Monday, January 26, 2026

SENSES OF CINEMA LIST OF 2025

 

LIST หนังสุดโปรดประจำปี 2025 ของ SENSES OF CINEMA ออกมาแล้ว หนังเรื่อง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) ติดอันดับหนังสุดโปรดประจำปีของ Duncan Caillard, Virat Nehru และ Lalo Ortega

 

ส่วน FLAT GIRLS (2025, Jirassaya Wongsutin) ติดอันดับประจำปีของคุณ Warut Pornchaiprasartkul และ Simon Foster

 

ชอบที่คุณ Darragh O’Donoghue เขียนมาก ๆ เขาเขียนว่า SOUND OF FALLING (2025, Mascha Schilinski) คือละครโทรทัศน์เรื่อง HEIMAT ที่เขียนบทใหม่โดย Virginia Woolf คือมันใช่จริง ๆ

 

ดีใจสุดขีดที่ THE ORDER (2025, Justin Kurzel) ติดอันดับหนังประจำปีของคุณ Thomas Caldwell และ TWO SEASONS, TWO STRANGERS (2025, Sho Miyake, Japan) ติดอันดับหนังประจำปีของคุณ Susana Bessa

 

ชอบ 10 อันดับหนังประจำปีของคุณ Eugenia Lai เพราะเรายังไม่ได้ดูทั้ง 10 เรื่องเลย 555

o Grand Me (Atiye Zare Arandi, 2024)

o Fly Me to the Moon (Sasha Chuk, 2023)

o Henry Fonda for President (Alexander Horwath, 2024)

o Krynytsya dlya sprahlykh (A Spring for the Thirsty, Yuri Ilyenko, 1965)

o Baibai rabu (Bye Bye Love, Fujisawa Isao, 1974)

o Bez strakha (Without Fear, Ali Khamraev, 1971)

o Māyā Miriga (Mirage, Nirad Mohapatra, 1984)

o Algo viejo, algo nuevo, algo prestado (Something Old, Something New, Something Borrowed, Hernán Rosselli, 2024)

o Whisky (Juan Pablo Rebella, Pablo Stoll, 2004)

o So Close, So Far (Zhu Yudi, 2025)

 

+++++

 

ซื้อหนังสือมาให้ลูกหมีอ่าน คราวนี้เป็นหนังสือ “ประวัติศาสตร์แห่งภูตผี ปีศาจ และวิญญาณ” หรือ A HISTORY OF GHOSTS, SPIRITS AND THE SUPERNATURAL แปลโดยคุณพลกิตต์ เบศรภิญโญวงศ์

 

เหมือนตอนเด็ก ๆ เราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ ในทศวรรษ 1980 ที่ชอบลงเนื้อหาเรื่องราวทำนองนี้น่ะ การได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มา มันทำให้นึกถึงความสุขตอนได้อ่านนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ ในวัยเด็กมาก ๆ

Sunday, January 25, 2026

PARASAKTHI

 

พลังอันเป็นนิรันดร์ไร้ขีดจำกัด PARASAKTHI (2026, Sudha Kongara, India, Tamil version, 161min, A+30)

 

1. เป็น “หนังที่ต้องดูในโรง” จริง ๆ เพราะปฏิกิริยาของผู้ชมในโรงหนังที่ SF Terminal 21 Asoke ในช่วงท้าย ๆ ของหนังมันรุนแรงสุดขีดมาก ๆ ประทับใจกับปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังมาก ๆ คือกลายเป็นว่า “ตัวภาพยนตร์” ไม่ได้ทำให้เราน้ำตาไหล แต่ปฏิกิริยาของผู้ชมชาวอินเดียในโรงหนังทำให้เราแทบร้องไห้

 

2. เราไม่เคยรับรู้เรื่องราวความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษาฮินดีมาก่อนเลย นี่เป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเลยที่ทำให้เราได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ + ความขัดแย้งประเด็นนี้ ประทับใจจุดนี้มาก ๆ

 

3. ห้ามพลาดช่วง 5 นาทีแรกของหนัง เพราะเราชอบจุดนี้มาก ๆ ชอบที่มันพูดถึงประวัติการกดขี่ทางภาษาในประเทศอื่นๆ ตั้งแต่การที่ England ไปกดขี่ภาษา Scottish, การกดขี่ทางภาษาใน Soviet Union, การที่ปากีสถานพยายามจะกดขี่ภาษาในบังกลาเทศ, etc.

 

4. เราเพิ่งรู้ว่ามีภาษา Saurashtra ด้วย เป็นภาษาที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งพูดกันในรัฐทมิฬนาดูของอินเดีย แต่ไม่ใช่ภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra เพราะภาษาที่พูดกันในภูมิภาค Saurashtra คือภาษา Gujarati

 

5. มุมมองของประชาชนในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้หรือคิดถึงมาก่อน คือประชาชนหลายคนในหนังเรื่องนี้มองว่า การที่ตนเองต้องเรียนภาษาทมิฬกับภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่ดีกว่าการถูกบังคับให้เรียนภาษาทมิฬกับภาษาฮินดี เพราะการได้เรียนภาษาอังกฤษมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกได้ แต่การเรียนภาษาฮินดีมันใช้สื่อสารกับคนทั้งโลกไม่ได้ เพราะฉะนั้นประชาชนก็เลยมองว่าการเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ดีกว่า ถึงแม้มันจะเป็นภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ตาม

 

6. น้ำตาไหล ตอนที่ตัวละครปะทะกับอินทิรา คานธี (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วพูดถึงความแตกต่างระหว่าง unity กับ uniformity เพราะพระเอกมองว่า ประชาชนในประเทศเดียวกัน “สามัคคี” กันได้ มี unity กันได้ ถึงแม้จะพูดภาษาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เขาไม่ต้องการคือการที่รัฐบาลบังคับให้เกิด uniformity บังคับให้ประชาชนทั้งประเทศพูดภาษาเดียวกัน

 

7. น่าสนใจดีที่ช่วงนี้เราได้ดูหนังอินเดียที่ “คู่ขัดแย้ง” มีความหลากหลายมากขึ้น คือช่วง 15 ปีที่ผ่านมา หนังอินเดียจำนวนมากที่เราได้ดูมักจะนำเสนอ “ผู้ร้าย” ที่เป็น “อังกฤษ” หรือไม่ก็ “ปากีสถาน” หรือไม่ก็ “ราชวงศ์โมกุล” คือตัวละครผู้ร้ายหลัก ๆ ก็วนเวียนกันอยู่แค่นี้

 

แต่ช่วงนี้เราได้ดู PARASAKTHI ที่ผู้ร้ายของหนังคือ “รัฐบาลกลางอินเดีย/นโยบายภาษาฮินดี” และ 120 BAHADUR (2025, Razneesh Ghai, India, A+25) ที่พูดถึงสงครามระหว่างอินเดียกับ “จีน” ในช่วงที่จีนพยายามจะบุกอินเดีย เราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครผู้ร้ายในหนังอินเดียมันมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทั้ง PARASAKTHI กับ 120 BAHADUR ก็สร้างจากเหตุการณ์จริงทั้งสองเรื่องด้วย

 

8. พอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเหมือนจะเข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมหนังอินเดียใต้ถึงชอบนำเสนอตัวละครพระเอกเป็น “คนนอกกฎหมาย” และผู้ร้ายเป็น “ตำรวจ” ซึ่งรวมถึงหนังอย่าง PUSHPA: THE RULE – PART 2 (2024, Sukumar, India, 201min, A+30) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Telugu และ K.G.F: CHAPTER 2 (2022, Prashanth Neel, 156min) ที่ต้นฉบับใช้ภาษา Kannada

 

คือมันเหมือนตรงข้ามกับหนัง Bollywood น่ะ เพราะหนัง Bollywood หลาย ๆ เรื่องมักนำเสนอตัวละคร “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก” อย่างเช่น SINGHAM ที่นำแสดงโดย Ajay Devgn, SIMMBA ที่นำแสดงโดย Ranveer Singh และ SOORYAVANSHI (2021, Rohit Shetty) ที่นำแสดงโดย Akshay Kumar และเราก็มักจะได้ดูแต่หนังบอลลีวู้ด เราก็เลยคุ้นเคยกับการนำเสนอ “ตำรวจ” ในฐานะ “พระเอก”

 

แต่พอเราเริ่มได้ดูหนังอินเดียใต้ เราก็เลยงง ๆ เพราะมันพลิกกลับหัวกลับหาง ตำรวจในหนังอินเดียใต้หลายเรื่อง ทำไมมีสถานะเป็น “ผู้ร้าย”

 

แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI เราก็เลยเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น

 

9. ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง DREAMING OF WORDS (2021, Nandan, India, documentary, A+25) มาก ๆ เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้พูดถึงผู้ชายที่พยายามจะทำพจนานุกรม 4 ภาษา ซึ่งได้แก่ภาษา Malayalam, Kannada, Tamil and Telugu

 

คือก่อนหน้านั้นเรานึกว่า ประชากรที่พูด 4 ภาษานี้ น่าจะพอสื่อสารกันได้ เหมือนภาษาไทยกลาง, ไทยเหนือ, ไทยอีสาน ที่พอฟังกันออก

 

แต่พอเราได้ดู DREAMING OF WORDS เราก็เลยเพิ่งรู้ว่า ประชากรที่ใช้ภาษาทั้ง 4 อาจจะสื่อสารกันไม่ได้ ถึงแม้ทั้ง 4 ภาษานี้มันอยู่ในตระกูลเดียวกัน

 

แล้วพอเราได้ดู PARASAKTHI มันก็ช่วยตอกย้ำจุดนี้ เพราะว่าในหนังเรื่องนี้ พระเอกพูดภาษาทมิฬ ส่วนนางเอกพูดภาษาเตลูกู ซึ่งตัวละครนางเอกพูดได้ทั้งเตลูกู, ทมิฬ และฮินดี แต่พระเอกฟังภาษาเตลูกูไม่ออก นางเอกก็เลยชอบแอบด่าพระเอกเป็นภาษาเตลูกู เพราะนางเอกรู้ว่าพระเอกรู้แค่ภาษาทมิฬ แต่ไม่รู้ภาษาเตลูกู

 

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด ภาษาทมิฬพูดกันในรัฐทมิฬนาดู, ภาษาเตลูกูพูดกันในรัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา, ภาษา Malayalam พูดกันในรัฐ Kerala และภาษา Kannada พูดกันในรัฐกรนาฏกะ

 

ส่วนรัฐ Goa ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น พูดภาษา “ขอนแก่น” (Konkan) แต่เหมือนเราไม่เคยดูหนังภาษาขอนแก่นนะ เพราะล่าสุดเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY PATEL: KHATARNAK JASOOS (2026, Vir Das, Kavi Shastri, India, A+) ที่เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในรัฐ Goa แต่ตัวหนังก็พูดภาษาฮินดี ไม่ได้ใช้ภาษาขอนแก่นแต่อย่างใด

 

10. ชอบตัวละคร “เจ้าแม่ภาษาเบงกอล” ในหนังเรื่อง PARASAKTHI มาก ๆ หน้าตาเธอพร้อมตบมาก ๆ เธอมาเพื่อตบกับอินทิรา คานธีของจริง

 

11. เพิ่งรู้ว่า ตัวอักษรภาษาทมิฬมันสวยมาก ๆ

 

อันนี้ภาษาทมิฬ எனக்கு ஒரு கணவர் வேண்டும்

 

อันนี้ภาษา Malayalam എനിക്ക് ഒരു ഭർത്താവിനെ വേണം

 

อันนี้ภาษา Kannada ನನಗೆ ಗಂಡ ಬೇಕು

 

อันนี้ภาษา Telugu నాకు భర్త కావాలి

 

อันนี้ภาษาฮินดี मुझे एक पति चाहिए

 

อันนี้ภาษาสันสกฤต अहं पतिं इच्छामि

 

+++++++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

RENTAL FAMILY (2025, Hikari, Japan/USA, A+25)

+ FISH IN THE HOUSE (2023, Chompunut Suksaard, 30min, A+30)

 

พอเราได้ดู RENTAL FAMILY เราก็เลยนึกถึง FISH IN THE HOUSE มาก ๆ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับคนที่ทำงาน “รับจ้างแสดงเป็นครอบครัว” เหมือนกัน แต่เราชอบ FISH IN THE HOUSE มากกว่า RENTAL FAMILY มาก ๆ แบบขาดลอย ถึงแม้ว่า RENTAL FAMILY จะทำให้เรานึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกหมีตามคลิปที่เราแปะไปแล้วก็ตาม 555

 

 

เรากับลูกหมี
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/24961226286884407

+++

 

เพิ่งได้ดู THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola, A+30) โคตรของความ nostalgic มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงวัยเด็กของเราเองมาก ๆ กราบการใช้ดนตรีประกอบ และการคัดเลือกนักแสดงชายบางคน ที่ทำให้เรานึกถึงดาราหนุ่ม ๆ ที่โด่งดังในช่วงที่เรายังเป็นเด็ก อย่างเช่น Scott Baio ที่โด่งดังจากละครโทรทัศน์เรื่อง HAPPY DAYS (1977-1984), Rick Springfield นักร้องดังในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และ Donny Osmond พิธีกรรายการโทรทัศน์ DONNY & MARIE (1976-1979) ที่เคยแพร่ภาพทางช่อง 3

 

จริง ๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่า Sofia Coppola คิดถึงใครเวลาคัดเลือกนักแสดงชายในหนังเรื่องนี้ แต่พอเราดูแล้วนึกถึง Scott Baio, Rick Springfield และ Donny Osmond (คือหน้าตามันไม่ได้เหมือน 3 คนนี้หรอกนะ แต่มันมี vibe บางอย่างที่ทำให้นึกถึง 3 คนนี้) เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันถ่ายทอดยุคสมัยออกมาได้ตรงตามความรู้สึกของเราเองมาก ๆ

 

Saturday, January 24, 2026

SO CAN I

 

ใน 8 เรื่องนี้ เราเคยดูแค่ AT BERKELEY (2013, Frederick Wiseman, 244min, A+30) กับ THE STORE (1983, A+30)

 

Nostalgic Song: I’VE GOT NEWS FOR YOU (1991) – Feargal Sharkey

++++++

หนึ่งในสิ่งที่เรามักทำเวลารู้สึกเศร้า ๆ คือ “นึกถึงอดีตช่วงที่มีความสุข” โดยเฉพาะช่วงที่เราเรียนมัธยมปลายหรือมหาลัย ในปี 1988-1994

 

วันนี้อยู่ดี ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เราชอบคำด่าของเพื่อนมัธยมคนนึงของเรามาก ๆ คือเราจำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นเพื่อนของเราด่าใคร แต่คำด่ามันประมาณว่า “เห็นอีนี่แล้วนึกว่าอีนี่เพิ่งเข้าร้านทำผม แล้วบอกช่างทำผมว่า ขอทำผมทรงลินดา แต่ตัดผมไปตัดผมมา อยู่ดี ๆ ผมเสือกกลายเป็นหมอย อีนี่เลยกลายเป็นสาวยำถ่อยบนหนังหัว”

 

แล้วเราก็ชอบคำด่านี้มาก ๆ เพราะเราชอบจินตนาการภาพเหตุการณ์ว่า ถ้าหากตัวเองอยู่ในร้านทำผม แล้วเห็นเหตุการณ์ “ผมกลายเป็นหมอย” แล้วภาพเหตุการณ์มันจะออกมาเป็นอย่างไร คือพอเราพยายามจินตนาการภาพเหตุการณ์ตามประโยคนี้ แล้วมันทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ก็เลยขอจดบันทึกความทรงจำถึงประโยคนี้ไว้หน่อย ไม่รู้ว่าถ้าหากมีฉาก “ผมกลายเป็นหมอย” ในภาพยนตร์ มันจะถือเป็นฉากแบบ fantasy, surreal หรือ magical realism 55555

+++++++

เพิ่งเห็นว่า Geeta Gandbhir ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 2 สาขาในปีเดียวกัน ทั้งสาขาหนังสารคดียอดเยี่ยมจาก THE PERFECT NEIGHBOR และสาขาหนังสารคดีสั้นยอดเยี่ยมจาก THE DEVIL IS BUSY อยากรู้ว่าเธอทำบุญด้วยอะไร 55555

++++

 

SO CAN I (1975, Abbas Kiarostami, Iran, 4min, A+30)

 

1. ชอบดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เหมือนหนังเรื่องนี้เลือกใช้ “เครื่องดนตรี” ต่างประเภทกันไป ในการใช้ประกอบความเคลื่อนไหวของสัตว์ต่าง ๆ ทั้งจิงโจ้, หนอน, หนู, ม้า, ปลา, ลิง และนก

 

แต่เสียดายที่เราไม่มีความรู้เรื่องเครื่องดนตรี เราก็เลยจำแนกเสียงไม่ได้ว่า เครื่องดนตรีไหนใช้ประกอบสัตว์ตัวไหนบ้าง

 

เราเดาได้แค่ว่า หนอนกับปลา นี่น่าจะใช้เครื่องเป่า พวกปี่, ขลุ่ย อะไรพวกนี้ แต่ปลาจะใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงแหลมมาก ๆ จนคล้ายกับการผิวปาก

 

เครื่องดนตรีบางอันนี่ทำให้นึกถึงพวก synthesizer, ดนตรีอิเล็กโทรนิกมาก ๆ ด้วย

 

เครื่องดนตรีที่เราชอบที่สุดคืออันที่ใช้พูดถึง “นก” แต่เราเดาไม่ออกว่ามันคือเครื่องดนตรีอะไร น่าจะเป็น “เครื่องดีด” อย่างนึงหรือเปล่า

 

ถ้าใครฟังออกว่าเครื่องดนตรีไหนใช้ประกอบสัตว์อะไร ก็บอกมาด้วยนะคะ

 

2. พอเราได้ดู “หนังสำหรับเด็ก” ของ Abbas Kiarostami แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังสำหรับเด็กของ Harun Farocki ด้วย เรื่อง BEDTIME STORIES: BRIDGES, RAILWAYS, SHIPS, CATS (1977, Harun Farocki, West Germany, A+30) เห็นได้เลยว่า ทั้ง Abbas Kiarostami และ Harun Farocki นี่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ ขนาดทำ “หนังสำหรับเด็ก” ยังทำออกมาได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

 

ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าสนใจดีที่ผู้กำกับบางคนทำได้ดีทั้งหนังสำหรับเด็กและสำหรับผู้ใหญ่ นอกจาก Abbas Kiarostami และ Harun Farocki แล้ว เราก็นึกถึงพวกผู้กำกับหนังแอนิเมชั่น อย่าง Michel Ocelot และ Lotte Reiniger ด้วย และอาจจะรวมไปถึง Barry Jenkins ที่กำกับทั้ง MOONLIGHT (2016) และ MUFASA: THE LION KING (2024)

 

เราดู SO CAN I ฟรีออนไลน์ทาง lecinemaclub

Wednesday, January 21, 2026

EVERY REVOLUTION IS A THROW OF THE DICE

 

JUNJI ITO CALENDAR 2026 ใครที่ซื้อมันมา จะได้เจอเรื่องตื่นเต้นระทึกใจทุกคืนในปีนี้ 55555 (ล้อเล่นค่ะ)

 

ที่มาบุญครองมีขายเสื้อยืดที่เกิดจากการ collab กันระหว่าง Junji Ito กับ Hello Kitty ด้วย เสียดายที่ไม่มีไซส์ XL (เราเดาว่าไซส์นี้น่าจะขายหมด) เราก็เลยไม่ได้ซื้อมาใส่

 

ซื้อแฟ้มเอกสารมาให้ลูกหมีใช้ มาจากแอนิเมชั่นเรื่อง FREE! (2013-2018) ที่เราไม่เคยดูมาก่อน

 

Favorite Soundtrack: FREE (1997) – Ultra Naté ในภาพยนตร์เรื่อง ROOFMAN (2025, Derek Cianfrance, A+30)

 

น้ำตาจะไหลตอนที่ท่วงทำนองเพลงนี้ดังขึ้นมาในช่วงกลางของหนังเรื่อง ROOFMAN คือพอเพลงนี้ดังขึ้นมาปุ๊บ กูก็คิดถึง DJ STATION สีลมซอยสอง ในช่วงปี 1997 ในทันที มันคือเพลงที่ผูกโยงเราเข้ากับความทรงจำที่มีต่อ DJ STATION มาก ๆ

 

FREE
https://www.youtube.com/watch?v=JgRBkjgXHro

+++

 

เรายังไม่เคยดู RAMPANT (2018, Kim Sung-hoon, South Korea, 121min) กับ MIDWAY (2019, Roland Emmerich, 138min) เลย จะไปดูดีไหมนะ

 

อยากดู PELELIU: GUERNICA OF PARADISE (2025, Goro Kuji)

 

อยากดู TOKYO TAXI (2025, Yoji Yamada), NIGHT FLOWER (2025, Eiji Uchida, 124min) และ 1ST KISS (2025, Ayuko Tsukahara)

 

CUTTING THROUGH ROCKS (2025, Mohammadreza Eyni, Sara Khaki, Iran, documentary, 95min) น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้ได้รางวัล Grand Jury Prize จาก Sundance Film Festival ด้วย

++++

 

พอเห็นว่า HULA GIRLS (2006, Lee Sang-il) เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเห็นว่า 366 DAYS (2025, Takehiko Shinjo) ได้เข้าชิงรางวัลต่าง ๆ ในปีนี้ ฉันก็ได้ข้อสรุปในทันทีว่า ผลรางวัล JAPAN ACADEMY นี้คงไม่ได้รับประกันว่าหนังมันจะตรงกับรสนิยมของฉันสักเท่าไหร่ 555 สมกับได้ชื่อว่าเป็น “รางวัลออสการ์” ของญี่ปุ่นจริงๆ เพราะเราก็เลิกสนใจรางวัลออสการ์นับตั้งแต่ BRAVEHEART (1995, Mel Gibson) ชนะรางวัลออสการ์หนังยอดเยี่ยมเป็นต้นมา (คำว่า เลิกสนใจ ในที่นี้ หมายถึงว่า ถ้าหากหนังที่เราเกลียดมาก ๆ ชนะรางวัลออสการ์ เราก็รู้สึกเฉย ๆ และรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่หนังที่เราเกลียดมาก ๆ จะชนะรางวัลออสการ์)

++++++

 

PARASAKTHI (2026, Sudha Kongara, India, 161min) จะเข้าฉายในกรุงเทพแล้ว น่าดูสุดขีด หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับการที่ประชาชนในรัฐทมิฬนาดูลุกขึ้นต่อต้านกฎหมายอินเดียที่กำหนดให้ใช้ภาษาฮินดีเป็นภาษาทางการ

 

หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในไทยในเวอร์ชั่นภาษาทมิฬนะ

++++

 

EN RACHÂCHANT (BY REACHING) (1982, Danièle Huillet + Jean-Marie Straub, 7min, A+30)

 

เพิ่งรู้ว่า Straub + Huillet เคยสร้างหนังจากบทประพันธ์ของ Marguerite Duras ด้วย แต่ถ้าหากไม่มีคนบอก เราก็เดาไม่ออกหรอกนะว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากงานของ Duras 55555 เราว่าอารมณ์ของหนังมันทำให้นึกถึงหนังของ Luis Bunuel อะไรแบบนั้นมากกว่า

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ e-flux

 

EVERY REVOLUTION IS A THROW OF THE DICE (1977, Danièle Huillet + Jean-Marie Straub, 10min, A+30)

 

กราบตีน ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป หนังของ Straub + Huillet คือหนึ่งในนิยามของคำว่า LIMITLESS CINEMA ของจริง หนังของสองคนนี้หลาย ๆ เรื่องช่วยขยายขอบเขตของ CINEMA ในมุมมองของเราออกไปได้ไกลกว่าผู้กำกับคนอื่น ๆ อย่างรุนแรงมาก

 

หนังเรื่องนี้ให้คนกลุ่มหนึ่งมาท่องบทกลอน A THROW OF THE DICE WILL NEVER ABOLISH CHANCE ของ Stéphane Mallarmé ในจุดที่เคยเกิดการสังหารหมู่ประชาชนใน La Commune ในปี 1871 โดยตัวบทกลอนนั้นมันพิสดารอย่างสุดขีดมาก ๆ เหมือนเป็นกลอนที่สร้างขึ้นจากคำที่กระจัดกระจาย เกี่ยวกับกัปตันเรือและการทอดลูกเต๋าบนเรือท่ามกลางพายุ หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ

 

เหมือนหนังเรื่องนี้มันทำลาย “การสื่อสาร” จนพังพินาศ แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ แต่พอ “การสื่อสาร” มันถูกทำลายไปจนหมด เรากลับมองเห็น “ความเป็นไปได้” อันมากมายไม่รู้จบ ในการปล่อยให้หัวของเรารับรู้คำแต่ละคำในหนัง เชื่อมโยงคำเหล่านี้เข้าด้วยกัน และประกอบสร้างความรู้สึก/จินตนาการ/ความคิดต่าง ๆ จากความเป็นไปได้อันมากมายของการรับรู้คำแต่ละคำ โดยไม่ถูกการสื่อสารบดบังความเป็นไปได้เหล่านั้น

 

I worship Danièle Huillet + Jean-Marie Straub ของจริง

 

เราดูหนังเรื่องนี้ทางเว็บไซต์ของ e-flux

 

Monday, January 19, 2026

CROSSING THE DATELINE AND TIME DILATION (4)

 

เตือนภัย คนที่จะไปดูงาน video installations ในนิทรรศการ CROSSING THE DATELINE AND TIME DILATION (4) ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ให้ดีนะคะ

 

เพราะในนิทรรศการนี้มีงาน video installations เป็นจำนวน 5 งาน และใช้เวลาดูรวมกันราว 90 นาที ค่ะ

 

1. THE IMAGES ON VIDEO MACHINES IN PARALLEL 5 (ATTEMP 2) (TIME AND SPACE AS ODDITY WORLD 3) (2025, Komson Nookiew, video installations, A+30)

 

ใช้เวลาดูราว 10 นาที ตัวภาพไม่ได้มีอะไรมาก แต่สิ่งที่เราชอบสุดขีดก็คือตัว projector ที่เลื่อนไปเลื่อนมาตามรางตลอดเวลา

 

2. KNITTING HORN COVERS FOR A MUSKOX (2023, Shiro Masuyama, video installation, about 40 mins, A+30)

 

วิดีโอเกี่ยวกับอลาสกาและ Greenland ซึ่งเป็นวิดีโอที่ทำขึ้นในปี 2023 แต่เราได้มาดูมันในปี 2026 ในช่วงที่คนทั้งโลกกำลังจับตา Greenland พอดี

 

3. HAMMOCK SYNCHRONIZATION (2023, Leopold Kessler, Austria, video documentation, 3min, A+30)

 

4. PHANTOM ISLAND (2009, Jun Yang, video installation, 8min, A+30)

 

5. FENCE + SHIP (2020, Susanna Schoenberg, video installation, about 30min, A+30)

 

วิดีโอเกี่ยวกับการสั่งซื้อลูกกรงเหล็กจากต่างประเทศ แล้วให้ผู้ขายขนส่งลูกกรงเหล็กนี้มาทางเรือ เรา “ยืนดู” วิดีโอนี้ราว 30 นาที แต่รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก ๆ ชอบอย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ เตรียมไปนอนรอชิง TOP TEN ปลายปี 2026 ได้เลย

+++

 

ดู RENTAL FAMILY (2025, Hikari, Japan/USA, A+25) แล้วแอบนึกถึงตัวเอง เพราะเวลาที่เรากลับถึงบ้าน เราก็มักจะทักทายลูกหมีว่า Tadaima อยู่เสมอ

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/24961226286884407

 

Sunday, January 18, 2026

MY FAVORITE FILMS ABOUT TRADITIONAL PERFORMANCES OR PLAYERS

 

เมื่อวานไปกินโดนัทที่ร้าน Tim Hortons เขาแจก stickers มาด้วย เราชอบ sticker “เกิดมาทำไม” มาก ๆ นึกว่าเห็นประโยคนี้แล้วเราสามารถคิดอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ได้เป็นชั่วโมง ๆ 55555

+++

 

รูปเราที่ Reading Room สาขาแรกตรงถนนเจริญกรุง น่าจะถ่ายในช่วงปี 2009-2010 จำได้ว่าช่วงนั้นเราไปดูหนังที่ Reading Room 3 ครั้งได้มั้ง เราน่าจะไป Reading Room ครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนังเรื่อง CLASS RELATIONS (1983, Jean-Marie Straub + Daniele Huillet, West Germany, A+30)

 

และเราก็ไป Reading Room ครั้งที่สองในวันที่ 19 ธ.ค. 2009 เพื่อดูหนัง 5 เรื่องของ Katsu Kanai ซึ่งประกอบด้วย THE DESERT ARCHIPELAGO (1969), GOOD-BYE (1971), THE KINGDOM (1973), DREAM RUNNING (1987) และ GRASSHOPPER’S ONE-GAME MATCH (1988)


หลังจากนั้นเราก็น่าจะได้ไป Reading Room อีกทีในวันที่ 13 ก.พ. 2010 เพื่อดูหนังเรื่อง


Sherlock Jr. (Buster Keaton/1924/US) 45 mins

Life (Artavazd Peleshyan/1993/Armenia) 7 mins

End (Artavazd Peleshyan/1994/Armenia) 10 mins

Bread and Alley (Abbas Kiarostami/1970/Iran) 10 mins

April (Otar Ioseliani/1962/Georgia)  45 mins

Darkness/ Light / Darkness (Jan Svankmajer / 1990/ Chezh) 8 mins

Inextinguishable Fire (Harun Farocki /1969/German) 21 mins

Spring (Yevgeny Yufit /1987 /USSR) 10 mins

Fortitude (Yevgeny Yufit/1988/USSR) 3 mins

Superbia (Ulrike Ottinger/1986/German)16 min

Rocky VI (Aki Kaurismaki /1986/Finland) 9 min

Psy Show (Marina de Van/1999/FR) 22 min

The Skywalk is Gone (Tsai Ming Liang/2002/Taiwan) 25 min

+++

MY FAVORITE FILMS ABOUT TRADITIONAL PERFORMANCES OR PLAYERS

 

พอเราได้ดู KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, A+30) แล้วก็เลยทำลิสท์นี้ดีกว่า เป็นลิสท์ภาพยนตร์สุดโปรดของเราที่มีเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับ “การแสดงแบบโบราณ หรือแบบเก่า ๆ” โดยลิสท์นี้เน้นไปที่หนัง fiction เป็นหลัก

 

ONLY ONE FILM PER COUNTRY

 

1. ...AND THE MOON DANCES (1995, Garin Nugroho, Indonesia)

เกี่ยวกับนักแสดงระบำแบบโบราณของอินโดนีเซีย ซึ่งรวมถึงระบำที่ให้ผู้หญิงถือปืนพกร่ายรำไปมาด้วย

 

2. CHUNHYANG (2000, Im Kwon-taek, South Korea)

เกี่ยวกับการแสดง Pansori ของเกาหลี

 

3. DUSE (2025, Pietro Marcello, Italy)

เกี่ยวกับการแสดงละครเวทีในอิตาลีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

 

4. I AM WHAT I AM (2021, Sun Haipeng, China, animation)

เกี่ยวกับการแสดงเชิดสิงโต

 

5. THE KING IS DANCING (2000, Gérard Corbiau, France)

เกี่ยวกับกษัตริย์หลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสผู้ทรงมี passion ทางการแสดงมาก ๆ เนื้อเรื่องเริ่มต้นในปี 1653

 

6. KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, 174min)

เกี่ยวกับการแสดง Kabuki

 

7. THE LIBERTINE (2004, Laurence Dunmore, UK)

เกี่ยวกับการแสดงละครเวทีในอังกฤษในช่วงราวปี 1675

 

8. THE ROAD SHOW ละครเร่ (1969, Prince Bhanubandhu Yugala พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล, Thailand)

เกี่ยวกับคณะละครรำที่ประสบความยากลำบาก เมื่อพระเอกประจำคณะ (มานพ อัศวเทพ) ถอนตัวออกจากคณะ และหันไปเป็นนักร้องไนท์คลับแทน

 

9. VANAPRASTHAM (1999, Shaji N. Karun, India)

เกี่ยวกับนักแสดง Kathakali ซี่งเป็นการแสดงประจำรัฐ Kerala ของอินเดีย

 

10. WHITE NIGHTS (1985, Taylor Hackford, USA)

เกี่ยวกับนักเต้นบัลเลต์ชาวรัสเซีย

 

 

Saturday, January 17, 2026

KOKUHO VS. SUKEBAN DEKA

 

“สมบัติชาติ” ปะทะ “สิงห์สาวนักสืบ”

 

อานิสงส์จากการดู KOKUHO หรือ “สมบัติชาติ” (2025, Lee Sang-il, Japan, 174min, A+30) คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้เราสงสัยว่า “เครื่องแต่งกาย” ของหนึ่งในตัวละครผู้ร้ายที่สำคัญที่สุดของละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ภาคสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, A+30) น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เครื่องแต่งกายของนักแสดงละคร Kabuki เรื่อง TWO LIONS ที่ประพันธ์ขึ้นในปี 1872 หรือเปล่า ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ หรือว่าเครื่องแต่งกายแบบนี้มันใช้ในการแสดงแบบอื่น ๆ ของญี่ปุ่นด้วย คือเราไม่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่น เราก็เลยสงสัยตรงจุดนี้ แต่ถ้าหากใครมีความรู้เรื่องวัฒนธรรมญี่ปุ่น ก็มาช่วยตอบได้นะคะ

 

 คือการแต่งตัวของนักแสดงละครคาบูกิเรื่อง TWO LIONS นี่มันคล้ายกับเครื่องแต่งกายของนางมารร้ายตัวสำคัญใน SUKEBAN DEKA II มาก ๆ มันเป็นตัวละครนางมารร้ายที่มีฉากหน้าเป็น “เด็กสาวในโรงเรียนไฮสกูล” แต่จริง ๆ แล้วเธอมีความสามารถทางการต่อสู้ขั้นสูงมาก และเธอกับพรรคพวกของเธอสามารถเอาชนะยูกิโนะและ “สิงห์สาวลูกแก้ว” ได้ด้วย จนในที่สุด “สิงห์สาวหน้ากากเหล็ก” ต้องออกโรงมาจัดการกลุ่มคนร้ายนี่ด้วยตัวเอง และเนื่องจากการต่อสู้ครั้งนี้มันรุนแรงมาก นางเอกเลยไม่ได้ใช้แค่เพียง “ลูกดิ่งสิงห์สาว” เป็นอาวุธเท่านั้น แต่นางเอกต้องใช้ “หน้ากากเหล็ก” เป็นอาวุธด้วย ในขณะที่นางมารร้ายใช้ “วิกผมคาบูกิ” เป็นอาวุธ

 

ดูคลิป “สมบัติชาติ” ปะทะ “สิงห์สาวนักสืบ” ได้ในคอมเมนท์

https://www.youtube.com/watch?v=o3MaCvi_mIw

https://en.wikipedia.org/wiki/Renjishi