้ถูกเนรเทศ หลงใหลในความสง่างามของนางและเชื่อว่านางคือรางวัลที่แท้จริงที่อะโฟรไดท์ตั้งใจให้ ปารีสจึงลักพานางสีดากลับไปทรอย โดยคิดว่าตนได้ครอบครองเทพีจากตะวันออก

 

ในเวลาเดียวกัน ทศกัณฐ์ราวณะแห่งลงกา ผู้แสวงหาชายาที่คู่ควรกับสิบเศียรและอำนาจอันมหาศาล ได้รับรู้เรื่องเฮเลนแห่งสปาร์ตาผ่านรอยแยกเดียวกัน มองนางเป็นตัวตนแห่งความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่าแม้แต่สีดา ทศกัณฐ์ราวณะจึงลงมาที่สปาร์ตาด้วยยานบุษบก เอาชนะทหารองครักษ์ของเมเนเลอัสด้วยเวทมนตร์และพละกำลัง แล้วพาเฮเลนกลับไปลงกา

 

เมื่อรามค้นพบว่าสีดาหายไป เขาพบเพียงลูกธนูของชาวทรอยและเศษผ้ากรีก ในขณะที่เมเนเลอัสทราบว่าเฮเลนถูกพาตัวไปไม่ใช่โดยเจ้าชายทรอย แต่โดยราชาอสูรสิบเศียร สามีทั้งสองที่ถูกกระทำผิดสาบานว่าจะแก้แค้น—แต่กลับมุ่งไปยังอารยธรรมที่ผิดฝั่ง

 

ภาคที่ 2: พันธมิตรแห่งความโกรธแค้น

 

ราม ลักษมณ และหนุมานรวบรวมกองทัพวานร แต่เส้นทางของพวกเขาไม่ได้มุ่งไปลงกา หากแต่ข้ามรอยแยกไปยังชายฝั่งเอเชียไมเนอร์ ในขณะเดียวกัน อะกาเมมนอนรวบรวมกองเรือกรีก—อะคิลลีส โอดิสซีอุส อาแจ็กซ์ และคนอื่นๆ—ไม่ใช่เพื่อทรอย แต่เพื่อเกาะทองคำแห่งลงกา

 

กองทัพทั้งสองปะทะกันอย่างสับสนบนดินแดนที่เป็นกลาง รามกับอะคิลลีสเกือบจะฆ่ากันก่อนจะตระหนักว่าศัตรูตัวจริงได้ขโมยราชินีของกันและกัน พันธมิตรที่เปราะบางจึงก่อตัวขึ้น: ธรรมะอันเคร่งครัดของกองทัพรามผสานกับจิตวิญญาณแห่งเกียรติยศของชาวกรีก หนุมานกับโอดิสซีอุสกลายเป็นนักวางแผนที่ไม่น่าเป็นไปได้ ลักษมณกับพาโทรคลัสฝึกฝนราวกับพี่น้อง ภีมะกับอาแจ็กซ์พบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

 

ในลงกา เฮเลนไม่ยอมจำนนต่อทศกัณฐ์ราวณะ เธอใช้สติปัญญาแบบสปาร์ตาและความท้าทายอันเงียบสงบต่อสู้กับเขา ในทรอย สีดารักษาความบริสุทธิ์และศักดิ์ศรี ความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อรามทำให้แม้แต่ราชสำนักทรอยต้องสั่นสะท้าน ปารีสยิ่งสิ้นหวังเมื่อตระหนักว่าสีดาจะไม่มีวันยอมรับเขา ทศกัณฐ์ราวณะยิ่งหมกมุ่น มองเฮเลนเป็นรางวัลที่อาจทำให้คำสาปในสายเลือดของเขาเงียบสงบลงได้ในที่สุด

 

เทพเจ้าทั้งสองฝ่ายเข้าแทรกแซงและแทรกซ้อน อินทร์กับอะธีนาแลกเปลี่ยนคำเสียดสีและพรสุรปนักขากับแคสแซนดราแลกเปลี่ยนคำทำนายแห่งหายนะ รอยแยกขยายตัวกว้างขึ้น คุกคามที่จะรวมโลกทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

ภาคที่ 3: การล้อมเมืองคู่ขนาน

 

กองทัพพันธมิตรแบ่งกำลัง ราม อะคิลลีส และกองกำลังผสมวานรกับเมอร์มิดอนล้อมทรอยเพื่อปลดปล่อยสีดา ในเวลาเดียวกัน อะกาเมมนอน ลักษมณ โอดิสซีอุส และหนุมานบุกโจมตีลงกาเพื่อทวงคืนเฮเลน

 

ในทรอย กลยุทธ์ม้าไม้ถูกสร้างใหม่เป็นวานรกลขนาดมหึมา ที่นละและโอดิสซีอุสร่วมกันออกแบบ ปารีสล้มลงในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ใช่กับเมเนเลอัส แต่กับราม ผู้มอบความตายอย่างนักรบให้หลังจากได้ยินความหลงใหลที่ผิดพลาดของเขา สีดาได้รับการช่วยเหลือ การพิสูจน์ด้วยไฟของนางถูกเทพเจ้าทั้งกรีกและอินเดียเป็นพยาน

 

ในลงกา การรบดุเดือดบนสะพานหินลอยและลูกศรเพลิง พี่น้องของทศกัณฐ์ราวณะล้มลงทีละคน การดวลครั้งสุดท้ายนำทศกัณฐ์ราวณะเผชิญหน้ากับแนวร่วม: ความเร็วและหอกของอะคิลลีสปะทะกับแขนมากมายของทศกัณฐ์ราวณะ ขณะที่หนุมานและโอดิสซีอุสถอดระบบป้องกันเมืองจากภายใน เฮเลนเองเป็นผู้พลิกสถานการณ์ด้วยการปลดปล่อยเชลยชาวกรีกและวานร พิสูจน์ว่านางไม่ใช่เพียงรางวัลที่ไร้ซึ่งอำนาจ

 

ทศกัณฐ์ราวณะพ่ายแพ้ แต่ก่อนตายเขาสาปแช่งพันธมิตร: โลกทั้งสองจะไม่มีวันแยกจากกันอย่างสมบูรณ์อีกต่อไป เฮเลนกลับคืนสู่เมเนเลอัส แต่เธอพกพาความรู้จากห้องสมุดแห่งลงกาที่จะหล่อหลอมความคิดของกรีก สีดากลับคืนสู่ราม ผ่านการทดสอบที่หลอมรวมสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม

 

บทส่งท้าย

รอยแยกค่อยๆ ปิดลง แต่ไม่ทันที่พ่อค้า กวี และนักรบจะนำเรื่องราวไปทั้งสองฝ่าย รามายณะได้รับบทกวีแห่งความกล้าหาญของชาวทรอย อีเลียดจดจำเทพวานรที่กระโดดข้ามกำแพงทรอย รามกับเฮเลนแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพเพียงครั้งเดียวข้ามสนามรบของเทพเจ้า—สองตัวละครที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้พบกัน แต่การลักพาตัวของพวกเขาได้เขียนตำนานทั้งสองใหม่

 

นวนิยายเรื่องนี้สำรวจธรรมะกับเคลออส (เกียรติยศ) อำนาจการตัดสินใจของผู้หญิงที่ “ถูกลักพา” ราคาของการละเล่นของเทพเจ้า และมิตรภาพอันประหลาดระหว่างนักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติจากดินแดนห่างไกล มันคือเรื่องราวของชะตากรรมที่ไขว้กัน ที่ซึ่งการลักพาตัวยิ่งใหญ่ที่สุดในตำนานได้ปะทะกัน—และบังคับให้นักรบสองยุคกลายเป็นหนึ่งเดียว

+++

 

วันนี้เราไปดูนิทรรศการ FORGETTING SADNESS TELLING STORIES (ลืม เส้า เล่า เรื่อง) ของ MaMa Gold ที่ Art4C เราประทับใจกับประวัติชีวิตของ MaMa Gold มาก ๆ เราก็เลยต้องถ่ายรูปแผ่นป้ายที่เล่าประวัติของศิลปินเก็บไว้ด้วย

+++

 

เพิ่งได้อ่านคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับ “subculture of Thais who champion paper and drawing” ดีใจมากที่เขาพูดถึงต้นกำเนิดของนิตยสาร BIOSCOPE ในรูปแบบของ “หนังสือทำมือ” ด้วย

 

ส่วนตัวเรานั้นก็นิยมอ่านหนังสือต่าง ๆ ที่ทำจากกระดาษอยู่นะ ไม่ใช่เพราะว่าเราชอบกระดาษเป็นพิเศษหรืออะไร แต่เป็นเพราะว่าเราเป็นคนยุคเก่า เราอายุ 53 ปีแล้ว เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยเป็น เราก็เลยยังคงเคยชินกับการฟัง tape cassette, จดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ลงกระดาษสมุด และอ่านหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษอยู่ เหมือนตัวเราส่วนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่ในทศวรรษ 1980 55555

 

 

Wednesday, March 18, 2026

MARTY SUPREME VS. QUEEN VETEHI

 

อ่านที่ Nawapol เขียนแล้วนึกถึงตอนเราอยู่มัธยมในช่วงทศวรรษ 1980  ในยุคนั้น “หนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์” หลาย ๆ เรื่องเป็นหนังที่หาดูยากสุดขีดจริง ๆและถ้าหากเราจำไม่ผิด “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็ไม่ได้รับการถ่ายทอดสดในไทยด้วย เพราะยุคนั้นยังไม่มีเคเบิลทีวี ยุคนั้นยังมีสถานีโทรทัศน์แค่ 5 ช่อง แล้ว “งานประกาศผลรางวัลออสการ์” ก็มักจะได้มาแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในไทยหลังจากประกาศผลไปนานแล้ว 1 เดือน หรืออะไรทำนองนี้หรือเปล่านะ หรือว่าเราจำผิด มีใครจำอะไรพวกนี้ในทศวรรษ 1980 ได้บ้างไหม  คือเหมือนกับว่าตอนที่เราดูงานประกาศผลออสการ์ทางโทรทัศน์ในไทย เราก็ดูเพื่อที่จะได้ดูดารา แต่ไม่ได้ดูเพื่อลุ้นผล เพราะว่าผลมันประกาศมานานแล้ว 1 เดือนก่อนที่งานออสการ์จะได้มาออกอากาศในไทย

 

คือเหมือนในทศวรรษ 1980 โทรทัศน์ในไทยต้องเปิดสถานีตอน 16.00 น. และปิดสถานีตอน 24.00 น.ในวันจันทร์ถึงศุกร์ด้วยแหละ เพราะฉะนั้นงานออสการ์ที่มักจะจัดในช่วงเวลาที่ตรงกับ “เช้าวันอังคาร” ของไทยในยุคนั้น ก็เลยหมดสิทธิ์ “ถ่ายทอดสด” ในไทยไปด้วย เพราะว่าสถานีโทรทัศน์ในไทยจะเริ่มแพร่ภาพได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลา 16.00 น.แล้วในส่วนของวันจันทร์ถึงศุกร์

 

ครั้งแรกในชีวิตที่เราได้ดูงานถ่ายทอดสดรางวัลออสการ์แบบตรงกับเวลาที่เมืองนอกจริง ๆ คือตอนที่มีสถานีเคเบิลทีวี IBC ตอนนั้นเราจำได้ว่าเรากับเพื่อน ๆ แห่ไปดูกันที่บ้านเพื่อนที่มีเคเบิลทีวีในช่วงปลายเดือนมี.ค. 1992 ปีนั้นเป็นปีที่ THE SILENCE OF THE LAMBS ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยม และหนังที่เข้าชิงอีก 4 เรื่องก็ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยหมดทุกเรื่อง ซึ่งก็คือ BEAUTY AND THE BEAST (1991, Gary Trousdale, Kirk Wise), BUGSY (1991, Barry Levinson), THE PRINCE OF TIDES (1991, Barbra Streisand)  ที่เข้าฉายในไทยแบบโดนเซ็นเซอร์อย่างไร้เหตุผลมาก ๆ และ JFK (1991, Oliver Stone) ที่เข้าฉายในไทยในช่วงที่เกิด “พฤษภาทมิฬ”

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้เวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังไม่ได้ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศในปีนั้นครบทุกเรื่องอยู่ดี เพราะว่าเรายังไม่ได้ดู CHILDREN OF NATURE (1991, Fridrik Thor Fridriksson, Iceland) กับ THE ELEMENTARY SCHOOL (1991, Jan Sverak, Czechoslovakia)

 

แต่ดีใจที่หนังที่เข้าชิงปีนั้นเรื่อง RAISE THE RED LANTERN ผู้หญิงคนที่ 4 ชิงโคมแดง (1991, Zhang Yimou, China) ได้ลงโรงฉายในไทยด้วย เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงเซ็นจูรี่ ส่วน THE OX (1991, Sven Nykvist, Sweden) ก็ได้มาฉายทางโทรทัศน์ทางช่อง 5

 

เหตุการณ์ที่ไร้สาระแต่เรายังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เรากับเพื่อน ๆ ได้ไปดูหนังเรื่อง THE PRINCE OF TIDES ที่โรง “ไมโครแม็ค” ชั้นล่างโรงหนังแมคเคนนา แล้วเพื่อนเราก็กรี๊ดกร๊าด บอกว่า คนดูคนนึงในโรงหล่อมาก หน้าตาคล้าย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

 

ปรากฏว่าเวลาผ่านมานาน 34 ปีแล้ว เราก็ยังคงจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เหมือนเหตุการณ์นี้มันแสดงให้เห็นว่า เรากับเพื่อน ๆ เคยกรี๊ดกร๊าด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กันอย่างรุนแรงขนาดไหนในปี 1992 ก่อนที่ความเห็นของเราที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

 

ที่ Nawapol เขียน
https://web.facebook.com/photo?fbid=1441357794027913&set=a.208129860684052

++++

กรี๊ดด เพิ่งรู้ว่ามันมีหนังกลุ่ม TAIWAN BLACK MOVIES ด้วย ซึ่งเป็นหนัง exploitation ที่ผลิตกันเยอะในไต้หวันในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เราไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้มาก่อนเลย อยากดูมาก ๆ ค่ะ หวังว่าจะมีคนนำหนังกลุ่มนี้มาฉายในไทยนะคะ

 

ตัวอย่างหนังในกลุ่มนี้

 

1. WOMAN REVENGER (1981, Tsai Yang-ming, Taiwan)

 

2. THE LADY AVENGER (1981, Yang Chia-yun, Taiwan) เรื่องนี้กำกับโดยผุ้หญิง

 

3. THE WOMAN OF WRATH (1984, Tseng Chuang-hsiang, Taiwan) หนังด่า patriarchy

 

Edit เพิ่ม: ขำที่ไต้หวันก่อนหน้านั้นเน้นหนังแนว HEALTHY REALISM ในทศวรรษ 1960-1970 แล้วมันก็สวิงมาเป็น TAIWAN BLACK MOVIES เลยในช่วงปลายทศวรรษ 1970 55555 เราเดาว่าคนดูยุคนั้นอาจจะเริ่มเบื่อการ propaganda ของรัฐบาลไต้หวันในหนังกลุ่ม HEALTHY REALISM ที่เน้นค่านิยมแบบขงจื๊อ

+++

เดาว่าน่าจะมีความใกล้เคียงกันในระดับหนึ่งครับ เพราะหนังทั้ง 3 กลุ่มนี้น่าจะเน้น sex + violence อย่างรุนแรงทั้ง 3 กลุ่ม แต่หนัง TAIWAN BLACK MOVIES นั้นจะมีความ SOCIAL REALIST อยู่ด้วย โดยเน้นสร้างหนังที่ดัดแปลงจาก “ข่าวฉาว” ที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ถ้าหากผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ

 

เข้าใจว่าในบรรดาหนัง pink film ของญี่ปุ่นนั้น มันจะมี subgenre ที่เรียกว่า pinky violence อยู่ด้วย ผมก็เลยเดาว่า pinky violence น่าจะใกล้เคียงกับ Taiwan Black Movies เพราะว่าหนังสองกลุ่มนี้อาจจะเน้น “หญิงสาวแก้แค้น” เหมือนกัน

 

จริง ๆ แล้วผมก็ไม่เคยดูหนัง 3 กลุ่มนี้เลย ทั้ง pink film, Hong Kong grade 3 films และ Taiwan Black Movies อาจจะต้องให้คนอื่น ๆ มาตอบ หรือไม่ก็มีการจัดงานฉายหนัง 3 กลุ่มนี้เทียบกันไปเลย น่าจะดีที่สุด 55555

+++

 

เมื่อราว 2 ปีก่อน คุณ Vorakorn Weerakul เคยตั้งชื่อเล่นให้สถานีรถไฟฟ้าแห่งนึงว่า สถานี “ไข่มุกแห่งเอเชีย”

 

เราเห็นแล้วก็เลยชอบมาก ๆ เราก็เลยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าอีกสองแห่งว่า

 

1. สถานี “ดาราคู่ขวัญจารุณี สุขสวัสดิ์”

 

2. สถานี “นักดนตรี”

 

เพื่อน ๆ คงตอบได้ว่า สถานีรถไฟฟ้าทั้งสามสถานีคือสถานีอะไร 55555

 

แล้วเพื่อน ๆ เคยตั้งชื่อเล่นให้กับสถานีรถไฟฟ้าแห่งอื่น ๆ บ้างไหมคะ

+++

 

อยากไปดูหนังในเทศกาลหนังเหล่านี้มาก ๆ หรืออยากให้หนังที่เคยฉายใน 10 เทศกาลนี้ได้มาฉายในไทยมาก ๆ ถึงแม้มันไม่ติด A-LIST อะไรแต่อย่างใดก็ตาม

 

1. Rotterdam International Film Festival

 

2. Yamagata International Documentary Film Festival

 

3. Sundance Film Festival

 

4. Viennale

 

5. Fantasporto ในโปรตุเกส

 

6. International Short Film Festival Oberhausen

แอบสงสัยว่าหนังสั้นใน Oberhausen นี่เข้าทางเรามากกว่าหนังสั้นในเทศกาล Clermant Ferrand หรือเปล่า

 

7. FIDMarseille

 

8. Il Cinema Ritrovato ในเมือง Bologna ของอิตาลี

 

9. Far East Film Festival ในเมือง Udine ของอิตาลี

 

10. Images Festival ในเมืองโตรอนโต ของแคนาดา อันนี้เน้นหนังทดลอง

https://www.screendaily.com/news/17-film-festivals-receive-official-a-list-classification-as-part-of-major-fiapf-revamp/5214719.article

+++

 

พอดู MARTY SUPREME (2025, Josh Safdie, A+30) แล้วก็เลยนึกถึง “ตำนานพระนางเวเทหิ” โดยไม่ได้ตั้งใจมาก ๆ

 

เพราะใน MARTY SUPREME นั้น มันมีตัวละคร Bela Kletzki ซึ่งเป็นชาวยิวที่เคยถูกจับเข้าค่ายกักกันในช่วง Holocaust สงครามโลกครั้งที่สอง การที่เขาเป็นนักปิงปองชื่อดังส่งผลให้นาซีที่คุมค่ายอนุญาตให้เขาไปทำงานนอกค่ายได้ แล้วเขาก็ไปเจอรังผึ้งในป่านอกค่าย เขาก็เลยเอาน้ำผึ้งจากรังมาทาตามเนื้อตัวของเขา แล้วลักลอบนำเอาน้ำผึ้งดังกล่าวไปให้ชาวยิวคนอื่น ๆ ในค่ายกักกันได้กินโดยผ่านทางการเลียเนื้อตัวของเขา

 

เรื่องราวตรงส่วนนี้ใน MARTY SUPREME ก็เลยทำให้นึกถึงตำนานพระนางเวเทหิมาก ๆ โดยพระนางเวเทหินั้นเป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร แต่พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารได้นำพระเจ้าพิมพิสารไปขังคุก

 

อันนี้เป็นเนื้อเรื่องในตำนาน

 

“พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงส่งพระบิดา ไปคุมขังไว้ในห้องขัง รมด้วยควันไฟ อีกทั้งให้อดพระกระยาหาร 
ในเบื้องต้นพระเจ้าอชาตศัตรูอนุญาตให้พระมารดาเข้าเยี่ยมพระบิดาได้


แต่พระมารดาแอบลักลอบถวายพระกระยาหาร ด้วยวิธีการน่าสังเวชสลดใจทั้งสิ้น เช่น ทำอาหารให้ละเอียดที่สุดแล้วทาที่พระวรกายของพระนาง
เมื่อเข้าไปเยี่ยม ก็ถวายพระกระยาหารโดยให้พระเจ้าพิมพิสารเลียอาหารจากพระวรกาย เป็นต้น


ด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยังคงทรงพระชนม์ชีพได้
ในเวลาถัดมา พระเจ้าอชาตศัตรูก็สั่งพระมารดาไม่ให้เยี่ยมพระบิดาอีกต่อไป”

 

อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.trueplookpanya.com/dhamma/content/90803/-dhart-

++++

Monday, November 17, 2025

PHANTOMS OF ENDLESS DAY (GHOST LOOPS) (2025, Ho Tzu Nyen, Singapore, video installation, A+30)

 

PHANTOMS OF ENDLESS DAY (GHOST LOOPS) (2025, Ho Tzu Nyen, Singapore, video installation, A+30)

 

1. ตัววิดีโอจริง ๆ สร้างโดย AI และน่าจะมีความยาวหลายชั่วโมง เพราะมันเรียงสลับสับเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ เหมือนไม่รู้จบ แต่เราได้นั่งดูวิดีโอนี้แค่ 45 นาทีนะ

 

2. วิดีโอมี 4 จอ จอนึงพูดถึงทหารญี่ปุ่นโดยใช้ภาษาญี่ปุ่น, จอที่สองพูดถึงทหารอังกฤษโดยใช้ภาษาอังกฤษ, จอที่สามพูดถึงทหารจีนคอมมิวนิสต์โดยใช้ภาษาจีน ส่วนจอที่สี่พูดถึงหนุ่มสาวคู่นึง และใช้ภาษาที่เราไม่รู้ว่าคือภาษาอะไร มันคือภาษามลายูหรือเปล่า โดยตัวละครทั้ง 4 กลุ่มนี้เหมือนผจญภัยในป่า+ทุ่งหญ้า และเผชิญกับเสือ + เสือสมิง

 

3. พอดูตัวละคร 4 กลุ่มเผชิญกับเสือสมิงในป่าลึกลับแบบนี้ เราก็เลยคิดว่า จริง ๆ แล้วควรมีการสร้างหนัง “ธี่หยด 4” หรือ DEATH WHISPERER 4 โดยทำออกมาเป็น video installation หรือ computer game แบบนี้ได้เลยนะ ให้ตัวละครในธี่หยด เข้าป่า แล้วเผชิญกับความลี้ลับต่าง ๆ ที่สร้างภาพโดย AI 55555

 

4. PHANTOMS OF ENDLESS DAY เป็นวิดีโอที่ดูสนุกมาก เราต้องคอยหมุนตัวไปมาเพื่อดูวิดีโอ 4 จอ เพราะตัวละครในแต่ละจอมักจะสลับกันพูดแบบ voiceover เพราะฉะนั้นพอจอไหนเริ่มพูด เราก็จะหมุนตัวไปดูจอนั้นเป็นหลัก

 

ไม่แน่ใจว่า “ความ 4 ภาษา” ปะทะกันตลอดเวลาแบบนี้ ในแง่นึงคือการสะท้อนความเป็น “พหุวัฒนธรรม” ของสิงคโปร์ด้วยหรือเปล่า

 

5. เนื้อหาในจอญี่ปุ่นจะโหดร้ายทารุณสุดขีด เพราะมันพูดถึงการที่ทหารญี่ปุ่นเข่นฆ่าชาวจีนจำนวนมากในสิงคโปร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 

6. เนื่องจากภาพในหนังเรื่องนี้สร้างโดย AI ตลอดทั้งเรื่อง เราก็เลยพยายามนึกว่า เราเคยดูหนังที่ใช้ภาพจาก AI ตลอดทั้งเรื่องเรื่องไหนบ้าง ตอนนี้ก็เลยนึกออกแค่ 5 เรื่อง (ไม่นับพวกมิวสิควิดีโอที่สร้างจาก AI นะ)

 

โดยหนัง AI อีก 4 เรื่องที่เราได้ดูก็คือ

 

6.1 EMISSARY SUNSETS THE SELF (2017, Ian Cheng, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้ก็เป็น “หนังไม่รู้จบ” เหมือนกัน เพราะเราเดาว่าหนังเรื่องนี้ใช้ AI ในการสร้างภาพไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตัวละครในหนังก็เลยเหมือนทำอะไรไปได้เรื่อย ๆ แบบไม่รู้จบ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

6.2 AIMAGINATION (2023, Tanapong Thepparak, Warat Bureephakdee, Midjourney AI, documentary, A+15)

 จินตนากานท์ (ธนพงศ์ เทพรักษ์, วรัตต์ บุรีภักดี, Midjourney AI / 19.59 นาที

 

อันนี้ใช้ภาพนิ่งที่สร้างโดย AI ตลอดทั้งเรื่อง

 

6.3 THE EGGREGORES’ THEORY (2024, Andrea Gatopoulos, Italy, 16min, A+30)

อันนี้ใช้ภาพนิ่งที่สร้างโดย AI ตลอดทั้งเรื่อง

 

6.4 VERNACULAR DREAMSCAPES: NOCTURNAL DREAM DISPOSAL (2024, Marc Richter, Germany, 9min, A+30)

 

อันนี้ใช้ภาพเคลื่อนไหวที่สร้างโดย AI เป็นส่วนสำคัญ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

7. เหมือนพอดูหนังหลาย ๆ เรื่องที่ใช้ภาพจาก AI เหล่านี้แล้ว เราก็เลยพบว่า

 

7.1 ภาพและภาพเคลื่อนไหวจาก AI ตอนนี้สามารถนำมาใช้รองรับ “การเล่าเรื่อง” ได้แล้ว

 

7.2 ภาพและภาพเคลื่อนไหวจาก AI ตอนนี้สามารถนำมาใช้รองรับ “การนำเสนอไอเดียของผู้กำกับ” ได้แล้ว

 

7.3 คุณลักษณะเด่นของภาพ+ภาพเคลื่อนไหวจาก AI ในตอนนี้คืออารมณ์ surreal, ความเหนือจริง, ความหลอน, ความ otherworldly คือถ้าหากผู้กำกับคนไหนต้องการอารมณ์ส่วนนี้เป็นหลัก ก็ใช้ภาพจาก AI ได้

 

7.4 คุณลักษณะเด่นของภาพเคลื่อนไหวจาก AI ในตอนนี้ ก็คือ “อารมณ์ตลก” จากความไม่สมจริง ความไม่สมประกอบของ “มนุษย์” ในภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเราว่า Radu Jude ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ดีสุดขีดในหนังเรื่อง DRACULA (2025, Rad Jude, Romania, A+30) และอารมณ์ตลกแบบนี้ก็พบได้ใน PHANTOMS OF ENDLESS DAY ด้วยเช่นกัน

 

7.5 แต่สิ่งที่เรายังไม่พบจาก “หนัง AI” ในตอนนี้ก็คือ “อารมณ์ซาบซึ้ง” แบบที่พบได้ในหนังของ Eric Rohmer, Hong Sang-soo, Mike Leigh, John Cassavetes, Paul Morrissey, Mikio Naruse, etc. อะไรทำนองนี้น่ะ เหมือนอารมณ์แบบนี้ยังต้องการการนำเสนอผ่าน “มนุษย์ที่ดูสมจริง” อยู่

 

ก็ต้องรอดูว่า เทคโนโลยี AI จะพัฒนาไปถึงจุดนั้นได้เมื่อไหร่ หรือเทคโนโลยี AI อาจจะไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปถึงจุดนั้นก็ได้ เพราะที่มันเป็นอยู่นี้ มันก็มีประโยชน์ในแบบของตัวมันเองอยู่แล้ว และเราก็ชอบ “ความเหนือจริง + ความฮา” ที่เกิดจาก “หนัง AI” เท่าที่เราเคยดูมามาก ๆ

 

+++

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดู BEAUTIFUL DUCKLING (1965, Lee Hsing, Taiwan, A+30) และ THE DUCKLING เป็ดน้อย (1968, Prince Panupan Yukol พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, A+30) ไปแล้ว ก็เลยได้แต่รอว่า จะมีคนนำหนังเรื่อง DON’T TORTURE A DUCKLING (1972, Lucio Fulci, Italy) มาลงโรงฉายในไทยด้วยนะคะ จะได้ดูครบ “ไตรภาค DUCKLING” 55555 หรือถ้าหากมีคนจัดงาน LUCIO FULCI RETROSPECTIVE ในไทยด้วย ก็จะดีมาก ๆ เลยค่ะ

 

Thursday, July 31, 2025

SALLI

 

SEVEN TO ONE (1973, Cheng Hou, Taiwan/Hong Kong) เข้าฉายในไทยโดยใช้ชื่อเรื่องว่า “อีเผ็ดสะเด็ดยาด” เราชอบชื่อไทยมาก ๆ นึกว่าอยากให้หนังแนว SCREAM/I KNOW WHAT YOU DID LAST SUMMER/URBAN LEGEND มีตัวละครหญิงสาววัยรุ่นคนนึงที่มีสมญานามแบบนี้

++++

 

Favorite Lyrics: ARMY DREAMERS (1980) – Kate Bush

 

ชอบสุด ๆ ทั้งเพลง, เนื้อเพลง และมิวสิควิดีโอ

 

B.F.P.O.
Army dreamers
Mammy's hero
B.F.P.O.
Mammy's hero

 

Our little army boy
Is coming home from B.F.P.O.
I've a bunch of purple flowers
To decorate mammy's hero
Mourning in the aerodrome
The weather warmer, he is colder
Four men in uniform
To carry home my little soldier

 

(What could he do? Should have been a rock star)

But he didn't have the money for a guitar
(What could he do?)
(Should have been a politician)
But he never had a proper education
(What could he do?)
(Should have been a father)
But he never even made it to his twenties
What a waste
Army dreamers
Oh, what a waste of
Army (army) dreamers (dreamers)

 

Tears o'er a tin box
Oh, Jesus Christ, he wasn't to know
Like a chicken with a fox
He couldn't win the war with ego
Give the kid the pick of pips
And give him all your stripes and ribbons
Now he's sitting in his hole
He might as well have buttons and bows

 

(What could he do? Should have been a rock star)

But he didn't have the money for a guitar
(What could he do?)
(Should have been a politician)
But he never had a proper education
(What could he do?)
(Should have been a father)
But he never even made it to his twenties
What a waste
Army dreamers
Ooh, what a waste of
Army (army) dreamers (dreamers)
Ooh, what a waste of all them
Army (army) dreamers (dreamers)
Army (army) dreamers (dreamers)
Army (army) dreamers (dreamers), oh

 

B.F.P.O.
Army dreamers
Mammy's hero
B.F.P.O.
Army dreamers
Mammy's hero
B.F.P.O.
No hard heroes
Mammy's hero
B.F.P.O.
Army dreamers
Mammy's hero
B.F.P.O.

 

https://www.youtube.com/watch?v=QOZDKlpybZE&list=RDQOZDKlpybZE&start_radio=1

+++++++++

 

การรบในสงครามยุคปัจจุบันเน้นการใช้โดรน และเราคิดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สงครามคงเน้นการรบโดยใช้หุ่นยนต์ AI แบบที่หนังเรื่อง M3GAN 2.0 (2025, Gerard Johnstone, A+25) ทำนายไว้ เดาว่าหุ่นยนต์เหล่านี้น่าจะทนทานต่อ “อาวุธเชื้อโรค” ได้ดีกว่ามนุษย์ด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะถูกทำลายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรืออะไรแบบนั้นได้ง่าย ๆ หรือเปล่า

 

อันนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ AI ในตอนนี้ โดยหุ่นยนต์ในตอนนี้สามารถทรงตัวได้ดีถึงแม้ถูกผลัก, สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป, หุ่นยนต์เหล่านี้เรียนรู้จาก human-action videos และข้อมูลที่ได้จากหุ่นยนต์ทุกตัวจะถูกส่งกลับไปที่บริษัทผลิตหุ่น ซึ่งส่งผลให้หุ่นยนต์เหล่านี้ “ใช้สมองร่วมกัน”

 

In demonstration videos, Skild-powered robots were shown climbing stairs, maintaining balance after being shoved, and picking up objects in cluttered environments - tasks that require spatial reasoning and the ability to adapt to changing surroundings.

 

Skild trains its model on simulated episodes and human-action videos, then fine-tunes it using data from every robot running the system. 

 

Robots deployed by customers feed data back into Skild Brain to sharpen its skills, creating the same "shared brain,"

https://www.reuters.com/business/media-telecom/amazon-backed-skild-ai-unveils-general-purpose-ai-model-multi-purpose-robots-2025-07-29/

 

++++

ในรายชื่อหนังของปี 2008 เราได้ดูไปแค่ 4 จาก 10 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. 24 CITY (Jia Zhangke)

 เราได้ดูในเทศกาล Bangkok International Film Festival

 

2. 35 SHOTS OF FUM (Claire Denis)
เราได้ดูในเทศกาล Bangkok International Film Festival น่าจะที่ Central World

 

3. THE HEADLESS WOMAN (Lucrecia Martel)

เราได้ดูในเทศกาล World Film Festival of Bangkok

 

4. SYNECDOCHE, NEW YORK (Charlie Kaufman)

เราได้ดูในเทศกาล World Film Festival of Bangkok ที่ Central World

+++++++

 

เพิ่มเติมรายชื่อภาพยนตร์ที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วมีอะไรคล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ

 

83. SOMETIME SOMEWHERE SOMEONE (2024, ธันยวีร์ ทองดีพันธ์ Thanyawee Thongdeephan, A+30)

+ THE NOSTALGIA (2024, Punnawee Hnoseeda ปัณณวีร์ หน่อสีดา, 14.30min, A+25)

 

หนังทั้งสองเรื่องออกฉายในปีเดียวกัน และทั้งสองเรื่องต่างก็พูดถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างนางเอกกับเพื่อนสาวในต่างจังหวัดในช่วงที่ทั้งสองเรียนมัธยมเหมือนกัน เพื่อนสาวทั้งสองมีสถานที่ร่มรื่นที่มักจะนัดเจอกัน พูดคุยกัน ก่อนที่ชีวิตของทั้งสองจะแยกกันไปคนละทาง โดยที่คนนึงได้ไปเรียนต่อในกรุงเทพ

++++++

 

SALLI (2023, Lien Chien-hung, Taiwan, A+30)

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เมื่อเทียบกับหนังโดยทั่วไป แต่ไม่ได้ชอบมากถ้าหากเทียบกับ “หนังแนวเดียวกัน” 55555 คือเราพบว่า เรามักจะชอบหนังแนว “SELF-DISCOVERY OF A WOMAN”  อะไรทำนองนั้นน่ะ หนังที่พูดถึงตัวละครผู้หญิงที่เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกับตัวเอง, ค้นพบตัวเอง, ค้นพบที่ทางที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง, ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง อะไรทำนองนี้ ซึ่งหนังแนวนี้ก็รวมถึง ERIKO, PRETENDED (2017, Akiyo Fujimura, Japan) ที่จัดจำหน่ายโดย HAL เหมือนกันด้วย

 

ซึ่งหนังเรื่อง SALLI นี่ก็ถือว่าเป็น “หนังแนวนี้” เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ไปโดยปริยาย

 

2.แต่ถ้าหากเทียบกับ “หนังแนวเดียวกัน” แล้ว เราก็อาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับต้น ๆ นะ เพราะว่า

 

2.1 ตัวละครนางเอกในช่วงแรก ๆ ดูโง่เกินกว่าที่เราจะ identify ด้วยได้ 55555

 

2.2 ตัวละครนางเอกในช่วงแรก ๆ ดูเรียบร้อยเกินกว่าที่เราจะ identify ด้วยได้

 

3. สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับหนังแนวเดียวกัน เป็นเพราะว่า เราได้ดูหนังเรื่องนี้หลังจาก LOVE LIES (2024, Ho Miu-Kei, Hong Kong, A+30) ด้วยแหละ ซึ่งเป็นหนังที่พูดถึงสาวเชื้อสายจีนกับ online romance scam เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว SALLI ออกฉายในต่างประเทศก่อน LOVE LIES คือเราเข้าใจว่า SALLI ได้ออกฉายครั้งแรกในช่วงเดือนต.ค. 2023 แล้ว LOVE LIES ได้ออกฉายครั้งแรกในช่วงต้นปี 2024 แต่เราดันได้ดู LOVE LIES ในเทศกาลหนังฮ่องกงในกรุงเทพในปีที่แล้ว และหนังมันเข้าทางเรามาก ๆ พอเราได้ดู SALLI ในเดือนก.ค.ปีนี้ มันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบกันอย่างเห็นได้ชัด แล้ว LOVE LIES ก็เลยชนะไปเลย 55555

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราชอบ LOVE LIES มากกว่า SALLI

 

3.1 เราว่า LOVE LIES เล่นท่ายากกว่าเยอะ เพราะ LOVE LIES เล่าเรื่องจากมุมมองของ “ผู้ร้าย” แต่หนังยังสามารถทำให้เราอินไปกับความโรแมนติกของผู้ร้ายหนุ่มหล่อได้ ส่วน SALLI เล่นท่าง่ายกว่า แต่ก็ทำได้สมบูรณ์แบบในการเล่นท่าง่ายกว่าของตนเอง

 

3.2 LOVE LIES พูดถึง “ความรัก” (หรือความเกือบ ๆ จะรักกัน) ระหว่างหญิงวัยกลางคนกับหนุ่มหล่อวัยราว 20 กว่าปี มันก็เลยเข้ากับ “วัย” ของเรา และเข้ากับ “ความต้องการทางเพศ” ของเรามาก ๆ 55555

 

3.3 เนื่องจากเราเงี่ยนผู้ชาย LOVE LIES ก็เลยเป็นหนังที่ตอบสนองความต้องการทางเพศของเราได้มากกว่า เพราะ LOVE LIES เป็นหนังที่มีพระเอกหนุ่มหล่อ (Michael Tin Fu Cheung) ส่วน SALLI เป็นหนังที่ไม่มีพระเอก

 

อย่างไรก็ดี ผู้สร้างหนังเรื่อง SALLI ก็ดูเหมือนจะรู้ตัวดีว่า ถ้าหากสร้างหนังแนวนี้โดยไม่มีหนุ่มหล่อเลย มันคงจะไม่ดี เขาก็เลยสร้างตัวละคร “น้องชายนางเอก” ที่หล่อน่ารักมาก ๆ เข้ามา 5555 ซึ่งเราก็ชอบจุดนี้ของหนังมาก ๆ

 

แต่เราไม่ได้จะบอกว่า LOVE LIES เป็นหนังที่ “ดี” กว่า SALLI นะ เราแค่แจกแจงให้เห็นว่า เพราะเหตุใดเราถึงชอบ LOVE LIES มากกว่า หรือเพราะเหตุใดเราถึงรู้สึก “อิน” หรือ “ลุ้น” ไปกับ LOVE LIES มากกว่า

 

เราว่าจริง ๆ แล้ว LOVE LIES กับ SALLI ก็ดีกันไปคนละทางน่ะแหละ LOVE LIES ทำให้เรารู้สึกลุ้นสุดขีด ลุ้นให้นางเอกที่เป็นหญิงวัยกลางคน ได้มีเซ็กส์หรือได้พบรักกับพระเอกที่เป็นเด็กหนุ่มหล่อ เหมือนหนังมันตอบสนอง romantic fantasy ของเรา ส่วน SALLI ไม่ใช่ “หนังโรแมนติก” แต่เหมือนมันเป็น “หนังน่ารัก ๆ เกี่ยวกับหญิงสาวที่ค้นพบตนเอง” อะไรแบบนั้นมากกว่า

 

4. ถ้าหากถามถึง “หนังแนวเดียวกัน” หรือหนังแนว SELF-DISCOVERY OF A WOMAN ที่เราชอบสุดขีดแล้ว หนังแนวนี้ก็รวมถึง

 

4.1 THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany)

 

4.2 MISS FIRECRACKER (1989, Thomas Schlamme)

 

4.3 SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK)

 

4.4 SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)

 

4.5 VALERIE FLAKE (1999, John Putch)

 

4.6 AWAKENING (2006, Junji Sakamoto, Japan)

 

4.7 QUEEN (2013, Vikas Bahl, India)

 

4.8 TUMHARI SULU (2017, Suresh Triveni, India)

 

4.9 THAPPAD (2020, Anubhav Sinha, India)

 

4.10 I AM WHAT I AM (2022, Shinya Tamada, Japan)

++++++++

 

ช่วงนาทีตั้งแต่ 5.30 เป็นต้นไปนี่คือคลาสสิคมาก นึกว่าขุนพันธ์, พนอ, ธี่หยด, อมฤตาลัย, HEREDITARY ยังต้องพ่าย สงครามคุณไสยได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว 55555

https://web.facebook.com/ejanentertain/videos/1373654843723284/

++++

Alliance ประกาศตารางฉายหนังของเดือนส.ค.แล้ว มีหนังน่าดูมากมาย แต่ไม่รู้ว่าเราจะได้ไปดูกี่เรื่อง เพราะมันชนกับโปรแกรมฉายหนัง Arsenal ที่หอภาพยนตร์, โปรแกรมฉาย ALEXANDER NEVSKY (1938, Sergei Eisenstein, Soviet Union) ที่หอภาพยนตร์ และเราก็ยังไม่รู้ตารางฉายหนังในเทศกาลภาพยนตร์ WHAT THE DOC! ในวันที่ 22-31 ส.ค.ด้วย
https://afthailande.org/en/cultural-events/#/

++++

 

เวลาเราฟังเทปเด็กหนังกระโปก เราชอบอ่านที่คอมพิวเตอร์มัน live transcribe ไปด้วย เพราะมันชอบมีอะไรฮา ๆ

 

อย่างเช่นอันนี้ เขาพูดว่า “มึงบูชา สตีเวน สปีลเบิร์ก” แต่คอมพิวเตอร์มัน transcribe เป็น “มึงกัมพูชา สตีเวนส์เบิร์ก”

 

Monday, May 12, 2025

GROWING UP (1983, Chen Kun-hou, Taiwan, 95min, A+30)

 

GROWING UP (1983, Chen Kun-hou, Taiwan, 95min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด หนังเรื่องนี้มี Hou Hsiao-hsien ร่วมเขียนบทด้วย และหนังเรื่องนี้มีหนึ่งในสิ่งที่เราชอบมาก ๆ  ซึ่งก็คือ “การนำเสนอสิ่งที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างรุนแรงเกินคาด”

 

ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเห็นได้จากฉาก

 

1.1 ฉากที่พระเอกตอนเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ไล่ทำร้ายฝูงห่านด้วยความคึกคะนอง

 

1.2 ฉากที่พระเอกตอนเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ แกล้งกดออดหน้าบ้านต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ

 

ซึ่งฉากเหล่านี้ตอนแรก ๆ ที่ดู ก็ดูเหมือนเป็น “ฉากที่ไม่มีอะไรสำคัญ” แต่พอดูหนังเรื่องนี้ไปจนจบแล้วก็รู้สึกว่า คนเขียนบท/ผู้กำกับ เขาสื่อถึงอะไรที่ร้ายแรงบางอย่างในตัวพระเอกเอาไว้ได้อย่างแยบยลเกินคาด

 

ส่วนหนังที่นำเสนออะไรแบบนี้ (การนำเสนอสิ่งที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญ แต่จริง ๆ แล้วมันสำคัญมาก) ได้อย่างทรงพลังมากที่สุดสำหรับเรา ก็คือ L’ARGENT (1983, Robert Bresson) ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ธนบัตรปลอมไม่กี่ใบ ซึ่งดูเหมือน “ไม่น่าจะเป็นอะไรร้ายแรง” ในสายตาของเด็กนักเรียน จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่ร้ายแรงเกินคาดได้มากขนาดไหน

 

2. ตอนดูหนังเรื่องนี้ จะนึกถึงหนังเกี่ยวกับ “แก๊งนักเลงไต้หวัน” อย่างเช่น A BRIGHTER SUMMER DAY (1991, Edward Yang) , DUST OF ANGELS (1992, Hsu Hsiao-ming) และ MONGA (2010, Doze Niu)

 

และพอดูหนังเรื่องนี้จบแล้วก็พบว่า Doze Niu ผู้กำกับหนังเรื่อง MONGA ที่แท้แล้วก็เล่นเป็นพระเอกในหนังเรื่อง GROWING UP นี่เอง

 

Sunday, May 11, 2025

FACES OF NEW WAVES

 

วาทศิลป์บิณฑบาตจาก Donald Richie

 

“Mizoguchi may show us that in beauty lies salvation; Ozu may take away everything, but he at least leaves his people the solace of each other’s company. Naruse, however, believes that there is no escape.”

 

ภาพจาก FLOATING CLOUDS (1955, Mikio Naruse)

++++++++++++++

 

โควิดรอบ 4 วันที่ 5

11 May 2025

 

วันนี้วัดอุณหภูมิได้ 35.6 องศาเซลเซียส

ออกซิเจนได้ 98 ชีพจรได้ 63

 

ตอนนี้ก็ยังไม่หายดี แต่อาการดีขึ้นเยอะมากเมื่อเทียบกับวันที่ 1+2 สรุปว่าช่วง 24 ชั่วโมงระหว่าง 22.00 น.ของวันที่ 7 พ.ค. จนถึง 22.00 น.ของวันที่ 8 พ.ค. ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่หนักที่สุดในชีวิต ตอนนั้นทรมานมาก ๆ เพราะเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อนหนักมากในคืนวันที่ 7 พ.ค. พอตอนกลางวันของวันที่ 8 พ.ค.อาการก็ค่อยยังชั่วขึ้น แต่เย็นวันที่ 8 พ.ค.อาการก็ทรุดหนักลงไปอีก กินข้าวแทบไม่ได้ พะอีดพะอมมาก ต้องค่อย ๆ กินทีละคำ ทีละคำ แต่ก็กินไม่ไหว พยายามอยู่นานแต่ก็กินไปได้แค่ครึ่งจาน เราก็เลยตัดสินใจหยุดกิน แล้วก็นอนพักไปงีบหนึ่ง ตื่นมาตอนสี่ทุ่มแล้วค่อยเอาอาหารที่เหลือไปโยนทิ้ง แปรงฟัน อาบน้ำ เข้านอน แต่ตอนสี่ทุ่มของวันที่ 8 พ.ค. ก็รู้สึกว่าอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว อาการปวดหัวตัวร้อนจัดเพราะพิษไข้เหมือนทุเลาลงมาบ้างแล้ว

 

หลังจากนั้นอาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ วันละนิดวันละหน่อย พอวันที่ 9 พ.ค.เราก็มีแรงนั่งดูหนังออนไลน์ของ lecinemaclub ได้ แต่ก็มีอาการ “ไม่ได้กลิ่น” เป็นระยะ ๆ โดยเราจะรู้ตัวว่าเราไม่ได้กลิ่นด้วยการทดลองดม “ยาหม่องโอสถ” เพราะมันเป็นยาหม่องที่มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรงที่เราชอบมาก ๆ บางครั้งเราดมยาหม่องแล้วเราก็ไม่ได้กลิ่นมัน โดยเฉพาะตอนที่เราเพิ่งตื่นนอนใหม่ ๆ แต่พอตอนสาย ๆ เราลองดมแล้วก็ได้กลิ่นยาหม่อง พอตอนบ่ายเราดมแล้วก็ไม่ได้กลิ่นยาหม่อง อะไรแบบนี้ สลับกันไปเรื่อย ๆ  เราก็เลยรู้ว่า โควิดรอบนี้ส่งผลกระทบต่อประสาทการรับรู้กลิ่นของเราอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่ยังดีที่มันไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างถาวร จนมาถึงวันนี้เราก็ยังคงมีอาการแบบนี้อยู่ คือเราจะไม่ได้กลิ่นเป็นระยะ ๆ แต่ลิ้นยังรับรสอาหารได้ดีอยู่

 

อาการที่ทรมานมากอีกอันคือการขากเสมหะ เพราะในช่วงวันแรก ๆ ของการป่วยนั้น เราต้องขากเสมหะเกือบทุก ๆ 10 นาที ทรมานมาก และเราเดาว่าการขากเสมหะมันเหมือนทำให้เส้นประสาทที่หัวมันเกร็งตามไปด้วย แล้วมันคือสาเหตุที่ทำให้เรามีอาการ “ปวดร้าว” ในหัว ซึ่งจะแตกต่างจากอาการปวดหัวเพราะพิษไข้ เพราะอาการปวดหัวเพราะพิษไข้นี่มันเหมือนเกิดจากอะไรปะทุอยู่ข้างใน แต่อาการปวดร้าวในหัวนี่มันเหมือนเป็นเพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่มันผิดปกติ ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเกิดจากการเกร็งขณะขากเสมหะ

 

วันนี้อาการปวดร้าวในหัวของเราหายดีแล้ว อาการปวดหัวเพราะพิษไข้ก็ลดลงเหลือเพียงแค่ราว 30% ของคืนวันแรก ส่วนอาการขากเสมหะก็ลดลงเหลือเพียง 1-2 ครั้งต่อชั่วโมง แทนที่จะเป็นทุก 10 นาทีเหมือนในวันแรก ๆ แต่ก็ถือเป็นอาการที่ทรมานอยู่ คอก็ยังแดงเถือกอยู่

 

เราคงต้องกักตัวจนครบ 10 วัน แล้วเราถึงค่อยออกไปดูหนังในโรงภาพยนตร์และดู video installations ต่าง ๆ ได้อีก แต่เมื่อวานได้นั่งดูหนังไต้หวันออนไลน์กับลูกหมี ก็มีความสุขดีเหมือนกัน ช่วงนี้คงได้แต่นั่งดูหนังกับลูกหมีไปเรื่อย ๆ นี่แหละ

++++++++++

 

พออ่านบทความเกี่ยวกับ New Taiwan Cinema ที่พูดถึง “จางอ้ายเจีย” เราก็เลยรู้สึกว่า ในหนังของแต่ละกลุ่ม New Wave อาจจะมี “ดาราหญิง” คนนึง ที่อาจจะถือเป็นเหมือน “ใบหน้าหลัก” ของกลุ่มนั้น ๆ 55555 อย่างเช่น

 

1. New Taiwan Cinema คือ จางอ้ายเจีย (IN OUR TIME, “THAT DAY, ON THE BEACH”, KIDNAPPED, PASSION)

 

2. French New Wave คือ Anna Karina (THE NUN, MY LIFE TO LIVE, THE LITTLE SOLDIER, BAND OF OUTSIDERS, PIERROT LE FOU)

 

3. New German Cinema คือ Hanna Schygulla เพราะเธอเคยร่วมงานกับผู้กำกับหลายคนในกลุ่ม อย่างเช่น

 

3.1 เธอแสดงในหนังหลายเรื่องที่กำกับโดย Rainer Werner Fassbinder อย่างเช่น THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN, KATZELMACHER, LOVE IS COLDER THAN DEATH, THE BITTER TEARS OF PETRA VON KANT, LILI MARLEEN

 

3.2 เธอแสดงในหนังที่กำกับโดย Jean-Marie Straub อย่างเช่น THE BRIDEGROOM, THE ACTRESS, AND THE PIMP (1969)

 

3.3 เธอแสดงในหนังที่กำกับโดย Peter Fleischmann อย่างเช่น HUNTING SCENES FROM BAVARIA (1969)

 

3.4 เธอแสดงในหนังที่กำกับโดย Volker Schlöndorff อย่างเช่น BAAL (1970)

 

3.5 เธอแสดงในหนังที่กำกับโดย Reinhard Hauff อย่างเช่น MATHIAS KNEISSL (1971)

 

3.6 เธอแสดงในหนังที่กำกับโดย Peter Lilienthal อย่างเช่น JAKOB VON GUNTEN (1971)

 

3.7 เธอแสดงในหนังที่กำกับโดย Wim Wenders อย่างเช่น WRONG MOVE (1975)

 

4. แล้วคำถามก็คือว่า ใบหน้าของดาราหญิงคนไหนเหมือนเป็นตัวแทนของ THAI NEW WAVE CINEMA (มันมีกลุ่มนี้จริงหรือเปล่า 55555) คือถ้าให้เรานึกเล่น ๆ เราก็นึกออก 2 คน ซึ่งก็คือ

 

4.1 เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ เพราะเธอเคยแสดงใน

 

4.1.1 ประสาท (1975, Piak Poster)

 

4.1.2 ชีวิตบัดซบ (1977, Permpol Choei-aroon)

 

4.1.3 กาม (1978, Chatrichalerm Yukol)

 

4.2 ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ เพราะเธอเคยแสดงใน

 

4.2.1 ความรักครั้งสุดท้าย (1975, Chatrichalerm Yukol)

 

4.2.2 น้ำพุ (1984, Euthana Mukdasanit)

 

4.2.3 นางนวล (1987, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

 

และภัทราวดีเองก็เป็นผู้กำกับละครโทรทัศน์ที่ดีงามมาก ๆ อีกด้วย เธอก็เลยเหมือนจางอ้ายเจียในแง่ที่เป็นผู้กำกับที่มีฝีมือด้วยเหมือนกัน

 

ใครมีความเห็นว่าดาราหญิงคนไหนเหมาะกับตำแหน่งนี้ ก็แสดงความเห็นมาได้นะคะ ถึงแม้เราไม่แน่ใจว่า จริง ๆ แล้วมันมี Thai New Wave Cinema ในทศวรรษ 1970-1980 จริง ๆ หรือเปล่า 55555

 

+++++++++

A FLOWER IN THE RAINING NIGHT (1983, Wang Toon, Taiwan, 100min, A+30)

 

คลาสสิคจริง ๆ หนังชีวิตกะหรี่สาวใจเพชรในไต้หวัน นึกว่าฉายควบกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) ได้สบาย ๆ เลย

 

ดูได้ฟรีออนไลน์ทาง Taiwan Plus

https://www.taiwanplus.com/the-pursuit-of-a-cinematic-dream?fbclid=IwY2xjawKNdnZleHRuA2FlbQIxMABicmlkETE1TmMxUmtLcVRDSXU1a3NlAR5vGMxaCs3fs4vFowwnMxOAwoLI-7rzr7n0UEKx4T-sXqJdZwyRI5wWNQollA_aem_4jVTesnjK4OZ7MFmGkWudg