Monday, January 05, 2026

SUPERMARKET AND DEPARTMENT STORE CHAOS

 

RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)

 

เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว

 

หนังของเขาที่เราเคยดู

 

1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)

 

2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)

 

3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)

 

4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo Kim)

 

5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee Kwang-mo, A+30)

 

6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)

 

7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)

 

รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)

++++++

 

ความงงของเราในวัย 52 ปี

 

1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ 1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน

 

ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน

 

2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3

 

อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย

 

เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก

 

แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง” ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา

 

3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้

 

เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น คือ “ชั้นหนึ่ง”

 

ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad Factory ในห้างนี้

 

4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”

 

สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม) และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)

 

เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด

 

ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก

 

แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า” ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย

++++++++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 4

 

อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา supermarkets

 

(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)

 

 

1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ

 

มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า “ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10 ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท

 

ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า

 

เพราะฉะนั้นกรณีนี้ มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด แคชเชียร์ต้องขอโทษ

 

ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า “ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”

 

เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง (ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท

 

ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518 บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท

 

เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้ เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น

 

แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง “การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด

 

แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน

 

พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท” ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน

 

แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้ ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง

 

เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้ มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”

 

อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”

 

คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่ คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ

 

ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย

 

3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”

 

คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา 15.00 น.

 

แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5” ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่ 1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที

 

เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2 ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้ มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้” อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา

 

ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่ ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319

+++++

 

พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ 241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น

Two days prior to the United States' invasion of Grenada, U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election, the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”

https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada

Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, A+30)

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut  Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World  เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี "ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง), หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย

 

เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)


https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B

 

SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST

 

เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ” มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น” ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู

 

ลองถามกูเกิลดู มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ

 

ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น

 

นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)

 

1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

 

หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ "แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป

 

2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

 

หนังเรื่องนี้สำรวจ “ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT

 

Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า

 

How can we forget November 8, 1998? On that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter, it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The mood of the X-Files for the first five seasons was that of an exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).

 

ภาพประกอบ

 

1.+2. Winter Light in Bangkok

3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands, documentary, A+30)

6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)

7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)

8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)

9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)

10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)

11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan, A+30)

12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)

13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)

14. TWIN PEAKS (1990-1991)

15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)

16. Google Explanation for winter light in Bangkok

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02su6ZsQ5A7SE2h8MV3k1PmXNV1TGGi1pFbzxR2oBcxsACDeENLWdUyzKRUGjoTrqul

 

QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก

https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5

 

BENJAMA TATHAM 2026

เมื่อวานเพื่อนเล่าให้เราฟังเรื่องการตบกับคนบนรถไฟฟ้า แล้วเราชอบมาก ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำไว้หน่อย

 

คำพูดในนี้อาจจะไม่ตรงกับในสถานการณ์จริง แต่เน้นการถ่ายทอด “อารมณ์” ที่ได้รับจากสถานการณ์นี้

 

เรื่องก็คือเพื่อนของเรายืนอยู่ในรถไฟฟ้า แล้วก็มีผู้หญิงคนนึง (ขอเรียกว่า อีแห็ม) มายืนใกล้ ๆ เธอถือแฟ้มอยู่ แล้วสันแฟ้มซึ่งมันคมมาก ๆ ก็มาบาดแขนเพื่อนเราจนเลือดไหล เพื่อนเราก็เลยพูดว่า

 

“นี่ ระวังหน่อย สันแฟ้มที่คุณถือมันมาบาดคนอื่น ๆ”

 

แล้วแทนที่อีแห็มจะขอโทษ แล้วเรื่องจะได้จบไปเลยในทันที อีแห็มกลับไม่มีการขอโทษแต่อย่างใดทั้งสิ้น อีแห็มพูดว่า

 

“ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตรงสันแฟ้มนี่ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ว่ามันจะไปโดนคนอื่น ๆ”

 

เพื่อนของเราก็เลยพูดว่า

 

“อีนี่ แล้วเวลาใครขับรถไปชนคนอื่น ๆ เขาก็อ้างได้สิว่า ก็เส้นประสาทของฉันมันไม่ได้อยู่ที่ตัวรถยนต์ แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่ารถจะไปชนคนอื่น ๆ

 

คือเวลามึงขับรถ ตัวรถยนต์ทั้งคัน มันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึง สมองของมึงต้องควบคุม ต้องรับผิดชอบรถยนต์ทั้งคัน

 

เพราะฉะนั้นเวลาที่มึงถือแฟ้ม มึงถือสิ่งของใดก็ตาม สิ่งนั้นมันก็ถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองของมึง ระบบประสาทของมึงด้วย มึงจะมาอ้างว่าเส้นประสาทไม่ได้อยู่ที่สันแฟ้ม มึงจะมาปัดความรับผิดชอบไม่ได้”

 

แล้วอีแห็มก็เลยยอมขอโทษเพื่อนของเรา จบ

 

รูปประกอบมาจากภาพแฟ้มของเราเอง

++++

 

จิตรา สาไถย, แคชฟีย่า ไม่มีพสุธาจะอาศัย และเพื่อน ๆ จาก 31 ภพภูมิ มาร่วมกันสักการะ “เจ้าแม่เบญจมา ท้าธรรม” ในคืนวันเพ็ญคืนแรกของปีในวันเสาร์ที่ 3 ม.ค.

 

เมื่อวานได้เจอเพื่อน ๆ สมัยประถมและมัธยม ซึ่งเป็นเพื่อน ๆ ที่เรียนในโรงเรียนเดียวกันตั้งแต่ปี 1979-1989 หรือตั้งแต่ ประถมหนึ่งจนถึงมัธยมห้า ได้รำลึกถึงความหลังเมื่อราว 40 ปีก่อนแล้วมีความสุขมาก ๆ

 

บางสิ่งที่ได้คุยกันเมื่อวานนี้

 

1. เวลาซื้อกำไลหินนำโชค ต้องดูให้ดี ไม่ใช่ว่าอีบางร้านเอาขวดสไปรท์มาทุบให้แตก แล้วเอาเศษขวดสไปรท์มาทาสี ทำเป็นกำไลหินนำโชค

 

2. เวลาแก่ตัวลงจนมีอายุ 52 ปีแบบนี้แล้ว ถึงได้ตระหนักซึ้งถึงความจริงที่ว่า ถ้าหากพวกเราปฏิบัติตัวตามที่สอนในวิชาสุขศึกษา หรือสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) ตอนป. 1 พวกเราก็สบายไปแล้ว นั่นก็คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, นอนให้เป็นเวลา, กินอาหารให้เป็นเวลา, กินอาหารให้ครบ 5 หมู่, ออกกำลังกายเป็นประจำ หรืออะไรทำนองนี้

 

คือตอนป.1 เราเรียนอะไรพวกนี้ เราก็นึกว่ามันไม่สำคัญอะไร และยิ่งพอเราเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น และวัยโตเต็มที่ ช่วงที่เราอายุ 15-40 ปี เราก็ยิ่งคิดว่า สิ่งที่เราเคยเรียนตอนป.1 มันไม่สำคัญอะไร เราไม่ได้ปฏิบัติตัวตามแบบนั้น เรานอนไม่เป็นเวลา กินไม่เป็นเวลา นอนน้อย ร่างกายเราก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ร่างกายเราก็แข็งแรงดีนี่นา

 

แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเพราะตอนที่เราอายุราว 15-40 ปี ร่างกายเรามันมีความ “ยืดหยุ่น” สูงมาก ร่างกายเราก็เลยแข็งแรงดี ไม่เป็นอะไรเลยในตอนนั้น ถึงแม้เราใช้ชีวิตแบบเหลวแหลก คนเริงเมือง

 

แต่พอแก่ตัวลงเท่านั้นแหละ อีเหี้ย สารพัดโรครุมเร้าทันที ปวดหัว เวียนหัว ใจเต้นระส่ำ ค่าไขมันเลว ค่าความดัน ค่ากรดยูริค, โรคงูสวัด, etc. มึงมากันทันทีเลยค่ะ เข้าออกโรงพยาบาลกันเป็นว่าเล่น แล้วก็ไม่ใช่ว่าเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งแล้วจะได้เจอคุณหมอหล่อ ๆ ทุกครั้งด้วย

 

3. เพื่อนคนนึงเล่าถึงเหตุการณ์ผีหลอกที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเกิดจากเหตุระเบิดเครื่องบินในปี 2001 ที่ตอนนั้นทักษิณ ชินวัตร “แถลงว่า การระเบิดนี้เป็นการก่อวินาศกรรมเพื่อหวังลอบสังหารตนเอง โดยฝีมือของผู้เสียผลประโยชน์ชาวต่างชาติ (ว้าแดง) เนื่องจากนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล” ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า เหตุระเบิดนี้เกิดจากความบกพร่องของถังน้ำมันเชื้อเพลิง (ข้อมูลจาก wikipedia)

 

เหตุระเบิดนี้ส่งผลให้มีสจ็วร์ตบนเครื่องบินเสียชีวิต 1 คน และหลังจากนั้น เพื่อนเราก็ได้ยินข่าวลือต่าง ๆ นานาว่า ยังคงมีคนเห็นวิญญาณของสจ็วร์ตคนนี้ วนเวียนอยู่ที่สนามบินดอนเมือง ในช่วงหลายปีต่อมา

 

4. “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผัว” เป็นเรื่องจริง คือเพื่อนเราบางคน มี “เพื่อนในที่ทำงาน” ที่ชอบ “กีดกันโอกาสของเพื่อนในการหาผัว”

 

เราก็เลยเรียกความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแบบนั้นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตแบบหลั่งสารยับยั้ง” เพราะการกีดกันเพื่อนในการหาผัว มันก็เหมือนสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่หลั่งสารยับยั้งสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ ตามคำนิยามนี้

 

“ภาวะหลั่งสารยับยั้ง (Antibiosis) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่ฝ่ายหนึ่ง ผลิตสาร ออกมา ยับยั้งการเจริญเติบโต หรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เสียประโยชน์/ตาย (สัญลักษณ์ 0/-) เช่น ราสีเขียว (Penicillium) สร้างสารปฏิชีวนะฆ่าแบคทีเรีย หรือสาหร่ายน้ำเงินแกมเขียวบางชนิดสร้างสารพิษทำลายสิ่งมีชีวิตอื่น เป็นกลไกสำคัญในระบบนิเวศเพื่อควบคุมประชากร.”

 

เพราะฉะนั้นเวลาเลือกคบเพื่อนหรือเพื่อนในที่ทำงาน ก็ต้องเลือกดูให้ดีว่า เพื่อนคนนั้นชอบกีดกันเราในการหาผัว หรือเท่ากับว่าเขาเป็น “สิ่งมีชีวิตที่หลั่งสารยับยั้ง” หรือเปล่า

 

5. เพื่อนบางคนก็ทำในสิ่งที่ผิดพลาดร้ายแรงมาก ๆ ในอดีตเหมือนกับเรา คือเมื่อราว 20-30 ปีก่อน มีผู้ชายรวย ๆ มาจีบ แต่เพื่อนเราไม่เอา เพราะตอนนั้นเพื่อนเราเลือก “ความรัก” มาก่อน เธอเห็น “ความรัก” สำคัญมากกว่า “เงิน”

 

พอเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ เพื่อนเราก็ได้แต่สำนึกเสียใจ อยากจะย้อนเวลากลับไป IF I COULD TURN BACK TIME ตอนนี้เธอตระหนักแล้วว่า การปฏิเสธผู้ชายรวย ๆ คนนั้นไปคือการพลาดสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไปแล้ว

 

เราก็ได้แต่บอกเพื่อนเราว่า ตอนช่วงที่เราอายุ 20 กว่าปี เราก็เคยหลงผิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนที่เราอายุ 20 กว่าปี ตอนนั้นเราก็ยังมี ROMANTIC DREAM อยู่ ยังฝันว่าอยากจะ “อยู่อาศัยกับผู้ชายที่เรารัก” อยู่ ก่อนที่จะพบว่านั่นคือการเลือกเส้นทางเดินที่ผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิต แต่กว่าจะตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตในข้อนี้ ทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว

 

พอพวกเราบางคนอายุ 52 ปี ก็ได้แต่จินตนาการถึง parallel universe อีกจักรวาลนึงที่พวกเราตอนอายุ 20-30 ปี เลือกผู้ชายรวย ๆ คนนั้นเป็นผัว ในจักรวาลนั้น ชีวิตของพวกเราจะมีความสุขมากขนาดไหนกันนะในช่วงเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมา

+++

 

บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม” ส่วนที่ 3

 

เพิ่งนึกออกอีกประเด็นที่อยากจดบันทึกไว้ คือเพื่อนของเราไม่ได้ “กลัวความตาย” แต่กลัวการมีชีวิตอยู่แบบ “ผู้ป่วยติดเตียง”, “อัมพาตครึ่งซีก”, “เจ้าหญิงนิทรา” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อนของเราก็เลยสั่งผู้ช่วยประจำตัวเขาเอาไว้ว่า

 

ถ้าหากผู้ช่วยเปิดประตูห้องของเขาเข้ามา แล้วเห็นเขาฟุบอยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ผู้ช่วยยืนอยู่ตรงประตูห้อง ไม่ต้องเข้ามา แล้วแสร้งทำท่าทางเป็นว่าตัวเองลืมกุญแจ ลืมของ อะไรทำนองนี้ เผื่อกล้องวงจรปิดจับตาดูอยู่ แล้วผู้ช่วยก็ถอยออกจากประตูห้อง ปิดประตูห้อง แล้วรอเวลาอีก “อย่างน้อย 5 ชั่วโมง” ค่อยเปิดประตูห้อง มาหาเพื่อนเรา แล้วเรียกรถพยาบาลหรืออะไรไป

 

เพราะเพื่อนเราเขาเชื่อว่า ถ้าหากรอให้ผ่านไปถึง 5 ชั่วโมง เพื่อนเราจะ “จากไปจริง ๆ” น่ะ แต่ถ้าหากรอเพียงแค่ 4 ชั่วโมง แล้วผู้ช่วยเข้ามาปลุก มาเรียกรถพยาบาล โรงพยาบาลปั๊มหัวใจ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้จริง แต่สมองมันจะพังพินาศไปมากแล้ว สภาพการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปแบบนั้นมันจะยิ่งเลวร้ายกว่าการตายจริง ๆ เสียอีก เพื่อนเราเขาก็เลยตัดสินใจสั่งผู้ช่วยว่า ห้ามช่วย ต้องรอให้ผ่านไป 5 ชั่วโมงก่อน

 

คือเราก็ไม่รู้ว่า ความเชื่อของเพื่อนเรามันสอดคล้องกับความเป็นจริงทางการแพทย์ใด ๆ หรือเปล่านะ แต่เราประทับใจประเด็นนี้ที่เพื่อนเราคุยให้ฟังเมื่อวานนี้มาก ๆ ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำเอาไว้

 

อันนี้ก็ถือเป็นประเด็นขำ ๆ เล่น ๆ ที่คุยกันฮา ๆ เมื่อวานนี้นะ ไม่ขอแนะนำให้ใครนำไปปฏิบัติจริง ๆ จ้า ส่วนตัวเรานั้น ถ้าผู้ชายเห็นเราฟุบอยู่ ก็เข้ามาผายปอด mouth to mouth เราได้ในทันทีนะคะ

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่หนึ่ง
https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid029nPoF6GyRpFxrsLcowtESmnhEBUcyD5okyugUsK54nr3ymWXbnjooTZNUeVFFEgdl

 

บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเบญจมา ท้าธรรม ส่วนที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02TsMgWx9NFy1FEiqFZN8AD5aUNkTYvGmibWMzDQooGK5D7JwJZ5LfPhtfFtr9MqDJl


เกือบทุกครั้งที่เจอเพื่อนสมัยประถม+มัธยม ต้องมีการทำคลิปตบกัน พบว่าทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

https://web.facebook.com/reel/10211460734937397

 ++++++

Favorite Quote from Youtube

 

เจอ comment ของคนคนนึงใน MV เพลง BEING BORING (1990) ของ Pet Shop Boys แล้วมันตรงใจเรามาก ๆ เป็น comment ของ tylero8595 เมื่อสองปีก่อน

 

I was 14 when this was released. I had this on cassette. I loved this album. It was 1990. The future seemed so bright and full of opportunity. It really was the peak of our civilization. The 1990s were it. The culmination of the 1900s. It was all boiled down to that final decade. Everything was there. Rock, rap, hippies, goth, metal. Freedom, the end of communism, liberalism, the opening of the world to travelling en masse. It really was the best. And we completely fucked it up. We had it in the palm of our hands and let it slip away. We need to find that again. Peace yall. Never stop dancing, especially if you are 14.

 

เพราะเราก็รู้สึกว่า

 

1. ในส่วนของทั่วโลกนั้น เราก็แอบรู้สึกว่า ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นจุดสูงสุดของอารยธรรมเหมือนกัน ช่วงที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ช่วงของ liberalism เหมือนพอเราเติบโตมากับความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ตามที่เขาปลูกฝังกันมาในทศวรรษ 1970-1980 การล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็เลยทำให้เรารู้สึกดีงามมาก ๆ ในตอนนั้น

 

2. ในส่วนของประเทศไทยนั้น เราก็รู้สึกว่า ช่วงราว ๆ ปี 1993-2005 เป็นช่วงที่ดีที่สุด ช่วงที่ปลอดจากการรัฐประหารเป็นเวลานานสิบกว่าปี เป็นช่วงที่ประเทศไทยดูมีความหวังเรืองรอง มีศักยภาพสูงมาก

 

3. ในส่วนของชีวิตส่วนตัวนั้น ช่วงนั้นเรามีอายุ 17-26 ปี เป็นช่วงที่เรา “เต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีงาม” เป็นอย่างมาก ก่อนที่ความหวังและความฝันในชีวิตจะค่อย ๆ ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เมื่อเราเติบโตขึ้น

 

Edit เพิ่ม: พออ่าน comments ของหลาย ๆ คนแล้วก็พบว่า เพลงนี้มันคือ milestone ของ Gen X ของจริง

 

https://youtu.be/DnvFOaBoieE?si=oCsobjlZDPnBDP9R

 

@marcusfarias7219

2 months ago

This song marked all Gen X people. Most of us grew up in the 70's , were teenagers in the 80's and young adults in the 90's. The time we were full of dreams and just wanted to have fun and be happy. We met people, we lost people and we keep going. This song is an ode to life itself.

 

@straycut9243

6 years ago

"All the people I was kissing, some are here and some are missing".. I was in my 20's when this masterpiece was released having fun and being surrounded by people I loved, I am 53 now and I am listening to it on a Sunday morning, with tears in my eyes for all my losses.. Parents, friends, lovers.. Some are here but most are missing..

 

@rockorc42

4 months ago

Such a grand bitter-sweet track..

54 years old. I can never listen to it without feeling the tears breaking out and my throat choking up..

Seriously phenomenal track.

  

Sunday, January 04, 2026

STILL BY PATPORN PHOOTHONG

 STILL คง (2025, Patporn Phoothong, video installation, A+30)

 

1. กราบมาก ๆ ดูแล้วแทบร้องไห้ หนักมาก ๆ

 

2. ดูแล้วนึกถึง quote จากหนังเรื่อง EVERY MAN FOR HIMSELF AND GOD AGAINST ALL (1974, Werner Herzog, West Germany) โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งก็คือ quote ที่ว่า “Do you not then hear this horrible scream all around you that people usually call silence.

 

3. ดู STILL แล้วก็นึกถึงหนังต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

 

3.1 SOUTH (1999, Chantal Akerman, 70min)

 

เพราะ SOUTH นำเสนอภาพของเมืองที่ดูเงียบสงบและร่มรื่นในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา แต่จริง ๆ แล้วเมืองนี้เพิ่งเกิดเหตุการณ์สังหารชายผิวดำอย่างโหดเหี้ยมทารุณที่สุด

 

เราก็เลยรู้สึกว่าทั้ง SOUTH และ STILL ต่างก็เน้นนำเสนอ “ภาพที่ดูเหมือนธรรมดาสามัญ แต่จริง ๆ แล้วมันแฝงไปด้วยความรุนแรงโหดเหี้ยมและเลวร้ายจนไม่อาจจะบรรยายได้” เหมือนกัน

 

3.2 VANISHING ECHOES แสม (2025, Tanatat Khuttapan, 30min)

 

เพราะ “แสม” ก็นำเสนอภาพบ้านร้างเหมือนกันในองก์ที่สามของหนัง และ “แสม” ก็กระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการถึง “ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอดีตในบ้านร้างแห่งนั้น” เหมือนกัน

 

3.3 + 3.4  NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min) + น้องชายที่แสนดี(ย์)” FIRST-DEGREE VANISHING (2025, Montree Saelo, 85min, A+30) 

 

เพราะว่าทั้ง STILL, NIRANAM และ FIRST-DEGREE VANISHING ต่างก็กระตุ้นให้เราจินตนาการภาพในหัวตลอดเวลาเหมือนกัน แต่อาจจะด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป โดย NIRANAM + FIRST-DEGREE VANISHING ใช้ “เสียงบรรยาย” ในการกระตุ้นให้ผู้ชมจินตนาการภาพในหัวตลอดเวลา ส่วน STILL ไม่ได้ใช้เสียงบรรยายใด ๆ แต่ใช้ “ภาพสิ่งต่าง ๆ ในบ้านร้าง” ในการกระตุ้นให้เราจินตนาการถึง “อดีตตอนที่บ้านยังมีผู้คนอาศัยอยู่”

 

THIS HISTORY IS AUTO-GENERATED: HISTORY BUREAU AGENT (2022, Nanut Thanapornrapee, video installation, 7min, A+30)

 

งานวิดีโอของไทยที่ใช้ผ้า Pable จากอินโดนีเซียเป็น “จอ” โดยผ้านี้ทำจากวัสดุรีไซเคิล

 

DON’T COME TO MY PARTY (2025, Vasu Sirivanich, video installation, 4min, A+15)

 

ดูในนิทรรศการ RELATABLE ที่ BACC ชั้นสอง

 

Friday, January 02, 2026

THE DIFFERENCE BETWEEN DYING AND DEATH

 

งดงามที่สุด เว็บไซต์ oshimaland ลงพิกัด “สถานที่ผีเฮี้ยน” เอาไว้ทั่วโลก และเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าไปใส่ข้อมูลผีเฮี้ยนตามจุดต่าง ๆ ทั่วโลกได้

 

แถวสยามสแควร์ก็มีจุดผีเฮี้ยนเยอะเหมือนกันนะ มีคนใส่ข้อมูลไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นด้วย

จุดที่มีลูกไฟคือจุดที่มีผีหลอกวิญญาณหลอน หรือจุดที่เคยมีการตายแบบสยองขวัญสั่นประสาท

+++

จำได้ว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเรากับเพื่อน ๆ ในปี 1989 ก็คือการที่พวกเราคาดว่าเพลง EXPRESS YOURSELF ของ Madonna จะก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของ Billboard Chart ได้ แต่อยู่ดี ๆ เพลง TOY SOLDIERS ของ Martika ก็พุ่งพรวดขึ้นสู่อันดับ 1 แซงหน้า EXPRESS YOURSELF ไปได้อย่างหน้าตาเฉย และส่งผลให้ EXPRESS YOURSELF ค้างเติ่ง ขึ้นสูงสุดได้เพียงแค่อันดับ 2 เท่านั้น

 

คือเหตุการณ์นี้ผ่านมานาน 36 ปีแล้ว แต่เรากับเพื่อนก็ยังคงจำได้ไม่มีวันลืมเลือน

++++

 

อยากให้มีคนสร้างภาคสองของ “3 สาวไฮเทค” โดยใช้ชื่อเรื่อง “3 สาวไฮเทค ปะทะ 3 สาวโลว์คอสต์”

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ยังคงเคืองสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจไม่หายตลอดเวลา 40 ปีที่ผ่านมา ก็คือการที่สำนักพิมพ์นี้เคยแปลการ์ตูนเรื่อง SUKEBAN DEKA หรือ “ยอดนักโทษสาว” ของ Shinji Wada แต่ไม่ยอมแปลให้จบ คือต้นฉบับของญี่ปุ่นมันเขียนจบไปตั้งแต่ปี 1982 แล้ว โดยเขียนออกมา 22 เล่ม แต่ของวิบูลย์กิจเหมือนแปลไปได้แค่ราว 20 เล่ม ไม่ยอมแปลอีก 2 เล่มสุดท้าย เราก็รอมานาน 40 ปีได้แล้วมั้ง แต่ก็ไม่ได้อ่านตอนจบของการ์ตูนเรื่องนี้เสียที

แต่ยุคนั้นเป็นยุคที่ยังไม่มีการเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์งานแปลในไทยนะ (ช่วงต้นทศวรรษ 1980) เราก็เลยเข้าใจว่า วิบูลย์กิจเองก็คงไม่ได้ถือลิขสิทธิ์งานแปลของ
SUKEBAN DEKA เอาไว้ เราก็เลยได้แต่หวังว่า จะมีสำนักพิมพ์ไหนสักแห่งในไทยหยิบการ์ตูนเรื่องนี้มา publish ใหม่อีกครั้ง เป็นการ์ตูนในปี 1975-1982

+++

 

ขอสอบถามเพื่อน ๆ ที่ได้ดูงานวิดีโอของ Araya Rasdjarmrearnsook คือมันมีวิดีโอนึงที่พูดถึงความแตกต่างระหว่าง “การตาย” กับ “ความตาย” คือในตัววิดีโอมันจะพูดถึงประเด็นที่ว่า “ตาย” เป็น verb แต่พอใส่คำว่า “การ” เข้าไปข้างหน้า มันก็กลายเป็น “คำนามแบบเป็นรูปธรรม” แต่พอใส่คำว่า “ความ” เข้าไปข้างหน้า มันก็กลายเป็น “คำนามแบบเป็นนามธรรม” แล้วตัววิดีโอมันก็พูดถึงความแตกต่างระหว่างคำนามสองคำนี้ ระหว่าง “การตาย” กับ “ความตาย”

 

แต่พอดีตอนที่เราไปดูงานวิดีโอของ Araya Rasdjarmrearnsook เราดูแบบติดต่อกันหลาย ๆ เรื่องน่ะ แล้วเราก็ไม่กล้าเอาสมุดขึ้นมาจดโน้ตด้วย เพราะกลัวว่ามันจะเป็นการรบกวนผู้ชมท่านอื่น ๆ ในแกลเลอรี่ ตอนนี้เราก็เลยเริ่มมีความทรงจำเลอะเลือน จำไม่ได้ว่าสิ่งที่เราดูมันอยู่ในงานวิดีโอชิ้นไหนกันแน่ เราก็เลยสงสัยว่า วิดีโอที่พูดถึงความแตกต่างระหว่าง “การตาย” กับ “ความตาย” มันคือวิดีโอชิ้นไหน ระหว่าง

 

1. NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmreansook, 60min, A+30)

 

2. INSPIRATION COMES FROM DIFFERENT SIDES OF THE SKY (2008, Araya Rasdjarmreansook, 37min, A+30)

++++

เราชอบ DIVA LA VIE (2025, Kittiphak Thongauam, A+30) อย่างสุดขีด หนี่งในสิ่งแรกที่ทำหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ก็คือการมา google ว่า “แอนเดรีย สวอเรซ”, “คริสติน มารี นีเวล” และ ไบรโอนี่ ปัจจุบันนี้ทำอะไรอยู่ 55555 ปรากฏว่าตอนนี้ทุกคนอำลาวงการเพลง ใช้ชีวิตอยู่อเมริกา

 

คือการดูหนังเรื่องนี้ทำให้เราสงสัยว่า ศิลปินหญิงยุค 1990s ที่เคยผ่านตาเรา ปัจจุบันนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง

+++

 

Favorite Song: LET THE MUSIC PLAY (1991) – Carroll Thompson

 

https://www.youtube.com/watch?v=1dO1hbG0chI

HORSES AND FILMS

 

HAPPY NEW YEAR 2026 ขอให้เจอแต่เรื่องที่ตระหนกตกใจในทางที่ดีเกินคาด ตลอดทั้งปีนะคะ

 

เราเพิ่งเข้าถึง MTV หรือไม่ก็ช่องมิวสิควิดีโออะไรสักช่องในปี 1995 หลังจากเราย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนท์ แล้วอพาร์ทเมนท์มีเคเบิลทีวี ก่อนหน้านั้นเราก็ได้แต่พึ่งพารายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ทางททบ. 5 ได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งแค่ 25 นาทีต่อสัปดาห์ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่เพลงร็อคด้วยนะ เพราะคุณมาโนชแกคงชอบเพลงร็อค ในขณะที่จริง ๆ แล้วเราชอบเพลงแดนซ์ ซึ่งคุณมาโนชแทบไม่เคยเปิดในรายการของเขาเลย 555

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีเคเบิลทีวีเข้ามาในไทย แต่บ้านเราจน ก็เลยไม่มีปัญญาสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีในช่วงนั้น

++++++

 

HORSES AND FILMS

 

ต้อนรับปีมะเมีย ด้วยหนัง 10 เรื่องที่เราประทับใจที่มีม้าเป็นส่วนสำคัญในหนัง

 

เรียงตามลำดับปี

 

1. ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong)

 

2. FROM BEHIND (1999, Valérie Lemercier, France)

 

หนัง QUEER เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “จู๋ของม้า”

 

3. SEABISCUIT (2003, Gary Ross)

 

4. WHAT THE SNOW BRINGS (2005, Kichitaro Negishi, Japan)

 

5. OF WOMEN AND HORSES (2011, Patricia Mazuy, France)

 

6. THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Ágnes Hranitzky, Hungary, 155min)

 

7. OF HORSES AND MEN (2013, Benedikt Erlingsson, Iceland)

 

8. THE RIDER (2017, Chloe Zhao)

 

9. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

 

ฉากควบม้าที่ระทึกใจที่สุดในชีวิตของเรา อยู่ในหนังเรื่องนี้

 

10. NOPE (2022, Jordan Peele)

+++

หนึ่งในโมเมนต์ประทับใจสำหรับเราในปี 2025 คือการได้เห็น Gloria Estefan เฉิดฉายในหนังเรื่อง GABBY'S DOLLHOUSE: THE MOVIE (2025, Ryan Crego, A+30) ดีใจที่ Gloria ยังมีชีวิตอยู่ 55555

+++

 

เรายังไม่เคยดู

 

A NEW LOVE IN TOKYO (1994, Banmei Takahashi)

LOVE & POP (1998, Hideaki Anno)

MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda)

SHINJUKU TRIAD SOCIETY (1995, Takashi Miike)

TOKYO FIST (1995, Shinya Tsukamoto)

++++

THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) เป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เน้นนำเสนอตัวละคร "โจโฉ" ในทางบวก หรือในฐานะ "พระเอก" โดยเฉพาะเน้นไปที่ "ความรักหมา" ของโจโฉ

+++

THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30)

 

หลังจากเราเปิดปี 2026 ด้วยการดูหนังออนไลน์เรื่อง THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min, A+30) ที่งดงามมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เราก็ต่อด้วยการดู “หนังสารคดีเรื่องแรกของปี” ซึ่งก็คือ THE BRINK OF DREAMS ในทันที เพราะหนังทั้งสองเรื่องกำลังจะหลุดออกจากเว็บไซต์ Festival Scope ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

THE BRINK OF DREAMS เล่าเรื่องของกลุ่มหญิงสาวในชนบทอียิปต์ที่ทำ “คณะละครข้างถนน” ด้วยกัน โดยพวกเธอเล่นละครกันข้างถนนเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมให้ชาวบ้านชาวช่องที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว

 

ดูแล้วก็นับถือพวกเธอมาก ๆ กล้าหาญชาญชัยกันมาก ๆ เพราะสังคมที่พวกเธออยู่อาศัยกันมันอนุรักษ์นิยมมาก ๆ คือแค่ผู้หญิงแต่งตัวธรรมดา ๆ ก็โดนหาว่าเป็นกะหรี่แล้ว และการ “เล่นละครข้างถนน” แบบนี้ มันไม่ใช่การสื่อสารกับ “ผู้ชมที่ตั้งใจมาชมละคร” ซึ่งผู้ชมแบบนั้นมันเป็นกลุ่มที่ “เป็นมิตร” กับนักแสดงละครอยู่แล้ว แต่ “การเล่นละครข้างถนน” มันเป็นการสื่อสารกับ “คนที่พร้อมจะตะโกนด่านักแสดงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ” น่ะ โดยเฉพาะพวกชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ ๆ เราก็เลยรู้สึกว่า “นักแสดงละครข้างถนน” แบบนี้นี่มันต้องอาศัยความกล้าหาญชาญชัยอย่างใหญ่หลวงมาก ๆ

 

แล้วสังคมที่พวกเธออยู่ มันก็เป็นสังคมที่ “ผู้ชายเป็นใหญ่” อย่างรุนแรงมาก ๆ ผู้หญิงอาจจะถูกบีบให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็จะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น “แม่บ้าน” เท่านั้น แทนที่จะได้เป็นอิสระ ทำงานที่ตัวเองต้องการ

 

เราเข้าใจว่าสังคมที่พวกเธออยู่เป็น “คริสต์” นะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคริสต์นิกายอะไร มันเป็นนิกายที่ “ห้ามการหย่าร้าง” ไม่แน่ใจว่าเป็นนิกาย Coptic หรือเปล่า

 

THE BRINK OF DREAMS ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสาย Critics’ Week ด้วยนะ และหนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล Golden Eye หรือรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ด้วย

 

ดู THE BRINK OF DREAMS แล้วก็นึกถึงหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. SOUTHERN SORCERESSES (2020, Eliane Caffé, Carla Caffé, Beto Amaral, Brazil, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีบราซิลเรื่องนี้พูดถึงกลุ่ม queer activists ที่ชอบจัดการแสดงข้างถนนเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิ queer หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด และการจัดแสดงละครข้างถนนแบบนี้ก็ต้องเผชิญกับเสียงด่าทอจากประชาชนใจแคบอย่างรุนแรงมาก

 

2. AMAL (2017, Mohamed Siam, Egypt, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ตามติดชีวิตเด็กสาวชาวอียิปต์เหมือนกัน โดยหนังเรื่องนี้ตามติดชีวิตของอามาล เด็กสาววัย 14 ปีที่เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศอียิปต์

++++

 

The Four Times (2010, Michelangelo Frammartino, Italy/Germany/Switzerland)

 

I worship this film ตอนดูช่วงแรก ๆ จะรู้สึกว่ามัน extremely slow cinema แต่พอดูไปเรื่อย ๆ กลับพบว่า "เราตามเนื้อเรื่องไม่ทัน" คือในความ extremely slow ของมันจริง ๆ แล้วเราต้องคอยจับสังเกตสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดมาก ไม่งั้นเราจะพลาดความเชื่อมโยงของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละฉาก ตั้งแต่มด, ก้อนอิฐ, ฝุ่นผง, เศษกระดาษ, ถ่าน, ปล่องไฟ, etc.

Wednesday, December 31, 2025

THE YEAR 2025

 

อยากย้อนเวลากลับไปดู "มหกรรมภาพยนตร์จีนในประเทศไทย" ในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา อยากรู้มาก ๆ เลยว่า ตอนนั้นมีหนังเรื่องไหนมาฉายบ้าง มีหนังของผู้กำกับรุ่น 1-4 มาฉายบ้างหรือเปล่า

 

นิตยสารอย่าง STARPICS กับ "หนังและวิดีโอ" ในปี 1985 มีบันทึกรายชื่อหนังจีนในเทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ไว้บ้างไหม

 

ตัวอย่างของผู้กำกับภาพยนตร์รุ่น 4 ของจีนก็มีเช่น Wu Yigong, Wu Tianming, Zhang Nuanyi, Huang Jianzhong, Teng Wenji, Zheng Dongtian, Xie Fei, Hu Bingliu, Ding Yinnan, Li Qiankuan, Lu Xiaoya, Yu Benzheng, Yan Xueshu, Huang Shuqin, Yang Yanjin, Wang Haowei, Wang Junzheng, Zhang Zi'en, Song Chong and Cong Lianwen

+++

 

2025 ปีแห่ง “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

เห็นคุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ บอกว่าเคยมีภาพยนตร์เรื่อง “แสตมป์สื่อรัก” มาฉายในงานมหกรรมภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในปี 1985 ที่โรงภาพยนตร์รามา เราก็เลยลอง search ดู แล้วก็เดาว่า มันต้องเป็นหนังเรื่อง ROMANCE IN PHILATELY (1984, Hu Sang, China, 98min) แน่ ๆ เลย อิจฉา cinephiles รุ่นเก่า ๆ ที่ทันได้ดูหนังเรื่องนี้ในกรุงเทพในปี 1985 มาก ๆ ค่ะ

 

ดิฉันมีอายุ 12 ปีในปี 1985 ค่ะ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็น cinephile ตอนนั้นเรายังเน้นอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และอ่านนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ + ทมยันตี + ตรี อภิรุม + ม.มธุการีอยู่ เพราะฉะนั้นในปี 1985 เราก็เลยพลาดดูหนังดี ๆ หลายเรื่องที่เคยเข้ามาฉายในกรุงเทพในช่วงนั้น

 

เราเพิ่งมาเป็น cinephile ในช่วงปี 1995 เมื่อได้ดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY (1983, Peter Stein, West Germany, A+30) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ตอนนั้นเรามีอายุ 22 ปี และการดูหนังเรื่อง CLASS ENEMY ก็ทำให้เราเริ่มตกหลุมรักการดูภาพยนตร์อย่างรุนแรงจนถอนตัวไม่ขึ้น

 

เทศกาลภาพยนตร์แรกที่เราได้ดู น่าจะเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 1995 โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, A+30) ที่มูลนิธิญี่ปุ่น ถนนอโศก

 

แต่เราไม่แน่ใจ 100% เต็มนะ ว่าตอนนั้นมันเป็นเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นหรือเปล่า แต่เราเดาว่าน่าจะเป็นเทศกาล เพราะเหมือนเราไม่เห็นหนังเรื่อง THE NAKED ISLAND กลับมาฉายที่ Japan Foundation อีก แต่ถ้าหากเราจำผิด ก็ทักท้วงมาได้นะ

 

เทศกาลภาพยนตร์ที่สองที่เราได้ดู ก็คือ “เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์” ในปี 1995 ที่ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมแสงอรุณ ถนนสาทร โดยในตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง

 

1. RUBY AND RATA (1990, Gaylene Preston, New Zealand)

 

2. UTU (1983, Geoff Murphy, New Zealand)

 

3. THE END OF THE GOLDEN WEATHER (1991, Ian Mune, New Zealand)

 

4. AN ANGEL AT MY TABLE (1990, Jane Campion, New Zealand, 158min)

 

แล้วเราก็เลยบ้าดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์มาโดยตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา จนมาถึงจุดพีคสุดก็ปีนี้นี่แหละ ปี 2025 ที่เราเกิดอาการ “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า”

 

คือเราเติบโตมาในยุคที่การเข้าถึงหนังนอกกระแสเป็นเรื่องที่ยากลำบากลำบนมาก ๆ น่ะ เหมือนการจะได้ดูหนังนอกกระแสในยุคทศวรรษ 1990 มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เราสามารถเข้าถึงหนังเหล่านี้ได้ก็โดยผ่านทางการดูวิดีโอร้านเฟม + การดูหนังที่เกอเธ่, สมาคมฝรั่งเศส + Japan Foundation + DK Filmhouse Filmvirus เท่านั้น เทศกาลภาพยนตร์ในยุคนั้นก็น้อยมาก ๆ อาจจะมีจัดกันทุก ๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 เทศกาล ไม่ใช่เดือนละ 3 เทศกาลเหมือนในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าใครรวยหน่อยก็สามารถซื้อวิดีโอร้านแมงป่อง+ลูกแมว+AVS มาดูได้ แต่เราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะซื้อวิดีโอเหล่านี้ได้เป็นประจำ

 

เพิ่งมาในทศวรรษ 2000 นี่แหละ ที่ “ร้านแว่นวิดีโอ” ช่วยให้เราเข้าถึงหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้น และอินเทอร์เน็ตก็ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลหนังนอกกระแสได้ง่ายขึ้นด้วย

 

เพราะฉะนั้นพอเราเติบโตมากับการเป็น cinephile ในทศวรรษ 1990 เติบโตมากับ “ความอัตคัดขาดแคลนหนังนอกกระแสอย่างรุนแรง” เติบโตมากับ “ความรู้สึกอดอยากปากแห้งทางภาพยนตร์อย่างรุนแรง” เราก็เลยเหมือนเก็บกด “ความอยากดูหนังเทศกาล” เอาไว้อย่างล้นปรี่น่ะ เพราะเทศกาลภาพยนตร์มันเป็นสิ่งที่หายากมาก ๆ ในยุคนั้น

 

ปมทางจิตที่เราเก็บกดไว้เมื่อ 30 ปีก่อน มันก็เลยเหมือนได้รับการตอบสนองจนหายอยากไปเลยในปี 2025 นี้แหละ เหมือนในที่สุดปมทางจิตของเราก็ได้รับการรักษาให้หายขาดในปีนี้

 

เพราะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้มันมีเทศกาลภาพยนตร์อัดแน่นเยอะมาก ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑล เยอะที่สุดเป็นประวัติการณ์ในชีวิตของเราเลย จนเราเองก็ตามดูไม่ไหวทุกเทศกาล และในที่สุดเราก็ล้า และคิดว่าหลังจากนี้คงไม่ตามดูหนังเทศกาลอีกแล้ว คือเราคงไปดูหนังตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ เหมือนเดิมแหละ แต่จะดูเฉพาะที่เราอยากดูจริง ๆ เท่านั้น ถ้าอันไหนเรารู้สึกขี้เกียจ เราก็จะไม่ไปดู 555555

 

คือ “การให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลัก” ส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยมาเป็นเวลาติดต่อกัน 4 เดือนครึ่งน่ะ เราเข้าฟิตเนสในวันที่ 11 ส.ค. 2025 แล้วพอเข้าสู่ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” เราก็ไม่ได้เข้าฟิตเนสอีกเลย จนเพิ่งได้มาเข้าฟิตเนสอีกทีในวันที่ 28 ธ.ค. 2025 นี่แหละ แล้วคือกูต้องจ่ายเงินค่าฟิตเนสไปฟรี ๆ เป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง เพราะกูมัวแต่ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์นี่แหละ สุขภาพกูก็ย่ำแย่มากด้วย เราก็เลยรู้สึกว่า ต่อแต่นี้ไป เราจะให้ความสำคัญกับเทศกาลภาพยนตร์เป็นหลักไม่ได้แล้วล่ะ คงจะต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพตัวเองเป็นหลักได้แล้ว “ความอยากในเทศกาลภาพยนตร์” ที่อยู่ในใจเราตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปนี้เราจะต้องเข้าสู่ phase ใหม่ของชีวิตได้เสียที

 

ช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. และสิ้นสุดอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ธ.ค. หรือกินเวลา 4 เดือนเต็ม ๆ และส่งผลให้เราไม่ได้เข้าฟิตเนสเลยเป็นเวลา 4 เดือนครึ่ง

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว เราหมดเวลาไปกับ

 

1.เทศกาลภาพยนตร์ WHAT THE DOC

 

2. เทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกง

 

3. เทศกาลภาพยนตร์ QUEER ที่ ICONSIAM

 

4. SIAM ANIMA

 

5. EDUARDO WILLIAMS’ RETROSPECTIVE

 

6. WILDTYPE

 

7. BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL แบบอภิมหาอลังการ

 

8. กางจอของนิเทศจุฬา

 

9. SPANISH FILM FESTIVAL

 

10. GODZILLA FILM FESTIVAL

 

11. IRISH FILM FESTIVAL

 

12. RE:COMPLEX at Goethe

 

13. GHOST 2568

 

14. TAIWAN DOCUMENTARY FILM FESTIVAL

 

15. AMAZING STONER FILM FEST at Cinema Oasis

 

16. MARATHON THAI SHORT FILMS

เราได้ดูหนังเพียงแค่ 169 เรื่องในเทศกาลมาราธอนปีนี้

 

17. CHINESE FILM FESTIVAL

 

18. GERMAN FILM FESTIVAL (KINOFEST)

 

19. ARAYA RASDJARMREARNSOOK’S RETROSPECTIVE

เราได้ดูเพียงแค่ 20 จาก 23 เรื่องในงานนี้ แต่เราคงไม่มีแรงไปดูอีก 3 เรื่องที่เหลือแล้วล่ะ (เรายังไม่ได้ดู I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING)

 

20. THAI SHORT FILM FESTIVAL

 

น่าสนใจดีที่ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และก็จบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะช่วง “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา เริ่มต้นด้วยการดูหนังเรื่อง AYNY (2016, Ahmad Saleh, Palestine/Jordan, animation, 11min, A+30) ในโปรแกรม PALESTINE ANIMATIONS: 3 FILMS BY AHMAD SALEH ที่โรงหนัง House Samyan ในวันเสาร์ที่ 23 ส.ค. 2025

 

และช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ก็จบลงด้วยหนังเรื่อง A STONE’S THROW (2024, Razan AlSalah, Palestine/Lebanon/Canada, 40min, A+30) ในโปรแกรม DEAR PALESTINE ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 21 ธ.ค. 2025

 

ก็เลยเท่ากับว่า ช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ของเรา ที่กินเวลา 4 เดือนเต็มนี้ เริ่มต้นด้วยหนังปาเลสไตน์ และจบลงด้วยหนังปาเลสไตน์โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

แต่นี่คือเราไม่ได้ไปดูหนังใน “เทศกาลหนังเงียบ” ที่หอภาพยนตร์ และไม่ได้ไปดูหนังในเทศกาล BATURU WOMEN’S FILM FESTIVAL เลยนะ คือเราตัดทิ้งไปเลย 2 เทศกาล เพราะตารางเวลามันชนกัน และเราก็ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

 

ก็เลยรู้สึกว่า  “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” มาเป็นเวลา 4 เดือนเต็มนี้ มันคือการเติมเต็มความฝันของเราตั้งแต่ปี 1995 ความใฝ่ฝันของเราตั้งแต่เป็น cinephile ในปี 1995 เป็นต้นมา ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่แล้ว หนังที่เราอยากดู ก็มีเข้ามาให้ดูอย่างแน่นขนัดเป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ซึ่งรวมถึงโปรแกรมภาพยนตร์ที่ fulfill my wish จริง ๆ โดยเฉพาะโปรแกรม Harun Farocki Retrospective, Ryusuke Hamaguchi Retrospective และ Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective

 

ชีวิต cinephile ของเรา สมบูรณ์แล้ว นอนตายตาหลับแล้ว เพราะช่วงเวลาของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ตลอด 4 เดือนเต็มนี่แหละค่ะ

 

เข้าใจว่า ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดเทศกาลภาพยนตร์ดี ๆ แน่นขนัดกันอย่างนี้ โดยเฉพาะ BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ก็คือ Thacca กับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ

 

ก็เลยถือว่าปี 2025 นี่เป็นปีของ “การดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” จริง ๆ เพราะมันเริ่มต้นปีด้วย The 7th Bangkok Experimental Film Fesitval: Nowhere Somewhere ในเดือนม.ค. ซึ่งอัดแน่นไปด้วยหนังดี ๆ อย่างล้นปรี่ แล้วก็มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในกรุงเทพและปริมณฑลเรื่อยมาตลอดทั้งปี อย่างเช่น Japan Film Festival ในเดือนก.พ., Italy Film Festival ในเดือนพ.ค., European Film Festival ในเดือนพ.ค., Japanese & Thai Prewar Talkies ในเดือนมิ.ย., Flaherty Seminar ในเดือนมิ.ย.,  Signes de Nuit Film Festival ในเดือนก.ค. และก็เข้าสู่ช่วงพีคที่สุดของชีวิตเราตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นต้นมา ตามที่ได้เขียนไปแล้ว

 

ขอกราบขอบพระคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ช่วยกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมานะคะ ดิฉันนอนตายตาหลับแล้วค่ะ

 

ถ้าให้เลือก TOP THREE ของช่วง 4 เดือนนี้ในวินาทีนี้ ก็น่าจะเป็น

 

1. ABOUT NARRATION (1975, Harun Farocki, Ingemo Engström, West Germany, 58min)

 

2. TITLE WAIVE (2019-2025, Ryan Trecartin, 33min)

 

3. NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min)

 

NIRANAM ยังมีฉายอยู่ที่ 100 TONSON FOUNDATION นะครับ หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective จัดฉายอยู่จนถึงวันที่ 18 ม.ค. แกลเลอรี่นี้เปิดวันพฤหัสถึงวันอาทิตย์

 

แต่ถ้าให้เลือก TOP THREE ในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า รายชื่อหนังใน top three ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ 55555

 

NIRANAM (2014, Araya Rasdjarmrearnsook, 60min, A+30) นี่น่าจะเป็น one of my most favorite films (or moving-mages) I saw in 2025 นะ ถือเป็นหนี่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2025 เลย

 

ตัวภาพในหนังจริง ๆ แล้วไม่น่าสนใจสำหรับเรา เพราะมันเป็นภาพคนเย็บปากแผลไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง แต่ตัวเสียงในวิดีโอนี้เป็นอารยาเล่าเรื่องครอบครัวตัวเอง แล้วมันงดงามมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

NIRANAM ยังมีจัดฉายอยู่ในงาน Araya Rasdjarmrearnsook Retrospective ที่ 100 TONSON FOUNDATION จนถึงวันที่ 18 ม.ค.นะ โดยในวันพฤหัส, ศุกร์ กับ เสาร์ ทางแกลเลอรี่จะฉายหนังเฉพาะในโปรแกรม C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยา 6 เรื่อง ซี่งรวมถึงหนังเรื่อง NIRANAM ด้วย

 

แต่ในทุก ๆ วันอาทิตย์ ทางแกลเลอรี่จะฉายโปรแกรมหนัง A, B, C ซึ่งประกอบด้วยหนังของอารยาทั้งหมด 23 เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าหากใครอยากดูหนังของอารยาทั้ง 23 เรื่อง ซึ่งมีความยาวรวมกันเพียงแค่ 437 นาที หรือ 7 ชั่วโมง 17 นาทีเท่านั้น ก็ไปดูได้ในวันอาทิตย์ค่ะ จนถึงวันที่ 18 ม.ค.

 

แต่เราไม่รู้ว่าทางแกลเลอรี่จะปิดช่วงปีใหม่ในวันไหนบ้างนะ ใครจะไปดูก็เช็คกับทางแกลเลอรี่ก่อนแล้วกันว่าปิดปีใหม่วันไหนบ้าง

 

ใครจะไปนั่งดูหนังยาว ๆ 23 เรื่องเป็นเวลา 7 ชั่วโมงในวันอาทิตย์ เราก็ขอแนะนำให้ “พกน้ำดื่ม” ติดตัวไปด้วยนะ เพราะแถวนั้นไม่มีน้ำดื่มขายจ้า แต่มี “ตัวเหี้ย” เล่นน้ำในลำคลองแถว ๆ นั้น 55555 เราเพิ่งถ่ายคลิปตัวเหี้ยในซอยต้นสนมาลงให้ดูเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน หลายคนคงจำได้

 

เราไปดูหนังในงานนี้ใน 2 วันอาทิตย์ สรุปว่าดูไปได้แค่ 20 เรื่องเท่านั้นค่ะ ยังขาดอีก 3 เรื่องที่ยังไม่ได้ดู ซึ่งก็คือ I’M LIVING, SURVIVOR’S WAY OF LIFE กับ VILLAGE KIDS SINGING

 

เราเพิ่งเขียนเปรียบเทียบ NIRANAM กับ “หนังสะท้อนชีวิตผู้หญิงหลายรุ่น” อีก 4 เรื่องไปนะ ซี่งก็คือ KEEPER (2025, Osgood Perkins, A+30), SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinsky, Germany, A+30), A PALE VIEW OF HILLS (2025, Kei Ishikawa, Japan, A+30) และ WITCHES CAN’T BE BURNED เจ้าดอกกระดังงา (2025, Naphat Thanarotchudet, A+30)

 

หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะปะทะกับ NIRANAM ก็คือ น้องชายที่แสนดี(ย์)” FIRST-DEGREE VANISHING (2025, Montree Saelo, 85min, A+30) เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชม “จินตนาการภาพในหัวตามเสียงเล่าตลอดทั้งเรื่อง” เหมือนกันเลย โดย FIRST-DEGREE VANISHING นั้น มีแต่จอมืดตลอดทั้งเรื่อง กับเสียงเล่าเรื่องแบบหนัง mystery thriller ส่วน NIRANAM นั้น ภาพเป็นคนเย็บปากแผลตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเสียงนั้นเล่าเรื่องของครอบครัวอารยาแบบกระแสสำนึกไปเรื่อย ๆ

++++++++

 

Favorite Fighting Female Characters:

22. Cure Majesty

 

วันนี้เราได้ดู YOU AND IDOL PRETTY CURE THE MOVIE: FOR YOU! OUR KIRAKILALA CONCERT! (2025, Koji Ogawa, Japan, animation, A+30) ที่เมเจอร์ รัชโยธิน แล้วก็ประทับใจตัวละคร Cure Majesty มาก ๆ เพราะว่าเธอใช้สีม่วงเป็นสีประจำตัว และสีนี้คือสีโปรดของเรา

 

พอเราไป search ดูข้อมูลของตัวละครตัวนี้ในอินเทอร์เน็ต ก็เลยเพิ่งรู้ว่า ตัวละครตัวนี้ใช้ Magic Hour เป็นอาวุธ รุนแรงมาก ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง ชอบมาก ๆ ที่มีตัวละครหญิงสาวใช้ Magic Hour เป็นอาวุธในการฟาดฟันเหล่าผู้ร้าย

 

 


  

 

A GAY LOVE SCENE IN THE MODEL

 

เผื่อใครยังไม่รู้จะดูหนังเรื่องอะไรข้ามปี ก็ดูหนังเรื่องนี้ได้นะคะ EMPIRE 2020 (2022, Invernomuto, 8hrs 5mins) ที่มีให้ดูฟรีออนไลน์ทางเว็บไซต์ของ e-flux หนังเรื่องนี้ถ่ายตึก Burj Khalifa ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นตึก 154 ชั้น และถือเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก หนังเรื่องนี้ใช้กล้องถ่ายตึกนี้เป็นเวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนำฟุตเตจมายืดออกให้เป็น 8 ชั่วโมง โดยเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าและแสงไฟของตึกตลอดเวลา 8 ชั่วโมงนี้

 

หนังเรื่องนี้เป็นการรีเมค EMPIRE (1965, Andy Warhol)

 

แต่งานนี้ดิฉันขอไม่ดูนะคะ ใครไหวก็ดูไปเลย 55555

 

แต่กะว่าถ้าว่างก็อาจจะดู NOTES FROM UNKNOWN MALADIES (2018, Liryc Dela Cruz, 59min)  ที่มีให้ดูฟรีออนไลน์ทาง e-flux จนถึงวันที่ 6 ม.ค. หนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดชีวิตของ grandmother ของผู้กำกับ โดยตัว grandmother นี้ป่วยเป็นโรคจิตมาเป็นเวลานาน 50 ปี

 

ส่วนหนังเปิดปี 2026 ดิฉันเล็งไว้แล้วว่าอาจจะดู THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min) เพราะหนังเรื่องนี้เปิดให้ดูฟรีออนไลน์ทางเว็บไซต์ festival scope จนถึงตี 5 ของวันที่ 2 ม.ค. เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยจำเป็นจะต้องรีบดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ภายในวันที่ 1 ม.ค.ค่ะ

+++

 

"นางแบบมหาภัย" (1976, Chatrichaloem Yukol, A+30) นี่เสียดายมาก ๆ ที่มันไม่เคยได้รับการเผยแพร่ในรูปแบบวิดีโอเทปในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เพราะถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางวิดีโอเทปในทศวรรษ 1980 เราคงดูวนซ้ำฉากเลิฟซีนระหว่างสมภพ เบญจาธิกุล กับสรพงศ์ ชาตรีไปแล้วหลายร้อยรอบ

 

Monday, December 29, 2025

SIDNEY SHELDON

 

จริงที่สุด เราก็ชอบ Sidney Sheldon มาก ๆ จำได้ว่าตอนดูมินิซีรีส์ IF TOMORROW COMES (1986, Jerry London, A+30) ที่สร้างจากนิยายของ Sidney Sheldon มันมีฉากที่ให้ตัวละครพระเอกกับนางเอกมาเจอกันครั้งแรกโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง เหมือนทั้งสองเดินชนกัน คุยกันนิดนึง แล้วก็เดินแยกย้ายกันไป ไม่ได้สนใจอะไรกัน แล้วหลังจากนั้นพระเอกกับนางเอกก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยเป็นเวลานานมาก มินิซีรีส์ก็เล่าชีวิตของพระเอกนางเอกแยกกันไปเรื่อย ๆ เหมือนผ่านไปครึ่งค่อนเรื่องแล้ว พระเอกกับนางเอกถึงได้มาเจอและทำความรู้จักกันจริง ๆ (เหมือนถ้ามินิซีรีส์มี 7 ตอน พระเอกกับนางเอกก็ได้มาทำความรู้จักกันจริง ๆ ในตอนที่ 4)

 

เหมือนถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด จริง ๆ แล้วตัวนิยายต้นฉบับมันไม่ได้มีฉากที่ให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันช่วงต้นเรื่อง เหมือนนิยายมันเล่าชีวิตของแต่ละตัวละครนำแยกกันไปได้เลยตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง แต่ตัวมินิซีรีส์คงกลัวคนดูงง ก็เลยอยู่ดี ๆ ต้องสร้างฉากให้พระเอกกับนางเอกมาเจอกันโดยบังเอิญช่วงต้นเรื่อง แล้วค่อยแยกเล่าเป็นสามเส้นเรื่องตัวละคร (พระเอก, นางเอก กับผู้ชายโรคจิต) ควบคู่กันไป

 

แต่อันนี้เราไม่ขอยืนยันข้อมูลอะไรทั้งสิ้นนะ เพราะเราดูมินิซีรีส์นี้มานาน 38-39 ปีแล้ว



++++

 

Brigitte Bardot จากไปแล้ว ส่วน Catherine Deneuve ตอนนี้มีอายุ 82 ปี ส่วน Jane Fonda มีอายุ 88 ปี

 

ทั้ง Bardot และ Fonda ต่างก็เคยเล่นหนังให้ Jean-Luc Godard โดย Bardot แสดงใน CONTEMPT (1963) ส่วน Jane Fonda แสดงใน TOUT VA BIEN (1972)

 

ในส่วนของ Roger Vadim นั้น Bardot เคยแสดงใน ...AND GOD CREATED WOMAN (1956, Roger Vadim, A+30), Deneuve เคยแสดงใน VICE AND VIRTUE (1963, Roger Vadim) และ Jane Fonda เคยแสดงใน BARBARELLA (1968, Roger Vadim)

+++

 

UNINTENTIONAL TRILOGY

หนังไตรภาคโดยไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

THAI NARCOTICS TRILOGY

 

1. ผู้ผลิต

MOUNTAIN PEOPLE คนภูเขา (1979, Vichit Kounavudhi)

 

2. ผู้ค้า

POWDER ROAD เฮโรอีน (1994, Chatrichaloem Yukol)

 

3. ผู้เสพ

DAUGHTER เสียดาย (1994, Chatrichaloem Yukol)

++++

 

ใน 35 เรื่องนี้ของคุณ Warut เราได้ดูเพียงแค่ 8 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

Nazarbazi (2022, Maryam Tafakory)

Ballet Mécanique (1924, Fernand Léger/Dudley Murphy)

Mud Man (2017, Chikako Yamashiro)

Will You Look at Me (2022, Shuli Huang)

A Movie (1958, Bruce Conner)

At Land (1944, Maya Deren)

The Anthem (2006, Apichatpong Weerasethakul)

Saute ma ville (1968, Chantal Akerman)

 

เหลือที่ยังไม่ได้ดูอีก 27 เรื่องค่ะ

https://web.facebook.com/photo/?fbid=25403193852641662&set=a.25381118184849229

 

MANY NIGHTS AND MANY LIGHTS

 

ใครชอบ DOG DAY AFTERNOON เราชอแนะนำให้ดูหนังเรื่อง THE THIRD MEMORY (1999, Pierre Huyghe, 10mins, A+30) ควบกันไปด้วยนะ

 

หนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ John Wojtowicz เกย์นักปล้นธนาคารที่ก่อคดีดังในปี 1972 และต่อมาคดีดังกล่าวได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง DOG DAY AFTERNOON (1975, Sidney Lumet, A+30) ที่นำแสดงโดย Al Pacino

 

ในหนังเรื่อง THE THIRD MEMORY นี้ Wojtowicz ตัวจริงได้มา reenact เหตุการณ์การปล้นธนาคารในครั้งนั้นด้วยตัวเอง โดยเขาได้เล่าด้วยว่า ก่อนการปล้นธนาคาร เขากับเพื่อนได้ไปดูหนังเรื่อง THE GODFATHER (1972, Francis Ford Coppola, 175min) ที่นำแสดงโดย Al Pacino

 

ในระหว่างที่มีการปล้นธนาคารนั้น ตำรวจได้ด่า Wojtowicz ว่า “You are a lousy cocksucker.” และ Wojtowicz ก็ได้ตอบโต้กลับไปในทันทีว่า “I’m a good cocksucker.”

+++++

 

พาลูกหมีมากินอาหารที่ร้าน “แพนด้าอีทส์ KUANZHAI PANDA” ที่พารากอน ชอบการตกแต่งร้านอย่างรุนแรงมาก  

 

ซื้อขนมปังร้าน BOLI BOLI มาให้ลูกหมีกิน

++++

Favorite Soundtrack

 

เราชอบเวลาที่เราได้เจอเพลงเก่า ๆ ที่เรารู้จักปรากฏอยู่ในหนัง ก็เลยขอจดบันทึกไว้หน่อย

 

1. I DON’T WANT TO WAIT (1996) by Paula Cole in ANACONDA (2025, Tom Gormican, A+15)

 

2. หนึ่งมิตรชิดใกล้ ของ อัสนี-วสันต์ ใน SANOOK DEE MUSEUM (2017, Araya Rasdjarmrearnsook, video installation, 37min, A+30)

 

ชอบฉากที่มีพิธีกรหญิง อยู่ดี ๆ ก็ถือไมโครโฟนร้องเพลง “หนึ่งมิตรชิดใกล้” อยู่ข้าง ๆ รูปภาพ JUDITH SLAYING HOLOFERNES (1620) ของ Artemisia Gentileschi ในพิพิธภัณฑ์

 

แต่อย่าได้ถามเราว่า ฉากนี้หมายความว่าอะไร และการใช้เพลงนี้ในวิดีโอนี้ พร้อมกับภาพวาดนี้ หมายความว่าอะไร 55555 เพราะการที่เราไม่รู้และไม่เข้าใจความหมายใด ๆ ทั้งสิ้นนี่แหละ เลยทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ

+++++

 

MANY NIGHTS AND MANY LIGHTS (2023, Nadia Guerroui, video installation, A+30)

 

One of the most beautiful moving-image works I have seen in 2025.

 

ดูที่ JWD ART SPACE

Sunday, December 28, 2025

LORD OF THE MONKEYS' LIST OF OLD FILMS OF 2025

 

งดงามที่สุด ลิสท์หนังเก่า 100 เรื่องประจำปี 2025 ของเพจ “ภาพยนตร์บันทึก by LORD OF THE MONKEYS” โดยในบรรดาหนัง 100 เรื่องนี้ เราเคยดูไปเพียงแค่ 45 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1.The Sacrifice (1986, Andrei Tarkovsky)
3.Phoenix (2014, Christian Petzold)
4.The Long Day Closes (1992, Terence Davies)
5.Jacquot de Nantes (1991, Agnes Varda)
7.Videograms of a Revolution (1992, Harun Farocki, Andrei Ujică)
10.Life, and Nothing More… (1992, Abbas Kiarostami)
11.Truly Madly Deeply (1990, Anthony Minghella)
13.Goodbye Berlin (2016, Fatih Akin)
16.Harakiri (1962, Masaki Kobayashi)
17.Dona Flor and Her Two Husbands (1976, Bruno Barreto)
19.Testament of Orpheus (1960, Jean Cocteau)
20.The Blood of a Poet (1932, Jean Cocteau)

21.The Creatures (1966, Agnes Varda)
25.Le Trou (1960, Jacques Becker)
27.After Hours (1985, Martic Scorsese)
28.The Cranes Are Flying (1957, Mikhail Kalatozov)
29.Nostalgia (1983, Andrei Tarkovsky)
30.The Green Ray (1986, Éric Rohmer)

32. My Secret Cache (1997, Shinobu Yaguchi)
33.Terrorizers (1986, Edward Yang)
34.Céline and Julie Go Boating (1974, Jacques Rivette)
38.Pink Narcissus (1971, James Bidgood)
39.Dragon Inn (1967, King Hu)
40.In the Fade (2017, Fatih Akin)

43.Our Little Sister (2015, Hirokazu Kore-eda)
45.The Mourning Forest (2007, Naomi Kawase)
48.Adrenaline Drive (1999, Shinobu Yaguchi)
54.Theorem (1968, Pier Paolo Pasolini)
55.The Trial of Joan of Arc (1962, Robert Bresson)
56.Heart of Glass (1976, Werner Herzog)
63.All That Heaven Allows (1955, Douglas Sirk)
67.August in the Water (1995, Gakuryu Ishii)
68.The Rites of May (1976, Mike de Leon)
69.Batch '81 (1982, Mike de Leon)
70.Les Biches (1968, Claude Chabrol)
71.Birth of the Seanema (2004, ศะศิธร อริยะวิชา)
74.A Trick of the Light (1995, Wim Wenders)
77.Le Bonheur (1965, Agnes Varda)
79.The Cremator (1969, Juraj Herz)
82.ลี้ (2003, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล)
84.The Last of England (1987, Derek Jarman)
89.And Then There Were None (1945, René Clair)
90.Bye..Bye Thailand (1987, สุรสีห์ ผาธรรม)
94.The Crazy Ray (1925, René Clair)
99.Dementia (1955, John Parker)

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0B3ZWqkT8UQbDeArdxJGtPxX5pCCLm39MxgkJHhrk3MWmkuvp275288XKqv8xF2rMl&id=100063707881537

 

Saturday, December 27, 2025

FAVORITE TRILOGIES OF ALL TIME

 

FAVORITE TRILOGIES OF ALL TIME

 

หนังไตรภาคที่ชอบที่สุดในชีวิต

 

พอเราได้ดูไตรภาคของ Dag Johan Haugerud เราก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า 555555

 

(เรียงตามปี)

 

1. THE ORPHIC TRILOGY

THE BLOOD OF A POET (1930, Jean Cocteau, France)

ORPHEUS (1950, Jean Cocteau, France)

THE TESTAMENT OF ORPHEUS (1960, Jean Cocteau, France)

 

2. INGMAR BERGMAN’S TRILOGY

THROUGH A GLASS DARKLY (1961, Ingmar Bergman, Sweden)

WINTER LIGHT (1962, Ingmar Bergman, Sweden)

THE SILENCE (1963, Ingmar Bergman, Sweden)

 

3. PAUL MORRISSEY--JOE DALLESANDRO TRILOGY

FLESH (1968, Paul Morrissey, USA)

TRASH (1970, Paul Morrissey, USA)

HEAT (1972, Paul Morrissey, USA)

 

4. SYBERBERG’S TRILOGY

LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 140min)

KARL MAY (1974, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 187min)

HITLER: A FILM FROM GERMANY (1977, Hans-Jürgen Syberberg, West Germany, 7hrs 22mins)

 

5. ROAD MOVIE TRILOGY

ALICE IN THE CITIES (1974, Wim Wenders, West Germany)

THE WRONG MOVE (1975, Wim Wenders, West Germany)

KINGS OF THE ROAD (1976, Wim Wenders, West Germany)

 

6. HANEKE’S TRILOGY

THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

BENNY’S VIDEO (1992, Michael Haneke, Austria)

71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

 

7. เดชคัมภีร์เทวดา

SWORDSMAN (1990, Ching Siu-tung, King Hu, Raymond Lee, Tsui Hark, Hong Kong)

SWORDSMAN II (1992, Ching Siu-tung, Hong Kong)

SWORDSMAN II (1993, Ching Siu-tung, Raymond Lee, Hong Kong)

 

8. THE GOLDEN HEART TRILOGY

BREAKING THE WAVES (1996, Lars von Trier, Denmark/Sweden)

THE IDIOTS (1998, Lars von Trier, Denmark/France)

DANCER IN THE DARK (2000, Lars von Trier, Denmark/Germany)

 

9. DREILEBEN

BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold, Germany)

ONE MINUTE OF DARKNESS (2011, Christoph Hochhäusler, Germany)

DON’T FOLLOW ME AROUND (2011, Dominik Graf, Germany)

 

10. OSLO TRILOGY

SEX (2024, Dag Johan Haugerud, Norway)

LOVE (2024, Dag Johan Haugerud, Norway)

DREAMS (2024, Dag Johan Haugerud, Norway)

 

ความเห็นเพิ่มเติม

 

1. ปรากฏว่าในลิสท์นี้มีทั้ง Norway (Dag Johan Haugerud), Sweden (Ingmar Bergman), Denmark (Lars von Trier) และถ้าหากเราทำสัก 20 อันดับ มันก็ต้องมี Finland (Aki Kaurismaki) ด้วยอย่างแน่นอน เพราะเราชอบ FINLAND TRILOGY มาก ๆ เช่นกัน หนังชุดนี้ประกอบด้วย DRIFTING CLOUDS (1996, Aki Kaurismaki, Finland), THE MAN WITHOUT A PAST (2002, Aki Kaurismaki, Finland) และ LIGHTS IN THE DUSK (2006, Aki Kaurismaki, Finland)

 

2. BLUE, WHITE, RED เป็นหนังไตรภาคที่เราชอบมาก แต่เราชอบหนังในทศวรรษ 1970 ของ Krzysztof Kieslowski มากกว่า พวกหนังอย่าง UNDERGROUND PASSAGE (1973), FIRST LOVE (1974), PERSONNEL (1975), THE CALM (1976) และรวมไปถึง A SHORT WORKING DAY (1981) เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่อยากให้ BLUE, WHITE, RED ติดลิสท์นี้ 55555

 

3. จริง ๆ แล้วเราชอบ L’AVVENTURA (1960); LA NOTTE (1961); THE ECLIPSE (1962) อย่างรุนแรงสุดขีด แต่บางคนถือว่า RED DESERT (1964, Michelangelo Antonioni, Italy) รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีปัญหาว่า มันเป็น TRILOGY หรือ TETRALOGY

 

4. มีหนังไตรภาคหลายชุดที่เรายังดูไม่ครบทั้งไตรภาค โดยหนังที่เราไม่ได้ดูก็มีอย่างเช่น THE WORLD OF APU (1959, Satyajit Ray, India), BEFORE MIDNIGHT (2013, Richard Linklater) เพราะฉะนั้น Satyajit Ray กับ Richard Linklater ก็เลยไม่ติดในลิสท์นี้

 

5. หนังไตรภาคของไทยที่เราชอบอย่างสุดขีด ก็คือหนังไตรภาคชุด “นครอัศจรรย์” ของ Wachara Kanha ที่ประกอบด้วย

 

5.1 COLLAPSE (2011, Wachara Kanha, 26min)

5.2 MIGHT (2011, Wachara Kanha, 26min)

5.3 NIGHTMARE (2011, Wachara Kanha, 30min)

 

6. อยากให้มีคนสร้างหนังไตรภาคที่ประกอบด้วยหนังเรื่อง

 

6.1 กะแหลดจิ้มหำ

6.2 กะหล่ำจิ้มหอย

6.3 กะหล่อยจิ้มแตด

 

Edit เพิ่ม: ว้าย เราลืม KOKER TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

WHERE IS THE FRIEND’S HOUSE (1987, Abbas Kiarostami, Iran)

LIFE AND NOTHING MORE... (1992, Abbas Kiarostami, Iran)

THROUGH THE OLIVE TREES (1994, Abbas Kiarostami, Iran)

 

เพราะเราก็ชอบ KOKER TRILOGY มาก ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะ LIFE AND NOTHING MORE...

 

แต่เมื่อกี้เราอ่าน wikipedia แล้วเขาบอกว่า KOKER TRILOGY นี่เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์จัดตั้งกันขึ้นมาเอง ส่วนตัว Kiarostami นั้น เขามองว่า trilogy ที่เหมาะสมคือ TRILOGY OF LIFE’S PRECIOUSNESS ที่ประกอบด้วย LIFE AND NOTHING MORE..., THROUGH THE OLIVE TREES และ TASTE OF CHERRY (1997)