Monday, July 13, 2020

LAST YEAR AT DACHAU


SERGEI/ SIR GAY (2016, Mark Rappaport, documentary, A+30)

1.เรารู้มานานแล้วว่า Sergei Eisenstein เป็นเกย์ แต่เพิ่งมารู้จากหนังเรื่องนี้แหละว่า ในฉากสำคัญฉากนึงของ THE BATTLESHIP POTEMKIN นั้น นักแสดงชายสองคนที่ต่อสู้กันอย่างยาวนานบนเรือเป็นผัวเก่ากับผัวใหม่ของ Eisenstein 55555

จริงๆแล้วทั้งสองไม่ใช่ผัวเก่ากับผัวใหม่ซะทีเดียว แต่เป็นชายหนุ่มสองคนที่ Eisenstein เลยหลงรัก หนังเรื่อง SERGEI/SIR GAY ก็เลยจินตนาการว่า ในฉากสำคัญของ THE BATTLESHIP POTEMKIN นั้น ผู้ชมอาจจะนึกว่า ชายหนุ่มสองคนนี้ต่อสู้กันเพื่อความยุติธรรมและเพื่อความสุขของประชาชน แต่จริงๆแล้ว Eisenstein อาจจะสร้างฉากนี้ขึ้นมาเพือตอบสนองแฟนตาซีของตัวเองว่า ชายหนุ่มสองคนนี้กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความรักจากไอเซนสไตน์

2.เพิ่งรู้ว่า Helmut Berger เป็นผัวของ Luchino Visconti ตายแล้ววววว เสียดายที่เราเหมือนไม่เคยดูหนังของ Visconti ที่นำแสดงโดย Helmut Berger มาก่อนเลย

TATI VS. BRESSON: THE GAG (2016, Mark Rappaport, documentary, A+30)

งดงามมาก หนังจับสังเกตการใช้ sound และ image ในหนังหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในหนังของ Jacques Tati และ  Robert Bresson และข้ามไปวิเคราะห์บางฉากใน M (Fritz Lang), THE SHOP AROUND THE CORNER (1940, Ernst Lubitsch) และ THE BIG COMBO (1955, Joseph H. Lewis) ด้วย

LAST YEAR AT DACHAU (2020, Mark Rappaport, documentary, A+30)

1.เพิ่งรู้ว่า “โหนกแก้ม” ของนักแสดงมันสำคัญขนาดนี้ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในการสร้างหนังเกี่ยวกับ Holocaust และ concentration camp นั้น ปัญหาสำคัญก็คือว่า คนในค่ายกักกันจริงๆมันผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มันซูบซีด ซูบเซียวมากๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากสุดๆที่จะหานักแสดง โดยเฉพาะดาราดังๆที่หล่อๆสวยๆ มาทำให้ดูเหมือนนักโทษในค่ายกักกันจริงๆได้

เพราะฉะนั้นทางออกนึงก็คือ ต้องเลือกนักแสดงที่มี “โหนกแก้ม” เด่นชัด เพราะการมีโหนกแก้มเด่นชัดมันช่วยหลอกตาให้ดูเหมือนคนผอมได้ ดังนั้นนี่ก็เลยเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ Charlotte Rampling ได้แสดงใน THE NIGHT PORTER (1974, Liliana Cavani) และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Hanna Schygulla ไม่ได้เล่นใน SOPHIE’S CHOICE (1982, Alan J. Pakula) เพราะตอนแรกทางผู้สร้างอยากให้ Schygulla มารับบทนางเอกในหนังเรื่องนี้ แต่ Schygulla หน้าแป้นแล้น กลมมาก บทก็เลยตกเป็นของ Meryl Streep ที่มีความได้เปรียบทางโหนกแก้มแทน

2.เพิ่งรู้ว่าผู้สร้างหนัง ZENTROPA (1991, Lars von Trier) แก้ปัญหาเรื่องความยากลำบากในการหานักแสดงที่เหมือนคนในค่ายกักกัน ด้วยการเอาผู้ป่วยโรคเอดส์มารับบทเป็นคนที้เคยอยู่ในค่ายกักกัน

3.เพิ่งรู้ว่า Delphine Seyrig ตัดสินใจเล่นหนังอาร์ตของผู้กำกับหญิงบางเรื่อง เพราะเธอเป็นดาราดัง และการได้เธอมาเล่น จะช่วยให้ผู้กำกับหญิงเหล่านั้น  (Marguerite Duras, Chantal Akerman, Ulrike Ottinger) ระดมทุนมาสร้างหนังได้ง่ายยิ่งขึ้น

4.ชอบหนังหลายๆเรื่องของ Mark Rappaport อย่างสุดๆตรงที่ว่า มันเต็มไปด้วย imaginary films น่ะ อย่างใน LAST YEAR AT DACHAU นี้ หนังก็พูดถึงความจริงที่ว่า หนังเรื่อง LAST YEAR AT MARIENBAD (Alain Resnais) กับ PATHS OF GLORY (Stanly Kubrick) มันถ่ายที่ปราสาทเดียวกัน เพราะฉะนั้น Mark Rappaport ก็เลยสร้าง imaginary films ขึ้นมา ด้วยการผสม LAST  YEART AT MARIENBAD กับ PATHS OF GLORY เข้าด้วยกัน

5.พอดูหนังหลายๆเรื่องของ Mark Rappaport แล้วเราก็เลยอยากสร้างหนังบ้าง 5555 หนึ่งในหนังที่เราอยากให้มีคนสร้างมากๆก็คือ หนัง imaginary films + found footage ที่ผสมคลิปจากหนังเรื่องต่างๆของ Delphine Seyrig กับ Tilda Swinton เข้าด้วยกัน ทำให้เหมือนกับว่าดาราหญิงทั้งสองคนนี้ปะทะเชือดเฉือนกันในหนังเรื่องเดียวกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วทั้งสองไม่เคยปะทะกันแต่อย่างใด

TO PARSIFAL (1963, Bruce Baillie, 16min, A+30)

Sunday, July 12, 2020

OUR 30-MINUTE SESSIONS

OUR 30-MINUTE SESSION (2020, Kentaro Hagiwara, Japan, A+30)

1.เป็นหนังที่ดูแล้วกลุ้มใจมากๆ ไม่รู้จะเลือกใครดีระหว่าง Mackenyu, Takumi Kitamura  หรือ Shono Hayama 55555

2.จริงๆแล้วรู้สึกว่าตัวละคร Sota (Takumi Kitamura) มันดูปลอมๆนิดนึง แต่เราแพ้ทางหนังแนวนี้อยู่แล้ว ก็เลยให้อภัยได้

3.ดูแล้วนึกถึง one of my most favorite films of all time ซึ่งก็คือเรื่อง HEART AND SOULS (1993, Ron Underwood) ที่เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่ได้รับการติดต่อจากผี 4 ตัวเพื่อให้ช่วยสะสางสิ่งที่ค้างคาใจผี 4 ตัวนี้

แต่ถ้าเทียบกันแล้ว เราว่า HEART AND SOULS ซึ้งกว่าหนังเรื่องนี้มากๆ

BESIDE THE RAILWAY TRACK PART 1&2 (2020, Watcharapong Phukhum, short film, A+30)

งดงามมากๆ

ฉากขอดเกล็ดปลาในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในฉากที่ติดตาตรึงใจที่สุดเท่าที่ได้ดูมาในปีนี้

ดูแล้วจินตนาการว่า "ครอบครัวแบบเดียวกับครอบครัวของพระเอกใน PARASITE" อาจจะอาศัยอยู่ใกล้ๆกับครอบครัวของ subjects ในหนังเรื่องนี้

I CAN'T SLEEP (1994, Claire Denis, France, A+30)

1.งดงามที่สุด ชอบความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ที่เหมือนเลยพ้นจากการพยายามทำให้ตัวละครเป็นเพียงภาพแทนของ "ชนกลุ่มน้อย" หรือ "คนขายขอบ" ของสังคม แบบที่หนังอย่าง CRASH (2004, Paul Haggis, A+30) ทำ คือเราก็ชอบ CRASH มากๆ เพราะมันก็มีจุดประสงค์ที่ดีของมัน แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่องอื่นๆไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับจุดประสงค์แบบนั้นด้วย

2.ดูแล้วนึกถึง TROUBLE EVERY DAY (Claire Denis) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องทำให้เราแอบลุ้นว่า เมื่อตัวละครที่มีบางจุดพ้องกันมาปะทะกัน จะเกิดอะไรขึ้น โดยใน I CAN'T SLEEP มันคือคนชายขอบมาปะทะกัน ส่วนใน TROUBLE EVERY DAY เป็นมนุษย์กินคนมาปะทะกัน

3.เสียดายที่ Line Renaud ไม่มีฉากบู๊ ตอนแรกนึกว่าจะมีฉากที่เธอใช้วิทยายุทธในช่วงท้ายเรื่อง 55555

4.ทำไมฉาก A WHITER SHADE OF PALE ทำให้เราอยากร้องไห้

GUNS AKIMBO (2019, Jason Lei Howden, UK, A+)

 นึกว่าเป็นภาคสามของ trilogy ที่มีภาคแรกคือ THE TENTH VICTIM  (1965, Elio Petri, Italy) และภาคสองคือ SERIES 7: THE CONTENDERS (2001, Daniel Minahan) โดยหนังทั้งสามเรื่องนี้ต่างก็พูดถึงการจับคนมาเล่นเกมฆ่ากัน  และหนังทั้งสามเรื่องต่างก็สะท้อนยุคสมัยของตัวเองได้ดีมากเหมือนๆกัน

ถ้าเราจำไม่ผิด THE TENTH VICTIM ตัวละครผู้หญิงผู้ชายมันจะมีลักษณะคล้ายๆหนังเจมส์ บอนด์น่ะ ส่วน SERIES 7 มันคล้ายๆจะเป็นการล้อเลียน reality TV show ที่บูมมากในยุคนั้น ส่วน GUNS AKIMBO จะคล้าย computer game และพระเอกจะดูเนิร์ดๆ หงิมๆหน่อย ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่มาดเท่แบบพระเอก THE TENTH VICTIM

แน่นอนว่าในหนังไตรภาคแบบไม่ได้ตั้งใจชุดนี้ เราชอบ SERIES 7 มากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่า THE TENTH VICTIM กับ GUNS AKIMBO มันเหมือนเน้นสร้างเพื่อผู้ชมเพศชายเป็นหลักน่ะ ส่วน SERIES 7 นั้น ถ้าเราจำไม่ผิด ตัวละครนำตัวนึงเป็นหญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอดที่ต้องสู้ยิบตาในเกมล่าสังหารเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและลูกในครรภ์ เราก็เลยอินกับ SERIES 7 มากที่สุด

THE KLEPTOCRATS


THE KLEPTOCRATS โจราธิปไตย (2018, Sam Hobkinson, Havana Marking, UK, documentary, A+30)

1. อยากตั้ง alternative title ให้กับหนังเรื่องนี้ว่า “CRAZY RICH ASIANS ไหมล่ะมึง”

2.ชอบที่มันเหมือนเป็นการเอา “ข่าว” มาทำให้เป็นหนังที่สนุกสนานตื่นเต้น

3.ขอข้ามการพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ เพราะมันดีมากๆ และหลายคนก็คงพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ไปแล้ว

4.สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ให้กับเราก็คือว่า ก่อนหน้านี้เราแทบเคยไม่สนใจชื่อ “producers” และ “executive producers” ของหนังแต่ละเรื่องมาก่อนเลย นอกจากชื่อแบบ Jason Blum หรือ Paulo Branco หรือ Humbert Balsan อะไรพวกนี้ คือเราสนใจแต่ชื่อ producers ที่บ่งชี้ถึงคุณภาพหนัง แต่ไม่ได้สนใจ producers ที่เป็น “เศรษฐีนายทุน” มาก่อน

พอดู THE KLEPTOCRATS เราก็เลยพบว่า จริงๆแล้วชื่อ producers ของหนังแต่ละเรื่อง ก็อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจมากซ่อนอยู่ด้วยก็ได้

เราก็เลยเริ่มต้นด้วยการดูชื่อ producers ของหนังเรื่องนี้ แล้วก็ร้องกรี๊ดด้วยจิตปฏิพัทธ์สิเน่หา 55555 เพราะหนึ่งใน executive producer ของ THE KLEPTOCRATS คือ Alex Soros บุตรชายวัย 34 ปีของ George Soros หลังจากนั้นเราก็เลยตามไปดู Facebook ของเขา พบว่าเขาเพิ่งมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อต้นปีนี้ด้วย

สรุปดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้เข้าใจว่า เรามีความเป็นกะหรี่อยู่ในตัวมากเพียงใด คือนักข่าวในหนังเรื่องนี้ตามสืบหา producer ของหนังฮอลลีวู้ดเพื่อจะได้เปิดโปงการทุจริตฉ้อโกงประชาชน ส่วนดิฉันตามหาข้อมูล producer ของหนังเพราะสนใจหนุ่มๆหล่อรวย จบ 55555


Wednesday, July 08, 2020

JOJO RABBIT

JOJO RABBIT (2019, Taika Waititi, New Zealand, A+30)

1.รู้สึกว่า หนังมันเล่นท่ายาก ด้วยการนำ Holocaust/ Nazi มาทำเป็นหนังตลก และหนังก็สอบผ่าน ได้ทั้งความตลกและการยอมรับความโหดร้ายของ Nazi + Holocaust คล้ายๆกับที่หนังอย่าง JACOB THE LIAR (1974, Frank Beyer, East Germany) และ LIFE IS BEAUTIFUL เคยทำมาแล้ว

2.ดูแล้วนึกถึงการปลูกฝังเรื่อง "ความรักชาติ"   ให้กับเด็กๆ และการสอนเด็กๆให้เกลียดชังคนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศบนโลกนี้ก็ยังคงทำกันอยู่ และอาจจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในเวลาต่อมา

3.หนังที่อาจเหมาะฉายกับเรื่องนี้คงเป็น PEPPERMINT FREEDOM (1983, Marianne Rosenbaum) ที่ถ่ายทอดความคิดและจินตนาการในหัวของเด็กหญิงตัวเล็กๆชาวเยอรมันในช่วง WWII แต่ PEPPERMINT FREEDOM ไม่ใช่หนังตลก แต่เป็นหนังที่ละเอียดอ่อนและงดงามมากๆ

Tuesday, July 07, 2020

VIVARIUM

VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland, A+30)

นึกว่าคำนิยามของคำว่า "ชีวิตเราก็เท่านี้"

ACHOURA (2018, Talal Selhami, Morocco, A+25)

เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง IT กับ JEEPERS CREEPERS

รู้สึกว่าหนังไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ชอบความเป็น Morocco ของมัน

CHECK-IN SHOCK เกมเซ่นผี (2020, Ruch Kraisingh, F)

จริงๆแล้วหนังไม่น่าเบื่อสำหรับเรา แต่เหมือนหนังมีความย้อนแย้งทางทัศนคติบางอย่าง

Monday, July 06, 2020

STUMPED

มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020, Aekachai Srivichai, A+30)

ยกให้เป็น one of my most favorite Thai mainstream comedies of all time ไปเลย เพราะปกติแล้วเราไม่ชอบหนังตลก โดยเฉพาะหนังตลกของไทยส่วนใหญ่ที่เรา "ดูได้ แต่ก็ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรง (ซึ่งรวมถึงหนังของพจน์ อานนท์ และหม่ำ)

แต่เรื่องนี้ดูแล้วรื่นรมย์สุดๆ แทบไม่รู้สึกติดขัดอะไรเลย (อาจจะติดขัดแค่มุกตด 555)

แต่สาเหตุที่ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ไม่ใช่เพราะมัน "ตลก" นะ เราว่าหนังมันตอบสนอง "ความพาฝัน" ของเราได้อย่างเต็มที่น่ะ มันก็เลยดูแล้วรื่นรมย์สุดๆ หนังสร้างตัวละครหนุ่มหล่อนิสัยดี 3 คนมาให้นางเอกเลือก การได้ดูทั้งสามคนนี้บนจอนี่มันดีต่อใจมากๆ

บุคลิกของนางเอกกับน้องสาวก็ดีสุดๆ เพราะมันไม่ใช่สาวเรียบร้อยที่ดูแล้วน่าหมั่นไส้ นางเอกดูเป็นคนที่ชัดเจน แน่วแน่ดี ส่วนน้องสาวนางเอกก็เหมือนเป็นตัวละครที่กะเทยสามารถ identify ด้วยได้ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนมีพื้นที่สำหรับเรา

STUMPED (2017, Robin Berghaus, documentary, A+30)

1.สิ่งที่เกิดกับ  subject ในหนังน่ากลัวสุดขีด เขาเป็นชายหนุ่ม อาจารย์มหาลัย สอนภาพยนตร์ อายุประมาณ  30 กว่าปีวันนึงเขารู้สึกชาๆที่ขา พอเข้าโรงพยาบาล ก็พบว่าเขาติดเชื้ออย่างรุนแรง เหมือนเป็น  streptococcus type อะไรสักอย่าง ต้องตัดแขนทั้งสองข้าง และขาทั้งสองข้างทิ้ง โดยที่หมอก็ไม่รู้ว่า การติดเชื้อนี้เกิดขึ้นได้ยังไง มาจากไหน

  มันเป็นอะไรที่น่ากลัวสุดๆ เหมือนเราใช้ชีวิตตามปกติ ทำตัวเรียบร้อย ไม่ได้ทำอะไรเสี่ยงเลย แต่อยู่ดีๆเราก็เสียแขนเสียขาไปหมดเลย

2.กราบ subject มากๆ ที่เขามีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไป และกลายเป็นดาวตลกได้

3. Subject เป็นเกย์ที่มีสามีที่น่ารักมากๆ ดีใจที่เขาได้สามีดีๆที่คอยดูแลเขาแบบนี้

4.หนังเรื่องนี้มีความสำคัญสุดๆต่อชีวิตเราในตอนนี้ เพราะตอนนี้เราเครียดหนักมากเรื่องอาการป่วยต้อกระจก, การผ่าตัดต้อกระจก และการเตรียมตัวมากมายก่อนผ่าตัด เพราะเราใช้ชีวิตใน apartment เล็กๆ คนเดียว ก็เลยรู้สึกว่าต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม บางช่วงเราเครียดหนักมากจนแทบอ้วกออกมา

ช่วงนี้ก็เลยพยายามนึกถึงหนังเรื่องนี้ และคิดว่าชีวิตเรายังไม่ได้ยากลำบากมากเกินไป

MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนเราไม่เคยดูหนังที่พูดถึงเหตุการณ์นี้มาก่อนเลย เหมือนความเลวร้ายของนาซีในช่วง WWII มันมากลบเหตุการณ์นี้ไปจนหมด หนังส่วนใหญ่ที่เราเคยได้ดูก็เลยไปพูดเรื่อง WWII แทน แบบ COME AND SEE (Elem Klimov) ในขณะที่หนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ ก็มักจะเป็นหนังเชิดชูโซเวียต แบบหนังของ Akexander Dovzhenko (EARTH) และ Vsevolod Pudovkin (STORM OVER ASIA) หนังเรื่องนี้ก็เลยช่วยฉายไฟให้เราได้เห็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

เข้าใจว่าในโซเวียตยุค 1930 มีการผลิตหนังแนว Stalinist musicals ออกมาเยอะมาก จุดประสงค์นึงก็คงเพื่อกลบความเลวร้ายแบบในหนังเรื่องนี้

Sunday, July 05, 2020

REMINISCENCES OF A JOURNEY TO LITHUANIA

REMINISCENCES OF A JOURNEY TO LITHUANIA (1972, Jonas Mekas, documentary, A+30)

รู้สึกว่าจังหวะการตัดภาพของ Jonas Mekas เร็วพอๆกับ Klaus Wyborny แต่เหมือนเราจูนติดกับหนังของ Mekas ได้ในทันที ในขณะที่หนังของ Klaus Wyborny มันมี wavelength ที่ประหลาดมาก

ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่บางทีเราดูช็อตทุ่งไม้ใบหญ้าตัดสลับกันอย่างรวดเร็วไปมาเหมือนๆกัน แต่ของผู้กำกับคนนึงเรารู้สึกว่ามัน งดงามมาก แต่ของผู้กำกับอีกคนนึงเรากลับรู้สึกว่ามันประหลาดมาก

SHIMANTO RIVER (1991, Hideo Onchi, Japan, A+30)

หนังเกี่ยวกับคนจนในญี่ปุ่นที่กัดฟันสู้ชีวิตอย่างอดทนหลัง WWII  ดูแล้วนึกถึง "สงครามชีวิต โอชิน" อะไรทำนองนี้  ดีที่หนังไม่ฟูมฟาย

Friday, July 03, 2020

POSTCARDS

A task given by Jumpol Vesarashakitti

- 10 albums that greatly influenced your musical taste

- 1 album per day for 10 consecutive days.

Day 10 -- GURU MOTHER (1994) by Opus III

Opus III นี่ถือเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ชอบที่สุดตลอดกาลเลย ชอบทั้งเพลง, เนื้อร้อง, มิวสิควิดีโอ และภาพลักษณ์ของนักร้อง คือถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังสักเรื่อง เราก็อยากปรากฏตัวออกมาด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Kirsty Kawkshaw จากวง Opus III นี่แหละ และเพลงธีมประจำตัวเราก็ต้องเป็นเพลง I TALK TO THE WIND ของวงนี้  แต่ถ้าหากเราไม่ได้ปรากฏตัวด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Kirsty Hawkshaw เราก็ขอมาด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Nina Hagen ก็แล้วกัน :-)

POSTCARDS (1990, Mark Rappaport, short film, A+30)

ชอบสไตล์ของหนังมากๆ สไตล์ของมันคือการเล่าเรื่องโดยให้ตัวละครแสดงอยู่หน้าฉากหลังที่เป็นภาพวิวทิวทัศน์ คือมันเป็นหนัง road movie ที่นักแสดงไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย แค่อยู่ในสตูดิโอที่เปลี่ยนภาพฉากหลังไปเรื่อยๆ

พอดูหนัง fiction ของ Mark Rappaport หลายๆเรื่อง แล้วก็รู้สึกว่า เขาคงชอบหนัง melodrama ยุคโบราณของฮอลลีวู้ดมั้ง แต่แทนที่เขาจะทำหนัง melodrama ตามสไตล์ดั้งเดิมแบบ FAR FROM HEAVEN (Todd Haynes) เขากลับเอาเนื้อเรื่องแบบ melodrama มาทำเป็นหนังที่เปลี่ยนสไตล์ไปเรื่อยๆในแต่ละเรื่อง

เราชอบมากๆที่ผู้กำกับบางคนเหมือนเอาสื่อบันเทิงที่ตนเองชื่นชอบมาดัดแปลงใหม่ให้เป็นสไตล์ของตนเอง นอกจาก Mark Rappaport แล้ว เราก็นึกถึง Werner Schroeter ที่เอาโอเปร่ามาดัดแปลงใหม่ให้เป็นหนังพิลึกพิสดารแบบ EIKA KATAPPA  กับ THE DEATH OF MARIA MALIBRAN หรือ Alain Resnais ที่ชอบเอา "ละครเวทีในทศวรรษ 1920" มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

BURDEN (2018, Andrew Heckler, A+30)

1. ดูแล้วนึกถึงวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล 55555

2.เหมือนหนังติดรสซึ้งๆแบบหนัง Hollywood อยู่บ้าง พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนึ่งในหนังเกี่ยวกับ racism ที่เราชอบที่สุดคือ SOUTH (1999, Chantal Akerman, documentary) ซึ่งใช้ฉากหลังคล้ายๆ BURDEN แต่ SOUTH จะไม่มีอารมณ์ซึ้งๆ

3.จองเป็น Andrea Riseborough ในหนังทุกเรื่อง ชอบเธอมากๆ จำเธอในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย เห็นแล้วนึกถึง Tiffany 555

4.ดูแล้วนึกถึง BETRAYED (1988, Costa-Gavras) และ AMERICAN HISTORY X เพราะหนังสองเรื่องนี้พยายามเจาะลึกเข้าไปในความคิดของกลุ่ม Klu Klux Klan เหมือนกัน