Showing posts with label PORTUGAL. Show all posts
Showing posts with label PORTUGAL. Show all posts

Friday, October 10, 2025

BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

FILMS SEEN ON WEDNESDAY 8 OCT 2025

 

IN PREFERENTIAL ORDER

 

1. HOMEBOUND (2025, Neeraj Ghaywan, India, 119min, A+30)

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้ ซาบซึ้งมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีหลาย ๆ เรื่องของ Anand Patwardhan ที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะการเหยียดมุสลิมและการเหยียดวรรณะ

 

2. BAAN (2023, Leonor Teles, Portugal, 103min, A+30)

 

รู้สึกว่าหนังยังไม่ประสบความสำเร็จในทาง “อารมณ์ความรู้สึก” เท่าไหร่ แต่ “ไอเดีย” ของหนังเรื่องนี้กินขาดมาก ๆ เพราะมันเป็นการให้ “กรุงลิสบอน” กับ “กรุงเทพ” รับบทเป็น “กรุงลิสบอน” เหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังอย่าง THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE (1977, Luis Bunuel, A+30) ที่ให้ดาราหญิงสองคนสลับกันเล่นบทตัวละครคนเดียวกันไปเรื่อย ๆ เพราะเราก็รู้สึกว่า THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเราอย่างรุนแรงเท่ากับหนังเรื่องอื่น ๆ ของหลุยส์ บุนเยล แต่ “ไอเดีย” ของ THAT OBSCURE OBJECT OF DESIRE นั้นถือว่ากินขาดมาก ๆ

 

ตอนที่เราดู BAAN ช่วงแรก ๆ ของหนังเราก็งงมาก ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะการตัดสลับกรุงลิสบอนกับกรุงเทพตลอดเวลา ทำให้เราเห็นแต่ว่า ตัวละครพูดหรือทำอะไร แต่เราจับไม่ได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น “ที่ไหน” และ “เมื่อไหร่” จนผ่านเข้าไปครึ่งเรื่องแล้ว เราถึงค่อยเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้มันตั้งใจหลอมรวมกรุงลิสบอนกับกรุงเทพเข้าด้วยกัน สถานที่ในหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นเหมือนกึ่ง ๆ fantasy place หรือเป็น mental landscape ตลอดเวลา

 

ชอบกลวิธีที่หนังใช้ในการหลอมรวมสถานที่ด้วย เพราะนอกจากหนังจะใช้ “การตัดต่อ” ที่เอาฉากตัวละครในลิสบอนกับกรุงเทพมาเรียงตัดสลับกันไปเรื่อย ๆ แล้ว หนังยังใช้วิธีอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น

 

2.1 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในลิสบอน หนังจะใช้เพลงประกอบเป็นเพลงไทย

 

2.2 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในลิสบอน ตัวละครจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการประท้วงในไทย

 

2.3 ในฉากที่ตัวละครอยู่ในกรุงเทพ ตัวละครจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในโปรตุเกส

 

2.4 สิ่งของในประเทศไทย จะไปปรากฏอยู่ในลิสบอน และป้ายภาษาโปรตุเกส จะไปปรากฏอยู่ในบางสถานที่ในไทย

 

ก็เลยรู้สึกว่า นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเรา ที่เราได้เห็น “กรุงเทพ” รับบทเป็น “ลิสบอน” ในหลาย ๆ ฉาก เพราะก่อนหน้านี้เรามักจะได้เห็นแต่ “ประเทศไทย” รับบทเป็น “เวียดนาม” และ “กัมพูชา” ในหนังฮอลลีวู้ดหลาย ๆ เรื่อง แต่ไม่เคยเห็น “กรุงเทพ” รับบทเป็น “ลิสบอน” มาก่อน

 

Leonor Teles จงใจ tribute ให้ Wong Kar-wai และ Hou Hsiao-hsien ในหลาย ๆ ฉากด้วย

 

นอกจากไอเดียของหนังเรื่องนี้จะทำให้นึกถึง “ความเฮี้ยน” ของ Luis Bunuel แล้ว มันยังทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง THE BEAUTIFUL PRISONER (LA BELLE CAPTIVE) (1983, Alain Robbe-Grillet, A+30) ด้วย เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด เหตุการณ์ใน THE BEAUTIFUL PRISONER ก็เกิดขึ้นใน “หลายสถานที่” อย่างเช่นเกิดขึ้นใน บ้านเอ, คฤหาสน์บี, โรงแรมซี, etc. แต่หนังใช้ “ห้องห้องเดียว” ในการรับบทเป็นทั้งบ้านเอ, คฤหาสน์บี, โรงแรมซี อะไรทำนองนี้ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ แต่ผู้ชมจะบอกไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้รู้สึกแปลก ๆ 55555

 

3. ORWELL: 2+2 = 5 (2025, Raoul Peck, France, documentary, 119min, A+30)

 

เป็นหนังที่พูดถึงทั้งสก็อตแลนด์, อังกฤษ, สหภาพโซเวียต, สงครามกลางเมืองสเปน, สหรัฐ, อิรัก, อัฟกานิสถาน, อิหร่าน, ยูเครน, เมียนมา, ไฮติ, สหรัฐอเมริกา แต่ไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยตรง

 

แต่เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงประเทศไทยมาก ๆ ประเทศที่ 2+2 = 5 ของจริง

 

เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่า ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปนนั้น ฝ่ายซ้ายของสเปนไม่ได้ต่อสู้กับ fascism เท่านั้น แต่ยังต่อสู้กับ “สายลับของสหภาพโซเวียต” ด้วย คือเป็น “ซ้ายฆ่าซ้าย” ด้วยกันเอง เพราะว่าสตาลินส่ง “สายลับโซเวียต” มาฆ่า Trotskyists หลาย ๆ คนในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน น่าเศร้ามาก ๆ

 

อย่างไรก็ดี การได้ดูหนัง essay film เรื่องนี้หลังจากที่เราเพิ่งได้ดูหนังของ Harun Farocki ไปแล้วหลายสิบเรื่อง ทำให้เรารู้สึก “ไม่ค่อยว้าว” กับหนังมากเท่าที่ควร 55555

 

ตอนนี้เพิ่งได้ดูหนังของ Raoul Peck ไปแค่ 3 เรื่อง เราชอบ I AM NOT YOUR NEGRO (2016) เป็นอันดับหนึ่ง และชอบ THE YOUNG CARL MARX (2017) เป็นอันดับสอง

 

 

4. NEST (2022, Hlynur Pálmason, Denmark/Iceland, 22min, A+30)

++++

 

หนึ่งในฉากที่เราประทับใจมากที่สุดในปีนี้ อยู่ในหนังเรื่อง BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1981, Harun Farocki, West Germany, 114min, A+30)  ที่เพิ่งมาฉายที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือ 3 ฉาก เป็น

 

THREE STEPS OF FALLING ASLEEP หรือ การผล็อยหลับ 3 ขั้นตอน

 

1. ฉากแรกเป็นฉากที่นางเอกเล่า+สาธิตให้พระเอกฟัง เรื่องที่เธอพยายามศึกษาเกี่ยวกับประเทศเวียดนาม เหมือนเธอไม่พบหนังสือภาษาเยอรมันที่พูดถึงเวียดนามได้อย่างถ่องแท้ เธอก็เลยต้องไปอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับเวียดนาม ซึ่งนั่นก็เลยเป็นการบังคับให้เธอต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสไปด้วย

 

เนื่องจากเธอต้องการอ่านหนังสืออย่างรุนแรง เธอก็เลยตั้งใจว่าจะลดเวลานอนลงให้เหลือน้อยที่สุด เธอไม่ต้องการผล็อยหลับขณะอ่านหนังสือ เธอก็เลยเหมือนถือพวงกุญแจไว้ที่ปลายนิ้วมือ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอผล็อยหลับ ข้อมือก็จะหมดแรง พวงกุญแจที่คล้องไว้ที่นิ้วมือก็จะร่วงหล่นลงสู่พื้น เกิดเสียงดัง และทำให้เธอตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือต่อได้

 

2.ในช่วงต่อ ๆ มาของหนัง เราก็จะเห็นทหารอเมริกันในเวียดนามคนนึงทำแบบเดียวกัน เหมือนเขาประจำการถือปืนซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้ และเขาต้องทำให้ตัวเองไม่ผล็อยหลับ เพราะถ้าหากเขาผล็อยหลับ พวกเวียดกงก็จะถือโอกาสมายิงเขาให้ตายได้ เราไม่แน่ใจว่าเขาใช้วิธีถือพวงกุญแจไว้ที่ปลายนิ้วมือเหมือนนางเอกหรือเปล่านะ แต่ฉากนี้แสดงให้เห็นว่า การผล็อยหลับนำมาสู่การถูกศัตรูฆ่าตาย ไม่ใช่แค่เสียเวลาอ่านหนังสือ

 

3. ในช่วงต่อ ๆ มาของหนัง เราก็จะเห็นทหารอเมริกันถือลูกระเบิดอยู่ที่ขั้นบันได เหมือนเขาถือระเบิดและใช้นิ้วเกี่ยวสลักระเบิดเอาไว้หรืออะไรทำนองนี้ แล้วพอเขาผล็อยหลับ ลูกระเบิดก็ร่วงตกลงมาตามขั้นบันได

 

เราชอบที่หนังใส่ 3 ฉากนี้เข้ามาในหนังมาก ๆ โดยไม่ได้ใส่เข้ามาแบบเรียงติดต่อกัน แต่เหมือนใส่เข้ามาในนาทีที่ 60, 75, 90 ของหนังอะไรทำนองนี้ เราว่าการใส่ฉากที่เชื่อมโยงกันเข้ามาในจังหวะที่ห่างกันแบบนี้ มันทำให้เกิด “สัมผัสคล้องจองแบบบทกวี” ได้ดี

 

แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ทำไมเราถึงชอบทั้ง 3 ฉากนี้มาก ๆ เหมือนมันเป็นฉากที่สร้างความประทับใจให้เราและฝังใจเราอย่างรุนแรงมาก โดยที่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

รูปไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ 55555

+++

 

วันศุกร์นี้ที่ SF CENTRAL WORLD ฉาย THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min) ที่โรง 5 รอบ 13.20 น. แล้วก็ฉาย DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min) ที่โรง 5 ต่อในรอบ 16.00 น.

 

ถือได้ว่า SF วางโปรแกรมหนังได้ฉลาดมากค่ะ จับทางถูกว่าคนดูหนังเทศกาลเขาต้องการอะไร 55555

 

 

Monday, May 19, 2025

JOAO PEDRO RODRIGUES VS. ALAIN GUIRAUDIE

 

เนื่องจากคุณ Ratchapoom Boonbunchachoke ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร FILMMAKER ว่า “I’m particularly inspired by filmmakers whose works are often described as dreamy – like Manoel de Oliveira, Jacques Rivette, João César Monteiro, Otar Iosseliani, Raúl Ruiz, Eugène Green and Chantal Akerman; and younger queer directors like Alain Guiraudie and João Pedro Rodrigues.”

 

เราก็เลยฉวยโอกาสนี้แชร์คลิป “กะหรี่ดำ กะหล่ำดอง” จากปี 2017 อีกครั้ง เพราะในคลิปนี้คุณ Ratchapoom, คุณ Nontouch และคุณ Nattawut ได้ debate กันเกี่ยวกับ Alain Guiraudie and João Pedro Rodrigues 555555

 

ในคลิปนี้มีการพูดถึงหนังเรื่อง

 

1. THE ORNITHOLOGIST (2016, João Pedro Rodrigues)

 

2. STAYING VERTICAL (2016, Alain Guiraudie)

 

3. THE KING OF ESCAPE (2009, Alain Guiraudie)

 

4. STRANGER BY THE LAKE (2013, Alain Guiraudie)

 

5. SITCOM (1998, François Ozon)

 

6. ZERO DARK THIRTY (2012, Kathryn Bigelow)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0wqytooLLuRo2DZ41uiyYgGbxXnLZQFhCx5XDQrcTZhvyHRVZqHv3U6oCbNEdbr6xl

 

Wednesday, November 20, 2024

THE ARTIFICIAL HUMORS (2016, Gabriel Abrantes, Portugal, about Brazil, 30min, A+30)

 

ดีใจที่เราได้ดูหนังของ Hou Hsiao-hsien หลายเรื่องในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

1. THE ASSASSIN (2015)

ดูที่ LIDO

 

2. THREE TIMES (2005)

ดูที่ DOC CLUB THEATRE (WAREHOUSE 30) ในวันที่ 23 ก.ย. 2018

 

3. CAFÉ LUMIERE (2003)

 ดูที่ LIDO

 

4. MILLENNIUM MAMBO (2002)

ดูที่ LIDO

 

5. FLOWERS OF SHANGHAI (1998)

ดูที่ HOUSE SAMYAN

 

6. A CITY OF SADNESS (1989)

ดูที่ห้องฉายหนังในห้องสมุดมหาลัย ธรรมศาสตร์

 

7. DUST IN THE WIND (1986)

ดูที่ SF CENTRAL WORLD ใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK

 

8. A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985)

ดูที่ SF CENTRAL WORLD ใน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK

 

ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนเอาหนังเรื่องอื่นๆ ของโหวมาลงโรงฉายให้พวกเราได้ดูกันอีกนะคะ

 

แต่ที่เราสงสัยมาก ๆ ก็คือว่า THE PUPPETMASTER (1993, Hou Hsiao-hsien) นี่มันเคยเข้าฉายในไทยด้วยหรือเปล่า เพราะเราเหมือนมีความทรงจำว่า เราเคยเห็นคุณ “ตีตั๋ว” เขียนชื่นชมหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงในนิตยสารเอนเตอร์เทนเมื่อ 30 ปีก่อน เราก็เลยไม่แน่ใจว่า เราจำผิดหรือจำถูก มีใครพอจะยืนยันได้บ้างคะว่า THE PUPPETMASTER ของโหว เคยเข้าฉายในไทยไหม แล้วตอนนั้นหนังตั้งชื่อภาษาไทยว่าอะไร

***

 

THE ARTIFICIAL HUMORS (2016, Gabriel Abrantes, Portugal, about Brazil, 30min, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่ลิงค์นี้จนถึงราว ๆ เที่ยงวันศุกร์ที่ 22 พ.ย.นะ

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/os-humores-artificiais/

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู TAPROBANA (2014, Gabriel Abrantes) ในงาน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK และหนังเรื่องนั้นติดอันดับ 1 ในบรรดาหนังสั้นต่างชาติที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2014

 

 

Tuesday, November 05, 2024

MARGARIDA GIL

 

เห็นคุณ Warut เขียนชื่นชมภาพยนตร์โปรตุเกสที่กำกับโดย Margarida Gil เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราเคยดูหนังเรื่อง ADRIANA (2005, A+30) ที่กำกับโดย Margarida Gil พอค้นดูก็พบว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 25 ต.ค. 2008 ในเทศกาลภาพยนตร์ World Film Festival of Bangkok เรายังจำได้เลยว่า คืนวันนั้นเรากับเพื่อน ๆ cinephiles ไปนั่งเมาท์มอยถกกันต่อเกี่ยวกับหนังเรื่อง THE HEADLESS WOMAN เป็นเวลานานมากที่ร้านแมคโดนัลด์ในห้างโซโก้

 

เทศกาลภาพยนตร์ WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK เป็นเทศกาลแห่งความทรงจำที่น่าประทับใจจริง ๆ ค่ะ ขนาดเวลาผ่านมานานหลายปีมาก ๆ แล้ว หนังในเทศกาลนี้ก็ยังคงประทับใจเราอย่างไม่รู้เสื่อมคลาย และเทศกาลนี้ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่กูจะทำงานเสร็จทันหรือเปล่า กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด

***

ช่วงที่โควิดระบาดเราเคยซื้ออาหารกระป๋องมาตุนไว้ พอตอนนี้เราก็เลยต้อง “รับกรรมให้พอ ตัวก่อไว้เอง” ด้วยการแดกอาหารกระป๋องเหล่านี้ก่อนที่มันจะหมดอายุ 555

Wednesday, May 15, 2024

ENTRETANTO

 

ENTRETANTO (1999, Miguel Gomes, Portugal, 25min, A+30)

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่จนถึงราว ๆ เที่ยงวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.

https://www.lecinemaclub.com/now-showing/entretanto/

 

เหมือนจริง ๆ แล้วเหตุการณ์ในหนังมันไม่ได้พิสดาร แต่การเลือกว่าจะถ่ายอะไรในแต่ละฉากมันทำให้หนังพิสดารมาก ๆ สำหรับเรา

++++

เรายังไม่ได้ดูทั้ง 5 เรื่องเลย ทั้ง THE GREAT DICTATOR (1940, Charles Chaplin), CHINATOWN (1974, Roman Polanski), THE MANCHURIAN CANDIDATE (1962, John Frankenheimer), THE NIGHT OF THE HUNTER (1955, Charles Laughton) และ BROKEN BLOSSOMS (1919, D.W. Griffith)

+++

YUKI NO SHIMASU BY MIKI IMAI

Mado ni furu yuki o mite ita

natsukashī hito no soba de

inakamachi shūmatsu no heya wa honō ga yure teta

 wakare o kuyanda tsukihi o anata ga shizuka ni hanasu furue teru watashi no kokoro o sotto tsutsumu yō ni

subete o azukete sono mune ni dakaretai anata o wasureru koto nado dekinakatta itsumo ushinatte kigatsuku soshite nagasa rete yuku node mo kon'ya jibun ni uso wa tsukitakunakatta mōichido anata o aishitemoīdesuka itoshī toiki ni setsunaku taorete yuku mawarimichi o shita kioku kesu yō ni yuki ga furitsudzuku-sa - yōnara omoide kyōmade no watashitachi yorugaaketara ichimen masshirona asa ga kuru

 

Saturday, April 09, 2022

8. I’M GOING HOME (2001, Manoel de Oliveira, Portugal)

 

ONCE UPON A TIME IN BANGKOK, THERE USED TO BE CINEPHILIC HEAVENS CALLED “INTERNATIONAL FILM FESTIVAL” (รำลึกถึงหนังที่เราชอบสุด ๆ ที่เคยดูในเทศกาลภาพยนตร์ของพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง)

 

8. I’M GOING HOME  (2001, Manoel de Oliveira, Portugal)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok International Film Festival ในช่วงต้นปี 2003 ที่มีพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากองเป็น programmer

 

ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของเราที่ได้ดูหนังของปรมาจารย์ท่านนี้จากโปรตุเกส ดูแล้วก็ชอบสุด ๆ นะ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันดีเท่า ๆ กับ “หนังฝรั่งเศสดี ๆ” เรื่องนึงน่ะ คือมันดีมาก ชอบมาก แต่เหมือนมันยังไม่มีความโดดเด้งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ดูแตกต่างจากหนังฝรั่งเศสดี ๆ เรื่องนึง

 

จนกระทั่งต่อมาเราได้ดู A TALKING PICTURE (2003, Manoel de Oliveira) ในเทศกาลภาพยนตร์ World Film Festival of Bangkok ของพี่วิคเตอร์นี่แหละ เราถึงได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า Oliveira นี่สุดจริง และมีความเฮี้ยนเป็นของตัวเองจริง ๆ กราบบบบบบบ

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราได้ดูหนังของ Oliveira น้อยมาก ถึงแม้เราชอบเขาอย่างสุด ๆ เราว่าหนังของเขากับหนังของ Raoul Ruiz มันมี “มนตร์เสน่ห์แปลก ๆ”  บางอย่างที่เราบรรยายไม่ถูก ซึ่งเป็นมนตร์เสน่ห์แบบที่เราชอบสุดๆ

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดูหนังของ Oliveira ไปแค่ 7 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1.ANIKI BÓBÓ (1942)

2.NO, OR THE VAIN GLORY OF COMMAND (1990)

3.THE LETTER (1999)

4.I’M GOING HOME

5.A TALKING PICTURE

6.BELLE TOUJOURS (2006)

7.ECCENTRICITIES OF A BLONDE-HAIRED GIRL (2009)

 

แต่เขากำกับหนังไปแล้ว 65 เรื่อง ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนจัดงาน retrospective หนังของเขาในกรุงเทพ อยากดู THE SATIN SLIPPER (1985) ของเขามากที่สุด เพราะหนังเรื่องนี้มีความยาวเพียงแค่ 6 ชั่วโมง 50 นาที

 

พอพูดถึง Oliveira เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า ทำไมหนังโปรตุเกสมันถึง “เฮี้ยน” กว่าหนังสเปน 55555 คือเราไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์สเปนกับโปรตุเกสเลย เราเป็นคนนอก เราก็เลยมองว่าสองประเทศนี้มันน่าจะคล้าย ๆ กัน เพราะมันก็ตั้งอยู่ติดกัน นับถือคาทอลิกเหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) เคยล่าอาณานิคมเหมือนกัน อยู่ภายใต้ระอบเผด็จการในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ทำไมหนังของสองประเทศนี้ถึงออกมาแตกต่างกันมาก ๆ ดีกันไปคนละแบบ

 

เราว่าหนังสเปนที่เราเคยดูโดยส่วนใหญ่มันจะมีความร้อนแรงบางอย่าง และดูเป็นอะไรเนื้อ ๆ หนังๆ ทั้งหนังของ Luis García Berlanga (WELCOME, MR. MARSHALL!, PLÁCIDO), Carlos Saura, Pedro Almodovar, Bigas Luna, Julio Medem, Ventura Pons, Vicente Aranda, Álex de la Iglesia, Cesc Gay, etc. เหมือนหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้มีอะไรบางอย่างร่วมกันที่มันดูสเปนมาก ๆ เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน

 

(แต่แน่นอนว่าผู้กำกับชาวสเปนบางคนก็อาจจะไม่เข้าข่ายด้านบน อย่างเช่น Luis Bunuel, Victor Erice, José Luis Guerin, Albert Serra)

 

แต่หนังโปรตุเกสที่เราดูหลาย ๆ เรื่องมันมี magic ที่แปลกประหลาดกว่าหนังสเปนน่ะ ซึ่งเราก็บอกไม่ถูกว่าไอ้ magic นี้มันคืออะไรกันแน่ มันเหมือนมี magic พิเศษบางอย่างในหนังโปรตุเกสที่ทำให้นึกถึงหนังของ Apichatpong Weerasethakul + Jacques Rivette +  Raoul Ruiz น่ะ เราก็เลยสงสัยว่าเพราะเหตุใดหนังโปรตุเกสถึงมีอะไรแบบนี้ แต่หนังสเปนไม่ค่อยมี

 

หนังโปรตุเกสที่เราว่ามี magic พิเศษบางอย่าง ก็รวมถึงหนังของ Edgar Pêra (THE BARON), João  Botelho (TRUE AND TENDER IS THE NORTH), João César Monteiro, João Pedro Rodrigues, Joaquim Sapinho, Manoel de Oliveira, Manuela Viegas, Miguel Gomes, Paulo Rocha, Pedro Costa, etc.

 

ก็เลยอยากรู้ว่าเพื่อน ๆ มีความเห็นอย่างไรบ้าง ทำไมหนังโปรตุเกสถึงเฮี้ยนกว่าหนังสเปน ปัจจัยอะไรทำให้มันเป็นแบบนี้

Wednesday, December 05, 2018

AL BERTO (2017, Vicento Alves do Ó, Portugal, A+30)


AL BERTO (2017, Vicento Alves do Ó, Portugal, A+30)

1.แค่ฉากเปิดก็รู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้เข้าทางเราสุดๆอย่างแน่นอน 555 เหมือนมันมีความเหวอบางอย่างในฉากเปิด ตัวละครคุยกันแบบงงๆ ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร แต่อารมณ์ที่ได้มันใช่มากๆ

2.ชอบการถ่ายในหลายซีนมากๆ ทั้งฉากพระเอกเดินที่ริมชายหาด, ฉากพระเอกเจอกับคู่รักที่บ้านครั้งแรก (การจัดแสงเงาในฉากนี้ติดตามากๆ), ฉากพระเอกจับได้ว่าแฟนมีชู้ (ฉากนี้ก็แสงเงาหนักมากเช่นกัน) หรือฉาก Sara ร้องไห้ในช่วงท้ายเรื่อง ชอบทุกฉากที่แม่เลี้ยงของ João Maria โผล่มาด้วย รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจดี

3.รู้สึกว่าจริงๆแล้วตัวละครหนุ่มสาวแหกขนบในหนังเรื่องนี้ สามารถไปอยู่ในหนังของ Rainer Werner Fassbinder ได้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มองตัวละครหนุ่มสาวเหล่านี้ในทางบวกเป็นส่วนใหญ่ เหมือนผู้สร้างหนังรักตัวละครเหล่านี้ และมองว่าผู้ร้ายคือ “สังคมอนุรักษ์นิยม หัวโบราณ ใจแคบ” แต่ถ้าหากตัวละครเหล่านี้ไปอยู่ในหนังของ Fassbinder ตัวละครเหล่านี้ก็จะถูกขุดคุ้ยด้านลบขึ้นมาตีแผ่เป็นส่วนใหญ่

Wednesday, January 24, 2018

BLOOD OF MY BLOOD (2011, João Canijo, Portugal, A+30)

BLOOD OF MY BLOOD (2011, João Canijo, Portugal, A+30)

1.รู้สึกเหมือนมันเป็นส่วนผสมระหว่าง Mike Leigh กับ Brillante Mendoza และเราไม่ชอบส่วนที่เป็น Mendoza ของหนัง 555

หนังนำเสนอชีวิตครอบครัวคนจนครอบครัวหนึ่งในโปรตุเกส เราชอบช่วงครึ่งแรกของหนังมากๆ มันทำให้นึกถึงหนังของ Mike Leigh อย่าง ABIGAIL’S PARTY (1977) และ MEANTIME (1984) ที่นำเสนอชีวิตคนจนหรือชนชั้นกลางระดับล่างได้สมจริงและน่าติดตามมากๆ

แต่ช่วงครึ่งหลังของ BLOOD OF MY BLOOD หนังมันหันไปใช้พล็อตแบบ melodrama น่ะ ถึงแม้ว่าวิธีการถ่ายและการแสดงมันยังเน้นความ realistic อยู่ แต่เหตุการณ์ในหนังมันจะมีความ “แรงๆ” หรือมีการสร้างผลกระทบทางอารมณ์ที่ชัดเจน ซึ่งมันทำให้นึกถึงหนังของ Brillante Mendoza คือเราไม่ค่อยชอบหนังของ Mendoza ในด้านการจงใจสร้างผลกระทบทางอารมณ์บางอย่างน่ะ คือหนังของ Mendoza จะไม่เร้าอารมณ์แบบหนังฮอลลีวู้ด แต่เราจับได้ว่ามันมีการจงใจสร้างอารมณ์ด้วยวิธีการที่เนียนกว่า และเราจะไม่ค่อยถูกโฉลกกับหนังของเขาตรงจุดนี้ (แต่ก็ชอบหนังของเขามากในระดับนึงนะ) เราก็เลยแอบเสียดาย BLOOD OF MY BLOOD ตรงจุดนี้ คือหนังมันขึ้นต้นเป็น Mike Leigh แต่ลงเอยเป็น Brillante Mendoza

2.ฉากที่ชอบที่สุดในหนังคือฉากคาราโอเกะ คือมึงคิดมาได้ยังไง กูยกให้เป็นหนึ่งในฉากที่ทำให้เราหัวเราะหนักที่สุดในชีวิตไปเลย คือในหนังเรื่องนี้จะมีตัวละคร “น้าสาว” คนนึงที่หาผัวไม่ได้ และพยายามเสยหีใส่หนุ่มล่ำในผับ ตัวน้าสาวนี้มีเพื่อนหญิงคนนึงที่ไปเที่ยวผับด้วยกัน และเพื่อนหญิงคนนี้ขึ้นไปร้องคาราโอเกะเพลง UP WHERE WE BELONG แต่ร้องได้เหี้ยมาก คือจริงๆแล้วตัวละครตัวนี้แทบไม่ได้ร้อง เพราะการร้องเพลงของเธอคือการ “อ่าน” เนื้อเพลงไปเรื่อยๆ คือเป็นการอ่านแบบเก๋ๆคลอไปกับทำนองเพลงน่ะ

คือในฉากนี้เราจะเห็นตัวละครน้าสาวพยายามเสยหีใส่ผู้ชายไปเรื่อยๆ แต่จะได้ยินเสียงตัวละครอีกตัวร้องคาราโอเกะเพลง UP WHERE WE BELONG ด้วยการอ่านเนื้อเพลงแบบเก๋ๆตั้งแต่ต้นจนจบเพลง แล้วมันก็เลยฮาสุดๆสำหรับเรา คือมึงไม่ต้องคิดมุกตลกอะไรอีกต่อไป แค่มึงให้ตัวละคร “อ่านเนื้อเพลง” แทนที่จะ “ร้องเพลง” แค่นี้มันก็เกิดความพิลึกพิลั่นน่าขันที่สุดแล้ว

3.ขำ “เสียงประกอบ” ในหนังมากๆ คือ 80% ของหนังจะเป็นฉากในบ้านครอบครัวนี้ แล้วเราจะได้ยินเสียงคนบ้านข้างๆด่ากันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่หนังไม่ขึ้น subtitle ให้เรารู้ว่าตัวละครบ้านข้างๆมันด่ากันเรื่องอะไรตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เรารู้แค่ว่ากลุ่มตัวละครเอกต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบนี้นี่แหละ คือได้ยินเสียงคนด่ากันอย่างรุนแรงตลอด 24 ชั่วโมง 555

4.เราว่าหนังออกแบบเฟรมเก๋ดี คือในบางฉากกล้องจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองห้อง แล้วเราจะเห็นเหตุการณ์ในสองห้องพร้อมกัน

5.ชอบตัวประกอบชิบหายๆในหนังด้วย คือกลุ่มตัวละครหลักนี่ก็ชิบหายกันทุกตัว แล้วหนังยังชอบมีตัวประกอบชิบหายๆที่โผล่มาแค่หนึ่งนาที แต่ก็สร้างความประทับใจอย่างมาก

อย่างเช่นในฉากหนึ่งที่ตัวละครหลักสองตัวคุยกันในร้านอาหาร แต่กล้องจะถ่ายให้เห็นว่ามีเลสเบียนสองคนในร้านอาหารที่ทำหน้าทำตา ทำปฏิกิริยาอะไรกันอย่างน่าสนใจด้วย คือเลสเบียนสองคนนี้ไม่มีบทบาทอะไรอีกเลยในเรื่องนี้ พวกเธอเป็นเพียงแค่คนสองคนที่อยู่ในร้านอาหารเดียวกันกับตัวละครเอกเท่านั้น แต่พวกเธอกลับดึงดูดความสนใจของผู้ชมเป็นอย่างมาก และผู้กำกับก็จงใจให้เป็นเช่นนั้นด้วย


6.ดูจบแล้วทำให้รู้สึกชอบหนังอย่าง MISSING JOHNNY มากขึ้น คือเราว่าข้อเสียนิดนึงของ BLOOD OF MY BLOOD คือการใส่พล็อตแบบ melodrama เข้ามาในช่วงครึ่งหลังของเรื่องน่ะ เหมือนกับผู้สร้างกลัวว่าเนื้อเรื่องมันจะ “ล่องลอย” เกินไป หรือกลัวว่าชีวิตตัวละครมันจะเบาเกินไป หรือกลัวว่าชีวิตตัวละครมันจะขาดความดราม่า แต่หนังอย่าง MISSING JOHNNY กลับแสดงให้เห็นว่า เราไม่เห็นต้องยัด “เนื้อเรื่องหนักๆ” เข้าไปในหนังโดยไม่จำเป็นเลย คือมันมีความหนักใน MISSING JOHNNY อย่างเช่นฉากงานเลี้ยงวันเกิด แต่หนังไม่ได้ไปจมจ่อมอยู่กับมันมากเกินไป  MISSING JOHNNY ก็เลยรักษาโทนของตัวเองไว้ได้ดีจนจบเรื่อง

Monday, January 09, 2017

THE KINGDOM OF SHADOWS (2016, Daniel Fawcett, Clara Pais, 70min, A+30)

THE KINGDOM OF SHADOWS (2016, Daniel Fawcett, Clara Pais, 70min, A+30)

1.In a way, this film reminds me of THE GARDEN (1990, Derek Jarman), because both of them are surrealist films inspired by biblical myths. And both of them have the same effects on me—first they impressed me like abstract paintings, later they impressed me like Impressionist paintings.

This is because I am not familiar with biblical myths at all. I was raised in a Buddhist culture, and have very little knowledge about the Bible or Christianity. So when I watched THE GARDEN for the first time, I didn’t understand anything at all, except the fact that the film links gays with some stories in the Bible. It seemed as if I understood only 20% of THE GARDEN, but I still liked the film very much. It’s like looking at an abstract painting, and think it is very beautiful, though I can’t “understand” the painting at all. But when I watched THE GARDEN again with an American friend, I found that he could interpret nearly every scene in the film, because he is familiar with biblical myths and western culture. So what used to be abstract to me in THE GARDEN suddenly was not abstract any more. THE GARDEN turned from an abstract painting into an Impressionist painting in front of my eyes (or my mind).

That’s roughly the same effect that THE KINGDOM OF SHADOWS had on me. When I watched THE KINGDOM OF SHADOWS for the first time, I liked it very much, though I didn’t understand many parts in the film. I just like the haunting atmostphere in the film. The reason why I couldn’t understand many parts in the film is because I was not familiar with the story of Cain and Abel. So I had to read about it in Wikipedia. After reading it, I can understand the inspirations behind many scenes in the film, such as the murder scene or the wandering scene. And I think it is very touching that the film seems to link three characters in the end—Cain, Eve, and the girl. All of them are banished, expelled or in exile, but the film seems to take their sides or sympathize with these banished characters. The film is like a tribute to those in exile.

So I like THE KINGDOM OF SHADOWS very much, both before and after knowing the story of Cain and Abel. Before I knew this biblical story, I liked THE KINGDOM OF SHADOWS the same way that I like some abstract paintings or surrealist paintings—I don’t understand what I saw at all. I just think it is very powerful in a mysterious way. But after reading the story of Cain and Abel, many scenes in the film suddenly make sense. I still like the film very much, but instead of liking only its atmosphere, its beauty, and its visual power, I also like its story and the way it treats the banished characters.


2.The film is extremely beautiful for me. Its visual is very strong. I don’t know how to describe its beauty. I’m not good at describing this kind of thing, whether in Thai or English. But if I have to compare it with other films, I think its visual beauty can be compared to THE ROSE KING (1986, Werner Schroeter).

3.I like the haunting atmosphere in the film very much. I think it is because I like both arthouse films and horror films, so I’m glad when I find a film which has the elements of both genres in it, such as this film.

4.Many scenes in the film are very memorable, including both the scenes which are understandable and the scenes which are enigmatic. Examples of understandable scenes are the scenes of Adam and Eve. I think the story of Adam and Eve is very familiar to many viewers, so if any directors want to tell this well-known story in their films, they have to find a very interesting way to present this story, or else this story in the film will become very boring. Why do you tell us what we have already known? The viewers might ask.

But the story of Adam and Eve in this film is not boring at all. I think the story is told in a very creative way. The scenes of Adam and Eve are very well-designed. Some of the scenes are in long take, and require a lot of efforts from the cinematographer and the actors. What impresses me a lot in this case is not the story, but how creatively the well-known story is told.

Examples of the enigmatic scenes are the scenes of the black ghost in the kitchen, the scenes of another black ghost haunting the girl, and the scenes which show some androgynous characters, such as the guy with white beard who wears a skirt, or a person with female breasts and a penis. I don’t know the meanings of these scenes or what these characters stand for. I just think they are very memorable, powerful, and thought-provoking.

5.It is extremely difficult to decide which scene I like the most in this film, because this film is full of many memorable and unique scenes. But one of the scenes which I like very much is the scene in which some family members try to eat something with a knife and a fork, instead of using a spoon, and they become very awkward trying to eat it. I don’t know what this scene stands for. But it unintentionally makes me think about how unreasonably people sometimes behave with their own family members.


6.Compared to SAVAGE WITCHES (2012, Daniel Fawcett, Clara Pais),THE KINGDOM OF SHADOWS is much more powerful or accomplished. I mean the visuals in THE KINGDOM OF SHADOWS captivate me much more than the ones in SAVAGE WITCHES. It seems like SAVAGE WITCHES is made by students experimenting something in a laboratory in a school of “film sorcery”, while THE KINGDOM OF SHADOWS is a thesis film which shows that its makers are in full control of “film magic” and are now ready to graduate from the school of film sorcery. The makers of THE KINGDOM OF SHADOWS can now join the rank of other “film sorcerers”—such as Maya Deren, Kenneth Anger, Jane Arden, Derek Jarman, Alain Robbe-Grillet, Werner Schroeter, Nina Menkes, David Lynch. Their films are very different, but some of their films are pure magic. 

Tuesday, December 29, 2015

Film Wish List: PORTUGUESE CINEMA

Film Wish List: PORTUGUESE CINEMA

1.ผู้กำกับรุ่นเก่า

1.1 Manoel de Oliveira
1.2 Paulo Rocha
1.3 Fernando Lopes (ON THE EDGE OF THE HORIZON)
1.4 António Reis + Margarida Cordeiro (TRAS-OS-MONTES)
1.5 João César Monteiro
1.6 João Botelho
1.7 Alberto Seixas Santos (GENTLE COSTUME)
1.8 João Mário Grilo (A ESTRANGEIRA)
1.9 António Campos (PEOPLE FROM VIEIRA BEACH)
1.10 Piere-Marie Goulet (ENCONTROS)
1.11 Luís Noronha da Costa (THE BUILDER OF ANGELS)
1.12 Manuela Serra (THE MOVEMENT OF THINGS)
1.13 Jorge Silva Melo (NO ONE TWICE)
1.14 Rui Simões (GOD MOTHERLAND AUTHORITY – SCENES OF PORTUGUESE LIFE 1910-1974)
1.15 Fernando Matos Silva (THE UNLOVED)

2.ผู้กำกับรุ่นทศวรรษ 1990
2.1 Pedro Costa
2.2 João Canijo (BLOOD OF MY BLOOD)
2.3 Teresa Villaverde (THE MUTANTS)
2.4 Manuel Mozos (XAVIER)
2.5 Joaquim Sapinho (HAIRCUT)
2.6 Joaquim Pinto (THE NEW TESTAMENT OF JESUS CHRIST ACCORDING TO JOHN)
2.7 Maria de Medeiros (THE PRINCE’S DEATH)
2.8 Rita Azevedo Gomes (REVENGE OF A LADY)

3.ผู้กำกับรุ่นทศวรรษ 2000
3.1 João Pedro Rodrigues
3.2 João Rui Guerra da Mata (AS THE FLAMES ROSE)
3.3 Susana de Sousa Dias (48)
3.4 Miguel Gomes
3.5 João Nicolau (THE SWORD AND THE ROSE)

4.ผู้กำกับรุ่น 2005
4.1 Gonçalo Tocha (THE MOTHER AND THE SEA)
4.2 Salomé Lamas (NO MAN’S LAND)
4.3 Gabriel Abrantes (PALACES OF PITY)
4.4 Marco Martins (HOW TO DRAW A PERFECT CIRCLE)

อ่านเพิ่มเติมได้จากนิตยสารออนไลน์ CINEMA COMPARAT/IVE CINEMA





Thursday, April 23, 2015

RECOLLECTIONS OF THE YELLOW HOUSE (1989, João César Monteiro, Portugal, A+30)

RECOLLECTIONS OF THE YELLOW HOUSE (1989, João César Monteiro, Portugal, A+30)

--ดูแล้วนึกว่าอยู่ในโลกที่ “พระเจ้ากลายเป็นโรคประสาทแดก”

--ดูแล้วกรี๊ดแตกมากๆ เพราะเราไม่เคยพบเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนน่ะ คือเราไม่เคยดูหนังของ Monteiro มาก่อน พอมาได้ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เราก็รู้สึกว่ามันมี wavelength ที่ประหลาดมากๆ, มีสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองมากๆ ไม่ซ้ำแบบใครที่เราเคยดูมาก่อนเลย และเราก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับความประหลาดและความเป็นตัวของตัวเองของมันด้วย

--หนึ่งในจุดที่ชอบที่สุดคือความรู้สึกเป็นอิสระบางอย่างในขณะที่ได้ดูน่ะ เพราะมันมีหลายฉากหรือหลาย moment มากๆที่เราไม่รู้ว่า “มันต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง” หรือ “มันต้องการบอกอะไรกับผู้ชม” ซึ่งเราจะไม่รู้สึกแบบนี้กับหนังทั่วๆไปน่ะ คือเวลาเราดูหนังทั่วไป เราจะรู้ได้ในทันทีว่า “ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมหัวเราะ ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมร้องไห้ ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมสะใจ, etc.” หรือถ้าเป็นหนังบางประเภท เราก็จะต้องพยายามตีความแต่ละฉาก และแต่ละสิ่งแต่ละอย่างที่ปรากฏบนจอ มันเหมือนกับว่าฉากต่างๆในหนังทั่วๆไป มันตกอยู่ภายใต้กรอบของ “ความต้องการชักนำอารมณ์ผู้ชม” และ “ความต้องการส่งสารบางอย่างต่อผู้ชม”

แต่หลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ เราดูแล้วไม่รู้จริงๆว่ามันต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง และเราก็ไม่สามารถตีความอะไรในฉากเหล่านี้ได้เลยด้วย มันคงมีความหมายให้ตีความน่ะแหละ (นักวิจารณ์บางคนบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นการเสียดสีชนชั้นกลางโปรตุเกสในยุคนั้น) แต่การตีความหนังเรื่องนี้มันเกินสติปัญญาของเราจริงๆ และเราก็รู้สึกว่า เราได้รับความเพลิดเพลินจากมันโดยไม่ต้องเข้าใจมันไปซะทั้งหมดด้วย เราก็เลยดูหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ได้ด้วยความรู้สึกเป็นอิสระจาก “กรอบของการชี้นำทางอารมณ์” และ “กรอบของความหมาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่มักกดทับหนังเรื่องอื่นๆ

ตัวอย่างฉากที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ก็เช่น ฉากที่พระเอกกินยาอย่างยืดยาว หรือฉากการแสดงดนตรีของตำรวจน่ะ เราไม่รู้จริงๆว่าฉากเหล่านี้มันต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง และต้องการจะสื่อสารอะไรกับผู้ชม แต่เราชอบลักษณะของความผิดเพี้ยนไปจากหนังปกติแบบนี้มากๆ

--ถ้าให้เปรียบเทียบกับผู้กำกับคนอื่นๆ เราก็อาจจะเปรียบเทียบได้อย่างคร่าวๆว่าหนังมันเหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง John Waters กับ Marguerite Duras น่ะ คือโดย “เนื้อหา” แล้วตัวละครมันอัปปรีย์จัญไรไร้สติหีแตกแบบในหนังของ John Waters แต่ “สไตล์” ในหลายๆฉากมันเหมือนกับหนังอาร์ตนิ่งช้าแบบ Marguerite Duras ซึ่งเราว่ามันเป็นส่วนผสมที่ประหลาดมากๆ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน คือปกติแล้วเวลาเราดูหนังที่ตัวละครหีแตกแบบนี้ หนังมันจะออกมาในสไตล์ฉูดฉาดสุดๆ เอะอะมะเทิ่งกันมากๆ แบบหนังของ John Waters, Alejandro Jodorowsky, Seijun Suzuki, Toshio Matsumoto อะไรทำนองนั้น คือสไตล์มันจะไม่ใช่แบบนี้

แต่สไตล์ของหนังเรื่องนี้กลับทำให้เรานึกถึงหนังอาร์ตนิ่งช้าประเภท Marguerite Duras, Jean-Marie Straub ในบางฉาก คือตั้งแต่ฉากเปิดเลย คือฉากเปิดเป็นฉากที่ตัวละครคุยเรื่อง “โลนขึ้นหมอย” ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาของฉากนี้เป็นอะไรแบบ John Waters หรือหนังคัลท์ห่ามๆ แต่ภาพที่เราเห็นในฉากนี้ กลับเป็นทิวทัศน์ท่าเรือ นอกจากนี้ การใช้เสียง voiceover ในฉากนี้ ก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Duras ประเภท AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS ด้วย คือตั้งแต่ฉากเปิด เราก็รู้แล้วว่า นี่เป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เพราะภาพและ voiceover ที่เราเห็นและได้ยิน เป็นสไตล์ดูราส์ แต่เนื้อหาของสิ่งที่ตัวละครพูด เป็นสไตล์ John Waters หรือหนังคัลท์

ฉากตัวละครกินยาอย่างยืดยาว ก็ทำให้นึกถึงหนังของดูราส์เช่นกัน ในขณะที่ฉากการแสดงดนตรี ทำให้นึกถึงหนังของ Straub


--สรุปว่าเราชอบ “ความประสาทแดก” และ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ในหนังของ Monteiro มากๆ เราว่าผู้กำกับที่เหมาะจะต่อกรกับ Monteiro มากที่สุด คือ Herbert Achternbusch

Tuesday, April 21, 2015

THE GREEN YEARS (1963, Paulo Rocha, Portugal, A+30)

THE GREEN YEARS (1963, Paulo Rocha, Portugal, A+30)

นี่คือหนังแนวของดิฉันอย่างแท้จริง เพราะมันเป็นหนังที่นำเสนอกิจวัตรประจำวันในวันอาทิตย์ของหนุ่มสาวฐานะยากจนคู่หนึ่งในกรุงลิสบอน  พวกเขาไม่มีเงินให้ช้อปปิ้ง สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือเดินไปเดินมา เดินไปแล้วก็เดินมา เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะตระหนักว่า ชีวิตของพวกเขาไม่มีทางไป และโอกาสที่จะได้ “ลืมตาอ้าปาก” เหมือนอย่างชนชั้นกลางนั้นช่างริบหรี่เหลือแสน

ชอบการที่ “เมือง” กลายเป็นเหมือนตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้

ดูแล้วคิดถึงหนังอีกหลายเรื่องมากๆที่นำเสนอชีวิตหนุ่มสาวยากจนในทศวรรษ 1960 ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการถือกำเนิดของ modern city หรือการก้าวเข้าสู่ความรุ่งเรืองของ modern city ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือเราว่ามีหนังแบบนี้ทั้งหนังฝรั่งเศส, อิตาลี, เยอรมันตะวันตก, อินเดียน่ะ และก็ทำให้นึกถึงหนังยุโรปตะวันออกบางเรื่องในยุคนั้นด้วย ที่นำเสนอชีวิตหนุ่มสาวที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมยุคใหม่เหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า ในหนังยุโรปตะวันออกนั้น ชีวิตหนุ่มสาวจะไม่ถูกกดทับด้วยปัญหาทางการเงินหรือปัญหาชนชั้นมากนัก และเมืองก็จะไม่ทันสมัยมากนักและไม่กดทับตัวละครมากนักด้วย เพราะยุโรปตะวันออกยุคนั้นเป็นคอมมิวนิสต์

หนังที่เราว่าควรนำมาฉายควบกับ THE GREEN YEARS เพราะประเด็นข้างต้นก็มีเช่น

1.BORN IN ’45 (1965, Jürgen Böttcher, East Germany)

2.THE BREAD OF THOSE EARLY YEARS (1962, Herbert Vesely, West Germany)

3.LES COUSINS (1959, Claude Chabrol, France)

4.FIRST LOVE (1974, Krzysztof Kieslowski, Poland)

5.THE GRIM REAPER (1962, Bernardo Bertolucci, Italy)

6.PEOPLE UNDER THE SUN คนกลางแดด (1987, Kid Suvarnasara, Thailand)

7.SUBARNAREKHA (1965, Ritwik Ghatak, India)


สรุปว่า THE GREEN YEARS ติดอันดับประจำปีดิฉันอย่างแน่นอนค่ะ 

Sunday, April 19, 2015

NO OR THE VAIN GLORY OF COMMAND (1990, Manoel de Oliveira, A+30)

Films seen today in the Portuguese Film Festival

1.NO OR THE VAIN GLORY OF COMMAND (1990, Manoel de Oliveira, A+30)
ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง “ทวิภพในเอกภพ” (2004, Prap Boonpan, A+30) เพราะว่าทวิภพในเอกภพเป็นหนังที่หนุ่มสาวคู่หนึ่งถกเถียงกันเรื่องประวัติศาสตร์ไทยอย่างจริงจัง ส่วน NO OR THE VAIN GLORY OF COMMAND เป็นหนังที่ทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งถกเถียงกันเรื่อง “พงศาวดารโปรตุเกส” และ “รัฐชาติ” อย่างจริงจัง บางทีถ้าหากคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ หรืออาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนบทหนังเกี่ยวกับพงศาวดารไทยให้คุณปราปต์กำกับ หนังอาจจะออกมาคล้ายๆเรื่องนี้ 555

2.ANIKI-BÓBÓ (1942, Manoel de Oliveira, A+20)
เป็นหนังที่บอกว่า “เราควรทำตัวให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม” ซึ่งปกติแล้วเรามักจะมีแนวโน้มต่อต้านหนังแบบนี้อย่างรุนแรง แต่หนัง “สั่งสอนศีลธรรม” เรื่องนี้ กลับทำออกมาในแบบที่เรายอมรับได้อย่างไม่ขัดเขิน

3.THE EYES OF ASIA (1996, João Mária Grilo, A+10)
เราว่าหนังมันขาด magic อะไรบางอย่าง และเราก็ทั้งชอบและไม่ชอบความเคร่งขรึมของหนังเรื่องนี้นะ คือเรารู้สึกว่าการที่หนังเรื่องนี้ออกมาในโทนที่เคร่งขรึมมากๆ มันทำให้หนังดูมีรสชาติผิดแผกแตกต่างไปจากหนังทั่วไป แต่หนังมันก็เคร่งขรึมเกินไปจนขาดอะไรที่จะ touch เราได้จริงๆ ซึ่งจะต่างจากหนังศาสนาเรื่องอื่นๆอย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST MATTHEW (1964, Pier Paolo Pasolini) และ THÉRÈSE (1986, Alain Cavalier) ที่มันมีอะไรบางอย่างที่ touch เราอย่างรุนแรง

เรื่องของการกวาดล้างชาวคริสต์ในญี่ปุ่นในหนังเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับ “ท้าวทองกีบม้า” ด้วยนะ


Monday, March 16, 2015

WHAT NOW? REMIND ME (2013, Joaquim Pinto, Portugal, documentary, A+30)

WHAT NOW? REMIND ME (2013, Joaquim Pinto, Portugal, documentary, A+30)

--เสียดายที่ซับไตเติลขึ้นช้าไปประมาณ 10 วินาทีตลอดทั้งเรื่อง แต่โชคดีที่หนังเรื่องนี้ 95% เป็น voiceover ของคนๆเดียว เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่งงว่าตอนไหนใครพูดอะไร

--รู้สึกว่าผู้กำกับเก่งมากๆทั้งในแง่ของการเลือกภาพ, เลือกดนตรีประกอบ และการร้อยเรียง voiceover ของตนเอง เพราะในแง่ concept แล้ว หนังเรื่องนี้มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นหนังน่าเบื่อน่ะ เพราะมันเป็นหนังของผู้ป่วยโรคเอดส์ที่พูดถึงชีวิตของตนเองในอดีตกับในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากทำออกมาไม่ดี มันอาจจะเป็นหนังที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่หนังเรื่องนี้กลับออกมา poetic และ touching มากๆสำหรับเรา

--ชอบการนำเสนอชีวิตประจำวัน เรื่องสัพเพเหระต่างๆนานามากๆ ชอบการที่ผู้กำกับไม่ได้นำเสนอเส้นเรื่องแบบ 1 2 3 4 แต่เป็นคล้ายๆ stream of consciousness

--ชอบภาพแมลงในหนังเรื่องนี้มากๆ เราว่ามันทรงพลังและจับใจสุดๆ แต่ก็บรรยายไม่ได้ว่ามันสื่อถึงอะไร

--ในแง่นึงหนังเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงการทำใจสงบก่อนตายน่ะ การรำลึกถึงความหลัง ความสุขในอดีต การซึมซับถึงความงามของสิ่งธรรมดาต่างๆบนโลกใบนี้ การมองเห็นความงามของแสงแดด ของแมลง ของธรรมชาติรอบๆตัว คือถ้าหากเราใช้ชีวิตประจำวัน หาเงินยังชีพไปเรื่อยๆ เราอาจจะมองข้ามความงามของธรรมชาติรอบๆตัวเราไปน่ะ แต่พอเราป่วยหนัก แล้วตอนหลังหายป่วยหรือสร่างไข้ เราจะรู้สึกว่า แค่การมีแรงเดินไปซื้อข้าวกินตอนเช้า แล้วมีแสงแดดอุ่นๆกระทบใบหน้า มีลมพัดมาเอื่อยๆ ได้ยินเสียงนกร้อง แค่นี้มันก็เป็นความสุขสุดยอดในชีวิตแล้ว

--คือนอกจากหนังเรื่องนี้จะพูดถึงความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ต้องทดลองยาไปเรื่อยๆแล้ว เราก็ชอบมากที่หนังเรื่องนี้เหมือนมีการ “มองธรรมชาติ”, “มองโลก” และ “มองประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ” ควบคู่กันไปด้วย เราว่าการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอทั้งเรื่องที่ personal มากๆ ไปพร้อมๆกับการครุ่นคำนึงถึงเรื่องธรรมชาติและโลกมนุษย์ไปด้วยในขณะเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่งดงามสุดๆ