Showing posts with label CAMBODIA. Show all posts
Showing posts with label CAMBODIA. Show all posts

Friday, June 26, 2026

CASINO CAMBODIA

 

CASINO CAMBODIA (1994, Ing K., documentary, 105min, A+30)

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดทางการเมืองบางอันหรือทัศนคติบางอย่างในหนังเรื่องนี้ สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน thought-provoking มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังมันไม่ได้กระตุ้นให้เรา “ตีความ” สัญลักษณ์อะไรใด ๆ แบบหนัง thought-provoking บางเรื่องนะ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เรา debate กับความเชื่อเดิม ๆ ในหัวของเราเองได้ดีมาก ๆ

 

2. ชอบมาก ๆ ที่หนังมันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามัน “ซับซ้อน” มาก ๆ ไม่มีใครหรืออะไรที่ขาวจัดดำจัด

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรามองว่าน่าสนใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้คือการตั้งคำถามต่อการที่ “ใคร” หรือ “อะไร” ได้ประโยชน์จากการวาดภาพให้ Khmer Rouge เป็นผู้ร้ายที่ชั่วมาก คือก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า Khmer Rouge ชั่วร้ายเลวทรามมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อไป (โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) ในประเด็นต่าง ๆ อย่างเช่น

 

2.1 ถ้าหากเราเกิดเป็นคนเขมรในชนบทในยุคนั้น เราจะเข้าร่วมกับ Khmer Rouge หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะต้องเข้าร่วมกับ Khmer Rouge โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ได้เต็มใจมากนัก หรือไม่

 

2.2 “เวียดนาม” เป็นพระเอกจริงหรือไม่ หรือเป็นพระเอกที่มีอะไรบางอย่างน่ากังขาหรือไม่

 

2.3 ตอนที่เวียดนามรบกับสหรัฐ หลายคนมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูก และสหรัฐเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเวียดนามรบกับเขมรแดง พวกเขาก็เลยมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูกโดยอัตโนมัติตามไปด้วยหรือเปล่า

 

2.4 Richard Nixon and Henry Kissinger ทำในสิ่งที่เลวร้ายต่อประเทศอื่น ๆ มากมาย แต่ทำไมสื่อมวลชนไม่ได้ treat พวกเขาในแบบเดียวกับที่ treat เขมรแดง

 

3. ชอบประเด็นเรื่อง Haing S. Ngor มาก ๆ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า มนุษย์มันซับซ้อนจริง ๆ

 

Haing S. Ngor เป็นนายแพทย์ที่ตกเป็นเหยื่อของเขมรแดง เขาเผชิญกับความเลวร้ายต่าง ๆ นานหลายปีในยุคของเขมรแดง แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ และหลังจากนั้นเขาก็เปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือชาวกัมพูชา แต่เขาเป็น “พ่อพระ” จริง ๆ หรือ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

 

4. คำให้สัมภาษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ก็เหมาะต่อการนำมา debate มาก ๆ

 

5. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง MANUFACTURING CONSENT: NOAM CHOMSKY AND THE MEDIA (1992, Mark Achbar, Peter Wintonick, Canada, 167min, A+30) เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง MANUFACTURING CONSENT ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า “ใคร” หรือ “อะไร” ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จากการวาดภาพเขมรแดงให้เป็นผู้ร้ายที่ชั่วร้ายมาก ๆ

+++

 

ตอนดู BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เราก็นึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland) มาก ๆ เหมือนกัน

 

IMAGES (1972, Robert Altman) ใครก็ได้ช่วยกรุณานำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยด้วย เราอยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Susannah York ได้รางวัล Best Actress จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยนะ

Tuesday, June 09, 2026

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES

 

ชอบเพลง LIVE TO TELL มาก ๆ แต่เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่อง AT CLOSE RANGE (1986, James Foley) เลย

+++

 

GRANDMA NAI WHO PLAYED FAVORITES (2025, Chheangkea, Cambodia, queer film, 19min, A+30)

 

1. ดีใจที่ได้ดูหนังเกย์จากกัมพูชา เพราะเหมือนเราแทบไม่ค่อยได้ดูหนังเกย์จากประเทศนี้มาก่อนเลย หนัง queer จากกัมพูชาที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ก็มี TWO GIRLS AGAINST THE RAIN (2012, Sopheak Sao, Cambodia, documentary) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Salaya Documentary Film Festival ในเดือนเม.ย. 2013 ซึ่งเป็นหนังเลสเบียน

 

แล้วเราก็เคยดู WHERE THERE IS SHADE (2015, Nathan Nicholovitch, France/Cambodia) ที่ดีงามสุด ๆ หนังเรื่องนี้เคยมาฉายใน World Film Festival of Bangkok และมีเนื้อหาเกี่ยวกับกะเทยชาวฝรั่งเศสในกัมพูชา แต่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นคนฝรั่งเศส เราก็เลยไม่ค่อยอยากนับ WHERE THERE IS SHADE ว่าเป็น “หนังเกย์กัมพูชา” แบบเต็มตัว

 

2. ขำอาการของพระเอกเวลาเห็นหนุ่มหล่อ คือดวงตาของเขามันเป็นประกายมาก ๆ 555

 

3. เหมือนเราแทบไม่เคยเห็น “งานเช็งเม้ง” ในหนังกัมพูชามาก่อนเลยด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยอาจจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ จากกัมพูชาที่เราได้ดูที่มีพิธีเช็งเม้งในหนัง

 

4. ชอบตอนจบของหนังมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

 

5. หนุ่มหล่อ 2 คนในหนังเรื่องนี้น่ารักมาก ๆ cast มาได้ดีมาก

 

6. โดยรวมแล้วรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่น่ารักมาก ๆ

 

ถ้าใครเคยดูหนังเกย์กัมพูชาเรื่องอื่น ๆ ก็บอกมาได้นะคะ เพราะบางเรื่องเราอาจจะเคยดูเหมือนกัน แต่เราลืมไปแล้ว

+++

 

เราเคยดู TWO WEDDINGS AND A FUNERAL ไปแล้วในเดือนมี.ค. 2013 แต่เราลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ วันนี้เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบในเทศกาล TILFF พอดูไปพักนึงถึงค่อยจำได้ว่า กูเคยดูหนังไปแล้วนี่หว่า ดีนะที่คราวนี้เป็นตั๋วฟรี 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่เราทำหลังจากได้ดูหนังเรื่อง BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) ก็คือการเช็คว่า Holly Johnson ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เราดีใจมาก ๆ ตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว

 

คือพอหนังเรื่อง BLUE มันมีเนื้อหาส่วนหนึ่งพูดถึงความป่วยไข้จาก HIV/AIDS หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงชีวิตของเราเองในช่วงตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เพราะเราใช้ชีวิตเกย์วัยรุ่นในช่วงนั้นด้วยความหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรงมาก คือทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ แล้วเราร่านมาก แต่เราร่านแค่ทางใจ ไม่ได้ร่านทางกาย เพราะสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเราใช้ชีวิตวัยรุ่นในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ช่วงที่มีคนตายเพราะโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก มันก็เลยทำให้เราไม่กล้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างตามแรงปรารถนาของตัวเองในช่วงที่เรายังเป็นวัยรุ่น

 

เพื่อนของเราคนนึงเคยพูดประโยคที่เราเห็นด้วยมาก ๆ เมื่อราว 30 ปีก่อน เขาบอกว่า “ถ้าหากพวกเราเกิดเร็วกว่านี้สัก 5 ปี พวกเราคงติดโรคเอดส์กันไปแล้ว” เพราะพวกเราคงเป็นวัยรุ่นกันตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และคงจะมีเซ็กส์กับชายแปลกหน้ากันไปแล้วเป็นจำนวนมาก ก่อนที่พวกเราจะรับรู้ถึงอันตรายของมัน

 

แต่พอพวกเราเริ่มเป็นวัยรุ่นกันในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ตอนนั้นสังคมก็หวาดกลัวโรคเอดส์กันอย่างรุนแรงมากแล้ว และสิ่งนั้นก็ส่งผลให้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวที่จะติดโรคนี้

 

จำได้ว่า ตอนนั้นเราฝังใจกับคนดังที่ติดเชื้อ HIV/AIDS หลายคน ซึ่งรวมถึง

 

1. Derek Jarman ตรวจพบเชื้อ HIV ในปี 1986 เสียชีวิตในปี 1994 ขณะอายุ 52 ปี

 

2. Cyril Collard ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง SAVAGE NIGHTS (1992, France) เขาเสียชีวิตในปี 1993 ขณะอายุ 35 ปี

 

3. Freddie Mercury ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV ในปี 1987 เสียชีวิตในปี 1991 ขณะอายุ 45 ปี

 

4. Holly Johnson นักร้องที่เราชื่นชอบมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1980 เขาตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ HIV ในปี 1991 และเขาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณชนในปี 1993

 

จำได้ว่าตอนช่วงนั้นเราก็เศร้าใจมาก ๆ ที่ได้ข่าวว่า Holly Johnson ติดเชื้อ HIV เพราะช่วงนั้นโรคเอดส์มันยังเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตหรืออะไร

 

เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่อง BLUE เราก็เลยหวนรำลึกถึงชีวิตของเราเองในทศวรรษ 1980-1990 ช่วงที่สังคมหวาดกลัวโรคเอดส์อย่างรุนแรง และเราก็เลยหวนรำลึกถึง Holly Johnson ด้วย

 

ปรากฏว่า Holly Johnson ซึ่งรู้ว่าตนเองติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่ปี 1991 ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน และตอนนี้เขามีอายุ 66 ปีแล้ว เราดีใจมาก ๆ

   

Thursday, January 09, 2025

PONLORK IS GREAT

 

หนึ่งในรายการโทรทัศน์ที่เราชอบดูมาก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หรือเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน คือรายการ FASH SHOW ทางช่อง 3 ที่มีคุณริสา หงส์หิรัญเป็นพิธีกร โดยในรายการนี้จะมีช่วงที่เรียกว่า TOUCH UP ที่มีช่างแต่งหน้าชื่อ “ตุ้ม” เป็นผู้มาสอนเทคนิคการแต่งหน้า

 

ช่วงนั้นเพื่อนสนิทของเราชอบเรื่องราวอะไรพวกนี้ เราก็เลยอัดวิดีโอเทปช่วง TOUCH UP เก็บไว้เล็กน้อย ทั้ง ๆ ที่เราเองแต่งหน้าไม่เป็น

 

ล่วงเลยมาถึงปี 2025 เราลองเปิดวิดีโอเทปดู ก็พบว่ารายการ FASH SHOW ที่อัดไว้ สีซีดจางไปเกือบหมดแล้ว หลาย ๆ ช่วงภาพหายไป หรือกลายเป็นภาพขาวดำ เพราะว่าวิดีโอเทปที่อัดไว้เมื่อ 30 กว่าปีก่อนมันเสื่อมสภาพไปเรื่อย ๆ

 

วันนี้เราก็เลยใช้กล้องมือถือ เพื่อบันทึกภาพจากวิดีโอเทปที่เสื่อมสภาพ แล้วมาลงเก็บไว้ใน facebook ด้วย เพื่อเป็นการช่วยบันทึกสิ่งที่เราเคยชอบดูมาก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ก่อนที่วิดีโอเทปจะเสื่อมสภาพไปมากกว่านี้

 

มีใครเคยชอบดูรายการนี้เหมือนเราบ้างไหมคะ

 

ในคลิปนี้ ช่วงต้นจะเป็นการสอนวิธีเขียน eyeliner แล้วช่วงต่อไปจะเป็นการสอนวิธีแต่งหน้าแบบฮิปปี้

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1680607342854870

+++++

เนื่องจาก Bangkok Experimental Film Festival จะมาจัดที่ One Bangkok วันนี้เราเลยลองไปสำรวจร้านอาหารใน One Bangkok ดู เผื่อจะได้มาฝังตัวอยู่แถวนั้นในช่วงเทศกาล วันนี้ลองกินร้านอาหารอิตาลีชื่อ Bianca เราลองสั่งพิซซ่า Bianca’s Funghi i Speck มา พบว่าตัว speck อร่อยมาก ประทับใจ

 

ใครมีร้านอาหารอะไรใน One Bangkok อยากแนะนำ ก็บอกมาได้นะคะ เผื่อเราจะได้ไปแดกในช่วง Bangkok Experimental Film Festival

 

Edit เพิ่ม: อีกร้านที่เราเคยกินใน ONE BANGKOK คือ BHC CHICKEN ซึ่งก็ใช้ได้ และที่สำคัญคือราคาไม่แพง ส่วน BIANCA นั้นราคาค่อนข้างสูงอยู่เหมือนกัน 55555

+++++++

อยากให้มีฉากที่หมีเนย BUTTERBEAR เดินมา แล้วเจอ 5 กบสาวนี้ไปรุมตบ อาโปเลยต้องวิ่งเข้ามาช่วยคุ้มครอง BUTTERBEAR

https://www.instagram.com/p/DENLg_7TPvK/

 

ชอบ Ponlork อย่างรุนแรงมาก ขอปวารณาตัวเป็นสาวกของเธอ

https://web.facebook.com/reel/994698406020318

 

Monday, July 04, 2022

WHITE BUILDING (2021, Kavich Neang, Cambodia, A+30)

 

WHITE BUILDING (2021, Kavich Neang, Cambodia, A+30)

 

อันนี้ก็เน้นพูดถึงชีวิตของตัวดิฉันเอง มากกว่าพูดถึงหนังนะคะ 55555

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1.รู้สึกจูนติดกับหนังอย่างรุนแรง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ดู DIAMOND ISLAND (2016, Davy Chou, A+30) ที่เหมือนเป็นหนังที่เรา "ชื่นชม" แต่ไม่ได้อินเป็นการส่วนตัว

 

2.สาเหตุสำคัญที่อินกับหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะมันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงชีวิตตัวเองมั้ง อย่างแรกเลยก็คือการที่หนังเหมือนแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือ "ช่วงเวลาก่อนพลัดพรากจากเพื่อนสนิท" ช่วงที่สองคือ "ช่วงเวลาก่อนพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่" และช่วงที่สามคือ "ช่วงเวลาก่อนพลัดพรากจากพ่อแม่" (เพราะหลังจากนั้นพระเอกก็คงย้ายไปอยู่ในเมือง แล้วทิ้งพ่อแม่ไว้ที่ชนบทมั้ง ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด)

 

ชอบที่หนังมันนำเสนอทั้งสามอย่างน่ะ ไม่ได้แค่อย่างใดอย่างนึง มันเหมือนชีวิตมนุษย์อย่างดิฉันที่ยิ่งโตขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสูญเสียสิ่งที่รักมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่ทำใจยอมรับ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักไปทีละอย่าง ๆ และพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหนึ่งวัน

 

การพลัดพรากจากเพื่อนที่รัก เพราะเขาเดินทางไปต่างประเทศนี่เป็นอะไรที่เราอินมาก ๆ เลยนะ เพราะช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเราก็คือการได้ใช้เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิทตอนยังเป็นวัยรุ่นนี่แหละ ก่อนที่เพื่อน ๆ บางคนจะเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่เราไม่ได้ไป

 

ส่วนการย้ายออกจากถิ่นที่อยู่เดิมและการย้ายออกมาอยู่ตามลำพังนี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน แต่ในกรณีของเรานั้นมันเป็นสิ่งที่เรา “เลือกเอง” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ “โชคชะตาบีบบังคับ” แบบที่ Samnang ต้องเผชิญแบบในหนังเรื่องนี้

 

3.ช่วงที่สองของหนังที่เป็นช่วงที่ focus ไปยังปัญหาเรื่องอาคารที่พักอาศัยเราก็ชอบมาก ๆ เพราะถึงแม้เราไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเรื่องแบบนี้ แต่เรารู้สึกว่าหนังมันถ่ายอาคารได้อย่าง “มีชีวิต” มาก ๆ เหมือนอาคารเป็นตัวละครหลักสำคัญอีกตัวนึงเลย นึกว่าต้องปะทะกับหนังเรื่อง HOME – บ้าน (2020, Poom Thosamosorn) ที่ถ่ายอาคารที่พักเก่าได้อย่างมีจิตวิญญาณมาก ๆ เหมือนกัน หรือปะทะกับหนังเรื่อง IT WAS HOTEL CAMBRIDGE (2016, Eliane Caffe, Brazil) ที่พูดถึงปัญหาเรื่องอาคารเก่าและผู้เช่าพักที่ไม่อยากย้ายออกเหมือนกัน

 

4.ถึงแม้พระเอกจะเผชิญกับการพลัดพรากอะไรต่าง ๆ แบบที่เราเขียนไป แต่เราชอบสุด ๆ ที่หนังมันเหมือนนำเสนอกิจวัตรประจำวันของตัวละครไปเรื่อย ๆ ด้วยในเวลาเดียวกันน่ะ ทั้งกิจวัตรการซ้อมเต้นรำ, ความพยายามหาเงินจากการเต้นรำ, การขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อย ๆ, รถมอเตอร์ไซค์เสีย, การตากปลาบนดาดฟ้า (ไม่แน่ใจว่ามันคือปลาสลิดหรือเปล่า) , การทำงานในตลาด, ปัญหาน้ำประปา, ปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาล, การดูหนุ่ม ๆ เล่นกีฬา (เราว่ามันน่าสนใจดีที่พระเอกไม่ได้ลงไปเล่นกีฬาด้วย แต่แค่ดูหนุ่ม ๆ คนอื่น ๆ เล่นกัน อาจจะเป็นเพราะเขายังปรับตัวเข้ากับคนท้องถิ่นนั้นไม่ได้ หรือเพราะอะไร เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

 

เหมือนเราจะชอบหนังที่สอดแทรกชีวิตประจำวันแบบนี้เข้ามาน่ะ มากกว่าหนังที่เน้นพูดแต่ conflict หลักในชีวิตตัวละครเพียงอย่างเดียว แล้วละเลยแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันของตัวละครไปจนหมด

 

5.เรื่องโรคเบาหวานเท้าเน่าของพ่อพระเอกนี่น่ากลัวมาก ๆ มันสะท้อนการแก้ปัญหาชีวิตแบบผิดวิธีได้อย่างน่าคิดมาก  ๆ ด้วย

 

6.ตอนแรกไม่นึกว่าเราจะอินกับหนังที่เป็นชีวิต “ผู้ชาย” แบบนี้ แต่เหมือนพระเอกของหนังเรื่องนี้แทบไม่มีเรื่อง romantic เข้ามาในชีวิตด้วยแหละ และเหมือนเขาไม่ใช่ชายหนุ่ม macho ทำตัวเป็นฮีโร่อะไรแบบนั้น แต่เป็นแค่เป็นคนธรรมดาที่พยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป เราก็เลยอินมาก ๆ โดยไม่ได้คาดคิด

 

7.แน่นอนว่าดูแล้วนึกถึงพวกพระเอกในหนังของ Wichanon Somumjarn ที่เป็นเรื่องของผู้ชายธรรมดาที่พยายามดิ้นรนมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

8.Samnang ทำให้เราคิดถึงตัวเองในสองจุดหลัก ๆ ด้วยแหละ

 

8.1 จุดแรกก็คือ การที่เขาจินตนาการเห็นภาพของเขากับเพื่อน ๆ เต้นรำในงานประกวด

 

8.2 จุดที่สองก็คือช่วงที่ Samnang ย้ายไปอยู่ในชนบทแล้ว แต่เหมือนเขายังคงดูคลิปวิดีโอเก่าที่บันทึกภาพอาคารไว้ก่อนถูกทุบทิ้งน่ะ เหมือนใจเขายังคงผูกพันกับ “อาคารที่หายไปแล้ว” อยู่

 

คือดูแล้วแอบนึกถึงตัวเราเอง เพราะจนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังคงเปิดดูวิดีโอเทปที่บันทึกภาพ “เรากับเพื่อน ๆ เต้นรำกันที่บ้านเพื่อนในช่วงต้นทศวรรษ 1990” อยู่เลย 55555 แต่บ้านเพื่อนหลังนั้นโดนทุบทิ้งไปนานราว 20 กว่าปีแล้ว คือเหมือนใจเราก็ยังคงผูกพันกับช่วงเวลาที่ได้เต้นรำกับเพื่อน ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน และผูกพันกับบ้านของเพื่อนที่โดนทุบทิ้งไปแล้ว แต่พวกเราเคยถ่ายวิดีโอเก็บความทรงจำอันงดงามที่บ้านหลังนั้นไว้ ก่อนที่บ้านหลังนั้นจะโดนทุบทิ้ง

 

“ช่วงเวลาที่ได้เคยมีความสุขแบบนั้นกับเพื่อน ๆ” มันเป็นอดีตไปแล้ว มันไม่มีทางหวนกลับมาอีก เราทำได้เพียงแค่จินตนาการถึงมันหรือคิดถึงมันเท่านั้น อาคารบางอาคารที่เคยเป็นสถานที่แห่งความสุขของเรา มันก็ถูกทุบทิ้งไปแล้ว มันไม่ได้ดำรงอยู่อีก เราทำได้ก็เพียงแค่คิดถึงมัน หรือดูคลิปวิดีโอที่เคยบันทึกภาพมันไว้เท่านั้น

 

มันเหมือน Samnang มีปมในใจบางอย่างกับ “ความสุขในอดีต” ที่ไม่มีวันหวนคืนมาได้น่ะ เราก็เลยเหมือนอินกับจุดนี้อย่างรุนแรง

 

9.สรุปว่าชอบหนังอย่างสุด ๆ ในแบบที่อินเป็นการส่วนตัว ดูแล้วนึกถึงชีวิตตัวเอง ที่เหมือนเคยมีความสุขที่สุดในชีวิตตอนได้อยู่กับเพื่อน ๆ ได้เต้นรำที่บ้านเพื่อนหรือที่ Rome Club ก่อนที่เพื่อน ๆ บางคนจะย้ายไปเรียนต่อเมืองนอก หรือแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเอง ส่วนเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในไทยต่อไป เผชิญกับมรสุมชีวิตต่าง ๆ ที่พัดพาเข้ามาในชีวิตของเราเอง เพียงแต่มรสุมชีวิตที่เราเผชิญอาจจะแตกต่างจากมรสุมชีวิตของพระเอกในส่วนที่ 2 กับ 3 ของหนัง เพราะมรสุมชีวิตของเราจะเป็นเรื่องของปัญหาสุขภาพ, การทะเลาะกับเพื่อน, การเงิน และเคราะห์กรรมอะไรต่าง ๆ อย่างไรก็ดี มันเหมือนหนังเรื่องนี้มันมีมุมมองบางอย่างต่อ “ชีวิตมนุษย์” ในแบบที่บาดลึกเข้าไปในใจเรามากอย่างบอกไม่ถูกน่ะ ก็เลยทำให้ซึ้งกับหนังเรื่องนี้มาก ๆ

Sunday, September 06, 2015

THE LAST REEL (2014, Kulikar Sotho, Cambodia, A+30)

THE LAST REEL (2014, Kulikar Sotho, Cambodia, A+30)

--ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความดีหรือไม่ดีของหนังแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าหนังมัน “โดน” เรามากๆเท่านั้นเอง

--ชอบที่ตัวละคร 3 ตัวในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่ พ่อนางเอก, แม่นางเอก และคนฉายหนัง ต่างก็เต็มไปด้วย “ความคับแค้นใจที่ยากจะบอกกล่าว” คือตัวละคร 3 ตัวในหนังเรื่องนี้มันมีอดีตที่สาหัสมากๆน่ะ และพอหนังมันค่อยๆเผยอดีตของตัวละครแต่ละตัวออกมาจนถึงช่วงท้ายเรื่อง มันถึงส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อเราอย่างมากๆ

--อีกสิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ คือการที่ตัวละครแต่ละตัวพยายามสร้างตอนจบที่แตกต่างกันไปให้กับหนังเรื่อง THE LONG WAY HOME น่ะ  เราว่ามันเป็นการเล่นกับ “หนังซ้อนหนัง” ได้อย่างสนุกและเข้าทางเรามากๆ เพราะเวลาที่เราดูหนังหลายๆเรื่อง เราก็ชอบจินตนาการ alternate ending ให้กับหนังแต่ละเรื่องด้วยเหมือนกัน และพอ THE LAST REEL มันเล่นกับประเด็นเรื่อง alternate ending ในความเห็นของตัวละครแต่ละตัว มันก็เลยเข้าทางเรามากๆ

จริงๆแล้วเราว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้ไม่ทำเป็นเมโลดราม่าแบบนี้ มันสามารถดัดแปลงเป็นหนังแนว Alain Resnais หรือ Raoul Ruiz ได้เลยนะ เพราะหนังเรื่องนี้มันตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันบ่อยครั้งมาก, มีการแทนที่นางเอกกับแม่นางเอก, มีการเล่นเรื่อง corrosive power of memory ซึ่งอะไรแบบนี้มันสามารถดัดแปลงเป็นหนังแนว Alain Resnais ได้ นอกจากนี้ การที่หนังเรื่องนี้เล่นเรื่อง “หนังซ้อนหนัง” , “หนังสะท้อนชีวิตจริง”, และ “หนังเรื่องเดียวกัน แต่มีตอนจบหลายเวอร์ชั่น” อะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังที่เล่นกับ “โครงสร้างซับซ้อน” แบบหนังของ Raoul Ruiz ด้วย

--แต่ปัจจัยที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงกับหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้เกิดจากหนังเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว แต่มันเป็นเพราะว่าเราเคยดูหนังสารคดีเกี่ยวกับเขมรแดงมาก่อนหน้านี้แล้วหลายเรื่องด้วยแหละ คือพอเวลาที่เราดูหนังสารคดีเหล่านั้น เราได้ซึมซับเอาเรื่องราวความโหดร้ายของเขมรแดงและความทุกข์ยากของประชาชนในยุคนั้นเอาไว้เยอะมาก แต่หนังสารคดีพวกนั้นเป็นหนังสารคดีชั้นดี ที่ไม่ต้องการทำให้ผู้ชมร้องไห้ คือหนังสารคดีพวกนั้นมันไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่ออยากบีบน้ำตาผู้ชมไง พอเวลาที่เราดูสารคดีพวกนั้น เราก็เลยเหมือนกักเก็บเรื่องราวความทุกข์ของผู้คนเอาไว้เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ โดยไม่เคยระบายมันออกมาทางน้ำตาเลย

แต่พอ THE LAST REEL พูดถึงประเด็นเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน แต่ทำมันออกมาเป็นเมโลดราม่า มันก็เลยเหมือนความทุกข์ที่เราเก็บสะสมไว้นานแล้วจากหนังสารคดีหลายเรื่องที่เราเคยดูก่อนหน้านี้ มันได้รับการระบายออกมาเป็นน้ำตาด้วย คือการร้องไห้ของเราไม่ได้เป็นเพราะว่าเราอินกับตัวละครในหนังเรื่อง THE LAST REEL เท่านั้น แต่มันเป็นเพราะว่า THE LAST REEL ทำให้เรานึกถึง S21: THE KHMER ROUGE KILLING MACHINE (2003, Rithy Panh), THE MISSING PICTURE (2013, Rithy Panh), CAMBODIA, AFTER FAREWELL (2012, Iv Charbonneau-Ching), ENEMIES OF THE PEOPLE (2009, Rob Lemkin + Thet Sambath), ABOUT MY FATHER (2010, Guillaume Suon), GOLDEN SLUMBER (2011, Davy Chou) และ THE KILLING FIELDS  (1984, Roland Joffé) ด้วย


เราก็เลยรู้สึกว่า THE LAST REEL มันน่าสนใจดี เพราะพลังของมันไม่ได้เกิดจากตัวมันโดดๆเท่านั้น แต่การที่มันส่งผลกระทบกับเราได้อย่างรุนแรงแบบนี้ เพราะมันมีความสัมพันธ์ (โดยไม่ได้ตั้งใจ) กับหนังสารคดีจำนวนมากที่ได้รับการผลิตออกมาก่อนหน้านี้ด้วย

Saturday, April 20, 2013

Film Wish List: WHERE I GO (2012, Kavich Neang, Cambodia, 55min)

 
Film Wish List: WHERE I GO (2012, Kavich Neang, Cambodia, 55min)
 
San Pattica is a mixed Cambodian-Cameroonian son whose father came to work in Cambodia in 1992-1993, during a period that saw the first election in Cambodia after the Khmer Rouge regime collapsed. Since his parents left home for many years, Pattica was raised by his grandmother. However, she was forced to bring Pattica to study and live in an orphanage in Phnom Penh and he was inspired to learn about his own identity by the discrimination he faced from day-to-day
 
 

Film Wish List: RED WEDDING (2012, Lida Chan + Guillaume Soun, Cambodia, 58 min)

Film Wish List: RED WEDDING (2012, Lida Chan + Guillaume Soun, Cambodia, 58 min)
 
The winner of the Best Mid-Length Documentary award at last year’s prestigious International Documentaries Film Festival Amsterdam, Red Wedding is the story of Sochan Pen, who has kept a terrible secret for over 30 years: that she was forced to marry a much older man, a soldier, by the Khmer Rouge at the age of 16 and then raped and beaten on her wedding night before she escaped. Four decades later, Sochan, who now grows rice in a former killing field (where decomposed bodies are still unearthed), brings her complaint to the UN-sanctioned Khmer Rouge Tribunal. In so doing, she speaks up for the 4000+ women who suffered similar fates during the regime and lived their lives in shame and terror. Produced by Rithy Panh.
 
 
 

Wednesday, February 01, 2012

Tuesday, February 01, 2011

FILM WISH LIST: 12 SISTERS (1968, Ly Bun Yim, Cambodia)

http://www.youtube.com/watch?v=TyvOCge2x7c&feature=related

I wish there will be a film in which Meree, the anti-heroine in this Thai/Khmer folklore, fight against Medea from Greek mythology.

Thanks to Don Saron for telling me about this film.