Monday, August 20, 2018

BNK 48: GIRLS DON'T CRY


BNK 48: GIRLS DON’T CRY (2018, Nawapol Thamrongrattanarit, documentary, A+30)

1.เราคงไม่ต้องเขียนอะไรมาก เพราะแชร์ที่คนอื่นๆเขียนไปแล้ว 9 คน ทั้งของ The Standard, The Momentum, ปราปต์, Pongson Arunsintaweeporn, Pique Knoithi, Jutha Saovabha, Chanchana Khan, Fye Suthmahatayangkun, Kridpuj Dhansandors ชอบมากที่แต่ละคนมีความเห็นที่น่าสนใจหมดเลย ทั้งๆที่หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่มีสัญลักษณ์อะไรให้แต่ละคนตีความแตกต่างกันไป มันเป็นหนังที่ตรงไปตรงมาสุดๆแล้ว แต่มันก็กระตุ้นให้ผู้ชมแต่ละคนแสดงความคิดที่แตกต่างกันออกมาได้

เพราะฉะนั้นเราก็จะเน้นเขียนแต่ความรู้สึกส่วนตัวนะ และคงไม่ต้องมาเสียเวลาบรรยายถึงความดีงามมากมายของหนังเรื่องนี้ที่คนอื่นๆได้เขียนไปเยอะแล้ว

สิ่งแรกที่เราอ่านแล้วพบว่า เรามีปฏิกิริยาแตกต่างจากผู้ชมบางคนก็คือว่า เรา “ไม่ได้รู้สึกเศร้า” กับสมาชิก BNK ในหนังเรื่องนี้มากเท่าไหร่น่ะ เพราะอย่างที่เราเขียนไปแล้วว่า เรา “ไม่เชื่อ” คำพูดของใครเลยในหนังเรื่องนี้ เราแค่รับฟังว่าใครพูดอะไร แต่เราจะไม่ลงความเห็นแต่อย่างใดทั้งสิ้นว่าเขาพูดออกมาจากใจจริงหรือเปล่า คือเราไม่ได้ตัดสินว่าใครพูดเท็จหรือตอแหลนะ เรามองแค่ว่ามันมีความเป็นไปได้ทั้งสองทางว่าแต่ละคนอาจจะพูดจริงหรือไม่ก็ได้ และเรายอมรับความเป็นไปได้ของทั้งสองสิ่งนี้ และจะไม่ลงความเห็นว่าใครพูดจริงหรือเท็จ ใคร fake หรือ sincere

คือพอเราแค่ “รับฟัง” แต่ไม่ปักใจเชื่อใคร โดยเฉพาะการร้องไห้ของแต่ละคนที่ไม่รู้ว่าเศร้าจริงหรือเป็น “การแสดง” (แบบสุเทพ เทือกสุบรรณ) อารมณ์ของเรามันก็เลยไม่ได้ไหลไปตาม subjects น่ะ เราจะตั้งคำถามตลอดเวลาว่า เขาน่าสงสารจริง หรือเขาสร้างภาพลักษณ์ว่าน่าสงสาร

สาเหตุหนึ่งที่เรารู้สึกแบบนี้เป็นเพราะว่าเราไม่เคยติดตามสมาชิกวงนี้และแทบไม่เคยมีความรู้ใดๆเกี่ยวกับวงนี้มาก่อนเลย เพราะเรามองวงนี้มาตลอดว่ามันเป็นสินค้าที่ผลิตมาเพื่อคนอื่นๆ ไม่ได้ผลิตมาเพื่อเรา เราก็เลยไม่คิดจะเสียเวลาทำความรู้จักอะไรกับวงนี้ เราเพิ่งได้รู้จักสมาชิกหลายคนในวงนี้ก็จากหนังเรื่องนี้นี่แหละ (ครั้งแรกที่เรารู้จัก อร ก็จากหนังเรื่อง APP WAR 555) เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่คิดที่จะปักใจเชื่อคำพูดของใครจากการได้ฟังเขาพูดเพียงแค่ 2 ชั่วโมง ประสบการณ์ของเราสอนเราว่า เพื่อนสนิทบางคนที่เรารู้จักมักคุ้นสนิทสนมกันมา 9 ปี ยังทรยศเราอย่างรุนแรงและคาดไม่ถึงได้เลย และขนาดคนที่เราสนิทที่สุดมา 9 ปียังทรยศเรา โกหกเราได้ แล้วเราจะเชื่อคำพูดของคนที่เราไม่รู้จักได้อย่างไร

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่ปักใจเชื่อใคร เป็นเพราะว่า “ความรู้สึกของผู้ชม” มันกลายเป็นสิ่งที่มี “มูลค่า” สำหรับสมาชิกวงนี้น่ะ คือการทำตัวน่าสงสาร หรือการพูดจาในแบบใดก็ตามที่ทำให้ตัวเองดูดี มันก็ช่วยเพิ่มความนิยมให้กับตัวผู้พูดได้ และมันส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในฐานะสมาชิกวงนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราก็เลย treat สมาชิกวงนี้ในแบบที่ไม่เหมือน subjects ของหนังสารคดีเรื่องอื่นๆ เพราะ subjects ของหนังสารคดีเรื่องอื่นๆมันไม่ต้องพึ่งพา “ความชื่นชอบของผู้ชม” มากเท่ากับ subjects ของหนังสารคดีเรื่องนี้น่ะ

คือจริงๆตอนดูหนังเรื่องนี้ หนังที่ผุดขึ้นมาเปรียบเทียบกันในหัวเราตลอดเวลาคือ THE CHAMPIONS (2003, Christoph Huebner) ซึ่งเป็นหนังสารคดีที่ติดตามชีวิตนักฟุตบอลหนุ่มๆในเยอรมนีเป็นเวลาราว 4 ปี ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งหนุ่มๆกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการเป็นตัวสำรอง และทุกคนก็ใฝ่ฝันที่จะพัฒนาฝีมือจนได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงของทีม

แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงตอนท้ายของ THE CHAMPIONS เราก็แทบร้องไห้ มันเศร้าสุดๆที่พบว่า ถึงเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว พวกเขาหลายคนก็ยังคงเป็นได้แค่ “ตัวสำรอง” เหมือนเดิม หนุ่มๆหลายคนปรากฏตัวในช่วงแรกของหนังเรื่องนี้ด้วยดวงตาที่เป็นประกายสดใส เปี่ยมด้วยความหวัง ความฮึกเหิม ความใฝ่ฝันถึงความสำเร็จของชีวิต แต่หนุ่มๆหลายๆคนก็ปรากฏตัวในตอนท้ายของหนังสารคดีเรื่องนี้ ด้วยดวงตาที่ “ไม่มีความหวังใดๆหลงเหลืออยู่ในประกายตาของพวกเขาอีกต่อไป” พวกเขาต้องทำใจยอมรับความจริงของชีวิตว่าพวกเขาเป็นได้แค่ตัวสำรองเท่านั้น และคงต้องลำบากในการแสวงหาทางเลือกใหม่ให้กับการดำรงชีวิตต่อไป ชีวิตมันคือความทุกข์จริงๆ

คือตอนดู GIRLS DON’T CRY เราจะนึกถึง THE CHAMPIONS มากๆ แต่เราเศร้ากับหนุ่มๆเยอรมันใน THE CHAMPIONS มากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าพวกเขาคงไม่มา “แสดง” ต่อหน้ากล้องว่า กูไม่เก่งพอ กูเลยแทบไม่เคยได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงเลยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เพราะการแสดงต่อหน้ากล้องแบบนั้นมันคงไม่น่าจะช่วยสร้าง “มูลค่า” ให้กับตัวพวกเขาสักเท่าไหร่

ในขณะที่ subjects ของ GIRLS DON’T CRY นั้น มันต้องพึ่งพาความนิยมจากประชาชนเป็นหลักน่ะ ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อพวกเธอมันกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าโดยตรงสำหรับพวกเธอ (อาจจะไม่ต่างจากนักการเมือง) เพราะฉะนั้น “ภาพลักษณ์” ที่แต่ละคนแสดงออกมา มันก็เลยมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็น “ภาพลักษณ์ที่ปั้นแต่งมาดีแล้ว” ทั้งภาพลักษณ์สวย, สง่า, ผู้ดี, น่ารัก, ใสๆ, โก๊ะๆ, น่าสงสาร, ใจดี, เกรี้ยวกราด, ใจสู้ ฯลฯ  ความรู้สึกของเราก็เลยถอยห่างออกจากตัว subjects ของหนังโดยอัตโนมัติ และคิดว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อใครในทันทีจะดีกว่าว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นออกมาจากใจจริง หรือ
เป็น “ภาพลักษณ์” ที่เขาพยายามสร้างขึ้นมา

ในแง่นึงเราก็เลย treat subjects ของหนังเรื่องนี้เหมือน subjects ในหนังสารคดีเกี่ยวกับคดีความทางกฎหมาย 555 อย่างเช่น  CAPTURING THE FRIEDMANS (2003, Andrew Jarecki), BROTHER’S KEEPER (1992, Jo Berlinger, Bruce Sinofsky) และ FAKE (2016, Tatsuya Mori) คือเราจะมองว่า subjects ในหนังเหล่านี้เป็นคนที่ “น่าสงสาร” มากๆ หรือบางทีเขาอาจจะไม่น่าสงสารจริงก็ได้ บางทีเขาอาจจะผิดจริงก็ได้ เราจะไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด 100% เต็ม อะไรทำนองนี้

2.หนังอีกกลุ่มที่เราคิดถึงมากๆตอนดู GIRLS DON’T CRY ก็คือหนังสารคดีที่กำกับโดยนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครน่ะ เพราะนักศึกษามหาลัยนี้ชอบทำหนังสารคดีเกี่ยวกับผู้หญิงที่ทำอาชีพที่ต้องใช้ความสวย ทั้งพริตตี้, นางแบบ, นักแสดง, นักร้องงานเลี้ยง และหนังสารคดีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความสวยเหล่านี้ จริงๆแล้วมันยากลำบากและมันหนักหนาสาหัส เลือดตาแทบกระเด็นมากเพียงใด

หนังสารคดีในกลุ่มนี้ก็มีเช่น MATOOM (2011, Benjamas Rattanaphech), ARISARA (2013, Charttakarn Wedchagit), NUDE DOCUMENTARY FILM (2014, Pimploy Sudlar), CHERRY (2016, Kantima Sirichusub) และ PARTY SINGER นักร้องงานเลี้ยง (2015, Thunwa Singkru)

แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า หนังสารคดีกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วกำกับโดย “เพื่อนสนิท” ของตัว subjects เองน่ะ เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะเหมือนเชื่อคำพูดของตัว subjects ในหนังได้ง่ายกว่า เพราะ subjects เหมือนไม่ได้คุยกับผู้ชม แต่คุยกับเพื่อนสนิทที่อยู่หลังกล้อง

และอีกสิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า subjects ในหนังสารคดีกลุ่มนี้ ใช้แค่ความสวยของรูปร่างหน้าตาเป็นหลักในการทำอาชีพน่ะ (ยกเว้น “นักร้องงานเลี้ยง”) แต่ไม่ต้องใช้ “บุคลิก” หรือตัวตนข้างในในการสร้างมูลค่าให้ตัวเองมากนัก เพราะฉะนั้นถึงแม้ subjects ของหนังสารคดีกลุ่มนี้จะมีความใกล้เคียงกับ subjects ของ GIRLS DON’T CRY แต่ subjects ของหนังสารคดีกลุ่มนี้ก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องสร้าง “ภาพลักษณ์” ใดๆขึ้นมาต่อหน้ากล้องน่ะ เราก็เลยปักใจเชื่อคำพูดของ subjects ในหนังสารคดีกลุ่มนี้ได้ง่ายกว่า GIRLS DON’T CRY

3.แต่ถึงแม้เราจะไม่ปักใจเชื่อว่าใครพูดจริงหรือไม่จริงบ้างใน GIRLS DON’T CRY เราก็ชอบสิ่งที่ subjects หลายๆคนในหนังพูดนะ คือเรามองว่าสิ่งที่หลายคนพูดมันเหมือนกับ “น้ำใสในลำธาร” หรือไม่ก็ “น้ำที่ผ่านการ sterilzed มาอย่างดี” น่ะ คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า สมาชิกอายุน้อยหลายๆคน พูดจาเหมือน “น้ำใสในลำธาร” คือเหมือนยังซื่อๆอยู่ และก็พูดอะไรออกมาตรงๆ ดู sincere ดี (ถึงแม้เราเผื่อใจให้กับความกังขาอยู่บ้าง) ส่วนสมาชิกวัย 20 up บางคนใน GIRLS DON’T CRY พูดจาเหมือน “น้ำที่ผ่านกระบวนการ sterilized มาอย่างดีแล้ว” น่ะ ซึ่งอันนี้ไม่ได้หมายถึงว่าพวกเธอตอแหลนะ แต่เป็นการชื่นชมว่าพวกเธอ “ฉลาด” มาก คือใจจริงของแต่ละคนเป็นยังไง เราก็ไม่อาจตรัสรู้ได้ แต่เราคิดว่าคำพูดคำจาของบางคนมันดูฉลาดดีน่ะ คือเหมือน “คิดไตร่ตรองดีแล้วภายในเวลาอันรวดเร็ว”, “คัดกรองเอาถ้อยคำที่อาจส่งผลลบต่อคะแนนนิยมตัวเองออกไปอย่างรวดเร็ว” และเมื่อ “คิดไตร่ตรองดีแล้ว” จึงค่อยพูดออกมา มันก็เลยกลายเป็นคำพูดที่เหมือนน้ำที่ผ่านการ sterilized มาอย่างดีแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของคนพูด

4.อีกปัจจัยที่ทำให้เราไม่ได้เศร้าไปกับ subjects ของ GIRLS DON’T CRY ก็คือว่า เรารู้สึกเหมือนกับว่าความเจ็บปวดของคนที่พยายามจะเป็นไอดอลเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า เราฟังนักมวยบอกว่า “ขึ้นชกมวยแล้วเจ็บตัว” น่ะ คือถ้าคุณเลือกเองว่าจะ “ต้องการชื่อเสียงโด่งดัง เพราะมันจะนำมาซึ่งเงินในการหาเลี้ยงชีพ ด้วยวิธีการแบบนี้ คุณก็ต้องยอมรับความเสี่ยงและความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจที่มาพร้อมกับอาชีพนี้” ไม่งั้นคุณก็ต้องเลือกอาชีพอื่น คือในแง่นึงเราก็เลยนึกถึงนักมวยน่ะ  คือถ้าเลือกเองว่าจะมาทางสายนี้ ก็ต้องกัดฟันทนยอมรับความเจ็บปวดมากมายที่จะตามมาให้ได้ และต้องชั่งน้ำหนักเองให้ได้ว่าจะเป็นนักมวยต่อไปหรือเปล่า หรือถ้าทนเจ็บไม่ไหวแล้ว ก็ต้องรีบเลิกซะ ก่อนที่จะสายเกินไป

เพราะฉะนั้นพอเราได้ฟังความเจ็บปวดของ subjects บางคนในหนัง เราก็เลยรู้สึกอุเบกขาหน่อยๆ คือเหมือนกับฟังนักมวยบอกว่าขึ้นชกแล้วโดนต่อย เจ็บมากเลยน่ะ เพราะเรามองว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องแลกกันอยู่แล้ว การจะเป็นนักมวย มันก็ต้องทนเจ็บตัวแบบนี้แหละ และการจะเป็นไอดอล มันก็ต้องแลกกับความเจ็บปวดแบบนี้เหมือนกัน

และในเมื่อคนเราทุกคนแตกต่างกัน เราไม่รู้ว่าคุณ “เจ็บ” มากแค่ไหน สภาพจิตของคุณมีพื้นฐานเป็นอย่างไร และคุณมีความจำเป็นทางการเงินมากน้อยแค่ไหน เราก็เลยไม่สามารถแนะนำนักมวยหรือไอดอลแต่ละคนได้ว่า คุณควรอำลาวงการได้แล้วยัง เพราะแต่ละคนต้องชั่งน้ำหนักด้วยตัวเองแหละว่า ทนเจ็บต่อไปแล้วมันคุ้มหรือเปล่า ถ้ามันไม่คุ้ม ก็เลิกซะ เพราะเรา “เลือก” ได้

5.ชอบวิธีการที่เต๋อเลือกในการกำกับหนังเรื่องนี้มากๆ ทั้งการให้ข้อมูลพื้นฐานต่างๆเกี่ยวกับวงนี้ เพราะเราแทบไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับวงนี้มาก่อนเลย และชอบที่เต๋อเลือกใช้ talking heads เป็นหลัก เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นมิตรกับผู้ชมที่เป็นเกย์อย่างเรา 555

คือถ้าว่ากันตามตรง เวลาเราดูประกวด “ชายงาม” เราก็ชอบช่วงการประกวด “ชุดว่ายน้ำ” มากที่สุดน่ะ เพราะเราอยากดูผู้ชายหนุ่มหล่อกล้ามใหญ่ใส่ชุดว่ายน้ำเดินไปเดินมา แต่เวลาเราดูประกวด “นางงาม” เราก็ชอบช่วง “ตอบคำถาม หรือสัมภาษณ์” มากที่สุด ไม่ใช่ช่วงนางงามเดินใส่ชุดว่ายน้ำ อวดเรือนร่างหรือความ sexy เพราะมันไม่ตอบสนองความต้องการทางเพศของเรา

เพราะฉะนั้นการดู talking heads ใน GIRLS DON’T CRY ก็เลยสร้างความพึงพอใจให้กับเราเหมือนกับการดูช่วง “แข่งขันตอบคำถาม” เวลาประกวดนางงามน่ะ มันเป็นช่วงที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ความงามของ subjects เพียงอย่างเดียว แต่มันวัดกึ๋น วัดสมอง ส่อง “ข้างใน” ความคิด, จิตใจ, ไหวพริบ ของ subjects หรือผู้เข้าประกวดแต่ละคนด้วย และเราก็เพลิดเพลินกับอะไรแบบนี้มากๆ

และเราว่าการใช้ talking heads เพื่อส่องสะท้อนข้างในความคิดของ subjects แต่ละคนแบบนี้นี่แหละ มันเป็นวิธีที่ช่วยให้ปูเป้และจิ๊บโดดเด่นขึ้นมาได้ มันช่วยเปิดโอกาสให้ subjects บางคนที่มีดีที่ข้างใน ได้แสดงความสามารถนั้นออกมาด้วย

6.อีกจุดที่ชอบ GIRLS DON’T CRY ก็คือว่า มันช่วยบันทึกปรากฏการณ์ทางสังคมหรือวัฒนธรรมได้ดีน่ะ และมันเหมาะกับผู้ชมอย่างเรา ที่แก่แล้ว และไม่คิดจะไล่ตามโลกหรือเทคโนโลยีอีกต่อไป ชอบอะไรเชยๆและล้าสมัยเป็นหลัก การได้ดูหนังแบบ GIRLS DON’T CRY ที่บันทึกวัฒนธรรมของพ.ศ.นี้, MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY ที่บันทึกโลกทวิตเตอร์ หรือ FREELANCE ที่บันทึกชีวิตการทำงานของคนรุ่นใหม่ มันก็เลยช่วยให้เราที่ใช้ชีวิตอยู่กับความล้าสมัยเป็นหลัก ได้ทำความเข้าใจโลกยุคปัจจุบันได้มากขึ้น

ภาพประกอบจากนิตยสาร ฟิ้ว เล่ม 19 (ส.ค. 2008)

Friday, August 17, 2018

AFTERIMAGE (2016, Andrzej Wajda, Poland, A+30)


AFTERIMAGE (2016, Andrzej Wajda, Poland, A+30)

ดูแล้วสมาธิหลุดเป็นระยะๆ แต่ไม่ใช่เป็นเพราะว่าหนังไม่ดี แต่เป็นเพราะว่าเหตุการณ์ในหนังมันทำให้นึกถึงเมืองไทยตลอดเวลา โดยเฉพาะเมืองไทยในตอนนี้ ซึ่งเป็นยุคที่เราเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างรุนแรงเพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ชอบที่จริงๆแล้วชีวิตตัวละครมันหนักหนาสาหัสรุนแรงมาก แต่หนังมันไม่ฟูมฟายเลย มันไม่พยายามบีบคั้นอารมณ์เราให้ร้องไห้เลย คือพระเอกมันขาขาดข้างนึง แขนก็ขาดข้างนึง คือแค่พระเอกใช้ชีวิตประจำวันก็หนักมากๆแล้ว แต่พระเอกยังถูกทางการโปแลนด์ยุคสตาลินกลั่นแกล้งเล่นงานอย่างรุนแรงอีก

รู้สึกว่าหลายๆซีนในหนังนี่ ถ้าหากเป็นผู้กำกับบางคนทำ เขาคงจะใส่ดนตรีเศร้าๆ เร้าอารมณ์หนักๆ เพื่อให้คนดูร้องไห้ หรือเน้นกระตุ้นอารมณ์คนดูให้เกลียดชังตัวละครผู้ร้ายอย่างเต็มที่ แต่ไวดาใจหินมากๆ เพราะเขาไม่ทำแบบนั้นเลย เขาเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวละคร โดยตัดอารมณ์ที่ไม่จำเป็นทิ้งไปเกือบหมด

ดูแล้วก็คิดว่า “อังเดร ไวดา” เป็นผู้กำกับหนังการเมืองที่เราชอบสุดๆคนนึง แต่เขาก็มีความถนัดเฉพาะตัวนะ เพราะหนังการเมืองของเขาที่เราได้ดูส่วนใหญ่ มันต้องอาศัยตัวละครที่มีลักษณะเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรี ที่ต้องเผชิญกับความเลวร้ายอย่างรุนแรงจากระบอบเผด็จการน่ะ เหมือน “พลัง” ในหนังการเมืองหลายเรื่องของเขา มันใช้สูตรเคมีคล้ายๆกัน คือการนำเอาสารเคมีหลักสองตัวที่ตรงข้ามกันมาปะทะกันอย่างรุนแรง และสารเคมีหลักสองตัวนั้นก็คือ protagonist ที่มีความเข้มแข็งกล้าหาญ กับระบอบการปกครองที่กดขี่ประชาชนอย่างเลวร้าย ซึ่งอาจจะรวมถึงหนังเรื่องนี้ และหนังอย่าง MAN OF MARBLE (1977), MAN OF IRON (1981), A LOVE IN GERMANY (1983), DANTON (1981)

แต่การที่เขาชอบทำหนังอะไรแบบนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้นะ เพราะเขาคงเติบโตมากับความเลวร้ายของระบอบนี้น่ะ ทั้งในยุคนาซีและยุคคอมมิวนิสต์ ประสบการณ์ชีวิตของเขามันก็เลยหล่อหลอมให้เขาชอบทำหนังแบบนี้

ดูแล้วก็สงสัยว่า บางทีปัญหาการเมืองที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ มันอาจจะส่งผลให้ forms หรือ styles ของผู้กำกับหนังการเมืองในแต่ละประเทศแตกต่างกันไปด้วยหรือเปล่า เหมือนอย่าง Rithy Panh ก็ทำหนังสไตล์นึง, Ken Loach ก็ทำหนังสไตล์นึง, Lav Diaz ก็ทำหนังสไตล์นึง, Jean-Luc Godard ก็ทำหนังสไตล์นึง, Jafar Panahi ก็ทำหนังสไตล์นึง, หนังเชคนิวเวฟก็เป็นอีกสไตล์นึง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะปัญหาการเมืองของแต่ละประเทศมันไม่เหมือนกัน สไตล์ของหนังก็เลยแตกต่างกันไปด้วยหรือเปล่า

 หรือแม้แต่ในไทยเองนั้น บรรยากาศทางการเมืองที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ก็คงส่งผลกระทบต่อสไตล์ หรือ forms ของหนังการเมืองแต่ละยุคไปด้วย ในบางทศวรรษเราอาจจะมีหนังการเมืองที่ตัวละครถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมา อย่างเช่นหนังของ Prap Boonpan และในบางทศวรรษเราอาจจะมีหนังการเมืองที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ดูแล้วต้องตีความกันเอาเอง เพราะอย่างที่ AFTERIMAGE ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า “การเมือง” กับ “การแสดงออกทางศิลปะ” มันส่งผลกระทบต่อกันอย่างรุนแรงขนาดไหน



Tuesday, August 14, 2018

ON THE EDGE OF THE WORLD


101 DALMATIANS (1961, Clyde Geronimi, Hamilton Luske, Wolfgang Reitherman, animation, A+30)

หนังสวยมาก ชอบลายเส้นและสีสันของหนังมากๆ

ชอบไอเดียเรื่อง TWILIGHT BARK ที่ให้หมาเห่าหอนกระจายข่าวบอกต่อๆกันด้วย รู้สึกว่าเป็นไอเดียที่เก๋มาก

เหมือนหนังจะแอบสอนผู้ชมที่เป็นเด็กๆด้วยว่า อย่ากินอาหารเยอะไป และอย่าดูโทรทัศน์มากเกินไป คือหนังเหมือนใช้วิธีการสอนที่แยบยลดีน่ะ เพราะตัวละครลูกหมาตัวนึงที่กินเยอะไป และลูกหมาอีกตัวที่มัวแต่ดูโทรทัศน์ เป็นลูกหมาสองตัวที่ประสบปัญหาในการหนีผู้ร้ายเพราะจุดอ่อนของตัวเอง เราว่าวิธีการสอนเด็กแบบนี้เป็นวิธีที่ดีมาก คือแทนที่จะสอนตรงๆ เราก็สามารถสอนเด็กในทางอ้อมด้วยวิธีนี้ได้

ON THE EDGE OF THE WORLD (2013, Claus Drexel, France, documentary, 98min, A+30)

1.หนักมาก ชอบเรื่องราวของคนไร้บ้านในหนังเรื่องนี้มากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้กำกับต้องไปคลุกคลีหรือทำความรู้จักกับ subjects นานมากเท่าไหร่ ถึงสามารถทำให้ subjects แต่ละคนเผยชีวิตของตนเองแบบนี้ออกมาได้

ชอบที่มันเป็นหนังยาวด้วย มันเลยมีเวลาให้แต่ละคนพูดอะไรได้เยอะ เพราะจริงๆแล้วเนื้อหาเรื่องคนไร้บ้านแบบนี้ ก็มีหนังสารคดีไทยทำออกมาบ้างแล้วเหมือนกัน อย่างเช่น BANGKOK GHOST STORIES (2016, Wachara Kanha, 20min) และ “บ้านไม่มีเลขที่” (2012, Abhichon Rattanabhayon, 25min) แต่พอหนังไทยสองเรื่องนี้มันเป็นหนังสั้น มันเลยทำได้แค่นำเสนอภาพรวมของ “คนกลุ่มนึง” น่ะ เราไม่มีเวลาในการทำความรู้จักกับ subjects แต่ละคนได้ดีพอ ในขณะที่หนังยาวมันจะเปิดโอกาสให้ subjects แต่ละคนมีเลือดมีเนื้อมีชีวิตจิตใจได้มากขึ้น และ subjects แต่ละคนจะไม่กลายเป็นเหมือน “ข้อมูลสถิติเชิงสังคมศาสตร์” เท่านั้น

2.ชอบ “คุณป้า” ในหนังเรื่องนี้มากที่สุด เหมือนในหนังเรื่องนี้มีผู้หญิงสองคน คนนึงจะใส่แว่นและดูเหมือนชอบพูดอะไรแปลกๆ ส่วนอีกคนนึงเป็นคุณป้าที่เล่าว่าตัวเองเคยมีบ้าน มีผัว มีลูกๆมาก่อน แต่ครอบครัวของเธอโดนทำร้ายเพราะอะไรสักอย่าง และตอนนี้ลูกๆของเธอก็เป็นคนไร้บ้านเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าสิ่งที่คุณป้าคนนี้พูดเป็นความจริงหรือความเท็จมากแค่ไหน แต่ตัวเธอดูเป็นมนุษย์ที่น่าสนใจมากๆ คือเธอต้องมีอดีตที่รุนแรงอะไรสักอย่าง ถึงทำให้เธอต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ได้

3.หนังแตะจุดที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือการรับมือกับหน้าหนาว เพราะเราก็สงสัยมากๆว่า คนไร้บ้านจะอยู่กันยังไงในประเทศในยุโรปที่มีหิมะตก พวกเขาไม่แข็งตายกันหรือ

และเราก็เห็นว่าพวกเขาก็ทนอยู่กันจริงๆ บางคนก็กางเต็นท์อยู่ท่ามกลางหิมะ ส่วนคุณป้าก็ห่อตัวเองด้วยผ้าห่มอวกาศและผ้าห่มธรรมดา คือเธอดูเหมือนถูกห่อด้วยกระดาษและผ้าและกลายเป็นเหมือนของขวัญที่ถูกทิ้งหรืออะไรสักอย่าง คือสภาพของเธอมันดูรุนแรงมากๆ อนาถาอาถรรพณ์มากๆ

ชอบมากๆที่เธอเล่าว่า เธอหนาวก็จริง แต่เธอจะไม่ใช้ผ้าห่มทั้งหมดในทันที เพราะเธอต้องฝึกตัวเองให้ทนรับกับความหนาวให้ได้ ไม่งั้นเธอจะรับมือกับช่วง peak ของฤดูหนาวไม่ได้

ตอนดูจะนึกถึงหนังอย่าง WILL IT SNOW FOR CHRISTMAS? (1996, Sandrine Veysset) และ IT ALL STARTS TODAY (1999, Bertrand Tavernier) ด้วย เพราะหนังสองเรื่องนี้ก็นำเสนอชีวิตคนจนเหมือนกัน แต่เป็นคนจนที่ยังมีบ้านอยู่ และถ้าเราจำไม่ผิด หนังเรื่องใดเรื่องนึงในสองเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า ขนาดคนจนที่มีบ้านอยู่ แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า พวกเขายังแข็งตายในหน้าหนาวได้เลย แล้วจะนับประสาอะไรกับคนไร้บ้าน ไม่รู้พวกเขาต้องทุกข์ทรมานมากแค่ไหนถึงจะอยู่รอดได้ในหน้าหนาวในยุโรป

4.เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เรามองตำรวจฝรั่งเศสในแง่ดีขึ้นแฮะ โดยที่ไม่รู้ว่าหนังตั้งใจหรือเปล่า เพราะถึงแม้จะมีตำรวจมาไล่ที่คนไล่บ้านคนนึงในหนังเรื่องนี้ หนังก็ไม่ได้ฉายให้เห็นภาพความรุนแรง แต่เหมือนเป็นการทำตามหน้าที่ของตำรวจมากกว่า

แต่สิ่งที่ประทับใจมากๆก็คือเรื่องของคนไร้บ้านคนนึงที่เล่าว่า มีตำรวจใจดีเคยเอาของขวัญมาให้เขามากมายในช่วงคริสต์มาส

5.แมวในหนังขโมยซีนมากๆ

6.ชอบการนำเสนอภาพคนไร้บ้านที่นอนในซอกอุโมงค์ใต้ดินด้วย คือการถ่ายภาพคนไร้บ้านคนนี้นึกว่าเป็น paintings เมื่อ 200 ปีก่อนน่ะ มันเป็นสถานที่ที่โสโครกมากๆ แต่ใบหน้าของคนไร้บ้านคนนี้มันมีพลังรุนแรงเหมือน paintings เมื่อ 200-300 ปีก่อนมากๆ หรือเหมือนกับว่าเขาหลุดออกมาจากหนังของ Bela Tarr หรืออะไรทำนองนี้


7.ถ้าไม่ดูหนังเรื่องนี้ เราก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีคนไร้บ้านแบบนี้ในฝรั่งเศสด้วย เพราะก่อนหน้านี้เราอาจจะเคยดูหนังอย่าง VAGABOND (1985, Agnès Varda) ก็จริง แต่พอมันเป็นหนัง fiction เราก็เลยไม่ได้นึกว่ามันจะมีคนไร้บ้านอยู่จริงเป็นจำนวนมากแบบนี้

ส่วนหนังอย่าง THE GLEANERS AND I (2000,  Agnès Varda) นั้น ก็นำเสนอคนคุ้ยเขี่ยขยะในฝรั่งเศส ซึ่งโดยรวมแล้ว สถานะของคนเหล่านี้ก็ดีกว่าคนไร้บ้านน่ะ เพราะคนคุ้ยเขี่ยขยะหลายคนก็ดูเหมือนจะมีบ้านอยู่ เพียงแต่ว่าพวกเขาเล็งเห็นประโยชน์จากขยะเท่านั้นเอง

เวลาเราดูหนังเกี่ยวกับผู้อพยพในฝรั่งเศส เราก็พบว่า พวกเขาจะได้อยู่ในโรงแรมเล็กๆนะ เราก็ไม่รู้เรื่องระบบของฝรั่งเศสเหมือนกัน แต่เหมือนกับว่าทางการฝรั่งเศสจะจัดสรรที่พักเป็นโรงแรมเล็กๆให้พวกผู้อพยพอยู่กันไปก่อนจนกว่าจะได้สถานะผู้ลี้ภัยหรืออะไรทำนองนี้น่ะ เพราะฉะนั้นผู้อพยพพวกนี้ก็เลยไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกแบบคนไร้บ้านในหนังเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนกับว่า แตะจุดต่ำสุดจุดนึงของสังคมฝรั่งเศสจริงๆ

8.ชอบสไตล์ของผู้กำกับด้วย คือหนังมันดูเรียบง่ายมากๆในแง่นึง คือหนังแค่ปล่อยให้ผู้อพยพแต่ละคนพูดไปเรื่อยๆ เรื่อยๆเท่านั้นเอง พร้อมกับนำเสนอสภาพแวดล้อมของพวกเขา แต่แค่นี้มันก็หนักที่สุดแล้ว

สไตล์เรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างรุนแรงแบบนี้ ทำให้นึกถึงหนังหลายๆเรื่องของ Raymond Depardon ด้วย ทั้ง CAUGHT IN THE ACTS (1994), THE 10TH DISTRICT COURT (2004) และ MODERN LIFE (2008) คือหนังเหล่านี้เหมือนปล่อยให้ subjects พูดไปเรื่อยๆ แต่มันกลับกลายเป็นหนังที่ทรงพลังและดีงามสุดๆในความเห็นของเรา เหมือนผู้กำกับมันมีวิธีการบางอย่างในการทำให้การพูดของ subjects แต่ละคน หรืออากัปกิริยาสีหน้าสีตาท่าทางของ subjects แต่ละคน มันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างและสะท้อนความเป็นมนุษย์หรือแก่นแท้ของ subjects แต่ละคนออกมาได้

9.รู้สึกว่าหนังที่สามารถปะทะกับหนังเรื่องนี้ได้ในแง่ “ความรุนแรงของชีวิต” คือ TONDO, BELOVED: TO WHAT ARE THE POOR BORN? (2011, Jewel Maranan, Philippines, documentary) ที่นำเสนอชีวิตคนจนครอบครัวนึงในฟิลิปปินส์ คือครอบครัวนี้มีบ้านอยู่ก็จริง แต่มันก็เป็นบ้านที่เล็กสุดๆ และความยากแค้นแสนเข็ญของครอบครัวนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าของ subjects ใน ON THE EDGE OF THE WORLD แต่อย่างใด

10.ดู “หน้าหนาว” ในหนังสารคดีฝรั่งเศสเรื่องนี้ แล้วทำให้นึกถึงกลอนที่ชอบมากๆด้วย นั่นก็คือกลอน QUARANTINE ของ Eavan Boland ที่เล่าเรื่องของชายหญิงไร้บ้านคู่นึงที่มีคนพบศพทั้งสองนอนแข็งตายในหน้าหนาว โดยขณะที่พวกเขาแข็งตายนั้น ฝ่ายชายเอาเท้าฝ่ายหญิงมาซุกไว้ที่แผงอกของเขา เพื่อพยายามทำให้เท้าฝ่ายหญิงอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความอบอุ่นจากแผงอกของเขาคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขาสามารถมอบให้เธอได้ ก่อนที่ทั้งสองจะหนาวตายไปด้วยกัน

“In the worst hour of the worst season

of the worst year of a whole people

a man set out from the workhouse with his wife.

He was walking-they were both walking-north.

She was sick with famine fever and could not keep up.

He lifted her and put her on his back.

He walked like that west and north.

Until at nightfall under freezing stars they arrived.

In the morning they were both found dead.

Of cold. Of hunger. Of the toxins of a whole history.

But her feet were held against his breastbone.

The last heat of his flesh was his last gift to her.

Let no love poem ever come to this threshold.

There is no place here for the inexact

praise of the easy graces and sensuality of the body.

There is only time for this merciless inventory:

Their death together in the winter of 1847.

Also what they suffered. How they lived.

And what there is between a man and a woman.

And in which darkness it can best be proved."

Monday, August 13, 2018

BURNING (2018, Lee Chang-dong, South Korea, A+30)


BURNING (2018, Lee Chang-dong, South Korea, A+30)

SPOILERS ALERT

1.ดูนานแล้ว แต่ไม่ได้เขียนถึงเลย และก็พบว่าหลายๆคนเขียนถึงสิ่งที่เราอยากเขียนไปหมดแล้ว รู้สึกว่าการรอในครั้งนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่า รอให้หลายๆคนเขียนไปก่อน เราจะได้ไม่ต้องเขียน ประหยัดเวลา 555

ชอบที่หลายๆคนเขียนมากๆ และพบว่าหลายๆคนก็มีทั้งที่เขียนตรงกับที่เราคิด หรือแตกต่างไปจากที่เราคิด ชอบมากๆที่หนังมันกระตุ้นให้คนคิดแตกต่างกันไปได้มากขนาดนี้ เหมือนหนังมันเล่าเรื่องตรงไปตรงมาก็จริง แต่มันก็ intriguing มากๆผ่านทางความลึกลับบางอย่างที่ไม่คลี่คลายในเรื่อง (ตรงนี้อาจจะทำให้นึกถึง L’AVVENTURA) และผ่านทางคำพูดแฝงปรัชญาของตัวละคร

ประเด็นนึงที่ชอบมากที่หลายคนเขียนถึง คือเรื่องความจริง/ไม่จริงของหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งละครใบ้ที่เป็นการเล่นกับความมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงของสิ่งต่างๆ (ละครใบ้ที่ทำให้คนเห็นในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้นึกถึง BLOW-UP ของ Michelangelo Antonioni), แมวของนางเอก ที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า และมันเป็นตัวเดียวกับแมวในบ้านของเบนหรือเปล่า, บ่อน้ำที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า, การเผาเรือนเพาะชำ ที่ไม่รู้ว่าเบนทำจริงหรือแค่แต่งเรื่องขึ้นมาเล่นๆ, ช่วงท้ายของหนัง ที่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือจินตนาการของพระเอก

เราว่าประเด็นเรื่องละครใบ้ ทำให้เรานึกถึงเรื่อง “การสำเร็จความใคร่” ด้วย เพราะการสำเร็จความใคร่หลายๆครั้งก็คือการจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเหมือนกัน 555

อีกประเด็นที่ชอบมากที่คนอื่นเขียนถึง คือที่คุณ Thanawat Numcharoen เขียนถึงนัยยะทางเพศในฉากจบของหนัง ซึ่งตรงกับสิ่งที่เราคิด ผ่านทางมีดของจงซู, ลิปสติกของเบน, การใช้มีดแทง, ใบหน้าของเบนที่บอกไม่ได้ว่าเจ็บปวดหรือพึงพอใจในช่วงท้าย, การที่จงซูถอดเสื้อจนเปลือยเปล่า คือมันเหมือนกับว่าฉากฆาตกรรมนี้เป็นการร่วมรักในแบบหนึ่งด้วย

2.แต่สิ่งที่คนอื่นๆคิดต่างจากเรา แล้วเราประหลาดใจมากๆที่ได้อ่าน คือการมองว่าเบนเป็นคนร้าย, ซาตาน, ฆาตกรโรคจิต ฯลฯ 555555 คือตอนดูเราชอบเบนมากกว่าจงซูน่ะ เราก็เลยไม่ได้มองเบนในทางลบสักเท่าไหร่ตอนดูหนัง เพราะฉะนั้นพอได้มาอ่านความเห็นของคนอื่นๆ เราก็เลยชอบมาก เพราะเราไม่ได้มองเบนในทางลบแบบนั้นมาก่อนเลย

คือช่วงแรกของหนังเราก็ชอบทั้งเบนทั้งจงซูนะ อยากกินทั้งสองคนในระดับพอๆกัน แต่ความชอบจงซูดิ่งฮวบลงตอนกลางเรื่องน่ะ เพราะเรารับไม่ได้ที่เขาพูดกับนางเอกว่า “เธอไม่ควรเปลือยกายต่อหน้าผู้ชายคนอื่น มีแต่กะหรี่ที่ทำแบบนั้น” หรืออะไรทำนองนี้ คือเราเกลียดผู้ชายแบบนี้มากๆน่ะ คือมึงเป็นใคร มึงมีสิทธิอะไรมาควบคุมการใช้ร่างกายของกู กูจะเปลือยกายต่อหน้าใครมันก็เป็นสิทธิของกูหรือเปล่าวะ คือถ้าหากจงซูให้เหตุผลว่า “เธอไม่ควรเปลือยกายในที่ดินของฉัน เพราะเดี๋ยวตำรวจมาหาเรื่องฉัน เธอควรไปเปลือยกายนอกที่ดินของฉัน หรือนอกเขตรั้วบ้านของฉัน” หรืออะไรทำนองนี้ เรายังรับเหตุผลนี้ได้นะ เพราะคำพูดแบบนี้มันยังเป็นการยอมรับสิทธิในการเปลือยกายของคนอื่น เพียงแต่ต้องไม่มาละเมิดสิทธิในที่ดินของเราน่ะ

คือพอจงซูพูดแบบนั้น เราก็เข้าใจนางเอกในทันที ว่าทำไมเธอถึงดูอารมณ์เสีย แล้วไปกับเบน แล้วก็หายไปจากชีวิตจงซูไปเลย

แล้วพอช่วงท้ายเรื่อง การฆาตกรรมเบนก็ไม่ justified ในความเห็นของเราด้วย เพราะมันไม่มีหลักฐานว่าเบนเป็นฆาตกรโรคจิตน่ะ และไม่มีหลักฐานว่าเบนเผาเรือนเพาะชำร้างใดๆด้วย เพราะฉะนั้นการฆ่าเขาด้วยความเกลียดชังที่ไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานรองรับอะไรแบบนี้ มันก็เลยทำให้เราเกลียดจงซูมากยิ่งขึ้น เราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบเบนมากกว่า เพราะเขาอาจจะไม่ได้เผาเรือนเพาะชำร้างใดๆก็ได้ และเขาอาจจะไม่ได้เป็นฆาตกรโรคจิตก็ได้

และอย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า การหาวของเบนทำให้เรา identify กับเขา เพราะเวลาที่เราอยู่กับเพื่อนๆ cinephiles เราก็หาวบ่อยๆ อย่างตอนไปกินข้าวที่โคมแดงครั้งล่าสุด เราก็หาวไปไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง เพราะร่างกายของกูต้องการการพักผ่อน แต่กูไม่ได้เบื่อใครแต่อย่างใด 55555

มันก็เลยเหมือนกับว่าทุกการกระทำของเบนในหนังเรื่องนี้ มันเอื้อให้คนดูหลายๆคนนำไปตีความในทางลบได้มากมาย ทั้งการหาว, ฐานะที่ดี, การพูดว่าเขาไม่เคยร้องไห้, การพูดเรื่องการเผาเรือนเพาะชำร้าง โดยตั้งอยู่บนตรรกะที่เลวร้าย, แมว, เครื่องประดับมากมายของผู้หญิงในห้องน้ำ คือหลายๆอย่างมันเอื้อให้คนดูคิดว่าเขาอาจจะเป็นฆาตกรโรคจิตเหมือนอย่างพระเอกหนังเรื่อง AMERICAN PSYCHO (2000, Mary Harron) ก็ได้ แต่เราไม่คิดแบบนั้น เราคิดว่าเบนอาจจะเป็นหรือไม่เป็นฆาตกรโรคจิตก็ได้ นางเอกอาจจะหนีเจ้าหนี้ไปตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ไหนก็ได้ หรือนางเอกอาจจะถูกแก๊งเจ้าหนี้ฆ่าตายไปแล้วก็ได้ เราจะไม่เกลียดเบนจนกว่าจะมีหลักฐานมัดตัวเขาอย่างแน่นหนาว่าเขาเผาเรือนเพาะชำจริง หรือฆ่าคนจริงๆค่ะ 555 (นี่แหละค่ะ พลังของความเงี่ยน Steven Yeun)

3.ชอบตัวละครนางเอกมากๆเลยนะ รู้สึกว่าเธอซับซ้อนดี เธอไม่ใช่แค่ผู้หญิงจนๆที่หวังจับผู้ชายรวยๆ แต่เธอต้องการอะไรจากชีวิตมากกว่านั้น

ที่เธอเล่าเรื่องจงซูเคยช่วยเธอจากบ่อน้ำ เรามองว่ามันอาจจะเป็นอุปมาอุปไมยก็ได้นะ คือนางเอกในวัยเด็กอาจจะเกลียดครอบครัวมากๆ และมีชีวิตที่เป็นทุกข์ มันก็เลยเหมือนกับการตกอยู่ในบ่อน้ำน่ะ แต่สิ่งที่ช่วยชุบชูใจนางเอกในวัยเด็ก ให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ก็คือเพื่อนบ้านอย่างจงซู ที่นางเอกอาจจะแอบชอบตั้งแต่วัยเด็ก

อย่างไรก็ดี จงซูก็ทำร้ายจิตใจนางเอกอย่างรุนแรงในตอนวัยรุ่น เมื่อเขาด่าเธอว่าหน้าตาน่าเกลียดมาก (หน้าตาก่อนทำศัลยกรรมของนางเอกเป็นอย่างไร ก็ขอให้ดูจากใบหน้าของพี่สาวของนางเอก) นั่นก็เลยคงเป็นแรงผลักดันให้เธอทำศัลยกรรม และอาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้เธอมีหนี้สินก็ได้ และคำด่านั้นอาจจะทำให้เธอตั้งเป้าหมายในการเผด็จศึกจงซูให้ได้ด้วย และพอจงซูติดบ่วงเสน่ห์ของเธอแล้ว ก็เหมือนเธอทำภารกิจสำเร็จแล้ว ปมฝังใจของเธอในวัยเด็กได้รับการชำระแล้ว เขาดูเหมือนจะเป็นเพื่อนที่ดีได้คนนึง แต่พอเขาต้องการจะเป็นมากกว่าเพื่อน และเข้ามาด่าเธอเรื่องการเปลือยกาย เธอก็เลยอาจจะรู้สึกว่า เขากลายเป็นคนที่มี “โทษ” มากกว่ามี “ประโยชน์” ต่อชีวิตของเธอ เพราะฉะนั้นกูก็หนีมึงไปพร้อมๆกับการหนีเจ้าหนี้ดีกว่า 555 อันนี้คือในกรณีที่นางเอกหายตัวไปเพราะหนีเจ้าหนี้นะ แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันแหละที่นางเอกอาจจะหายตัวไปเพราะถูกเจ้าหนี้หรือเบนฆ่าตาย

4.อีกสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกสะเทือนใจมากๆ คือทางเลือกในชีวิตของพ่อพระเอกน่ะ ถ้าเราจำไม่ผิด ตัวละครตัวนึงเล่าให้พระเอกฟังว่า ตอนพ่อพระเอกยังหนุ่ม เขาเคยมีโอกาสในการเอาเงินไปซื้อที่ดินในกังนั้ม แต่เขาดันไม่เลือกเส้นทางนั้น เขาดันเลือกที่จะกลับมาทำไร่ในชนบทเหมือนเดิม

คือฟังแล้วมันเศร้ามากน่ะ คือถ้าหากพ่อพระเอกเอาเงินไปซื้อที่ดินในกังนั้มตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ป่านนี้จงซูก็คงจะมีสถานะใกล้เคียงกับเบนไปแล้ว คือพอจงซูเห็นเบน เราจะแอบรู้สึกว่า เขาจะนึกเหมือนเราหรือเปล่าว่า ถ้าหากพ่อกูเลือกเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องเมื่อหลายสิบปีก่อน ป่านนี้กูก็อาจจะเป็นเพื่อนบ้านของเบนไปแล้วก็ได้

5.ชอบมากที่คำพูดของเบนเรื่องการเผาเรือนเพาะชำ ทำให้จงซูหวาดระแวง จนแทบจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง เพราะจงซูไปด้อมๆมองๆเรือนเพาะชำบางแห่ง จนเหมือนเป็นผู้ร้าย และเขาก็เคยทดลองจุดไฟใส่เรือนเพาะชำด้วย

จุดนี้มันทำให้เรานึกถึงตัวเราเองน่ะ เพราะความหวาดระแวงมากเกินไปของเราในบางครั้ง มันทำให้เราแทบจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเองเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ในอพาร์ทเมนท์ของเรานั้น บางทีคนที่ย้ายเข้ามาใหม่ๆ เขาไม่รู้ว่าควรต้องปิดประตูหน้าห้องตลอดเวลาน่ะ เพราะไม่งั้นเสียงอะไรต่างๆนานาจากห้องของเขา มันจะดังออกไปรบกวนห้องอื่นๆ

เราเองเวลาพอได้ยินเสียงอะไรดังๆ รบกวน จนนอนไม่หลับ เราก็เลยต้องคอยเปิดประตูไปดูว่า เสียงมันดังมาจากห้องไหนที่ไม่ยอมปิดประตูหน้าห้องหรือเปล่า แล้วถ้าเจอต้นตอ เราก็จะไปขอให้เขาปิดประตูหน้าห้องซะ

ทีนี้ในบางครั้ง เราก็เหมือนหวาดระแวงมากเกินไป พอได้ยินเสียงอะไรดังๆ บางทีเราก็เปิดประตูออกไปดู และก็พบว่าทุกห้องปิดประตูสนิทแล้ว

และเราก็พบว่า การที่เราเปิดประตูออกไปเช็คดูบ่อยๆว่า เสียงมันดังมาจากห้องไหน มันก็อาจจะเป็นการส่งเสียงรบกวนได้เหมือนกัน คือเสียงเปิดปิดประตูห้องของเรา มันก็เป็นเสียงรบกวนน่ะ เราไม่ควรทำบ่อยๆโดยไม่จำเป็น

มันก็เลยเหมือนกับว่า การที่เราหวาดระแวงมากเกินไปว่าห้องอื่นๆจะทำเสียงดัง มันก็เลยทำให้เรากลายเป็นคนที่ทำเสียงดังรบกวนห้องอื่นๆเสียเอง 555 เพราะฉะนั้นพอเราเห็นความหวาดระแวงของจงซูทำให้จงซูแทบจะกลายเป็นผู้ร้าย หรือกลายเป็นคนที่เผาเรือนเพาะชำเสียเองแบบนี้ เราก็เลยชอบมากๆ เราว่ามันเป็นลักษณะที่น่าสนใจอย่างนึงมากๆของมนุษย์

6.ฉากเต้นรำตอนกลางเรื่อง classic มากๆอย่างที่ทุกคนเขียนจริงๆ เรารู้สึกเลยว่า “แสงอาทิตย์” กลายเป็นเหมือนตัวละครสำคัญอีกตัวในเรื่อง ทั้งแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบโซลทาวเวอร์ และแสงอาทิตย์ยามอัสดงในฉากสำคัญช่วงกลางเรื่อง

7.สรุปว่าก็เป็นหนังที่ชอบสุดๆนะ และคงติดอันดับประจำปี แต่คงไม่ถึงขั้น TOP TEN เพราะมันเป็นหนังที่ intriguing หรือ thought-provoking มากๆสำหรับเรา แต่เราก็ไม่ได้อินกับตัวละครตัวไหนเป็นการส่วนตัวน่ะ เราเกลียดจงซู ทั้งๆที่ในหนังส่วนใหญ่เราจะอินกับตัวละครคนจน, นางเอกก็หายไปช่วงกลางเรื่อง ส่วนเบนก็รวยเกินไปและลึกลับเกินไปจนเราก็ไม่อินด้วย

แต่ถ้าหากพูดถึงหนังรักสามเส้าระหว่างคนรวย-คนจนที่เราอินสุดๆแล้ว ก็คงต้องเป็นเรื่อง DREILEBEN: BEATS BEING DEAD (2011, Christian Petzold) ที่เคยติดอันดับประจำปีของเราไปแล้ว อันนั้นเป็นเรื่องของสาวรวยกับสาวจนที่ตกหลุมรักชายหนุ่มคนเดียวกัน และเราอินกับตัวละครสาวจนในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดๆ เราก็เลยให้ BEATS BEING DEAD ติด TOP TEN ประจำปีของเราไปเลย ทั้งๆที่ BEATS BEING DEAD ของ Petzold ไม่ได้แฝงปรัชญาลึกซึ้งอะไรแบบ BURNING

Sunday, August 12, 2018

OVER DRIVE (2018, Eiichiro Hasumi, Japan, A+30)


OVER DRIVE (2018, Eiichiro Hasumi, Japan, A+30)

1.ผัว ผัว ผัว ผัว ผัว ผัว ผัว นี่คือสิ่งที่คิดอยู่ในหัวตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ ต้องขอบคุณน้องเวฟมากๆที่บอกเราว่าพระเอกถอดเสื้อโชว์กล้ามบ่อยมากในหนัง เราก็เลยตัดสินใจถ่อไปดูที่เมเจอร์ สำโรง และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ 555

เป็นหนังที่รวมดาราหล่อๆไว้ได้ดีมาก ทั้ง Masahiro Higashide, Mackenyu, Takumi Kitamura, Keita Machida และยังมีนักแสดงที่เราอยากกินอีก 3 คนในหนังด้วย ซึ่งก็คือคนที่เล่นเป็นเจ้านายนางเอก, เพื่อนร่วมงานของนางเอก และหนุ่มใหญ่หุ่นหมีคนนึงที่อยู่ในทีมงานของพระเอก

จำ Mackenyu ไม่ได้เลย เขาเปลี่ยนไปเยอะมาก ล่ำบึ้กทรมานใจชายมากๆ หวังว่าสิ่งที่เราเห็นในหนังเป็น body ที่แท้จริงของเขานะ ไม่ใช่ CG เพราะ search หารูปเขาถอดเสื้อในเน็ตไม่ได้เลย

2. ในแง่นึง มันก็เป็นหนังสูตรสำเร็จแบบญี่ปุ่น ที่มักเล่าเรื่องราวของตัวละครที่มุ่งมั่นกับความสำเร็จในหน้าที่การงาน,กีฬา, การแข่งขันอะไรบางอย่าง แต่เรามักจะค่อนข้างชอบหนังสูตรสำเร็จกลุ่มนี้ ถ้าหากหนังมันลงลึกในการทำงานนั้นจริงๆ หรือถ้าหากหนังมันทุ่มเทเอาจริงเอาจังให้กับอาชีพหรือกีฬานั้นๆ  และ OVER DRIVE ก็สอบผ่านตรงจุดนี้ เพราะหนังมันดูเอาจริงเอาจังกับ "การพัฒนาเครื่องยนต์ของรถ" มากๆ หนังมันไม่ได้มีแต่ดราม่าโง่ๆไปเรื่อยๆ แต่มันเหมือนมีความหลงใหลในเครื่องยนต์กลไกของรถยนต์อยู่ด้วย

สาเหตุที่เราชอบหนังกลุ่มนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า เราเติบโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น และละครทีวีญี่ปุ่นแบบนี้ก็ได้มั้ง ทั้งการ์ตูนอย่าง หงส์ฟ้า, หน้ากากแก้ว, สู้เขามายูโกะ (อาชีพช่างตัดผม), ตากล้องที่รัก, ยอดรักจอแก้ว (อาชีพพิธีกรรายการโทรทัศน์) หรือละครทีวีอย่าง ยอดหญิงชิงโอลิมปิก, เงือกสาวจ้าวสระ, ยอดตำรวจหญิง, WHO WILL WEAR THE WEDDING DRESS? (อาชีพดีไซเนอร์) หรือละครทีวีเกี่ยวกับอาชีพแอร์โฮสเตส, นักดนตรี ฯลฯ อะไรต่างๆมากมาย

 และพอเราเติบโตมากับละครทีวีและการ์ตูนญี่ปุ่นแบบนี้ เราก็เลยชอบหนังญี่ปุ่นที่มันทุ่มเทให้กับอาชีพของตัวละครตามไปด้วย ทั้งหนังอย่าง BAKUMAN (2015, Hitoshi One) ที่เจาะอาชีพนักเขียนการ์ตูน, KISEKI: SOBITO OF THAT DAY (2017, Atsushi Kaneshige) ที่พูดถึงนักดนตรี, SATOSHI: A MOVE FOR TOMORROW (2016, Yoshitaka Mori) ที่พูดถึงนักเล่นหมากรุกญี่ปุ่น, TOMORROW'S JOE (2011, Fumihiko Sori) ที่พูดถึงนักมวย, NORIBEN -- THE RECIPE FOR FORTUNE (2009, Akira Ogata) ที่พูดถึงนักทำข้าวกล่องเบนโตะ และ THE LAST RECIPE (2017, Yojiro Takita) ที่พูดถึงเชฟ คือโครงเรื่องหลักของหนังกลุ่มนี้มันอาจจะมีความสูตรสำเร็จก็จริง แต่ถ้าหากหนังมันทุ่มเทให้กับรายละเอียดในการประกอบอาชีพของตัวละคร เราก็มักจะรักหนังเรื่องนั้น

3.ขำตัวละครนางเอก คือจริงๆแล้วตัดเธอทิ้งไปจากหนังก็ได้ 555 คือเธอเหมือนมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนคนดู” ในการเข้าไปเริ่มทำความรู้จักกับหนุ่มหล่อคนต่างๆในหนัง มากกว่าที่จะเป็นตัวละครที่ส่งผลกระทบอะไรอย่างแท้จริงกับเนื้อเรื่อง

แต่อาชีพของนางเอกแปลกดีนะ คือเธอเป็น “ตัวแทนของสปอนเซอร์” ที่ถูกส่งมาคุมความประพฤติของพระเอก คือพระเอกเป็นนักแข่งรถที่รับเงินจากการเป็น presenter โฆษณาให้บางบริษัท บริษัทก็เลยต้องส่งคนมาคุมความประพฤติของพระเอกด้วย

4.พอดูหนังญี่ปุ่นเมนสตรีมที่ตัวละครเน้น “มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับความสำเร็จในอาชีพ” และดูหนังฝรั่งเมนสตรีมอย่าง MARY POPPINS (1964, Robert Stevenson), CHRISTOPHER ROBIN (2018, Marc Forster),THE FAMILY MAN (2000, Brett Ratner) และหนังคริสต์มาสต่างๆ มันก็เลยเหมือนเห็นค่านิยมที่แตกต่างกันระหว่างญี่ปุ่นกับฝรั่ง เพราะหนังฝรั่งจะชอบสอนในสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะหนังฝรั่งชอบสอนว่า “อย่าทำงานมากเกินไป ควรให้เวลากับครอบครัวบ้าง” คือหนังญี่ปุ่นเหมือนชอบกระตุ้นในทางอ้อมว่า “จงมุมานะอย่างเต็มที่” แต่หนังฝรั่งเหมือนจะกระตุ้นในทางอ้อมว่า “อย่าวัตถุนิยมมากเกินไป ครอบครัวสำคัญกว่า”

โดยส่วนตัวแล้ว เราก็ไม่ได้อินกับทั้งสองคำสอนนี้นะ เพราะเราไม่ได้ผูกพันกับครอบครัว, เราไม่ใช่คนวัตถุนิยม และเราก็ไม่ชอบการแข่งขันด้วย มันก็เลยเหมือนกับว่าคำสอนทั้งสองคำสอนนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะที่ OVER DRIVE และหนังญี่ปุ่นหลายเรื่อง พยายามกระตุ้นให้คนมุมานะตั้งใจทำงานในอาชีพของตนเองให้ดีที่สุดนั้น สปอนเซอร์หลักของหนังเรื่อง OVER DRIVE คือบริษัท Dentsu ซึ่งเป็นบริษัทที่ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ เพราะพนักงานทำงานหนักจนตาย (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ เพราะเราเห็นชื่อ Dentsu เด่นมากในหนัง)