Showing posts with label PHILIPPINES. Show all posts
Showing posts with label PHILIPPINES. Show all posts

Friday, May 29, 2026

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

Favorite Scene: The opening scene of POSSESSED ผีเข้า (2026, Pete Kasidej Sundararjun กษิดิ์เดช สุนทรารชุน, A+30)

 

รู้สึกว่า ผีเข้า เป็นหนังที่ห้ามพลาดแม้แต่ “นาทีแรก” ของหนัง เพราะฉากเปิดของหนังหรือแม้แต่นาทีแรกของหนังมันก็พูดถึง “ข่าวลือ” ต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครคุณครู แล้วข่าวลือต่าง ๆ เหล่านั้นก็อาจจะทำให้เรานึกถึงอะไรต่าง ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

ว่าแต่ใครแสดงเป็นคุณครูในหนังเรื่องนี้น่ะ เหมือนเป็นนักแสดงชายที่เราเคยเห็นบ่อยมาก แต่เราจำชื่อเขาไม่ได้

+++

 

ตารางชีวิตฮิสทีเรียสำหรับต้นเดือนมิ.ย. 2026

 

WEDNESDAY 3 JUNE 2026

 

13.00 – 20.45 ภาพยนตร์ 13 เรื่องในเทศกาลภาพยนตร์สั้นจุลนิพนธ์ เอกภาพยนตร์ คณะ ICT มหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 15

ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

THURSDAY 4 JUNE 2026

 

13.00 FILMLOVERS! (2024, Arnaud Desplechin, France)

At Thai Film Archive

 

15.30 EVERYBODY KNOWS (2018, Asghar Farhadi, Spain, 133min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 5 JUNE

 

14.30-16.54 THE SHADOWLESS TOWER (2023, Zhang Lu, China, 144min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

19.20 TILFF: WORLD SPECTRUM 1 (SHORT FILM)

At Paragon 13

 

SATURDAY 6 JUNE 2026

 

12.00 SWEET ANGEL BABY (2024, Melanie Oates, Canada, 96min)

At Paragon 14

 

14.20 LUCKY, APARTMENT (2024, Kangyu Ga-ram, South Korea, 96min)

At Paragon 13

 

16.40 BLUE (1993, Derek Jarman, UK, 79min)

At Paragon 13

 

20.20 CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, 106min)

At Paragon 14

 

SUNDAY 7 JUNE 2026

 

12.00 CAMELLIA PROJECT: THREE QUEER STORIES AT BOGIL ISLAND (2005, Choi Jin-sung, Hee-il Leesong, So Joon-moon, South Korea, 90min)

At Paragon 13

 

14.20 BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, USA, documentary, 102min)

At Paragon 13

 

16.50 TELL ME THAT YOU LOVE ME (2025, Kim Jho Kwang-soo, South Korea, 73min)

At Paragon 13

 

20.30 TILFF: WORLD SPECTRUM 3 (SHORT FILM)

At Paragon 14

(เราเคยดู TERENCE DAVIES TRILOGY ไปแล้ว เราก็เลยอาจจะเลือกมาดูโปรแกรม World Spectrum 3 แทน)

 

MONDAY 8 JUNE 2026

 

17.00 JOURNEY TO THE WEST (2021, Kong Dashan, China, 118min)

ที่โรงละคร ชั้น 2 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ

 

TUESDAY 9 JUNE 2026

 

14.30 RAINS OVER BABEL (2025, Gala del Sol, Colombia, 113min)

At Paragon 14

 

16.50 404 STILL REMAIN (2024, Uhm Ha-neul, South Korea, 103min)

At Paragon 14

 

19.20 WINTERING (2024, Jang Jun-young, South Korea, 66min)

At Paragon 14

 

WEDNESDAY 10 JUNE 2026

 

13.00 PEAFOWL (2022, Byun Sungbin, South Korea, 115min)

At Paragon 14

 

15.00-18.00 อาจจะไปดูนิทรรศการ LIVING IN AN ELASTIC TIME ที่ The Jim Thompson Art Center

 

18.00 SECOND-HAND FANTASIES (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

20.40 AVANT-GAY (SHORT FILM)

At Paragon 14

 

THURSDAY 11 JUNE 2024

 

13.00 THE DAMNED UNITED (2009, Tom Hooper, UK/USA, 98min)

At Thai Film Archive

 

15.30 ESCAPE TO VICTORY เตะแหลกแล้วแหกค่าย (1981, John Huston, 116min)

At Thai Film Archive

 

FRIDAY 12 JUNE 2026

 

18.00 TIME AND WATER (2026, Sara Dosa, Iceland/USA, documentary, 93min)

At Lido Connect

 

ICT

https://web.facebook.com/filmsenior.ICTSU/posts/pfbid0SFxL7E793iLrjwhc4Zi4jHsrVMfTp1VMRBGZGxKydv8Vso58YJTaz8Zzne5g5KtHl

 

เทศกาลภาพยนตร์ ภาพแห่งเทียนถาน

https://web.facebook.com/cccinbangkok/posts/pfbid021kaqSHLCtGJw6CrCJXmkhpXaYebux7VxyFj59rKf2boYGuj5PJE3cAYkFaF3wxA5l

 

TILFF

https://tilff-thailand.com/

 

CCCL FILM FESTIVAL

https://web.facebook.com/ccclfilmfest

 

+++

 

ลูกหมีบอกว่า THE BEAR (1988, Jean-Jacques Annaud, France/USA, A+30) คือหนึ่งในภาพยนตร์ที่ลูกหมีชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต

+++

 

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในรายชื่อ “หนังที่มีอะไรบางอย่างใกล้เคียงกัน แล้วบังเอิญออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

88. GROUNDHOG DAY (1993, Harold Ramis, USA)

+ SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France, 4hrs 58mins)

 

เราชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่เพิ่งสังเกตว่ามันออกฉายปีเดียวกัน หนักมาก ๆ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

+++

 

เมื่อวานเราได้ไปดูหนังเรื่อง วิมานมะพร้าว THE COCONUT CASTLE (1991, Teerapat Foongdech ธีรภัทร ฟุ้งเดช, A+30) กับ GUNG HO (1986, Ron Howard, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา พอดูหนังเสร็จ เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้าน Rustico Salaya ที่อยู่ใกล้ ๆ หอภาพยนตร์ (ร้านอยู่ห่างจากหอภาพยนตร์ 3.87 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 10 นาที) ร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียน มีเมนูพิซซ่าและพาสต้าให้เลือกเยอะแยะมากมาย อาหารอร่อยดี อยากกลับมากินอีก ร้านเปิด 11.30-21.00 น. ปิดวันจันทร์

 

ร้าน RUSTICO นี้อยู่ใกล้ ๆ ร้าน ANYA’S PLACE ที่เราเพิ่งมากินเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน อร่อยทั้งสองร้าน และเหมือนมีร้านอาหารอีกหลายร้านในบริเวณนั้นที่เรายังไม่เคยไปลองกิน แต่อาจจะไปลองกินในอนาคต อย่างเช่น

 

1. กับข้าว ชาวประมง

2. มายาวี เรสโตรองต์

3. D’EIFFEL SALATHAMMASOP 64

4. GOTOKU เป็นร้านชาบู

5. AJO BY LINO PIZZA

+++

ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

กราบตีน Lin Htet Aung หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของเขาที่เราได้ดู ส่วนอีก 2 เรื่องก็คือ ONCE UPON A TIME, THERE WAS A MOM (2023) และ A METAMORPHOSIS (2025) และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้นึกว่าคือคำนิยามของ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป”

 

IT’S RAINING FROGS OUTSIDE (2021, Maria Estela Paiso, Phillipines, 14min, A+30)

 

เราเข้าใจว่า เป็นหนังเกี่ยวกับการสูญเสียตัวตนในช่วงที่ผู้คนกักตัวในช่วงโควิด

 

INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

ก่อนหน้านี้เราเคยทำลิสท์หนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” โดยเฉพาะหนังที่กำกับโดยผู้หญิง แล้วเรารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า มันมีหนังบางเรื่องที่เราเคยดู ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อหนังไม่ออก

 

พอเราได้มาดู INTO THE VIOLET BELLY รอบสอง เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า มันคือหนังเรื่องนี้นี่เอง ที่มีฉากแบบนี้ แต่เรานึกชื่อไม่ออกตอนที่เราทำลิสท์ในปีที่แล้ว

 

สรุปรายชื่อหนังที่มีฉาก “พลิกบนลงล่าง พลิกล่างขึ้นบน” ที่เราได้ดู

 

1. INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

2. THE SPIRIT LEVEL (2023, Taiki Sakpisit, A+30)

 

3. AND THE FISH FLY ABOVE OUR HEADS (2025, Dima El-Horr, Lebanon, documentary, 70min, A+30)

 

4. KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30)

 

5. LANDMARKS (2025, Lucrecia Martel, Argentina, documentary, 119min, A+30)

 

6. MAKING SHADOWS SPEAK (2025, Wantanee Siripattananuntakul, 15min, A+30)

 

7. SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski, Germany, A+30)

+++

 

I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

1. ถือเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่เตรียมชิงอันดับ 1 หรือไม่ก็ top ten ของเราประจำปีนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นลองเทคไม่ตัดภาพเลยนาน 90 นาที ผู้กำกับถ่ายทางเดินในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ โดยเราเข้าใจว่าเป็นการเดินวนรอบอาคารในทุก ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้น 1 จนถึงชั้น 21 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้า

 

 2. ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ชั้น 1 ของอาคารนี้มีร้านค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนชั้นสองไม่มีห้องพัก ห้องพักเหมือนจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไป โดยตัวอาคารเหมือนมี 4 ด้าน ด้านละราว ๆ 6 ห้อง เพราะฉะนั้นแต่ละชั้นจะมีห้องพักราว 24 ห้องมั้ง เพราะฉะนั้นในหนังเรื่องนี้เราจะได้เห็นทางเดินหน้าห้องพักราว 456 ห้อง (24 ห้องต่อชั้น คูณ 19 ชั้น)

 

3. ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำตอนรุ่งสาง และเราจะเห็นผู้คนในอาคารแห่งนี้ปรากฏตัวออกมาเป็นครั้งคราว รวม ๆ กันแล้วไม่น่าจะเกิน 10 คน

 

4. เรามีความสุขกับการดูหนังอะไรแบบนี้มาก ๆ เหมือนมันช่วย reset หัวสมองของเราให้ไม่ต้องไปโฟกัสกับเรื่องราวแบบหนังทั่ว ๆ ไป และปล่อยให้เราคิดระบบในการดูหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เราก็เลย enjoy กับการดูทางเดินในแต่ละชั้นไปเรื่อย ๆ และคอยสังเกตสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่บนทางเดินในแต่ละชั้น

 

5. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในนิทรรศการ SPACING THE INHERENT การเว้นระยะห่างโดยธรรมชาติ ที่ ART4C ART CENTER แล้วก็รู้สึกว่า การเอาภาพยนตร์เรื่องนี้มาปะทะกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการมันน่าสนใจดี เพราะถ้าหากเราดูภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงโดด ๆ เราอาจจะรู้สึกว่า อาคารที่อยู่อาศัยแห่งนี้มันดูสะอาด เป็นระบบระเบียบ แต่อาจจะ “ไร้ชีวิตชีวา” หรือ “ไร้ความเป็นตัวของตัวเอง”

 

แต่พอมันมาฉายคู่กับหนังเรื่องอื่น ๆ ในนิทรรศการ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนสะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้อาคารแห่งนี้จะดูไร้ชีวิตชีวา แต่ถ้าหากเราเลือกได้ เราก็ขอใช้ชีวิตอย่างสงบแต่น่าเบื่ออยู่ในอาคารแห่งนี้ ดีกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบ “ไม่มีพสุธาจะอาศัย” เหมือนในหนังเรื่อง INTO THE VIOLET BELLY (2022, Thuy-Han Nguyen-Chi, Belgium, about Vietnam, 19min, second viewing, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตใน “ประเทศบ้านเกิดที่ดูเหมือนจะไม่เป็นมิตร” แบบใน A PIGEON’S JOURNEY ON THE BIRTH OF A NATION เลือน:ย้ายรัง (2026, Weerapat Sakolvaree, video installation, approximately 30mins, A+30) และ ME AND MY COUNTRY PORNOGRAPHY (2022, Lin Htet Aung, Myanmar, 8min, A+30)

 

และดีกว่าที่จะใช้ชีวิตอย่างยากจน ในอาคารซอมซ่อแบบใน THE RIVER THAT NEVER ENDS (2022, JT Trinidad, Philippines, 19min, A+30) คือเหมือนความสุขของชีวิตนางเอกใน THE RIVER THAT NEVER ENDS คือการได้มีเวลาว่าง นั่งดูผักตบชวาลอยไปลอยมาในแม่น้ำไปเรื่อย ๆ

 

เราก็เลยรู้สึกว่า กูขอใช้ชีวิตแบบน่าเบื่อใน I’M COMING UP ก็ได้นะ ถ้าหากคุณภาพชีวิตของประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนมันดูแย่กว่าแบบนี้ 55555

 

6. พอดู I’M COMING UP แล้วเราก็เลยจินตนาการว่า อยากให้มีคนทำหนังเรื่อง “อพาร์ทเมนท์นรก” ที่ยาว 270 นาที หรือ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยหนังเป็นลองเทค 90 นาที จำนวน 3 เทคมาต่อกัน

 

6.1 ลองเทค 90 นาทีแรก เป็นการตั้งกล้องถ่ายอพาร์ทเมนท์ด้านนึง เห็นห้องหลายสิบห้องในเฟรมภาพนั้น แบบหนังเรื่อง BLOCK B (2008, Chris Chong Chan Fui, Canada/Malaysia, 20min) คือถ้าใครเคยดู BLOCK B คงนึกออกว่า ฉากนี้ภาพมันจะออกมาเป็นแบบใด และหนังจะเล่าเรื่องโดยใช้วิธีการแบบใด คนดูจะได้รับรู้เรื่องราวความขัดแย้ง ตบตีกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้เช่าอพาร์ทเมนท์ หรือชีวิตคนต่าง ๆ ในอพาร์ทเมนท์นี้ แต่คนดูจะต้องคอยจับสังเกตเอาเองว่า เสียงด่าทอ หรือเสียงฆาตกรรมที่ได้ยินนั้น มันน่าจะมาจากห้องไหน

 

6.2 ลองเทคในนาทีที่ 91-180 เป็นการถ่ายแบบหนังเรื่อง I’M COMING UP กล้องไล่ไปตามทางเดินในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นหนึ่งจนถึงชั้น 21 คนดูจะได้เห็นผู้เช่าอพาร์ทเมนท์แต่ละคนอย่างถนัด ๆ ถ้าหากพวกเขาโผล่ออกมานอกห้อง

 

6.3 ลองเทคในนาทีที่ 181-270 เป็นฉากกล้อง CCTV ในห้องของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในฉากนี้คนดูจะได้เห็นว่า ถ้าหากมองผ่านกล้อง CCTV ที่ติดอยู่ตามทางเดิน, บันได, ลิฟท์ ในอาคารแห่งนี้ แล้วเราจะเห็นความจริงอะไรบ้าง โดยฉาก CCTV นี้อาจจะออกมาคล้ายหนังเรื่อง RED ROAD (2006, Andrea Arnold, UK, A+30)

 

ส่วนเนื้อหาของ “อพาร์ทเมนท์นรก” นั้น อาจจะเป็นหนังแนวไหนก็ได้ หรือเป็นหลาย ๆ แนวมารวมกัน เพราะว่าผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนนางเอกของหนังอย่าง FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในละครทีวี MELROSE PLACE (1992-1999), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังบู๊สะท้อนสังคม แบบ DHEEPAN  (2015, Jacques Audiard, France), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง thriller แบบ REAR WINDOW (1954, Alfred Hitchcock), ผู้เช่าบางห้อง อาจจะคิดว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนัง horror แบบ TOOLBOX MURDERS (2004, Tobe Hooper), ผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังอย่าง “บุปผาราตรี”, บางคนอาจจะนึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนอยู่ในหนังตลกร้ายแบบ HIGH-RISE (2015, Ben Wheatley, UK)  และผู้เช่าบางคน อาจจะรู้สึกว่าตัวเองสวยแบบ surreal เหมือนอยู่ในหนังอย่าง THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania) อะไรทำนองนี้ 55555

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0KYcyqx7hFKbi3mscR35uZ78vBwNc3YpP55K1gFZiFLB4dpF6ekGJ8A7zCwniRq7Bl

 

 

Thursday, May 07, 2026

JENIN JENIN JANIN JENIN

 

1. กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เพิ่งรู้ว่า หนังเรื่อง NADA (1976, Claude Chabrol, France, 110min) ที่นำแสดงโดย Lou Castel เคยลงโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย โดยเข้าฉายที่โรงแมคเคนนา และใช้ชื่อเรื่องภาษาไทยว่า “นาดา แก๊งค์”

 

Claude Chabrol นี่ถือเป็น one of my most favorite directors of all time เลย แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนังของเขาเคยเข้าโรงฉายในไทยแบบ commercial release ด้วย ก่อนหน้านี้เรารู้แต่เพียงว่า

 

1.1 มินิซีรีส์เรื่อง THE BLOOD OF OTHERS (1984, Claude Chabrol) ที่นำแสดงโดย Jodie Foster และดัดแปลงมาจากนิยายของ Simone de Beauvois เคยแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และเราก็เคยดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ ชอบมาก ๆ

 

1.2 หนังเรื่อง DR. M (1990, Claude Chabrol) ได้ออกเป็นวิดีโอลิขสิทธิ์ในไทย

 

1.3 หนังเรื่อง THE FLOWER OF EVIL (2003, Claude Chabrol, A+30) เคยได้ฉายโรงในไทยในเทศกาลภาพยนตร์

 

1.4 หนังของเขาจำนวนมากมายหลายเรื่องได้ฉายในโรงภาพยนตร์ของ Alliance Française in Bangkok ซึ่งเราก็ได้ดูหนังหลายเรื่องของเขาในโรงภาพยนตร์ที่นี่นี่แหละ

 

แต่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีหนังเรื่องไหนบ้างของ Chabrol ที่เคยเข้าโรงฉายแบบ commercial release ในไทย เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า NADA เคยเข้าฉาย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

 

2. ในภาพนี้ ส่วนบนน่าจะเป็นหนังเรื่อง “หนามยอกอก” (1979, Kornsawasdi กรสวัสดิ์, A+30) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

3. ในภาพนี้มีหนังอิตาลีเรื่อง SHADOW OF THE KILLER หรือ DEATH RAGE (1979, Antonio Margheriti) ที่นำแสดงโดย Barbara Bouchet  ด้วย โดยหนังเรื่องนี้เข้าฉายในไทยในชื่อเรื่องว่า “มาเฟียโล้น” น่าดูมาก ๆ

 

4. อยากดู “ทวนคู่สะท้านภพ” ที่เข้าฉายที่รามาด้วย แต่ไม่แน่ใจว่ามันคือหนังเรื่องอะไร มันคือ THE HAND OF DEATH (1976, John Woo, Hong Kong) หรือเปล่า

 

5. อยากดู “เดชดาบฟ้าผ่า” หรือ TRAVELLING SWORDSMAN (1978, Hsieh Yuh-chen, Taiwan) ด้วย

 

6. สัญชาตญาณโหด (1979, Permpol Choey-arun) ก็น่าดูสุดขีด แต่เราเข้าใจว่าหนังเรื่องนี้น่าจะมีให้ดูในห้องสมุดของหอภาพยนตร์ ศาลายา

 

7. อยากดู “แผ่นเสียงตกร่อง” (1979, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์) อย่างรุนแรง เพราะ Apichat Phopairot ถือเป็นผู้กำกับหนังไทยที่เราชื่นชอบสุดขีด แต่เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้หายสาบสูญไปแล้วยัง กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

8. สรุปว่า ในโฆษณาหน้านี้ที่น่าจะมาจากปี 1979 มีทั้งหนังไทย, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ฮ่องกง และไต้หวันลงโรงฉายในไทยพร้อมกัน และมีทั้งหนังของ Claude Chabrol, เพิ่มพล เชยอรุณ, อภิชาต โพธิ์ไพโรจน์ และกรสวัสดิ์ ลงโรงฉายพร้อมกัน เริ่ดที่สุดค่ะ

+++

 

A BUNDLE OF SILENCES (2026, Sofia Gallisá Muriente, documentary, 24min, A+30)

 

เพิ่งรู้จากหนังเรื่องนี้ว่ามันมีขบวนการเรียกร้องเอกราชให้ Puerto Rico ด้วย

 

PENKELEMES (2025, Onyeke Igwe, UK/Nigeria, documentary, 19min, A+30)

 

หนังเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย Ibadan ในไนจีเรีย

 

Onyeke Igwe นี่เป็นผู้กำกับที่เหมือนมาแรงมากในระยะหลัง เพราะเราเห็นชื่อเธอบ่อยมาก ๆ ชอบหนังเรื่อง SPECIALISED TECHNIQUE (2018) ของเธอมาก ๆ

 

ATASH (THIRST) (1994, Parine Jaddo, Lebanon, 14min, A+30)

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวอย่างน้อย 3 เรื่อง นั่นก็คือเรื่องของผู้กำกับ, เรื่องเล่าของผู้ชายที่เหมือนมีปัญหาอะไรสักอย่างกับกระจกและภรรยาของเขา และเรื่องเล่าของผู้หญิง เราชอบเรื่องเล่าของผู้หญิงอย่างรุนแรงมาก ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวในเลบานอนที่พบว่ามีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรงแถวบ้านของเธอ เธอก็เลยไปหลบในหลุมหลบภัย แล้วก็มีชายหนุ่มหลายคนมาชวนเธอไปร่วมรักด้วยกันในรถแวน เธอก็เลยไปร่วมรักกับชายหนุ่มหลายคนในรถแวนขณะที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิดอย่างรุนแรง

 

เรื่องเล่าของผู้ชายน่าจะดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE BIG MIRROR (1977) ของ Mohamed Mrabet นักประพันธ์ชาว Morocco นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Paul Bowles

 

End credits ของหนังเรื่องนี้มีขอบคุณ Rob Tregenza และ Haile Gerima ด้วย โดย Haile Gerima นั้นเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่ง Ethiopia

 

เหมือนในโลกนี้มีหนังเรื่อง THIRST เป็นจำนวนเยอะมาก ๆ แต่ที่เราเคยดูแล้วชอบมากก็มีสองเรื่อง ซึ่งก็คือเรื่องนี้ของ Parine Jaddo กับ THIRST (2004, Tawfik Abu Wael, Palestine, A+30)

 

Haile Gerima

https://en.wikipedia.org/wiki/Haile_Gerima

 

THE BIG MIRROR

https://www.delibris.org/en/big-mirror

 

Parine Jaddo เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้ว 5 เรื่อง

https://www.parinejaddo.com/films

 

++++

 

หนึ่งในสิ่งที่เรานึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจในขณะที่ดูภาพยนตร์เรื่อง THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25) ก็คือคุณนพพร ศุภพิพัฒน์ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ หนึ่งในตัวละครสำคัญก็คือ “นายทุนเจ้าของนิตยสาร” เราก็เลยนึกถึงคุณนพพรขึ้นมา เพราะคุณนพพรเป็นนายทุนเจ้าของนิตยสาร PULP ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด และชีวิตของคุณนพพรก็อาจจะมีบางเรื่องราวที่น่าสนใจที่เหมาะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มาก ๆ

 

เราชอบนิตยสาร PULP ของคุณนพพรมาก ๆ นิตยสารหนังเล่มนี้มีบทความดี ๆ มากมาย อย่างเช่นบทความ SOUTHEAST ASIA HORROR ของคุณอลงกรณ์ คล้ายสีแก้ว ในนิตยสาร PULP เล่ม 28 ฉบับเดือนพ.ย. 2005 บทความนี้พูดถึงหนังที่น่าสนใจมากมาย อย่างเช่น

 

1. CURSE OF THE OILY MAN (1956, P. Ramlee, Singapore/Malaysia)

2. PONTIANAK (1957, B. Narayan Rao, Singapore)

3.THE BLOOD DRINKERS (1964, Gerardo de Leon, Philippines)

4. GHOST WITH HOLE (1981, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

5. THE SNAKE QUEEN (1982, Sisworo Gautama Putra, Indonesia)

6. THE WITCH WITH FLYING HEAD กระสือสวาท (1982, Chang Jen-chieh, Taiwan/Hong Kong)

7. TIYANAK (1988, Peque Gallaga, Lore Reyes, Philippines)

 

คิดถึงนิตยสาร PULP มาก ๆ

+++

 

ANOMALIES IN A LANDSCAPE (2025, Félix Caraballo, Canada, 8min, A+30)

 

หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. หนังสวยสุดขีดมาก ๆ

 

AN AFTERNOON WITH A GNAWA (2026, Meena Nanji, Morocco, documentary, 12min, A+30)

 

เหมือนก่อนหน้านี้เรามักได้ยินแต่เรื่องที่ “คนขาว” จับเอาคนดำในแอฟริกาไปเป็นทาส แต่พอเราดูสารคดีเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าในอดีตช่วงหลายร้อยปีก่อนเคยมีชาวอาหรับและคนแอฟริกาเหนือ ที่จับเอาคนดำจำนวนมากจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปแอฟริกาไปเป็นทาสใน Morocco ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

คนดำจำนวนมากที่ถูกคนอาหรับจับไปเป็นทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เลยร้องเพลงเยียวยาจิตใจตนเอง และเกิดเป็นแนวเพลง Gnawa ขึ้นมา

 

IT MUST BE BECAUSE I DECIDED TO LEAVE (2025, Chen Zhuoyun, USA, 19min, A+30)

 

เห็นบางเทศกาลภาพยนตร์จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดี เพราะมันมีความเป็น diary และ autofiction ด้วย แต่ดิฉันขอไม่จัดให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสารคดีนะคะ เพราะมันมีความ David Lynch มันมีความ “เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล” มาก ๆ ค่ะ

 

ฉากรถไฟในหนังเรื่องนี้นี่คล้ายรถไฟในประเทศไทยมาก ๆ

 

https://www.dok-leipzig.de/en/film/it-must-be-because-i-decided-leave/archive

 

TO SUMMON A SEER (2026, Alan Medina, 8min, A+30)

++++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

BLOOD BERRIES (2025, Hathairat Phaholtap, documentary, A+30)

+ MONGREL (2024, Chiang Wei Liang + Yin You Qiao, Taiwan, A+30)

+ AIRY IN BUSAN (2026, Somphong Kunapratom, A+30)

 

ไตรภาคแรงงานไทยในต่างแดนยุคปัจจุบัน ทั้งในสแกนดิเนเวีย, ไต้หวัน และเกาหลีใต้

 

BLOOD BERRIES นี่ดูแล้วน่าตกใจที่สุด เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เจ้าหน้าที่ภาครัฐ” ด้วย มันก็เลยรุนแรงมาก ๆ และสแกนดิเนเวียนั้นดูภายนอกน่าจะเจริญกว่าไต้หวันและเกาหลีใต้ แต่ปรากฏว่าแรงงานไทยในหนังสารคดีเรื่องนี้กลับเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอย่างมาก ๆ

+++

 

เราดูจากเว็บไซต์ Prismatic Ground ค่ะ แต่มันหมดเขตไปแล้ว คือเราเห็นคุณ Warut Pornchaiprasartkul แปะลิงค์ไว้ใต้โพสท์ของเขาในช่วง 8 โมงเช้าวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. 2026 แล้วมีเวลาดูแค่ราว ๆ 4 ชั่วโมงก่อนมันจะหมดเขตในช่วงราวเที่ยงวันจันทร์ เราก็เลยทันดูแค่ 7 เรื่องในเทศกาลนี้ค่ะ แล้วเราก็เพิ่งมีเวลาเขียนถึงหนัง 7 เรื่องที่ได้ดูในวันพุธ

 

ระหว่างที่เราดูหนังพวกนี้ในช่วง 08.30-12.00 น.ของวันจันทร์ เราก็เลยไม่ได้เขียนถึงหนังพวกนี้ในระหว่างที่ดูเลยค่ะ เพราะถ้าดูไปด้วย เขียนไปด้วย เราก็อาจจะมีเวลาดูได้แค่ 3 เรื่อง แทนที่จะดูได้ 7 เรื่อง 55555

https://www.prismaticground.com/year-six/program

+++

 

JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30)

 

รุนแรงมาก พอดูหนังสารคดีเรื่องนี้จบ เราก็เลยไปอ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากในเมืองเจนินในปี 2002

 

Human Rights Watch reported that the refugee camp, which was the major battleground, suffered extensive damage. Witnesses stated unarmed people were shot and denied medical treatment, and as a result died. Human Rights Watch have regarded many killings to be unlawful such as the death of a 57-year-old wheelchair-using man who was shot and run over by a tank despite having attached a white flag on his wheelchair. A 37-year-old man who was paralysed was crushed under the rubble of his house, his family was not allowed to remove his body. A 14-year-old boy was killed as he travelled to purchase groceries during the temporary relief of the curfew that was imposed by the army. Medical staff were shot at (one nurse killed) while trying to reach the wounded even after clearly being in uniform displaying the red crescent symbol. 

 

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

Heather Graham เล่นเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ไล่ฆ่านางเอกใน THEY WILL KILL YOU จำเธอแทบไม่ได้เลย แต่ “ตัวละคร” ของเธออยู่ในระดับปานกลาง เหมือนเป็นตัวร้ายสาวผมทองรวย ๆ ที่ไม่ได้ฉลาดและไม่ได้มี aura มากนัก ในขณะที่ Patricia Arquette ได้บทตัวร้ายที่ดูน่าจดจำมากกว่า

+++

THE PARADISE OF THORNS วิมานหนาม (2024, Naruebet Kuno) ต้องออก DVD กลิ่นทุเรียนมาสู้แล้วค่ะ

++++

 

JANIN, JENIN (2024, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 60min, A+30)

 

อันนี้เป็นภาคต่อของ JENIN, JENIN (2002, Mohammad Bakri, Palestine, documentary, 54min, A+30) เพราะว่ากองทัพอิสราเอลบุกมาสังหารชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจนินอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปนาน 21 ปีจากภาคแรก

 

หนังเรื่องนี้มีการตัดต่อหลาย ๆ ฉากจากภาคแรกใส่เข้ามาเป็นระยะ ๆ และสิ่งที่หนักมากก็คือว่า ถ้าหากหลาย ๆ ฉากมันไม่ขึ้นตัวอักษรกำกับไว้ว่าอันนี้มันเป็นฉากจากปี 2002 หรือถ้าหากเราจำไม่ได้ว่าเราเคยดูฉากนี้ไปแล้วจากภาคแรก เราก็อาจจะแยกไม่ออกอีกต่อไปว่า ฉากไหนเป็นปี 2002 และฉากไหนเป็นปี 2024 เพราะว่าสภาพความเลวร้ายในเจนินยังคงเป็นเหมือนเดิม แม้เวลาจะผ่านไปนาน 21 ปีแล้วก็ตาม

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/jenin-jenin

+++

 

งดงามที่สุด เห็นด้วยกับประโยคนี้มาก ๆ เพราะเราก็อยากดูหนังเรื่องนี้ของ Michael Snow ด้วยเช่นกัน

 

“อยากเห็นความเมจิค 17 เรื่องของคุณวีระ ตัดออกมาเป็นหนังยาวฉายปะทะ ‘Rameau’s Nephew’ by Diderot (Thanx to Dennis Young) by Wilma Schoen (1974, Michael Snow, 256 min) อย่างที่สุด”

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FgHqwXUvpyyac3guuayKPmndVXtvsnq7HNA1fyGKtiVX6zLiDREv9TeDJU5cY9mPl&id=100063881677771

 

+++

ผมเคยดู PLATOON แล้วครับ แต่ผมชอบ Tom Berenger ในฐานะ “ดาราหล่อ” ครับ 55555 ผมก็เลยชอบเขามากที่สุดตอนที่แสดงใน IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, miniseries) กับใน BETRAYED (1988, Costa-Gavras) เพราะตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่าปี และยังหล่อมากอยู่ในช่วงนั้น

 

ผมได้ดู INCEPTION แต่ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เขาแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย 55555

Tuesday, March 24, 2026

THE CONNECTION BETWEEN BLADE OF THE GUARDIANS AND GUY DE MAUPASSANT

 

เพิ่งรู้ว่า Autumn Durald Arkapaw เป็นตากล้องคู่บุญของ Gia Coppola โดยทั้งสองเคยร่วมงานกันในหนังเรื่อง PALO ALTO (2013), MAINSTREAM (2020) และ THE LAST SHOWGIRL (2024)

 

ผู้หญิงอีก 3 คนที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา Best Cinematographer คือ Rachel Morrison จาก MUDBOUND (2017, Dee Rees), Ari Wegner จาก THE POWER OF THE DOG (2022, Jane Campion) และ Mandy Walker จาก ELVIS (2022, Baz Lurhmann)

 

+++

 

แอบสงสัยว่า “BLADES OF THE GUARDIANS” อาจจะได้รับแรงบันดาลใจบางส่วนมาจาก GUY DE MAUPASSANT

 

QUINTUPLET BILL FILM WISH LIST

 

หนังกลุ่ม “หลากหลายตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน และมักจะมีกะหรี่สาวร่วมเดินทางไปด้วย”

 

BLADES OF THE GUARDIANS (2026, Yuen Woo-ping, China, 126min, A+30)

+ OYUKI THE VIRGIN (1935, Kenji Mizoguchi, Japan)

+ STAGECOACH (1939, John Ford, A+30)

+ ANGEL AND SINNER (1945, Christian-Jacque, France)

+ THE HATEFUL EIGHT (2015, Quentin Tarantino, 168min, A+30)

Yakdonyed36

1. พอเราได้ดู BLADES OF THE GUARDIANS เราก็เลยอยากให้มีการฉายหนัง 5 เรื่องนี้ควบกันมาก ๆ เพราะทั้ง 5 เรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกัน

 

เรายังไม่ได้ดู OYUKI THE VIRGIN กับ ANGEL AND SINNER นะ แต่เราอยากดูหนังสองเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ

 

2. หนังเหล่านี้มักจะมีตัวละคร “โสเภณี” ร่วมอยู่ในการเดินทางด้วย ซึ่งได้แก่

 

2.1 เกอิชาสาวสองคน (Isuzu Yamada and Komako Hara) ใน OYUKI THE VIRGIN

 

2.2 Dallas (Claire Trevor) in STAGECOACH เธอเป็นโสเภณีที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองเมืองหนึ่ง แต่เธอคือนางเอกของหนังเรื่องนี้

 

2.3 Élisabeth Rousset (Micheline Presle) กะหรี่สาวใจเพชร นางเอกของ ANGEL AND SINNER

 

2.4 Yan Ziniang (Li Yunxiao) ใน BLADES OF THE GUARDIANS

 

ส่วน THE HATEFUL EIGHT ไม่มีตัวละครกะหรี่สาว แต่มีตัวละครอาชญากรสาวที่เราชอบสุดขีด เธอคือ Daisy Domergue (Jennifer Jason Leigh)

 

3. เราเคยดูหนังเรื่อง CHEZ MAUPASSANT: BALL OF FAT (2011, Philippe Bérenger, France, A+30) ซึ่งเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวีของฝรั่งเศส เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆๆๆๆๆๆ หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์เรื่อง BOULE DE SUIF หรือ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant (1850-1893) และเล่าเรื่องของกลุ่มตัวละครที่โดยสารรถม้าร่วมกัน ผจญภัยไปด้วยกันในช่วงสงคราม โดยมีโสเภณีนางหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย โสเภณีนางนี้ถูกคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางในรถม้าดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงตลอดเวลา แต่ในระหว่างการผจญภัย โสเภณีนางนี้ก็ได้พิสูจน์ตนเองให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วเธอมีจิตใจประเสริฐดีงามยิ่งกว่าคนชนชั้นสูงและชนชั้นกลางหลายเท่านัก

 

บทประพันธ์ BALL OF FAT ของ Guy de Maupassant นี้ ก็ได้ถูกดัดแปลงเป็นหนังเรื่อง OYUKI THE VIRGIN และ ANGEL AND SINNER ด้วยเช่นกัน ส่วน John Ford นั้น ก็เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากบทประพันธ์เรื่อง BALL OF FAT ด้วยเช่นกัน ในการสร้างหนังเรื่อง STAGECOACH ที่มีนางเอกเป็นกะหรี่สาวใจเพชร

 

4. เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใครในการสร้างตัวละครกะหรี่สาว Yan Ziniang ในหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้ด้วยว่า ตัวละครนี้มีอยู่ในเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนของ BLADES OF THE GUARDIANS ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2015 ด้วยหรือเปล่า

 

แต่เรารู้สึกว่า ตัวละครกะหรี่สาวใน BLADES OF THE GUARDIANS มันทำให้นึกถึงทั้ง STAGECOACH และ THE HATEFUL EIGHT ผสมรวมกันน่ะ คือเธอเป็นกะหรี่สาวที่อาจจะเป็นคนดีเหมือนใน STAGECOACH แต่เธอถูก bounty hunter ล่ามตัวไว้เหมือนกับ Daisy Domergue ใน THE HATEFUL EIGHT เราก็เลยเดาว่า บางทีผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากทั้ง STAGECOACH + THE HATEFUL EIGHT ในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวคนนี้ก็ได้ 555555

 

ซึ่งถ้าหากผู้สร้างหนัง BLADES OF THE GUARDIANS ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครกะหรี่สาวมาจาก STAGECOACH จริง ๆ นั่นก็เท่ากับว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในทางอ้อมมาจาก Guy de Maupassant ด้วยเช่นกัน

 

อันนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้นนะ ซึ่งสิ่งที่เราสันนิษฐานไว้นั้น อาจจะไม่ตรงกับความจริงแต่อย่างใด บางทีผู้สร้าง BLADES OF THE GUARDIANS อาจจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจในส่วนนี้มาจาก STAGECOACH ก็ได้

+++

 

DURIAN, DURIAN (2024, Nelson Yeo, Singapore, 7min, A+30)

 

WHERE THE WILD FRANGIPANIS GROW (2023, Nirartha Bas Diwangkara, Indonesia, 15min, A+30)

 

หนังเกย์อินโดนีเซีย ชอบสุดขีด ดูแล้วได้อารมณ์มาก ๆ นึกว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อปะทะ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis, France)

 

+++

 

RIP MAKR DISALLE

 

เขาเสียชีวิตในเดือนส.ค. 2025 ขณะอายุ 79 ปี แต่ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของเขาเพิ่งได้รับการเผยแพร่ในช่วงนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับ 3 เรื่อง มันเป็น “หนังบู๊” ซึ่งไม่ใช่หนังแนวที่เราชอบ แต่เราดูหนังแบบนี้เพราะว่า ในยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่นนั้น การเข้าถึง “รูปผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม” มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเด็กเกย์จน ๆ อย่างเรา เพราะยุคนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และเราก็ยังเป็นนักเรียนมัธยม จะซื้อนิตยสารเกย์มาเก็บไว้ในบ้านก็ไม่ได้ ส่วนนิตยสารเพาะกายของต่างประเทศ อย่างเช่น MEN’S WORKOUT ก็มีราคาแพง และเราเพิ่งเห็นนิตยสารต่างประเทศกลุ่มนี้วางแผงตามร้านหนังสือในไทยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เพราะฉะนั้นในยุคทศวรรษ 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 เราก็เลยต้องดูหนังบู๊แบบนี้นี่แหละ เพื่อจะได้ดู “ผู้ชายหล่อล่ำบึ้กถอดเสื้อโชว์มัดกล้าม”

 

หนังที่กำกับโดย Mark DiSalle ที่เราเคยดู

 

1. KICKBOXER (1989, Mark DiSalle)

หนังใช้ทุนสร้าง 1.5 ล้านดอลลาร์ แต่ทำเงินได้ 14.697 ล้านดอลลาร์

 

2. DEATH WARRANT (1990, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วก็พบว่ามันยังไม่หนำใจ ดูในโรงเสร็จแล้วก็เลยไปซื้อวิดีโอหนังเรื่องนี้จากร้านลูกแมวมาดูซ้ำอีกหลายรอบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ดูซ้ำตลอดทั้งเรื่อง แต่ดูซ้ำเฉพาะฉากพระเอกโชว์เรือนร่าง

 

หนังใช้ทุนสร้าง 6 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 16.853 ล้านดอลลาร์

 

3. THE PERFECT WEAPON (1991, Mark DiSalle)

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่โรงแมคเคนนา

 

หนังใช้ทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์ และทำเงินได้ 14 ล้านดอลลาร์

+++

 

HITO (2023, Stephen Niels Lopez, Philippines, 22min, A+30)

 

หนังเซอร์เรียล ไซไฟ แฟนตาซี ตลก cult  ที่มีเนื้อหาต่อต้านเผด็จการ ดูแล้วนึกว่า Stephen Niels Lopez คือคู่แข่งของ Ratchapoom Boonbunchachoke 55555

 +++

ฉันรักเขา อัฟ ธนากร อุดชุมพิสัย จาก MORLAM RHYTHM อ้ายต้าวว เอวหวาน ระเบียบวาทะศิลป์ (2026, Tananat Sukjarern ธนณัฐ สุขเจริญ, A+30)

++

 

33. GIRLHOOD (2014, Céline Sciamma, France)

DP – Crystel Fournier

Sunday, February 02, 2025

AN E-MAIL FROM ALEXIS

 

ไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ “เหมาะสม” หรือเปล่านะ 5555 ถ้าหากไม่เหมาะสมเดี๋ยวเราค่อยลบ

 

คือพอเราได้มาดูหนังในงาน BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL ในปี 2025 เราก็นึกย้อนกลับไปถึงงาน BEFF ในปี 1999 แล้วก็นึกถึงความประทับใจของเรากับเพื่อน ๆ บางคนที่มีต่อ “ความน่ารัก” ของผู้กำกับภาพยนตร์บางคนที่เดินทางมาร่วมงาน BEFF ที่กรุงเทพในปี 1999 ซึ่งผู้กำกับคนหนึ่งที่เรากับเพื่อนแอบกรี๊ดกร๊าดกันอย่างลับ ๆ ในปีนั้นก็คือ Eric Patrick ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง STARK FILM (1997, animation, 6min) ที่ฉายใน BEFF ปี 1999

 

เรายังจำได้ว่า เรากับเพื่อน ๆ แอบประทับใจความน่ารักของ Eric Patrick ในงานนั้นอย่างรุนแรง แต่หลังจากงาน BEFF ในปี 1999 เราก็ไม่ได้ยินชื่อของเขาอีกเลย

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้มาดู BEFF ปี 2025 เราก็เลยนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 26 ปีก่อน แล้วเราก็เข้า google search หาในทันทีว่า ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรแล้วบ้าง แล้วเราก็พบว่า ตอนนี้เขาน่าจะเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐ

 

สรุปว่า การมาดูงาน BEFF ในแต่ละครั้ง ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดนะคะ MORE THAN CINEMA จริง ๆ ค่ะ จบ 555555

++++++++++

พอเราได้ดูผลงานใหม่ของ John Torres ในงาน Bangkok Experimental Film Festival 2025 เราก็เลยคิดถึง Alexis Tioseco ผู้ล่วงลับ เพราะ Alexis เคยเขียนอีเมลมาคุยกับเราเรื่อง John Torres ในปี 2006

 

อันนี้เป็นอีเมลที่ Alexis เขียนถึงเราในวันที่ 10 เม.ย. 2006 ในอีเมลนี้มีการพาดพิงถึงหนังของ John Torres, หนังเรื่อง RED SAGA (2004, Kiri Dalena) และหนังเรื่อง “โหน่ง เท่ง นักเลงภูเขาทอง” (2006, Panich Sodsri) ด้วย ซึ่งเป็นหนังที่พาดพิงถึงหนังเรื่อง “นางสาวสุวรรณ” (แต่จริงๆ แล้วหนังไทยเรื่องแรกในประวัติศาสตร์คือ “โชคสองชั้น” (1927, ขุนอนุรักษ์รัถการ) นะ )

 

คิดว่าดวงวิญญาณของ Alexis คงไม่ว่าอะไรที่เราเอาเนื้อหาบางส่วนในอีเมลนี้มาเผยแพร่ และเราคิดว่าดวงวิญญาณของเขาคงดีใจมาก ๆ ที่ได้เห็นว่าภาพยนตร์+การแสดงของ John Torres ในงาน BEFF 2025 ประสบความสำเร็จมาก ๆ

 

คิดถึง Alexis มาก ๆ

 

 

Alexis A. Tioseco <alexistioseco@gmail.com>

To: jit phokaew <bearania@yahoo.com>

Hi Jit,

Thanks for your e-mail. It's nice to hear from you.

It is good to hear that the political problems in Thailand have been resolved, and things are cooling off. I'm most certain that a lot of political short films will be made in the next few months...

Bioscope produced 11-short films about peace? I like the idea of that. Who were the filmmakers that were commissioned to do the works?

Out of curiosity-- who funds Bioscope, and projects such as these? What is the budget like for  commissioned short films like these? Look forward to hearing your thoughts on the shorts when they are screened.

Generally, my students liked Red Saga, which I was very glad to see. They had to analyze the film, and there were some very interesting interpretations. Most thought it was very impressive technically, and that it provided insight into the situation of the farmers in the countryside, though they all had their own impression of what things meant. I think it is very difficult not to be affected by Red Saga, whether you find it a bit heavy-handed in delivering its message or not.

The suggestion of your friend regarding lost films is the same ont aht has been posed to me by a few friends. To remake the film with only the legend of what the story is about, and leave it to the filmmaker to fill in the rest. I think it is a very interesting idea, though I think it would be awfully difficult to get funding for such a project.

That's very nice to hear about Nong & Teng, and the nostalghia for the first film ever made in Thailand. I imagine it must be a nice and charming scene in the movie.

Some updates on my end--
I've just finished my first semester teaching. I submitted my final grades the other day, and it felt like a small accomplishmetn. Was really glad to have finally finished grading all these papers. I enjoy teachings but grading is not fun at all.

Do you remember the short films of John Torres in S-Express, "Tawidgutom" and "Salat"? John has just finished his first-feature film, "Todo Todo Teros", which is screening In Competition in the Singapore Film Festival. It is similar in style to his short films, mixing found footage or home video with organized footage. I think its a bit difficult to understand in some parts, but do also think that it has some very powerful and interesting moments.

 

Sunday, February 25, 2024

RIP TIKOY AGUILUZ (1952-2024)

 

RIP TIKOY AGUILUZ (1952-2024)

 

Tikoy Aguiluz เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฟิลิปปินส์ เราเคยดูหนังของเขาแค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือ RIZAL IN DAPITAN (1997) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Jose Rizal วีรบุรุษแห่งชาติของฟิลิปปินส์ เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันมาฉายในห้างเอ็มโพเรียมในเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok Film Festival ในปี 1998 ซึ่งเป็นปีแรกของเทศกาล และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันแรกของเทศกาลด้วย โดยในวันนั้นเราได้ดูหนัง 4 เรื่องติดกัน ซึ่งก็คือ YOURS AND MINE (1997, Shaudi Wang, Taiwan), RIZAL IN DAPITAN, A PETAL (1996, Jang Sun-woo, South Korea) และ 12 STOREYS (1997, Eric Khoo, Singapore)

 

ส่วนหนังเกี่ยวกับชีวประวัติของ Jose Rizal นั้น เราเคยดูรวมกันทั้งหมด 3 เรื่อง โดยอีก 2 เรื่องที่เหลือก็คือ JOSE RIZAL (1998, Marilou Diaz-Abaya, Philippines, 178min) กับ 3RD WORLD HERO (2000, Mike De Leon, Philippines, A+30)

+++

หนังที่พลาดดูเพราะกูไม่ว่าง

 

เนื่องจากช่วงเดือนก.พ.นี้ มีเทศกาลภาพยนตร์เยอะมาก และเราก็เริ่มกลับเข้ามาทำงานใน office แล้ว หลังจากที่เรา work from home ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย. 2023 เป็นต้นมา (หลังผ่าตัดหมอนรองกระดูก) ตอนนี้เราก็เลยมีเวลาว่างเหลือน้อยลงมาก และก็ส่งผลให้เราไม่สามารถตามไปดูหนังที่อยากดูที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วไปได้ทัน

 

ก็เลยคิดว่า เราจะจดบันทึกไว้เล่น ๆ ดีกว่าว่า เราพลาดดูหนังเรื่องไหนไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา 5555

 

1.RASCAL DOES NOT DREAM OF A KNAPSACK KID (2023, Soichi Masui, Japan, animation)

 

2.FLOAT (2023, Sherren Lee)

 

 

 

Thursday, August 13, 2020

ENGKWENTRO

 

ENGKWENTRO (CLASH) (2009, Pepe Diokno, Philippines, 60min, A+30)

 

หนังยาว 60 นาทีที่เหมือนมีการตัดภาพแค่ไม่กี่ครั้ง ฉากส่วนใหญ่ในหนังเรื่องนี้เป็น long take ยาวหลายสิบนาทีที่น่าทึ่งสุดๆในแง่การวางแผนการถ่ายทำ เพราะมันเป็น long take ที่ติดตามตัวละครที่เดินไปเดินมาในสลัมที่สลับซับซ้อนและคับแคบมากๆ และหลายครั้งตัวละครก็วิ่งไล่กวดกันในตรอกซอกซอยแคบๆนี้ด้วย เรียกว่าคนที่ถือกล้องถ่ายหนังในเรื่องนี้ต้องทรหดมากพอสมควร

 

ประเด็นของหนังก็น่าสนใจด้วย เพราะมันพูดถึงอาชญากรรุ่นกระจอกในฟิลิปปินส์ที่มักถูกฆ่าตายโดยกลุ่ม vigilantes (ศาลเตี้ย) ในยุคนั้น เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการทำนายล่วงหน้าถึงการก้าวขึ้นสู่อำนาจของ Duterte ในอีกหลายปีต่อมา

 

แต่เหมือนพอหนังเรื่องนี้เน้นที่เทคนิคการถ่าย long take อย่างยากลำบาก มันก็เลยเหมือนกับว่า “ความงามทางจิตวิญญาณ” บางอย่างมันหายไป ดูแล้วจะนึกถึงหนังลองเทคแบบ VICTORIA (2015, Sebastian Schipper) ที่เราก็ชอบมากๆ แต่เหมือนมันขาดอะไรบางอย่าง หรือแม้แต่หนังลองเทคอย่าง RUSSIAN ARK (2002, Alexander Sokurov) ที่เราชอบสุดๆ เราก็รู้สึกว่ามันสู้หนัง “ไม่ลองเทค” อย่าง THE SUN (2005, Alexander Sokurov) ไม่ได้

 

เหมือน ENGKWENTRO มันก็ดีแหละ แต่ถ้าพูดถึงหนังสลัมฟิลิปปินส์แล้ว เราก็ชอบหนังอย่าง MONDOMANILA, OR: HOW I FIXED MY HAIR AFTER A LONG JOURNEY (2010, Khavn) หรือ INSIANG (1976, Lino Brocka) มากกว่า เหมือนพอมันไม่ลองเทค แล้วมันนำเสนอจิตวิญญาณตัวละครได้ดีกว่า

 

ดู ENGKWENTRO ได้ในเทศกาล locarno online นะ

https://play.locarnofestival.ch/

 

MEMORIES OF MY BODY (2018, Garin Nugroho, Indonesia, A+30)

 

หนังเกย์จากอินโดนีเซียที่งดงามสุดๆ นึกว่า MALILA: THE FAREWELL FLOWER (2018, Anucha Boonyawatana) ผสมกับ PAIN AND GLORY (2019, Pedro Almodóvar) ผสมกับการแสดงของพิเชษฐ์ กลั่นชื่น

 

หนังดูได้ฟรีจากเทศกาล Locarno Online นะ ก่อนที่จะหมดเขตเร็วๆนี้

https://play.locarnofestival.ch/

Tuesday, February 19, 2019

A LULLABY TO THE SORROWFUL MYSTERY (2016, Lav Diaz, Philippines, 8hours 5mins, A+30)


A LULLABY TO THE SORROWFUL MYSTERY (2016, Lav Diaz, Philippines, 8hours 5mins, A+30)

1.รู้สึกว่าหนังของ Lav Diaz ที่มาฉาย 3 เรื่องในครั้งนี้มีดีแตกต่างกันไป เราว่า THE WOMAN WHO LEFT เป็นหนังที่ลงตัวที่สุด, ดูง่ายที่สุด, สนุกที่สุด ส่วน SEASON OF THE DEVIL สะเทือนใจที่สุด, รันทดที่สุด, นึกถึงเมืองไทยมากที่สุด ในขณะที่ A LULLABY TO THE SORROWFUL MYSTERY ดูเหมือนไม่ค่อยลงตัว แต่เราก็ชอบสุดๆอยู่ดี ชอบความที่ดูเหมือนไม่ค่อยลงตัวของมัน ชอบความที่มันเหมือนเล่าเรื่องสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมากนัก (เรื่องของ Gloria de Jesus กับเรื่องของ Simoun) และแทนที่หนังจะเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์แบบ realism หนังกลับใส่เรื่องภูติผีปีศาจเข้ามาด้วย มันเลยเกิดเป็นส่วนผสมที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นมา เหมือนเป็นการเล่นแร่แปรธาตุที่ทดลองผสมธาตุ 3 อย่างเข้าด้วยกัน และเกิดเป็นธาตุใหม่ที่พิลึกกึกกือในแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

ตอนนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าชอบหนังเรื่องไหนมากที่สุดใน 3 เรื่องนี้ คงต้องรอดูปลายปีนี้ถึงจะตัดสินได้ คือเราชอบ THE WOMAN WHO LEFT ในแง่ความลงตัว, ชอบความหดหู่ feel bad ของ SEASON OF THE DEVIL ส่วน A LULLABY TO THE SORROWFUL MYSTERY นั้น เหมือนเป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกนึง” มากที่สุด ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับความยาว 8 ชั่วโมงของมันด้วย คือตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ บางทีเราต้องบอกตัวเองว่า “ฉันคือ จิตร โพธิ์แก้ว ฉันเป็นคนไทยอายุ 45 ปี ตอนนี้ฉันอยู่ในปี 2019 ฉันกำลังนั่งดูหนังในวันเสาร์ เดี๋ยววันจันทร์ฉันก็ต้องกลับไปทำงาน” อะไรทำนองนี้ คือพอดูๆไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกหลอนๆเหมือนกับว่า ชีวิตที่ผ่านมาของเราเป็นความฝัน และขณะนี้เราเป็นอณูอะไรสักอย่างที่ลอยไปในห้วงของกาลเวลา หรือแดนสนธยา เราเริ่มลืมเลือนไปแล้วว่า เราเป็นใคร มีชีวิตอะไรมาก่อน คือการดูหนังเรื่องนี้สำหรับเรามันเหมือนถูกดูดไปอยู่อีกมิตินึงจริงๆน่ะ ซึ่งแน่นอนว่าประสบการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับเรา เพราะหนัง Lav Diaz เรื่องอื่นๆมันจะมี “ความสมจริง” มากกว่าเรื่องนี้ คือในขณะที่เราดู EVOLUTION OF THE FILIPINO FAMILY หรือ HEREMIAS เราจะยังรู้สึกตัวว่า เรากำลังดูหนังอยู่ แต่เราว่า A LULLABY TO THE SORROWFUL MYSTERY มันมีความ David Lynch อยู่น่ะ มันก็เลยเหมือนเป็น “ประตูมิติ” สำหรับเรา เหมือนเป็นอีกมิตินึงที่ดูดเราเข้าไป ก่อนจะปล่อยเรากลับออกมาสู่โลกแห่งความจริงในฉากจบที่ทำให้นึกถึง CELINE AND JULIE GO BOATING เพราะตัวละครมันล่องเรือเหมือนกัน 555

2.ชอบตัวละครผู้หญิงหลายๆคนในหนังเรื่องนี้มาก จัดว่าเป็นหนัง Lav Diaz ที่รวมตัวละครหญิงน่าสนใจไว้เยอะที่สุดเลยมั้ง ทั้ง Gloria de Jesus ที่ตามหาสามี, Hule ที่เห็นลูกชายสองคนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา, Cesaria ที่แก้แค้นคนในเมืองจนทำให้เมืองล่มสลาย, เด็กสาวที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นพระแม่มารี, Tikbalang อุ้มหมาที่ทำให้นึกถึงวิยะดา อุมารินทร์, Tikbalang สาวเปรี้ยวที่ทำให้นึกถึงอาภาศิริ นิติพน, Ramona กวีสาวตาบอด, Rosario ที่เสียผัวไป และสาวแก่ที่เป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลงปลุกใจของนักดนตรีที่ถูกฆ่าตายให้แก่คนอื่นๆต่อไป สรุปว่ามีตัวละครหญิงที่เราชอบถึง 9 ตัว

แต่แอบขำที่ตัวละครหญิง 4 ตัวไว้ผมยาวเหมือนกันหมด และอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลา คือ Gloria, Rosario, Cesaria และ Hule เพราะฉะนั้นในบางฉากเราจะแยกยากว่าใครเป็นใคร เพราะหนังไม่ถ่าย close up ด้วย จำได้ว่ามีฉากนึงที่เห็นตัวละครหญิงผมยาวเดินไปเดินมาอยู่ในป่า คือดูไปหลายนาทีแล้วก็ไม่รู้ว่าตัวละครที่เดินอยู่นี้มันเป็นใครใน 4 ตัวนี้กันแน่ จนกระทั่งฉากต่อมาที่เราเห็น Hule คุยกับ Cesaria ว่า Gloria กำลังจะกลายเป็นบ้า เราถึงค่อยเข้าใจว่า อ๋อ อีที่เห็นเดินผมยาวอยู่เมื่อกี้มันคือ Gloria นี่เอง

3.เข้าใจว่า Lav Diaz คงพยายามไม่เล่าซ้ำสิ่งที่หนังฟิลิปปินส์เรื่องอื่นๆเคยเล่าไปแล้ว เพราะเราเคยดู RIZAL IN DAPITAN (1997, Tikoy Aguiluz), JOSE RIZAL (1998, Marilou Diaz-Abaya), AUTOHYSTORIA (2007, Raya Martin) ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ยุคเดียวกัน แต่มันก็ไม่ได้คล้ายกับ A LULLABY เลย เหมือน Lav Diaz คงรู้ดีว่ามีคนทำหนังเกี่ยวกับ Jose Rizal ไปเยอะมากแล้ว เพราะฉะนั้น Jose Rizal ก็เลยตายตั้งแต่ช่วงต้นของ A LULLABY ส่วนการฆาตกรรม Andres Bonifacio ก็ถูกนำเสนอในหนังเรื่อง AUTOHYSTORIA ไปแล้ว เพราะฉะนั้น A LULLABY ก็เลยเน้นเล่าเรื่องของตัวภรรยาของ Andres แทน

ตอนนี้หนังที่อยากดูสุดๆคือ THE TRIAL OF ANDRES BONIFACIO (2010, Mario O’Hara)

4.ชอบฉากที่ Basilio (Sid Lucero) พยายามขุดหาสมบัติใต้ต้น Betele หรือต้นอะไรสักอย่างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอหลุมศพที่เพิ่งทำใหม่ แล้วเขาก็เหมือนถอดใจ และล้มตัวลงนอนเหนือหลุมศพนั้น

เหมือนเราอินกับอะไรแบบนี้น่ะ อินกับตัวละครที่ “เหนื่อยล้ากับชีวิต” และในที่สุดก็ทำใจได้ว่า “กูไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีกต่อไปจะดีกว่า"

Sunday, January 07, 2018

REVENGER SQUAD

24 HOURS TO LIVE (2017, Brian Smrz, South Africa, A+20)

ชอบตัวละครนางเอก จองเป็นตัวนี้


GANDARRAPIDDO! THE REVENGER SQUAD (2017, Joyce Bernal, Philippines, A+5)

ถ้าพจน์ อานนท์ กำกับ SAILOR MOON มันก็คงจะออกมาแบบนี้แหละ 555

อีกอย่างนึงที่น่าจะเหมือนหนังพจน์ อานนท์ก็คือว่า มันพาดพิงมุกตลกภายในประเทศเยอะมาก ซึ่งคนนอกอย่างเราดูแล้วก็จะไม่เข้าใจ คือประมาณได้ว่า คนดูฟิลิปปินส์หัวเราะไปแล้ว 10 ครั้ง เราจะหัวเราะไปแค่ 2 ครั้ง เพราะ 80% ของมุกตลกในหนังเป็นเรื่องราวในวัฒนธรรมและสังคมฟิลิปปินส์

ฉากที่ชอบที่สุดในหนัง อยู่ช่วงต้นเรื่อง ซึ่งก็คือฉากที่แก๊งกะเทยของนางเอก ปะทะกับแก๊งกะเทย 3 คนในสนามแข่งรถ

จริงๆแล้วเราอยากให้หนังเรื่องนี้เน้นตลกมากกว่าดราม่านะ แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ให้น้ำหนักกับดราม่ามากพอสมควร ซึ่งปกติแล้ว เรามักจะชอบอะไรแบบนี้ คือเราชอบหนังผี, หนังตลก, หนังรักโรแมนติก หรือหนัง genre ต่างๆที่มีดราม่าเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย แต่ปรากฏว่า ดราม่าเรื่องครอบครัวหรืออะไรต่างๆในหนังเรื่องนี้ มันเป็นดราม่าที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกจริงๆรองรับอยู่น่ะ เพราะฉะนั้นแทนที่ “ความเป็นดราม่า” ในหนังเรื่องนี้ จะช่วยให้หนังเข้าทางเรา มันกลับทำให้เรารู้สึกเบื่อหนังแทน และเราอยากให้หนังเล่นตลกไร้สาระ ด่าๆทอๆเหี้ยๆห่าๆไปเรื่อยๆมากกว่า

ส่วนหนังที่เราว่า “ดราม่า” แล้วเข้าทางเรามากๆ คือหนังอย่าง “ฮัลโหล จำเราได้ไหม” ซึ่งมีความเป็นหนังสยองขวัญแค่ 30-40% แต่มี “ความดราม่าชีวิตต้องสู้ + รักเลสเบียน” ซะ 60-70% และเราว่าไอ้ส่วนที่เป็นดราม่าใน “ฮัลโหล จำเราได้ไหม” มันผูกพันกับอารมณ์ความรู้สึกจริงๆของมนุษย์น่ะ เพราะฉะนั้นความดราม่ามันเลยช่วยเสริมหนังให้หนักแน่นมากๆ ในขณะที่ความดราม่าใน THE REVENGER SQUAD กลับไปถ่วงหนังแทน


Thursday, November 23, 2017

ORDINARY PEOPLE (2016, Eduardo W. Roy Jr., Philippines, A+30)

ORDINARY PEOPLE (2016, Eduardo W. Roy Jr., Philippines, A+30)

ช่วงท้ายนี่ thriller มากๆสำหรับเรา คือหนังมันไม่ได้จงใจเป็นหนัง thriller นะ แต่เรารู้สึกลุ้นระทึกไปกับตัวละครมากๆ เพราะ

1.หนังมันทำให้ตัวละครดูน่าเชื่อถือว่ามันเหมือนมนุษย์จริงๆ คือช่วงท้ายนี่เราลุ้นไปกับตัวละครจนเราต้องเตือนตัวเองว่า “เรากำลังดูหนังอยู่นะ” เราไม่ได้กำลังดูชะตากรรมของคนจริงๆที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเรา ตัวละครจะอยู่หรือตาย จะติดคุก หรือจะรอดคุก มันก็เป็น “หนัง” เราไม่ได้กำลังลุ้นกับชีวิตคนจริงๆอยู่

2.เราเดาทางหนังไม่ได้ด้วยแหละ คือมันไม่ได้ feel bad แบบหนัง Michael Haneke จนเราเดาได้ว่ามันต้องจบไม่ดี คือเราว่าหนังมันดูค่อนข้างเห็นอกเห็นใจตัวละครมากกว่าหนังของ Brillante Mendoza และหนังของสองพี่น้อง Dardennes น่ะ คือการที่หนังมันดูเห็นอกเห็นใจตัวละคร มันก็เหมือนจะทำให้เรามีความหวังว่า ตัวละครมันน่าจะจบดี แต่ในขณะเดียวกัน ตัวละครหลักของหนังมันก็เป็น “คนไม่ดี” เพราะฉะนั้น เราก็เลยไม่แน่ใจว่า หนังมันอาจจะลงโทษตัวละครในตอนจบด้วยการทำให้ตายหรือติดคุกหรือเจออะไรเหี้ยห่าก็ได้ คือการที่โทนของหนังมันไม่ได้ feel bad หรือ feel good อย่างชัดเจน มันทำให้เราเดาชะตากรรมของตัวละครไม่ถูก เพราะฉะนั้นมันก็เลยทำให้เรารู้สึกลุ้นระทึกกับช่วงท้ายของหนังมากๆ

3.ดูแล้วจะนึกถึง THE CHILD (2005, Luc Dardenne + Jean-Pierre Dardenne) มากๆ แต่นี่คือเวอร์ชั่นเมโลดราม่าของ THE CHILD และดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง LITTLE SONS (2016, Sai Whira Linn Khant, Yu Par Mo Mo, Nay Chi Myat Noe Wint, Myanmar) ด้วย

4.เคยดูหนังของผู้กำกับคนนี้เรื่อง QUICK CHANGE (2013) ซึ่งเราชอบสุดๆเหมือนกัน แต่เราว่าผู้กำกับคนนี้เขาดูเหมือนขาดสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครน่ะ คือหนังสองเรื่องของเขาเป็นหนัง narrative ที่เราชอบสุดๆ แต่มันไม่มีความน่าสนใจด้าน form หรือ style เพราะฉะนั้นหนังของเขาก็เลยอาจจะไม่เปรี้ยงแบบหนังของผู้กำกับฟิลิปปินส์ร่วมสมัยคนอื่นๆอย่าง Lav Diaz, John Torres, Jon Lazam, Jet Leyco, Dodo Dayao, Raya Martin, Khavn de la Cruz ที่มันเล่นกับ form หรือ style ด้วย

Tuesday, July 19, 2016

THE LANDSCAPE WITHIN (2015, Andrea Capranico, Philippines, documentary, A-)

THE LANDSCAPE WITHIN (2015, Andrea Capranico, Philippines, documentary, A-)

ดูแล้วไม่อินเท่าไหร่ ชอบที่มันเป็นการนำเสนองานศิลปะที่เราไม่คุ้นเคย นั่นก็คือ body paint


การให้นายแบบ+นางแบบมาโพสท่าเป็น mythic creatures ต่างๆของฟิลิปปินส์ มันดูไม่ขลังและไม่น่าสนใจยังไงไม่รู้ ทั้งๆที่โดยปกติแล้ว หนังเรื่องอื่นๆของฟิลิปปินส์ที่พูดถึงตำนานมันดูมีความขลังมากกว่านี้ ทั้งหนังของ Lav Diaz, John Torres, Raya Martin และหนังเรื่อง THE WHITE FUNERAL (1998, Sari Raissa  Lluch Dalena)

Thursday, January 07, 2016

FROM WHAT IS BEFORE (PART TWO)

FROM WHAT IS BEFORE (2014, Lav Diaz, Philippines, 338min, A+30) ตอนสอง

ตอนแรกอ่านได้ที่นี่

เสียดายที่ไม่ได้รีบจดบันทึกความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ไว้ให้หมด เราดูไปตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. ตอนแรกรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรที่อยากเขียนเยอะเหมือนกัน แต่พอผ่านมา 1 เดือนเราก็ลืมไปหมดแล้วว่าอยากเขียนอะไรบ้าง อย่างไรก็ดี เราจะจดบันทึกแค่เท่าที่พอจำได้ในตอนนี้แล้วกัน เพราะถ้าไม่รีบจดในวันนี้ เราก็จะยิ่งลืมมันหนักยิ่งขึ้นไปอีก

1.สิ่งที่เรารู้สึกว่า FROM WHAT IS BEFORE มันต่างจากหนังเรื่องอื่นๆของ Lav Diaz ก็คือว่า ช่วงโมงแรกเราจูนตัวเองให้เข้ากับมันได้ยากพอสมควร 555 เพราะหนังเรื่องนี้มันเล่าเรื่องของตัวละครหลายๆคนในหมู่บ้านน่ะ แล้วหนังมันก็ชอบถ่ายระยะไกล เส้นเรื่องในชั่วโมงแรกก็ไม่ชัดเจน เราดูแล้วงงเลยว่าใครเป็นใคร มีสถานะอะไร และมันจะไปขัดแย้งอะไรกับใคร หรืออะไรคือ conflict หลักในชีวิตของตัวละครแต่ละตัว คือชั่วโมงแรกเรายังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร สำคัญยังไง

แต่เรารู้สึกว่าเราไม่เคยเจอปัญหานี้กับหนังเรื่องอื่นๆของ Lav Diaz นะ โดยเฉพาะหนังที่เอาชื่อตัวละครมาตั้งเป็นชื่อเรื่องอย่าง FLORENTINA HUBALDO, CTE (2012) และ HEREMIAS (2006, 540min) เพราะหนังสองเรื่องนี้เรารู้เลยว่าเราจะโฟกัสไปที่ใคร ตัวละครตัวไหน ส่วนหนังอย่าง NORTE, THE END OF HISTORY (2013, 250min), MELANCHOLIA (2008, 450 min) และ DEATH IN THE LAND OF ENCANTOS (2007, 540min) ก็มีตัวละครหลักแค่ 3 ตัวได้มั้งในช่วงชั่วโมงแรก เราก็เลยโฟกัสได้ง่ายอยู่ดี ส่วนหนังอย่าง CENTURY OF BIRTHING (2011) เราอาจจะงงๆหน่อยในช่วงแรกว่าใครมันจะมีบทบาทอะไรยังไง แต่พอมีฉากตัวละครหญิงคนนึงมาพูด monologue อย่างพิสดารประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็จูนติดกับหนังทันที 555

แต่พอผ่านช่วงชั่วโมงแรกใน FROM WHAT IS BEFORE ไปได้ เราก็เริ่มจำตัวละครได้ และเริ่มจูนติดกับหนังนะ เพียงแต่ว่าเราเหมือนไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กับหนังเรื่องอื่นๆของ Lav Diaz น่ะ

2.ชอบที่ Lav Diaz ไม่ได้ให้ภาพขาวจัดดำจัดระหว่างสองยุคสมัยน่ะ คือในหนังเรื่องนี้เราจะนึกถึงความแตกต่างระหว่างยุคในสองรูปแบบ นั่นก็คือความแตกต่างระหว่าง “ยุคที่ผู้คนนับถือผี ก่อนศาสนาคริสต์จะเข้ามา” กับ “ยุคที่ศาสนาคริสต์เข้ามาแล้ว”  และความแตกต่างระหว่าง “ยุคก่อนกฎอัยการศึก” กับ “ยุคหลังการประกาศกฎอัยการศึก” แต่ Lav Diaz ไม่ได้ประณามกฎอัยการศึกและเผด็จการทหารโดยใช้วิธีการวาดภาพสังคมยุคก่อนกฎอัยการศึกให้เหมือนกับสวนอีเดนบนสรวงสวรรค์แต่อย่างใด คือไม่ได้มีการ romanticize ยุคก่อนมาร์กอส และไม่ได้ romanticize การนับถือผีน่ะ Lav Diaz เพียงแต่นำเสนอมันไปตามความเป็นจริงว่ายุค “ก่อน” มันก็เหี้ยๆห่าๆมีปัญหาของมันเองน่ะแหละ เพียงแต่ว่าพอทหารเข้ามา ทุกอย่างมันก็เลยเลวร้ายขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

ตัวละครบาทหลวงในหนังเรื่องนี้ก็กลมดีด้วย คือมีทั้งข้อดีข้อเสียในตัวเอง ข้อดีของเขาคือการที่เขาเหมือนจะต่อต้านเผด็จการทหาร แต่ข้อเสียของเขาก็คือการพยายามโกหกคนในหมู่บ้านเพื่อปกปิดการฆ่าตัวตายของตัวละครตัวหนึ่ง

3.ตัวละคร Heding นี่รุนแรงมากๆ สมควรโดนตบจริงๆ อีกตัวที่สมควรโดนตบคือหญิงสาวหัวหน้าแก๊งทหารบ้านที่ออกมาข่มขู่คุกคามคนในหมู่บ้าน

4.ตัวละครกวีที่กลับมาใช้ชีวิตในหมู่บ้าน ทำให้นึกถึงพระเอกใน DEATH IN THE LAND OF ENCANTOS ด้วย

5.ชอบฉากที่ฝนตกแล้วตัวละครเหมือนไปติดอยู่บนกองดินอะไรสักอย่างขณะน้ำไหลบ่ามาด้วย รู้สึกว่าอารมณ์ในฉากนั้นมันน่าสนใจมาก ถ้าเข้าใจไม่ผิด ฉากนั้นเป็นการ improvise ไม่ได้มีบทล่วงหน้า เพราะ Lav Diaz บอกว่า ฝนที่ตกในแต่ละฉากในหนังเรื่องนี้ เป็นฝนจริง ไม่ได้มีการเขียนบทไว้ก่อนว่าฝนจะตกหรือไม่ตกในฉากนั้น

6.ก่อนดูหนังเรื่องนี้ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เผด็จการทหารยุคมาร์กอสมีการสร้างข่าวลวงข่าวลือต่างๆมากมายเพื่อผลในการควบคุมประชาชนด้วย ทั้งข่าวลือเรื่องคนที่ถูกผีปอบ (Aswang) สูบเลือดจนตาย, การเผาบ้าน และการยุแยงตะแคงรั่วให้คนในหมู่บ้านไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ทั้งในยุค 6 ต.ค. 2519 และยุค 8 ปีที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นข่าวลวงข่าวลืออะไรต่างๆมากมายในไทยเหมือนกัน


7.พอดูแล้วก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหาก FROM WHAT IS BEFORE นำเสนอปัญหาชีวิตชาวบ้านยุคก่อนมาร์กอส, EVOLUTION OF A FILIPINO FAMILY (2004, Lav Diaz, 647min) นำเสนอชีวิตชาวบ้านยุคมาร์กอส หนังที่ควรจะฉายต่อจาก 2 เรื่องนี้ก็คือ FIGHT FOR US (1989, Lino Brocka) ที่นำเสนอชีวิตชาวบ้านในยุค Corazon Aquino เพราะ FIGHT FOR US แสดงให้เห็นว่า ชาวบ้านในชนบทก็ยังคงถูกกลุ่มทหารบ้านเข่นฆ่าต่อไป แม้มาร์กอสจะหมดอำนาจไปแล้วก็ตาม