Showing posts with label lesbian. Show all posts
Showing posts with label lesbian. Show all posts

Friday, June 13, 2025

AUDIENCE (1982, Barbara Hammer, USA/UK/Canada, documentary, 32min, A+30)

 

AUDIENCE (1982, Barbara Hammer, USA/UK/Canada, documentary, 32min, A+30)

 

งดงามที่สุด หนังเรื่องนี้เป็นการสัมภาษณ์ผู้คนต่าง ๆ ที่มาดูหนังของ Barbara Hammer ที่ซานฟรานซิสโก, ลอนดอน, โตรอนโต และมอนทรีอัล ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ก็เป็นเลสเบียน (เราเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ) เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่งหนังเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นการบันทึกภาพ “เลสเบียนที่เป็นคนธรรมดาในช่วงต้นทศวรรษ 1980” ซึ่งเราว่ามันแตกต่างจาก “นักแสดงหญิงที่รับบทเป็นเลสเบียนในภาพยนตร์” ซึ่งมักจะเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดีกว่าคนธรรมดา (ลองนึกถึง CAROL (2015, Todd Haynes) และ THE BITTER TEARS OF PETRA VON KANT (1972, Rainer Werner Fassbinder) ซึ่งต่างก็เป็นหนังเลสเบียนที่เราชอบสุดขีด)

 

 คือพอดูหนังเรื่องนี้แล้วเรารู้สึกว่า เราไม่ค่อยได้เห็นคนกลุ่มนี้ในภาพยนตร์น่ะ เลสเบียนที่เป็นคนธรรมดาจำนวนมาก มีทั้งคนวัยสาว, คนวัยกลางคน และผู้สูงวัยในช่วงทศวรรษ 1980 เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาก ๆ ในการที่ได้บันทึกภาพคนกลุ่มนี้ไว้

+++++++++

 

ไปร่วมชมการบันทึกเทปรายการวิทยุ THE ART HOURS ON TOUR IN BANGKOK ของ BBC ผู้ชมมากมายเกินคาด ชอบที่ผู้จัดรายการนี้สามารถพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศไทยได้หลายประเด็นภายในเวลา 2 ชั่วโมง ทั้งเรื่องมาตรา 112, การสังหารหมู่ในวันที่ 6 ต.ค. 1976, การสังหารหมู่คนเสื้อแดงในเดือนพ.ค. 2010, ซีรีส์วาย, ลักษณะเฉพาะ ๆ ของแฟน ๆ ซีรีส์วาย, ลักษณะนิสัยของคนไทย, ความเคร่งครัดด้านกฎระเบียบในโรงเรียนไทย, สถานะและบทบาทของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และภูตผีปีศาจในสังคมไทย ฯลฯ แต่ไม่แน่ใจว่าประเด็นเหล่านี้จะถูกตัดทอนไปมากน้อยแค่ไหนเวลาได้ออกอากาศจริง เพราะเขาใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการบันทึกเทป แต่จะตัดทอนเนื้อหาให้เหลือเพียง 1 ชั่วโมงเมื่อออกอากาศทางวิทยุ #AHOTBKK

Wednesday, February 12, 2025

FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin, A+30)

 

FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin, A+30)

ชั้นห่างระหว่างเรา

 

เราเน้นเขียนเกี่ยวกับชีวิตตัวเองเป็นหลักนะ ไม่เน้นเขียนถึงหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด 55555

 

SERIOUS SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ อยากให้ตัวละครในหนังเรื่องนี้มาปะทะกับนางเอกของหนังเรื่อง OTHERS FROM NOW ON (อื่น ๆ นับจากนี้) (2024, Tanadol Sodsri, A+30) เพราะเราชอบความ “อับจนหนทางไป” ของตัวละครหญิงในหนังทั้งสองเรื่องมาก ๆ

 

แต่เราก็ยอมรับว่า เราไม่ได้รู้สึก “อิน” กับหนังเรื่องนี้มากเท่าที่เราคาดไว้ก่อนเข้าไปดูนะ ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว โดยเราเดาว่าสาเหตุที่เราไม่ได้รู้สึกอินมากนักอาจจะเป็นเพราะ

 

1.1 ประสบการณ์ชีวิตของเราไม่ได้คล้ายกับตัวละครในเรื่องมากนัก คือก็มีหลาย ๆ จุดในหนังที่ทำให้นึกถึงประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง แต่ก็มีหลายจุดที่แตกต่างจากชีวิตเราอย่างรุนแรง ซึ่งเราจะเขียนถึงในข้อต่อ ๆ ไป

 

1.2 เพศสภาพของเรา เพราะพอเราเป็นเกย์ที่เงี่ยนผู้ชายมาก ๆ เราก็จะไม่ได้อินกับการดูความสัมพันธ์หญิง-หญิงในหนังเรื่องนี้มากนัก แต่ “ไม่อิน” ไม่ได้แปลว่า ไม่ชอบหนังนะ คือเราชอบหนังเรื่องนี้ด้วยสาเหตุอื่น ๆ แต่ไม่ได้ชอบเพราะ “รู้สึกอิน”

 

1.3 เราว่าหนังจงใจอยู่แล้วด้วยแหละที่รักษาระยะห่างระหว่างคนดูกับตัวละคร โดยเฉพาะการทำให้คนดูรู้สึกงง ๆ กับชีวิตและการตัดสินใจของตัวละครในช่วงท้าย ๆ โดยเฉพาะการตัดสินใจของ “แอน” คือเหมือนหนังก็อาจจะตั้งใจอยู่แล้วด้วยแหละที่จะไม่ได้ให้คนดูรู้สึกอินกับตัวละครนำในหนังมากนัก

 

เพราะฉะนั้นถ้าหากพูดกันตามจริงแล้ว ถึงแม้เราจะชอบ FLAT GIRLS มาก ๆ แต่เราก็ไม่ได้อินกับมันอย่างรุนแรงสุดขีดเหมือนอย่างหนังไทยเกี่ยวกับวัยรุ่นหญิง 2 เรื่องที่เราได้ดูในปีที่แล้ว ซึ่งก็คือ OTHERS FROM NOW ON กับ “กะจั๊วมีปีก” (2022, Wairun Akarawinake, 60min, A+30) คือเราดู OTHERS FROM NOW ON กับ “กะจั๊วมีปีก” แล้วเราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ ร้องไห้แบบไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป ซึ่งนางเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็เป็น “เด็กสาววัยมัธยมที่มีปัญหากับเพื่อนและครอบครัว” เหมือนอย่างนางเอก FLAT GIRLS

 

เราก็เลยถามตัวเองว่า หนัง 3 เรื่องนี้มันมีข้อแตกต่างที่สำคัญกันอย่างไร ทำไมเราถึงอินกับ OTHERS FROM NOW ON และ “กะจั๊วมีปีก” อย่างรุนแรงสุดขีด แต่ไม่อินกับ FLAT GIRLS และเราก็เลยได้คำตอบว่า มันเป็นเพราะนางเอกของ OTHERS FROM NOW ON และ “กะจั๊วมีปีก” นั้น เป็น “คนที่ผู้ชายไม่เอา” น่ะ คือนางเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้หลงรักชายหนุ่ม แต่ชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้รักเธอตอบ นางเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็เลยอกหัก ชอกช้ำ และเจ็บปวดหัวใจอย่างรุนแรงมาก

 

“การที่ผู้ชายไม่เอา” นี่แหละ ก็เลยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราอินกับ OTHERS FROM NOW ON และ “กะจั๊วมีปีก” อย่างรุนแรง เพราะนี่แหละคือ “นิยามชีวิตของเราในวัยมัธยม” 55555

 

2. ถึงเราไม่ได้อินกับหนังอย่างรุนแรง แต่ก็ชอบที่หนังเรื่องนี้นำพาเราไปสัมผัส“สภาพการใช้ชีวิตในแฟลตตำรวจ” ได้อย่างถึงขั้นมาก ๆ  และนำพาเราไปสัมผัสชีวิตคนกลุ่มหนึ่งที่อาจจะมีส่วนคล้ายเราบ้าง และแตกต่างจากเราบ้าง เราว่าตัวละครในหนังมันดูจริงมาก ๆ และเป็นมนุษย์มาก ๆ และหนังเรื่องนี้อาจจะแคร์ความเป็นมนุษย์ของตัวละครมากกว่าแคร์ “การบีบให้ตัวละครเป็นเครื่องมือในการส่งสารทางสังคม” และ “การบีบให้ตัวละครกระตุ้นอารมณ์ผู้ชมตามแบบแผนสำเร็จรูป” อะไรทำนองนี้

 

คือดูแล้วอยากให้มีคนเขียนบทความ “ตัวตน, ความใฝ่ฝัน, สภาพสังคม และการดิ้นรนของตัวละครนำหญิงใน WHERE WE BELONG, NHA HARN, BLUE AGAIN, and FLAT GIRLS” โดยเปรียบเทียบกับตัวละครนำหญิงในนิยายไทยยุคเก่า ๆ อย่างเช่นนิยายของ “โบตั๋น” เพราะเรารู้สึกว่านิยายของโบตั๋นมักจะชอบสร้างตัวละครนำหญิงเพื่อ “สะท้อนปัญหาสังคม” แต่มันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างตัวละครนำหญิงในนิยายของโบตั๋น (ซึ่งเราก็ชอบมาก) กับตัวละครนำหญิงในหนังไทยยุคใหม่ ถึงแม้ว่ามันอาจจะสะท้อนปัญหาสังคมในแต่ละยุคของมันเองได้ดีมาก ๆ เหมือนกัน

 

คือเรารู้สึกว่า ตัวละครนำหญิงใน WHERE WE BELONG, NHA HARN, BLUE AGAIN, and FLAT GIRLS มันค่อนข้างแคร์ความเป็นมนุษย์ของตัวละครมากเป็นพิเศษน่ะ และไม่ได้เอา “การส่งสารทางสังคม” กับ “การกระตุ้นอารมณ์ผู้ชม” ไปครอบตัวละครมากเกินไปจนตัวละครสูญเสียความเป็นมนุษย์ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังไทยกลุ่มนี้มันน่าสนใจมาก ๆ ตรงจุดนี้

 

แต่เราว่าแต่ละเรื่องในกลุ่มนี้ก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป เราว่า WHERE WE BELONG กับ NHA HARN นี่ทำหน้าที่ “ส่งสารทางสังคม” ได้ดีมาก ๆ พร้อมกับที่ตัวละครก็เป็นมนุษย์มาก ๆ ไปด้วย ส่วน BLUE AGAIN นี่เราว่า ตัวละครดูเป็น “มนุษย์” มากที่สุดในความเห็นของเรา

 

ส่วนหนังที่เราว่า เอา “การส่งสารทางสังคม” มาครอบตัวละครมากไปหน่อย ก็คือ REDLIFE (2023, Ekalak Klunson, A+30) ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นหนังที่เราชอบมากนะ และจุดประสงค์ของหนังก็คงเป็นการส่งสารทางสังคมอยู่แล้ว แต่เราว่ามันคงน่าสนใจดีถ้าหากมันมีการเปรียบเทียบ “วิธีการสร้างตัวละคร” ในหนังเรื่องต่าง ๆ แล้วดูว่าหนังแต่ละเรื่องจัดลำดับความสำคัญอะไรแตกต่างกันไป

 

ส่วนผู้กำกับที่เรายกให้เป็น “ขั้นเทพ” ในการสร้างตัวละครที่ได้ทั้ง “ความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์”, “การส่งสารทางสังคม” และ “การสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ชมอย่างรุนแรง” ได้ทั้ง 3 อย่างในเวลาเดียวกัน ก็คือ Christian Petzold โดยเฉพาะหนังอย่าง GHOSTS (2005) และ DREILEBEN: BEATS BEING DEAD (2011) และเราว่า Lino Brocka ก็สร้างตัวละครที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 อย่างได้เหมือนกัน แต่อารมณ์ของ Lino Brocka อาจจะกระเดียดไปทาง melodrama แบบ “วิมานหนาม” มากกว่า

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู FLAT GIRLS เราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบมันในระดับเกือบมากเท่า ๆ กับ GHOSTS (2005, Christian Petzold) ที่พูดถึง “เด็กสาวสองคน” เหมือนกัน แต่ก็อาจจะชอบน้อยกว่า GHOSTS นิดหน่อยในตอนนี้ เพราะอารมณ์ของเราตอนดู FLAT GIRLS มันยังไม่พีคสุดขีดเหมือนตอนที่เราดู GHOSTS

 

 และเราว่าเราชอบ FLAT GIRLS ในระดับพอ ๆ กับหนังหลาย ๆ เรื่องของ Celine Sciamma เจ้าแม่หนังเลสเบี้ยนฝรั่งเศส 55555 คือเราชอบหนังของ Sciamma มาก ๆ นะ แต่เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในหนังของ Sciamma ที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “พีคสุดขีด” ไปกับหนัง ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของ Sciamma แต่อย่างใด แต่คงเป็นเพราะ wavelength ของเรากับ Sciamma ที่อาจจะใกล้กัน แต่ไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว

 

3. ย้อนกลับมาที่ “โบตั๋น” คือตอนที่เราดู FLAT GIRLS เรานึกถึงนิยายของโบตั๋นที่เราเคยอ่านตอนเด็ก ๆ มาก ๆ เพราะโบตั๋นชอบสร้างตัวละครที่เจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ ชีวิตคนจนปากกัดตีนถีบ สังคมเส็งเคร็ง พ่อแม่นิสัยเหี้ย

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบ “การหายสาบสูญ” ของแอนอย่างรุนแรงสุดขีดน่ะ เพราะเราว่ามันคือจุดสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากนิยายของโบตั๋นที่เราเคยอ่านตอนเด็ก ๆ

 

คือตอนเด็ก ๆ เราจำได้ว่า เราเคยอ่านนิยายเรื่องนึงของโบตั๋น ที่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว ถ้าใครจำชื่อเรื่องได้ก็บอกด้วยนะ เหมือนเป็นเรื่องของ “เด็กสาววัยรุ่น 3 คนในตลาดแห่งเดียวกัน” คนนึงยากจนมาก และต้องทำงาน “เชือดไก่” ในตลาด เพื่อขายเนื้อไก่

 

เราจำได้ว่า ในตอนจบของนิยายเรื่องนั้น พระเอกได้เข้าไปช่วยอุปการะเด็กสาวคนนี้หรืออะไรทำนองนี้ โดยพระเอกบอกว่า เด็กสาวคนนี้เป็นคนจน ไม่มีเงินเรียนต่อ แต่ถ้าหากมีใครส่งเสียให้เธอได้เรียนต่อ การที่เธอ “เชือดไก่” อย่างชำนาญมาตั้งแต่เด็ก ๆ จะส่งผลให้เธอกลายเป็น “ศัลยแพทย์” ที่เก่งกาจได้แน่ ๆ ถ้าหากมีคนช่วยออกเงินค่าเล่าเรียนให้เธอ

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู FLAT GIRLS เราก็เลยนึกถึงนิยายเรื่องนั้นของโบตั๋นมาก ๆ เพราะมันพูดถึง “เด็กสาวจน ๆ ที่น่าจะเรียนดี ถ้าหากเธอมีเงินเรียนต่อมหาลัย” เหมือนกัน แต่ตอนจบของนิยายของโบตั๋น กับของ FLAT GIRLS มันแตกต่างจากกันอย่างรุนแรง และความแตกต่างกันนี้มันอาจจะสะท้อนสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างทศวรรษ 1980 กับทศวรรษ 2020 ได้ดีมาก

 

4. เนื่องจากเราเติบโตมากับการอ่านนิยายของ “ทมยันตี” จำนวนมากในช่วงที่เราเป็นเด็กในทศวรรษ 1980 เราก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำของเราเองไว้ตามตรงว่า ตอนที่ดู FLAT GIRLS เรานึกถึงนิยายของทมยันตีด้วย ถึงแม้ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจเลยก็ตาม 55555

 

คือเราว่า ตัวละคร “แอน” ในหนังเรื่องนี้ มี dignity บางอย่าง ที่ทำให้เรานึกถึงตัวละครนางเอกในนิยายหลาย ๆ เรื่องของ “ทมยันตี” น่ะ คือตัวละครนางเอกในนิยายของทมยันตีจะเป็นคนที่ “เข้มแข็ง”, “ใจเด็ดเดี่ยว” และมีการสร้าง dignity บางอย่างให้ตัวเองน่ะ ไม่ว่าตัวละครนางเอกคนนั้นจะเป็น “เมียน้อย” อย่างในนินายเรื่อง “คุณหญิงนอกทำเนียบ”, เป็น “โสเภณี” อย่างในนิยายเรื่อง “เมียน้อย”, เป็น “แม่เล้า” อย่างในนิยายเรื่อง “คลื่นชีวิต” หรือเป็นคนถ่ายภาพโป๊ แบบในนิยายเรื่อง ”โซ่สังคม” นางเอกในนิยายเหล่านี้ก็จะมีการสร้างกฎเกณฑ์บางอย่างให้ตัวเอง เพื่อรักษา dignity ในใจตัวเองเอาไว้

 

เพราะฉะนั้นการที่ แอน รับเงินจากตอง แต่พยายามปฏิเสธที่จะรับเงินจาก เจน และตัดสินใจคืนแหวนให้เจนในช่วงท้ายของหนัง มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครแอนสร้างกฎเกณฑ์บางอย่างให้ตัวเอง และมีการรักษา dignity ในแบบของตัวเอง และเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครแอน มันทำให้เรานึกถึงนางเอกในนิยายของทมยันตี หลาย ๆ เรื่อง โดยที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นึกถึง “ทมยันตี” เป็นเพราะตัวละครในหนังมันมี “ประโยคคม ๆ” แบบเดียวกับในนิยายของทมยันตีด้วยแหละ โดยใน FLAT GIRLS นั้น มันมีประโยคที่ตัวละครพูดในทำนองที่ว่า “ถ้าหากเราหลับตาตอนที่เรือหันหัวกลับ เราก็จะได้ไม่รู้สึกว่าเรือมันหันหัวกลับมาตามทางเดิมแล้ว เราจะยังคงรู้สึกว่าเรือมันยังคงแล่นไปเรื่อย ๆ” หรืออะไรทำนองนี้

 

ซึ่งการมีประโยคคม ๆ แบบนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงนิยายเรื่อง “เมียน้อย” ของทมยันตีโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะใน “เมียน้อย (หรือในนิยายเรื่องไหนสักเรื่องของทมยันตี) มันมีบทสนทนาระหว่างนางเอกกับตัวละครเพื่อนกะหรี่สาวคนนึงมั้ง ที่กะหรี่สาวคนนึงที่หมดกำลังใจในการพัฒนาชีวิตตัวเองพูดว่า “เราจะพยายามหนีตัวเองไปทำไม เพราะโลกมันกลม เราพยายามวิ่งหนีตัวเองไปมากเท่าไหร่ เราก็จะวิ่งกลับมาอยู่ที่จุดเดิมอยู่ดี” แล้วนางเอกก็ตอบในทำนองที่ว่า “ถึงโลกมันกลม เราก็เลือกลากจุดวิ่งที่มันไกลที่สุดดูสิ ลากจุดวิ่งในแบบที่ว่า ต่อให้เราวิ่งจนเหนื่อยตายแค่ไหน เราก็ไม่มีทางได้กลับมาอยู่จุดเดิมได้อยู่ดี”

 

คือเราชอบมาก ๆ ที่บทสนทนาของกะหรี่สาวสองคนออกมาในแง่ปรัชญา และการอุปมาอุปไมยได้หนักขนาดนี้ คือถ้าคุณวิ่งรอบโลก แต่ไปวิ่งที่ขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้ คุณก็วิ่งกลับมาอยู่ที่จุดเดิมได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณวิ่งรอบโลก แต่ไปวิ่งที่เส้นศูนย์สูตร คุณก็จะไม่มีทางได้วิ่งกลับมาอยู่ที่จุดเดิม

 

เราก็เลยรู้สึกว่า ประโยคคม ๆ ใน FLAT GIRLS มันทำให้นึกถึงประโยคคม ๆ ในนิยายของทมยันตีโดยไม่ได้ตั้งใจ มันเหมือนเป็นประโยคที่พูดโดย “หญิงสาวที่พยายามรับมือกับความอับจนของชีวิต” คล้าย ๆ กัน

 

5. ชอบ “ฉากขนตา” ในหนังมาก ๆ คือเราอายุ 51 ปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยเจอฉากอะไรแบบนี้มาก่อน รู้สึกว่ามัน original มาก ๆ

 

6. แต่จุดที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือการเลือกจบแบบที่ให้แอน NOT RECONCILED กับครอบครัวนี่แหละ

 

คือเราไม่รู้ว่า แอนฆ่าตัวตาย หรือแค่ทิ้งครอบครัวไปตั้งต้นชีวิตใหม่นะ แต่ไม่ว่าแอนจะเลือกเส้นทางไหน มันก็เห็นได้ชัดว่า แอนเลือกที่จะ NOT RECONCILED กับครอบครัวตัวเอง

 

ซึ่งเรากราบทางเลือกของตัวละครแบบนี้มาก ๆ เพราะเอาจริงแล้วเราก็อินมาก ๆ กับจุดนี้

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วหลายร้อยครั้งว่า ปัญหาหนึ่งที่เรามีกับ “หนังสั้นไทย” ในทศวรรษ 1990 และทศวรรษ 2000 ก็คือการที่หนังสั้นไทยหลายเรื่อง เล่าเรื่องของตัวละคร “ลูก” ที่มีปัญหาทะเลาะกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แล้วก็หนีออกจากบ้าน แล้วก็ถูกข่มขืน หรือได้รับบทเรียนต่าง ๆ นานา แล้วก็จบลงด้วยการที่ตัวละครลูกกลับมาซบอกครอบครัวตัวเอง กลับมา RECONCILE กับครอบครัวตัวเองน่ะ

 

ซึ่งการที่เรามีปัญหากับหนังเหล่านี้ เป็นเพียงเพราะว่า เรา “ไม่อิน” กับหนังเหล่านี้นะ ไม่ได้เป็นเพราะว่าหนังเหล่านี้เป็นหนังไม่ดี และเราก็ไม่ได้มองว่าหนังเหล่านี้ทำผิดแต่อย่างใด แต่เรา “ไม่อิน” กับหนังไทยเหล่านี้เท่านั้นเองจ้ะ

 

แต่ก็มีหนังสั้นไทยไม่กี่เรื่อง ที่เลือกจบในแบบที่เข้าทางเรานะ บางเรื่องก็เลือกจบด้วยการให้ลูก “ฆ่าตัวตาย” และบางเรื่องก็เลือกจบด้วยการให้ลูก “หนีออกจากบ้าน และไม่กลับบ้านอีกตลอดไป” WE CAN’T GO HOME AGAIN ซึ่งหนังไทยเหล่านี้ก็มีเช่นเรื่อง “บังเกิดเกล้า” (2011, Kamontorn Eakwattanakij), LET THE DOVES FLY (2017, Anuroth Ketlekha อนุโรจน์ เกตุเลขา) และ UNFORTUNATELY แค่วันที่โชคร้าย (2023, Kawinnate Konklong) แต่หนังสั้นไทยที่เลือกจบแบบ NOT RECONCILED นี้ก็มีน้อยมาก เหมือนมีแค่ 3 เรื่องจากทั้งหมด 3000 เรื่อง อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นพอ FLAT GIRLS เลือกจบแบบ NOT RECONCILED เราก็เลยกราบหนังเรื่องนี้มาก ๆ กราบจอมาก ๆ จั๋งหนับที่สุด ได้ใจเราอย่างรุนแรงที่สุด

 

7.และเราว่าการเลือกจบแบบ “ปลายเปิด” แบบนี้ มันกระตุ้นจินตนาการของเราอย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย เพราะเรารู้สึกว่า แอนคงไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่แอนคงหนีไปตั้งต้นชีวิตใหม่อยู่ที่ไหนสักแห่ง และดิ้นรนหาทางมีความสุขในแบบของตัวเองต่อไป เหมือนแอนยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งในหัวใจและจินตนาการของเราในตอนนี้ ถึงแม้เราดูหนังเรื่องนี้จบไปหลายวันแล้วก็ตาม

 

ซึ่งในจินตนาการส่วนตัวของเรานั้น เราหวังว่า แอนอาจจะหนีไปตั้งต้นชีวิตใหม่ และเริ่มต้นด้วยการทำงานเป็น “สาวเสิร์ฟ” ในบาร์สักแห่งที่มีลูกค้าต่างชาติเยอะ ๆ เพราะงานสาวเสิร์ฟแบบนี้น่าจะรับคนที่มีวุฒิม. 6 ได้ และพอเธอมีประสบการณ์ทำงานสาวเสิร์ฟในบาร์ได้ระยะหนึ่งแล้ว เธอก็เอาประสบการณ์นี้ไปใช้ในการสมัครทำงานในเรือสำราญแบบ TRIANGLE OF SADNESS (2022, Ruben Östlund) เพราะการทำงานในเรือสำราญแบบนี้ จะส่งผลให้เธอได้ท่องเที่ยวทั่วโลก, ส่งผลให้เธอเก็บเงินได้เยอะ รวยเร็ว เพราะการอยู่บนเรือสำราญ มันไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ใช้เงิน และการทำงานบนเรือสำราญ มันเหมาะกับคนที่ “ไม่มีบ้านให้กลับ” มาก ๆ ด้วย

 

ซึ่งการที่เราจินตนาการถึงชีวิตของแอนออกมาแบบนี้ มันเป็นเพราะประสบการณ์ของเราด้วยแหละ คือเราเคยทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร/บาร์เกย์แห่งหนึ่งในสีลมซอย 4 ในปี 1997 แล้วก็มีเพื่อนเด็กเสิร์ฟบางคน ชักชวนกันไปสมัครทำงานเรือสำราญ โดยงานนี้ต้องการคนที่มีประสบการณ์ทำงานบริการ (อย่างเช่นเด็กเสิร์ฟ) และพูดอังกฤษคล่อง แต่เราเสียดายสุดขีดที่ตอนนั้นเรายัง “ว่ายน้ำไม่เป็น” เราก็เลยไม่สามารถสมัครทำงานเรือสำราญได้

 

แต่เราอิจฉาเพื่อนๆ  เด็กเสิร์ฟบาร์เกย์บางคนที่ได้ไปทำงานเรือสำราญอย่างรุนแรงที่สุด เพราะพวกเขาได้เย็ดกับเกย์หนุ่มหล่อทั่วโลก 55555 และพวกเขาเก็บเงินได้เยอะมาก เหมือนทำงานเรือสำราญแค่ไม่กี่ปี พวกเขาก็มีเงินมากพอที่จะ “ซื้อที่ดิน” ในบ้านเกิดของพวกเขาในชนบทได้ คือพวกเขาเลื่อนฐานะจากเด็กเสิร์ฟในบาร์เกย์ เป็น “คุณนาย” หรือ “เศรษฐีนี” ในชนบทบ้านเกิดของตัวเองได้เร็วมาก ๆ

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยแอบจินตนาการว่า แอน น่าจะเลือกทางเดินชีวิตแบบเพื่อน ๆ ของเราแบบนี้ แป๊บเดียวก็ตั้งตัวได้แล้ว 55555 (แต่เราก็ไม่รู้ว่า ธุรกิจเรือสำราญในปัจจุบันนี้กับในทศวรรษ 1990 มันแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะ)

 

8. หนึ่งในหนังที่นึกถึงโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างที่ดู FLAT GIRLS ก็คือ THE BLOSSOMING OF MAXIMO OLIVEROS (2005, Auraeus Solito, Philippines, A+30) เพราะว่าเป็นหนัง queer วัยรุ่น ที่มี “ตำรวจหนุ่มหล่อ” เป็น object of desire เหมือนกัน โดยใน THE BLOSSOMING นั้น ตัวละครตำรวจหนุ่มหล่อเป็น “เป้าหมาย” ของตัวละครกะเทยวัยรุ่นในเรื่องอย่างชัดเจน ส่วนใน FLAT GIRLS นั้น ตัวละครตำรวจหนุ่มหล่อเป็น object of desire ของดิฉันค่ะ 55555

 

เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยขำมากที่ตัวละครใน FLAT GIRLS ชอบปีนเข้าห้องตำรวจหนุ่มหล่อโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแอบสะเดาะกลอนประตูห้องตำรวจหนุ่มหล่อโดยไม่ได้รับอนุญาต คือ “จุดประสงค์” ของตัวละครใน FLAT GIRLS แตกต่างจากดิฉัน แต่สิ่งที่ตัวละครทำก็คือสิ่งที่ดิฉันอยากทำ ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไป 55555

 

การที่ตัวละครใน FLAT GIRLS ชอบบุกรุกห้องของตำรวจหนุ่มหล่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ทำให้เรานึกถึง CHUNGKING EXPRESS (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong, A+30) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย แต่ยังดีที่พฤติกรรมของตัวละครนางเอกทั้งสองของ FLAT GIRLS ไม่ได้มีความ creepy มากเท่ากับตัวละครของ Faye Wong ใน CHUNGKING EXPRESS

 

อีกจุดนึงที่ FLAT GIRLS ทำให้นึกถึง CHUNGKING EXPRESS โดยไม่ได้ตั้งใจก็คือว่า ตัวละครของ Faye Wong ทิ้งตำรวจหนุ่มหล่อเพื่อไปเป็น “แอร์โฮสเตส” และเดินทางไปยัง “รัฐแคลิฟอร์เนีย”

 

9. มีบางจุดใน FLAT GIRLS ที่ทำให้เรานึกถึงหนังของคุณ Pimpaka Towira โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ซึ่งก็คือ

 

9.1 ฉากเปลี่ยนเสื้อชั้นในใน FLAT GIRLS ทำให้เรานึกถึงฉากเปลี่ยนเสื้อชั้นในใน ONE NIGHT HUSBAND (2003, Pimpaka Towira) ฉบับ DIRECTOR’S CUT

 

9.2 ประโยค “ความรักมันเป็นเรื่องของคนมีเงินเท่านั้นแหละ” ใน FLAT GIRLS มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง “สุดสะแนน” TERRIBLY HAPPY (2011, Pimpaka Towira) มาก ๆ เพราะเราว่าประโยคนี้ก็ใช้อธิบายตัวละคร “ผู้หญิง” ใน TERRIBLY HAPPY ได้ดีมาก ๆ เหมือนกัน มันคือทางเลือกของ “ผู้หญิงจน ๆ” ที่ “จำเป็น” ต้องเลือก “เงิน” ก่อน “ความรัก” เพราะความจำเป็นของชีวิตมันบีบบังคับ

 

10. ต่อไปนี้เราจะเน้นเขียนถึงประเด็นที่ว่า FLAT GIRLS ทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเองยังไงบ้าง 555555

 

 

อะไรคือการที่เรานึกถึงหนังเรื่อง FLAT GIRLS แล้วมันนำเราไปสู่เพจ MALE MODEL RETRO 55555

https://web.facebook.com/uomoclassico/photos

 

 คือพอดู FLAT GIRLS แล้วมันพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวที่มี AGE GAP  มันก็เลยทำให้เรานึกถึง sexual fantasy ของตัวเองตอนที่เรายังเป็นเด็กมัธยมในช่วงทศวรรษ 1980 น่ะ คือช่วงนั้นเราชอบมี fantasy ว่า เราอยากได้ “พ่อเลี้ยง” คือในชีวิตจริงเราไม่มี “พ่อเลี้ยง” นะ แต่ตอนที่เราเป็นเด็กมัธยม เราอยากได้ผู้ชายที่มี 4 function ในตัวคนคนเดียวน่ะ คือผู้ชายในฝันของเราในตอนนั้นควรเป็นให้เราได้ทั้ง

 

10.1 “พ่อเลี้ยง” ที่สามารถสั่งสอนเราได้ และมีเงินเลี้ยงดูเราได้

10.2 “พี่ชาย” ที่มีคุณสมบัติเหมือนเพลง “พี่ชายที่แสนดี” ของอุ้ย รวิวรรณ จินดา

10.3 “เพื่อน” ที่พูดคุยหยอกล้อเล่นหัวกับเราได้

10.4 “ผัว” ที่สามารถตอบสนองแฟนตาซีทางเพศของเราในวัยนั้นได้

 

คือในตอนนั้นเราอยากได้ผู้ชายหนึ่งคนที่เป็นให้เราได้ทั้ง 4 อย่างข้างต้นในคนคนเดียวกัน คนเดียวแต่ให้เราได้ถึง 4 functions การใช้งาน แต่มันก็เป็นได้แค่แฟนตาซีของเราในตอนนั้น เพราะตอนมัธยมเราก็ได้แต่แอบ want ผู้ชายข้างเดียวไปเรื่อย ๆ เราขายไม่ออกแต่อย่างใดในตอนนั้น

 

ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 นั้น เราเป็นเด็กผู้ชายจน ๆ ที่ไม่มีช่องทางในการเข้าถึงสื่ออีโรติกอะไรใด ๆ และยุคนั้นก็ไม่มีอินเทอร์เน็ตด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเราจินตนาการถึง “พ่อเลี้ยง” ในตอนนั้น เราก็เลยเอา “นายแบบ” ในโฆษณากางเกงใน JOCKEY, J.PRESS หรือโฆษณา GILLETTE ในยุคทศวรรษ 1980 มาใช้เป็น “พ่อเลี้ยง” ในแฟนตาซีทางเพศของเรา

 

พอเราย้อนรำลึกถึงอดีตตรงจุดนี้ วันนี้เราก็เลย search internet เพื่อหาโฆษณากางเกงใน JOCKEY ยุคทศวรรษ 1980 เผื่อจะได้เจอ “พ่อเลี้ยง” ในจินตนาการของเราเมื่อราว 30-40 ปีก่อน แต่ก็หาไม่เจอ แต่ก็เจอเพจ MALE MODEL RETRO แทน ซึ่งเป็นเพจที่ดีงามสุด ๆ และมันทำให้เรา nostalgia ถึงจินตนาการทางเพศของตัวเองสมัยยังเป็นวัยรุ่นมาก ๆ 55555

 

ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า การที่เราในวัยมัธยม มีจินตนาการทางเพศถึง “พ่อเลี้ยง” แบบนี้ มันมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากชีวิตของเราเองหรือเปล่านะ อย่างที่เราเคยเขียนเล่าไปแล้วหลายครั้งว่า พ่อของเราเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่เราอายุ 3 ขวบน่ะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยเติบโตมาโดยไม่มีพ่อ และบางทีเราก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า การที่เราเติบโตมาโดย “ไม่มีพ่อ” แบบนี้ มันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีจินตนาการทางเพศถึง “พ่อเลี้ยง” เมื่อเราเริ่มเป็นวัยรุ่นหรือเปล่า

 

11. การที่แอนรับเงินจากตอง ก็ทำให้เรานึกถึงตัวเองนิดนึงด้วย ซึ่งมันก็มีจุดที่เหมือนกันและต่างกันมากกับชีวิตของเรา ซึ่งจุดที่เหมือนกันก็คือว่า เราก็เคยรับเงินจาก “ฝรั่งแก่ ๆ” บางคน แต่เราทำแบบนั้นตอนที่เราอายุ 20 กว่าปีแล้ว เรียนจบมหาลัยแล้ว เราทำแบบนั้นตอนที่เราบรรลุนิติภาวะแล้ว คือตอนนั้นเราอายุ 20 กว่าปี และเราชอบไปออกเดทกับฝรั่งแก่ ๆ อายุ 40-60 ปี

 

คือมันมีอยู่ช่วงนึงที่เราหลงรักฝรั่งหนุ่มหล่อคนนึง แต่เขาไม่ได้รักเรา เราก็เลยอกหักมาก รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย อยากจะเดินไปให้รถชนตายไปเลย แต่อยู่ดี ๆ ช่วงนั้นเราก็พบว่า เราขายออกในบรรดา “ฝรั่งแก่ ๆ” ฝรั่งแก่ ๆ หลายคนต้องการเรา เราอาจจะ “ไร้ค่า” ในสายตาของฝรั่งหนุ่มหล่อ แต่เรา “มีค่า” ในสายตาของฝรั่งแก่ ๆ เราก็เลยออกเดทกับฝรั่งแก่ ๆ บางคนในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แล้วเราก็ประทับใจมาก พวกเขา treat เราดีมาก ๆ โดยเฉพาะในเรื่องเงิน 55555

 

แต่อีกสิ่งที่แตกต่างกันมากระหว่างเรากับ “แอน” ก็คือเรื่อง “หน้าตา” ของคู่ขานี่แหละ คือถ้าหากตอนนั้นเราได้คู่เดทที่มีหน้าตาแบบ “อาตอง” เราคงจะยิ้มแฉ่งไปแล้ว 55555 แต่นี่คู่เดทของเราแต่ละคนหน้าตาเหมือน “คุณลุง KFC” น่ะ ประสบการณ์ของเรากับแอนก็เลยแตกต่างกันอย่างรุนแรงในจุดนี้ด้วย แต่เราก็มีความสุขกับประสบการณ์ตรงนั้นมาก ๆ นะ คือถึงแม้พวกเขาจะแก่ แต่พวกเขาก็ “ปฏิบัติต่อเราเป็นอย่างดี” และเงินดีน่ะ สิ่งเดียวที่เราเสียใจก็คือว่า ถ้าหากเราย้อนเวลากลับไปได้ เราจะตัดสินใจเลือกคบกับฝรั่งแก่ ๆ สักคนอย่างจริง ๆ จัง ๆ ไปเลย และป่านนี้เราคงใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปอย่างมีความสุขไปแล้ว ไม่ต้องมาจมปลักดักดานอยู่ในไทยแบบนี้ “ชีวิตเหมือนเพลง บรรเลงผิดคีย์” จริง ๆ ค่ะ กูเลือกเส้นทางชีวิตผิดพลาดจริง ๆ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน อีโง่ อีควาย ขอด่าตัวเอง

 

12. ฉากชาวบ้านในแฟลตซุบซิบนินทา ทำให้เรานึกถึงฉากนินทาใน ALI: FEAR EATS THE SOUL (1974, Rainer Werner Fassbinder, West Germany) ด้วย

 

13. ฉากคอร์ทแบดมินตันในตอนท้ายของหนังนี่ รู้สึกว่ามันเหมาะกับเนื้อเพลง THIS USED TO BE MY PLAYGROUND ของ Madonna มาก ๆ

 

This used to be my playground
This used to be my childhood dream
This used to be the place I ran to
Whenever I was in need of a friend
Why did it have to end?
And why do they always say?

Don't look back
Keep your head held high
Don't ask them why because life is short
And before you know you're feeling old
And your heart is breaking
Don't hold on to the past
Well that's too much to ask

This used to be my playground (ah used to be)
This used to be my childhood dream
This used to be the place I ran to
Whenever I was in need of a friend
Why did it have to end?
And why do they always say?, no regrets

But I wish that you were here with me
Well then there's hope yet
I can see your face in our secret place
You're not just a memory
Say goodbye to yesterday
Those are words I'll never say (I'll never say)

This used to be my playground (used to be)
This used to be our pride and joy
This used to be the place we ran to
That no one in the world could dare destroy

This used to be our playground (used to be)
This used to be our childhood dream
This used to be the place we ran to
I wish you were standing here with me

This used to be our playground (used to be)
This used to be our childhood dream
This used to be the place we ran to
The best things in life are always free

Wishing you were here with me

Monday, November 04, 2024

HEAVY SNOW

 

HEAVY SNOW ฤดูหนาว เรารักกัน (2023, Suik Yun, lesbian film, South Korea, A+30)

 

หนักที่สุด กราบตีนที่สุด อินที่สุด ดูแล้วแหลกสลายตายห่าคาโรงไปเลย ชอบหนัง surreal แบบนี้มาก ๆ

 

จริง ๆ แล้วเราชอบ LOVE IN THE BIG CITY (2024, E.oni, South Korea, queer film, A+30) ที่กำลังลงโรงฉายในไทยในตอนนี้เหมือนกันมากนะ แต่ชอบ HEAVY SNOW มากกว่าอย่างรุนแรงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเรารู้สึกว่า LOVE IN THE BIG CITY นั้น ถึงแม้มันจะนำเสนอตัวละครเกย์ที่มีประสบการณ์ชีวิตตรงกับเราในบางจุด แต่หนังเรื่องนี้มันก็ทำได้เพียงแค่สะท้อน “ภายนอก” ของเราน่ะ แต่ HEAVY SNOW ที่เป็นหนังเลสเบียน กลับสะท้อน “ภายใน” ของเราได้อย่างไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป

 

รู้สึกเหมือน “ดวงจิต” ของเราในบางส่วน ยังคงหลงทางอยู่ในหนังเรื่อง HEAVY SNOW ยังหาทางออกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้

 

ดู HEAVY SNOW แล้วแอบนึกถึง Michelangelo Antonioni ด้วย ในฐานะหนังที่สะท้อน LANDSCAPE OF THE SOUL

Tuesday, December 27, 2022

18 YEARS – MEMORIES, DREAMS AND VIOLENCE (2022, Prempapat Plittapolkranpim, documentary, 97min, A+25)

 

18 YEARS – MEMORIES, DREAMS AND VIOLENCE (2022, Prempapat Plittapolkranpim, documentary, 97min, A+25)

 

1.เหมือนในแง่การกำกับภาพยนตร์แล้วเราเฉย ๆ นะ 5555 แต่สิ่งที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ ก็คือการที่หนังพาเราไปรับฟังคำให้สัมภาษณ์ของ subjects ต่าง ๆ ในหนังนี่แหละ เพราะเรารู้สึกว่า subjects บางคนในหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ทั้งเด็กหนุ่มที่ถูก bully อย่างรุนแรงในโรงเรียน, ชายหนุ่มที่เป็นคนดีของสังคมในพื้นที่นั้น ๆ และหญิงสาว LGBTQ เราว่าเรื่องราวของทั้ง 3 คนนี้น่าสนใจสุด ๆ สำหรับเรา และแค่หนังปล่อยให้พวกเขาพูดไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกเหมือนกับว่าเราได้รับข้อมูลที่ต้องการแล้ว แต่เราว่าหนังอาจจะยังขาดฟุตเตจที่น่าสนใจอื่น ๆ นอกเหนือจากฉากการสัมภาษณ์ subjects ต่าง ๆ ในหนังน่ะ

 

2.ประเด็นเรื่องความรุนแรงที่รัฐไทยกระทำต่อคนในพื้นที่นั้น เป็นประเด็นที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะต้องมีในหนังเรื่องนี้ และหนังก็นำเสนอประเด็นนี้ออกมาได้อย่างน่าสะเทือนใจสำหรับเรา โดยเฉพาะเรื่องของผู้ชายในครอบครัวนึงที่ทยอยถูกจับไปซ้อมทรมานทีละคน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวออกมา เพราะพวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์

 

3.แต่เราชอบที่หนังพูดถึงทั้งประเด็นนี้และประเด็นอื่น ๆ ด้วย ไม่ได้เน้นแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว คือเหมือนพอหนังไปสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวในพื้นที่นั้น แล้วพวกเขามีปัญหาชีวิตต่าง ๆ กันไป หนังก็ปล่อยให้ subject แต่ละคนพูดถึงปัญหาชีวิตของตัวเองได้มากพอสมควรด้วย

 

4.เรื่องของชายหนุ่มที่เป็นคนดีของสังคมในพื้นที่นั้น ก็น่าสนใจดี เหมือนผู้ชายคนนี้เป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมในการทำให้ผู้ชมได้รับรู้ว่า คนในพื้นที่นั้น ๆ มีความเชื่อ, ความคิดอ่าน, ความใฝ่ฝัน หรือมีสไตล์การใช้ชีวิตอย่างไร และแน่นอนว่าเราก็รู้สึกเศร้าใจมาก ๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวอาจจะมีปัญหาเรื่องการไม่ยอมรับ LGBTQ อยู่

5. เรื่องของเด็กหนุ่มที่โดน bully อย่างรุนแรงก็น่าสนใจมาก คือเหมือนปัญหาแบบนี้จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นปัญหาที่เจอได้ในพื้นที่อื่น ๆ ในไทยด้วย เราก็เลยชอบที่หนังนำเสนอเรื่องของเด็กหนุ่มคนนี้อย่างจริงจัง เพราะมันช่วยแสดงให้เห็นแง่มุมอื่น ๆ ของสังคมในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย และแสดงให้เห็นว่าพื้นที่นั้นไม่ได้มีแค่ปัญหาเรื่องความรุนแรงจากรัฐไทยและเรื่องศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะคล้ายคลึงกับพื้นที่อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

 

6.แต่สิ่งที่สะเทือนใจเรามากที่สุดในหนังก็คือเรื่องราวของหญิงสาวที่เป็น LGBTQ นี่แหละ กราบตีนมาก ๆ เรื่องของเธอมันหนักหนาสาหัสสำหรับเรามาก ๆ คือเราดูหนังเรื่องนี้มานานหลายวันแล้ว แต่เราก็ยังคงรู้สึกรุนแรงทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวของเธอ มันเป็นเรื่องของหญิงสาวที่ต้องการให้แม่มาจุ๊บเธอที่หน้าผากบ้าง แต่สิ่งที่เธอได้รับจากแม่คือมีดอีโต้

 

สิ่งที่สะเทือนใจเราเกี่ยวกับเรื่องของ subject คนนี้รวมถึง

 

6.1 เรื่องที่เธอเห็นว่าแม่ชอบจุ๊บหน้าผากน้องชายตอนที่น้องชายหลับ เธอก็เลยแสร้งทำเป็นว่าตัวเองหลับแล้ว เพราะเธออยากให้แม่มาจุ๊บหน้าผากเธอบ้าง แต่แม่ก็ไม่ทำ

 

6.2 เรื่องที่เธอเป็น LGBTQ แล้วมีปัญหากับญาติ ๆ หรือบางคนในพื้นที่นั้น

 

6.3 เรื่องที่เธอไปอยู่บ้านย่า แล้วกลับบ้านดึก แล้วแม่เลยคว้ามีดอีโต้จะมาทำร้ายเธอ (ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

6.4 เรื่องที่เธอหนีออกจากบ้านตอนอายุ 15 (ถ้าจำไม่ผิด) คือกราบตีนเธอมาก ๆ และมันทำให้เรา identify ตัวเองกับตัวเธอได้อย่างรุนแรงด้วย เพราะช่วงที่เราอายุประมาณนั้นเราก็คิดอยากฆ่าตัวตายบ่อย ๆ เช่นกัน

 

6.5 เรื่องที่เธอได้รับการยอมรับอย่างดีจากบ้านของแฟนสาว และแฟนสาวอายุแก่กว่าเธอราว 7 ปี คือเหมือนเธอเป็นทั้ง LGBTQ, รักกับคนต่างศาสนา และเธอกับแฟนมีอายุห่างกันมากพอสมควรในสายตาของคนอื่น ๆ ด้วย (แต่ไม่ใช่ในสายตาของเรานะ)  ชอบมาก ๆ ที่เธอบอกว่าพ่อกับแม่ของเธออายุห่างกันมากกว่านี้อีก

 

6.6 เรื่องที่เธอพยายามจะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ แต่ทำไม่สำเร็จ (ถ้าจำไม่ผิด)

 

6.7 ชอบที่เธอพูดออกมาตรง ๆ เลยว่า เธอไม่ต้องการอาศัยอยู่ใน “บ้านเกิด” อีกต่อไป แต่อยากไปอยู่เชียงใหม่หรืออะไรแบบนั้นมากกว่า

 

6.8 สรุปว่ารู้สึกถูกโฉลกกับเธออย่างมาก ๆ คือถ้าหากมันเป็นหนัง fiction เราก็มักจะรู้สึกคลิกกับตัวละครแบบนี้นี่แหละ ตัวละครที่ไม่ได้ “รักบ้านเกิด” ไม่ได้รู้สึก “ผูกพันกับภูมิลำเนา” ไม่ได้ “รักครอบครัวอย่างรุนแรง” แต่ต้องการจะแสวงหาสถานที่ใดสักแห่งในโลกที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง

Wednesday, April 13, 2022

SHORT FILM PROGRAM A NOS AMOURS

 

โปรแกรมหนังสั้นชุด  A NOS AMOURS

 

1. CONCRETE WALL (2020, Phetcharat Klinthet, 39min, A+30)

 

สงสารทั้งสองตัวละครเลย สงสารทั้งเอกและหมิง โดยในกรณีของเอกนั้น เรารู้สึกว่าเราก็อาจจะตัดสินใจคล้าย ๆ เขาถ้าหากหมิงไม่ยอมมี sex ด้วย 55555 คือในเรื่องรสนิยมอะไรต่าง ๆ นั้น มันอาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเรา แต่ถ้าหากหมิงไม่ยอมมี sex ด้วยซักทีเนี่ย มันถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเรามาก ๆ แล้วเราจะคบกันไปทำไมถ้าคุณไม่อยากมี sex กับผม งั้นเราก็เป็นเพื่อนกันดีกว่านะ ส่วนผมขอไปหาผัวใหม่ดีกว่า 555

 

ส่วนในกรณีของหมิงนั้น ความรู้สึกแปลกแยกอะไรแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวเองเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับหมิงซะทีเดียว เพราะเราเป็นคนกรุงเทพตั้งแต่เกิด แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความแตกต่างทางฐานะการเงินและชนชั้นด้วยน่ะ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่า แต่มันทำให้นึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเราเองที่อาจจะไม่ตรงกับหมิง แต่หนังมันทำให้เรานึกถึงโดยที่หนังไม่ได้ตั้งใจ

 

คือในช่วงปลายทศวรรษ 1990 นั้น เราชอบเที่ยวสีลมซอยสอง กับสีลมซอยสี่เป็นอย่างมาก และเรารู้สึกได้ว่า เราอยาก approach ฝรั่งมากกว่า เพราะฝรั่งส่วนใหญ่ที่เราเจอในยุคนั้นเขามักจะไม่ดูถูกเราเรื่องฐานะน่ะ คือเราจน แต่ฝรั่งเขาจะไม่ mind เรื่องที่เราจน มันเหมือนประเด็นเรื่องฐานะของเราไม่ใช่สิ่งที่สำคัญในสายตาของฝรั่งส่วนใหญ่ที่เราเจอในตอนนั้น

 

แต่กับคนไทยและคนเอเชียมันไม่ใช่ มันเหมือนเรารู้สึกได้เองว่า คนไทยกับคนเอเชียมองเรื่อง “ฐานะ” ของคู่เดทว่าเป็นประเด็นสำคัญ มากกว่า “ฝรั่ง” น่ะ เราก็เลยไม่ค่อยอะไรกับคนไทยและคนเอเชียมากนักในตอนนั้น มันเหมือนมีความแปลกแยกบางอย่างที่เรารู้สึกได้กับเกย์ไทยและเกย์เอเชียที่เราเจอในตอนนั้น ซึ่งเป็นความแปลกแยกเรื่องสถานะทางการเงินนี่แหละ แต่ก็ไม่ใช่คนเอเชียทุกคนที่เป็นแบบนั้นนะ เพราะจะมีเกย์เอเชียแนว “อาเสี่ย” ที่ไม่ mind เรื่องความจนของเราเช่นกัน 55555

 

เพราะฉะนั้นพอเราดู CONCRETE WALL หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงกำแพงบางอย่างที่เรามีกับเกย์ไทยและเกย์เอเชียที่เป็นชนชั้นกลางระดับสูงหรือคนรวยในยุคนั้นขึ้นมา มันเป็นกำแพงล่องหนสำหรับเรา แต่เราจะไม่รู้สึกถึงกำแพงล่องหนนี้เมื่ออยู่กับฝรั่งหรืออาเสี่ยชาวเอเชีย 55555

 

แต่แน่นอนว่าฝรั่งที่เราเจอมันก็ไม่สามารถ represent ตัวแทนของฝรั่งได้ทั้งหมดอยู่แล้วล่ะ เราพูดถึงแค่เกย์ฝรั่งส่วนใหญ่ที่เราเคยเจอในสีลมซอยสองกับซอยสี่และในซาวน่าเกย์ในยุคปลายทศวรรษ 1990 เท่านั้น (ซึ่งก็อาจจะอนุมานได้ว่า ฝรั่งกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งเป้าอยู่แล้วว่าอยากได้แฟนเอเชียรวย ๆ)  แน่นอนว่ามันมีฝรั่งที่ snobbish อย่างมาก ๆ อยู่ด้วย แต่คนพวกนี้แทบไม่เคยโคจรเข้ามาอยู่ในแวดวงเดียวกับเราอยู่แล้ว 5555 แต่ถ้าเราได้ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอก เราก็คงต้องเจอกับคนประเภทนี้

 

ตอนแรกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมคนเอเชียทำให้เรารู้สึกถึงกำแพงล่องหนนี้ แต่ฝรั่งที่เราเจอไม่ทำให้เรารู้สึก แต่พอในอีกหลายปีต่อมา เราได้เจอเพื่อนคนนึงที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปหลายปี เขาเล่าให้ฟังว่า เพื่อนผู้หญิงของเขาที่เป็นคนยุโรป ก็ไม่ค่อยสนใจเรื่อง “ฐานะของผู้ชาย” แต่สนใจเรื่อง “ขนาดจู๋ของผู้ชาย”  อะไรแบบนี้มากกว่า 5555 คือขนาดจู๋อาจจะเป็นประเด็นสำคัญมากกว่าเงินเดือนของผู้ชายอะไรทำนองนี้ (สำหรับผู้หญิงบางคน) ซึ่งนี่เป็นเพราะว่า ยุโรปมันมี “สวัสดิการสังคม” ที่ดีสุด ๆ น่ะ คือคุณได้ผัวจนหรือรวย ถ้าคุณป่วยขึ้นมา คุณก็มีเงินค่ารักษาพยาบาลอยู่ดี เพราะสวัสดิการของรัฐครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลของคุณหมด และสวัสดิการของรัฐช่วยอะไรอื่นๆ มาก ๆ ด้วยโดยเฉพาะในเรื่องเด็กๆ ลูก ๆ แต่ในส่วนของไทยและบางประเทศในเอเชียนั้น ถ้าคุณได้ผัวจน แล้วคุณจะเอาเงินที่ไหนเข้าโรงพยาบาล เอาเงินที่ไหนส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ เราก็เลยตั้งข้อสงสัยว่า อะไรแบบนี้มันคือปัจจัยสำคัญอันนึงหรือเปล่าที่หล่อหลอมความคิดของคนเอเชียบางประเทศตั้งแต่เกิด ทำให้ “ฐานะ” เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ และทำให้เกิด “กำแพงล่องหน” สำหรับเรา เมื่อเราอยู่กับเกย์ไทย/เกย์เอเชียที่เป็นชนชั้นกลางระดับสูงหรือคนรวย แต่มันไม่มีกำแพงล่องหนนี้เมื่อเราอยู่กับฝรั่ง

 

ประเด็นใน CONCRETE WALL ทำให้เรานึกถึงหนังที่พูดถึงความแตกต่างทางรสนิยมและชนชั้นในหนังรักเรื่องอื่น ๆ ที่เราชอบมาก ๆ ด้วย ซึ่งได้แก่ THE LACEMAKER (1977, Claude Goretta, Switzerland), EVERYONE ELSE (2009, Maren Ade, Germany), BLUE IS THE WARMEST COLOUR (2013, Abdellatif Kechiche, France), NOT MY TYPE (2014, Lucas Belvaux, France) ซึ่งหนังเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นว่า จริงๆ แล้วความแตกต่างทางชนชั้นก็สร้างปัญหาใหญ่ให้กับคู่รักฝรั่งบางคู่ได้เช่นกัน

 

2. BANGKOK DEPARTMENT (2021, Nuttawat Attasawat, second viewing, A+30)

 

ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว แต่เช็คข้อมูลเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ 55555 บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อน ๆ เราเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในแบบที่ตรงใจเราไปแล้วตั้งแต่เดือนพ.ค. 2021 มั้ง เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้เขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆแล้วเรายังไม่ได้เขียน

 

เหมือนเราก็ไม่มีประเด็นอะไรจะเสริมมากไปกว่าที่เพื่อน ๆ เคยเขียนไปด้วยแหละมั้ง 55555 ชอบหนังอย่างสุด ๆ ชอบหนังแนวนี้มากๆ ที่ตัวละครคุยกันไปเรื่อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ และหนังสามารถเก็บเกี่ยวบรรยากาศสถานที่ต่าง ๆ เอาไว้ได้อย่างดีงามมาก ๆ ด้วย

 

บทสนทนาของหนังก็ดีมาก ๆ ด้วยแหละ เพราะมันเล่าได้ทั้งประวัติของนางเอก ทั้งประวัติการทำงานและประวัติครอบครัว และการเล่นดนตรีของพระเอกด้วย

 

ชอบ “ความกร้าน” บางอย่างในใบหน้าของพระเอกมาก ๆ จริง ๆ แล้วตัวละครพระเอกของหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงพระเอกของหนังสั้นเรื่อง DREAM BURG (2019, สุกานดา เปียนขุนทศ) ซึ่งเป็นพนักงานร้านอาหารที่เริ่มมีความใฝ่ฝัน อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น คือเราว่าถ้าหากพระเอกของ DREAM BURG ฝันสลาย และต้องกลับมาทำงานไปวัน ๆ เป็นลูกจ้างในห้าง เขาก็อาจจะกลายเป็นคนที่กร้านโลก และความฝันในแววตาเหือดหายไปแบบพระเอกของ BANGKOK DEPARTMENT ก็ได้

 

คือเหมือนใบหน้าของพระเอกหนังเรื่องนี้มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า พระเอกเป็นคนที่เคยผ่าน “คืนวันที่ฝันพลุ่งพล่าน” มาแล้วหรืออะไรทำนองนี้น่ะ เหมือนเป็นคนที่เคยฝันว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ และทนอยู่อย่างต๊อกต๋อยต่อไป อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราเข้าใจตัวละครตัวนี้ถูกหรือเปล่านะ แต่มันมีความกร้านบางอย่างในใบหน้าของเขา มันมีบางอย่างในแววตาของเขา ที่ทำให้เราจินตนาการว่าเขาเป็นคนที่เคยมีฝัน แต่ฝันนั้นได้ดับไปแล้ว

 

ช่วงที่เต้นรำกันบนสะพานก็งดงามมาก และช่วงที่นางเอกเล่าถึงชีวิตของตัวเองตอนที่เคยมาวางแผงขายของก็ดีงามมาก

 

นอกจากหนังเรื่องนี้จะทำให้เรานึกถึง BEFORE SUNRISE เหมือนอย่างที่หลายคนเขียนถึงไปแล้ว หนังเรื่องนี้ยังทำให้เรานึกถึง EVERYTHING I DIDN’T SAY (2016, Kattika Tanyong, 29min, A+30) ด้วย ที่เป็นเรื่องของหนุ่มสาวเดินคุยกันในกรุงเทพเกือบตลอดทั้งเรื่องเหมือนกัน แต่อันนั้นจะไม่ romantic แบบนี้มั้ง ถ้าหากเราจำไม่ผิด

 

3. IN THE NAME OF LOVE (2021, Thanawin Pattana, 29min, A+30)

ในนามของความรัก

 

สุดยอดมาก ๆ ที่หนังสามารถพูดถึงทั้งประเด็นการอุ้มหายนักเคลื่อนไหว และเรื่องสมรสเท่าเทียมไว้ในหนังเรื่องเดียวกัน และทำออกมาได้อย่างเจ็บปวดมาก ๆ ด้วย

 

ถือเป็นหนังที่คงติดอยู่ทั้งในลิสท์ “หนัง LGBTQ ของไทย” และ “หนังการเมืองไทย” ที่เราชอบสุด ๆ

Wednesday, June 30, 2021

QUEER CARRIERS: DOUBLE AND REPETITION (2020, Ana Laura Aláez, USA, Japan, Spain, 16 mins)

 

CELEBRATE PRIDE MONTH

 

 

29. QUEER CARRIERS: DOUBLE AND REPETITION  (2020, Ana Laura Aláez, USA, Japan, Spain, 16 mins)

 

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นการถ่ายคนต่าง ๆ เดินไปตามท้องถนนตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง โดยมีคนนึงขี่มอเตอร์ไซค์ด้วย (อยู่ในรูปซ้ายล่าง) หรือบางคนก็เล่นสเก็ต, ทำการแสดง หรือเล่น Butoh ซึ่งถ้าหากเราไม่ได้อ่าน statement ของผู้กำกับที่ใช้ประกอบหนังเรื่องนี้ เราก็จะไม่รู้หรอกว่าบุคคลต่าง ๆ หลายคนที่เดินกันไปมาในหนังเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วเป็น non-binary (แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจ statement ของหนังถูกต้องหรือเปล่านะ)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาล Oberhausen Online แล้วก็เลยประทับใจมาก ๆ เพราะนี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกเลยมั้งที่เราได้ดูที่ตั้งใจพูดถึง non-binary โดยตรง แต่หนังก็ไม่ได้สัมภาษณ์อะไร subjects เลยนะ แค่ถ่ายพวกเขาเดินไปเดินมาในเมือง ซึ่งบางคนก็ดูเหมือนผู้หญิงปกติธรรมดา แต่บางคนก็มีลักษณะ androgynous บอกไม่ได้ว่าเป็นเพศอะไรกันแน่

 

ก็เลยประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ๆ ในแง่การพูดถึงประเด็นที่หนังเรื่องอื่น ๆ แทบไม่เคยพูดถึงมาก่อน ซึ่งเอาเข้าจริงเราก็ยอมรับว่า เรื่องของ non-binary เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับเรา และเราก็ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้แต่อย่างใด 55555 ดิฉันเป็นคนแก่ค่ะ ตามโลกไม่ทันแล้ว แม้แต่คำว่า cis หรืออะไรนี่ก็เป็นคำใหม่สำหรับดิฉันมาก ซึ่งดิฉันก็ยังไม่เข้าใจศัพท์ใหม่ ๆ เหล่านี้ คือยังงง ๆ ว่าตัวเองเป็น cis หรือเปล่า เพราะตัวเรานั้นเรารู้ว่าเราต้องการมี sex กับผู้ชายหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ โดยที่ตัวเราเองจะอยู่ในสภาพไหนก็ได้ จะให้เราผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้หญิง เราก็ยินดีและเต็มใจ จะให้เราอยู่ในสภาพกะเทย เราก็เต็มใจ หรือจะให้เราอยู่ในสภาพผู้ชาย เราก็เต็มใจ ขอให้เราได้มี sex กับหนุ่ม ๆ หล่อ ๆ ก็พอ เราก็เลยไม่รู้ว่าถ้าจะระบุเพศตัวเองตามศัพท์ใหม่ๆ เราคือเพศอะไร แต่เราก็มองว่าตัวเองเป็นตุ๊ด/กะเทย/เกย์มาตั้งแต่เด็กน่ะแหละ 55555

 

พอพูดถึงหนังเกี่ยวกับ non-binary แล้ว เราก็เลยขอรวบรวมรายชื่อหนัง queer กลุ่มสุดท้ายของเดือนนี้ด้วยเลยแล้วกัน นั่นก็คือหนัง queer ที่เน้นเจาะ subculture, กลุ่มยิบย่อยต่าง ๆ ในกลุ่ม queer ซึ่งรวมไปถึง the minority of the minority หรือ the underprivileged of the underprivilged ด้วย เพราะดูเหมือนว่า ในบรรดา queer ด้วยกันเอง มันก็มีกลุ่มที่ด้อยกว่ากันอยู่ภายใน ซึ่งเป็นเพราะเชื้อชาติ, ชนชั้น และอายุด้วย

 

เหมือนเราเคยคิดถึงเรื่องนี้ครั้งแรกตอนฟังรายการวิทยุ SAT & SUN เมื่อ 30 กว่าปีก่อนมั้ง จำไม่ได้ว่าเป็นคุณนัท, คุณณรงค์ หรือคุณมาลี ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดถึง แต่เขาพูดในทำนองที่ว่า ถ้าหากจำแนกตามเพศและเชื้อชาติในสังคมตะวันตกแล้ว ก็อาจจะจำแนกอย่างคร่าว ๆ ที่สุดได้ว่า ผิวขาวกดผิวดำ และเพศชายอยู่ลำดับชั้นบนสุดทางสังคม (หมายถึงได้อภิสิทธิ์ทางสังคมอย่างไม่เป็นธรรมมากที่สุด) , เพศหญิงถูกกดขี่ให้อยู่ลำดับสอง, เกย์ถูกกดขี่ให้อยู่ลำดับสาม และเลสเบียนถูกกดขี่ให้อยู่ลำดับสี่  

 

เพราะฉะนั้นพอแบ่งตามเกณฑ์นี้อย่างคร่าว ๆ ก็จะพบว่า ในสังคมตะวันตกอย่างในสหรัฐ “ผู้ชายผิวขาว” คือกลุ่มที่อยู่บนสุด มีความได้เปรียบทางสังคมมากที่สุด ส่วนเลสเบียนผิวดำก็จะกลายเป็นกลุ่มที่ถูกกดขี่มากที่สุด อะไรทำนองนี้

 

ซึ่งสิ่งที่เขาพูดในรายการวิทยุเมื่อราว 30 กว่าปีก่อนก็อาจจะมีส่วนจริงนะ เพราะพอมาคิด ๆ ดูแล้ว เราก็แทบไม่เคยได้ดูหนังเกี่ยวกับเลสเบียนผิวดำเลย ทั้ง BORN IN FLAMES (1983, Lizzie Borden) และ THE WATERMELON WOMAN (1996, Cheryl Dunye) หรือหนังเลสเบียนผิวดำเรื่องอื่น ๆ ก็ไม่เคยเข้ามาฉายในไทยเลยมั้ง ยกเว้น RAFIKI (2018, Wanuri Kahiu, Kenya) แต่นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าคนผิวดำถือเป็น majority ของเคนยาอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากคนผิวดำในสหรัฐที่ถือเป็น minority

 

ส่วนหนัง “เกย์ผิวดำ” เราก็ได้ดูแค่ไม่กี่เรื่อง อย่างเช่น MOONLIGHT และ GREEN BOOK (2018, Peter Farrelly) ในขณะที่หนังเกี่ยวกับ “เกย์ผิวขาว”, “เลสเบียนผิวขาว”, “ผู้ชายผิวดำ”, “ผู้หญิงผิวดำ” นั้นเราได้ดูเยอะมาก คือถ้าหากพูดถึงการถูก represent ในโลกภาพยนตร์แล้ว แม้แต่ในบรรดาหนัง queer ด้วยกันเอง มันก็กลุ่มที่ด้อยโอกาสกว่ากลุ่มอื่น ๆ อยู่ด้วยน่ะแหละ

 

หนัง queer ที่เจาะ “กลุ่มย่อย” ที่เราชอบมาก ๆ

 

29.1 PARIS IS BURNING (1990, Jenny Livingston, documentary)

 

29.2 BEAR CUB (2004, Miguel Albaladejo, Spain)

ชมรมเกย์หุ่นหมี

 

29.3 HASAN (2008, Attapon Pamakho)

 

29.4 FOR 80 DAYS (2010, Jon Garaño, Jose Mari Goenaga, Spain)

หนังพูดถึงความรักของหญิงวัย 70 กว่าปีสองคน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่ค่อยได้ดู เพราะส่วนใหญ่เรามักจะได้ดูแต่หนังเกี่ยวกับ “เกย์วัยชราที่รักเด็กหนุ่ม ๆ” 55555

 

29.5 INTERSEXION (2012, Grant Lahood, New Zealand, documentary

หนังสารคดีเกี่ยวกับ hermaphrodite หรือคนที่เกิดมาแล้วมีลักษณะกายภาพของทั้งสองเพศอยู่ในคนคนเดียวกัน (ไม่รู้เราบรรยายถูกหรือเปล่า)

 

29.6 GERONTOPHILIA (2013, Bruce LaBruce, Canada)

เกย์หนุ่มที่ชอบคนชรา

 

29.7 I AM BLACK, I AM QUEER, AND I’M A WHORE (2014, Cas van der Pas & Hugo Meijer,  Colombia, documentary)

 

หนังสารคดีเกี่ยวกับกะเทยกะหรี่ผิวดำ (รูปขวาล่าง)

 

29.8 THE WAY HE LOOKS (2014, Daniel Ribeiro, Brazil)

เกย์ผู้พิการทางสายตา

 

 29.9 IN THE BOX OF FISH ห้วงวิปลาส (2016, Kiattisak Kingkaew)

ตัวละครในหนังเป็นเกย์ที่มีรสนิยมเฉพาะทาง

 

29.10 MOONLIGHT (2016, Barry Jenkins)

 

29.11 STUMPED (2017, Robin Berghaus)

หนังสารคดีเกี่ยวกับชายหนุ่มที่อยู่ดี ๆ ก็ติดเชื้ออะไรก็ไม่รู้ และทำให้เขาต้องถูกตัดแขนตัดขาทิ้งไป แต่เขามีกำลังใจสู้ชีวิตมาก ๆ ดูแล้วกราบมาก ๆ และเขาก็มีผัวหนุ่มน่ารักด้วย

https://www.facebook.com/jit.phokaew/posts/10223950383010793

 

29.12 TALE OF THE LOST BOYS (2017, Joselito Altarejos, Philippines)

เกย์ที่เป็น “ชนพื้นเมือง” ของไต้หวัน

 

29.13 TRIAMO (2017, Pathompong Praesomboon, Thailand, 28min)

เกย์สามคนที่รักกันและอยู่กินกัน

 

29.14 ERIK & ERIKA (2018, Reinhold Bigeri, Austria)

สร้างจากเรื่องจริงของนักกีฬาสกีชื่อดัง เธอเกิดมาเป็น hermaphrodite มีทั้งสองเพศในคนคนเดียวกัน แต่คนสมัยนู้นยังไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องพวกนี้ ซึ่งรวมถึงทั้งตัวเธอเองและครอบครัวของเธอด้วย เธอก็เลยเติบโตมาแบบเด็กผู้หญิงชื่อเอริกา และกลายเป็นนักกีฬาสกีที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนทั้งชาติ แต่ต่อมาเธอถึงพบว่าตัวเองเป็น hermaphrodite และนั่นทำให้เธอถูกครหาว่าไม่สมควรได้รางวัลในฐานะนักสกีหญิง ซึ่งต่อมาเธอก็ผ่าตัดแปลงเพศเป็นผู้ชายและคืนรางวัลทั้งหมดไป (ถ้าจำไม่ผิด)

 

29.15 JOHNNY (2018, Hugh Rodgers, Ireland, documentary)

หนังสารคดีที่เกี่ยวกับเกย์หนุ่มที่มาจากชุมชนคนร่อนเร่  เข้าใจว่าเป็นชุมชนที่คล้าย ๆ คน roma หรือยิปซี

 

29.16 YOU’VE GOT ME STUMPED เราล้วนเว้าแหว่งในตำแหน่งที่แตกต่างกัน (2018, Kiattisak Kingkaew)

ตัวละครในหนังเป็นเกย์ที่มีรสนิยมเฉพาะทาง

 

29.17 SUK SUK (2019, Ray Yeung, Hong Kong)

 

รายชื่อข้างต้นไม่รวมหนัง interracial queer ที่เราเคยทำลิสท์ไว้แล้วนะ

https://www.facebook.com/jit.phokaew/posts/10226834097101843