Showing posts with label UKRAINE. Show all posts
Showing posts with label UKRAINE. Show all posts

Friday, August 07, 2026

WATCHING THE POTS DRY

 

ความเชื่อมโยงระหว่าง “เทศกาลภาพยนตร์ยูเครน” กับงานวิดีโอของ Chulayarnnon Siriphol

 

เมื่อวานเราได้ดูหนังเรื่อง MALEVYCH (2024, Daria Onyshchenko, Ukraine, 90min, A+25) ในเทศกาลภาพยนตร์ยูเครนในกรุงเทพ เห็นในหนังมีพูดถึง Vladimir Tatlin ซึ่งเป็นศิลปินชาวรัสเซียที่เหมือนเราไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังยูเครนเรื่องนี้จบแล้ว เราก็เลยต้องไปกูเกิลหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขา

 

เห็นใน wikipedia บอกว่า Vladimir Tatlin เป็นศิลปินคนสำคัญของกลุ่ม Constructivism ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับกลุ่ม Suprematism ของ Kazimir Malevych มิน่าล่ะ ในหนังเรื่องนี้เราถึงเห็นศิลปินสองคนนี้ทะเลาะตบตีกันบ่อย ๆ

 

พอเรากูเกิลหาข้อมูลของ Vladimir Tatlin ต่อไปเรื่อย ๆ เราก็พบว่าเขาเคยสร้างผลงาน MONUMENT TO THE THIRD INTERNATIONAL (1920, Vladimir Tatlin)  ซึ่งภาพของงานออกแบบสถาปัตยกรรมนี้มันดูคุ้นตามาก ๆ สำหรับเรา พอนึกไปนึกมา เราก็นึกออกว่า มันคงเกี่ยวข้องกับงานศิลปะ + video installation ของ Chulayarnnon Siriphol นี่เอง และพอค้นดูแล้วก็พบว่ามันใช่จริง ๆ ด้วย เพราะว่างานชิ้นนี้ของ Vladimir Tatlin เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ Chulayarnnon Siriphol ในการสร้างงาน HOW TO EXPLAIN “MONUMENT TO THE FOURTH INTERNATIONAL” TO THE DEAD GOLDEN SNAIL (2024)

 

อันนี้เป็นข้อมูลจากเฟซบุ๊กของ Chulayarnnon

 

“โครงการ เรารักภูมิพลังวัฒนธรรมละมุนละม่อมนุ่มนิ่ม ได้แรงบันดาลใจจากผลงานภาพยนตร์จัดวาง กำเนิดหอยทากทอง (2019) ที่ถูกเซ็นเซอร์และห้ามฉายโดยหน่วยงานรัฐ จึงเกิดการตั้งคำถามถึงการสร้างระบบนิเวศศิลปะร่วมสมัยที่สนับสนุนความหลากหลายและเปิดกว้างมากขึ้น

 

โครงการนี้ได้หยิบยืมผลงาน Monument to the Third International (1920) ของ วลาดีมีร์ ทัตลิน ที่นำเสนออุดมคติของโลกสมัยใหม่ที่เป็นพลังขับเคลื่อนการปฏิวัติ มาพัฒนาต่อเป็นผลงาน Monument to the Fourth International ”

 

เราก็เลยดีใจ นึกไม่ถึงว่าการได้ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ยูเครนแล้วจะได้พบหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ video installation ของไทยด้วย

 

ส่วนอันนี้เป็นความแตกต่างระหว่าง CONSTRUCTIVISM VS SUPREMATISM ใน wikipedia:

 

“Jean-Claude Marcadé has observed that "Despite superficial similarities between Constructivism and Suprematism, the two movements are nevertheless antagonists and it is very important to distinguish between them."

 

Malevich's Suprematism is fundamentally opposed to the postrevolutionary positions of Constructivism and materialism. Constructivism, with its cult of the object, is concerned with utilitarian strategies of adapting art to the principles of functional organization. Under Constructivism, the traditional easel painter is transformed into the artist-as-engineer in charge of organizing life in all of its aspects.

 

Suprematism, in sharp contrast to Constructivism, embodies a profoundly anti-materialist, anti-utilitarian philosophy.”

 

ใครอยากเสริมอะไรเรื่องนี้ก็บอกมาได้นะคะ เพราะเราไม่เคยรู้เรื่องอะไรแบบนี้มาก่อน

 

ภาพของ LETATLIN (1932, Vladimir Tatlin) ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ปรากฏในหนังเรื่อง MALEVYCH

 

FOREST (1913, Vladimir Tatlin)

BOARD NUMBER 1 (STARO-BASMANNAYA STREET) (1916, Vladimir Tatlin)

COMPOSITION (1916, Vladimir Tatlin)

MONUMENT TO THE THIRD INTERNATIONAL (1920, Vladimir Tatlin)

LETATLIN (1932, Vladimir Tatlin)

 

HOW TO EXPLAIN “MONUMENT TO THE FOURTH INTERNATIONAL” TO THE DEAD GOLDEN SNAIL (2024, Chulayarnnon Siriphol)

https://web.facebook.com/chulayarnnon.siriphol/posts/pfbid0WhjJzPmd5TJHKYReEzqBgk2U5kgMksNgMzdStyBY9ApkAUojfVrqVXcmB9szGSiJl

 

TATLIN’S TOWER

https://en.wikipedia.org/wiki/Tatlin%27s_Tower

 

Vladimir Tatlin

https://en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Tatlin

 

SUPREMATISM VS CONSTRUCTIVISM

https://en.wikipedia.org/wiki/Suprematism

+++

 

22. ROMANTIC KILLER (2025, Tsutomu Hanabusa, Japan, A+30)

 

นางเอกพูดคำว่า TADAIMA ราว 2-3 ครั้งในหนังเรื่องนี้

+++

 

ONE OF MY MOST FAVORITE SCENES I SAW IN 2026

 

หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปีนี้ ก็คือฉากนึงในภาพยนตร์เรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min, A+30)  ฉากนี้เป็น static long take กล้องจับภาพใบหน้าของคุณยายแบ่งเป็นเวลาราว 6 นาทีโดยไม่ตัดภาพเลย ขณะที่คุณยายแบ่งรอให้หม้อแห้ง หนักที่สุด นึกว่า INSTANT CLASSIC

 

อีกฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่เรายกให้เป็นฉากคลาสสิคพอ ๆ กัน ก็คือฉากที่กล้องจับภาพหม้อ 4 ใบขณะตากแดด รอให้มันแห้ง แต่ฉากนี้น่าจะกินเวลาเพียงแค่ราว 2 นาทีได้มั้ง เป็นฉากที่ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ปรากฏชัด นอกจากแมลงวันที่บินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

แต่หนังก็ไม่ได้ให้คนดูรอหม้อแห้งแบบ real time ตั้งแต่ต้นจนจบแต่อย่างใดนะ เพราะเราว่าการรอหม้อแห้งในความเป็นจริงน่าจะกินเวลานานกว่านี้มาก และหนังก็มีการตัดภาพเยอะมากในส่วนนี้ เพราะคนดูจะได้เห็นตั้งแต่

 

1. คุณยายแบ่งนำหม้อที่ยังไม่มีก้น 4 ใบไปตากแดด

 

2. เห็นหม้อไม่มีก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

3. แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย

 

4. เห็นภาพพระอาวุโส

 

5. แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

6. แล้วหนังถึงค่อยให้คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยถ่ายแบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

7. ก่อนจะตัดไปยังฉากใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้าน

 

8. แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด

 

สรุปว่าตอนนี้เราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min, A+30) ครบทั้งเรื่องแล้วนะ โดยเรามาดูหนังเรื่องนี้ที่ Jim Thompson 3 ครั้ง ครั้งแรกเราได้ดูราว 62 นาที, ครั้งที่สองเราได้ดูราว 53 นาที ส่วนครั้งที่สามเราได้ดูเนื้อหาส่วนที่เหลือจนหมด เราคิดว่าเราน่าจะได้ดูราว 95% ของหนังเรื่องนี้ น่าจะขาดไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีในช่วงเวลาหลังตักบาตร + ก่อนทำอาหารเช้า เราก็เลยถือว่าเราได้ดูหนังเรื่องนี้ครบทั้งเรื่องแล้ว และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS I SAW IN 2026 ไปเลย

 

เดี๋ยววันไหนว่าง ๆ เราค่อยมาสรุปเนื้อเรื่องทั้งหมดของหนังเรื่องนี้อีกที 55555

 

ดูครั้งแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02UbjzN2UJVfF3CDdHmWfCUN9WsotJsLTKibRvn2Tc367oENMHvHM9vU3N6fDYn35bl

 

ดูครั้งที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0aFUvCDh28EAjDYbCMAsPyN6jyt4CDHf1BPcHVsoArZHnVSmxQps4MkFSgwCoQ5Fcl

 

  

Thursday, August 06, 2026

TREE APIROOM

 

VULTURE ทำรายชื่อ BEST FILMS OF JAN-JULY 2026 มี A USEFUL GHOST ติดอยู่ในลิสท์ด้วย

 

ในลิสท์นี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 18 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CRIME 101 (Bart Layton)

 

2. THE DEVIL WEARS PRADA 2 (David Frankel)

 

3. DISCLOSURE DAY (Steven Spielberg)

 

4. EXIT 8 (Genki Kawamura, Japan)

 

5. THE FURIOUS (2025, Kenji Tanigaki, Hong Kong/China)

 

6. KONTINENTAL ’25 (Radu Jude, Romania)

 

7. MIROIRS NO. 3 (Christian Petzold, Germany)

 

8. MOTHER MARY (David Lowery)

 

9. OUR LAND (Lucrecia Martel, Argentina, documentary)

 

10. PILLION (Harry Lighton, Ireland)

 

11. PROJECT HAIL MARY (Phil Lord, Christopher Miller)

 

12. ROMERÍA (Carla Simón, Spain)

 

13. SEND HELP (Sam Raimi)

 

14. THE SHEEP DETECTIVES (Kyle Balda, UK)

 

15. SILENT FRIEND (Ildikó Enyedi, Hungary)

 

16. 28 YEARS LATER: THE BONE TEMPLE (Nia DaCosta, UK)

 

17. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, Thailand)

 

18. WUTHERING HEIGHTS (Emerald Fennell)

 

ส่วนหนังในลิสท์นี้ที่เรายังไม่ได้ดู ก็คือ

 

1. ALL THAT’S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 146min)

 

2. BLUE HERON (2025, Sophy Romvary, Canada/Hungary)

 

3. THE CHRISTOPHERS (Steven Soderbergh)

 

4. DEAD MAN’S WIRE (Gus Van Sant)

 

5. FACES OF DEATH (Daniel Goldhaber, Isa Mazzei)

 

6. FANTASY LIFE (Matthew Shear)

 

7. HAMLET (2025, Aneil Karia, UK)

 

8. I LOVE BOOSTERS (Boots Riley)

 

9. I WANT YOUR SEX (Gregg Araki)

 

10. LATE SHIFT (Petra Volpe, Switzerland)

 

11. THE LITTLE SISTER (Hafsia Herzi, France)

 

12. MADDIE’S SECRET (John Early)

 

13. MINIONS & MONSTERS (Pierre Coffin)

 

14. NIGHT NURSE (Georgia Bernstein)

 

15. NIRVANA THE BAND THE SHOW THE MOVIE (Matt Johnson, Canada)

 

16. THE ODYSSEY (Christopher Nolan)

 

17. POMPEI: BELOW THE CLOUDS (Gianfranco Rosi, Italy, documentary)

 

18. PRESSURE (Anthony Maras)

 

19. REMAKE (Ross McElwee, documentary)

 

20. ROSE OF NEVADA (Mark Jenkin)

 

21. THE SAMURAI AND THE PRISONER (Kiyoshi Kurosawa)

 

22. THE STRANGER (François Ozon, France)

 

23. TUNER (Daniel Roher)

 

24. TWO PROSECUTORS (Sergey Loznitsa, France)

 

25. UNDERTONE (Ian Tuason, Canada)

 

26. WILD INSIDE (Penny Lane, documentary)

 

27. THE WIZARD OF THE KREMLIN (Olivier Assayas)

 

เราก็เลยหวังว่า นอกจาก THE ODYSSEY กับ MINIONS & MONSTERS ที่ลงโรงฉายอยู่ในตอนนี้แล้ว หนังอีก 25 เรื่องที่เหลือที่เรายังไม่ได้ดู จะได้ลงโรงฉายในไทย หรือได้กลับเข้ามาลงโรงฉายในไทยอีกรอบนะ เพราะมันมีหลายเรื่องในลิสท์นี้ที่เคยเข้าฉายใน Bangkok International Film Festival 2025 แต่เราไม่ได้ดูเพราะตารางมันชนกัน

 

 

https://www.vulture.com/article/best-movies-2026-new-films.html?fbclid=IwY2xjawTfhtRwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAGJyaWQRMUZJQ1pFT1duNFhYWlF0UjBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEedAvtcH_IhxPEyfDhBcjtU3ccGtgQTJRlkKOmacjBMYLf3n-mWOiHtOVljt0_aem_wFmosggjjEHUx3eQjOvcPg

+++

 

RESIDUAL CONFESSION: TEMPORARY BOOK – DOC STREET TEXT (2026, Wanapol Saenkham, artwork with video installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

+++

 

เพิ่งได้ดู MINIONS & MONSTERS (2026, Pierre Coffin, animation, A+30) เราคิดว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในหนัง fiction ที่พาดพิงถึงหนังเรื่องอื่น ๆ มากที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เราเคยดูมา เห็นบทความใน TIME มีวิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดถึงหนังราว 30 กว่าเรื่องที่ได้รับการ tribute ใน MINIONS & MONSTERS ด้วย ถือเป็นบทความที่ดีงามมาก ๆ

 

https://time.com/article/2026/07/02/minions-monsters-movies-hollywood/

+++

 

ตรี อภิรุม นี่ถือเป็น one of my most favorite novelists of all time เลย นิยายของเขามีส่วนในการช่วยสร้างโลกจินตนาการของเราเองมาก ๆ โลกที่เต็มไปด้วยตัวละครที่มีฤทธิ์เดชจำนวนมากมายมาปะทะกัน ซึ่งจะแตกต่างจากจินตวีร์ วิวัธน์กับแก้วเก้า เพราะว่านิยายส่วนใหญ่ของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าที่เราเคยอ่าน มักจะมีตัวละครที่มีฤทธิ์เดชรุนแรงเพียงแค่ไม่กี่ตัวในหนึ่งเรื่อง คือเหมือนในนินายของสองคนนี้ อาจจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเพียงแค่ 5 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง แต่ในนิยายของตรี อภิรุมที่เราเคยอ่าน มันมักจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเป็น 10 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง เพราะฉะนั้นโลกจินตนาการของเราก็เลยสอดคล้องกับโลกจินตนาการของตรี อภิรุมมากกว่าของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้า (แต่เราก็ชอบจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าอย่างสุด ๆ นะ)

 

นิยายของตรี อภิรุมที่เราชอบมากที่สุดคือ “สัมผัสที่หก” นะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเคยถูกสร้างเป็นหนังหรือละครทีวีแล้วยัง

 

ตอนเด็ก ๆ เราจำได้ว่า นิยายอีกเรื่องนึงที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม มีเนื้อหาเกี่ยวกับคัมภีร์วิเศษที่นางเอกใช้ในการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหลายร้อยหลายพันปีก่อนได้ และมีครั้งนึงที่เหมือนนางเอกเดินทางย้อนไปในอดีตช่วงก่อนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกรอบก่อนด้วยมั้ง แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า นิยายเรื่องนั้นมีชื่อเรื่องว่าอะไร ใครจำได้บ้างคะ

 

ภาพจาก สัมภเวสี ซึ่งเป็นนิยายอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม

+++

 

เราได้ดู THE MAGIC GLOVES (2003, Martín Rejtman, Argentina, A+30) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 30 ม.ค. 2004 ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่ก็เสียใจที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Martín Rejtman ไม่ได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยอีกเลยนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2004 เป็นต้นมา

 

แต่ก็ดีใจมาก ๆ ที่ตอนนี้มีหนังของเขาอีก 4 เรื่องให้เราดูใน MUBI (RAPADO, SILVIA PRIETO, TWO SHOTS FIRED, THE PRACTICE)

+++

 

เราชอบ THE UNDERGROUND GARDEN (2026, Yulian Ulybin, Ukraine, documentary, A+30) มาก ๆ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันบรรจุ “พลังชีวิต” เอาไว้สูงมาก ๆ

+++

 

9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายใน NEW YORK FILM FESTIVAL ปีนี้ด้วยนะ โดยหนังเรื่องนี้ต้องประชันกับหนังเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล อย่างเช่น

 

Paper Tiger (James Gray)

Behemoth! (Tony Gilroy)

14th (Ava DuVernay)

All of a Sudden (Ryûsuke Hamaguchi)

Bitter Christmas (Pedro Almodóvar)

Clarissa (Arie Esiri and Chuko Esiri)

Dao (Alain Gomis)

The Day She Returns (Hong Sangsoo)

I Deserve a Lover Whose Every Rise Sets Fiery Dooms Raging Across the Skies (Mani Haghighi)

The Diary of a Chambermaid (Radu Jude)

Double Freedom (Lisandro Alonso)

The Dreamed Adventure (Valeska Grisebach)

Everything Else Is Noise (Nicolás Pereda)

Everytime (Sandra Wollner)

Fatherland (Paweł Pawlikowski)

La Gradiva (Marine Atlan)

I Rarely Wake Up Dreaming (Isabelle Stever)

The Loneliest Man in Town (Tizza Covi and Rainer Frimmel)

A Long Winter (Andrew Haigh)

The Man I Love (Ira Sachs)

A Man of His Time (Emmanuel Marre)

Minotaur (Andrey Zvyagintsev)

Misty Green (Chris Rock)

My Undesirable Friends: Part II – Exile (Julia Loktev)

My Wife Cries (Angela Schanelec)

Nowhere To Lay My Eyes (Hong Sangsoo)

Once Upon a Time in Harlem (William Greaves and David Greaves)

Possible Love (Lee Chang-dong)

Rose (Markus Schleinzer)

Tender Loving Care (Mike Leigh)

The Unknown (Arthur Harari)

 

หวังว่าหนังทุกเรื่องในรายชื่อข้างบน จะได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยด้วยเช่นกันนะ

 

https://www.filmlinc.org/nyff2026/daily/64th-new-york-film-festival-main-slate-announced/?fbclid=IwY2xjawTgS0dwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7snkCwqao7ibXtKfVnmQ-8WfsLKn2WP1VM7144Xwx310ge9otLod1LqMshVw_aem_0Msrj-gugz9RLXyJs5Q_VQ

 

Wednesday, June 05, 2024

THIS RAIN WILL NEVER STOP

 

THIS RAIN WILL NEVER STOP (2020, Alina Gorlova, Ukraine/Latvia, documentary, A+30)

 

ดูได้ที่นี่จนถึงเวลาก่อนพระออกบิณฑบาตในวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย.

https://www.festivalscope.com/film/this-rain-will-never-stop/

Sunday, October 04, 2015

THE TRIBE (2014, Myroslav Slaboshpytskiy, Ukraine, A+30)

THE TRIBE (2014, Myroslav Slaboshpytskiy, Ukraine, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ชอบตั้งแต่ฉากแรกของหนังแล้ว ที่เหมือนเป็นการจับสังเกตคนอยู่ห่างๆ โดยหนังไม่บอกด้วยซ้ำว่าเราควรสังเกตใครหรืออะไรในช่วง 5 วินาทีแรกของหนัง

2.ชอบการถ่ายลองเทคของหนังตั้งแต่ในช่วงแรกๆมาก รู้สึกว่าผู้กำกับยุโรปตะวันออกหลายๆคนจะเก่งด้านนี้เป็นพิเศษ ทั้ง Miklós Jancsó จากฮังการี, Béla Tarr จากฮังการี และ Alexander Sokurov จากรัสเซีย แต่ถึงแม้ผู้กำกับกลุ่มนี้จะถ่ายลองเทคเหมือนกัน แต่ลักษณะการถ่ายลองเทคของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป

3.บางทีสาเหตุส่วนหนึ่งที่เราชอบหนังเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะเราชอบหนังที่เปิดพื้นที่จินตนาการให้กับผู้ชมน่ะ คือหนัง narrative หลายๆเรื่องมันจะ “บอก” ผู้ชมหมดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น (หรือหนังกลุ่ม tell) แต่มันจะมีหนัง narrative บางเรื่องและหนังทดลองหลายเรื่องที่ไม่บอกผู้ชมว่าเกิดอะไรขึ้นโดยตรง แต่จะ “แสดง” ให้ผู้ชมเห็นเหตุการณ์บางอย่าง แล้วให้ผู้ชมปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเอาเอง (หนังกลุ่ม show) ซึ่งหนังกลุ่ม show นี้ผู้ชมอาจจะต้องตั้งอกตั้งใจดูมากกว่าหนังกลุ่ม tell ไม่งั้นจะตามเรื่องไม่ได้ (หนังของ Hou Hsiao-hsien หลายๆเรื่องก็อาจจะเข้าข่ายนี้)

สำหรับเราแล้ว เราว่าหนังหลายๆเรื่องที่กระตุ้นจินตนาการเราไปด้วยในขณะรับชม แทนที่จะปล่อยให้เรา passive รับข้อมูลจากหนังไปเรื่อยๆเพียงอย่างเดียว มันเป็นหนังที่เราชอบมากน่ะ ซึ่งหนังหลายๆเรื่องก็ใช้วิธีแตกต่างกันไปในการกระตุ้นจินตนาการเรานะ อย่างเช่น

3.1 หนังที่มี ellipsis เยอะๆ หรือหนังที่ชอบเล่าข้ามเหตุการณ์สำคัญบางอย่าง แล้วให้ผู้ชมหาทางเชื่อมต่อให้ได้เองว่า ระหว่างแต่ละช็อตที่เราได้เห็นในหนังนั้น มันมีเหตุการณ์สำคัญอะไรตกหล่นหายไปบ้าง ซึ่งเราจะพบอะไรแบบนี้ได้ในหนังของ Robert Bresson และหนังอย่าง LORNA’S SILENCE (2008, Jean-Pierre Dardenne + Luc Dardenne)

3.2 หนังที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น offscreen อย่างเช่น FORGET ME (1994, Noémie Lvovsky) ที่นางเอกเห็นอุบัติเหตุบางอย่าง แต่เราได้เห็นแต่สีหน้าของนางเอก แต่ไม่เห็นตัวอุบัติเหตุนั้น และ A CASTLE IN ITALY (2013, Valeria Bruni Tedeschi) ที่มีฉากที่นางเอกส่งเสียงโหยหวนแบบแปลกๆ แต่เราได้เห็นแต่สีหน้าแม่ของนางเอก แต่ไม่เห็นหน้านางเอกขณะส่งเสียงโหยหวน

3.3 ในขณะที่หนังกลุ่ม ellipsis และหนังกลุ่ม offscreen กระตุ้นจินตนาการเราด้วยการทำให้เรา “ไม่เห็น” เหตุการณ์สำคัญ เราก็เลยดีใจที่ได้พบหนังอย่าง THE TRIBE ที่ใช้วิธีการแตกต่างออกไป คือใน THE TRIBE เราได้เห็นเหตุการณ์สำคัญ แต่เราไม่เข้าใจว่าตัวละครคุยอะไรกัน หนังเรื่องนี้ก็เลยกระตุ้นจินตนาการเราเกือบตลอดเวลา แต่เป็นการกระตุ้นจินตนาการเราในแบบที่แตกต่างไปจากหนังสองกลุ่มข้างต้น

4.ถ้าเข้าใจไม่ผิด ผู้กำกับ THE TRIBE ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเงียบ ซึ่งตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้เราก็นึกถึงหนังเงียบในทศวรรษ 1910-1920 จริงๆ เพราะตอนที่เราดูหนังเงียบ เราก็จะต้องจินตนาการในหลายๆครั้งว่าตัวละครมันคุยอะไรกัน โดยเฉพาะในหนังอย่าง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad) ที่เรามักจะเห็นตัวละครทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่หนังจะขึ้น intertitle มาน้อยมาก เหมือนในบางช่วงเราเห็นตัวละครทะเลาะกัน 5 นาที แต่หนังขึ้น intertitle มาแค่ 3 ประโยค อะไรทำนองนี้ แต่ปรากฏว่าเราก็ดูหนังอย่าง THE SUFFRAGATE เข้าใจได้ เพราะเราเข้าใจว่าตัวละครทะเลาะกันในประเด็นอะไร เราก็เลยไม่จำเป็นต้องได้ยินทุกๆประโยคที่ตัวละครพูด

แต่ THE TRIBE มันก็ไปสุดทางกว่าหนังเงียบนะ เพราะหนังเงียบมันยังมี intertitles มาช่วยแนะแนวทางเป็นระยะๆ ว่าตัวละครมันคุยอะไรกันบ้าง

5.แต่ THE TRIBE ก็ไปสุดทางในระดับที่ยัง “สร้างความพึงพอใจอย่างเต็มที่” แก่ผู้ชมอย่างเรานะ เพราะถึงแม้ THE TRIBE จะไม่เฉลยเลยว่าตัวละครคุยอะไรกัน เราก็ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องได้ทั้งหมด อย่างสบายๆอยู่ดี

คือ THE TRIBE มันไม่ได้ไปสุดขั้วในแง่ “ไม่สื่อสารกับผู้ชม” เลยแบบหนังทดลองบางเรื่องน่ะ อย่างเช่น

5.1 PERU TIME (2009, Chaloemkiat Saeyong) ที่เราจะเห็นตัวละครสื่อสารกันด้วยภาษาเขียนเป็นเวลาเกือบ 20 นาที แต่ไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาสื่อสารกันว่าอะไรบ้าง เพราะมันไม่ใช่ภาษาเขียนของมนุษย์

5.2 หนังหลายๆเรื่องของ Teeranit Siangsanoh ที่เราได้เห็นตัวละครคุยกันอย่างยืดยาว แต่เราไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยอะไรกัน เพราะหนังบันทึกเสียงมาไม่ดี 555 แต่โชคยังดีที่หนังของ Teeranit มีจุดเด่นที่บรรยากาศด้วย หนังก็เลย fulfill เราในด้านบรรยากาศได้

5.3 หนังอย่าง CORNEILLE-BRECHT (2009, Jean-Marie Straub + Cornelia Geiser) ที่ตัวละครพูดภาษาฝรั่งเศสกับเยอรมันตลอดทั้งเรื่อง แต่มาฉายในไทยโดยไม่มี subtitles ภาษาอังกฤษ เราก็เลยต้องใส่ใจกับ “อากัปกิริยา” ของนักแสดงในเรื่อง และ “ลักษณะการพูด” ของนักแสดงตลอดทั้งเรื่อง โดยไม่รู้เลยว่าเขาพูดอะไรกัน

คือเวลาเราดูหนังของ Teeranit ที่บันทึกเสียงมาไม่ดี หรือหนังอย่าง CORNEILLE-BRECHT หรือหนังยุโรปที่ไม่มี subtitles ภาษาอังกฤษแล้วเรามีความจำเป็นต้องดูมันในสภาพไม่มี subtitles อย่างนั้นในบางครั้ง เราจะรู้สึกหงุดหงิดน่ะ เพราะเรารู้ว่ามันมีข้อมูลสำคัญบางอย่างหลุดรอดจากการรับรู้ของเราไป แต่มันไม่เหมือนอย่าง THE TRIBE เพราะเรารู้ว่าผู้กำกับเขาตั้งใจมาแบบนั้นอยู่แล้ว มันไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เราก็เลยดูแล้วไม่หงุดหงิด แต่ดูด้วยความรื่นรมย์เป็นอย่างมาก

6.ชอบ “น้ำเสียง” ในการสื่อสารของตัวละคร โดยผ่านทางความรุนแรงของลีลาท่าทาง โดยเฉพาะในฉากที่นางเอกกับเพื่อนสาวเหมือนจะทะเลาะกัน เราว่าลีลาของสองสาวในฉากนี้เหมือนใช้แทน “น้ำเสียง” ของคนปกติได้

7.ตอนที่ดูจะนึกถึงหนัง feel-bad เรื่องอื่นๆเหมือนกัน อย่างเช่น IMPORT/EXPORT (2007, Ulrich Seidl) ที่นำเสนอสภาพชีวิตเส็งเคร็งในยุโรปตะวันออก, SOUND AND FURY (1988, Jean-Claude Brisseau) ที่เล่าเรื่องแก๊งอันธพาลในโรงเรียนมัธยม, HI TERESKA (2001, Robert Glinski) ที่เล่าเรื่องกลุ่มเด็กเสเพลในโปแลนด์ และ 4 MONTHS, 3 WEEKS AND TWO DAYS (2007, Cristian Mungiu) ที่เล่าเรื่องสองสาวกับการทำแท้งในโรมาเนีย

8.ฉากพระเอกกับนางเอกจูบกันในหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่น่าสนใจดี เพราะตอนแรกนางเอกไม่ยอมให้พระเอกจูบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอปฏิบัติต่อเขาในฐานะลูกค้าเท่านั้น แต่พอเอากันเสร็จแล้ว เธอก็ยอมให้เขาจูบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเอกเลื่อนสถานะขึ้นมาจากการเป็นแค่ลูกค้าแล้ว

ถ้าเข้าใจไม่ผิด มีหนังและละครเวทีหลายๆเรื่องที่มีตัวละครโสเภณีที่เคร่งครัดกับธรรมเนียมไม่ยอมให้จูบน่ะ อย่างเช่น PRETTY WOMAN (1990, Garry Marshall), ONLY ON MONDAYS (1964, Kô Nakahira) และ MAISON CENT SENSES (2015, Kevin Laddapong, stage play) พอเราได้เห็นฉากจูบกันในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยนึกถึงหนังกลุ่มนี้ขึ้นมาด้วย

9.ถึงมันจะเป็นหนัง feel bad แต่เราว่าจริงๆแล้วเราสามารถเอาหนังเรื่องนี้ไปใช้สอนประกอบบทเรียนเรื่อง “กงกำกงเกวียน”  ตามหลักศาสนาพุทธได้เลยนะ 555 เพราะตัวละครมันเจออะไรที่กงกำกงเกวียนมากๆ เด็กๆที่ทุบคนขายของในโบกี้รถไฟ ตอนหลังก็ถูกกลุ่มอันธพาลรุ่นพี่มาเอาเรื่องฐานยักยอกเงิน, ครูที่เป็นแมงดา ก็ถูกทุบหัวด้วยค้อนที่ตัวเองมีส่วนช่วยสร้าง, พระเอกที่ขโมยเงินเพื่อนางเอก ก็ไม่สามารถซื้อใจเธอไว้ได้อย่างเต็มที่ และกลุ่มอันธพาลที่ทำร้ายคนเพื่อปล้นเงิน ก็ได้รับบทเรียนในเวลาต่อมา

10.แต่สิ่งที่รับประกันว่า THE TRIBE จะติดอันดับประจำปีของเราอย่างแน่นอนก็คือฉากจบของหนัง ซึ่งเรารู้สึกเหมือนกับเพื่อนใน facebook คนนึงมากๆว่า มันให้ความรู้สึก release อย่างรุนแรงมาก

คือเราไม่ได้คิดว่าพระเอกทำในสิ่งที่ถูกต้องนะในฉากจบ คือถ้ามองอย่าง literally เราก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการกระทำที่ถูกต้อง และเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า คือพระเอกน่าจะตายไปตั้งแต่ฉากก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นฉากจบอาจจะเป็นแค่จินตนาการของวิญญาณพระเอก หรือเป็นแค่ alternative ending สำหรับฉากก่อนหน้าฉากจบก็ได้

แต่ถ้าหากตัดประเด็นเรื่องการถูก/ผิด ควร/ไม่ควรออกไปแล้ว เราก็พบว่าฉากจบมัน fulfill เราอย่างรุนแรงในแง่อารมณ์น่ะ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม

สิ่งหนึ่งที่เราอธิบายไม่ได้ก็คือว่า ตอนที่เราดู THE TRIBE ไปถึงช่วงกลางเรื่อง อยู่ดีๆเราก็นึกถึงประสบการณ์เลวร้ายบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเราเมื่อราวๆ 30 ปีก่อนขึ้นมา แล้วเราก็รู้สึกว่าเราเต็มไปด้วยความรู้สึกโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรงมากๆ และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมันเป็นเพราะว่า THE TRIBE มันส่งผลบางอย่างต่อจิตใต้สำนึกของเรา มันก็เลยกวนเอาประสบการณ์ในอดีตเมื่อ 30 ปีก่อนขึ้นมาได้

แต่พอเราดูถึงฉากจบ THE TRIBE เราก็รู้สึกเหมือนกับว่าความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรงสุดๆกับเหตุการณ์บางอย่างเมื่อ 30 ปีก่อน ที่เราเริ่มรู้สึกตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง มันได้รับการระบายออกไปอย่างงดงาม เอิบอิ่ม ecstatic มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ผ่านทางการกระทำของตัวละครในเรื่อง

คือถ้าหาก THE TRIBE ไม่ได้จบแบบนั้นนะ หนังเรื่องนี้ก็คงจะติดอันดับ TOP 40 ประจำปีของเรา แต่พอ THE TRIBE จบแบบนี้ หนังเรื่องนี้ก็คงจะติดอันดับ TOP 20 ของเราอย่างแน่นอน เพราะมันช่วยให้เราได้จัดการกับอารมณ์บางอย่างที่หมักหมมคั่งค้างในใจเรามานาน 30 ปี

ซึ่งจริงๆแล้ว หนึ่งในหนังที่เราชอบที่สุดในชีวิต อย่าง LA CEREMONIE (1995, Claude Chabrol) ก็ส่งผลกระทบกับเราในแบบที่คล้ายๆกัน


สรุปว่าชอบ THE TRIBE อย่างสุดๆ เพราะ concept ของมันน่าสนใจมากๆ, หนังเล่าเรื่องได้เก่งมากๆ, ถ่ายลองเทคได้สุดฤทธิ์มากๆ, เนื้อเรื่องก็ทรงพลังมาก และมันส่งผลกระทบบางอย่างต่ออารมณ์ของเราอย่างรุนแรงมากเป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะในฉากจบของหนัง ที่ช่วยพาเราไปสู่จุดสุดยอดทางอารมณ์ในลักษณะคล้ายๆกับ LA CEREMONIE

Saturday, August 04, 2012