Monday, June 15, 2026

THE WHITE RABBIT

 

THE WHITE RABBIT แดนฝัน อันตรธาน (2026, Natpakorn Nangnoi, 75min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1. เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่เราดูสองรอบต่อกันเลย เพราะว่าเราดูรอบแรกที่ House รอบ 17.45 น. ในวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งเป็นการดูหลังกินข้าวเย็นเสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็เลยหลับ ๆ ตื่น ๆ ในบางช่วงขณะที่ดูรอบแรก น่าจะหลับไปราว 5 นาที แล้วมันก็เลยเหมือนพลาดข้อมูลสำคัญไป เพราะหนังมันสั้นมาก แล้วมันเป็นหนังที่มีปริศนาลึกลับ ที่ข้อมูลในแต่ละซีนเป็น jigsaw แล้วหนังมันก็จบโดยไม่มีตัวละครมาสรุปข้อมูลต่าง ๆ ให้ เพราะฉะนั้นพอเราดูรอบแรกจบตอน 19.00 น. มันก็เลยค้างคาใจมาก เราก็เลยรีบนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป central world เพื่อดูรอบสองต่อเลย เป็นรอบ 19.00 น. ที่เริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.15-19.20 น.

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราแทบไม่เคยดูหนังสองรอบต่อกันเลยนะ มีครั้งนึงที่ทำแบบนี้ก็คือตอนดู LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, 140min) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2004 เพราะวันนั้นทางเกอเธ่จัดฉายหนังเรื่องนี้สองรอบ เราดูรอบแรกเสร็จแล้วพบว่าเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แล้วมันเป็นหนังที่ดูรอบแรกแล้วเรารู้สึกว่าเราเข้าใจมันเพียงแค่ราว 30% เท่านั้น เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้รอบสองต่อในทันที

 

2. THE WHITE RABBIT เหมือนเป็นหนังที่เรา admire มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” นะ เราชอบความทะเยอทะยานของหนัง และความ unique บางอย่างของหนัง ซึ่งส่งผลให้หนังเรื่องนี้น่าจะติดอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนาน

 

2.1 เรารู้สึกว่าสิ่ง unique สำคัญของหนังเรื่องนี้ในความรู้สึกของเรา ก็คือการที่ตัวละครพระเอกเป็นนักมายากลนี่แหละ เหมือนเราแทบไม่เคยเจอหนังไทยที่มีพระเอกเป็นนักมายากลมาก่อน และแม้แต่หนังต่างประเทศเราก็อาจจะเคยเจอบ้างแต่ก็มีเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง (THE PRESTIGE, NOW YOU SEE ME) และเราก็อาจจะเคยอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” ที่พระเอกหรือนางเอกเป็นนักมายากลอยู่ 2-3 เรื่อง

 

2.2 เพราะฉะนั้นฉากที่พระเอกใช้ความเป็นนักมายากลของตัวเองในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในร้านเหล้า ก็เลยเหมือนเป็นฉากที่ทรงพลังมากที่สุด หรือน่าจดจำมากที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา เหมือนฉากอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้อาจจะดู “ไม่โดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ มากนัก” น่ะ แต่ฉากนี้มันดูมีพลัง และมันดูโดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

2.3 การที่หนังเลือกจบอย่างสิ้นหวัง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วย เพราะหนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกจบแบบนี้

 

2.4 และการที่หนังเหมือนไม่ได้คลี่คลายปริศนาหลาย ๆ อย่าง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วยเช่นกัน เพราะหนังส่วนใหญ่ก็เหมือนไม่ได้เลือกเส้นทางนี้

 

3. จุดแรกที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเหมือนพาดพิงถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND (1865, Lewis Carroll, novel) ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ เรื่อง

 

เพราะฉากที่พระเอก (เบิร์ด) เห็นนางเอก (อีฟ) เดินผ่านรถของเขากับเพื่อนร่วมงานไปอย่างรวดเร็ว แล้วพระเอกก็เลยรีบเดินตามนางเอกไป แล้วหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เผชิญกับปริศนาพิศวงและกลุ่มผู้มีอิทธิพล มันทำให้เรานึกถึง “อลิศในดินแดนมหัศจรรย์” น่ะ เพราะในนิยาย/นิทานเรื่องนี้ อลิศก็อยู่กับพี่สาวในช่วงต้นเรื่อง แล้วอลิศก็เห็น “กระต่ายขาว” เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว อลิศก็เลยรีบตามกระต่ายขาวไป แล้วหลังจากนั้นอลิศก็เลยได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ และเผชิญหน้ากับ Queen of Hearts ที่ชอบสั่งให้ประหารชีวิตคนต่าง ๆ ด้วยการตัดหัว

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

4. ชอบความพยายามในการจัดวางเงื่อนงำต่าง ๆ ในหนังน่ะ โดยไม่มีตัวละครมาพูดสรุปให้ เราต้องปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าพอเราหลับไป 5 นาทีในการดูรอบแรก เราก็เลยงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย 555 แต่พอเราดูรอบสอง เราก็เลยลองปะติดปะต่อเล่น ๆ ด้วยตัวเองได้ดังนี้

 

เหมือนตัวละครผู้ร้ายสำคัญในหนังเรื่องนี้ คือ “ผู้มีอิทธิพล”, “ลูกชายของเขา”, “เปรม” และ ตำรวจ

 

ตัวละครผู้มีอิทธิพลคนนี้เหมือนปรากฏตัวครั้งแรกในฉากที่พระเอกกับเพื่อน ๆ ไปเก็บศพหญิงสาวคนนึงที่ตายในบ้านหรู ในห้องที่มีรูปวาดกระต่ายขาว ผู้มีอิทธิพลคนนี้ปรากฏตัวแบบเบลอ ๆ เห็นหน้าตาไม่ค่อยชัด เขาอ้างว่าคนตายเป็นลูกสาวของเขา และกดดันเปรมกับตำรวจให้ทำตามที่เขาต้องการ โดยให้มีการกำจัดศพโดยเร็ว ผ่านทางการฌาปนกิจอย่างเร่งด่วน เขาสั่งให้ตำรวจสั่งให้เบิร์ดลบรูปถ่ายทิ้ง และก็ดูเหมือนจะมีบุคคลลึกลับอีกคนนึงอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย (ไม่รู้ว่าคือลูกชายของเขาหรือเปล่า)

 

หลังจากนั้นผู้มีอิทธิพลคนนี้ก็ปรากฏตัวอีกครั้งกับสมัครพรรคพวกในร้านเหล้า พระเอกก็เลยปลอมตัวเป็นพนักงานร้านเหล้าไปปะทะกับคนกลุ่มนี้ในฉากที่น่าจดจำที่สุดของหนัง แล้วพระเอกก็เลยได้ข้อมูลมาว่า ผู้มีอิทธิพลคนนี้อ้างว่าเขาไม่มีลูกสาว และเขาได้สั่งให้ลูกชายไปจัดการปัญหาเรื่องที่ดินในพื้นที่แห่งหนึ่ง

 

พื้นที่แห่งนั้นคือพื้นที่แห่งเดียวกับที่พระเอกไปพบศพคนตายหลายคนในป่าในช่วงท้ายเรื่อง และมีการพบซากยานพาหนะในป่าด้วย ส่วนหนุ่มหล่อที่ปรากฏมาในฉากนั้นน่าจะเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ชอบบทพูดของ ”เปรม” ด้วย ที่บอกว่า “บางทีคนบางคนกลับเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อที่....” ซึ่งตอนดูรอบแรกเราก็ไม่ทันคิดอะไร แต่พอดูรอบสองเราถึงเข้าใจว่าบทพูดของเปรมในฉากนี้สื่อถึงอะไร

 

5. ชอบที่หนังเต็มไปด้วยปริศนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน อย่างเช่น

 

5.1 ในพื้นที่ที่พระเอกทำงาน มีคนตายอย่างเป็นปริศนาหลายคน และมีคนหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังก็ไม่ได้คลี่คลายเรื่องนี้โดยตรง แต่ทำให้นึกถึงประเทศไทย ที่มีคนตายจำนวนมากเพราะผู้มีอิทธิพล และมีการอุ้มหาย

 

5.2 เหมือนครอบครัวของพระเอก ก็เป็นปริศนาสำหรับเรา พระเอกเหมือนจะบอกว่า แม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ แต่ทำไมพระเอกถึงฝันร้ายถึงพ่อหลายครั้ง เหมือนพ่อของเขาทำอะไรเลวร้ายบางอย่างในความฝัน แล้วทำไมในฝันของเขา พ่อของพระเอกถึงหน้าตาคล้ายลูกชายของผู้มีอิทธิพล หรือเราจำมั่ว จำผิดพลาด จำสลับกันเอง 55555

 

5.3 รูปถ่ายในบ้านของพระเอก เหมือนจะสื่อว่า พ่อของพระเอกน่าจะเป็น “ข้าราชการยศสูง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้เราแอบเปรียบเทียบสถานะของพระเอกกับสถานะของเด็กหนุ่มในเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง แล้วหนังก็เก็บงำภาพของ “แม่พระเอก” เอาไว้ ก่อนจะเผยให้เห็นลาง ๆ ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นปริศนาที่น่าสนใจสำหรับเรา

 

6. ประเด็นของหนังก็น่าสนใจดี ที่เหมือนจะพูดถึงประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องเจ้าพ่อ, ผู้มีอิทธิพล ที่สามารถขจัดศัตรูได้อย่างง่าย ๆ ราวกับเป็นนักมายากล พวกเขามีอิทธิพลครอบงำตำรวจบางคนและเจ้าหน้าที่บางคนในองค์กรต่าง ๆ พวกเขาเหมือนจะให้อิสระกับคนอื่น ๆ ในบางครั้ง แต่ก็เป็นอิสระเสรีภาพแบบในวงจำกัด และพวกเขาก็สามารถปลิดชีวิตคนที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพได้ทุกเมื่อที่พวกเขาต้องการ

 

สถานะของตัวละครพระเอกก็น่าสนใจดี เพราะถ้าหากพ่อของเขาเป็นข้าราชการยศสูง พระเอกหรือพ่อของเขาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลมาก่อน หรือพ่อของเขาอาจจะเคยทำอะไรเลวร้ายมาก่อน (จนส่งผลให้พระเอกฝันร้าย) แล้วพระเอกก็อาจจะเกลียดผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน เกลียดที่พวกเขาทำให้คนตายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก แต่พระเอกก็ไม่สามารถโค่นล้มอะไรพวกเขาได้

 

7. จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ก็อาจจะเป็นเรื่องวิธีการสื่อสารเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง เพราะพอหนังให้นางเอกเล่าเรื่องพวกนี้แบบปากเปล่า ทีละขยัก มันก็เลยยากสำหรับเราในการตามเนื้อเรื่องในการดูรอบแรก เพราะเรื่องสั้นที่นางเอกแต่งมันมีตัวละครเยอะมาก อย่างเช่น

 

7.1 พ่อมด

7.2 เมียของพ่อมด ที่ทิ้งคำสาปหรือคำทำนายเรื่องกระต่ายขาวจะนำมาซึ่งความพินาศ เอาไว้

7.3 ลูกชายพ่อมด ที่มีอายุราว 12 ปี

7.4 แฟนของลูกชายพ่อมด (เราจำไม่ได้แล้วว่า เธอชื่อ เกรซ หรือเปล่า)

7.5 กระต่ายขาว

7.6 กลุ่มกระต่ายดำที่พ่อมดเลี้ยงไว้

7.7 Sofia และครอบครัวของโซเฟีย

7.8 สัตว์ที่ถูกพ่อมดฆ่าตาย

7.9 สัตว์ที่ถูกลูกชายของพ่อมดฆ่าตาย

 

8. เราเข้าใจว่า การนำเสนอเรื่องสั้นแบบนี้ด้วยการให้นางเอกเล่า แล้วให้คนดูจินตนาการภาพตามด้วยตัวเอง มันก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้คนดูตกอยู่ในสถานะเดียวกับพระเอก ต้องคอยจินตนาการภาพในหัวตามด้วยตัวเองเหมือนกัน และพอตัวละครในเรื่องสั้นนี้มันไม่ถูก represent ด้วยภาพใดๆ มันก็เลยส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสั้นเหล่านี้อาจจะ represent แทนสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทย หรือถูกเทียบเคียงกับตัวละครอื่นๆ ในหนัง (พระเอก, ครอบครัวของพระเอก, ผู้มีอิทธิพล, ลูกชายของผู้มีอิทธิพล) ได้ง่ายขึ้น

 

แต่วิธีการแบบนี้ มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้เราตามเนื้อเรื่องได้ยาก เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากมันมีการ represent เรื่องสั้นนี้ ด้วยการทำเป็นฉาก animation ให้คนดูได้เห็นไปเลย มันก็อาจจะช่วยให้คนดูตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า แต่มันก็ต้องแลกกับข้อดีในย่อหน้าข้างต้น เราก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า วิธีการแบบใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

9. อีกจุดที่เราชอบมากในหนัง ก็คือเรื่องของตัวละครเจมส์ หนุ่มกู้ภัยที่ฆ่าตัวตายหลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตคนรัก (หรือเขาถูกผู้มีอิทธิพลฆ่าตาย เพราะเขาล่วงรู้ความลับบางอย่าง เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

 

ที่เราชอบเรื่องราวของเจมส์ หนุ่มช้ำรักมาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็นส่วนที่อาจจะไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง ที่เราเขียนไว้ในข้อ 6 น่ะ (หรือเราอาจจะเชื่อมโยงไม่ได้เอง 555) มันก็เลยเหมือนกับว่า ตัวละครเจมส์ช่วยให้หนังเรื่องนี้มีพื้นที่ให้หายใจหายคอได้บ้าง

 

คือรสนิยมส่วนตัวของเรา มักจะชอบหนังที่ treat ตัวละครเป็นมนุษย์ มากกว่าหนังที่ใช้ตัวละครเป็น “เครื่องมือในการบอกเล่าประเด็น” น่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า หนึ่งในจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ตัวละครเกือบทุกตัว “เหมือนจะดำรงอยู่เพียงเพื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นของหนัง” น่ะ หนังไม่ได้มีพื้นที่หรือมีความยาวมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ตัวละครแต่ละตัวได้หายใจหายคอบ้าง

 

แล้วพอเราเหมือนเชื่อมโยงเจมส์กับประเด็นหลักของหนังไม่ได้ เราก็เลยชอบตัวละครนี้มาก ๆ ไปเลย เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นมนุษย์ มากกว่าเป็นเพียง function หรือเป็นเพียง “เครื่องมือในการส่งสารถึงผู้ชม”

 

แต่เราก็ไม่ได้มีปัญหากับจุดนี้ของหนังมากนักนะ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นหนังทุนต่ำ ทุนอิสระ หนังมันก็เลยสั้นมาก แล้วพอทุนน้อย หนังสั้น หนังมันก็เลยไม่มีโอกาสให้ตัวละครได้ exist เพื่อชีวิตของตัวเองจริง ๆ ได้ แต่ถ้าหากหนังมันยาวกว่านี้ ตัวละครก็อาจจะมีโอกาสได้มีชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

10. ซึ่งจริง ๆ แล้ว “หนังการเมืองไทย” เรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะมีลักษณะคล้ายหนังเรื่องนี้นะ คือมีการสร้างตัวละครเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นเหมือน ๆ กัน และตัวละครไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ เหมือนกัน แต่หนังการเมืองไทยเรื่องอื่น ๆ มันมี “สิ่งทดแทน” ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินอย่างมากให้กับเราน่ะ อย่างเช่น BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) มันก็มี “ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง/ประเด็น” ที่น่าสนใจมาก  ๆ สำหรับเรา ส่วนหนังของ Taiki Sakpisit กับ Jakrawal Nilthamrong มันก็มี “ความมหัศจรรย์ทางภาพและเสียง” และ “อารมณ์ที่งดงามแบบบทกวี” มาช่วยสร้างความสุขอย่างล้นปรี่ให้กับเรา หนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke มันก็มีเนื้อเรื่องที่สนุกหุยฮามาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังการเมืองไทยที่อาจจะไม่ได้ treat ตัวละครเป็นมนุษย์จริง ๆ เรื่องอื่น ๆ มันก็เลยไม่ได้มีปัญหาสำหรับเรา เพราะเราได้รับความสุขจากองค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังได้

 

แต่เหมือน THE WHITE RABBIT ยังขาดจุดนี้อยู่บ้างสำหรับเราน่ะ คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี magic นะ และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับชอบสุดขีด หรือ A+30 แต่เราว่า magic ของหนังเรื่องนี้มันยังไปไม่สุด หรือยังไม่ทรงพลังอย่างสุดขีดน่ะ magic ของหนังเรื่องนี้ยังพัฒนาได้อีก และถ้าหากหนังเรื่องนี้มันมี magic รุนแรงจริง ๆ มันก็สามารถทดแทนตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ ได้

 

11. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของคุณ Natpakorn Nangnoi ที่เราได้ดู ต่อจาก

 

11.1 SCREENPLAY (2021, documentary, 40min, A+30)

 

11.2 วายชนม์ ALL THAT LIVES, DIES (2021, Natpakorn Nangnoi, 21min, A+30)

 

11.3 BACK TO HEAVEN โศกาอาดูร (2023, 49min, A+30)

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่อาจจะชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุด เพราะถึงแม้ THE WHITE RABBIT มันอาจจะมีจุดอ่อนหรือจุดที่ไม่เข้าทางเราอยู่บ้างตามที่เราเขียนมาข้างต้น แต่หนังเรื่องนี้มันก็มีความ unique สำหรับเราน่ะ ทั้งเรื่องความเป็นนักมายากลและเรื่องปริศนาที่ไม่คลี่คลายต่าง ๆ (ครอบครัวของพระเอก, คนตายและคนสูญหายจำนวนมาก, ผู้มีอิทธิพล) เราก็เลยรู้สึกว่า เราน่าจะแยก THE WHITE RABBIT ออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายมากในความทรงจำของเรา

 

ส่วน SCREENPLAY นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็อาจจะคล้ายกับหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ในปี 2021 ที่ตัวละครเล่าเรื่อง “หนังที่ถ่ายทำไม่ได้เพราะติดปัญหาโควิด” เหมือนกัน

 

ส่วน “ALL THAT LIVES, DIES” กับ “BACK TO HEAVEN” นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็มีส่วนคล้ายกับหนังสั้นไทยจำนวนมากที่พูดถึง “ตัวละครที่กลับไปเยี่ยมบ้านในชนบท” น่ะ

 

เราก็เลยชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุดในบรรดา 4 เรื่องนี้ เพราะเราว่ามันมีจุดที่ทำให้เราแยกมันออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาได้อย่างง่ายดาย

+++

 

เราอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ “มองไม่เห็นวิว” มานาน 14 ปีแล้ว เพราะห้องของเราโดนตึกข้าง ๆ บดบังวิว เพราะฉะนั้นเวลาเราได้เห็นท้องฟ้ากว้าง ๆ ขณะนั่งรถไฟฟ้า เราก็เลยมีความสุขมาก 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1025475549921857

 

No comments: