Wednesday, October 10, 2018

BLOODY MILK (2017, Hubet Charuel, France, A+30)


BLOODY MILK (2017, Hubet Charuel, France, A+30)

หนังเกี่ยวกับเกษตรกรหนุ่มโสดที่เลี้ยงวัวนม แต่มีปัญหาโรคระบาดเกิดขึ้นในยุโรป และถ้าหากมีการพบว่าวัวตัวใดติดโรคระบาด วัวทุกตัวในฟาร์มก็จะต้องถูกฆ่าหมดทุกตัวโดยไม่มีข้อยกเว้น

เนื่องจากช่วงนี้เจอแต่ข่าวโรค “อหิวาต์สุกรแอฟริกัน”  (ASF) ที่แพร่ระบาดในจีนและในยุโรป พอดูหนังเรื่องนี้ก็เลยชอบมาก เพราะเวลาเราอ่านข่าวพวกนี้บ่อยๆ เราก็เลยเหมือนลืมนึกถึง “ความทุกข์ยาก”, “น้ำตา”, ความเจ็บปวด และความสิ้นหวังในชีวิตของเกษตรกรที่ต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้น่ะ หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เรานึกถึงความเจ็บปวดมากมายเหลือคณานับที่อยู่เบื้องหลังข่าวโรคระบาดที่เราได้อ่านอยู่ทุกวัน

ชอบการ research ข้อมูลของหนังเรื่องนี้ด้วย เหมือนกับว่าการจะทำหนังแบบนี้ออกมาได้ ทีมงานสร้างหนังต้องรู้จริง รู้ลึกเกี่ยวกับการเลี้ยงวัวและอุตสาหกรรมการเลี้ยงวัว

นักแสดงที่ขโมยซีนสุดๆคือหญิงสาวที่พยายามจะเอาพระเอกเป็นผัวให้ได้ เหมือนหน้าเธอมันบ่งบอกความ want อย่างปิดไม่มิดจริงๆ

Monday, October 08, 2018

THE WALL (2018, Boonsong Nakphoo, A+30)


THE WALL (2018, Boonsong Nakphoo, A+30)
เณรกระโดดกำแพง

1.ดูแล้วนึกถึง I AM A SEX ADDICT (2005, Caveh Zahedi) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องมันเป็นหนังแนวอัตชีวประวัติเหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำเป็นสารคดีแบบทื่อๆตรงๆ และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็เป็นหนังที่เหมือนเปิดเปลือยปมในใจผู้กำกับออกมาอย่างรุนแรง เพียงแต่ว่าในกรณีของ THE WALL นั้น ผู้กำกับไม่ได้เป็น sex addict แต่เป็น filmmaking addict

ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มากๆในแง่ที่ว่า มันเหมือนคว้านลึกลงไปในชีวิตจิตใจความทุกข์ความสุขของผู้กำกับออกมาอย่างหมดเปลือกน่ะ เหมือนผู้กำกับเปลือยร่างกายให้เราเห็นทุกสัดส่วน เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่การเปลือยกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย แต่เป็นการเปลือยส่วนลึกในใจของตนเอง และประวัติของตนเองออกมา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายนัก

2.หนังอีกเรื่องที่นึกถึงตอนดูหนังเรื่องนี้ ก็คือ THE LONG DAY CLOSES (1992, Terence Davies, UK) เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้สะท้อนชีวิตผู้กำกับตอนที่ยังเป็นเด็กเหมือนกัน โดย THE LONG DAY CLOSES เล่าถึงชีวิตผู้กำกับขณะที่มีอายุ 11 ปี และเด็กชายในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็หลงใหลในภาพยนตร์อย่างรุนแรง และมีการนำคลิปภาพยนตร์เก่าๆมาใช้ประกอบหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนกันด้วย หนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็เป็นการสะท้อน “ความทรงจำ” ของผู้กำกับออกมาได้อย่างงดงามปนเศร้าสร้อย และอย่างทรงพลังมากๆ

3.ดูแล้วนึกถึงหนังสั้นนักศึกษากลุ่มที่เราชอบมากๆ กลุ่มนึง ซึ่งก็คือหนังกลุ่ม “บำบัดปมในใจผู้กำกับ” เพราะนักศึกษาบางคนทำหนังจากเรื่องส่วนตัว ประสบการณ์ชีวิตตนเอง โดยเฉพาะปมเศร้าปมทุกข์ที่ฝังลึกในใจตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องปัญหาครอบครัว และหนังกลุ่มนี้มีบางเรื่องที่ออกมาทรงพลังมากๆ ดีมากๆ เพราะมันเหมือนผู้กำกับกรีดเลือดกรีดหนองในใจตนเองใส่เข้าไปในหนัง และถ้าทำออกมาดีๆ มันจะก็ส่งทอดความเจ็บปวดเศร้าสร้อยมาถึงผู้ชมได้

แต่หนังกลุ่ม “ฟิล์มบำบัด” นี้เราไม่ค่อยได้เห็นในหนังโรงใหญ่หรือหนังยาวน่ะ เพราะพอมันเป็นหนังโรงใหญ่หรือหนังยาว ผู้กำกับส่วนใหญ่ก็มักเลือกที่จะพยายามเข้าถึงผู้ชมส่วนมาก และไม่กล้าใส่ตัวเองเข้าไปในหนังมากนัก

พอดู THE WALL เราก็เลยชอบมากๆตรงจุดนี้ด้วย เพราะเรารู้สึกว่าความทุกข์ของตัวละครในหนัง มันเหมือนเป็นการถ่ายทอดความทุกข์จริงๆของผู้กำกับหนังอินดี้ในไทยออกมาน่ะ และมันถ่ายทอดความฝันในวัยเด็กออกมาด้วย ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกราวกับว่า THE WALL มีลักษณะคล้ายเป็นการบำบัดใจผู้กำกับ หรือการระบายความในใจของผู้กำกับออกมา คล้ายๆกับหนังกลุ่มฟิล์มบำบัดของนักศึกษา

แต่สิ่งที่ดีมากๆในหนังเรื่องนี้ก็คือว่า คุณบุญส่งมีชีวิตที่แตกต่างเป็นอย่างมากจากนักศึกษาทำหนังส่วนใหญ่น่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้ THE WALL จะมี “พลังความทุกข์ความเศร้าของผู้กำกับ” อัดแน่นอยู่เหมือนหนังกลุ่มฟิล์มบำบัดของนักศึกษา ที่มักจะเล่าเรื่อง แม่ตาย, แม่ไม่รัก, พ่อตาย, พ่อไม่รัก, คิดถึงเพื่อนเก่า, คิดถึงแฟนเก่า, คิดถึงบ้านในชนบท ฯลฯ หนังเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องที่แตกต่างจากหนังนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะการที่ตัวละครเอกมีชีวิตที่ยากจนในวัยเด็ก และต้องบวชเณร แต่หลงรักการแสดงและภาพยนตร์ตั้งแต่ยังเป็นเณร มันเป็นชีวิตแบบที่เราไม่เคยพบในหนังไทยเรื่องอื่นๆ มาก่อนน่ะ และมันก็เลยเป็นข้อได้เปรียบอย่างนึงของหนังเรื่องนี้ และทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร

4.แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือการที่หนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงชีวิตตัวเองตลอดเวลาขณะที่ดูหนังไปด้วย 555

คือเราเป็นคนที่ชอบคิดถึงอดีตของตัวเองเมื่อ 30 ปีก่อนเป็นอย่างมาก สมัยที่เรายังเรียนมัธยมน่ะ คือพอเราอายุ 45 ปีแล้ว เรากลับพบว่า ช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต มันคือช่วงปี 1988-1989 ตอนที่เรายังเรียนชั้นม.4-ม.5 น่ะ เพราะฉะนั้น พอเรานั่งรถผ่านบริเวณโรงเรียนมัธยมของเรา เราก็มักจะรู้สึกเหมือนเห็นตัวเรากับเพื่อนๆในปี 1988-1989 เดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น มันเหมือนกับว่า ความทรงจำของเราที่มีต่อปี 1988-1989 มันฝังแน่นมาก มันหลอนมากๆ มันไม่ยอมปล่อยเราไป จนบางทีเราก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะ exorcise ความทรงจำที่ฝังแน่นนี้ออกมาผ่านทางการสร้างเป็นภาพยนตร์ดีมั้ย เพื่อจะได้บันทึกความทรงจำที่ฝังแน่นนี้ ที่หลอกหลอนเราด้วยความหอมหวาน ความฟุ้งฝัน ความ innocence ความมองโลกในแง่ดี ความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองนี้ ออกไปจากตัวเรา บางทีพอเราถ่ายทอดมันออกมาเป็นภาพยนตร์ หรือเป็นตัวอักษรแล้ว เราอาจจะ make peace กับตัวเองได้มากขึ้น

เพราะพอเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นมันได้หายไปหมดแล้ว ความหอมหวานของวัยเยาว์ได้กลายเป็นความขมขื่น ความฟุ้งฝัน และจินตนาการที่ limiltess ได้กลายเป็นการยอมรับกับความจริงของชีวิต ความ innocence ได้กลายเป็นความหยาบกร้าน การมองโลกในแง่ดีได้กลายเป็นการมองโลกในแง่ร้าย และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ได้กลายเป็นการยอมรับว่าตัวเองมีความสามารถที่จำกัดจำเขี่ยมากเพียงใด ความฝันในวัยเยาว์ที่อยากมีผัวชาวสวีเดนหรือผัวชาวแคนาดาได้หมดไปจากใจเราแล้ว ตอนนี้ขอแค่ใช้ชีวิตได้ถึงตอนเย็นของแต่ละวัน โดยที่หมอนรองกระดูกยังไม่เคลื่อน กูก็พอใจกับชีวิตแล้ว

การที่หนังของคุณบุญส่งเรื่องนี้ มันมีความหลอนจากวัยรุ่น ความฝังใจกับชีวิตวัยรุ่นของตนเองเมื่อ 30 ปีก่อนอยู่ในหนัง มันก็เลยส่งผลกระทบกับเราอย่างรุนแรงมาก เพราะเราเองก็มีอาการคล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน และมันเป็นสิ่งที่เราไม่พบในหนังนักศึกษาไทยด้วย เพราะนักศึกษามันยังอายุไม่ถึง มันยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตที่ตัวเองเคยเป็นวัยรุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน มันก็เลยไม่มีหนังสั้นหรือหนังยาวไทยที่มีลักษณะแบบนี้ หนังแบบนี้มันต้องอาศัยคนทำที่มันมีอายุถึงขั้นนึงจริงๆ มีประสบการณ์ชีวิตจริงๆ มี memory ที่ฝังใจจริงๆ มันถึงจะถ่ายทอดออกมาอย่างทรงพลังแบบนี้ได้

อย่างไรก็ดี THE WALL มันก็ต่างจากเราตรงที่ว่า ตัวละครเอกของ THE WALL ในปัจจุบันยังคงมี “ความฝัน” อยู่ ส่วนตัวเราในปัจจุบันนั้น ไม่มีความฝันใดๆหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว

Saturday, October 06, 2018

NOSTALGIA (2016, Chanasorn Chaikitiporn, A+30)


NOSTALGIA (2016, Chanasorn Chaikitiporn, A+30)
กระบืออาวรณ์

1.งดงามสุดๆ เป็นหนังแนวที่เราชอบมากๆ นั่นก็คือหนังแนว poetic ที่มี sense แบบ Andrei Tarkovsky, Rouzbeh Rashidi, Teeranit Siangsanoh หนังร้อยเรียงเอาฉากธรรมชาติ, บรรยากาศต่างๆของสถานที่แห่งหนึ่งในชนบทเข้าด้วยกัน โดยแทบไม่มีเนื้อเรื่องเลย เนื้อเรื่องที่มีอยู่เล็กน้อยในหนังถูกเล่าผ่านทาง text ที่เป็นเหมือนคำพูดที่ลูกชายพูดกับแม่ เหมือนลูกชายได้รับอนุญาตให้กลับมาเยี่ยมบ้านได้แค่ครั้งเดียว และเขาก็บอกกับแม่ว่าเขาอยู่ที่นู่นแล้วไม่มีความสุขเลย

ดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย เขาถูกเกณฑ์ทหาร หรือติดคุก หรืออะไร แต่นั่นไม่ได้สำคัญอะไรกับเรามากนัก เราเดาว่าหนังเรื่องนี้น่าจะถ่ายที่อุตรดิตถ์ และเป็นเหมือนการ nostalgia ถึงสถานที่ที่เคยอยู่อาศัยในอดีต ท้องทุ่งที่มีควายฝูงใหญ่เดินไปเดินมา ควายร่วมรักกัน ควายแช่น้ำ สิ่งปลูกสร้างต่างๆในชนบท บ้านหลังเก่าที่เคยอยู่อาศัย ป่าใกล้บ้าน เสาไฟต้นใหญ่ใกล้บ้าน แม่น้ำลำคลองใกล้บ้าน คิดถึงสายลมที่บ้านเก่า คิดถึงท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ที่บ้านเก่า

2.ชอบ sense ในการเฟรมภาพ และในการตัดต่อของผู้กำกับมากๆ เราว่ามัน poetic ในแบบที่เข้าทางเรามากๆ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำหนังให้ออกมางดงามสุดๆแบบนี้ เพราะพอหนังมันแทบไม่มี “เนื้อเรื่อง” แล้ว มันก็ยากที่จะตัดสินได้ว่าควรจะถ่ายอะไร และควรจะตัดต่อร้อยเรียงมันออกมายังไงน่ะ หนังคงต้องการถ่ายทอดมวลอารมณ์ความรู้สึกคิดถึงบ้านเก่าเป็นหลัก แต่อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้มันเป็นสิ่งที่นามธรรมมากๆ มันก็เลยยากที่จะตัดสินได้ว่า เราจะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ผ่านทางภาพของอะไร และจะร้อยเรียงภาพไหนต่อกับภาพไหน เพื่อให้ได้ผลทางอารมณ์ในแบบที่เราต้องการ

เราว่าผู้กำกับทำได้ดีมากๆในเรื่องพวกนี้นะ การเฟรมภาพทำได้งามมากๆ และการร้อยเรียงภาพต่างๆเข้าด้วยกันก็ดีมาก จุดที่เรารู้สึกว่าพีคที่สุด อารมณ์พุ่งขึ้นสูงสุดสำหรับเราในหนังเรื่องนี้ ก็คือ moment ที่เปลี่ยนจากภาพดวงไฟสีฟ้า 1 ดวง, สีส้ม 1 ดวง และสีเหลือง 3 ดวงท่ามกลางความมืด ไปเป็นภาพดวงไฟเจิดจ้าที่เคลื่อนออกจากมุมซ้ายบนของภาพ เข้ามาซ้อนทับกับดวงไฟสีเขียวตรงกลางจอน่ะ แล้วดวงไฟเจิดจ้านั่นก็ทวีความเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ คือเราไม่รู้อะไรทั้งสิ้นว่าฉากนี้มันสื่อถึงอะไร เรารู้แต่ว่าอารมณ์ของเรามันพุ่งปรี๊ดมากๆในฉากนี้ และเราชอบหนังแบบนี้มากๆ หนังที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเราอย่างรุนแรงที่สุด โดยที่เราไม่เข้าใจอะไรบนจอเลยว่ามันหมายความว่าอะไร

3.สรุปว่าได้ดูหนังของ Chanasorn Chaikitiporn ไป 4 เรื่อง และดีมากๆที่หนัง 4 เรื่องนี้มีความโดดเด่น ไม่ซ้ำกัน เราชอบ MOSQUITO CYCLE น้อยสุด และอาจจะชอบ NOSTALGIA เป็นอันดับสาม เพราะถึงแม้ NOSTALGIA จะงดงามมากๆ แต่หนังแนว poetic แบบนี้มันก็มีตัวเปรียบเทียบเยอะ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังของ Teeranit Siangsanoh, Roubzbeh Rashidi, Dean Kavanagh  ส่วนอันดับ 1 กับ 2 นั้นยังตัดสินไม่ได้ว่าชอบ TOIRALLEL TIMES หรือ AQUATORIUM มากกว่ากัน เหมือน TOIRALLEL TIMES มันมี “ประเด็น” ที่น่าสนใจ แต่เราดูแล้วรู้สึกอึดอัด ในขณะที่ AQUATORIUM นั้นมันดูมีความ “ฟุ้ง” มันมีบรรยากาศที่เชื้อเชิญและเป็นมิตรกับเรามากกว่า TOIRALLEL TIMES

4.ยกให้ปี 2018 เป็นปีของ Chanasorn Chaikitiporn, Tanakit Kitsanayunyong และ Achitaphon Piansukprasert  ไปเลย เพราะปีนี้ได้ดูหนังหลายเรื่องของผู้กำกับ 3 คนนี้ ซึ่งทั้งสามคนต่างก็ทำหนังทดลองในแนวทางของตนเองออกมาได้ในแบบที่ตรงใจเรามากๆ

5.คิดว่าหนังที่เหมาะฉายควบกับ “กระบืออาวรณ์” มากที่สุด น่าจะเป็น “กลิ่นสายลม” หรือ FRAGRANCE OF THE WIND (2007, Chaiwat Wiansantia) ที่เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกถึงบ้านเก่าในชนบทในแบบที่ poetic เหมือนกัน แต่น่าเสียดายมากๆที่ FRAGRANCE OF THE WIND ไม่มีให้ดูเต็มๆในยูทูบ เราเดาว่าคงเป็นเพราะเพลงในหนังมันติดลิขสิทธิ์ หนังช่วงต้นเรื่องก็เลยโดนลบออกไปจากยูทูบ


Friday, October 05, 2018

HELL FEST (2018, Gregory Plotkin, A+25)


HELL FEST (2018, Gregory Plotkin, A+25)

หนังสยองขวัญสูตรสำเร็จมากๆ ไม่มีอะไรใหม่เลย นึกว่าไปเที่ยวบ้านผีสิงชั้น 8 มาบุญครอง (มีใครเกิดทันไปเที่ยวที่นี่บ้าง) แต่ก็ชอบหนังมากๆอยู่ดี เพราะเราเกิดมาเพื่อดูหนังสยองขวัญโง่ๆแบบนี้นี่แหละ 555 อย่างที่บอกแล้วว่า มันเหมือนกับไปเที่ยวบ้านผีสิงธรรมดาอันนึงน่ะ ทุกอย่างคาดเดาได้ สนุกแบบ “ปลอดภัย” เดินออกจากบ้านผีสิงมาแล้วก็รู้สึกว่าได้รับความบันเทิง “เก่าๆ โง่ๆ” ตามแบบที่คาดหวังไว้ สิ่งเดียวที่ดูเหมือนโดดเด่นในหนังเรื่องนี้ ก็คือ “ฉาก” สวนสนุกที่ออกแบบมาได้น่าเล่นมากๆ

เหมือนสาเหตุที่ชอบหนังมากเพราะเราอินกับสถานการณ์ในระดับนึงด้วยแหละ นึกถึงหนังแบบ TRAPPED (1989, Fred Walton) ที่นางเอกติดอยู่ในอาคารสูงกับฆาตกรโรคจิต คือทั้ง TRAPPED กับ HELL FEST มันเป็นหนังที่เราเหมือนอินกับนางเอกในระดับนึงน่ะ คือดูแล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนางเอก และพยายามคิดหาทางเอาตัวรอดไปด้วย โดยหนังทั้งสองเรื่องนี้จะเหมือนกันในแง่ที่ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในคืนเดียว ใน “สถานที่เดียว” และเป็นสถานที่ที่ดูเหมือนไม่ไกลตัวเราเกินไปนัก

แต่ก็ไม่ได้ชอบ HELL FEST อย่างสุดๆนะ เพราะหนังมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย และเราก็ไม่ได้อินกับมันแบบรุนแรงมากๆอย่าง KRISTY (2014, Oliver Blackburn) นอกจากนี้ มันก็เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึก “ปลอดภัย” มากๆ ซึ่งแตกต่างจากหนังอย่าง KILLING GROUND (2016, Damien Power) เพราะในหนังอย่าง KILLING GROUND นั้น เรารู้สึกว่าฆาตกรโรคจิตดำรงอยู่ เพราะมนุษย์บางคนมันชั่วจริงๆ แต่ในหนังอย่าง HELL FEST นั้น ฆาตกรโรคจิตดำรงอยู่ “เพื่อความบันเทิงของผู้ชม”

Monday, October 01, 2018

MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME


MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME

น้อง Tara Jaroenkat บอกว่าอยากเห็นลิสท์นี้ เราก็เลยทำขึ้นมาเลยก็แล้วกัน แต่เราแทบไม่ได้ดูละครทีวีมานาน 20 กว่าปีแล้ว 555 เพราะฉะนั้นลิสท์เราก็เลยมีแต่ละครทีวีเก่าๆ

in alphabetical order

THAI TV SERIES

1.ขบวนการคนใช้ (1977, ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์, อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ) ช่อง 3

2.คนเริงเมือง (1988, เริงศิริ ลิมอักษร) ช่อง 3

3.คฤหาสน์ดำ สร้างจากนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ ฉายทางช่อง 9 น่าจะประมาณปี 1983

4.จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า (2006, ชนินทร ประเสริฐประศาสน์ หรือ เติม) ช่อง 3

5.จิตไม่ว่าง 24 (1981, สมชาย นิลวรรณ) ช่อง 3 นำแสดงโดย กรรณิกา ธรรมเกษร, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, อรสา พรหมประทาน, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช

6.ซอยปรารถนา 2500 (1998, ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ช่อง 7

7.ทะเลเลือด (1986, อดุลย์ ดุลยรัตน์) ดัดแปลงจาก DEATH ON THE NILE ของ Agatha Christie ช่อง 3

8.ทายาทอสูร (1992, อดุลย์ บุญบุตร) ช่อง 5

9.เทวรูปแมว ละครช่อง 7 ช่วงต้นทศวรรษ 1980

10.ปอบผีฟ้า ละครช่อง 7 ช่วงต้นทศวรรษ 1980

11. พรสีเลือด (1978, อดุลย์ กรีน) ละครช่อง 3 ดัดแปลงจาก AND THEN THERE WERE NONE ของ Agatha Christie

12.เพลิงพระนาง (1996, อดุลย์ บุญบุตร) ช่อง 5

13. ล่า (1994, สุพล วิเชียรฉาย) ช่อง 5

14.วังน้ำวน (1992, ยุทธนา มุกดาสนิท) ช่อง 5

15. อาศรมสาง (1988, วิโรจน์ ศรีสิทธิเสรีอมร) ช่อง 3 สร้างจากนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์

ตลกดีที่พอมาทำลิสท์นี้แล้วพบว่า มีทั้งอดุลย์ กรีน, อดุลย์ ดุลยรัตน์ และอดุลย์ บุญบุตร ติดอยู่ในลิสท์นี้ 555

JAPANESE TV SERIES

1.GOLDFISH WARNING! ปริศนาปลาทอง (1991-1992, Junichi Sato, animation, 54 episodes)

2.HAKUSEN NAGASHI อดีตฝันวันวาน (1996, 11episodes)

3.MOERO ATTACK (ยอดหญิงชิงโอลิมปิก) (1979-1980, 72 episodes)

4.POWER OFFICE GIRLS รวมพลังสาวซ่าส์ (1998)

5.RED SENSATION (AKAI KIZUNA) หรือ “เพลิงรัก” (1977-1978, 21 hours) นำแสดงโดย Momoe Yamakuchi

6.THE RING (1999)

7.SAILOR MOON S (1994-1995, animation) ชอบภาคที่มี Sailor Saturn

8.SUKEBAN DEKA SEASON 2: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986)

9.THE ROSE OF VERSAILLES กุหลาบแวร์ซายลส์ (1979-1980, Tadao Nagahama, Osamu Dezaki, animation, 40 episodes)

10.เงือกสาวจ้าวสระ

HONG KONG TV SERIES

1.คำสาปเทวรูป ที่นำแสดงโดย จวงจิ้งเอ๋อ, หวงเย่อหัว

2.โคมวิเศษเจ้าแม่หัวซาน ที่นำแสดงโดย วังหมิงฉวน

3.จอมดาบหิมะแดง THE BLACK SABRE (1991) ที่นำแสดงโดย อู๋ไต้หยง

4.ดาบมังกรหยก ที่นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย

5.นักข่าวหัวเห็ด (การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา) ที่นำแสดงโดย หวีอันอัน

6.พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม (1979)

7.ไฟอารมณ์ CONSCIENCE ที่นำแสดงโดย เส้าเหม่ยฉี, เวินเจ้าหลุน         

8.ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ที่นำแสดงโดย หลินจุ้นเสียน

9.ศึกลำน้ำเลือด ที่นำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย

10.14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักร ที่นำแสดงโดย วังหมิงฉวน, ฝงเป๋าเป่า, หยางพ่านพ่าน

AMERICAN/BRITISH TV SERIES

1.BUCK ROGERS IN THE 25TH CENTURY (1979-1981)

2.CHARLIE’S ANGELS (1976-1981)

3.HAMMER HOUSE OF HORROR (1980)

4.MACGYVER (1985-1992)

5.THE MURDER OF MARY PHAGAN (1988, 4hours 11mins)

6.SALEM’S LOT (1979, Tobe Hooper, 3hours 7mins)

7.THE TWILIGHT ZONE (1985)

8.TWIN PEAKS (1990-1991)

9.THE WINDS OF WAR (1983, 14hours 43 mins) + WAR AND REMEMBRANCE (1988, 27hours)

10.THE X-FILES (1993)

รูปจาก SUKEBAN DEKA SEASON 2

Saturday, September 29, 2018

HUMAN IN VACUUM (2018, Wit Sudthinitaed, A+15)


HUMAN IN VACUUM (2018, Wit Sudthinitaed, A+15)

1.หนัง mockumentary เกี่ยวกับการสัมภาษณ์ผู้ป่วย HIV 4 คน ซึ่งประกอบด้วยแม่บ้าน, หนุ่มออฟฟิศ, หนุ่มฟรีแลนซ์ และนักกีฬาวัยมัธยม เนื้อหาที่ 4 คนนี้พูดจริงๆแล้วก็อาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่หรือรุนแรงมากนัก คือเนื้อหาในส่วนนี้ฟังแล้วจะนึกถึงเรื่องราวประเภทที่เคยอ่านจากเพจ “มนุษย์กรุงเทพฯ” หรือที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหน้านี้แล้ว จะมีที่รู้สึกว่ามัน controversial มากที่สุดก็ตรงที่แม่บ้านพูดในทำนองที่ว่า เธออาจจะแต่งงานใหม่และมีลูก และ interviewer ก็ถามว่า “ไม่สงสารลูกเหรอ” เพราะจุดนี้เป็นจุดที่เราสนใจเหมือนกัน เพราะเราไม่รู้ข้อมูลมาก่อนว่า แม่ที่ติดเชื้อ HIV จะส่งผลให้ลูกติดเชื้อไปด้วยหรือเปล่า แล้วลูกที่ติดเชื้อจะต้องใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง แล้วหมอ/พยาบาลที่ทำคลอดให้แม่ที่ติดเชื้อ HIV ต้องมีการปฏิบัติอะไรที่แตกต่างจากการทำคลอดคนอื่นๆหรือเปล่า

2.แต่ประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ 4 คนนี้พูด แต่เป็น การแสดงออกของ “ทีมงานที่ทำการสัมภาษณ์” ซึ่งหนัง treat ทีมงานกลุ่มนี้เหมือนเป็นผู้ร้ายอย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็เลยอาจจะไม่ได้ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะมันดูมากเกินไปยังไงไม่รู้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ถูกแวดล้อมด้วยคนที่แสดงความรังเกียจผู้ติดเชื้ออย่างเปิดเผย แบบทีมงานในหนังเรื่องนี้มั้ง การแสดงออกของตัวละครทีมงานในหนังเรื่องนี้ ก็เลยดูเหมือนเป็นการแสดงออกของคนที่เราไม่ค่อยได้พบเจอในชีวิตประจำวัน มันดูเหมือนเป็นอะไรที่ทำให้เราถอยห่างจากหนังในระดับนึง

แต่ก็ชอบบางจุดนะ อย่างการแสดงอาการรังเกียจแบบเนียนๆของตัวละครทีมงานหญิงน่ะ ผ่านทางการให้ interviewees ถือทิชชู หรือการไม่เข้าไปติดไวร์เลสใกล้ๆ อันนี้เราว่ามันเป็นการจับสังเกตอากัปกิริยาของมนุษย์ที่ดี มันเป็นการรังเกียจแบบไม่ต้องออกนอกหน้ามากนัก แต่ผ่านทางการแสดงออกเพียงเล็กน้อย เราชอบหนังที่จับสังเกตอะไรเล็กๆน้อยๆของมนุษย์แบบนี้

แต่การให้ interviewers ถามคำถามแรงๆใส่ interviewees นี่ เป็นอะไรที่เราชอบแค่ปานกลาง ข้อดีของมันก็คือว่า มันช่วยให้คนดูตระหนักว่า คำถามอะไรบ้างที่ไม่โอเค หรืออาจจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้ติดเชื้อได้ แต่ในบางครั้งมันก็ดูแรงเกินไปน่ะ

และช่วงท้ายของหนัง ที่เหมือน interviewers แสดงความเกลียดชังออกมาตรงๆ เราว่ามันดูมากเกินไปยังไงไม่รู้

3.สรุปว่า เราเหมือนมีปัญหานิดนึงกับการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอตัวละคร interviewers ในฐานะ “ผู้ร้าย” ที่ชัดๆตรงๆแรงๆแบบนี้  แต่ในแง่นึง มันก็ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเกี่ยวกับผู้ป่วย HIV เรื่องอื่นๆที่เราเคยดูมานะ เพราะหนังเกี่ยวกับผู้ป่วย HIV เรื่องอื่นๆ มักจะเป็นหนังที่เน้น “พลังงานทางบวก” น่ะ อย่างเช่น HEAVEN’S MEADOW (2005, Detlev F. Neufert) , ราตรีสวัสดิ์ (2012, Soraya Nakasuwan) , ช่องว่าง (2012, Misak Chinphong), คนที่เข้าใจ (2012, Misak Chinphong) , ONE NIGHT STANDING TILL IT OVER (2016, Pathompong Praesomboon) หนังกลุ่มนี้มักจะแสดงให้เห็นถึงชีวิตผู้ติดเชื้อ และนำเสนอชีวิตของพวกเขาด้วยความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และมีลักษณะ humanist สูงมาก แต่เราว่า HUMAN IN VACUUM เป็นหนังที่มี “พลังงานทางลบ” สูงมาก ผ่านทางการนำเสนอตัวละคร interviewers ที่มีทัศนคติที่แย่มากต่อผู้ติดเชื้อ และผู้ติดเชื้อบางคนก็ตอบโต้กลับไปแรงๆเช่นกัน หนังเรื่องนี้ก็เลยดูเป็นหนังแนว “ตบตี” และไม่ได้ออกมาในเชิง “รักเพื่อนมนุษย์” แบบหนังเรื่องอื่นๆที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน

Wednesday, September 26, 2018

CONNECTION BY FATE (1998, Wan Jen, Taiwan, A+30)


CONNECTION BY FATE (1998, Wan Jen, Taiwan, A+30)

กราบมากๆ ไม่นึกว่ามันจะงดงามขนาดนี้ ชอบการที่หนังถ่ายทอด “ความทรงจำ” ของตัวละครออกมาในแบบกระแสสำนึก สลับทับซ้อน ร้อยเรียงออกมาได้งดงามราวบทกวี ในแง่นึงเราว่ามันทำให้นึกถึงความงดงามของหนังที่กำกับโดย Alain Resnais, Atom Egoyan และ Terence Davies น่ะ เพราะผู้กำกับสามคนนี้สามารถร้อยเรียงความทรงจำของตัวละครได้ออกมาอย่างงดงามสุดๆเหมือนกัน

ช่วงแรกของหนังเรื่องนี้จะทำให้นึกถึงหนังไทยกลุ่มนึง ที่มักนำเสนอปัญหา “แรงงานต่างด้าว” โดยให้ตัวละครแรงงานต่างด้าวถูกกดขี่ข่มเหงโดยคนไทย ถูกฆ่าตาย แล้วก็กลายเป็นผีมาหลอกคนไทยน่ะ เพราะในช่วงแรกของหนังเรื่องนี้ หนุ่มชนพื้นเมืองไต้หวันก็ดูเหมือนจะมีสถานะคล้ายๆ “ผีแรงงานต่างด้าว” ในหนังไทยเหมือนกัน

แต่ดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำออกมา “ชั้นเดียว” แบบนั้น เพราะผีหนุ่มชนพื้นเมืองในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มาหลอกหลอนคนไต้หวันเพื่อแก้แค้น แต่เขามาทำให้พระเอกที่เป็นคนไต้หวันระลึกถึงอดีตของตัวเองที่ผ่านอะไรต่างๆมาอย่างโชกโชนมากๆ ทั้งในแง่ชีวิตส่วนตัว และในแง่ประวัติศาสตร์การเมือง

ฉากที่ชอบที่สุดคือฉากแม่ของหนุ่มชนพื้นเมือง นั่งอยู่ในบาร์ แล้วร้องเพลงคิดถึงลูกคิดถึงผัว

ฉากที่ถ่ายแสงไฟนีออนตามท้องถนนก็งามมากๆ

มีบางจุดที่ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง BANGKOK TAXI (2016, Pisuth Penkul)  ด้วย



Tuesday, September 25, 2018

WHEN YOU SEE ME ON THE WELL (2018, Satayu Deelertkulchai, A+10)


WHEN YOU SEE ME ON THE WELL (2018, Satayu Deelertkulchai, A+10)
แต้มบุญลุ้นรัก

1.สิ่งที่เราว่าตลกดีคือการที่สถานะของ “ผีสาว” ในหนัง มันเหมือนสถานะของ “เพื่อนกะเทย” เลยน่ะ คือถ้าหากกะเทยคนนึงมีเพื่อนสนิทเป็นหนุ่ม straight และแอบหลงรักหนุ่ม straight คนนั้น สถานะของเพื่อนกะเทยคนนั้น ก็จะเหมือนผีสาวในหนังเรื่องนี้เลย นั่นก็คืออยู่ใกล้ๆเพื่อนหนุ่มได้ คอยให้คำปรึกษาเขาได้ ใช้เวลาอยู่กับเขาได้ แอบหลงรักเพื่อนหนุ่มอยู่ในใจได้ แต่ “ไม่สามารถสัมผัสแตะต้องตัวเขาได้” เพราะไม่งั้นจะเสียมิตรภาพไป และสิ่งที่ดีที่สุดที่ เพื่อนกะเทย/ผีสาว ควรทำ ก็คือทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชัก ช่วยให้เพื่อนหนุ่มของตนเองได้ครองรักกับหญิงสาวที่คู่ควรกับเขา และเพื่อนกะเทยก็ทำได้แค่มีมุทิตาจิต เห็นเพื่อนมีความสุข เราก็มีความสุข อะไรทำนองนั้นไป

เราก็เลยรู้สึกว่ามันตลกหรือน่าสนใจดี ที่สถานะของ “ผีสาว” ในหนังเรื่องนี้ มันเหมือนสถานะของเพื่อนกะเทย ซึ่งจริงๆแล้วมันก็สอดคล้องกับหนังหลายๆเรื่อง ที่สถานะของตัวละครที่มีความเป็น “มนุษย์ผู้หญิงครึ่งหนึ่ง” อย่างเช่น ผีผู้หญิง, นางเงือก (กึ่งผู้หญิง กึ่งปลา), นางนาค (กึ่งผู้หญิง กึ่งงู) ฯลฯ อะไรทำนองนี้ มักจะเป็นตัวละครที่กะเทยดูแล้วอินได้ง่าย เพราะตัวละครประเภทนี้มักจะพบรักกับชายหนุ่ม แต่ก็จะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันใหญ่โตมหาศาลมาขัดขวางความรัก อันเนื่องมาจากการที่ตัวละครนางเอกกลุ่มนี้มีความเป็นมนุษย์ผู้หญิงแค่ครึ่งเดียว

2.แต่ก็ชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่า “ล่าสุดจ่ะ นกอีกแล้ว” ของผู้กำกับคนเดียวกันนะ เพราะเราเดาเอาเองว่าผู้กำกับคนนี้น่าจะถนัดทำอะไรแร่ดๆ, ตอแหลๆ, ดอกๆ, ฮาๆ, คัลท์ๆน่ะ แต่ “แต้มบุญลุ้นรัก” มันเหมือนกับเป็นหนังที่พยายามจะถ่ายทอดอารมณ์โรแมนติกซาบซึ้งด้วย และการจะถ่ายทอดอะไรแบบนี้ได้นั้น มันต้องอาศัยความละเมียดละไม ละเอียดอ่อนทางอารมณ์มากๆน่ะ ซึ่งหนังเรื่องนี้เหมือนจะขาดตรงนี้ไป

3.ถ้าหากต้องฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องอื่นๆ เราก็คงฉายควบกับหนังสั้นสองเรื่อง ซึ่งได้แก่ STRANGER (2013, Nitaz Sinwattanakul) ที่เล่าเรื่องราวความรักของผีสาวกับชายหนุ่มได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจมากๆ และเรื่อง “กลางวันแสกๆ” (2003, ทายาท เดชเสถียร, พิศาล แสงจันทร์) ที่เล่าเรื่องของผีกะเทยที่ชอบดูชายหนุ่มในห้องน้ำ และตบตีกับผีกะเทยตัวอื่นๆเพื่อแย่งชายหนุ่มหล่อในหอพัก

Tuesday, September 11, 2018

SOME FAVORITE FILMS SEEN IN MARATHON


ได้รับของสมนาคุณจากการไปดูหนังสั้นมาราธอนหลายรอบด้วย เป็นเสื้อยืด,  ถุงผ้า และสูจิบัตรเทศกาล ขอบคุณมูลนิธิหนังไทยมากๆ

แต่แน่นอนว่า สิ่งที่งดงามที่สุดที่ได้จากการไปดูเทศกาลหนังสั้นมาราธอน ก็คือการได้ดูหนังอย่าง

1.กาลเทศะ A PERSONAL ODYSSEY (Phasitpol Kerdpool)
2.ONE YEAR (Phattaraporn Ratchatakittisuntorn)
3.เงาสูญสิ้นแสง ANOTHER DIMENSION (Kritsada Nakagate)
4.WIND IN HOME (Suwaporn Worrasit)
5.LOOK AT ME!!! ไอ่ดีคิงผ่อนี่แล่!!! (Ratchapol Subboonmee)
6.LIFE IS NOT LINEAR (Wahthidah Shannon Duffy, documentary)
7.สูญ LOST (Rawis Larha, 66min)
8.เซือคำซา (Dechtana Arsatanakun, 45min)
9.ละเมอ (Rawee Piriyapongsak)
10.BLUE INFINITY (Pontakon Leepatthanakit, 54min)
11.โย...ปริศนาตามหาหัวใจ (Tayakee Promkomol)

รักเทศกาลหนังสั้นมาราธอนมากๆ

Monday, September 10, 2018

THE RIVER FLOWS (2016, Makoto Kumazawa, Laos/Japan, A+30)


THE RIVER FLOWS สายน้ำไหล (2016, Makoto Kumazawa, Laos/Japan, A+30)

1. ว้าย ทำไมฉันดูแล้วซึ้งมาก สงสัยฉันเป็นโรคบ้าผู้ชาย 555 ชอบมากๆที่ฉากที่ซึ้งที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ไม่ใช่ฉากที่มีพระเอกนางเอกอยู่บนจอ แต่เป็นฉากที่ถ่ายภาพเขื่อนน้ำงึมไปเรื่อยๆ ถ่ายห้องควบคุมเขื่อน ถ่ายสันเขื่อน ถ่ายที่ตั้งเขื่อน ถ่ายป้ายจารึกเขื่อน รู้สึกว่าหนังประสบความสำเร็จในการหลอกคนดูบางคน อย่างเช่นเรา ให้รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจไปกับความยากลำบากในการก่อสร้างเขื่อน และการดำรงอยู่ของเขื่อนได้เป็นอย่างดี

2.ถือเป็นหนัง propaganda ที่ประสบความสำเร็จสำหรับเรานะ คือดูแล้วก็เคลิ้มไปกับบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะผู้วางรากฐานด้าน infrastructure ให้ลาว ซึ่งตรงนี้จะคล้ายหนังกัมพูชาเรื่อง BEYOND THE BRIDGE (2016, Kulikar Sotho) ที่นำเสนอบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะผู้วางรากฐานด้าน infrastructure ให้กับกัมพูชาด้วยเหมือนกัน  และเราก็เคลิ้มไปกับ "ด้านบวก และด้านลบ" ของวิถึชาวบ้าน ตามที่ทางการลาวต้องการให้เรามองด้วย คือทางการลาว คงต้องการจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า การเป็นเกษตรกรเป็นสิ่งที่ดี, ความเชื่อเรื่องบั้งไฟพญานาคเป็นสิ่งที่ดี แต่ความเชื่อเรื่องพญานาคในแบบที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการสร้างเขื่อนเป็นสิ่งที่ไม่ดี 555

3.แน่นอนว่าจุดพลิกผันของหนัง ดูฝืนมากๆ คือดูแล้วไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะกลับใจหันมาช่วยพระเอกง่ายๆแบบนั้น แต่เรามองว่ามันตลก และไม่ได้รู้สึกแย่กับมันมากนัก อาจจะเป็นเพราะมันเป็นหนังลาว เราก็เลยไม่รู้ว่าทางการลาวเข้ามาควบคุมทิศทางหรือบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

4.ชอบที่หนังใส่ประเด็นเรื่องชาวบ้านอาจจะต้องอพยพย้ายถิ่นเพราะการสร้างเขื่อนเข้ามาด้วย

5.เราว่าหนังมีจุดยืนทางการเมืองที่ประหลาดดี อาจจะเป็นเพราะมันเป็นหนังที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทางการลาวก็ได้มั้ง หนังมันก็เลยต้องสนับสนุนการสร้างเขื่อน

คือเหมือนเราแทบไม่ได้ดูอะไรที่สนับสนุนการสร้างเขื่อนมานานมากแล้วน่ะ ที่นึกออกก็มีละครทีวีช่อง 7 เรื่อง “ชาวเขื่อน” (1981) ที่ไม่ได้พูดถึงการสร้างเขื่อนในทางลบ เพราะหนังหลายๆเรื่องที่เราดูในระยะหลัง ทั้ง BEFORE THE FLOOD (2005, LIi Yifan, Yan Yu, China, docunentary), BINGAI (2007, Feng Yan, China, documentary), MY GRANDPA’S ROUTE HAS BEEN FOREVER BLOCKED (2012, Sutthirat Supaparinya), แถวนี้แม่งเขื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ (2012, Pairach Khumwan, Siriporn Kongma, Patchara Eaimtrakul, documentary), ARPOR (2017, Paisit Wangrungseesathit, documentary) ก็ดูเหมือนจะนำเสนอด้านลบจากการสร้างเขื่อนมากกว่าด้านบวก

6.สิ่งที่ขัดใจในหนัง ก็คือการถ่าย long shot ในหลายๆฉากค่ะ คือจริงๆแล้วการถ่าย long shot แบบนี้เป็นสิ่งปกติในหนัง “อาร์ตนิ่งช้า” ของเอเชียนะ เพราะช็อตแบบนี้มันจะเน้นบรรยากาศ และมันจะช่วยให้หนังไม่เร้าอารมณ์จนเกินไป อารมณ์ในแต่ละฉากจะเจือจางลงเพราะการถ่าย long shot

แต่แหม คุณขา พระเอกเขาหล่อน่ารักดีน่ะค่ะ คุณช่วยถ่าย close up หน้าเขาบ่อยๆหน่อยได้ไหมคะ มึงจะถ่าย long shot ทำไมคะ กูอยากดูหน้าพระเอกใกล้ๆค่ะ กูอยากรู้สึกว่า กูแลบลิ้นออกไป ก็ได้เลียใบหน้าเขาแล้ว มึงจะถ่าย long shot บ่อยๆทำไม กูอารมณ์เสีย มันเสียของมากนะคะ cast นักแสดงหนุ่มหล่อน่ารักมาเล่น แล้วมึงก็ถ่าย long shot ซะแบบนี้ 555

7.ในบรรดาหนัง “ญี่ปุ่น-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่ได้ดูในระยะนี้ เราเรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

7.1 BANGKOK NITES (2016, Katsuya Tomita, Japan-Thailand)

7.2 PASSAGE OF LIFE (2017, Akio Fujimoto, Japan-Myanmar)

7.3 RAMEN TEH (2018, Eric Khoo, Japan-Singapore)

7.4 BEYOND THE BRIDGE (2016, Kulikar Sotho, Japan-Cambodia)

7.5 THE RIVER FLOWS (2016, Makoto Kumazawa, Japan-Laos)

7.6 PIGEON (2016, Isao Yukisada, Japan-Malaysia)

จริงๆแล้ว RAMEN TEH, BEYOND THE BRIDGE กับ THE RIVER FLOWS นี่ชอบพอๆกัน ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน