Showing posts with label CZECH. Show all posts
Showing posts with label CZECH. Show all posts

Friday, January 09, 2026

KAREL ZEMAN

 

I’m sorry I don’t have it. But as for now, I usually go to see films in these theatres:

 

1. House Samyan

https://web.facebook.com/housesamyan

 

2. Cinema Oasis

https://web.facebook.com/cinemaoasis.bk

 

3. Thai Film Archive (It’s not in Bangkok, but very near Bangkok.)

https://web.facebook.com/ThaiFilmArchivePage

 

4. Bangkok Kunsthalle is a gallery which shows some films from time to time

https://web.facebook.com/BangkokKunsthalle

 

+++

 

เฉลย รูปนี้มาจาก THE CORRIDOR (1995, Sharunas Bartas, Lithuania)

 

แน่นอนว่าเราเลือกรูปนี้เพราะมันดูเข้าใกล้ความเป็น Béla Tarr มาก ๆ และเราต้องไม่เลือกรูปที่มี Yekaterina Golubeva อยู่ในรูป เพราะถ้าหากมี Golubeva อยู่ในรูป คนจะรู้ได้ในทันทีว่ามันมาจากหนังของ Sharunas Bartas 55555

 

เล่นเกมนี้ได้ที่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0UgkvjYSKe4VWhbt9R45b5pip33Xo7ZhGHXKKw2TPnowaxiQDwspE42Gsz9DCP4tQl

 

++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 5

 

อีกประเด็นที่เราชอบมาก ๆ จากการได้คุยกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา คือการที่เพื่อนคนนึงบอกว่า เขาใช้ชีวิตอยู่แค่ใน “เขตปทุมวัน” มานานราวเดือนนึงได้แล้ว คือแทบไม่ได้ออกจากเขตปทุมวันเลย ทั้ง ๆ ที่เขตนี้มีพื้นที่เพียงแค่ราว 8.37 ตารางกิโลเมตร เพราะว่าบ้านของเขาอยู่ในแขวงรองเมือง ไปฟิตเนสในแขวงรองเมือง มาช้อปปิ้งแขวงวังใหม่ มาดูหนัง + โรงพยาบาลในแขวงปทุมวัน อะไรทำนองนี้ คือใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ใน “เขตปทุมวัน” ที่มีพื้นที่แค่ 8 ตารางกิโลเมตรได้นานเป็นเดือน ๆ โดยไม่มีความจำเป็นต้องออกจากเขตนี้เลย

 

เราก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดี ที่เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาก ๆ ได้ โดยแทบไม่ต้องเดินทางออกไปไหนไกล ๆ เลย ชีวิตเราก็เท่านี้จริง ๆ ค่ะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม

https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10241947826815640&set=a.10225118353249319

++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

คู่แรก

NIAGARA (1953, Henry Hathaway)

+ NIAGARA, NIAGARA (1997, Bob Gosse)

 

เห็น NIAGARA, NIAGARA ติดอยู่ในลิสท์หนังสุดโปรดประจำปี 2025 ของ Ratchapoom Boonbunchachoke เราก็เลยอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Robin Tunney ได้รางวัลดาราหญิงยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิซด้วย

 

คู่สอง

LADY BIRD (2017, Greta Gerwig, A+30)

+ LADYBIRD LADYBIRD (1994, Ken Loach, UK)

 

คู่สาม

BANG (1997, Ash Baron-Cohen, USA, A+30)

+ BANG BANG (1971, Andrea Tonacci, Brazil, A+30)

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ฉายหนังควบพวกนี้ในเวลาเดียวกัน คนดูจะได้งงเวลาซื้อตั๋ว 55555

+++

 

INSPIRATION (1949, Karel Zeman, Czechoslovakia, animation, 11min, A+30)

 

1. พอดูหนังแอนิเมชั่นเรื่องนี้แล้วก็เลยไม่ประหลาดใจว่า ทำไมแก้วคริสตัลจาก “ประเทศเช็ก” ถึงมีชื่อเสียงโด่งดัง

 

2. หนังเรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเราที่ว่า เราถูกโฉลกกับ “สีสัน” ของภาพยนตร์ในทศวรรษ 1940-1960 มาก ๆ ซึ่งเป็นยุคที่ภาพยนตร์เริ่มเปลี่ยนจากขาวดำไปเป็นหนังสี ซึ่งเราเคยพูดถึงประเด็นนี้ไปแล้วหลายครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงถูกโฉลกกับ “หนังสี” ในทศวรรษ 1940-1960 มากกว่าหนังสีในยุคปัจจุบัน

 

คือดูสีสันในหนังเรื่องนี้แล้วมันอิ่มอกอิ่มใจมาก ๆ

 

3. ไม่แน่ใจว่าสีหลักในหนังเรื่องนี้ มันคือ Cadmium Green หรือ Pine Green หรืออะไร แต่เราชอบสีเขียวในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สวยเยิ้มมาก ๆ

 

4. I worship Karel Zeman อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Karel Zeman ที่เราได้ดู ต่อจาก A CHRISTMAS DREAM (1946) และ INVENTION FOR DESTRUCTION (1958) ที่เราเคยดูที่ Reading Room ในเดือนก.ย. 2016 ในงาน CZECH ANIMATIONS

 

พอเราได้ดูหนังของเขา 3 เรื่อง เราก็ขอยกให้ Karel Zeman เป็นปรมาจารย์ด้าน ANIMATION คนหนึ่งของโลกไปเลย

+++

 

THE RAJA SAAB (2026, Maruthi Desari, India) ซึ่งมีความยาวเพียงแค่ 190 นาที เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพแล้วนะ หนังเรื่องนี้นำแสดงโดย ประภาส Prabhas ที่ทุกคนรู้จักกันดีจาก BAAHUBALI (2015, S.S. Rajamouli, A+30), SAAHO (2019, Sujeeth, India, A+25) และ KALKI 2898 AD (2024, Nag Ashwin, A+30)

+++

ใครจะไปดู THE RAJA SAAB (2026, Maruthi Desari, India, 190min) ต้องระวังให้ดีนะ เพราะเหมือนบางรอบมันเป็นเวอร์ชั่น “พูดภาษาเตลูกู และไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ”

 

ถ้าใครฟังภาษาเตลูกูไม่ออก อย่างเช่นดิฉัน ก็ควรจะเลือกดูรอบที่พูดภาษาฮินดี และมีซับไตเติลภาษาอังกฤษค่ะ

++++

 

เตือนภัย

 

1. UNTAMA GIRU (1989, Go Takamine, Japan, 120min)

ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. รอบ 14.30 น.

 

2. LINDA LINDA LINDA (2005, Nobuhiro Yamashita, Japan, 114min)

ฉายที่พารากอน วันเสาร์ที่ 7 ก.พ. รอบ 11.00 น. ถ้าดูรอบนี้ ก็จะเดินทางไปดู UNTAMA GIRU ไม่ทัน

และก็มีฉายอีกทีในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. รอบ 16.00 น.

 

3. GHOST IN THE SHELL ภาคหนึ่งและสอง มีฉายในวันศุกร์ที่ 6 และเสาร์ที่ 7 ก.พ.

 

4. การเลือกตั้งสส.และการลงประชามติ มีในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. เวลา 08.00-17.00 น.

 

เพราะฉะนั้นต้องจัดตารางชีวิตฮิสทีเรียกันให้ดีนะคะ ก่อนที่จะกดซื้อตั๋ว GHOST IN THE SHELL และ LINDA LINDA LINDA

 

 

Tuesday, October 04, 2016

Some Czech animations seen

Some Czech animations seen

1.JABBERWOCKY (1971, Jan Svankmajer, A+30)

หนึ่งในหนังที่ hyperbolic paraboloid ที่สุดเท่าที่ดูมาในปีนี้ รู้สึกว่ามันมีความเฮี้ยนคล้ายหนังอย่าง THE GRANDMOTHER (1970, David Lynch) ที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน และน่าจะส่งอิทธิพลมาถึงหนังรุ่นปัจจุบันอย่าง SEVEN TIMES A DAY WE BEMOAN OUR LOT AND AT NIGHT WE GET UP TO AVOID OUR DREAMS (2013, Susann-Maria Hempel)  ด้วย

การปรากฏตัวของแมวดำสำส่อนในหนังเรื่องนี้นี่มันสุดตีนมากๆ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง CAT AND MOUSE (1967, Hans Jürgen Pohland) ที่ใช้แมวดำสำส่อนในหนังได้อย่างเฮี้ยนสุดๆเหมือนกัน

2.INVENTION FOR DESTRUCTION (1958, Karel Zeman, A+30)

3.DIMENSIONS OF DIALOGUE (1983, Jan Svankmajer, A+30)

4.THE PIED PIPER (1986, Jiří Bárta, A+30)

5.THE LION AND THE SONG (1959, Břestislav Pojar, A+30)

6.REPETE (1995, Michaela Pavlátová, A+30)

7.THE HAND (1965, Jiří Trnka, A+30)

8.THE BALLAD OF THE GREEN WOOD (1983, Jiří Bárta, A+30)

9.‘E’ (1981, Břestislav Pojar, A+30)

10.A DROP TOO MUCH (1954, Břestislav Pojar, A+30)

11.THE PENDULUM, THE PIT AND HOPE (1983, Jan Svankmajer, A+30)

12.DARKNESS LIGHT DARKNESS (1989, Jan Svankmajer, A+30)

13.A CHRISTMAS DREAM (1946, Borivoj Zeman + Karel Zeman, A+30)

14.SNOWMAN (1966, Hermina Tyrlova, A+30)

15.FANTAISIE ÉROTIQUE (1936, Karel Dodal, Irena Dodalová, A+25)


คุณ Keiko Sei บอกว่า หนัง Czech animations มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้กำกับในประเทศอื่นๆ อย่างเช่นหนังของ Karel Zeman นี่มีอิทธิพลอย่างรุนแรงมากต่อ Hayao Miyazaki, Terry Gilliam และ Tim Burton ดังนั้นพอเมื่อวานเราได้ดู MISS PEREGRINE’S HOME FOR PECULIAR CHILDREN (2016, Tim Burton, A+25) เราก็เลยสงสัยว่า มันมีบางช่วงของหนังที่ได้รับอิทธิพลจากหนังแอนิเมชั่นของเชค อย่างเช่นหนังของ Jan Svankmajer ด้วยหรือเปล่า หรือว่ามันเป็นอิทธิพลจากหนังแอนิเมชั่นของคนอื่นๆ อย่างเช่นของ The Quay Brothers เพราะเราแทบไม่มีความรู้เรื่องแอนิเมชั่นเลย นอกจากนี้ เราก็สงสัยอีกด้วยว่า 

1.ช่วงที่เป็นแอนิเมชั่นตุ๊กตาใน LOVE & PEACE (2015, Sion Sono) นั้นได้รับอิทธิพลมาจากใคร

2.หนังของ Guy Maddin ได้รับอิทธิพลจาก Czech animations ด้วยหรือเปล่า

Tuesday, February 23, 2016

CZECH FILM LECTURE

หนังเชค

มีเพื่อนถามว่าคุณ Keiko Sei พูดเรื่องอะไรบ้างในงานสัปดาห์ศิลปะและวัฒนธรรมเชค เราก็ไม่แน่ใจว่าทางงานเขาได้อัดคลิปไว้เพื่อจะโพสท์ลงยูทูบหรือเปล่า แต่ในเมื่อเพื่อนเราอยากรู้ เราก็จะจดโน้ตไว้เท่าที่เราจำได้แบบผิดๆถูกๆแล้วกัน

ถ้าหากเราจำตรงไหนผิด ก็ช่วยแก้ไขด้วยนะ เพราะมีหลายจุดที่เราฟังไม่ออก เพราะเราว่าไมโครโฟนวันนั้นมันไม่ดี เสียงมันดังแต่มันไม่ชัด เราก็เลยฟังไม่เคลียร์ในหลายๆจุด

1.สิ่งหนึ่งที่อาจจะมีอิทธิพลต่อหนังเชค ก็คือประวัติศาสตร์ของเชคเอง เพราะดินแดนของประเทศเชคในปัจจุบันนี้ เคยเป็นดินแดน Bohemia (อย่าจำสลับกับ Bavaria) มาก่อน และดินแดนนี้ก็มักอยู่ภายใต้การปกครอง หรือ “การกดขี่” จากคนอื่นๆอยู่เสมอ โดยในตอนแรกนั้นมันอยู่ภายใต้การปกครองของ Holy Roman Empire แล้วก็เป็นจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้นมา จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็ล่มสลาย แล้วก็เลยเพิ่งเกิดประเทศเชคขึ้นมาเป็นครั้งแรก แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีก็เข้ามายึดครองเชค และพอจบสงครามโลกครั้งที่สอง สหภาพโซเวียตก็เข้ามากดขี่เชคโกสโลวาเกียต่อ เพราะฉะนั้นดินแดนนี้จึงเป็นดินแดนของคนที่ถูกกดขี่มานานแล้ว และพยายามต่อสู้เพื่ออิสรภาพมานานแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์กับคาทอลิกด้วย แต่เราไม่ค่อยแน่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ประวัติศาสตร์แบบบนี้ทำให้ชาวเชคเกิดความหวาดระแวง “คนที่จะมาเคาะประตูบ้านคุณ” หรืออะไรทำนองนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่จะมาเคาะประตูบ้านคุณเป็นฝ่ายไหน นับถือนิกายอะไร หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งความหวาดระแวงนี้จะเห็นได้ชัดในหนังอย่าง THE HAND (1965, Jiri Trnka) และ THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR (1965, Zbynek Brynych)

2.หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อความรู้สึกของชาวเชคเป็นอย่างมาก คือเหตุการณ์ THE MUNICH AGREEMENT ในปี 1938 ที่อังกฤษกับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพันธมิตรของเชค กลับทำสัญญากับเยอรมนีในการยกดินแดน Sudetenland ในเชคให้แก่เยอรมนี โดยเยอรมนีอ้างว่าตนเองควรครอบครอง Sudetenland เพราะว่าดินแดนนั้นมีคนพูดภาษาเยอรมันเยอะ ส่วนอังกฤษกับฝรั่งเศสก็ยกดินแดนนั้นให้เยอรมนี เพราะหวังว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยยับยั้งฮิตเลอร์จากการทำสงคราม

แต่เชคโกสโลวาเกียไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในการทำข้อตกลงนี้ด้วย ชาวเชคก็เลยรู้สึกว่าตนเองถูกอังกฤษกับฝรั่งเศสทรยศ เพราะ Sudetenland เป็นดินแดนที่มีความสำคัญ และในเวลาต่อมา กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าการยก Sudetenland ให้เยอรมนีไม่สามารถยับยั้งสงครามโลกครั้งที่สองได้แต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

3.เคโกะบอกว่า ช่วงปี 1963-1968 นั้น เป็นยุคของ Czech New Wave และภายในเวลาเพียง 5 ปี เชคก็ผลิตหนังออกมาระดับมาสเตอร์พีซออกมาเยอะมากๆ จนอาจกล่าวได้ว่าไม่เคยมีนิวเวฟชาติไหนที่ผลิตหนังระดับมาสเตอร์พีซออกมาได้เยอะขนาดนั้นภายในเวลาเพียงแค่ 5 ปี

4.แต่ปี 1968 เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า คือเชคในตอนนั้นเหมือนออกห่างจากอิทธิพลของโซเวียตมากๆ และมีความเป็น liberal มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดโครงการสำคัญที่มีชื่อว่า SOCIALISM WITH A HUMAN FACE ที่ก่อตั้งโดย Alexander Dubcek ประธานพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเชคโกสโลวาเกียในปี 1968 ท่ามกลางช่วงเวลาที่เรียกว่า Prague Spring ในปี 1968 (ดูเพิ่มเติมได้จากหนังเรื่อง COSY DENS (1999, Jan Hrebejk))

แต่ความรุ่งเรืองของเชคโกสโลวาเกียก็ยุติลง เมื่อสหภาพโซเวียตและประเทศสมาชิกสนธิสัญญาวอร์ซอว์นำกองกำลังเข้ามาบดขยี้เชคในเดือนส.ค. 1968 (ดังที่เห็นในหนังเรื่อง THE UNBEARABLE LIGHTNESS OF BEING)

5.หลังจากนั้นโซเวียตก็นำพาเชคเข้าสู่กระบวนการ NORMALIZATION ซึ่งจริงๆแล้วมันคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ normal เพราะจริงๆแล้วมันคือ SUPPRESSION จนกระทั่งถึงปี 1989

6.อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเชคก็คือว่า ในอดีตนั้น ชาวยิวเคยครองสัดส่วนมากถึง 25% ของประชากรทั่วทั้งกรุงปราก และกรุงปรากถือเป็นเมืองเพียงไม่กี่เมืองในโลกนี้ที่มีสถาปัตยกรรมเกือบทุกรูปแบบทุกสมัย ตั้งแต่สถาปัตยกรรมยุคโบราณจนมาถึงยุคปัจจุบัน และมีแม้แต่สถาปัตยกรรมแบบ CUBISM ด้วย

7.มรดกสำคัญอันหนึ่งที่เชคมอบไว้ให้แก่ชาวโลก คือลักษณะ Kafkaesque ในงานวรรณกรรมและภาพยนตร์ที่เพื่อนเราหลายคนคงรู้จักกันดีแล้ว โดยลักษณะ Kafkaesque นั้นต้องมีองค์ประกอบของ absurdity, totalitarianism และ bureaucratic อยู่ด้วย โดยหนังแนว Kafkaesque ที่เคโกะนำมาเปิดในวันนั้นคือเรื่อง JOSEF KILLÁN (1963, Pavel Jurácek) ที่คลาสสิคมากตั้งแต่ฉากเปิด ซึ่งเป็นฉากของขบวนเด็กนักเรียน, ขบวนทหาร และขบวนงานศพที่เคลื่อนตัวแบบ horizontal ทาง background ของฉาก แต่ผู้ชายคนหนึ่งในขบวนเริ่มหันไปมองทางอื่น เขาไม่ได้มองตามคนอื่นๆในขบวน แต่มองไปอีกทิศนึง และเขาก็เดินแยกตัวออกจากขบวน และเดินจาก background ของฉากเข้ามาสู่ foreground ของฉาก มันเหมือนกับว่าเขาเริ่ม “เห็น” ในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้เขาเห็น เขาไม่ได้ทำตามคนอื่นๆในสังคม และเริ่มเห็นความจริงหรือความ absurd บางอย่างที่เป็นพื้นฐานของสังคมจอมปลอมนี้

แต่หนัง Kafkaesque ที่เราชอบที่สุดคงเป็นเรื่อง THE CASTLE (1997, Michael Haneke, Germany) แหละ โดยเฉพาะระบบการปกครองแบบเผด็จการที่ไม่มีใครเข้าถึงได้ใน THE CASTLE นี่มันช่าง...มากๆ

8.อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากในวัฒนธรรมเชคก็คือตัวละครพลทหารชเวค (SVEJK) จากบทประพันธ์ของ Jaroslave Hacek ในปี 1921-1923 โดยเนื้อเรื่องของ THE GOOD SOLDIER SVEJK นั้นใช้ฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และเกี่ยวข้องกับพลทหารชเวค ที่ดูเหมือนจะต่อต้านผู้มีอำนาจด้วยวิธีการที่เป็นตัวของตัวเอง นั่นก็คือแทนที่เขาจะปฏิเสธคำสั่งหรือลุกขึ้นตบผู้มีอำนาจโดยตรง เขากลับทำตามคำสั่งในแบบที่มากเกินไป (overdoing) จนเกิดความชิบหายตามมา เราอาจเรียกสิ่งนี้ได้ว่าเป็น passive resistance

ตัวละครพลทหารชเวคนี้ยังส่งผลต่อหนังเชคในยุคหลังด้วย โดยถ้าหากเราสังเกตให้ดี หนังเชคหลายๆเรื่องจะมีตัวประกอบที่มีลักษณะแบบ “the idiot” ตัวละครแบบนี้อาจจะสืบเชื้อสายมาจากพลทหารชเวคนี่เอง

เหมือนเคโกะจะพูดอะไรเกี่ยวกับ DON QUIXOTE และนิยายเรื่อง CATCH 22 ของ Joseph Heller ด้วย แต่เราไม่แน่ใจว่ามันเป็นการเปรียบเทียบพลทหารชเวคกับตัวละครในบทประพันธ์สองเรื่องนี้หรือเปล่า

9.หนังอีกเรื่องที่เคโกะนำมาเปิดคือ THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR ที่เพื่อนเราหลายคนคงดูไปแล้ว โดยสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะใช้ฉากหลังเป็น “สงครามโลกครั้งที่สอง” ในช่วงที่นาซีเข้ามายึดครองเชคโกสโลวาเกีย แต่ถ้าหากเราสังเกตให้ดี เราจะเห็นสถาปัตยกรรมยุคคอมมิวนิสต์ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของผู้กำกับ เพราะจุดประสงค์ของผู้กำกับไม่ได้ต้องการจะด่านาซี เขาทำหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเลวร้ายในยุคนาซี แต่จุดประสงค์จริงๆของเขาเป็นการประณามเผด็จการคอมมิวนิสต์เองนี่แหละ ดังนั้นการที่เขาใส่สถาปัตยกรรมที่ผิดยุคผิดสมัยเข้ามาในหนัง จึงเป็นสิ่งที่ฉลาดมากๆ

10.ในส่วนของ THE HAND (Jiri Trnka) ที่เคโกะนำมาเปิดนั้น นอกจากหนังเรื่องนี้จะสะท้อนความหวาดกลัว “คนที่มาเคาะประตู” แล้ว หนังเรื่องนี้ยังสะท้อนความหวาดกลัว “คนที่โทรศัพท์มาหา” ด้วย ซึ่งนี่คือสภาพจิตของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ หนังเรื่อง THE HAND ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะโฆษณาชวนเชื่อด้วยวิธีการต่างๆนานาด้วย ทั้งทางโทรศัพท์, โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ เพื่อกล่อมประชาชนให้ทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจให้ได้

11.หนังอีกเรื่องที่เปิดในวันนั้นคือ THE PARTY AND THE GUESTS (1966, Jan Nemec) ที่เป็นหนังในดวงใจพวกเราหลายคน จุดที่เคโกะตั้งข้อสังเกตไว้ได้ดีมากเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็รวมถึง

11.1 การที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้แต่คุณอยู่ในป่า หรือคุณอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เผด็จการก็ตามมาเล่นงานคุณได้ ตามมาครอบงำคุณได้ ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนังเชคเรื่องอื่นๆที่ใช้ฉากหลังเป็นเมือง อย่างเช่น JOSEPH KILLAN และ THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR

11.2 หนังเรื่องนี้เป็น microcosmos ที่สะท้อนภาพสังคมได้ดีมากๆ เพราะเมื่อเราเผชิญหน้ากับเผด็จการแบบในหนังเรื่องนี้ เราทุกคนก็เลือกได้ว่าเราจะทำตัวเหมือนกับตัวละครตัวใดในเรื่องนี้ เราจะเป็น dictator, หรือเป็นสมุนของ dictator, หรือเป็น conformists หรือเป็น dissidents

12.เคโกะเปิด CLOSELY OBSERVED TRAINS (1966, Jiri Menzel) กับ FIREMAN’S BALL (1967, Milos Forman) ด้วย ซึ่งสะท้อนความ absurd ของสังคมหรือระบอบเผด็จการออกมาผ่านทางอารมณ์ขัน

13.ชอบคำพูดของ Milos Forman ที่เคโกะ quote มามากๆ มันเป็นการสรุปลักษณะภาพยนตร์ของเชคได้เป็นอย่างดี เขาพูดว่า

“The tradition of Czech culture is always humor based on serious things, like THE GOOD SOLDIER SVEJK. Kafka is a humorous author, but a bitter humorist. It is in the Czech people. You know, to laugh at its own tragedy has been in this century the only way for such a little nation placed in such a dangerous spot in Europe to survive. So humor was always the source of a certain self-defense. If you don’t know how to laugh, the only solution is to commit suicide.”


ส่วนรูปนี้มาจากภาพยนตร์ที่เราอยากดูมากๆ แต่เคโกะไม่ได้พูดถึงแต่อย่างใด 555 มันคือภาพยนตร์เรื่อง YOU SPEAK OF PRAGUE: THE SECOND TRIAL OF ARTUR LONDON (1971, Chris Marker, 30min) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Artur London นักการเมืองชาวเชคโกสโลวาเกียที่เขียนหนังสือที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง THE CONFESSION (1970, Costa-Gavras)

Monday, February 22, 2016

KAWASAKI’S ROSE (2009, Jan Hrebejk, Czech, A+25)

KAWASAKI’S ROSE (2009, Jan Hrebejk, Czech, A+25)

1.พอดูหนังเรื่องนี้กับ FAIR PLAY (A+25) ที่ฉายในงานสัปดาห์ศิลปะวัฒนธรรมเชคเหมือนกันแล้ว ก็พบว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะที่จะฉายในงานมากๆ เพราะมันสะท้อนประวัติศาสตร์เชคได้ดี โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองในแบบที่สามารถเอามาเทียบกับไทยได้

2.เราว่า “ประเด็น” ใน KAWASAKI’S ROSE มันดีมากๆ คือประเด็นมันแน่นมาก และหนังก็ดูเหมือนจะออกแบบตัวละครออกมาได้สอดคล้องกับประเด็นเป็นอย่างดีมาก

3.แต่สาเหตุที่เราอาจจะไม่ชอบ KAWASAKI’S ROSE แบบสุดขีดถึงขั้น A+30 เป็นเพราะเรารู้สึกว่ามัน “ไม่เจ็บจริง” น่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่เหมือนกับว่าผู้กำกับ/คนเขียนบทยังไม่เก่งถึงขั้นเทพในระดับที่สามารถทำหนังที่สื่อประเด็นได้ดี + ทำให้ตัวละครเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ + สะท้อนความเจ็บปวดจริงๆออกมาได้ด้วย

คือเราว่า Jan Hrebejk ทำหนังที่สื่อประเด็นได้ดีมากๆนะ โดยเฉพาะเรื่อง DIVIDED WE FALL (2000) ของเขา ก็สื่อประเด็นได้ดีเหมือนกัน และตัวละครของเขาก็เป็นมนุษย์มากในระดับนึง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นมนุษย์อย่างสุดๆน่ะ และหนังของเขาไม่ทำให้เรารู้สึกถึงความเจ็บปวดจริงๆของตัวละคร แต่นั่นไม่ใช่ว่าหนังเรื่องไหนที่ขาดคุณสมบัติข้อนี้ถือว่าหนังเรื่องนั้น “บกพร่อง” นะ แต่มันเป็นรสนิยมส่วนตัวของเราน่ะ คือเรามักจะรู้สึกสุดๆกับหนังที่ทำให้เรารู้สึก “เจ็บปวด” ไปกับตัวละคร เหมือนอารมณ์ “เจ็บปวด” เป็นอารมณ์ที่กระตุ้นเราได้ง่ายน่ะ ในขณะที่อารมณ์ขันเป็นอารมณ์ที่กระตุ้นเราได้ยาก เพราะฉะนั้นหนังของ Milos Forman + Jirí Menzel หลายๆเรื่อง จึงเป็นหนังที่ไม่เข้าทางเราซะทีเดียวนัก เพราะหนังของ Forman กับ Menzel มีอารมณ์ขัน แต่เราเป็นคนที่ตายด้านกับอารมณ์ขันส่วนใหญ่ในหนัง

4.แต่เราก็พอใจกับ KAWASAKI’S ROSE ในระดับมากพอสมควรนะ เพราะมันยากมากแหละ ในการทำหนังที่ตัวละครต้อง “สะท้อนประเด็น” + “สะท้อนประวัติศาสตร์” ด้วย และต้องเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ มีหลายมิติในตัวเองด้วย

คือถ้าหากพูดถึงหนังเชคที่เราว่าตัวละครมันเป็น “มนุษย์” จริงๆ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มากๆ และหนังสามารถสะท้อน “ความเจ็บปวดจริงๆ” ออกมาได้ เราจะนึกถึงหนังที่กำกับโดย Bohdan Slama กับ Alice Nellis น่ะ แต่แน่นอนว่า การที่หนังของผู้กำกับสองคนนี้มันสามารถสะท้อนความเป็นมนุษย์และอารมณ์เจ็บปวดออกมาได้รุนแรงจริงๆ สาเหตุส่วนหนึ่งมันอาจจะเป็นเพราะว่า ตัวละครในหนังของผู้กำกับสองคนนี้ มันไม่ต้องแบกรับภาระในการสะท้อนประวัติศาสตร์ และสะท้อนประเด็นอะไรที่ชัดเจนมากนักก็ได้ พอตัวละครมันไม่ต้องแบกภาระที่หนักอึ้งดังกล่าว ตัวละครมันก็เลยมีอิสระมากขึ้น และแสดงความเป็นมนุษย์ออกมาได้มากขึ้น

5.ดู KAWASAKI’S ROSE แล้ว จะนึกถึงหนังอีกสองเรื่องที่ชอบสุดๆด้วย ซึ่งก็คือ MUSIC BOX (1989, Costa-Gavras) กับ THE LAST REEL (2014, Kulikar Sotho, Cambodia) เพราะหนังสองเรื่องนี้พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลังเหมือนกัน โดยตัวละครรุ่นลูกใน MUSIC BOX กับ THE LAST REEL ต่างก็ค้นพบประวัติดำมืดบางอย่างเกี่ยวกับคนรุ่นพ่อแม่ของตนเอง และทำให้พวกเขามองพ่อแม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

แต่เราชอบ MUSIC BOX กับ THE LAST REEL มากกว่า KAWASAKI’S ROSE เยอะนะ เราว่า

การดู KAWASAKI’S ROSE ให้ความรู้สึกเหมือนกับโดนมีดบาดนิ้ว คือมัน “เจ็บ” แต่ไม่มาก

การดู THE LAST REEL ให้ความรู้สึกเหมือนกับโดนธนูยิงเข้าที่อก แต่เสร็จแล้วหนังก็ทำแผลให้เรา คือมัน “เจ็บ” มาก แต่หนังก็ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดนั้น


การดู  MUSIC BOX ให้ความรู้สึกเหมือนกับมีใครเอามีดมาแทงเราที่หัวใจ เสร็จแล้วเขาก็ราดน้ำกรดซ้ำลงไปที่แผล แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งเราให้ดิ้นทุรนทุรายตลอดไป

Wednesday, February 17, 2016

FAIR PLAY (2014, Andrea Sedlácková, Czech, A+25)

FAIR PLAY (2014, Andrea Sedlácková, Czech, A+25)

1.เป็นหนังที่มีประเด็นดีๆเยอะมาก และประเด็นดีๆในหนังเรื่องนี้ได้รับการพูดถึงอย่างละเอียดไปแล้วในช่วง talk หลังหนังฉาย เพราะฉะนั้นเราจะข้ามประเด็นดีๆเหล่านี้ไป  และจะจดบันทึกเฉพาะความเห็นเล็กน้อยส่วนตัวเท่านั้น 555

2.บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่ชอบหนังในระดับ A+30 คือในอนาคตเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆก็ได้นะ ต้องรอดูไปก่อน แต่ตอนนี้เรายังรู้สึกว่า “อารมณ์” ของหนังมันยังไปไม่สุดน่ะ เหมือนหนังมันมีประเด็นที่ดีมากๆ ประเด็นแข็งแรงมาก แต่การขับเน้นอารมณ์ของตัวละครและการเล่นกับอารมณ์ของคนดูเหมือนมันยังไปไม่สุดน่ะ คือเราว่าหนัง “เล่าเรื่อง” ได้ดีมาก และพอเราคิดถึง “การกระทำ” และ “การตัดสินใจ” ต่างๆของตัวละคร เราก็รู้สึกว่าตัวละครมันตัดสินใจและกระทำสิ่งต่างๆที่น่าสนใจมาก แต่ทำไม “อารมณ์” ของหนังมันยังไปไม่สุดก็ไม่รู้ เหมือนผู้กำกับยังไม่รู้วิธี ดึงเอาอารมณ์ของตัวละครให้มาประสานอย่างรุนแรงกับอารมณ์ของผู้ชมได้

คือเราว่าผู้กำกับเก่งเรื่อง “การเล่าเรื่อง” และ “การนำเสนอประเด็น” แล้วล่ะ แต่ในด้าน “อารมณ์” นั้น เราว่ามันยังไม่เปรี้ยงจริงๆ คือถ้ามันเปรี้ยงจริงๆ หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้เรารู้สึกรุนแรงกับมันมากๆแบบหนังเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกอย่าง FORGIVENESS (1994, Andreas Höntsch), THE FAREWELL – BERTOLT BRECHT’S LAST SUMMER (2000, Jan Schütte) และ  THE LIVES OF OTHERS (2006, Florian Henckel von Donnersmarck) แล้วล่ะ คือหนังเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกเหล่านี้มันสะท้อนสภาพสังคมที่คล้ายๆกัน และตัวละครก็เจอ dilemma คล้ายๆกัน นั่นคือการต้องเลือกว่าจะยอมทำตามคำสั่งของระบอบเผด็จการ หรือจะไม่ยอมทำตามคำสั่ง แต่เราว่าหนังเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกกลุ่มนี้มันสามารถลงลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ลึกกว่า FAIR PLAY มันก็เลยทรงพลังกว่า

3.สิ่งหนึ่งที่คิดถึงหลังจากดู FAIR PLAY ก็คือว่า บางทีเราอาจจะได้คำตอบของคำถามข้อหนึ่งที่เราสงสัยมานานแล้วล่ะว่า ทำไมยุโรปถึงผลิตหนังเกี่ยวกับ “ความเลวร้ายของระบอบเผด็จการนาซี” เยอะมาก แต่ผลิตหนังเกี่ยวกับ “ความเลวร้ายของระบอบคอมมิวนิสต์” ในจำนวนที่น้อยกว่าเยอะ

คือเราว่ามันมีปัจจัยหลายประการแหละที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น ปัจจัยสำคัญอันนึงก็คือว่า คอมมิวนิสต์มันกระทบแค่ยุโรปตะวันออก แต่นาซีมันกระทบทั้งยุโรป แต่ปัจจัยอีกอันนึงที่เราคิดขึ้นมาได้หลังจากดู FAIR PLAY ก็คือว่า ระบอบคอมมิวนิสต์มันโหดเหี้ยมน้อยกว่าน่ะ มันไม่ได้ดำสนิทแบบนาซี และพอมัน “ชั่วร้าย” น้อยกว่านาซี มันก็เลย “ยากกว่า” ในการดัดแปลงนำประเด็นนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ทรงพลัง (เหมือนผู้กำกับคนนึงเคยกล่าวไว้ว่า “ยิ่งความชั่วร้ายในหนังทรงพลังมากเท่าใด ตัวหนังเองก็จะยิ่งทรงพลังมากเท่านั้น”)

คือ FAIR PLAY มันแสดงให้เห็นความเลวร้ายของระบอบเผด็จการได้ดีมากๆนะ แต่เราแอบสงสัยว่า ปัจจัยนึงที่ทำให้หนังมันไม่ทรงพลังสุดๆ นอกจากอาจจะเป็นเพราะฝีมือของผู้กำกับแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะ “สถานการณ์ในหนัง” มันไม่เลวร้ายสุดๆเหมือนหนังเกี่ยวกับ “หญิงสาวผู้ต้านระบอบเผด็จการ” อย่าง SOPHIE SCHOLL – THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund, Germany) ที่สะท้อนความเลวร้ายของนาซี และ GARAGE OLIMPO (1999, Marco Bechis) ที่สะท้อนความเลวร้ายของเผด็จการทหารในอาร์เจนตินาก็ได้ คืออย่างใน SOPHIE SCHOLL กับ GARAGE OLIMPO นั้น โทษของการต่อต้านระบอบเผด็จการ คือการถูกประหารชีวิต หรือการถูกสังหารหมู่ด้วยวิธีการที่ทารุณน่ะ ในขณะที่ใน FAIR PLAY นั้น โทษของการต่อต้านระบอบเผด็จการ คือการติดคุก 18 เดือน และการกลายเป็นคนงานต๊อกต๋อย

คือเราว่าพอเอาหนังเกี่ยวกับความเลวร้ายของระบอบเผด็จการมาเปรียบเทียบกันแล้ว เราจะมองเห็นได้ชัดว่าระบอบเผด็จการในยุโรปตะวันออกมันเลวร้ายมาก แต่มันสู้นาซีกับเผด็จการทหารในอเมริกาใต้ไม่ได้น่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือเปล่า ที่ทำให้การนำเสนอความเลวร้ายของยุคคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก เป็นประเด็นที่ “ยาก” กว่าการนำเสนอความเลวร้ายของยุคนาซี

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆที่มีหนังอย่าง FAIR PLAY ออกมา เพราะเผด็จการในแต่ละที่และในแต่ละสถานการณ์มันมีความแตกต่างในตัวมันเอง เขมรแดงก็แบบนึง, เผด็จการทหารพม่าก็แบบนึง เผด็จการในไทยก็แบบนึง เพราะฉะนั้นในแง่นึง เราว่าหนังที่สะท้อนเผด็จการที่ “ดูไม่รุนแรงสุดขีด” แบบ FAIR PLAY นี่แหละ ที่มันอาจจะดูใกล้เคียงกับอะไรใกล้ๆตัวเรา มากกว่าหนังที่สะท้อนระบอบเผด็จการที่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนา คือเผด็จการใน FAIR PLAY มันไม่ใช่อะไรประเภทที่ ลากคนมายิงทิ้งตามอำเภอใจอะไรแบบนั้น มันไม่ใช่สังคมประเภทที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า “ถ้าหากเราทำแบบนี้ เราจะถูกทหารบุกมายิงทิ้งหรือเปล่า ถ้าหากเราทำแบบนี้ เราจะถูกจับตัวเข้าค่ายกักกันหรือเปล่า ถ้าหากเราทำแบบนี้ เราจะถูกจับไปถ่วงน้ำ หรือถูกจับไปฝังโบกปูนในสนามกีฬาแบบในชิลีหรือเปล่า” แต่มันเป็นสังคมประเภทที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า “ถ้าเราทำแบบนี้ เราจะติดคุกหรือเปล่า” หรือ “เราจะไว้วางใจคนใกล้ตัวเราได้แค่ไหน ทั้งพ่อแม่พี่น้อง เพื่อน ครู ผัวคนที่หนึ่ง ผัวคนที่สอง,...” เพราะฉะนั้น “ระบอบเผด็จการที่ไม่โหดเหี้ยมสุดขีด” แบบใน FAIR PLAY จึงเป็นอะไรที่ดูใกล้ตัวเราดี และใกล้ตัวเรามากกว่าหนังเกี่ยวกับนาซี

4.แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีหนังที่สะท้อนความเลวร้ายของคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกที่ทรงพลังอย่างสุดๆอยู่นะ เพียงแต่ว่าจำนวนโดยรวมๆแล้วมันอาจจะน้อยกว่าหนังทรงพลังเกี่ยวกับนาซีน่ะ ส่วนหนังเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกที่เราชอบสุดๆก็มีอย่างเช่น

4.1 WALKING TOO FAST (2009, Radim Spacek, Czech)
4.2 SILENT WEDDING (2008, Horatiu Malaele, Romania)
4.3 THE SWIMMER (1981, Irakli Kvirikadze, Soviet Union)
4.4 AN ORDINARY EXECUTION (2009, Marc Dugain, France)

5.มีจุดหนึ่งที่เราชอบเป็นการส่วนตัวใน FAIR PLAY ก็คือว่า “ความรักผัว” หรือ “การสูญเสียผัว” ทำให้นางเอก “มีพลังขับเคลื่อนในตัวอย่างรุนแรง” น่ะ 555 เรามักจะอินกับตัวละครที่มี moment อะไรแบบนี้

คือเราชอบที่พอนางเอกรู้ว่าชายคนรักหนีไปออสเตรียแล้ว นางเอกก็มีพลังในการวิ่งแข่งจนชนะขึ้นมาเลย ราวกับว่า นางเอกเพิ่งมี “แรงจูงใจ” ที่แท้จริง ในการชนะการแข่งขัน เพื่อจะได้ไปโอลิมปิกที่ลอสแองเจลิส และจะได้ขอลี้ภัย และอาจจะได้มีโอกาสเจอชายคนรักอีกครั้ง เพราะการอยู่ในเชคโกสโลวาเกียต่อไป อาจจะทำให้เธอไม่ได้เจอชายคนรักอีก

คือเรามักจะอินกับตัวละครแบบนี้นะ ตัวละครที่เหมือนกับว่า ขาด “ไฟ” ในการต่อสู้เพื่อตัวเองน่ะ แต่พอมีผู้ชายมาเป็นแรงจูงใจปุ๊บ “ไฟ” ในตัวนี่ลุกโพลง โชติช่วงชัชวาลย์ขึ้นมาเลย

คือนี่เป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เราชอบหนังเรื่อง KRISTY (2014, Oliver Blackburn, A+30) และ THE DRESSMAKER (2015, Jocelyn Moorhouse, A+30) อย่างสุดๆด้วยแหละ คือในหนังทั้งสองเรื่องนี้นั้น ช่วงครึ่งเรื่องแรก นางเอกเหมือนยังขาด “ไฟ” ในตัวเองอยู่น่ะ แต่พอถึงช่วงกลางเรื่อง ชายคนรักของนางเอกทั้งสองเรื่องนี้ กลับประสบเหตุอะไรบางอย่าง และการที่ชายคนรักประสบเหตุอะไรบางอย่างนี่แหละ ที่ทำให้นางเอก KRISTY เปลี่ยนจากการ “หนีกลุ่มฆาตกรโรคจิต” มาเป็น “การตามไล่ฆ่ากลุ่มฆาตกรโรคจิต” และนางเอก THE DRESSMAKER เปลี่ยนจากการ “ไม่คิดจะแก้แค้นอย่างจริงจัง เพราะบางทีเราอาจจะหนีไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับผัวได้” มาเป็น “การเดินหน้าแก้แค้นอย่างจริงจัง”

สรุปว่าเราอินกับนางเอก 3 เรื่องนี้ เพราะ ความรักผัว/การสูญเสียผัว เหมือนกับจุดไฟอะไรบางอย่างอย่างรุนแรงให้กับนางเอก 3 เรื่องนี้นั่นแหละ 555

6.แต่เราก็ชอบ FAIR PLAY มากๆนะ ที่ในที่สุดแล้ว เมื่อต้องเลือกระหว่าง “ความถูกต้องตามสามัญสำนึกของตัวเอง” กับ “การคว้าโอกาสในการได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ต้องทรยศคนดีบางคน” นางเอกก็เลือกอย่างแรกน่ะ เราชอบมากๆที่วิทยากรท่านหนึ่งพูดว่า ในระบอบการปกครองแบบในหนังเรื่องนี้นั้น ถึงแม้เราตัวคนเดียวจะไม่สามารถโค่นล้มระบอบลงได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือว่า เราต้องยึดมั่นกับ truth ของเราภายใต้ระบอบที่บังคับให้เราโกหก และเราต้องทำในสิ่งที่จะทำให้เราสามารถส่องกระจกดูหน้าตัวเองได้ในทุกๆเช้า ถึงแม้มันต้องแลกด้วยความยากลำบากในชีวิตเราก็ตาม

7.ชอบมากๆที่วิทยากรบางท่านพูดในทำนองที่ว่า เราต้องตั้งคำถามว่า เราถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กจากระบอบการปกครองของประเทศเรา, จากสถาบันต่างๆในประเทศเรา, จากสถาบันศาสนา, จากครูบาอาจารย์, จากพ่อแม่ของเรา, จากคนรอบตัวเรา ว่า “การกระทำอาชญากรรมบางอย่าง” หรือ “การทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องบางอย่าง” เป็น “สิ่งที่ถูกต้องและควรทำ” หรือไม่ และเมื่อเราพบว่า เราถูกหลอกมาตั้งแต่เด็กว่า “สิ่งผิด” เป็น “สิ่งถูก” เราถูกหลอกว่า “อาชญากรรมบางอย่างที่รัฐทำ หรือที่รัฐต้องการให้เราทำ” เป็น “สิ่งที่ถูกต้องและควรทำ” เราจะกล้าลุกขึ้นมาคัดค้านหรือไม่

ซึ่งหนังอีกเรื่องที่สะท้อนสิ่งนี้ได้ดีคือ THE PARTY AND THE GUESTS (1966, Jan Nemec, A+30) ที่ถูกพูดถึงในงานเมื่อวานนี้ เราต้องตั้งคำถามว่า เราถูกสังคมและสถาบันต่างๆหลอกเราให้เชื่อผิดๆ, ทำในสิ่งผิดๆ และตั้งกฎเกณฑ์ผิดๆให้กับเราหรือไม่ และเมื่อเรามองเห็นความผิดพลาดของสิ่งที่เราถูกบอกสอนมาตั้งแต่เด็กแล้ว เราจะต้องเลือกว่าเราจะเป็นแบบตัวละครตัวไหนใน THE PARTY AND THE GUESTS เราจะเป็น

7.1 “เผด็จการ”
7.2 “เจ้าหน้าที่ ผู้คอยรับใช้เผด็จการ และขจัดคนที่เห็นต่าง”
7.3 “conformists”
7.4 “dissidents”


มันคือ dilemma ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จรุ่งเรืองในชีวิต เราก็ต้องเลือกอย่างนึง แต่ถ้าหากเราต้องการจะส่องกระจกดูหน้าตัวเองในทุกๆเช้าโดยไม่รู้สึกผิด เราก็ต้องเลือกอีกอย่างนึง

Sunday, November 23, 2014

VACLAV HAVEL – LIVING IN FREEDOM (2014, Andrea Sedláčková, Czech, documentary, A+20)

VACLAV HAVEL – LIVING IN FREEDOM (2014, Andrea Sedláčková, Czech, documentary, A+20)

รู้สึกว่าประวัติชีวิตของ Havel น่าสนใจสุดๆ แต่เรารู้สึกว่าหนังเล่าเรื่องเร็วไปหน่อย และเราก็เคยดูหนังสารคดีเรื่อง CITIZEN HAVEL (2008, Miroslave Janek + Pavel Koutecký) มาแล้ว มันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบกัน และเราว่า CITIZEN HAVEL ปฏิบัติต่อตัว subject ได้น่าสนใจกว่า คือมันทำให้ Havel ดูเป็นมนุษย์มากกว่า ในขณะที่ VACLAV HAVEL – LIVING IN FREEDOM มันดูเหมือนเป็นหนังที่เน้นการให้ข้อมูล และเชิดชูตัว Havel มากพอสมควร



Sunday, November 09, 2014

CZECH FILMS WISH LIST


CZECH FILMS WISH LIST

1.ADRIFT (1969, Ján Kadár, 108min)
2.ANGELS WITH BURNT WINGS (1970, Zbynek Brynych)
3.THE APPLE GAME (1976, Vera Chytilová)
4.A BORING AFTERNOON (1963, Ivan Passer, from the writing of Bohumil Hrabal)
5.THE CAT WHO WORE SUNGLASSES (1963, Vojtech Jasny, 91min)
6.THE CRY (1963, Jaromil Jires, 80min)
7.DITA SAXOVÁ (1968, Antonin Moskalyk, 98min)
8.THE END OF AUGUST AT THE HOTEL OZONE (1967, Jan Schmidt)
9.EVERYDAY COURAGE (1964, Evald Schorm)
10.EVERY YOUNG MAN (1966, Pavel Juracek, 83min)
11.FAIR PLAY (2014, Andrea Sedlácková, 100min)
12.INDIAN SUMMER (1995, Sasa Gedeon, 65min)
13.MARTYRS OF LOVE (1966, Jan Nemec, 73min)
14.NOWHERE IN MORAVIA (2014, Miroslav Krobot, 102min)
15.SHADOWS OF A HOT SUMMER (1978, Frantisek Vlácil, 100min)

--Retrospective of Gustav Machatý
--Retrospective of Petr Zelenka
--Retrospective of Alice Nellis
--Retrospective of Bohdan Slama

The photo comes from THE CAT WHO WORE SUNGLASSES.