Showing posts with label SWEDEN. Show all posts
Showing posts with label SWEDEN. Show all posts

Friday, November 14, 2025

RYAN TRECARTIN VS. RATCHAPOOM BOONBUNCHACHOKE VS. GABRIEL ABRANTES

 

FLOW STATES (2025, Nivedita Johri, Hong Kong, interactive video installation, A+25)

 

EMBODIED TILES (2025, Patt Vira, interactive video installation, A+30)

 

เล่นสนุกมาก เหมือนมีความเคลื่อนไหวอย่างน้อย 3-4 อย่างในวิดีโอเกมนี้

 

1. ความเคลื่อนไหวของร่างกายของเราส่งผลให้สีสันของรูปทรง 6 เหลี่ยมในแต่ละจุดของวิดีโอเปลี่ยนแปลงไป

 

2. ไม่แน่ใจว่าความเคลื่อนไหวของร่างกายของเรา ส่งผลให้เกิดก้อนสีเล็ก ๆ ในรูปทรง 6 เหลี่ยมบางอันด้วยหรือเปล่า

 

3. รูปทรง 6 เหลี่ยมแต่ละอันก็หมุนไปหมุนมาได้

 

4. การหมุนไปหมุนมาของรูปทรง 6 เหลี่ยมแต่ละอัน ส่งผลให้ก้อนสีเล็ก ๆ ในแต่ละรูปทรงไหลไปไหลมา ซึ่งอาจจะเปิดทางให้ก้อนสีเล็ก ๆ แต่ละอันไหลตามท่อที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ลงไปสู่รูปทรงอื่น ๆ ที่อยู่ล่าง ๆ ลงไป จนไหลออกจากจอภาพได้ในที่สุด

 

PIX (2018, Kimbab:) , interactive installation)

 

TRAFFIC DESTINY (2025, Rogerger Ng, Hong Kong, video installation, A+30)

 

ฮาสุดขีด งานวิดีโอนี้มี 6 จอ สองจอนำเสนอละครบุพเพสันนิวาส, สองจอถ่ายการจราจรในกรุงเทพที่ติดขัด และอีก 2 จอเหมือนเป็นภาพ abstract ของการจราจร

 

สองจอที่เป็นละครบุพเพสันนิวาสจะฮามาก ๆ เพราะวิดีโอนี้จะกระตุกไปมา สะดุดหยุดชะงักอยู่เรื่อย ๆ โดยแปรผกผันกับสภาพการจราจร คือถ้าหากช่วงไหนรถเคลื่อนตัวได้ ละครก็จะหยุดกึก แต่ถ้าหากช่วงไหนที่รถติดไฟแดง หรือการจราจรติดขัด ละครก็จะไหลไปเรื่อย ๆ ได้ เพราะ Rogerger Ng ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่คนขับรถยนต์หลายคนทำในช่วงที่รถติดไฟแดง นั่นก็คือดูละคร/ดูคลิปอะไรต่าง ๆ ในรถยนต์ไปเรื่อย ๆ

 

มันก็เลยดูแล้วฮาสุดขีดที่ตัวละครมักจะหยุดนิ่งอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในฉากสำคัญ นึกถึงอารมณ์ตลกแบบที่เราพบได้ในหนังอย่าง ALONE: LIFE WASTES ANDY HARDY (1998, Martin Arnold, Austria, A+30)

 

แน่นอนว่า ดูงานวิดีโอนี้แล้วนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง THE MOST BEAUTIFUL TIME โมงยามที่งามที่สุด (2014, Teeraphan Ngowjeenanan, 30min, A+30) ด้วย เพราะหนังเรื่องนั้นเป็นการถ่ายถนนลาดพร้าวช่วงรถติดตลอดทั้งเรื่อง (ถ้าจำไม่ผิด) เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า TRAFFIC DESTINY เหมือนเป็นการต่อยอดจากภาพยนตร์ของ Teeraphan โดยเอาความฮาแบบหนังของ Martin Arnold เข้ามาผสมด้วย

 

DAS GEDÄCHTNIS (THE MEMORY) (2025, Theerawat Klangjareonchai, video installation, A+30)

 

ตัววิดีโอจริงนี่งดงามจนสุดจะบรรยาย มไหศวรรย์มหรรคาลัยมาก ๆ โดยภาพนิ่งที่เราถ่ายมานี่ไม่สามารถสะท้อนความงามของตัววิดีโอนี้ได้เลย อาจจะเป็นเพราะภาพในวิดีโอนี้มันกะพริบแวบวับแวววาวจรัสแสงตลอดเวลา คือต้องดูมันในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวเท่านั้นน่ะ ถึงจะเห็นความงามของมัน เห็นความวิบวับของมัน พอดูเป็นภาพนิ่งแล้วแทบไม่เห็นอะไรเลย

 

เหมือนเป็นงานวิดีโอที่ใช้เทคโนโลยียุคปัจจุบัน แต่เราดูแล้วนึกถึงหนังเงียบ 2 genres ที่นิยมทำกันเมื่อ 100 ปีก่อน เพราะว่าตัววิดีโอนี้เหมือนถ่ายสภาพบ้านเมืองในเยอรมนี แต่นำฟุตเตจสภาพบ้านเมืองนั้นมาทำให้เป็นภาพ abstract วิบวับ เพราะฉะนั้นพอเราดูวิดีโอนี้แล้ว เราก็เลยนึกถึง

 

1. หนังเงียบกลุ่ม CITY SYMPHONY อย่างเช่น

 

1.1 BERLIN: SYMPHONY OF METROPOLIS (1927, Walter Ruttmann, Germany)

 

1.2 MAN WITH A MOVIE CAMERA (1929, Dziga Vertov, Soviet Union)

 

1.3 RAIN (1929, Joris Ivens, Netherlands)

 

2. หนังทดลองในทศวรรษ 1920 ที่เล่นกับ “จังหวะ” ของ “รูปทรงเรขาคณิต” หรืออะไรทำนองนี้ โดยเฉพาะหนังของ Marcel Duchamp, Viking Eggeling, Hans Richter

 

ETERNAL GAIN, ETERNAL PAIN. (WOULD YOU STILL LOVE ME IF I WAS A DIGITAL C. ELEGANS) (2025, Wasawat Somno, video installation, A+30)

 

ดูแล้วนึกถึง “หลักธรรมะ” โดยที่ตัวผู้สร้างวิดีโอนี้คงไม่ได้ตั้งใจ 55555 และก็นึกถึงหนังเรื่อง BLADE RUNNER (2017, Denis Villeneuve, A+30) ด้วย เพราะเหมือนหนังเรื่องนั้นทำให้เรามองว่า “หุ่นยนต์ก็มีความรู้สึกได้ เพราะในบางครั้ง ความรู้สึกก็เป็นสิ่งที่ถูก “โปรแกรม” ได้”

 

TRACING THE CURVE (2024-2025, Wuttin Chansataboot, video installation, 4min, A+30)

 

งดงามสุดขีด

 

MANUS (2025, yaboihanoi, video installation, 4min, A+30)

 

งดงามเพริศแพร้วจนสุดจะบรรยาย ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS I SAW IN 2025

 

ตอนที่ดูวิดีโอนี้ เราต้อง “กอดอก” ตัวเองอย่างแน่นมาก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน เพราะถ้าหากเราไม่เอามือกอดอกตัวเองไว้แน่น ๆ เราจะต้องเอามือเอาแขนของเราออกมาร่ายรำไปตามวิดีโออย่างแน่นอน คือดูวิดีโอนี้แล้วอยากเซิ้ง อยากรำปอบผีฟ้าไปด้วย ดูวิดีโอไปด้วยมาก ๆ ซึ่งเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อน เพราะฉะนั้นการได้ดูวิดีโอนี้ก็เลยเหมือนมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยพบเคยเจอให้กับเรา 55555

 

ดูแล้วนึกถึง “ละครทีวีฮ่องกงแนวกำลังภายในในทศวรรษ 1980” ด้วย เพราะพอเวลาตัวละครในละครดังกล่าว “ใช้กำลังภายใน” บางทีมันจะถูกนำเสนอออกมาในภาพกราฟฟิกที่เห็นแขนเห็นมือซ้อน ๆ ๆๆ ๆ กัน แบบนี้

 

ดูแล้วนึกถึงละครเวทีของคุณ Pichet Klunchun ด้วย

 

ชอบมาก ๆ ด้วยที่ท่าทางการร่ายรำในวิดีโอนี้เหมือนการรำไทยยุคโบราณ แต่ดนตรีนี่นึกว่า HIGHER STATE OF CONSCIOUSNESS (1995) ของ Josh Wink

 

ดูจบแล้วต้องบอกว่า “วิทยายุทธเธอสูงมากค่ะ”

++++

 

TITLE WAIVE (2019-2025, Ryan Trecartin, video installation, 33min, A+30)

 

1. เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูปุ๊บก็เตรียมเข้าชิงอันดับ 1 ประจำปีในทันที นึกว่ามีฉากคลาสสิคทุก 1 วินาที

 

ก่อนหน้านี้หนังเรื่อง I-BE AREA (2007, Ryan Trecartin, 108min) ก็เคยติดอันดับ 1 ของเราประจำปี 2008 ไปแล้ว และหนังเรื่องนั้นก็มีฉากคลาสสิคทุก 1 วินาทีเหมือนกัน

 

เราได้ดู I-BE AREA ที่ Conference of Birds Gallery ตรงถนนสีลมในปี 2008 แล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ดูหนังของ Ryan Trecartin อีกเลยมั้งในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า 17 ปีผ่านไป หนังของเขาก็ยังคงแรงฤทธิ์เหมือนเดิม ดีใจที่เขายังคงรักษาความ “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” ในหนังของเขาได้ดีขนาดนี้

 

2. ดูแล้วก็รู้สึกว่า Ryan Trecartin นี่เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง “พจน์ อานนท์” กับ Werner Schroeter คือหนังของเขามีความ “unapologetically หีแตก” แบบหนังของพจน์ อานนท์ และก็มีความ “sophisticated queer aesthetics” แบบหนังของ Werner Schroeter ผสมอยู่รวมกัน

 

3. เพราะฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่า ในความเห็นส่วนตัวของเรานั้น Ryan Trecartin นี่แหละ คือ “คู่แข่งตัวจริง” ของ Ratchapoom Boonbunchachoke และ Gabriel Abrantes 555555

 

หรือจริง ๆ แล้วก็คือ เราอยากให้มีคนจัด triple retrospectives มาก ๆ แบบเอาหนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke, Ryan Trecartin และ Gabriel Abrantes มาฉายควบกัน เพราะเราว่าหนังของ 3 คนนี้เหมาะปะทะกันอย่างรุนแรงที่สุด

 

แต่อันนี้ถือเป็น “ผู้กำกับที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน” นะ เพราะถ้าหากเป็นผู้กำกับรุ่นก่อนหน้านั้น เราก็ว่าควรมีการจัด triple retrospectives ของ Michael Shaowanasai + Bruce LaBruce + Rosa von Praunheim อะไรทำนองนี้

 

4. ไม่ขอเขียนบรรยายอะไรใด ๆ เกี่ยวกับ TITLE WAIVE เพราะมันเกินความสามารถของเราจริงๆ ที่จะถ่ายทอดความหีแตกของหนังเรื่องนี้ออกมาเป็นตัวอักษรได้

++++

บางทีเราก็แอบสงสัยว่า ถ้าหาก Bo Widerberg ไปเกิดในนอร์เวย์, เดนมาร์ก หรือไอซ์แลนด์ เขาอาจจะโด่งดังกว่านี้ แต่พอเขามาเกิดในสวีเดนในยุคเดียวกับ Ingmar Bergman เขาก็เลยเหมือนถูกความดังของ Bergman บดบังรัศมีจนหมดหรือเปล่า 55555

 

อย่าง Roy Andersson นี่เราก็ว่า เขาอาจจะโชคดีที่มา “รุ่นถัดจาก Bergman” เหมือนเขาทำหนังมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเริ่มโด่งดังเปรี้ยงปร้างตอนที่ Bergman อำลาวงการไปแล้ว 55555

 

แต่เราเคยดูหนังของ Bo Widerberg แค่เรื่องเดียวนะ เรื่อง ALL THINGS FAIR (1995) ในรูปแบบวิดีโอเทปจากร้านแว่น และก็เคยดูหนังสารคดีเรื่อง LIFE AT ANY COST (1998, Stefan Jarl, Sweden) เป็นหนังสารคดีที่พูดถึงความดีความงามของ Bo Widerberg หนังสารคดีเรื่องนี้เคยมาฉายที่ศาลาเฉลิมกรุงเมื่อราว 25 ปีก่อน และหนังสารคดีเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราอยากดูหนังของ Bo Widerberg อย่างรุนแรง ปรากฏว่า เวลาผ่านมาแล้ว 25 ปี ก็ไม่เห็นมีใครนำหนังคลาสสิคของ Bo Widerberg มาลงโรงฉายในไทยเลย น่าเสียดายมาก ๆ

 

Saturday, March 22, 2025

WILD STRAWBERRIES (1957, Ingmar Bergman, Sweden, A+30)

 

เพิ่งฟังเทป podcast “ทายผลออสการ์! เดิมพัน (ด้วย) กระโปก! (2025)” ของ Man on Film จบ ดีใจที่มีพูดถึงเทศกาลหนังทดลองและ FLAT GIRLS ด้วย

 

ตอนที่เราฟัง podcast ช่องนี้เราก็จะนึกถึงอดีตช่วงที่เราเคยตามฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับภาพยนตร์ ซึ่งก็คือรายการ  SAT & SUN ที่จัดโดยคุณณัฐ, คุณณรงค์ และคุณมาลี ซึ่งเราเคยตามฟังในทศวรรษ 1980 และรายการหนังหน้าไมค์ของคุณนราและเพื่อน ๆ ของเขา ซึ่งเราเคยตามฟังในช่วงต้นทศวรรษ 2000

 

แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า รายการ podcast ของ Man on Film นี่ อาจจะถือได้ว่าเป็นรายการวิทยุเกี่ยวกับภาพยนตร์รายการแรกที่เราติดตามฟัง ที่ “ผู้จัดรายการมีอายุน้อยกว่าเรา” 55555 เพราะในกรณีของ SAT & SUN และ หนังหน้าไมค์นั้น ผู้จัดรายการมีอายุมากกว่าเรา

+++++++

 

เราเพิ่งเริ่มใช้ Air Quality Detector แล้วก็พบว่า มันมี “ความไว” ในการตรวจจับสิ่งต่าง ๆ ในอากาศได้เร็วจริง ๆ

 

คือในช่วงปกตินั้น ค่าอะไรต่าง ๆ ในห้องของเราจะอยู่ประมาณนี้

 

HCHO 0.013 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 0.1)

TVOC 0.050 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 0.5)

PM 2.5 22 (ควรอยู่ต่ำกว่า 5)

PM10 28 (ควรอยู่ต่ำกว่า 15)

CO 1 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 9)

CO2 412 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 800)

AQI 31 (ถือว่าดีแล้ว)

 

แต่พอเราเอา “กระดาษเช็ดแว่นตา” ออกมาใช้เช็ดแว่นปุ๊บ ค่าอะไรต่าง ๆ พุ่งพรวดปรี๊ดขึ้นมาในทันที รุนแรงมาก

 

HCHO 0.895

TVOC 2.000

PM2.5 30

PM10 39

CO 33

CO2 3826

AQI 500

 

คือเราไม่เคยใช้อุปกรณ์ Air Quality Detector อะไรแบบนี้มาก่อน แล้วพอเราได้มาใช้อุปกรณ์นี้ เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า แค่ “กระดาษเช็ดแว่นตา” แผ่นเล็ก ๆ บาง ๆ เพียงแผ่นเดียว มันก็บรรจุสารเคมีอะไรต่าง ๆ อยู่ในกระดาษมากจนส่งผลกระทบต่อมวลอากาศในห้องของเราได้อย่างรุนแรงถึงเพียงนี้

++++++++++

Favorite Quote from Jean-Luc Godard:

 

Godard ได้ดูหนังเรื่อง WILD STRAWBERRIES (1957, Ingmar Bergman, Sweden, A+30) แล้วเขาเขียนว่า

 

“MULTIPLY HEIDEGGER BY GIRAUDOUX GET BERGMAN”

 

ซึ่งเราเดาว่าน่าจะแปลว่า ถ้าหากนำเอา Martin Heidegger มาคูณกับ Jean Giraudoux แล้วผลลัพธ์จะได้เท่ากับ Ingmar Bergman

 

พออ่านสิ่งที่ Godard เขียนแล้วเราก็สงสัยว่า Jean Giraudoux คือใคร เพราะเราไม่คุ้นชื่อนี้มาก่อน พอลอง google ดูแล้วก็พบว่า เขาเป็นนักประพันธ์ชื่อดังของฝรั่งเศส เขาเคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ANGELS OF SIN (1943, Robert Bresson) ด้วย

 

Giraudoux เคยเขียนบทละครเวทีเรื่อง THE MADWOMAN OF CHAILLOT ด้วย ซึ่งบทละครเวทีเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬา เรื่อง “หญิงวิปลาส ณ ไชโยต์” (1992, ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) ที่นำแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ คมสัน นันทจิต สามมิติ สุขบรรจง กลศ อัทธเสรี รัดเกล้า อามระดิษ ฯลฯ

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ได้ไปดูละครเวทีเรื่องนั้น ทั้ง ๆ ที่ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังเรียนอยู่ในคณะอักษร

 

ส่วนตัวหนัง WILD STRAWBERRIES นั้น เราชอบมาก ๆ นะ แต่ไม่ได้อินอะไรกับมันเป็นการส่วนตัว เพราะฉะนั้นหนังที่เราชอบมากที่สุดของ Ingmar Bergman ก็ยังคงเป็น THE SILENCE (1963) เหมือนเดิม

 

สิ่งที่ชอบที่สุดใน WILD STRAWBERRIES ก็คือ “กลุ่มตัวละครรักสามเส้า สองหนุ่ม หนึ่งสาว” ที่ร่วมเดินทางไปกับพระเอก คือเราชอบสุดขีดที่ “ชายหนุ่มสองคนนี้รักหญิงสาวสวยคนเดียวกัน” แต่ชายหนุ่มทั้งสองคนนี้ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะรักหญิงสาวคนเดียวกัน ชายหนุ่มสองคนนี้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงก็ต่อเมื่อมีการถกเถียงกันในประเด็นที่ว่า “Does God exist?” เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกันจนต้องลงไม้ลงมือกัน

 

คือเรารู้สีกว่าตัวละครแบบนี้นี่แหละ ที่มันเข้าทางเรา หรือสอดคล้องกับโลกจินตนาการของเรา คือเราไม่ค่อยอินกับตัวละครผู้ชายที่ชกต่อยกันเพราะแย่งสาว ๆ สวย ๆ คือเรารู้สึกว่าผู้ชายแบบนี้มันไม่น่าสนใจ (แต่เราอาจจะพบตัวละครแบบนี้บ่อย ๆ ในหนังไทยหรือเปล่านะ เราก็ไม่แน่ใจ) เรา “สนใจ” ตัวละครหนุ่ม ๆ แบบใน WILD STRAWBERRIES นี่แหละ หนุ่ม ๆ ที่มองว่า “การรักสาวสวยคนเดียวกันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้” แต่ประเด็น “Does God exist?” นี่แหละ ที่สามารถสั่นสะเทือนพวกเขาได้อย่างรุนแรงในระดับที่สาวสวยทำไม่ได้

Saturday, November 05, 2022

TRIANGLE OF SADNESS (2022, Ruben Östlund, Sweden, A+30)

 

TRIANGLE OF SADNESS (2022, Ruben Östlund, Sweden, A+30)

 

SERIOUS SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1.ตอนต้นเรื่องเห็นชื่อ Woody Harrelson เราก็แอบงงว่าทำไมต้องเลือกเขามาแสดงด้วย แต่พอเข้าช่วงติดเกาะเราก็ถึงบางอ้อในทันที 5555 เพราะหนังเรื่องนี้คงต้องการล้อเลียน INDECENT PROPOSAL (1993, Adrian Lyne) นี่เอง เพราะหนังทั้งสองเรื่องต่างก็ให้ตัวละครเผชิญ dilemma ที่ว่า เราจะเต็มใจหรือสนับสนุนให้คนรักของเราไปมี sex กับคนอื่นไหม ถ้าหากคนรักของเราเต็มใจที่จะทำเช่นนั้น และเราเองก็จะได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้น เพียงแต่ว่า TRIANGLE OF SADNESS มัน “สลับเพศ” และ “สลับชนชั้น” กับ INDECENT PROPOSAL ได้อย่างสาแก่ใจเรามาก ๆ 55555

 

2.จริง ๆ แล้วก็ชอบทั้งสามพาร์ทของหนังนะ (คู่รัก, เรือ, ติดเกาะ) แต่ชอบพาร์ทสามมากที่สุด คือพาร์ทแรกก็ชอบมาก แต่เหมือนการตั้งคำถามกับความเชื่อทางสังคมที่มีต่อบทบาททางเพศ หรืออะไรแบบนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ FORCE MAJEURE (2014) เคยทำมาแล้ว

 

พาร์ทสองก็ชอบสุดขีด แต่เหมือนตอนดูจะแอบจินตนาการว่า อยากเห็น Luis Bunuel, Claude Chabrol และ Michael Haneke มาทำหนังโดยใช้ setting แบบเดียวกันนี้ด้วย เพื่อดูว่าผู้กำกับแต่ละคนจะลงโทษคนรวยอย่างไรบ้าง 555 คือเหมือนเราชอบพาร์ทสองมาก ๆ แต่ก็ไม่คิดว่ามันตรงจริตเราเท่ากับหนังของ Bunuel, Chabrol และ Haneke น่ะ

 

ส่วนพาร์ทสามนี่ตรงใจเราสุดๆ นึกว่า WET DREAM สำหรับมนุษย์ป้าอย่างเรา 55555 คือพาร์ทสามนี่ตอบสนอง sexual fantasy เราได้ดีกว่า PARADISE: LOVE (2012, Ulrich Seidl) เสียอีก

 

ชอบมาก ๆ ด้วยที่ตัวละคร Paula ซึ่งดูเป็น “ชนชั้นกลาง” ยังคงพยายามจะเอาใจคนรวยและกดชนชั้นแรงงานในตอนแรก และเธอกลายเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มที่ยอมรับว่า Abigail คือ “กัปตัน”

 

ส่วนสิ่งที่ Abigail คิดที่จะทำในตอนท้าย ก็ทำให้นึกถึงพวก “ผู้นำเผด็จการในประเทศกำลังพัฒนา” มาก ๆ ที่พยายามปิดกั้นประเทศตัวเองจาก “ความจริง” หรือ “ความเจริญ” ต่าง ๆ เพราะความจริงและความเจริญ จะทำให้สมดุลอำนาจในประเทศตนเองเปลี่ยนไป

 

3.ถ้าจำไม่ผิด นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องที่ 3 ที่เราได้ดูมั้ง ที่น่าจะเป็นการสะท้อน guilt ของสวีเดนในฐานะประเทศผู้ผลิตอาวุธ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด คือถึงแม้ตัวละครในหนังเรื่องนี้ที่เป็นผู้ผลิตอาวุธจะเป็นชาวอังกฤษ แต่พอหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังสวีเดน เราก็เลยแอบคิดว่าหนังเรื่องนี้มันอาจจะสะท้อน guilt ของสวีเดนในด้านนี้ด้วยมั้ง

 

ส่วนหนังสวีเดนอีกสองเรื่องที่เราเคยดูที่สะท้อน guilt ในด้านนี้ ก็คือ THE NINTH COMPANY (1987, Colin Nutley) กับ BEFORE THE STORM (2000, Reza Parsa)

 

 

 

 

 

Saturday, September 11, 2021

I AM GRETA (2020, Nathan Grossman, Sweden, documentary, A+30)

 

I AM GRETA (2020, Nathan Grossman, Sweden, documentary, A+30)

 

1.ดูแล้วก็ทำให้เห็นแง่มุมความเป็นมนุษย์ของเกรต้ามากขึ้น 55555 เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่ค่อยได้ตามเรื่องของเธอมาก่อนเลย คือก่อนที่เราจะดูหนังเรื่องนี้ เรานึกว่าเธอคงเป็นเด็ก popular อะไรประมาณนี้น่ะ พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ เราถึงเพิ่งรู้ว่าเธอเป็นเด็กที่เหมือนไม่มีเพื่อนในโรงเรียน อยู่แต่กับครอบครัวตัวเองเป็นหลัก เหมือนเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวสุด ๆ ประมาณนึง (หมายถึงเวลาอยู่โรงเรียนมัธยมนะ)

 

2.ชื่นชมผู้กำกับหนังเรื่องนี้ที่เหมือนเห็นแววในตัวเธอตั้งแต่เธอเริ่มการประท้วงเพียงคนเดียว แล้วเขาก็ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำ moments ต่าง ๆ ระหว่างเกรต้ากับพ่อได้ เราว่า moments พวกนี้มันช่วยเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้กับตัว subject ได้ดีมาก เพราะเวลาที่เกรต้าอยู่กับพ่อ มันแตกต่างจากเวลาที่เกรต้าพูดในที่ประชุมน่ะ เพราะเวลาที่เกรต้าพูดในที่ประชุม เธอดูรุนแรง เพราะเธอรู้ว่าเธอกำลังพูดกับนักการเมืองที่ไม่ยอมทำในสิ่งที่เธอต้องการ เธอก็เลยสำแดงพลังของความโกรธเกรี้ยว ความเป็นเจ้าแม่กาลีออกมาอย่างเต็มที่ แต่เธอไม่ได้มีแต่ภาคของความเป็นเจ้าแม่กาลีเท่านั้น เธอยังมีส่วนอื่น ๆ  ในตัวเธอด้วย และหนังเรื่องนี้ก็ช่วยนำเสนอสิ่งนั้นออกมา

 

3.ฉากเกรต้ากับสมุนสาวถอดหูฟังตอนปะทะกับ Jean-Claude Juncker นี่ชอบสุด ๆ

 

4.เหมือนฉาก climax ของหนังคือการล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และก็ดีมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้นำเสนอส่วนนี้ออกมาได้ เราเข้าใจว่าผู้กำกับคงยอมเสี่ยงชีวิตล่องเรือไปกับเธอด้วย เหมือนเขาน่าจะเป็นตากล้องเพียงคนเดียวที่ได้ล่องเรือครั้งประวัติศาสตร์ไปกับเธอนะ เพราะเรือน่าจะมีขนาดเล็กมาก ไม่มี media เจ้าอื่น ๆ ได้ร่วมล่องเรือไปกับเธอด้วย เพราะฉะนั้นผู้กำกับหนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนมีสถานะพิเศษมาก ๆ ที่ได้เป็นประจักษ์พยานในการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้

 

5.กัปตันเรือหล่อ ชอบเขามาก ๆ ชื่อ Boris Hermann

 

6.เนื้อหาของหนังจบลงในปี 2019 แต่เราก็แอบคิดว่า เหตุไฟป่าในออสเตรเลียในช่วงหลังจากนั้น มันเหมือนเป็น “คำสาป” ของเกรต้าหรือเปล่า คำสาปในแง่ที่ว่า ถ้าหากไม่มีการเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ภัยธรรมชาติก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

 

7.จริง ๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้อินกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากเท่าเกรต้าแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการดูหนังเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้ inspire ให้เราทำอะไรในด้านนี้มากขึ้น 55555 แต่สิ่งที่ inspire เราอย่างสุด ๆ ในหนังเรื่องนี้คือ “การไม่แคร์คำด่า” ของเกรต้า เพราะมันมีฉากที่เกรต้าอ่านคำด่าอย่างรุนแรงที่คนบางคนเขียนถึงเธอ แล้วเกรต้าดูไม่ได้สะทกสะท้านระคายเคืองต่อคำด่าอย่างรุนแรงเหล่านี้แต่อย่างใด คืออันนี้ inspire เราอย่างสุด ๆ เราจะพยายามฝีกตัวเองให้เข้มแข็งในด้านนี้ให้ได้แบบเกรต้า เราจะต้องเป็นแบบเกรต้าในด้านนี้ให้ได้ เราจะต้องเป็นคนที่เมื่อพบเจอคำด่า แล้วเราก็จะพูดว่า “มึงด่ากูเหรอ เรื่องของมึง กูไม่แคร์ จบ”

Tuesday, November 07, 2017

INGMAR BERGMAN’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

INGMAR BERGMAN’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

1.THE SILENCE (1963)

2.PERSONA (1966)

3.CRIES AND WHISPERS (1972)

4.THE SEVENTH SEAL (1957)

5.THE VIRGIN SPRING (1960)

6.SUMMER WITH MONIKA (1952)

7.WINTER LIGHT (1962)

8.AUTUMN SONATA (1978

9.THROUGH A GLASS DARKLY (1961

10.SMILES OF A SUMMER NIGHT (1955)

11.THE MAGICIAN (1958)

12..FROM THE LIFE OF THE MARIONNETTES (1980)

13.AFTER THE REHEARSAL (1984)

14.THE MAGIC FLUTE (1974)


15.THE SERPENT’S EGG (1977)

Tuesday, September 13, 2016

SWEDISH FILM FESTIVAL 2016

Films seen in the Swedish Film Festival 2016

1.THE CIRCLE (2015, Levan Akin, A+30)
2.UNDERDOG (2015, Ronnie Sandahl, A+30)
3.NICE PEOPLE (2015, Karin af Klintberg + Anders Helgeson, documentary, A+30)
4.WE ARE THE BEST (2013, Lukas Moodysson, A+30)
5.ASTRID (2015, Kristina Lindström, documentary, A+30)
6.VISKAN MIRACLES (2015, John O. Olsson, A+15)
7.YOUNG SOPHIE BELL (2015, Amanda Adolfsson, A+)

UNDERDOG (2015, Ronnie Sandahl, A+30)

--ใน UNDERDOG เราชอบประเด็นเรื่องทัศนคติของคนนอรเวย์กับสวีเดนที่มีต่อกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่เคยรู้มาก่อน มันเหมือนกับว่าคนนอรเวย์เหยียดคนสวีเดนนิดนึง โดยมองว่าคนสวีเดนเหมาะทำงานรับใช้คนนอรเวย์ เหมาะเป็นสาวใช้ หรือทำงานบริการให้คนนอรเวย์

ไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะอะไร เราเดาว่าหรือว่านอรเวย์ร่ำรวยขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจากการเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมัน พอนอรเวย์มีฐานะมั่งคั่งขึ้นมาแบบนี้ ก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เหยียดประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า หรือจริงๆแล้วมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์หลายร้อยปีก่อนอะไรมาเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

เราว่าฝรั่งเวลามองคนไทยกับประเทศอื่นๆในอาเซียนก็อาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ คือมองว่าเหมือนๆกันไปหมด แต่จริงๆแล้วคนในแต่ละประเทศในอาเซียนก็อาจจะเหยียดๆกันเองแบบที่นอรเวย์เหยียดสวีเดน

--ชอบความสัมพันธ์ของ Ida กับนางเอกมากๆ คือเราว่ามันเข้ากับคำว่า underdog จริงๆ เพราะทั้งสองคนต่างก็เป็น underdog ในทางสังคมทั้งคู่ และ Ida นั้นมีฐานะเป็นตัวประกอบโง่ๆมาเกือบตลอดทั้งเรื่องด้วย คือ Ida เหมือนมีฐานะเป็น underdog ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย คือมีฐานะเป็นเพียง “ตัวประกอบ” หรือเป็น “นางรอง” แต่อยู่ดีๆเธอก็กลายเป็น “ตัวละครสำคัญ” ในตอนจบ และเราก็ชอบอะไรแบบนี้มากๆ เพราะเราไม่ชอบหนังที่ fix พระเอก, นางเอกตายตัวน่ะ เราชอบหนังที่ treat ตัวละครหลายๆตัวในหนังเป็นมนุษย์เหมือนๆกัน หรือในระดับที่ใกล้เคียงกัน และหนังเรื่องไหนยิ่ง treat ตัวประกอบได้ดีมากเท่าไหร่ เราก็มีสิทธิจะชอบหนังเรื่องนั้นสูงมาก ในขณะที่ถ้าหากหนังเรื่องไหนปฏิบัติต่อ  “ตัวประกอบ” ว่ามีฐานะเป็นเพียงแค่ “ตัวประกอบ” มากเท่าไหร่ เราก็มีสิทธิจะชอบหนังเรื่องนั้นน้อยลงมาก

--จริงๆแล้วนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราชอบ THE CIRCLE (2015, Levan Akin) ในระดับที่ติด top ten ประจำปีนะ เพราะขณะที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราเดาไม่ถูกจริงๆว่าใครจะเป็นนางเอกของเรื่อง คือหนังเปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครเด็กสาว 6 คนที่มีพลังวิเศษและมีบุคลิกแตกต่างกันไป แต่หนังเรื่องนี้มันยิ่งสนุกกว่า SAILOR MOON อีก เพราะ SAILOR MOON นั้นให้ความสำคัญกับ ตัวละคร Sailor Moon มากที่สุด ในขณะที่เราชอบ Sailor Pluto กับ Sailor Saturn มากที่สุด แต่ยังไงๆเสียสองตัวละครที่เราชื่นชอบนี้ ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติในระดับที่เท่าเทียมกับ Sailor Moon

แต่ THE CIRCLE สามารถลบข้อเสียของ SAILOR MOON นี้ทิ้งไปได้ เพราะในบรรดาเด็กสาว 6 คนนั้น ตัวละครที่เราคิดว่าจะเป็นนางเอก กลับถูกฆ่าตายตอนกลางเรื่อง (จุดนี้ทำให้นึกถึง PSYCHO) ซึ่งนั่นมันคือจุดที่เข้าทางเรามากๆ เพราะเราชอบหนังที่คาดเดาอะไรไม่ได้แบบนี้ และหลังจากนั้นเราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเด็กสาวที่เหลืออีก 5 คน ใครจะอยู่รอดเป็นคนสุดท้ายในตอนจบ

เราชอบการทำลาย “ความเชื่อมั่นของคนดูว่าตัวละครตัวนี้เป็นนางเอกที่จะรอดชีวิตไปจนถึงตอนจบ” แบบนี้มากๆ คือนอกจาก PSYCHO กับ THE CIRCLE แล้ว จุดนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้เราชอบ WOLF CREEK (2005, Greg McLean, Australia) ในระดับสุดชีวิตเหมือนกัน

--สรุปว่าสาเหตุที่ทำให้ชอบ THE CIRCLE และ UNDERDOG มากๆ ก็คือวิธีการ treat ตัวละครในหนังสองเรื่องนี้น่ะแหละ โดยในกรณีของ THE CIRCLE นั้น การที่เราเดาไม่ถูกว่าตัวละครตัวไหนจะเป็นนางเอก, ตัวไหนจะรอดชีวิต หรือตัวไหนจะถูกฆ่าตาย มันทำให้เราลุ้นกับหนังเรื่องนี้มากๆ ส่วนใน UNDERDOG นั้น เราซึ้งมากๆที่ตัวละครที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงตัวประกอบโง่ๆตลอดทั้งเรื่อง กลายเป็นตัวละครที่มีความสำคัญขึ้นมาในช่วงท้ายๆ

NICE PEOPLE (2015, Karin af Klintberg + Anders Helgeson, documentary, A+30)

--NICE PEOPLE ทำให้นึกถึงหนังของ Michael Moore ในแง่ที่ว่า เราอาจจะมีปัญหานิดหน่อยกับท่าทีหรือบุคลิกของผู้สร้างหนังสารคดี แต่ไม่ได้มีปัญหากับทัศนคติทางการเมืองของผู้สร้างหนัง และ “ประเด็น” ที่หนังเล่ามันเป็นประเด็นที่เราสนใจ เราก็เลยชอบหนังเรื่อง NICE PEOPLE มากๆ และยอมรับหนังของ Michael Moore ได้ ถึงแม้จะมีปัญหากับบางฉากบางตอนในแง่ที่ว่า การถ่ายแบบนั้น หรือการตั้งคำถามแบบนั้น มันมีปัญหาทาง ethical  ในการสร้างหนังสารคดีหรือเปล่า

--ความหวาดระแวงของชาวบ้านที่มีต่อคนต่างชาติใน NICE PEOPLE นี่ ทำให้นึกถึงหนังสารคดีเรื่อง VILLAGE (2001, Helke Sander, Germany, A+30) กับเมืองสมุทร SEAPORT (2007, Attapon Pamakho + Benya Poowarachnan, A+30) เลยนะ เพราะหนังสามเรื่องนี้จะมีฉากคล้ายๆกัน นั่นก็คือการไปสัมภาษณ์ชาวบ้านว่ารู้สึกยังไงกับชาวต่างชาติที่อพยพมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน และชาวบ้านก็จะแสดงความเห็นแบบ racist ออกมา

--ช่วงท้ายของหนัง เราดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง ทั้งๆที่รู้ดีว่าหนังมันจงใจทำให้เราร้องไห้ 555 คือเราร้องไห้กับฉากที่ชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่งพากันมาเชียร์ทีมโซมาเลียน่ะ คือเราชอบอะไรแบบนี้มากๆ ชอบการที่คนประเทศหนึ่งไม่ได้เชียร์ทีมกีฬาของประเทศตัวเอง คนรัสเซียไม่ได้เชียร์ทีมรัสเซีย แต่มาเชียร์ทีมโซมาเลีย เรื่องแบบนี้เป็นจุดอ่อนของเราจริงๆ เห็นอะไรแบบนี้แล้วก็อดร้องไห้ไม่ได้

--ฉากที่ลูกชายกลับไปเจอแม่ที่โซมาเลีย เราก็ร้องไห้ คือเราชอบมากที่หนังตามไปถ่ายถึงโซมาเลียน่ะ แทนที่จะถ่ายแค่ที่สวีเดนกับไซบีเรีย คือพอหนังตามไปถ่ายถึงโซมาเลีย แล้วเราเห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนที่นั่น เราก็รู้สึกว่าหนังมันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบมาก แล้วพอลูกชายกับแม่ได้เจอกันหลังจากพลัดพรากกันมานานหลายปี เราก็รู้สึกเหมือนเข้าใจความรู้สึกของคนทั้งคู่เลยน่ะ เหมือนเราสมมุติตัวเองได้ในทันทีว่าถ้าหากเราเป็นแม่ในฉากนั้น แล้วเราจะรู้สึกยังไง และถ้าหากเราเป็นลูกชายในฉากนั้น แล้วเราจะรู้สึกยังไง พอเราสมมุติตัวเองได้แบบนี้แล้ว เราก็เลยอดร้องไห้ไม่ได้

--อีกจุดที่ซึ้งมากๆใน NICE PEOPLE คือการที่ทีมกีฬาทีมนี้ไม่ต้องการ “ชัยชนะ” ใดๆทั้งสิ้น แต่ต้องการทำประตูให้ได้แค่ลูกเดียวก็พอแล้ว เราชอบความมักน้อยแบบนี้มากๆ และทำให้นึกถึงหนึ่งในหนังกีฬาที่เราชอบที่สุดในชีวิต ซึ่งก็คือหนังกีฬาเรื่อง GIVE IT ALL (1998, Itsumichi Isomura) ที่เล่าเรื่องของทีมพายเรือหญิงที่ตั้งเป้าแค่ว่า “ขอแค่ไม่เป็นที่โหล่ก็พอแล้ว”  คือทีมนี้ไม่หวังชัยชนะอะไรเลย ขอแค่ไม่เข้าเส้นชัยเป็นที่โหล่ก็พอแล้ว และตัวละครแบบนี้นี่แหละที่มันถูกโฉลกกับเรา

คือมันเป็นเรื่องนิสัยส่วนตัวของเราด้วยแหละ คือเราจะไม่ถูกโฉลกกับคนประเภทที่ “ต้องการชัยชนะ” หรือ “ต้องการได้รางวัล” น่ะ และเราหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว 555 เราจำได้ว่าสมัยเรียนหนังสือ แล้วเวลาต้องทำงานกลุ่ม ถ้าหากเราต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกับคนประเภทที่ “ฉันจะทำคะแนนให้ได้มากที่สุด ฉันจะนั่งทำงานให้ดี ละเอียดถี่ยิบที่สุดเต็ม 2 ชั่วโมง” เราจะเบื่อหน่ายมาก และจะพยายามไม่ทำงานกลุ่มกับเพื่อนประเภทนี้ เราจะเลือกทำงานกลุ่มกับเพื่อนประเภทที่ “กูจะทำงานให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ให้เสร็จในหนึ่งชั่วโมงเลย แล้วกูจะได้เอาเวลาที่เหลืออีกหนึ่งชั่วโมงไปเดินสยามสแควร์ เพราะกูไม่สนคะแนน” คือเพื่อนแบบนี้นี่แหละที่เข้ากับเราได้ดี

เพราะฉะนั้นนิสัยของตัวละครทั้งในหนังสารคดีและในหนัง fiction มันก็เลยส่งผลกระทบต่อระดับความชอบของเราที่มีต่อหนังด้วย หนังสารคดีอย่าง NICE PEOPLE และหนัง fiction อย่าง GIVE IT ALL ที่พูดถึงนักกีฬาที่ไม่หวังชัยชนะอะไรทั้งสิ้น ก็เลยเข้าทางเราอย่างมากๆ เพราะเรามักจะถูกโฉลกกับคนแบบนี้ในชีวิตจริงด้วย ใครจะด่าเราว่าเราเป็น loser เพราะสาเหตุนี้ เราก็ยอมรับแต่โดยดี

--ฉากที่ฝังใจเรามากที่สุดใน NICE PEOPLE คือฉากที่หญิงศรีลังกาเล่าให้ฟังว่า เธอกับลูกชายถูกคนสวีเดนที่จูงลูกๆมาด้วยสองคน ขว้างก้อนดินใส่ คือฉากนี้เราไม่เห็นการจำลองภาพอะไรทั้งสิ้นนะ เราได้เห็นแต่ใบหน้าของหญิงศรีลังกาขณะเล่าเรื่องนี้ต่อหน้ากล้อง แต่แค่นี้มันก็สร้างความสยองให้กับเราในระดับที่ทัดเทียมกับการได้ดูหนังเรื่อง IMPERIUM (2016, Daniel Ragussis, A+30) ทั้งเรื่องแล้ว

--สิ่งที่ NICE PEOPLE อาจจะขาดไป ก็คือความสนิทสนมระหว่างผู้สร้างหนังกับผู้อพยพชาวโซมาเลียน่ะ คือมันมีตัวเปรียบเทียบด้วยแหละ เพราะก่อนหน้านี้เราเคยดูหนังสารคดีเรื่อง RUN FOR LIFE (2011, Mladen Maticevic) ที่พูดถึงผู้อพยพชาวเอธิโอเปียที่หนีมาอยู่เซอร์เบีย และพยายามฝึกฝนเป็นนักกีฬาวิ่งในเซอร์เบีย คือหนังสองเรื่องนี้มันคล้ายกันในแง่ที่ว่า มันพูดถึงผู้อพยพจากแอฟริกาในประเทศใกล้ๆกัน, ย้ายมาอยู่ยุโรปเหมือนกัน และพยายามจะเอาดีทางการเล่นกีฬาเหมือนกัน แต่มันต่างกันในแง่ที่ว่า RUN FOR LIFE มันพาเราเข้าไปใกล้ชิดกับผู้อพยพได้จริงๆน่ะ ในขณะที่ NICE PEOPLE มันยังพาเราเข้าไปสนิทชิดเชื้อกับผู้อพยพได้ไม่มากพอ

WE ARE THE BEST (2013, Lukas Moodysson, A+30)

--รู้สึกว่า WE ARE THE BEST มันจริงกว่า SING STREET (2016, John Carney) หรือมันใกล้ตัวเรามากกว่า SING STREET เพราะ WE ARE THE BEST มันเล่าเรื่องของเด็กสาวสามคนที่พยายามตั้งวงดนตรีในต้นทศวรรษ 1980 แต่เด็กสาวสามคนนี้ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง 555 คือเหมือนกับว่าพวกเธอแทบไม่ได้พัฒนาความสามารถทางดนตรีอะไรขึ้นมาเลย, ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย, ไม่ได้สวยขึ้นเลย

แต่ไม่ใช่ว่า SING STREET ไม่ดีนะ คือเราว่าหนังสองเรื่องนี้เป็นด้านกลับของกันและกันน่ะ WE ARE THE BEST คือภาพความจริงของคนธรรมดาที่เคยฝันเล่นๆว่าอยากตั้งวงดนตรีในวัยรุ่น ส่วน SING STREET คือ “ภาพฝัน” และการเป็น “ภาพฝัน” มันไม่ได้ผิดอะไร

--จริงๆแล้วผู้สร้างหนังไทยเมนสตรีมหลายคน ควรจะดู WE ARE THE BEST เป็นตัวอย่างนะ เพราะเราว่าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีหนังไทยเมนสตรีมหลายเรื่องที่ชอบนำเสนอตัวละครวัยรุ่นที่ฝันอยากเป็นนักดนตรีน่ะ แต่มีแค่ไม่กี่เรื่องที่นำเสนอ “ความไม่เป็นโล้เป็นพาย” ของวัยรุ่นได้อย่างถึงขั้นแบบนี้

--ดูแล้วต้องกราบตีน Lukas Moodysson จริงๆในแง่ที่ว่า มันเหมือนมีความเคลื่อนไหวทางอารมณ์อย่างละเอียดยิบในทุกๆวินาทีน่ะ คือตัวละครและหนังมันไม่หยุดนิ่งด้วยแหละ ตัวละครในหนังเรื่องนี้มันพูดไม่หยุด หรือมันมีการขยับตัว มีการแสดงออกอะไรสักอย่างอยู่ทุกๆวินาที และเราก็รู้สึกว่าทุกๆวินาทีในการแสดงออกของตัวละครมันดูเป็นธรรมชาติมากๆ ซึ่งอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่เราว่ายากสุดๆ ในการทำหนัง คือคนเขียนบทมันต้องเข้าใจธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของตัวละครจริงๆ มันถึงจะเขียนบทให้ตัวละครพูดและแสดงออกในทุกๆวินาทีของหนังได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติแบบนี้ และนักแสดงกับผู้กำกับก็ต้องเก่งมากๆด้วยในการแสดงและกำกับการแสดงให้เป็นธรรมชาติในทุกๆวินาทีแบบนี้ได้

--ชอบ WE ARE THE BEST มากกว่า LILYA 4 EVER (2002, Lukas Moodysson) และอาจจะชอบมากกว่า FUCKING AMAL (1998, Lukas Moodysson) ด้วยนะ เพราะเรารู้สึกเหมือนกับว่า WE ARE THE BEST มันไม่ถูกครอบงำด้วยประเด็นทางสังคมน่ะ ตัวละครในหนังก็เลยได้รับอนุญาตให้ทำตัวเป็น “มนุษย์ปุถุชน” ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่ตัวละครใน LILYA 4 EVER ต้องรับหน้าที่เป็น “ตัวแทนของปัญหาสังคมรัสเซีย” และตัวละครใน FUCKING AMAL ต้องรับหน้าที่เป็น “ตัวแทนที่ดีของเลสเบียน” ตัวละครใน LILYA 4 EVER กับ FUCKING AMAL ก็เลยเหมือนไม่เป็นอิสระอย่างเต็มที่ แต่ตัวละครใน WE ARE THE BEST ได้รับอนุญาตให้เป็น “คนจริงๆ” ได้

--แต่การที่หนังนำเสนอตัวละครที่ดูเป็นมนุษย์จริงๆ และไม่ถูกครอบงำด้วยประเด็นทางสังคม ก็มีข้อด้อยในตัวมันเองนะ เพราะหนังเรื่องนี้ “ขาดจุดสะเทือนใจ” น่ะ คือมันก็เหมือนชีวิตจริงของมนุษย์น่ะแหละ ที่ไม่จำเป็นต้องเผชิญกับเรื่องหนักหนาสาหัสหรือเรื่องสะเทือนใจอะไรก็ได้ในบางช่วงเวลาของชีวิต และหนังเรื่องนี้ก็สะท้อนภาพชีวิตช่วงนั้นออกมา แต่พอหนังขาด “จุดสะเทือนใจ” ไป เราก็เลยไม่แน่ใจว่าเราจะฝังใจกับหนังเรื่องนี้ในระยะยาวหรือเปล่า ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

--แต่ในบรรดาหนังของ Lukas Moodysson ที่เราเคยดูมา เราอาจจะชอบ TOGETHER (2000) มากที่สุดนะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าอะไรใน TOGETHER ที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง จำได้แต่ว่าดูแล้วชอบมากๆ

ASTRID (2015, Kristina Lindström, documentary, Sweden,  A+30)

1.รู้สึกว่าหนังเรียบเรียงภาพกับเสียงได้ดีสุดๆน่ะ คือหนังใช้ภาพจาก home movies และหนังยุคโบราณเยอะมาก และนำมันมาประกอบเข้ากับเรื่องราวของ Astrid Lindgren เมื่อ 50-100 ปีก่อนได้ดี

คือเราว่าเรื่องแบบนี้ต้องอาศัย sense ที่ดีของผู้กำกับเป็นหลักน่ะ ในการเลือกว่าจะเอาภาพจาก home movies ไหนมาประกอบเข้ากับเสียงบรรยายหรือเสียงสัมภาษณ์ไหน เพราะในหลายๆช่วงของหนัง มันไม่ได้ใช้ภาพที่ตรงกับเรื่องที่กำลังเล่าแบบ 100% เต็ม มันเหมือนเรื่องราวประวัติของแอสตริดนั้น ถูกเล่าผ่านเสียงสัมภาษณ์ของคนต่างๆเป็นหลัก ส่วนภาพนั้นมีหน้าที่ช่วยประกอบเสียง และหนังเรื่องนี้ก็มีวิธีการบางอย่างที่ดีมากๆในการเลือกภาพมาประกอบเสียง คือถ้าหากภาพมัน “ตรง” กับเรื่องที่เล่าแบบ 100% เต็ม มันก็จะน่าเบื่อ และมันไม่มีความจำเป็น เพราะเสียงมันทำหน้าที่เล่าเรื่องไปแล้ว ภาพไม่ต้องทำหน้าที่นั้นซ้ำก็ได้ มันต้องเลือกภาพที่พอมันมาประกอบเข้ากับเสียงเล่าเรื่องแล้ว มันก่อให้เกิด “สัมผัสคล้องจอง” บางอย่างในทางอารมณ์ และเราว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้เลือกภาพจากหนังยุคโบราณได้เก่งมากๆ ในการนำมาประกอบเสียงเล่าเรื่องในหนังเรื่องนี้ ทั้งๆที่มันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวีเป็นหลัก

บรรยายไม่ถูกเหมือนกันว่า “เคมี” ระหว่างภาพกับเสียงในหนังเรื่องนี้มันดียังไง แต่เราว่ามันมี “เคมี” ที่ถูกจริตเรามากๆระหว่างภาพกับเสียงในหนังเรื่องนี้น่ะ และมันทำให้หนังเรื่องนี้เหนือชั้นกว่าหนังสารคดีแนวชีวประวัติของสวีเดนเรื่องอื่นๆที่เราเคยดูมา อย่างเช่นเรื่อง LIFE AT ANY COST (1998, Stefan Jarl) ที่เกี่ยวกับประวัติของ Bo Widerberg และ PRESENCE (2003, Jan Troell) ที่เกี่ยวกับตากล้องภาพนิ่งชื่อ Georg Oddner คือเราว่าในหนังสารคดีแบบสองเรื่องนี้ มันไม่ได้มี “เคมี” ที่น่าสนใจระหว่างภาพกับเสียงแบบใน ASTRID น่ะ

2.หนังเล่าถึงอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจเยอะมากในชีวิตของ Astrid ทั้งเรื่องที่เธอมีลูกนอกสมรสตั้งแต่อายุราว 18 ปี, เรื่องที่เธอเป็น single mum ที่ต้องเลี้ยงลูกอย่างยากลำบากแสนเข็ญ, เรื่องที่เธอต่อต้านฮิตเลอร์

2.1 จุดที่ชอบมากๆจุดนึงในชีวิตของ Astrid ก็คือเรื่องที่เธอถูกเลสเบียนชาวเยอรมันตามจีบอย่างรุนแรง และแอสตริดก็บอกไปตามตรงว่าเธอไม่ได้อยากมีเซ็กส์กับผู้หญิง และเธอก็คบเลสเบียนคนนั้นเป็นเพื่อนสนิท และเขียนจดหมายหากันเป็นเวลานานหลายสิบปี

2.2 ชอบเรื่องที่แอสตริดเขียนหนังสือเพื่อหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายด้วย เราว่ามันคือสาเหตุเดียวกับที่เรากลายเป็น cinephile น่ะแหละ นั่นก็คือเพื่อจะได้หนีจากโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายสักชั่วครู่ชั่วยามในขณะดูหนัง

2.3 ชอบเรื่องที่แอสตริดด่าทออย่างรุนแรงกับเด็กหญิงอายุ 12 ปีที่เขียนจดหมายมาหาเธอด้วย จนเด็กหญิงคนนั้นต้องเขียนมาขอโทษแอสตริด และกลายเป็น penpal ที่สนิทสนมกันมากในเวลาต่อมา

3.เราว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้ research มาดีมากๆด้วย ชอบที่หนังเอาฉากต่างๆในหนังของ Mary Pickford มาเทียบให้ดูว่ามันส่งอิทธิพลต่อ Pippi Longstocking ยังไงบ้าง

คือผู้สร้างหนังเรื่องนี้ นอกจากต้อง research ประวัติชีวิตของแอสตริดอย่างละเอียดแล้ว เขายังต้องช่ำชองเรื่องหนังสือต่างๆที่แอสตริดเขียน, ภาพยนตร์เรื่องต่างๆที่สร้างจากงานเขียนของแอสตริด และยังต้องช่ำชองเรื่องภาพยนตร์ยุคโบราณด้วย ทั้งหนังฮอลลีวู้ดยุคโบราณที่ส่งอิทธิพลต่อแอสตริด และหนัง home movies เมื่อ 50-100 ปีก่อนในสวีเดนที่สามารถนำภาพจากหนังมาใช้ประกอบเสียงเล่าในหนังเรื่องนี้ได้

VISKAN MIRACLES (2015, John O. Olsson, Sweden, A+15)

1.ช่วงแรกๆเกลียดหนังเรื่องนี้มาก รู้สึกว่าทุกอย่างมันดูโฉ่งฉ่าง ดู loud ดูต่ำไปซะหมด พระเอกก็เป็น very unlikeable character มากๆ

2.แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็พบว่า ความ loud ความต่ำ ความแผดเสียงแผดอารมณ์ของหนังเรื่องนี้ มันเหมือนเป็นสไตล์ที่เราไม่ค่อยพบในหนังที่เราได้ดูในยุคหลังๆ คือหนังยุคหลังๆที่เราได้ดู หรือเราเลือกดู มันเป็นหนัง “อาร์ตนิ่งช้า” ไง เพราะฉะนั้นความโฉ่งฉ่างของหนังเรื่องนี้ พอดูไปดูมาแล้วเรากลับพบว่ามันเป็นรสชาติที่แปลกดีสำหรับเรา 555 และเรารู้สึกว่ามันเป็นโฉ่งฉ่างแบบที่เราไม่คุ้นเคยด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นยังไง แต่มันไม่ใช่โฉ่งฉ่างแบบหนังไทย, หนังจีน, หนังอินเดีย หรือหนังอิตาลีน่ะ มันเป็นโฉ่งฉ่างแบบหนังยุโรปเหนือ ซึ่งเป็นแบบที่เราแทบไม่เคยเจอมาก่อน เราก็เลยยอมรับมันได้ในระดับนึง

3.ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมพอดูไปเรื่อยๆแล้วถึงชอบมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะเป็นเพราะตัวเองเริ่มจูนติดกับความโฉ่งฉ่างของหนังได้พอเวลาผ่านไปสักระยะนึงก็ได้ 555 แต่สาเหตุนึงที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้เป็นเพราะว่า เรารู้สึกว่าหนังจริงใจมากพอสมควรกับความเหี้ยของตัวละครพระเอกน่ะ คือพระเอกมันเป็นมนุษย์ปุถุชนที่เหี้ยในระดับนึง คือไม่ได้เหี้ยสุดๆนะ แต่เหี้ยแบบปานกลางค่อนข้างมาก และหนังก็จริงใจกับตัวละครตัวนี้ในแง่ที่ว่า มันกลับตัวกลับใจยากมากๆเลยน่ะ คือถ้าหากเป็นหนังเรื่องอื่นๆ พระเอกมันคงจะทำตัว likeable มากกว่านี้ หรือกลับตัวกลับใจได้ง่ายกว่านี้ไปแล้ว แต่พอพระเอกหนังเรื่องนี้กลับตัวกลับใจยากมาก เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเลย เพราะเหมือนหนังมันค่อนข้างใจกว้าง อ้าแขนโอบรับมนุษย์ปุถุชนที่มีข้อบกพร่องในตัวสูงมากๆได้

4.ความดื้อด้านดันทุรังในการทำตัวไม่ดีของตัวละครพระเอกในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงหนังสารคดีเรื่อง THE LAND OF SMILES (2015, Heikki Häkkinen) ด้วย เพราะ THE LAND OF SMILES เล่าเรื่องของหนุ่มรูปหล่อชาวฟินแลนด์ที่มาอยู่เมืองไทย แล้วกลายเป็นคนติดเหล้าอย่างรุนแรง สภาพของเขาแทบเหมือนกับคนพิการ ร้อนถึงเพื่อนๆต้องเดินทางจากฟินแลนด์มาช่วยชีวิตเขา แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับไปติดเหล้าอีก คือ THE LAND OF SMILES มันแสดงให้เห็นว่า มนุษย์บางคนมัน beyond redemption จริงๆน่ะ เขาไม่ใช่คนเลวร้ายนะ แต่เขาไม่สามารถเอาชนะกิเลสในใจตนเองได้ และทำในสิ่งที่ไม่ดีกับชีวิตตัวเอง ทั้งๆที่รู้อยู่ว่ามันไม่ดี

ตัวละครพระเอกใน VISKAN MIRACLES ก็เกือบจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่อย่างไรเสียนี่ก็เป็นหนัง feel good ไม่ใช่หนัง feel bad และไม่ใช่หนังสารคดี เพราะฉะนั้นพระเอกของหนังเรื่องนี้ก็เลยยังไม่ได้ beyond redemption

5.คือถ้าหากหนังเรื่องนี้ไม่เลือกทำตัวโฉ่งฉ่างนะ เราคงได้หนังแบบ Mike Leigh หรือ Ken Loach ที่ดีเรื่องนึงไปแล้ว เพราะสภาพของตัวละครในหนังเรื่องนี้ ที่เป็นชนชั้นแรงงานในสวีเดน มันทำให้นึกถึงพวกตัวละครจนๆในหนังของ Mike Leigh กับ Ken Loach มากๆ

YOUNG SOPHIE BELL (2015, Amanda Adolfsson, Sweden, A+)

ทำไมเรารู้สึกว่าหนัง overdramatize อารมณ์ความรู้สึกของนางเอกมากเกินไป 555 คือจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังของ Jacques Rivette นะ ในแง่ที่ว่า หนังของ Rivette มักนำเสนอปมปริศนาลึกลับอะไรบางอย่าง ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับองค์กรลับ แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว ปมปริศนาลับนั้นกลับเป็นเรื่องที่ขี้ปะติ๋วมากๆ และคลี่คลายได้ง่ายมากๆเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

หนังเรื่องนี้ก็เหมือนกัน คือนางเอกไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับเพื่อนที่เสียชีวิตในเบอร์ลิน ตำรวจบอกว่าเพื่อนคนนี้ฆ่าตัวตาย แต่นางเอกทำเหมือนกับว่า เพื่อนคนนี้อาจจะถูกฆาตกรรม มีไดอารี่ที่หายสาบสูญ ไม่รู้ว่าใครขโมย มีการขโมยของอะไรบางอย่าง คือดูไปช่วงแรกๆจะทำให้นึกว่า เพื่อนนางเอกอาจจะรู้ความลับขององค์กรลับอะไรสักอย่าง แล้วเลยถูกฆ่าปิดปากน่ะ และนางเอกจะต้องสืบหาฆาตกรให้ได้

แต่พอหนังเฉลยความจริง มันก็ไม่ได้อารมณ์แบบ Jacques Rivette นะ เพราะหนังเรื่องนี้ dramatize อารมณ์ของนางเอกอย่างรุนแรงมากในหลายๆฉาก และเราไม่อินกับอารมณ์รุนแรงของนางเอกในฉากต่างๆในช่วงท้ายเรื่องเลยน่ะ ระดับความชอบของเราก็เลยไม่ได้สูงมากนัก



Sunday, September 11, 2016

THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden, A+30)

THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden, A+30)


มันคือโลกของ SAILOR MOON ปะทะกับโลกของ Wes Craven โลกของ SAILOR MOON คือโลกของเด็กสาววัยรุ่นที่มีบุคลิกแตกต่างกัน และมีพลังวิเศษต่างๆกันไปในการปราบปรามเหล่าร้าย ส่วนโลกของ Wes Craven คือโลกของฆาตกรลึกลับที่ไล่ฆ่าคนในโรงเรียนไฮสกูล และพอโลกของ SAILOR MOON กับโลกของ Wes Craven มาปะทะกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ โลกในจินตนาการของจิตรโพธิ์แก้ว แน่นอนว่านี่คือหนึ่งในหนังที่มีสิทธิติดอันดับ top ten ของเราประจำปีนี้ เพราะเราอินสุดๆกับโลกจินตนาการแบบนี้ ฉากกลุ่มนางเอกเดินดาหน้าเข้าสู้กับผู้ร้ายในโรงเรียนนี่ทำให้นึกถึงความสุขที่เราเคยได้รับตอนดูละครทีวี "สิงห์สาวนักสืบ" (SUKEBAN DEKA) (1987) มากๆ ชอบมากด้วยที่ตัวละครเอกสองคนในเรื่องนึกว่าถอดแบบมาจาก Samantha Fox กับ Nina Hagen ในขณะที่เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ใช้เพลงของ Kate Bush

Thursday, December 31, 2015

Film Wish List: Mauritz Stiller’s Retrospective

Film Wish List: Mauritz Stiller’s Retrospective

เพิ่งรู้ว่า Mauritz Stiller มีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง THE JOYLESS STREET (1925, G. W. Pabst, Germany, 150min, A+30) ที่ติดอันดับ 10 ในรายชื่อหนังต่างประเทศที่เราชื่นชอบมากที่สุดในปี 2015 ด้วย คือในหนังเรื่อง THE JOYLESS STREET นั้นมีนางเอก 3 คนด้วยกัน และหนึ่งในนั้นคือ Greta Garbo ที่ดูสวยสง่าอารัมภีร์มากๆในหนังเรื่องนี้ ทั้งๆที่เธอรับบทเป็นคนจนในเรื่อง ในขณะที่ตัวละครนางเอกอีกคนหนึ่ง ที่เป็นคนรวย (ที่ยุยงให้หนุ่มหล่อไปขายตัว) กลับดูไม่สวยสง่าเท่าไหร่ ส่วนนางเอกคนที่ 3 ที่รับบทโดย Asta Nielsen นั้น ก็ดูโรคจิตสิงสู่มากๆ

เราเพิ่งได้อ่านว่า การที่ Greta Garbo ดูสวยสง่ากว่านางเอกอีกสองคนในหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะ Mauritz Stiller ผู้กำกับหนังชื่อดังในยุคทองของภาพยนตร์สวีเดน ได้เข้ามาควบคุมการถ่าย Garbo ในหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะ Stiller สนิทกับ Garbo มากๆ โดย Mauritz Stiller จะเป็นคนเลือกประเภทของฟิล์มที่จะใช้ถ่ายฉากของ Garbo ซึ่งส่งผลให้ฉากที่ Garbo ปรากฏตัว เป็นฉากที่ดูสว่างและมลังเมลืองกว่าฉากของนางเอกอีกสองคน นอกจากนี้ ในบางฉากที่การ์โบแสดงนั้น การถ่ายฉากนั้นก็จะใช้ความเร็วฟิล์ม 24 หรือ 25 เฟรมต่อวินาที ในขณะที่ฉากของนางเอกอีกสองคนใช้ความเร็วฟิล์ม 16 เฟรมต่อวินาที เพราะผู้สร้างหนังพบว่าการถ่ายแบบนี้ทำให้การ์โบออกมาดูดีกว่าการถ่ายด้วยความเร็วฟิล์มแบบปกติ

เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าการถ่ายทำหนังยุคเก่ามีการใช้เทคนิคอะไรแบบนี้ด้วย อย่างเช่นการใช้ประเภทของฟิล์มที่แตกต่างกันในการถ่ายฉากของตัวละครแต่ละตัว หรือการใช้ความเร็วฟิล์มที่แตกต่างกันในการถ่ายฉากของตัวละครแต่ละตัวในหนังเรื่องเดียวกัน อยากรู้เหมือนกันว่า ในยุคภาพยนตร์ดิจิตัลแบบนี้ มีผู้กำกับภาพยนตร์คนไหนทดลองทำอะไรคล้ายๆกันนี้หรือเปล่า

เราไม่เคยดูหนังของ Mauritz Stiller เลย ทั้งๆที่เขากำกับหนังมาแล้ว 48 เรื่อง
http://www.imdb.com/name/nm0830249/?ref_=tt_ov_dr