RIP AHN SUNG-KI (1952-2026)
เป็นดาราชายเกาหลีที่ดูดีมาก ๆ
ถึงแม้จะมีอายุมากแล้ว
หนังของเขาที่เราเคยดู
1. THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan)
2. SECTOR 7 (2011, Kim Ji-hoon)
3. SILMIDO (2003, Kang Woo-suk)
4. MUSA THE WARRIOR (2001, Sung Soo
Kim)
5. SPRING IN MY HOMETOWN (1998, Lee
Kwang-mo, A+30)
6. THE ADVENTURES OF MRS. PARK (1996, Kim Tae-gyun)
7. TO THE STARRY ISLAND (1993, Park Kwang-su, A+30)
รูปจาก NORTH KOREA PARTISAN IN SOUTH
KOREA (1990, Jeong Ji-yeong)
++++++
ความงงของเราในวัย 52 ปี
1. ห้างสรรพสินค้าที่เราคุ้นชินในสมัยเด็ก ในทศวรรษ
1980 ชั้น 1 ของห้างคือชั้นที่อยู่ติดถนน
ห้างสรรพสินค้าสุดโปรดของเรา ซึ่งก็คือ “อิมพีเรียลเวิลด์
สำโรง” ยังคงใช้ระบบนี้ในปัจจุบัน
2. ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่บางห้าง ชั้นที่อยู่ติดถนนคือชั้น
G ชั้นเหนือชั้น G คือชั้น M แล้วค่อยตามมาด้วยชั้น 1, 2, 3
อย่างเช่น Paragon แล้วเหมือนกับว่าพอ
Paragon ใช้ระบบนี้ ห้าง Siam Center กับ
Siam Discovery ก็เลยปรับมาใช้ระบบเดียวกันด้วย
เพราะฉะนั้น อยู่ดี ๆ ชั้น 4 ของห้าง Siam
Center ก็เลยกลายเป็น ชั้น 2 ไปเฉยเลย กูงงมาก
แล้วเราก็เลยงง มีครั้งนึงที่เราบอกกับเพื่อนว่า
เราอยู่ที่ Starbucks ชั้นหนึ่งของพารากอน
เพื่อนก็ไปเดินหาแล้วไม่เจอ เพื่อนเลยโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับเราว่า Starbucks
ชั้นหนึ่งของพารากอนมันอยู่ตรงไหน คุยไปคุยมา เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า Starbucks
ที่เรานั่งอยู่ มันคือชั้น G ไม่ใช่ “ชั้นหนึ่ง”
ส่วน “ชั้นหนึ่ง” ของพารากอน มันคือ “ชั้นสาม” ในความรู้สึกของเรา
3. เราได้ยินข่าวว่า Salad Factory มาเปิดที่ชั้นหนึ่งของสามย่าน มิตรทาวน์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราก็งงว่า เราก็เดินชั้นหนึ่งของสามย่าน
มิตรทาวน์เป็นประจำ ทำไมไม่เคยเห็นร้านนี้
เราก็เลยลองไปเช็ค directory ของสามย่านมิตรทาวน์ แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า
ชั้นที่อยู่ติดพื้นดินของสามย่านมิตรทาวน์ มันคือชั้น G แล้วชั้นเหนือจากนั้น
คือ “ชั้นหนึ่ง”
ส่วนชั้นที่เราเดินเป็นประจำ มันคือชั้น G
ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยเห็นร้าน Salad
Factory ในห้างนี้
4. ห้างมาบุญครอง มีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง ไม่มี “ชั้นหนึ่ง”
สรุปว่า มีบางห้างที่ไม่มีชั้น G (อย่างเช่นอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง), บางห้างมีทั้งชั้น
G และชั้น M แล้วค่อยตามด้วยชั้นหนึ่ง ซึ่งจริง
ๆ มันคือชั้นสามเหนือระดับพื้นดิน (อย่างเช่นพารากอน), บางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นหนึ่ง (อย่างเช่น สามย่านมิตรทาวน์, เซ็นทรัลชิดลม)
และบางห้างมีชั้น G แล้วตามด้วยชั้นสอง (อย่างเช่น MBK)
เราก็เลยปวดหัวเวลานัดหมายกับเพื่อน ๆ
เพราะต้องคอยดูระบบการเรียกชื่อชั้นของแต่ละห้างสรรพสินค้าที่มันไม่ซ้ำกันเลย
ไม่งั้นมันจะเกิดการสื่อสารผิดพลาด
ส่วนระบบที่เราชอบที่สุด ก็คือระบบที่ไม่มีชั้น G
ชั้น M นะ เริ่มด้วยชั้นหนึ่งเลย แบบห้างอิมพีเรียลเวิลด์
สำโรง เพราะเราคุ้นชินกับระบบนี้มาตั้งแต่เด็ก
แต่แอบนึกถึง “ห้างบางลำพูสรรพสินค้า”
ที่บางลำพูนะ จำได้ว่า “ชั้น” ของห้างนี้มันประหลาดมาก มันเหมือนมีการซอยแยกย่อยสลับชั้นลดหลั่นกันไปมา
แบบงงมาก เสียดายที่เราไปเดินห้างนี้ครั้งสุดท้ายน่าจะราว ๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1990
ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตและ smart phone เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่เคยได้ถ่ายรูปด้านในของห้างนี้เอาไว้เลย
++++++++
บันทึกการประชุมของ “กลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา
ท้าธรรม” ส่วนที่ 4
อีกประเด็นนึงที่เราได้จากการคุยกับเพื่อนๆ
มัธยมในวันเสาร์ แล้วเราอยากจดบันทึกความทรงจำเอาไว้ ก็คือ “พฤติกรรมการหลอกลวงลูกค้าของบรรดา
supermarkets”
(ตัวเลขราคาสินค้าในข้างล่างนี้เป็นตัวเลขสมมุตินะ
ไม่ใช่ตัวเลขราคาสินค้าจริง ๆ)
1. เพื่อนคนนึงเวลาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต
เธอจะจำราคาสินค้าทุกชิ้นที่เธอหยิบลงรถเข็น แล้วคำนวณเอาไว้แล้วในใจ เพราะฉะนั้นเธอจะรู้ได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติ
เมื่อแคชเชียร์คำนวณยอดรวมออกมาแล้วมันไม่ตรงกับที่เธอคำนวณไว้แล้วในใจ
มีครั้งนึงที่เธอไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต
สมมุติว่าซื้อสินค้า 10 อย่าง ซึ่งรวมถึงสินค้า A ที่มีป้ายราคาติดไว้ที่ชั้นวางของว่า
“ราคา 67 บาท” เธอคำนวณเอาไว้แล้วในใจว่า ของทั้งหมดที่เธอซื้อ สินค้า 10
ประเภทรวมกันน่าจะมีราคารวมกัน 4841 บาท
ปรากฏว่าพอแคชเชียร์คำนวณเสร็จ แคชเชียร์บอกว่า
ต้องจ่ายทั้งหมด 4877 บาท เธอก็เลยเอ๊ะ ทำไมราคารวมมันสูงกว่าที่เธอคำนวณไว้ในใจ เธอก็เลยดูใบเสร็จ
แล้วพบว่าสินค้า B C D E F G H I J คิดราคาตรงตามป้ายที่ shelf
แต่ว่าสินค้า A ในใบเสร็จมันคิดราคา 103 บาท
ไม่ใช่ 67 บาทแบบที่ป้ายบอกไว้ที่ชั้นวางสินค้า
เพราะฉะนั้นกรณีนี้
มันคือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นฝ่ายผิด อีซูเปอร์มาร์เก็ตติดป้ายราคาผิด ซึ่งในกรณีของบางห้างในเมืองนอกนั้น
ทางซูเปอร์ต้องให้สินค้านั้นกับลูกค้าฟรีเลยนะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องขอโทษลูกค้าที่ติดป้ายราคาผิด
แคชเชียร์ต้องขอโทษ
ซึ่งเพื่อนของเราก็ต้องการแค่คำขอโทษ
ปรากฏว่าสิ่งที่เธอเจอคือพอเธอทักท้วงเรื่อง “ป้ายราคาที่ shelf ไม่ตรงตามราคาจริง” ไป อีแคชเชียร์กลับทำหน้ารำคาญ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีว่า
“ถ้าไม่เอาก็ได้นะคะ จะได้คืนเงินอันนี้ให้”
เพื่อนของเราก็เลยมาเตือนเพื่อน ๆ
ทุกคนในกลุ่มว่า เวลาไปซื้อของใน supermarket ต้องระวังให้ดี
เพราะเธอคาดว่าลูกค้าหลายคนเวลาซื้อสินค้ารวมกันหลายอย่างหลายประเภท จะไม่ทันกลโกง
(ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) นี้ของซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ติดป้ายราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
เพราะลูกค้าอย่างเราก็ไม่ได้คำนวณราคาเอาไว้ในใจ อีแคชเชียร์บอกยอดรวมอะไรมา
เราก็จ่าย ๆ ไปตามนั้น ไม่รู้ถูกหลอกเสียเงินไปแล้วรวมกันกี่หมื่นบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
2. แต่เพื่อนอีกคนเจอสิ่งที่เหี้ยกว่ากรณีข้างบนอีก
สิ่งที่เพื่อนอีกคนเจอในอีก retailer นึงก็คือ ตรง shelf
วางสินค้า มีป้ายบอกว่าสินค้านี้ราคา 369 บาท เพื่อนเห็นว่าราคามันถูกดี
ก็เลยซื้อสินค้านี้มา 7 ชิ้น คำนวณไว้แล้วว่ามันจะมีราคารวมกัน 2583 บาท
ปรากฏว่าพอไปจ่ายเงิน อีแคชเชียร์คิดราคาชิ้นละ 518
บาท ราคารวมกันเลยกลายเป็น 3626 บาท ซึ่งมากกว่าที่ควรจะเป็นถึง 1043 บาท
เพื่อนก็เลยโวยเรื่องการติดป้ายราคาสินค้าผิด
แล้วอย่างนี้มันร้ายแรงมาก เพราะราคามันต่างกันมาก ๆ มันต่างกันถึงชิ้นละ 149 บาท
แล้วคือถ้าหากป้ายราคามันไม่ได้บอกราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างรุนแรงแบบนี้
เพื่อนก็คงไม่ซื้อสินค้านี้มาถึง 7 ชิ้น
แล้วแทนที่อีแคชเชียร์กับเจ้าหน้าที่ร้านจะยอมรับเรื่อง
“การติดป้ายราคาผิด” อีเจ้าหน้าที่ร้านกลับไม่ยอมรับว่าตัวเองติดป้ายราคาผิด
บอกว่าให้กลับไปดูป้ายราคาที่ shelf อีกรอบได้เลย
มันไม่ได้ติดป้ายราคาผิด
แต่เพื่อนเราสังเกตเห็นว่า
มีพนักงานร้านคนนึงแอบวิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนแล้ว ในช่วงที่ทุกคนเถียงกัน
พอเพื่อนเรากับเจ้าหน้าที่ร้านเดินไปดูที่ shelf
ตรงนั้น ก็พบว่า มันติดป้ายราคาสินค้าว่า “ชิ้นละ 518 บาท”
ตามที่เจ้าหน้าที่ร้านยืนยัน
แต่อีพนักงานร้านที่วิ่งลิ่วนำหน้าไปก่อนหน้านี้
ยืนอยู่ใกล้ ๆ แล้วในมือกำอะไรไว้สักอย่าง
เพื่อนเราเลยบอก “มึงแบมือออกมา มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้
มึงแบมือออกมาเดี๋ยวนี้”
อีพนักงานคนนั้นเลยยอมแบมือออกมา
แล้วพบว่ามันคือป้ายราคา “ชิ้นละ 369 บาท”
คือกรณีนี้คือเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คือแทนที่ทางร้านจะยอมรับผิด
ขอโทษ แต่กลับปกปิดความผิดตัวเอง มีอีพนักงานรีบวิ่งไปเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าใหม่
คือแบบนี้มันคือทุจริตมาก ๆ
ก็เลยขอจดบันทีกความทรงจำเรื่องนี้เอาไว้นะคะ
เพราะเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเดินซูเปอร์มาร์เก็ต/ร้านค้าปลีก จะต้องตบตีกับพนักงานและแคชเชียร์และป้ายราคาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงอะไรแบบนี้ด้วย
3. อีกกรณีที่ได้คุยกันกับเพื่อน ๆ
เมื่อวันเสาร์ แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการที่ไม่ดีของร้านสะดวกซื้อ”
คือมันจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่บางเจ้า ที่เรากับเพื่อน
ๆ อาจจะเจอกรณีแบบนี้บ่อย ๆ คือในร้านอาจจะมีเครื่องคิดเงิน 2-3 เครื่องในร้าน แต่มีพนักงานคิดเงินอยู่แค่เครื่องเดียว
แล้วเครื่องนั้นก็อาจจะมีลูกค้าต่อคิวอยู่ 4-5 คน รอคิวกันเป็นเวลานาน สมมุติว่าเหตุเกิดตอนเวลา
15.00 น.
แล้วก็จะมีอีพนักงานบางคนในร้าน
เดินมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็เรียก “ลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5”
ให้มาคิดเงินที่เครื่องของเธอ ซึ่งลูกค้าที่ต่อคิวคนที่ 5 นี่เพิ่งมาต่อคิวเป็นเวลาแค่
1 นาที ในขณะที่ลูกค้าที่ต่อคิวเป็นคนที่ 2 นี่ ต่อคิวมาแล้วเป็นเวลา 15 นาที
เพื่อนของเราซึ่งต่อคิวอยู่เป็นคนที่ 2
ก็เลยปรี๊ดแตก เดินไปด่าอีแคชเชียร์ที่เพิ่งมาเปิดเครื่องว่า “ถ้ามึงทำแบบนี้
มึงไปเรียกลูกค้าคนที่จะมาต่อคิวตอน 3 ทุ่ม มาคิดเงินเป็นคนแรกเลยมั้ย ถ้ามึงจะให้บริการคนที่มาหลังสุดแบบนี้”
อีแคชเชียร์ก็เลยยอมคิดเงินให้เพื่อนของเรา
ซึ่งเรื่องนี้เราอินมาก
เพราะเวลาที่เราไปร้านสะดวกซื้อ เราก็ชอบเจออะไรแบบนี้บ่อย ๆ คือพอเราซื้อสินค้าเสร็จ
ต่อคิวไปแล้วราว 10 นาที แล้วก็จะมีอีพนักงานมาเปิดเครื่องคิดเงินอีกเครื่อง แล้วก็ให้ลูกค้าคนใหม่
ๆ ไปต่อคิวเครื่องของเธอ แทนที่จะให้บริการลูกค้าที่ต่อคิวมาเป็นเวลานานเป็นลำดับแรก
บันทึกการประชุมของกลุ่มสาวกเจ้าแม่เบญจมา
ท้าธรรม ส่วนที่สาม
https://web.facebook.com/photo?fbid=10241935362944051&set=a.10225118353249319
+++++
พอตามไปอ่านในวิกิพีเดีย เราถึงเพิ่งรู้ว่า
การที่สหรัฐส่งกองทัพบุกประเทศเกรนาดาในปี 1983 อาจจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายสังหารทหารสหรัฐ
241 นายในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ในช่วงก่อนหน้านั้น
Two days prior to the United States' invasion of Grenada,
U.S. marines in Beirut suffered heavy casualties in the 1983 Beirut barracks
bombings. The terrorist bombing in Beirut killed 241 American servicemen, the
deadliest single attack on Americans overseas since World War II. American
Experience suggested the invasion of Grenada was meant to distract the public
from the 1983 Beirut barracks bombing: "By the time of the 1984 election,
the Grenada success replaced the bitter memory of the massacre at Lebanon.”
https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_invasion_of_Grenada
Favorite Soundtrack: เพลง ฤทธิ์มีดสั้น (1978) ในภาพยนตร์เรื่อง RESURRECTION (2025, Bi
Gan, China, A+30)
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ในที่สุดเราก็ได้รู้คำตอบของสิ่งที่ค้างคาใจเรามานานตลอด
3 เดือนที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณคุณ Warut Pornchaiprasartkul เป็นอย่างสูงค่ะ
คือตอนที่เราดู RESURRECTION ที่โรงหนัง SF Central World เรารู้สึกว่าเพลงในหนังมันคุ้นสุด ๆ เป็นเพลงที่เราเคยได้ยินตอนเด็ก ๆ
แน่นอน แต่เรากูเกิลหาไม่เจอเลยว่า มันคือเพลงอะไร ในที่สุดก็ได้คำตอบแล้ว ว่ามันเป็นเพลงจากละครทีวี
"ฤทธิ์มีดสั้น" (1978) เวอร์ชั่นจูเจียง (ลี้คิมฮวง),
หวงซิงซิ่ว (ลิ่มเซียนยี้), หวงเหยียนเซิน (อาฮุย) ที่เคยผ่านตาเราตอนเด็ก ๆ
นี่เอง ในยูทูบมีคำแปลภาษาอังกฤษของเพลงนี้ด้วย
เราขอแอบเดาเลยว่า ตัวละครในรูปนี้คือ
ลิ่มเซียนยี้ กับ แชม้อชิ้วอีเข่า (ลิงค์ไปยูทูบอยู่ในคอมเมนท์)
https://youtu.be/QVIaSW_mYnI?si=lQcuC71qVRC4dV1B
SUNLIGHT IN BANGKOK, NETHERLANDS, JAPAN, AND PACIFIC NORTHWEST
เราชอบ “แสงแดดในกรุงเทพ”
มากที่สุดก็ในช่วงฤดูหนาวนี่แหละ เราว่ามันสวยนวลตาดี และเราว่ามันดูเข้าใกล้ “แสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่น”
ได้มากที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับฤดูร้อนและฤดูฝนในกรุงเทพ
ไม่รู้ว่าสิ่งนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือเปล่า ว่าเพราะเหตุใดแสงอาทิตย์ในกรุงเทพถึงดูสวยเข้าทางเรามากที่สุดในเหมันตฤดู
ลองถามกูเกิลดู
มันบอกว่าเป็นเพราะในซีกโลกเหนือในฤดูหนาว มุมของแสงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าฤดูอื่นๆ แสงอาทิตย์เลยต้องเดินทางผ่านระยะทางยาวยิ่งขึ้นก่อนจะเดินทางมาถึงโลก
ส่งผลให้แสงสีฟ้าในแสงอาทิตย์ถูกกระจายออกไปมากกว่าปกติ และถูกดูดซับไปโดยละอองน้ำและอะไรต่าง
ๆ ในอากาศ แสงที่เหลือมันเลยเหลือง ๆ แดง ๆ มากกว่าปกติ
ส่วนแสงอาทิตย์ในหนังญี่ปุ่นนั้น เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะสถานที่ตั้งของญี่ปุ่นที่อยู่ทางเหนือ
และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะริมมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยมั้ง มันเลยส่งผลให้แสงอาทิตย์ในหนังออกมาดูสวยงามมากแบบนั้น
นึกถึงภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เราเคยดูและเขียนถึงไปแล้ว
ที่วิเคราะห์ “ความงดงามของแสงอาทิตย์ในบางจุดของโลก” (เนื้อหาข้างล่างนี้ซ้ำ ๆ
กับที่เราเคยเขียนไปแล้ว)
1. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de
Kroon, Netherlands, documentary, A+30)
หนังเรื่องนี้เคยตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะเฉพาะของแสงอาทิตย์ในเนเธอร์แลนด์มันมีผลต่อจิตรกรเนเธอร์แลนด์ในยุค
Rembrandt, Vermeer, etc. โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ
"แหล่งน้ำ" เพราะแสงสะท้อนจากแหล่งน้ำต่อท้องฟ้า, ก้อนเมฆ
ก็มีผลต่อแสงอาทิตย์ในสายตาของมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แล้วเนเธอร์แลนด์เคยมีความ UNIQUE
ตรงนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน ภาพวาดของ REMBRANDT, VERMEER ก็เลยออกมาสวย แต่พอเนเธอร์แลนด์ "ถมที่ดิน" เยอะ ๆ ในศตวรรษต่อ
ๆ มา แสงพิเศษของเนเธอร์แลนด์ก็เลยหายไป
2. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)
หนังเรื่องนี้สำรวจ
“ความพิเศษของแสงอาทิตย์ในภูมิภาค Pacific Northwest” (ภูมิภาคนี้ครอบคลุมรัฐวอชิงตันกับรัฐโอเรกอนของสหรัฐ
และรัฐบริติช โคลัมเบียของแคนาดา) ที่มันสวยแบบมีมนตร์ขลังมากกว่ารัฐอื่น ๆ
โดยบทความประกอบหนังเรื่องนี้ระบุอีกด้วยว่า
แสงในภูมิภาคนี้เคยช่วยสร้างมนตร์ขลังให้กับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำในภูมิภาคนี้ด้วย
ซึ่งรวมถึง TWIN PEAKS, THE X-FILES เฉพาะ 5 ซีซันแรก และหนังชุด TWILIGHT
Charles Mudede เขียนถึงประเด็นนี้ไว้ว่า
“How can we forget November 8, 1998? On
that day, the TV show X-Files opened its sixth season with a
look that was totally wrong. The light lost its spell because the program's
production had moved from Vancouver B.C. to Los Angeles. The fall of the light
in the former is, for much of the year, sharply slanted; with the latter,
it falls almost directly. The mood of slanted light, which is often diffused by
droplets, is significantly different from that of dry and direct light. The
mood of the X-Files for the first five seasons was that of an
exquisite gloom (or stimmung, in the German Expressionist sense).”
ภาพประกอบ
1.+2. Winter Light in Bangkok
3.+4.+5. DUTCH LIGHT (2003, Pieter-Rim de Kroon, Netherlands,
documentary, A+30)
6. THE MILL (1645/1648, Rembrandt)
7. GIRL READING A LETTER AT AN OPEN WINDOW (1657–58, Johannes Vermeer)
8. APRIL STORY (1998, Shunji Iwai, Japan, A+30)
9. TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai, Japan, A+30)
10. HARU (1996, Yoshimitsu Morita, Japan, A+30)
11. MUSASHINO HIGH VOLTAGE TOWERS (1997, Naoki Nagao, Japan,
A+30)
12. CURE (1997, Kiyoshi Kurosawa, Japan, A+30)
13. THE CHARCOAL SKY: CHAPTER 5 (2017, Zia Moharjerjasbi)
14. TWIN PEAKS (1990-1991)
15. TWILIGHT (2008, Catherine Hardwicke)
16. Google Explanation for winter light in Bangkok
QUOTE ของ Charles Mudede มาจาก
https://www.e-flux.com/.../409156/the-charcoal-sky-chapter-5