Showing posts with label PODCAST. Show all posts
Showing posts with label PODCAST. Show all posts

Wednesday, August 06, 2025

HUNTER TV SERIES

 

ฟังเทป podcast “นิวยอร์กไทมส์ vs. นิวโปกไทมส์: วัดกันเลยปะล่ะ” จบแล้วเมื่อต้นเดือนส.ค. ชอบมาก ๆ ที่พูดถึงหนังเรื่อง BEST WISHES TO ALL (2022, Yuta Shimotsu, Japan) กับหนังกลุ่ม J-HORROR ต้นทศวรรษ 2000 ด้วย  

+++++++

 

บางทีก็รู้สึกว่าอยากให้มีคนทำมีมจากภาพยนตร์เรื่อง “คฤหาสน์ซ่อนเพลิง” THE NERVOUS (2011, Warit Deepisuti, 124min, A+30) โดยส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นจุดสูงสุดจุดหนึ่งของ “หนังบ้าน ๆ” ของไทย พอ ๆ กับภาพยนตร์ของ Weerasak Suyala, Weera Rakbankerd, Sompong Soda, Somghad Meyen, Anant Kasetsinsombut etc.

++++

 

FAVORITE FEMALE FIGHTING CHARACTERS

 

19. Dee Dee McCall (Stepfanie Kramer) from the TV series HUNTER (1984-1991)

 

ละครทีวี HUNTER เคยมาฉายทางช่อง 3 ตอนเราเรียนชั้นมัธยม จำได้ว่าเรากับเพื่อนชอบดูละครทีวีเรื่องนี้มากพอสมควร และก็ชอบตัวละครนางเอกที่เป็นตำรวจหญิงด้วย

 

จำได้ว่าตอนที่เราชอบมาก ๆ รวมถึงตอนที่

 

1.ตำรวจออกล่าฆาตกรโรคจิตที่ชอบฆ่าเกย์

 

2. ตำรวจเผชิญกับฆาตกรโรคจิตหนุ่มสาวสองคนที่น่ากลัวมาก ๆ และเป็นคดีที่ไม่จบในตอนเดียวด้วย แต่ต้องใช้เวลาถึง 3 ตอนในการตามล่าจับตัวฆาตกรโรคจิตหนุ่มสาวสองคนนี้ จำได้ว่าชื่อของ 3 ตอนนี้คือ CITY UNDER SEIGE (1989)

 

20. Iris Smith (Cec Verrell)

 

ฆาตกรโรคจิตหญิงที่โผล่มา 3 ตอนในละครทีวีชุด HUNTER (1989) จำได้ว่าตัวละครหญิงตัวนี้เป็นตัวละครที่น่ากลัวมาก ๆ

 

https://www.youtube.com/watch?v=LnmFcF9gP_w

Wednesday, June 11, 2025

PETER PRZYGODDA

 

เปิดดูวิดีโอเทปม้วนเก่า พบว่าตัวเองเคยอัดบางฉากจากหนังเรื่อง DEAD CALM (1989, Phillip Noyce, Australia, A+30) เก็บไว้ด้วย ตอนมันมาฉายทางรายการ BIG CINEMA ของช่อง 7 โดยเราอัดเก็บไว้เฉพาะบางฉากที่ Billy Zane ถอดเสื้อ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1847459329166744

 

พบว่าเราเคยอัดวิดีโอเทปบางฉากจากหนังเรื่อง FULL MOON IN NEW YORK (1989, Stanley Kwan, Hong Kong, A+30) เก็บไว้ด้วย ตอนที่หนังเรื่องนี้มาฉายทางช่อง 9 อสมท. เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ถือเป็นหนึ่งในหนังฮ่องกงที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาล จางม่านอวี้กับจางอ้ายเจียในหนังเรื่องนี้สุดยอดมาก ๆ เสียดายที่ภาพในวิดีโอเทปมันเสื่อมสภาพไปแล้ว

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1075488777830924

 

เราเคยดูหนังของ Zeki Demirkubuz แค่เรื่องเดียว ซึ่งก็คือเรื่อง INNOCENCE (1997) ที่เราได้ดูในวันที่ 21 ต.ค. 2005 ในงาน WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK เราชอบหนังเรื่องนั้นอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

เราชอบ A HANDFUL OF RICE (1940, Paul Fejos + Gunnar Skoglund, Sweden, A+30) อย่างสุดขีดมาก ๆ หนังเรื่องนี้เคยติดอันดับ 38 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2015 ด้วย

++++++++

ฟังเทป “กระโปกคู่บุญ...ผมกับคุณก็เลยคู่กัน” ของ MAN ON FILM จบแล้ว รื่นรมย์มาก ๆ ชอบมากที่พูดถึงการกำกับภาพในหนังของ Apichatpong Weerasethakul ด้วย ที่ต่อต้านความสมบูรณ์แบบ และต้องปรับให้มันเบี้ยวออกไปจากภาพที่สมบูรณ์แบบ เพื่อ “เปิดโอกาสให้ภาพมันหายใจ”

 

ชอบมากที่พูดถึงความยากในการเขียนถึง “ดนตรีในภาพยนตร์” ด้วย เพราะเรารู้สึกว่าอะไรต่าง ๆ ในภาพยนตร์ที่มัน “ยากที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร” นี่แหละ ที่มันน่าสนใจ (ซึ่งตรงข้ามกับ “เนื้อเรื่อง” หรือ “เหตุการณ์ในเรื่อง” หรือ “message ที่ต้องการบอกกับผู้ชม” ที่เขียนเล่าเป็นตัวอักษรได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้น “หนังไม่เล่าเรื่อง” ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในแนวหนังที่เราชอบมากที่สุด 55555)

 

พูดถึง “คู่บุญ” แล้ว เรารู้สึกว่าคู่บุญที่เราอยากอ่านบทความเกี่ยวกับเขามากที่สุด ก็คือการทำงานร่วมกันระหว่าง Wim Wenders กับ Peter Przygodda ซึ่งเป็นนักตัดต่อขาประจำของเขา

 

ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้สึกว่า การตัดต่อในหนังของ Wim Wenders มีความพิเศษหรืออะไรหรอกนะ 55555 เพียงแต่ว่าชื่อ Peter Przygodda นี่เป็นหนึ่งในชื่อที่เราเห็นบ่อยที่สุดในภาพยนตร์ที่เราเคยดูเลยมั้ง เพราะว่านอกจากเขาจะตัดต่อหนังจำนวนมากให้ Wim Wenders แล้ว เขายังตัดต่อหนังให้ Werner Schroeter, Ula Stockl, Reinhard Hauff, Frank Ripploh, Peter Handke, Romuald Karmakar, Volker Schlöndorff, Hans-Jürgen Syberberg, German Kral และ Hans W. Geissendörfer ด้วย เพราะฉะนั้นพอพูดถึง “มือตัดต่อ” เราก็เลยนึกถึงชื่อ Peter Przygodda เป็นลำดับแรก เพราะการดูหนังที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ทำให้เราได้เห็นชื่อเขาบนจอภาพยนตร์เป็นประจำ 55555

  

Saturday, April 19, 2025

I LOVE THE TAPES OF "MAN ON FILM"

 

ตอนนี้เราเป็นหวัด คออักเสบ เราก็เลยคงไม่ได้ออกไปดูหนังเยอรมันที่ BACC ในวันเสาร์นี้แล้ว เสียดายมาก ๆ แต่ตรวจแล้วไม่ได้เป็น covid นะ

 

เหมือนเป็นหวัดครั้งแรกในรอบ 1 ปี ครั้งสุดท้ายที่เราเป็นหวัดคือในช่วงราววันที่ 22-25 มี.ค. 2024

 

แต่ก็แอบประหลาดใจมาก ๆ ที่เราเป็นหวัด เพราะว่าเราก็อุตส่าห์ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ไปแล้วในช่วงกลางเดือนมี.ค. และช่วงสงกรานต์เราก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย หมกตัวอยู่ในห้องตลอด 4 วันในวันที่ 12-15 เม.ย.

 

คิดว่าสาเหตุที่เราเป็นหวัด อาจจะเกิดจากช่วงเช้าวันที่ 16 เม.ย. เราออกเดินทางไปดูหนังด้วยการนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปสามย่านมิตรทาวน์ แล้วมันมีฝนตกปรอย ๆ หยดใส่หัวเราระหว่างทาง แต่ฝนมันก็เม็ดเล็กมาก ๆ จนเรามองไม่เห็นในตอนแรกว่ามันยังคงมีฝนตกอยู่ คือถ้าหากเรามองเห็นแต่แรกว่ามันมีฝนตกอยู่ เราก็คงไม่นั่งมอเตอร์ไซค์ไป

 

หรือว่าเราติดเชื้อหวัดมาจากคนในร้าน STARBUCKS ในวันศุกร์ที่ 11 เม.ย. เพราะเราจำได้ว่าวันนั้นเรานั่งกิน STARBUCKS อยู่ แล้วพบว่ามีลูกค้าที่นั่งอยู่ห่างจากราวไปราว 5-10 เมตร ไอหนักมาก ๆ ซึ่งหลังจากนั้นเราก็รีบเปลี่ยนที่นั่งไปอีกมุมหนึ่งของร้านในทันทีนะ เพื่อจะได้ห่างไกลจากคนไอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราก็ยังได้ยินเสียงเธอไอหนักมากอยู่ดี ไม่รู้ว่าเราได้รับเชื้อจากเธอไปมากน้อยแค่ไหน แล้วเชื้อที่เราได้รับในวันที่ 11 เม.ย. มันเพิ่งเริ่มมาแผลงฤทธิ์เอาในช่วงเย็นวันที่ 17 เม.ย.อย่างนั้นเหรอ

 

ก่อนหน้านั้นในวันที่ 9 เม.ย. เราก็เจอคนไอหนักมากในฟิตเนส เราก็เลยรีบเปลี่ยน treadmill ไปยังจุดที่ห่างไกลคนไอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทันที แต่คิดว่าเชื้อที่เราได้รับในวันที่ 9 เม.ย. ไม่น่าจะเพิ่งมาส่งผลเอาในวันที่ 17 เม.ย.

 

ส่วนคนไอในโรงหนัง เราก็เจอบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่มันเป็นแค่ไอเล็กน้อย เราไม่ได้เจอคนไอหนักมากในโรงหนังแต่อย่างใด

 

แล้วอาการของเราในตอนนี้ ก็ไม่มีไอจามเลยแม้แต่นิดเดียวนะ แต่มีอาการมึนหัว ปวดหัว คอแดง อ่อนเพลีย อยากนอน ไม่มีน้ำมูกไหล แต่เหมือนมีน้ำมูกคั่งอยู่ในหัว แต่ไม่ไหลออกมา

+++++++++

 

ขอแก้ไขลิสท์รายชื่อหนังที่เราแปะไปเมื่อวานค่ะ เพราะอยู่ดี ๆ เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ เราเคยดูหนังเรื่อง NEBRASKA จริงหรือเปล่าเนี่ย หรือมันเป็นความทรงจำที่ผิดพลาด เพราะว่าเมื่อราว 10 กว่าปีก่อนเราเคยอ่านบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ แล้วพอเวลาผ่านไป 10 ปี เราก็เลยนึกว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว แต่พอไปเช็คข้อมูลดูจริง ๆ เรากลับไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นี่นา 55555

 

เราเข้าใจว่า NEBRASKA ไม่เคย commercially released ตามโรงภาพยนตร์ในไทยนะ หนังเรื่องนี้เคยเข้ามาฉายที่ BACC ในปี 2016 ด้วย แต่วันนั้นเราดูเทศกาลหนังสั้นมาราธอนที่ชั้น 2 ของ BACC เราไม่ได้ขึ้นไปดูหนังเรื่องนี้ที่ BACC ชั้น 5

 

เราก็เลยลบ NEBRASKA ออกจากรายชื่อหนังที่เราเคยดูแล้ว แล้วก็เลยถือโอกาสเติม LITTLE JERUSALEM (2005, Karin Albou, France) กับ THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Ágnes Hranitzky, Hungary, 156min) เข้าไปแทน

https://web.facebook.com/photo?fbid=10237585661884243&set=a.10223045281543822

+++++++

 

ฟังเทป “คบ-คุย-เท! (ภาคสอง!)” ของ Man on Film จบแล้ว เป็นอะไรที่รื่นรมย์มาก ๆ  ชอบที่มีพูดถึงหนังเรื่อง IN THE AISLES (2018, Thomas Stuber, Germany, A+30) ที่นำแสดงโดย Franz Rogowski ด้วย เพราะเป็นหนังที่เราชอบสุดขีด แต่เป็นหนังที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน ชอบที่เทปนี้มีการพูดถึงหนังที่เราไม่รู้จักด้วย อย่างเช่น OTHER PEOPLE (2016, Chris Kelly) ที่นำแสดงโดย Jesse Plemons ท่าทางจะเป็นหนังที่น่าดูมาก ๆ

 

ชอบที่มีการพูดถึงวงการวิดีโอเกมและเพจหนังต่าง ๆ ด้วย ด่ากันมันส์มาก ๆ 55555 เราไม่เคยรู้เรื่องวงการวิดีโอเกมมาก่อน ไม่รู้ว่ามีอะไรแบบนี้ด้วย ส่วนเรื่อง controversy ต่าง ๆ เกี่ยวกับเพจหนังและความเห็น toxic ของผู้คนต่าง ๆ ทั้งทั่วโลกและในไทยก็เป็นอะไรที่เราไม่เคยติดตาม 55555 รู้สึกว่ามันเสียเวลาชีวิตเรา ก็เลยชอบที่เราได้รับรู้กระแสความเห็นต่าง ๆ อะไรพวกนี้จากเทปนี้ โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลาไปอ่านเพจหนังบ้าบอและความเห็นของผู้คน toxic ต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยตัวเอง

 

อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับเทปนี้นะ แต่เป็นการพูดถึงตัวเราเอง คือจุดประสงค์ของเราในการดูหนังเป็นเพราะว่า “การดูหนังทำให้เรามีความสุข” น่ะ โดยเฉพาะหนังของ Lav Diaz, Michael Haneke, Robert Bresson, Alexander Kluge, Marguerite Duras, etc. อะไรพวกนี้ ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขสุดยอดมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะสนใจแค่ “หนัง” และ “ความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหนัง” เท่านั้น เราไม่แคร์และไม่สนใจ “ความรู้สึกของคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนัง” 55555 เราก็เลยไม่ได้ตามอ่านเพจหนังหรือความเห็นของคนต่าง ๆ ที่มีต่อหนัง เพราะมันไม่ได้ “ทำให้เรามีความสุข” แล้วถ้าหากกิจกรรมนั้นไม่ได้ทำให้เรามีความสุข แล้วเราจะเสียเวลาทำกิจกรรมนั้นไปทำไม เราจะอ่านเฉพาะความเห็นของนักวิจารณ์บางคน, เพื่อนบางคน, หรือเพจหนังดีงามบางเพจที่เรารู้สึกว่ามันให้ความสุขแก่เรา ส่วนคนอื่น ๆ จะคิดยังไงกับหนังเรื่องไหน ๆ ก็ถือว่าเป็น “เรื่องของมึง” ค่ะ (อันนี้เป็นเพราะว่าเรามีสถานะเป็นเพียงแค่ “คนที่ดูหนังเพื่อหาความสุขจากหนัง” นะ เราไม่ใช่ “สื่อมวลชน” ที่จำเป็นจะต้องคอยจับตาดูกระแสสังคมที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ และเราก็ไม่ใช่ “ผู้สร้างหนัง” ที่จำเป็นจะต้องคอยจับตาดูกระแสสังคมด้วยเช่นกัน)

 

เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปแล้วเราก็จะไม่ได้รับรู้เรื่องราวของกระแสสังคม, เรื่องราวของเพจหนังบ้าบอต่าง ๆ หรือความเห็น toxic ต่าง ๆ ของผู้คนทั่วโลกเลย แต่เราชอบมาก ๆ ที่เราได้รับรู้เรื่องราวพวกนี้ในฐานะ secondhand experience จากเทปนี้

 

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือว่า มันมี “นางสาวยำถ่อย” ที่เรารู้สึกว่าอีนี่มัน toxic เราก็จะไม่ไปมีปฏิสัมพันธ์กับมันโดยตรง เพราะมันเสียเวลาชีวิตเรา แต่ถ้าหากมีใครมาเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับพฤติกรรมของอีนี่ เราก็จะชอบฟัง 55555 เหมือนพอมันเป็น secondhand experience แล้วเราก็จะ enjoy กับการรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ แต่ถ้าหากให้เรามี firsthand experience ด้วยการไปอ่านเพจหนังเหล่านี้โดยตรง เราก็จะไม่เสียเวลาทำมันเป็นอันขาด 55555

 

พอฟังเทปนี้จบแล้ว ก็เลยทดลองกดดู transcript เพราะเราชอบดูว่าระบบคอมพิวเตอร์มันถอดคำได้ตรงแค่ไหน ชอบมาก ๆ ที่คอมพิวเตอร์มันถอดเสียงคำว่า nuance ออกมาเป็นคำว่า “นวล”

 

Saturday, March 22, 2025

WILD STRAWBERRIES (1957, Ingmar Bergman, Sweden, A+30)

 

เพิ่งฟังเทป podcast “ทายผลออสการ์! เดิมพัน (ด้วย) กระโปก! (2025)” ของ Man on Film จบ ดีใจที่มีพูดถึงเทศกาลหนังทดลองและ FLAT GIRLS ด้วย

 

ตอนที่เราฟัง podcast ช่องนี้เราก็จะนึกถึงอดีตช่วงที่เราเคยตามฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับภาพยนตร์ ซึ่งก็คือรายการ  SAT & SUN ที่จัดโดยคุณณัฐ, คุณณรงค์ และคุณมาลี ซึ่งเราเคยตามฟังในทศวรรษ 1980 และรายการหนังหน้าไมค์ของคุณนราและเพื่อน ๆ ของเขา ซึ่งเราเคยตามฟังในช่วงต้นทศวรรษ 2000

 

แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า รายการ podcast ของ Man on Film นี่ อาจจะถือได้ว่าเป็นรายการวิทยุเกี่ยวกับภาพยนตร์รายการแรกที่เราติดตามฟัง ที่ “ผู้จัดรายการมีอายุน้อยกว่าเรา” 55555 เพราะในกรณีของ SAT & SUN และ หนังหน้าไมค์นั้น ผู้จัดรายการมีอายุมากกว่าเรา

+++++++

 

เราเพิ่งเริ่มใช้ Air Quality Detector แล้วก็พบว่า มันมี “ความไว” ในการตรวจจับสิ่งต่าง ๆ ในอากาศได้เร็วจริง ๆ

 

คือในช่วงปกตินั้น ค่าอะไรต่าง ๆ ในห้องของเราจะอยู่ประมาณนี้

 

HCHO 0.013 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 0.1)

TVOC 0.050 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 0.5)

PM 2.5 22 (ควรอยู่ต่ำกว่า 5)

PM10 28 (ควรอยู่ต่ำกว่า 15)

CO 1 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 9)

CO2 412 (ถือว่าดีแล้ว เพราะควรอยู่ต่ำกว่า 800)

AQI 31 (ถือว่าดีแล้ว)

 

แต่พอเราเอา “กระดาษเช็ดแว่นตา” ออกมาใช้เช็ดแว่นปุ๊บ ค่าอะไรต่าง ๆ พุ่งพรวดปรี๊ดขึ้นมาในทันที รุนแรงมาก

 

HCHO 0.895

TVOC 2.000

PM2.5 30

PM10 39

CO 33

CO2 3826

AQI 500

 

คือเราไม่เคยใช้อุปกรณ์ Air Quality Detector อะไรแบบนี้มาก่อน แล้วพอเราได้มาใช้อุปกรณ์นี้ เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า แค่ “กระดาษเช็ดแว่นตา” แผ่นเล็ก ๆ บาง ๆ เพียงแผ่นเดียว มันก็บรรจุสารเคมีอะไรต่าง ๆ อยู่ในกระดาษมากจนส่งผลกระทบต่อมวลอากาศในห้องของเราได้อย่างรุนแรงถึงเพียงนี้

++++++++++

Favorite Quote from Jean-Luc Godard:

 

Godard ได้ดูหนังเรื่อง WILD STRAWBERRIES (1957, Ingmar Bergman, Sweden, A+30) แล้วเขาเขียนว่า

 

“MULTIPLY HEIDEGGER BY GIRAUDOUX GET BERGMAN”

 

ซึ่งเราเดาว่าน่าจะแปลว่า ถ้าหากนำเอา Martin Heidegger มาคูณกับ Jean Giraudoux แล้วผลลัพธ์จะได้เท่ากับ Ingmar Bergman

 

พออ่านสิ่งที่ Godard เขียนแล้วเราก็สงสัยว่า Jean Giraudoux คือใคร เพราะเราไม่คุ้นชื่อนี้มาก่อน พอลอง google ดูแล้วก็พบว่า เขาเป็นนักประพันธ์ชื่อดังของฝรั่งเศส เขาเคยเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ANGELS OF SIN (1943, Robert Bresson) ด้วย

 

Giraudoux เคยเขียนบทละครเวทีเรื่อง THE MADWOMAN OF CHAILLOT ด้วย ซึ่งบทละครเวทีเรื่องนี้เคยถูกนำมาสร้างเป็นละครเวทีที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬา เรื่อง “หญิงวิปลาส ณ ไชโยต์” (1992, ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) ที่นำแสดงโดย ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ คมสัน นันทจิต สามมิติ สุขบรรจง กลศ อัทธเสรี รัดเกล้า อามระดิษ ฯลฯ

 

เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ได้ไปดูละครเวทีเรื่องนั้น ทั้ง ๆ ที่ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เรากำลังเรียนอยู่ในคณะอักษร

 

ส่วนตัวหนัง WILD STRAWBERRIES นั้น เราชอบมาก ๆ นะ แต่ไม่ได้อินอะไรกับมันเป็นการส่วนตัว เพราะฉะนั้นหนังที่เราชอบมากที่สุดของ Ingmar Bergman ก็ยังคงเป็น THE SILENCE (1963) เหมือนเดิม

 

สิ่งที่ชอบที่สุดใน WILD STRAWBERRIES ก็คือ “กลุ่มตัวละครรักสามเส้า สองหนุ่ม หนึ่งสาว” ที่ร่วมเดินทางไปกับพระเอก คือเราชอบสุดขีดที่ “ชายหนุ่มสองคนนี้รักหญิงสาวสวยคนเดียวกัน” แต่ชายหนุ่มทั้งสองคนนี้ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะรักหญิงสาวคนเดียวกัน ชายหนุ่มสองคนนี้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงก็ต่อเมื่อมีการถกเถียงกันในประเด็นที่ว่า “Does God exist?” เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั้งสองมีความเห็นแตกต่างกันจนต้องลงไม้ลงมือกัน

 

คือเรารู้สีกว่าตัวละครแบบนี้นี่แหละ ที่มันเข้าทางเรา หรือสอดคล้องกับโลกจินตนาการของเรา คือเราไม่ค่อยอินกับตัวละครผู้ชายที่ชกต่อยกันเพราะแย่งสาว ๆ สวย ๆ คือเรารู้สึกว่าผู้ชายแบบนี้มันไม่น่าสนใจ (แต่เราอาจจะพบตัวละครแบบนี้บ่อย ๆ ในหนังไทยหรือเปล่านะ เราก็ไม่แน่ใจ) เรา “สนใจ” ตัวละครหนุ่ม ๆ แบบใน WILD STRAWBERRIES นี่แหละ หนุ่ม ๆ ที่มองว่า “การรักสาวสวยคนเดียวกันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้” แต่ประเด็น “Does God exist?” นี่แหละ ที่สามารถสั่นสะเทือนพวกเขาได้อย่างรุนแรงในระดับที่สาวสวยทำไม่ได้