Tuesday, March 31, 2015

PADDINGTON (2014, Paul King, UK, approximately A+25)

PADDINGTON (2014, Paul King, UK, approximately A+25)

--เสียดายหลับไปวูบนึงช่วงกลางเรื่อง เพราะร่างกายเราไม่พร้อม ถ้าถามว่าตอนนี้ชอบมากน้อยขนาดไหน ก็ตอบได้ว่าชอบประมาณ A+25 แต่ถ้าหากเราได้ดูแบบไม่หลับ เราก็อาจจะชอบมากกว่านี้ก็ได้นะ เพราะการหลับช่วงกลางเรื่องทำให้อารมณ์มันสะดุด และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่ซึ้งมากนักกับพัฒนาการของตัวละครหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครในช่วงท้ายเรื่อง

--หมีน่ารักน่ากอดมากๆ

--นำเสนอประเด็นเรื่องผู้อพยพได้อย่างงดงาม ชอบมากๆที่หนังพาดพิงถึงเด็กมากมายในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่ถูกส่งไปอยู่บ้านของคนไม่รู้จักเพื่อหนีภัยสงคราม เพราะเราเคยดูหนังสารคดีเกี่ยวกับเด็กอพยพในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเหล่านี้ เราก็เลยรู้สึกซึ้งกับประเด็นนี้มากๆ

--ฉากสถาบันนักภูมิศาสตร์ทำให้นึกถึงหนังบางเรื่องของ Terry Gilliam

--ชอบบทหนังในแง่ที่ว่า มันใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆไว้มากมายในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งไม่สำคัญ แต่ปรากฏว่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์หมดเลยในช่วงท้ายเรื่อง


--สาเหตุที่ทำให้เราไม่ชอบในระดับ A+30 นอกจากจะเป็นเพราะว่าเราหลับช่วงกลางเรื่องแล้ว ยังเป็นด้วยเหตุผลส่วนตัวนั่นก็คือว่า เรามีปัญหากับ “สถาบันครอบครัว” ในหนังเรื่องนี้น่ะ คือถ้าหากเทียบกับ “หนังสำหรับเด็ก” ด้วยกันแล้ว เราโอเคกับการนำเสนอภาพสถาบันครอบครัวในหนังเรื่อง MATILDA (1996, Danny DeVito, A+30) มากที่สุด แต่สถาบันครอบครัวที่ถูกนำเสนอในหนังเรื่องนี้ ทำให้เราไม่อินกับหนังจ้ะ จบ

Sunday, March 29, 2015

WAGES OF RESISTANCE: NARITA STORIES

Films seen on Saturday, March 28, 2015

1.THE WAGES OF RESISTANCE: NARITA STORIES (2014, Koshiro Otsu + Daishima Haruhiko, Japan, documentary, A+30)

--ดูแล้วรู้สึกว่ามันคล้ายกับหนังเรื่อง PEÕES (2004, Eduardo Coutinho, Brazil documentary) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องนี้มันเป็นการตามถ่ายผู้คนในยุคปัจจุบันที่เคยมีส่วนร่วมในการประท้วงสำคัญเมื่อหลายสิบปีก่อนเหมือนกัน แต่เราว่าหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มันซึ้งกว่า PEÕES เยอะ เพราะเหมือนกับว่าผู้กำกับหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มันจูนติดกับคนให้สัมภาษณ์มากกว่า มันก็เลยสามารถนำเสนอผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนได้อย่างน่าประทับใจกว่า นอกจากนี้ การที่ผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนเคยปรากฏตัวในหนังสารคดีเรื่องก่อนๆมาแล้ว ก็เลยส่งผลให้หนังเรื่องนี้สามารถนำฟุตเตจมากมายของผู้ให้สัมภาษณ์เมื่อหลายสิบปีก่อนมาใช้ในหนังเรื่องนี้ด้วย และการได้เห็นความเปลี่ยนแปลงผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนเมื่อเวลาผ่านไป 40 ปี มันก็สร้างความสะเทือนใจได้สูงมาก ในขณะที่ PEÕES มันไม่ค่อยมีฟุตเตจเก่าๆมากนัก มันก็เลยไม่สามารถสร้างความสะเทือนใจตรงนี้ได้

--ชอบอารมณ์สงบของหนังเรื่องนี้ ชอบอารมณ์ของคนที่ผ่านอะไรมามากแล้ว ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนังเรื่อง NARITA: PEASANTS OF THE SECOND FORTRESS (1971, Ogawa Shinsuke) ที่เราได้ดูใน SALAYA DOC ปีแรก คือ PEASANTS OF THE SECOND FORTRESS มันเป็นหนังที่พาเราเข้าไปอยู่ท่ามกลางการประท้วงเลยไง (ถ้าจำไม่ผิด) และมันดูยุ่งเหยิงวุ่นวายปวดหัวมากๆ ซึ่งในแง่นึงมันก็ดีที่มันทำให้เราได้สัมผัสความหฤโหดของการประท้วงตรงนั้นได้ แต่เราจะชอบอารมณ์สงบแบบใน THE WAGES OF RESISTANCE มากกว่า

--การที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เราเห็นว่า “หนุ่มแน่นวัยฉกรรจ์” หลายๆคนในทศวรรษ 1970 มีสภาพเป็นเช่นไรในปัจจุบัน ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจมาก 555 การร่วงโรยของสังขารมนุษย์นี่มันน่ากลัวจริงๆ

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ชายชราหลายคนในหนังเรื่องนี้ ไม่ค่อยอ้วนลงพุงเท่าไหร่เลยนะ ในขณะที่เรารู้สึกว่าเพื่อนผู้ชายไทยหลายๆคนรวมทั้งตัวเราเอง อ้วนลงพุงกันหมดแล้วทั้งๆที่อายุแค่ 40 ปี มันเป็นเพราะอะไรกันคะ

--ชอบที่ผู้ให้สัมภาษณ์สองคนฝังใจมากกับเสียงอุทานว่า ahhhhhhhhhhhhh ของคนที่พบศพเพื่อนคนแรก คือแสดงว่าเสียงอุทานนั้นมันต้องฝังใจจริงๆน่ะ ผู้ให้สัมภาษณ์สองคนถึงกล่าวถึงเรื่องที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญนี้ตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งๆที่เวลาผ่านมา 40 ปีแล้ว


2.PROMISED PARADISE (2006, Leonard Retel Helmrich, Indonesia, documentary, A+30)

--ดูแล้วนึกถึงนักแสดงละครเวทีสองคนของไทย 555

--กลัวดวงตาของ terrorist ที่ให้สัมภาษณ์ในหนังเรื่องนี้มากๆ เราว่าดวงตาของคนบ้า+ฆาตกรโรคจิตบางคนมันมีลักษณะคล้ายกันน่ะ และเราก็บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ว่ามันคล้ายกันยังไง แต่ดูดวงตาของ terrorist ในหนังเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงดวงตาของ Charles Manson ที่มันเหมือนสามารถฉายความน่ากลัวบางอย่างออกมาทางแววตาได้เหมือนกัน

--ชอบที่หนังเรื่องนี้กับหนังเรื่องอื่นๆของ Leonard Retel Helmrich มีฉากความฝันหรือฉากจินตนาการอยู่ด้วย เพราะมันทำให้หนังไม่ติดอยู่ในกรอบของความเป็นหนังสารคดี อย่างเช่นในหนังเรื่องนี้จะมีภาพตอนที่นักเชิดหุ่นถูก paranormal advisor สะกดจิต แล้วหนังก็เหมือนจะนำเสนอภาพที่นักเชิดหุ่นเห็นขณะถูกสะกดจิตในช่วงแรก ซึ่งเป็นภาพตอนที่เดินทางไปที่บาร์แห่งหนึ่งในบาหลี


3.X+Y (2014, Morgan Matthews, UK, A+10)


--ดูแล้วนึกถึง THE THEORY OF EVERYTHING (2014, James Marsh) ในแง่ที่ว่า สิ่งที่เราชอบที่สุดในเรื่อง คือ “ตัวประกอบ” ที่ไม่ใช่พระเอกหรือนางเอก คือในเรื่อง X+Y เราจะสะเทือนใจกับเรื่องของลุคมากที่สุด ส่วนใน THE THEORY OF EVERYTHING เราจะสะเทือนใจกับเรื่องของชู้รักของนางเอกมากที่สุด

Saturday, March 28, 2015

NATIONAL GALLERY

Films seen on Friday at Salaya Documentary Film Festival

1.NATIONAL GALLERY (2014, Frederick Wiseman, 180min, A+30)


2.THE TRUTH SHALL NOT SINK WITH SEWOL (2014, Lee Sang-ho + Ahn Hae-ryong, South Korea, A+)

Thursday, March 26, 2015

POSITION AMONG THE STARS

Films seen today in the Salaya Documentary Film Festival

1.POSITION AMONG THE STARS (2010, Leonard Retel Helmrich, Indonesia,  A+30)

--ชอบฉากที่หญิงชราปฏิเสธการใช้เตาแก๊สมากๆ คือมันเป็นอะไรที่ดูเหมือนไม่น่าเชื่อ ว่าเตาแก๊สใช้ง่ายๆแค่นี้ แต่หญิงชราคนนี้กลับใช้ไม่เป็น และก็ไม่พยายามที่จะใช้ให้เป็น เธอเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างลำบากด้วยการไปเก็บฟืนต่อไป แต่นี่แหละคือเรื่องจริง มนุษย์เรามันเป็นอย่างนี้จริงๆ และเราก็ไม่โทษหญิงชราคนนี้ด้วยนะ เพราะในแง่นึงเรารู้สึกว่าเราเข้าใจเธอ ว่าทำไมเธอถึงปฏิเสธที่จะทำให้ชีวิตตัวเอง “ง่าย” ขึ้น

--เราว่าจุดสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกพีคมากกับหนังเรื่องนี้ เกิดจาก
1.ความสนิทสนมระหว่างผู้กำกับกับครอบครัวที่ถูกถ่าย เพราะความสนิทสนมนี้ส่งผลให้ตัว subjects กล้าแสดงออกต่อหน้ากล้องเป็นอย่างมาก
2.ความผูกพันระหว่างคนดูกับตัว subjects คือพอเราได้เห็นพัฒนาการของคนเหล่านี้ในช่วงเวลาหลายปี เราก็เลยรู้สึกผูกพันกับพวกเขามากกว่าในหนังทั่วไป

2.03-FLATS (2014, Lei Yuan Bin, Singapore, A+30)

ชอบ form ของหนังเรื่องนี้มากๆ ในแง่นึงมันทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง NEWS FROM HOME (Chantal Akerman) ในแง่ที่ว่า มันทำให้เราต้องจูน wavelength ของตัวเองใหม่ในขณะที่ดูหนังเรื่องนี้น่ะ คือเวลาเราดูหนังทั่วไป เราจะ focus อารมณ์ของเราให้ไหลไปตามเนื้อเรื่องหรือตัวละคร แต่เวลาเราดู 03-FLATS กับ NEWS FROM HOME เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถ focus อารมณ์ของตัวเองไปที่ “คน” หรือ “เหตุการณ์” ได้น่ะ แต่เราต้อง focus อารมณ์ของเราไปยัง “สถานที่” หรือ “สิ่งของ” ด้วย

3.LUCID REMINISCENCE ยามเมื่อแสงดับลา (2015, Wattanapume Laisuwanchai, A+15)

--เป็นหนังที่โอเคมากนะ แต่เราอาจจะชอบมากกว่านี้ ถ้าหากมันเป็นหนังยาวที่เน้นสัมภาษณ์คนแบบยาวๆเกี่ยวกับหนังเก่าๆที่เคยดูในโรงหนังเก่าๆไปเลยน่ะ เราอยากให้หนังมันยาว 2 ชั่วโมงแบบ THE MASTER ของเต๋อไปเลย เพราะเราอยากรู้เรื่องหนังเก่าๆที่เคยฉายโรงในไทยมากๆ

4.LOVE IS ALL: 100 YEARS OF LOVE & COURTSHIP (2014, Kim Longinotto, A+5)

--ชอบที่เราไม่รู้จักหนังที่ถูกเอามาใช้ในหนังเรื่องนี้เลย ยกเว้น MY BEAUTIFUL LAUNDRETTE

--ชอบประเด็นเรื่องความรักระหว่างสีผิว, เกย์, เลสเบี้ยน, ชนกลุ่มน้อย

--แต่เราว่าเพลงมันไม่เข้ากับหนัง คือเพลงมันเพราะดี แต่มันถูกเอามาใช้แบบไม่ได้ช่วยส่งเสริมศักยภาพของภาพสักเท่าไหร่ คือจังหวะของภาพกับจังหวะของเพลงมันไม่ได้ไปด้วยกันน่ะ มันเหมือนคนเปิดเทปเพลงทิ้งไว้มากกว่า

--ถึงแม้เราว่าหนังเรื่องนี้โอเค แต่เราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า Kim Longinotto กำลังทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดหรือเปล่า คือเราว่าเขากำกับหนังสารคดีได้ดีมาก แต่พอเขามากำกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันมีลักษณะใกล้เคียงกับหนังทดลอง เราก็เลยอดนำหนังเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับหนัง found footage ของ Matthias Müller, Martin Arnold หรือ Tracey Moffatt ไม่ได้ และเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ทรงพลังเท่ากับพวกหนังทดลองแนว found footage น่ะ เพราะหนังทดลองพวกนั้นมันมีพลังเชิง poetic, มันมีความเข้ากันของภาพและเสียงอย่างรุนแรง และมันดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในแต่ละคลิปออกมาได้อย่างจั๋งหนับมากๆ

เราว่า Kim Longinotto น่าจะทำหนังเรื่องนี้ให้ออกมาแบบ WORKERS LEAVING THE FACTORY (1995, Harun Farocki) อาจจะดีกว่า เพราะเราว่า Kim ไม่มีพลังในการตัดต่อภาพเชิง poetic แต่เธอน่าจะมี sense ในการวิเคราะห์ประเด็นเชิงสังคมที่อยู่ในฟุตเตจหนังเก่าๆเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเธอวิเคราะห์มันแบบตรงๆไปเลย มันอาจจะออกมาน่าสนใจกว่า


--ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงที่ใครบางคนเคยพูดว่า จริงๆแล้วหนัง fiction ทุกเรื่องถือเป็น “หนังสารคดี” ในแง่นึง เพราะหนัง fiction ทุกเรื่องมันได้บันทึกความคิดฝันของคนจริงๆกลุ่มนึงในยุคสมัยนึงในสังคมนึงเอาไว้

Wednesday, March 25, 2015

DIE BEFORE BLOSSOM

Films seen today

1.DIE BEFORE BLOSSOM (2014, Ariani Djalal, Indonesia, documentary, A+30)

--ชอบ “สีหน้า” ของ Kiki อย่างรุนแรงมาก ชอบมากที่เธอแทบไม่ยิ้มเลยตลอดทั้งหนังเรื่องนี้ ชอบสุดๆที่เธอทำหน้าบอกบุญไม่รับหรือทำหน้าเฉยชาตลอดทั้งเรื่อง

--การที่ Kiki ทำหน้าเฉยชาตลอดทั้งเรื่อง ทำให้เราไม่แน่ใจว่าเธอรู้สึกยังไง เธอรู้สึกสุข, เศร้า, เบื่อ, โมโห, เฉยๆ หรือรู้สึกยังไงกันแน่ แต่การที่เธอไม่แสดงอารมณ์ของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนแบบนี้ ในแง่นึงมันก็เลยทำให้เรา project อารมณ์ของตัวเองเข้าไปกับตัวเธอได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงก็ตาม

มันทำให้เรานึกถึงหนังสารคดีเรื่อง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995, Mark Rappaport, A+30) ที่พูดถึงทฤษฎีของ Lev Kuleshov น่ะ ที่เกี่ยวกับการนำเสนอภาพนักแสดงที่ทำหน้าเฉยๆ แล้วคนดูก็จะ associate ตัวละครตัวนั้นกับอารมณ์ต่างๆเอง ทั้งๆที่จริงๆแล้วนักแสดงแค่ทำหน้าเฉยๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมา

--ชอบจริตจะก้านของเด็กนักเรียนหญิงหลายๆคนในหนังเรื่องนี้ เราว่าวัยป.6 ในหนังเรื่องนี้เป็นวัยที่น่าสนใจน่ะ ในแง่ของการแสดงจริตจะก้านต่างๆ เพราะเราว่าถ้าเป็นวัยที่เด็กกว่านี้ เด็กหญิงเล็กๆก็จะไม่มีจริตจะก้าน แต่ถ้าหากเป็นเด็กสาวมัธยมปลาย จริตจะก้านที่แสดงออกก็จะเป็นสิ่งที่ผ่านการควบคุมและไตร่ตรองมาแล้ว ซึ่งมันจะไม่น่าสนใจในสายตาของเราเท่ากับ อากัปกิริยาของคนที่แสดงออกมาโดยไม่ได้ผ่านการควบคุมมาเป็นอย่างดี ซึ่งเราว่าเด็กหญิงในวัยป.6-มัธยมต้นจะยังมีลักษณะที่น่าสนใจแบบนี้อยู่ แต่เด็กผู้ชายจะไม่มีลักษณะแบบนี้นะ

เราว่าจริตจะก้านเล็กๆน้อยๆพวกนี้เป็นสิ่งที่หายากในหนัง fiction ด้วย เพราะการแสดงออกในหนัง fiction ส่วนใหญ่มันก็จะผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว มันก็เลยจะไม่มีจริตจะก้านเล็กๆน้อยๆที่น่าสนใจแบบนี้ออกมา

2.ON MY WAY (2013, Emmanuelle Bercot, France, A+25)

3.SOUTHEAST ASIAN CINEMA: WHEN THE ROOSTER CROWS (2014, Leonardo Cinieri Lombroso, documentary, A+5)

--ชอบช่วงของ Garin Nugroho อย่างสุดๆ แต่ช่วงอื่นเฉยๆ

Tuesday, March 24, 2015

NO WORD FOR WORRY (2014, Runar Jarle Wiik, A+30)


Documentary Films seen today in Salaya Doc 2015

1.NO WORD FOR WORRY (2014, Runar Jarle Wiik, A+30)

--ชอบคุณฮุคมาก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ช่วยด้วย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

--ชอบที่มันเหมือนเป็นหนัง fiction แนวผจญภัย คือปกติเราไม่ค่อยได้ดูหนังสารคดีที่ให้อารมณ์แบบนี้น่ะ ชอบฉากที่ฮุคต้องไปหา “สตรีผู้รอบรู้ที่อาศัยอยู่บนเรือในป่าชายเลนในเมียนมาร์” มากๆ คือมันเหมือนเป็นฉากในหนัง fiction แนว INDIANA JONES หรือ TOMB RAIDER หรืออะไรทำนองนี้ ที่ตัวเอกต้องตามหาใครสักคนที่รอบรู้เรื่องวัตถุโบราณ (ซึ่งในหนังสารคดีเรื่องนี้คือวิธีการสร้างเรือแบบโบราณ) แต่กว่าจะตามหาคนๆนั้นได้ ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายขั้นตอน

--จริงๆแล้วเราไม่ได้อินกับเรื่องวัฒนธรรมมอแกนเป็นการส่วนตัว แต่ในแง่นึง ความพยายามที่จะอนุรักษ์วิธีการสร้างเรือแบบโบราณในหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้นึกถึงตัวเราเองที่อยากจะให้มีการอนุรักษ์โรงหนังแบบโบราณเอาไว้ (จริงๆแล้วเราอยากให้อนุรักษ์โรงหนังรามา ซึ่งปัจจุบันโดนทุบทิ้งไปแล้ว) หรือนึกถึงคนบางกลุ่มที่อยากให้อนุรักษ์อาคารศาลฎีกาตรงสนามหลวงเอาไว้ (ซึ่งปัจจุบันก็โดนทุบทิ้งไปแล้วเหมือนกัน) คือคนแต่ละคนหรือคนแต่ละกลุ่มก็คงมีสิ่งเก่าๆที่ตัวเองอยากอนุรักษ์เอาไว้นั่นแหละ เพราะฉะนั้นถึงเราไม่ได้มี passion อะไรเลยกับเรือโบราณในหนังเรื่องนี้ แต่เราก็อาจจะเข้าใจ passion ของพวกเขาได้ในระดับนึง

--สิ่งที่เราชอบจริงๆในหนังเรื่องนี้ ก็เลยไม่ได้เป็นเรื่องของความพยายามจะอนุรักษ์เรือโบราณ แต่เป็นการที่หนังได้พาเราไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมอแกนในไทยและพม่า ซึ่งดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเขาจะยากลำบากมากกว่าที่เราได้เห็นจากหนังสารคดีหลายๆเรื่องเกี่ยวกับชีวิตชาวมอแกนในปี 2005-2007

คือในช่วงหลังเกิดสึนามิ เราจำได้ว่ามีหนังสั้นไทยหลายเรื่องที่เกี่ยวกับชาวมอแกนออกมาในช่วงนั้น แต่ดูเหมือนว่าชีวิตชาวมอแกนในหนังกลุ่มนั้นจะไม่ได้ยากลำบากมากเท่ากับในหนังเรื่องนี้ และดูเหมือนว่าหนังสั้นกลุ่มนั้นจะไม่ได้สร้าง characters ของชาวมอแกนที่น่าจดจำมากเท่านี้ แต่จะเป็นการมองภาพชาวมอแกนในเชิง objective มากกว่า และมีระยะห่างจากตัว subjects มากกว่า ซึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีกันไปคนละแบบ

2.SHAPE OF THE MOON (2004, Leonard Retel Helmrich, Indonesia, A+25)


Sunday, March 22, 2015

BENJAKHAPRADIJHA

BENJAKHAPRADIJHA เบญจางคประดิษฐ์ (2013, Pittawat Apinyanont, A+20)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่


ความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้

1.ชอบมากๆในระดับนึง ความชอบของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้จะคล้ายๆกับความชอบของเราที่มีต่อหนังประเภท BARAKA (1992, Ron Fricke), NAQOYQATSI (2002, Godfrey Reggio) และหนังหลายๆเรื่องของนักศึกษา KMUTT (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) น่ะ คือเราว่าหนังกลุ่มนี้มันมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.1 เป็น visual montage นำฉากที่ถ่ายทำอย่างสวยงามในประเด็นเดียวกันมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันในเชิงกวี และส่วนใหญ่แล้วหนังกลุ่มนี้จะตัดต่อเข้ากับจังหวะเพลงอย่างมากๆ

1.2 เราว่าหนังกลุ่มนี้ทำยากมากๆในระดับนึง เพราะคนทำต้องมี sense ที่ดีมากทั้งในด้านการถ่ายภาพ, การเลือกเพลง, การตัดต่อให้เข้ากับจังหวะเพลง,การตัดต่อให้ได้อารมณ์ในเชิงกวี, การตัดต่อให้สื่อประเด็นได้อย่างราบรื่น

1.3 เราว่าหนังเรื่องนี้ทำสำเร็จตามคุณลักษณะข้างต้นนะ เพราะหนังเรื่องนี้ถ่ายภาพได้ทั้งสวยงามและสื่อประเด็น, รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆที่เข้ากับประเด็นแล้วเลือกถ่ายออกมาได้ดี, เลือกเพลงได้ดี, ตัดต่อได้เข้ากับจังหวะเพลงมาก, ตัดต่อให้ได้อารมณ์สอดคล้องกันดี และตัดต่อในแบบที่สื่อประเด็นได้ดีหรือกระตุ้นความคิดผู้ชมได้ดีด้วย อย่างเช่นการตัดต่อฉากรำแก้บนกับฉากเต้นระบำเปลือย

2.เราว่าภายในเวลาเพียงแค่ 3 นาที หนังเรื่องนี้สามารถสะท้อนอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับศาสนาพุทธในไทยได้ดีมาก โดยที่หนังไม่ต้องใช้เสียงบรรยายอะไรเลย เราได้เห็นการกราบไหว้บูชาทั้งในแบบที่เป็นการกราบพระและกราบภูติผีเทวดา, ได้เห็นพุทธพาณิชย์, ได้เห็นความประพฤติที่อาจจะไม่เหมาะสมของพระ, ได้เห็นอภิสิทธิ์ของพระในสังคมไทย, ได้เห็นทั้งความงดงามและความน่าเกรงขามกึ่งหลอนๆของพระพุทธรูป สรุปว่ามันเป็น 3 นาทีที่แน่นมากทั้งในด้านประเด็นและความงดงามทางภาพและเสียง

3.แต่ถ้าหากถามว่าทำไมเราถึงไม่ชอบหนังเรื่องนี้ถึงขั้น A+30 อันนี้มันก็เป็นรสนิยมส่วนตัวของเรานะ เพราะจริงๆแล้วหนังกลุ่มนี้หลายๆเรื่องเราก็ไม่ได้ชอบถึงขั้น A+30 เราจะชอบประมาณ A+15 น่ะ คือเราชอบหนังกลุ่มนี้ในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังไม่เล่าเรื่อง และเป็นหนังที่ให้อารมณ์เชิงกวีหรือคล้ายๆหนังทดลองน่ะ แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราจะชอบหนังที่เป็นหนังทดลองแบบ 100% เต็มหรือหนังเชิงกวีที่เน้นบรรยากาศหรืออารมณ์ความรู้สึกไปเลย โดยไม่ต้องสื่อประเด็นใดๆทางสังคมมากกว่าน่ะ อย่างเช่นพวกหนังของ Teeranit Siangsanoh ที่จะเป็นการนำภาพจิปาถะของสิ่งต่างๆมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน แล้วไม่ต้องสื่อประเด็นใดๆ แต่พอเราดูแล้วเรากลับรู้สึกมีความสุขกับมันมากๆ อะไรทำนองนี้

เพราะฉะนั้นการที่เราไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้ถึงขั้น A+30 จึงไม่ใช่ความผิดของหนังแต่อย่างใด และเราก็เข้าใจดีว่านักศึกษาหลายๆมหาลัยมักจะทำหนังทำนองนี้ออกมา คือเป็นหนังที่ “สื่อประเด็นชัดเจน” เพื่อส่งอาจารย์น่ะ และพอเราเจอหนังประเภทนี้ในเทศกาลภาพยนตร์มาราธอน เราก็มักจะชอบประมาณ A+15 น่ะแหละ 555


4.ชอบฉากเปิดมากเลยนะ มันทำให้เราสงสัยขึ้นมาเลยว่า ตุ๊กตาแมคโดนัลด์ของประเทศอื่นๆมันทำท่าไหว้แบบนี้หรือเปล่า หรือว่าเราจะเห็นตุ๊กตาแบบนี้แค่ในไทยเท่านั้น แต่ช่วงท้ายของหนังที่เป็นเมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา เราจะรู้สึกเฉยๆ และไม่แน่ใจว่าหนังมันเลือกใช้ภาพได้เข้ากับพรหมวิหาร 4 จริงๆหรือเปล่า 555

SALAYA DOC FEST 2015 DAY ONE


Documentary Films seen on Saturday, March 21, 2015

1.MADAME PHUNG’S LAST JOURNEY (2014, Nguyen Thi Tham, Vietnam, A+30)
รู้สึกผูกพันกับกะเทยในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง ถ้าหากเราไม่ได้เกิดที่ไทย แต่ไปเกิดที่เวียดนาม เราก็อาจจะกลายเป็นหนึ่งในกะเทยกลุ่มนี้ไปแล้ว

2.THE LOOK OF SILENCE (2014, Joshua Oppenheimer, Indonesia, A+30)

3.THE STORM MAKERS (2014, Guillaume Suon, Cambodia, A+30)
มีแม่สองคนในหนังเรื่องนี้ที่เกลียดลูกของตนเองอย่างรุนแรงมากๆ ความเกลียดชังระหว่างแม่กับลูกแบบนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้เห็นในหนังส่วนใหญ่ อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากคือภาพลักษณ์ของคนพิการในหนังเรื่องนี้ เพราะหญิงพิการขาขาดในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่คนน่าสงสาร แต่อาจจะเป็น “อาชญากรตัวร้าย”

4.FLOWERS OF TAIPEI: TAIWAN NEW CINEMA (2014, Chinlin Hsieh, Taiwan, A+30)
ชอบฉากที่ Wang Bing ด่าทอหนังของ Zhang Yimou กับ Chen Kaige อย่างรุนแรง อีกฉากที่ชอบมากคือฉากที่ Oliver Assayas กับ Jean-Michel Frodon ถกเถียงกันอย่างรุนแรงเรื่อง aesthetics ที่แตกต่างกันระหว่างหนังจีนกลุ่ม Fifth Generation กับหนังกลุ่ม New Taiwan Cinema เพราะฉากนั้นทำให้เรานึกถึงความสุขเวลาได้ฟังเพื่อน cinephiles อย่างเช่น Filmsick กับ Ratchapoom ถกเถียงกัน

5.LADY OF THE LAKE (2014, Zaw Naing Oo, Myanmar, A+15)