ซื้อการ์ตูนมาให้ลูกหมีอ่าน THE RED RAT
IN HOLLYWOOD เล่ม 2 ของ Osamu Yakamoto ส่วนเล่ม
1 เราซื้อไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2024
+++++++
MARIAM (2020, Dana Durr, Palestine, animation, 5min, A+30)
CACHE-CACHE (2012, Dia’ Azzeh, Palestine, animation, 4min,
A+30)
HOMELAND (2023, Faiza Afifi, Palestine, animation, 2min,
A+25)
CHECKPOINT (2021, Jana Kattan, Palestine, animation, 6min,
A+30)
HIDE AND SEEK (2024, Rami Abbas, Palestine, animation, 7min,
A+25)
MEMORY OF THE LAND (2017, Samira Badran, Palestine, animation,
13min, A+30)
สุดฤทธิ์ กราบตีนมาก ๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน
++++
เรายังไม่เคยดูหนังของ Kazuhiko Hasegawa
และ Toshiharu Ikeda เลย เพิ่งรู้ว่า Toshiharu
Ikeda เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายขณะที่เขาอายุ 59 ปี เราอยากดู SUKEBAN MAFIA (1980, Toshiharu Ikeda) มาก ๆ
+++
ฉันรักเขา Hideki Nagayama from OMUKADE
(2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+)
ฉันรักเขา Ryota Omi from OMUKADE (2025,
Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon, A+) and (LOVE SONG) (2025, Weerachit
Thongjila, A+25)
ฉันรักเขา Ahan Shetty from BORDER 2
(2026, Anurag Singh, India, 200min, A-) เขาสูง 185 เซนติเมตร
+++
OMUKADE (2025, Pakphum Wongjinda, Chalit Kraileadmongkon,
A+)
VS. BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-)
ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย
555
1. จริง ๆ แล้วตัวหนัง OMUKADE ออกมาดีกว่าหนังสัตว์ยักษ์ที่ใช้โลเกชั่นใกล้เคียงกันเรื่อง “โบอา งูยักษ์”
(2006, ชนินทร เมืองสุวรรณ) มาก ๆ คือเรารู้สึกว่า OMUKADE เป็นหนังที่ตั้งอกตั้งใจทำมากพอสมควร
แต่เสียดายที่เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยสนุก
และเราไม่รู้สึกผูกพันใดๆ กับตัวละครในหนังน่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอย่าง
THE DESCENT (2005, Neil Marshall, UK, A+30) ที่ถือเป็น
benchmark สำหรับเราในการใช้เทียบกับหนัง cave thrillers เรื่องอื่น ๆ
2. ชอบ premise ของ
OMUKADE ชอบการใช้ตัวประหลาดเป็นคล้าย ๆ
ตะขาบยักษ์ที่พ้องกับตำนานญี่ปุ่น และชอบการเซ็ตเรื่องให้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในไทย
จุดที่ชอบมาก ๆ
คือนางเอกเป็นสาวชาวเขาที่มีวิทยายุทธพอตัว คือฉากเปิดตัวนางเอกที่ฆ่านายพลญี่ปุ่นนี่เป็นสิ่งที่เราชอบมาก
แต่เสียดายที่หลังจากนั้นนางเอกก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ความสามารถทางการต่อสู้อย่างเต็มที่อีก
3. ถึงแม้เราจะชอบไอเดียตั้งต้นของ OMUKADE แต่พอเนื้อเรื่องมันเข้าไปอยู่ในถ้ำแล้ว
หนังเหมือนไม่สามารถสร้างรายละเอียดสถานการณ์ให้มันลุ้นระทึกสนุกตื่นเต้นได้มากพอสมควร
เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก
4. และเราก็ไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละครใด ๆ ใน OMUKADE
ด้วย ระดับความลุ้นของเราก็เลยลดลงไปอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครในหนังเรื่องนี้
หรือเป็นเพราะว่าหนังแทบไม่ได้ให้ปูมหลังใด ๆ ของตัวละครแก่เรา ซึ่งเราว่าปัญหานี้คล้าย
ๆ กับ PRIMITIVE WAR (2025, Luke Sparke, Australia, A+15) ที่มันให้ตัวละครหนีตายจากสัตว์ประหลาดไปเรื่อย
ๆ ท่ามกลางสงครามเหมือนกัน โดยที่หนังแทบไม่ได้ทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครเลย
แต่เหมือนสถานการณ์ใน PRIMITIVE WAR มันสนุกกว่าหน่อย
เราก็เลยชอบ PRIMITIVE WAR มากกว่า
แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชมแต่ละคนจะรู้สึกไม่เหมือนกันนะ
เพราะผู้ชมแต่ละคนก็จะรู้สึกผูกพันกับตัวละครในหนังในรูปแบบที่แตกต่างกันไป
อย่างตัวเรานั้นจะรู้สึกผูกพันกับตัวละครใน THE BAYOU มฤตยูงาบ (2025, Taneli
Mustonen, Brad Watson, UK, A+25) และตัวละคร “กลุ่มครอบครัวล่องเรือ”
ใน JURASSIC WORLD: REBIRTH (2025, Gareth Edwards, A+30) มาก
ๆ คือเราจะรู้สึกลุ้นเอาใจช่วยตัวละครในหนังสองเรื่องนี้ แต่ผู้ชมหลาย ๆ
คนก็ไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรา 55555
5. พอดู OMUKADE จบ
เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันยาวขึ้นอีก 15 นาที เพื่อขยายพื้นที่ให้ตัวละครในหนังมีชีวิตเป็นของตัวเองมากขึ้น
ไม่ได้เป็นตัวละครที่ “มีชีวิตเพื่อหนีตะขาบยักษ์ในช่วง WWII”
เพียงอย่างเดียว เราอาจจะชอบหนังมากขึ้นหรือเปล่านะ หรืออย่างน้อยมีฉากทหารญี่ปุ่นถอดเสื้อเยอะ
ๆ ก็ยังดี 55555
6. หลังจากเราดู OMUKADE เราก็ได้ดู
BORDER 2 (2026, Anurag Singh, India, 200min, A-) ซึ่งเหมือนมาช่วยตอบคำถามในข้อ 5
ของเรา เพราะว่า BORDER 2 มีหน้าหนังเป็น “หนังสงคราม”
เราก็เลยนึกว่ามันจะต้องเป็น “หนังแอคชั่นบู๊ดุเดือดเลือดพล่านตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม”
อะไรแบบนี้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปดูจริง ๆ หนังมีฉากสงครามแค่ราว 50% ได้มั้ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือเป็นฉากทหารร้องเพลงเต้นรำ,
ทหารจีบสาว, ชีวิตก่อนการรบในสงคราม อะไรแบบนี้
เพราะฉะนั้นในทางทฤษฎีแล้ว BORDER 2 น่าจะเข้าทางเรา เพราะโครงสร้างของหนังมันเข้าทางเรามาก ๆ หนังให้เวลาราว 90
นาทีแรกไปกับการพูดถึง “แง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตทหาร” ที่ไม่ใช่การรบในสงคราม
เราได้ดูชีวิตของทหารแต่ละคนขณะอยู่ในค่ายทหารและขณะอยู่ที่บ้าน พวกเขาถูกสร้างให้ดูเหมือนเป็นคนจริง
ๆ ที่มีชีวิตอยู่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น
แล้วพวกเขาค่อยเข้าสู่สนามรบอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงครึ่งหลังของหนัง
7. เราก็เลยรู้สึกว่า ในทางโครงสร้างแล้ว BORDER
2 มันน่าสนใจมาก ๆ คือโครงสร้างของมันคือ “90 นาทีแรกเป็นชีวิตครอบครัวทหาร
ส่วน 110 นาทีที่เหลือเป็นการต่อสู้ในสนามรบ” อะไรทำนองนี้ ซึ่งโครงสร้างแบบนี้มันเข้าทางเรามากกว่า
OMUKADE ที่ให้ตัวละครมา “สู้กับทหารญี่ปุ่น
แล้วก็สู้กับตะขาบยักษ์” โดยไม่ได้เล่าถึงชีวิตตัวละครมากไปกว่านั้น
แต่ถ้าหากมองโดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว เราก็ชอบ OMUKADE
มากกว่าเยอะนะ เพราะเราชอบ OMUKADE ในระดับ A+
และชอบ BORDER 2 ในระดับ A-
8. สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ถึงแม้ BORDER
2 ให้เวลาไปกับการ “ปูภูมิหลังของตัวละคร” อย่างเต็ม ๆ ถึง 90 นาที
แต่เนื้อหาในช่วง 90 นาทีแรกนั้น มันรับใช้ “ความเป็นชาตินิยม” และ “ความเป็นอนุรักษ์นิยม”
อย่างสุดขีดมาก คือแบบชีวิตทหารแต่ละคนนี่มัน “รักขนบธรรมเนียมประเพณี” อย่างรุนแรงจริง
ๆ
คือถึงแม้ตัวละครใน BORDER 2 จะได้ใช้ชีวิตอยู่นอกสนามรบ ในช่วง 90 นาทีแรกของหนัง แต่ช่วง 90
นาทีนั้น มันก็อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่เชิดชู “การใช้ชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม”
อย่างสุดขั้ว มันก็เลยไม่ได้ช่วยให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นแต่อย่างใด
แต่กลับทำให้เรายิ่งชอบหนังเรื่องนี้น้อยลงไปอีก ถึงแม้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มันจะเข้าทางเราก็ตาม
55555
9. ก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มีจุดอ่อนที่แตกต่างกันไปในสายตาของเรา
เพราะเรามองว่า OMUKADE ให้ภูมิหลังของตัวละครน้อยเกินไปจนทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันกับตัวละคร
ส่วน BORDER 2 นั้น
ให้ภูมิหลังของตัวละครเป็นเวลานานถึง 90 นาที แต่ภูมิหลังที่ให้มานั้นกลับทำให้เรารู้สึกหมั่นไส้ความอนุรักษ์นิยมของหนังอย่างรุนแรงมาก
ๆ 55555
+++
ฉันรักเขา ภาคียะ โพธิ์เงิน จาก KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai, A+15)
+++
KINGKAEW กิ่งแก้ว (2026, Ekkachai Srivichai,
A+15)
VS. RETURN TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-)
ขอจดบันทึกความทรงจำถึงหนังสองเรื่องควบกันไปเลย
555
SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1. สำหรับเรา ทั้ง “กิ่งแก้ว” และ RETURN
TO SILENT HILL (2026, Christophe Gans, A-) นี่ประสบปัญหาคล้าย ๆ
กัน คือเรามองว่าหนังทั้งสองเรื่องมันมี “วัตถุดิบ” บางอย่างที่เอื้อให้มันสามารถกลายเป็นหนังที่ดีสุดขีดมาก
ๆ ได้ แต่อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางหนังทั้งสองเรื่องไม่ให้เปล่งศักยภาพของตัวเองออกมาได้
ก็คือหนังทั้งสองเรื่อง “เลือก GENRE ผิด” มันไปเลือก genre
หนังสยองขวัญ และมันพยายามจะเร้าอารมณ์ตามวิธีการเดิม ๆ ของหนังสยองขวัญ
แทนที่จะโฟกัสจุดที่ควรจะเป็น หนังทั้งสองเรื่องก็เลยออกมาไม่เข้าทางเราในที่สุด
แต่เราก็ไม่ได้เกลียดหนังเรื่อง “กิ่งแก้ว”
แต่อย่างใดนะ เราชอบในระดับ A+15 เพราะเราว่ามันก็ดูเพลิน ๆ
ดีสำหรับเรา, มีจุดที่น่าสนใจ และเราเหมือนถูกโฉลกกับหนังหลาย ๆ เรื่องของเอกชัย
ศรีวิชัยอยู่แล้ว คือเขาไม่ใช่คนที่ทำหนังเข้าทางเราซะทีเดียวนะ แต่เรา enjoy
กับหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา เหมือน wavelength มันใกล้เคียงกันในระดับนึง
2. เราว่าไอเดียตั้งต้นของหนังทั้งสองเรื่อง
ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในตัวมันเองด้วย เพราะ “กิ่งแก้ว” มันได้รับแรงบันดาลใจจากคดีอาชญากรรมจริง
เพราะฉะนั้นหนังมันก็เลยอาจจะไม่สามารถทำบางอย่างได้ตามใจตัวเองมากนัก ส่วน RETURN
TO SILENT HILL นั้น
การที่หนังมันต้องรับใช้ตัววิดีโอเกมที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดกั้นศักยภาพของหนังไว้ด้วยเช่นกัน
3. ในส่วนของ “การเลือก genre ผิด” นั้น เรามองว่า ถ้าหาก “กิ่งแก้ว” ไม่เลือก genre หนังสยองขวัญ หนังเรื่องนี้ก็น่าจะเข้าทางเราอย่างสุดขีดมาก ๆ ก็เป็นได้
เพราะตัวเนื้อเรื่องของ “นักโทษประหารหญิง” แบบกิ่งแก้วนั้น มันสามารถทำออกมาได้เป็นทั้ง
3.1 เราเห็นด้วยกับเพจ “เชื่อGU ไปดูเลย” มาก ๆ เพราะเพจนี้มองว่า หนังเรื่องนี้สามารถทำเป็นแบบ MONSTER
(2003, Patty Jenkins) ได้ และที่แน่ ๆ ก็คือคุณทรายสามารถรับบทหนักแบบ
Charlize Theron ในหนังเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน
3.2 หรือทำออกมาเป็นแบบหนังดราม่าของ Claude
Chabrol ก็ได้ เพราะ “กิ่งแก้ว” ทำให้เรานึกถึงทั้ง STORY OF
WOMEN (1988) ที่พูดถึงนักโทษประหารหญิง, LA CEREMONIE
(1995) ที่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างหญิงชนชั้นล่างกับชนชั้นกลาง
และ LE BOUCHER (1970) ที่เป็นเรื่องของ “ฆาตกรฆ่าเด็ก
และความรักโรแมนติกของฆาตกร”
3.3 แต่หนังแบบที่เราอยากเห็นมากที่สุด ก็คือ DREILEBEN:
BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany) เพราะว่า BEATS
BEING DEAD พูดถึงความรักสามเส้าระหว่างหญิงสาวชนชั้นล่าง,
ชายหนุ่มชนชั้นกลาง และ “หญิงสาวลูกคนรวย” ซึ่งมันพ้องกับเรื่องราวของ “กิ่งแก้ว”
มาก ๆ ตรงจุดนี้ และตัวละครหญิงสาวชนชั้นล่างใน BEATS BEING DEAD ก็เป็นตัวละครที่เราอินและเอาใจช่วยอย่างสุดขีดมาก ๆ เพลิงพ่าย ร้อนแรงมาก
ๆ ในขณะที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางก็เลือกหญิงสาวลูกคนรวยมาเป็นแฟน และฉากท้าย ๆ
ของหนังเรื่อง BEATS BEING DEAD ก็เป็นฉากที่ชายหนุ่มชนชั้นกลางกับหญิงสาวลูกคนรวยขับรถไปด้วยกันตามท้องถนนในชนบท
และพยายามลืมเรื่องราวของหญิงสาวชนชั้นล่างออกไปจากความทรงจำของตัวเอง
เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู “กิ่งแก้ว”
เราก็เลยนึกถึงหนังของ Christian Petzold อย่างรุนแรงมาก ๆ
เราก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ แล้วตัววัตถุดิบบางอย่างใน
“กิ่งแก้ว” โดยเฉพาะนักแสดงและเนื้อหาตอนที่กิ่งแก้วยังมีชีวิตอยู่
มันเอื้อให้ทำเป็นหนังแบบ Christian Petzold และ Claude
Chabrol ได้สบายมาก ๆ เลย คือถ้าหากหนังมันเลือกเส้นทางแบบนั้น
เราก็คงจะชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+30 ไปแล้ว แต่พอมันเลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ
หนังที่ออกมามันก็เลยไม่เข้าทางเราซะทีเดียว
สิ่งที่เราอยากเห็นมาก ๆ
ก็คือช่วงเวลาที่กิ่งแก้วค่อย ๆ กลายเป็นบ้า เหมือนหนังไม่ได้แสดงให้เราเห็นพัฒนาการของกิ่งแก้วในช่วงนี้น่ะ
เพราะเนื้อหาตรงส่วนนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต่อพล็อตหนังผี หนังสยองขวัญ
แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้เลือกที่จะเป็นหนังดราม่า รักสามเส้า หนังก็อาจจะมีเวลานำเสนอเนื้อหาตรงส่วนนี้
และมันน่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางเรามาก ๆ รวมทั้งน่าจะเป็นอะไรที่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ด้วย
4. หรือถ้าหาก “กิ่งแก้ว”
เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญจริง ๆ มันก็อาจจะยังเป็นหนังที่เข้าทางเราอยู่ก็ได้นะ
ถ้าหากมันโฟกัสถูกจุด คือถ้าหากมันทำเป็นแบบหนังของ Mike Flanagan ให้ความสำคัญกับ “หัวจิตหัวใจของตัวละคร” หรือ “อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร”
แทนที่จะให้ความสำคัญกับการเร้าอารมณ์ตามสูตรหนังสยองขวัญไปเรื่อย ๆ เราก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น
5. สิ่งที่ชอบที่สุดในกิ่งแก้ว
ก็คือการแสดงของคุณทรายและคุณสายป่านนี่แหละ ทั้ง ๆ
ที่บทหนังมันไม่เอื้อให้ได้ใช้ความสามารถมากนัก
ชอบการแสดงของคุณทรายในฉากท้าย ๆ มากเป็นพิเศษ แววตาที่เปลี่ยนไปในฉากท้าย
ๆ นี่มันสุดขีดจริง ๆ
กราบการแสดงของสายป่านในหนังเรื่องนี้
เพราะเราว่าบทของสายป่านในหนังเรื่องนี้ ถ้าหากเล่นไม่ดี มันจะกลายเป็น “นางอิจฉาโง่
ๆ” ไปเลย แต่พอสายป่านเล่นดี ตัวละครมันเลยไม่กลายเป็น “นางอิจฉาโง่ ๆ”
แต่ดูเป็นมนุษย์จริง ๆ เป็นคุณหนู ลูกคนรวย แต่ไม่ใช่คนเลว
และมันเลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาก ๆ เพราะเราจะเกิด dilemma ในใจ ว่าเราควรจะเอาใจช่วยผีกิ่งแก้วมากน้อยแค่ไหนดี
การแสดงของสายป่านที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวละครในหนังเรื่องนี้
ทำให้เรานึกถึงอีกหนึ่งการแสดงที่เราชอบสุดขีดในปีที่แล้ว ซึ่งก็คือการแสดงของคุณสรวงสุดา
ลาวัณย์ประเสริฐ ใน THE TUTOR พี่วรรณมาสอน (2025,
Bhandit Thongdee, A+15) เพราะว่าใน THE TUTOR นั้น ถ้าหากคุณสรวงสุดาเล่นไม่ดี บทนั้นมันจะกลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ”
ไปในทันที เพราะบทมันไม่ส่งมาก ๆ แต่พอคุณสรวงสุดาเล่นดีมาก
ๆ บทนั้นมันก็เลยไม่กลายเป็น “ตัวร้ายโง่ ๆ” แต่ดูเป็น “มนุษย์จริง ๆ"
และเป็นมนุษย์แบบที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันด้วย
ในแง่นึงเราก็แอบอธิษฐานว่า อยากให้ “นักแสดงหนังไทย”
ได้โอกาสดี ๆ แบบ “นักแสดงหนังฝรั่งเศส” อย่าง Sandrine Bonnaire, Léa
Seydoux, Nathalie Baye อะไรแบบนั้นบ้าง
เพราะเรามองว่านักแสดงหนังไทยหลาย ๆ คน จริง ๆ แล้วมีความสามารถเทียบเท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศสน่ะ
ทั้งคุณทราย, สายป่าน, สรวงสุดา และอีกหลาย ๆ คน
เพียงแต่ว่าวงการหนังไทยไม่ได้มีการสร้างหนังที่หลากหลายเท่าหนังฝรั่งเศส
นักแสดงหนังไทยก็เลยเหมือนไม่ได้รับโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ได้เท่ากับนักแสดงหนังฝรั่งเศส
6. การเล่าแบบตัดสลับเวลาใน “กิ่งแก้ว” ก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกก้ำกึ่งนะ
จุดที่ชอบก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็ทำออกมาได้ดี คือถึงมันตัดสลับเวลาไปมา
เราก็ไม่งงแต่อย่างใด และเราว่ามันทำให้เราเปลี่ยนความคิดต่อตัวละครได้ดีมาก ๆ
ด้วย เพราะช่วงต้นเรื่องเราจะเกลียดกิ่งแก้ว และสงสารวัลภา (พิมพรรณ ชลายนคุปต์)
แต่พอเนื้อเรื่องมันค่อย ๆ เฉลยอดีตไปเรื่อย ๆ เราก็จะหันมาเข้าข้างกิ่งแก้ว
และเกลียดวัลภาในที่สุด เราก็เลยรู้สึกว่า การเล่าแบบตัดสลับเวลาในหนังเรื่องนี้
อาจจะมีจุดประสงค์อย่างนึงคือเพื่อเล่นกับความรู้สึกคนดูตรงจุดนี้ ทำให้คนดูเปลี่ยนข้างอย่างรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป
ทำให้คนดูรู้สึกว่า “เราไม่ควรด่วนตัดสินใครอย่างง่าย ๆ” และหนังทำตรงจุดนี้ได้สำเร็จสำหรับเรา
แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกก้ำกึ่งก็คือว่า ถ้าหากหนังเรื่องกิ่งแก้ว
“ไม่เลือกที่จะเป็นหนังสยองขวัญ” หรือ “ไม่เลือกที่จะพยายาม surprise คนดู” หนังก็อาจจะเลือกเล่าเรื่องตามลำดับเวลาไปเลยก็ได้ ทำเป็นหนังดราม่า
เน้นหัวจิตหัวใจของตัวละคร เพื่อให้คนดูตามดูพัฒนาการของชีวิตและจิตวิญญาณของกิ่งแก้วไปเรื่อย
ๆ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็อาจจะได้หนังแบบ Claude Chabrol, Chritian Petzold ที่เข้าทางเรามากกว่า
7. ฉากที่ติดอยู่ในความทรงจำมากที่สุดใน “กิ่งแก้ว”
ก็คือฉากที่กิ่งแก้วใช้เสียงเป็นอาวุธนี่แหละ นึกว่าเป็นหนังที่ “ต้องดูในโรงภาพยนตร์”
ของจริง เพราะเราก็นึกไม่ออกว่ามีหนังเรื่องไหนที่ตัวละครกรีดร้องแบบรอบทิศทาง
บาดแก้วหูได้มากขนาดนี้ 55555
8. อีกปัญหานึงที่เรามีกับ “กิ่งแก้ว” และหนังสยองขวัญของไทยหลายเรื่องในระยะหลัง
ซึ่งรวมถึง ธี่หยดภาค 2 และ 3, OUR HOUSE ข้างบ้าน (2025,
Kongkiat Khomsiri, A+15), etc. ก็คือว่า “ผีในหนังไทยระยะหลัง”
มันมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปน่ะ คือเหมือนมันนึกอยากจะหักคอคน, อยากฆ่าคน ก็ทำได้ตามสบาย
ๆ เลย
คือการที่ผีในหนังไทยระยะหลัง มันดูมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปแบบนี้
มันก็เลยเกิดผลเสียสองอย่างสำหรับเรา นั่นก็คือ
8.1 มันดูเหลือเชื่อมากเกินไป คือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกของหนังเรื่องนั้น
ๆ แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเราในโลกความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นมันก็เลย “ไม่น่ากลัว” เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราในโลกแห่งความเป็นจริงนอกโรงภาพยนตร์
8.2 มันดูไร้กติกามากเกินไป คือเกมมันจะสนุก
มันต้องมีกติกาให้เล่นหรือปฏิบัติตาม แต่ถ้าหากผีมันสามารถหักคอคนได้ทุกเมื่อ หนังมันก็จะต้องลำบากขึ้นอีกนิดนึงในการพยายามตั้งกฎกติกาใหม่ในหนังเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้คนดูรู้ว่าผีในหนังเรื่องนั้นทำอะไรได้บ้าง
และคนสามารถสู้ผีด้วยวิธีการใดได้บ้าง
ซึ่งจริง ๆ แล้ว “กิ่งแก้ว” ก็ทำได้ดีบางส่วนนะ
คือเราเอาใจช่วย “ผีกิ่งแก้ว” แต่เราไม่ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” ให้อำนาจผีมากเกินไป
ผีสามารถฆ่าคนได้ง่ายเกินไป แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่อง “กิ่งแก้ว” กำหนดกฎกติกาว่า
ผีจะมีฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อยังมีวัตถุผูกพันอยู่ และหนังก็ยึดตามกฎกติกานี้ได้จนถึงนาทีสุดท้ายของหนัง
(ชอบการเฉลยตรงจุดนี้มาก ๆ ในหนัง)
ซึ่งหนังที่เป็น antidote สำหรับเราในปัญหานี้
ก็คือหนังเรื่อง MIERUKO-CHAN ใครว่าหนูเห็นผี (2025,
Yoshihiro Nakamura, Japan, A+30) คือผีในหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกได้จริง
ๆ ว่า มันคือผีที่เราอาจจะเจอได้ในชีวิตประจำวันน่ะ มันไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์หักคอคนได้ตามอำเภอใจ
แต่มันเป็นผีที่อาจจะอยู่ใกล้ ๆ คุณตอนที่คุณกำลังอ่านข้อความนี้ของเราอยู่ก็ได้
เราก็เลยรู้สึกว่า MIERUKO-CHAN นี่เป็นตัวอย่างที่ตอบโจทย์ของเราได้ดีที่สุด
มันคือขั้วตรงข้ามของ “หนังสยองขวัญของไทยในระยะหลัง” ที่ประสบปัญหาตรงจุดนี้
9. สรุปว่าชอบ “กิ่งแก้ว” ในระดับ A+15 นะ ถ้าหากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณเอกชัย ศรีวิชัย แล้ว
เราก็ชอบกิ่งแก้วน้อยกว่า อีหล่าเอ๋ย (2021), มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ
(2020), สะพานรักสารสิน (2022), เทริด (2016), เหมรฺย (2024) แต่เราชอบกิ่งแก้วมากกว่า
โนราห์ NORAH (2018, A+15)
และมนต์รักวัวชน (2022, A+)
10. กลับมาที่ RETURN TO SILENT HILL คือเราเสียดายมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้ต้องยึดตามวิดีโอเกม และเสียดายที่มันเลือกที่จะเป็น
genre หนังสยองขวัญ เพราะเราว่าโดยตัวเนื้อหาของหนังเรื่องนี้
ที่มันเล่นกับ “โลกทางจิต” ของตัวละครแล้ว เราว่ามันไม่ยากเลยที่จะดัดแปลงหนังเรื่องนี้ให้ออกมาเป็นแบบหนังของ
Andrei Tarkovsky (ความผูกพันกับหญิงคนรักเก่าที่ตายไปแล้ว,
การเดินทางเข้าไปในดินแดนเซอร์เรียล กึ่งไซไฟ กึ่งโลกทางจิตวิญญาณ), Alain Resnais
(การตัดสลับระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างรุนแรง) และ Alain
Robbe-Grillet (การตัดสลับระหว่างความจริงกับความไม่จริง)
คือดู RETURN TO SILENT HILL แล้ว เสียดายมาก ๆ เพราะมันมีศักยภาพที่จะเป็นหนังแบบ Tarkovsky,
Resnais, Robbe-Grillet ได้สบาย ๆ แต่มันดันออกมาเป็นอะไรที่น่าเบื่อ
11. หรือถ้าหาก RETURN TO SILENT HILL เลือกที่จะเป็น “หนังสยองขวัญ” เราก็อยากให้มันเลือกออกมาเป็นแบบหนังของ David
Lynch น่ะ เป็นหนังที่เน้นความหลอน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป
เพราะเราว่ามันทำแบบนั้นได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่ RETURN TO SILENT HILL ไม่ได้เลือกเดินไปในเส้นทางนั้น
ก็เลยสรุปว่า เสียดาย “ศักยภาพ” ของ “วัตถุดิบบางอย่าง”
ใน “กิ่งแก้ว” และ RETURN TO SILENT HILL มาก ๆ
No comments:
Post a Comment