Saturday, August 22, 2026

NINE ACTRESSES OF THE YEAR 2026

 

เราเพิ่งได้ไปเยือนห้างสรรพสินค้า Terminal พระรามสาม เป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดงเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดูหนังเรื่อง AWARAPAN 2 (2026, Nitin Kakkar, India, A+) ประทับใจกับตุ๊กตาหมีจำนวนมากในห้างนี้ 555

 

ในห้างมีบ่อจระเข้ด้วยนะ มีจระเข้อยู่หลายตัวในบ่อ เราเข้าใจว่ามันคงเป็นโชว์จระเข้ที่แวะเวียนไปจัดแสดงตามห้างต่าง ๆ เพราะก่อนหน้านี้เราก็เคยเจอบ่อจระเข้แบบนี้ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง

+++

 

ปีนี้เป็นปีทองของ Jessie Buckley, Shabana Azmi, Anne Hathaway, Sandra Hüller, Prapamonton Eiamchan, Pimmada Chaisaksoen, Emily Blunt, Zendaya, Renate Reinsve จริง ๆ เพราะว่า

 

1. Jessie Buckley มีหนังได้ลงโรงฉายในไทย 3 เรื่อง

 

1.1 HAMNET (2025, Chloé Zhao, A+30)

 

1.2 THE BRIDE! (2026, Maggie Gyllenhaal, A+30)

 

1.3 HOW TO SHOOT A GHOST (2025, Charlie Kaufman, A+30)

หนังเรื่องนี้ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในเทศกาล Signes de Nuit

 

2. Shabana Azmi มีหนังได้ลงโรงฉายในไทย 2 เรื่อง

 

2.1 BATWARA 1947 (2026, Rajkumar Santoshi, India, 160min, A+30)

 

2.2 AWARAPAN 2 (2026, Nitin Kakkar, India, 140min, A+)

 

3. Anne Hathaway มีหนังได้ลงโรงฉายในไทย 4 เรื่อง

 

3.1 MOTHER MARY (2026, David Lowery, A+30)

 

3.2 THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25)

 

3.3 THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15)

 

3.4 THE END OF OAK STREET (2026, David Robert Mitchell, A+30)

 

4. Sandra Hüller มีหนังได้ลงโรงฉายในไทยอย่างน้อย 2 เรื่อง

 

4.1 TWO TO ONE (2024, Natja Brunckhorst, Germany, A+15)

หนังเรื่องนี้เพิ่งฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

4.2 PROJECT HAIL MARY (2026, Phil Lord, Christopher Miller, A+30)

 

5. Prapamonton Eiamchan มีหนังลงโรงฉายในไทย 2 เรื่อง

 

5.1 HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

 

5.2 HAUNTED UNIVERSITIES 4: THE CONCUBINE VILLA (2026, Thamuya Thassananukulkij, A+30)

 

6. Pimmada Chaisaksoen มีหนังลงโรงฉายในไทย 2 เรื่อง

 

6.1 HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

 

6.2 PANOR 2 (2026, Putipong Saisikaew, A+25)

 

7. Emily Blunt มีหนังลงโรงฉายในไทยอย่างน้อย 2 เรื่อง

 

7.1 THE DEVIL WEARS PRADA 2 (2026, David Frankel, A+25)

 

7.2 DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)

 

8. Zendaya มีหนังลงโรงฉายในไทยอย่างน้อย 3 เรื่อง

 

8.1 THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli, A+30)

 

8.2 THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15)

 

8.3 SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY (2026, Destin Daniel Cretton)

เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้

 

9. Renate Reinsve มีหนังลงโรงฉายในไทยอย่างน้อย 2 เรื่อง

 

9.1 SENTIMENTAL VALUE (2025, Joachim Trier, Norway, A+30)

 

9.2 BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30)

 

คาดว่าพอมีเทศกาล Bangkok International Film Festival ในเดือนก.ย. เราก็อาจจะได้ดูการแสดงของนักแสดงบางคนในรายชื่อข้างบนเพิ่มเติมอีก

 

ถ้าใครนึกชื่อดาราหญิงคนอื่น ๆ ที่เข้าข่ายอะไรทำนองนี้อีก ก็บอกมาได้นะ เอาเฉพาะคนที่ให้การแสดงที่น่าประทับใจมาก ๆ

 

 

 

 

Friday, August 21, 2026

ICE CREAM MAN VS. THE END OF OAK STREET

 

เห็น Google มีปุ่มให้ CREATE IMAGES ได้ด้วย เราก็เลยทดลองใช้ ซึ่งรูปที่ออกมาก็โอเค แต่ก็ยังสู้ Grok AI กับ Bing Images ไม่ได้

 

อันนี้เป็นการเปรียบเทียบรูปที่สร้างจาก AI 3 ราย โดยเราให้ AI 3 ราย สร้างรูปของ “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน”

 

สองรูปแรกสร้างโดย Grok AI

รูปที่สามกับสี่สร้างโดย Bing Images

รูปที่ห้าสร้างโดย Google ซึ่งออกมาไม่ค่อยตรงสเปคเราเท่า Grok กับ Bing 55555

 

การทดลองครั้งที่สอง

 

หลังจากให้ AI 3 รายทดลองสร้างรูป “คนงานก่อสร้างชาวไทย 3 คน” ไปแล้ว เราก็พบว่า Google สร้างผลงานได้ในระดับแค่โอเค แต่ Grok กับ Bing สร้างรูปออกมาได้ดีงามมาก

 

คราวนี้เราเลยทดลองให้ Grok, Bing กับ Google สร้างรูปตามประโยคนี้

 

“ปรี๋ก็ไม่สนเพราะคนมันจะแปร๋ว แปร๋วก็ไม่สนเพราะคนมันจะปร๋อย ปร๋อยก็ไม่สนเพราะคนมันจะปรื๋อ

 

แล้วก็เลยพบว่า Google ไม่สามารถสร้างรูปตามประโยคนี้ได้ 55555

 

รูปที่ 1+2 สร้างโดย Grok ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Grok พยายามตีความประโยคข้างต้นให้ออกมาเป็นคน 3 คน

 

รูปที่ 3+4 สร้างโดย Bing ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Bing รับมือกับประโยคนี้ด้วยการใส่ประโยคนี้เป็น text เข้าไปในรูปภาพด้วย

 

ส่วนรูปที่ 5 แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของ Google ในการสร้างภาพตามประโยคนี้

+++

 

RIP JOHN IRVIN (1940-2026)

 

เราเคยดูภาพยนตร์ที่เขากำกับเพียงแค่เรื่องเดียวเองมั้ง ซึ่งก็คือ HAMBURGER HILL (1987) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่เราชอบมากเรื่องนึง

 

อยากดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของ John Irvin มาก ๆ อย่างเช่น

 

1. THE DOGS OF WAR (1980, UK)

สร้างจากนิยายของ Frederick Forsyth มี Tom Berenger ดาราหนุ่มคนโปรดของเราร่วมแสดงด้วย

 

2. WIDOWS’ PEAK (1994, Ireland)

การประชันบทบาทกันครั้งสำคัญระหว่าง Mia Farrow, Joan Plowright, Natasha Richardson

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Natasha Richardson ได้รางวัล “Best Actress” จากเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ด้วย

 

3. A MONTH BY THE LAKE (1995, UK)

Vanessa Redgrave กับ Uma Thurman ตบตีแย่งผู้ชาย (Edward Fox) กันในหนังเรื่องนี้ น่าดูสุดขีด

 

หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Vanessa Redgrave ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาดารานำหญิงในหนังตลกด้วย

 

4. MANDELA’S GUN (2016, South Africa)

++++

 

MY PERFECT DOUBLE BILL: ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET เราได้ดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันโดยบังเอิญที่ House Samyan ในวันอังคารที่ 18 ส.ค. พอดูหนังสองเรื่องนี้ต่อกันแล้วก็พบว่า เราชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหมายของเราก่อนดูหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

1. เราชอบมาก ๆ ที่ในบางครั้งเราได้ดูหนังสองเรื่องต่อกัน แล้วพบว่าหนังทั้งสองเรื่องนั้นมันมีบทสนทนาต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระยะหลัง ๆ มานี้เราเจอเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งได้แก่

 

1.1 เราได้ดู TWO TO ONE (2024, Natja Brunckhorst, Germany, A+15) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันศุกร์ที่ 7 ส.ค. ซึ่งหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตคนในเยอรมันตะวันออกก่อนการรวมประเทศในช่วงต้นทศวรรษ 1990

 

หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาที่สถาบันเกอเธ่ แล้วก็ได้ดูหนังเวียดนามเรื่อง THE_PARENTS_MIXTAPE (2021, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+30) และ PLATTENLOTUS (2022, Arlette Quynh Anh Tran, Vietnam, A+25) แล้วก็ปรากฏว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง “เยอรมันตะวันออก” เช่นกัน มันก็เลยกลายเป็นการดูหนัง triple bill สามเรื่องเกี่ยวกับเยอรมันตะวันออกติดต่อกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

1.2 เราได้ดู BATWARA 1947 (2026, Rajkumar Santoshi, India, 160min, A+30) ที่เมเจอร์ อ่อนนุช รอบ 15.30 น.ในวันพุธที่ 19 ส.ค. แล้วหลังจากนั้นเราก็เดินทางไปดู AWARANPAN 2 (2026, Nitin Kakkar, India, 140min, A+) ที่เทอร์มินัล พระรามสาม รอบ 20.00 น. ในวันเดียวกัน

 

มันก็เลยกลายเป็นโปรแกรมหนัง DOUBLE BILL OF SHABANA AZMI โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่าใน BATWARA 1947 นั้น Shabana Azmi รับบทนำเป็นหญิงชราผู้น่าสงสารที่เผชิญเคราะห์กรรมหนักหนาแสนสาหัสเมื่อเกิดการแบ่งแยกประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถานในปี 1947 ส่วนใน AWARANPAN 2 นั้น Shabana Azmi รับบทเป็นเจ้าแม่ของแก๊งค์อาชญากรใน”กรุงเทพ” ซึ่งเป็นสองบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

 

1.3 เราได้ดู ICE CREAM MAN (2026, Eli Roth, A+30) ที่ House ในวันที่ 18 ส.ค. รอบ 15.55 น. แล้วเราก็ได้ดู THE END OF OAK STREET (2026, David Robert Mitchell, A+30) ที่ House ในวันเดียวกันในรอบ 17.55 น. แล้วเราก็รู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มันเหมาะฉายควบกันมาก ๆ ตามความรู้สึกของเรา

 

2. เราชอบทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET ในระดับ A+30 นะ ซึ่งก็คือ “ชอบสุดขีด” ทั้งสองเรื่อง และเราก็มองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า” ICE CREAM MAN แต่ “หนังดี” กับ “หนังที่เราชอบเป็นการส่วนตัว” มักจะไม่ใช่หนังเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว

 

คิดว่าเราคงไม่ต้องเขียนถึงความดีงามใด ๆ ของ THE END OF OAK STREET นะ เพราะเราก็แชร์สิ่งที่เพื่อน ๆ เขียนถึงหนังเรื่องนี้มาไว้บนวอลล์ของเราไปบ้างแล้ว 555 ไปอ่านความดีงามของหนังเรื่องนี้จากสิ่งที่หลาย ๆ คนเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้

 

สาเหตุที่เรามองว่าหนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกัน เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง “เมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบ ร่มรื่นในสหรัฐ” ประชากรในเมืองนี้ดูเหมือนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความร่มเย็นเป็นสุขเหมือน ๆ กัน ก่อนที่ความชิบหายจะมาเยือนอย่างคาดไม่ถึง และประชากรในเมืองนี้ก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดกันอย่างสุดฤทธิ์เหมือนกัน

 

แต่ถึงแม้สถานการณ์ข้างต้นของหนังสองเรื่องนี้จะเหมือนกัน หนังสองเรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงในส่วนอื่น ๆ ซึ่งในด้าน filmmaking craft หรืออะไรทำนองนี้นั้น เราว่า David Robert Mitchell อาจจะเหนือชั้นกว่า Eli Roth นะ เราก็เลยมองว่า THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่ “ดีกว่า”

 

แต่เรากลับชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างใน THE END OF OAK STREET ที่ทำให้เราไม่อินกับมันเป็นการส่วนตัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน ICE CREAM MAN

 

Spoilers alert มีการเปิดเผยจุดหักมุมและตอนจบของทั้ง ICE CREAM MAN + THE END OF OAK STREET

--

--

--

--

--

 

3. สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงจาก THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

3.1 “คนรักหมา” เป็นฝ่ายถูกต้องในหนังเรื่องนี้ ส่วน “คนเกลียดหมา” หรือ “คนรำคาญเสียงหมาเห่า” กลายเป็นฝ่ายผิดในหนังเรื่องนี้ 55555

 

คือเอาเข้าจริงแล้ว ตัวละครที่เรา identify ด้วยได้ในช่วงต้นเรื่อง คือคุณเพื่อนบ้านน่ะ เพราะเขาเป็น “ชายวัยกลางคนใส่แว่นที่อาศัยอยู่ตามลำพัง” ไม่มีใครในชีวิตที่เขาจะพึ่งพาได้นอกจากตัวเขาเอง แล้วเขาก็รำคาญเสียงดัง ๆ ด้วย ซึ่งนี่มันคือตัวกูเลย กูขอจองเป็นตัวละครตัวนี้

 

แต่เราไม่ใช่คนที่จะปรักปรำคนอื่น ๆ ง่าย ๆ แบบคุณเพื่อนบ้านคนนี้นะ แต่เราก็เข้าใจและเห็นใจตัวละครที่เกลียดหมาน่ะ เพราะฉะนั้นพอตัวละครตัวนี้เหมือนจะพบจุดจบอย่างโง่เง่ามาก ๆ เราก็เลยแอบเสียใจ

 

คือพอ “ตัวละครที่เสียชีวิตอย่างโง่ ๆ” เป็น “ชายวัยกลางคนที่ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา และเกลียดหมา” แต่ “ตัวละครที่รอดชีวิต” คือ “ครอบครัวที่หันมาสามัคคีกัน และรักหมา” เราก็เลยมีปัญหาอย่างรุนแรงกับหนังที่นำเสนอทัศนคติทำนองนี้น่ะ ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรนะ เพราะเราว่าหนังหลาย ๆ เรื่องก็ชอบนำเสนอทัศนคติหรือค่านิยมทำนองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจุดนี้คือจุดสำคัญจุดนึงที่ทำให้เราชอบหนังแบบ ICE CREAM MAN มากกว่า

 

3.2 ทุกคนคงเดาได้อยู่แล้วว่าเราไม่น่าจะชอบ “พัฒนาการของตัวละครนางเอก” ใน THE END OF OAK STREET เพราะเราน่าจะเคยเขียนไปหลาย ๆ รอบแล้วว่า เราชื่นชอบหนังแนว “ผู้หญิงทิ้งผัว” โดยเฉพาะ THE LEFT-HANDED WOMAN (1977, Peter Handke, West Germany), SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK), HOMETOWN BLUE (1999, Stéphane Brizé, France), etc.

 

เพราะฉะนั้นพอพัฒนาการของตัวละคร Denise Platt (Anne Hathaway) ใน THE END OF OAK STREET มันตรงข้ามกับพัฒนาการของตัวละครกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเราไปโดยปริยาย 55555

 

แต่เอาเข้าจริง ถ้าหากเราเป็นตัวละคร Denise Platt เราก็คงตัดสินใจแบบตัวละครตัวนี้นะ เพราะเราก็คงตัดสินใจช่วยชีวิตผัวในตอนจบเหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังที่นำเสนอตัวละครหญิงที่ “อยากจะทิ้งผัว ทิ้งครอบครัว แต่หันมากลับตัวกลับใจในตอนจบ” มันเหมือนเป็นหนังที่ไม่ได้ touch เราเป็นการส่วนตัวเหมือนหนังกลุ่ม “ผู้หญิงทิ้งผัว” น่ะ

 

3.3 คือถึงแม้ตัวละครใน THE END OF OAK STREET มันจะทะเลาะกัน แต่โดยรวมแล้ว เรารู้สึกว่าหนังมันเชิดชูความรักสายใยความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ สมาชิกครอบครัวต้องช่วยเหลือกัน อะไรทำนองนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ “ความผิด” อะไรของหนังเรื่องนี้ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังอย่าง THE END OF OAK STREET มันยังธำรงรักษา family values แบบเดิม ๆ เอาไว้อยู่น่ะ เราก็เลยรู้สึกมีระยะห่างจากหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เช่นเดียวกับที่เราเคยรู้สึกกับหนังยุคเก่า ๆ ของ Steven Spielberg และหนังอย่าง LITTLE MISS SUNSHINE (2006, Jonathan Dayton, Valerie Faris) ที่เรารู้สึกมีระยะห่างอย่างรุนแรงมากเช่นเดียวกัน

 

แต่สิ่งนี้จะแตกต่างจากหนังอย่าง THE VIRGIN SUICIDES (1999, Sofia Coppola) ที่นำเสนอเมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบในสหรัฐเช่นเดียวกัน แต่มันไม่ได้เชิดชู family values

 

และเราก็พบว่า ICE CREAM MAN นี่แหละ คือ perfect antidote สำหรับเรา เพื่อใช้ถอนพิษที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET 55555

 

4. ในส่วนของ ICE CREAM MAN นั้น สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชนะใจเรา หรือสิ่งที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า THE END OF OAK STREET ก็มีเช่น

 

4.1 ICE CREAM MAN เหมือนเป็นหนังที่เกลียดเด็ก ส่วน THE END OF OAK STREET เป็นหนังที่รักเด็ก 55555

 

4.2 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจพ่อแม่ของตัวเองได้” “เราไม่สามารถไว้วางใจครอบครัวของตัวเองได้” เพราะพวกเขาอาจจะเป็นคนเลวก็ได้ และสิ่งนี้มันตรงข้ามกับความรู้สึกที่เราได้รับจาก THE END OF OAK STREET

 

4.3 หนังมันเหมือนจะบอกว่า “เราไม่สามารถไว้วางใจศาสนาได้”

 

4.4 หนังมันเหมือนเกลียดชังสังคมชนชั้นกลาง 555 คือสังคมชนชั้นกลางใน THE END OF OAK STREET เป็น “อะไรที่น่าสงสาร พวกเขาต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์” แต่สังคมชนชั้นกลางใน ICE CREAM MAN เหมือนเป็นสังคมที่สมควรถูกทำลายอย่างร่าเริงใจ 55555

 

4.5 หนังมันพูดถึง “ประวัติศาสตร์บาดแผล” และความพยายามจะลบเลือนประวัติศาสตร์บาดแผล

 

เพราะคำสาปของ ICE CREAM MAN มันจะเริ่มส่งผลก็ต่อเมื่อ สังคมนั้นลืมความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไปแล้วในอดีต พอสังคมนั้นลืมความผิดที่ตัวเองทำไว้ คนขายไอติมถึงค่อยกลับมาล้างแค้น

 

สิ่งนี้มันก็เลยสาแก่ใจกูมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพราะว่าสังคมไทยก็เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน และก็มีคนบางกลุ่มในสังคมที่พยายามจะลบทิ้งประวัติศาสตร์บาดแผลเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นตัวละครแบบคนขายไอติมก็เลยถูกใจกูมาก ๆ เขาเหมือนจะเป็น “แรงงานต่างด้าว” และเขาก็ถูกคนต่าง ๆ ในสังคมใส่ร้าย เขาถูกจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล บุคคลต่าง ๆ ทั้งผู้มีอำนาจ, สถาบันศาสนา และชนชั้นกลางในสังคมร่วมกันทำร้ายแรงงานต่างด้าวอย่างเขา

 

มันก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และพอเวลาผ่านไปราว 20-30 ปี ผู้คนต่าง ๆ ในสังคมลืมเลือนความผิดบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ คำสาปของคนขายไอติม ก็เลยมีฤทธิ์ขึ้นมา เพื่อไม่ให้พวกมึงหลงลืมความผิดบาปที่พวกมึงเคยทำไว้

 

สิ่งนี้มันก็เลยสะใจกูสุด ๆ ค่ะ ดูแล้วก็เลยนึกถึงประวัติศาสตร์บาดแผลต่าง ๆ ในสังคมไทยมาก ๆ

 

4.6 เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่ง พอเราดู ICE CREAM MAN จบ เราก็เลยนึกถึง “องก์สาม” ของ A USEFUL GHOST (2026, Ratchapoom Boonbunchachoke) อย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะมันคือ “การเอาคืน การกลับมาแก้แค้นของประวัติศาสตร์บาดแผล” เช่นเดียวกัน มันคือสิ่งที่บรรดา “เหยื่อของผู้มีอำนาจ” ไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ “โลกของภาพยนตร์” เปิดโอกาสให้เราสามารถทำเช่นนั้นได้ เราเอาคืน เราแก้แค้นผู้มีอำนาจได้ในโลกของภาพยนตร์

 

และเราว่า ICE CREAM MAN มันไปไกลกว่า A NIGHTMARE ON ELM STREET (1984, Wes Craven) เพราะต้นกำเนิดของ ICE CREAM MAN กับต้นกำเนิดของ Freddy Krueger มีบางจุดคล้ายกัน แต่หนังชุด “นิ้วเขมือบ” treat ตัวละคร Freddy ว่าเป็นผู้ร้ายที่สมควรถูกกำจัดน่ะ แต่ ICE CREAM MAN ไปไกลกว่า เพราะว่าคนขายไอติมคือผู้ชนะที่แท้จริงในตอนจบ คนที่ควรถูกกำจัดไม่ใช่คนขายไอติม แต่เป็นบรรดาศัตรูของคนขายไอติม

 

4.7 เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET มันเต็มไปด้วย “ความเป็นห่วงเป็นใยกันระหว่างสมาชิกครอบครัว” ส่วน ICE CREAM MAN มันเต็มไปด้วย “ความเคียดแค้นชิงชัง” น่ะ และนั่นก็เลยส่งผลให้ ICE CREAM MAN ตรงกับ “ธาตุ” ของเรามากกว่า

 

5. ส่วนจุดที่เราไม่ชอบใน ICE CREAM MAN ก็คือความ gore ของหนัง เพราะเราไม่ชอบอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว แต่โชคดีที่เราเคยดู trailer หนังเรื่องนี้มาก่อน ซึ่ง trailer หนังเรื่องนี้มีแต่ความ gore เราก็เลยรู้ตัวล่วงหน้าว่าเราจะเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนบ้างในหนังเรื่องนี้

 

แล้วก็โชคดีที่ความ gore ในหนังเรื่องนี้มันโดนฉาบไว้ด้วยอารมณ์ขันและความไม่สมจริง มันก็เลยให้อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความ gore แบบใน SALO ที่มันสมจริง

 

6. คือถ้าหาก ICE CREAM MAN ไม่เลือก “ขายความ gore” แต่ไปเลือกขาย “ความหลอน” หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นญาติห่าง ๆ ของ “จักรวาลหนัง Osgood Perkins” ได้เลยนะ เพราะเราว่าจักรวาลหนังสองเรื่องนี้ไม่ได้ห่างกันมากนักน่ะ

 

เพราะว่าจักรวาลหนังของ Osgood Perkins มันก็เต็มไปด้วย “เด็กฆาตกร”, “พ่อแม่ที่เราไม่สามารถไว้วางใจได้”, “อำนาจของซาตาน”, etc. อะไรทำนองนี้เหมือนกัน

 

7. ถ้าหากเทียบกับหนังกลุ่ม “เด็กฆาตกร” ด้วยกันแล้ว เราก็ชอบ ICE CREAM MAN ในระดับเท่ากับ WHO CAN KILL A CHILD? (1976, Narciso Ibáñez Serrador, Spain) นะ และชอบ ICE CREAM MAN มากกว่าหนังชุด CHILDREN OF THE CORN และ VILLAGE OF THE DAMNED (1995, John Carpenter)

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราว่าเหมาะฉายควบกับ ICE CREAM MAN ก็คือ THE PIED PIPER (1986, Jiri Barta, Czechoslovakia, animation, 53min, A+30) เพราะเราว่า ICE CREAM MAN น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนาน The Pied Piper

 

9. แต่โดยรวมแล้ว เราก็ชอบผลงานของ David Robert Mitchell มากกว่า Eli Roth อยู่ดีนะ เพราะว่าเราชอบ IT FOLLOWS (2014) กับ UNDER THE SILVER LAKE (2018) อย่างรุนแรงมาก

 

เพียงแต่ว่า เรารู้สึกว่า THE END OF OAK STREET กับ ICE CREAM MAN มองสถาบันครอบครัวและสังคมชนชั้นกลางในแบบที่แตกต่างกัน เราก็เลยชอบ ICE CREAM MAN มากกว่า เพราะเราอินกับอะไรต่าง ๆ ใน ICE CREAM MAN มากกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วมันสาแก่ใจกูเป็นยิ่งนักค่ะ

 

Wednesday, August 19, 2026

MY OLD T-SHIRTS

 

เตือนภัย มีหนังหลายเรื่องที่จะหมดอายุในช่วงสิ้นเดือนส.ค. อย่างเช่น

 

1. BORN IN FLAMES (1983, Lizzie Borden) ใน Mubi

 

2. A RIVER CALLED TITAS (1973, Ritwik Ghatak, India) ใน Mubi

 

3. GILGAMESH: SHE WHO SAW THE DEEP (2022, Pelin Tan, Anton Vidokle, Turkey, 47min) ดูฟรีใน e-flux

 

4. หนังสั้นหลายเรื่องในเทศกาลภาพยนตร์ Locarno ดูฟรีในเว็บไซต์ festival scope

 

ฉันจะดูทันไหม กรี๊ดดดด เพราะช่วงครึ่งหลังของเดือนส.ค.มีทั้งเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit และ Silent Film Festival และก็ต้องไปดูนิทรรศการ AGELESS, AGELESS ที่ Storage, etc.

 

ฤดูกาล “ดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์จนเป็นบ้า” ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแล้วค่ะ

+++

UNTIL THE T-SHIRT DIES

 

เมื่อวานนี้เรารื้อตู้เสื้อผ้า เพื่อเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ไปโยนทิ้ง ปรากฏว่ามีเสื้อยืดและถุงผ้าหลายอันที่เรายังทำใจโยนทิ้งไม่ได้ เพราะถึงแม้เราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันแล้ว มันก็มีคุณค่าทางจิตใจ เราก็เลยแค่โยนมันออกจากตู้เสื้อผ้าไปเก็บไว้ที่ระเบียงอพาร์ทเมนท์แทน 55555

 

ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราพบจากการรื้อตู้เสื้อผ้าในอพาร์ทเมนท์เมื่อวานนี้

 

1. เสื้อยืดจากเทศกาล The Third Bangkok Experimental Film Festival ในปี 2001 ซึ่งตั้งชื่องานว่า Digital Orgy เพราะ “ภาพยนตร์ digital” ยังคงเป็นอะไรที่ใหม่มาก ๆ ในปี 2001 เนื่องจากภาพยนตร์ยุคนั้นส่วนใหญ่ยังคงเป็น film อยู่

 

เทศกาลหนังทดลองครั้งนั้นมีสโลแกนด้วย่วา “งานนี้ใครไม่ได้ดูเสียชาติเกิด!”

 

2. เสื้อยืด BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL ครั้งที่ 6 ในปี 2012

 

3. เสื้อยืด BANGKOK FILM FESTIVAL ครั้งแรกในปี 1998 หนึ่งในประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา

 

4. เสื้อยืด WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ครั้งที่ 7 ในปี 2009

 

5. เสื้อยืด WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ครั้งที่ 10 ปลายปี 2012

 

6. เสื้อยืด WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ครั้งที่ 12 ในปี 2014

เราชอบลวดลายของเสื้อตัวนี้มาก ๆ มันเต็มไปด้วย “สัญลักษณ์” ของอะไรต่าง ๆ เยอะมาก และเราก็ไม่รู้ว่าสัญลักษณ์หลาย ๆ อันบนเสื้อยืดตัวนี้มันหมายถึงสิ่งใด

 

7. เสื้อยืด WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK ครั้งที่ 13 ในปี 2015

 

8. เสื้อยืดบางแสนรามาสองตัว

 

9. เสื้อยืดจากหนังเรื่อง จ๊ะเอ๋ (1938, หลวงอนุรักษ์รัถการ)

 

10. เสื้อยืด THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

11. เสื้อยืด CABARET (1972, Bob Fosse) ที่เราซื้อมาจากแผงข้างทางตรงสีลม

 

12. เสื้อยืด INDIA SONG (1975, Marguerite Duras, France)

 

13. เสื้อยืด NABI THE BUTTERFLY (2001, Moon Seung-wook, South Korea) ซึ่งเป็นหนังที่เราชอบสุด ๆ ดูแล้วนึกถึง STALKER (1979, Andrei Tarkovsky) มาก ๆ

 

14. เสื้อยืด UNCLE BOONMEE WHO CAN RECALLS HIS PAST LIFE (2010, Apichatpong Weerasethakul)

 

15. เสื้อยืด NEW ABNORMAL (2021, Sorayos Prapapan)

 

16. เสื้อยืดจากละครเวทีเรื่อง THE RETURN OF WANTHONG (2012, Pradit Prasartthong, stage play)

 

17. เสื้อยืด BLACK MARIA หอภาพยนตร์

 

18. เสื้อยืด Lolay

 

19. เสื้อยืดที่นำเสนอภาพกลุ่มสลิ่มล้อมคนเสื้อแดง (หลังจากเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ และ Big Cleaning Day)

 

20. เสื้อยืด Democracy ไม่รู้เหมือนกันว่าเราได้มาจากงานอะไร

 

21. เสื้อยืด สิทธิหนังไทย

 

22. เสื้อยืดจากที่ทำงานเก่า

 

23. เสื้อยืดหมีเดินทาง อัมพวา

 

24. ถุงผ้า Bangkok Asean Film Festival 2021 (คิดถึงเทศกาลภาพยนตร์นี้มาก ๆ)

 

25. ถุงผ้า 27TH THAI SHORT FILM AND VIDEO FESTIVAL

 

26. ถุงผ้าจากหนังเกย์เรื่อง BEL AMI (2024, Geng Jun, China)

 

27. กระเป๋า M PASS ที่ทำมาจาก “จอฉายภาพยนตร์”

 

28. ถุงผ้า SF

 

29. ถุง Junji Ito

 

30. ถุง Bangkok Design Week

 

31. ถุงผ้า Nightedge Pictures ที่เราน่าจะได้มาตอนไปดูหนังเรื่อง TERRIFIER 3 (2024, Damien Leone) ที่โรงหนังเซ็นจูรี่ อ่อนนุช

 

32. ถุง Holland ซึ่งเราน่าจะได้มาจากงานฉายหนังอะไรสักอย่าง

 

33. ถุง HELLO KITTY กับลูกหมีน้อย

 

34. ถุง Starbucks

 

 

Tuesday, August 18, 2026

FULL OF CATS (2012, Naoki Nishiwaki, Japan)

 

เมื่อวานหลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็ไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารเกาหลี ชื่อ “อูรีจิบ” (Woorijib) ตรงศาลายา เรากิน “แพนเค้กกุ้ยช่าย” หรือ Haemul Buchu jeon เสร็จแล้วเราก็ไปกินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน คราวนี้เราเลือกกาแฟรส Biskoff กับ Gravel King และโปะด้วยไอติมรสขนมใส่ไส้ ส่วนน้ำเป็นรูทเบียร์โฟลทใส่ไอติมรส Shio Cloud

 

อูรีจิบ

https://www.instagram.com/woorijibthai/

 

Scoops and Spokes
https://www.instagram.com/scoopsandspokes_th/

+++

 

RIP HAYDEN PANETTIERE (1989-2026)

 

Hayden เสียชีวิตขณะอายุ 36 ปี โดยข่าวไม่บอกว่าเธอเสียชีวิตด้วยสาเหตุอันใด

 

เราเคยดูผลงานการแสดงของเธอแค่ 6 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. THE OBJECT OF MY AFFECTION (1998, Nicholas Hytner)

 

2. MESSAGE IN A BOTTLE (1999, Luis Mandoki)

 

3. THE AFFAIR OF THE NECKLACE (2001, Charles Shyer)

 

4. SCREAM IV (2011, Wes Craven)

 

5. SCREAM VI (2023, Matt Bettinelli-Olpin, Tyler Gillett)

 

เราชอบจำชื่อ Hayden Panettiere สลับกับ Hillary Duff

 

Edit เพิ่ม: 6. RACING STRIPES (2005, Frederik Du Chau)

ลืมไปแล้วว่าเราเคยดูหนังเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณคุณ Rock LeeNut มาก ๆ ครับที่มาเตือน

 

Hayden Panettiere

https://www.imdb.com/name/nm0659363/?ref_=fn_t_1

+++

 

วันนี้เป็นวันที่ 17 ส.ค. แต่เราใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส (หรือที่เคยใช้ชื่อว่า โครงการ คนละครึ่ง) ของเดือนนี้หมดแล้ว กรี๊ดดด เดือนนี้เราใช้หมดเร็วมาก

+++

 

หนึ่งในงานที่ชอบมากในช่วงนี้คือภาพ FULL OF CATS (2012, Naoki Nishiwaki, Japan) ที่ศิลปินใช้ปากกาลูกลื่นวาดภาพแมวหลายพันตัวบนกระดาษ แต่พอสังเกตดูดี ๆ ก็จะพบว่า มันมีสิงสาราสัตว์มากมายที่ไม่ใช่แมวปลอมตัวมาปะปนอยู่กับแมวในภาพวาดอันมหัศจรรย์ภาพนี้ด้วย อย่างเช่น หมา, ช้าง, ม้า, สิงโต, ปลา, นก, กระต่าย, ยีราฟ, ทานุกิ, จระเข้, ลิง, แรด, แกะ, วัว

 

ไม่รู้มีใครพบเจอสัตว์อื่น ๆ อีกบ้างในภาพนี้ เราเองก็ไม่ได้ยืนดูภาพนี้อย่างละเอียดนะ เพราะกลัวจะไปขวางทางผู้ชมคนอื่น ๆ ที่อยากดูภาพนี้เหมือนกัน

 

เราดูภาพนี้ในนิทรรศการ The Superlative Artistry of Japan ที่ TCDC

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid025y3R9FWhFGeDGoRfw7fzq33jC2oC5LTKdfobBMSwYirLsnhbY6pe5RVZVXMEr4BPl

Monday, August 17, 2026

WRITING ABOUT FILMS AS YOU LIKE IT

 

RIP MARK RYDELL (1929-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 4 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. ON GOLDEN POND (1981)

 

2. THE RIVER (1984)

 

3. FOR THE BOYS (1991)

 

4. INTERSECTION (1994)

 

อยากให้มีคนนำ ON GOLDEN POND มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ เพราะตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 แต่ก็อยากดูอีกครั้งบนจอใหญ่

 

อยากดู THE ROSE (1979, Mark Rydell) มาก ๆ ด้วย หนังเรื่องนี้ได้ชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา ซึ่งรวมถึงสาขานักแสดงนำหญิง (Bette Midler) และนักแสดงสมทบชาย (Frederic Forrest)

++

 

วันเสาร์หลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็มากินอาหารอินเดียที่ Groove Market ซอยตั้งสิน ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes เราเลือกกินไอติมรส Odyssey กับรส Shio Cloud แล้วแปะด้วยไอติมรส Wicked ก้อนเล็ก ๆ

 

ปรากฏว่าเพื่อน ๆ cinephiles หลายคนก็เลือกกินไอติมรส Odyssey เหมือนกัน

+++

 

เพื่อนบอกว่าแถวดินแดงมีร้านเช่าการ์ตูนญี่ปุ่นหลายร้าน เขาบอกว่าอยากให้มีคนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านเช่าการ์ตูนเหล่านี้ เพราะกิจการเหล่านี้น่าจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน อาจจะเหมือนกับ “ร้านเช่าวิดีโอ” ที่กลายเป็นสิ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และ “ร้านเช่านิยาย” ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพเพียงแค่ไม่กี่ร้าน (อย่างเช่นในเพชรบุรี ซอย 5)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1757264788810181

 

++++

 

MIRACLE À MAIORI (2025, Anouk Baldassari-Phéline, France/Italy, documentary, 29 Mins, A+30)

 

ดูในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง หนังเป็นการตามไปสัมภาษณ์บรรดาชาวบ้านหลายคนที่เคยเป็นตัวประกอบในหนังเรื่อง JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) เมื่อ 70 ปีก่อน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้บางคนก็ปรากฏตัวในหนังของ Rossellini เพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้น แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ทำให้ตัวประกอบ 1 วินาทีในหนังเรื่องนั้น ได้กลายเป็นคนจริง ๆ ขึ้นมา

 

บางคนที่ให้สัมภาษณ์ก็เป็นลูกหลานของตัวประกอบในหนังของ Rossellini

 

อีกสิ่งที่สะเทือนใจมากก็คือว่า หลังจากหนังของ Rosselini ถ่ายทำเสร็จ พื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำก็ถูกทำลายด้วยอุทกภัยในปีต่อมา และชาวบ้านหลายคนก็เสียชีวิตในอุทกภัยครั้งนั้น

 

การที่หนังสารคดีเรื่องนี้มีการ zoom in, close up, slow ภาพ และ pause ภาพแต่ละช็อตแต่ละเฟรมในหนังของ Rosselini เพื่อใช้ในการตามหาตัวบุคคลในภาพ มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) และละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” THE NEWARK FILE (1981) ด้วย เพราะว่าในละครทีวีเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” (ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง BLOW-UP) นั้น มีการ blowup ภาพเพื่อตามหาบุคคลแต่ละคนในภาพเหมือนกัน เพื่อใช้ในการคลี่คลายปริศนาฆาตกรรม

 

การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา one of my most favorite TV series of all time

https://www.themoviedb.org/tv/111299

++++

 

กรี๊ดดดด ขอบพระคุณมากครับที่นึกถึงผม รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ครับ

 

จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากมีส่วนร่วมใด ๆ กับประเด็นเรื่อง film critic เลยแม้แต่นิดเดียว 55555 แต่พอดีมีเพื่อนเอ่ยถึงชื่อเรา เราก็เลยเขียนตอบเพื่อนไป แล้วก็เลยขอเอามาแปะไว้ในวอลล์เราด้วยเลยแล้วกัน

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนตอบเพื่อน:

 

ผมคิดว่าแต่ละคนนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” แตกต่างกันไปครับ และจริง ๆ แล้วมนุษย์แต่ละคนต่างก็นิยาม “คำ” ต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามใจตัวเองอยู่แล้ว ผมเองก็อาจจะนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นางสาว a ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นาย b ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อีกอย่างนึง แต่ละคนนิยามมันแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นตัวผมเองจริง ๆ แล้วก็เลยแทบไม่เคยใส่ใจว่าใครจะนิยามคำคำไหนแตกต่างจากผม เพราะมันมีคำอยู่เป็นแสน ๆ คำ และมีมนุษย์อยู่หลายล้านคนบนโลก เพราะฉะนั้นใครจะนิยามคำคำไหนว่ายังไงผมก็เลยไม่สนใจครับ เพราะผมคิดว่ามนุษย์หลายล้านคนบนโลกนิยามคำเป็นแสน ๆ คำในแบบที่แตกต่างจากผมจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 55555

 

 ตัวอย่างเช่น Jean-Luc Godard ก็อาจจะนิยามคำว่า film critic ในแบบนึง เพราะเขาเคยกล่าวประโยคคลาสสิคว่า "Americans don't have critics. For me, there are only two, James Agee and Manny Farber. The rest are reviewers."

 

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า Godard นิยามคำว่า film critic ไว้แบบนึง ซึ่งคำนิยามดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐอเมริกามี film critics จริง ๆ เพียงแค่สองคนเท่านั้น คือ James Agee และ Manny Farber

 

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่า Godard ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของเขา ผมก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของผมที่ไม่เหมือนกับ Godard และคนอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบที่แตกต่างจากผมและ Godard ครับ ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าใครจะนิยามคำว่า film critic ในแบบไหนอะไรยังไง 55555

 

ตัวผมเองก็แทบไม่เคยตั้งใจที่จะเขียนวิจารณ์หนังครับ ผมแค่เขียนไดอารี่ จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ จดรายชื่อดาราหนุ่มหล่อ ๆ ในหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ให้ความสุขทางเพศแก่เรา เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราเองจะลืม เพราะแต่ละปีเราดูหนังหลายพันเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราได้จดบันทึกความรู้สึกนี้ไว้ อีก 1 ปีข้างหน้า หรืออีก 30 ปีข้างหน้า เรากลับมาอ่านมัน เราจะได้หวนรำลึกถึงหนังเรื่องนั้น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมก็ไม่ได้มองว่าผมเขียนวิจารณ์หนังเป็นหลักครับ เพราะจุดประสงค์หลักของผมคือการเขียนไดอารี่ และเนื่องจากตัวผมเองก็ชอบอ่าน “ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ" ผมก็เลยคิดว่าเราควรเผยแพร่ไดอารี่ของตัวเองให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย เพราะเราเองก็ชอบอ่านความรู้สึกส่วนตัวของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้นใจจริงแล้วผมก็เลยไม่ได้สนับสนุนให้ใครเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากใครเขียนวิจารณ์หนังแล้ว “มีความสุข” ผมก็สนับสนุนให้คนคนนั้นเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากเขาทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข

 

ส่วนตัวผมเอง ผมพบว่าการจดบันทึกความรู้สึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข ผมก็เลยเขียนในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนครับ ผมเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นการวิจารณ์หนัง อาจจะเรียกว่า

”การจดบันทึกความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” เสียมากกว่า 55555 แต่ผมรู้ว่าการเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องแคร์ว่า มันเรียกว่าอะไร นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ผมก็เลยทำมันครับ และผมก็ชอบอ่านอะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ชอบอ่านแค่ “บทวิจารณ์” ผมชอบอ่านการที่คนต่าง ๆ เขียนถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียน โดยไม่ต้องแคร์แม้แต่นิดเดียวว่ามันเป็นการวิจารณ์หรือไม่ครับ

 

สรุปว่า ถ้าหากใครอยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ก็ทำไปครับ ถ้าหากคุณทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข แต่ผมเองไม่ได้อยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็น film critic ผมมีชีวิตอยู่เพื่อหาความสุขใส่ตัว เพราะฉะนั้นผมก็จะ “จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวและความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” หรือเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนต่อไปครับ ใครจะนิยามมันว่าอะไรยังไง มันก็ไม่มีความสำคัญแม้แต่นิดเดียว ขอแค่เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุข เราเขียนถึงหนังแบบไหนแล้วเรามีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้ว

 

Edit เพิ่ม: ยอมรับว่า ในบางครั้ง เพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในบางสถานการณ์ ผมก็นิยามตัวเองว่า film critic หรือให้คนอื่น ๆ นิยามผมว่า film critic ได้ตามสบายครับ เพราะอาจจะมีงานเขียนบางชิ้นของผมที่คนอื่น ๆ มองว่าเข้าข่ายเป็นงานวิจารณ์

 

แต่ถ้าใครจะมองว่าผมไม่ใช่ film critic ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เพราะผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นไม่ใช่แก่นแท้ของผม และไม่ใช่เจตนาของผมเวลาเขียนถึงหนังส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ 55555

Saturday, August 15, 2026

AIR CONDITIONER PROBLEMS

 

เมื่อวานซ่อมแอร์น้ำหยด ช่างแก้ไขด้วยการเพิ่มฉนวนใหม่และพันท่อใหม่

 

ปีนี้เป็นปีที่ห้องเรามีปัญหาเรื่องแอร์บ่อยมาก นี่คือการให้ช่างมาซ่อมแอร์ที่ห้องเราเป็นครั้งที่ 5 แล้วในปีนี้

 

ครั้งที่ 1 แอร์มีเสียงดังเสียดสีตลอดเวลา ช่างมาซ่อมแล้วเจอน็อตหลุดในแอร์ พอแก้ไขจุดนี้ได้ เสียงเสียดสีในแอร์ก็หายไป แต่แอร์ก็มีปัญหาเสียงดังเปรี้ยงทุกครั้งที่มัน restart จนเราสะดุ้งตื่นทุกครั้ง หรือสะดุ้งตื่นทุก 15 นาทีที่มัน restart

 

ครั้งที่ 2 ให้ช่างมาแก้ไขปัญหาแอร์เสียงดังเปรี้ยงทุกครั้งที่มัน restart แต่ช่างแก้ไขไม่ได้

 

ครั้งที่ 3 ให้ช่างจากอีกร้านนึงมาแก้ไขปัญหาแอร์ดังเปรี้ยง ช่างก็เลยเปลี่ยนตัวสตาร์ทให้ แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

 

ครั้งที่ 4 แอร์น้ำหยดอย่างรุนแรง ก็เลยให้ช่างมาล้างแอร์ครั้งใหญ่ ส่งผลให้ปัญหาน้ำหยดอย่างรุนแรงหายไป และส่งผลให้เสียงที่เหมือนมีลมพายุหมุนพัดอยู่ในแอร์หายไปด้วย แอร์เงียบและเย็นฉ่ำชื่นใจดีมาก

 

ครั้งที่ 5 แอร์น้ำหยดแหมะ ๆ แบบไม่รุนแรง ช่างมาดูแล้วก็เลยแก้ไขด้วยการเพิ่มฉนวนใหม่และพันท่อใหม่ แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

 

แอร์ห้องเรามันเก่ามากแล้วนะ น่าจะมีอายุอย่างน้อย 14 ปี เพราะเราย้ายเข้ามาอยู่ห้องนี้ในอพาร์ทเมนท์ตั้งแต่ปี 2012

 

หวังว่าปัญหามันจะยุติลงเพียงเท่านี้นะ 555

 

เนื้อเรื่องข้างบนเป็นเรื่องจริง แต่ตัวภาพนี้เราใช้ Grok AI สร้างขึ้นมานะ

+++

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราได้รับรู้เรื่อง “การห้ามสอนภาษาจีนในไทย” ครั้งแรก ๆ จากวิดีโอ LIVING MUSEUM 2 NOSTALGIA (2015, Kamol Phaosavasdi, video installation) นะ เหมือนในวิดีโอนั้นมีการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ในย่านนางเลิ้ง แล้วบางคนก็เล่าถึงโรงเรียนสอนภาษาจีน ที่เคยสอนแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้ทางการไทยรู้

 

แต่ไม่รู้ว่าเราจำผิดหรือเปล่านะ มีใครจำได้บ้างไหมว่า LIVING MUSEUM 2 NOSTALGIA (2015, Kamol Phaosavasdi, video installation) นี่มีพูดถึงประเด็นนี้ด้วยหรือเปล่า

Friday, August 14, 2026

GODZILLA VS. SCYLLA VS. THE SEA OGRESS

 

An imaginary film: GODZILLA VS. SCYLLA VS. นางผีเสื้อสมุทร

 

ไม่รู้ว่าถ้าหาก 3 ตัวนี้ปะทะกัน ใครจะแพ้ ใครจะชนะ แต่เราแอบเชียร์ Scylla 55555

 

มีใครเชียร์ Godzilla กับ นางผีเสื้อสมุทร บ้างคะ

 

เมื่อกี้เพิ่งไปอ่านตำนานของนาง Scylla ใน THE ODYSSEY เราก็เลยเพิ่งรู้ว่ามีบางคนเชื่อว่านาง Scylla เป็นธิดาของ Hecate ซึ่งเป็น goddess ที่เราชอบมาก ๆ ด้วย

 

Scylla กับ Charybdis ประจำการอยู่ที่ช่องแคบ Messina ที่คั่นกลางระหว่างเกาะซิซิลีของอิตาลีกับแคว้น Calabria ทางภาคใต้ของอิตาลี โดย Scylla จะอยู่บนชายฝั่งแคว้น Calabria ส่วน Charybdis ซึ่งเป็นนางอสูรอีกตนจะอยู่แถวชายฝั่งเกาะซิซิลี

 

อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า Charybdis นั้นได้กลายเป็นชื่อรางวัลทางภาพยนตร์ด้วยนะ ซึ่งก็คือรางวัล Golden Charybdis ที่มอบให้กับภาพยนตร์ที่ชนะเลิศในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina Film Festival ที่จัดในเมือง Taormina บนเกาะซิซิลี ใกล้ช่องแคบ Messina

 

เทศกาลภาพยนตร์ Taormina นี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1955 โดยเทศกาล Taormina Film Festival ประจำปี 2026 นั้นถือเป็นเทศกาล Taormina ครั้งที่ 72

 

เราอยากรู้ว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่เคยชนะรางวัล “คาริบดิสทองคำ” เราก็เลยถาม Grok AI แล้วก็เลยได้ข้อมูลดังนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเชื่อถือได้หรือเปล่า อาจจะมีบางข้อมูลที่ผิดพลาดก็ได้

 

รายชื่อภาพยนตร์บางเรื่องที่เคยชนะรางวัล คาริบดิสทองคำ Golden Charybdis ใน Taormina Film Festival

 

1. MIYAMOTO MUSASHI VI (1971, Tomu Uchida, Japan)

 

2. THE AGONY OF MR. BOROKA (1972, Péter Bacsó, Hungary)

 

3. ONE SINGS, THE OTHER DOESN’T (1977, Agnes Varda, France)

 

4. THE BLOOD OF HUSSAIN (1980, Jamil Dehlavi, Pakistan)

 

5. THE FUNERAL (1985, Juzo Itami, Japan)

THE ODYSSEY AND XENIA AND ICE AND EINSTEIN

 

เราเคยดูหนังสองเรื่องที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ ซึ่งก็คือ MALEVYCH (2024, Daria Onyshchenko, Ukraine, A+25) กับ MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, UK/Poland/Ukraine)

+++

 

เราเพิ่งรู้ว่า THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15) ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV (1966, Andrei Tarkovsky, Soviet Union, 205min, A+30), RAN (1985, Akira Kurosawa, Japan, 160min, A+30) และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST (1988, Martin Scorsese, 166min, A+30)

 

เมื่อกี้เราเพิ่งกูเกิลอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ THE ODYSSEY เราก็เลยเพิ่งได้อ่านข่าวเก่าในช่วงกลางเดือนก.ค.ในเว็บนสพ. Independent ที่ว่า คริสโตเฟอร์ โนแลนให้ cast and crew ของ THE ODYSSEY ดูหนัง 3 เรื่องนี้ -- ANDREI RUBLEV, RAN, THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ก่อนที่จะเริ่มต้นถ่ายทำ THE ODYSSEY

 

เหมือนมีคนเขียนถึงเรื่องนี้เป็นภาษาไทยไว้ตั้งแต่กลางเดือนก.ค.แล้วนะ แต่เราเพิ่งรู้เรื่องนี้ เราก็เลยขอเอาข่าวเก่านี้มาแปะในวอลล์ของเราด้วยแล้วกัน เพราะเราดีใจมาก ๆ เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มาก ๆ และเราก็อยากดู ANDREI RUBLEV กับ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ซ้ำอีกรอบในจอใหญ่มาก ๆ ส่วน RAN เราขี้เกียจดูซ้ำ 55555

 

พอรู้ว่า Nolan ได้รับแรงบันดาลใจจาก ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราก็เลยเหมือนเข้าใจว่าเพราะเหตุใดโทนหนังของ THE ODYSSEY มันถึงไม่ฉูดฉาดหรูหราอู้ฟู่ตระการตา แบบหนังอีพิคของฮอลลีวู้ดยุค 1950-1960 แบบพวก THE TEN COMMANDMENTS (1956, Cecil B. DeMille, 220min), BEN-HUR (1959, William Wyler), CLEOPATRA (1963, Joseph L. Mankiewicz) แต่มันดูมีความติดดิน ดูมอมแมมกว่าที่เราคาดไว้ในตอนแรก ถึงแม้ว่ามันจะยังห่างไกลจากความ minimal แบบ MOSES AND AARON (1975, Jean-Marie Straub, Danièle Huillet, West Germany) และ PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer) ก็ตาม

 

เราก็เลยได้แต่หวังว่า กระแสความนิยมใน THE ODYSSEY จะส่งผลให้ผู้คนต่าง ๆ ที่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ตามไปดู ANDREI RUBLEV และ THE LAST TEMPTATION OF CHRIST ด้วยนะ หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรมีการนำหนังสองเรื่องนี้มาฉายในโรงใหญ่ในไทยด้วย เพราะเราก็อยากดูหนังสองเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบมาก ๆ

 

เราเคยดู ANDREI RUBLEV ในรูปแบบวิดีโอเทปของร้านแว่น เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในจอใหญ่ ๆ ถ้าได้จอแบบโรงหนังชั้น 6 ของหอภาพยนตร์ก็จะดีมาก ๆ

 

ส่วน THE LAST TEMPTATION OF CHRIST เราเคยดูในรูปแบบวิดีโอเทปโดยไม่มีซับไตเติล เราก็เลยอยากดูซ้ำอีกรอบในแบบที่มีซับไตเติล เพื่อที่เราจะได้เข้าใจหนังได้มากยิ่งขึ้น

 

ส่วน RAN นั้นเราเคยดูตอนมันมาฉายทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่ขี้เกียจดูซ้ำอีกรอบ 55555

 

ข่าวจาก The Independent

https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/films/news/the-odyssey-christopher-nolan-andrei-rublev-b3015284.html

 

+++

 

หนังใหม่ของ Nikolaus Geyrhalter จะมาฉายใน Pattaya Film Festival ปีนี้นะ

https://www.ptyiff.com/post/ptyiff-2026-official-selection?fbclid=IwY2xjawTqg-BwZG9mBWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMVd2SmpnOXRjZ2JDbTRPbnZzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEe8o7WWSV26Ria9Giu4_n37gNWctwYjlZPIP9Vkfr2xZuoWVVgRuEPFG4GcZ0_aem_gxlj4rP-bYqlL0P2drnXfw

+++

โพสท์ที่ 5 เกี่ยวกับ THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, A+15)


1. สิ่งหนึ่งที่ติดใจใน THE ODYSSEY ก็คือการที่หนังเรื่องนี้เน้นย้ำกฎ Xenia ของ Zeus ที่ว่า “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.  เหมือนพอ THE ODYSSEY ย้ำประเด็นนี้หลายครั้ง เราก็เลยแอบสงสัยว่า Nolan ต้องการวิพากษ์ปฏิบัติการ ICE ของ Donald Trump หรือเปล่า 55555 หรือบางที Nolan อาจจะแค่ต้องการพูดถึงนโยบายผู้อพยพของชาติตะวันตกในวงกว้าง ไม่ได้เจาะจงไปที่ปฏิบัติการ ICE โดยตรง

 

พอเรากูเกิลดู ก็พบว่าผู้ชมบางคนดู THE ODYSSEY แล้วก็นึกถึงปฏิบัติการ ICE เช่นเดียวกัน

 

2. แต่เราก็ชอบที่หนังมันก็พูดถึง “คนต่างถิ่น” ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี เพราะถึงแม้กฎข้างต้นจะเน้นให้เราต้อนรับคนต่างถิ่นเป็นอย่างดี แต่คนต่างถิ่นก็ต้องเคารพเจ้าบ้านด้วยเช่นกัน ซึ่งตัวอย่างของ strangers ที่ไม่เคารพเจ้าบ้าน ก็คือเหล่าบรรดา suitors ใน THE ODYSSEY ที่ทำให้เรานึกถึงพวกทุนเทาข้ามชาติ จีนเทา โดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาไม่ใช่ผู้ลี้ภัยที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่เป็นพวกที่หวังเข้ามาตักตวงกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศอื่น

 

แต่ถ้าหากนึกย้อนไปถึงเรื่องจริงเรื่องอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์แล้ว เราก็นึกไปถึงการที่คนขาวเข้ามาเข่นฆ่าชาวอินเดียนแดง ชาวพื้นถิ่น ในทวีปอเมริกา ทั้งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และสิ่งที่ชาวยิวกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ในดินแดนปาเลสไตน์หลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

 

3. พอได้ยิน Zeus’ law ในหนังเรื่องนี้ เราก็แอบนึกถึงมุกตลกชั่ว ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะถึงแม้เรารักคนทุกเชื้อชาติ และสนับสนุนนโยบายในการปฏิบัติดีต่อผู้ลี้ภัย (เพราะกูเองก็อยากลี้ภัยไปประเทศอื่น 555) แต่พอเราได้ยินประโยค Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise. เราก็นึกต่อขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติว่า but they can also be serial killers in disguise พร้อมกับภาพจากหนังเรื่อง FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) ผุดขึ้นมาในหัวของเรา ขออภัยกับมุกตลกชั่ว ๆ ค่ะ 55555

 

4. แต่ชอบวลี gods in disguise ใน Zeus’ law มาก ๆ นะ เพราะพอได้ยินวลีนี้แล้ว เราก็นึกถึงตัวละครผู้อพยพในหนังเรื่องต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงเหล่าบรรดา “หนุ่ม ๆ ชาวจีน” ที่อพยพมายังภูมิภาคนี้ 5555 ทั้งหนุ่มจีนที่อพยพมามาเลเซียในหนังเรื่อง THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek Huat, Taiwan, A+30) และหนุ่มจีนที่อพยพมาไทยใน DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) เพราะถึงแม้ในความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เราก็แอบมองหนุ่ม ๆ ชาวจีนเหล่านี้ว่าเป็น gods in disguise 55555 (gods คือ เทพเจ้า ที่ยังคงมีกิเลสตัณหาราคะอยู่นะ ไม่ใช่ God “พระเจ้า” ที่มีแต่ความดีงาม)

 

5. วลีที่ว่า ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย อาจจะเป็น gods in disguise ทำให้เรานึกถึง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวและชาวฮังการีหลาย ๆ คนก็หนีออกจากเยอรมนีและยุโรปเมื่อนาซีขึ้นมาครองอำนาจในเยอรมนีในทศวรรษ 1930 ซึ่งการที่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวต้องลี้ภัยไปประเทศอื่น ๆ ก็ส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของนาซีเอง

 

ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด นักวิทยาศาสตร์หลายคนอพยพออกจากยุโรปมาสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1930 เพื่อหนีภัยนาซี เพราะบางคนก็เป็นยิว, บางคนมีเมียเป็นยิว และบางคนก็ต่อต้านนาซี และต่อมาผู้ลี้ภัยหลายคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เข้าร่วมใน The Manhattan Project หรือโครงการสร้างระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลก (แต่ Einstein ไม่ได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วยนะ)

 

ถ้าหากนาซีไม่ได้ขับไล่ไอน์สไตน์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนมาก ออกจากเยอรมนีและยุโรป และถ้าหากสหรัฐไม่ได้ต้อนรับไอน์สไตน์กับผู้ลี้ภัย/นักวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นพลเมืองของประเทศตนเองในทศวรรษ 1930 ประวัติศาสตร์ของโลกนี้ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก็เป็นได้ และโลกในปัจจุบันนี้ก็อาจจะแตกต่างเป็นอย่างมากจากที่เป็นอยู่นี้ด้วยเช่นกัน

 

ก็เลยขอจดบันทึกไว้ว่า พอเราได้ดูหนังเรื่อง THE ODYSSEY, ได้ยินประโยค “Zeus' law tells us to treat strangers as we be treated because they might be gods in disguise.  เราก็เลยนึกเรื่อยเปื่อยเหลวไหลไร้สาระต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงเรื่อง Albert Einstein โดยไม่ได้ตั้งใจ 555

 

อันนี้เป็นข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ Albert Einstein ใน Wikipedia:

 

“ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ไอน์สไตน์ตระหนักว่าเขาไม่สามารถเดินทางกลับเยอรมนีได้อีกต่อไป เนื่องจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

 

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ค.ศ. 1933 หน่วยเกสตาโป (ตำรวจลับนาซี) ได้บุกค้นอพาร์ตเมนต์ของครอบครัวเขาในกรุงเบอร์ลินซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาและเอลซา ภรรยาของเขา เดินทางกลับยุโรปในเดือนมีนาคม และระหว่างการเดินทางนั้น พวกเขาได้รับข่าวว่ารัฐสภาเยอรมัน (ไรชส์ทาค) ได้ผ่านกฎหมายมอบอำนาจเบ็ดเสร็จ (Enabling Act) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งเปลี่ยนสถานะรัฐบาลของฮิตเลอร์ให้กลายเป็นระบอบเผด็จการโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายในทางปฏิบัติ และทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางต่อไปยังกรุงเบอร์ลินได้ ต่อมาพวกเขาทราบข่าวว่าบ้านพักตากอากาศของตนถูกพวกนาซีบุกค้นและเรือใบส่วนตัวของไอน์สไตน์ถูกยึดไป ซึ่งในเวลาต่อมาพวกนาซีได้ขายเรือใบของเขาและดัดแปลงบ้านพักให้กลายเป็นค่ายฝึกเยาวชนฮิตเลอร์ (Hitler Youth)

 

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1933 ไอน์สไตน์พบว่ารัฐบาลเยอรมันชุดใหม่ได้ออกกฎหมายห้ามชาวยิวรับตำแหน่งทางราชการ รวมถึงการเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวจำนวนหลายพันคนถูกบังคับให้สละตำแหน่งในมหาวิทยาลัยอย่างกะทันหัน และรายชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากบัญชีบุคลากรของสถาบันที่เคยจ้างงาน

 

หนึ่งเดือนต่อมา ผลงานของไอน์สไตน์ตกเป็นเป้าหมายของสหภาพนักศึกษาเยอรมันในเหตุการณ์เผาหนังสือของนาซี โดยโจเซฟ เกิบเบลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของนาซี ได้ประกาศก้องว่า "ปัญญาชนชาวยิวได้ตายไปแล้ว" นิตยสารฉบับหนึ่งของเยอรมนีได้ระบุชื่อเขาไว้ในบัญชีรายชื่อศัตรูของระบอบการปกครองเยอรมัน พร้อมคำบรรยายว่า "ยังไม่ถูกแขวนคอ" และมีการตั้งค่าหัวเขาไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์

 

ในปี ค.ศ. 1935 เขาตัดสินใจที่จะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวรและยื่นเรื่องขอสัญชาติ โดยไอน์สไตน์ได้รับสัญชาติอเมริกันในปี ค.ศ. 1940

 

บทความจาก Slate

https://slate.com/life/2026/08/the-odyssey-movie-ice-immigration-student-arrest.html

 

โพสท์แรกเกี่ยวกับ THE ODYSSEY

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02UB4fL723QLC2LvFTWwLVCPbTSsVbvTLw6fXEFPbMiK5hCePpiCxAheRrwsQGk65Tl

 

 

โพสท์ที่สอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1417450563637062

 

โพสท์ที่สาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0hZf9MjUgJsdD8NFGuQB46gMesXesRNov8fxe1pz4D5fmbSuBnpeQzmVQu38XZuErl

 

โพสท์ที่สี่

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0kcFVvDF9eN9t19e8M37iXWoxSTfdszV6a2ABvNNseTSWis9UA4RaYS6ofnco4uXxl

+++

 

ของเราที่ชอบมากก็คือ “สาปอสูร” (1984, วรยุทธ พิชัยศรทัต) ละครโทรทัศน์ช่อง 3 ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง “มายาพิศวาส” ของจินตวีร์ วิวัธน์ โดยมีรัชนู บุญชูดวง รับบทเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนางเมดูซ่า

+++

 

HOLISTIC STRATA SCREEN (2017, Hiroaki Umeda, Japan, video installation, 5min)

 

ดูในนิทรรศการ THE SUPERLATIVE ARTISTRY OF JAPAN ที่ TCDC

+++

 

ลองถาม google AI ว่า Cyclops ยักษ์ตาเดียวใน THE ODYSSEY ทำชีสอะไร มันตอบว่าทำ “FETA CHEESE”

 

In Homer's The Odyssey, the Cyclops Polyphemus made an unaged, brined sheep and goat milk cheese. Food historians and culinary traditions often trace this mythic dairy as an ancient ancestor to modern feta or fresh pressed curd cheeses.

 

How Polyphemus Made the Cheese

  • The Animals: He milked his flocks of ewes and she-goats.
  • The Process: He curdled half of the fresh milk and drained the whey using woven wicker baskets or strainers.
  • The Storage: He stored the solid curds on heavy cheese-racks inside his cave

Feta is a Greek brined white cheese made from sheep's milk or from a mixture of sheep and goat's milk.