Friday, August 14, 2026

THE ODYSSEY AND XENIA AND ICE AND EINSTEIN

 

เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ ซึ่งก็คือ MALEVYCH (2024, Daria Onyshchenko, Ukraine, A+25) กับ MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, UK/Poland/Ukraine)

+++

 

เราเพิ่งรู้ว่า THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15) ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV (1966, Andrei Tarkovsky, Soviet Union, 205min, A+30), RAN (1985, Akira Kurosawa, Japan, 160min, A+30) และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST (1988, Martin Scorsese, 166min, A+30)

 

เมื่อกี้เราเพิ่งกูเกิลอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ THE ODYSSEY เราก็เลยเพิ่งได้อ่านข่าวเก่าในช่วงกลางเดือนก.ค.ในเว็บนสพ. Independent ที่ว่า คริสโตเฟอร์ โนแลนให้ cast and crew ของ THE ODYSSEY ดูหนัง 3 เรื่องนี้ -- ANDREI RUBLEV, RAN, THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนที่จะเริ่มต้นถ่ายทำ THE ODYSSEY

 

เหมือนมีคนเขียนถึงเรื่องนี้เป็นภาษาไทยไว้ตั้งแต่กลางเดือนก.ค.แล้วนะ แต่เราเพิ่งรู้เรื่องนี้ เราก็เลยขอเอาข่าวเก่านี้มาแปะในวอลล์ของเราด้วยแล้วกัน เพราะเราดีใจมาก ๆ เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มาก ๆ และเราก็อยากดู ANDREI RUBLEV กับ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ซ้ำอีกรอบในจอใหญ่มาก ๆ ส่วน RAN เราขี้เกียจดูซ้ำ 55555

 

พอรู้ว่า Nolan ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราก็เลยเหมือนเข้าใจว่าเพราะเหตุใดโทนหนังของ THE ODYSSEY มันถึงไม่ฉูดฉาดหรูหราอู้ฟู่ตระการตา แบบหนังอีพิคของฮอลลีวู้ดยุค 1950-1960 แบบพวก THE TEN COMMANDMENTS (1956, Cecil B. DeMille, 220min), BEN-HUR (1959, William Wyler), CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz) แต่มันดูมีความติดดิน ดูมอมแมมกว่าที่เราคาดไว้ในตอนแรก ถึงแม้ว่ามันจะยังห่างไกลจากความ minimal แบบ MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany) และ PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer) ก็ตาม

 

เราก็เลยได้แต่หวังว่า กระแสความนิยมใน THE ODYSSEY จะส่งผลให้ผู้คนต่าง ๆ ที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ตามไปดู ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ด้วยนะ หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรมีการนำหนังสองเรื่องนี้มาฉายในโรงใหญ่ในไทยด้วย เพราะเราก็อยากดูหนังสองเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบมาก ๆ

 

เราเคยดู ANDREI RUBLEV ในรูปแบบวิดีโอเทปของร้านแว่น เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในจอใหญ่ ๆ ถ้าได้จอแบบโรงหนังชั้น 6 ของหอภาพยนตร์ก็จะดีมาก ๆ

 

ส่วน THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราเคยดูในรูปแบบวิดีโอเทปโดยไม่มีซับไตเติล เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในแบบที่มีซับไตเติล เพื่อที่เราจะได้เข้าใจหนังได้มากยิ่งขึ้น

 

ส่วน RAN นั้นเราเคยดูตอนมันมาฉายทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่ขี้เกียจดูซ้ำอีกรอบ 55555

 

ข่าวจาก The Independent

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/films/news/the-odyssey-christopher-nolan-andrei-rublev-b3015284.html

 

+++

 

หนังใหม่ของ Nikolaus Geyrhalter จะมาฉายใน Pattaya Film Festival ปีนี้นะ

https://www.ptyiff.com/post/ptyiff-2026-official-selection?fbclid=IwY2xjawTqg-BwZG9mBWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMVd2SmpnOXRjZ2JDbTRPbnZzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEe8o7WWSV26Ria9Giu4_n37gNWctwYjlZPIP9Vkfr2xZuoWVVgRuEPFG4GcZ0_aem_gxlj4rP-bYqlL0P2drnXfw

+++

โพสท์ที่ 5 เกี่ยวกับ THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15)


1. สิ่งหนึ่งที่ติดใจใน THE ODYSSEY ก็คือการที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำกฎ Xenia ของ Zeus ที่ว่า “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.  เหมือนพอ THE ODYSSEY ย้ำประเด็นนี้หลายครั้ง เราก็เลยแอบสงสัยว่า Nolan ต้องการวิพากษ์ปฏิบัติการ ICE ของ Donald Trump หรือเปล่า 55555 หรือบางที Nolan อาจจะแค่ต้องการพูดถึงนโยบายผู้อพยพของชาติตะวันตกในวงกว้าง ไม่ได้เจาะจงไปที่ปฏิบัติการ ICE โดยตรง

 

พอเรากูเกิลดู ก็พบว่าผู้ชมบางคนดู THE ODYSSEY แล้วก็นึกถึงปฏิบัติการ ICE เช่นเดียวกัน

 

2. แต่เราก็ชอบที่หนังมันก็พูดถึง “คนต่างถิ่น” ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เพราะถึงแม้กฎข้างต้นจะเน้นให้เราต้อนรับคนต่างถิ่นเป็นอย่างดี แต่คนต่างถิ่นก็ต้องเคารพเจ้าบ้านด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวอย่างของ strangers ที่ไม่เคารพเจ้าบ้าน ก็คือเหล่าบรรดา suitors ใน THE ODYSSEY ที่ทำให้เรานึกถึงพวกทุนเทาข้ามชาติ จีนเทา โดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาไม่ใช่ผู้ลี้ภัยที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่เป็นพวกที่หวังเข้ามาตักตวงกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศอื่น

 

แต่ถ้าหากนึกย้อนไปถึงเรื่องจริงเรื่องอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์แล้ว เราก็นึกไปถึงการที่คนขาวเข้ามาเข่นฆ่าชาวอินเดียนแดง ชาวพื้นถิ่น ในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และสิ่งที่ชาวยิวกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในดินแดนปาเลสไตน์หลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

 

3. พอได้ยิน Zeus’ law ในหนังเรื่องนี้ เราก็แอบนึกถึงมุกตลกชั่ว ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะถึงแม้เรารักคนทุกเชื้อชาติ และสนับสนุนนโยบายในการปฏิบัติดีต่อผู้ลี้ภัย (เพราะกูเองก็อยากลี้ภัยไปประเทศอื่น 555) แต่พอเราได้ยินประโยค Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise. เราก็นึกต่อขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติว่า but they can also be serial killers in disguise พร้อมกับภาพจากหนังเรื่อง FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) ผุดขึ้นมาในหัวของเรา ขออภัยกับมุกตลกชั่ว ๆ ค่ะ 55555

 

4. แต่ชอบวลี gods in disguise ใน Zeus’ law มาก ๆ นะ เพราะพอได้ยินวลีนี้แล้ว เราก็นึกถึงตัวละครผู้อพยพในหนังเรื่องต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเหล่าบรรดา “หนุ่ม ๆ ชาวจีน” ที่อพยพมายังภูมิภาคนี้ 5555 ทั้งหนุ่มจีนที่อพยพมามาเลเซียในหนังเรื่อง THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek Huat, Taiwan, A+30) และหนุ่มจีนที่อพยพมาไทยใน DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) เพราะถึงแม้ในความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เราก็แอบมองหนุ่ม ๆ ชาวจีนเหล่านี้ว่าเป็น gods in disguise 55555 (gods คือ เทพเจ้า ที่ยังคงมีกิเลสตัณหาราคะอยู่นะ ไม่ใช่ God “พระเจ้า” ที่มีแต่ความดีงาม)

 

5. วลีที่ว่า ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย อาจจะเป็น gods in disguise ทำให้เรานึกถึง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวและชาวฮังการีหลาย ๆ คนก็หนีออกจากเยอรมนีและยุโรปเมื่อนาซีขึ้นมาครองอำนาจในเยอรมนีในทศวรรษ 1930 ซึ่งการที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวต้องลี้ภัยไปประเทศอื่น ๆ ก็ส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของนาซีเอง

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นักวิทยาศาสตร์หลายคนอพยพออกจากยุโรปมาสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อหนีภัยนาซี เพราะบางคนก็เป็นยิว, บางคนมีเมียเป็นยิว และบางคนก็ต่อต้านนาซี และต่อมาผู้ลี้ภัยหลายคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เข้าร่วมใน The Manhattan Project หรือโครงการสร้างระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก (แต่ Einstein ไม่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วยนะ)

 

ถ้าหากนาซีไม่ได้ขับไล่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนมาก ออกจากเยอรมนีและยุโรป และถ้าหากสหรัฐไม่ได้ต้อนรับไอน์สไตน์กับผู้ลี้ภัย/นักวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศตนเองในทศวรรษ 1930 ประวัติศาสตร์ของโลกนี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก็เป็นได้ และโลกในปัจจุบันนี้ก็อาจจะแตกต่างเป็นอย่างมากจากที่เป็นอยู่นี้ด้วยเช่นกัน

 

ก็เลยขอจดบันทึกไว้ว่า พอเราได้ดูหนังเรื่อง THE ODYSSEY, ได้ยินประโยค “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.  เราก็เลยนึกเรื่อยเปื่อยเหลวไหลไร้สาระต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเรื่อง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจ 555

 

อันนี้เป็นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ Albert Einstein ใน Wikipedia:

 

“ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ไอน์สไตน์ตระหนักว่าเขาไม่สามารถเดินทางกลับเยอรมนีได้อีกต่อไป เนื่องจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

 

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ค.ศ. 1933 หน่วยเกสตาโป (ตำรวจลับนาซี) ได้บุกค้นอพาร์ตเมนต์ของครอบครัวเขาในกรุงเบอร์ลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาและเอลซา ภรรยาของเขา เดินทางกลับยุโรปในเดือนมีนาคม และระหว่างการเดินทางนั้น พวกเขาได้รับข่าวว่ารัฐสภาเยอรมัน (ไรชส์ทาค) ได้ผ่านกฎหมายมอบอำนาจเบ็ดเสร็จ (Enabling Act) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเปลี่ยนสถานะรัฐบาลของฮิตเลอร์ให้กลายเป็นระบอบเผด็จการโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายในทางปฏิบัติ และทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางต่อไปยังกรุงเบอร์ลินได้ ต่อมาพวกเขาทราบข่าวว่าบ้านพักตากอากาศของตนถูกพวกนาซีบุกค้นและเรือใบส่วนตัวของไอน์สไตน์ถูกยึดไป ซึ่งในเวลาต่อมาพวกนาซีได้ขายเรือใบของเขาและดัดแปลงบ้านพักให้กลายเป็นค่ายฝึกเยาวชนฮิตเลอร์ (Hitler Youth)

 

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1933 ไอน์สไตน์พบว่ารัฐบาลเยอรมันชุดใหม่ได้ออกกฎหมายห้ามชาวยิวรับตำแหน่งทางราชการ รวมถึงการเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนหลายพันคนถูกบังคับให้สละตำแหน่งในมหาวิทยาลัยอย่างกะทันหัน และรายชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากบัญชีบุคลากรของสถาบันที่เคยจ้างงาน

 

หนึ่งเดือนต่อมา ผลงานของไอน์สไตน์ตกเป็นเป้าหมายของสหภาพนักศึกษาเยอรมันในเหตุการณ์เผาหนังสือของนาซี โดยโจเซฟ เกิบเบลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซี ได้ประกาศก้องว่า "ปัญญาชนชาวยิวได้ตายไปแล้ว" นิตยสารฉบับหนึ่งของเยอรมนีได้ระบุชื่อเขาไว้ในบัญชีรายชื่อศัตรูของระบอบการปกครองเยอรมัน พร้อมคำบรรยายว่า "ยังไม่ถูกแขวนคอ" และมีการตั้งค่าหัวเขาไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์

 

ในปี ค.ศ. 1935 เขาตัดสินใจที่จะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวรและยื่นเรื่องขอสัญชาติ โดยไอน์สไตน์ได้รับสัญชาติอเมริกันในปี ค.ศ. 1940

 

บทความจาก Slate

https://slate.com/life/2026/08/the-odyssey-movie-ice-immigration-student-arrest.html

 

โพสท์แรกเกี่ยวกับ THE ODYSSEY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02UB4fL723QLC2LvFTWwLVCPbTSsVbvTLw6fXEFPbMiK5hCePpiCxAheRrwsQGk65Tl

 

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1417450563637062

 

โพสท์ที่สาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0hZf9MjUgJsdD8NFGuQB46gMesXesRNov8fxe1pz4D5fmbSuBnpeQzmVQu38XZuErl

 

โพสท์ที่สี่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0kcFVvDF9eN9t19e8M37iXWoxSTfdszV6a2ABvNNseTSWis9UA4RaYS6ofnco4uXxl

+++

 

ของเราที่ชอบมากก็คือ “สาปอสูร” (1984, วรยุทธ พิชัยศรทัต) ละครโทรทัศน์ช่อง 3 ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “มายาพิศวาส” ของจินตวีร์ วิวัธน์ โดยมีรัชนู บุญชูดวง รับบทเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนางเมดูซ่า

+++

 

HOLISTIC STRATA SCREEN (2017, Hiroaki Umeda, Japan, video installation, 5min)

 

ดูในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ที่ TCDC

+++

 

ลองถาม google AI ว่า Cyclops ยักษ์ตาเดียวใน THE ODYSSEY ทำชีสอะไร มันตอบว่าทำ “FETA CHEESE”

 

In Homer's The Odyssey, the Cyclops Polyphemus made an unaged, brined sheep and goat milk cheese. Food historians and culinary traditions often trace this mythic dairy as an ancient ancestor to modern feta or fresh pressed curd cheeses.

 

How Polyphemus Made the Cheese

  • The Animals: He milked his flocks of ewes and she-goats.
  • The Process: He curdled half of the fresh milk and drained the whey using woven wicker baskets or strainers.
  • The Storage: He stored the solid curds on heavy cheese-racks inside his cave

Feta is a Greek brined white cheese made from sheep's milk or from a mixture of sheep and goat's milk.

No comments: