Showing posts with label TUNISIA. Show all posts
Showing posts with label TUNISIA. Show all posts

Monday, May 19, 2025

IMAMS GO TO SCHOOL

 

ขอแอบเกาะกระแสความสำเร็จของ Ratchapoom Boonbunchachoke ด้วยการทำลิสท์ว่า นอกจากเราจะเคยดูหนังสั้นที่คุณ Ratchapoom กำกับไปแล้ว 12 เรื่อง เราก็เคยดูภาพยนตร์ที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทไปแล้ว 3 เรื่องอีกด้วยนะคะ 55555

 

ภาพยนตร์ 3 เรื่องที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบท

 

1. LOVE SYNDROME รักโง่ ๆ (2013, Pantham Thongsang)

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10202432222230222&set=a.10201975069921700

 

2. BAD BOYZ BAND (2023, Chantana Tiprachart)

เด็กกว่าแล้วไง ก็หัวใจมัน “I ROCK YOU”

https://web.facebook.com/photo?fbid=10231227845262801&set=a.10230383642238253

 

3. ZI MUI (2023, Baz Poonpiriya)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/watch/?v=1020925742330773

 

จริง ๆ แล้วคุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทละครโทรทัศน์ด้วยอีกหลายเรื่อง แต่เราไม่ได้ดู 55555 ลองดูรายชื่อละครโทรทัศน์ที่คุณ Ratchapoom มีส่วนร่วมเขียนบทได้ที่

https://www.imdb.com/name/nm6478277/?ref_=fn_all_nme_1

 

ส่วนรายชื่อหนังสั้น 12 เรื่องของคุณ Ratchapoom ที่เราเคยดูนั้น เราเคยเขียนไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10237540665119352&set=a.10236654765052404

 

เราเคยพูดถึงหนังของคุณ Ratchapoom ในคลิป “ดูหนังกับมาเหม่ยจำบัง 5”
https://www.youtube.com/watch?v=eBc5xNkYbSM

 

ใครมีข้อมูลหรือความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ผลงานการเขียนบท” ของคุณ Ratchapoom ก็ comment มาได้นะคะ

 

ว้าย ตีสาม 3D: เรือนหอคนตาย (2012) เหรอคะ 55555

++++++++

 

Milad Alami เคยกำกับหนังเรื่อง NOTHING CAN TOUCH ME (2011) ซึ่งหนังเรื่องนั้นติดอันดับ 3 ในลิสท์หนังสุดโปรดที่เราได้ดูในปี 2012 ดีใจมาก ๆ ที่เราได้เห็นชื่อของผู้กำกับคนนี้อีก

++++++++

 

IMAMS GO TO SCHOOL (2010, Kaouther Ben Hania, France, documentary, 75min, A+30)

 

1. ตอนนี้ Kaouther Ben Hania ถือเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนโปรดของเราคนนึงไปแล้ว เพราะตอนนี้เราได้ดูหนังของเธอไป 3 เรื่อง และชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างสุด ๆ เลย ทั้ง IMAMS GO TO SCHOOL ที่เปิดฉายให้ดูออนไลน์กันฟรี ๆ ในช่วงนี้, THE BLADE OF TUNIS (2013, Tunisia) และ BEAUTY AND THE DOGS (2017, Tunisia)

 

ก่อนหน้านี้ตูนิเซียก็เคยมีผู้กำกับหญิงที่น่าสนใจอีกคนนึง ซึ่งก็คือ Moufida Tlatli ที่กำกับ THE SILENCES OF THE PALACE (1994) ที่เคยเข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างบิ๊กซี ราชดำริ โดย Moufida คนนี้เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของตูนิเซียในช่วงหลังการปฏิวัติในตูนิเซียด้วย แต่น่าเสียดายที่ Moufida Tlatli เสียชีวิตไปแล้วในปี 2021 เพราะโรคโควิด-19

 

2. IMAMS GO TO SCHOOL เป็นสารคดีที่ตามถ่ายทำเหล่าอิหม่ามต่าง ๆ ในฝรั่งเศสในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยในตอนนั้นฝรั่งเศสออกกฎหมายที่บังคับให้อนุศาสนาจารย์ (chaplain) และอิหม่ามเหล่านี้ต้องมาเรียนวิชา SECULARISM (ฆราวาสนิยม) ด้วย เพื่อที่อิหม่ามเหล่านี้จะได้เข้าใจกฎหมายและค่านิยมของฝรั่งเศส แต่ปรากฏว่าไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในฝรั่งเศสรับสอนอิหม่ามเหล่านี้ มีแค่ “สถาบันคาทอลิกแห่งกรุงปารีส” เท่านั้นที่รับสอนอิหม่ามเหล่านี้ อิหม่ามเหล่านี้ก็เลยต้องมานั่งเรียนวิชา SECULARISM ในสถาบันคาทอลิก

 

3. หนังเต็มไปด้วยอะไรต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส และค่านิยมต่าง ๆ ของฝรั่งเศส

 

Moments ที่เราชอบมากในหนังก็มีเช่น

 

3.1 ฉากที่นักเรียน (อิหม่าม) ขอให้ครูหยุดพักการสอนเป็นเวลา 10 นาที เพื่อที่อิหม่ามจะได้ไปละหมาด ซึ่งครูก็ตอบตกลง โดยบอกว่า “secularism เป็นเรื่องของการ compromise”

 

3.2 ฉากที่อิหม่ามถกเถียงกันว่า กรุงเมกกะอยู่ทางทิศไหน เพื่อจะได้ละหมาดได้ถูกต้อง

 

3.3 ฉากที่อิหม่ามบางคนบอกว่า คอร์สเรียนพวกนี้เหมาะสำหรับ foreign imams ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายและวัฒนธรรมฝรั่งเศส ส่วนตัวเขานั้นเติบโตมาในฝรั่งเศส ก็เลยรู้เรื่องกฎหมายและวัฒนธรรมฝรั่งเศสดีอยู่แล้ว

 

3.4 ฉากการอธิบายเรื่อง secularism ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และการออกกฎหมายแยกรัฐออกจากศาสนาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

 

3.5 ฉากที่ครูตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของ Morocco

 

3.6 ฉากสอนประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสให้อิหม่ามฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่กลุ่มปฏิวัติฝรั่งเศสสังหารบาทหลวงคาทอลิกตายไป 173 คนในปี 1792 โดยใช้คราดแทงบาทหลวงตายไปทีละคน ทีละคน โดยครูได้นำกลุ่มอิหม่ามไปชมสถานที่สังหารบาทหลวงคาทอลิก 173 คนนี้ด้วย

 

เราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย หนักมาก ๆ เพราะถ้าหากพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส เราก็เคยได้ยินแต่เรื่องของพระนางมารีอังตัวเนตต์ และ Danton แต่ยังไม่เคยได้ยินเรื่องการสังหารบาทหลวง 173 คนมาก่อน

 

3.7 ฉากที่ครูเล่าเรื่องของ Saint Teresa de Avila ในสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นคนที่แรงมาก เพราะเธอหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 7 ขวบเพื่อจะได้ไปต่อสู้กับคนมุสลิม เพราะเธอเชื่อว่าถ้าหากเธอถูกฆ่าตายขณะต่อสู้กับคนมุสลิม เธอจะได้เป็นมรณสักขี แต่ปรากฏว่าลุงของเธอเจอเธอ ก็เลยพาเธอกลับบ้าน เธอก็เลยไม่ได้ตายสมใจอยาก

 

3.8 ฉากที่ครูเล่าเรื่องของบาทหลวงกลุ่ม Trappists ของคาทอลิกที่ถูกสังหารหมู่ในสงครามกลางเมืองแอลจีเรียในปี 1996 โดยเฉพาะเรื่องของบาทหลวงคนนึงที่เขียนให้อภัยคนที่จะสังหารเขาไว้ก่อนตาย

 

เราเข้าใจว่าเหตุการณ์สังหารหมู่บาทหลวงคาทอลิกในแอลจีเรียนี้ เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง OF GODS AND MEN (2010, Xavier Beauvois) ด้วย แต่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นะ

 

3.9 ฉากการสอนภาษาฝรั่งเศสให้อิหม่ามบางคน เพราะอิหม่ามบางคนถนัดแต่ภาษาอาราบิก แต่ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ค่อยได้

 

3.10 ฉากที่อิหม่ามแต่ละคนต้องมาสอบปากเปล่าในวิชา secularism

 

4. พอคิด ๆ ดูแล้ว เราว่าฝรั่งเศสนี่เป็นชาติที่ทำหนังเกี่ยวกับ “การเรียนการสอน” มากที่สุดชาติหนึ่งเลยนะ

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังเกี่ยวกับ “โรงเรียน” ของฮอลลีวู้ดและของญี่ปุ่น เรามักจะนึกถึง “หนังโรแมนติก” เป็นลำดับแรกน่ะ เหมือนหนังฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น ถ้าใช้ setting เป็นโรงเรียนปุ๊บ คนก็จะนึกถึง “ฮอร์โมนวัยรุ่นอันพลุ่งพล่าน” และ “ความเงี่ยนของวัยรุ่น” เพราะฉะนั้นฮอลลีวู้ดกับญี่ปุ่น ก็เลยเน้นทำ “หนังโรแมนติกในโรงเรียน” เป็นหลัก

 

แต่พอพูดถึง “ชั้นเรียน” ในฝรั่งเศส เราก็มักจะนึกถึงการอภิปรายถกเถียงกันเป็นหลัก อย่างเช่นใน

 

4.1 THE CLASS (2008, Laurent Cantet)

 

4.2 SKIRT DAY (2008, Jean-Paul Lilienfeld)

 

4.3 SCHOOL OF BABEL (2013, Julie Bertuccelli, documentary)

 

4.4 ONCE IN A LIFETIME (2014, Marie-Castille Mention-Schaar)

 

4.5 THE COMPETITION (2016, Claire Simon, documentary)

 

4.6 A PARIS EDUCATION (2018, Jean-Paul Civeyrac)

 

4.7 DIVERTIMENTO (2022, Marie-Castille Mention-Schaar)

 

และก็รวมถึงหนังเรื่อง IMAMS GO TO SCHOOL เรื่องนี้ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่

https://www.festivalscope.com/film/imams-go-to-school/

+++++++++

 

วันนี้หยิบเพลง IF I HAVE TO STAND ALONE (1990) ของ Lonnie Gordon มาฟังอีกครั้ง แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ รู้สึกว่านี่มันคือเพลง I WILL SURVIVE สำหรับคนรุ่นเดียวกับเรา

 

แต่ตลกดีที่ตอนฟังเพลงนี้เราจะนึกถึง Donna Summer มาก ๆ ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่คิดอะไร แต่พอเราอ่านความเห็นต่าง ๆ ในยูทูบแล้วก็พบว่า ลางสังหรณ์ของเราเป็นจริง เพราะหลายคนในยูทูบบอกว่า ตอนแรก Stock, Aitken & Waterman แต่งเพลงนี้ให้ Donna Summer ร้อง แต่ Donna Summer ไม่เอา Stock, Aitken & Waterman ก็เลยเอาเพลงนี้มาให้ Lonnie Gordon ร้องแทน มิน่าล่ะ ตอนฟังเพลงนี้เราถึงนึกถึง Donna Summer โดยไม่รู้ตัว
https://www.youtube.com/watch?v=fYk3xVA-5gY

**********

เครื่องดูดฝุ่นในหนัง 3 เรื่อง

 

1.THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min, A+30)

 

2. THE DEVIOUS PATH (1928, Georg Wilhelm Pabst, Germany, A+30)

 

3. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke)

 

เห็นนิตยสาร Cahiers du Cinema เขียนเปรียบเทียบหนังเรื่อง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) กับหนังของ Segundo de Chomón เราก็เลยลองหาหนังของ Segundo de Chomón ในยูทูบมาดูในทันที พอดูแล้วก็ไม่ประหลาดใจ เพราะหนังของ Segundo de Chomón ที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน มันล้ำยุคล้ำสมัยมาก และมันมีความแฟนตาซีเถิดเทิงมาก ๆ

 

ชอบ THE VACUUM CLEANER (1906) อย่างรุนแรง ตลกมาก เฮี้ยนมาก ๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้อย่างไร คิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังที่เก่าที่สุดที่เราได้ดูเกี่ยวกับ “เครื่องดูดฝุ่น” นะ เพราะมันเป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1906 หรือเมื่อ 119 ปีก่อน และมันสะท้อนจินตนาการเกี่ยวกับเครื่องดูดฝุ่นที่ไปสุดขั้วมาก ๆ  เพราะมันเล่าเรื่องของกลุ่มอาชญากรที่ขโมยเครื่องดูดฝุ่นวิเศษเพื่อเอาไปใช้ดูดมนุษย์ต่าง ๆ เข้ามาเก็บไว้ในเครื่องดูดฝุ่น บ้าบอมาก

 

ก่อนหน้านี้หนังที่ครองตำแหน่ง “หนังที่นำเสนอเครื่องดูดฝุ่นที่เก่าที่สุด” สำหรับเรา น่าจะเป็นหนังเรื่อง THE DEVIOUS PATH (1928, Georg Wilhelm Pabst, Germany, A+30) นะ เพราะมันมีเครื่องดูดฝุ่นในหนังที่สร้างขึ้นเมื่อราว 100 ปีก่อนเรื่องนี้

 

ลองค้นดูใน wikipedia ก็พบว่าเครื่องดูดฝุ่นไฟฟ้าเครื่องแรก ๆ น่าจะผลิตขึ้นในปี 1898

 

เราได้ดูหนังเรื่อง THE ELECTRIC HOTEL (1908, Segundo de Chomón, Spain/France, silent film, 10min, A+30) ในยูทูบด้วย คิดว่าหนังเรื่องนี้ก็สามารถฉายปะทะกับ A USEFUL GHOST ได้เช่นกัน เพราะ THE ELECTRIC HOTEL มันมีความ “ไซไฟผีสิง” อยู่ในหนัง ซึ่งจุดนี้ก็คงคล้ายกับ A USEFUL GHOST

 

THE VACUUM CLEANER (1906)

https://www.youtube.com/watch?v=qCBVBKZgoGU

 

THE ELECTRIC HOTEL (1908)

https://www.youtube.com/watch?v=cCzru63JBSE

 

 

 

 

Monday, April 15, 2024

THE CHALLAT OF TUNIS

 

เทปเพลงที่เก่าที่สุดที่เรามีอยู่ในตอนนี้ คือเทปเพลง soundtrack ภาพยนตร์เรื่อง THE SOUND OF MUSIC (1965, Robert Wise) ที่แม่ของเราซื้อมาตั้งแต่ก่อนเราเกิด และเราชอบฟังมันตั้งแต่ตอนเด็กๆ พอวันนี้เราลองหยิบเทปนี้มาฟังอีกครั้ง ปรากฏว่ามันยังฟังได้อยู่เลย หนักมาก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ของเราซื้อมันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เราเดาว่าอย่างน้อย ๆ เทปนี้ก็มีอายุมากกว่าเรา ซึ่งมีอายุ 51 ปี และถ้าเทปของบริษัท RCA ม้วนนี้ผลิตมาตั้งแต่ปี 1965 นั่นก็แสดงว่าเทปนี้มีอายุ 59 ปีแล้ว แต่ยังฟังได้ เล่นได้อยู่ กราบความคงทนของ tape cassette มาก ๆ

 

HEADS OF TOWN (2009, Michel Auder, video installation, 11min, A+30)

 

ดูไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ. แต่เพิ่งมีเวลาลงรูป

 

ALICE NEEL PAINTING MARGARET (1978, Michel Auder, video installation, 41min, A+30)

 

เราได้มีเวลายืนดูแค่ 15 นาทีนะ ไม่ได้ดูตลอดทั้ง 41 นาที เราดูไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ. แต่เพิ่งมีเวลาลงรูป

 

 

BANGKOK YAOWARAT (2024, Michel Auder, 13min, A+30)

 

มีความสุขมาก ๆ กับการที่เราได้มองการทำงานของแรงงานหนุ่ม ๆ ผ่านทางวิดีโอนี้ 55555 ชอบหนุ่มเสื้อฟ้ามาก ๆ เลย

 

เราได้ดูวิดีโอนี้ในวันที่ 31 ม.ค.นะ แต่เพิ่งมีเวลาลงรูปวันนี้

 

SNOW NIGHTS (2022, Michel Auder, video installation, 3min, A+30)

 

เราได้ดูวิดีโอนี้ในวันที่ 31 ม.ค.นะ แต่เพิ่งมีเวลาลงรูปวันนี้

 

I AM SO JEALOUS OF BIRDS II (2011, Michel Auder, video installation, 7min, A+30)

 

เราได้ดูวิดีโอนี้ในวันที่ 31 ม.ค.นะ แต่เพิ่งมีเวลาลงรูปวันนี้

 

FLOWERS OF THAILAND (2024, Michel Auder, video installation, A+25)

 

เราได้ดูวิดีโอนี้ในวันที่ 31 ม.ค.นะ แต่เพิ่งมีเวลาลงรูปวันนี้

+++

ThE CHALLAT OF TUNIS (2013, Kaouther Ben Hania, Tunisia, 90min, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เปิดฉายออนไลน์ให้ดูฟรีจนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 16 เม.ย.นะ

https://www.festivalscope.com/film/the-challat-of-tunis/

 

หนักมาก ๆ หนังเป็นกึ่งสารคดีกึ่งเรื่องแต่ง ซึ่งพอเราดูแล้วก็แยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนแต่งบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือหนังคงต้องการจะนำเสนอ “การเหยียดเพศ” อย่างรุนแรงในสังคมตูนิเซีย และหนังก็พาคนดูไปสำรวจสิ่งนี้ได้อย่างดีและสนุกมาก ๆ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เลยไม่สำคัญสำหรับเราว่าส่วนไหนเป็นเรื่องจริงและส่วนไหนเป็นเรื่องแต่ง เพราะถึงแม้บางส่วนของหนังมันจะเป็นเรื่องแต่ง ส่วนนั้นมันก็ยังคงสะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับการเหยียดเพศในสังคมตูนิเซียได้ดีเช่นกัน

 

จุดเริ่มต้นของหนังคงมาจากคดีจริงเกี่ยวกับผู้ชายที่เอามีดไปไล่กรีดทำร้ายหญิงสาวตามท้องถนนในตูนิเซียเป็นจำนวน 11 คน และก็มี urban legend ตามมาหลังจากนั้นว่า เหยื่อทุกคนเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งตัวตามหลักศาสนา เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นว่า ผู้ชายหลายคนในตูนิเซียไม่ได้ประณามอาชญากรรายนี้ และหนังเรื่องนี้ก็พาไปสำรวจทัศนคติของผู้ชายหลายคนในตูนิเซียที่เต็มไปด้วยการเหยียดเพศอย่างรุนแรงมาก

 

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ “LOOK STRAIGHT INTO HELL WITH UNBLINKING EYES” จริง ๆ เหมือนเป็นหนังที่ “จ้องตรงเข้าไปในนรกโดยไม่กะพริบตา” จริง ๆ

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู BEAUTY AND THE DOGS (2017, Kaouther Ben Hania) ที่ติดอันดับ 17 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราที่ได้ดูในปี 2019 ซึ่ง BEAUTY AND THE DOGS สร้างจากคดีจริงเกี่ยวกับหญิงสาวที่ถูกตำรวจข่มขืน

 

พอเราได้ดูหนังของ Kaouther เป็นจำนวน 2 เรื่องแล้วก็ต้องยอมรับเลยว่า ผู้กำกับคนนี้ทำหนังเข้าทางเราอย่างสุด ๆ เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง ชอบทั้งประเด็นสิทธิสตรีในหนังของเธอ และชอบการกำกับของเธอด้วย เพราะหนังทั้งสองเรื่องของเธอเป็นหนังที่ “สนุกสุดขีด” สำหรับเรา เหมือนเราชอบเธอทั้งการนำเสนอประเด็น, aesthetic choices และการเล่าเรื่องให้ออกมาสนุกมาก ๆ

+++

ดูตัวละครของ Jesse Plemons ตัวนี้ใน CIVIL WAR (2024, Alex Garland, A+30) แล้วนึกไปถึงยุค 6 ต.ค. 2519 หรือยุคสงครามเย็น ที่รัฐบาลไทยบอกว่า มี "ชาวเวียดนาม" ปะปนอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ที่ธรรมศาสตร์

ตอนเราเด็ก ๆ ในทศวรรษ 1980 จำได้ว่าบางทีคนที่บ้านเล่าให้ฟังว่ามีข่าวลือว่า "มีการพบเห็นผู้คนพูดคุยกันโดยใช้ภาษาแปลก ๆ บนรถเมล์ มันต้องเป็นคนเวียดนามแน่ ๆ เลย เนี่ยคนเวียดนามแอบแฝงเข้ามาอยู่ในกรุงเทพแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบุกยึดประเทศไทย" อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นในตอนนั้น ก็เลยเหมือนมีการจำแนกคนว่าเป็นมิตรหรือศัตรู โดยใช้ "ภาษา" ท่ามกลางความ paranoid ทางการเมืองอย่างรุนแรงของกลุ่มขวาจัด ดังนั้นฉากนี้ใน CIVIL WAR ก็เลยทำให้นึกถึงยุคของความ paranoid ที่เราเคยเจอด้วยตัวเองในตอนเด็ก ๆ มาก ๆ

+++

CHARACTERS IN FILM WHICH I FEAR THE MOST

 

คิดว่าน่าจะเป็น “ทหารญี่ปุ่น” ในหนังเรื่อง DON’T CRY, NANKING (1995, Taiwan/Hong Kong) เพราะว่า

 

1.สิ่งที่พวกเขาทำมันเลวร้าย ชั่วร้าย และโหดเหี้ยมที่สุด

 

2.มันคือ “เรื่องจริง” เราก็เลยกลัวพวกเขามากกว่า “ตัวละครสมมุติ” อย่างเช่น กลุ่มผู้ร้ายใน SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy) และ Jesse Plemons ใน CIVIL WAR (2024, Alex Garland)

 

3.เรากลัวพวกเขามากกว่าตัวละครแบบ “ฆาตกรโรคจิต” ด้วย เพราะฆาตกรโรคจิตแต่ละคนก็ไม่ได้ฆ่าข่มขืนผู้คนเป็นแสน ๆ คนแบบทหารญี่ปุ่น และ “ฆาตกรโรคจิต” ก็ถูกประณามจากคนทั้งโลกอยู่แล้ว และไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย แต่สิ่งที่ทหารญี่ปุ่นทำในสงครามโลกครั้งที่สองมันได้รับการยอมรับจากสังคมญี่ปุ่น และก็ไม่มีใครไปจับพวกเขาทุกคนมาขึ้นศาลได้หมด

 

4.สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเราก็คือว่า ทหารญี่ปุ่นพวกนี้ เวลาพวกเขาอยู่ญี่ปุ่น พวกเขาก็อาจจะดูเป็นคนปกติธรรมดาทั่ว ๆ ไปในสังคมก็ได้ พวกเขาอาจจะดูไม่ต่างไปจากตัวละครในหนังของ Yasujiro Ozu และ Akira Kurosawa ก็ได้ มันเหมือนกับว่า “คนธรรมดา” แต่ละคน มีศักยภาพที่จะกลายเป็นฆาตกรที่สามารถช่วยกันฆ่าข่มขืนผู้คนเป็นแสน ๆ คนได้อยู่ในตัว มันก็เลย “น่ากลัว” สำหรับเรา เพราะเราก็ไม่รู้ว่า คนธรรมดาแต่ละคนที่อยู่ในซอยเดียวกับเรา ในห้างสรรพสินค้าเดียวกับเรา ในสังคมเดียวกับเรา มีศักยภาพอะไรอยู่ในตัวบ้าง โดยเฉพาะถ้าหากเกิด “สงครามกลางเมือง” หรือ “สงคราม” ขึ้นมา

 

5.เราเกลียดกลัว “ทหารญี่ปุ่น” พวกนี้มากกว่าตัวละครใน THE ZONE OF INTEREST เสียอีก ซี่งไม่ได้เป็นเพราะว่าใครเลวกว่ากัน แต่เป็นเพราะว่า เยอรมนียอมรับความผิดทั้งหมดที่ตัวเองเคยทำในสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว แต่ญี่ปุ่นก็ยังหน้าด้านหน้าทน ไม่ยอมรับความผิดเรื่อง comfort women อะไรต่าง ๆ เราก็เลยเกลียดญี่ปุ่นมากกว่าเยอรมนีตรงจุดนี้

 

ก็เลยจะบอกว่า ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งด้วยแหละ ที่ทำให้เราไม่อินกับ THE BURMESE HARP (1956, Kon Ichikawa, A+30) 55555 คือเราชอบ THE BURMESE HARP อย่างสุด ๆ ในแง่ความงดงามทางภาพยนตร์นะ แต่เป็นความชอบแบบ “ไม่อิน ไม่ซาบซึ้งใด ๆ ทั้งสิ้น” น่ะ คือมึงไปตามเก็บศพทหารชาติเดียวกัน แล้วกูจะต้องซาบซึ้งกับมึงไปทำไมกันคะ โดยเฉพาะเมื่อเราได้รับรู้ถึงความเลวร้ายที่ญี่ปุ่นเคยทำในจีน, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, etc. มาแล้ว

++++

ฉันรักเขา Carmine Recano from LOOSE CANNONS (2010, Ferzan Ozpetek, Italy, A+30)

 

ฉันรักเขา Alessandro Preziosi from LOOSE CANNONS (2010, Ferzan Ozpetek, Italy, A+30)

 

+++

Films seen in the ninth week of the year 2024

 

26 FEB – 3 March 2024

 

In roughly preferential order

 

1.SANS SOLEIL (1983, Chris Marker, France, second viewing, A+30)

 

2.LOOKING FOR GILLES CARON (2019, Mariana Otero, France, documentary, A+30)

 

3.CSI: DEATH OF KING ANANDA (2024, Ing K, documentary, 230min, A+30)

 

4.ROGER & ME (1989, Michael Moore, documentary, A+30)

 

5.LAAPATAA LADIES (2023, Kiran Rao, India, A+30)

 

6.MIXED BY ERRY (2023, Sydney Sibilia, Italy, A+30)

 

7.HOURS OF OURS (2023, Komtouch Napattaloong, documentary, A+30)

 

8.THE IGNORANT FAIRIES (2001, Ferzan Ozpetek, Italy, queer film, A+30)

 

9.MIA (2023, Ivano De Matteo, Italy, A+30)

 

10.LOOSE CANNONS (2010, Ferzan Ozpetek, Italy, queer film, A+30)

 

11.DOG DAYS (2024, Kim Deok-min, South Korea, A+25)

 

12.GHIACCIO (2022, Alessio De Leonardis, Fabrizio Moro, Italy, A+25)

 

13.GEJI: THE SPIRIT HUNTER เกจิ คนฆ่าผี (2024, Mate Yimsomboon, Poldollapat Tattantimaracht พลดลพัฒน์ ธัชทัณฑิมารัชต์, A+15)

 

14.MEAN GIRLS (2024, Samantha Jayne, Arturo Perez Jr., musical, A+15)

 

สรุปว่าใน 9 สัปดาห์แรกของปี 2024 เราดูหนังไปแล้ว 166 + 14 = 180 เรื่อง

+++++

จำได้ว่ามินิซีรีส์เรื่อง AMERIKA (1987, Donald Wrye, 14hrs 30min) มาฉายทางช่อง 3 ในยุคนั้น แล้วเราก็อยากดูอย่างสุดขีด แต่ไม่ได้ดู แต่ก็เคยเห็นโฆษณามินิซีรีส์นี้บ่อยมาก ๆ

Wednesday, January 23, 2013

GIVE US FREEDOM (ROUGE PAROLE) (2012, Elyes Baccar, documentary, A+30)


GIVE US FREEDOM (ROUGE PAROLE) (2012, Elyes Baccar, documentary, A+30)

A very inspiring documentary about a revolution in Tunisia.


One scene that I like shows many people who work for news programs in a TV station say that they don't know how to work with "freedom for the press", because they used to work under the oppression and the censorship for many decades.


ฉากที่ชอบมากคือฉากที่สัมภาษณ์ผู้จัดรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ในตูนิเซียหลังปฏิวัติใหม่ๆ และผู้จัดรายการข่าวหลายรายพูดตรงกันว่า พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำงานอย่างไรภายใต้ "เสรีภาพของสื่อ" เพราะพวกเขาทำงานภายใต้ระบอบเผด็จการและการถูกเซ็นเซอร์มานานหลายสิบปีแล้ว

อีกฉากที่ชอบมากคือฉากหลังการปฏิวัติที่คนหลายๆคนยังคงชุมนุมกันตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องสิ่งต่างๆด้วยอารมณ์สามัคคีกัน แต่กลุ่มศิลปินตูนิเซียจัดงานประชุมกันและทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง แต่บางทีการทะเลาะตบตีกันของศิลปินหลังปฏิวัติเสร็จอาจจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะสิ่งที่สารคดีเรื่องนี้ตอกย้ำก็คือเรื่องของ pluralism และการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความเห็นออกมา และการหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ของคนที่มีความคิดแตกต่างกันนี้


(The photo below does not come from the film, but from the revolution.)