Showing posts with label STAGE. Show all posts
Showing posts with label STAGE. Show all posts

Sunday, November 01, 2026

Films seen on Sunday 25 October 2026

 

Films seen on Sunday 25 October 2026

 

In my preferential order

 

1. TAKARAZUKA REVUE SNOW TROUPE: TOKYO TAKARAZUKA THEATER LAST PERFORMANCE “THE POE CLAN” LIVE VIEWING (2026, Shuichiro Koike, stage performance shown on film screen, approximately 180min, A+30)

 

เพิ่งเคยดูการแสดงละครเวทีของคณะ Takarazuka เป็นครั้งแรก ชอบสุดขีด เพลงเพราะมาก ๆ หลาย ๆ เพลงทำให้นึกถึงเพลงญี่ปุ่นยุคทศวรรษ 1970-1980 พวกเพลงของ Momoe Yamaguchi และเพลงของ Akina Nakamori

 

ละครเวที THE POE CLAN ดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นของ Moto Hagio ในปี 1972-1976 ซึ่งพอเราได้ดูละครเวทีเรื่องนี้แล้ว เราก็เลยแอบสงสัยว่า การ์ตูน THE POE CLAN นี่เป็นแรงบันดาลใจให้ Anne Rice แต่งนิยายชุด Vampires และเป็นแรงบันดาลใจให้ Stephenie Meyer แต่งนิยายชุด TWILIGHT หรือเปล่า เพราะมันมีบางอย่างใกล้เคียงกัน แต่ถึงแม้มันไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจ การ์ตูนเรื่อง THE POE CLAN นี่ก็ถือเป็น บรรพบุรุษ หรือเป็นสิ่งที่น่านำมาเทียบเคียงกับนิยายของ Anne Rice และนิยายชุด TWILIGHT มาก ๆ

 

ละครเวทีของคณะ Takarazuka เป็นละครเวทีแบบหญิงล้วน และดูเหมือนว่าผู้ชมจำนวนมากในโรงหนังที่ SF Central World จะเป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่น ซึ่งเราก็แอบสงสารผู้ชมกลุ่มนี้มาก ๆ เพราะว่าละครเวทีเรื่องนี้มีพักครึ่ง ซึ่งช่วงนั้นผู้ชมก็จะไปเข้าห้องน้ำกัน แต่เนื่องจากผู้ชมเพศหญิงมีเป็นจำนวนมาก เราก็เลยเห็นคิวต่อแถวรอเข้าห้องน้ำหญิงที่ยาวมาก คือมีผู้หญิงต่อคิวรอเข้าห้องน้ำอย่างน้อย 30 คนน่ะ บ้ามาก ๆ และเราเดาว่าเนื่องจากพวกเขาเป็นชาวญี่ปุ่นที่อาจจะไม่ได้มาดูหนังที่ Central World บ่อยนัก พวกเขาก็เลยไม่รู้ทางหนีทีไล่ว่ามันมีห้องน้ำอยู่ตรงจุดไหนบ้างในชั้นโรงหนัง พวกเขาก็เลยไปออกันราว 30-40 คนอยู่หน้าห้องน้ำหญิงแห่งเดียวกัน ส่วนห้องน้ำผู้ชายนั้นโล่งมาก แทบไม่มีคนเข้าเลย

 

2. ICE-SKATING CLASS คาบเรียนไอซ์สเก็ต (2026, Nantanach Krungsrimuang นันทนัช กรุงศรีเมือง, 25min, second viewing, A+30)

 

3. THE WAVE OF STILL นะโมกินหมา (2026, Prem Plittapolkranpim, 20.42min, second viewing, A+30)

 

4. PARADISE LOST วิมานลอย (2026, Nongnapas Veeraphol, 30min, second viewing, A+30)

 

5. CLAYFACE (2026, James Watkins, 108min, A+30)

 

I worship Mike Flanagan. คือแค่ Mike Flanagan ทำหน้าที่เขียนบทให้หนังเรื่องนี้ หนังก็ยังออกมาดูมีหัวจิตหัวใจมากกว่าหนัง superheroes ทั่ว ๆ ไปอย่างเห็นได้ชัด

 

6. FAMILY PORTRAIT (2026, ณภัทร อุนนะนันทน์, 14min, second viewing, A+30)

 

7. STRAIGHTFORWARD (2026, นภชนก ปัญญะปูญ, 32.16min, second viewing, A+)

 

เราได้ไปดูหนัง 5 เรื่องในงานกางจอเป็นรอบที่สองในวันนั้น เพราะว่าตอนที่เราดูรอบแรกในวันเสาร์ที่ 24 ต.ค. เรามีวูบหลับบ้างเป็นครั้งคราว เราก็เลยถือโอกาสไปดูเป็นรอบที่สองในวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค. เพื่อจะได้ตามเก็บบางฉากที่เราวูบหลับไปตอนดูรอบแรก

 

Sunday, September 09, 2018

PRATTHANA: A PORTRAIT OF POSSESSION (2018, Toshiki Okada, stage play, A+30)


PRATTHANA: A PORTRAIT OF POSSESSION (2018, Toshiki Okada, stage play, A+30)
ปรารถนา ภาพเหมือนของการเข้าสิง

1.สุดฤทธิ์มากๆ ชอบ "ช่วงเวลา" ในเนื้อเรื่องของละครมากๆ เพราะมันตรงกับช่วงเวลาในวัยสาวของเราพอดี (1992-2016) และชอบที่มันครอบคลุมระยะเวลาที่นานราว 24 ปีแบบนี้ มันก็เลยทำให้ละครเวทีเรื่องนี้แตกต่างจากหนังไทยแนวการเมืองเรื่องอื่นๆที่เราเคยดูมา เพราะหนังไทยแนวการเมืองส่วนใหญ่ จะเจาะเหตุการณ์เดียว หรือถ้าเป็นหนังที่ครอบคลุมระยะเวลานาน ก็จะไม่ได้ครอบคลุมช่วงเวลา 24 ปีที่เฉพาะเจาะจงนี้ อย่างเช่น FORGET ME NOT (2018, Chulayarnnon Siriphol) ก็พูดถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ 50 ปีก่อน ส่วน SILENCE WILL SPEAK (2006, Punlop Horharin) ก็พูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย และพฤษภาทมิฬ แต่จบลงที่รัฐประหารปี 2006

พอตัวละครในละครเรื่องนี้ ใช้ชีวิตในช่วงเวลาเดียวกับเรา และพานพบประสบกับความผันผวนทางการเมืองไทยหลายๆครั้งในช่วงเวลาเดียวกับเรา เราก็เลยรู้สึกกับละครเริ่องนี้ในแบบที่แตกต่างไปจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ มันเหมือนกับว่า เราได้กลายเป็น "ตัวละครเอก" ในเรื่องราวแบบ "สี่แผ่นดิน" หรือ "ร่มฉัตร" น่ะ เพราะปกติแล้ว เรื่องราว fiction แบบไทยๆที่มีความ epic แบบนี้ และพูดถึงชีวิตตัวละครท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองแบบนี้ มักจะมีตัวละครเอกที่เกิดตั้งแต่ยุค 50-100 ปีก่อนน่ะ แต่เรื่องราวใน "ปรารถนา" มันมีความ epic ในแบบของมัน แต่มันเป็นเรื่องร่วมสมัย ตัวละครเกิดในยุคสมัยเดียวกับเรา เราก็เลยรู้สึกดีกับมันมากๆ มันเหมือนกับว่าคนยุคเราซึ่งเคยมีสถานะเป็นลูกหรือหลานของพระเอกนางเอกในนิยายอีพิค ได้เลื่อนสถานะขึ้นมาเป็นพระเอกนางเอกเองแล้ว และความผันผวนในข่วง 24 ปีที่ผ่านมา ก็เหมือนกลายเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมากช่วงนึง

2.ช่วงครึ่งแรกของละคร เราจะใจลอย คิดถึงชีวิตตัวเองในทศวรรษ 1990 บ่อยมากนะ เพราะว่า

2 1 เราไม่ค่อยเจอหนังไทยในยุคนี้ที่พูดถึงต้นทศวรรษ 1990 น่ะ เพราะผู้กำกับหนังสั้นไทยในยุคนี้ ต่างก็เล่าเรื่องในทศวรรษปัจจุบันเป็นหลัก ส่วนผู้กำกับหนังไทยที่มีอายุใกล้เคียงกับเรา อย่างเช่น ผู้กำกับกลุ่ม "แฟนฉัน" ก็ไม่ได้ทำหนังการเมือง โดยเฉพาะการเมืองในทศวรรษ 1990 จะมีก็แต่หนังที่พูดถึงวิกฤติต้มยำกุ้ง และ Hamer Salwala ที่ทำหนังที่พูดถึงพฤษภาทมิฬอย่างจริงจัง

ละครเวทีเรื่องนี้ ก็เลยเหมือนเป็นหนึ่งในละคร/หนังไม่กี่เรื่อง ที่กระตุ้นให้เราหวนรำลึกถึงช่วงเวลาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ตอนที่เราดูละครเรื่องนี้ เราก็เลยนึกถึงอดีตของตัวเองตลอดเวลา

2.2 เราว่า form หรือ style ของละครเรื่องนี้ ก็อาจจะ "จงใจ" กระตุ้นให้ผู้ชมคิดถึงเรื่องอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในละครตรงหน้าด้วยนะ เพราะละครเรื่องนี้ ใช้นักแสดงสลับสับเปลี่ยนกันไปมา ในการเล่นเป็นตัวละครคนเดียวกัน ฉากของละคร ก็ไม่ได้พยายามลวงให้เรารู้สึกว่า เรากำลังอยู่ในสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ เราว่าวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ ก็เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า เรากำลังดูเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงเหมือนในละครทั่วๆไปน่ะ และพอเรารู้สึกว่า ตัวละคร A ในละครเรื่องนี้ มันไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาที่เฉพาะเจาะจง หรือไม่ใช่ คนๆหนึ่งที่มีความ unique จนคนอื่นไม่สามารถแทนที่ได้ (แบบตัวละครในเรื่อง fiction ทั่วไป) แต่เป็นเหมือนภาพแทนของจิตสำนึกของคนหลายๆคน ละครเรื่องนี้ก็เลยเหมือนกระตุ้นให้เราคิดถึงเรื่องของตัวเองในยุคสมัยนั้นๆตามไปด้วย

3.แต่พอช่วงครึ่งหลัง เราก็มีสมาธิกับละครมากขึ้น เพราะ "น้องน้ำ" หล่อ sexy น่ารักมากๆ 555

4.หากให้เทียบว่าดูละครเวทีเรื่องนี้แล้วนึกถึงหนังเรื่องไหน เราก็จะนึกถึงหนังต่างประเทศที่เล่าเรื่องชีวิตคนธรรมดาที่ผ่านช่วงเวลาต่างๆอย่างยาวนานนะ โดยที่ตัวละครในหนังไม่ได้เป็น hero หรือบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นคนธรรมดาที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองในหลายๆช่วงเวลา

หนัง/ละครทีวีที่เรานึกถึงมากที่สุดก็คือ BERLIN ALEXANDERPLATZ (1980, Rainer Werner Fassbinder, West Germany, 15hours 31mins) เพราะว่า

4.1 protagonist ของทั้ง BERLIN ALEXANDERPLATZ และ “ปรารถนา” ไม่ใช่ “คนดี” ในสายตาของเรา 555 แต่เป็นตัวละครสีเทาแก่มากๆ

4.2 เรื่องราวทั้งสองเรื่องนี้ ไม่ได้พูดถึงการเมืองแบบเพียวๆ แต่พูดถึง “ชีวิตของพระเอกที่เป็นคนธรรมดา” และ “ความสัมพันธ์ทางเพศของพระเอก” เป็นหลัก โดยที่การเมืองเป็น background

4.3 เรื่องราวทั้งสองเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วง the rise of fascism เหมือนกัน โดยเนื้อหาของ BERLIN ALEXANDERPLATZ เกิดขึ้นในทศวรรษ 1920 จนกระทั่งฮิตเลอร์ขึ้นมาเรืองอำนาจ ส่วนเนื้อหาใน “ปรารถนา” ก็เกิดขึ้นในยุค the rise of fascism in Thailand ก็ว่าได้

นอกจาก BERLIN ALEXANDERPLATZ แล้ว ความ “ยิ่งใหญ่” ของปรารถนา ก็ทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง A BRIGHTER SUMMER DAY (1991, Edward Yang, Taiwan, 3hours 57mins), EVOLUTION OF A FILIPINO FAMILY (2004, Lav Diaz, Philippines, 9hours), SUMMER PALACE (2006, Lou Ye, China, 2hours 38mins) , THE TIN DRUM (1979, Volker Schlöndorff, West Germany, 2 hours 22mins) และ UNDERGROUND (1995, Emir Kusturica, Yugoslavia, 2hours 50mins)  ด้วย เพราะหนังเหล่านี้ต่างก็สะท้อนชีวิตคนธรรมดาท่ามกลางความผันผวนของสังคมการเมืองเหมือนๆกัน และทั้งไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, จีน, เยอรมนี และยูโกสลาเวีย ต่างก็เป็นประเทศที่เคยเผชิญกับความเลวร้ายของระบอบการปกครองของประเทศตนเองอย่างหนักหนาสาหัสเหมือนๆกันด้วย

เราก็เลยชอบ “ปรารถนา” ตรงจุดนี้มากๆด้วย เพราะมันทำให้เรานึกถึงหนังที่ยิ่งใหญ่กลุ่มนี้ ซึ่งดูเหมือนว่าอาจจะยังไม่มีหนังไทยที่สามารถทำได้ทัดเทียมถึงขั้นนั้น



Sunday, June 11, 2017

WHAT WE TALK ABOUT WHEN WE DON’T TALK ABOUT THE ELEPHANT IN THE ROOM (2017, Wichaya Artamat, stage play, A+30)

WHAT WE TALK ABOUT WHEN WE DON’T TALK ABOUT THE ELEPHANT IN THE ROOM (2017, Wichaya Artamat, stage play, A+30)
ไม่มีอะไรจะพูด

1.ตอนดูจะนึกถึงหนังเรื่อง THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Buñuel) ในแง่

1.1 ความประหลาด การสร้างโลกเซอร์เรียลหรือแฟนตาซีขึ้นมา มันเป็นโลกที่มียักษ์และมีหอยสุมอย และนอกจากมันจะทำให้นึกถึงหนังของบุนเยลแล้ว มันยังทำให้นึกถึงหนังอย่าง THE LOBSTER (2015, Yorgos Lanthimos) ในแง่การสร้างโลกที่มีกฎเกณฑ์ประหลาดๆขึ้นมาด้วย

เราว่าความเป็นบุนเยลนี่มันเข้ากับสังคมไทยมากๆเลยนะ เพราะมันเป็นสังคมที่ตรรกะทุกอย่างพังพินาศไปหมดแล้ว 555

1.2 การเล่าเรื่องเป็น fragments แทนที่จะเล่าเรื่องเป็น linear narrative โดยที่บาง fragments จะเชื่อมโยงกัน และบาง fragments จะดูเหมือนไม่รู้เชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆได้ยังไง

1.3 การตีความได้บ้างไม่ได้บ้าง

1.4 ความเป็นอิสระในระดับหนึ่งจาก “ประเด็น”  ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่เราชอบที่สุด เพราะหนังอย่าง THE DISCREET CHARM นั้น เราดูแล้วเราก็ตีความไม่ได้ทุกฉาก บอกไม่ได้ว่าหนังมันพูดประเด็นเดียวหรือหลายประเด็น แต่เราชอบอะไรแบบนี้น่ะ คือหนังแนวสะท้อนสังคมมันอาจจะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆคือ

1.4.1 หนังแนว FEVER MOUNTS AT EL PAO (1959, Luis Buñuel) ที่เล่าถึงเผด็จการกดขี่ประชาชนตรงๆไปเลย พูดถึงประเด็นเผด็จการเป็นประเด็นหลักชัดๆเน้นๆประเด็นเดียวไปเลย หรือถ้าเป็นหนังไทย ก็มีเช่น IN THE FLESH (2016, Kong Pahurak), 329 (2014, Tinnawat Chankloi), DOGMATIST (2015, Patipol Teekayuwat) ที่สร้างโลกสมมุติ, ประเทศสมมุติ หรือโลกอนาคตขึ้นมา โดยที่ประเทศสมมุตินั้นใช้ระบอบเผด็จการ

1.4.2 หนังอย่าง THE DISCREET CHARM, THE PHANTOM OF LIBERTY (1974, Luis Buñuel) และหนังหลายๆเรื่องของ Alexander Kluge ที่มันสะท้อนสังคม แต่มันดูเหมือนเปิด รูรั่ว หรือช่องว่าง เอาไว้เยอะมาก เพราะมันจะมีหลายๆฉากในหนังกลุ่มนี้ที่เราดูแล้วจะตอบไม่ได้ว่า มันโยงกับธีมหลักยังไง, มันหมายถึงอะไร มันดูเหมือนหนังกลุ่มนี้เป็นอิสระจากประเด็นของมันในระดับหนึ่งน่ะ คือแทนที่มันจะตั้งหน้าตั้งตาพูดว่าเผด็จการเลวร้ายอย่างโน้นอย่างนี้ในทุกๆฉาก หรือพูดถึงธีมหลักของมันในทุกๆฉาก  หนังกลุ่มนี้กลับใส่ฉากที่ไม่รู้ว่าคืออะไรเข้ามาเป็นระยะๆ และฉากแบบนี้มันก็เหมือนรูรั่ว, ช่องว่าง, รูให้เราได้มีอากาศหายใจ ไม่ต้องถูกกดทับหรือบีบรัดด้วยธีมหลัก, จุดกระตุ้นความคิดผู้ชม ฯลฯ

คือหนังในกลุ่ม 1.4.1 ดูเหมือนจะสะท้อนสังคมด้วยการพูด A,B,C,D,E เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ แต่หนังในกลุ่ม 1.4.2 จะพูด A, ก,ƒ,‡ B, sin, cos, tan, C,œ เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ และโดยทั่วไปแล้วเราจะชอบหนังในกลุ่ม 1.4.2 มากกว่า เพราะมันดูแล้วเป็นอิสระดี และมันเข้ากับมุมมองของเราที่มีต่อชีวิตดี เพราะเราไม่ได้มองว่าชีวิตเรามีมิติการเมืองแค่มิติเดียว ถึงแม้ว่าการเมืองจะแทรกซึมเข้ามาในเกือบทุกมิติของชีวิตในรูปแบบต่างๆก็ตาม

คือ ไม่มีอะไรจะพูด กับ THE DISCREET CHARM ไม่ได้พูดประเด็นเดียวกัน แต่ลักษณะบางอย่างดังที่กล่าวไปข้างต้นทำให้เรานึกไปถึง THE DISCREET CHARM น่ะ และมันก็เลยทำให้เราชอบ “ไม่มีอะไรจะพูด”มากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราแทบไม่ค่อยเจอหนังไทยแนวสะท้อนสังคมที่ใช้โครงสร้าง/ลักษณะแบบ THE DISCREET CHARM มาก่อน (เราขอนำ “ไม่มีอะไรจะพูด” ไปเทียบกับหนังไทยที่เราเคยดูมานะ เพราะเราไม่ได้ดูละครเวทีมานาน 14 เดือนแล้ว เราก็เลยไม่สามารถนำ “ไม่มีอะไรจะพูด” ไปเทียบกับละครเวทีเรื่องอื่นๆได้)

2.ดูแล้วจะจับเนื้อเรื่องได้เป็น 3 ก้อนใหญ่ๆนะ นั่นก็คือ
2.1 เรื่องของหอยสุมอย ที่สะท้อนประเทศชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจในระดับล่างๆลงมา อย่างเช่นครูกับศิษย์
2.2 เรื่องของนางยักษ์, เมรี, รถเสน และร้านอาหารของเมรีที่ได้รับข้อกล่าวหา อันนี้เหมือนกับสะท้อนประเด็นทางสังคมในระดับนึง
2.3 เรื่องความสัมพันธ์ของเกย์ ที่ดูเหมือนจะสะท้อนความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

และก็มี fragments ยิบย่อยที่เราไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรยังไง แต่ก็ชอบมาก อย่างเช่นฉากที่ชายหนุ่มสองคนคุยกันด้วยประเด็นต่างๆ แต่ต้องทำหน้าตายิ้มแย้มเข้าหากัน และเล่นสะบัดเสื้อใส่กันตลอดเวลา, หรือเนื้อหาบางส่วนที่เราไม่รู้ว่าคืออะไร อย่างเช่น การที่สาวเสิร์ฟคนหนึ่งเห็นผี

ในส่วนของเนื้อเรื่อง 3 ก้อนนั้น เราชอบส่วนของหอยสุมอยที่สุดนะ เราว่ามันสะท้อนสังคมได้ดีมากๆ และมันทำให้น่าคิดมากๆว่า คนไทยในอีก 100 ปีข้างหน้า จะมองคนไทยแต่ละกลุ่มในปี 2017 ด้วยมุมมองอย่างไรบ้าง

เราว่าส่วนของหอยสุมอย มันสะท้อนสังคมที่เลวร้ายด้วยอารมณ์ขันได้ดีด้วยแหละ มันก็เลยแตกต่างจากหนังสะท้อนสังคมเรื่องอื่นๆของไทยที่ทำออกมาในแนวเคร่งเครียดเป็นส่วนใหญ่

คือถ้าละครเวทีเรื่องนี้มันมีแต่ส่วนของหอยสุมอยส่วนเดียว เราก็จะเทียบมันกับหนังเรื่อง THE LOBSTER นะ ในแง่การสร้างโลกวิปริตผิดเพี้ยนขึ้นมาเพื่อสะท้อนอะไรบางอย่างในโลกความเป็นจริง


แต่พอละครเวทีเรื่องนี้มีส่วนของนางเมรีและเรื่องเกย์คุยกันเข้ามาด้วย เราก็เลยนำมันไปเทียบกับ THE DISCREET CHARM และหนังของ Alexander Kluge น่ะ ในแง่ความเป็นอิสระจากประเด็น คือจริงๆแล้วบางคนอาจจะตีความเรื่องของเมรีและเกย์ให้โยงเข้ากับธีมหลักในหอยสุมอยก็ได้นะ แต่เราขี้เกียจคิดเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน เราขี้เกียจตีความ และเราชอบที่มันดูเหมือนไม่เชื่อมโยงกันง่ายๆแบบนี้นี่แหละ มันดูเป็นอิสระดี มันเปิดช่องว่างให้เราได้หายใจหายคอดี มันคือความสุขแบบเดียวกับที่เราได้รับจาก Luis Buñuel และ Alexander Kluge

Sunday, March 13, 2016

HALF-UNDER (2016, Paspawisa Jiwapattanakul, stage play, A+20)

HALF-UNDER (2016, Paspawisa Jiwapattanakul, stage play, A+20)
ฝัน-รู้ตัว (ภัสสร์ภวิศา จิวพัฒนกุล)

1.ชอบโครงสร้างการเล่าเรื่องและไอเดียของละครเรื่องนี้อย่างสุดๆ แต่อาจจะไม่ได้ชอบละครโดยรวมอย่างสุดๆ เพราะเราว่าอารมณ์มันยังติดๆขัดๆหรือยัง “เกลี่ยอารมณ์ได้ไม่เนียน” หรืออารมณ์ไม่พีคเท่าที่ควรน่ะ แต่เราว่าถ้าหากมีการปรับแก้นิดๆหน่อยๆเพื่อให้อารมณ์มัน smooth กว่านี้ และมีการทำให้ตัวละครเป็นมนุษย์มากกว่านี้ มากกว่าเป็นแค่ “ไอเดีย” เราอาจจะชอบมันอย่างสุดๆก็ได้

2.จริงๆแล้วรู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้กับ WALL (2015, Sirimas Yodsuwan, A+20) เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพราะเราว่า WALL นำเสนอตัวละครได้เป็นมนุษย์มากๆ เค้นอารมณ์ตัวละครออกมาได้ดีมากๆ แต่ไม่ได้มีไอเดียสร้างสรรค์แบบ HALF-UNDER ส่วน HALF-UNDER มีไอเดียสร้างสรรค์น่าสนใจมาก แต่เราว่าการนำเสนอฉากบางฉากแบบสั้นๆเร็วๆมันช่วยในการ “เล่าเรื่อง” ได้ก็จริง แต่มันทำให้ตัวละครมันดูเป็นตัวละครยังไงไม่รู้ ไม่ได้ดูเป็นมนุษย์มากเท่า WALL

3.แต่ชอบไอเดียบางอย่างของ HALF-UNDER อย่างสุดๆ ทั้ง

3.1 โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบหนังเรื่อง SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, 298min, A+30) ที่แสดงให้เห็นว่า ชีวิตมนุษย์ในบาง moment มันมีทางเลือกต่างๆมากมาย คือใน moment A เราอาจจะไม่มีทางเลือก แต่ใน moment B เราอาจจะมีทางเลือกสองทาง เป็น B1 กับ B2 แล้วพอเราเลือก B1 ไปแล้ว เราอาจจะเจอทางเลือก C1 C2 C3 รออยู่ข้างหน้า แต่ถ้าหากเราเลือก B2 แทนที่จะเลือก B1 เราอาจจะตายห่าไปเลย และต่อมาถ้าหากเราเลือก C3 ไปแล้ว เราอาจจะเจอ D1 D2 D3 D4 D5 D6 รออยู่ข้างหน้า อะไรแบบนี้

คือเราชอบโครงสร้างหนังแบบที่แสดง possibilities ต่างๆมากมายแบบนี้น่ะ ซึ่งจริงๆแล้วมีหนังหลายเรื่องที่เล่าเรื่องแบบนี้ แต่เราว่าเรื่องที่ดีที่สุดในแนวทางนี้ก็คือ SMOKING/NO SMOKING

แต่การที่ SMOKING/NO SMOKING มันดีสุดในสายตาของเรา เพราะมันยาว 5 ชั่วโมงไง มันก็เลยสามารถนำเสนอได้ทั้งไอเดียเจ๋งๆ และนำเสนอตัวละครได้อย่างค่อนข้างเป็นมนุษย์ในแต่ละความเป็นไปได้ของแต่ละสถานการณ์ในขณะเดียวกัน

แต่หนังหรือละครเวทีที่เอาโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้มาใช้ แต่ไม่ได้ยาว 5 ชั่วโมงแบบนั้น มันก็เลยมักจะนำเสนอได้แต่ไอเดีย แต่ไม่สามารถนำเสนอความเป็นมนุษย์ของตัวละครไปพร้อมกันได้ในขณะเดียวกันน่ะ ซึ่งตัวอย่างของหนังประเภทนี้ก็คือเรื่อง “เสี้ยวหนึ่งของความเป็นไปได้ทั้งหมดในการให้ แต่จะรับหรือไม่รับ ก็แล้วแต่พิจารณา” (2014, Nattawoot Nimitchaikosol, 3min, A+30) ซึ่งยาวเพียงแค่ 3 นาที แต่นำเสนอความเป็นไปได้ประมาณ 30 รูปแบบของเหตุการณ์ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งยื่นของให้หญิงสาวคนหนึ่ง

และเราว่าเสน่ห์ของ HALF-UNDER มันอยู่ที่อารมณ์แบบมนุษย์ที่โผล่แพล็มขึ้นมาท่ามกลางโครงสร้างการเล่าเรื่องที่น่าสนใจนี้น่ะ โดยเฉพาะในฉาก HOW DEEP IS YOUR LOVE คือเราว่าฉากนี้พีคมากๆสำหรับเรา ชอบสุดๆเลย มันดูแล้วสะเทือนใจสุดๆที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากเรายอมรับความจริงตามความเป็นจริง รู้จักตัวเองดีจริงๆตั้งแต่ตอนนั้น เราอาจจะมีความสุขไปนานแล้วก็ได้ ไม่ต้องมาใช้ชีวิตอย่างทรมานทรกรรมอยู่ซะตั้งนาน

คือเราว่าฉาก HOW DEEP IS YOUR LOVE นี่มันนำโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ possibilities มาผสานกับอารมณ์ความเป็นมนุษย์ของตัวละครได้ดีสุดๆเลยนะ แต่น่าเสียดายที่ละครมันดันไม่จบที่ฉากนี้ แต่มีอีกสองฉากถัดมา ซึ่งเราว่าไม่จำเป็น คือถ้าหากตัดสองฉากต่อมาทิ้งไป และจบเปรี้ยงไปเลยที่ฉาก HOW DEEP IS YOUR LOVE มันอาจจะลงตัวทางอารมณ์มากกว่า

สรุปก็คือ สำหรับเราแล้ว เราชอบโครงสร้างการเล่าเรื่องใน HALF-UNDER อย่างสุดๆ แต่เราก็คิดว่า ถ้าหากบางสถานการณ์มันถูกยืดให้ยาวขึ้น ตัวละครมันอาจจะดูเป็นมนุษย์มากขึ้นน่ะ แต่พอบางสถานการณ์มันถูกเล่าแบบรวบรัดเร็วๆ เราก็เลยได้แต่ไอเดียของสถานการณ์นั้น แต่ไม่ได้อารมณ์ของสถานการณ์นั้น อารมณ์ของละครโดยรวมมันก็เลยไม่พีคเท่าที่ควร ยกเว้นในฉาก HOW DEEP IS YOUR LOVE ที่เราว่าเจ๋งสุดๆ พีคมากๆ

3.2 ชอบที่เอาโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ possibilities มาโยงกับนางเอกที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือความฝัน อะไรคือความจริง

ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะมีหนังที่เคยนำเสนอตัวละครนางเอกแบบนี้มาแล้วนะ อย่างเช่น SHATTERED IMAGE (1998, Raoul Ruiz) คือมันอาจจะมีหนังบางเรื่องที่นางเอกคิดว่าเหตุการณ์บางอย่างเป็นความจริง ทั้งที่จริงๆแล้วเธอแค่ฝันไป

แต่สิ่งที่พีคมากในละครเวทีเรื่องนี้ก็คือว่า มันมีบางฉากที่นางเอกคิดว่าตัวเองอยู่ในความฝัน เธอก็เลยตะปบผู้ชายอย่างรุนแรง แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ความฝัน มันเป็นความจริง 555 เราชอบไอเดียนี้มากๆ ที่นางเอกทำตัวร่านๆเพราะนึกว่าตัวเองยังอยู่ในความฝันอยู่

3.3 ชอบไอเดียที่เอา possibilities ต่างๆของชีวิต + การแยกไม่ออกระหว่างความฝัน+ความจริง มาโยงกับ “การไม่เข้าใจตัวเอง” และ “การทำตัวตามกระแสสังคม” น่ะ

ซึ่งเราว่าไอเดียนี้มันดีมากๆเลยนะ เพราะมันทำให้ผู้ชมหลายๆคนโยงเข้ากับชีวิตตัวเองได้ เพราะเราว่าผู้ชม 99% แยกออกว่าอะไรคือความฝัน อะไรคือความจริง และไม่ได้มีอาการทางจิตรุนแรงแบบนางเอก แต่ผู้ชมหลายๆคนอาจจะไม่ได้ “ใช้ชีวิตโดยเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่” น่ะ เพราะปัจจัยสำคัญสองประการ ซึ่งก็คือ

3.3.1 เขายังไม่เข้าใจตัวเองดีพอ ต้องลองผิดลองถูก ลองทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ แล้วถึงจะเข้าใจตัวเองดีพอว่าตัวเองชอบอะไรจริงๆ หรือถนัดจะทำอะไรจริงๆ

3.3.2 เขาชอบทำตามกระแสสังคมไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบจริงๆ หรือเขาชอบทำตามสิ่งที่คนใกล้ตัวทำ สิ่งที่คนรักทำ สิ่งที่เพื่อนๆทำ สิ่งที่สังคมคาดหวังให้เขาทำ ทั้งๆที่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบจริงๆ

คือเหมือนละครเวทีเรื่องนี้ จะโยงการใช้ชีวิตแบบสองประเภทข้างต้น เข้ากับการใช้ชีวิตแบบสะลึมสะลือ เหมือนจะเปรียบเทียบ “การใช้ชีวิตแบบไม่เป็นตัวของตัวเองจริงๆ “ เข้ากับภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นในเรื่องนี้น่ะ ซึ่งเราว่ามันเป็นไอเดียที่น่าสนใจมากๆ ถึงแม้ว่าการ execute ไอเดียนี้ออกมาเป็นชีวิตตัวละคร อาจจะยังไปได้ไม่สุดก็ตาม

4.ชอบการจิกกัดตัวละครที่พยายามทำตามกระแสสังคมในเรื่องนี้มากๆ เราดูแล้วนึกถึงอารมณ์จิกกัดในหนังของ Woody Allen บางเรื่องน่ะ คือมันไม่ได้ดูถูกคนที่ pretentious หรือ wannabe อย่างรุนแรง แต่มันมองคนพวกนี้ด้วยอารมณ์เหน็บแนมขำๆ

5.ชอบวิธีการ treat ตัวละคร “เอิร์ธ” มากๆ ที่ตอนแรกมันก็ดูเป็นพวก wannabe, pretentious แต่ในแง่นึงมันก็อาจจะเป็นแค่จุดยืนของบางคนที่ต้องการรักษากึ่งกลางระหว่างความแมสกับความสุดขั้วก็ได้ และมันก็ไม่ใช่ว่าคนพวกนี้จะ pretentious ตั้งแต่เกิดยันตาย เพราะคนเรามันพัฒนากันได้ เขาอาจจะเคย pretentious มาก่อน แต่เขาก็อาจจะกลายเป็นคนที่รักศิลปะจริงๆ เริ่มซึมซับและเข้าใจและซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำอย่างจริงใจจริงๆในเวลาต่อมาก็ได้

จริงๆแล้วถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน เราอาจจะเกลียดคนอย่าง “เอิร์ธ” มากๆก็ได้นะ แต่ปัจจุบันนี้เราค้นพบแล้วว่า การทำตัวแบบ “ทราย” มันอยู่รอดไม่ได้ในทางการเงินจริงๆน่ะ 555 เพราะฉะนั้นถ้าหากจะอยู่รอดให้ได้ในทางการเงิน มันก็ต้องหาหนทางประนีประนอมรสนิยมของตัวเองเข้ากับกระแสสังคม

คือพอเราเห็นตัวละคร “เอิร์ธ” กับ “ทราย” ในเรื่องนี้ แล้วเราก็อดคิดถึงการฉายหนังนอกกระแสในบ้านเราไม่ได้น่ะ คือ “ทราย” ในเรื่องนี้พยายามผลักดันศิลปินโนเนมที่ทำผลงานดีๆให้เป็นที่รู้จัก แต่ปรากฏว่ามันกลับทำให้แกลเลอรี่ของเธอร้างคนดู เราก็เลยนึกถึงงานฉายหนังนอกกระแสบางงานในกรุงเทพ ที่แทบไม่มีคนมาดูเลย ทั้งๆที่เป็นการฉายฟรี และหนังที่ฉายก็ดีสุดๆในสายตาของเรา เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่งานของผู้กำกับชื่อดังเท่านั้นเอง

พอเห็นทรายในละครเวทีเรื่องนี้ เราก็เลยอดคิดถึงตัวเองและเพื่อนนักฉายหนังนอกกระแสบางคนไม่ได้น่ะ และเราก็ต้องยอมรับความจริงแหละว่า การพยายามจะผลักดันศิลปินดีๆหรือผลงานดีๆให้เป็นที่รู้จักนั้น มันเป็นงานที่แทบไม่มีวันประสบความสำเร็จได้จริงๆในบ้านเรา

เพราะฉะนั้นถึงแม้ “เอิร์ธ” จะดูทำตัว pretentious แต่ในแง่นึง เขาก็เป็นคนที่สามารถ deal กับโลกและสังคมได้ และเราก็ต้องยอมรับเขาในแง่นี้


6.ภูวดล มุ่งจิตธรรมมั่น ที่แสดงเป็นเอิร์ธในเรื่องนี้น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ดูแล้วน้ำลายฟูมปากอย่างรุนแรง จบ

Thursday, March 10, 2016

Film Wish List: THREE SISTERS (2015, Valeria Bruni Tedeschi, France, 110min)

Film Wish List: THREE SISTERS (2015, Valeria Bruni Tedeschi, France, 110min)

แค่เห็นชื่อ Valeria Bruni Tedeschi กำกับ ก็ไม่ต้องอธิบายอีกแล้วว่าทำไมเราถึงอยากดูหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์ของ Anton Chekhov อยากรู้จังเลยว่าจะทำได้ดีสู้กับหนังเชคอฟอย่างเรื่อง “นางนวล” (1987, ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ได้มั้ยนะ 555

Noémie Lvovsky มาช่วยเขียนบทหนังเรื่องนี้ด้วย ส่วนดารานำหญิงสามคนของหนังเรื่องนี้เป็นดาราที่เราไม่รู้จักมาก่อน เพราะเป็นดาราละครเวทีของฝรั่งเศส

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการดัดแปลงเนื้อหาให้แตกต่างไปจากตัวบทประพันธ์เดิม เพราะในบทประพันธ์เดิมนั้น อิรินา น้องสาวคนสุดท้องได้รับของขวัญวันเกิดครบรอบอายุ 20 ปีเป็นเครื่องชงชา แต่ในหนังเรื่องนี้เธอได้รับของขวัญวันเกิดเป็น film projector

เราเองก็ไม่เคยดู THREE SISTERS เวอร์ชั่นที่เล่าเรื่องตามบทประพันธ์ดั้งเดิมเลยนะ เคยดูแต่ละครเวที THREE SISTERS ในปี 2009 ที่กำกับโดย Hiroshi Koike ซึ่งดูไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันเป็นละครเวทีที่ไม่เล่าเรื่อง มีแต่นักแสดงหญิงสามคนมาทำท่าทางพิศวงตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และก็เคยดูแอนิเมชั่น THREE SISTERS & ANDREY (2008, Boris Despodov) ที่ก็ดัดแปลงไปจากบทประพันธ์จนไม่เหลือเค้าเดิมด้วยเช่นกัน
https://www.youtube.com/watch?v=ylE2CNsNRLk

ส่วนหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Anton Chekhov ที่เราชอบสุดๆก็รวมถึง

1.นางนวล THE SEAGULL (1987, M.L. Bhandevanop Devakul)
2.VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle)
3.AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)
4.WINTER SLEEP (2014, Nuri Bilge Ceylan, Turkey)

ส่วน THE LADY WITH THE DOG (1960, Iosif Kheifits, Soviet Union) กับ LITTLE LILI (2003, Claude Miller) นั้น เราเคยดูแต่ชอบในระดับไม่มากนัก


หนังอีกเรื่องที่เราชอบสุดๆคือ THE CHERRY ORCHARD (1990, Shun Nakamura) แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องตามบทละครของเชคอฟโดยตรง แต่พูดถึงชีวิตเด็กสาวในโรงเรียนไฮสกูลที่กำลังจะนำบทประพันธ์ของเชคอฟมาสร้างเป็นละครเวที

Tuesday, February 23, 2016

PAST (2016, NITEDTUNCLUB, stage play, A-)

PAST (2016, NITEDTUNCLUB, stage play, A-)

1.รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ตรงข้ามกับ DEAR ANGEL (2015, Ninart Boonpothong, A+/A) ในแง่ที่ว่า DEAR ANGEL นั้นมีจุดเด่นที่บทละครอันซับซ้อนและไม่ธรรมดาตามสไตล์ของนินาท แต่ DEAR ANGEL มีจุดด้อยที่การแสดงของเด็กมัธยม

แต่ใน PAST นั้น จุดด้อยคือบทที่เราเดาว่าคงเป็นเด็กมัธยมแต่งกันเอง บทก็เลยไม่ซับซ้อน และอาจจะน่าเบื่อสำหรับผู้ชมวัย 42 ปีอย่างเราที่ไม่อินกับเรื่องราวอะไรทำนองนี้แล้ว แต่แน่นอนว่าเราย่อมไม่ใช่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลักของละครเวทีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ชมกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งได้แก่เด็กๆมัธยมด้วยกันเอง น่าจะเป็นผู้ตอบคำถามได้ดีกว่าว่า ละครเวทีเรื่องนี้สนุกและดูแล้วอินหรือไม่

อย่างไรก็ดี จุดเด่นของ PAST คือการแสดงของเด็กมัธยม เราว่าพวกเขาแสดงได้ “มีเสน่ห์” น่ะ คือไม่ใช่แสดง “ดี” หรือแสดง “เก่ง” แบบนักแสดงมืออาชีพนะ แต่เรารู้สึกว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เราดูละครเรื่องนี้แล้วรู้สึกเพลิดเพลิน คือเสน่ห์ของนักแสดง ซึ่งไม่ได้เกิดจากความสวยหล่อหน้าตาดี แต่เราเดาว่ามันอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่เกร็งหรือเครียดกับการแสดงมากเกินไปแบบนักแสดงในเรื่อง DEAR ANGEL ก็ได้ อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

คือเราเดาว่า เนื่องจากบทของ DEAR ANGEL มันซับซ้อนมาก และมันเป็นบทของเทวดาที่มีการหักหลังพลิกแพลงตลบแตลงไปมา นักแสดงซึ่งเป็นเด็กมัธยมอาจจะเครียด และอาจจะพยายามแสดงให้สมบทบาทกับตัวละครที่ห่างไกลจากตัวพวกเขาเองในชีวิตจริง การแสดงของพวกเขาก็เลยขาดเสน่ห์อะไรบางอย่างไป

แต่ใน PAST นั้น เนื่องจากบทไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย และแต่ละตัวละครที่พวกเขาแสดงก็ไม่ได้ห่างไกลจากชีวิตจริงของพวกเขามากเท่าไหร่ มันก็เลยอาจจะส่งผลให้พวกเขาไม่ต้องเครียดกับการแสดงมากนัก และมันก่อให้เกิดเสน่ห์แบบแปลกๆขึ้นมา

คือเราเดาว่าการที่พวกเขาเหมือนไม่ได้เป็นตัวละคร 100% เต็ม แต่เป็นตัวละครเพียงแค่ 75% และเป็นตัวเอง 25% เราว่ามันก่อให้เกิดเสน่ห์แบบแปลกๆที่น่าสนใจน่ะ

กรณีแบบนี้ทำให้นึกถึงหนังฝรั่งเศสนะ คือหนังฝรั่งเศสมันจะมีบางเรื่องที่เป็นการแสดงแบบ traditional ไปเลย นักแสดงสวมบทบาทเป็นตัวละคร 100% เต็มไปเลยแบบที่เราพบได้ในหนังฮอลลีวู้ดโดยทั่วไป แต่มันมีหนังฝรั่งเศสหลายเรื่องที่มันออกมาดีมากๆ โดยไม่ได้ต้องการความ “สมจริง” จากนักแสดงมากนัก อย่างเช่นหนังของ Jacques Rivette ที่มักให้นักแสดงร่วมแต่งบทภาพยนตร์ด้วย และมันส่งผลให้หนังของเขาออกมามางดงามและมีเสน่ห์เป็นตัวของตัวเองมาก เพราะตัวละครบางตัวมันซ้อนทับกับจินตนาการของตัวนักแสดงคนนั้นเองจริงๆ, หนังของ Marguerite Duras ที่มักทำให้นักแสดง “เสียสมาธิ” ในระหว่างการแสดง เพื่อให้เกิด “ช่องว่าง” บางอย่างระหว่างนักแสดงกับตัวละคร แต่ผลที่ออกมากลับทำให้หนังของเธอหลอนสุดๆ หรือหนังของ Robert Bresson ที่พยายามทำให้นักแสดงแสดงให้ “แข็งกระโด๊ก” ที่สุด เพื่อผลทางปรัชญาบางอย่าง

สรุปว่า เราก็เลยเพลิดเพลินกับ PAST ในระดับนึง เพราะถึงเราจะเบื่อๆกับเนื้อเรื่อง แต่เราว่านักแสดงเล่นได้มีเสน่ห์ดี

2.ถึงแม้เราจะเบื่อๆกับช่วงต้นเรื่องเล็กน้อย แต่เราว่าช่วงท้ายที่เป็นเรื่องหญิง,ชาย, กะเทย กับเลสเบียนออกมาดีมากๆเลยนะ คือเราว่าเนื้อเรื่องช่วงนี้ โอเค น่ารักมาก และเราว่านักแสดงเล่นได้มีเสน่ห์มากๆในช่วงนี้ด้วย มันเหมือนกับว่า ช่วงต้นๆเรื่อง เครื่องยังไม่ติดน่ะ เหมือนกับว่าพลังทางการแสดงยังไม่เปล่งออกมาเต็มที่ หรือนักแสดงยังเข้าขากันไม่ได้เต็มที่ ยังรับส่งอารมณ์กันไม่ลงตัว แต่เครื่องพึ่งมาติด ตอนท้ายๆเรื่องแล้ว


เราเดาว่า มันอาจจะเป็นเพราะการแสดงรอบแรกด้วยแหละ มันเลยเกิดอาการเครื่องติดช้า ถ้าหากพวกเขาได้แสดงหลายๆรอบ เครื่องมันอาจจะติดเร็ว หรือนักแสดงอาจจะเข้าขากันได้เร็วตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องก็ได้

Monday, February 01, 2016

THE FIRST WIFE: A NEW MUSICAL (2016, Chavatvit Muangkeo, stage play, A+25)

THE FIRST WIFE: A NEW MUSICAL (2016, Chavatvit Muangkeo, stage play, A+25)
เมียหลวง

เราไม่ขอเขียนวิจารณ์ละครเวทีเรื่องนี้นะ แต่จะเขียนเกี่ยวกับ “ตัวเอง” เป็นหลัก 555

1.เราเคยอ่านนิยายเรื่องนี้ของกฤษณา อโศกสินเมื่อประมาณ 30 ปีก่อนได้มั้ง ตอนเราอยู่มัธยมต้น แต่ไม่เคยดูละครทีวีที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องนี้เลย เราก็เลยจำเนื้อเรื่องต้นฉบับไม่ได้แล้ว และไม่สามารถบอกได้ว่ามันดัดแปลงมาจากต้นฉบับได้ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะเราจำต้นฉบับไม่ได้

2.แต่ถ้าวัดจากความรู้สึกของตัวเองขณะที่ได้ดู ก็ enjoy ในระดับเกือบสุดๆนะ เราว่ามันสนุกดี และชอบมันในหลายๆจุด จุดแรกก็คือว่า เราว่าตัวละครมันดูเป็นมนุษย์ที่น่าสนใจดีน่ะ ตัวละครเมีย 4 คนของพระเอกดูมี character แตกต่างกันชัดเจนมาก และดูเป็นมนุษย์ดี คือถึงแม้ดร.วิกันดาจะเป็นนางเอก และอรอินทร์จะดูเหมือนเป็นนางอิจฉา แต่ตัวละครสองตัวนี้ก็ไม่แบนเลยน่ะ แต่ดูเป็นมนุษย์มากๆ เมียทั้ง 4 คนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง มีหลักการของตัวเอง เราก็เลยรู้สึกว่ามันสนุกมากๆที่เห็น “มนุษย์” 4 คนมาปะทะกัน คือถ้าหากเรามองว่ามันเป็นแค่ “ตัวละคร” 4 คนมาปะทะกัน เราจะรู้สึกว่ามันไม่สนุกเท่านี้น่ะ เพราะละคร/หนังที่ไม่ทำให้ตัวละครเป็นมนุษย์ มันจะสามารถสร้างความสนุกได้ก็จาก “พล็อตเรื่อง”, “เนื้อเรื่อง” หรือ “สิ่งที่ตัวละครกระทำ” เท่านั้น แต่ถ้าหากละคร/หนังเรื่องใด สามารถทำให้ตัวละครเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์ได้มากๆ ความสนุกมันจะมาจาก “ความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์” ด้วย และไอ้ความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์นี่แหละที่เราชอบสุดๆ เพราะจิตใจมนุษย์มันยากแท้หยั่งถึง มันมีทั้ง “เหตุผล” และ “ความไร้เหตุผล” อยู่ด้วยกัน และจิตใจมนุษย์แต่ละคนมันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่าหนัง/ละครประเภทที่ทำให้ตัวละครขาดความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ไป มันจะสนุกในระดับพล็อตเรื่อง/การกระทำของตัวละครน่ะ แต่หนัง/ละครที่ทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์มากๆ มันจะสนุกในระดับที่ลึกกว่านั้น เพราะมันจะสนุกกับความผันผวนของอารมณ์/ความรู้สึก และความซับซ้อนเอาแน่เอานอนไม่ได้ของจิตใจมนุษย์ด้วย และเราว่าหนึ่งในจุดที่เราชอบที่สุดของ “เมียหลวง” ก็คือจุดนี้นี่แหละ

3.ถึงเราจะจำต้นฉบับไม่ได้ เราก็ว่าเขาดัดแปลงนิยายออกมาเป็นละครเวทีได้ดีพอสมควรนะ เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ “ขาด” เหมือนอย่างละครเวทีแบบ “บัลลังก์เมฆ” น่ะ คือตอนที่เราดูบัลลังก์เมฆ เรารู้สึกเลยว่าละครเวทีมันเล่าเนื้อเรื่องแบบรวบรัดเกินไปในหลายๆจุด มันรู้สึกชัดเจนเลยว่าจังหวะการเล่าเรื่องมันไม่ลงตัว มันพยายามเล่าบางจุดอย่างเร็วเกินไปจนอารมณ์ไม่ราบรื่น แต่ “เมียหลวง” ไม่ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าคนเขียนบทละครเวทีเรื่องนี้เขา “กลั่นกรอง” มาดีน่ะ เขาเลือกมาดีว่าอะไรควรตัดออก อะไรควรใส่เข้ามา เพื่อให้เนื้อเรื่อง+อารมณ์มันลงตัวในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง

แต่ถ้าหากเราจำเนื้อเรื่องในต้นฉบับได้ เราอาจจะไม่เขียนอย่างนี้ก็ได้นะ 555เพราะแน่นอนว่ามันมี “อะไรดีๆ” อีกมากมายในนิยายต้นฉบับที่ถูกตัดทิ้งไปเวลามันกลายมาเป็นละครเวที 2 ชั่วโมงครึ่ง มันต้องมีอะไรดีๆที่ถูกตัดทิ้งไปอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อเราจำเนื้อเรื่องต้นฉบับไม่ได้แล้ว เราก็เลยยกประโยชน์ให้จำเลยไป

(ขอนอกเรื่องตามสไตล์เรา: โดยทั่วไปแล้วเราโอเคนะกับการดัดแปลงนิยายขนาดยาวมาสร้างเป็นหนังหรือละครเวทีความยาวราว 2 ชั่วโมง โดยที่ตัวหนัง/ละครเวทีนั้นแตกต่างเป็นอย่างมากจากตัวนิยายต้นฉบับน่ะ เพราะมันควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว คือถ้ายกตัวอย่างง่ายๆก็คือว่า เราว่าหนังที่ดัดแปลงจากนิยายได้ดีที่สุดเรื่องนึงคือ “เดชคัมภีร์เทวดาภาคสอง” ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ของกิมย้ง แต่แทบไม่เหมือนตัวนิยายต้นฉบับเลย คือ “เดชคัมภีร์เทวดาภาคสอง” เหมือนเอาเนื้อเรื่องเพียงแค่ 5% ในตัวนิยายมาสร้างเป็นหนังน่ะ แล้วตัดเนื้อเรื่องอีก 95% ทิ้งไปเลย แล้วไอ้ 5% นี่ก็ไม่เหมือนในตัวนิยายด้วย แต่มันกลับออกมาเป็นหนังที่ทรงพลังสุดๆ ในขณะที่หนังจีนกำลังภายในบางเรื่องที่พยายามเล่าเรื่องตามนิยายต้นฉบับกลับออกมาห่วยแตกมากๆ เพราะคนเขียนบทไม่รู้จัก “กลั่นกรอง” และ “ดัดแปลง” ว่าอะไรควรใส่เข้ามา และอะไรควรตัดทิ้งไป)

4.เราแทบไม่เคยดูละครเพลงมาก่อนเลยนะ เหมือนชีวิตนี้อาจจะเคยดูไม่เกิน 10 เรื่อง และแม้แต่หนังเพลงเราก็ดูไม่เยอะเช่นกัน เพราะมันไม่ใช่แนวเราน่ะ เราก็เลยไม่ค่อยมีความเห็นอะไรมากนักต่อ “เพลง” ใน “เมียหลวง” เรารู้สึกเพียงแค่ว่าเพลงมันเพราะดี และเพลิดเพลินดี

แต่การดูละครเพลง “เมียหลวง” ทำให้เราคิดถึงประเด็นนึงขึ้นมา คือมันทำให้เราคิดถึง “ข้อได้เปรียบ” และ “ข้อเสียเปรียบ” ของหนังเพลง/ละครเพลง เมื่อเทียบกับหนังทั่วๆไปน่ะ

คือเราว่าเพลงหลายๆเพลงใน “เมียหลวง” มันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกข้างในตัวละครได้ดี คือตัวละครสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองคิดและสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมาได้ผ่านทางบทเพลงน่ะ เพราะฉะนั้นในแง่นึง ละครเพลง/หนังเพลง ที่ใช้เพลงในการถ่ายทอดความรู้สึกข้างในตัวละคร มันก็เลยทำในสิ่งที่หนังทั่วๆไปทำได้ยาก นั่นก็คือการถ่ายทอดความรู้สึกข้างในตัวละครออกมาเป็นเสียงร้องโดยตรง

คือหนังทั่วๆไป บางทีเราจะไม่สามารถรู้ได้โดยตรงว่าตัวละครคิดหรือรู้สึกอย่างไรน่ะ คือถ้าหากหนังทำให้เราได้ยินเสียงความคิดของตัวละครโดยตรง มันก็อาจจะออกมาดีสุดๆแบบหนังอาร์ทบางเรื่องที่ใช้เสียง voiceover ของตัวละครได้อย่างทรงพลังก็ได้ หรือมันอาจจะออกมาเสล่อสุดๆเหมือนละครทีวีไทยเมื่อ 30 ปีก่อนบางเรื่องที่คนดูได้ยิน “ความคิด” ของตัวละครก็ได้ เพราะฉะนั้นหนังทั่วๆไปที่ไม่มี voiceover และไม่มี “เสียงความคิด” ของตัวละคร ก็เลยอาจจะใช้วิธีสร้างตัวละครเพื่อนนางเอกขึ้นมา เพื่อให้นางเอกได้ระบายสิ่งที่อยู่ในหัวตัวเองผ่านทางการคุยกับเพื่อนอะไรทำนองนี้ แต่มันก็ไม่ได้อารมณ์เหมือนการร้องแบบในละครเพลง/หนังเพลงน่ะ เพราะฉะนั้นในแง่นึง ละครเพลง/หนังเพลง ก็เลยดูเหมือน “ได้เปรียบ” หนังทั่วๆไปในแง่ที่ว่า มันสามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ข้างในตัวละครได้ลึกกว่าหนังทั่วๆไปในระดับนึง มันไม่ต้องเล่าเรื่องหรือเล่าเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ แต่มันสามารถ “หยุด” การเล่าเรื่องและหยุดการดำเนินไปของเหตุการณ์ เพื่อให้ตัวละครสามารถเปล่งสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาได้

แต่มันก็มี “ข้อเสียเปรียบ” อยู่เช่นกัน เพราะเราว่าไอ้อารมณ์ความรู้สึกหลายๆอย่างของมนุษย์ โดยเฉพาะไอ้อารมณ์ความรู้สึกที่มันน่าสนใจจริงๆ มันถ่ายทอดเป็น “คำพูด” หรือ “เนื้อร้อง” ไม่ได้น่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่ยังไม่มีศัพท์บัญญัติไว้ และบางทีมันก็อาจจะถ่ายทอดผ่านทางเสียงดนตรีไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นนี่ก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้หนังเพลง/ละครเพลง ไม่ใช่อะไรที่เราชอบเป็นการส่วนตัว เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่เราชอบสุดๆก็คือหนังบางเรื่องที่มันทำให้เรารู้สึกอะไรบางอย่างอย่างรุนแรงโดยที่เราไม่สามารถถ่ายทอดมันออกมาเป็นคำพูดได้มากกว่า

5.สิ่งที่เขียนมาเมื่อกี้ก็คือสาเหตุนึงที่ทำให้เราชอบละครเรื่องนี้แค่ในระดับ A+25 แต่ยังไม่ได้ชอบสุดๆถึงขั้น A+30 น่ะแหละ แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับ/คนเขียนบทนะ เพราะเราว่าการที่เราไม่ฟินสุดๆกับละครเวทีเรื่องนี้มันมีสาเหตุหลักมาจาก

5.1 เราไม่ได้ชอบ “ละครเพลง” อยู่แล้ว

5.2 ตัวเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับก็ไม่ใช่สไตล์เราอยู่แล้ว คือเราว่ากฤษณา อโศกสินเขียนนิยายดีมากๆนะ แต่นางเอกในนิยายของเธอ ไม่ได้มี “ธาตุ” เดียวกับเราน่ะ เราก็เลยแทบไม่เคย identify ตัวเองได้กับนางเอกเรื่องไหนในนิยายของกฤษณา อโศกสินเลย คือตัวละครในนิยายของกฤษณา อโศกสินนี่มันเป็น “มนุษย์” มากๆนะ เพียงแต่ว่าตัวละครนางเอกในนิยายของกฤษณาส่วนใหญ่มักจะเป็น “มนุษย์” ที่มีธาตุต่างจากเรา ยกเว้นเพียงแค่สองเรื่องเท่านั้น นั่นก็คือนิยายเรื่อง “สมมุติว่า เขารักฉัน” กับ “เนื้อนาง” ที่เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกค่อยใกล้เคียงกับความเป็นเราหน่อย ส่วนตัวละครนางเอกที่มีธาตุใกล้เคียงกับเรามากที่สุดคือตัวละครเวฬุรีย์ในนิยายเรื่อง “เพลิงพ่าย” ของนันทนา วีระชน

6.เราจำได้ว่าตอนเด็กๆเราเคยอ่านสัมภาษณ์นักเขียนนิยายคนนึง แต่เราจำไม่ได้ว่าเป็น “กฤษณา อโศกสิน” หรือเปล่า คือนักเขียนนิยายคนนั้นเขาบอกว่า เขามักเริ่มต้นแต่งเรื่องโดยได้แรงบันดาลใจมาจากคอลัมน์ตอบจดหมายปัญหาชีวิตในนิตยสารประเภท “สตรีสาร” นี่แหละ คือในนิตยสารประเภทนี้จะมีคนอ่านเขียนมาเล่าปัญหาชีวิตประเภทผัวมีเมียน้อยอะไรทำนองนี้ แล้วคนตอบจดหมายก็จะให้คำปรึกษากลับไป และนักแต่งนิยายคนนี้ก็มักจะเอาเรื่องราวผัวๆเมียๆในคอลัมน์ตอบจดหมายนี่แหละ มาขยายเป็นนิยาย 100 ตอนจบ

และก็มีนักเขียนนิยายไทยคนนึง ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกับข้างต้น หรือเป็นกฤษณา อโศกสินหรือเปล่า ที่เขาให้สัมภาษณ์อีกด้วยว่า เขาฝืนตัวละครไม่ได้ คือเวลาเขาเขียนนิยายไปเรื่อยๆ เขามักจะพบว่า เขาไม่สามารถฝืนให้ตัวละครทำตามที่เขาต้องการ หรือทำตามเนื้อเรื่องที่เขาวางแผนไว้แล้วได้ เขามักพบว่าตัวละครมันไม่สามารถทำอย่างที่เขาต้องการได้จริงๆ เขาก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย และปล่อยให้ตัวละครมันมีชีวิตอย่างที่มันเป็นจริงๆ

คือเราไม่แน่ใจว่านักเขียนที่ให้สัมภาษณ์ 2 อย่างข้างต้นคือกฤษณา อโศกสินหรือเปล่านะ แต่ถ้าใช่ เราก็ไม่แปลกใจ เพราะนักเขียนที่ทำแบบที่ให้สัมภาษณ์ข้างต้นนี่มันเข้าทางเรามากๆน่ะ คือปล่อยให้ตัวละครเป็นมนุษย์จริงๆ โดยไม่ถูกเนื้อเรื่องบีบรัดไว้ และได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์จริงๆ เรื่องผัวๆเมียๆปัญหาชีวิตของคนธรรมดาจริงๆ โดยไม่ต้องตั้งต้นจากการคิด “พล็อตเก๋ๆ” หรือ “พล็อตแปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร” แต่ตั้งต้นจากปัญหาธรรมดาสามัญในชีวิตมนุษย์

7.คือพอดู “เมียหลวง” ก็ทำให้เราคิดอยากให้มีคนเอานิยายเรื่องต่างๆของกฤษณา อโศกสิน มาดัดแปลงเป็น “หนังสไตล์ที่เราชอบ” นะ เพราะคิดไปคิดมาแล้ว นิยายของกฤษณา อโศกสินหลายๆเรื่องนี่มันเป็น “มนุษย์” มากๆน่ะ คือเราว่าถ้าหากได้ผู้กำกับดีๆมาดัดแปลง เราอาจจะได้หนังแนว Mikio Naruse, Maurice Pialat, Jean Eustache, Jacques Doillon, Claude Sautet, Philippe Garrel ได้เลยนะ คือ Naruse ก็ทำหนังเกี่ยวกับ “ความปรารถนาของผู้หญิง” น่ะ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่หน่อย เหมือนกับนางเอกนิยายหลายๆเรื่องของกฤษณา อโศกสิน ส่วน Pialat, Eustache, Doillon, Sautet, Garrel ซึ่งเป็นผู้กำกับในกลุ่ม Post French New Wave นั้น ต่างก็เคยทำหนังเกี่ยวกับ “การคบชู้” ที่ทรงพลังสุดๆมาแล้วทั้งนั้น อย่างเช่น THE THINGS IN LIFE (1970, Claude Sautet), WE DON’T GROW OLD TOGETHER (1972, Maurice Pialat), THE MOTHER AND THE WHORE (1973, Jean Eustache, 217min), THE CRYING WOMAN (1979, Jacques Doillon) และ THE BIRTH OF LOVE (1993, Philippe Garrel) และเราว่าหนังกลุ่มนี้นี่แหละ มันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณมนุษย์ออกมาได้อย่างทรงพลังสุดๆ และมันทำให้เราเหมือนได้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกอะไรบางอย่างอย่างรุนแรงที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้

สรุปว่า “เมียหลวง” เป็นละครเวทีที่เราชอบมากๆนะ เราชอบนักแสดงมากๆ, เครื่องแต่งกายก็ดีมาก, เพลงเพราะ, ทุกอย่างโอเคสำหรับเรา แต่สาเหตุที่เราไม่ชอบสุดๆนั้นเป็นเพียงเพราะว่า เราไม่ได้เป็นคนที่ชอบละครเพลงเท่าไหร่ และเรามักจะไม่ค่อยอินกับนางเอกในนิยายของกฤษณา อโศกสินเท่าไหร่น่ะ

แต่ “เมียหลวง” ก็ทำให้เราได้คิดขึ้นมาว่า จริงๆแล้ว นิยายของกฤษณา อโศกสินกับหนังกลุ่ม POST FRENCH NEW WAVE ของฝรั่งเศส นี่มันอาจจะไม่ไกลกันมากนักนะ มันรอเพียงแค่ “ผู้กำกับที่มีฝีมือ” เท่านั้นแหละ ที่จะสามารถดัดแปลงนิยายชีวิตของกฤษณาให้ออกมาเป็นหนังดราม่าดีๆที่ทรงพลังได้ คือแทนที่ผู้กำกับคนนั้นจะเน้น “เล่าเรื่อง” หรือ “เล่าเหตุการณ์” ตามตัวนิยาย ผู้กำกับคนนั้นต้องไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องและเหตุการณ์เลยน่ะ แต่ต้องเน้นการถ่ายทอด “จิตวิญญาณที่ซับซ้อนและปวดร้าว” ของตัวละครออกมาให้ได้เป็นหลัก และนั่นแหละ มันถึงจะเป็นหนังที่เข้าทางเรา