Thursday, December 18, 2014

A CAT IN PARIS (2010, Alain Gagnol + Jean-Loup Felicioli, animation, France, A+25)

A CAT IN PARIS (2010, Alain Gagnol + Jean-Loup Felicioli, animation, France, A+25)

ถือเป็นหนังอะนิเมชั่นสำหรับเด็กที่สนุกมากๆสำหรับเรา คือหนังอะนิเมชั่นสำหรับเด็กเรื่องอื่นๆมันอาจจะดูเป็นโลกแฟนตาซีมากเกินไป จนไม่ทำให้เกิดอารมณ์ “ลุ้นระทึก” มากเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้มันดูเหมือนเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในโลกของหนังประเภท CRIME DRAMA และถ้ามันปรับโทนเรื่องให้กลายเป็นหนังจริงจัง มันจะได้อารมณ์ใกล้เคียงกับหนังอย่าง LEON (1994, Luc Besson) เลย

อีกจุดที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้คือการออกแบบตัวละครหญิง ทั้งตัว femme fatale, ตำรวจหญิงที่พยายามฝึกฝนวิชาต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมือเปล่าเพราะเธอมีปมทางจิต และนางเอกที่เป็นใบ้ คือเราอินกับตัวละครหญิงทั้ง 3 ตัวเลยน่ะ เราเลยรู้สึกว่าผู้สร้างหนังเรื่องนี้เข้าใจวิธีการสร้างตัวละครหญิงในแบบที่เข้าทางเรามากๆ

Gagnol กับ Felicioli เคยกำกับหนังอะนิเมชั่นขนาดสั้นเรื่อง THE CORRIDOR (2005) ซึ่งเป็นหนังที่เราชอบสุดๆจนติดอันดับประจำปี 2007 ของเราด้วย



Wednesday, December 17, 2014

FINSTERWORLD (2013, Frauke Finsterwalder, Germany, A+25)


FINSTERWORLD (2013, Frauke Finsterwalder, Germany, A+25)

ชอบเรื่องราวของกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยมมากๆ มันทำร้ายจิตใจมากพอสมควร

ชอบเรื่องราวของตัวละครที่แสดงโดย Sandra Hüller ด้วย ชอบที่เธอสามารถวิจารณ์ THE ECLIPSE ของ Michelangelo Antonioni ได้ดีมากๆ แต่เธอกลับไม่มีความสามารถในการเข้าใจสามีของเธอเอง


Sunday, December 14, 2014

DRUG WAR + THE MIDNIGHT AFTER

DRUG WAR (2012, Johnnie To, A+30)

ฉากไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนี้นี่ถือว่าเข้าขั้นคลาสสิคสำหรับเราเลยทีเดียว

THE MIDNIGHT AFTER (2014, Fruit Chan, A+30)

ชอบการเปลี่ยน mood and tone แบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมในหนังเรื่องนี้มากๆ คือตอนแรกหนังออกมาเป็นโทนตื่นเต้นไซไฟที่ค่อนข้างซีเรียส จนเรานึกว่าเราอยู่ในหนัง thriller ระทึกขวัญเต็มตัวแบบหนังที่สร้างจากนิยายของ Dean Koontz แต่อยู่ดีๆหนังก็ใส่ฉากบ้าบอคอแตก เสียสติเข้ามากลางเรื่อง แล้วหนังก็มีทั้งฉากที่เป็น social drama วิพากษ์สังคม และมีฉากที่เป็น drama ซึ้งๆด้วย

คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ “รั่ว” หรือเสียสติมากพอๆกับหนังไซไฟอย่าง DARK STAR (1974, John Carpenter, A+30) แต่เราว่ามันไปไกลกว่า DARK STAR ในแง่ที่ว่า DARK STAR มัน establish tone ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยมั้งว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังไซไฟบ้าบอคอแตกนะจ๊ะ แต่ THE MIDNIGHT AFTER มันทำตัวเป็นหนังซีเรียสตอนต้นเรื่อง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นบ้าบอคอแตกตอนกลางเรื่อง

อยากให้มีคนทำหนังล้อเลียน THE MIDNIGHT AFTER โดยเอาตัวละครที่ “สูญหาย” หรือเดินทางเข้าไปในมิติพิศวงในหนังเรื่องต่างๆมาเจอกัน คือเราอยากให้ตัวละครใน INTERSTELLAR พอเข้าไปในมิติที่ 5 แล้วได้เจอกับตัวละครใน AS ABOVE, SO BELOW (2014, John Erick Dowdle), ตัวละครใน THE MIDNIGHT AFTER และตัวละครใน PICNIC AT HANGING ROCK (1975, Peter Weir) 555

อันนี้เป็นรูปของ Chui Tien You ใน THE MIDNIGHT AFTER



Saturday, December 13, 2014

MOMMY, MAMA, AND MAMAN

ตัดสินใจไม่ได้ว่าชอบหนังเรื่องอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง MOMMY (2014, Xavier Dolan, Canada, A+30), MAMA (2013, Lidia Sheinin, Russia, documentary, A+30) กับ MAMAN (2013, Bienvenu Ugo + Kevin Manach, France, animation, A+30) ตอนนี้รู้แต่ว่าทั้งสามเรื่องน่าจะติดอันดับประจำปีของเรา



Friday, December 12, 2014

FINDING VIVIAN MAIER (2013, John Maloof + Charlie Siskel, documentary, A+30)


FINDING VIVIAN MAIER (2013, John Maloof + Charlie Siskel, documentary, A+30)

สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่เราหาไม่ได้ในหนัง fiction หลายๆเรื่อง เพราะหนัง fiction หลายๆเรื่องชอบบอกเราว่า “ตัวละครตัวนี้ตัดสินใจทำอย่างนี้เพราะสาเหตุ A B C D” แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราตอบได้อย่างมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า การที่วิเวียนปกปิดตัวเองแบบนี้ เพราะสาเหตุอะไรกันแน่

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ชอบสุดๆ ชอบเรื่องราวชีวิตของวิเวียนในหนังเรื่องนี้มากๆ แต่เราบอกไม่ได้หรอกนะว่าผู้กำกับหนังเรื่องนี้เก่งจริงหรือเปล่า บางทีเขาอาจจะแค่โชคดีที่ได้ค้นพบ subject ที่เราชอบมากๆก็ได้ คือหนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกกรี๊ดแตกในแง่ความสามารถของผู้กำกับหรือความรู้สึกถูกโฉลกกับผู้กำกับน่ะ แต่เรากรี๊ดแตกเพราะเราชอบเรื่องราวชีวิตของวิเวียนในหนังเรื่องนี้

2.ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ทำกับวิเวียนในแบบที่ทำให้นึกถึงสิ่งที่วิเวียนทำกับ subject ในภาพถ่ายของเธอ นั่นก็คือการค้นหาความน่าสนใจหรือแง่งามในความธรรมดาสามัญหรือชีวิตมนุษย์ที่ธรรมดาสามัญ คือในแง่หนึ่งวิเวียนก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนนึงที่ซ่อนความน่าสนใจบางอย่างเอาไว้ และหนังเรื่องนี้ก็พยายามดึงความน่าสนใจออกมาจากชีวิตมนุษย์ธรรมดาคนนึง (วิเวียน) มันก็เลยทำให้เรานึกถึงสิ่งที่วิเวียนทำกับมนุษย์ในภาพถ่ายของเธอ เพราะมนุษย์เกือบทุกคนในภาพถ่ายของเธอเป็นคนธรรมดาที่กำลังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ แต่วิเวียนก็สามารถทำให้มนุษย์ธรรมดาและกิจวัตรประจำวันกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจหรืองดงามขึ้นมาได้ในภาพถ่ายของเธอ

3.ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอความเป็นมนุษย์ของวิเวียนทั้งในด้านบวกและด้านลบด้วย คือถ้าหนังนำเสนอชีวิตวิเวียนแค่ในแง่บวกอย่างเดียว เราอาจไม่ซึ้งใจกับหนังเรื่องนี้มากเท่านี้ แต่พอหนังเรื่องนี้ทำให้เราได้รู้ว่าวิเวียนมีด้านมืดที่น่ากลัวอยู่ในตัวด้วย มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นบุคคลที่น่าสนใจมากๆ

4.ถ้าเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ถูกนำไปสร้างเป็นหนังที่ใช้คนแสดง ฉากที่วิเวียนเจอเพื่อนเก่าแล้วเพื่อนเก่าไม่ยอมหยุดคุยกับเธอ คงเป็นฉากที่ทรงพลังเหี้ยๆ และถ้านำเสนอออกมาดีๆ มันคงเป็นฉากที่ทำให้เราร้องไห้อย่างรุนแรงได้

5.ชอบเรื่องราวในบั้นปลายชีวิตของวิเวียนอย่างมากๆ มันคือชีวิตมนุษย์จริงๆ

6.ชอบที่เราไม่รู้อะไรหลายๆอย่างในชีวิตของวิเวียนด้วย เราไม่รู้หรอกว่าเธอเคยถูก abuse จริงหรือไม่, อะไรที่ทำให้ป้าของเธอตัดขาดจากเธอ, อะไรที่ทำให้เธอต้องการปกปิดชื่อจริงของตัวเองในหลายๆสถานการณ์ และอะไรที่ทำให้เธอไม่พยายามที่จะทำให้ตัวเองโด่งดัง คือเรารู้สึกว่าการที่เราไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้วิเวียนไม่เผยแพร่ภาพถ่ายเหล่านี้นี่แหละ คือความเป็นมนุษย์จริงๆแบบที่เราโหยหาในภาพยนตร์ แต่เรากลับไม่พบมันในหนัง fiction หลายๆเรื่อง คือหนัง fiction หลายๆเรื่องจะต้องอธิบายสาเหตุว่าทำไมตัวละครตัวนี้ตัดสินใจอย่างนี้เพราะอย่างนี้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเรารู้สึกว่ามนุษย์จริงๆมันอธิบายไม่ได้ง่ายๆอย่างนั้นหรอก เพราะฉะนั้นการที่หนังเรื่องนี้ไม่สามารถอธิบายการตัดสินใจอะไรบางอย่างในชีวิตของวิเวียนได้ มันก็เลยทำให้วิเวียนมีลักษณะเหมือนตัวละครแบบที่เราชอบในหนัง fiction แบบที่เราชอบ นั่นก็คือตัวละครที่เราทั้งเข้าใจเขาและไม่เข้าใจเขาในขณะเดียวกัน ตัวละครที่ทำในสิ่งที่ขัดกับหลักเหตุผล แต่เราเหมือนจะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของเขาว่าทำไมเขาถึงทำในสิ่งที่ขัดกับหลักเหตุผล อะไรทำนองนี้

7.ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงหนังหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะ

7.1 HOUSEKEEPING (1987, Bill Forsyth) เพราะนางเอกของ HOUSEKEEPING เป็นผู้หญิงประหลาดๆแบบวิเวียน เธอเก็บหนังสือพิมพ์จนรกบ้านเต็มไปหมด และเข้ากับชาวบ้านชาวเมืองไม่ค่อยได้

7.2 SEVEN DUMPSTERS AND A CORPSE (2007, Thomas Haemmerli, Switzerland, documentary)

หนังสารคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับตัวผู้กำกับและพี่ชายที่ได้ข่าวว่าแม่ตาย พวกเขาก็เลยไปที่บ้านแม่ และพบว่าแม่ของพวกเขาเก็บข้าวของเหี้ยห่าอะไรไม่รู้จนรกบ้านเต็มไปหมด พวกเขาต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนในการขจัดขยะต่างๆนานาที่แม่เขาสะสมไว้ออกจากบ้าน และในระหว่างช่วงเวลานั้น พวกเขาก็ได้ค้นพบสิ่งต่างๆที่แม่ของพวกเขาสะสมเอาไว้ ซึ่งรวมถึงฟิล์มภาพยนตร์ home movies เก่าๆที่แม่ของเขาเคยถ่ายไว้ตอนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยในทศวรรษ 1960





FILMS ABOUT WITCHES

FILMS ABOUT WITCHES

This list is made for Chanchana Khan. The list is focused mainly on American and European films, and excludes some famous films such as the ones made by Dario Argento, THE WITCHES, THE WITCHES OF EASTWICK, THE CRAFT, THE BLAIR WITCH PROJECT, etc.

1.BLACK SUNDAY (1960, Mario Bava) เรื่องนี้เรายังไม่ได้ดู
2.CURSE OF THE CRIMSON ALTAR (1968, Vernon Sewell) เรื่องนี้เรายังไม่ได้ดู
3.THE DEVIL’S RAIN (1975, Robert Fuest) เรื่องนี้เรายังไม่ได้ดู
4.THE GUARDIAN (1990, William Friedkin)
5.HÄXAN (1922, Benjamin Christensen, Sweden, documentary)
6.HEX (1973, Leo Garen) เรื่องนี้เรายังไม่ได้ดู
7.HOTEL (2004, Jessica Hausner, Austria)
8.THE INITIATION OF SARAH (1978, Robert Day) นำแสดงโดย Morgan Fairchild กับ Shelley Winters
เรื่องนี้สนุกมาก เราได้ดูตอนเด็กๆ ถ้าเราจำไม่ผิด มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับนิสิตสาวฐานะยากจนที่เข้าไปเรียนในมหาลัย แล้วเจอพวกนิสิตสาวลูกผู้ดี ฐานะร่ำรวยกลั่นแกล้ง นางเอกก็เลยใช้พลังจิตของตัวเองในการแก้แค้นพวกนิสิตสาวฐานะร่ำรวย
9.THE KISS (1988, Pen Densham) เรื่องนี้เรายังไม่ได้ดู
10.THE LAIR OF THE WHITE WORM (1988, Ken Russell)
11.MIDNIGHT OFFERINGS (1981, Rod Holcomb)
12.PARANORMAL ACTIVITY 3 (2011, Henry Joost + Ariel Schulman)
13.SLEEPY HOLLOW (1999, Tim Burton)
14.TUCKER’S WITCH (1982-1983, TV series)
อันนี้เป็นละครทีวีที่เราชอบสุดๆ นางเอกเป็นแม่มดที่มีผัวหล่อมาก (Tim Matheson) เธอทำงานเป็นนักสืบเอกชน และก็ใช้ความสามารถด้านเวทมนต์ในการสืบคดีต่างๆในแต่ละตอน
15.VIY (1967, Konstantin Ershov + Georgi Kropachyov, USSR)

รูปจากหนังเรื่อง THE INITIATION OF SARAH (1978)



KRISTY, MY DREAM, AND MIDNIGHT OFFERINGS

เมื่อคืนฝันว่าเราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านริมชายหาด แล้วก็มีข่าวว่าจะมีฆาตกรโรคจิตบุกมาที่นี่ เราก็เลยฝึกดำน้ำอย่างรุนแรง เพราะเรารู้ว่าสักวันนึงเราจะใช้ความสามารถในการดำน้ำนี้ในการรับมือกับฆาตกรโรคจิต

พอตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่ามันฮามาก เหตุการณ์ในฝันมันคงมาจากหนังเรื่อง KRISTY (2014, Oliver Blackburn, A+30) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในปีนี้ หนังเรื่องนี้ติดอันดับประจำปีเราแน่นอน และเราก็รู้สึกว่ามันฮาดีที่หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะฝังเข้าไปในจิตใต้สำนึกเราแล้ว

พูดถึง KRISTY แล้ว เราก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันมีลักษณะบางอย่างที่ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง MIDNIGHT OFFERINGS (1981, Rod Holcomb, A+30) ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต เพราะหนังสองเรื่องนี้มันมีลักษณะของการต่อสู้ระหว่างแม่มดขาวกับแม่มดดำน่ะ

คือ KRISTY มันไม่ใช่เรื่องของแม่มดก็จริงนะ แต่ตัวฆาตกรโรคจิตในเรื่องนี้ก็อาจเทียบได้กับแม่มดดำ ในขณะที่ตัวคริสตี้เองนั้นก็ใช้สารเคมีติดไฟลุกพรึ่บในการต่อสู้กับฆาตกรโรคจิต ซึ่งลักษณะแบบนี้มันทำให้นึกถึงแม่มดเหมือนกัน

ส่วน MIDNIGHT OFFERINGS นั้นเป็นหนังที่ไม่มีคุณค่าทางศิลปะใดๆเลย แต่เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้เข้าทางเราสุดๆ มันก็เลยกลายเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต


MIDNIGHT OFFERINGS มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิเวียน แม่มดที่ใช้เวทมนตร์ของเธอฆ่าบรรดาคุณครูและคนต่างๆในโรงเรียนที่เป็นศัตรูกับเธอ เธอตกหลุมรักเพื่อนนักเรียนหนุ่มหล่อชื่อเดวิด แต่มีสาวสวยหน้าใหม่จากต่างเมืองเดินทางเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ และเข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้ เธอมีชื่อว่าโรบิน และเดวิดก็ตกหลุมรักโรบิน วิเวียนก็เลยตัดสินใจจะฆ่าโรบิน เธอทำทีเข้าไปพูดคุยกับโรบินและแอบขโมยเส้นผมของโรบินมา และก็เอาเส้นผมนั้นมาทำพิธีไสยาศาสตร์ แล้วหนังก็ตัดภาพมาเป็นโรบินนั่งท่องหนังสืออยู่ในบ้าน แล้วอยู่ดีๆนาฬิกาปลุกก็ลอยขึ้นมา และพุ่งมาที่หัวโรบินด้วยความเร็วสูง โรบินก็เลยใช้พลังจิตของเธอผลักนาฬิกาปลุกนั้นให้ลอยหวือเข้าเตาผิงไป สรุปว่าโรบินก็เป็นแม่มดเหมือนกัน และหลังจากนั้นวิเวียนกับโรบินก็ใช้เวทมนต์ต่อสู้กันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งผัวกัน นี่แหละค่ะคือพล็อตหนังแบบที่ดิฉันชอบมากที่สุดในชีวิต

SERENA (2014, Susanne Bier, A+)


SERENA (2014, Susanne Bier, A+)

เราชอบตัวละครเซเรน่ามากในระดับ A+30 แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ไม่สามารถดึงพลังหรือเสน่ห์ที่แท้จริงของตัวละครตัวนี้ออกมาได้น่ะ คือเราว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้ได้ผู้กำกับที่รักความจัญไรของตัวละครตัวนี้จริงๆ ตัวละครตัวนี้จะเปล่งประกายแห่งความจัญไรได้เท่าๆกับ “เวฬุรีย์” ใน “เพลิงพ่าย” (1990), Malkina (Cameron Diaz) ใน THE COUNSELOR (2013, Ridley Scott, A+30) และบทที่ Isabelle Huppert เล่นใน MERCI POUR LE CHOCOLAT (2000, Claude Chabrol) นะ คือตัวละครผู้หญิงเหล่านี้มีความโหดในระดับที่สูสีกันน่ะ และก็มีเสน่ห์อย่างมากๆด้วย แต่ Susanne Bier ไม่สามารถดึงเสน่ห์ของตัวละครตัวนี้ออกมาได้

คือเรารู้สึกว่า เซเรน่า เป็นตัวละครที่มีพลังงานศักย์สูงมากน่ะ แต่ Susanne Bier ไม่สามารถแปลงพลังงานศักย์ในตัวละครตัวนี้ให้กลายเป็นพลังงานจลน์ได้ ในขณะที่ผู้กำกับหนังแนว feel bad อย่าง Claude Chabrol และ Liliana Cavani อาจจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างง่ายดาย

พูดถึงกรณีนี้แล้วก็นึกถึงหนังเรื่อง VANITY FAIR (2004, Mira Nair) คือเราเคยอ่านตัวนิยายเรื่องนี้ แล้วเราก็รู้สึกว่าตัวละคร Becky Sharp นี่มันสุดตีนมากๆ แต่หนังกลับเปลี่ยนพลังงานศักย์ของตัวละครหญิงร้ายตัวนี้ให้กลายเป็นพลังงานจลน์ไม่ได้เหมือนกัน คือเราโอเคกับหนังเรื่อง VANITY FAIR ในระดับนึงนะ แต่เราก็คิดว่ามันยังสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีกมาก

เรารู้สึกว่าโทนหนัง SERENA มันผิดพลาดยังไงไม่รู้ หรืออย่างน้อยโทนของหนังเรื่องนี้ก็ไม่เข้าทางเรา

สรุปว่าเราได้ดูหนังของ Susanne Bier ไปแค่ 3 เรื่อง ซึ่งก็คือ SERENA, IN A BETTER WORLD (2010) กับ THE ONE AND ONLY (1999) และไม่มีเรื่องไหนที่เข้าทางเราจริงๆเลย

แต่ก็ให้ A+ กับ SERENA นะ เพราะยังไงๆตัวละครเซเรน่าก็เป็นตัวละครที่เราชอบสุดๆอยู่ดี ถึงแม้จะมีปัญหากับตัวหนังมากพอสมควร

รูปนี้เป็นรูปของ Sam Reid ที่ร่วมแสดงใน SERENA


Wednesday, December 10, 2014

MEASURING THE WORLD (2012, Detlev Buck, Germany, A+20)

MEASURING THE WORLD (2012, Detlev Buck, Germany, A+20)

เป็นหนังที่ดูสนุกสนานเพลิดเพลินมากๆ แต่เรามีปัญหากับหนังทุกเรื่องของ Detlev Buck ที่เราได้ดู นั่นก็คือหนังของเขามันมีโทนที่ “เบา” เกินไปสำหรับเราน่ะ อารมณ์ขันในหนังของเขาทำให้เราไม่อินกับหนังมากนัก เพราะเรามักจะอินกับหนังที่ออกมาในแนวซีเรียสจริงจัง, ขมขื่น, ขึ้งเคียดมากกว่า

หนังของ Detlev Buck อีกสองเรื่องที่เราได้ดูคือ NO MORE MR. NICE GUY (1993) กับ TOUGH ENOUGH (2006) คือหนังสามเรื่องของเขาที่เราได้ดูเป็นหนังที่ดีในระดับนึงนะ เราชอบหนังสามเรื่องนี้ในระดับนึง แต่ขณะที่ดู เราจะรู้สึกว่าเนื้อหาของหนัง 3 เรื่องนี้มันสามารถนำเสนอออกมาในโทนที่ซีเรียสกว่านี้ได้ แทนที่จะทำออกมาเป็นหนังตลก ซึ่งถ้าหากมันทำออกมาเป็นหนังซีเรียส มันจะเข้าทางเรามากกว่า แต่การที่มันทำออกมาเป็นหนังตลก มันก็อาจจะถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวหรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Detlev Buck ได้เหมือนกัน (บางทีอาจจะเปรียบเทียบได้กับผู้กำกับฝรั่งเศสอย่าง Étienne Chatiliez และ Corine Serreau)

เนื้อหาของ MEASURING THE WORLD น่าสนใจดี เพราะนอกจากมันจะพูดถึง Alexander von Humboldt ที่เป็นนักสำรวจ กับ Carl Friedrich Gauss ที่เป็นนักคณิตศาสตร์แล้ว มันยังพูดถึง Immanuel Kant และ Louis Daguerre ซึ่งเป็นหนึ่งในบิดาของการถ่ายภาพด้วย

ในส่วนของเนื้อหาของ Alexander von Humboldt นั้น หนังทำออกมาสนุกดี แต่พอดีเราเคยดูหนังเรื่อง THE ASCENT OF CHIMBORAZO (1989, Rainer Simon, A+30) มาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นหนังที่พูดถึงบุคคลคนเดียวกัน และนำเสนอออกมาในโทนที่เราชอบมากกว่า คือ THE ASCENT OF CHIMBORAZO นำเสนอชีวิตของฮัมโบลท์ออกมาในแบบ dramatic และเน้นความเป็นเกย์ของเขาด้วยน่ะ ในขณะที่ MEASURING THE WORLD นำเสนอชีวิตของฮัมโบลท์ออกมาในเชิงขำขันและค่อนข้างเลี่ยงความเป็นเกย์ของเขา เราก็เลยชอบ THE ASCENT OF CHIMBORAZO มากกว่าหลายเท่า

แต่ในส่วนเนื้อหาของ Carl Friedrich Gauss นั้น เราชอบมาก เพราะเราไม่ค่อยเห็นหนังที่ชูประเด็นเรื่อง “คณิตศาสตร์” ขึ้นมาเป็นประเด็นหลักน่ะ การที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับคณิตศาสตร์มากๆ ก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆไปโดยปริยาย

ฉากที่น่าจดจำที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากที่ Gauss ขอผู้หญิงแต่งงาน แต่ผู้หญิงตอบปฏิเสธ เพราะเธอรู้ว่ายังไงๆ Gauss ก็รักคณิตศาสตร์มากกว่ารักเธอ Gauss ก็เลยผิดหวัง, น้อยใจ และตัดสินใจเดินทางไปพบ Immanuel Kant เพราะเขาคิดว่า Kant เป็นเพียงคนไม่กี่คนในโลกนี้ที่มีสติปัญญาทัดเทียมกับเขา และน่าจะเข้าใจเขา



DOGHEAD TEA (2014, Marie-Catherine Theiler, Switzerland, 17min, A+15)

DOGHEAD TEA (2014, Marie-Catherine Theiler, Switzerland, 17min, A+15)

นางเอกเป็นฝรั่งชนชั้นแรงงานที่ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหารจีนและพนักงานทำความสะอาดในอาคารสำนักงาน นอกจากนี้ เธอยังเป็นโรคติดอ่างด้วย วันนึงเธอเก็บโทรศัพท์มือถือของผู้หญิงคนนึงที่ถูกรถชนจนต้องเข้าโรงพยาบาล แฟนหนุ่มของผู้หญิงคนนั้นโทรเข้ามือถือเครื่องนั้น เขาคิดว่าคนรับโทรศัพท์คือแฟนสาวของเขา เขาพูดความในใจของตัวเองออกมาเรื่อยๆ และนางเอกก็ปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นพูดไปเรื่อยๆ เธอฟังเขาพูดไปเรื่อยๆ ขณะที่เธอเดินทางกลับบ้าน และในระหว่างทางผู้ชมก็จะได้เห็นคนต่างๆมากมาย ทั้งเด็กหญิงตัวน้อยๆที่มองโลกอย่างสดใส, สองสาวจิ๊กกี๋ก๋ากั่น และผู้หญิงวัยกลางคนที่สิ้นหวังต่อโลกมนุษย์

เราว่าหนังเรื่องนี้ thought-provoking มากๆสำหรับเรา เพราะพอดูจนถึงตอนจบ เราก็ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อถึงอะไร 555 แต่เราชอบความกำกวมแบบนี้มากๆนะ อย่างไรก็ดี ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกดีๆกับเราในระดับนึง มันก็ไม่ได้ให้ความรู้สึก “มหัศจรรย์” กับเรามากเท่ากับหนังสั้นอย่าง THE LAST BUS (2008, Maria Hengge, A+30) และ CROSS (2011, Marina Vroda, A+30) ที่สร้างความพิศวงกับเราในรูปแบบคล้ายๆกัน คือเราว่าหนังสั้น 3 เรื่องนี้อาจจะต้องการสื่อถึงอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์, ความเป็นมนุษย์เหมือนกันน่ะ แต่ CROSS ทำออกมาได้ดีที่สุด 



CINEMATHEQUES IN BANGKOK


มีเพื่อนถามเรื่องสถานที่ฉายหนังในกรุงเทพตอนนี้ เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมาจ้ะ

1.ห้องสมุดใต้ดินที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีฉายหนังทุกวันอาทิตย์โดยกลุ่มฟิล์มไวรัส และมีฉายหนังทุกวันพฤหัสบดีกับทุกวันเสาร์เว้นเสาร์โดยอาจารย์ทรงยศ แววหงษ์

ดูโปรแกรมของวันอาทิตย์ได้ที่นี่


ส่วนโปรแกรมของอาจารย์ทรงยศนี่ เราไม่รู้เหมือนกันจ้ะว่าจะหาข้อมูลออนไลน์ได้จากที่ไหน

2.สถาบันเกอเธ่ ซ.สาทร 1 มีฉายหนังเยอรมันทุกวันอังคาร

3.สมาคมฝรั่งเศส ถ.วิทยุ มีฉายหนังฝรั่งเศสทุกวันพุธ

4.มูลนิธิญี่ปุ่น มีฉายหนังญี่ปุ่นทุกวันศุกร์

5.ห้องภาพยนตร์สถาน ชั้น 2 ของหอศิลป์กทม. มีฉายหนังทุกวันอังคารกับพฤหัสบดี

6.Thai Film Archive ตรงศาลายา จ.นครปฐม มีฉายหนังทุกวัน

7.Friese-Green Club ตรงสุขุมวิท 22 มีฉายหนังทุกวัน

8.สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยสุขุมวิท 55 มีฉายหนังเป็นครั้งคราว

รูปจากหนังเรื่อง TAKE THE 5:10 TO DREAMLAND (1976, Bruce Conner) ที่เคยฉายที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




Sunday, December 07, 2014

INTRUDER (1997, Tsang Kan-cheung, Hong Kong, A+30)


INTRUDER (1997, Tsang Kan-cheung, Hong Kong, A+30)

ดูแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่มีตัวละครหญิงหลายตัวในภาพยนตร์/ละครทีวีที่กลายเป็นฆาตกรโรคจิตเพราะ “ความรัก” และนางเอกของ INTRUDER ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันน่าสนใจดีที่พลังของ “ความรัก” ไม่ได้นำไปสู่สิ่งดีงามเสมอไป ในบางครั้งพลังของ “ความรัก” มันนำไปสู่สิ่งที่ชั่วร้ายเลวทรามและการกลายเป็นฆาตกรโรคจิตได้ด้วย

เราอาจแยกตัวละครประเภทนี้ออกเป็นกลุ่มย่อยๆได้ดังนี้

1.ผู้หญิงที่หลงรักฆาตกร/อาชญากร และอุทิศตัวอย่างหัวปักหัวปำให้อาชญากร แต่ตัวเธอเองยังไม่ถึงขั้นกลายเป็นฆาตกรโรคจิต ตัวอย่างเช่น
1.1 บทที่ Isild Le Besco เล่นใน ROBERTO SUCCO (2001, Cédric Kahn)
1.2 บทที่ Isild Le Besco เล่นใน RIGHT NOW (2004, Benoît Jacquot)
1.3 บทที่ Kelly Lynch เล่นใน DESPERATE HOURS (1990, Michael Cimino)

2.ผู้หญิงที่กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องเพื่อแย่งชิงผู้ชายที่เธอรัก ตัวอย่างเช่น เวฬุรีย์ใน “เพลิงพ่าย”

3.ผู้หญิงที่กลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ชายที่เธอรัก อย่างเช่น นางเอกของ INTRUDER



THE IMP (1981, Dennis Yu, Hong Kong, A+30)


THE IMP (1981, Dennis Yu, Hong Kong, A+30)

ชอบอิทธิฤทธิ์ของหมอผีในหนังเรื่องนี้มาก คือปัญหาที่เรามีกับหนังผีหลายเรื่องก็คือว่า ผีในหนังเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไป นึกอยากจะฆ่าตัวละครมนุษย์ตัวไหนเมื่อไหร่ก็ฆ่าได้เลย และตัวละครมนุษย์ helpless เกินไปในการต่อกรกับผี

จริงๆแล้วผีในหนังเรื่องนี้ก็เข้าข่ายมีอิทธิฤทธิ์มากเกินไปนะ แต่ยังดีที่ตัวละครมนุษย์ไม่ได้ helpless มากนัก เพราะหมอผีในหนังเรื่องนี้มีอิทธิฤทธิ์สูงมาก เราก็เลยชอบมากที่หนังนำเสนอตัวละครหมอผีแบบนี้