Showing posts with label JAPANESE SONG. Show all posts
Showing posts with label JAPANESE SONG. Show all posts

Thursday, August 27, 2026

RIP TIM CURRY

 

Artworks seen

 

LACQUER INCENSE BOX IN THE SHAPE OF A PAIR OF CLAMS (artist unknown in the Meiji period (1868-1912))

 

OPENWORK SATSUMA INCENSE BURNER WITH HUMAN FIGURE DESIGN (Ryozan Okamoto, ceramic)

 

KOMOREBI NOTEBOOK (2016, Yasuhiro Suzuki, Japan, paper)

 

CABBAGE BOWLS (2004, Yasuhiro Suzuki, Japan, paper clay)

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ก็คือการนำ FOOD SAMPLE มาจัดแสดงในงานด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า “โมเดลอาหารจำลอง” ที่วางไว้ตามตู้โชว์ต่าง ๆ หน้าร้านอาหาร จะถือเป็นงาน craft ประเภทหนึ่ง แต่นิทรรศการนี้ได้เปลี่ยนความคิดของเรา เพราะว่า FOOD SAMPLE ที่ผลิตขึ้นจาก vinyl chloride resin เหล่านี้ ก็ถือเป็นวัตถุที่น่าสนใจได้เช่นกัน

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Akina Nakamori ออกซิงเกิลใหม่ในเดือนก.ค.ปีนี้ ชื่อเพลง GOMEN TO SUKI TO ซึ่งถือเป็นซิงเกิลที่ 55 ของเธอ และซีดีซิงเกิลเพลงนี้ทำยอดขายได้สูงเป็นอันดับ 7 ในชาร์ทประจำสัปดาห์ในญี่ปุ่น รุนแรงมาก

 

Akina Nakamori นี่ถือเป็น one of my most favorite singers of all time เลย และเพลง I MISSED THE SHOCK (1988) ของเธอนี่มีความสำคัญต่อชีวิตเรามาก ๆ เพราะว่าชื่อเพลงนี้ได้กลายเป็น “คำอุทาน” ที่เรากับเพื่อน ๆ มัธยมชอบนำมาใช้พูดกันในช่วงปลายทศวรรษ 1980

 

นึกไม่ถึงว่า Akina Nakamori จะอยู่ยงคงกระพันขนาดนี้ ตอนนี้เธอมีอายุ 61 ปี เธอออกซิงเกิลแรกชื่อ SLOW MOTION ในปี 1982 ซึ่งเท่ากับว่าเธอยืนยงอยู่ในวงการเพลงมาได้นานถึง 44 ปีแล้ว

 

เธอเคยมีซิงเกิลติดอันดับ 1 ในญี่ปุ่น 22 เพลง โดยเริ่มด้วยซิงเกิล SECOND LOVE ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในปี 1982 เรื่อยมาจนถึงซิงเกิล MIZU NI SASHITA HANA (FLOWERS IN WATER) ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในปี 1990

 

ตอนนี้ยอดวิวเพลง GOMEN TO SUKI TO ในยูทูบอยู่ที่ 1 ล้านวิว

+++

 

RIP DOLLY PARTON (1946-2026)

 

ชอบเพลง I WILL ALWAYS LOVE YOU ของเธอมาก ๆ ส่วนผลงานการแสดงของเธอ เราเคยดูแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ STEEL MAGNOLIAS (1989, Herbert Ross) ที่คลาสสิคมาก ๆ และ MISS CONGENIALITY 2: ARMED AND FABULOUS (2005, John Pasquin)

 

อยากดูผลงานการแสดงเรื่องอื่นๆ  ของ Dolly Parton ด้วย อย่างเช่น

 

1. 9 TO 5 (1980, Colin Higgins)

 

2. THE BEST LITTLE WHOREHOUSE IN TEXAS (1982, Colin Higgins)

 

3. RHINESTONE (1984, Bob Clark)

 

4. STRAIGHT TALK (1992, Barnet Kellman)

 

+++

 

RIP TIM CURRY (1946-2026)

 

เราเคยดูผลงานการแสดงของเขาราว 12 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. THE ROCKY HORROR PICTURE SHOW (1975, Jim Sharman)

 

2. THE SHOUT (1978, Jerzy Skolimowski)

 

3. LEGEND (1985, Ridley Scott)

 

4. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan)

 

5. IT (1990, Tommy Lee Wallace, miniseries, 192min)

 

6. OSCAR (1991, John Landis)

 

7. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

8. THE THREE MUSKETEERS (1993, Stephen Herek)

 

9. THE SHADOW (1994, Russell Mulcahy)

 

10. CONGO (1995, Frank Marshall)

 

11. CHARLIE’S ANGELS (2000, McG)

 

12. KINSEY (2004, Bill Condon)

 

บทบาทการแสดงของเขาใน THE ROCKY HORROR PICTURE SHOW นี่มัน iconic มาก ๆ

 

Thursday, August 13, 2026

THE ODYSSEY VS. THE FRIENDS

 

น่าดูสุดขีด เราชอบหนังเรื่อง I EVEN MET HAPPY GYPSIES (1968, Aleksandar Petrovic, Yugoslavia, A+30) มาก ๆ ด้วย หนังยูโกสลาเวียเรื่องนี้เคยมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัย ธรรมศาสตร์ในวันที่ 22 ส.ค. 2010

+++

 

THE ODYSSEY ACCORDING TO...

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยมาจินตนาการต่อเล่น ๆ ฮา ๆ แบบไม่จริงจังว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับคนอื่น ๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

 

1. Paul Verhoeven

 

เห็นมีคนวิจารณ์ว่า THE ODYSSEY เวอร์ชั่นนี้ตัดฉากเซ็กส์ระหว่าง Odysseus กับ Circe และ Calypso ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ Christopher Nolan ต้องการทำให้พระเอกดูเป็นคนรักเดียวใจเดียว เข้ากรอบพระเอกหนังที่คนดูในยุคปัจจุบันจะยอมรับได้มากยิ่งขึ้น

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากเป็น Paul Verhoeven มากำกับหนังเรื่องนี้ หนังต้องอุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ร้อนแรงอย่างแน่นอน ตัวละครคงจะหื่น, โหด, ดิบเถื่อน, บ้าเลือดมากยิ่งขึ้น ดูได้จาก FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

 

 2. Robert Eggers

 

เนื้อเรื่องเจาะเฉพาะช่วงที่ Odysseus เดินทางไปที่ริมขอบ Oceanus ดินแดนที่คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนตายได้ Odysseus ได้พูดคุยกับ Tiresias และวิญญาณคนตายต่าง ๆ แน่นอนว่าหนังเน้นไปที่บรรยากาศหลอกหลอนจนสุดจะบรรยาย

 

3. Catherine Breillat

 

หนังเน้นไปที่เกมอำนาจระหว่างเพศหญิงเพศชาย โดยเล่าจากมุมมองของ Circe และ Calypso

 

4. Lav Diaz

 

หนังยาว 9 ชั่วโมง Odysseus และลูกเรือของเขากลายเป็นผู้ร้าย เป็นเหมือนคนขาวที่บุกเข้าปล้นสะดมภ์ ทำลายชนพื้นเมือง

 

3 ชั่วโมงแรกเล่าจากมุมมองของชาวเผ่า Ciconians ในเมือง Ismara ที่ Odysseus กับพรรคพวกบุกเข้าปล้นฆ่าหลังเดินออกจากกรุงทรอย หนังเน้นให้เห็นถึงผลจากการทำลายล้างของ Odysseus และความขมขื่นที่ชาวเผ่า Ciconians ต้องเผชิญ

 

ชั่วโมงที่สี่ของหนังเล่าถึงชีวิตอันสงบสุขอยู่ดี ๆ ของ Cyclops ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม ส่วนชั่วโมงที่ 5 และ 6 เล่าถึงความเลวร้ายที่ Odysseus กับพรรคพวกกระทำต่อ Cyclops

 

ชั่วโมงที่ 7 ถึง 9 ของหนัง เป็น Odysseus กับพรรคพวกแล่นเรือไปเรื่อย ๆ เผชิญทั้งแดดร้อนจัด, พายุฝน, ความหิวโหย คนดูจะสัมผัสได้ถึงความหิวโหย, ความเหนื่อยล้า, ความทุกข์ยากของตัวละครเหล่านี้ แล้วคนดูก็อาจจะแอบรู้สึกสมน้ำหน้า

 

5. Ulrike Ottinger

 

ตัวละครชายแท้บนเรือทยอยตายไปทีละคน ทีละคน และแน่นอนว่าในที่สุด Odysseus ก็ไม่รอดชีวิต ลูกเรือของเขามีรอดชีวิตแค่คนเดียว เพราะคนนั้นพอได้ยินเสียงนาง Sirens เขาก็ออกอาการสาวแตก ลุกขึ้นมาเต้น กระโจนลงจากเรือ ไปขึ้นเกาะนาง Sirens แล้วเผยธาตุแท้ความเป็นกะเทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนาง Sirens ไป

 

Penelope กับบรรดาสาวใช้วางแผนฆ่า suitors ทุกคนจนตายหมด แล้ว Penelope ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นราชินีนักรบแห่ง Ithaca

 

6. Takashi Yamazaki

 

หนังเน้นไปที่ฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่าง Cyclops กับ Godzilla, ฉากการต่อสู้ระหว่าง Laestrygonians (giant cannibals) กับ Godzilla และฉากการต่อสู้ระหว่าง Scylla (อสูรหลายหัว) กับ Godzilla เพราะในอดีตนั้น Odysseus เคยช่วยชีวิต Minila เอาไว้ Godzilla เลยอยากตอบแทนบุญคุณ

 

7. Scud

 

หลังจากนักรบหนุ่ม ๆ เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสงครามกรุงทรอยมานาน 10 ปี และต้องออกเดินทางบนเรือไปด้วยกัน ทุกคนก็เลยรู้สึกเงี่ยนมาก และก็เก็บกดความเงี่ยนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็เลยเริ่มเอากันเอง และตกหลุมรักกันเอง

 

เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงฉาก climax เมื่อทุกคนบนเรือร่วมรักกันอย่างเมามันส์

 

หลังจากโชคชะตากลั่นแกล้ง แล่นเรือไปไม่ถึงบ้านสักที พวกเขาก็คิดว่า ไม่เป็นไร ในเมื่อทุกคนบนเรือตกหลุมรักกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้ พวกเราไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ครองรักด้วยกันในดินแดนแห่งใหม่ดีกว่า

 

เรือของ Odysseus แล่นไปเรื่อย ๆ ยังทิศตะวันตกในช่วงอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มหล่อล่ำกลัดมันบนเรือกอดรัดกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพลง GO WEST ของ Pet Shop Boys ดังขึ้นในตอนจบ

 

8. Christian Petzold

 

Penelope รำคาญพวก suitors อย่างมาก ๆ เธอก็เลยไปจ้างขอทานคนนึงให้มาปลอมตัวเป็น Odysseus เพราะว่าขอทานคนนั้นหน้าตาคล้าย Odysseus แล้วเธอก็แอบเผยความในใจให้ขอทานคนนั้นฟังว่า จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยรัก Odysseus จริง ๆ หรอกนะ แต่เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่ เพราะเธอไม่อยากแบ่งบัลลังก์และราชสมบัติให้ใคร แน่นอนว่าขอทานคนนั้นจริงๆ แล้วก็คือ...

 

9. Pedro Almodovar

 

Penelope แอบมีใจหวั่นไหวให้กับ suitors นิสัยดีบางคน แต่เธอโดน “กรอบความเป็นสตรีที่ดีแบบสมัยโบราณ” ค้ำคออยู่

 

แน่นอนว่า Penelope รับบทโดย Penelope Cruz

 

10. พชร์ อานนท์

 

Penelope รับบทโดยโก๊ะตี๋ เธอบอก suitors ว่า เธอจะแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอผ้าเสร็จ แต่ผ่านมา 10 ปีแล้วเธอก็ทอไม่เสร็จ เพราะว่าเธอทอผ้าไม่เป็น

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15)

+ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

มีการ spoil หนังทั้งสองเรื่องนี้

 

1. ปรากฏว่าพอเราได้ดู THE ODYSSEY แล้วเราก็ชอบน้อยกว่าที่คาดนะ และก็คิดว่าการดู IMAX อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราด้วยในกรณีของหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ดู IMAX นะ เพราะว่าถ้าหากเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอปกติ แล้วเราชอบแค่ในระดับ A+15 เราก็อาจจะสงสัยไปจนชั่วชีวิตว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX แล้วเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นหรือเปล่า 55555 แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX ไปเลย เราก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับ “ความสงสัย” นี้ คือสำหรับเราแล้วการดู IMAX ไม่น่าจะทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แต่มันช่วยขจัด “ความสงสัย” ในใจเราได้

 

ชอบงานเขียนงานวิจารณ์ของคุณ Ming Panha และคุณ Noel Vera ที่มีต่อหนังเรื่อง THE ODYSSEY มาก ๆ อ่านของคุณ Ming Panha แล้วได้ความรู้เยอะมาก ๆ

 

ชอบประโยคนี้ของคุณ Noel Vera มาก ๆ “I sit through three hours of mid storytelling to be rewarded the visual equivalent of hamburger.”

 

2. เราว่า THE ODYSSEY ก็สนุกและดูเพลินดีสำหรับเรา ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TROY (2004, Wolfgang Petersen) นะ เพราะเราว่า Christopher Nolan เป็นคนทำหนัง “สนุก” และเร้าอารมณ์ผู้ชมได้เก่งน่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดนตรีประกอบในการหล่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของผู้ชม เนื้อเรื่องของ ODYSSEY ก็ติดตามได้ง่ายกว่า TROY ด้วย

 

และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่ามินิซีรีส์ THE ODYSSEY (1997, Andrei Konchalovsky, 176min) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง 7 ด้วย ซึ่งมินิซีรีส์อันนั้นก็ทำได้ดีประมาณนึง แต่มันอาจจะ “สมจริง” เกินไปจนเราไม่ชอบ 55555 เพราะว่าจุดแข็งของเวอร์ชั่น Nolan ก็คือว่า Matt Damon หล่อกว่า Armand Assante น่ะ

 

คือ Armand Assante เป็นนักแสดงที่ดีมากนะ (โดยเฉพาะตอนที่เขาแสดงเป็นนโปเลียนใน NAPOLEON AND JOSEPHINE: A LOVE STORY) และถ้าหากวัดกันตามจริงแล้ว เขาอาจจะดู “สมจริง” กว่า Matt Damon ก็ได้สำหรับบท Odysseus แต่เราว่า Matt Damon ตรงสเปคเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราดู Matt Damon ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยได้รับ “ความสุขทางเพศ” ไปด้วย ส่วนในเวอร์ชั่นของ Andrei Konchalovsky นั้น เราอาจจะได้ดู Odysseus ที่สมจริงกว่า แต่เราไม่ได้รับความสุขทางเพศจากการดู 55555 ขอยอมรับตามตรงค่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะไม่มีการด่าใครที่ยอมรับตามตรงว่า ชอบหนังเรื่องไหนน้อยลงนิดนึงเพราะดาราหญิงคนนั้นคนนี้ไม่สวยตรงตามสเปค เพราะเราเองก็มีความลำเอียงตรงนี้เช่นเดียวกัน 55555)

 

3. จุดที่โดนเรามากที่สุดจุดนึงในเวอร์ชั่นนี้ ก็คือความ dilemma ของตัวละคร Odysseus ที่ตรงกับตัวละครพระเอกของ OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan, A+30) เพราะว่าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากเหมือนกัน แต่ทั้งสองไม่ได้ทำไปเพราะความชั่วร้ายอำมหิตในใจ (ไม่ใช่คนประเภทที่มีความสุขในการฆ่าคน) แต่เหมือนสถานการณ์มันพาไปในระดับนึง เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจดีสำหรับเรา และทั้งสองต่างก็เผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจที่ไม่น่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ เพราะว่าคนจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปเพราะพวกเขา

 

ที่เราว่ามันน่าสนใจดีสำหรับเรา เพราะว่าถ้าหากตัวเราไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสองคนนั้น เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะเลือกทำอย่างไร เราจะ

 

3.1 เลือกอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

3.2 หรือว่าเราจะเลือกทำแบบตัวละครทั้งสองคนนี้

 

3.3 หรือว่าเราจะเลือกกระทำอัตวินิบาตกรรม

 

3.4 หรือจะเลือกทำสิ่งอื่น ๆ

 

 เราก็เลยรู้สึกว่า dilemma ของตัวละครพระเอกใน THE ODYSSEY กับ OPPENHEIMER มันน่าสนใจสำหรับเรา และเราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่ต้องเผชิญกับ “สงคราม” และ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา

 

4. จุดที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือ choice ของหนัง THE ODYSSEY ในการลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปจนเกือบหมด คือในหนังเรื่องนี้มันยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่น ยักษ์ตาเดียว, เวทมนตร์ของ Circe, อสูร Scylla, โลกของคนตาย แต่เทพเจ้าในหนังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย ตัวละครในหนังพูดถึง Zeus และ Poseidon แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจจะแค่เผชิญกับ “ธรรมชาติ” ของท้องฟ้าและท้องทะเล

 

ส่วน Athena นั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนในจินตนาการของ Odysseus ที่เกิดมาจากความรู้สึกผิดที่ Odysseus เห็นหญิงชาวทรอยคนนึงถูกบั่นคอกลางวิหารของเทพเจ้า

 

ที่เราบอกว่า “ชอบในระดับปานกลาง” เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้โดนใจอะไรกับสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ แต่เรามองว่า การที่หนังเลือก choice แบบนี้มันส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าจดจำ คือเวลาที่เรานึกถึง ODYSSEY เวอร์ชั่นของ Nolan หนึ่งในสิ่งแรกที่เราจะนึกถึง ก็คือ Zendaya ในบท “เพื่อนในจินตนาการ” ที่เกิดจาก trauma ของ Odysseus

 

และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า ถ้าหากหนังเลือกไปในอีกทางนึง คือทำเป็นหนังเทพเจ้าตบตีกันอย่างรุนแรงไปเลย หนังเรื่องนี้มันอาจจะ “สนุกยิ่งขึ้น” สำหรับเราก็ได้ 55555

 

5. อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือการที่โนแลนเลือกให้หนังเรื่องนี้สามารถใช้สะท้อนประเด็นการเมืองโลกในยุคปัจจุบันได้ ทั้งเรื่องของวิธีการต้อนรับผู้อพยพ, การอ้างความชอบธรรมแบบผิด ๆ ในการก่อสงคราม และเรื่องของความเสียหายจากสงคราม

 

ซึ่งเราว่าการที่หนังเลือกมาในแนวทางนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้มี “จุดเด่นที่น่าจดจำ” เพียงแต่ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

 

6. พอหนังเรื่องนี้เลือกใช้ Matt Damon มารับบทนำ เราก็เลยนึกไปถึง GREEN ZONE (2010, Paul Greengrass) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะฉะนั้นพอเราเอา GREEN ZONE กับ THE ODYSSEY มาต่อกัน เราก็จะได้หนังในจินตนาการเรื่องใหม่ เป็นหนังที่พูดถึง ทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ เขากลายเป็นฟันเฟืองของสงคราม เขาเห็นการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ในตะวันออกกลาง เห็นการฆ่าหญิงผู้บริสุทธิ์ (Zendaya) จนเขาหลอน กลายเป็น “ทหารผ่านศึก” ที่เผชิญกับ PTSD จนต้องไปรักษาสภาพจิตในโรงพยาบาลนาน 7 ปี (โรงพยาบาล Calypso)  และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเดิมได้หรือไม่

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึง GREEN ZONE + THE ODYSSEY ก็เลยอาจจะเหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE FRIENDS ก็นำเสนอตัวละครพระเอกที่คล้ายกับในย่อหน้าข้างต้น

 

พระเอกของ THE FRIENDS เป็นหนุ่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขามีภรรยาที่แสนดี แต่พอเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เขาก็เผชิญกับความเลวร้าย มีอยู่ครั้งนึงที่เขากับเพื่อน ๆ ทหารญี่ปุ่นอดอยากหิวโหยอยู่ในป่าฟิลิปปินส์เป็นเวลานาน พวกเขาเดินทางรอนแรมอยู่ในป่าจนไปเจอบ้านของชาวบ้านหลังนึง พวกเขาก็เลยจะเข้าไปหาอาหารกินในบ้านหลังนั้น แล้วพวกเขาก็อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในบ้านหลังนั้นไปบอกทหารฝ่ายศัตรู หญิงสาวคนนึงในบ้านหลังนั้นวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า พระเอก (Rentaro Mikuni) ก็เลยวิ่งตามหญิงคนนั้นไป เขาเห็นเส้นผมยาวของหญิงคนนั้นไหวกระทบแผ่นหลังของหญิงคนนั้นขณะที่เธอวิ่งหนีเตลิดไปเรื่อย ๆ และในที่สุดพระเอกก็วิ่งตามไปสังหารหญิงชาวบ้านคนนั้นได้ และในตอนนั้นเขาถึงค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ท้องโตอยู่ด้วย หญิงคนนั้นไม่ได้วิ่งหนีเพียงเพื่อเอาชีวิตของตัวเองให้รอดเท่านั้น แต่เธอพยายามปกป้องชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ของเธอด้วย

 

พระเอกรอดชีวิตมาได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เราเข้าใจว่าบาปผิดในจิตใจส่งผลให้เขารู้สึกว่า เขาไม่สมควรจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของตัวเองอีก เขาก็เลยไม่กลับไปหาเมียผู้แสนดีของเขาอีก และเขาก็เลยใช้ชีวิตอย่างเป็นโสดอยู่ตามลำพังตั้งแต่สิ้นสุดสงครามในปี 1945 จนมาถึงยุคปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือเท่ากับว่าเขา exile ตัวเองออกจากครอบครัวและภรรยาของเขามาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี

 

พอเขามีชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา เขาก็ได้ผูกมิตรกับเด็กชาย 3 คนโดยบังเอิญ เด็กชาย 3 คนนี้ก็เลยพยายามตามหาเมียเก่าของเขา

 

ฉากที่เมียเก่าของเขา (Chikage Awashima) ได้เจอหน้าสามีเก่าของเธอ หลังจากพลัดพรากจากกันมานานกว่า 40 ปี ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time เลย คิดถึงฉากนี้ทีไร เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปจริง ๆ สำหรับฉากนี้

 

เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ THE ODYSSEY นี่เหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องพูดถึงพิษภัยของสงครามเหมือน ๆ กัน พระเอกของ THE ODYSSEY ก็เป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน รู้สึกผิดบาปกับการฆ่าคนในสงครามเหมือน ๆ กัน และความรู้สึกผิดนั้นก็กัดกร่อนจิตใจเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเป็น PTSD เหมือนกัน และพระเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานด้วย โดย Odysseus นั้นพลัดพรากจาก Penelope เป็นเวลานาน 20 ปี (สิบปีในสงครามกรุงทรอย และอีกสิบปีตอนเดินทางล่องเรือกลับบ้าน) ส่วนพระเอกของ THE FRIENDS นั้นพลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานกว่า 40 ปี แต่เป็นการพลัดพรากที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิดบาป” ในใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากนาง Circe, Calypso, สัตว์ยักษ์อะไรใด ๆ

 

แน่นอนว่า เราชอบ THE FRIENDS มากกว่า ODYSSEY อย่างเทียบกันไม่ติด คือเราชอบมาก ๆ ที่ Christopher Nolan พยายามทำตัวละคร Odysseus ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่ relate กับปัญหาการเมืองในยุคปัจจุบันได้ด้วย คือเราว่าความพยายามนี้ของ Nolan เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เราว่า “การทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่จุดแข็งของ Nolan น่ะ เขาไม่ใช่คนที่เก่งหรือถนัดจริง ๆ ในด้านนี้ และยิ่งถ้าหากเอา THE ODYSSEY กับ THE FRIENDS มาฉายเทียบกัน เราก็จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมาก ๆ

 

7. พอเราดู THE ODYSSEY เราก็พบว่า เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน และเราก็เลยค้นพบว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ชื่นชอบ “สไตล์การกำกับ” ของโนแลนมากเป็นพิเศษน่ะ เพราะว่าสิ่งที่เราชอบมาก ๆ ในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา คือ “ไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง” ของเขามากกว่า และสิ่งนี้ขาดหายไปใน THE ODYSSEY เพราะว่าเรารู้โครงเรื่องของ THE ODYSSEY ดีอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะเราเคยอ่านเรื่องพวกนี้จากนิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ, เคยเรียนวิชา Mythology และก็เคยดูมินิซีรีส์ของ Andrei Konchalovsky มาแล้ว และเราก็พบว่า choice ของโนแลนในการสร้างหนังเรื่องนี้ ด้วยการลดทอนบทบาทของเทพเจ้าลงจนเกือบหมด, ทำให้หนัง relate กับการเมืองในยุคปัจจุบัน และความกล้าหาญในการ casting นักแสดงแบบแหวกขนบ ถือเป็นอะไรที่เราชื่นชม แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับสิ่งเหล่านี้มากนัก

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะสนุกกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกมากเท่ากับหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง, มันเล่าเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องดีอยู่แล้ว, มันไม่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ และมันไม่ได้เล่าเรื่องที่เรารู้สึกอินด้วยมากนัก

 

ถ้าหากให้เรียงลำดับหนังของโนแลนที่เราเคยดู โดยเรียงตามลำดับความชอบ ก็อาจจะได้ดังนี้

 

7.1 MEMENTO (2000)

 

ไอเดียเรื่องการเล่าย้อนหลังเป็นอะไรที่ปังมากสำหรับเรา และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยเมื่อราว 25 ปีก่อน เราก็เลยรู้สึกว้าวกับไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY END (1967, Oldřich Lipský, Czechoslovakia, A+30) ก่อนหน้าที่จะได้ดู MEMENTO เราก็คงชอบ MEMENTO น้อยลงนิดนึง เพราะว่า HAPPY END ก็เล่าเรื่องย้อนหลังเหมือนกัน แต่มันทำมาก่อน MEMENTO ถึง 33 ปี

 

7.2 INTERSTELLAR (2014)

 

ชอบการที่ตัวละครพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน และเราชอบเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันในแต่ละดวงดาวมาก ๆ เราว่าไอเดียนี้มันปังมาก ๆ และมันทำให้นึกถึงความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ที่ว่า

 

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 50 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นยามา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 200 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดุสิต: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 400 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 800 ปีในโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 1,600 ปีในโลกมนุษย์

 

7.3 INCEPTION (2010)

 

ไอเดียของหนังเรื่องนี้ปังมาก ๆ สำหรับเรา ชอบการสร้างโลกของความฝันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเราก็มักจะ “รู้ตัว” ว่าตัวเองอยู่ในความฝันหลายครั้งด้วย เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษในจุดนี้

 

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ INCEPTION ในความเห็นของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Christopher Nolan ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย ก็คือการที่ INCEPTION น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ one of my most favorite Thai films of all time และหนังไทยเรื่องนั้นก็คือ “อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min)

 

7.4 OPPENHEIMER (2023)

เราชอบที่เขาหยิบเอาเรื่องของบุคคลคนนี้ขึ้นมาเล่า

 

7.5 THE DARK KNIGHT (2008)

 

เป็นหนึ่งในหนัง superhero เรื่องแรก ๆ ที่เข้าทางเรา เพราะมันสร้างตัวละครผู้ร้ายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวมาก ๆ ได้ เหมือนผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันลงลึกถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์ได้มากกว่าผู้ร้ายในหนัง superheroes เรื่องก่อน ๆ หน้านี้ที่เราเคยดูมา

 

7.6 TENET (2020)

ไอเดียเรื่องเวลาถอยหลังเป็นอะไรที่ปังมาก

 

7.7 FOLLOWING (1998, UK)

 

หนังยาวเรื่องแรกของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และความหลงใหลในตัวละครเลว ๆ ฉลาด ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังอีก 2 เรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ THE GAME (1997, David Fincher) และ THE LONGEST NITE (1997, Yau Tat-chi, Johnnie To, Hong Kong) เพราะว่าหนังทั้ง 3 เรื่องเป็น crime film/film noir/thriller ที่มีบทภาพยนตร์ที่สุดตีนมาก ๆ ในด้านการหักเหลี่ยมเฉือนคม, ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, พลิกไปพลิกมาเหมือนกัน

 

เราชอบ THE LONGEST NITE มากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ เราว่า THE LONGEST NITE นี่น่าจะเป็น one of my most favorite screenplays of all time ได้เลย ส่วน FOLLOWING นั้นเราก็รู้สึกว่ามันน่าศึกษามาก ๆ ในแง่บทภาพยนตร์แนว film noir

 

7.8 DUNKIRK (2017)

 

7.9 DOODLEBUG (1997, UK, 3min)

เหมือนเป็นหนังขายไอเดียปัง ๆ ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดแข็งของ Nolan อยู่แล้ว

 

7.10 THE PRESTIGE (2006)

 

7.11 THE ODYSSEY (2026)

 

7.12 BATMAN BEGINS (2005)

 

7.13 INSOMNIA (2002)

เราว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาคล้าย ๆ THE ODYSSEY เพราะว่า INSOMNIA มันรีเมคมาจากหนังนอร์เวย์ มันก็เลยเหมือนไม่ได้มี “ไอเดียด้านเนื้อเรื่องที่ปัง ๆ” มาจากตัว Nolan เอง

 

7.14 THE DARK KNIGHT RISES (2012)

 

8. ขอเสริมนิดนึงว่า พอเห็นตัวละคร Circe ใน THE ODYSSEY เราก็แอบคิดว่า เธอเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของนางเอก MORTE CUCINA ครัวสาว (2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) 55555

 

9.  ถ้าหากถามว่า หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกเรื่องไหนที่เราชอบมากที่สุด คำตอบก็คือ ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) เพราะถึงแม้ ELECTRA, MY LOVE จะเล่าเรื่องของตัวละคร Electra ที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว (Electra เป็นบุตรีของ Agamemnon กับ Clytemnestra) แต่ Miklós Jancsó เป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ตัวจริงของจริงน่ะ เขาสามารถดัดแปลงตำนานกรีกยุคโบราณให้กลายเป็น “หนังการเมือง” ที่เราดูแล้วรู้สึกเดือดพล่านและอินด้วยมาก ๆ ได้ เขาสามารถสร้างฉากต่าง ๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามตระการตาและทรงพลังสุด ๆ ได้ การเคลื่อนกล้องและการจัดวางนักแสดงในแต่ละฉากในหนังของเขานี่ต้องกราบตีนของจริง เขาสามารถสร้างบทพูดของตัวละครที่กลายเป็นบทพูดระดับคลาสสิคได้ และเราชอบที่เขาไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใด ๆ ด้วย เพราะหนังเรื่องนี้บอกไม่ได้ว่าเกิดในยุคสมัยใดบนโลกนี้ เพราะถึงแม้ตัวละครจะแต่งตัวแบบยุคโบราณ แต่ก็มีเฮลิคอปเตอร์มาเข้าฉากในหนังด้วย เราชอบการ create โลกทางภาพยนตร์แบบไม่ต้องแคร์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากใครดู THE ODYSSEY แล้ว เราก็ขอแนะนำให้ดู ELECTRA, MY LOVE ด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันค่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง Agamemnon + Clytemnestra เหมือนๆ กัน

 

ขอจบด้วยตัวอย่าง “บทพูด” ของตัวละครใน ELECTRA, MY LOVE เพื่อแสดงให้เห็นว่า หนังที่สร้างจากตำนานกรีกแบบหนังของ Miklós Jancsó นี่แหละ คือหนังที่เข้าทางเราสุด ๆ ของจริง

 

9.1 " I, Electra, am speaking

Truth speaks and the law

Cursed be every tyrant

And blessed be every man who resists tyranny

Blessed be every man whom a tyrant destroys

 

I, Electra, who doesn't forget

While one person lives who doesn't forget

No one can forget

You have no power over me

Because Electra tortured is Electra

Electra dead is Electra

 

You have no power over me

Because I am justice

Though I know I can't kill you,

I wait and don't forget

Every man you killed lives on in me”

 

9.2 “Once upon a time there lived in the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams. Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated, the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.

 

And once landowners and factory workers cease to be, and there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others, when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then, and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace. Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name,

 

REVOLUTION."

 

++++

 

เกือบลืมไปแล้วว่า Shizuka Kudo เคยเป็นสมาชิกวงสามสาววงนี้ด้วย วง Ushirokami Hikaretai (1987-1988) ส่วนสมาชิกอีกสองคนในวงคือ Akiko Ikuina และ Makiko Saito

https://www.youtube.com/watch?v=7878-4z_mgI

 

 

 

Tuesday, August 11, 2026

LITTLE POEMS IN PROSE

 

มันเด้งขึ้นมาแดก HUNGRY (2026, James Nunn, UK/USA, A+15) ในชีวิตจริง

+++

 

เราชอบหนังกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX มาก ๆ นั่นก็คือ “หนังที่มีตัวละครพูดความจริง แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เชื่อ” อย่าง GOTHIKA นี่ก็ชัดเลย

 

ส่วนหนังในกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX ที่เราชอบมากที่สุด ก็คือ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) ซึ่งถือเป็นหนังของ Hitchcock ที่เราชอบมากที่สุดด้วยเช่นกัน

+++

 

AND THEN THERE WAS LIGHT เคยติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2013 ตอนนั้นคุณ Ratchapoom เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายที่ห้องสมุดมหาลัย ธรรมศาสตร์

https://www.sensesofcinema.com/2014/2013-world-poll/2013-world-poll-part-3-2/#9

++++

 

Favorite Cover Song: PAPA DON’T PREACH (1987) – Yoko Nagayama

 

เราชอบเพลง PAPA DON’T PREACH (1986) ของ Madonna มาก ๆ และเราก็เพิ่งได้ฟัง cover เวอร์ชั่นของ Yoko Nagayama ที่ออกมาในปี 1987 ปรากฏว่าไพเราะมาก ๆ เช่นกัน เราว่าการ cover เพลงของมาดอนน่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Yoko Nagayama ทำออกมาได้ถูกใจเรามาก ๆ

 

เพลง PAPA DON’T PREACH นี้อยู่ในอัลบัม VENUS (1987) ของ Yoko Nagayama ซึ่งเห็นชื่ออัลบัมแล้วทุกคนก็คงเดาออกว่า มันมีการ cover เพลง VENUS ของ Bananarama อยู่ในอัลบัมชุดนี้ด้วย

 

Yoko Nagayama

https://youtu.be/TUywsDJkpOA?si=oE_MExzSxuhWU1x6

 

Madonna

https://www.youtube.com/watch?v=G333Is7VPOg

+++

 

MEDUSAE (2017, Pam Miras, Philippines, 87min) เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้วนะ

+++

 

คือ THE ODYSSEY เข้าฉายในไทยมานาน 26 วันแล้ว เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะตอนแรกเรากะว่าจะดู IMAX แต่วันนี้เช็คแล้วพบว่าโรง IMAX คนยังคงแน่นขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราคงถอดใจ ขี้เกียจรออีกต่อไปแล้ว เดี๋ยวเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอธรรมดาก็ได้ ไม่งั้นชีวิตไม่ได้ move on สักที 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้ดู DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) ดูแล้วก็เลยอยากกิน “บ่อบี๋ก้วย” มาก ๆ เห็นเขาบอกว่ามันคือขนมกุ้ยช่ายที่ทำจากแป้งมัน แทนที่จะทำจากแป้งข้าวเจ้าเหมือนขนมกุ้ยช่ายทั่วไป

 

ถ้าหากใครรู้ว่าที่ไหนมี บ่อบี๋ก้วย อร่อยๆ ขาย ก็บอกเราด้วยนะ

 

อันนี้เราให้ GROK AI ลองทำคลิปหนุ่มจีนกินอาหารจีน แต่เราไม่รู้ว่า พวกตัวอักษรที่ติดอยู่ตามฝาผนังในคลิปที่ AI สร้างขึ้นนี้ มันแปลว่าอะไร มีใครรู้บ้าง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02i8XYwLZB7tYMBBvm493pW2To1YuQaMCfEMk5v2vK57WTN2ncvTHrP35gJfx3kPShl

+++

 

แอบสงสัยว่า รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เป็นอะไรกับคุณชวิณี เกษบุญชู ผู้แต่งเพลง มหัศจรรย์แห่งรัก (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), ความคิดถึงเดินทางไป (นรีกระจ่าง คันธมาส), ดอกไม้ในเปลวไฟ (สุกัญญา มิเกล), ใจสองใจ (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), รักเธอ (ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน), มุมหนึ่งในหัวใจ (วิยะดา โกมารกุล ณ นคร), etc.

 

คือช่วงนี้เราหยิบ tape cassette อัลบัมชุด BOOTLEG (1995) ของสุกัญญา มิเกล กลับมาฟังอีกครั้ง ชอบสุดขีดมาก ๆ คลาสสิคจริง ๆ

 

เพลง “ดอกไม้ในเปลวไฟ” ของสุกัญญา มิเกลทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ เราอินกับเนื้อเพลงนี้มาก ๆ (แต่จริง ๆ แล้วเราว่าดนตรีของเพลงนี้มันร็อคเกินไปสำหรับเรา) ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต

 

เราก็เลยสนใจว่าใครแต่งเนื้อเพลงนี้ ก็เลยพบว่าคนแต่งเพลงนี้คือคุณชวิณี เกษบุญชู เราก็เลยลองถาม AI ดูว่าคุณชวิณีเป็นอะไรกับอาจารย์กุลลดา แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบจาก AI เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้หรือเปล่า

 

เพลงในอัลบัม BOOTLEG (1995) เรียงตามลำดับความชอบ

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. ดอกไม้ในเปลวไฟ

 

2. รักเธอจริง ๆ

 

3. ดีดีกันไว้

 

4. จีบเอาเป็น

 

5. จีบเอาตาย

 

6. ตัดพ้อ

 

7. ONE (cover จากเพลงของ U2)

 

8. ฮึด

 

9. ขอตัวน๊ะ

 

10. HIPPY HIPPY SHAKE

ดอกไม้ในเปลวไฟ

https://youtu.be/KZ8WFOhcmC8?si=K5P2IFVKynTmvaB6

 

ผลงานเพลงของคุณชวิณี เกษบุญชู

https://waewtawan.wordpress.com/2010/04/02/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%B5/

 

+++

 

เราเคยดู BEIJING BASTARDS (1993, Zhang Yuan) หนังเรื่องนี้เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในช่วงต้นปี 1997

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง THE TERROR LIVE (2013, Kim Byung-woo, South Korea) กับหนังเรื่อง SHOWTIME 7 (2025, Kazutaka Watanabe, Japan) ที่รีเมคมาจาก THE TERROR LIVE ตอนที่เราดูหนังสองเรื่องนี้เราก็นึกไม่ถึงว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นในประเทศไทย

+++

LITTLE POEMS IN PROSE (2025, Radu Jude, Andrei Rus, Romania, documentary, 35min, A+30)

 

1. เหี้ยจริง ๆๆๆๆๆๆ 55555 (คำชม)

 

2. หนังเรื่องนี้เป็นการรวบรวมคลิปเหี้ย ๆ ห่า ๆ ใน Tiktok ของโรมาเนียมารวมกัน ซึ่งพอมันมี Radu Jude มาเป็นคนคัดสรร ก็รับประกันได้เลยว่ามันต้องเหี้ยแน่ ๆ

 

3. แน่นอนว่าคลิปที่เราชอบมากที่สุดก็คือคลิปที่หมีตัวใหญ่ตัวนึงถูหลังกับเสาไปเรื่อย ๆ โดยมีเพลงประกอบเป็นเพลง STOP (1988) ของ Sam Brown ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงสุดโปรดของเรา

 

4. อีกคลิปที่ชอบสุดขีดก็คือคลิปหญิงโรมาเนียมีอาการสติแตกเมื่อดูข่าวเกี่ยวกับ Donald Trump

 

5. แต่ละตัวในแต่ละคลิป tiktok มันแรงมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุด

 

6. ชอบมาก ๆ ที่พอดูคลิปเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ มันก็เหมือนทำให้เราได้เห็น “ชาวบ้าน” จริง ๆ ของโรมาเนีย ได้เห็นว่าชาวบ้านโรมาเนียเหล่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตในบ้านช่องแบบไหน และมีความสุขกับอะไร จินตนาการถึงอะไร

 

7. ชอบคลิปที่หญิงชาวจีนร้องเพลงโรมาเนียไปเรื่อย ๆ ด้วย

 

8. Manuel Asin เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ เพราะเขาเขียนว่าหนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Radu Jude ในแง่ที่ว่า “In films such as The Dead Nation (2017), The Exit of the Trains (2020), Caricaturana (2021) and Eight Postcards from Utopia (2024), the appropriated images stop being stable documents and are turned into areas of confrontation where the political tensions of a society emerge. ”

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

+++

 

YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines/USA, 7min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด หนังเหมือนเน้นถ่ายหนองน้ำแห่งหนึ่ง และจอกแหนในหนองน้ำแห่งนั้น หนังไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ

 

2. หนังใส่ฉากของผู้ชายคนหนึ่ง และเด็กเข้าไปในหนังด้วย และก็เน้นการซ้อนภาพถ่ายของผู้ชายเข้าไปบนผิวน้ำ

 

อีกฉากนึงที่เด่นในหนังเรื่องนี้คือฉากการโปรยอัฐิลงในน้ำ (เราเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ)

 

3. ชอบที่หนังเล่นกับ “เงาสะท้อนบนผิวน้ำ” กับ “เทคนิค superimposition” ในภาพยนตร์ ความวูบไหวของผิวน้ำและภาพถ่ายบนผิวน้ำ ก็ทำให้นึกถึงความฝันและความทรงจำ ผิวน้ำที่ดูค่อนข้างดำมืดก็ทำให้นึกถึงความลึกลับของชีวิตมนุษย์ด้วย

 

4. เราชอบ sound ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ มันเหมือนมี “เสียงเอี้ยดอ้าด” ของอะไรก็ไม่รู้ดังอยู่ในหนังเรื่องนี้ และมีเสียงของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นภาพอยู่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเสียงเหล่านี้เราว่ามันเล่นกับระบบประสาทของผู้ชมอย่างเราได้ดีมาก ๆ มันเหมือนการประกอบกันของภาพและเสียงที่ไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ โดยตรงในหนังเรื่องนี้ มันช่วยเปิดประสาทของเราให้รับรู้ถึงความงดงามบางอย่าง

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

 

https://www.festivalscope.com/film/you-dreamt-you-saw-yourself-but-couldnt-see-your-face/

 

Friday, July 17, 2026

WRECKED

 

Misato Watanabe เป็นหนึ่งในนักร้องญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบมากที่สุด และเราก็รู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อคล้าย ๆ กัน ซึ่งก็คือ Marina Watanabe แต่มาวันนี้เราถึงเพิ่งรู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อ Minayo Watanabe ด้วย ขำมาก ๆ ที่ทั้งสามคนเป็นนักร้องในทศวรรษ 1980 เหมือนกัน นามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นญาติกัน นึกว่าปวดกะโหลก

++++

 

STILL (2026, Tammarat Kittiwatanokun, photographs on iPhone, printed on clear acrylic, and found scientific glass bottle)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เราเข้าใจว่ามันเป็นภาพถ่าย found objects ที่อาจจะมีความเกี่ยวพันกับ Roslissham Ismail (Ise) ศิลปินชาวมาเลเซียผู้ล่วงลับ

 

สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ไม่ใช่เนื้อหาในภาพถ่าย แต่เป็นขนาดเล็ก ๆ ของภาพถ่าย และ “การจัดวาง” ภาพถ่ายและ found bottle นี้ โดยการวางมันไว้บนพื้นห้อง อิงแอบอยู่กับฝาผนัง

 

ตัวศิลปินอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่การจัดวางภาพถ่ายและสิ่งของเหล่านี้เอาไว้แบบนั้น ทำให้เรานึกถึงการวางสิ่งของเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในจุดที่มีผู้เสียชีวิต และการวางของเซ่นไหว้อะไรแบบนี้น่ะ ตัว found bottle ก็ทำให้เรานึกถึงแจกันดอกไม้โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

 

เราก็เลยชอบ “การจัดวาง” ภาพถ่ายในงานนี้มาก ๆ

 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

+++

Artworks seen

 

THE KISS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IT’S JUST A PRANK (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

COME IN (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

BUTTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

YES (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

Christopher Nolan อะไรกันคะ มันต้องหนังอย่าง “กองกอย” เท่านั้นค่ะ ที่กูจะรีบพุ่งตัวออกไปดูในวันแรกที่ออกฉาย 55555

 

สรุปว่าเราชอบ “กองกอย” WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30) มาก ๆ นะ ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังแบบนี้มาก ๆ เหมือนจริง ๆ แล้วมันเป็น “หนังชีวิต” หรือหนัง drama แต่มันแกล้งฉาบหน้าว่าเป็นหนัง horror และมันมีบางประเด็นใน “กองกอย” ที่เราชอบอย่างรุนแรงสุดขีด

 

ตอนนี้เราเพิ่งได้ดูหนังของ Anysay Keola ไปเพียงแค่ 5 เรื่อง สรุปว่าเราชอบ ABOVE IT ALL (2015, Anysay Keola, Laos) มากที่สุดในบรรดา 5 เรื่องนี้

+++

 

ซื้อหนังสือ WITTGENSTEIN: A VERY SHORT INTRODUCTION ของ A.C. Grayling มาแล้ว หนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยโดยคุณ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์

 

สาเหตุที่เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เป็นเพราะว่าเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราเคยซื้อวิดีโอภาพยนตร์เรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) มาจากร้าน AVS แล้วเราดูไม่รู้เรื่องเลย 55555 หนังเรื่องนั้นก็เลยฝังใจเราอย่างรุนแรง และก็เลยเป็นแรงผลักดันให้เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าในอนาคตเมื่อเราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเราได้ดูหนังของ Derek Jarman อีกครั้ง เราจะได้เข้าใจหนังมากขึ้น

+++

 

อยากให้มีคนนำ LES VAMPIRES (1915, Louis Feuillade, France) มาลงโรงฉายในไทย หนังเรื่อง LES VAMPIRES นี้มีความยาวเพียงแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้นเองนะ ถ้าหากมีคนเล่นเปียโนประกอบหนังเงียบเรื่องนี้ไปด้วยตลอด 7 ชั่วโมงก็น่าจะดีมาก

 

 

Friday, July 03, 2026

ANDTEAM VR CONCERT BOUNDLESS

 

Edit เพิ่ม: เสียดายที่ต้นโพสท์เขาลบไปแล้ว โดยโพสท์ต้นทางเขาเล่าว่าเขาไปตรงจุดชาร์ตแบตในสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ แล้วก็พบว่ามีคนต่างจังหวัดจำนวนมากมาอยู่ตรงบริเวณนี้ คนต่างจังหวัดเหล่านี้เดินทางเข้ากรุงเทพแบบมาตายกันดาบหน้า เดินทางเข้ามาโดยไม่มีที่พักและก็ยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร แต่พอมาถึงบางซื่อแล้วก็เริ่มหางานทำกันทันที โดยเฉพาะงานประเภทยามรักษาความปลอดภัยและแม่บ้าน คนเหล่านี้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็เลยมาพบกันตรงจุดนี้เป็นครั้งแรก และพวกเขาช่วยเหลือเกื้อกูล ให้คำแนะนำกันและกันในการหางานทำในกรุงเทพ

+++

&TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS (2026, ไม่รู้ชื่อผู้กำกับ, VR, concert film, A+30) และ MY IMAGINARY VR FILM

 

1. หลังจากที่เราเคยดูงาน VR ที่เป็น video installations และงาน A CONVERSATION WITH THE SUN (2024, Apichatpong Weerasethakul, VR, A+30) หรือที่เราเรียกเองว่า “ภารกิจพิชิตจู๋ยักษ์” ไปแล้ว คราวนี้เราก็เลยขอลองดูงาน VR CONCERT FILM ดูบ้าง พอดูแล้วก็พบว่า เทคโนโลยี VR นี่มันตอบสนองความต้องการทางเพศได้ดีมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เลยค่ะ 55555

 

พอดูหนังเรื่องนี้ &TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS แล้ว เราก็เลยลองเสิร์ชดูว่า มีคนสร้างหนัง erotic VR บ้างแล้วยัง แล้วก็พบว่า มันมีเว็บไซต์หนังโป๊เกย์ VR เยอะมาก ๆ แต่เราไม่กล้ากดเข้าไปดู เพราะเรากลัวติดไวรัสคอมพิวเตอร์

 

แต่ก็ไม่ประหลาดใจที่มันมีหนังโป๊ VR เยอะมาก เพราะเทคโนโลยีนี้นี่มันน่าเอามาทำหนังแบบนี้จริง ๆ

 

ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำเทคโนโลยี VR มาสร้างหนังอีโรติกแบบที่พอฉายโรงได้บ้างนะคะ แบบหนังของ Scud และ Sarawut Intaraprom เผื่อดิฉันอาจจะตีตั๋วเข้าไปดูในโรงซ้ำหลายรอบค่ะ 55555

 

2. พอดู VR concert film แบบนี้แล้ว ก็เลยพบว่า มันทำให้รู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดเนื้อตัวของหนุ่มหล่อเหล่านี้มาก ๆ และมันสร้างความรู้สึกเหมือนเราได้อยู่ในสถานที่นั้นด้วย

 

ฉากที่ทำให้รู้สึกสยิวมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ คือฉากที่นักร้องหนุ่มหล่อ 9 คนในวง &TEAM ทยอยกันเดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละคน เพื่อจีบ/บอกรัก/พูดประโยคโรแมนติกกับเราทีละคน ทีละคน โดยมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เขามาอยู่ตรงหน้าเราจริง ๆ มาก ๆ

 

คือฉากนี้ทำให้เราจินตนาการต่อไปเองเลยว่า เรากำลังมีอะไรกับหนุ่มหล่อเหล่านี้ทีละคน ทีละคน จนครบทั้ง 9 คน 55555

 

3. อีกฉากที่รู้สึกสยิวเหมือนกัน คือฉากที่นักร้องคนนึงนอนคว่ำ แล้วนักร้องคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันยกตัวเขาลอยขึ้นไป แล้วก็ยกตัวเขาที่อยู่ในท่านอนคว่ำ เคลื่อนเข้ามาหาคนดู จนทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า อีกแป๊บนึงเราจะเข้าไปอยู่ข้างใต้ตัวเขาแล้วนะ เขากำลังจะมานอนทับตัวเราแล้วนะ

 

แต่เสียดายมาก ๆ ที่ฉากนี้ไม่ได้ทำต่อไปจนถึงขั้นนั้น 55555

 

4. สรุปว่า ในวง &TEAM ดิฉันชอบสมาชิกแต่ละคนเรียงตามลำดับดังนี้

 

4.1  K

4.2 Maki

4.3 Jo

4.4 Harua

4.5 Yuma

ส่วนอีก 4 คนที่เหลือ EJ, Fuma, Nicholas, Taki นั้นชอบในระดับพอ ๆ กัน

 

5. เพราะฉะนั้นพอเราดู &TEAM VR CONCERT: BOUNDLESS แล้ว เราก็เลยสร้าง “หนัง VR” ในแบบที่เราต้องการ ในหัวของเราต่อในทันที โดยหนังเรื่องนี้จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

5.1 ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่เก้าอี้ที่นั่งดู ควรเป็นแบบ “เก้าอี้นวดไฟฟ้า” เพราะเราเคยนั่งเก้าอี้นวดไฟฟ้าแบบนี้แล้ว พบว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนโดนผู้ชายมาจับขึงแขนขาของเราไว้มาก ๆ และมันมีการคลึงเคล้นเนื้อตัวไปเรื่อย ๆ เจ็บหน่อย ๆ ในแบบที่เหมาะกับการดูหนังแบบนี้มาก ๆ 55555

 

5.2 เต็มไปด้วยนักแสดงหนุ่มหล่อที่ถอดเสื้อเกือบทั้งเรื่อง

 

5.3 มีฉากที่ให้นักแสดงหนุ่มหล่อแต่ละคน เดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละคน เพื่อ...

 

5.4 มุมกล้องในหนังเรื่องนี้จะแตกต่างจาก VR concert film เพราะใน VR concert film นั้น กล้องมักจะอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้า, คอ, อกของนักแสดง หรือเป็นมุมมองจากด้านบนหน่อย ๆ เหมือนอยู่เหนือหัวนักแสดงนิดนึง เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นนักแสดงได้หลายคนพร้อม ๆ กันจากมุมมองด้านบน

 

แต่กล้องในหนัง VR ในจินตนาการของเรานั้น จะมีหลาย moments ที่กล้องอยู่ในระดับตรงกับเอวของนักแสดงหรือต่ำกว่าเอวเล็กน้อย เป็นมุมมองแบบเสยขึ้นไปแล้วถึงเห็นใบหน้าของนักแสดง 55555

 

และก็มีหลาย moments ที่กล้องอยู่ใน position ที่เหมือนกับว่าอยู่ใต้ร่างของนักแสดงที่นอนคว่ำทับเราอยู่

 

รูปประกอบ 4 รูป (ที่ไม่ใช่รูปตั๋วภาพยนตร์) เป็นรูปจาก MY IMAGINARY VR FILM เรื่อง “ซอยปรารถนา 2569” รูปพวกนี้เราใช้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ 55555

 

A CONVERSATION WITH THE SUN

https://celinejulie.blogspot.com/2025/01/a-conversation-with-sun-2024.html

 

  

 

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Friday, June 12, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

ไตเติลละคร แต่ปางก่อน (1987, อดุลย์ ดุลยรัตน์) และฉากจบของละครเรื่องนี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1638595430586665

 

เพลง soundtrack ภาพยนตร์ที่เราฟังเป็นประจำในช่วงเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือ RAKUEN NO DOOR ของ Yoko Minamino ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka, Japan, 93min, A+30) เพราะทุกครั้งที่เราฟังเพลงนี้ ภาพชีวิตของเราสมัยเรียนมัธยมก็จะหวนคืนมา

https://youtu.be/jQosKV2exE0?si=MrgrnWzFI2qTyTmN

 

ชอบรชนีกร พันธ์มณี มาก ๆ ใน “ปลายฝนต้นหนาว” (1994) กับ ปีกทอง (1999, M.L. Pundhevanop Dhewakul)

+++

 

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

 

วิดีโอนี้มีความยาวราว 208 นาที แต่เราเพิ่งได้ดูไปเพียงแค่ราว 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที (หรือ 2 ชั่วโมง 26 นาที) กรี๊ดดดด เดี๋ยวจะต้องรีบไปดูต่อให้จบ เผื่อเตรียมชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปี 2026 แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min)

 

ช่วง 62 นาทีที่เราได้ดูไป เป็นช่วงต้นกับช่วงท้ายของวิดีโอนี้  เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง

 

(ตัวเราเองไม่ได้ตักบาตรมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว เพราะจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธซะทีเดียว แต่มีอยู่ช่วงนึงที่เราตักบาตรบ่อย ๆ เพราะว่า “เด็กวัด” หล่อมาก เป็นหนุ่มหล่อที่มาคอยช่วยเหลือพระรูปนึงขณะพระรูปนั้นมาบิณฑบาตรในซอยเรา ช่วงนั้นเราก็เลยตักบาตรบ่อย ๆ เพราะเราแอบชอบเด็กวัด แต่พอเด็กวัดคนนั้นหายไป เราก็เหมือนไม่ได้ตักบาตรอีกเลยมั้ง

 

การตักบาตรในซอยเราไม่ต้องใช้เวลารอ เพราะว่าพระกับเด็กวัดจะมานั่งประจำที่ร้านขายกับข้าวในซอยเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตักบาตร เราก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านนั้น แล้วก็ตักบาตรได้เลย ไม่ต้องรอพระเป็นเวลานานเหมือนในวิดีโอนี้)

 

ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เหมือนเป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็ทำอาหารเย็น เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีที่จานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

(แม่ของเราซึ่งปัจจุบันนี้มีอายุ 89 ปี ก็กิน “อาหารปั่น” เป็นหลัก เอาถั่วเอาผักไปใส่เครื่องปั่นก่อน พอมันปั่นเสร็จแล้วถึงค่อยเอามากิน)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

พอเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง เราก็นึกถึงบ้านของคุณตาคุณยายเราที่อุบลมาก ๆ เพราะมันเป็นบ้านไม้เก่า ๆ ที่มีใต้ถุนสูงมากเหมือนกัน สภาพบ้านของตายายเรากับบ้านของคุณยายแบ่งนี่มีอะไรหลายอย่างใกล้เคียงกันมาก เราเคยไปเยี่ยมคุณตาคุณยายบ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่พอตากับยายของเราถึงแก่กรรม เราก็ไม่ได้กลับไปบ้านไม้หลังนั้นอีกเลยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าปัจจุบันบ้านไม้นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว

 

สรุปว่าเราได้ดูวิดีโอนี้ไปแค่ 62 นาที ยังเหลืออีก 146 นาที เรายังไม่ได้เห็นคุณยายแบ่งปั้นหม้อเลย แต่ก็ประทับใจวิดีโอนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ มีสิทธิเตรียมลุ้นชิงตำแหน่งภาพยนตร์อันดับ 1 ประจำปีนี้ค่ะ แข่งกับ I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, 89min) ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ของเราในตอนนี้

+++

 

เมื่อวานเราไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ Jim Thompson เสียค่าเข้านิทรรศการ 50 บาทตามปกติ แต่คราวนี้เขามีแถมหนังสือ THE OPEN WORLD: THAILAND BIENNALE CHIANG RAI 2023 มาให้ฟรี ๆ ด้วย หนังสือหนาราว 380 หน้า ดีงามมาก ๆ

 

เราไม่ได้ไปงาน BIENNALE ที่เชียงราย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่อยู่ดี ๆ ก็ได้หนังสือเล่มนี้มาฟรี ๆ หนามาก ๆ ประทับใจมาก

+++

ซื้อนิยาย “เมฆหลากสี ลอยเกลื่อน จนเอื้อมคว้า” ของกวีวัธน์ กับหนังสือ “วิจักษ์วิจารณ์วรรณกรรมฝรั่งเศส” ของนพพร ประชากุล มาให้ลูกหมีอ่าน

 

แอบขำการจัดวางหนังสือของนพพร ประชากุล ในร้านหนังสือ

+++

บรรยากาศรอบหอภาพยนตร์ ศาลายา ตอนสามทุ่ม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1671382174192223

+++

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า Jean-Baptiste Alazard เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง MITTLEWERK EXPRESS (2011) ซึ่งติดอันดับ 1 หนังสั้นต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

Wednesday, June 10, 2026

I SWEAR

 

I SWEAR (2025, Kirk Jones, UK, A+30)

 

“House is made of brick and stone. Home is made of love alone.”

 

ประโยคข้างต้นไม่ได้อยู่ในหนังเรื่อง I SWEAR แต่เป็นประโยคที่เรานึกถึงเมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะหนึ่งในสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ คือการที่ John Davidson (Robert Aramayo) เหมือนจะค้นพบว่า “บ้าน” ที่เขาอยู่และเติบโตมาตั้งแต่เด็ก บ้านที่เขาอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ที่แท้จริงของเขา อาจจะเป็นเพียงแค่ house

 

แต่บ้านของเพื่อนของเขา บ้านของ Dottie Achenbach (Maxine Peake) หญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาใดๆ อะไรกับเขา บ้านหลังนี้นี่แหละ ที่อาจจะเป็น home ที่แท้จริงของเขา

 

ชอบการแสดงของทั้ง “แม่ที่แท้จริงใน house” (Shirley Henderson) และ “แม่ของเพื่อนใน home” (Maxine Peake) มาก ๆ

 

เราเดาเอาเองว่า จริง ๆ แล้วแม่ที่แท้จริงก็คง “รัก” ลูกชายของตัวเองบ้างน่ะแหละ แต่พอเธอถูกผัวทิ้ง และต้องเลี้ยงลูกตามลำพังหลายคน แล้วลูกก็มีปัญหาทางร่างกายอย่างรุนแรงมาก ๆ อีก สภาพจิตของเธอก็คงแบกรับอะไรแบบนี้ไม่ไหวเหมือนกัน คือเราก็ไม่ได้โทษเธอแต่อย่างใดนะ เพราะถ้าหากเราตกอยู่ในสภาพเดียวกับเธอ เราก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่ดีไปกว่าเธอ

 

คือเราไม่ได้มองแม่ที่แท้จริงว่าทำอะไรบกพร่องนะ แต่เรามองตัวละคร “แม่ของเพื่อน” ในแง่บวกมาก ๆ น่ะ เหมือนเธอเป็นนางฟ้ามาก ๆ เป็นคนที่ดีกว่าเรามาก ๆ และเราก็ซึ้งใจกับจุดนี้ในหนังมาก ๆ เพราะเธอทำให้เรารู้สึกว่า หลังจาก John อยู่กับ “แม่ที่แท้จริงใน house” มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ในที่สุด John ก็ได้เจอ home ซะที home ของคนที่ไม่ได้มีความผูกพันทางสายเลือดใด  ๆ กับเขาแต่อย่างใด

 

Shirley Henderson แสดงดีมาก ๆ ดีใจที่ได้เห็นเธอเล่นหนังดี ๆ อยู่ เพราะเราได้ดูการแสดงของเธอมาตั้งแต่ยุค ROB ROY (1995, Michael Caton-Jones), TRAINSPOTTING (1996, Danny Boyle), WONDERLAND (1999, Michael Winterbottom), TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh), BRIDGET JONES’S DIARY (2001, Sharon Maguire), YES (2004, Sally Potter) แล้ว เหมือนเธออยู่ในวงการมานาน 30 กว่าปีแล้ว

 

แต่ Maxine Peake นี่เราไม่เคยสังเกตเห็นเธอมาก่อนเลย คือเธอเล่นหนังมาแล้ว 103 เรื่อง ซึ่งรวมถึง THE THEORY OF EVERYTHING (2014, James Marsh) ที่เราเคยดู แต่เราก็ไม่ได้สังเกตเห็นเธอในหนังเรื่องนั้น แต่เธอเฉิดฉายมาก ๆ ใน I SWEAR

 

เมื่อกี้เข้าไปดูประวัติของ Maxine Peake ก็เลยพบว่า เธอมักแสดงในหนังสั้นและละครโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ และเธอก็เป็นนักแสดงละครเวทีด้วย

 

อังกฤษนี่เต็มไปด้วยนักแสดงหญิงดี ๆ มากมายจริง ๆ และเราก็ขอเติมชื่อของ Maxine Peake เข้าไปในรายชื่อของนักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่เราชื่นชอบมาก ๆด้วยอีกคน

+++

 

วันนี้เราเจอเพื่อนในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF เพื่อนเล่าให้ฟังว่า เมื่อกี้ตอนเดินออกจากโรงหนังหลังดู WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min, A+30) จบ เพื่อนเดินอยู่ด้านหลังผู้หญิงคนนึงที่ออกมาจากโรงภาพยนตร์เดียวกัน แล้วผู้หญิงคนที่เดินอยู่ข้างหน้าเพื่อนของเรา ก็ตดปู้ดออกมาต่อหน้าเพื่อนของเรา

 

จบการรายงานข่าว

+++

 

 

ชอบหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN (2025, Uhm Ha-neul, South Korea, A+30) มาก ๆ ดีใจที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลงของวง Globe เพราะเราก็ชอบวงนี้มาก ๆ เหมือนกัน

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราก็เลยจินตนาการว่า ถ้าหากเราสร้างหนังเรื่องนี้ เราก็คงใช้ฉากหลังเป็นทศวรรษ 1980 เพื่อย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาที่เราเป็นวัยรุ่น และเพลงหลักของหนังก็อาจจะใช้เพลงที่ produce โดย Tetsuya Komoro เหมือนกัน แต่แทนที่จะใช้เพลง DEPARTURES (1996) ของวง Globe เป็นเพลงหลัก เราก็คงใช้เพลง MY REVOLUTION (1986) ของ Misato Watanabe แทน เพราะมันเป็นหนึ่งในเพลงที่เรารู้สึกผูกพันด้วยจริง ๆ สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย

 

สรุปว่า กราบตีน Tetsuya Komoro มาก ๆ พอเราได้ยินเพลงของวง Globe ในหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN มันก็ bring back old memories มาก ๆ เหมือนกับที่หนังเรื่อง SUNNY: OUR HEARTS BEAT TOGETHER (2018, Hitoshi One, Japan, A+30) เคยทำมาแล้ว เพราะหนังเรื่องนั้นใช้ฉากหลังเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1990 และเน้นใช้เพลงที่ produce โดย Tetsuya Komoro เหมือนกัน โดยเฉพาะเพลงของ Namie Amuro, TRF และ hitomi

 

แต่เราเพิ่งรู้จากหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN นี่แหละ ว่าในปี 2001 นั้น เพลงของญี่ปุ่นยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ รุนแรงมาก เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

 

ซึ่งมันแตกต่างจากในเมืองไทยมาก ๆ เพราะว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นั้น เพลงของ Misato Watanabe นี่มี “เทปลิขสิทธิ์” วางขายในไทยเลยนะ เพราะ Misato Watanabe อยู่ค่าย CBS ถ้าหากเราจำไม่ผิด และ CBS มีการทำเทปลิขสิทธิ์ของศิลปินญี่ปุ่นออกวางขายในไทยอย่างเป็นทางการ (อย่างเช่น Seiko Matsuda) และพอเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซีดีเพลงญี่ปุ่นของแท้ก็หาซื้อได้ทั่วไปตามร้าน Tower Records ในไทย

 

ดีใจที่ MY REVOLUTION มีผู้ชม 5 ล้านวิวแล้ว

https://youtu.be/zfcO3Y58m24?si=vKeU5EvbQnOQ0mqS

+++

 

เพิ่งเคยดูมิวสิควิดีโอเพลง DEPARTURES (1996) ของวง Globe เป็นครั้งแรก หนักมาก ๆ เพราะว่าเพลงนี้มันเป็นเพลง dance จังหวะคึกคักนะ แต่ตัวมิวสิควิดีโอนี่นึกว่า slow cinema ของแท้ 55555

 

เราเคยฟังเพลงนี้มานานราว 30 ปีแล้วนะ เพราะว่ารายการวิทยุของดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ เคยเปิดเพลงของวง Globe บ่อย ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 แต่เราไม่เคยดูมิวสิควิดีโอของวงนี้มาก่อนเลย

 

วันนี้เราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง 404 STILL REMAIN (2025, Uhm Ha-neul, South Korea, A+30) ที่ใช้เพลง DEPARTURES เป็นเพลงหลักของหนัง เราก็เลยลองเข้าไปดู music video เพลงนี้ แล้วก็ตกใจมาก ๆ ที่ตัว MV มัน slow cinema มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเพลงแดนซ์จังหวะคึกคัก

+++

 

18. UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

 

ตัวละครในหนังเรื่องนี้พูดคำว่า TADAIMA ราว 2-3 ครั้ง

Tuesday, June 02, 2026

DREAM HORSE DOUBLE BILL

 

เพิ่งได้ดู PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston, USA, documentary, second viewing, A+30) เป็นรอบที่สอง หลังจากที่เคยดูรอบแรกไปแล้วในเทศกาลหนังเกย์ในกรุงเทพในปี 1998

 

พอได้ดูรอบนี้แล้วก็ประทับใจฉากนี้มาก ๆ เป็นฉากที่สัมภาษณ์กะเทยนางหนึ่งในนครนิวยอร์คในช่วงปลายทศวรรษ 1980 แล้วเราก็พบว่า กะเทยนางนี้ติดรูปโฆษณา REVLON สองรูปไว้ที่ผนังห้อง รูปหนึ่งแสดงให้เห็นนางแบบ 4 คน Kersti Bowser, Christy Turlington, Cindy Crawford, and Paulina Porizkova  ส่วนอีกรูปแสดงให้เห็นภาพนางแบบอีก 4 คน Tatjana Patitz, Iman, Talisa Soto และ Jerry Hall

 

เราประทับใจฉากนี้มาก ๆ เพราะในช่วงปลายทศวรรษ 1980 สมัยที่เราเรียนมัธยม เรากับกลุ่มเพื่อนๆ เกย์กะเทย ก็คลั่งไคล้โฆษณา REVLON พวกนี้อย่างรุนแรงเหมือนกัน โดยเฉพาะสองรูปนี้ที่พวกเราชอบมาก ๆ

 

จำได้ว่าตอนนั้นเราจองเป็น Talisa Soto

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูฉากนี้ใน PARIS IS BURNING เราก็เลยชอบสุดขีด นึกไม่ถึงว่ากะเทยในนิวยอร์คกับกะเทยในกรุงเทพจะใจตรงกันมากขนาดนี้ 55555

+++

พอเห็นชื่อวง Dreams Come True เราก็นึกถึงสถานีวิทยุ 88FM และดีเจสุทธิธรรม สุจริตตานนท์ ที่แนะนำให้ผู้ฟังได้รู้จักกับวงดนตรีวงนี้ จำได้ว่าตอนนั้นวงนี้มีออกเทปลิขสิทธิ์ในไทยด้วย น่าจะเป็นของ CBS นะ ถ้าจำไม่ผิด

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

DREAM OF THE WILD HORSES (1960, Denys Colomb de Daunant, France, documentary)

+ 3 DREAMS OF HORSES (2018, Mike Hoolboom, Canada, 6min)

 

สองหนังทดลองเกี่ยวกับม้าที่งดงามมาก ๆ

 

DREAM OF THE WILD HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทดลองในกรุงเทพในปี 1999 และตอนนี้ก็สามารถหาดูได้ในยูทูบ เป็นหนังที่ไม่มีเนื้อเรื่อง แต่มันเป็นการร้อยเรียงฉากต่าง ๆ เกี่ยวกับม้าเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม

 

ส่วน 3 DREAMS OF HORSES เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit in Bangkok

 

DREAM OF THE WILD HORSES

https://youtu.be/6MRjGhEOtO8?si=zxQB12cfVcX7zofT

+++

 

Sunday, April 26, 2026

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราเพิ่งดูออนไลน์ในปีที่แล้ว A FLOWER IN THE RAINING NIGHT (1983, Wang Toon, Taiwan, 100min, A+30) แต่เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่องนี้เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วยชื่อนี้ "พรุ่งนี้...ฉันจะเลิกขายตัว"

 

แต่วันนี้ยังขายอยู่นะคะ 🙂

+++

 

วันนี้เปิดเคเบิลทีวี เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีสัญญาณภาพค้างแบบนี้ด้วย 55555

+++

 

คิดถึงละครทีวีเรื่อง “ลายหงส์” (1988, นพพล โกมารชุน) มาก ๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ แล้วก็ดูเหมือนไม่ได้มีใครอัดเก็บไว้ด้วย ละครเรื่องนี้เลยหายสาบสูญไปเลย แล้วยุคนั้นคือ “นัย สุขสกุล” หล่อมาก ๆ อยากดูลายหงส์เวอร์ชั่นนี้อีก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1437800741432801

 

+++

 

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli, A+30)

 

ติดอันดับ ONE OF MY MOST FAVORITE ROMANTIC FILMS OF ALL TIME ไปเลย นี่แหละหนังโรแมนติกในดวงใจของดิฉัน กราบตีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

 

ดูหนังของ Kristoffer Borgli มาแล้ว 3 เรื่อง ถูกโฉลกกับหนังของเขาอย่างรุนแรงที่สุด

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังนอรเวย์รุ่นเดียวกัน ตอนนี้เราชอบ Kristoffer Borgli เท่ากับ Dag Johan Haugerud และชอบทั้งสองคนนี้มากกว่า Joachim Trier

 

NOW I TRULY WORSHIP KRISTOFFER BORGLI.

 

ดีใจสุดขีดที่ได้เห็น Zoë Winters ร่วมแสดงใน THE DRAMA ด้วย หลังจากที่เราประทับใจเธออย่างสุดขีดมาแล้วใน MATERIALISTS (2025, Celine Song)

+++

 

ตอนนั้นเราเด็กมาก เราก็เลยจำไม่ได้ว่าไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์อะไร 55555 อาจจะเป็น “ฮอลลีวู้ด” ตรงถนนเพชรบุรี หรือไม่ก็ “แมคเคนนา” ตรงสะพานหัวช้าง แต่เราจำได้ว่า หนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิต เป็นหนังโรมาเนียที่กำกับโดยผู้หญิง ซึ่งก็คือหนังเรื่อง ROCK’N ROLL WOLF (1976, Elisabeta Bostan, Romania) หรือ MA-MA หรือ “วิมานเนรมิต”

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ในไทยนำหนังโรมาเนียมาฉายอีกบ่อย ๆ เพื่อที่เราจะได้รำลึกถึงหนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิตในทศวรรษ 1970

 

ROCK’N ROLL WOLF

https://www.youtube.com/watch?v=shU4Vce_jJQ

 

ROCK’N ROLL WOLF แบบพากย์อังกฤษ แต่ภาพไม่ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=x4Typ2fVffI

+++

 

เพื่อนเราบางคนก็มี sense ด้านนี้ เขามักจะได้ “กลิ่นผี”

+++

 

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่ official lyric video มันก็เลยเป็นแค่ basic animation แต่แค่นี้ก็ทำเอาเราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ แล้ว ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วเพราะมันเป็น basic animation นี่แหละ มันเลยออกมาทรงพลังอย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เข้าใจว่าเพลงนี้ทางวง One OK Rock เขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ grandmother ของนักร้องนำ แต่เราว่าผู้ฟังหลาย ๆ คนน่าจะอินกับเพลงและมิวสิควิดีโอนี้ เพราะมันทำให้นึกถึงใครก็ตามที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

ใครดูมิวสิควิดีโอนี้แล้วร้องห่มร้องไห้เหมือนเราบ้าง

 

ตอนนี้หนังคอนเสิร์ตเรื่อง ONE OK ROCK DETOX JAPAN TOUR 2025 AT NISSAN STADIUM IN CINEMAS (2026, Naoto Amazutsumi, 118min, A+30) ลงโรงฉายในไทยอยู่นะ

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=dU6pWm1g6TfZIe9F