Showing posts with label THINGS EXPERIENCED. Show all posts
Showing posts with label THINGS EXPERIENCED. Show all posts

Monday, March 23, 2026

TO INTERRUPT OR NOT TO INTERRUPT A THRILLER SCENE

 

31. THE WOMAN KING (2022, Gina Prince-Bythewood, USA/South Africa/Ireland)

DP – Polly Morgan

 

เมื่อวานตอนทำลิสท์ลืมนึกถึงหนังเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yvHPLNeWPJqxopoNu4VoP68LD3UAp5uGknrEabfVynPaTNwVpMmp7yqFhWw9hPfPl

 

+++

 

เฉลยว่าอ่านข่าวนี้แล้วนึกถึงหนังไทยเรื่องอะไร

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

คือเราอ่านข่าวนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังไทยเรื่อง PEE NAK 5 พี่นาค 5 (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, horror, A+20) เพราะว่าตัวละครผู้ร้ายใน “พี่นาค 5” เคยเป็นเด็กที่ถูกพ่อทำทารุณกรรม แล้วพอเขาโตขึ้นมา เขาก็เห็น “พ่อกับลูกชายคู่นึง” มีความสุขด้วยกันมาก ๆ พ่อคนนั้นรักและปฏิบัติกับลูกชายตนเองอย่างดีมาก เขาก็เลยทนเห็นคนอื่น ๆ มีความสุขไม่ได้ เขาก็เลยก่ออาชญากรรมร้ายแรงขึ้นมา

 

คือตอนที่เราดู “พี่นาค 5” ฉากอาชญากรรมนั้นมัน disturbing เราอย่างรุนแรงมาก ๆ แต่เราก็จะตั้งคำถามว่า มันมีคนแบบนั้นจริง ๆ เหรอ แต่พอเราอ่านข่าวญี่ปุ่นข่าวนี้ เราก็พบว่า ความเป็นจริงบนโลกนี้มันโหดร้ายกว่าใน “พี่นาค 5” เสียอีก เศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP JAMIE BLANKS (1971-2026)

 

เราชอบหนังเรื่อง URBAN LEGEND (1998) ที่เขากำกับมาก ๆ ส่วน VALENTINE (2001, Jamie Blanks) เราก็ชอบในระดับนึง

 

ชอบ quote คำพูดของเขาอันนี้มาก ๆ

 

On his film-making style, Blanks told an interviewer: “I tried to learn a lot from John Carpenter in terms of keeping things simple, I tried to learn a lot from Sam Raimi about how to keep things fun, and I tried to learn a lot from Kathryn Bigelow about how to make things really stylish.”

 

ภาพจาก URBAN LEGEND

 

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่

https://www.theguardian.com/film/2026/mar/20/urban-legend-director-jamie-blanks-dies-valentine-jared-leto?utm_term=Autofeed&CMP=fb_us&utm_medium=Social&utm_source=Facebook&fbclid=IwY2xjawQrpqZleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFKZ210OVQxNzI0WWVSelRyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHoWHXpEq2H9faSnyFWHKLCvBp0gsMvHbwF4BGCzTKRXeNkPsn3NOY4ozlGYn_aem_PJDF4GShu-Oz0v_boISWWg#Echobox=1774025311

++++

 

15. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)

 

ตัวละคร Shiori Maezawa พูดคำว่า Tadaima ในหนังเรื่องนี้

+++

พอเห็นข่าว Kim Ju Ae เด็กหญิงอายุ 13 ปีที่เป็นลูกสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ขับรถถังด้วยตัวเอง เราก็นึกว่าเธอมาเพื่อปะทะกับ “สิงห์สาวบาซูก้า” SCHOOLGIRL COMMANDO IZUMI (1987, Japan, TV series)

 

ญี่ปุ่นควรฝึกนักเรียนหญิงในโรงเรียนไฮสกูลให้ยิงบาซูก้าแม่น ๆ แบบในละครเรื่องนั้น เพื่อรับมือกับผู้นำหญิงของเกาหลีเหนือในอนาคต 55555 (ล้อเล่นค่ะ)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

+ CONTACT (1997, Robert Zemeckis, 150min, A+30)

+ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg, A+30)

 

1.ในขณะที่ไทยถนัดเรื่องการผลิตหนังสยองขวัญแนว “เหนือธรรมชาติ” “ผี ๆ สาง ๆ” แต่ไม่ถนัดในการผลิตหนังไซไฟ ฮอลลีวู้ดก็มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดีในการผลิตหนังไซไฟ ซึ่งเราสงสัยว่าความถนัดที่แตกต่างกันนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ความเชื่อพื้นฐาน” ของประชากรในทั้งสองประเทศหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

แต่พอเราดู PROJECT HAIL MARY ที่เราชอบสุดขีด เราก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่ถึงแม้ฮอลลีวู้ดจะถนัดในการผลิตหนังไซไฟ เน้นความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่หนังไซไฟบางเรื่องมันก็มีการพาดพิงถึง “สิ่งเหนือธรรมชาติ” หรือมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย คือถึงแม้ “วิทยาศาสตร์” กับ “supernatural beliefs” จะดูเหมือนเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่หนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่องก็ผนวกสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน

 

อย่างใน PROJECT HAIL MARY นั้น เราจะเห็นนัยทางศาสนาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 ชื่อหนัง

1.2 ชื่อพระเอก “Grace”

1.3 ดนตรีประกอบ

1.4 เพลงในช่วง end credit

 

แต่โดยรวม ๆ แล้ว เราว่า PROJECT HAIL MARY มีความเป็น secular มากกว่า religious นะ แต่มันก็น่าสนใจดีที่ตัวนิยายต้นฉบับและผู้สร้างหนังเรื่องนี้จงใจใส่นัยทางศาสนาเข้ามาผ่านทางองค์ประกอบต่าง ๆ ของหนัง

 

2. เราก็เลยนึกถึงหนังไซไฟฮอลลีวู้ด อย่าง CONTACT และ WAR OF THE WORLDS ที่มันก็มีนัยทางศาสนาอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของ CONTACT นั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณประชา สุวีรานนท์ เคยเขียนถึงประเด็นนี้อย่างละเอียดยิบและอย่างดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ไปแล้ว

 

ในส่วนของ WAR OF THE WORLDS นั้น ตอนจบของหนังก็แสดงให้เห็นถึงนัยทางศาสนาเป็นอย่างดี

 

3. ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี ที่หนังไซไฟของฮอลลีวู้ดบางเรื่อง มันมีนัยทางศาสนาอยู่ด้วย ซึ่งก็จะทำให้นึกถึง NEON GENESIS EVANGELION และสิ่งนี้ก็อาจจะเหมาะนำมาเปรียบเทียบกับ

 

3.1 หนังไซไฟของสหภาพโซเวียตและรัสเซียบางเรื่อง ที่ “มีความเป็น spiritual แต่ไม่ religious” หรือเปล่า อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อย่างเช่น SOLARIS (1972, Andrei Tarkovsky), STALKER (1979, Andrei Tarkovsky), HARD TO BE A GOD (2013, Aleksei German, 177min)

 

3.2 หนังไซไฟของจีน ที่น่าจะเป็น secular + political อย่างรุนแรง และไม่มีความ religious อย่างเช่น THE WANDERING EARTH 2 (2022, Frant Gwo, China, A+30)

+++

 

รายงานผลประกอบการประจำวันที่ 20-21 MARCH 2026

 

FRIDAY 20 MARCH

 

1. DHURANDHAR THE REVENGE (2026, Aditya Dhar, India, 230 min, A+30)

 

ดูที่ SF TERMINAL 21 รอบ 11.40 น.

 

2. BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

 

ดูที่ EmQuartier รอบ 17.20 น.

 

SATURDAY 21 MARCH

 

3. LABYRINTH (2025, Shoji Kawamori, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 11.30 น.

 

4. MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 14.00 น.

 

5. WOODEN BUDDHA พระไม้ (2026, Preecha Sakorn ปรีชา สาคร, Niyom Wongpongkam นิยม วงศ์พงษ์คำ, A-)

 

ดูที่ Major Ratchayothin รอบ 16.30 น.

 

6. PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

 

ดูโรง IMAX ที่ Major Ratchayothin รอบ 19.00 น.

 

อพาร์ทเมนท์ของเราอยู่ห่างจากพารากอน 1.44 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมเจอร์ รัชโยธิน 9.15 กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าช่วงนี้เราอาจจะไปดูหนังที่รัชโยธินบ่อยกว่าพารากอนเสียอีก เพราะว่า

 

1. หนังเข้าฉายที่รัชโยธินเยอะกว่าที่พารากอน

 

2. จัดรอบการดูหนังที่รัชโยธินง่ายกว่า เพราะแต่ละเรื่องมีรอบฉายเยอะ

 

3. เมเจอร์ รัชโยธินเต็มไปด้วยร้านอาหารที่ราคาถูกกว่าพารากอน

 

4. ไม่ต้องกังวลเรื่องแย่งกันลงลิฟท์หลัง 4 ทุ่ม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่พารากอน

 

+++

 

32. HALE COUNTY THIS MORNING, THIS EVENING (2018, RaMell Ross)

DP – RaMell Ross

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02yk8P3ENmZg62zqx5Ywr6Ls6NgjKYVNyARLjTPREVrWe3VXQoaLY7ryHwckrPgDkzl

+++

 

ฉันรักเขา คนึงพจน์ ถิ่นจันทร์ ใน MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++++

 

วันนี้ไปดูหนังเรื่อง BECOMING HUMAN (2025, Polen Ly, Cambodia, A+30) ที่ Bangkok Kunsthalle แล้วเราก็เห็นว่ามันมีงาน LISA ALTEREGO ASIA POP-UP จัดอยู่ในตึกเดียวกันด้วย ก็เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นแฟนเพลงของวง Lisa Lisa & Cult Jam และไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ Lisa แต่อย่างใด 555

++++

 

ช่วง “กระแสสำนึกของแม่หมี” – ฉากแอคชั่นที่ประทับใจ, ปัญหาในการดัดแปลงนิยายเป็น moving images, thriller scenes and what interrupts them

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

 + ดาบมังกรหยก NEW HEAVENLY SWORD AND DRAGON SABRE (1986, Hong Kong, TV series, 40 episodes, A+30)

+  DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan, animation, A+30)

+ GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่การจดบันทึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อบางแง่มุมของหนังเหล่านี้เท่านั้นนะคะ

 

1. หนึ่งในฉากที่เราชอบมาก ๆ ใน BLADES OF THE GUARDIANS คือฉากที่ Dao Ma (Wu Jing) (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) สู้กับผู้ร้ายคนนึงที่อยู่ทางด้านหลังของตัวเขา แล้ว Dao Ma เลยใช้กระบี่แทงทะลุตนเองบริเวณใต้ไหล่ แล้วกระบี่นั้นก็แทงทะลุผู้ร้ายที่อยู่ด้านหลังของตัวเขา คือกระบี่แทงทะลุทั้งตัว Dao Ma และผู้ร้าย แต่ Dao Ma เหมือนได้รับบาดเจ็บแค่นิดเดียว เพราะกระบี่ไม่ได้แทงทะลุร่างเขาในจุดสำคัญ แต่ผู้ร้ายตายห่าไปเลย เหมือนกับว่ากระบี่เล่มนั้นแทงทะลุหัวใจผู้ร้าย

 

คือเราชอบฉากนี้มาก ๆ เพราะว่ามันเป็นกระบวนท่าต่อสู้ที่รุนแรงมาก มันคือการใช้กระบี่แทงทะลุตัวเองเพื่อไปฆ่าฝ่ายตรงข้าม และกระบวนท่านี้มันทำให้เรานึกถึง ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งด้วย

 

2. ในนิยายเรื่อง “ดาบมังกรหยก” ของกิมย้งนั้น ในช่วงกลางเรื่อง  ทูตเมฆลิ่วล่อง ทูตลมศักดิ์สิทธิ์ และ ทูตจันทร์รำไพ จากพรรคจรัสเปอร์เซีย ได้ต่อสู้กับตัวละครอื่น ๆ อย่างรุนแรง สามทูตเปอร์เซียนี้ใช้ป้ายอัคคีศักดิ์สิทธิ์ 6 อันเป็นอาวุธ และพวกเขาสามารถเอาชนะยายเฒ่าบุปผาที่มีวิทยายุทธสูงมาก และสามารถเอาชนะราชสีห์ขนทองที่มีวิทยายุทธสูงมากได้

 

เตียบ่อกี้กลัวว่าราชสีห์ขนทองจะถูกสามทูตเปอร์เซียฆ่าตาย เขาก็เลยตัดสินใจเข้าไปต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซีย แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถเอาชนะได้ องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยเอากระบี่อิงฟ้า (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ) เข้าไปต่อสู้ด้วย เพื่อจะได้ช่วยชีวิตเตียบ่อกี้ที่เธอหลงรัก

 

ในขณะที่เตียบ่อกี้กับองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอยู่นั้น ทูตเปอร์เซียคนหนึ่งที่เป็นสตรีได้โอบตัวองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงจากทางด้านหลัง องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงก็เลยตัดสินใจจะ “พลีชีพเพื่อผู้ชายที่ตนรัก” ด้วยการใช้กระบี่อิงฟ้าแทงทะลุร่างกายตนเอง เพื่อที่กระบี่จะได้แทงทะลุทูตสตรีเปอร์เซียที่อยู่ด้านหลังจนตกตายไปตามกันด้วย แต่พอดีเตียบ่อกี้เห็นว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงกำลังจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพแบบนั้น เขาก็เลยพยายามเข้าขัดขวางไม่ให้เธอแทงกระบี่จนทะลุร่างของตนเอง ผลก็คือองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงได้รับบาดเจ็บจากกระบี่ที่แทงตนเอง แต่เธอก็รอดตายมาได้ เธอพลีชีพไม่สำเร็จ

 

คือฉากนี้ในนิยายมันเป็นหนึ่งในฉากที่เราชอบที่สุดตลอดกาลน่ะ เราชอบ “การพลีชีพเพื่อผู้ชายที่เราอยากได้เป็นผัว” อะไรแบบนี้มาก ๆ มันเป็นการพลีชีพของผู้หญิงที่เรารู้สึกตราตรึงสุดขีดมาก ๆ การใช้กระบี่แทงทะลุร่างตนเองเพื่อจะได้ฆ่าศัตรูให้ได้

 

แต่ตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็แอบงง ๆ ว่า ก่อนหน้านั้นเราเคยดูละครทีวีเรื่อง “ดาบมังกรหยก” (1986) ทางช่อง 3 มาแล้ว ซึ่งมันก็มีฉากการต่อสู้กับสามทูตเปอร์เซียอย่างรุนแรงมาก แต่มันมี moment กระบี่พลีชีพของผู้หญิงแบบนี้ในละครหรือเปล่านะ ทำไมเราจำไม่ได้ว่ามันมี moment แบบนี้ในฉากนั้นด้วย หรือว่าผู้สร้างละครทีวีตัดฉากนี้ในนิยายออกไป

 

ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานหลายปี และเราได้โอกาสดูฉากนี้ซ้ำอีกครั้งในยูทูบ เราก็พบว่า ฉากนี้ในละครมันเร็วมาก องค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง (หลีเหม่ยเสียน) ในละครพยายามจะใช้กระบวนท่ากระบี่พลีชีพในการต่อสู้กับทูตสตรีเปอร์เซียจริง ๆ แต่ moment นั้นใช้เวลาเพียงแค่ 1-5 วินาทีเท่านั้นตอนเป็นละคร คนดูดูไม่ทันแน่นอน เพราะผู้สร้างละครเรื่องนี้ไม่ได้ “อธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร” เลยแม้แต่นิดเดียวในช่วงที่ตัวละครต่อสู้กัน ผู้สร้างละครเรื่องนี้เลือก choice ที่ให้คนดูได้ดูการต่อสู้แบบวินาทีต่อวินาที โดยไม่มีการ interrupt ฉากการต่อสู้เหล่านี้ด้วยการอธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครแต่ละตัว

 

(เราลงลิงค์ไปดูฉากนี้ไว้ใน comment นะ ฉากนี้จะอยู่ในนาทีที่ 10-20 ของคลิปในลิงค์)

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ฉากนี้มันคือปัญหาคลาสสิคมาก ๆ ในการดัดแปลง texts, words, นิยาย มาเป็น moving images คือเหมือนพอเราจะดัดแปลงวรรณกรรมมาเป็นหนัง/ละคร เราก็พบว่าเราไม่สามารถถ่ายทอด ”ความคิด”, “ความรู้สึก”, “ความตั้งใจ” ของตัวละครออกมาผ่านทาง words แบบในนิยายได้ แล้วพอเราไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละครออกมาได้ เราสามารถถ่ายทอดได้เพียง “สิ่งที่ตัวละครกระทำ” คนดูละครทีวีก็เลยได้ดูเพียงแค่ “การต่อสู้อย่างรวดเร็วมากขององค์หญิงเตี๋ยเมี่ยง จนองค์หญิงบาดเจ็บ” แต่คนดูละครทีวีไม่รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพให้เตียบ่อกี้ (เหลียงเฉาเหว่ย) ด้วยกระบวนท่าแทงทะลุร่างตนเอง

 

คือฉากนี้มันคือ ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES OF ALL TIME ในนิยายเลยน่ะ แต่พอมันเป็นละครทีวี มันเหมือน “หาย” ไปเลย เพราะพอเราได้เห็นอะไรแบบนี้แค่ 1-5 วินาทีบนจอ เราก็ไม่รู้เลยว่าองค์หญิงเตี๋ยเมี่ยงตั้งใจจะพลีชีพ เราก็เลยมองว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้ “ตัดสินใจดัดแปลงบทประพันธ์ด้วยการทำในสิ่งที่โหดมาก ๆ” ด้วยการตัดเนื้อหาส่วนที่เป็นความคิดของตัวละครออกไปจากฉากนี้

 

แต่เราก็ไม่โทษผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้เลยนะ เพราะตอนที่เราดูละครทีวีเรื่องนี้ เราก็รู้สึกว่าฉากนี้มันสนุกสุดขีดมากๆๆๆๆๆ น่ะ เราว่าผู้สร้างละครทีวีเรื่องนี้คงชั่งน้ำหนักมาเป็นอย่างดีแล้วแหละว่า จะเลือกอะไร ระหว่างการนำเสนอฉากแอคชั่นแบบต่อเนื่อง ไม่มี interruption ใด ๆ หรือว่าจะนำเสนอฉากแอคชั่นแบบที่ให้คนดูได้รู้สิ่งที่อยู่ในหัวตัวละครด้วย แต่การทำเช่นนั้นมันอาจจะทำให้ฉากแอคชั่นขาดความต่อเนื่อง และฉากนั้นมันอาจจะลดความสนุกลุ้นระทึกลงไป

 

เห็นว่า ตู้ฉีฟ่ง (Johnnie To) กับ Benny Chan ร่วมกำกับดาบมังกรหยกด้วยนะ แต่เราไม่รู้ว่าฉากนี้ ซึ่งอยู่ใน “ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29” ใครเป็นคนกำกับ

 

อย่างไรก็ดี พอเราได้เห็น “ความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ระหว่างดาบมังกรหยกเวอร์ชั่นนิยายกับเวอร์ชั่นละครทีวีแล้ว เราก็เลยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า หรือว่า “ผู้สร้างหนัง/ละครทีวี” โดยทั่วไป เขามีความเชื่อหรือมีกฎคร่าว ๆ กันว่า เราไม่ควร interrupt ฉากแอคชั่นหรือฉากลุ้นระทึก ด้วย “การอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในหัวของตัวละคร” ในฉากนั้น ๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าสมมุติฐานของเราถูกต้องหรือเปล่า เพราะเราไม่ใช่แฟนหนังแอคชั่น เราก็เลยไม่มีความรู้เรื่องหนังแอคชั่น

 

3. อย่างไรก็ดี สมมุติฐานดังกล่าวของเรา ก็ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงจนไม่เหลือชิ้นดีในปีที่แล้ว เมื่อเราได้ดู DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE (2025, Hikaru Kondo, Haruo Sotozaki, Japan, animation, A+30) เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากแอคชั่นดุเดือดเลือดพล่านอย่างรุนแรง แต่ฉากเหล่านี้ “ล้วนถูกขัดจังหวะ” ด้วยฉาก flashbacks มากมาย ซึ่งคล้าย ๆ กับการอธิบายอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ คือเราได้เห็นว่าตัวละครต่อสู้ด้วยกระบวนท่าลีลาอย่างไร และเราก็ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกและความคิดของตัวละครในระหว่างการต่อสู้ไปด้วย โดยผ่านทางฉาก flashbacks มากมายในฉากต่อสู้อย่างคับขัน

 

เหมือนแฟน ๆ DEMON SLAYER หลายคนเกลียดฉากแฟลชแบ็คเหล่านี้มาก ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่เรากลับชอบการแฟลชแบ็คเหล่านี้อย่างสุดขีด เพราะว่า

 

3.1 มันแสดงให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องทำฉากแอคชั่นแบบ “ดาบมังกรหยก”, หนังจีน, หนังฮ่องกงเสมอไป คือการทำฉากแอคชั่นแบบไม่อธิบายความคิดตัวละคร มันไม่ใช่ “กฎที่ห้ามละเมิด” มันเป็นเพียง choice หนึ่งในการสร้างฉากแอคชั่นเท่านั้น มันมี choices อื่น ๆ ในการนำเสนอฉากแอคชั่นด้วย และ DEMON SLAYER: KIMETSU NO YAIBA INFINITY CASTLE ได้แสดงให้เห็นอีกทางเลือกหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม

 

3.2 เราแทบไม่เคยดู DEMON SLAYER มาก่อน เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เบื่อฉาก flashbacks เหล่านี้ เพราะว่าฉาก flashbacks เหล่านี้คือ “การให้ข้อมูลใหม่แก่เรา” แต่สำหรับแฟน ๆ anime เรื่องนี้ คงจะเบื่อ “การเล่าซ้ำในสิ่งที่แฟน ๆ ก็รู้ดีอยู่แล้ว” ในฉาก flashbacks เหล่านี้มาก ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

 

3.3 ดูแล้วนึกว่า เราสามารถผสม “ฉากแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่าน” กับ “วิธีการสร้างหนังแบบ Alain Resnais” เข้าด้วยกันได้อย่างคาดไม่ถึง นึกว่าหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องยังต้องพ่าย 55555

 

4. แต่พอเราได้ดู GHOST BOARD กล่องผีสุ่มวิญญาณ (2026, Chanathip Wongpoltree, A+30) เราก็มองว่า การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกด้วยสิ่งที่อยู่ในหัวของตัวละคร ที่เราเคยมองว่ามัน work ใน DEMON SLAYER มันกลับไม่ work ใน GHOST BOARD 55555

 

คือใน GHOST BOARD มันเหมือนมี moments ที่ตัวละครอยู่ในภาวะคับขัน ลุ้นระทึก จะตายมิตายแหล่ จะเก็บลูกเต๋าได้ไหม จะทอยลูกเต๋าได้ไหม หรืออะไรทำนองนี้น่ะ แต่แทนที่หนังเรื่องนี้จะนำเสนอ “สิ่งที่ตัวละครกระทำในแบบวินาทีต่อวินาที” ให้คนดูได้เห็น หนังเรื่องนี้กลับเลือกที่จะนำเสนอ “moments ซึ้ง ๆ มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน ระหว่างตัวละครแต่ละตัว” แทรกเข้ามาในวินาทีคับขันแบบนั้น

 

คือเหมือน moments เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริง มันน่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 5 วินาทีในการตัดสินความเป็นความตาย แต่ในหนังเรื่องนี้ คนดูได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่หนึ่ง แล้วก็ได้เห็นmoments ความสัมพันธ์ซาบซึ้งในใจตัวละครอีก 1 นาที ก่อนที่จะได้เห็นลูกเต๋ากระเด้งในวินาทีที่สอง อะไรทำนองนี้ 555555 (คือเราจำไม่ได้แน่นอนว่า การเรียงซีนในฉากนั้นมันเป็นยังไงนะ อันนี้เป็นเพียงแค่การสมมุติตัวอย่างคร่าว ๆ ตามความรู้สึกของเราเท่านั้นจ้ะ)

 

เราก็เลย “แอบรำคาญ” การขัดจังหวะฉากลุ้นระทึกใน GHOST BOARD ในระดับนึง แล้วเราก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมคนดูหลาย ๆ คนถึงรำคาญฉาก flashbacks ใน DEMON SLAYER 55555

 

เพื่อน ๆ คนไหนเคยดูฉากแอคชั่นในหนังเรื่องอื่น ๆ แล้วมันมี “การขัดจังหวะอย่างรุนแรง” อะไรแบบนี้อีก ก็ยกตัวอย่างมาใน comments ได้นะ

 

ดาบมังกรหยก ตอนที่ 29 (1986)

https://youtu.be/7mp9HiV1lpA?si=a8ariPwwSyggvh-M

 

เรารักอู๋จิงมานานแล้ว แต่เราบอกรักเขาได้ไม่เต็มปาก เพราะเขาชอบรับบทเป็น “ทหารของรัฐบาลจีน” หรือ “เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน” ในหนังเรื่องต่าง ๆ 55555 พอในหนังเรื่องนี้เขารับบทเป็น “จอมยุทธ์ผู้ต่อต้านจักรพรรดิราชวงศ์สุย” เราถึงค่อยรักตัวละครของเขาได้อย่างเต็มที่เสียที

Tuesday, November 04, 2025

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

เพิ่งรู้ว่า Mariko Okada หนึ่งในดารานำของ FLOATING CLOUDS (1955, Mikio Naruse, Japan, A+30) ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ Mariko Okada มีอายุ 92 ปีแล้ว

+++

 

เราชอบ CURIOUS TALES OF A TEMPLE (2025, Cui Yuemei, Huang Heyu, Liu Yilin, Liu Yuan, Xie Junwei, Zou Jing, China, animation, A+30) อย่างรุนแรงมาก เราเดาว่าเนื้อหาแบบของหนังเรื่องนี้มันคือแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของ RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30) แต่น่าเสียดายสุดขีดที่เวอร์ชั่นของ CURIOUS TALES OF A TEMPLE ที่เข้าโรงฉายในไทย มีความยาวเพียงแค่ 115 นาที ทั้ง ๆ ที่หนังเรื่องนี้มีความยาวเต็ม 152 นาที ซึ่งเท่ากับว่าหนังถูกตัดออกไป 37 นาที

 

หนังเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องราวย่อย ๆ หลายเรื่องด้วยกัน โดยเวอร์ชั่นที่เข้าฉายในไทยมีเพียงแค่เรื่อง

 

1. NIE XIAOQIAN

 

เรื่องนี้พระเอกหล่อเหลา ตรงสเป็คเรามาก ๆ กรี๊ดดดดดดดดดดด แต่เราหารูปของเขาในอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย มันเป็นเรื่อง “โปเยโปโลเย” แต่เปลี่ยน setting ใหม่ให้เป็นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

 

2. THE PAINTED SKIN

 

เรื่องนี้เนื้อหาจะคล้าย ๆ  PAINTED SKIN (2008, Gordon Chan, China/Hong Kong, A+30)

 

3. THE DAUGHTER OF MAGISTRATE LU

 

แต่ในเวอร์ชั่นเต็มที่ไม่ได้เข้าฉายในไทยนั้น มันจะมีเรื่อง

 

4. TAOIST FROM LAOSHAN MOUNTAIN

 

5. PRINCESS LOTUS

 

เราก็เลยเสียดายสุดขีดที่หนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในเวอร์ชั่นที่ไม่สมบูรณ์ โดยมีส่วนที่ถูกตัดออกไปจากหนัง 37 นาที

 

พอเราดู CURIOUS TALES OF A TEMPLE เราก็เลยสงสัยว่า เนื้อหาส่วนหนึ่งของ RESURRECTION (2025, Bi Gan) มันอาจจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “supernatural tales” ที่ประพันธ์โดย Pu Songling (1640-1715)  เหมือนกับหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้หรือเปล่า

 

คือตอนที่เราดู RESURRECTION เรารู้สึกว่ามันสะท้อนความหลงใหลในหนังหลาย ๆ genre ด้วยกัน ทั้งหนังเงียบ, หนังฟิล์มนัวร์, หนัง drama ที่คล้าย ๆ PAPER MOON และหนังแนว gangster romantic ที่คล้าย ๆ หนังจีน+ฮ่องกงในทศวรรษ 1990-2000

 

แต่มันจะมีเนื้อหาส่วนหนึ่งของ RESURRECTION ที่เป็น “supernatural tale in a temple” ที่เราไม่แน่ใจว่าสะท้อนถึงความหลงใหลในหนังแนวใด ตอนแรกเรารู้สึกว่า มันอาจจะสะท้อนความหลงใหลใน “หนังชีวิตรันทดช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง”

 

แต่พอเราได้ดู CURIOUS TALES OF A TEMPLE เราก็เลยเดาว่า เนื้อหาส่วนนั้นใน RESURRECTION อาจจะสะท้อนความหลงใหลในบทประพันธ์ของ Pu Songling หรือภาพยนตร์ที่นำเสนอเนื้อหาคล้าย ๆ กันนี้ด้วยก็ได้

+++

เมื่อวานนี้เราซื้อนิยายเกย์เรื่อง MAURICE (1914) ที่ประพันธ์โดย E.M. Forster มาให้ลูกหมีอ่าน นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย เจ้าแม่ วาริน นิลศิริสุข เรายังไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน แต่เราชอบหนังเรื่อง MAURICE (1987, James Ivory, UK, A+30) อย่างรุนแรงมาก

 

ปรากฏว่าเมื่อวานเจอคุณ Jumpol เขาให้นิยายเรื่อง “ประตูแคบ” (1909) ของ Andre Gide มาด้วย ขอบคุณคุณ Jumpol มาก ๆ นะครับ

+++

 

ฉันเติบโตมากับตัวละครเหล่านี้

 

1. “อาจื่อ” ใน “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า”

 

2. “เหมยเชาฟง” ใน “มังกรหยก”

 

3. “ลี้มกโช้ว” ใน “มังกรหยกภาคเอี้ยก้วย”

 

4. “แมงมุม” ใน “ดาบมังกรหยก”

 

5. “นางแส้แดง” ใน “ศึกลำน้ำเลือด”

++++

 

เราเคยดูหนังเรื่อง STRIKING DISTANCE (1993, Rowdy Herrington) ตอนที่มันเข้าฉายในไทยในปี 1993 พอวันนี้เราได้กลับไปอ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เราก็เลยเพิ่งพบว่า ในหนังเรื่องนี้ Bruce Willis แสดงเป็นตัวละครตำรวจชื่อ “Tom Hardy” 

 

อยากให้มีการรีเมคหนังเรื่องนี้ แล้วเอา Tom Hardy มาแสดงเป็น Tom Hardy 55555

 

+++

 

QUADRUPLE FILM WISH LIST

 

1. NO OTHER CHOICE (2025, Park Chan-wook, South Korea, A+30)

 

2. IN COMPARISON (2009, Harun Farocki, Germany, documentary, 61min, A+30)

 

3. NEW PRODUCT (2012, Harun Farocki, Germany, documentary, 36min, A+30)

 

4. NOTHING VENTURED (2004, Harun Farocki, Germany, documentary, 50min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

ตอนจบของ NO OTHER CHOICE ที่แสดงให้เห็นภาพของ “โรงงานยุคใหม่” ที่ไม่ต้องพึ่งพาคนงานอีกต่อไป ทำให้เรานึกถึงตอนจบของ IN COMPARISON มาก ๆ 55555 เหมือนกับว่า IN COMPARISON ซึ่งเป็นหนังในปี 2009 ทำนายอนาคตเอาไว้ได้อย่างแม่นยำและอย่างน่าสะพรึงกลัวมาก ๆ (สำหรับคนจน ๆ อย่างเราที่กลัวหางานทำไม่ได้)

 

พอดู NO OTHER CHOICE ที่มีเนื้อหาส่วนนึงเหมือนสะท้อนความโหดร้ายของโลกทุนนิยม เราก็เลยนึกถึงหนังอีก 2 เรื่องของ Harun Farocki ด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่อง NEW PRODUCT ที่พูดถึงการออกแบบ “สถานที่ทำงาน” ในบริษัทเอกชน ซึ่งเนื้อหาส่วนนึงของหนังเหมือนพูดถึง “ค่านิยม” ต่าง ๆ ของบริษัทเอกชน และเราว่าสิ่งนี้เหมือนมันค่อย ๆ หล่อหลอม “ตัวตน” และ “จิตสำนึก” ของพนักงานบริษัทเอกชนด้วย เหมือนหนังเรื่อง NEW PRODUCT มันสะท้อนให้เห็นถึงการที่บริษัทเอกชนค่อย ๆ ลดทอนความเป็น individuality ของคนแต่ละคนลง และทำให้ลูกจ้างของบริษัทค่อย ๆ แปรสภาพกลายเป็น “ฟันเฟือง” อะไรสักอย่างเพื่อทำกำไรให้บริษัท และเรารู้สึกราวกับว่า สิ่งนี้เหมือนเป็น prequel ของเนื้อหาใน NO OTHER CHOICE

 

ส่วน NOTHING VENTURED ก็เหมือนช่วยเติมเต็มเนื้อหาใน NO OTHER CHOICE เหมือนกัน เพราะ NOTHING VENTURED เหมือนสะท้อน “ความยากลำบากของผู้บริหารบริษัท” ในการทำให้บริษัทของตนอยู่รอดต่อไปให้ได้ในโลกทุนนิยมอันโหดร้าย คือเราว่า “ลูกจ้าง”, “คนงาน” และ “พนักงาน” บริษัทเอกชนแต่ละแห่ง มักจะตกเป็นเหยื่อที่น่าสงสารของบริษัทเอกชนและโลกทุนนิยมอยู่แล้ว และสิ่งนี้เห็นได้ชัดในหนังอย่าง NO OTHER CHOICE แต่เราว่าหนังเรื่อง NOTHING VENTURED อาจจะสะท้อนอย่างไม่ตั้งใจให้เราได้เห็นว่า ผู้บริหารบริษัทเอกชนแต่ละแห่ง โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ก็เผชิญความยากลำบากเช่นกันในการทำให้ตัวบริษัทเองอยู่รอด เพราะแต่ละบริษัทก็เผชิญกับปัญหาหลาย ๆ ด้าน ทั้งการหาทางออกผลิตภัณฑ์ใหม่, การรับมือกับคู่แข่ง, การหาลูกค้าใหม่, การรักษาลูกค้าเดิม และการหาทางดึงดูดเงินลงทุนจากนายทุนที่เขี้ยวลากดินมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู NO OTHER CHOICE เราก็เลยนึกถึงหนังอีก 3 เรื่องของ Harun Farocki โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเหมือนหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มันช่วยเติมเต็มเนื้อหาให้กันและกัน ถึงแม้ว่า “สไตล์” หนังของ Park Chan-wook จะแตกต่างจาก Harun Farocki อย่างรุนแรงก็ตาม

+++++

เราได้ดู SUBARNAREKHA (1965, Ritwik Ghatak, India, 143min) ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ในวันที่ 14 ม.ค. 2003

++++

 

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025 IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

สรุปว่าเราได้ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025 ไปเพียงแค่ 94 เรื่องเท่านั้นค่ะ (ถ้าหากนับแยก SERIOUS GAMES แต่ละภาคออกเป็น 3 เรื่อง และนับแยก PARALLEL ของ Harun Farocki แต่ละภาคออกเป็น 4 เรื่อง แต่ถ้าหากไม่นับแยกกัน ก็จะถือว่าได้ดูหนังในเทศกาลนี้เพียงแค่ 89 เรื่อง)

 

Films that I saw for the first time in Bangkok International Film Festival 2025

 

(in preferential order)

 

1. ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, Ingemo Engström, West Germany, 58min, A+30)

 

2. BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1982, Harun Farocki, West Germany, 114min, A+30)

 

3. DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze, Germany/Georgia, 186min, A+30)

 

4. AGON (2025, Giulio Bertelli, Italy, 100min, A+30)

 

5. A METAMORPHOSIS (2025, Lin Htet Aung, Myanmar, short film, A+30)

 

6. INTIMACIES (2012, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 255min, A+30)

 

7. TWO SEASONS, TWO STRANGERS (2025, Sho Miyake, Japan, 89min, A+30)

 

8. RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, 160min, A+30)

 

9. DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min, A+30)

 

10. GOD WILL NOT HELP (2025, Hana Jusic, Croatia, 137min, A+30)

 

11. I ONLY REST IN THE STORM (2025, Pedro Pinho, Portugal, 211min, A+30)

 

12. THE SILVER AND THE CROSS (2010, Harun Farocki, Germany, documentary, 17min, A+30)

 

13. CASE 137 (2025, Dominik Moll, France, 115min, A+30)

 

14. MIRRORS NO. 3 (2025, Christian Petzold, Germany, 86min, A+30)

 

15. THE LOVE THAT REMAINS (2025, Hlynur Pálmasan, Iceland, 109min, A+30)

 

16. PASSION (2008, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 115min, A+30)

 

17. YES (2025, Nadav Lapid, France/Cyprus, about Israel and Palestine, 150min, A+30)

 

18. HOMEBOUND (2025, Neeraj Ghaywan, India, 119min, A+30)

 

19. THE DEPTHS (2010, Ryusuke Hamaguchi, Japan, queer film, 121min, A+30)

 

20. DIRECTOR’S DIARY (2025, Alexander Sokurov, Russia, documentary, 305min, A+30)

 

21. SINGLE. A RECORD IS BEING PRODUCED (1979, Harun Farocki, West Germany, documentary, 49min, A+30)

 

22. WHAT DOES THAT NATURE SAY TO YOU (2025, Hong Sang-soo, South Korea, 108min, A+30)

 

23. AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, 125min, A+30)

 

24. MAGELLAN (2025, Lav Diaz, Philippines, 160min, A+30)

 

25. MY FATHER’S SHADOW (2025, Akinola Davies, UK/Nigeria, 94min, A+30)

 

26. KONTINENTAL ’25 (2025, Radu Jude, Romania, 109min, A+30)

 

27. LANDMARKS (2025, Lucrecia Martel, Argentina, documentary, 119min, A+30)

 

28. FLOATING CLOUDS (1955, Mikio Naruse, Japan, 123min, A+30)

 

29. DUSE (2025, Pietro Marcello, Italy, 122min, A+30)

 

30. YOUNG MOTHERS (2025, Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne, France/Belgium, 105min, A+30)

 

31. ON THE ROAD (2025, David Pablos, Mexico, queer film, 93min, A+30)

 

32. ANGEL’S EGG (1985, Mamoru Oshii, Japan, animation, 71min, A+30)

 

33. THE PRESIDENT’S CAKE (2025, Hasan Hadi, Iraq, 102min, A+30)

 

34. IMAGO (2025, Déni Oumar Pitsaev, Georgia, documentary, 109min, A+30)

 

35. MILK TEETH (2025, Mihai Mincan, Romania, 104min, A+30)

 

36. LIKE NOTHING HAPPENED (2003, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 43min, A+30)

 

37. ROMERÍA (2025, Carla Simón, Spain, 114min, A+30)

 

38. THE MASTERMIND (2025, Kelly Reichardt, 110min, A+30)

 

39. SECRET OF A MOUNTAIN SERPENT (2025, Nidhi Saxena, India, 108min, A+30)

 

40. THE FOX KING (2025, Woo Ming Jin, Malaysia, 94min, A+30)

 

41. KY NAM INN (2025, Leon Le, Vietnam, 140min, A+30)

 

42. THE MYSTERIOUS GAZE OF THE FLAMINGO (2025, Diego Céspedes, Chile, queer film, 104min, A+30)

 

43. AN IMAGE BY SARAH SCHUMANN (1978, Harun Farocki, West Germany, documentary, 30min, A+30)

 

44. BEDTIME STORIES: BRIDGES, RAILWAYS, SHIPS, CATS (1977, Harun Farocki, West Germany, A+30)

 

45. MAKE UP (1973, Harun Farocki, West Germany, documentary, 29min, A+30)

 

46. TEKI COMETH (2024, Daihachi Yoshida, Japan, 108min, A+30)

 

47. THE CHRONOLOGY OF WATER (2025, Kristen Stewart, 128min, A+30)

 

48. SAND CITY (2025, Mahde Hasan, Bangladesh, 100min, A+30)

 

49. BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

50. URCHIN (2025, Harris Dickinson, UK, 99min, A+30)

 

51. INTERFACE (1995, Harun Farocki, Germany, documentary, 23min, A+30)

 

52. PARALLEL I-IV (2014, Harun Farocki, Germany, video installation, A+30)

 

53. THIS CITY IS A BATTLEFIELD (2025, Mouly Surya, Indonesia, 119min, A+30)

 

54. ALPHA (2025, Julia Ducournau, France, 128min, A+30)

 

55. THE BLACK MAGIC WITH BUDDHA อาถรรพ์สมองผี (1983, Lo Lieh, Hong Kong, 94min, A+30)

 

56. ORPHAN (2025, László Nemes, Hungary, 132min, A+30)

 

57. HEAVEN IS STILL FARAWAY (2016, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 38min, A+30)

 

58. ARCO (2025, Ugo Bienvenu, France, animation, 82min, A+30)

 

59. LAGUNA (2025, Sharunas Bartas, Lithuania, 102min, A+30)

 

60. REMEMBER TOMORROW IS THE FIRST DAY OF THE REST OF YOUR LIFE (1972, Harun Farocki, West Germany, documentary, 10min, A+30)

 

61. DIAMONS IN THE SAND (2024, Janus Victoria, Philippines, 102min, A+30)

 

62. CARAVAN (2025, Zuzana Kirchnerová, Czech, 100min, A+30)

 

63. THE SUN RISES ON US ALL (2025, Cai Shangjun, China, 133min, A+30)

 

64. THEIR NEWSPAPERS (1968, Harun Farocki, West Germany, 25min, A+30)

65. NEW PRODUCT (2012, Harun Farocki, Germany, documentary, 36min, A+30)

 

66. A DAY IN THE LIFE OF A CONSUMER (1993, Harun Farocki, Germany, documentary, 44min, A+30)

 

67. EXIT (2025, Lee Yong Chao, Myanmar/Taiwan, short film, A+30)

 

68. THE SQUARE (2025, Kim Bo-sol, South Korea, animation, 73min, A+30)

 

69. I LOVE THEE FOR GOOD (2009, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 58min, A+30)

 

70. SERIOUS GAMES I: WATSON IS DOWN (2010, Harun Farocki, Germany, documentary, 8min, A+30)

+ SERIOUS GAMES II: THREE DEAD (2010, Harun Farocki, Germany, documentary, 8min, A+30)

+ SERIOUS GAMES IV: A SUN WITHOUT SHADOW (2010, Harun Farocki, Germany, documentary, 8min, A+30)

 

71. THE EXPRESSION OF HANDS (1997, Harun Farocki, Germany, documentary, 30min, A+30)

 

72. ACROSS THE RIVER (2025, He Shengjie, China, short film, 14min, A+30)

 

73. A PART OF US EXPOSED เนื้อนัยน์ (2025, Jeanne Penjan Lassus, Thailand, short film, A+30)

 

74. ORWELL: 2+2 = 5 (2025, Raoul Peck, France, documentary, 119min, A+30)

 

75. ON CONSTRUCTION OF GRIFFITH’S FILMS (2006, Harun Farocki, Germany, documentary, 9min, A+30)

 

76. GIRLS ON WIRE (2025, Vivian Qu, China, 115min, A+30)

 

77. EVERYONE IS A BERLINER KINDL (1966, Harun Farocki, West Germany, documentary, 4min, A+30)

 

78. WHITE CHRISTMAS (1968, Harun Farocki, West Germany, 3min, A+30)

79. COUNTER MUSIC (2004, Harun Farocki, Germany, documentary, 23min, A+30)

 

80. GENERAL CARTOON (1963, Tha Du, Myanmar, 142min, A+25)

 

81. SPYING STARS (2025, Vimukthi Jayasundara, Sri Lanka, 99min, A+25)

82. THE WORDS OF THE CHAIRMAN (1969, Harun Farocki, West Germany, 3min, A+25)

83. TWO PATHS (1966, Harun Farocki, West Germany, documentary, 3 min, A+25)

84. INSTRUCTIONS ON HOW TO PULL OFF POLICE HELMETS (1969, Harun Farocki, West Germany, 2min, A+25)


85. SKIN OF YOUTH (2025, Ash Mayfair, Vietnam, queer film, 122min, A+15)


หนังที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ และได้ดูซ้ำใน BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025


1. INEXTINGUISHABLE FIRE (1969, Harun Farocki, West Germany, second viewing, A+30)

2. NOTHING VENTURED (2004, Harun Farocki, Germany, documentary, second viewing, 50min, A+30)

 

3. IN COMPARISON (2009, Harun Farocki, Germany, documentary, second viewing, 61min, A+30)

 

4. WAR AT A DISTANCE (2003, Harun Farocki, Germany, documentary, 58min, second viewing, A+30)

 

 

สรุปว่า BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2025 คือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตดิฉันในฐานะ cinephile ค่ะ เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้ไป 94 เรื่อง ปรากฏว่าชอบในระดับ A+30 (ชอบสุดขีด) ไปแล้ว 88 เรื่อง (หรือ 94%), ชอบในระดับ A+25 (ชอบเกือบสุดขีด) ไป 5 เรื่อง (หรือ 5%) และชอบในระดับ A+15 (ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) ไป 1 เรื่อง  (หรือ 1%)

 

ก็เลยถือได้ว่า BKKIFF 2025 เป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่เลือกหนังมาฉายได้ตรงใจดิฉันที่สุดค่ะ THIS IS REAL HEAVEN FOR MY LIFE.

+++

 

เมื่อกี้เขียนคุยกับคุณ Warong แล้วก็เลยเพิ่งหวนรำลึกขึ้นมาได้ว่า ตอนที่เรายังเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 ทางช่อง 3 เคยเรียกตัวละครตัวเดียวกัน ด้วยชื่อที่ต่างกัน นั่นก็คือ

 

1. ตอนที่ละครทีวีชุด “ดาบมังกรหยก” เวอร์ชั่นที่นำแสดงโดย “เหลียงเฉาเหว่ย” แพร่ภาพทางช่อง 3 ในช่วงราวปี 1987 ตอนนั้นช่อง 3 เรียกตัวละครปรมาจารย์แห่งสำนักบู๊ตึ้งว่า “เตียซำฮง” ตามสำเนียงแต้จิ๋ว (ถ้าเราจำไม่ผิด)

 

2. แต่ตอนที่ละครโทรทัศน์ชุด ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม (1980) ที่นำแสดงโดย ว่านจื่อเหลียง กับหมีเซียะ แพร่ภาพทางช่อง 3 น่าจะในช่วงราว ๆ ปี 1981-1982 ตอนนั้นทางช่อง 3 เรียกตัวละครที่แสดงโดยว่านจื่อเหลียง ว่า จางซันฟง ตามสำเนียงจีนกลาง

 

แต่สิ่งที่ฮามากก็คือว่า การที่เราจำได้อย่างแน่นอนว่า ตอนนั้นตัวละครของว่านจื่อเหลียง ถูกเรียกว่า “จางซันฟง” เป็นเพราะตอนนั้นเพื่อน ๆ ผู้ชายของเราในโรงเรียนประถม ชอบร้องเพลงลามกติดปากกัน ในช่วงที่ “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม” ออกอากาศ โดยเนื้อเพลงลามกนั้นร้องว่า

 

“จางซันฟงไม่รู้สิ

เห็นไฉ่อีอาบน้ำอยู่

จางซันฟงไปแอบดู

เห็นของดีของไฉ่อี”

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเนื้อเพลงลามกนี้มีที่มาจากไหน อะไรยังไง และเราว่าฉากพระเอกแอบดูนางเอกอาบน้ำไม่น่าจะมีในละครชุด ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม นะ แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านมานานเกือบ 45 ปีแล้ว เรายังคงจำเนื้อเพลงลามกนี้ได้ บ้าบอมาก ๆ 55555

 

รูปครึ่งซ้ายเป็น “จางซันฟงกับไฉ่อี” ใน “ฤทธิ์หมัดสะท้านบู๊ลิ้ม” ส่วนรูปครึ่งขวา เป็น “เตียซำฮง” ใน “ดาบมังกรหยก” เวอร์ชั่นที่นำแสดงโดยเหลียงเฉาเหว่ย  แต่เราไม่รู้ว่า ดาราคนไหนรับบทเป็น เตียซำฮง ในวัยหนุ่ม (ตอนที่เขาเจอกับก๊วยเซียง) ในละครเรื่องนี้นะ

 

 

Friday, October 17, 2025

KANTARA A LEGEND: CHAPTER 1 (2025, Rishab Shetty, India, 165min, A+30)

 

ONE FILM FESTIVAL AFTER ANOTHER

 

หลังจากเผชิญกับการแย่งชิงตั๋วหนังอย่าง THE MASTERMIND (2025, Kelly Reichardt, A+30) ใน BKKIFF เราก็พบว่า ตั๋วหนังเรื่อง GODZILLA: FINAL WARS (2004, Ryuhei Kitamura, Japan, 125min) ที่ PARAGON เกือบเต็มแล้ว ใครที่เพิ่งเสร็จจากงาน BKKIFF ก็อย่าได้ชะล่าใจนะคะ ต้องรีบปึ้บตั๋วโดยด่วนค่ะ

 

หรือไม่งั้นก็ไปดู GODZILLA: FINAL WARS ที่ MBK แทน เพราะที่นั่งยังเหลือเยอะ

 

ตอนนี้วางแผนว่า วันจันทร์ที่ 20 ต.ค. เราอาจจะดู GODZILLA VS. KING GHIDORAH ที่ MBK รอบ 1615 แล้วไปดูหนังสเปนต่อรอบ 1930

 

แล้ววันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. เราอาจจะดู DESTROY ALL MONSTERS รอบ 11.00 ที่ PARAGON, MOTHRA VS. GODZILLA รอบ 1330 ที่ PARAGON และ GODZILLA FINAL WARS รอบ 1805 ที่ MBK

 

+++

 

ฉันรักเขา Shohret Nur นักดนตรีชาวอุยกูร์จาก GEOPOETICS (2024, Mukaddas Mijit, video installation,12min, A+30)

+++

 

FILMS SEEN ON THURDAY 16 OCT, 2025

 

อยากทำอันดับหนัง BKKIFF กับเขาบ้าง แต่ยังมองไม่เห็นวี่แววว่าจะได้มีเวลาทำอันดับเมื่อไหร่ เพราะเราต้องรีบออกไปเก็บหนังเรื่องต่าง ๆ ที่เข้าโรงฉายในตอนนี้ 55555

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. RELAY (2024, David Mackenzie, 112min, A+30)

 

นึกว่าต้องปะทะกับ THE SHADOW’S EDGE (2025, Larry Yang, Hong Kong/China, A+30) และ CASE 137 (2025, Dominik Moll, France, A+30)  ในแง่หนังที่สะท้อนความ paranoid ของโลกยุคปัจจุบันเหมือนกัน (ความหวาดระแวง CCTV, การถูกแกะรอยจากโทรศัพท์มือถือ, การเข้าไปติดอยู่ในรูปถ่ายหรือวิดีโอในโทรศัพท์มือถือของคนแปลกหน้า, etc.) แต่ในบรรดา 3 เรื่องนี้ เราชอบ CASE 137 มากที่สุด

 

2. NORMAL (2022, Toomaj Salehi, Iran, music video/video installation, 3min, A+30)

 

ดูที่ชั้น 8 BACC เราเพิ่งรู้เรื่องของ Toomaj Salehi จากนิทรรศการนี้ หนักที่สุด เขาเป็นแรปเปอร์หนุ่มชาวอิหร่านที่ร่วมประท้วงเรียกร้องสิทธิสตรีในปี 2022-2023 เขาก็เลยถูกจับกุม และ “ถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิต”!!!!!!!!! โชคยังดีที่ “เสียงเรียกร้องจากนานาประเทศ” ช่วยกดดันให้อิหร่านปล่อยตัวเขาในเวลาต่อมา

 

3. a video installation in a mosquito net about Myanmar

 

ดูที่ชั้น 8 BACC ไม่รู้ทั้งชื่อวิดีโอและศิลปิน แต่อาจจะเป็นผลงานของ SACCA ชอบมาก ๆ มันเป็นวิดีโอที่บันทึก “ความปรารถนาของชาวเมียนมา” ซึ่งรวมถึง “คำสาปแช่งเผด็จการทหาร” ด้วย

 

4. GEOPOETICS (2024, Mukaddas Mijit, video installation,12min, A+30)

 

ดูที่ชั้น 8 BACC

 

5. GOOD BOY (2025, Ben Leonberg, 72min, A+)

 

เราชอบแค่ไอเดียตั้งต้นของหนัง แต่พอดู ๆ ไปเราก็รู้สึกว่าหนังมันไม่สนุกเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่อินกับหนัง เพราะเราไม่ชอบหมา และสิ่งนี้ก็แตกต่างจาก PRESENCE (2024, Steven Soderbergh, A+30) ที่เราชอบทั้งไอเดียตั้งต้นและตัวหนังทั้งเรื่อง

 

6. KANTARA A LEGEND: CHAPTER 1 (2025, Rishab Shetty, India, 165min, A+30)

 

รู้สึกว่าหนังที่เขาบอกว่า “ยาว ๆ” ใน BKKIFF 2025 มันไม่ได้ยาวสักเท่าไหร่ เพราะ “หนังอินเดีย” ที่เข้าโรงตามปกติในกรุงเทพทุกสัปดาห์ มันก็ยาวเกือบ 3 ชั่วโมงอยู่แล้ว เหมือนการที่เราตามดูหนังอินเดียเป็นประจำ มันช่วยหล่อหลอมให้เรารู้สึกว่าหนังความยาว 165 นาทีนี่ถือเป็น “เรื่องปกติ” 55555

 

ชอบความ EXOTIC ของหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด คือช่วงหลัง intermission เป็นต้นไปนี่บ้าไปแล้ว ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป สุดขีดคลั่งมาก ๆ นึกว่าได้เข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนาในวิหารโบราณอะไรสักอย่าง หรือเข้าร่วมใน “การสวดภาณยักษ์” ในโบราณสถานลี้ลับ คือจริง ๆ แล้วช่วงครึ่งหลังของหนังเป็น “หนังสงคราม” นะ แต่แทนที่มันจะให้ความรู้สึกว่า “เรากำลังดูหนังสงคราม” มันกลับทำให้เรารู้สึกว่า “เรากำลังเข้าร่วมในพิธีกรรมของศาสนาโบราณ” มากกว่า

 

ที่เราบอกว่าชอบความ EXOTIC เป็นเพราะว่า สาเหตุที่เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีด เป็นเพราะว่าช่วงครึ่งหลังของหนังมันให้ “ประสบการณ์อันรุนแรงที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน” นะ คือถ้าหากเราได้เจอประสบการณ์แบบนี้ทุกสัปดาห์ เราก็คงไม่ชอบมัน (เหมือนกับเราได้เข้าร่วมการสวดภาณยักษ์ทุกสัปดาห์ เราก็อาจจะไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการสวดภาณยักษ์อีกต่อไป) แต่พอหนังเรื่องนี้มันทำให้เราได้สัมผัสกับความบ้าคลั่งแบบนี้เป็นครั้งแรก เราก็เลยตกตะลึงพรึงเพริดกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

 

 

 

 

Sunday, October 12, 2025

DRACULA VS. RESURRECTION

 

FILMS SEEN ON FRIDAY OCTOBER 10, 2025

 

ในวันศุกร์เราได้ดูหนังไปแค่ 3 เรื่อง

 

เนื้อหาข้างล่างนี้มี SPOILERS ของ DRACULA (Radu Jude) และ RESURRECTION นะคะ

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min, A+30)

 

นึกว่า A CELEBRATION OF MALE BODIES ไม่สามารถละสายตาจาก “กล้ามเนื้อต้นขา” ของดาราชายในหนังเรื่องนี้ได้เลยค่ะ ฟินที่สุด

 

2. DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min, A+30)

 

2.1 กราบตีนมาก ๆ ดูแล้วนึกว่ารวมผู้กำกับหนังเยอรมัน 3 คนไว้ในตัวคนคนเดียว 5555 ซึ่งได้แก่

 

2.1.1 ความกะหรี่แตกของ Rosa von Praunheim

 

2.1.2 ความการเมือง + เทคโนโลยีด้านภาพและภาพเคลื่อนไหว ของ Harun Farocki

 

เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนสำรวจ “ความเป็นไปได้ของการใช้ AI images ในภาพยนตร์” และสำรวจสื่อภาพเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบันอย่างเช่น Tiktok ด้วย

 

2.1.3 ความร้อยเรียงเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน แบบในหนังของ Alexander Kluge

 

เหมือนโครงสร้างของ DRACULA ทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง THE POWER OF EMOTION (1983, Alexander Kluge, West Germany, A+30) มาก ๆ ที่เป็นการนำเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงราว 10-15 เรื่องมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู CARICATURANA (2021, Radu Jude, A+30) แล้วเรารู้สึกว่า CARICATURANA มันมีความเป็น Alexander Kluge สูงมาก ๆ และพอเราได้ดู DRACULA เราก็เลยมั่นใจว่า Radu Jude มีความเป็น Kluge ผสมอยู่ในตัวสูงจริง ๆ

 

2.2 ชอบเรื่องราวต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องมาก ๆ ซึ่งเรื่องราวบางเรื่องเหมือนอาจจะเกี่ยวข้องกับตำนาน Dracula โดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างเช่น

 

2.2.1 เรื่องราวของ “ความอยากเป็นอมตะ” ของคนยุคปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

 

2.2.2 เรื่องราวของ “ธุรกิจ” ที่เหมือนเอารัดเอาเปรียบทั้ง “พนักงาน” และ “ลูกค้า”

 

2.2.3 เรื่องราวของ “ม็อบศาลเตี้ย” คือภาพของกลุ่มคนที่ตามไล่ฆ่าตอกอกแดรคคูล่าในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงพวกม็อบศาลเตี้ยมาก ๆ

 

2.2.4 การใช้ AI ซี่งทำให้เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้เปรียบเทียบ AI กับ Dracula ในแง่นึงด้วยหรือเปล่า เพียงแต่ว่า AI ไม่ได้สูบเลือดสูบเนื้อ แต่สูบข้อมูลจากมนุษย์เพื่อมาหล่อเลี้ยงตัวเอง

 

2.2.5 เรื่องราวของคู่รักที่อาจจะถือได้ว่ามีการ exploit กันหรือเปล่า เพราะฝ่ายชายไม่บอกฝ่ายหญิงตั้งแต่แรกว่าตนเองมีลูกมีเมียแล้ว

 

2.2.6 การนำตำนาน DRACULA มาพลิกกลับหัวกลับหาง เพราะในตำนานเดิมนั้น “ศาสนา” เป็นฝ่ายดี แต่เรื่องเล่าย่อยในหนังเรื่องนี้ “ศาสนา” เป็นฝ่ายผู้ร้าย เป็นฝ่ายที่ทำร้ายประชาชน ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาปกครองโรมาเนียหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

2.2.7 เรื่องราวของ Vlad the Impaler ต้นกำเนิดของ Dracula ที่แนวคิดทางการเมืองอันโหดเหี้ยมของ “เผด็จการ” รายนี้ ยังคงสะท้อนให้เห็นได้ในนักการเมืองยุคปัจจุบัน ทั้ง “ความคลั่งชาติ” และ “ความคลั่งจารีต”

 

2.2.8 เรื่องของการเปรียบเทียบ Dracula กับ “นายทุนหน้าเลือด”

 

2.2.9 เรื่องของ “ค่ารักษาพยาบาล” ที่แพงจนผู้ป่วยไม่มีเงินจ่าย

 

2.2.10 บริษัทที่หลอกให้คนมาซื้อหุ้น แล้วบริษัทก็หายสาบสูญไป

 

2.2.11 โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ที่พยายามสูบเงินจากผู้ชม

 

2.2.12 ผู้สร้างภาพยนตร์ ที่อาจจะพยายามดึงดูดผู้ชม โดยผ่านทาง  “ฉากอีโรติก” และ “love story” ซึ่งในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า ผู้สร้างภาพยนตร์พยายามสูบเอาอะไรบางอย่างจากตำนาน Dracula มาใช้ประโยชน์ 55555

 

2.3 ชอบที่หนังเหมือนใส่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำนาน Dracula เข้ามาด้วย อย่างเช่น

 

2.3.1 การเมืองยุคปัจจุบัน ทั้งการเหยียดคนมุสลิม, ปัญหาอุยกูร์, โรฮิงญา, ความเหี้ยของรัสเซียในสงครามยูเครน

 

2.3.2 การล้อเลียนตำนานทางศาสนา ที่คำตรัสของพระเยซูกลายเป็นความจริง

 

2.3.3 เรื่องของคนเก็บขยะในโลกยุคปัจจุบัน ที่ซึ้งมาก ๆ คนเก็บขยะคนนี้ถูกเหยียดทั้งจาก

 

2.3.3.1 ชนชั้นกลาง ที่ฐานะดีกว่า, ถือว่าตัวเองมีความรู้สูงกว่า, มีรสนิยมดีกว่าคนอื่น ๆ

 

2.3.3.2 ครูหรือผู้บริหารโรงเรียน

 

2.3.3.3 ลูกสาวของตัวเอง

 

3. RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, 160min, A+30)

 

3.1 งดงามที่สุด รู้สึกว่าหนังมัน “สวยงามหยดย้อย” ในแบบที่เข้าทางเราอย่างรุนแรง ดูแล้วรู้สึกดื่มด่ำกับมันอย่างสุดขีดมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้มันมีความเป็น “หนังทดลอง” สูงกว่าหนังเรื่องก่อน ๆ ของ Bi Gan อย่าง KAILI BLUES (2015, A+30) และ LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT (2018, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเรา เพราะปกติแล้วเรามักจะไม่อินกับ “ตัวละคร” ใน narrative story ในหนังหลาย ๆ เรื่อง แต่เราจะอินกับหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องที่ไม่ได้พยายามทำให้ผู้ชมอินไปกับตัวละคร เราก็เลยชอบจุดนี้ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3.2 ไม่แน่ใจว่าหนังต้องการพูดถึงอะไรบ้าง แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการบรรยายของ Dennis Lim ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในประเด็น THE DEATHS OF CINEMA 55555 เพราะในการบรรยายครั้งนั้น Dennis Lim แสดงให้เห็นว่า ในอดีตช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมานั้น มีหลายครั้งหลายหนที่คนบางคนเคยเชื่อกันว่า “ภาพยนตร์” อาจจะตายแล้ว แต่ “ภาพยนตร์” ก็ถูก RESURRECT กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ทุกครั้ง ฆ่าไม่ตาย ถึงแม้จะต้องเผชิญกับ “โทรทัศน์”, “วิดีโอเทป” หรืออะไรต่าง ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้พูดถึง cinema ที่มีชีวิตอยู่มานานราว 100 กว่าปี เหมือนเป็น “แวมไพร์” ที่ฆ่าไม่ตาย เหมือนจะตายแต่ก็ไม่ตาย อยู่รอดต่อมาได้เรื่อย ๆ และภาพยนตร์ก็เหมือนกับ “แวมไพร์” ในแง่ที่ว่า ภาพยนตร์มีชีวิตอยู่ได้ “ท่ามกลางความมืด” ในโรงภาพยนตร์ และในบางครั้งภาพยนตร์ก็มีชีวิตอยู่ได้จาก “เลือดเนื้อของตัวละคร”

 

3.3 ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนกับจะบอกว่า ในอดีตเมื่อราว 100 ปีก่อน ภาพยนตร์ถูกใช้แทนที่ “ฝิ่น” คือในยุคก่อนที่จะมีภาพยนตร์นั้น ความบันเทิงของคนจีนยุคนั้น อยู่ที่ “โรงฝิ่น” ที่ช่วยนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของความฝัน แต่เมื่อภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1895 ภาพยนตร์ก็สามารถนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของความฝันหรรษา แทนที่ฝิ่นได้ และในความฟุ้งฝันนี้ logic อะไรต่าง ๆ ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป

 

3.4 ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้มีความเป็น cinephile สูงมาก เพราะหนังเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องราวย่อย ๆ ที่เหมือนทำให้นึกถึงหนังใน genre ต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น

 

3.4.1 ช่วงของดวงตา เป็นหนังเงียบ หนัง German Impressionist หนังของ Georges Melies หนังของ Rene Clair หนังยุคโบราณที่ถ่ายให้เห็นฉากกว้าง ๆ แบบไม่โฟกัสตัวละคร

 

3.4.2 ช่วงของหู “หนังเสียง” หนังฟิล์มนัวร์ โดยเฉพาะ THE LADY FROM SHANGHAI (1947, Orson Welles)

 

3.4.3 ช่วงของ “ลิ้น” หรือช่วงของ “The Spirit of Bitterness” นี่เราไม่แน่ใจว่ามันต้องการพาดพิงถึงหนัง genre อะไร แต่เราก็ชอบช่วงนี้มาก ๆ หรือว่ามันพาดพิงถึง “หนังชีวิตรันทด” หลังสงครามโลกครั้งที่สองเหรอ 55555

 

สิ่งที่ชอบมาก ๆ ในช่วงนี้คือการสะท้อนแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ยุคนั้นที่ต่อต้านศาสนาอย่างรุนแรง มีการโค่นล้มจารีตประเพณีเก่า ๆ อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4.4 ช่วงของ “จมูก” นี่ทำให้เรานึกถึง PAPER MOON (1973, Peter Bogdanovich) โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3.4.5 ช่วงของมือ ช่วงที่เป็น long take นี่เราก็ไม่แน่ใจว่าต้องการพาดพิงถึงหนัง genre อะไรโดยเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า แต่มันก็ทำให้นึกถึง “หนังโรแมนติกที่ใช้ฉากหลังเป็น criminal world” อย่างเช่น FALLEN ANGELS (1995, Wong Kar-wai) และ SUZHOU RIVER (2000, Lou Ye)

 

3.4.6 ช่วงของสมอง ข่วงนี้ทำให้นึกถึง "ภาพพิกเซล"

 

3.5 เหมือน RESURRECTION นี่สะท้อนถึงทั้ง “พัฒนาการทางภาพยนตร์” และ “ความเปลี่ยนแปลงในประเทศจีน” ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาควบคู่ไปด้วยกัน

 

3.6 ตอนนี้เราตอบไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนของ Bi Gan มากที่สุด เพราะเราชอบ KAILI BLUES และ LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT อย่างสุดขีดคลั่งเหมือน ๆ กัน เหมือนเราชอบหนัง 3 เรื่องนี้พอ ๆ กัน

 

พอดูหนังของ Bi Gan มาได้ 3 เรื่อง ตอนนี้เราก็ขอยกให้เขาเข้าชิงตำแหน่ง ONE OF MY MOST FAVORITE CHINESE DIRECTORS OF ALL TIME ไปเลย เหมือนตอนนี้ถ้าหากถามว่าเราชอบผู้กำกับหนังจีนคนไหนมากที่สุด เราก็คงตอบว่า Wang Bing, Bi Gan และ Jia Zhangke มั้ง (ไม่รวมผู้กำกับไต้หวันและฮ่องกงนะ)

 

แต่เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับหนังจีนอีกหลายคนนะ อย่างเช่น Zhang Lu, Fei Mu, Xie Jin ส่วน Tian Zhuangzhuang, Wang Xiaoshuai, Lou Ye, Zhang Yuan, Pema Tseden นั้นเราก็ชอบหนังของพวกเขามากๆ แต่อาจจะไม่เท่ากับ Wang Bing, Bi Gan และ Jia Zhangke

++++

 

วันอาทิตย์นี้รอบแรกของวันเป็น UNTIL THE END OF THE WORLD ปะทะ KWAIDAN ปะทะ RESURRECTION ปะทะ มือปืน ปะทะ THE SQUARE ปะทะ THE FOX KING ซึ่งก็เลยทำให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายมากว่าจะดูหนังเรื่องอะไร เพราะในบรรดาหนัง 6 เรื่องนี้มีอยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เราไม่เคยดูมาก่อนเลยในชาติภพนี้

 

Edit เพิ่ม: เรายังไม่เคยดู UNTIL THE END OF THE WORLD เวอร์ชั่น 4 ชม.กว่านะ เคยดูแต่เวอร์ชั่น 2 ชั่วโมงกว่า แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหนังที่เคยดูไปส่วนหนึ่งแล้ว 55555

Friday, October 10, 2025

BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

FILMS SEEN ON WEDNESDAY 8 OCT 2025

 

IN PREFERENTIAL ORDER

 

1. HOMEBOUND (2025, Neeraj Ghaywan, India, 119min, A+30)

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้ ซาบซึ้งมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีหลาย ๆ เรื่องของ Anand Patwardhan ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะการเหยียดมุสลิมและการเหยียดวรรณะ

 

2. BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

รู้สึกว่าหนังยังไม่ประสบความสำเร็จในทาง “อารมณ์ความรู้สึก” เท่าไหร่ แต่ “ไอเดีย” ของหนังเรื่องนี้กินขาดมาก ๆ เพราะมันเป็นการให้ “กรุงลิสบอน” กับ “กรุงเทพ” รับบทเป็น “กรุงลิสบอน” เหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังอย่าง THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE (1977, Luis Bunuel, A+30) ที่ให้ดาราหญิงสองคนสลับกันเล่นบทตัวละครคนเดียวกันไปเรื่อย ๆ เพราะเราก็รู้สึกว่า THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเราอย่างรุนแรงเท่ากับหนังเรื่องอื่น ๆ ของหลุยส์ บุนเยล แต่ “ไอเดีย” ของ THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE นั้นถือว่ากินขาดมาก ๆ

 

ตอนที่เราดู BAAN ช่วงแรก ๆ ของหนังเราก็งงมาก ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะการตัดสลับกรุงลิสบอนกับกรุงเทพตลอดเวลา ทำให้เราเห็นแต่ว่า ตัวละครพูดหรือทำอะไร แต่เราจับไม่ได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น “ที่ไหน” และ “เมื่อไหร่” จนผ่านเข้าไปครึ่งเรื่องแล้ว เราถึงค่อยเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มันตั้งใจหลอมรวมกรุงลิสบอนกับกรุงเทพเข้าด้วยกัน สถานที่ในหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นเหมือนกึ่ง ๆ fantasy place หรือเป็น mental landscape ตลอดเวลา

 

ชอบกลวิธีที่หนังใช้ในการหลอมรวมสถานที่ด้วย เพราะนอกจากหนังจะใช้ “การตัดต่อ” ที่เอาฉากตัวละครในลิสบอนกับกรุงเทพมาเรียงตัดสลับกันไปเรื่อย ๆ แล้ว หนังยังใช้วิธีอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในลิสบอน หนังจะใช้เพลงประกอบเป็นเพลงไทย

 

2.2 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในลิสบอน ตัวละครจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในไทย

 

2.3 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในกรุงเทพ ตัวละครจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในโปรตุเกส

 

2.4 สิ่งของในประเทศไทย จะไปปรากฏอยู่ในลิสบอน และป้ายภาษาโปรตุเกส จะไปปรากฏอยู่ในบางสถานที่ในไทย

 

ก็เลยรู้สึกว่า นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเรา ที่เราได้เห็น “กรุงเทพ” รับบทเป็น “ลิสบอน” ในหลาย ๆ ฉาก เพราะก่อนหน้านี้เรามักจะได้เห็นแต่ “ประเทศไทย” รับบทเป็น “เวียดนาม” และ “กัมพูชา” ในหนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่อง แต่ไม่เคยเห็น “กรุงเทพ” รับบทเป็น “ลิสบอน” มาก่อน

 

Leonor Teles จงใจ tribute ให้ Wong Kar-wai และ Hou Hsiao-hsien ในหลาย ๆ ฉากด้วย

 

นอกจากไอเดียของหนังเรื่องนี้จะทำให้นึกถึง “ความเฮี้ยน” ของ Luis Bunuel แล้ว มันยังทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง THE BEAUTIFUL PRISONER (LA BELLE CAPTIVE) (1983, Alain Robbe-Grillet, A+30) ด้วย เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด เหตุการณ์ใน THE BEAUTIFUL PRISONER ก็เกิดขึ้นใน “หลายสถานที่” อย่างเช่นเกิดขึ้นใน บ้านเอ, คฤหาสน์บี, โรงแรมซี, etc. แต่หนังใช้ “ห้องห้องเดียว” ในการรับบทเป็นทั้งบ้านเอ, คฤหาสน์บี, โรงแรมซี อะไรทำนองนี้ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ แต่ผู้ชมจะบอกไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกแปลก ๆ 55555

 

3. ORWELL: 2+2 = 5 (2025, Raoul Peck, France, documentary, 119min, A+30)

 

เป็นหนังที่พูดถึงทั้งสก็อตแลนด์, อังกฤษ, สหภาพโซเวียต, สงครามกลางเมืองสเปน, สหรัฐ, อิรัก, อัฟกานิสถาน, อิหร่าน, ยูเครน, เมียนมา, ไฮติ, สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยตรง

 

แต่เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ ประเทศที่ 2+2 = 5 ของจริง

 

เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่า ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนนั้น ฝ่ายซ้ายของสเปนไม่ได้ต่อสู้กับ fascism เท่านั้น แต่ยังต่อสู้กับ “สายลับของสหภาพโซเวียต” ด้วย คือเป็น “ซ้ายฆ่าซ้าย” ด้วยกันเอง เพราะว่าสตาลินส่ง “สายลับโซเวียต” มาฆ่า Trotskyists หลาย ๆ คนในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน น่าเศร้ามาก ๆ

 

อย่างไรก็ดี การได้ดูหนัง essay film เรื่องนี้หลังจากที่เราเพิ่งได้ดูหนังของ Harun Farocki ไปแล้วหลายสิบเรื่อง ทำให้เรารู้สึก “ไม่ค่อยว้าว” กับหนังมากเท่าที่ควร 55555

 

ตอนนี้เพิ่งได้ดูหนังของ Raoul Peck ไปแค่ 3 เรื่อง เราชอบ I AM NOT YOUR NEGRO (2016) เป็นอันดับหนึ่ง และชอบ THE YOUNG CARL MARX (2017) เป็นอันดับสอง

 

 

4. NEST (2022, Hlynur Pálmason, Denmark/Iceland, 22min, A+30)

++++

 

หนึ่งในฉากที่เราประทับใจมากที่สุดในปีนี้ อยู่ในหนังเรื่อง BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, 114min, A+30)  ที่เพิ่งมาฉายที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือ 3 ฉาก เป็น

 

THREE STEPS OF FALLING ASLEEP หรือ การผล็อยหลับ 3 ขั้นตอน

 

1. ฉากแรกเป็นฉากที่นางเอกเล่า+สาธิตให้พระเอกฟัง เรื่องที่เธอพยายามศึกษาเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม เหมือนเธอไม่พบหนังสือภาษาเยอรมันที่พูดถึงเวียดนามได้อย่างถ่องแท้ เธอก็เลยต้องไปอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับเวียดนาม ซึ่งนั่นก็เลยเป็นการบังคับให้เธอต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสไปด้วย

 

เนื่องจากเธอต้องการอ่านหนังสืออย่างรุนแรง เธอก็เลยตั้งใจว่าจะลดเวลานอนลงให้เหลือน้อยที่สุด เธอไม่ต้องการผล็อยหลับขณะอ่านหนังสือ เธอก็เลยเหมือนถือพวงกุญแจไว้ที่ปลายนิ้วมือ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอผล็อยหลับ ข้อมือก็จะหมดแรง พวงกุญแจที่คล้องไว้ที่นิ้วมือก็จะร่วงหล่นลงสู่พื้น เกิดเสียงดัง และทำให้เธอตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือต่อได้

 

2.ในช่วงต่อ ๆ มาของหนัง เราก็จะเห็นทหารอเมริกันในเวียดนามคนนึงทำแบบเดียวกัน เหมือนเขาประจำการถือปืนซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้ และเขาต้องทำให้ตัวเองไม่ผล็อยหลับ เพราะถ้าหากเขาผล็อยหลับ พวกเวียดกงก็จะถือโอกาสมายิงเขาให้ตายได้ เราไม่แน่ใจว่าเขาใช้วิธีถือพวงกุญแจไว้ที่ปลายนิ้วมือเหมือนนางเอกหรือเปล่านะ แต่ฉากนี้แสดงให้เห็นว่า การผล็อยหลับนำมาสู่การถูกศัตรูฆ่าตาย ไม่ใช่แค่เสียเวลาอ่านหนังสือ

 

3. ในช่วงต่อ ๆ มาของหนัง เราก็จะเห็นทหารอเมริกันถือลูกระเบิดอยู่ที่ขั้นบันได เหมือนเขาถือระเบิดและใช้นิ้วเกี่ยวสลักระเบิดเอาไว้หรืออะไรทำนองนี้ แล้วพอเขาผล็อยหลับ ลูกระเบิดก็ร่วงตกลงมาตามขั้นบันได

 

เราชอบที่หนังใส่ 3 ฉากนี้เข้ามาในหนังมาก ๆ โดยไม่ได้ใส่เข้ามาแบบเรียงติดต่อกัน แต่เหมือนใส่เข้ามาในนาทีที่ 60, 75, 90 ของหนังอะไรทำนองนี้ เราว่าการใส่ฉากที่เชื่อมโยงกันเข้ามาในจังหวะที่ห่างกันแบบนี้ มันทำให้เกิด “สัมผัสคล้องจองแบบบทกวี” ได้ดี

 

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ทำไมเราถึงชอบทั้ง 3 ฉากนี้มาก ๆ เหมือนมันเป็นฉากที่สร้างความประทับใจให้เราและฝังใจเราอย่างรุนแรงมาก โดยที่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ 55555

+++

 

วันศุกร์นี้ที่ SF CENTRAL WORLD ฉาย THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min) ที่โรง 5 รอบ 13.20 น. แล้วก็ฉาย DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min) ที่โรง 5 ต่อในรอบ 16.00 น.

 

ถือได้ว่า SF วางโปรแกรมหนังได้ฉลาดมากค่ะ จับทางถูกว่าคนดูหนังเทศกาลเขาต้องการอะไร 55555

 

 

Thursday, October 09, 2025

STORIES WITHIN STORIES IN RYUSUKE HAMAGUCHI'S FILMS

 

FILMS SEEN ON TUESDAY 7 OCT 2025

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. DONGJI RESCUE (2025, Hu Guan, Fei Zhenxiang, China, 133min, A+30)

 

ถือเป็นหนังที่เป็น “ขั้วตรงข้าม” ของ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, A+30) เพราะว่าในขณะที่ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM “ต่อต้านการเร้าอารมณ์อย่างรุนแรง”  DONGJI RESCUE กลับทำทุกอย่างเพื่อ “เร้าอารมณ์ผู้ชมอย่างรุนแรง” ทั้งอารมณ์สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึก, สะใจที่คนเลวถูกฆ่า, ซาบซึ้งจนร้องห่มร้องไห้, etc.

 

พอดูแล้วก็เลยรู้ตัวเองว่า เราชอบหนังทั้งสองแบบ ทั้งแบบ BEFORE YOUR EYES – VIETNAM และแบบ DONGJI RESCUE ถึงแม้ว่าหนังทั้งสองแบบนี้จะตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง 55555 คือรู้ทั้งรู้ว่า DONGJI RESCUE มันจงใจทำอะไรกับผู้ชมบ้าง แต่เราก็ยินยอมให้หนังเรื่องนี้ทำกับเราแต่โดยดี

 

2. THE LIMINAL SPACE (2025, Surasit Mankhong, video installation, 9min, A+30)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

 

3. PLACING THE PLACE (2025, Prach Pimarnman, Rozee Haree, video installation, A+30)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

 

4. ANONYMOUS LETTER... (2025, Melayu Living, mixed-media installation with video, A+30)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

 

เรายืนดูวิดีโอนี้แค่ราว 5 นาทีนะ ดูแล้วอยากกินอาหารภาคใต้มาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าตัววิดีโอจริง ๆ มีความยาวกี่นาที

 

5. ARCO (2025, Ugo Bienvenu, France, animation, 82min, A+30)

 

ชอบสีสันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้ “ไม่ได้โอ๋เด็ก” แบบหนังแอนิเมชั่นฝรั่งเศสบางเรื่องที่ชอบนำเสนอตัวละคร “เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง” แล้วหนังก็ “ให้รางวัล” เด็กที่เอาแต่ใจตัวเองแบบนั้น โชคดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ไปในทิศทางนั้น

 

6. YOUNG MOTHERS (2025, Jean-Pierre Dardenne, Luc Dardenne, France/Belgium, 105min, A+30)

 

นึกว่า TRUE MOTHERS (2020, Naomi Kawase, Japan, A+30) ผสมกับละครทีวี MELROSE PLACE (1992-1999) เพราะหนังเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงแรง ๆ หลายตัวมารวมกัน

 

ชอบสุด ๆ ที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า อุปสรรคไม่ได้เกิดจาก “ระบบสวัสดิการสังคม” แต่เกิดจากตัวละครแต่ละตัวเอง อย่างเช่น

 

6.1 เด็กสาวที่ขาดความรักความอบอุ่นจากแม่

 

6.2 เด็กสาวที่มีแม่ติดเหล้า ชอบใช้ความรุนแรงกับลูกสาว

 

6.3 เด็กสาวที่หวังจะพึ่งพาผัว แต่ผัวพยายามหลบหน้า

 

6.4 เด็กสาวที่ติดยาเสพติด

 

ฉากที่แม่จะตบลูกสาว แต่ลูกสาว “ต้านการตบ” ไว้ได้ทัน นี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW THIS YEAR เลย

 

++++

 

อยากให้มีคนทำ diagrams ของ “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” ในหนังของ Ryusuke Hamaguchi หรือเขียนบทความเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพราะว่าพอเราดูหนังของเขาหลาย ๆ เรื่อง เราก็พบว่า หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากในหนังของเขา ก็คือการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยการให้ตัวละครเล่า หรือพูด แต่ไม่แสดงภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องเล่านั้นให้ผู้ชมเห็นโดยตรง ผู้ชมต้องฟังจากปากของตัวละคร (หรืออ่าน subtitle text) แล้วจินตนาการภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามเรื่องเล่านั้นในหัวของตัวเอง

 

หนังของ Ryusuke Hamaguchi ที่เราได้ดู

 

1. LIKE NOTHING HAPPENED (2003, A+30)

 

ตัวละครที่แสดงโดย Ryusuke Hamaguchi เล่าเรื่องราวชีวิตของเขาสมัยเป็นเด็กนักเรียน ที่เขาเหมือนเคยมีส่วนร่วม bully เด็กผู้ชายคนนึง และเรื่องเล่านั้นส่งผลกระทบกระเทือนทางจิตใจต่อนางเอกมาก ๆ

 

2. PASSION (2008, 115min, A+30)

 

อันนี้ไม่ได้เป็นฉาก “เล่าเรื่อง” แต่เป็นฉากที่ตัวละครที่เป็นครูพูดคุยกันอย่างยืดยาวกับนักเรียนในห้องเรียน เกี่ยวกับนักเรียนชายคนนึงที่ฆ่าตัวตายไปเพราะถูก bully คนดูไม่ได้เห็นภาพผู้ตายหรือ flashback ของสิ่งที่เกิดขึ้นเลย แต่คนดูต้องจินตนาการภาพในหัวเอาเอง

 

3. I LOVE THEE FOR GOOD (2009, 58min, A+30)

 

อันนี้เหมือนไม่ได้มีฉากเล่าเรื่องยาว ๆ แต่อย่างใด ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

แต่เราสงสัยว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจาก TESS OF THE D’URBERVILLES (1891, ประพันธ์โดย Thomas Hardy, A+30) หรือเปล่า 55555 เพราะตัวละครเทสส์ในนิยายก็ต้องการเขียนจดหมายสารภาพเรื่อง “ความไม่บริสุทธิ์” ของตนเองให้สามีได้อ่านในคืนแต่งงานเหมือน ๆ กัน (ถ้าหากเราจำไม่ผิดนะ)

 

4. THE DEPTHS (2010, 121min, A+30)

 

อันนี้เหมือนไม่ได้มีฉากเล่าเรื่องยาว ๆ แต่อย่างใด ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

แต่เราสงสัยว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากนิยาย DEATH IN VENICE (1912, ประพันธ์โดย Thomas Mann) หรือเปล่า 55555

 

5. INTIMACIES (2012, 255min, A+30)

 

ในหนังเรื่องนี้มี

 

5.1 นักแสดงละครเวทีชายคนหนึ่ง เล่าถึงประวัติชีวิตของตัวเองตอนเด็ก ที่พี่ชายของเขาเคยช่วยชีวิตเขาจากการจมน้ำ

 

5.2 เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ชนเผ่าบันจี้จัมป์”

 

5.3 เนื้อหาของ “ละครเวที” ที่ซ้อนอยู่ในหนังเรื่องนี้

 

5.4 เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “รายการวิทยุที่รับแฟกซ์จดหมายรัก” (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) ที่อยู่ในละครเวที เพราะฉะนั้นเรื่องเล่านี้ก็เลยเป็น “เรื่องเล่าที่ซ้อนอยู่ในละครเวทีที่ซ้อนอยู่ในภาพยนตร์”

 

5.6 ตัวละครกะเทยในละครเวที ก็เล่าถึงประวัติชีวิตของตัวเอง

 

6. TOUCHING THE SKIN OF EERINESS (2013, 53min, A+30)

 

เหมือนไม่มีเรื่องเล่ายาว ๆ ในหนังเรื่องนี้นะ ถ้าหากเราจำไม่ผิด แต่มีเรื่องเล่านิดนึงเกี่ยวกับ “ปลาประหลาด”

 

7. STORYTELLERS (2013, documentary, 120min, A+30)

 

เหมือนเป็นหนังที่สะท้อนประเด็นนี้โดยเฉพาะ หนังเต็มไปด้วย “เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดด้วยปาก” เพื่อให้ผู้ชมจินตนาการภาพในหัวเอาเอง

 

ถ้าจำไม่ผิด เรากลัวเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “เงา” ที่กระโดดออกจากบ้าน แล้วกระโดดข้ามภูเขา ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เหมือนเราเชื่อว่านี่คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง เป็น supernatural phenomenon ที่ไม่มีคำอธิบายใด ๆ อีกต่อไป

 

8. HAPPY HOUR (2015, 317min, A+30)

 

มีฉากที่ “นักเขียนสาว” อ่านเรื่องแต่งของเธอให้ผู้ชมในฮอลล์ฟัง เป็นเรื่องแต่งเกี่ยวกับเพื่อนที่แอบหลงรักเพื่อนระหว่างไปทัศนศึกษามั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

9. HEAVEN IS STILL FAR AWAY (2016, 38min, A+30)

 

มีฉากที่ตัวละครเล่าเรื่อง “การวิ่งซนในวัยเด็ก จนชนของล้มพังพินาศ” และ “การเดินไปโรงเรียนในวัยเด็ก พร้อมกับจับมือน้องสาวไปด้วย” ซึ่งก็เหมือนกับในทุก ๆ เรื่องของ Hamaguchi ที่ผู้ชมจะไม่เห็นภาพ flashback แต่ต้องจินตนาการภาพในหัวด้วยตัวเอง

 

10. WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, 121min, A+30)

 

มีฉากที่ผู้หญิงอ่านเรื่องราวอีโรติกให้อาจารย์ชายฟัง

 

11. DRIVE MY CAR (2021, 179min, A+30)

 

ตัวละครเมียพระเอก เล่าเรื่องของหญิงสาวที่เคยเกิดเป็น lamprey ในชาติก่อน และในชาติต่อมาก็เลยกลายเป็น “คนที่ชอบแอบย่องเข้าบ้านคนอื่น” ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

12. EVIL DOES NOT EXIST (2023, 106min, A+30)

 

เราว่า “การกระตุ้นภาพในหัวของผู้ชม” ในหนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Hamaguchi เพราะว่าในหนังเรื่องอื่น ๆ นั้น ตัวละครมักจะ “เล่าเรื่องราวประวัติชีวิตของตนเองในอดีต” หรือ “เล่าเรื่องแต่ง” ต่าง ๆ แต่ในหนังเรื่องนี้ ฉากที่คล้าย ๆ จะกระตุ้นภาพในหัวของเรามากที่สุด คือฉากที่ตัวละครชาวบ้านถกเถียงกันอย่างยาวนานกับตัวแทนบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นการกระตุ้น “ภาพของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต” ให้เกิดขึ้นในหัวของเรา ซึ่งเป็นความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าหากบริษัทแห่งนั้นมาก่อสร้างอาคารสถานที่ท่องเที่ยว แล้วไม่มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียที่ดีพอ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อแหล่งน้ำของหมู่บ้านแห่งนี้

 

เราว่าการที่ Ryusuke Hamaguchi มักจะใช้วิธีการแบบนี้ในหนังของเขา มันทำให้เกิด gaps บางอย่างที่เราชอบสุดขีดในหนังของเขา ซึ่งได้แก่

 

A. GAP ระหว่าง “เรื่องเล่าจากปากของตัวละคร”, “ภาพของตัวละครขณะเล่าเรื่องที่ปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์” และ “ภาพของเรื่องเล่าในหัวของผู้ชม”

 

B. GAP ระหว่าง “ความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องเล่านั้น ๆ” กับ “เนื้อหาหลักของภาพยนตร์” เพราะว่าเรื่องเล่าเหล่านี้ หลาย ๆ เรื่องมันไม่ได้บอกโดยตรงว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักอย่างไร อย่างเช่นเรื่องของ lamprey girl กับเรื่องราวของพระเอกกับคนขับรถใน DRIVE MY CAR

 

ถ้าหากใครจำ “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” อะไรได้อีกในหนังของ Ryusuke Hamaguchi ก็มาช่วยให้ข้อมูลกันได้นะคะ

 

ภาพจาก THE DEPTHS

++++

 

NEST (2022, Hlynur Pálmason, Denmark/Iceland, 22min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เหมือนเป็น prequel ของ THE LOVE THAT REMAINS (2025, Hlynur Pálmason, Iceland,  A+30)

 

ชอบมาก ๆ ที่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้เหมือนจะประกอบด้วย

 

1. เสา

2. บ้านบนเสา

3. ท้องฟ้าและก้อนเมฆ

4. แสงแดด

5. สภาพอากาศในแต่ละวัน

6. ฤดูกาล

7. landscape ระยะใกล้

8. landscape ระยะไกล

9-11. เด็ก 3 คน

 

คือชอบที่หนังเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวละครมนุษย์เป็นหลักเหมือนหนังทั่ว ๆ ไป แต่เหมือนให้อะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต กลายเป็นตัวละครหลักของหนังด้วย

 

หนังเรื่องนี้เปิดให้ดูฟรีออนไลน์ที่ le cinema club จนถึงราวเที่ยงวันศุกร์ที่ 10 ต.ค.นะ

 

+++

ดีใจที่จะได้ดู THE BANSHEES OF INISHERIN (2022, Martin McDonagh, Ireland, 114min)