Showing posts with label ARTS. Show all posts
Showing posts with label ARTS. Show all posts

Friday, September 04, 2026

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU

เราเคยดูหนังของ Sharunas Bartas แค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ THE CORRIDOR (1995, Germany/Lithuania, A+30) และ LAGUNA (2025, France/Lithuania, A+30) อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของเขามาก ๆ เพราะเขาก็ทำหนังในแนวทางใกล้เคียงกับ Andrei Tarkovsky, Bela Tarr และ Fred Kelemen

+++

 

RIP JEAN-PAUL RAPPENEAU (1932-2026)

 

เพิ่งรู้ว่า Rappeneau เกิดก่อนประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยอีกนะ เพราะเขาเกิดในวันที่ 8 เม.ย. 1932 เพราะฉะนั้นก็เลยเรียกได้ว่า เขามีอายุนานกว่าระบอบประชาธิปไตยในไทย

 

เขาเสียชีวิตในวันที่ 1 ก.ย. 2026 ขณะมีอายุ 94 ปี

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. CYRANO DE BERGERAC (1990)

เราได้ดูทางวิดีโอที่เช่ามา

 

หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลออสการ์ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชาย (Gerard Depardieu), กำกับศิลป์, แต่งหน้า และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ แต่ผู้ชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายปีนั้นคือ Jeremy Irons จาก REVERSAL OF FORTUNE (1990, Barbet Schroeder), ผู้ชนะรางวัลกำกับศิลป์และรางวัลแต่งหน้าคือ DICK TRACY ส่วนผู้ชนะรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศคือ JOURNEY OF HOPE (1990, Xavier Koller, Switzerland) ที่เรายังไม่ได้ดูเลย

 

2. THE HORSEMAN ON THE ROOF (1995)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุง

 

3. BON VOYAGE (2003)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ลิโด

 

จริง ๆ แล้วเราเคยดูหนังเรื่อง LE SAUVAGE (1975, Jean-Paul Rappeneau) ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok ด้วยนะ แต่ตอนนั้นมันเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ฟิล์มที่นำมาฉายมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความไม่รู้เรื่องอะไรใด ๆ

 

ชอบหนังทั้ง 3 เรื่องของ Rappeneau ที่เราเคยดูนะ แต่ก็ชอบเขาน้อยกว่าผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะเราว่าหนังของเขามันเป็น “ความบันเทิงชั้นดี” แบบหนังฮอลลีวู้ดน่ะ มันมีความ mainstream สูงมาก ๆ แต่ก็ถือเป็น mainstream ที่ดี แต่มันไม่ได้บาดลึกเข้าไปในจิตใจเราหรือทำให้เราทึ่งกับวิสัยทัศน์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากแบบผู้กำกับหนังฝรั่งเศสคนอื่น ๆ

 

เราชอบจำชื่อของ Jean-Paul Rappeneau สลับกับ Jean-Jacques Annaud (HOTHEAD, THE BEAR, THE LOVER, WOLF TOTEM, NOTRE-DAME ON FIRE)

 

ภาพจาก THE HORSEMAN ON THE ROOF ที่นำแสดงโดย Olivier Martinez

+++

 

RIP CHEN KUAN-TAI (1945-2026)

 

ชอบเขามาก ๆ ในหนังเรื่อง THE TEAHOUSE (1974, Kuei Chih-Hung, Hong Kong, A+30) หนังเรื่อง THE TEAHOUSE เคยติดอันดับ 25 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2014 ด้วยนะ

 

หนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ก็รวมถึง

 

1. BLACK MAGIC WITH BUDDHA (1983, Lo Lieh, Hong Kong/Thailand, A+30)

 

2. MURDERER (2009, Roy Chow, Hong Kong, A+30)

 

อยากให้มีคนจัดงาน CHEN KUAN-TAI RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องที่เขาเคยแสดง อย่างเช่น

 

1. THE BOXER FROM SHANTUNG (1972, Chang Cheh, Hong Kong)

 

2. HEROES TWO (1973, Chang Cheh)

 

3. THE SAVAGE FIVE (1974, Chang Cheh)

 

4. BIG BROTHER CHENG (1975, Kuei Chih-Hung)

 

5. THE FLYING GUILLOTINE (1975, Ho Meng-Hua)

 

6. BIG BAD SIS (1976, Chung Sun)

 

7. THE IRON MONKEY (1977, Chen Kuan-Tai, Hong Kong/Taiwan)

 

8. THE INVINCIBLE MONKEY FIST (1978, S.A. Karim, Chen Kuan-Tai, Indonesia/Hong Kong)

 

9. BIG BOSS OF SHANGHAI (1979, Chen Kuan-Tai)

 

10. AMBITIOUS KUNG FU GIRL (1981, Lu Chun-Ku)

+++

 

เห็นการออกแบบลวดลายบนถุงของร้าน Nitori แล้วรู้สึกว่า มันกระตุ้นความอยากเป็น housewife 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้กลับไปดูหนังที่ Alliance Française เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ดูเรื่อง SUGAR AND STARS (2023, Sébastien Tulard, France, A+30) ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารเย็นที่ One Bangkok คราวนี้เราลองกิน Okonomiyaki ที่ร้าน Ponpocotei ในชั้นใต้ดิน ตอนแรกเรารู้สึกว่า portion มันใหญ่เกินไป แต่ปรากฏว่าพอกินจริง ๆ แป๊บเดียวเราก็แดกคนเดียวหมด

 

วันนี้เราได้ไปดูหนังเรื่อง LA BOLA (2026, Alfonso Coronel Vega, Mexico, documentary, A+30) ที่คณะนิเทศ จุฬา ดูเสร็จแล้วก็เลยมากินอาหารมื้อแรกของวันตอน 15.30 น. (ตอนเช้าเรามัวแต่เล่นเน็ต เราก็เลยไม่ได้กินข้าว 55555) ที่ร้าน Azzurro by Chef Thanom ที่มาบุญครอง

+++

 

Artworks seen

 

SONIC BORDER (2026, Sutiphong Sudsang, interactive mixed-media installation)

 

LHA (WE ARE REINCARNATING THROUGH EACH OTHER) (2026, Parichat Tanapiwattanakul, mixed-media installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC ภาพประกอบอยู่ใน comment


Sunday, August 30, 2026

DRAWING PERFORMANCE BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

TOXIC (2026, Geethu Mohandas, India, 192min) เวอร์ชั่นภาษา Kannada ตั๋วขายไปได้กว่าครึ่งโรงแล้วนะ กรี๊ดดดดด แต่หนังเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นภาษา Hindi กับภาษา Tamil ยังมีที่ว่างเหลืออยู่เยอะ

 

ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งแรกในไทยหรือเปล่า ที่โรง cineplex แห่งเดียวกันฉายหนังเรื่องเดียวกันในวันเดียวกัน แต่ฉายแบบ 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษา เพราะปกติเราจะเจอแต่แบบ 2 ภาษา คือเวอร์ชั่นพากย์ไทย กับเวอร์ชั่นเสียงต้นฉบับ แต่เราเหมือนไม่เคยเจอหนังเรื่องเดียวกันฉาย 3 เวอร์ชั่น 3 ภาษาในวันเดียวกันในโรง cineplex แห่งเดียวกันในไทย

+++

 

RIP IZURU NARUSHIMA (1961-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. CAPE NOSTALGIA (2014, A+30)

 

2. FATHER OF THE GALACTIC RAILROAD (2023, A+15)

 

3. 52-HERTZ WHALES (2024, A+30)

 

เราเคยเขียนถึง FATHER OF THE MILKY WAY RAILROAD (2023, Izuru Narushima, Japan, A+15) ไว้ดังนี้:

 

หนังเรื่องนี้พูดถึง Kenji Miyazawa เหมือนกับหนังเรื่อง NIGHT TRAIN TO THE STARS (1997, Kazuki Omori) ที่เคยมาฉายที่ Japan Foundation เป็นประจำ ซึ่งเราก็เคยดู NIGHT TRAIN TO THE STARS ไปแล้วรอบนึง ถ้าหากจำไม่ผิด หนังสองเรื่องนี้แตกต่างกันตรงที่ FATHER OF THE MILKY WAY RAILROAD ให้น้ำหนักกับตัวละครพ่อของ Kenji มากกว่าหนังเรื่อง NIGHT TRAIN TO THE STARS

++++

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังเรื่อง LOST RIVER (2014, Ryan Gosling, A+20)

 กับ CAPE NOSTALGIA ไว้ดังนี้:

 

LOST RIVER มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่คล้ายๆหนังญี่ปุ่นเรื่อง CAPE NOSTALGIA (2014, Izuru Narushima, A+30) ที่เราเพิ่งดูมาน่ะ เพราะในหนังสองเรื่องนี้ จะมีตัวละครหญิงสูงวัยที่หมกมุ่นกับผัวที่ตายไปแล้วเหมือนกัน และในเวลาต่อมา หญิงสูงวัยในหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ประสบปัญหาบ้านไฟไหม้เหมือนกัน และตัดสินใจไม่หนีออกจากบ้านไฟไหม้เหมือนๆกันเลย

 

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ CAPE NOSTALGIA ในระดับ A+30 แต่ชอบ LOST RIVER ในระดับ A+20 ก็คือว่า ใน CAPE NOSTALGIA นั้น หญิงสูงวัยคือนางเอกของเรื่อง ส่วนพระเอกคือหลานชายของเธอที่แอบหลงรักเธอ แต่ใน LOST RIVER นั้น พระเอกดันไปชอบหลานสาวของหญิงสูงวัยแทน เพราะฉะนั้น CAPE NOSTALGIA ก็เลยเข้าทางเรามากกว่า LOST RIVER อย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพจาก CAPE NOSTALGIA

+++

 

เพิ่งฟัง podcast เรื่องการ์ตูนผู้หญิงตาหวานที่บรรยายโดยคุณ อรรถ บุนนาค ไปได้ครึ่งนึง พอฟังแล้วก็ทำให้อยากอ่านการ์ตูนเรื่อง THE POE CLAN ของ Hagio Moto มาก ๆ แต่พอเราเช็คในเว็บไซต์ของร้าน Kinokuniya เราก็พบว่าการ์ตูนเรื่องนี้มัน “หมดสต็อก” ไปแล้ว แต่ถึงมันมีอยู่ในสต็อก การ์ตูนเรื่องนี้ก็มีราคาถึง 2618 บาท รุนแรงมาก (มันมี 2 เล่มจบ เล่มละ 1309 บาท)

 

+++

 

วันนี้ได้ไปงาน DRAWING #3: -- UNDO “DRAWING PERFORMANCE” ที่ 100 Tonson Foundation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong

 

ในงานนี้มีการแสดงผลงานจิตรกรรมของ โชค สาโรจน์ หรือมาดี บุญชื่น และรถกระบะของเขาด้วย และมีการแสดงดนตรีที่เฮี้ยนมาก ๆ ของ Teerapat Parnmongkol, Nawitnan Poolkeao และ Pathompon Tesprateep (คนนี้เป็นผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ cinephiles)

 

วิดีโอที่เราถ่ายไว้นี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของ performance นะ เราชอบที่ดนตรีมันทวีความเฮี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง

 

ตอนแรกพอเห็นคำว่า drawing performance เราก็นึกว่าศิลปินจะโชว์วาดรูปสด ๆ แต่ปรากฏว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่ศิลปินทำก็คือการจัดวางแท่งเหล็กและเก้าอี้เหล็กให้เกี่ยวกระหวัดกันอย่างยุ่งเหยิง เหมือนตัวงานจัดวางกับเสียงดนตรีมันทวีความ complicated มากขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง

 

สิ่งที่สร้างขึ้นในระหว่างการแสดงอาจจะเรียกได้ว่าเป็น installation สองอัน (ไม่รู้ว่าเราใช้ศัพท์ถูกหรือเปล่า 555) อันนึงมีแต่แท่งเหล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่พอเกี่ยวกระหวัดกันแล้วก็สามารถทรงตัวได้ แต่ก็ทรงตัวได้ค่อนข้างยาก ส่วนอีกอันเป็นแท่งเหล็กกับเก้าอี้มีรู ซึ่งพอมีเก้าอี้มาเสริม มันก็เลยทรงตัวได้มั่นคงขึ้น สามารถตั้งเป็นกองสูงใหญ่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ส่วนครึ่งหลังของการแสดงก็เป็นการรื้อถอน installation นี้

 

เราแยกเรื่องนี้เป็นสองโพสท์นะ โพสท์นึงเป็นวิดีโอ ส่วนอีกโพสท์เป็นภาพถ่าย

 

โพสท์แรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02Eiz7Xd26Xfkq7bTigc2ryeAqAR56y8put5KnRV5mfRtygPqqNKkZMw3UHbd7Xbgjl

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0xsywEAvcJA9LzSzQqLkqLtguquXkCkpg69SFMGZY76q89yr8VZnEG2rCQy2FC3CQl

 

 

 

Thursday, August 27, 2026

RIP TIM CURRY

 

Artworks seen

 

LACQUER INCENSE BOX IN THE SHAPE OF A PAIR OF CLAMS (artist unknown in the Meiji period (1868-1912))

 

OPENWORK SATSUMA INCENSE BURNER WITH HUMAN FIGURE DESIGN (Ryozan Okamoto, ceramic)

 

KOMOREBI NOTEBOOK (2016, Yasuhiro Suzuki, Japan, paper)

 

CABBAGE BOWLS (2004, Yasuhiro Suzuki, Japan, paper clay)

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ก็คือการนำ FOOD SAMPLE มาจัดแสดงในงานด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า “โมเดลอาหารจำลอง” ที่วางไว้ตามตู้โชว์ต่าง ๆ หน้าร้านอาหาร จะถือเป็นงาน craft ประเภทหนึ่ง แต่นิทรรศการนี้ได้เปลี่ยนความคิดของเรา เพราะว่า FOOD SAMPLE ที่ผลิตขึ้นจาก vinyl chloride resin เหล่านี้ ก็ถือเป็นวัตถุที่น่าสนใจได้เช่นกัน

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Akina Nakamori ออกซิงเกิลใหม่ในเดือนก.ค.ปีนี้ ชื่อเพลง GOMEN TO SUKI TO ซึ่งถือเป็นซิงเกิลที่ 55 ของเธอ และซีดีซิงเกิลเพลงนี้ทำยอดขายได้สูงเป็นอันดับ 7 ในชาร์ทประจำสัปดาห์ในญี่ปุ่น รุนแรงมาก

 

Akina Nakamori นี่ถือเป็น one of my most favorite singers of all time เลย และเพลง I MISSED THE SHOCK (1988) ของเธอนี่มีความสำคัญต่อชีวิตเรามาก ๆ เพราะว่าชื่อเพลงนี้ได้กลายเป็น “คำอุทาน” ที่เรากับเพื่อน ๆ มัธยมชอบนำมาใช้พูดกันในช่วงปลายทศวรรษ 1980

 

นึกไม่ถึงว่า Akina Nakamori จะอยู่ยงคงกระพันขนาดนี้ ตอนนี้เธอมีอายุ 61 ปี เธอออกซิงเกิลแรกชื่อ SLOW MOTION ในปี 1982 ซึ่งเท่ากับว่าเธอยืนยงอยู่ในวงการเพลงมาได้นานถึง 44 ปีแล้ว

 

เธอเคยมีซิงเกิลติดอันดับ 1 ในญี่ปุ่น 22 เพลง โดยเริ่มด้วยซิงเกิล SECOND LOVE ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในปี 1982 เรื่อยมาจนถึงซิงเกิล MIZU NI SASHITA HANA (FLOWERS IN WATER) ที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ในปี 1990

 

ตอนนี้ยอดวิวเพลง GOMEN TO SUKI TO ในยูทูบอยู่ที่ 1 ล้านวิว

+++

 

RIP DOLLY PARTON (1946-2026)

 

ชอบเพลง I WILL ALWAYS LOVE YOU ของเธอมาก ๆ ส่วนผลงานการแสดงของเธอ เราเคยดูแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ STEEL MAGNOLIAS (1989, Herbert Ross) ที่คลาสสิคมาก ๆ และ MISS CONGENIALITY 2: ARMED AND FABULOUS (2005, John Pasquin)

 

อยากดูผลงานการแสดงเรื่องอื่นๆ  ของ Dolly Parton ด้วย อย่างเช่น

 

1. 9 TO 5 (1980, Colin Higgins)

 

2. THE BEST LITTLE WHOREHOUSE IN TEXAS (1982, Colin Higgins)

 

3. RHINESTONE (1984, Bob Clark)

 

4. STRAIGHT TALK (1992, Barnet Kellman)

 

+++

 

RIP TIM CURRY (1946-2026)

 

เราเคยดูผลงานการแสดงของเขาราว 12 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. THE ROCKY HORROR PICTURE SHOW (1975, Jim Sharman)

 

2. THE SHOUT (1978, Jerzy Skolimowski)

 

3. LEGEND (1985, Ridley Scott)

 

4. THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan)

 

5. IT (1990, Tommy Lee Wallace, miniseries, 192min)

 

6. OSCAR (1991, John Landis)

 

7. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

8. THE THREE MUSKETEERS (1993, Stephen Herek)

 

9. THE SHADOW (1994, Russell Mulcahy)

 

10. CONGO (1995, Frank Marshall)

 

11. CHARLIE’S ANGELS (2000, McG)

 

12. KINSEY (2004, Bill Condon)

 

บทบาทการแสดงของเขาใน THE ROCKY HORROR PICTURE SHOW นี่มัน iconic มาก ๆ

 

Tuesday, August 18, 2026

FULL OF CATS (2012, Naoki Nishiwaki, Japan)

 

เมื่อวานหลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารเกาหลี ชื่อ “อูรีจิบ” (Woorijib) ตรงศาลายา เรากิน “แพนเค้กกุ้ยช่าย” หรือ Haemul Buchu jeon เสร็จแล้วเราก็ไปกินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน คราวนี้เราเลือกกาแฟรส Biskoff กับ Gravel King และโปะด้วยไอติมรสขนมใส่ไส้ ส่วนน้ำเป็นรูทเบียร์โฟลทใส่ไอติมรส Shio Cloud

 

อูรีจิบ

https://www.instagram.com/woorijibthai/

 

Scoops and Spokes
https://www.instagram.com/scoopsandspokes_th/

+++

 

RIP HAYDEN PANETTIERE (1989-2026)

 

Hayden เสียชีวิตขณะอายุ 36 ปี โดยข่าวไม่บอกว่าเธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุอันใด

 

เราเคยดูผลงานการแสดงของเธอแค่ 6 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. THE OBJECT OF MY AFFECTION (1998, Nicholas Hytner)

 

2. MESSAGE IN A BOTTLE (1999, Luis Mandoki)

 

3. THE AFFAIR OF THE NECKLACE (2001, Charles Shyer)

 

4. SCREAM IV (2011, Wes Craven)

 

5. SCREAM VI (2023, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

เราชอบจำชื่อ Hayden Panettiere สลับกับ Hillary Duff

 

Edit เพิ่ม: 6. RACING STRIPES (2005, Frederik Du Chau)

ลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณคุณ Rock LeeNut มาก ๆ ครับที่มาเตือน

 

Hayden Panettiere

https://www.imdb.com/name/nm0659363/?ref_=fn_t_1

+++

 

วันนี้เป็นวันที่ 17 ส.ค. แต่เราใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส (หรือที่เคยใช้ชื่อว่า โครงการ คนละครึ่ง) ของเดือนนี้หมดแล้ว กรี๊ดดด เดือนนี้เราใช้หมดเร็วมาก

+++

 

หนึ่งในงานที่ชอบมากในช่วงนี้คือภาพ FULL OF CATS (2012, Naoki Nishiwaki, Japan) ที่ศิลปินใช้ปากกาลูกลื่นวาดภาพแมวหลายพันตัวบนกระดาษ แต่พอสังเกตดูดี ๆ ก็จะพบว่า มันมีสิงสาราสัตว์มากมายที่ไม่ใช่แมวปลอมตัวมาปะปนอยู่กับแมวในภาพวาดอันมหัศจรรย์ภาพนี้ด้วย อย่างเช่น หมา, ช้าง, ม้า, สิงโต, ปลา, นก, กระต่าย, ยีราฟ, ทานุกิ, จระเข้, ลิง, แรด, แกะ, วัว

 

ไม่รู้มีใครพบเจอสัตว์อื่น ๆ อีกบ้างในภาพนี้ เราเองก็ไม่ได้ยืนดูภาพนี้อย่างละเอียดนะ เพราะกลัวจะไปขวางทางผู้ชมคนอื่น ๆ ที่อยากดูภาพนี้เหมือนกัน

 

เราดูภาพนี้ในนิทรรศการ The Superlative Artistry of Japan ที่ TCDC

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid025y3R9FWhFGeDGoRfw7fzq33jC2oC5LTKdfobBMSwYirLsnhbY6pe5RVZVXMEr4BPl

Friday, August 07, 2026

WATCHING THE POTS DRY

 

ความเชื่อมโยงระหว่าง “เทศกาลภาพยนตร์ยูเครน” กับงานวิดีโอของ Chulayarnnon Siriphol

 

เมื่อวานเราได้ดูหนังเรื่อง MALEVYCH (2024, Daria Onyshchenko, Ukraine, 90min, A+25) ในเทศกาลภาพยนตร์ยูเครนในกรุงเทพ เห็นในหนังมีพูดถึง Vladimir Tatlin ซึ่งเป็นศิลปินชาวรัสเซียที่เหมือนเราไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังยูเครนเรื่องนี้จบแล้ว เราก็เลยต้องไปกูเกิลหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขา

 

เห็นใน wikipedia บอกว่า Vladimir Tatlin เป็นศิลปินคนสำคัญของกลุ่ม Constructivism ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับกลุ่ม Suprematism ของ Kazimir Malevych มิน่าล่ะ ในหนังเรื่องนี้เราถึงเห็นศิลปินสองคนนี้ทะเลาะตบตีกันบ่อย ๆ

 

พอเรากูเกิลหาข้อมูลของ Vladimir Tatlin ต่อไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่าเขาเคยสร้างผลงาน MONUMENT TO THE THIRD INTERNATIONAL (1920, Vladimir Tatlin)  ซึ่งภาพของงานออกแบบสถาปัตยกรรมนี้มันดูคุ้นตามาก ๆ สำหรับเรา พอนึกไปนึกมา เราก็นึกออกว่า มันคงเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ + video installation ของ Chulayarnnon Siriphol นี่เอง และพอค้นดูแล้วก็พบว่ามันใช่จริง ๆ ด้วย เพราะว่างานชิ้นนี้ของ Vladimir Tatlin เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ Chulayarnnon Siriphol ในการสร้างงาน HOW TO EXPLAIN “MONUMENT TO THE FOURTH INTERNATIONAL” TO THE DEAD GOLDEN SNAIL (2024)

 

อันนี้เป็นข้อมูลจากเฟซบุ๊กของ Chulayarnnon

 

“โครงการ เรารักภูมิพลังวัฒนธรรมละมุนละม่อมนุ่มนิ่ม ได้แรงบันดาลใจจากผลงานภาพยนตร์จัดวาง กำเนิดหอยทากทอง (2019) ที่ถูกเซ็นเซอร์และห้ามฉายโดยหน่วยงานรัฐ จึงเกิดการตั้งคำถามถึงการสร้างระบบนิเวศศิลปะร่วมสมัยที่สนับสนุนความหลากหลายและเปิดกว้างมากขึ้น

 

โครงการนี้ได้หยิบยืมผลงาน Monument to the Third International (1920) ของ วลาดีมีร์ ทัตลิน ที่นำเสนออุดมคติของโลกสมัยใหม่ที่เป็นพลังขับเคลื่อนการปฏิวัติ มาพัฒนาต่อเป็นผลงาน Monument to the Fourth International ”

 

เราก็เลยดีใจ นึกไม่ถึงว่าการได้ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ยูเครนแล้วจะได้พบหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ video installation ของไทยด้วย

 

ส่วนอันนี้เป็นความแตกต่างระหว่าง CONSTRUCTIVISM VS SUPREMATISM ใน wikipedia:

 

“Jean-Claude Marcadé has observed that "Despite superficial similarities between Constructivism and Suprematism, the two movements are nevertheless antagonists and it is very important to distinguish between them."

 

Malevich's Suprematism is fundamentally opposed to the postrevolutionary positions of Constructivism and materialism. Constructivism, with its cult of the object, is concerned with utilitarian strategies of adapting art to the principles of functional organization. Under Constructivism, the traditional easel painter is transformed into the artist-as-engineer in charge of organizing life in all of its aspects.

 

Suprematism, in sharp contrast to Constructivism, embodies a profoundly anti-materialist, anti-utilitarian philosophy.”

 

ใครอยากเสริมอะไรเรื่องนี้ก็บอกมาได้นะคะ เพราะเราไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้มาก่อน

 

ภาพของ LETATLIN (1932, Vladimir Tatlin) ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ปรากฏในหนังเรื่อง MALEVYCH

 

FOREST (1913, Vladimir Tatlin)

BOARD NUMBER 1 (STARO-BASMANNAYA STREET) (1916, Vladimir Tatlin)

COMPOSITION (1916, Vladimir Tatlin)

MONUMENT TO THE THIRD INTERNATIONAL (1920, Vladimir Tatlin)

LETATLIN (1932, Vladimir Tatlin)

 

HOW TO EXPLAIN “MONUMENT TO THE FOURTH INTERNATIONAL” TO THE DEAD GOLDEN SNAIL (2024, Chulayarnnon Siriphol)

https://web.facebook.com/chulayarnnon.siriphol/posts/pfbid0WhjJzPmd5TJHKYReEzqBgk2U5kgMksNgMzdStyBY9ApkAUojfVrqVXcmB9szGSiJl

 

TATLIN’S TOWER

https://en.wikipedia.org/wiki/Tatlin%27s_Tower

 

Vladimir Tatlin

https://en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Tatlin

 

SUPREMATISM VS CONSTRUCTIVISM

https://en.wikipedia.org/wiki/Suprematism

+++

 

22. ROMANTIC KILLER (2025, Tsutomu Hanabusa, Japan, A+30)

 

นางเอกพูดคำว่า TADAIMA ราว 2-3 ครั้งในหนังเรื่องนี้

+++

 

ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW IN 2026

 

หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปีนี้ ก็คือฉากนึงในภาพยนตร์เรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min, A+30)  ฉากนี้เป็น static long take กล้องจับภาพใบหน้าของคุณยายแบ่งเป็นเวลาราว 6 นาทีโดยไม่ตัดภาพเลย ขณะที่คุณยายแบ่งรอให้หม้อแห้ง หนักที่สุด นึกว่า INSTANT CLASSIC

 

อีกฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่เรายกให้เป็นฉากคลาสสิคพอ ๆ กัน ก็คือฉากที่กล้องจับภาพหม้อ 4 ใบขณะตากแดด รอให้มันแห้ง แต่ฉากนี้น่าจะกินเวลาเพียงแค่ราว 2 นาทีได้มั้ง เป็นฉากที่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ปรากฏชัด นอกจากแมลงวันที่บินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

แต่หนังก็ไม่ได้ให้คนดูรอหม้อแห้งแบบ real time ตั้งแต่ต้นจนจบแต่อย่างใดนะ เพราะเราว่าการรอหม้อแห้งในความเป็นจริงน่าจะกินเวลานานกว่านี้มาก และหนังก็มีการตัดภาพเยอะมากในส่วนนี้ เพราะคนดูจะได้เห็นตั้งแต่

 

1. คุณยายแบ่งนำหม้อที่ยังไม่มีก้น 4 ใบไปตากแดด

 

2. เห็นหม้อไม่มีก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

3. แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย

 

4. เห็นภาพพระอาวุโส

 

5. แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

6. แล้วหนังถึงค่อยให้คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยถ่ายแบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

7. ก่อนจะตัดไปยังฉากใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้าน

 

8. แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min, A+30) ครบทั้งเรื่องแล้วนะ โดยเรามาดูหนังเรื่องนี้ที่ Jim Thompson 3 ครั้ง ครั้งแรกเราได้ดูราว 62 นาที, ครั้งที่สองเราได้ดูราว 53 นาที ส่วนครั้งที่สามเราได้ดูเนื้อหาส่วนที่เหลือจนหมด เราคิดว่าเราน่าจะได้ดูราว 95% ของหนังเรื่องนี้ น่าจะขาดไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีในช่วงเวลาหลังตักบาตร + ก่อนทำอาหารเช้า เราก็เลยถือว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้ครบทั้งเรื่องแล้ว และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS I SAW IN 2026 ไปเลย

 

เดี๋ยววันไหนว่าง ๆ เราค่อยมาสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมดของหนังเรื่องนี้อีกที 55555

 

ดูครั้งแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02UbjzN2UJVfF3CDdHmWfCUN9WsotJsLTKibRvn2Tc367oENMHvHM9vU3N6fDYn35bl

 

ดูครั้งที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0aFUvCDh28EAjDYbCMAsPyN6jyt4CDHf1BPcHVsoArZHnVSmxQps4MkFSgwCoQ5Fcl

 

  

Wednesday, August 05, 2026

SURASI KUSOLWONG

 

Pierre Png พระเอกของ NOTHING TO LOSE  หรือ 1+1 เป็นสูญ (2002, Danny Pang) หล่อมาก ๆ เราจำได้ว่าเรา want เขามาก ๆ ในหนังเรื่องนั้น แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้ดูผลงานการแสดงของเขาอีกเลย เพราะเขามักจะเล่นแต่ละครโทรทัศน์ของสิงคโปร์

+++

 

พอลองเช็คดูก็พบว่า เราเคยซื้อหนังสือ LETTERS TO A YOUNG POET (1929, Rainer Maria Rilke, Austria) มาแล้ว โดยเวอร์ชั่นที่เราซื้อเป็นเวอร์ชั่นที่แปลโดยคุณ ไกรวรรณ สีดาฟอง เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี 2000 ราคา 50 บาท พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง โดยบรรณาธิการเล่มคือคุณไอดา อรุณวงศ์ และคุณสุรสม กฤษณะจูฑะ

++++

 

EMOTIONAL MACHINE (VW) (2025, Surasi Kusolwong, video installation)

 

เป็นวิดีโอที่ดูแล้วใจสั่นมาก 55555 ซึ่งไม่ได้เกิดจากเนื้อหาของตัววิดีโอ แต่เป็นเพราะว่าเวลาที่เราดูวิดีโอนี้ เราต้องเข้าไปนั่งในรถโฟล์คเต่ากลับหัวที่ห้อยลงมาจากเพดาน เพราะฉะนั้นที่นั่งของเรามั่นจะสั่นคลอนไปมาตลอดเวลา เหมือนกับเวลาที่เราล่องเรือลำเล็กในแม่น้ำ ซึ่งเราไม่คุ้นชินกับ motion แบบนี้

 

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเข้าไปนั่งดูวิดีโอนี้แล้วพบกับการสั่นคลอนไปมาของที่นั่ง เราก็เลยนึกถึงความหวาดกลัวตอนเกิดแผ่นดินไหวในเดือนมี.ค. 2025 โดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วเราก็เลยรู้สึกกลัวมาก ๆ 55555 แต่ถ้าใครที่นั่งเรือโดยสารบ่อย ๆ ก็คงไม่ได้รู้สึกกลัวกับอะไรแบบนี้

++++

 

EMOTIONAL MACHINE (VW) (2025, Surasi Kusolwong)

 

พอมาดูงานชิ้นนี้ในตอนนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง BACKROOMS (2026, Kane Parsons) โดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

งานชิ้นนี้มี “ตู้ขายสินค้า” และ “ที่นั่งสำหรับดื่มกินอาหารและเครื่องดื่ม” เป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่ทันได้คิดอะไร แต่พอเราได้อ่านหนังสือ SURASI KUSOLWONG ที่ทาง Alliance Francaise เคยแจกฟรีเมื่อหลายปีก่อน เราก็พบว่าตัวศิลปินมักจะ “สร้างตลาด” ขึ้นภายในแกลเลอรี่ เราก็เลยเดาว่า ตู้ขายสินค้าพวกนี้อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงงานชิ้นนี้เข้ากับผลงานศิลปะชิ้นเก่า ๆ ของเขาด้วยหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะเหมือนเราไม่เคยดูงานชิ้นอื่น ๆ ของเขามาก่อนหน้านี้

 

พอเราได้ดูงาน EMOTIONAL MACHINE (VW) (2025, Surasi Kusolwong) ที่ Dib Bangkok เราก็เลยนึกถึงหนังสือ SURASI KUSOLWONG ที่ทาง Alliance Francaise in Bangkok เคยนำมาแจกฟรีพร้อมกับหนังสือเกี่ยวกับศิลปินไทยเล่มอื่น ๆ อีก 5 เล่มเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน หนังสือ SURASI KUSOLWONG เล่มนี้เขียนโดย Jérôme Sans และน่าจะพิมพ์ออกมาในราวปี 2002

 

ตอนนั้นพอเราเห็นทางสมาคมฝรั่งเศสเอาหนังสือพวกนี้มาแจกฟรี เราก็เลยหยิบมาเลย 55555 แต่เราก็ยังไม่ได้อ่านเล่มของคุณ Surasi เพราะเรายังไม่เคยดูผลงานของเขา

 

กาลเวลาล่วงเลยผ่านมาจนถึงปี 2026 เราถึงได้มีโอกาสดูผลงานศิลปะของคุณ Surasi ที่ Dib Bangkok แล้วเราก็เลยนึกถึงหนังสือแจกฟรีเล่มนี้ เราก็เลยถือโอกาสหยิบมันมาอ่าน แล้วก็เลยถ่ายรูปมาลงในนี้ด้วยเลยแล้วกัน เผื่อมีคนสนใจอยากรู้ว่าข้างในหนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้าง

+++

 

เพิ่งรู้ว่า Alain Resnais เคยกำกับหนังสั้นเรื่อง VAN GOGH (1948, 20min) ด้วย

 

Monday, July 27, 2026

JOUHATSU LETTERS

 

ลองจดรายชื่อภาพยนตร์ที่มีสิทธิลุ้นชิงอันดับ 1 ของเราประจำปี 2026

 

1. I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

2. UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

ตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

3. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู JOUHATSU LETTERS ในงาน Taiwan Documentary Film Festival เมื่อวานนี้ พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นแท่นรอชิงอันดับ 1 ประจำปีได้เลย งดงามเพริศแพร้วพิลาสพิไลถูกจริตดิฉันมาก ๆ

 

JOUHATSU LETTERS ฉายในโปรแกรมหนังสั้น FROM CLAY TO CLOUD ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องในโปรแกรม เราชอบทั้ง 4 เรื่องในโปรแกรมอย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ JOUHATSU LETTERS มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” น้อยที่สุด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายสุด เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายอะไรไปเรื่อย ๆ เล่นกับภาพไปเรื่อย ๆ แต่มันมี human touch มาก ๆ และมันเต็มไปด้วยอะไรที่ “เราไม่สามารถบรรยายความงดงามของมันออกมาเป็นถ้อยคำได้” เยอะมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีก 3 เรื่องในโปรแกรม FROM CLAY TO CLOUD เราก็ชอบสุดขีดนะ

ทั้ง

 

AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, documentary, 22min, A+30)

 

PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

 

WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

เรื่องนี้นึกว่าต้องฉายปะทะกับ PSYCHOHYDROGRAPHY (2010, Peter Bo Rappmund, documentary, USA, 63min, A+30)

 

สรุปว่า กราบตีน FROM CLAY TO CLOUD มาก ๆ  ค่ะ มันคือโปรแกรมภาพยนตร์ในดวงใจของดิฉันจริง ๆ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

4. A CITY OF SADNESS (1989, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 157min)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่ามันฉายในโปรแกรม Filmvirus ของคุณสนธยา หรือว่าฉายในโปรแกรมคุยกับหนังของอาจารย์ทรงยศ มีใครจำได้บ้างไหมคะ

 

เป็นหนังที่อยากดูซ้ำอีกรอบมาก ๆ เพราะเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยในการดูรอบแรก คือหนังของ Hou Hsiao-hsien มันดูเผิน ๆ เหมือนเป็น slow cinema แต่ถ้าหากเราไม่ตั้งใจดูอย่างจริงจัง เราจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน 55555

 

จำได้ว่าพอเราดู A CITY OF SADNESS แล้วเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปกูเกิลดูในอินเทอร์เน็ต แล้วเจอเว็บไซต์นึงเขียนบทวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพ diagram อะไรต่าง ๆ ประกอบการวิเคราะห์ด้วย เราก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน print บทวิเคราะห์นั้นออกมา (ตอนนั้นเรายังไม่มี laptop เป็นของตนเอง)  ปรากฏว่า print ออกมาแล้วมันยาวถึง 75 หน้า!!!!!!

 

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาเราก็มีการย้ายห้องในอพาร์ทเมนท์ในปี 2010 แล้วพอเราย้ายข้าวของ เอกสารเก่า ๆ ก็เลยหายไป เราก็เลยไม่รู้ว่าบทวิเคราะห์ 75 หน้าที่เราเคย print ออกมามันหายไปไหนแล้ว (เรายังไม่ได้อ่านมันนะ) แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมันยังดำรงอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครรู้ว่ามันคือเว็บไซต์อะไรก็บอกมาได้นะคะ

 

++++

 

เพิ่งเห็นว่ามีหนังสือชุดนี้วางขายด้วย ทั้งชุดมี 6 เล่ม โดยที่ 5 เล่มในกลุ่มนี้มีราคาเล่มละประมาณ 30 ปอนด์ แต่เล่ม JUDITH BUTLER AND FILM ราคาสะแหลนขึ้นไปถึง 76.50 ปอนด์ เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันมาก ๆ 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจในงานฉายหนังเรื่อง THE ASSEMBLY (2017, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่หอภาพยนตร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็คือการใช้ “ล่ามภาษาฝรั่งเศส” ในงานฉายหนังครั้งนี้ด้วย เพราะเหมือนเป็น rare event มาก ๆ ที่เราได้เห็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในงานฉายหนังในไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา (ในทศวรรษ 2000 เราอาจจะได้เห็นอยู่บ้างใน เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ)

+++

 

Film Wish List: PINK GIRL TRILOGY

 

มีเพื่อนคนนึงแนะนำให้เราอ่านนิยายของ Osamu Hashimoto เราก็เลยเอาชื่อของเขาไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า นิยายของ Osamu Hashimoto เคยถูกดัดแปลงสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งรวมถึงหนังชุด PINK GIRL TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

PINK TUSH GIRL (1978, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: LOVE ATTACK (1979, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: PROPOSAL STRATEGY (1980, Koyu Ohara, Japan)

 

เราไม่เคยได้ยินหนังชุด PINK GIRL TRILOGY มาก่อนหน้านี้เลย อยากดูอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

คือพอเราไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ เราก็พบว่า มันน่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรง เพราะว่าหนังชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง pink films ของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่มันแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ เพราะว่าหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ ชอบนำเสนอตัวละครหญิงที่ไม่เต็มใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือตัวละครหญิงที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่หนังชุด PINK FILM TRILOGY นี้นำเสนอตัวละครสองสาวที่เต็มใจ สนุกสนาน กระตือรือร้น มีความสุข และ “ตัดสินใจเลือกเอง” ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเลือกเอง ตัดสินใจเอง และหนังก็มีการล้อเลียนพวกตัวละครหญิงประเภทอื่น ๆ ที่มักจะพบในหนัง pink films ด้วย

 

ก็เลยต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ คือเรายังไม่ได้อ่านนิยายของ Osamu Hashimoto นะ แต่แค่เราได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากนิยายของเขา เราก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า มันเหมือนกับหนังในจินตนาการของเรามาก ๆ เพราะเรามักจะมีปัญหาอย่างรุนแรงกับตัวละครหญิงที่เรียบร้อย และไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศในหนังเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในหนังญี่ปุ่นยุคก่อนนิวเวฟ แต่ตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยความเงี่ยนผู้ชายแบบนี้นี่แหละ ที่เราจะสามารถ identify ตัวเองด้วยได้อย่างรุนแรง

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ PINK TUSH GIRL เรื่องแรก คือนึกว่าแต่งโดยจิตร โพธิ์แก้วของจริง 55555

 

“Yuko's boyfriend dumps her just after they have her first sexual experience, so she runs away from her Tokyo home to the western coast of Japan in order to straighten out her feelings. Following behind her on her journey is her friend Rena, who is trying to track Yuko down and find out if she is all right. As Rena traces Yuko's steps, always missing her by a day or two, she discovers that her friend has decided to drop her inhibitions and begin enjoying herself with every man she encounters.”

 

อันนี้คือบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ the spinning image ที่มีต่อหนังเรื่อง PINK TUSH GIRL

 

“Hashimoto's script addresses the anxieties of young women in relation to sex: fear of pregnancy, lack of satisfaction, conflicting notions of morality. Both Rena and Yuko remain steadfast in their belief that mental or spiritual purity is not connected to physical purity. Sex can be whatever they chose to make it. For them sex means freedom. Freedom from the social constrictions of their elders and, more controversially, financial freedom.”

 

บทวิจารณ์ PINK TUSH GIRL
https://www.thespinningimage.co.uk/cultfilms/displaycultfilm.asp?reviewid=10111

+++

 

มีตุ๊กตาหมีในหนังเรื่อง COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) ด้วย

+++

 

ARTWORKS SEEN

 

MEDICATION FOR THE SOUL NO. 2 (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

BENEATH THE SMILE (AFTER T. MURAKAMI, OF WAT PHRA KAEW) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

GARDEN OF HAPPINESS, (AFTER TAKASHI MURAKAMI, SMILEY INSPIRED BY HARVEY ROSS BALL) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DIALOGUES WITH SUNFLOWERS. (INSPIRATION FROM THE MASTER, VINCENT VAN GOGH’S SUNFLOWERS.) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DRAMATIC TRAUMA (2022, Bobby Leash)

 

EXPLODE (2025, Sauce Harrison)

 

มี teddy bear ในภาพวาดนี้ด้วย

From the exhibition NEON DREAM & PAPER SAINTS at Paragon

 

BITTER IS BITTEN (2026, By Me)

 

THE WOMB (GENESIS) (2026, Aitoy)

 

ALGORITHM GOD (2026, Aitoy)

 

ORANGE BRUSHSTROKE (AFTER ROY LICHTENSTEIN) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

THE OUTSIDER (AFTER H. ROUSSEAU) INSPIRED BY THE MURAL PAINTINGS OF ISAM TEMPLES (SIM) (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

Saturday, July 18, 2026

HOW VICTIMS BECOME AGGRESSORS

 

ผู้หญิงแย่งสับ WEB OF DECEPTION (1989, David Chung, Hong Kong) is one of my most favorite films of all time. เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นเราจองเป็น “หลินชิงเสีย” ในหนังเรื่องนี้ ส่วนเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยในกลุ่มของเรา ก็จองเป็น “หวังจู่เสียน”, “หวังซิ่วเฟิง” และ “หลี่เหม่ยฟ่ง” ในหนังเรื่องนี้

+++

 

เพิ่งรู้ว่า BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) มีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “สองสาวอันตรายหัวใจนรกแตก”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กองกอย WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30)

+ WARLA (2025, Kevin Z. Alambra, Philippines, A+30)

หนังสองเรื่องเกี่ยวกับตัวละครเอกที่เรามองว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

หรือตัวละครที่ “ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว/สังคม/ระบอบปิตาธิปไตย แต่ต่อมาเหยื่อก็กลับทำตัวเป็นคนชั่ว/ปีศาจ เสียเอง”

หรือตัวละครที่อาจจะบอกตัวเองว่า “ในเมื่อโลกและสังคมเคยทำร้ายฉันอย่างรุนแรงมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากฉันจะทำเลวกับคนอื่น ๆ บ้าง แล้วมันจะทำไม”

 

ซึ่งประเด็นนี้อาจจะโยงไปถึง VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain), L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France) และ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) ด้วย

 

1. ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราแอบตั้งคำกริยาคำหนึ่งไว้ใช้เรียกคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม คำกริยานั้นคือคำว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

 

การ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” ในที่นี้ ก็คือการที่คนบางคน ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่เคยถูกกดขี่/กดทับ จากระบอบการเมือง/สังคม/โลก ที่ไม่เป็นธรรมในอดีต ได้ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง และใช้โอกาสนั้นในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ หรือใช้ “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการหลอกตัวเองให้เชื่อว่า ตัวเองไม่ผิดอะไรถ้าหากจะทำร้ายคนอื่น ๆ

 

2. คือเรามองว่า อิสราเอล คือตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการกระทำแบบนี้ เราก็เลยเอาชื่อประเทศนี้มาใช้เป็นคำกริยา ซึ่งจริง ๆ แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีศัพท์เฉพาะสั้น ๆ สำหรับใช้เรียกการกระทำแบบนี้หรือใช้เรียกคนกลุ่มนี้นะ แต่เราไม่รู้ว่าศัพท์เฉพาะนั้นมันคือคำศัพท์อะไร ถ้าใครรู้ว่ามันมีคำศัพท์อะไรที่เหมาะจะใช้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

เหมือน “วงจรปีศาจ” สำหรับอิสราเอล มันเริ่มต้นจาก นาซี ที่ทำตัวเป็นปีศาจ ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นชาวยิวก็เลยมีสถานะเป็น “เหยื่อ” ในเหตุการณ์นี้ ส่วนนาซี ก็มีสถานะเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

 

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิว “บางคน” (ไม่ใช่ทุกคน) ก็ได้กลายเป็น “ปีศาจ” เสียเอง เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ เหมือนพวกเขาฉกฉวยโอกาสจาก “สถานะเหยื่อ” ของตนเอง หรือฉกฉวยโอกาสที่พวกเขา “ได้รับความสงสารเห็นใจจากคนจำนวนมากทั่วโลก” และเลยเอาโอกาสนั้นมาใช้ในการเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ และสิ่งนี้ก็ยังคงดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบัน

 

3. และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็มองว่า มีคนบางคนที่ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” นั่นก็คือคนที่ใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการไปทำร้ายคนอื่น ๆ หรือในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ ซึ่งการใช้ประโยชน์นี้ มีได้ทั้งในรูปแบบของ การเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากสังคมโดยตรง และในรูปแบบของ “การหลอกตัวเองให้ไม่ต้องรู้สึกผิด เมื่อตนเองทำร้ายคนอื่น ๆ”

 

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสารมาก่อน บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชนชั้น”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชาติพันธุ์”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “เพศ”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ศาสนา”, etc.

 

แต่เราเชื่อว่า “คนชั่ว” มีอยู่ในคนทุกกลุ่ม คนชั่วมีอยู่ในทุกชนชั้น ทั้งคนรวย, ชนชั้นกลาง, คนจน  คนชั่วมีอยู่ในทุกชาติพันธุ์ ทั้งคนผิวขาว และคนผิวสีอื่น ๆ และคนชั่วก็มีอยู่ในทุก gender และทุกศาสนา/ความเชื่อ/ลัทธิ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีคนชั่วบางคน ที่เคยอยู่ในกลุ่มที่เคยถูกกดทับมาก่อน ฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการทำร้ายหรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ พวกเขาเคยตกเป็น “เหยื่อของปีศาจ” แต่ต่อมาพวกเขาก็ได้กลายสถานะมาเป็น “ปีศาจ” เสียเอง

 

ซึ่งพอคนแบบนี้กลายมาเป็น “ตัวละครในภาพยนตร์” มันก็เลยเป็นตัวละครที่น่าสนใจสุดขีดสำหรับเรา เพราะนี่คือตัวละครที่ “เทา” จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครที่ขาวจัดเป็นแม่พระ หรือดำจัดเป็นนาซี แต่เป็นตัวละครที่ “เป็นทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน และเป็นคนประเภทที่เราพบได้จริง ๆ ในสังคมรอบตัวเราในโลกยุคปัจจุบัน

 

4. หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือ Vickrum Digwa ชายชาวซิกข์วัย 23 ปีในอังกฤษ ที่ใช้กริชแทงสังหาร Henry Nowak ชายผิวขาวอายุ 18 ปี แต่พอกลุ่มตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ Digwa กลับอ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของ racist attack (Digwa told the police that Nowak was drunk, had punched him, used a racial slur and pulled off his turban, and showed them what he said was a swollen eye and small bruise.)

 

ตำรวจก็เลยไปจับกุม Nowak ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ก่อนที่ Nowak จะเสียชีวิต (The officers pulled Nowak's hands behind his back and handcuffed him. Nowak said, "Please brother, I can't breathe". These were his last words. He was arrested and read his rights before an officer realised he was unresponsive.)

 

ซึ่งเราว่า Vickrum Digwa ไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้ แต่มีอีกหลายคนที่ทำคล้าย ๆ กันแต่อาจจะไม่ได้ทำรุนแรงเท่า Digwa แต่ในสังคมไทยเราอาจจะไม่ได้เจอสิ่งนี้ชัดเท่ากับในสังคมเมืองนอก เพราะสังคมไทยมีปัญหาเรื่องชนชั้นมากพอสมควร และมีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่ได้มีความขัดแย้งเรื่อง “สีผิว” อย่างรุนแรงเท่ากับเมืองนอก

 

5. เราก็เลยรู้สึกว่า สังคมโลกยุคนี้มันน่าสนใจดี เพราะในอดีตเมื่อเราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 นั้น เรามองว่าผู้ร้ายมักจะเป็นนาซี หรือคนรวย หรือชายแท้ หรือคนผิวขาว แต่พอสังคมโลกมันพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ความอยุติธรรมในอดีตถูกทำลายหรือถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโลกมันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก แต่เราก็ต้องระวัง “คนบางคน” ที่เคยตกเป็นเหยื่อ และฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นเหยื่อของตนเอง ในการทำสิ่งที่เลวร้ายต่อคนอื่น ๆ

 

6. เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่เหมือนเป็น “ทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน อย่างเช่น

 

6.1 VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain)

สาวสวยฐานะดีพยายามช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนจนและขอทาน แต่เธอกลับถูกขอทานข่มขืน ขอทานในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเหยื่อของโครงสร้างทางสังคม แต่บางคนในกลุ่มพวกเขาก็เป็นปีศาจด้วยเช่นกัน

 

6.2 L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France)

 

One of my most favorite films of all time เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวัยรุ่นสองคนจงใจใช้ธนบัตรปลอมไปซื้อสินค้า พวกเขาคิดว่านั่นเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยในสายตาของพวกเขา มันก่อให้เกิดห่วงโซ่ของความเลวร้ายต่อเนื่องและขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้เกิดฆาตกรโรคจิตที่ออกเข่นฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในเวลาต่อมา

 

ตัวละครฆาตกรโรคจิตใน L’ARGENT ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเขาเคยตกเป็น “เหยื่อ” ของคนอื่น ๆ และตกเป็นเหยื่อของ “ระบอบยุติธรรม” ด้วย แต่หลังจากที่เขาตกเป็นเหยื่อแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นปีศาจในเวลาต่อมา

 

6.3 BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France)

 

หนังเรื่องนี้ก็เป็น one of my most favorite films of all time เช่นกัน หนังเรื่องนี้มีนางเอกสองคน คนหนึ่งเคยถูกข่มขืนในช่วงต้นเรื่อง แต่หลังจากที่เธอถูกข่มขืนแล้ว เธอก็ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

7. พอมาในปีนี้ เราก็เจอหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดขีด เพราะมันนำเสนอตัวละครที่เข้าข่ายข้างต้น ตัวละครที่เป็นทั้ง “เหยื่อและปีศาจในคนคนเดียวกัน” ซึ่งเรื่องแรกก็คือ WARLA ที่เพิ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Baturu

 

WARLA เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากคดีจริงในฟิลิปปินส์ หนังเล่าเรื่องของกะเทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีสถานะเป็น “เหยื่อ” อย่างชัดเจน เพราะความเป็นกะเทยของเธอส่งผลให้เธอถูกรังแกจากชายแท้, หญิงแท้, สังคม, สถาบันทางศาสนา

 

แต่ว่าพวกเธอไม่ได้มีสถานะเป็นเหยื่อเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเธอกลับเลือกที่จะตั้งตัวเป็น “แก๊งอาชญากร” ด้วย พวกเธอปล้นทำร้ายนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้เก็บเงินมาผ่าตัดแปลงเพศที่กรุงเทพ

 

หนังเรื่องนี้สร้างจากคดีจริง และมีความคล้ายคลึงกับ DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet) ที่สร้างจากคดีจริงเกี่ยวกับการปล้นธนาคารเพื่อหาเงินไปผ่าตัดแปลงเพศเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบ WARLA มาก ๆ ตัวละครในหนังมัน “เทา” มาก ๆ และนำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์, โลก และสังคมได้อย่างน่าสนใจ

 

ตัวละครใน WARLA ไม่ได้ใช้สถานะความเป็นเหยื่อของตนเองมาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม แต่เราว่าตัวละครบางตัวใน WARLA เผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจในจิตใจของตัวเอง เพราะตัวละครบางคนถูกเหยียดจากครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก พวกเธอ “อับจนหนทางไป” เป็นอย่างมาก และในเมื่อโลกไม่เคยยุติธรรมกับพวกเธอ การต่อสู้กันระหว่าง “ปีศาจ” กับ “มโนธรรม” ในใจตนเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

 

8. เราก็เลยชอบหนังเรื่อง “กองกอย” หรือ WRECKED อย่างรุนแรงด้วยเหตุผลเดียวกัน

 

Spoilers alert สำหรับ “กองกอย”

โพสท์นี้มีการเปิดเผยจุดหักมุมที่สำคัญมากในหนังเรื่อง “กองกอย” เพราะฉะนั้นควรไปดูหนังเรื่อง “กองกอย” ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านนะคะ

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

หนึ่งในตัวละครเอกของ “กองกอย” คือหญิงสาวที่ถูกข่มขืน เธอตกเป็น “เหยื่อ” แต่มันก็คล้ายกับตัวละครใน BAISE-MOI เพราะหลังจากนั้นเธอได้กลายเป็น “ปีศาจ” ไปด้วย เธอทำร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะเขาอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางเส้นทางรอดพ้นในชีวิตของเธอ

 

เราก็เลยชอบ “กองกอย” มาก ๆ เราว่ามันทำให้เรานึกถึงคนหลาย ๆ คนในสังคมยุคปัจจุบันได้ดี สังคมที่มีการกดขี่กดทับจากคนบางกลุ่ม แต่ “ผู้ที่ถูกกดทับ” หรือ “ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ” เองนั้น ก็ไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจอะไรได้เลย

 

มันคือวงจรแห่งความเลวร้าย ปีศาจทำร้ายเหยื่อ แล้วเหยื่อก็กลายเป็นปีศาจเสียเอง ทำร้ายเหยื่อคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เป็น chain reaction ที่น่าเศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP BRENDA FRICKER

 

I worship her performance in SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada). Her performance in SWANN is the performance of a lifetime.

 

การแสดงของ Brenda Fricker ใน SWANN นี่ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

 

ผลงานการแสดงของ Brenda Fricker ที่เราเคยดู

 

1. MY LEFT FOOT (1989, Jim Sheridan, Ireland/UK)

Brenda Fricker ได้รางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

2. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

3. A TIME TO KILL (1996, Joel Schumacher)

 

4. SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)

 

เสียดายที่เราได้ดูผลงานการแสดงของเธอเพียงแค่ 4 เรื่อง เพราะผลงานการแสดงส่วนใหญ่ของเธอน่าจะเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของไอร์แลนด์ เห็นเธอเคยเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงของไอร์แลนด์จาก RELATIVE STRANGERS (1999, TV series), VERONICA GUERIN (2003, Joel Schumacher, Ireland), NO TEARS (2002, TV series), RORY O’SHEA WAS HERE (2004, Damien O’Donnell, Ireland), ALBERT NOBBS (2011, Rodrigo García, USA/Ireland), HOLDING (2022, TV series) ซึ่งเราไม่ได้ดูหนังและละครเหล่านี้เลย แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เธอคงเป็น “เจ้าแม่ด้านการแสดงของไอร์แลนด์”

 

พอเราไปอ่านใน wikipedia เราถึงเพิ่งรู้ว่าประวัติชีวิตของเธอมันหนักมาก ๆ

 

“In her 2025 memoir She Died Young: A Life in Fragments, Fricker wrote that she was physically abused by her mother and groomed by a teacher when she was eight. At 14 she spent two years in hospital after going through a car windscreen in a cycling accident, later developed tuberculosis, and made repeated suicide attempts that led to periods in psychiatric care. She said she was raped at 17 and described another assault early in her career. She also wrote that she began self‑harming before the age of 10, influenced by religious imagery she saw in church”

+++

 

บางส่วนของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

RAJADAMNERN (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

I DON’T KNOW LA (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NANCY (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

YOD ZEI (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

TAROT (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NEW WORLD BUILDING (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

LUMPINI PARK (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

ROYAL TURF CLUB THAILAND (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

UNTITLED (Roslisham Ismail, color drawing on paper)

Ise archives

WHERE THE LIGHT FOUND US (2026, Naruebes Vadvaree)

WELCOME BRO (2026, Adisak Choksongsaeng, oil painting)

 

WHITE SNAKE (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

WRESTLING MEN (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

PROCESSION (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

THEY WERE ONLY LOOKING WITH THEIR HANDS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IS ANYONE STILL HERE? (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

+++

 

อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Lea Pool ในไทย เพราะเราได้ยินชื่อเสียงของเธอมานาน 20 กว่าปีแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของเธอเลย

 

 

Friday, July 17, 2026

WRECKED

 

Misato Watanabe เป็นหนึ่งในนักร้องญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบมากที่สุด และเราก็รู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อคล้าย ๆ กัน ซึ่งก็คือ Marina Watanabe แต่มาวันนี้เราถึงเพิ่งรู้ว่า ในทศวรรษ 1980 มีนักร้องชื่อ Minayo Watanabe ด้วย ขำมาก ๆ ที่ทั้งสามคนเป็นนักร้องในทศวรรษ 1980 เหมือนกัน นามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นญาติกัน นึกว่าปวดกะโหลก

++++

 

STILL (2026, Tammarat Kittiwatanokun, photographs on iPhone, printed on clear acrylic, and found scientific glass bottle)

 

ชอบงานนี้มาก ๆ เราเข้าใจว่ามันเป็นภาพถ่าย found objects ที่อาจจะมีความเกี่ยวพันกับ Roslissham Ismail (Ise) ศิลปินชาวมาเลเซียผู้ล่วงลับ

 

สิ่งที่เราชอบมาก ๆ ไม่ใช่เนื้อหาในภาพถ่าย แต่เป็นขนาดเล็ก ๆ ของภาพถ่าย และ “การจัดวาง” ภาพถ่ายและ found bottle นี้ โดยการวางมันไว้บนพื้นห้อง อิงแอบอยู่กับฝาผนัง

 

ตัวศิลปินอาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่การจัดวางภาพถ่ายและสิ่งของเหล่านี้เอาไว้แบบนั้น ทำให้เรานึกถึงการวางสิ่งของเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในจุดที่มีผู้เสียชีวิต และการวางของเซ่นไหว้อะไรแบบนี้น่ะ ตัว found bottle ก็ทำให้เรานึกถึงแจกันดอกไม้โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย

 

เราก็เลยชอบ “การจัดวาง” ภาพถ่ายในงานนี้มาก ๆ

 

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

+++

Artworks seen

 

THE KISS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IT’S JUST A PRANK (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

COME IN (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

BUTTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

YES (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

Christopher Nolan อะไรกันคะ มันต้องหนังอย่าง “กองกอย” เท่านั้นค่ะ ที่กูจะรีบพุ่งตัวออกไปดูในวันแรกที่ออกฉาย 55555

 

สรุปว่าเราชอบ “กองกอย” WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30) มาก ๆ นะ ซึ่งก็แน่นอนว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ แต่เราชอบหนังแบบนี้มาก ๆ เหมือนจริง ๆ แล้วมันเป็น “หนังชีวิต” หรือหนัง drama แต่มันแกล้งฉาบหน้าว่าเป็นหนัง horror และมันมีบางประเด็นใน “กองกอย” ที่เราชอบอย่างรุนแรงสุดขีด

 

ตอนนี้เราเพิ่งได้ดูหนังของ Anysay Keola ไปเพียงแค่ 5 เรื่อง สรุปว่าเราชอบ ABOVE IT ALL (2015, Anysay Keola, Laos) มากที่สุดในบรรดา 5 เรื่องนี้

+++

 

ซื้อหนังสือ WITTGENSTEIN: A VERY SHORT INTRODUCTION ของ A.C. Grayling มาแล้ว หนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยโดยคุณ เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์

 

สาเหตุที่เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เป็นเพราะว่าเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราเคยซื้อวิดีโอภาพยนตร์เรื่อง WITTGENSTEIN (1993, Derek Jarman, UK) มาจากร้าน AVS แล้วเราดูไม่รู้เรื่องเลย 55555 หนังเรื่องนั้นก็เลยฝังใจเราอย่างรุนแรง และก็เลยเป็นแรงผลักดันให้เราซื้อหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าในอนาคตเมื่อเราได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเราได้ดูหนังของ Derek Jarman อีกครั้ง เราจะได้เข้าใจหนังมากขึ้น

+++

 

อยากให้มีคนนำ LES VAMPIRES (1915, Louis Feuillade, France) มาลงโรงฉายในไทย หนังเรื่อง LES VAMPIRES นี้มีความยาวเพียงแค่ 7 ชั่วโมงเท่านั้นเองนะ ถ้าหากมีคนเล่นเปียโนประกอบหนังเงียบเรื่องนี้ไปด้วยตลอด 7 ชั่วโมงก็น่าจะดีมาก