Showing posts with label CANADA. Show all posts
Showing posts with label CANADA. Show all posts

Saturday, July 18, 2026

HOW VICTIMS BECOME AGGRESSORS

 

ผู้หญิงแย่งสับ WEB OF DECEPTION (1989, David Chung, Hong Kong) is one of my most favorite films of all time. เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นเราจองเป็น “หลินชิงเสีย” ในหนังเรื่องนี้ ส่วนเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยในกลุ่มของเรา ก็จองเป็น “หวังจู่เสียน”, “หวังซิ่วเฟิง” และ “หลี่เหม่ยฟ่ง” ในหนังเรื่องนี้

+++

 

เพิ่งรู้ว่า BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) มีชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “สองสาวอันตรายหัวใจนรกแตก”

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กองกอย WRECKED (2026, Anysay Keola, Laos, A+30)

+ WARLA (2025, Kevin Z. Alambra, Philippines, A+30)

หนังสองเรื่องเกี่ยวกับตัวละครเอกที่เรามองว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

หรือตัวละครที่ “ตกเป็นเหยื่อของคนชั่ว/สังคม/ระบอบปิตาธิปไตย แต่ต่อมาเหยื่อก็กลับทำตัวเป็นคนชั่ว/ปีศาจ เสียเอง”

หรือตัวละครที่อาจจะบอกตัวเองว่า “ในเมื่อโลกและสังคมเคยทำร้ายฉันอย่างรุนแรงมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากฉันจะทำเลวกับคนอื่น ๆ บ้าง แล้วมันจะทำไม”

 

ซึ่งประเด็นนี้อาจจะโยงไปถึง VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain), L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France) และ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France) ด้วย

 

1. ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เราแอบตั้งคำกริยาคำหนึ่งไว้ใช้เรียกคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม คำกริยานั้นคือคำว่า “ทำตัวเหมือนอิสราเอล”

 

การ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” ในที่นี้ ก็คือการที่คนบางคน ซึ่งอยู่ในกลุ่มคนที่เคยถูกกดขี่/กดทับ จากระบอบการเมือง/สังคม/โลก ที่ไม่เป็นธรรมในอดีต ได้ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง และใช้โอกาสนั้นในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ หรือใช้ “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการหลอกตัวเองให้เชื่อว่า ตัวเองไม่ผิดอะไรถ้าหากจะทำร้ายคนอื่น ๆ

 

2. คือเรามองว่า อิสราเอล คือตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับการกระทำแบบนี้ เราก็เลยเอาชื่อประเทศนี้มาใช้เป็นคำกริยา ซึ่งจริง ๆ แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีศัพท์เฉพาะสั้น ๆ สำหรับใช้เรียกการกระทำแบบนี้หรือใช้เรียกคนกลุ่มนี้นะ แต่เราไม่รู้ว่าศัพท์เฉพาะนั้นมันคือคำศัพท์อะไร ถ้าใครรู้ว่ามันมีคำศัพท์อะไรที่เหมาะจะใช้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

เหมือน “วงจรปีศาจ” สำหรับอิสราเอล มันเริ่มต้นจาก นาซี ที่ทำตัวเป็นปีศาจ ไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะฉะนั้นชาวยิวก็เลยมีสถานะเป็น “เหยื่อ” ในเหตุการณ์นี้ ส่วนนาซี ก็มีสถานะเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

 

แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิว “บางคน” (ไม่ใช่ทุกคน) ก็ได้กลายเป็น “ปีศาจ” เสียเอง เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ เหมือนพวกเขาฉกฉวยโอกาสจาก “สถานะเหยื่อ” ของตนเอง หรือฉกฉวยโอกาสที่พวกเขา “ได้รับความสงสารเห็นใจจากคนจำนวนมากทั่วโลก” และเลยเอาโอกาสนั้นมาใช้ในการเข่นฆ่าสังหารทำร้ายชาวปาเลสไตน์ และสิ่งนี้ก็ยังคงดำเนินมาเรื่อย ๆ จนถึงยุคปัจจุบัน

 

3. และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็มองว่า มีคนบางคนที่ “ทำตัวเหมือนอิสราเอล” นั่นก็คือคนที่ใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการไปทำร้ายคนอื่น ๆ หรือในการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ ซึ่งการใช้ประโยชน์นี้ มีได้ทั้งในรูปแบบของ การเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากสังคมโดยตรง และในรูปแบบของ “การหลอกตัวเองให้ไม่ต้องรู้สึกผิด เมื่อตนเองทำร้ายคนอื่น ๆ”

 

ซึ่งคนกลุ่มนี้ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อผู้น่าสงสารมาก่อน บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชนชั้น”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ชาติพันธุ์”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “เพศ”, บางคนเคยถูกกดขี่เพราะ “ศาสนา”, etc.

 

แต่เราเชื่อว่า “คนชั่ว” มีอยู่ในคนทุกกลุ่ม คนชั่วมีอยู่ในทุกชนชั้น ทั้งคนรวย, ชนชั้นกลาง, คนจน  คนชั่วมีอยู่ในทุกชาติพันธุ์ ทั้งคนผิวขาว และคนผิวสีอื่น ๆ และคนชั่วก็มีอยู่ในทุก gender และทุกศาสนา/ความเชื่อ/ลัทธิ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีคนชั่วบางคน ที่เคยอยู่ในกลุ่มที่เคยถูกกดทับมาก่อน ฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จาก “สถานะความเป็นเหยื่อ” ของตนเอง ในการทำร้ายหรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ๆ พวกเขาเคยตกเป็น “เหยื่อของปีศาจ” แต่ต่อมาพวกเขาก็ได้กลายสถานะมาเป็น “ปีศาจ” เสียเอง

 

ซึ่งพอคนแบบนี้กลายมาเป็น “ตัวละครในภาพยนตร์” มันก็เลยเป็นตัวละครที่น่าสนใจสุดขีดสำหรับเรา เพราะนี่คือตัวละครที่ “เทา” จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครที่ขาวจัดเป็นแม่พระ หรือดำจัดเป็นนาซี แต่เป็นตัวละครที่ “เป็นทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน และเป็นคนประเภทที่เราพบได้จริง ๆ ในสังคมรอบตัวเราในโลกยุคปัจจุบัน

 

4. หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือ Vickrum Digwa ชายชาวซิกข์วัย 23 ปีในอังกฤษ ที่ใช้กริชแทงสังหาร Henry Nowak ชายผิวขาวอายุ 18 ปี แต่พอกลุ่มตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ Digwa กลับอ้างว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของ racist attack (Digwa told the police that Nowak was drunk, had punched him, used a racial slur and pulled off his turban, and showed them what he said was a swollen eye and small bruise.)

 

ตำรวจก็เลยไปจับกุม Nowak ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ก่อนที่ Nowak จะเสียชีวิต (The officers pulled Nowak's hands behind his back and handcuffed him. Nowak said, "Please brother, I can't breathe". These were his last words. He was arrested and read his rights before an officer realised he was unresponsive.)

 

ซึ่งเราว่า Vickrum Digwa ไม่ใช่คนเดียวที่ทำแบบนี้ แต่มีอีกหลายคนที่ทำคล้าย ๆ กันแต่อาจจะไม่ได้ทำรุนแรงเท่า Digwa แต่ในสังคมไทยเราอาจจะไม่ได้เจอสิ่งนี้ชัดเท่ากับในสังคมเมืองนอก เพราะสังคมไทยมีปัญหาเรื่องชนชั้นมากพอสมควร และมีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่ได้มีความขัดแย้งเรื่อง “สีผิว” อย่างรุนแรงเท่ากับเมืองนอก

 

5. เราก็เลยรู้สึกว่า สังคมโลกยุคนี้มันน่าสนใจดี เพราะในอดีตเมื่อเราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 นั้น เรามองว่าผู้ร้ายมักจะเป็นนาซี หรือคนรวย หรือชายแท้ หรือคนผิวขาว แต่พอสังคมโลกมันพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ ความอยุติธรรมในอดีตถูกทำลายหรือถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ สังคมโลกมันก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก แต่เราก็ต้องระวัง “คนบางคน” ที่เคยตกเป็นเหยื่อ และฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นเหยื่อของตนเอง ในการทำสิ่งที่เลวร้ายต่อคนอื่น ๆ

 

6. เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่เหมือนเป็น “ทั้งเหยื่อและปีศาจ” ในคนคนเดียวกัน อย่างเช่น

 

6.1 VIRIDIANA (1961, Luis Buñuel, Spain)

สาวสวยฐานะดีพยายามช่วยเหลือดูแลกลุ่มคนจนและขอทาน แต่เธอกลับถูกขอทานข่มขืน ขอทานในหนังเรื่องนี้ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจ เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเหยื่อของโครงสร้างทางสังคม แต่บางคนในกลุ่มพวกเขาก็เป็นปีศาจด้วยเช่นกัน

 

6.2 L’ARGENT (1983, Robert Bresson, France)

 

One of my most favorite films of all time เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวัยรุ่นสองคนจงใจใช้ธนบัตรปลอมไปซื้อสินค้า พวกเขาคิดว่านั่นเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า การกระทำผิดเพียงเล็กน้อยในสายตาของพวกเขา มันก่อให้เกิดห่วงโซ่ของความเลวร้ายต่อเนื่องและขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้เกิดฆาตกรโรคจิตที่ออกเข่นฆ่าสังหารผู้บริสุทธิ์จำนวนมากในเวลาต่อมา

 

ตัวละครฆาตกรโรคจิตใน L’ARGENT ก็เลยมีสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเขาเคยตกเป็น “เหยื่อ” ของคนอื่น ๆ และตกเป็นเหยื่อของ “ระบอบยุติธรรม” ด้วย แต่หลังจากที่เขาตกเป็นเหยื่อแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นปีศาจในเวลาต่อมา

 

6.3 BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh Thi, France)

 

หนังเรื่องนี้ก็เป็น one of my most favorite films of all time เช่นกัน หนังเรื่องนี้มีนางเอกสองคน คนหนึ่งเคยถูกข่มขืนในช่วงต้นเรื่อง แต่หลังจากที่เธอถูกข่มขืนแล้ว เธอก็ได้กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

 

7. พอมาในปีนี้ เราก็เจอหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดขีด เพราะมันนำเสนอตัวละครที่เข้าข่ายข้างต้น ตัวละครที่เป็นทั้ง “เหยื่อและปีศาจในคนคนเดียวกัน” ซึ่งเรื่องแรกก็คือ WARLA ที่เพิ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Baturu

 

WARLA เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากคดีจริงในฟิลิปปินส์ หนังเล่าเรื่องของกะเทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีสถานะเป็น “เหยื่อ” อย่างชัดเจน เพราะความเป็นกะเทยของเธอส่งผลให้เธอถูกรังแกจากชายแท้, หญิงแท้, สังคม, สถาบันทางศาสนา

 

แต่ว่าพวกเธอไม่ได้มีสถานะเป็นเหยื่อเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเธอกลับเลือกที่จะตั้งตัวเป็น “แก๊งอาชญากร” ด้วย พวกเธอปล้นทำร้ายนักท่องเที่ยว เพื่อจะได้เก็บเงินมาผ่าตัดแปลงเพศที่กรุงเทพ

 

หนังเรื่องนี้สร้างจากคดีจริง และมีความคล้ายคลึงกับ DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet) ที่สร้างจากคดีจริงเกี่ยวกับการปล้นธนาคารเพื่อหาเงินไปผ่าตัดแปลงเพศเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบ WARLA มาก ๆ ตัวละครในหนังมัน “เทา” มาก ๆ และนำเสนอความซับซ้อนของมนุษย์, โลก และสังคมได้อย่างน่าสนใจ

 

ตัวละครใน WARLA ไม่ได้ใช้สถานะความเป็นเหยื่อของตนเองมาเรียกร้องความเห็นใจจากสังคม แต่เราว่าตัวละครบางตัวใน WARLA เผชิญกับ dilemma ที่น่าสนใจในจิตใจของตัวเอง เพราะตัวละครบางคนถูกเหยียดจากครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก พวกเธอ “อับจนหนทางไป” เป็นอย่างมาก และในเมื่อโลกไม่เคยยุติธรรมกับพวกเธอ การต่อสู้กันระหว่าง “ปีศาจ” กับ “มโนธรรม” ในใจตนเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

 

8. เราก็เลยชอบหนังเรื่อง “กองกอย” หรือ WRECKED อย่างรุนแรงด้วยเหตุผลเดียวกัน

 

Spoilers alert สำหรับ “กองกอย”

โพสท์นี้มีการเปิดเผยจุดหักมุมที่สำคัญมากในหนังเรื่อง “กองกอย” เพราะฉะนั้นควรไปดูหนังเรื่อง “กองกอย” ก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านนะคะ

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

หนึ่งในตัวละครเอกของ “กองกอย” คือหญิงสาวที่ถูกข่มขืน เธอตกเป็น “เหยื่อ” แต่มันก็คล้ายกับตัวละครใน BAISE-MOI เพราะหลังจากนั้นเธอได้กลายเป็น “ปีศาจ” ไปด้วย เธอทำร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพียงเพราะเขาอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางเส้นทางรอดพ้นในชีวิตของเธอ

 

เราก็เลยชอบ “กองกอย” มาก ๆ เราว่ามันทำให้เรานึกถึงคนหลาย ๆ คนในสังคมยุคปัจจุบันได้ดี สังคมที่มีการกดขี่กดทับจากคนบางกลุ่ม แต่ “ผู้ที่ถูกกดทับ” หรือ “ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ” เองนั้น ก็ไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจอะไรได้เลย

 

มันคือวงจรแห่งความเลวร้าย ปีศาจทำร้ายเหยื่อ แล้วเหยื่อก็กลายเป็นปีศาจเสียเอง ทำร้ายเหยื่อคนอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ เป็น chain reaction ที่น่าเศร้ามาก ๆ

+++

 

RIP BRENDA FRICKER

 

I worship her performance in SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada). Her performance in SWANN is the performance of a lifetime.

 

การแสดงของ Brenda Fricker ใน SWANN นี่ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

 

ผลงานการแสดงของ Brenda Fricker ที่เราเคยดู

 

1. MY LEFT FOOT (1989, Jim Sheridan, Ireland/UK)

Brenda Fricker ได้รางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องนี้

 

2. HOME ALONE 2: LOST IN NEW YORK (1992, Chris Columbus)

 

3. A TIME TO KILL (1996, Joel Schumacher)

 

4. SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)

 

เสียดายที่เราได้ดูผลงานการแสดงของเธอเพียงแค่ 4 เรื่อง เพราะผลงานการแสดงส่วนใหญ่ของเธอน่าจะเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ของไอร์แลนด์ เห็นเธอเคยเข้าชิงรางวัลด้านการแสดงของไอร์แลนด์จาก RELATIVE STRANGERS (1999, TV series), VERONICA GUERIN (2003, Joel Schumacher, Ireland), NO TEARS (2002, TV series), RORY O’SHEA WAS HERE (2004, Damien O’Donnell, Ireland), ALBERT NOBBS (2011, Rodrigo García, USA/Ireland), HOLDING (2022, TV series) ซึ่งเราไม่ได้ดูหนังและละครเหล่านี้เลย แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า เธอคงเป็น “เจ้าแม่ด้านการแสดงของไอร์แลนด์”

 

พอเราไปอ่านใน wikipedia เราถึงเพิ่งรู้ว่าประวัติชีวิตของเธอมันหนักมาก ๆ

 

“In her 2025 memoir She Died Young: A Life in Fragments, Fricker wrote that she was physically abused by her mother and groomed by a teacher when she was eight. At 14 she spent two years in hospital after going through a car windscreen in a cycling accident, later developed tuberculosis, and made repeated suicide attempts that led to periods in psychiatric care. She said she was raped at 17 and described another assault early in her career. She also wrote that she began self‑harming before the age of 10, influenced by religious imagery she saw in church”

+++

 

บางส่วนของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING จักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

RAJADAMNERN (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

I DON’T KNOW LA (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NANCY (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

YOD ZEI (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

TAROT (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

NEW WORLD BUILDING (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

LUMPINI PARK (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

ROYAL TURF CLUB THAILAND (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

UNTITLED (Roslisham Ismail, color drawing on paper)

Ise archives

WHERE THE LIGHT FOUND US (2026, Naruebes Vadvaree)

WELCOME BRO (2026, Adisak Choksongsaeng, oil painting)

 

WHITE SNAKE (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

WRESTLING MEN (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

PROCESSION (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

THEY WERE ONLY LOOKING WITH THEIR HANDS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

IS ANYONE STILL HERE? (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

+++

 

อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Lea Pool ในไทย เพราะเราได้ยินชื่อเสียงของเธอมานาน 20 กว่าปีแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ดูหนังของเธอเลย

 

 

Monday, June 01, 2026

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

ใน end credits ของ TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีการขึ้นขอบคุณชื่อผู้กำกับหนังอินดี้อเมริกันยุคนั้นที่เราชื่นชอบสุดขีด 4 คนด้วย ซึ่งได้แก่

 

1. Allison Anders

 

2. Todd Haynes

 

3. Jon Moritsugu

 

4. Christopher Munch

 

และเราก็สงสัยมาก ๆ ว่า Rick Linklater นี่คือ Richard Linklater หรือเปล่า

 

ในหนังเรื่อง TOTALLY F***ED UP (1993, Gregg Araki, USA, A+30) มีหนังสือ WHAT IS CINEMA? (1967) ของ André Bazin ด้วย

+++

 

THE LEGEND HUNTERS (2025, Li Yifan, Simon West, China, F)

+++

 

พอเห็นคุณ Warut เขียนถึงหนังเรื่อง YOU BECOME A STAR TOO (1975, Lee Jang-ho, South Korea) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก THE EXORCIST (1973, William Friedkin) เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายไหมว่า เพราะเหตุใดเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก ๆ คือถ้าหากเราวัดจากความรู้สึกของเราเองจากหนังต่าง ๆ ที่เราได้ดู เราก็รู้สึกว่า ถ้าหากไม่นับหนังไทยแล้ว เราก็ได้ดูหนังแนว exorcist จากสหรัฐอเมริกามากเป็นอันดับหนึ่ง และก็ได้ดูจากเกาหลีใต้มากเป็นอันดับสอง ส่วนอินโดนีเซียครองอันดับสาม แต่อินโดนีเซียเป็น exorcist แบบมุสลิม

 

เราก็เลยงงว่า ทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะมาก มากกว่าอิตาลี, ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป และลาตินอเมริกาเสียอีก ทั้ง ๆ ที่เกาหลีใต้มีคนนับถือคริสต์เพียงแค่ 31% ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและลาตินอเมริกามีคนนับถือคริสต์เยอะมาก แต่เหมือนเราไม่ค่อยได้ดูหนังแนว exorcist จากประเทศเหล่านี้มากเท่าเกาหลีใต้

 

ฟิลิปปินส์ก็มีประชากรนับถือคริสต์ราว 92% แต่เราก็แทบไม่ได้ดูหนังแนว exorcist จากฟิลิปปินส์

 

เหมือนจริง ๆ แล้วไทยกับญี่ปุ่นทำหนัง supernatural horror ได้ดีกว่าเกาหลีใต้นะ แต่หนังสยองขวัญของไทยกับญี่ปุ่นมันเหมือนมี “ผีท้องถิ่น”, “ตำนานท้องถิ่น” ให้เล่าได้เยอะแยะมากมายหรือเปล่า หนังสยองขวัญของสองชาตินี้ก็เลยไม่ต้องไปพึ่ง “ปีศาจคริสต์” แบบหนังเกาหลีใต้

 

เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทาง “สังคม”, ทาง “ประวัติศาสตร์”, ทาง “เศรษฐกิจ” หรือคำอธิบายทาง “วงการภาพยนตร์” หรือเปล่า ว่าทำไมเกาหลีใต้ถึงผลิตหนังแนว exorcist ออกมาเยอะ โดยน่าจะเยอะเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ และทำไมยุโรปกับลาตินอเมริกาถึงผลิตหนังแนวนี้น้อยกว่าเกาหลีใต้

 

ภาพจาก THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan, South Korea)

+++

 

ประทับใจมากที่ภาพยนตร์เรื่อง รื่นโรย RUEN-ROEY: WHISPERS IN THE FOREST (2025, Nunthachai Phupoget, 14min, A+30) เคยได้รับเลือกให้เข้าชิงรางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้น แล้วต่อมาก็ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ CCCL เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และตอนนี้ก็ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF สำหรับ queer films เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “ภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับหญิงข้ามเพศที่เก็บของป่า” ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยเป็นทั้งหนังสารคดีที่ดีมาก, หนังที่ดีมากเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และหนังที่ดีมากเกี่ยวกับ queer

+++

 

วันเกิดของ Rainer Werner Fassbinder ปีนี้ตรงกับ

 

1. วันวิสาขบูชา

2. วัน blue moon หรือวันเพ็ญวันที่สองของเดือน (เพราะวันที่ 1 พ.ค.ก็เป็นวันเพ็ญเหมือนกัน) ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก

3. วัน micro moon หรือวันที่พระจันทร์วันเพ็ญอยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดในรอบหนึ่งปี

 

ถือเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากสุดขีด ที่ 4 อย่างนี้เกิดขึ้นตรงกันในวันเดียวกัน

+++

 

เหมือนระยะหลัง ๆ เราไม่ค่อยได้ดูหนัง courtroom drama จากฮอลลีวู้ดมากเท่ากับในทศวรรษ 1980-1990 ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่กลายเป็นว่าเราได้ดูหนังแนวนี้จากฮ่องกงและอินเดียแทน ไม่รู้ว่ามันมีคำอธิบายอะไรหรือเปล่าที่ทำให้สองประเทศนี้หันมาผลิตหนังแนวนี้ อย่างเช่น A GUILTY CONSCIENCE (2026, Ng Wai-lun, Hong Kong), JOLLY LLB (2013, Subhash Kapoor), PINK (2016, Aniruddha Roy Chawdhury), SECTION 375 (2019, Ajay Bahl), THAPPAD (2020, Anubhav Sinha), CHHAPAAK (2020, Meghna Gulzar)

+++

THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 13min, A+30)

 

พิศวงมาก ในหนังเรื่องนี้ตัวผู้กำกับแต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องผู้ชาย 4 คน (ซึ่งรวมถึงสามีของเธอ) เสียชีวิตขณะปีนเขาหิมาลัย แล้วหนังก็ตัดไปเป็นการถ่ายหน้าต่างที่เผยอแย้ม พร้อมเสียงเพลงประกอบเป็นเวลานาน แล้วหนังก็ถ่ายมือของตัวละคร ขณะเล่าเรื่องอาหารกลางวันที่นักการเมืองกลุ่มหนึ่งของพรรคเดโมแครตชอบกินกันในฤดูใบไม้ร่วง (ถ้าหากเราฟังไม่ผิดนะ) แล้วหลังจากนั้นตัวละครสองคนก็ใช้เวลานานในการโพสท่าถ่ายรูป

 

เราไม่เคยดูหนังของ Colin Campbell มาก่อน พอดูหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วก็รู้สึกว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องใส่ไว้ในลิสท์ LIMITLESS CINEMA ของเราในทันที

 

https://www.e-flux.com/film/6736228/the-woman-from-malibu

 

THE TEMPERATURE IN LIMA (1976, Colin Campbell, USA/Canada, 10min, A+30)

 

1. หนังเรื่องนี้เป็นภาคสอง ต่อจาก THE WOMAN FROM MALIBU (1976, Colin Campbell, Canada, 13min, A+30)

 

2. ช่วงแรกของหนัง เป็นตัวละครที่ดูเหมือนผู้ชายที่มีขนหน้าอก เล่าเรื่องที่ตัวเองจะไปซื้ออาหารกิน แต่พอไปถึงร้านอาหาร เขากลับไม่กล้าลงจากรถยนต์ เพราะเขาหวาดกลัวที่จะถูกคนเรียกว่า “Sir” อีกครั้ง

 

3. ช่วงที่สองของหนัง เป็นเสียงตัวละครคนนึง ตั้งคำถามว่าพวกผิดเพศสมควรมีสิทธิสอนหนังสือในโรงเรียนหรือไม่

 

3. ช่วงที่สามเป็นเนื้อหาต่อจากภาคแรก Colin Campbell แต่งตัวเป็นผู้หญิง เล่าเรื่องที่เธอโทรศัพท์ไปชวนเพื่อนคนนึง เพื่อออกไปดูหนังเรื่อง A STAR IS BORN (1976, Frank Pierson)

 

4. แล้วเธอก็เล่าว่า หลังจากสามีของเธอตายที่เทือกเขาหิมาลัย เหตุการณ์นั้นก็กลายเป็นข่าวดัง แล้วก็มีผู้ชายคนนึงชอบโทรศัพท์มาชวนเธอไปมีเซ็กส์ เพราะเขามองว่าเธอคงต้องการเซ็กส์เป็นอย่างมาก

 

https://www.e-flux.com/film/6736229/the-temperature-in-lima

 

พอเห็นข่าวเรื่องฝูงหนูจำนวนมากออกอาละวาดเพราะน้ำท่วมสีลม เราก็เลยนึกถึงเหตุการณ์นี้ ที่เราเจอ "แมวกลัวหนู" ตอนเราไปดูงาน video installation แถว ๆ สุรวงศ์

https://web.facebook.com/reel/330975076507105

Sunday, April 13, 2025

LOOK CLOSELY ENOUGH (2024, Warat Bureephakdee, 25min, A+30)

 

RIP TED KOTCHEFF (1931-2025)

 

เราน่าจะเคยดูหนังที่เขากำกับแค่เรื่องเดียวมั้งนะ ซึ่งก็คือ “เอาศพไปพักร้อน” หรือ WEEKEND AT BERNIE’S (1989)

 

แต่มีหนังบางเรื่องของเขาที่เราไม่แน่ใจว่าเราเคยดูตอนเด็ก ๆ หรือเปล่า อย่างเช่น FIRST BLOOD (1982) และ SWITCHING CHANNELS (1988)

 

เขาเคยได้รางวัล “หมีทองคำ” จากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินด้วยนะ จากหนังเรื่อง THE APPRENTICESHIP OF DUDDY KRAVITZ (1974, Canada) ที่นำแสดงโดย Richard Dreyfuss และเขาเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ จากหนังเรื่อง WAKE IN FRIGHT (1971) และ JOSHUA THEN AND NOW (1985, Canada) ด้วย

 

ภาพจากหนังเรื่อง WAKE IN FRIGHT

+++

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เราได้ไปดูหนังเรื่อง DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เสร็จแล้วก็ดูหนังที่ห้องสมุดหอภาพยนตร์ต่อ

 

พอดูหนังที่ห้องสมุดเสร็จแล้ว วันนั้นเราเลยลองเดินทางกลับด้วยรถเมล์สายที่ไม่เคยขึ้นมาก่อน นั่นคือสาย 124 เพราะว่าปกติเราจะกลับด้วยรถเมล์สาย 515 แต่บางทีสาย 515 ก็รอนานมาก วันนั้นเราเลยลองเปลี่ยนสายรถเมล์ดู

 

วันนั้นเราเลยเดินมาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายตรงข้ามห้าง Macro Salaya ได้ขึ้นรถเมล์สาย 124 ตอน 17.37 น. แล้วก็มาลงรถเมล์ที่ป้ายแยกบรมราชชนนี ตอน 18.28 น. แล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า MRT สถานีบางยี่ขัน ใช้เวลาเดินราว 8 นาที สรุปว่าใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงในการเดินทางจากหอภาพยนตร์มายังสถานี MRT บางยี่ขัน

 

ก็เลยสรุปว่า สาย 124 เป็นสายที่เราเดินทางกลับได้ด้วยเหมือนกัน มาต่อรถไฟฟ้า MRT ได้เหมือนกัน แต่มีข้อด้อยกว่าสาย 515 เล็กน้อย เพราะว่าต้องใช้เวลาเดินราว 8 นาทีในการมายังสถานี MRT บางยี่ขัน และเราสังเกตว่ามีขี้หมาประปรายระหว่างทางด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเดินต้องระวังให้ดีนะคะ

++++++

 

เราเพิ่งค้นพบว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค. อาจจะสร้าง trauma ให้เราโดยไม่รู้ตัว เพราะมันแอบเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกและในความฝันของเราแล้ว

 

เมื่อไม่กี่คืนก่อน เราฝันว่า เรากำลังจะไปเรียนที่มหาลัย (คือในชีวิตจริงกูเรียนจบมหาลัยตั้งแต่เดือนต.ค. 1994 หรือเมื่อ 30 ปีมาแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราก็ยังคงฝันว่า เรายังเรียนไม่จบมหาลัยอยู่เกือบทุกสัปดาห์ 55555 )

 

แล้วในขณะที่เรากำลังจะเดินไปที่ตึกเรียนนั้น เราก็เห็นฝูงมดดำวิ่งพล่าน ๆ อยู่บนพื้นทางเดิน เราก็พยายามเดินหลบเลี่ยงอย่างยากลำบาก เพื่อจะได้ไม่เดินเหยียบมัน แต่มันก็ยากมาก เพราะมดมันวิ่งพล่าน ๆ กระจายทั่วพื้น

 

พอเราเดินผ่านฝูงมดดำมาได้ไม่เท่าไหร่ เราก็เจอฝูงมดแดงวิ่งพล่าน ๆ อยู่บนพื้นทางเดินเหมือนกัน เราก็พยายามเดินหลบเลี่ยงมันเหมือนกัน

 

แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า หรือว่ามดพวกนี้มันมี sixth sense รับรู้ได้ว่า มันกำลังจะเกิดแผ่นดินไหวหรือเปล่าวะ มันเลยวิ่งพล่าน ๆ กันแบบนี้ มันถึงได้เกิดอาเพศแบบนี้ กรี๊ดดดดดดด แล้วกูควรจะเดินเข้าไปเรียนหนังสือในตึกเรียนไหมเนี่ย ถ้าอาคารเรียนมันถล่มขึ้นมา แล้วเราจะทำยังไง

 

แต่เราก็ตัดสินใจเข้าไปเรียนหนังสือ แต่ก็พบว่าเราไม่รู้ “ตารางสอน” เราก็เลยพยายามตามหาเพื่อนสนิทเราเพื่อสอบถามเรื่องตารางสอน แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

 

เหมือนครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตเราเลยมั้ง ที่เราเกิดความกล้วแผ่นดินไหวในฝันของเรา เราไม่เคยฝันถึงเรื่องแผ่นดินไหวอะไรแบบนี้มาก่อน แสดงว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มันเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราแล้วโดยไม่รู้ตัว

 

แต่นี่น่าจะเป็นความฝันครั้งที่ 1560 แล้วมั้ง ที่เรา “ยังเรียนไม่จบมหาลัย” ในความฝัน 55555 (เราฝันถึงเรื่องเรียนไม่จบมหาลัยราวสัปดาห์ละครั้ง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น 52 คูณ 30 เท่ากับ 1560)

 

ส่วนความฝันของเราในคืนล่าสุดนั้น เราฝันว่าเรากำลังนั่งดู closing credits ของหนังเรื่องนึงอยู่ในรอบดึก เพื่อรอดูว่ามันจะมีฉากอะไรท้ายเครดิตไหม แต่เราง่วงมาก เราก็เลยหลับปุ๋ยไปเลยระหว่างนั่งดู closing credits พอเราตื่นขึ้นมาอีกที เราก็พบว่า เรายังคงนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ แต่โรงภาพยนตร์มันมืดสนิท ไม่มีคนเลย แสดงว่าพนักงานโรงภาพยนตร์ไม่เห็นหัวเรา ไม่สังเกตว่าเรานั่งหลับอยู่ในโรงหนัง พวกเขาไม่ได้มาปลุกเรา แล้วพวกเขาก็ปิดโรงหนังไป เหลือเราถูกทิ้งไว้อยู่คนเดียวในโรงหนังอันมืดสนิท กรี๊ดดดดดดด แล้วเราก็พยายามหาทางออกจากโรง แล้วเราก็ตื่นนอนขึ้นมา

 

ก็เลยรู้สึกว่า มันประหลาดและตลกดี ที่เราฝันว่า “เราง่วงนอน จนหลับไป แล้วตื่นนอนขึ้นมา” ในฝัน ก่อนที่จะตื่นนอนขึ้นมาจริง ๆ อีกที 55555 คือขนาดเรานอนหลับอยู่ เรายังคงฝันว่า “เราง่วงนอน” อยู่เลย

++++++++

LOOK CLOSELY ENOUGH (2024, Warat Bureephakdee, 25min, A+30)

 

1. ในที่สุดก็เจอหนังไทยที่สามารถปะทะกับหนังของ Herbert Achternbusch ได้ 55555 เพราะหนังไทยเรื่องนี้มีความเฮี้ยน, ความ cult, ความประสาทแดก, ความบ้า ๆ บอ ๆ, ความไร้เหตุผล, ความพิสดาร, ความตลก ผสมอยู่ด้วยกันอย่างน่าสนใจ และก็มีเนื้อหาสาระสอดแทรกอยู่ด้วย แต่ก็เป็นหนังที่เราดูแล้วไม่สามารถตีความอะไรได้อย่างแน่ใจเลย เช่นเดียวกับหนังหลาย ๆ เรื่องของ Achternbusch

 

2. อีกจุดที่ทำให้นึกถึงหนังของ Achternbusch โดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้วิญญาณของป๋วย อึ้งภากรณ์ กับวิญญาณของปรีดี พนมยงค์ ที่สิงสู่อยู่ในรุปปั้น พูดคุยกัน จุดนี้ทำให้นึกถึง “ความหลอนของประวัติศาสตร์” ในหนังของ Achternbusch อย่างเช่นใน HEAL HITLER! (1986) ที่ตัวละครทหารเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเดินทางข้ามเวลามาสังเกตเยอรมนีในทศวรรษ 1980 และใน I KNOW THE WAY TO THE HOFBRAUHAUS (1992) ที่มีตัวละครมัมมี่อียิปต์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเดินท่องเยอรมนีในยุคปัจจุบัน

 

มีคนเขียนว่าหนังของ Achternbusch ชอบนำเสนอ an intermediate realm in which the dead interact with the living ซึ่งเราก็คิดว่าหนังเรื่อง LOOK CLOSELY ENOUGH ก็เกือบ ๆ จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน

 

3. ดูแล้วเราก็ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะพูดถึงอะไรโดยรวมนะ 55555 แต่ดูแล้วก็ชอบสุด ๆ อยู่ดี ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึงประเด็นดังต่อไปนี้ด้วย

 

3.1 ตอนแรกเรานึกว่าหนังเรื่องนี้จะสะท้อนถึงความเหลวเป๋วของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน หลังจากการลุกขึ้นสู้ของวัยรุ่นในยุคปี 2020-2021 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทำนองคล้าย ๆ กับการลุกฮือของหนุ่มสาวในยุโรปในปี 1968 ที่พบกับความล้มเหลวและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็คิดว่านี่อาจจะไม่ใช่ประเด็นของหนังเรื่องนี้ก็ได้

 

3.2 ไม่แน่ใจว่าพื้นที่ที่ใช้ถ่ายหนังเรื่องนี้คือพื้นที่ใกล้ๆ  ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต และม.กรุงเทพ รังสิต หรือเปล่า เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเก็บภาพและถ่ายทอดบรรยากาศยามกลางคืนของพื้นที่แถบนั้นเอาไว้ ซึ่งเราไม่มีความรู้เรื่องพื้นที่แถบนั้น เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะสะท้อนความเห็นอะไรเกี่ยวกับพื้นที่ตรงนั้นหรือเปล่า แต่ก็ชอบที่หนังพยายามถ่ายทอดบรรยากาศของพื้นที่แถบนั้นเอาไว้

 

3.3 ชอบ “เสรีภาพ” ในหนังเรื่องนี้ ชอบที่มีการนำเสนอรูปปั้นป๋วยกับปรีดี และไม่ได้ treat รูปปั้นเหล่านี้ว่าเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” เพราะสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือแนวคิดของทั้งสองท่านนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องนี้เราเลยได้เห็นพฤติกรรมที่แสดงถึง “เสรีภาพ” ได้อย่างน่าสนใจ ทั้ง

 

3.3.1 สิ่งที่ตัวละครชายหนุ่มสองคนทำกับรูปปั้น

 

3.3.2 กลุ่มตัวละครที่ “นอนแผ่ร้องแอ๊” อย่างบ้าคลั่งและไร้เหตุผลหน้ารูปปั้น

 

3.3.3 ตัวละครที่พยายามหาสถานที่เพื่อมีเซ็กส์กันในสวนบริเวณนั้น

 

ชอบที่หนังไม่ได้ประณามและไม่ได้ยกย่องการกระทำของตัวละครต่าง ๆ แต่เหมือนให้ผู้ชมลงความเห็นต่อตัวละครต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง หรือคิดถึงประเด็นเรื่อง “เสรีภาพ” ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การนอนแผ่ร้องแอ๊ ในหนังเรื่องนี้ ผู้ชมแต่ละคนก็สามารถลงความเห็นได้ด้วยตัวเองว่า ตัวละคร “มีเสรีภาพ” ที่จะทำสิ่งนี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นคนละประเด็นกับประเด็นที่ว่า ตัวละคร “สมควร” ทำสิ่งนี้หรือไม่ เหมือนตัวละครทำในจุดที่ก้ำกึ่งระหว่าง “เสรีภาพ” กับ “ความเหมาะสม” แล้วเราก็รู้สึกว่าจุดนี้มันน่าสนใจดี

 

4. ตัวละครพระเอกนี่พิศวงมาก เราไม่รู้ว่าเขาคือคนหรือผี หรือคนหรือสัตว์หรืออะไร 55555

 

5. ในหนังมีการพูดถึงแนวคิดเรื่อง “สันติประชาธรรม” ของอ.ป๋วยด้วย ซึ่งเราไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

 

6. ช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงช่วงท้ายของหนังเรื่อง  WE LIVE IN A BEAUTIFUL WORLD (2022, วรัตต์ บุรีภักดี, 34min, A+30) โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเรารู้สึกว่าช่วงท้ายของหนังทั้งสองเรื่องนี้ เหมือนเป็นการ “ทอดสายตามองความเป็นไปของโลกยุคปัจจุบันด้วยความเป็นห่วงเป็นใย” เหมือนกัน

 

LOOK CLOSELY ENOUGH ถือเป็นหนังเรื่องที่ 21 ของคุณ Warat ที่เราได้ดู ส่วนอีก 20 เรื่องที่เราได้ดูนั้น เราเคยทำรายชื่อไว้แล้วที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10235108510517007&set=a.10233542333003548

 

+++

 

เราชอบเวอร์ชั่นของ Godard มากกว่า CARMEN (1984, Francesco Rosi, France/Italy) และ U-CARMEN EKHAYELITSHA (2005, Mark Dornford-May, South Africa)

 

++++

 

เพิ่งรู้ว่าราษฎรชาวไทยเคยร่วมกันสังหารหมู่ชาวจีนราว 3000 คนที่ฉะเชิงเทราในปีค.ศ. 1848 ในสมัยร.3 รุนแรงมาก ๆ เราไม่เคยรู้เรื่องเหตุการณ์นี้มาก่อนเลย

https://www.silpa-mag.com/history/article_74866

 

Saturday, October 09, 2021

LIKE THE ONE I USED TO KNOW (2020, Annie St-Pierre, Canada, 18min, A+30)

 

ตอนนี้ผ่านไป 24 ชั่วโมงหลังฉีด Astrazeneca เข็มสองแล้ว เหมือนไม่ค่อยมี side effects อะไรมากนัก อาการที่มีก็คือ ปวดเมื่อยตัวเล็กน้อยเมื่อคืน, ปวดหัวเล็กน้อย และครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อย ซึ่งอาการอาจจะไม่แตกต่างอะไรไปจากอาการป่วยออด ๆ แอด ๆ ของเราในแต่ละวัน หวังว่าเราคงได้รับวัคซีนจริง ๆ นะเมื่อวานนี้ 55555

 

แต่เมื่อคืนฝันสนุกดีนะ ไม่รู้เป็นเพราะผลจากวัคซีนหรือเปล่า ก็เลยจดบันทึกความฝันไว้ก่อนดีกว่า เมื่อคืนฝันว่าเราเหมือนดูหนังเรื่องนึง ตัวเอกเป็นชายหนุ่มผิวดำ เพื่อนของเขาถูกฆาตกรรมไปสองคน แล้วเขาก็เลยค้นพบว่า เพื่อนคนที่สามของเขา ซึ่งเป็นนักแสดงสาวผิวขาว กำลังจะถูกฆาตกรรมด้วย เธอกำลังจะแสดงเป็น Sharon Tate ในฉากฆาตกรรม เขาก็เลยสงสัยว่า ฆาตกรจะสลับสับเปลี่ยนเอาอาวุธจริงมาใช้ในฉากฆาตกรรมนั้น เพื่อนของเขาจะได้ถูกฆ่าตายจริง ๆ ในระหว่างการเข้าฉาก เขาก็เลยปลอมตัวเข้าไปในกองถ่ายหนังเพื่อไปขัดขวางการฆาตกรรม แต่พวกฆาตกรรู้ตัว ก็เลยจับตัวเขาไปทรมาน เหมือนฆาตกรจะเป็นกลุ่มผู้ชายผิวขาวแบบ Klu Klux Klan

 

แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา แล้วก็รีบไปเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ พอไปถึงห้องเรียน ซึ่งเป็นคาบเรียนที่มีความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่หน้าห้องก็แจ้งว่า ถ้าจะนั่งเรียน ก็คิดเงิน 496 บาทต่อ 16 นาทีค่ะ เราก็เลยด่าเจ้าหน้าที่ว่า นี่มันคาบเรียนละ 2 ชั่วโมงครึ่ง มึงก็คิดมาให้เสร็จสรรพเลยสิว่า ถ้าจะเข้าเรียนคาบนี้ ต้องจ่ายทั้งหมดกี่บาท ทำไมกูต้องมาคำนวณเองว่า การนั่งเรียน 16 นาที ต้องจ่าย 496 บาท แล้วถ้านั่งเรียน 150 นาที ต้องจ่ายทั้งหมดกี่บาท อีโง่

 

แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เรายังไม่ได้อาบน้ำ รู้สึกเหนียวตัว เราก็เลยจะเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำคณะ แต่พอเปิดประตูเข้าไป ปรากฏว่ามีฝรั่งหนุ่มผิวขาวหลายคนอยู่กันเต็มห้องน้ำเลย แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า ฝรั่งหนุ่ม ๆ กลุ่มนี้เหมือนพวก Klu Klux Klan ที่เราเห็นในความฝัน มันเป็นฝันบอกเหตุหรือเปล่า ถ้าหากเราเข้าไปอาบน้ำในนี้  เราจะถูกพวกเขาจับไปทรมานไหม เราก็เลยกลัวมาก ไม่กล้าเข้าไปอาบน้ำในนั้น

 

แล้วเราก็เลยหาห้องน้ำไปเรื่อย ๆ จนได้ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำในโรงเรียนสาธิตจุฬา ฝ่ายประถม ก่อนที่เราจะตื่นนอนขึ้นมาจริง ๆ 55555

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฝันซ้อนฝันแบบนี้ สงสัยเป็นเพราะฤทธิ์วัคซีน แล้วอาการครั่นเนื้อครั่นตัวคงส่งผลให้เรารู้สึกอยากอาบน้ำในความฝันมั้ง ส่วนการฆาตกรรมนักแสดงในระหว่างการแสดงคงเป็นเพราะเราเพิ่งดูหนังเรื่อง THE WHEEL OF LIFE (1983, King Hu, Lee Hsing, Pai Ching-Jui, Taiwan, A+30) มา 55555

----------

หนังอาหรับ 3 เรื่องเปิดฉายออนไลน์ในวันที่ 14-17 ต.ค.นะ ค่าชมเป็นแบบบริจาคตามแต่จิตศรัทธา มีหนังสั้นเรื่องนึง แล้วก็หนังยาว 2 เรื่อง ซึ่งได้แก่เรื่อง DREAMS OF THE CITY (1984, Mohammad Malas, Syria, 120min) กับ A MUSLIM CHILDHOOD (2005, Moumen Smihi, Morocco, 83min) น่าดูมาก ๆ เพราะเหมือนเราไม่เคยดูหนัง Syria ยุคก่อนสงครามกลางเมืองมาก่อนเลยมั้ง ได้ดูแต่หนังยุคหลังสงครามกลางเมืองมาแล้ว

https://watch.eventive.org/artearchive/play/6155c88aeadd68004ee699a4/6155c0e5eadd68004ee69409

--------

LIKE THE ONE I USED TO KNOW (2020, Annie St-Pierre, Canada, 18min, A+30)

 

ชอบตัวละครพระเอก เขาดูเหมือนเป็นผู้ชายที่ไม่เก่งในการเข้าสังคม มีความเป็น loser ซึ่งแตกต่างจากสามีใหม่ของภรรยาเก่าของเขา ที่ดูเป็นผู้ชายที่มีออร่าของความเชื่อมั่นในตัวเองและคุมทุกอย่างได้ดี ดูแล้วแอบนึกถึงพวกหนังฮอลลีวู้ดยุคทศวรรษ 1980-ต้นทศวรรษ 2000 ที่ชอบนำเสนอพระเอกแบบนี้น่ะ โดยเฉพาะพวกหนังวันคริสต์มาสที่พยายามจะสอนคนดูว่า ผู้ชายไม่ควรบ้าเงิน บ้าทำงานมากเกินไป ควรให้เวลากับครอบครัวมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจะไม่ค่อยถูกโฉลกกับหนังแนวรักครอบครัว+ต่อต้านทุนนิยมกลุ่มนี้มากนัก แต่เหมือนหนังเรื่องนี้ตัดบริบทเรื่องทุนนิยมทิ้งไป และนำเสนอตัวละครพระเอกได้อย่างน่าสงสารและน่าเห็นใจจริง ๆ เพราะลูกชายของเขาก็ไม่รักเขา ลูกชายของเขารัก “พ่อเลี้ยง” มากกว่า ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่ค่อยได้เห็นกัน เราก็เลยชอบตรงจุดนี้มาก ๆ และชอบที่ตัวพระเอกตัดใจจากลูก ๆ ได้ด้วย ไม่ดึงดันจะยึดลูกเป็นของตัวเองมากเกินไป

 

#signesdenuit2021

 

BAD OMEN (2020, Salar Pashtoonyar, Canada/Afghanistan, 19min, A+30)

 

หนังสะท้อนชีวิต 1 วันที่ยากลำบากของแม่ม้ายในอัฟกานิสถาน รู้สึกว่ามันปะทะกับหนังอิหร่านแบบ THE CIRCLE (2000, Jafar Panahi) ได้สบาย ๆ เลย แต่มันเศร้ากว่าหนังอิหร่านตรงที่ว่า สถานการณ์ในหนังเรื่องนี้ที่ว่ายากลำบากมาก ๆ แล้ว คงจะเลวร้ายลงไปอีกในปัจจุบันเมื่อตาลีบันกลับมายึดครองอัฟกานิสถานอีก

 

#signesdenuit2021

Sunday, September 12, 2021

CITYSCAPE (2019, Michael Snow, Canada, 10min, A+30)

 

CITYSCAPE (2019, Michael Snow, Canada, 10min, A+30)

 

ดีใจที่เราชอบดูหนังมานานราว 26 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงเจอหนังที่ทำให้ประหลาดใจว่า “อะไรแบบนี้ก็เป็นหนังได้ด้วย” อยู่ 5555

 

นึกว่าต้องปะทะกับหนังเรื่อง THE RAPE OF BANGKOK ข่มขืนกรุงเทพ  (2011, Wachara Kanha, Teeranit Siangsanoh, 90min) เพราะ CITYSCAPE เป็นการใช้การแพนของกล้องและการหมุนกล้องในการเล่นกับภาพเมืองโตรอนโต ส่วน THE RAPE OF BANGKOK เป็นการใช้ “การซูมเข้าซูมออก ซูมเข้าซูมออก” ของกล้อง ในการเล่นกับภาพกรุงเทพ

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่นะ ไม่แน่ใจว่าดูได้ถึงวันที่ 16 ก.ย.หรือเปล่า

https://www.lecinemaclub.com/cityscape/

Sunday, August 15, 2021

THE BALLAD OF OPPENHEIMER PARK (2016, Juan Manuel Sepúlveda, Canada/Mexico, documentary, 71min, A+30)

 

THE BALLAD OF OPPENHEIMER PARK (2016, Juan Manuel Sepúlveda, Canada/Mexico, documentary, 71min, A+30)

 

หนักมาก ๆ หนังสารคดีที่บันทึกภาพการใช้ชีวิตของชนพื้นเมือง (อินเดียนแดง) ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในนครแวนคูเวอร์ของแคนาดา สภาพแต่ละคนนี่รุนแรงสุด ๆ ดูไม่จืดเลยจริง ๆ

 

เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังอย่าง PALMS (1994, Artour Aristakisian, Russia/Moldova, documentary) ที่นำเสนอเรื่องของคนยากจนในรัสเซีย, ON THE EDGE OF THE WORLD (2013, Claus Drexel, France, documentary) ที่นำเสนอเรื่องของคนไร้บ้านในฝรั่งเศส หรือ GOOD HOUSEKEEPING (2000, Frank Novak) ที่นำเสนอเรื่องของ White trash ในสหรัฐ

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้จนถึงวันที่ 18 ส.ค.

https://www.e-flux.com/video/404816/juan-manuel-seplveda-nbsp-the-ballad-of-oppenheimer-park/

Tuesday, August 03, 2021

YOU WERE AN AMAZEMENT ON THE DAY YOU WERE BORN (2019, Emily Vey Duke, Cooper Battersby, Canada, 33min, A+30)

 

YOU WERE AN AMAZEMENT ON THE DAY YOU WERE BORN (2019, Emily Vey Duke, Cooper Battersby, Canada, 33min, A+30)

 

1.งดงามสุด ๆ หนังเล่าเรื่องชีวิตของผู้หญิงชาวแคนาดาคนนึงชื่อ Lenore ตั้งแต่เกิดจนตาย (ทศวรรษ 1970-2040) โดยที่เราจะไม่ได้เห็นภาพของผู้หญิงคนนี้เลย เพราะหนังเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอผ่านทางเสียง voiceover ตลอดเรื่อง

 

2.ส่วนภาพในหนังส่วนใหญ่แล้วเป็นภาพของสัตว์ต่าง ๆ ที่หลาย ๆ ครั้งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เล่ายังไง แต่พอมันประกอบเข้าด้วยกันแล้วมันทรงพลังมาก ๆ

 

3.ดูจบแล้วรู้สึกเหมือนได้ดู “หนังชีวิตผู้หญิง” ที่ดีมาก ๆ เรื่องนึง เหมือนเป็นการถ่ายทอดชีวิตโดยไม่ต้องให้บทเรียนใด ๆ ทั้งสิ้นแก่ผู้ชม แต่สามารถสะท้อนลักษณะนิสัยและสิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ในตัวมนุษย์ออกมาได้ดีมาก ตัวละคร Lenore ก็เป็นสีเทามาก ๆ เป็นมนุษย์ปุถุชนมาก ๆ มีทั้งความอ่อนแอและความหีอยู่ในตัวเอง

 

4.ข้อเสียอย่างเดียวคือหนังพูดภาษาอังกฤษแล้วไม่มี subtitles แล้วมันดันเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านทางเสียง voiceover เราก็เลยต้องดูสองรอบ เพราะฟังไม่ทันในหลาย ๆ จุดในรอบแรก

 

หนังมันชอบภาพค้างด้วยนะ คือเสียงมันไหลไปเรื่อย ๆ แต่ภาพมันหยุดนิ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วภาพมันต้องไหลไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเสียง เราก็เลยต้อง rewind ใหม่เป็นระยะ ๆ เพื่อย้อนไปดูภาพที่ค้างไว้

 

5.หนังเปิดฉายออนไลน์ถึงวันที่ 3 ส.ค.นะ (ตามเวลานิวยอร์ค) ซึ่งนั่นเท่ากับว่าหนังน่าจะเปิดฉายถึงวันที่ 4 ส.ค.เวลาราว 11.00 น.ตามเวลาไทย

https://www.e-flux.com/video/403339/emily-vey-duke-and-cooper-battersby-nbsp-you-were-an-amazement-on-the-day-you-were-born/

Monday, May 10, 2021

SLUT NATION: ANATOMY OF A PROTEST (2021, Wendy Coburn, Canada, documentary, 36min, A+30)

 

SLUT NATION: ANATOMY OF A PROTEST (2021, Wendy Coburn, Canada, documentary, 36min, A+30)

 

กราบตีน หนักมาก ๆ หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นการรวบรวมฟุตเตจจากหลาย ๆ แหล่งที่มาที่บันทึกภาพการเดินขบวน SLUT WALK ในนครโตรอนโตในปี 2011 โดยผู้กำกับเอาฟุตเตจวิดีโอ, ภาพถ่าย, คลิปข่าว อะไรต่าง ๆ มาพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และตั้งข้อสงสัยว่า มีใครบ้างในกลุ่มผู้เดินขบวนนี้ ที่เป็น “ตำรวจนอกเครื่องแบบ” ปลอมตัวมา

 

การเดินขบวน SLUT WALK มีต้นกำเนิดมาจากการที่ตำรวจโตรอนโตคนนึงกล่าวแสดงความเห็นว่า “ผู้หญิงไม่ควรแต่งตัวเหมือน slut ถ้าไม่อยากให้ตัวเองโดนลวนลาม” โดยคำพูดดังกล่าวของเขาส่งผลให้คนโกรธกันอย่างรุนแรงมาก และก็เลยมีการเดินขบวน SLUT WALK ขึ้นมา เพื่อประท้วงกรมตำรวจโตรอนโต และเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราต้องโทษ aggressor ไม่ใช่โทษ victim ในการข่มขืน

 

ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นเลสเบียนผิวขาว สมัยสาว ๆ เธอเคยปลอมตัวไปสืบความลับในกลุ่ม White Supremacists มาแล้ว (เธอไม่ใช่ตำรวจนะ เธอเหมือนเป็น activist) และในช่วงที่เธอแฝงตัวเข้ากลุ่มเหยียดสีผิวนั้น เธอก็เลยได้รู้ว่า อีกฝ่ายก็ส่ง “สายลับ” จำนวนมากปลอมตัวเข้ามาแฝงฝังอยู่ในฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน

 

ประสบการณ์ชีวิตของเธอในช่วงนั้นก็เลยมีส่วนทำให้เธอเชื่อว่า ตำรวจอาจจะส่งสายลับเข้ามาในกลุ่มผู้เดินขบวน SLUT WALK ด้วย เธอก็เลยเอาฟุตเตจต่าง ๆ ที่บันทึกภาพการประท้วงนั้นมาพิจารณาอย่างละเอียดยิบ และชี้ให้ผู้ชมเห็นว่า มีใครบ้างในกลุ่มผู้ประท้วงที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย พวกเขาอยู่ที่จุดใดในช่วงเริ่มต้นเดินขบวน พวกเขารู้จักกันหรือไม่ พวกเขาสามารถจอดรถในจุดที่คนทั่วไปจอดไม่ได้หรือไม่ ป้ายที่พวกเขาชูอยู่มีอะไรแปลกหรือไม่ พวกเขามีรอยแผลเป็นที่จุดใดบ้างของร่างกาย (การซูมภาพแต่ละภาพเพื่อดูอะไรเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อใช้ในการชี้ตัวตำรวจนอกเครื่องแบบ) พวกเขาทำพฤติกรรมใดบ้างในช่วงเดินขบวน จนถึงช่วงท้ายของการเดินขบวน พวกเขาแอบหลบไปเมื่อใด พอใครเริ่มหายไปจากซีน แล้วมีคนใหม่เข้ามาในซีน จริง ๆ แล้วคนคนนั้นเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า (รอยแผลเป็นที่เราซูมดูได้จากภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสามารถช่วยตอกย้ำข้อสงสัยนี้ได้)

 

และที่หนักมาก ๆ ก็คือว่า พอผู้กำกับหนังเรื่องนี้ชี้ให้ผู้ชมเห็น “ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ ทั้งชายและหญิง ราว 7-8 คน” ในการเดินขบวน SLUT WALK แล้ว เธอก็เลยไปค้นฟุตเตจการประท้วง G20 ที่โตรอนโตมาพิจารณาอย่างละเอียดด้วย เพราะในการประท้วง G20 ครั้งนั้น มีการจับกุมพลเมืองอย่างรุนแรงเป็นจำนวนมาก

 

และเธอก็พบว่า ผู้ต้องสงสัยบางคนในการเดินขบวน SLUT WALK อาจจะเป็นคนเดียวกับที่ใส่ชุดตำรวจตอนประท้วง G20 และผู้ต้องสงสัยหลายคนในการเดินขบวน SLUT WALK อาจจะเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มคนที่เผารถตำรวจในการประท้วง G20 ซึ่งการเผารถตำรวจในครั้งนั้นมีอะไรน่าสงสัยเยอะมาก เพราะเหมือนตำรวจจงใจเปิดโอกาสให้มีการเผา และการเผารถตำรวจก็เหมือนเป็นการจงใจสร้างภาพที่ไม่ดีให้กับกลุ่มผู้ประท้วง

 

แน่นอนว่าดูแล้วนึกถึงประเทศอื่น ๆ ในบางจุด ทั้งการที่ “ตำรวจเผาเอง แล้วโยนความผิดให้ผู้ประท้วง” และบางเหตุการณ์อย่างเช่นการที่มีคนสืบพบว่า “เอ๊ะ ทำไมพ่อค้าขายลูกชิ้นปิ้งในขบวนประท้วง หน้าตาคล้ายตำรวจ/ทหารบางคน” อะไรทำนองนี้

 

เราดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ OBERHAUSEN ONLINE

 

Wednesday, June 10, 2020

HOMELANDS (2010, Thirza Cuthand, Canada, documentary, A+30)


HOMELANDS (2010, Thirza Cuthand, Canada, documentary, A+30)

หนังสารคดีที่ผู้กำกับซึ่งเป็นเลสเบียนสัมภาษณ์แม่, ตา กับยายของตัวเอง คุณตาของเธอเป็นอินเดียนแดงเผ่า Cree ส่วนยายของเธอมีแม่เป็นชาวสก็อต เพราะฉะนั้นตัวผู้กำกับก็เลยมีทั้งความเป็นแคนาดา, อินเดียนแดง และสก็อตอยู่ในตัว

ชอบที่คุณตาเล่าเรื่องความเชื่อที่ว่า อินเดียนแดงในอเมริกาเหนือสืบเชื้อสายมาจากชาวมองโกล เพราะมันมีจุดสีม่วงอะไรบางอย่างบนผิวหนังที่ชาวอินเดียนแดงกลุ่มนี้มีเหมือนกับชาวมองโกล

ชอบตอนที่ผู้กำกับกับแม่เดินทางไปสก็อตแลนด์ด้วย เหมือนในสก็อตแลนด์ก็มีซากหินโบราณบางอย่างที่คล้าย Stonehenge แต่ไม่มีคนรู้ว่า กองหินโบราณเหล่านี้มีไว้ทำอะไรในอดีต

ดูใน ARSENAL 3

Wednesday, March 09, 2016

A WOMAN AND HER CAR (2015, Loïc Darses, Canada, documentary, 29min, A+30)

A WOMAN AND HER CAR (2015, Loïc Darses, Canada, documentary, 29min, A+30)

ทรงพลังมากๆ มันเป็นหนังโฮมวิดีโอที่ถ่ายโดยผู้หญิงคนหนึ่ง (Lucie Tremblay) ที่ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เคยลวนลามทางเพศเธอตอนที่เธออายุ 8-12 ปี โดยตอนนี้เธอโตแล้ว และมีลูกสองคนแล้ว และเธอก็ตัดสินใจว่าเธอจะต้องจัดการกับอดีตที่เลวร้ายนี้ ด้วยการเขียนจดหมายนี้และเอาจดหมายนี้ไปส่งให้ผู้ชายคนนั้นซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองที่ห่างไกล

ฉากที่ชอบมากคือฉากที่เราแทบไม่เห็นอะไรเลย มันเป็นตอนที่ Lucie ขับรถไปถึงเมืองนั้นแล้ว และรู้ว่าตัวเองจะได้เจอกับผู้ชายคนนั้นแล้ว แล้วเธอก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ และร้องไห้อย่างรุนแรงออกมา โดยกล้องเหมือนถูกปัดออกไปไม่ให้เห็นหน้าเธอ เราเห็นแต่สิ่งของอะไรสักอย่างบังกล้องอยู่ และได้ยินเสียงเธอร้องไห้อย่างรุนแรง “การไม่เห็น” ในฉากนี้เราว่ามันทรงพลังมากๆ และมันแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของมนุษย์ที่เปราะบางคนหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้เราจะได้เห็น Lucie ทำท่าทางมุ่งมั่นกล้าหาญอยู่ต่อหน้ากล้อง เธอเหมือนกับสาวแกร่งที่พยายามทำใจฮึกเหิมก่อนจะกระโจนเข้าสู่สนามรบ แต่ภายนอกที่ดูเหมือนฮึกเหิมนั้นจริงๆแล้วซ่อนความเปราะบางและเจ็บปวดอย่างรุนแรงอยู่

ฉากการเผชิญหน้ากับคนร้ายก็ดีมากๆ การที่คนร้ายในเรื่องนี้พยายามปฏิเสธความผิดของตัวเอง และอ้างว่า Lucie เป็นต้นเหตุของการลวนลามเอง ทำให้เรานึกถึงคนชั่วๆบางคนที่เราเคยเจอในเทศกาลภาพยนตร์ที่สามารถพูดปดต่อหน้าคนอื่นๆได้อย่างไม่ละอายใจแต่อย่างใด

ฉากวิวทิวทัศน์ข้างถนนในหนังเรื่องนี้ก็ดีมากๆ

การตัดต่อก็ดีมากๆ การใส่ฉาก Lucie ขณะเล่นกับลูกๆสองคนเข้ามาในหนังเรื่องนี้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสมมันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและดีงามมากๆ

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึง TARNATION (2003, Jonatha Caouette) ในแง่ที่มันเป็นหนังที่สร้างจากโฮมวิดีโอเหมือนกัน และเป็นหนังที่กำกับหรือตัดต่อโดยลูกชาย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักความผูกพันที่มีต่อแม่ของตัวเองเหมือนกัน โดยอารมณ์หลักๆของหนังคือความเจ็บปวดในชีวิตของแม่

พอดู A WOMAN AND HER CAR กับ MOST OF US DON’T LIVE THERE (2015, Laura Marie Wayne, Canada, documentary, A+25) ในเทศกาล Signes de Nuit ก็เลยทำให้นึกถึงหนังเรื่อง TU AS CRIÉ: LET ME GO (1997, Anne Claire Poirier, Canada, documentary, 98min, A+30) ด้วย เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีแคนาดาที่กำกับหรือถ่ายทำโดยผู้หญิงเหมือนกัน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาส่วนตัวในชีวิตของตัวเองเหมือนๆกัน โดยในกรณีของ MOST OF US DON’T LIVE THERE นั้น หนังพูดถึงผู้หญิงคนนึงที่เหมือนจะเป็น bipolar หรือมีอาการป่วยทางจิต (เราเข้าใจว่าเป็นตัวผู้กำกับเอง) ส่วนในกรณีของ TU AS CRIÉ: LET ME GO นั้น ผู้กำกับเป็นแม่ที่ทะเลาะกับลูกสาวจนลูกสาวหนีออกจากบ้านและตายไป

ดู A WOMAN AND HER CAR แล้วก็ทำให้นึกถึงความจริงที่ว่า ความเจ็บปวดในวัยเด็กนี่มันไม่เคยหายไปเลยนะ ถึงแม้เวลามันจะผ่านไปนานมากแล้ว ตัวเราเองก็ยังจดจำความโกรธเกลียดเคียดแค้นที่มีต่อคนบางคนในวัยเด็กได้อย่างชัดเจนแม่นมั่นไม่เลือนลางเลย ถึงแม้เวลามันจะผ่านไปนาน 30 กว่าปีแล้วก็ตาม แล้วพอเราได้คุยกับเพื่อนๆบางคนที่เคยเรียนโรงเรียนประถมเดียวกับเรา เราก็พบว่าเพื่อนๆของเราก็ยังคงจดจำความชั่วช้าสารเลวของเพื่อนบางคนและครูบางคนในวัยประถมได้ดีมากๆเลยด้วย เมาท์กันไม่หยุด แต่พวกเรายังโชคดีที่ไม่ได้เจออะไรเลวร้ายสุดๆเหมือนอย่าง Lucie ในหนังเรื่องนี้ ความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังที่พวกเรามีต่อคนบางคนเมื่อ 30 ปีก่อนก็เลยไม่ต้องระบายออกด้วยการเขียนจดหมายบอกคนๆนั้น อย่างเราก็ทำเพียงแค่คอยย้ำเตือนตัวเองเสมอๆว่าใครเคยทำเลวกับเรา เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปยุ่งกับมันโดยไม่จำเป็น หรือไม่เผลอไปขอความช่วยเหลือหรือญาติดีกับมันโดยไม่จำเป็น

Monday, February 01, 2016

EXPERIMENTAL CINEMA FROM MONTREAL

EXPERIMENTAL CINEMA FROM MONTREAL
Curated by Fabrizio Gilardino

1.THE SOFT GIRAFFE (2013, Guillaume Vallée, A+30)
ดูแล้วนึกถึงหนังออสเตรียพวกที่กำกับโดย Martin Arnold, Peter Kubelka, Peter Tscherkassky, Dietmar Brehm อะไรพวกนี้ คือเป็นหนังที่เล่นกับฟิล์มเก่าและ “สภาพฟิล์ม” อะไรพวกนั้นน่ะ และผู้กำกับแต่ละคนก็จะมีแนวทางแตกต่างกันไปในการเล่นกับฟิล์มเก่าเหล่านี้

จุดเด่นของ THE SOFT GIRAFFE ก็คือว่ามันสวยงามพิลาศพิไลมากๆ, มันเล่นกับ UN CHIEN ANDALOU, มันให้อารมณ์สยองขวัญ และมันใช้ soundtrack ได้สุดตีนมากๆด้วย

ความรู้สึกของเราตอนได้ดู THE SOFT GIRAFFE นี่มันพุ่งปรี๊ดสุดๆเลยนะ มันคือการผสมกันของ “ภาพ” และ “เสียง” ในแบบที่เข้าทางเราสุดๆน่ะ ทำให้นึกถึงตอนที่ได้ดูหนังเรื่อง PAMELA, POUR TOUJOURS (2005, Alain Bourges) ที่ถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของการผสม “ภาพ” กับ “เสียง” ในชีวิตเราเหมือนกัน คือจริงๆแล้ว THE SOFT GIRAFFE กับ PAMELA, POUR TOUJOURS ใช้วิธีการที่แตกต่างจากกันนะ แต่เรายกให้มันเป็นจุดสุดยอดของการผสมภาพกับเสียงเหมือนๆกัน

อันนี้คือ PAMELA, POUR TOUJOURS

2.MOTION OF LIGHT (2004, Karl Lemieux, A+15)
ชอบช่วงกลางๆเรื่อง รู้สึกว่ารอยเส้นในช่วงกลางๆเรื่องมันสวยมาก และมันไม่ดูเป็น computerized images มากเกินไป

แต่ช่วงอื่นๆของเรื่องดูแล้วก็ชอบในระดับไม่สุดนะ เพราะเรารู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ไปไกลจากหนังทดลองยุคเก่าของ Stan Brakhage เท่าไหร่น่ะ เพียงแต่ว่ามันมีดนตรีประกอบเท่านั้นเอง คือหนังหลายเรื่องในงานนี้เรามองว่ามันเป็น “มิวสิควิดีโอที่ดีมากๆ” แต่มันเป็น “หนังทดลองที่ไม่ได้ทำให้เราตกตะลึงกับความแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่”

3.THE TEARS OF EROS (2014, Guillaume Vallée + Andrée-Anne Roussel, A+15)
การใช้ voiceover ของผู้หญิงในเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังของ Marguerite Duras

4.THUNDER RIVER (2011, Pierre Hébert, A+10)

5.YOU LOOK LIKE ME (2014, Pierre Hébert, A+10)

6.LES TRAINS OÙ VONT DE CHOSES (2006, Nathalie Bujold, A+10)
รู้สึกเหมือนเป็นการผสมมิวสิควิดีโอ STAR GUITAR (2002, Michel Gondry) ของ The Chemical Brothers เข้ากับมิวสิควิดีโอ THE SAINT ของ Orbital เวอร์ชั่นที่แบ่งเป็น 9 ช่อง คือมันเป็นการถ่ายภาพวิวจากรถไฟแบบตัดจังหวะให้เข้ากับเสียงเพลงเหมือน STAR GUITAR น่ะ แต่มันแบ่งเป็นช่องเล็กๆหลายๆช่องเหมือนอย่างใน THE SAINT

STAR GUITAR
THE SAINT (1997)

7.SOYUZ-CHOISY (2015, Étienne de Massy, A+5)

8.CLINKER (2014, Eric Gaucher, A+)

9.TEXTILE DE CORDES (2013, Nathalie Bujold, A)

หนังสั้นไปค่ะ