Showing posts with label SHORT FILM ONLINE. Show all posts
Showing posts with label SHORT FILM ONLINE. Show all posts

Saturday, May 09, 2026

A FILMOGRAPHY OF THEERAPAT WONGPAISARNKIT

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ชอบมาก ๆ ที่มีการพูดถึงชีวิตของคนตาบอดสีในเทปด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

 

พอเทปนี้พูดถึงเรื่อง “โลกของหนัง” ที่เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นแล้ว เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ของ Eric Rohmer, Jacques Rivette และ Dag Johan Haugerud มาก ๆ รู้สึกว่าเป็นจักรวาลภาพยนตร์ที่ถ้าหากเราได้เข้าไปอยู่แล้ว เราคงมีความสุข

 

ส่วนจักรวาลภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีด แต่ตัวเราไม่อยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ก็คือจักรวาลภาพยนตร์ของ Lav Diaz, Bela Tarr, Scud, Tobe Hooper, Wes Craven

++++

 

เราชอบกิน “ภาชนะใส่อาหาร” มาก ๆ พวก “โคนของไอศกรีม” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบกินเมนูสลัดบางอันมาก ๆ เพราะเมนูสลัดบางอันมี “กระทงใส่อาหาร” ที่เราสามารถกินตัวกระทงได้ อย่างเช่นเมนูสลัดผลไม้กุ้งทอด ของ Salad Factory ที่ตัวกระทงเหมือนทำจากเผือกทอด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

อีกอันที่ชอบกินก็คือ Grande Taco Salad Bowl ของร้าน Sunrise Tacos เพราะตัวกระทงในเมนูนี้ก็สามารถกินได้เช่นกัน

 

ไม่รู้ว่ามีเมนูอาหารอะไรอื่น ๆ อีกบ้างที่เราสามารถกินตัวภาชนะใส่อาหารได้

+++

 

ชอบนิทรรศการนี้มาก ๆ WHERE SPIRITS DWELL ของ Ding Min ที่ GalileOasis

 

ชอบแต่ละตัวละครในภาพของเขามาก ๆ รู้สึกว่าแต่ละตัวละครในภาพของเขาสามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการของเราได้สบาย ๆ

 

เหมือนภาพของเขามันมีความ Junji Ito + David Lynch + เทพนิยาย แต่มันลดทอนความสยองขวัญแบบ Junji Ito ลง และใส่ความน่ารักเข้าไปเป็นส่วนผสมแทน มันก็เลยออกมาดูเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วหลายครั้งว่า เราชอบโลกจินตนาการที่ “ตัวละครทุกตัวมีอิทธิฤทธิ์รุนแรง” เราก็เลยชอบภาพของ Ding Min มาก ๆ อย่างเช่นภาพหนูน้อยหมวกแดงที่ปล่อยตัวโลนยักษ์จำนวนมากออกมา คือตัวละครแบบนี้นี่เหมาะกับโลกจินตนาการของเราจริง ๆ เพราะหนูน้อยหมวกแดงในโลกจินตนาการของเราไม่ใช่เด็กหญิงที่ไร้พิษสง แต่ต้องเป็นเด็กหญิงที่มีพิษสงรุนแรงแบบนี้นี่แหละ

 

ในนิทรรศการนี้มีสมุดภาพของ Ding Min ขายด้วย เราก็เลยซื้อสมุดภาพมาให้ลูกหมี

 

Instagram ของ Ding Min

https://www.instagram.com/dingminart/

++++

 

วันนี้เราได้ไปดูงาน Beam Wong: Selected Moving Images 2015–2026 ที่เกอเธ่ งานนี้มีฉายหนัง 9 เรื่องติดต่อกัน แล้วปรากฏว่าเราหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังบางเรื่องในงานนี้แทบไม่เจอเลย เราก็เลยต้องรีบจดบันทึกช่วยจำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจำถูกจำผิดอะไรบ้างหรือเปล่า ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมก็มา comment กันได้นะคะ

 

หนัง 9 เรื่องที่ฉายในงานนี้

 

1. HUU (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 24 min)

เราเคยดูแล้ว


2. SPIRAL IN THE SKY (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, A+15)

Animation สั้น ๆ เข้าใจว่าเป็น MV ประกอบเพลง ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นนี้มีหญิงสาวที่ถอดแว่นออก แล้วก็เหมือนมีดวงตาที่สามปรากฏบนหน้าผาก ดวงตาเป็นรูปชายทะเล แล้วภาพชายทะเลภายในรูปทรงดวงตาก็ลอยออกมาจากหน้าผากของเธอ แต่พอเธอใส่แว่น สีของภาพก็เปลี่ยนไป เหมือนเธอยืนอยู่หน้าแม่น้ำ และอีกฟากเป็นภาคอุตสาหกรรม


3. DIARY OF A PURSE FUCKER (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 11 min)

เราเคยดูแล้ว


4. LONG LIVE THE SIN (2021, Theerapat Wongpaisarnkit, 3:17 min, A+30)

ดีงามมาก ๆ หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบด้วยนะ

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังสั้นเรื่องนี้ใช้ฉากอุโมงค์เดียวกับที่ปรากฏในหนังเรื่อง CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min, A+30)

5. BIRD IN A GLASS COFFIN (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, 7:11 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นเรื่องนี้มีนกที่ถูกใบพัดเครื่องบินดูดเข้าไปจนถึงแก่อสัญกรรม เหล่าอีกาก็เลยบินเข้าไปเอาซากนกตัวนี้ไปใส่ในโลงศพ แล้วจุดไฟเผาโลงศพ แล้วเอาโลงศพไปต่อท้ายเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินถูกเพลิงเผาผลาญทำลายไปด้วย


6. BLESS & CURSE (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 1 min, A+30)

หนังสั้นที่รวบรวมถ้อยคำต่าง ๆ ให้มาปรากฏในรูปของ text และเสียง ซึ่งรวมถึงถ้อยคำที่พวกเราอาจจะคุ้นชินกันดี


7. SOLAR AUTONOMOUS INTERZONE, RAMAVANIAEDITON (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 6:32 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้ใช้ภาพจาก AI เป็นผู้คนจำนวนมากในคลับเต้นรำ แล้วก็มีการพูดถึง Saros ผู้หลงใหลใน eclipses

 

ใครจำรายละเอียดอื่นใดในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ SAROS 143 CLUB (2024, Nanut Thanapornrapee, 20min, A+30) หรือเปล่า เพราะหนังเรื่อง SAROS 143 CLUB ก็พูดถึงวัฏจักร Saros ที่เกี่ยวข้องกับ eclipses เหมือนกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง Saros ตรงกันโดยบังเอิญ หรือว่าเป็นหนังสองเรื่องที่อยู่ในโปรเจคท์เดียวกัน 55555

 

8. 3KAZ (3 Ka inAutonomousZone) (2026, Theerapat Wongpaisarnkit, 5:43 min, A+30)

จำได้ว่าหนังพูดถึงความแตกต่างระหว่าง crows กับ ravens, กากับอีกา

 

ใครจำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

คุณ Beam Wong พูดในงานว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานกา 3 ขาของญี่ปุ่น ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่น และเรื่อง “กาคาบข่าว” หลังจากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต

9. DECONSTRUCTING ANGELS (2023, Theerapat Wongpaisarnkit, Live Cinema Performance, 10 min, A+30)

Beam Wong เล่นเปียโนเพราะมาก โดยเป็นการเล่นเปียโนสดประกอบกับภาพที่คล้ายสัญญาณจอโทรทัศน์สมัยก่อน

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ช่วงต้นของหนังเรื่องนี้คือฉากผู้หญิงทำ shibari แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า มันคือช่วงต้นของ DECONSTRUCTING ANGELS หรือมันคือช่วงท้ายของ 3KAZ

 

ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเหล่านี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Theerapat Wongpaisarnkit ที่เราเคยดูมาแล้ว ก็มีเช่น

 

10. AMONG THE LIGHT (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 11.35min)

 

11. ROOMMATE (รูมเมท) (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 10:07 min)

12. BETWEEN THOUGHT AND EXPRESSION (มนุษย์หงุดหงิด) (2013, 10min)

 

13. JUNK SHIT MINDS (2014, 2min)

 

14. PLEASE CHECK YOUR BELONGING BEFORE LEAVING (โปรดตรวจสอบทรัพย์สินของท่านก่อนลุกจากที่นั่ง) (2014, Theerapat Wongpaisarnkit, 8min)

 

15. BANGKOK SCI-FI 603 (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, Vutichai Tanglaksilathong, Thanakrit Khuntiudom, 13min)

 

16. BANMUN (บ้านหมุน) (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 3min)

 

17. FLUMMOXED COCOON (ดักแด้โกลาหล) (2017, musical film, 28min)

 

18. MGB: SOFTWHERE (2018, Theerapat Wongpaisarnkit, 26min)

 

19. JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

20. CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

แต่เรายังไม่ได้ดู 06263 (2025, Theerapat Wongpaisarnkit, Jidapa Chirayangyuenyong, 9.30min) นะ

 

 

Wednesday, June 04, 2025

BACTERIA (2024, Bundit Thianrat, 18min, A+30)

 

เห็นใน Facebook มีระบบ subscription ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ยังไม่เคยจ่ายเงิน subscribe ให้เพจไหนเลย แต่มาวันนี้เราก็เลยตัดสินใจจ่ายเงิน subscribe ให้เพจ “ทหารสายกล้าม” เป็นเพจแรก เราก็เลยอยากรู้ว่า เพื่อน ๆ มีการจ่ายเงิน subscribe ให้ใครใน Facebook กันบ้างคะ มีอะไรน่า subscribe กันอีกบ้าง

+++

 

BACTERIA (2024, Bundit Thianrat, 18min, A+30)

 

1. จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ “process การทำขนมปัง sour dough” (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) เพราะเหมือนเราไม่เคยเห็นสิ่งนี้ในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน เราก็เลยชอบจุดนี้มากที่สุดในหนัง และเราก็เลยแอบเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้อธิบาย process การทำขนมปัง sour dough อย่างละเอียดกว่านี้ 55555 ส่วนเนื้อหาของหนังที่เป็นเรื่องของ “ความขัดแย้งและการประนีประนอมกันระหว่างคนสองรุ่น” นั้น เราว่ามันก็ดี แต่เราว่ามันดูลอย ๆ ไปหน่อยสำหรับเรา เหมือนหนังมันอมพะนำมากเกินไปหน่อยในจุดนี้ ส่วนเรื่องประเด็นการเมืองในหนังนั้น เราดูแล้วก็ยอมรับว่า เราอาจจะไม่เข้าใจหนังเรื่องนี้ในจุดนี้ เพราะว่าถ้าหากไม่มีการใส่ฉากในช่วง closing credits เข้ามา เราก็คงไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นการเมืองแอบแฝงอยู่ด้วย 55555

 

2. นอกจากส่วนที่เป็น process การทำขนมปังแล้ว เราก็ชอบ “ความประณีต” ในหนังเรื่องนี้นะ เหมือนหนังมันมีความประณีตในการคิดฉากแต่ละฉากและในการเรียงร้อยมันออกมาน่ะ ตัวอย่างของฉากที่ชอบมากก็อย่างเช่นในช่วงนาทีที่ 5 ที่ timer ดังขึ้นมา แล้วตัวละครลุง (ปาโมช แสงศร) เหมือนมีอาการโรคหัวใจ (ไม่รู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า) เหมือนหนังเรื่องนี้ใช้บางช็อตที่เล่าเหตุการณ์ได้ทั้งในส่วนของโฟร์กราวด์และแบคกราวด์ได้ในฉากเดียวกันน่ะ คือในตอนแรกเราจะเห็นลุงกำลังเตรียมขนมปังในแบคกราวด์ และเห็น space ของพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งดูค่อนข้างแคบ ก่อนที่ภาพจะเปลี่ยนมาโฟกัสที่โฟร์กราวด์เมื่อ timer ดังขึ้น แล้วเราก็เห็นตัวละครหลาน (อวัช รัตนะปิณฑะ) ทำหน้าตาคับข้องใจอยู่ที่โฟร์กราวด์ของฉาก โดยที่มีลุงทำอาการปวดหัวใจอยู่ในแบคกราวด์ของฉาก

 

3. ชอบความคล้องจองกันระหว่างฉากเปิดกับฉากปิดของหนังด้วย เหมือนเป็นการส่งผ่านอะไรบางอย่างจากตัวละครหนึ่งไปสู่ตัวละครหนึ่ง และจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งได้อย่างงดงาม

 

4.อีกสิ่งที่ชอบสุดขีดในหนัง คือการที่หนังเหมือนรีดเค้นพลังทางการแสดงของปาโมชกับอวัชออกมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่นาทีที่ 11 เป็นต้นไป คือเหมือนหนังเรื่องนี้ใช้ดาราดังมาแสดง (เมื่อเทียบกับหนังสั้นไทยโดยทั่วไป) และก็เป็นการใช้อย่างคุ้มค่ามาก ๆ ไม่เสียของ นักแสดงทั้งสองเล่นได้ดีสุดขีดมาก ๆ

 

5. หลังจากที่เราเขียนถึงจุดที่เราชอบสุดขีดในหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ต่อไปนี้เราก็จะเขียนถึงจุดที่เรา “ไม่แน่ใจ” ว่าเราชอบหรือไม่ชอบในหนังเรื่องนี้นะ 555 คือหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วทำตามกฎหลักของเราที่ว่า “ตัวละครแต่ละตัวมีชีวิตมาก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น”

 

ซึ่งตัวละครหลักทั้งสองตัวในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วก็เชื่อได้อย่างเต็มที่ว่า “มีชีวิตมาก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น” จริง ๆ แต่เราแอบรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ปิดบังข้อมูลของตัวละครมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า เราดูแล้วก็เลยงงๆ และอาจจะทำให้เราขาด “อารมณ์ร่วม” ไปกับตัวละครด้วย

 

แต่เราก็ไม่คิดว่าอันนี้เป็น “ข้อเสีย” ของหนังนะ เพราะเราก็ยังคงชอบหนังเรื่องนี้มากในระดับ A+30 อยู่ดี เพียงแต่เราก็ยอมรับว่า เราดูแล้วก็แอบสงสัยในส่วนของเนื้อหาบางส่วนของหนังน่ะ อย่างเช่น

 

5.1 ลุงกับหลานมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมาก่อนหน้านี้ เรื่องวิธีการทำขนมปัง หรือเรื่องทัศนคติทางการเมือง หรือเรื่องอะไร พวกเขาโกรธอะไรกันมาก่อนหน้านี้

 

คือเหมือนพอหนังไม่ได้บอกชัด ๆ เกี่ยวกับจุดนี้ เราดูแล้วก็เลยงง ๆ น่ะ และก็เลยกลายเป็นว่า เราอินกับ “การต่อสู้ของตัวละครเพื่อทำขนมปังให้เสร็จทันเวลา” มากกว่าที่จะอินกับ “การเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างลุงกับหลาน” เพราะเราดูแล้วก็ไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่า ลุงกับหลานมีเรื่องขัดแย้งอะไรกัน

 

5.2 หลานบาดเจ็บเพราะอะไร แล้วหลาน “โด่งดัง” เพราะอะไร

 

คือถ้าหากไม่มีการใส่ฉากทางการเมืองเข้ามาใน closing credits เราก็คงจะจินตนาการไปแล้วว่า หลานเป็น “นักซิ่งมอเตอร์ไซค์ชื่อดัง” อะไรทำนองนี้ เขาเลยบาดเจ็บที่ขาในช่วงต้นเรื่อง 55555

 

5.3 การใส่ฉากทางการเมืองเข้ามาในช่วง closing  credits ก็เป็นอะไรที่ intriguing ดี คือเหมือนมันช่วยเพิ่มความหมายที่น่าสนใจให้กับหนัง แต่ดูแล้วเราก็ยังงง ๆ อยู่ดี เพราะเราก็ไม่รู้ว่า การที่ตัวละครลุง “เลือกทางนั้น” จนทำให้หลานโกรธ มันคืออะไร ลุงเลือกทำอะไร แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองหรือเปล่า

 

คือจุดเหล่านี้เป็นจุดที่เรา “ไม่แน่ใจ” ว่าเราชอบหรือไม่ชอบในหนังเรื่องนี้นะ คือเราว่าการที่หนังเลือกที่จะ “ไม่บอกอะไรหลาย ๆ อย่าง” มันก็ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะมันก็ช่วยสร้างความค้างคาใจให้เราได้ดี และกระตุ้นความคิดของเราได้เป็นอย่างดี แต่บางทีมันก็ส่งผลให้เราไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร และไม่มีอารมณ์ร่วมกับหนังตามไปด้วยน่ะ

 

เหมือนหนังบางเรื่องเลือกใช้วิธีการคล้าย ๆ กันนี้ แล้วเราก็ยังคงชอบมากอยู่ดีนะ อย่างเช่น PERFECT DAYS (2023, Wim Wenders) ที่หนังไม่บอกอดีตของตัวละครพระเอก และ THOSE WHO LOVE ME CAN TAKE THE TRAIN (1998, Patrice Chéreau, France) ที่ตัวละครบางตัวในหนังตบตีกันอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เพราะพวกเขาเคยมีเรื่องขัดแย้งกันมาก่อนที่หนังจะเริ่มต้นขึ้น และหนังก็ไม่บอกและไม่เล่าด้วยว่า พวกเขาเคยมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันมาก่อน 5555 แต่คือหนังทั้งสองเรื่องนี้เป็นหนังที่ยาวกว่า 2 ชั่วโมงน่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะกังขาและสงสัยกับอดีตของตัวละครบางตัวในหนังสองเรื่องนี้ หนังสองเรื่องนี้มันก็มีเนื้อหาในส่วนอื่น ๆ ที่เปิดให้เรามีอารมณ์ร่วมหรือสนุกกับมันไปด้วยมาก ๆ ได้ เพราะฉะนั้น “อดีตของตัวละครที่หนังไม่ยอมเล่า” ก็เลยเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญไปโดยปริยาย แต่ในส่วนของ BACTERIA นั้น พอหนังมันสั้นมาก และความขัดแย้งระหว่างลุงกับหลาน (ที่หนังไม่ยอมเล่า) มันเหมือนมีความสำคัญต่อหนัง เราก็เลยสงสัยว่า เอ๊ะ จริง ๆ แล้วการเลือกใช้วิธีการแบบนี้มันดีหรือเปล่านะ

 

แต่เราก็แอบเดาว่า หนังเรื่องนี้อาจจะต้องการเน้นการส่ง message เรื่องการปรับตัวเข้าหากันระหว่างคนสองรุ่นก็ได้นะ เพราะฉะนั้นรายละเอียดเรื่องความขัดแย้งก็เลยอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญคือการปรับตัวหรือเรียนรู้ซึ่งกันและกัน คือถ้าหากหนังเล่ารายละเอียดตรงจุดนี้มากเกินไป มันก็เสี่ยงได้เหมือนกันที่คนดูแต่ละคนจะ take side ว่าจะเข้าข้างลุงหรือหลาน แล้ว message ตรงนี้ก็อาจจะถูกลดทอนความสำคัญลง แต่พอหนังเลือกที่จะสร้างความคลุมเครือตรงจุดนี้ message ตรงนี้ก็อาจจะชัดขึ้น

 

สรุปได้ว่า เราเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การที่หนังเรื่องนี้ไม่ยอมเล่าอะไรหลาย ๆ อย่าง เป็นวิธีการที่ดีแล้วหรือไม่ คือตอนนี้เราก็ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ น่ะแหละ และดูแล้วมันก็ “ค้างคาใจ” ดีกับสิ่งที่หนังไม่ยอมเล่า แต่เราก็ยอมรับว่า เราก็อาจจะไม่ได้ “รู้สึกมีอารมณ์ร่วม” ไปกับตัวละครด้วยเช่นกัน เพราะเราไม่รู้ว่า พวกเขาโกรธอะไรกัน

++++

LOTTE IN WEIMAR (1975, Egon Günther, East Germany, 119min) เปิดฉายให้ดูฟรีออนไลน์ หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกจากเยอรมันตะวันออกที่ได้เข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ โดยตัวหนังดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของ Thomas Mann (DEATH IN VENICE)

+++++++

 

สรุปหนังที่ได้ดูในวันที่ 1 – 2 JUNE 2025

 

SUNDAY 1 JUNE

 

1. THE 4 RASCALS (2025, Tran Thanh, Vietnam, 132min, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 11.30 น.

 

ดีใจที่มีคนนำหนังเวียดนามมาลงโรงฉายในไทยเป็นระยะ ๆ Tran Quoc Anh พระเอกหนังเรื่องนี้หล่อมาก ฉันตกหลุมรักเขาอย่างรุนแรง ชอบประเด็นนึงในหนังเรื่องนี้ด้วย นั่นก็คือหนังเรื่องนี้เหมือนจะเกลียด “สาวสวยไร้สมอง ที่ใช้ประโยชน์จากความสวยของตัวเองไปวัน ๆ” เพราะฉะนั้นตัวละครนางเอกของหนังเรื่องนี้ ที่ “ทำตัวสวยไปวัน ๆ” ก็เลยต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม

 

2. THE RITUAL (2025, David Midell, horror, 98min, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 14.20 น.

 

เกลียดความกล้องสั่นตลอดเวลาในหนังเรื่องนี้ แต่ชอบ “ความจริงจัง” บางอย่างในหนังเรื่องนี้ ดูแล้วนึกถึง THE EXORCIST: BELIEVER (2023, David Gordon Green, A+30) ในแง่ที่ว่า พิธีกรรมไล่ผีในหนังทั้งสองเรื่องนี้ เหมือนไม่ได้ “ดำรงอยู่เพื่อสร้างความสนุกตื่นเต้นระทึกขวัญ” ให้แก่ผู้ชม แต่เหมือนมันดำรงอยู่ด้วยเหตุผลอื่น ๆ

 

3. PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE (2025, Chartchai Ketnust, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 16.50 น.

 

กลายเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดของคุณ Chartchai ไปเลย ชอบมากกว่า FROM BANGKOK TO MANDALAY (2016), THE MOTHER (2019) และ MAN SUANG (2023) ชอบการทำหนังย้อนยุคแบบค่อนข้าง minimal แบบนี้ (ถ้าหากเทียบกับหนังของท่านมุ้ยหรือหนัง epic ของต่างประเทศ), ชอบที่หนังเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน, ชอบความเป็นหนังทดลองที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวที, ชีวิตนอกโรงละคร, อดีต และปัจจุบันเข้าด้วยกัน, ชอบความแสดงตัวตลอดเวลาว่า สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงจินตนาการจากคนยุคต่าง ๆ ที่มองย้อนเข้าไปในอดีต และเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงในอดีต และชอบทัศนคติของหนัง

 

ในแง่นึงดูแล้วแอบนึกถึง MEGALOPOLIS (2024, Francis Ford Coppola) ในแง่ที่ว่า เวลาเราดูหนังสองเรื่องนี้ เราจะรู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังดูหนังอยู่ เหมือนหนังมันไม่ได้พยายาม “ทำให้สมจริง” แต่พยายาม “ทำให้มันไม่สมจริง” และเราชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีด

 

4. KRAKEN (2025, Nikolay Lebedev, Russia, 134min, A+30)

 

ดูที่ MAJOR RATCHAYOTHIN รอบ 20.00 น.

 

ในที่สุดก็เจอหนัง mainstream ของรัสเซียที่เราชอบในระดับทัดเทียมกับหนัง mainstream ของฮอลลีวู้ด, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อินเดีย, จีน 55555 คือเหมือนหนังอาร์ตของรัสเซียนี่มันยอดเยี่ยมกระเทียมดองอยู่แล้ว แต่หนัง mainstream ของรัสเซียนี่เท่าที่เราดูมา เหมือนยังสู้ของฮอลลีวู้ดกับเกาหลีใต้ไม่ได้ จนกระทั่งมาเจอเรื่องนี้ที่มันเข้าทางเรามาก ๆ

 

ชอบ “ความไม่เร่งร้อน” ของหนังเรื่องนี้ด้วย ดูแล้วนึกถึง THE ABYSS (1989, James Cameron), THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990, John McTiernan), CRIMSON TIDE (1995, Tony Scott) อะไรพวกนี้ด้วย รู้สึกว่าหนังมันดูสนุกโดยที่ไม่ต้องกระตุ้นคนดูให้รู้สึกหีแทบแตกตลอดเวลา ซึ่งจะแตกต่างจากหนังยุคนี้อย่าง MISSION: IMPOSSIBLE – THE FINAL RECKONING (2025, Christopher McQuarrie, 169min, A+30) และ MEG 2: THE TRENCH (2023, Ben Wheatley) ที่พยายามกระตุ้นคนดูตลอดเวลา

 

 

หนังที่ได้ดูในวันที่ 2 JUNE

 

1. NINTAMA RANTARO: INVINCIBLE MASTER OF THE DOKUTAKE NINJA (2025, Masaya Fujimori, Japan, animation, A+25)


ดูที่ PARAGON รอบ 14.00

 

2. ABOUT FAMILY (2024, Yang Woo-seok, South Korea, A+30)

 

ดูที่ PARAGON รอบ 16.30

 

ชอบการโยงไปถึงสงครามเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ในทศวรรษ 1950

 

สรุปว่า ในบรรดา 6 เรื่องนี้ เราเรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

1. PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE (2025, Chartchai Ketnust, A+30)

 

2. KRAKEN (2025, Nikolay Lebedev, Russia, 134min, A+30)

 

3. ABOUT FAMILY (2024, Yang Woo-seok, South Korea, A+30)

 

4. THE 4 RASCALS (2025, Tran Thanh, Vietnam, 132min, A+30)

 

5. THE RITUAL (2025, David Midell, horror, 98min, A+30)

 

6. NINTAMA RANTARO: INVINCIBLE MASTER OF THE DOKUTAKE NINJA (2025, Masaya Fujimori, Japan, animation, A+25)

 

พอดู PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE (2025, Chartchai Ketnust, A+30) ที่เราชอบสุดขีดแล้วเราก็เลยจินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าหากเราต้องฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ เราก็คงจะเลือกหนังต่อไปนี้มาฉายควบด้วย

 

1.THE ASHES AND GHOSTS OF TAYUG 1931 (2017, Christopher Gozum, Philippines, A+25)

 

เพราะหนังฟิลิปปินส์เรื่องนี้กับ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE ต่างก็เล่าเรื่องของ “วิธีการที่ศิลปินยุคปัจจุบันพยายามจะถ่ายทอดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์” เหมือนกัน แทนที่จะเล่าถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา

 

2. EDWARD II (1991, Derek Jarman, UK)

 

เพราะมันเป็นหนังย้อนยุคประวัติศาสตร์ที่ minimal มาก ๆ, เน้นความไม่สมจริง และมีฉากร้องเพลงเหมือนกัน

 

3. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

เพราะมันเป็นหนังที่เลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับนอกละครเวทีเหมือนกัน

 

4. LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France)

 

เพราะมันเป็นหนังย้อนยุคที่ดู minimal เหมือนกัน

 

5. LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany)

 

เพราะมันเป็นหนังย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์ที่เน้นความไม่สมจริง และเน้นความกึ่งละครเวทีเหมือนกัน

 

6. MOHENJO DARO (2016, Ashutosh Gowariker, India)

 

นี่คือหนังที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE เพราะมันเป็นหนังที่เลือกวิธีทางการเล่าเรื่องที่ตรงกันข้ามกับ PHRA RUANG เพราะหนังอินเดียเรื่องนี้เลือกที่จะ “เล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา” ตามขนบหนังพีเรียดอิงประวัติศาสตร์โดยทั่วไป โดยไม่ได้พูดถึง “วิธีการที่คนในยุคปัจจุบันพยายามจะ deal กับประวัติศาสตร์ หรือพยายามจะ represent ประวัติศาสตร์” และหนังอินเดียเรื่องนี้ก็มีความ maximalist ตามขนบหนังบอลลีวู้ด เน้นความเริ่ด ฉูดฉาดบาดตา สนุกสนาน เร้าอารมณ์ ในขณะที่ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE ดู minimal กว่ามาก ๆ

 

อย่างไรก็ดี เราคิดว่าถึงแม้ form และวิธีการของ “หนังอิงประวัติศาสตร์” สองเรื่องนี้จะแตกต่างจากกันอย่างสิ้นเชิง หนังสองเรื่องนี้ก็ฉายควบกันได้ เพราะว่า MOHENJO DARO พูดถึง “ต้นตระกูลของคนในอินเดีย” เมื่อ 4000 กว่าปีก่อน ในขณะที่ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE พูดถึงต้นราชวงศ์ในอาณาจักรสุโขทัย และหนังทั้งสองเรื่องนี้พูดถึง “ปัญหาเรื่องเขื่อน” ในอดีตเหมือน ๆ กัน

 

เราก็เลยคิดว่า ถ้าหาก PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE เลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบธรรมดา แทนที่จะทำออกมาคล้ายหนังทดลองแบบที่เป็นอยู่นี้ หนังเรื่องนั้นก็อาจจะออกมาแบบ MOHENJO DARO นี่แหละ

 

7. MOSES AND AARON (1975, Danièle Huillet, Jean-Marie Straub, West Germany)

 

เพราะมันเป็นหนังเพลงย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์เหมือนกัน และจงใจให้คนดูรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้กำลังดูเหตุการณ์ในอดีต แต่กำลังดู “ความพยายามของคนยุคปัจจุบันในการสร้างฉาก fiction ของเหตุการณ์ในอดีต”

 

8. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เพราะมันเป็นหนังที่เลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับนอกละครเวทีเหมือนกัน

 

9. SHAKESPEARE MUST DIE (2012, Ing K., 172 min)

 

เพราะมันเป็นหนังที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับนอกละครเวทีเหมือนกัน

 

10. 3RD WORLD HERO (2000, Mike De Leon, Philippines, A+30)

 

เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้ตั้งคำถามต่อ “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรบุรุษของชาติ” เหมือนกัน

 

ส่วนอันนี้เป็นความเห็นเพิ่มเติมของเราเกี่ยวกับ PHRA RUANG: RISE OF THE EMPIRE ที่เราเคยแปะไปแล้วก่อนหน้านี้:

 

กลายเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดของคุณ Chartchai ไปเลย ชอบมากกว่า FROM BANGKOK TO MANDALAY (2016), THE MOTHER (2019) และ MAN SUANG (2023) ชอบการทำหนังย้อนยุคแบบค่อนข้าง minimal แบบนี้ (ถ้าหากเทียบกับหนังของท่านมุ้ยหรือหนัง epic ของต่างประเทศ), ชอบที่หนังเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน, ชอบความเป็นหนังทดลองที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างละครเวที, ชีวิตนอกโรงละคร, อดีต และปัจจุบันเข้าด้วยกัน, ชอบความแสดงตัวตลอดเวลาว่า สิ่งที่เห็นเป็นเพียงการแสดง เป็นเพียงจินตนาการจากคนยุคต่าง ๆ ที่มองย้อนเข้าไปในอดีต และเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงในอดีต และชอบทัศนคติของหนัง

 

ในแง่นึงดูแล้วแอบนึกถึง MEGALOPOLIS (2024, Francis Ford Coppola) ในแง่ที่ว่า เวลาเราดูหนังสองเรื่องนี้ เราจะรู้ตัวตลอดเวลาว่าเรากำลังดูหนังอยู่ เหมือนหนังมันไม่ได้พยายาม “ทำให้สมจริง” แต่พยายาม “ทำให้มันไม่สมจริง” และเราชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีด

 

Sunday, April 13, 2025

MOST FAVORITE FILMS ABOUT EARTHQUAKES

 

SNOW WHITE เวอร์ชั่นแรกที่เราเคยดูในชีวิตก็คืออันนี้ เราน่าจะได้ดูโฆษณานี้ทางโทรทัศน์ในราว ๆ ปี 1977

 

ขอยกให้ “กระจกวิเศษ” (แป้งน้ำ ควินนา) (สรรพสิริ วิริยะสิริ, animation, A+30) เป็น one of my most favorite Thai animations of all time

 

แต่อยากรู้ปีที่แน่นอนของ animation นี้ เพราะคนแปะคลิปนี้ในยูทูบมันบอกว่าปี 1957 แต่เราได้ดู animation นี้ตอนเราเด็กๆ ราว ๆ ปี 1977 เราก็เลยคิดว่าคนแปะคลิปนี้ในยูทูบน่าจะลงปีผิด

 

Comment บอกว่า คนพากย์คือคุณอำรุง เกาไศยนันท์ กับคุณมาลี ผกาพันธ์

 

สรุปว่า ชอบ animation โฆษณานี้อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะ

 

1. มันเป็น animation ยุคโบราณของไทย ซึ่งถือเป็น rare item อย่างหนึ่ง 55555

 

2. ชอบ script โฆษณามาก ๆ ที่มีการใช้คำคล้องจองกัน

 

3. ชอบเสียงพากย์มาก ๆ ด้วย

 

ขอยกให้งานภาพเคลื่อนไหวนี้ ถือเป็น classic Thai animation และ classic Thai advertisement ด้วย

 

https://www.youtube.com/watch?v=Wsvid1c03wg

+++++++

 

BAD TASTE (2024, Pattanapong Khongsak, 6min, A+25)

 

ตอนช่วงแรก ๆ ของหนัง เราจะรู้สึกงง ๆ เพราะว่าเราเป็นคนที่ชอบสีน้ำเงินและสีม่วงอย่างรุนแรง เรามองว่าสองสีนี้สวยดี และเราก็ชอบกิน blueberry อย่างรุนแรงด้วย เราชอบกินอะไรทุกอย่างที่เป็นรส blueberry เพราะฉะนั้นช่วงแรก ๆ ของหนังเราก็จะงง ๆ ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ทำท่าทางรังเกียจอาหารสองสีนี้

 

พอตอนจบหนังขึ้น text บางอย่าง เราก็เลยเพิ่งเข้าใจหนังเรื่องนี้ในตอนจบ

++++

 

พออ่านข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Samsung กับบริษัทผู้ผลิตสินค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง NOTES FROM GOG MAGOG (2023, Riar Rizaldi, Indonesia, A+30) ที่เพิ่งเข้ามาฉายในกรุงเทพในปีที่แล้ว และพอข่าวนี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเวียดนาม เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE ROUNDUP (2022, Lee Sang-yong, South Korea, A+30) ด้วย

+++

 

พอดูหนังเรื่อง “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนเด็ก ๆ เราเคยได้ยินคนพูดถึง “พระนางพญา” บ่อย ๆ พอ google ดูเราถึงเพิ่งรู้ว่า “พระนางพญา” สร้างโดยพระวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นแม่ของสมเด็จพระนเรศวร สร้างตั้งแต่ราวค.ศ. 1548 หรือก่อน “เชคสเปียร์” เกิดเสียอีก (เชคสเปียร์เกิดปี 1564) ปัจจุบันนี้พระนางพญาน่าจะมีอายุราว 477 ปีแล้ว

 

 

https://kinyupen.co/2020/01/06/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3/

++++++++++

 

เปรียบเทียบ “พระเครื่องปลอม” กับ “ความรัก”

 

พอเราได้ดู THE STONE เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ (2025, Arak Amornsupasiri, Vuthipong Sukhanindr, A+30) เราก็รู้สึกดีใจอย่างสุดขีด สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ และอีกสาเหตุหนึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความดีงามของหนังเรื่องนี้โดยตรง แต่เป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า “การทำหนังเกี่ยวกับวงการพระเครื่องปลอม” เป็นสิ่งที่ทำได้แล้วในไทยในยุคปัจจุบัน หนังเกี่ยวกับประเด็นนี้ไม่โดนเซ็นเซอร์อีกต่อไปแล้ว

 

คือเราก็ไม่รู้ว่า ถ้าหากมีคนทำหนังประเด็นเดียวกันนี้ในอดีต มันจะโดนเซ็นเซอร์หรือเปล่านะ แต่อย่างน้อยการที่มีหนังเรื่องนี้ออกมาในปีนี้ มันก็แสดงให้เห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ได้เป็น taboo ของหนังไทยอีกต่อไป

 

ดูอย่างการทำขนมอาลัวพระเครื่องเมื่อปี 2021 ก็ยังเจอปัญหาเลย

https://www.prachachat.net/general/news-657747

 

ที่เราอยากให้ประเด็นนี้ไม่เป็น taboo ของหนังไทย เพราะเราอยากให้มีคนนำนวนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” (1976, กฤษณา อโศกสิน) มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์น่ะ

 

“สมมุติว่า เขารักฉัน” ถือเป็นหนึ่งในนวนิยายที่เราชื่นชอบมากที่สุดในชีวิต เราอ่านนิยายเรื่องนี้ตอนที่เราเรียนชั้นมัธยม เมื่อราว 35-40 ปีก่อน อ่านแล้วก็ตายไปเลย กราบตีนอย่างถึงที่สุด และเราก็อยากให้มีคนนำนิยายเรื่องนี้มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หรือ series มาก ๆ แต่ก็ไม่มีคนนำมาดัดแปลงสร้างสักที ในขณะที่นิยายอย่าง “เมียหลวง” ของกฤษณา อโศกสิน ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์ และละครเวทีไปแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน

 

ซึ่งเราก็เดาเอาเองว่า สาเหตุที่ “สมมุติว่า เขารักฉัน” ไม่ถูกนำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละคร อาจจะเป็นเพราะว่า นิยายเรื่องนี้ พูดถึง “อุตสาหกรรมการปลอมแปลงพระเครื่อง” และมีฉากที่รุนแรงมาก ๆ เกี่ยวกับพระพุทธรูปอยู่ในนิยายเรื่องนี้ เป็นฉากในความฝันของนางเอก (ถ้าจำไม่ผิด)

 

คือเราอ่านนิยายเรื่องนี้เมื่อ 35-40 ปีก่อนนะ เราก็เลยอาจจะจำเนื้อหาผิดพลาดไปบ้าง แต่ถ้าหากเราจำไม่ผิด นิยายเรื่องนี้ พูดถึง ปูมแก้ว หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาโดยคุณตาที่ทำอาชีพปลอมแปลงพระเครื่อง ในตัวนิยายมีการพูดถึงวิธีการต่าง ๆ ในการปลอมแปลงพระเครื่อง อย่างเช่น พอคุณตาหล่อพระเครื่องเสร็จ ก็จะเอาพระเครื่องไปแช่ในรางน้ำ เพื่อให้พระเครื่องดูมีคราบเก่า ๆ ดูเป็นของโบราณ อะไรทำนองนี้

 

แล้วถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นิยายเรื่องนี้อาจจะต้องการเปรียบเทียบ “คุณค่าของพระเครื่องปลอม” กับ “ความรัก” น่ะ (แต่เราอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้นะ หรืออาจจะคิดเกินเลยจากนิยายมากเกินไปเอง 55555)  คือพระเครื่องปลอม มันอาจจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ในฐานะ “ก้อนดิน” ก้อนหนึ่ง แต่มันอาจจะไม่ได้มีคุณค่าในตัวมันเองจริง ๆ แต่มันมี “ราคา” ขึ้นมาได้ เพราะคนต่าง ๆ ไปให้ค่ากับมันเอง ราคาของมัน จึงเกิดจาก “สิ่งสมมุติ” เกิดจาก “ทัศนคติของคนที่มีต่อมัน” เกิดจาก “ความเชื่อของคนที่มีต่อมัน” เกิดจาก “ความศรัทธาของคนที่มีต่อมัน” พระเครื่องปลอมนั้นไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์กันกระสุนได้จริง ๆ ราคาของมันล้วนเกิดจาก “สิ่งสมมุติ” เกิดจาก “การที่คนต่าง ๆ ไปเชื่อถือศรัทธา ไปให้ค่า” กับมันเอง

 

คล้าย ๆ กับ “ความรัก” เพราะคุณค่าที่คนต่าง ๆ ไปมอบให้กับ “ความรัก” มันก็เป็นสิ่งสมมุติอย่างหนึ่งหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนเองว่าจะให้ค่ากับความรักนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน ความรักนั้น ๆ ไม่ได้มีคุณค่าหรือราคาที่เสถียรตายตัวในตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนแต่ละคนไปให้ค่ากับความรักนั้น ๆ มากน้อยเพียงใด

 

ตัวละครปูมแก้วในนิยายเรื่องนี้ หลงรักชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ และเราเดาเอาเองว่า ความรักของเธอในนิยายเรื่องนี้ ในแง่หนึ่งก็คล้าย ๆ กับ “พระเครื่องปลอม” เพราะว่าปูมแก้วหลงคิดไปเองว่า ชายหนุ่มคนนั้นรักเธอ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ได้รักเธอจริง “ความรักที่เขามีให้เธอ” ไม่ใช่ของจริง มันเป็น “พระเครื่องปลอม” มันเป็น “สิ่งสมมุติ”

 

และถึงแม้ว่าความรักที่ปูมแก้วมีให้กับชายหนุ่มคนนั้น อาจจะเป็น “ของจริง” แต่คุณค่าของความรักนั้นก็เป็นสิ่งสมมุติในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะความรักที่เขามีให้กับเธอนั้น แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ “สิ่งจำเป็นต่อชีวิต” หรือ “สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต”  เพราะถึงแม้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้รักเธอ เธอก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ หาเลี้ยงชีพได้ หาความสุขในแบบของตัวเองได้ “ความรักที่ชายหนุ่มคนนั้นมีให้กับเธอ” มันไม่ใช่ “สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต” ที่พอขาดไปแล้วร่างกายของเธอจะต้องตาย เหมือนขาดอาหาร, น้ำ, อากาศ, ออกซิเจน อะไรทำนองนี้ ถึงแม้ว่าเขาไม่รักเธอ เธอก็ไม่ตาย และเธอก็สามารถมีชีวิตที่ดีและมีความสุขได้ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความรักจากเขาด้วย “ความรักระหว่างเขาและเธอ” แท้จริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตหรือมีคุณค่าต่อชีวิตมากน้อยเพียงใดกันแน่ หรือคุณค่าของมันที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียง “สิ่งสมมุติ” อย่างหนึ่งที่เราอาจจะเคยหลงตีราคามันจนสูงเกินจริงไปลิบลิ่วในอดีตในช่วงที่เราตกหลุมรักเขา

 

เราก็เลยรู้สึกว่า นิยายเรื่องนี้พูดถึง “พระเครื่องปลอม”, “ความรัก” และ “สิ่งสมมุติ” ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ แต่เราอาจจะตีความนิยายเรื่องนี้ผิด หรือเราอาจจะคิดฟุ้งซ่านมากเกินไปเองตอนที่อ่านนิยายเรื่องนี้ก็ได้นะ 55555 เพราะเราอ่านนิยายเรื่องนี้เมื่อราวปี 1988 หรือเมื่อ 37 ปีก่อน นิยายเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ต้องการพูดถึงประเด็นข้างต้นก็ได้ แต่นิยายเรื่องนี้กระตุ้นให้เราคิดถึงประเด็นเหล่านี้โดยที่ตัวนิยายเองอาจจะไม่ได้ตั้งใจ

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหากปีนี้มีการสร้างหนังอย่าง “เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊” ออกมาได้ นิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” ก็น่าจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ได้โดยไม่โดนเซ็นเซอร์ด้วยเช่นกัน

 

และเราคิดว่า อีกปัญหาหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในการดัดแปลงสร้างนิยายเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ อาจจะเป็นเพราะ “ฉาก climax” ฉากหนึ่งในนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเป็นฉากความฝันที่รุนแรงมาก ๆ ของนางเอก เป็นฉากที่มีพระพุทธรูปอยู่ในความฝันนั้นด้วย (แต่ไม่รู้ว่าเราจำผิดหรือเปล่านะ)

 

เราจำได้ว่า เซ็นเซอร์ไทยและกบว.ไทยในยุคนั้น sensitive มาก ๆ เกี่ยวกับฉากพระพุทธรูป อย่างเช่นตอนที่ “โปเยโปโลเย ภาคสอง” (1990, Ching Siu-tung) มาฉายทางโทรทัศน์ เราจำได้ว่ามันมีฉากบางฉากถูกตัดออกไป ซึ่งน่าจะเป็นฉากที่ปีศาจจำแลงกายมาในรูปแบบคล้าย ๆ พระพุทธรูป ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราก็เลยคิดว่า ในยุคนั้น การนำนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ น่าจะทำไม่ได้ แต่เราคิดว่ายุคนี้น่าจะทำได้แล้ว

 

ความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน”

 

1. นอกจากการพูดถึง “คุณค่าอันเป็นสิ่งสมมุติ” ของ “พระเครื่องปลอม” และ “ความรัก” แล้ว นิยายเรื่องนี้ยังพูดถึง “คุณค่าอันเป็นสิ่งสมมุติ” ของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตคนด้วย พวก “ลาภ” “ยศ” “สรรเสริญ” อะไรทำนองนี้ เหมือนนิยายเรื่องนี้บอกว่า “ทัศนคติที่คนอื่น ๆ มองเรา” เป็น “สิ่งสมมุติ” อย่างหนึ่ง มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือ “ความนับถือตัวเอง” ต่างหาก

 

2. ฉาก climax ในนิยายเรื่องนี้มีหลายฉาก นอกจากฉาก “ความฝันอันรุนแรงมาก ๆ ของนางเอก” แล้ว ก็มีฉาก “นางเอกสติขาดผึง อาละวาดตบคนอย่างรุนแรง” ด้วย

 

คือนางเอกทำงานเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรมมั้ง ถ้าเราจำไม่ผิดนะ แล้วเป็นงานที่เครียดมาก ต้องคอยรับแรงกดดันจากคนต่าง ๆ แล้วพอถึงกลางเรื่อง นางเอกก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นมาจิกหัวตบคนต่าง ๆ ในที่ทำงานอย่างรุนแรง

 

คือเราอ่านแล้วอินมากกับฉากนี้ และคิดว่า “สาวออฟฟิศ” หลายคน อาจจะอินมาก ๆ กับฉากนี้เหมือนอย่างเราก็ได้ แบบว่า “กูอยากจะลุกขึ้นจิกหัวตบอีนี่กลางออฟฟิศให้มันหนำใจ” สักหน่อยเถอะ แต่กูทำไม่ได้ในชีวิตจริง แต่นางเอกนิยายเรื่องนี้ทำได้ 55555

 

3. คือเราชอบตัวละคร ปูมแก้ว อย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต และเราก็ชอบตัวละครประกอบในนิยายเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุดในชีวิตด้วย มันคือตัวละคร “เด็กสาว” คนหนึ่งที่เป็นเพื่อนนางเอกในโรงพยาบาลบ้า เป็นตัวละครที่นึกว่าสามารถเข้าไปเดินเฉิดฉายในหนังของ Claude Chabrol และ Jessica Hausner ได้อย่างสบายบรื๋อ สะดือโบ๋

 

คือในช่วงครึ่งหลังของนิยายเรื่องนี้ นางเอกได้เข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลบ้า และได้พบกับ “คุณหมอสาว” ท่านหนึ่ง ที่นิสัยดีมาก และนางเอกก็ได้เพื่อนใหม่ในโรงพยาบาลบ้า เป็น “เด็กสาว” คนหนึ่งที่เข้ามารักษาตัวเช่นกัน

 

แล้ว “เด็กสาว” คนนี้ก็พยายามพูดยุยง พยายามทำอะไรต่าง ๆ ให้นางเอก “เป็นบ้า” ต่อไป หรือเป็นบ้ามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถ้าหากนางเอกยังคงเป็นบ้าต่อไป คุณหมอก็จะรักษานางเอกไม่หาย และเด็กสาวคนนี้ก็ให้เหตุผลว่า “ชีวิตของคุณหมอท่านนี้พบเจอแต่ความสุขมากเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าหากนางเอกยังคงเป็นบ้าต่อไป คุณหมอคนนี้ก็จะได้ลิ้มรสด้วยตัวเองเสียทีว่า ความผิดหวังในชีวิตมันเป็นยังไง”

 

คือเหมือนเด็กสาวคนนี้ไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อนางเอกโดยตรง แต่เด็กสาวคนนี้ “มีความทุกข์” เมื่อเห็นคุณหมอสาว “มีความสุข” เด็กสาวคนนี้ก็เลยพยายามใช้นางเอกเป็นเครื่องมือ ในการทำให้คุณหมอสาวคนนี้ พบกับความทุกข์ในชีวิตเสียบ้าง

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละคร “เด็กสาว” ในนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” นี่เป็นหนึ่งในตัวละครประกอบที่รุนแรงที่สุดในชีวิตคนหนึ่งเลย

 

ถ้าหากเราจำอะไรในนิยายเรื่องนี้ผิดไป ก็ comment มาได้นะคะ เพราะเราก็อ่านนิยายเรื่องนี้มานาน 37 ปีแล้ว 55555

++++

 

Favorite Soundtrack: FEELS SO GOOD – Perri

 

From the film DO THE RIGHT THING (1989, Spike Lee, A+30)

 

ไพเราะเพราะพริ้งๆ พอ ๆ กับเพลงของ Anita Baker เลย

https://www.youtube.com/watch?v=Duf9uHSWZ3k

+++++

Film Wish List: WHO KILLED OUR CHILDREN? (2008, Pan Jianlin, China, documentary)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนของจีนในปี 2008 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับ 8.0 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  69,000 คน

 

หนังสารคดีเรื่องนี้นำเสนอความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลจีนเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนั้น โดย letterboxd บรรยายถึงหนังเรื่องนี้ไว้ว่า

 

The Muyu Middle School in Muyu, Qingchuan County, Sichuan, collapsed in the 512 Wenchuan earthquake, killing 286 students according to official statistics; but the actual death toll is not just that. The director Pan Jianlin, who has been in the area since the sixth day after the earthquake, uses interviews to contrast the different perspectives and statements of the students who escaped the disaster, the teachers who are afraid of taking responsibility, the parents who are desperate, the government officials who are hiding the facts to maintain the government’s image, and the rescue workers who are on the run, creating a ridiculous tragedy that is like a Rashomon.

 

เราเคยดูหนังเรื่อง FEAST OF VILLAINS (2008) ที่กำกับโดย Pan Jianlin เหมือนกัน และเราชอบหนังเรื่องนั้นอย่างสุดขีดมาก ๆ FEAST OF VILLAINS ติดอันดับ 15 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2008

++++++++++

 

MOST FAVORITE FILMS ABOUT EARTHQUAKES

 

มีเพื่อนคนนึงอยากให้เราทำลิสท์หนังภัยพิบัติในดวงใจ แต่เราคิดว่า “หนังภัยพิบัติ” มันกว้างเกินไป เราทำลิสท์ไม่ไหว เราก็เลยทำลิสท์เฉพาะหนังแผ่นดินไหวในดวงใจของเราก็แล้วกัน ซึ่งรายชื่อหนังในลิสท์นี้ก็ครอบคลุมถึงหนังเกี่ยวกับสึนามิที่เกิดจากแผ่นดินไหว, หนังเกี่ยวกับ trauma ที่ยังคงหลอกหลอนในใจคนเป็นเวลานานหลายปีหลังจากแผ่นดินไหว และหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ “แผ่นดินไหวเพียงเบา ๆ” ที่ยังไม่ถึงขั้นก่อให้เกิดภัยพิบัติด้วย

 

เรียงตามลำดับปีที่ออกฉาย

 

1.THE GREAT LOS ANGELES EARTHQUAKE (1990, Larry Elikann, 180min)

มินิซีรีส์ที่เคยมาฉายทางช่อง 7

 

2.AND LIFE GOES ON (1992, Abbas Kiarostami, Iran)

 

หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 1990 ในอิหร่าน ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 7.4 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 50,000 คน

 

3.TIMECODE (2000, Mike Figgis)

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงแค่เหตุการณ์เบา ๆ

 

4.AFTERSHOCKS: THE ROUGH GUIDE TO DEMOCRACY (2002, Rakesh Sharma, India, documentary)

 

หนึ่งในหนังที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต หนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเดือนม.ค.ปี 2001 ในรัฐ Gujarat ของอินเดีย โดยแผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงระดับ 7.6 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต  20,023 คน

 

แต่สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” แต่คือ “ความชั่วร้ายของมนุษย์” เพราะหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งนั้น บริษัทของรัฐบาลรัฐ Gujarat ก็ฉวยโอกาสทำร้ายชาวบ้าน พยายามขับไล่ชาวบ้านออกจากที่อยู่ที่ทำกินเดิม เพื่อที่ทางบริษัท/รัฐบาล จะได้เข้ามาครอบครองที่ดินของชาวบ้านเหล่านี้ เพื่อทำเหมืองแร่ลิกไนต์

 

หนังเรื่อง AFTERSHOCKS: THE ROUGH GUIDE TO DEMOCRACY นี้ เหมาะฉายควบกับหนังสารคดีของไทยเรื่อง WAVES OF SOULS (2005, Pipope Panitchpakdi) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่นายทุนพยายามหาทางไล่ที่ชาวมอแกน หลังจากเกิดเหตุสึนามิในไทยในช่วงปลายปี 2004 (ถ้าหากเราจำเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ไม่ผิดนะ)

 

5.NOI ALBINOI (2003, Dagur Kári, Iceland)

 

6.BE QUIET, EXAM IS IN PROGRESS! (2006, Ife Ifansyah, Indonesia)

 

หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในยอกยาการ์ตาในอินโดนีเซียในวันที่ 27 พ.ค. 2006 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6000 ราย และมีความรุนแรงระดับ 6.4 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลา 14 วันก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก

 

7.SINKING OF JAPAN (2006, Shinji Higuchi, Japan)

 

8.สิ่งที่เคลื่อนไหว (STILL ALIVE) (2006, สุวรรณ ห่วงศิริสกุล, documentary, 90min)

 

สารคดีเกี่ยวผลกระทบจากสึนามิ ที่มีต่อตัวผู้กำกับและชาวบ้านอีกหลาย ๆ คน โดยตัวผู้กำกับเป็นเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าที่ภูเก็ต แล้วร้านของเขาก็พังพินาศเพราะสึนามิในช่วงปลายปี 2004

 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดียในครั้งนั้นมีความรุนแรงระดับ 9.3 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 227,898 คน

 

9.GIBELLINA – THE EARTHQUAKE (2007, Joerg Burger, Austria/Italy, documentary)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเกาะซิซิลีของอิตาลีในปี 1968 ซี่งมีความรุนแรงระดับ 5.0 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน โดยหนังสารคดีเรื่องนี้โฟกัสไปที่ “ความพยายามในการใช้พลังของศิลปะ” ในการฟื้นฟูเมืองที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และหนังสารคดีเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นว่า “พลังของศิลปะ” ในบางครั้งก็ไม่สามารถเยียวยาจิตใจหรือฟื้นคืนเมืองที่ถูกทำลายจากแผ่นดินไหวได้แต่อย่างใด เศร้ามาก ๆ

 

10.POOL (2007, Chris Chong Chan Fui, Canada)

 

หนังเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในอาเจะห์ในอินโดนีเซีย ที่เผชิญ trauma หลังจากเกิดเหตุสึนามิในมหาสมุทรอินเดียในช่วงปลายปี 2004

 

11.WONDERFUL TOWN (2007, Aditya Assarat)

 

12.AFTERSHOCK (2010, Feng Xiaogang, China)

 

หนังเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเหอเป่ยของจีนในปี 1976 ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 7.6 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 300,000 คน

 

13.THREE WEEKS LATER (2010, José Luis Torres Leiva, Chile, documentary, 60min)

หนังสารคดีเกี่ยวกับแผ่นดินไหวในชิลีในวันที่ 27 ก.พ. 2010 ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 8.8 และส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิต 525 คน

 

14.HIMIZU (2011, Sion Sono, Japan)

หนังเกี่ยวกับตัวละครที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2011 ในญี่ปุ่น ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 9.1 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 19,759 คน

 

15. A STRANGE CATHEDRAL IN THE THICK OF DARKNESS (2011, Charles Najman, Haiti, documentary, A+30)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไฮติในปี 2010 ซึ่งมีความรุนแรงระดับ 7.0 และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 316,000 คน

 

นอกจากหนังสารคดีเรื่องนี้แล้ว เหตุการณ์แผ่นดินไหวในไฮติ ก็ถูกนำเสนอในหนังเรื่อง THE EXORCIST: BELIEVER (2023, David Gordon Green) ด้วย

 

16.THE IMPOSSIBLE (2012, J.A. Bayona, Spain/Thailand)

 

17.STORYTELLERS (2013, Ryusuke Hamaguchi, Ko Sakai, documentary)

 

18.GREETINGS FROM FUKUSHIMA (2016, Doris Dörrie, Germany)

 

19.DOUBLE LAYERED TOWN/MAKING A SONG TO REPLACE OUR POSITIONS (2019, Haruka Komori, Natsumi Seo, Japan)  

 

20.VOICES IN THE WIND (2020, Nobuhiro Suwa, Japan)

 

21.YARN (2020, Takahisa Zeze, Japan, 130min)

 

22.THE HOUSE OF THE LOST ON THE CAPE (MISAKI NO MAYOIGA) (2021, Shinya Kawatsura, animation)

 

23.IN THE WAKE (2021, Takahisa Zeze, A+30)

 

24.CONCRETE UTOPIA (2023, Eom Tae-hwa, South Korea)

 

25.KYRIE (2023, Shunji Iwai, Japan, 178min)

 

26.HAPPYEND (2024, Neo Sora, Japan)

แผ่นดินไหวในหนังเรื่องนี้เป็นแค่ระดับเบา ๆ

 

นอกจากหนังเกี่ยวกับแผ่นดินไหวแล้ว ถ้าหากพูดถึงหนังเกี่ยวกับ “ภัยพิบัติ” ที่เป็น “ภัยธรรมชาติ” โดยรวม ๆ เราก็ชอบหนังต่อไปนี้ด้วย

 

1.CONDOMINIUM (1980, Sidney Hayers, 4hours)

มินิซีรีส์ที่เคยมาฉายทางช่อง 3 เกี่ยวกับคอนโดมิเนียมที่ถูกพายุเฮอริเคนพัดถล่มในรัฐฟลอริดา

 

2.CITY OF JOY (1992, Roland Joffé)

หนังมีฉากน้ำท่วมในอินเดีย

 

3.LAST NIGHT (1998, Don McKellar, Canada)

 

4.ตะลุมพุก มหาวาตภัยล้างแผ่นดิน” (2002, ปิติ จตุรภัทร์)

 

5.CHILDREN OF MUD (2009, Daniel Rifki, Indonesia, ภูเขาไฟระเบิด)

 

6.HAEUNDAE (2009, JK Youn, South Korea)

 

7.2022 สึนามิ วันโลกสังหาร (2009, Toranong Srichua)

 

8.MELANCHOLIA (2011, Lars von Trier, Denmark)

 

9.FORCE MAJEURE (2014, Ruben Östlund, Sweden)

 

10.POMPEII (2014, Paul W.S. Anderson)

 

11.STORM CHILDREN: BOOK ONE (2014, Lav Diaz, Philippines, documentary)

 

12.TRAP (2015, Brillante Mendoza, Phillippines)

 

13.THE WAVE (2015, Roar Uthaug, Norway)

 

14.YOUR NAME (2016, Makoto Shinkai, animation)

 

15.ASHFALL (2019, Kim Byung-seo, Lee Hae-jun, South Korea, A+30)

 

16.THE BURNING SEA (2021, John Andreas Andersen, Norway)

 

17.SINKHOLE (2021, Kim Ji-hoon, South Korea)

 

18.SURVIVE (2024, Frédéric Jardin, France)

 

++++++++

 

เรื่องนี้จะแล้วมั้ย!? ตอน เมื่อพ่อของเพื่อนสนิทและผมทำสิ่งนี้ด้วยกัน (2024, G Label, documentary, A+30)

 

อะไรคือการที่ยูทูบแนะนำให้เราดูสิ่งนี้ในวันสงกรานต์คะ 55555 ยูทูบนี่รู้ใจดิฉันดีจริง ๆ

 

เราไม่เคยดูยูทูบช่องนี้มาก่อน แต่พอได้ดูตอนนี้แล้วก็ชอบมาก ๆ ผู้ชายคนนี้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตอนม.2 ตอนนั้นเขาไปนอนบ้านญาติ และได้นอนข้าง ๆ พ่อของเพื่อน เขาพบว่าพ่อของเพื่อนรูปร่างดีมาก เขาก็เลยอดใจไม่ไหว เขาพยายามลูบ ๆ คลำ ๆ ร่างกายและอวัยวะต่างๆ ของพ่อของเพื่อนขณะที่พ่อของเพื่อนหลับอยู่ และหลังจากนั้น....

 

ชอบ comments ของเกย์อีกหลายคน ที่มาช่วยแชร์ประสบการณ์ทำนองเดียวกันมาก ๆ  ทั้งเรื่องของ

 

1. “ช่วงนั้นพ่อผมไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดป่าบนภูเขาที่ต่างจังหวัด เพื่อนพ่อเลยมาชวนที่บ้านผมขึ้นไปเยี่ยมพ่อผมที่วัด”

 

2. “เวลาอานอนก็จะใส่ชุดสบายๆ ถอดเสื้อ ใส่กางเกงบอล ไม่ใส่กางเกงใน”

 

3. “อาเขยเป็นคนหล่อมากและรูปร่างดีมากๆ สูง 175-178

 

4. “ส่วนตัวผมก็เคยกับพ่อเพื่อนที่ไม่สนิทเหมือนกัน แกชื่อน้าชม แกเป็นพ่อเลี้ยงเดียว ไม่มีเมีย มีแต่ลูกชายหนึ่งคน”

 

5. “ตอนนั้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วผมอายุ 18 ลุงทศเขาอายุ 50 ปีพอดี”

 

คือ CALL ME BY YOUR NAME (2017, Luca Guadagnino) ตายห่าไปเลยของจริง 55555

https://www.youtube.com/watch?v=0Dj3tDWVPOA

Sunday, January 07, 2024

KACHUA MEE PEEK

 

Film Wish List: EARTH MAMA (2023, Savannah Leaf) ชอบ font ตัวอักษรบนโปสเตอร์มาก ๆ

+++

พอเราได้ดู RENAISSANCE: A FILM BY BEYONCÉ (2023, Beyoncé, Ed Burke, documentary, 169min, A+30) แล้วก็พบว่า มีบางช่วงของ concert ที่คงได้รับแรงบันดาลใจมาจาก METROPOLIS (1927, Fritz Lang, Germany) นั่นแหละ ก็เลยรู้สึกว่า METROPOLIS ของ Fritz Lang นี่มันอมตะนิรันดร์กาลจริง ๆ เพราะหนังเรื่องนี้มันมีอายุเกือบ 100 ปีแล้ว แต่มันก็ยังคงส่งผลกระทบต่อ pop culture ในปัจจุบัน

 

เสียดายที่เราไม่ได้ดู WOMAN IN THE MOON (1929, Fritz Lang) เราก็เลยไม่รู้ว่าในคอนเสิร์ตของ Beyoncé นั้น มี visual บางอันที่ได้รับอิทธิพลจาก WOMAN IN THE MOON ด้วยหรือเปล่า

 

พอพูดถึง METROPOLIS แล้ว เราก็สงสัยว่าตัวละคร Lady Armaroid ในการ์ตูนเรื่อง COBRA (1978-1984, Buich Terasawa) นี่ ก็ได้รับอิทธิพลมาจาก METROPOLIS ด้วยใช่ไหม

 

พอเราได้ดูหนังเรื่อง SIMULANT (2023, April Mullen, Canada) ในปีที่แล้ว เราก็รู้สึกว่าตัวละครหุ่นยนต์สาวใช้ใน SIMULANT นี่ก็น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Maria ใน METROPOLIS ด้วยเช่นกัน

+++

 

กะจั๊วมีปีก  (2022, ไวรัณชน์ อัครวิเนค, 60min, A+30)

KACHUA MEE PEEK (2022, Wairun Akarawinake)

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=E2qiMyikvKM&t=20s

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1.เป็นหนังปี 2023 ที่เราเพิ่งได้ดูในวันที่ 6 ม.ค. 2024  พอได้ดูแล้วก็ร้องห่มร้องไห้หนักมาก ถือเป็นหนังเรื่องแรกของปีนี้ที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง และมีสิทธิติดอันดับ 1 หรือไม่ก็ TOP 5 ของเราในลิสท์ MOST FAVORITE THAI FILMS (WHICH ARE LONGER THAN 30 MINUTES) ของเราประจำปี 2024 (เวลาเราจัดอันดับหนังประจำปี เราแบ่งหนังออกเป็น 7 กลุ่ม และอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มก็ถือเป็นอันดับหนึ่งประจำปีของเราเท่า ๆ กัน และหนังเรื่องกะจั๊วมีปีก ก็ถือเป็นหนังในกลุ่ม “หนังไทยที่มีความยาวเกิน 30 นาที” ในการจัดประเภทของเรา)

 

2.เหมือนเป็นหนังที่ทำออกมาเพื่อเราจริง ๆ เพราะหนังเรื่องนี้เข้าเกณฑ์สำคัญของเรา 5 ข้อ ซึ่งก็คือ

 

2.1 นางเอกไม่ใช่ “สาวสวยน่ารัก” ที่มีหนุ่ม ๆ มาจีบ, มาตกหลุมรักเมื่อแรกเห็น อะไรทำนองนี้ เพราะเราจะไม่อินกับนางเอกที่เป็นสาวสวยน่ารักที่ผู้ชายชอบ

 

2.2 พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ในแบบที่ทั้งซึ้งและเจ็บปวด

 

2.3 พูดถึงชีวิตวัยมัธยม เพราะอย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วบ่อย ๆ ว่า สิ่งที่เราต้องการที่สุดในชีวิต ก็คือการตื่นนอนขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปี 1989 อีกครั้ง เพราะปี 1989 ถือเป็นปีที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต มันคือตอนที่เราอยู่ม.4 ขึ้นม.5 มันคือปีสุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายในชีวิตมัธยมของเรา (ชีวิตม.5 ของเราสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 1990 ก่อนที่เราจะสอบเอ็นทรานซ์ติดคณะบัญชี ในยุคที่มีการสอบเทียบกัน)

 

คือตอนนี้เวลาผ่านมานาน 35 ปีแล้ว แต่เราก็ยังคงจำความสุขในปี 1989 ได้ไม่มีวันลืม เรายังคงฟังเพลงในปี 1989 คิดถึงแต่ช่วงเวลาในปี 1989 อยากให้ปี 1990-2023 ที่ผ่านมา เป็นเพียงแค่ “ฝันไป” อยากให้เราลืมตาตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วก็พบว่าตัวเองอยู่ในปี 1989 อีกครั้ง เรายังอายุแค่ 16 ปี ส่วนช่วงเวลาที่เราอายุ 17-50 ปีนั้น ไม่ใช่ความจริง เป็นเพียงแค่ความฝัน

 

2.4 นางเอกมีปัญหากับครอบครัวอย่างรุนแรง

 

2.5 นางเอกเป็นฝ่ายที่พยายามจะสารภาพรักผู้ชาย ไม่ใช่ฝ่ายที่ผู้ชายมาสารภาพรัก เพราะอันนี้ก็นึกถึงตัวเราเอง ที่เคยสารภาพรักผู้ชายเหมือนกัน

 

ปัจจัย 5 ข้อข้างต้นก็เลยทำให้เราอินกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ

 

3.เราชอบที่หนังนำเสนอปัญหาชีวิตของนางเอกในหลาย ๆ ด้านภายในเวลาเพียงแค่วันเดียว คือนางเอกเผชิญกับปัญหา

 

3.1 แม่ไม่สนับสนุนให้ยึดการถ่ายรูปเป็นงานหลัก

 

3.2 นางเอกเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ มีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว

 

3.3 เราไม่แน่ใจเรื่องฐานะการเงินของนางเอกนะ แต่เราเข้าใจว่า การที่นางเอกต้องยืมกล้องถ่ายรูปของเพื่อนมาใช้ มันน่าจะบ่งชี้เป็นนัย ๆ ว่า บ้านนางเอกไม่ได้รวยนักหรือเปล่า ไม่งั้นนางเอกน่าจะซื้อกล้องถ่ายรูปมาใช้เองแล้ว (อันนี้ก็ทำให้นึกถึงตัวเรา เพราะเราเป็นหนึ่งในคนที่จนที่สุดในโรงเรียนมัธยมที่เราเรียน)

 

3.4 พ่อกับแม่นางเอกทะเลาะกันอย่างรุนแรง

 

3.5 นางเอกไม่ค่อยสนิทกับน้องชาย ในขณะที่น้องชายก็มีปัญหากับเพื่อน ๆ เหมือนกัน

 

3.6 นางเอกรักเพื่อนหนุ่ม แต่เพื่อนหนุ่มไม่รับรักตอบ

 

เราชอบมาก ๆ ด้วยที่ตัวละครเพื่อนหนุ่มที่นางเอกหลงรัก ไม่ใช่ “นักกีฬาหนุ่มหล่อ popular ประจำโรงเรียน” แบบที่หนังมัธยมเรื่องอื่น ๆ ชอบทำกัน แต่เป็นหนุ่มน่ารักที่ดูเป็น boys next door มาก ๆ

 

3.7 นางเอกก็มีความนิสัยเหี้ยเป็นของตัวเอง เพราะเธอผิดหวังจากความรัก เธอเลยไปโทษ “พรีม” ที่แนะให้เธอสารภาพรัก ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดของพรีม

 

เราชอบมาก ๆ ที่หนังนำเสนอ “ปัญหารอบด้านในชีวิตของนางเอก” แทนที่จะนำเสนอแค่ปัญหาเดียว เพราะเรารู้สึกว่านี่แหละคือชีวิตจริงของเรา เจอทั้งปัญหาสุขภาพ, ปัญหาไม่มีผัว, ปัญหาความยากจน, ปัญหาครอบครัว, ปัญหาการเมือง, ปัญหาการทำงาน etc. เหี้ยห่า ประดังประเดเข้ามาในเวลาเดียวกัน เหมือนชีวิตเรามันไม่ได้เจอแค่ปัญหาเดียวที่ต้องแก้ไข แต่มันเหมือนถูกตบจากทุกทิศทางในเวลาเดียวกัน และมันก็เลยทำให้เราคิดที่จะฆ่าตัวตายบ่อยครั้งมาก ๆ

 

เราก็เลยชอบฉากที่นางเอกคุยโทรศัพท์กับแม่มาก ๆ คือเราอินมาก ๆ ในฉากนี้ เพราะในตอนนั้นนางเอกต้องรับมือกับทั้ง ความผิดหวังจากความรัก, ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ผู้ชายไม่รัก, ความนิสัยเหี้ยของตัวเอง ไปโทษเพื่อน ไปโกรธเพื่อน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนรักและหวังดีกับเรา, การทะเลาะกับเพื่อนที่ดีที่สุด, การที่เราติดหนี้บุญคุณเพื่อนคนนั้น ซึ่งเป็นเจ้าของกล้อง, แม่ก็ทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง ซึ่งนางเอกก็ไม่รู้จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

 

คือเหมือนในฉากนั้นนางเอกเจอทั้งปัญหาความเหี้ยในครอบครัว, ความผิดหวังจากความรัก, ความเหี้ยของตัวเอง และการทะเลาะกับเพื่อนใน moment เดียวกัน เราก็เลยรู้สึกว่า “จิตใจ” ของนางเอกในฉากนั้นมันต้องหนักสุดขีดน่ะ ทำไมทุกอย่างต้องมาประดังประเดเข้ามาในเวลาเดียวกันวะ เหมือนโลกจะแตก แล้วอนาคตของกูจะเป็นอย่างไรวะ กูจะเหลือเพื่อนไหมในชีวิตนี้, ผู้ชายก็ไม่เอากู, ครอบครัวก็ไม่ใช่ safe zone, แล้วกูก็รู้สึกผิดกับความเหี้ยของตัวเองมาก ๆ ,  etc. เราก็เลยรู้สึกว่าฉากนั้นมันสะท้อนสิ่งที่เราเคยเผชิญมาในชีวิตจริงได้ดีมาก ๆ คือเราอาจจะไม่ได้เผชิญกับปัญหาที่เหมือนกับนางเอกแบบ 100% แต่ “ความทุกข์ทางใจ” ของนางเอกในฉากนั้น มันทำให้เรานึกถึงสิ่งที่เราเคยเผชิญมามาก ๆ

 

4.ฉากจบนี่ก็งดงามที่สุด ยกให้เป็น one of my most favorite endings in Thai films เคียงข้างกับตอนจบของ SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig) และ GOD’S FAVORITE สวรรค์บ่ออนซอน (2023, Metas Usaha, 68min, A+30) เลย

 

เราชอบสุด ๆ ที่ในฉากจบของหนังเรื่องนี้ นางเอกพยายามฝืนยิ้มต่อหน้ากล้อง แต่พอฝืนยิ้มเสร็จแล้ว นางเอกก็หุบยิ้ม และเราก็เหมือนจินตนาการได้เองว่า นางเอกคิดอะไรอยู่ในใจในตอนนั้น เธอคงคิดถึงชีวิตของตัวเอง, อนาคตของตัวเอง, แม่กับพ่อก็ทะเลาะกันอย่างรุนแรง และอาจจะหย่ากัน และแม่ก็ไม่สนับสนุนให้เธอยึดการถ่ายรูปเป็นงานหลักอีก คือเหมือนอนาคตของนางเอกหลังจบจากโรงเรียนนี้ มันดูอึมครึม, ไม่แน่นอน, ไม่สดใสมาก ๆ แต่เธอก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับความจริงอันโหดร้ายของชีวิต และพยายามเชิดหน้า สู้ชีวิตต่อไป

 

และเราชอบจังหวะการขึ้นเพลงจบของหนังด้วย คือมันจงใจเร้าอารมณ์ซึ้ง ๆ นั่นแหละ แต่กูยอมตรงจุดนี้

 

ฉากจบของหนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า นางเอกไม่ได้ร้องไห้ในฉากนี้ แต่เธอพยายาม “ฝืนยิ้ม” และ “เชิดหน้าท้าชีวิตต่อไป” ทั้ง ๆ ที่เธอทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส เพราะฉะนั้นคนที่ร้องไห้ก็เลยกลายเป็นเราเสียเอง

 

ฉากนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงสิ่งที่ Ray Carney เคยเขียนไว้ในหนังสือ FILMVIRUS 2 มาก ๆ ที่เขาเขียนว่า

 

แสดงออกมากไม่ใช่เรื่องดี มันง่ายที่จะ “ก่อเรื่อง” ด้วยการทำท่าโกรธโวยวาย แต่การหงุดหงิดระบายอารมณ์เป็นเรื่องสำหรับสถานเลี้ยงเด็ก ถ้าฉากสำคัญในหนังของคุณเป็นฉากที่มีตัวแสดงตะโกน ทำท่าทำทาง ร้องไห้ นั่นอาจหมายความว่ามีบางอย่างผิดปกติในตัวคุณเกี่ยวกับการทำความเข้าใจชีวิต

 

ดังที่ Carl Theodor Dreyer เคยกล่าวไว้ ฉากสะเทือนใจของชีวิตมักจะเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ สงบงันที่มุมห้องใดมุมห้องหนึ่ง เวลาที่คุณได้ข่าวร้าย ปกติคุณจะพูดไม่ออก อาจจะอีกหลายวันกว่าที่คุณจะคุยถึงมันได้

 

ฉากยิ่งใหญ่คือฉากที่ตัวละครไม่ร้องไห้ แต่คนที่ร้องไห้กลับเป็นคนดู ซึ่งมักจะเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อตัวละครปฏิเสธไม่ยอมร้องไห้เอง เพราะตัวละคร Joan of Arc ในหนังของ Dreyer ไม่ยอมร้องไห้ นั่นกลับเป็นเหตุให้เราร้องไห้เอง”

 

และฉากจบของหนังเรื่องนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงการแสดงอันสุดยอดของ Liza Minnelli ใน SO SORRY, I SAID (1989, music video) ด้วย เพราะใน MV เพลงนี้ ไลซ่าก็เหมือนทั้งยิ้มและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน และเราก็ชอบอะไรแบบนี้มาก ๆ เหมือนมันเป็น “อารมณ์ของมนุษย์” ที่มันซับซ้อนมากกว่าการแค่ยิ้มอย่างเดียว หรือร้องไห้อย่างเดียว แต่เป็นอารมณ์ที่เกิดจากการยอมรับความจริงอันซับซ้อนของชีวิตมนุษย์

https://www.youtube.com/watch?v=IE7PJXxlFWA

 

5.แต่เราเฉย ๆ กับหนังอีก 2 เรื่องของคุณ Wairun นะ ซึ่งก็คือเรื่อง “ไม่นานสำหรับผม” NOT LONG FOR ME (2023, 3min, A-) และ ปราณ WIND LANGUANGE (2023, 2min, A-) ที่ได้ฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนนะ เพราะเราว่ามันพิสดารเกินไป จนเราไม่เข้าใจว่า “ทำมาทำไม” 55555 แต่ในแง่หนึ่งเราก็ชอบที่หนังสองเรื่องนี้มันพิสดารจนเราไม่เข้าใจมันนะ 5555 คือเราว่าเราดูหนังทดลองมาเยอะมากแล้วนะในชีวิตนี้ แต่หนัง 2 เรื่องนี้ถือเป็น “หนังที่จัดประเภทไม่ได้” ที่เรายังไม่สามารถจูนติดหรือยังไม่สามารถหาช่องทางในการ approach มันได้จริง ๆ 555

 

ไม่นานสำหรับผม
https://www.youtube.com/watch?v=VgRX6qJDGow&t=22s

 

ปราณ
https://www.youtube.com/watch?v=qjtcF_LOjjg&t=25s

 

6.ถ้าหากให้เราฉาย “กะจั๊วมีปีก” คู่กับหนังเรื่องอื่น ๆ เราก็จะเลือกฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ

 

6.1 MOUCHETTE (1967, Robert Bresson, France)

 

หนึ่งในหนังเกี่ยวกับวัยรุ่นที่ดีที่สุด หรือที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาล แน่นอนว่าชีวิตของนางเอก “กะจั๊วมีปีก” ดีกว่าชีวิตของนางเอก MOUCHETTE มาก ๆ แต่ยังไงเราก็รู้สึกราวกับว่า นางเอกของ “กะจั๊วมีปีก” เป็นเหมือนญาติห่าง ๆ ของนางเอก MOUCHETTE

 

6.2 OLDS (2014, Watcharapol Saengarunroj, 26min, A+30)

 

ในแง่หนึ่ง OLDS ก็คล้าย ๆ กับเป็น “ภาคผู้ชาย” ของ กะจั๊วมีปีก

 

เราเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10203882855895157&set=a.10201975069921700

 

OLDS ติดอันดับ 2 ของเราประจำปี 2014

https://www.sensesofcinema.com/2015/world-poll/2014-world-poll-part-4/#26

 

6.3 OUR LAST DAY (2015, Rujipas Boonprakong, 21min)

 

หนังอีกเรื่องที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงสุดขีด หนังเกี่ยวกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยมที่ผิดใจกันในช่วงใกล้เรียนจบ ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

OUR LAST DAY ติดอันดับ 2 ของเราประจำปี 2015

https://www.sensesofcinema.com/2016/world-poll/world-poll-2015-part-4/#21

 

6.4 PART TWO (2015, Chaleamchon Natipat, 71min)

 

หนังเกี่ยวกับชีวิตเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งขณะกำลังจะเรียนจบมัธยม และทำออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ๆ

 

PART TWO ติดอันดับ 9 ของเราประจำปี 2015
https://www.sensesofcinema.com/2016/world-poll/world-poll-2015-part-4/#21

 

6.5 LAUGH MOMENT เรื่องเล่าจากเสียงหัวเราะ (2019, Teeramate Kititadsupasin, 25min)

 

เรื่องราวของกลุ่มเด็กสาวที่กำลังจะจบม.6 ซึ่งสะท้อนหลายรสชาติของชีวิตมัธยมได้อย่างตรงใจเราที่สุด

 

เรื่องเล่าจากเสียงหัวเราะติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2019

https://celinejulie.blogspot.com/2023/07/most-favorite-films-i-saw-in-2019.html

 

7.เราจินตนาการว่า ถ้าลัคกี้ โตไปกลายเป็นทหาร เขาจะมีรูปร่างหน้าตาแบบคนนี้ 55555
https://web.facebook.com/profile.php?id=100001939402063

++++

บันทึกไว้ว่า ภาพยนตร์เรื่อง A TELESCOPE DARKLY กล้องส่องทางใน (2022, Teerath Whangvisarn, 17min, A+30) มีการพาดพิงถึง Kobo Abe

+++

สรุปรายชื่อหนังในกลุ่ม ANIMALS BY ACCIDENT

1.“ซาสี่” (2001, Nuttorn Kungwanklai)

2. WAR OF FLUORESCENT สงครามหลอดไฟ (2006, Nontawat Numbenchapol, documentary, 7min)

หนังถ่ายแมลงเม่าที่บุกเข้ามาในบ้าน

3.RAIN IN THE NIGHT ฝนเดือนหก (2009, ศุภชัย สายวิรัช)

4.“นาทีชีวิต 2558” (2015, Phaisit Phanphruksachat)

5. LOS REYES (2018, Ivan Osnovikoff, Bettina Perut, Chile, documentary, A+30)

6. เปล่งรัศมีบนก้อนอึ SHINING BRIGHT COLORFUL ON THE FAECES (2021, Anant Kasetsinsombut, A+30)

หนังเรื่องนี้ถ่าย “ผีเสื้อม้าเขียว”

7. MATING (2022, Anant Kasetsinsombut, documentary, A+15)

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ “ปาด”

8.THE BRAVE CHICKEN AND THE WILD DOG ไก่สุดซ่ากับหมาจอมโหด (2022, Anant Kasetsinsombut, documentary, 23min, A+30)

 

9.ถล่มรังแม่ตุ้ม สำนักงานกะทิ / ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ / 3.05 นาที

A+15

 

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับแมว

 
10.NESTING IS NOT EASY (2023, Anant Kasetsinsombut, documentary, 7min, A+30)

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ กระรอก

11.SORE (2023, Phasitpol Kerdpool, documentary, A+30)

 

++++

อะไรคือการที่กูมีความทรงจำผิด ๆ ว่า Natascha McElhone ตายมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่ตายคะ 555555

 

คือเมื่อปลายปีที่แล้ว เราได้ไปดู THE TRUMAN SHOW (1998, Peter Weir, A+30) ที่ House Samyan ซึ่งขณะที่เรานั่งดู เราก็จะคิดอยู่ในใจว่า เราชอบ Natascha McElhone มาก ๆ เลย ดีใจที่ได้เห็นเธอในหนังเรื่องนี้ แต่เสียดายจังเลยที่เธออายุสั้น เพราะเราจำได้ (อย่างผิด ๆ ) ว่าเธอเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการเล่นสกีเมื่อราว 10 กว่าปีก่อน เหมือนเธอเล่นสกีแล้วหกล้ม หัวฟาด หลังจากนั้นเธอก็ปวดหัว แล้วก็เสียชีวิต นี่ถ้า Natascha McElhone ยังมีชีวิตอยู่ เราก็คงจะได้เห็นผลงานดี ๆ ของเธอออกมาอีกบ้างสินะ

 

ซึ่งก็โชคดีมากที่เราเพียงแค่คิด (ผิด ๆ) แบบนั้นอยู่ในใจ ไม่ได้พูดหรือเขียนเรื่องนี้ออกมา 555

 

พอมาวันนี้ เราได้ยินข่าวว่ามีเพื่อนคนนึงของเราประสบอุบัติเหตุตกเนิน เราก็เลยนีกถึง Natascha McElhone ที่หกล้มตอนเล่นสกีแล้วเสียชีวิตขึ้นมา เราก็เลยลองเช็คข้อมูลดู อ้าว Natascha McElhone ยังมีชีวิตอยู่นี่นา 55555

 

สรุปว่าคนที่เสียชีวิตคือ Natasha Richardson ที่เสียชีวิตในปี 2009 จากการหกล้มตอนเล่นสกีค่ะ เธอเป็นลูกสาวของ Vanessa Redgrave + Tony Richardson และเป็นภรรยาของ Liam Neeson

 

เหมือนเราจำชื่อสองคนนี้สลับกันมาโดยตลอด เพราะทั้ง Natasha Richardson และ Natascha McElhone นี่โด่งดังในทศวรรษ 1990 เหมือน ๆ กัน แล้วเราก็เคยดูหนังของ Natasha Richardson เรื่อง GOTHIC (1986, Ken Russell), THE COMFORT OF STRANGERS (1990, Paul Schrader), NELL (1994, Michael Apted) และ MAID IN MANHATTAN (2002, Wayne Wang)

 

ส่วนของ Natascha McElhone นี่เราเคยดู RONIN (1998, John Frankenheimer), LAUREL CANYON (2002, Lisa Cholodenko), Feardotcom (2002, William Malone), SOLARIS (2002, Steven Soderbergh) และ LADIES IN LAVENDER (2004, Charles Dance) และหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ดูผลงานต่อ ๆ มาของ Natascha McElhone อีกเลย เราก็เลยนึกว่าเธอตายไปแล้ว 55555

https://www.imdb.com/name/nm0001523/?ref_=nv_sr_srsg_1_tt_1_nm_7_q_natasha%2520mc

+++

DOUBLE BILL GAY FILM WISH LIST

 

TOP OF THE WORLD (2022, Thanakorn Sutthiprapha, 18min, A+)

+

LOVE COLUR (2023, Anyaporn Tangsakulamporn, 21min, A+30)

 

TOP OF THE WORLD เป็นหนังเกย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนเลยในชีวิต แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้กลิ่นเป็นครั้งแรกหลังจากที่เดินสวนกับชายหนุ่มคนหนึ่ง

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เหมือนความรักแบบเกย์ในหนังเรื่องนี้ช่วยให้พระเอก “ได้กลิ่น” เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป ความรักแบบเกย์ในหนังเรื่องนี้มีผลในทางบวกต่อประสาทสัมผัสของพระเอก ช่วยฟื้นฟูประสาทสัมผัสของพระเอก

 

ส่วน LOVE COLUR จากม.ศิลปากร คณะ ICT นั้นมีเนื้อหาเกิดขึ้นใน “โลกคู่ขนาน” ไม่ใช่ในโลกมนุษย์ของเรา มันเป็นโลกที่คนที่มีความรักเท่านั้นถึงจะมองเห็นสีได้ แล้วพระเอกซึ่งเป็นเด็กหนุ่มวัยมัธยมก็พยายามที่จะมองเห็นสี จนกระทั่งพบว่าคนที่จะทำให้เขามองเห็นสีได้คือเพื่อนชายคนสนิทของเขานั่นเอง แต่พระเอกไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าเขารักผู้ชายได้ด้วย

 

ก็เลยคิดว่าหนังสองเรื่องนี้มันล้อกันมาก ๆ เพราะความรักแบบเกย์ใน LOVE COLUR นั้นก็ช่วยฟื้นฟูประสาทสัมผัสของพระเอกเหมือนกัน แต่เป็นการฟื้นฟูความสามารถในการมองเห็นสี ไม่ใช่การได้กลิ่นแบบใน TOP OF THE WORLD

 

เราสะกดชื่อหนังว่า LOVE COLUR ตามที่มันปรากฏในสูจิบัตรนะ เราไม่แน่ใจว่ามันพิมพ์ผิดหรือสะกดผิดหรือเปล่า เพราะมันน่าจะเป็น LOVE COLOR หรือ LOVE COLOUR หรือว่าเขาจงใจสะกดว่า COLUR เพราะเนื้อเรื่องมันเกิดขึ้นใน “โลกคู่ขนาน” ที่การสะกดตัวอักษรจะไม่เหมือนกับในโลกมนุษย์ของเรา เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

จำได้ว่า “การจงใจสะกดผิด” แบบนี้มีเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในวงการหนังไทย เราก็เลยไม่แน่ใจว่ามันพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ถูกแล้ว 55555 อย่างเช่นใน “ฆาตรกรรมสวาท ประหลาดน่านฟ้า ทำให้คนหายตัวไป” หรือ POLITICALLY LAWYER AND NARRATIVE CINEMA (2009, Chalermkiat Saeyong) นั้น เนื้อเรื่องก็เกิดขึ้นในโลกคู่ขนาน เพราะฉะนั้นชื่อหนังเลยใช้คำว่า “ฆาตรกรรม” แทน “ฆาตกรรม” และ “POLITICALLY LAWYER” แทน “POLITICAL LAWYER”

 

หรืออย่างหนังเรื่อง EMPTILESS LANDSCAPE (2003, Nat Satayamas) นั้น ผู้กำกับก็จงใจคิดคำว่า “EMPTILESS” ขึ้นมาใหม่ เพราะ landscape ในหนังเรื่องนี้ มันดูเหมือนจะ empty แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ empty เพราะฉะนั้นมันก็เลย emptiless

 

ส่วนตัวหนัง LOVE COLUR นั้น จริง ๆ แล้วก็อาจจะไม่ใช่หนังดีนะ แต่ถือว่าเป็น guilty pleasure ของเราที่เราชอบในระดับ A+30 เลย เพราะมันทำให้เรานึกถึงตอนที่เราแอบหลงรักเพื่อนสนิทชายแท้คนหนึ่งสมัยอยู่ป.5-ม.3 หรือในช่วงปี 1983-1987 แต่เราก็ไม่เคยไปเสยหีใส่เขานะ เราก็ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาไปเรื่อย ๆ แต่ครูผู้ชายกับครูผู้หญิงบางคนในโรงเรียน ก็มารังควานเรา หาว่าพวกเราเป็นคู่เกย์กัน มันไม่เหมาะสม ไม่ดีไม่งาม แต่กูก็ไม่แคร์พวกมึงหรอกค่ะ 5555 และกูก็ยังคงจดจำคำพูดของพวกมึงมาได้จนถึงตอนนี้ แม้เวลามันจะผ่านมานานเกือบ 40 ปีแล้ว คือปัจจุบันนี้เวลาเรานัดเจอกับเพื่อน ๆ มัธยม บางทีเราก็ยังคงเมาท์มอยถึงครูบางคนที่เคยมาหาเรื่องเราเมื่อ 35-40 ปีก่อนอยู่ คือพวกเราแต่ละคนนี่ยังคงจดจำกันได้เป็นอย่างดีถึง “ความรัก” และ “ความแค้น” เมื่อ 40 ปีก่อนค่ะ นึกไม่ถึงว่ายิ่งเวลาผ่านไป พวกเราก็จะยังคงจดจำอะไรแบบนี้ได้ดีขนาดนี้

 

แต่จุดหลัก ๆ ใน LOVE COLUR ที่เราไม่ชอบก็คือ

 

1.หนังควรจะให้ผู้ชม “มองผ่าน” สายตาของพระเอกน่ะ คือพระเอกมองไม่เห็นสี เห็นแต่ขาวดำ แต่ผู้ชมมองเห็นสีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผู้ชมก็จะไม่เข้าใจ ไม่อินกับพระเอก คือเราว่าหนังมันจะดีกว่านี้ ถ้าหากผู้ชมเห็นสีขาวดำเหมือนพระเอก และเห็นสีสันต่าง ๆ เหมือนพระเอกในแต่ละช่วงเวลาไปเลย

 

2.หนังไม่ต้องสรุปบทเรียนเรื่องสิทธิเกย์ตรง ๆ ก็ได้

+++

เมื่อกี้เราพยายามค้นข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “หนองหาร เพราะมันไม่ใช่เรื่องสิว ๆ” (2007, Panus Boonnun, 14min, A+30) แล้วเราก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนองหาร อยู่จังหวัดสกลนคร แต่ “หนองหาน” อยู่จังหวัดอุดรธานี