Sunday, June 24, 2018

TAKE ME HOME, COUNTRY ROAD GENRE


แนะนำหนังกลุ่ม ORDINARY LIVES, ORDINARY PEOPLE หรือหนังที่นำเสนอชีวิตคนธรรมดาในแบบที่เราชอบสุดๆ

7.AT THE BACK OF BEYOND (2018, ปวริศร คุณวรผาติ, 30min, A+30)
8.NO PLACE LIKE HOME (2018, ไอศวรรนยา ภูมิเลิศ, 24min, A+30)
9.SMALL WORLD โลกใบเล็ก (2008, Wasunan Hutavej, 17min)
10.กาลนิรันดร์ (2008, Issara Bonprasit, 30min)
11.TAKE HOME (2014, Thapanee Loosuwan, documentary, 28min)
12.GRANDMOTHER (2015, Parnkamol Parnchareon, 24min)

พอได้ดูเทศกาลหนัง THESIS ของ ICT ศิลปากรปีนี้แล้ว ก็พบว่ามีหนังสองเรื่องที่เข้าข่าย “หนังชีวิตคนธรรมดาที่งดงามมากๆ”  ซึ่งได้แก่ AT THE BACK OF BEYOND และ NO PLACE LIKE HOME ซึ่งมีส่วนคล้ายกัน  เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอเรื่องของตัวละครหนุ่มสาวที่เรียนในกรุงเทพ แล้วกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงต่างจังหวัดเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ AT THE BACK OF BEYOND เน้นไปที่ตัวละครคนชรา ในขณะที่ตัวละครหนุ่มสาวเป็นตัวประกอบ ส่วน NO PLACE LIKE HOME นั้น ตัวละคร “หญิงสาว” เป็นแกนกลางของเรื่อง ส่วนพ่อแม่เป็นตัวประกอบ

ถ้าเทียบกันระหว่างสองเรื่องนี้ เราก็ชอบ AT THE BACK OF BEYOND มากกว่า เพราะการที่ตัวละคร “ชายชรา” กลายเป็นศูนย์กลางของเรื่อง มันทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังสั้นไทยอีกราวร้อยเรื่องที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน เพราะหนังสั้นไทยกลุ่มนี้มักจะใช้ตัวละครหนุ่มสาวเป็นแกนกลาง แล้วให้ตัวละคร “ญาติผู้ใหญ่” เป็นตัวประกอบ มันเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ตัวละครญาติผู้ใหญ่ exist เพื่อมีปฏิกิริยากับตัวละคร “พระเอก” หรือ “นางเอก” แต่การที่ AT THE BACK OF BEYOND เปลี่ยนจุดสนใจไปยังตัวละครชายชรา มันเลยทำให้ตัวละครชายชรา exist อยู่ได้ด้วยตัวมันเอง มีชีวิตเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ตัวละครชายชราไม่ได้ exist อยู่เพียงเพื่อแค่ให้ตัวละครพระเอกนางเอกกลับไปหาเท่านั้น ตัวละครชายชรามันมีชีวิตของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าตัวละคร “ชายหนุ่มหญิงสาว” จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม หรือจะกลับไปหาหรือไม่ก็ตาม

การที่ AT THE BACK OF BEYOND ลากยาวไปเรื่อยๆเพื่อแสดงให้เห็นว่า ชีวิตชายชราขณะอยู่ตามลำพังนั้นเป็นอย่างไรบ้าง กิจวัตรประจำวันของเขาเป็นอย่างไร มันทำให้หนังเรื่องนี้งดงามอย่างสุดๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบมากทั้งใน AT THE BACK OF BEYOND และ NO PLACE LIKE HOME ก็คือการที่หนัง “มีความดราม่า” น้อยมาก เมื่อเทียบกับหนังสั้นไทยโดยทั่วไปที่อยู่ใน genre เดียวกัน เพราะหนังสั้นไทยเรื่องอื่นๆในกลุ่มนี้มักจะให้ตัวละครหนุ่มสาวที่กลับบ้านในต่างจังหวัดเผชิญเหตุการณ์ดราม่าบางอย่าง ซึ่งระดับความดราม่าก็มีตั้งแต่ระดับ “เล็กน้อย” อย่างเช่นใน
--A NEW LIFE (2017, Rujipas Boonprakong)
--OUR HOME SAYS ALL ABOUT US (2017, Pasit Tandaechanurat)

ดราม่าระดับ “ปานกลาง” อย่างเช่นใน NEW RECORDING (2018, จิตราพร กาญจนศุภศักดิ์)

หรือดราม่าระดับ “หนักมาก” อย่างเช่นใน
--BLUE HOUSE EFFECT (2017, Boonyarat Muangsombat)
--COME BACK รักเก่าที่บ้านเกิด (2012, Watcharapong Pattama)

เราก็เลยชอบสุดๆที่ AT THE BACK OF BEYOND และ NO PLACE LIKE HOME กล้าที่จะลดทอนความเป็นดราม่าลงไปจนเกือบหมดเลย และนำเสนอ “ความธรรมดา” ของชีวิตตัวละครออกมา โดยที่นำเสนอมันออกมาได้อย่างงดงามสุดๆเลยด้วย

แต่ก่อนหน้านี้ก็มีหนังสั้นไทยบางเรื่องที่อยู่ใน genre เดียวกัน (genre หนุ่มสาวกลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด หรือคิดถึงบ้านที่ต่างจังหวัด)  และนำเสนอชีวิตธรรมดาของตัวละครออกมาได้อย่างงดงามสุดๆเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น SMALL WORLD โลกใบเล็ก (2008, Wasunan Hutavej, 17min), กาลนิรันดร์ (2008, Issara Bonprasit, 30min), TAKE HOME (2014, Thapanee Loosuwan, documentary, 28min) และ GRANDMOTHER (2015, Parnkamol Parnchareon, 24min)




Thursday, June 21, 2018

THAI FILMS THAT I SAW ON TUESDAY, JUNE 19, 2018

THAI FILMS THAT I SAW ON TUESDAY, JUNE 19, 2018

1.สูญ / รวิศร์ หล้าหา / 65.54 นาที A+30

2.Ruby Robber / กันต์ธีร์ ธีรวโรภาส / 7.46 นาที A+30

3.cinematic void / Namfon Udomlertlak / 18.20 นาที SECOND VIEWING A+30

4.BEFORE WINTERくもり / สุธืศา ปิตตะรงค์ / 28.38 นาที A+30

5.หมูขมิ้น / จิรัฎฐ์ จุฬารัตน / 19 นาที A+25

6.กานตายไม่ใจ่การพักพอน อย่าซ่ามให้มันมาด / เจษฎา ปัญญามูล / 7.58 นาที A+25


7.Akhir Zaman ไขรหัสลับเหตุการณ์ก่อนวันสิ้นโลก / ณภัทร อนุวงศ์เจริญ / 23.30 นาที DOCUMENTARY F

เรารับแนวคิดในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย แล้วพอตัวหนังมันไม่ได้ตั้งข้อสงสัยต่อแนวคิดที่อยู่ในหนัง เราก็เลยไม่รู้ว่าผู้สร้างหนังมีเจตนาอะไรกันแน่ ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนังอย่าง MR. DEATH: THE RISE AND FALL OF FRED A. LEUCHTER, JR. (1999, Errol Morris) ที่เราอาจจะรับตัว subject ของหนังหรือแนวคิดของตัว subject ไม่ได้เหมือนกัน แต่ตัวหนังก็เหมือนไม่ได้พยายามจะทำให้เราเชื่อตัว subject ของหนังแต่อย่างใด เราก็เลยไม่มีปัญหากับ MR. DEATH

Monday, June 18, 2018

A ROOM WITH A COCONUT VIEW

THAI FILMS THAT I SAW FOR THE FIRST TIME ON JUNE 16, 2018

1.A Room with a Coconut View / ตุลพบ แสนเจริญ / 28.21 นาที A+30

หนักที่สุด นึกว่า Hito Steyerl + Harun Farocki + Alexander Kluge  ถ้าหากเราต้องเลือกหนังไทยเรื่องไหนที่สามารถปะทะกับ SNAKESKIN (2014, Daniel Hui, Singapore) ได้ เราก็คงเลือกเรื่องนี้

ชอบทั้ง content และ style ของหนัง ชอบที่หนังมี content มากมายเกี่ยวกับบางแสนและเรื่องต่างๆ คือพอ content มันอัดแน่นแบบนี้ ก็เลยทำให้นึกถึงหนังของ Prap Boonpan และ Teerath Whangvisarn น่ะ เพราะหนังไทยของสองคนนี้มี content ที่ดีมากๆ คือดูหนังไทยของสองคนนี้แล้วรู้สึกว่ามัน thought-provoking อย่างสุดๆในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นน้องๆของ Jean-Luc Godard เลย แต่หนังของ Prap Boonpan และ Teerath Whangvisarn มันอาจจะขาด “ความงดงามด้านภาพ” หรือขาดความเนี้ยบบางอย่าง คือ style ในหนังของสองคนนี้มันอาจจะด้อยกว่า content น่ะ

แต่ A ROOM WITH A COCONUT VIEW มันก็มี form หรือ style ที่ไปสุดทางเหมือนกัน ชอบการเล่นกับภาพสไตล์ต่างๆมากมายในหนังเรื่องนี้ ทั้งภาพจากหนังเก่า, ภาพกราฟฟิก, ภาพจากคลิป ฯลฯ คือดูแล้วรู้สึกว่าคนทำหนังนอกจากต้อง research ข้อมูลเยอะมากแล้ว คนทำหนังยังมีความแพรวพราวในการสรรสร้างสไตล์ต่างๆให้แก่ภาพในทุกๆนาทีของหนังด้วย

เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในหนังไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถปะทะกับ SNAKESKIN ได้ เพราะ content มันแน่นมาก และ style มันก็สุดๆด้วย

พอเห็น “การให้ความสำคัญกับคลื่นทะเล” ในหนังเรื่องนี้แล้ว ก็เลยทำให้นึกถึง OUR WAVES (2006) และ THE ETERNAL LIGHT (2008) ของ Tulapop ด้วย 555

2.Low Season / ณัฐภัทร ไกรตรวจพล / 19.24 นาที A+30

3.The Stand Alone โรงหนังนี้...พี่รัก / ธีรยุทธ์ วีระคำ / 29 นาที DOCUMENTARY, A+30

4.La-Blind / ปฏิคม ลาภาพันธุ์ / 12.09 นาที DOCUMENTARY, A+30

5.Pyramid of biomass / ณัฐพงศ์ ประศรี / 12 นาที A+30

6.SUNSET AT THE SEA ปิดหู ปิดตา มีความสุข / พันธวัช กาญจนภิญโญ / 8.51 นาที A+30

7.lyseacdie / เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์ / 12.08 นาที A+30

8.ฟ้าสว่างที่รามคำแหง / กัลป์วีร์ จันทร์ดีและ เอกลักษณ์ อนันตสมบูรณ์ / 19.30 นาที DOCUMENTARY, A+25

9.โย...ปริศนา ตามหาหัวใจ / ตยาคี พร้อมโกมล / 29.56 นาที A+25 GUILTY PLEASURE

10.Magnet / ณัฐพงศ์ ประศรี / 8 นาที A+25

11.About Time / สิรวิชญ์ เอื้อครองธรรม / 5.36 นาที A+25

12.ทะ-เล-ทราย / ภคพล ราชวงศ์ / 10.40 นาที A+25

13.Sound of us / ธฤตวัน ปิฏฐปาตี / 13.37 นาที A+25

ชอบ “ภาพ” ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ถ่ายภาพงามมากๆ ชอบการเล่นกับเสียงในหนังเรื่องนี้ด้วย แต่เฉยๆกับบทสนทนา, ตัวละคร และปมของตัวละคร 555

14.Lineus longissimus เดือด / ปรินทร์ อนันต์ผาติ / 26.56 นาที A+25 GUILTY PLEASURE

15.Ask me anything / ธรรมศรัณย์ คู่สันเทียะ / 14.52 นาที A+20

16.On My Way / นคร ไชยศรี / 7 นาที DOCUMENTARY, A+15

17.Rainy Days in April / กฤตภัทธ์ ฐานสันโดษ / 13.30 นาที A+5

ชอบฉากกิ้งกือไต่กำแพงมากๆ และชอบมากที่หนังมี subtitles ให้

พอดูหนังของกฤตภัทธ์ 2-3 เรื่องแล้วจะนึกถึงหนังของ Theeraphat Ngathong (ไซย่า) เมื่อ 4-5 ปีก่อน เพราะหนังบางเรื่องของ Theeraphat จะเป็นการบันทึกภาพสิ่งต่างๆในชีวิตมาเรียงร้อยเข้าด้วยกันเหมือนกัน แต่ wavelength ของเราจะจูนติดกับหนังของไซย่ามากกว่า

แต่ไม่รู้ว่าเราเดาถูกหรือเปล่า คือเรารู้สึกว่าสาเหตุนึงที่เราจูนติดกับหนังของไซย่ามากกว่า เพราะหนังของไซย่าเน้น “ความรู้สึก” แต่หนังของกฤตภัทธ์เราไม่แน่ใจว่าเน้น “ความหมาย” ของภาพหรือเปล่า และเราจะไม่ค่อยอินกับหนัง symbols หรือหนังที่เน้น “ความหมาย” น่ะ เรามักจะจูนติดกับหนังที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า 555 แต่เรื่อง wavelength แบบนี้มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวมากๆนะ มันไม่ใช่เรื่องที่บอกได้ว่าหนังเรื่องไหนดีไม่ดี แต่มันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราจูนติดหรือจูนไม่ติดกับหนังเรื่องไหน

18.Devil"s Apple / รัฐฐกรณ์ ศิริฤกษ์ / 21 นาที A

19.Smart Farmer กับมิสเตอร์กร / วริศรา อินทะเขื่อน / 4.46 นาที A-

20.The Sound You Never Heard / สุธีกานต์ ศุภมิตร์ / 4.35 นาที A-

21.เกิ้ง [Kerng] / พร้อม ทิพย์มณี / 9.13 นาที B+


22.ปากกาใจ / สุรศักดิ์ ตรีธวัชชัยวงศ์ / 3.10 นาที D

23.Together as One / สุรศักดิ์ ตรีธวัชชัยวงศ์ / 2.16 นาที F


Thursday, June 14, 2018

็HAPPY HOUR VS. BOOK CLUB

นอกจากหนัง 5 เรื่องที่จะฉายที่ห้องสมุดม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.ค . ในเวลา 13.00 น.แล้ว ยังมีหนังอีกมากมายหลายเรื่องที่เราอยากพูดถึง หรืออยากลิสท์รายชื่อเอาไว้ด้วยกัน เพราะเราชอบการนำเสนอชีวิตคนธรรมดา หรือ ORDINARY LIVES, ORDINARY PEOPLE ในหนังกลุ่มนี้มากๆ

หนึ่งในหนังที่เราชอบสุดๆในแง่การนำเสนอ “ชีวิตคนธรรมดา” ได้อย่างมีเสน่ห์และงดงามสุดๆ ก็คือ

6.HAPPY HOUR (2015, Ryusuke Hamaguchi, Japan, 5hours 17mins) ที่หลายคนคงดูไปแล้ว

พอดีช่วงที่ผ่านมาเราเพิ่งได้ดู BOOK CLUB (2018, Bill Holderman) ไป ซึ่งนำเสนอชีวิตผู้หญิง 4 คนเหมือนกับ HAPPY HOUR และเราก็เขียนไปแล้วว่า เราชอบเจตนาตั้งต้นของ BOOK CLUB มาก เพราะมันต้องการนำเสนอความต้องการทางเพศที่แตกต่างกันไปของหญิงวัย 60 ปี ซึ่งเป็นประเด็นที่หนังเรื่องอื่นๆไม่กล้าแตะมาก่อน

แต่ถึงแม้เราจะชอบเจตนาตั้งต้นของ BOOK CLUB เรากลับพบว่าตัวหนังมันออกมาไม่น่าพอใจสักเท่าไหร่ ซึ่งปัจจัยหนึ่งมันก็คือความแตกต่างอันสำคัญระหว่าง BOOK CLUB กับ HAPPY HOUR นั่นก็คือ BOOK CLUB พยายามบีบชีวิตตัวละครให้ดำเนินไปตาม “เส้นกราฟสูตรสำเร็จทางภาพยนตร์” และมันบีบจนชีวิตตัวละครนำ 3 ใน 4 ตัวดูไม่เป็นธรรมชาติในความเห็นของเรา

ซึ่งนั่นแตกต่างจากหนังอย่าง HAPPY HOUR ที่พาชีวิตตัวละครที่เป็น “คนธรรมดา” ให้ไหลไปได้เรื่อยๆอย่างเป็นธรรมชาติกว่ามากๆ

จริงๆแล้วความแตกต่างระหว่าง HAPPY HOUR กับ BOOK CLUB อาจจะอธิบายได้ด้วยสิ่งที่ Ray Carney เคยเขียนไว้ในหนังสือ FILMVIRUS เล่มสอง ของคุณสนธยา ทรัพย์เย็น โดย Ray Carney เขียนว่า

“วิธีที่หนังพยายามชี้นำและเป็นอยู่ คือนำเสนอการสืบสานสายพันธุ์ของความเน่าฟอน หนังตั้งปัญหาขึ้นมาให้ตัวละครประสบ และหมดเวลาไปกับการให้ตัวละครสาธิตกระบวนการแก้ไข วิธีดำเนินเรื่องงอกมาจากการจัดวางทางธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวสร้างปัญหาส่วนใหญ่ในวัฒนธรรมของเราตั้งแต่แรก  หนังเหล่านี้ไม่เคยตั้งคำถามกับความเชื่อที่ว่า เรามีที่มาจากสิ่งที่เรา “ทำ” จากสิ่งที่เรา “ควบคุม” จากสิ่งที่เราเป็น “เจ้าของ” เราอยู่ในโลกวัตถุนิยมที่ติดงอมกับคุณค่าของ “การกระทำ” แต่ในชีวิตจริงนั้นส่วนของการกระทำ (doing) เกี่ยวข้องน้อยกว่า สิ่งที่เราเป็น (being) ถ้าหนังของคุณขึ้นลงอยู่กับการกระทำ หรือการบรรลุผลสำเร็จ คุณย่อมเป็นส่วนหนึ่งของความเน่าฟอนนั้นด้วย คุณกำลังทำหนังให้บริษัท IBM โดยไม่รู้ตัว เราคุ้นเคยแต่กับหนังพวกนี้ เพราะผู้กำกับฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจมากกว่าศิลปิน”

BOOK CLUB คือหนังแบบ doing ตัวละครถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ “มีปัญหา และหาทางแก้ปัญหา”

HAPPY HOUR คือหนังแบบ being เรารู้สึกว่าเราได้ซึมซับกับชีวิตในหลายๆแง่มุมและจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวละคร โดยที่ตัวละครไม่ได้ดำรงอยู่เพียงแค่ “รับมือกับปัญหาสำคัญ และแก้ปัญหาให้ได้ในฉาก climax แล้วก็จบไป”

Tuesday, June 12, 2018

TOIRALLEL TIMES (2018, Chanasorn Chaikitiporn, 45min, A+30)


TOIRALLEL TIMES (2018, Chanasorn Chaikitiporn, 45min, A+30)
สุขากาลเวลา

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ชอบความประหลาดของหนัง เราว่าหนังมันแปลกดี และชอบที่ตัวละครที่แปลกแยก 4 คนมาเจอกัน โดยที่แต่ละคู่เหมือนเป็นการเจอกับตัวเองในอนาคต หรือเจอกับตัวเองในอดีต และมันก็เลยเศร้า เมื่อเราที่แปลกแยกจากสังคมในวัยรุ่น โตขึ้นก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่แปลกแยกจากสังคมอยู่ดี

2.ประเด็นของหนังก็น่าสนใจและ thought provoking ดี มันเหมือนพูดถึง เชื้อโรคที่มนุษย์รังเกียจ, ห้องส้วม ที่มนุษย์รังเกียจ, ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ และตัวละครที่ประสบปัญหาทั้งจาก “ปัญหาภาคใต้” และจาก “ปัญหาในครอบครัวตัวเอง”

ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด หนังอาจจะพยายามเปรียบเทียบสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน ปัญหาความเกลียดชังหรือความหวาดระแวงคนต่างศาสนา หรือปัญหาความรุนแรงที่รัฐกระทำกับประชาชน อาจจะเหมือนอคติของคนที่มีต่อเชื้อจุลินทรีย์ และอคติของคนที่มีต่อห้องส้วม และตัวละคร 4 คนนี้ ที่แปลกแยกจากทั้งสังคม (เพราะอพยพจากภาคใต้มาอยู่เมืองอื่น) และจากครอบครัวตัวเอง ก็เลยมาเจอกันในห้องส้วม และต่อมาตัวละครบางคนก็ไปปรากฏตัวใน “ลานจอดรถ” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ desperate มากๆ เพราะมันเป็นสถานที่สำหรับคนที่ “ไม่อยากกลับบ้าน” แต่ก็ “ไปไหนไม่ได้” จริงๆ คนที่ “ไม่อยากกลับไปเจอครอบครัวตัวเอง” แต่ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนดีแบบนี้ บางทีก็เหมือนวิญญาณเคว้งคว้าง เปลี่ยวเหงา และต้องเตร็ดเตร่อยู่ในสถานที่ที่ “พักพิงไม่ได้” อย่างเช่น ห้องส้วมและลานจอดรถแบบนี้

3.ชอบฉากอุโมงค์มากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร แต่มันทำให้เรานึกถึงอุโมงค์กาลเวลา มันเหมือนตั้มเป็นอนาคตของน้องต้น และตาลเป็นอนาคตของน้องเตย และฉากอุโมงค์นี้ก็คือการเชื่อมอดีตกับอนาคตของตัวละครเหล่านี้เข้าด้วยกัน

ฉากอุโมงค์นี้ทำให้นึกถึงฉากคลาสสิคใน SOLARIS (1971, Andrei Tarkovsky) ด้วย

4.แต่จริงๆแล้วเราชอบพวกฉาก insert ในหนังมากกว่าฉากหลักที่เป็นตัวละคร 4 คนคุยกันนะ เราว่าพวกฉากที่ตัดอะไรมากมายมาปะติดปะต่อกัน, ฉาก graphic เชื้อโรคอะไรพวกนี้ มันดูดี แต่ฉากหลักที่เป็นตัวละคร 4 คนคุยกัน เรามีปัญหาอยู่บ้าง

5.ฉากหลักที่เป็นตัวละครคุยกัน และฉากขี้ตอนต้นเรื่อง เรามีปัญหากับมัน คือในแง่นึงเราว่ามันเป็น dilemma ของการนำเสนอสิ่งที่ disgusting  หรือสิ่งที่ไม่สวยงามน่ะ และเราเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราควรจะลงความเห็นยังไงดีต่อ dilemma นี้

คือเราว่าฉากขี้ตอนต้นเรื่อง มัน disgusting เกินไปผ่านทางความสมจริงแบบทื่อๆของมันน่ะ และฉากที่เป็นตัวละครคุยกัน มันก็ขาดเสน่ห์ทางภาพอย่างมากๆในความเห็นของเรา เพราะมันดูเหมือนนำเสนอห้องน้ำแบบสมจริง ทื่อๆแบนๆไปเลย โดยไม่ต้องจัดแสง ออกแบบเฟรมภาพ สร้างบรรยากาศ หรือหาทางสร้างความงดงามทางภาพใดๆทั้งสิ้น

คือในแง่นึง ผู้สร้างหนังก็สามารถให้เหตุผลได้นะ ว่าการนำเสนออะไรที่สมจริงแบบนี้ เพราะต้องการให้คนดูรู้สึก disgusting กับขี้จริงๆ และต้องการให้คนดูรู้สึกได้ถึง “ห้องน้ำ” จริงๆ ที่ไม่สวย ไม่น่าอยู่อะไรเลย ซึ่งถ้าผู้กำกับให้เหตุผลแบบนี้ มันก็ฟังขึ้นนะ 555

แต่เราก็ยอมรับว่า มันไม่เข้ากับ taste ของเราน่ะ มันหนักข้อเกินไปสำหรับเรา และอาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยชินกับ “หนังที่ถ่ายสวย” น่ะ พอมาเจออะไรที่สมจริงเกินไปแบบนี้ เราก็เลยรู้สึกว่ามันมากเกินไปสำหรับเรา

และเราคิดว่ามันอาจจะลักลั่นก็ได้นะ เพราะจริงๆแล้ว เนื้อหาในฉากที่ตัวละคร 4 คนคุยกันนั้น มันก็ไม่ได้สมจริงจริงๆน่ะ เราว่าเนื้อหาของฉากตัวละครคุยกันนี้ จริงๆแล้วมัน surreal เพราะฉะนั้นการถ่ายห้องน้ำแบบ “สมจริง” มากๆแบบนี้ มันอาจจะไม่จำเป็นกับฉาก surreal แบบนี้ก็ได้ 555

6.แต่ก็ชอบไอเดียการถ่ายแบบ long take เคลื่อนกล้องไปเรื่อยๆนะ รู้สึกว่าตากล้องและผู้กำกับต้องคิดหนักพอสมควรถึงจะถ่ายออกมาได้แบบนี้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่ห้องน้ำมีกระจกเยอะมาก แล้วตากล้องคงต้องคอยหลบเงาตัวเองในกระจกด้วย

แต่เราว่าถึงแม้การ long take จะเป็นสิ่งที่ดี และอาจจะมีเหตุผลรองรับในหนังเรื่องนี้ โดยเหตุผลก็อาจจะมีอย่างเช่น เพื่อนำเสนอสภาพห้องน้ำตามความเป็นจริง, เพื่อ observe ความจริง และก็เลยได้ภาพห้องน้ำที่ทื่อๆแบนๆ ไร้ชีวิตจิตใจ ไม่น่าอยู่แบบนี้ออกมา แต่เราก็ยอมรับว่า ใจจริงของเรานั้น ก็ต้องการ “ความงดงามด้านภาพ” มากกว่านี้อยู่ดีนะ

7.แล้วเราเคยชินกับหนังแบบไหน หรือต้องการการถ่ายภาพแบบหนังแบบไหนเหรอ เราก็อาจจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

7.1 คือเราก็เคยดูหนังที่มี “ขี้” หลายเรื่องนะ ทั้ง KINGS OF THE ROAD (1976, Wim Wenders), SALO OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini), SWEET MOVIE (1974, Dusan Makavejev) แต่เราว่าหนังเหล่านี้นำเสนอขี้ได้อย่างมีรสนิยมน่ะ 555 มันก็เลยดูไม่น่าพะอืดพะอมมากนักเวลาดูหนังเหล่านี้ จะมีก็แต่ PINK FLAMINGOS (1972, John Waters) เท่านั้นมั้ง ที่นำเสนอขี้ได้อย่างน่าขยะแขยง แต่เราว่า TOIRALLEL TIMES นี่นำเสนอขี้ได้อย่างน่าขยะแขยงกว่า PINK FLAMINGOS หลายเท่า

คือเราคิดว่าผู้สร้างหนังคงมีเหตุผลในการนำเสนอขี้ในแบบน่าขยะแขยงเต็มที่แบบนี้นะ แต่เราก็ยอมรับว่า มันมากเกินไปสำหรับเราน่ะ เราต้องการขี้ที่มันไม่น่ารังเกียจเกินไปแบบใน หนัง 3 เรื่องข้างต้นที่เรายกตัวอย่างมามากกว่า

7.2 ในส่วนของการถ่ายฉากคุยกันในห้องน้ำนั้น ผู้สร้างหนังอาจจะมีเหตุผลของตัวเองในการนำเสนอห้องน้ำแบบ “สมจริง” แต่ถ้าหากพูดถึงรสนิยมของเราแล้ว เราอยากได้ห้องน้ำที่ “น่ารังเกียจ” แต่มี “เสน่ห์ทางภาพ” ในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำเหมือนกันนะ โดยตัวอย่างของการนำเสนอ “สภาพที่น่ารังเกียจ” แต่ “มีเสน่ห์ทางภาพ” ในภาพยนตร์ ก็มีเช่น

7.2.1 หนังหลายๆเรื่องของ Bela Tarr ซึ่งเป็นเจ้าของ quote เปิดหนังเรื่องนี้ คือหนังของ Bela Tarr, Sharunas Bartas, Artur Aristakisian, Fred Kelemen อะไรพวกนี้ มันเสนอภาพชีวิตแร้นแค้น สลัมน้ำครำ คนจน แต่จริงๆแล้ว “ภาพมันสวยมากๆ” น่ะ คือเนื้อหาของภาพมันสะท้อนสภาพชีวิตแร้นแค้นก็จริง แต่ผู้กำกับมันสามารถถ่ายออกมาให้สวยมากๆได้

7.2.2 ถ้าตัวอย่างใกล้ๆตัว ก็คือ THE BLUE HOUR (2015, Anucha Boonyawatana) ที่มีทั้งฉากกองขยะ และฉากห้องน้ำโสโครก แต่ผู้กำกับก็สามารถถ่ายทั้งสองฉากนี้ให้ออกมาดูมีความงดงามด้านภาพ ได้ทั้งความน่ารังเกียจ และมนตร์เสน่ห์ทางภาพในเวลาเดียวกัน

7.2.3 หนังของ Lav Diaz และ Weerapong Wimuktalop ก็ชอบถ่ายอะไรที่ไม่สวยงามเหมือนกัน หนังของ Weerapong ชอบถ่ายบ้านร้างและกองขยะจริงๆ หนังของ Lav Diaz อย่างเช่น STORM CHILDREN: BOOK ONE (2014) ก็เป็นหนังสารคดีที่มีการถ่ายกองขยะจริงๆเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่เรากลับจ้องมองกองขยะได้เป็นเวลานานๆในหนังของ Lav Diaz โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะมันมีมนตร์เสน่ห์ทางภาพบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้

ตัวอย่างหนังของ Weerapong Wimuktalop

7.2.4 หนังอีกกลุ่มที่น่าสนใจ ก็คือหนังกลุ่ม slum cinema ของฟิลิปปินส์ คือมีหนังฟิลิปปินส์หลายเรื่องที่ชอบใช้ฉากเป็นสลัมโสโครกน่ะ ซึ่งรวมถึงหนังบางเรื่องของ Lino Brocka, Khavn de la Cruz และ Brillante Mendoza แต่หนังพวกนี้ก็ไม่ได้ถ่ายสลัมออกมาทื่อๆแบนๆนะ คือภาพสลัมในหนังพวกนี้อาจจะไม่ได้มี “พลังทางจิตวิญญาณ” หรือ “สวยสุดขีด” แบบภาพบ้านเมืองแร้นแค้นในหนังของผู้กำกับกลุ่ม 7.2.1 แต่มันก็เป็นภาพสลัมที่โสโครกแต่ดูดีบนจอภาพยนตร์ในเวลาเดียวกันน่ะ

เราว่าความแตกต่างระหว่างการถ่ายแบบทื่อๆแบนๆ กับการถ่ายภาพ “สิ่งเลวร้าย แต่มีความงดงามด้านภาพ” ในเวลาเดียวกัน มันอาจจะคล้ายๆภาพข่าวน่ะ โดยเฉพาะภาพข่าวสงคราม คือภาพข่าวสงครามบางอัน เวลา google ดูแล้วเราแทบอ้วกน่ะ คือมันน่าขยะแขยงพอๆกับฉากขี้ใน TOIRALLEL TIMES นี่แหละ คือมันนำเสนอความจริงโดยไม่ต้องสร้างความงดงามด้านภาพใดๆทั้งสิ้น คือดูแล้วอ้วกออกมาเลย

แต่มันมี “ภาพข่าวสงคราม” ประเภทที่สามารถโชว์ในแกลเลอรี่ และนำออกมาขายรวมเล่มปกแข็งได้น่ะ และภาพข่าวสงครามประเภทนี้ มัน “นำเสนอเนื้อหาที่เลวร้ายมากๆ สะท้อนความเลวร้ายมากๆ แต่มันมีความงดงามทางภาพ และมีมนตร์เสน่ห์ทางภาพ” ในเวลาเดียวกัน

ซึ่งเรื่องนี้มันก็เป็น dilemma มากๆ ถ้าเข้าใจไม่ผิด Susan Sontag เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเด็นนี้ด้วย แต่เรายังไม่เคยอ่าน คือมันเป็น dilemma ประเภทที่ว่า เราควรจะ “แสดงออกอย่างไรดี” เวลาเจอภาพ “ศพถูกแขวนคอ ที่ถ่ายสวยมากๆ” อะไรทำนองนี้

เรายอมรับว่า ปัญหาที่เรามีกับ TOIRALLEL TIMES ทำให้เรานึกถึง dilemma ข้างต้นน่ะ คือเราว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายไม่สวย ขาดมนตร์เสน่ห์ทางภาพ โดยเฉพาะในฉากที่ตัวละครคุยกัน และเราอยากให้หนังมันถ่ายสวยๆกว่านี้ ยิ่งได้อารมณ์แบบ Bela Tarr, Anucha Boonyawatana หรือ Lav Diaz ก็จะยิ่งดีมากๆ แต่เราก็ยอมรับว่า ผู้สร้างหนังก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองเหมือนกัน ในการถ่ายห้องน้ำให้ดู “ไม่น่าอยู่” หรือ “ไม่สวย” แบบนี้


Monday, June 11, 2018

GAHOLMAHORATUEK (2018, Worrawit Kattiyayothin, TV Series, 26 episodes, A+30)


GAHOLMAHORATUEK (2018, Worrawit Kattiyayothin, TV Series, 26 episodes,  A+30)
กาหลมหรทึก (วรวิทย์ ขัตติยโยธิน)

พอป่วย ก็เลยต้องนอนซมอยู่บ้าน เมื่อวานก็ออกไปดูหนังไม่ได้ วันนี้ก็ออกไปทำงานไม่ได้ ก็เลยได้ดูกาหลมหรทึกจนจบ :-)

1.ชอบที่ละครมันดัดแปลงออกมาให้แตกต่างจากนิยายมากพอสมควร แล้วก็ทำออกมาได้ดี ทำให้นึกถึงละครทีวีอีกสองเรื่องที่เราคิดว่าทำได้ดีแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งก็คือ “กฤตยา” (1989, วรยุทธ พิชัยศรทัต) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของทมยันตี และนำแสดงโดย ชุดาภา จันทเขตต์ กับ “ล่า” (1994, สุพล วิเชียรฉาย) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของทมยันตี คือเราว่าละครทีวีสองเรื่องนี้กับ กาหลมหรทึก แสดงให้เห็นว่าคนเขียนบทละครทีวี “คิดหนักมาก” น่ะ เพราะแทนที่คนเขียนบทจะแค่เขียนบทไปตามตัวนิยาย แต่คนเขียนบทเหมือนเอาตัวนิยายเดิม มากลั่นกรองใหม่อย่างจริงจัง แล้วใช้จินตนาการอันล้ำเลิศของตัวคนเขียนบทละครมาช่วยผสมผสานเติมแต่งเข้าไป แล้วแปรรูปเนื้อเรื่องในตัวนิยายให้มันแตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

อีกอย่างที่ชอบสุดๆในบทละครทีวีเรื่องนี้ ก็คือการให้ความสำคัญกับตัวประกอบยิบย่อยมากมายหลายตัว และพยายามทำให้ตัวประกอบยิบย่อยหลายตัวนั้นดูเป็นมนุษย์ขึ้นมาจริงๆ  ตั้งแต่บทนายฉม, หลวงพ่อเปิ่น (ไมเคิล เชาวนาศัย), นายลิ่ว (พลภัคค์ วัชรพงศ์หิรัญ), พ่อบ้านของเถ้าแก่ฮวด, คุณนายสังวาลย์ ประพนธ์ธรรม (ณหทัย พิจิตรา), สาวใช้ชื่อ บัว (อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร), นายอ่ำ (วรกร ศิริสรณ์) และยายอร (รัดเกล้า อามระดิษ) ตัวละครเหล่านี้ดูมีมิติความเป็นมนุษย์ขึ้นมามาก เพราะบทละครทีวีช่วยไว้

2.งาน production design และการคิดฉากคิดซีนหลายๆซีนก็ทำออกมาได้ดีนะ อย่างที่เราทยอยโพสท์ถึงไปเรื่อยๆแล้วในแต่ละตอน 555 บรรยายไม่หมดหรอกว่ามีฉากไหนบ้างที่เราชอบมากในละครเรื่องนี้

3.ในส่วนของการแสดงนั้น เราชอบการแสดงของรัดเกล้ามากสุด และชอบการแสดงของโอ อนุชิตเป็นอันดับสอง

ส่วนวิว วรรณรท สนธิไชย, แทค ภรัณยู กับพลวัฒน์ มนูประเสริฐนั้น เราว่าเล่นใช้ได้เลย คืออาจจะไม่ถึงขั้นเทพแบบสองคนข้างต้น แต่ก็ถือว่าสอบผ่านสำหรับเรา

สรพงษ์ ชาตรีก็เล่นได้ดีมาก แต่มันไม่น่าแปลกใจ เพราะมันเป็นมาตรฐานของแกอยู่แล้ว

ในส่วนของพระเอกนั้น เราว่าก็พอถูไถไปได้ คือสาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบทไม่เอื้อด้วยแหละ เหมือนบทพระเอกหนังเรื่องนี้ กับบทประเภท Hercule Poirot มันเป็นบทที่ไม่เปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงอะไรมากนักก็ได้มั้ง คือจะว่าพระเอกเล่นไม่ดี เราก็พูดได้ไม่เต็มปาก คือเรารู้สึกว่าตัวละครนี้มันไม่น่าประทับใจมากเท่าตัวละครคนอื่นๆ แต่ความไม่น่าประทับใจของตัวละครตัวนี้ มันไม่ได้เกิดจากฝีมือของนักแสดงเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากตัวนิยาย/บทละครทีวีด้วย ที่สร้างตัวละครพระเอกที่แบนๆ เหมือนตัวละครประเภท Hercule Poirot (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรในนิยาย genre นี้) คือเราว่านักแสดงก็พยายามแสดงสีหน้าสีตาเคร่งเครียด ถมึงทึง คิดหนัก อะไรไปตามบทนั่นแหละ ซึ่งก็อาจจะเป็นการแสดงที่ดีที่สุดเท่าที่บทจะเอื้อให้แสดงได้แล้ว

ส่วนนักแสดงที่ดูเหมือนเล่นแย่ที่สุด แต่เราไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ก็คือยุกต์ ส่งไพศาล 555 คือเขาโผล่มาฉากเดียว แต่การแสดงของเขา เหมือนเขากำลัง “เล่นกับกล้อง” มากกว่าเล่นกับตัวละครที่อยู่ในฉากเดียวกัน 555 คือตอนดูจะสงสัยว่า มึงเป็นตัวละครที่กำลังคุยอยู่กับตัวละครด้วยกัน หรือมึงเป็นนายแบบที่กำลังเล่นกับกล้อง 555

4.แน่นอนว่าสิ่งที่ชอบที่สุดอย่างนึงในละครทีวีเรื่องนี้ ก็คือนักแสดงชายหน้าตาดีจำนวนมาก โดยเฉพาะยุทธนา เปื้องกลาง ในบทพระมหาสุชีพ กับชลวิทย์ มีทองคำ ในบทหมวดกบี่

ความจิ้นวายที่ใส่เข้ามาในเรื่องก็ดีมาก ทั้งระหว่างแชน-กบี่ และนายกล้า-นายอ่ำ

5.แต่ตอนดูก็แอบนึกเสียดายเหมือนกันว่า ถ้าหากไม่ได้อ่านนิยายมาก่อน เราจะสนุกกับมันมากกว่านี้เยอะไหม 555 ซึ่งเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของนิยายแบบ WHODUNIT โดยทั่วไปนั่นแหละ คือความสนุกสุดขีดของมันอยู่ตรงที่การไม่รู้เนื้อเรื่องมาก่อน และผู้อ่าน/ผู้ชมได้ขบคิด คาดเดาไปพร้อมๆกับตัวละครเอกว่าใครเป็นฆาตกร อย่างตอนที่เราอ่านนิยายเรื่องนี้ เราก็เดาตัวละครฆาตกรและจอมบงการไม่ออกเหมือนกัน และมันทำให้เรา surprise มากเมื่ออ่านนิยายมาถึงช่วงท้ายเรื่อง

จุดอ่อนของเรื่องประเภทนี้ก็คือว่า พอเรารู้คำเฉลยหมดแล้ว อรรถรสของมันก็จะลดลงไปส่วนนึงน่ะ

จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยดูละครทีวีเรื่อง “ทะเลเลือด” (1986, อดุลย์ ดุลยรัตน์) ที่สร้างจาก DEATH ON THE NILE ของ Agatha Christie ตอนนั้นเราไม่รู้เนื้อเรื่องในตัวนิยายมาก่อน และเราจำได้ว่าตอนดู “ทะเลเลือด” นี่ “เปลี่ยนความคิดทุกเบรคโฆษณา” ว่าใครคือฆาตกร คือมันลุ้นมากๆ และคนเขียนบทละครทีวีเรื่อง “ทะเลเลือด” นี่ก็เก่งมากๆด้วยแหละ คือมีการใส่ clue เข้ามาเพื่อเปลี่ยนความคิดคนดูทุกช่วงเบรค คือพอเราดูเบรคนึง เราอาจจะคิดว่า อมรา อัศวนนท์เป็นฆาตกร แต่พอดูอีกเบรคนึง เราก็คิดว่า พรพรรณ เกษมมัสสุเป็นฆาตกร แล้วก็จะเปลี่ยนความคิดไปเรื่อยๆในทุกเบรคโฆษณา

ละครทีวีอีกเรื่องนึงที่ประทับใจมากๆในแง่การคาดเดา ก็คือ “พรสีเลือด” (1978, อดุลย์ กรีน) ที่นำแสดงโดยนาท ภูวนัย, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช กับช่อเพชร ชัยเนตร คือ “พรสีเลือด” นี่มันสร้างจาก AND THEN THERE WERE NONE ของ Agatha Christie แต่ตอนที่เราดู “พรสีเลือด” นี่ เราไม่รู้เนื้อเรื่องมาก่อน เราก็เลยลุ้นสุดๆตอนดู แต่ไม่ได้ลุ้นว่าใครเป็นฆาตกรนะ แต่ลุ้นว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย เพราะตัวละครจะค่อยๆถูกสังหารโหดไปทีละคน ทีละคน เหมือนในละครหนึ่งตอน จะมีตัวละครถูกฆ่าตายหนึ่งคน ถ้าจำไม่ผิด

ก็เลยแอบเสียดายนิดหน่อย ที่อ่านนิยายเรื่อง “กาหลมหรทึก” มาก่อน 555

แต่ถึงแม้รู้เนื้อเรื่องมาแล้ว เราก็ยังดูละครเรื่องนี้สนุกอยู่ดีนะ เพราะละครก็ทำออกมาได้ดี, มีการดัดแปลงเนื้อเรื่องไปเยอะ และมีการเฉลยฆาตกรและจอมบงการเร็วกว่าในนิยายเยอะมาก

6.ถึงแม้เราจะประทับใจกับละครทีวี กาหลมหรทึก มากๆ โดยเฉพาะในแง่ “บทละครทีวี” แต่ถ้าหากถามว่า มันเข้าทางเราจริงๆหรือเปล่า เราก็อาจจะตอบว่า มันเข้าทางเราแค่ 75% มั้ง 555

เหมือนกับว่าเราเองก็ไม่ได้ชอบนิยายแนว WHODUNIT ของ Agatha Christie หรือ Mary Higgins Clark มากแบบสุดๆเหมือนตอนเด็กแล้วน่ะ คือนิยายหรือเนื้อเรื่องประเภท Whodunit นี่ อาจจะไม่ใช่แนวทางเราแล้ว

ตอนนี้เราชอบเรื่องราวฆาตกรรมแบบในหนังของ Claude Chabrol หรือพวกหนังที่สร้างจากนิยายของ Ruth Rendell, Patricia Highsmith และ Georges Simenon มากกว่า คือในหนังกลุ่มนี้ มันจะมีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้น แต่ประเด็นที่ว่าใครคือฆาตกรไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะหนังกลุ่มนี้มันจะเน้นเจาะลึกไปที่จิตใจมนุษย์แต่ละคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับคดีฆาตกรรมนั้น และอะไรแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่เข้าทางเรามากที่สุด (ก็ดูจาก cover photo ของดิฉันสิคะ cover photo ของดิฉันเป็นภาพจากหนังเรื่อง LA CEREMONIE ที่กำกับโดย Claude Chabrol และสร้างจากนิยายของ Ruth Rendell)

 สรุปว่า ชอบละครทีวี “กาหลมหรทึก” มากๆ มันเป็นการดัดแปลงนิยายออกมาเป็นละครทีวีที่แตกต่างไปจากบทประพันธ์ดั้งเดิมได้ดีมาก และมันแสดงให้เห็นว่าตัวคนเขียนบทละครทีวีทำงานหนักมากในแง่การดัดแปลง และมีการคิดฉากคิดซีนต่างๆที่น่าประทับใจออกมาได้หลายซีนเกือบตลอดทั้งเรื่อง แต่เราก็ยอมรับนะว่าละครทีวีเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เข้าทางเราจริงๆจ้ะ