Wednesday, December 13, 2017

RHIZOME 2017

Films seen in RHIZOME 2017
(in viewing order)

1.Q (2017, James Bascara, animation, A+30)
2.HARMALA PSYCHOTRIA (2016, Frederik Jan Depickere, documentary, A+20)
3.BLAHA LUJZA SQUARE (Antonin Blanc, Hungary, documentary, A+25)
4.TO ALL SONS OF OUR MOTHER (Antonin Blanc, A+10)
5.PORT (2016, Hiroshi Sunairi, 26min, A+30)
6.SNAKESKIN (2014, Daniel Hui, Singapore, 105min, second viewing, A+30)
7.POSTOCULA (2013, Jon Lazam, Philippines, A+25)
8.MEETING PLACE (2010, Jon Lazam, Philippines, A+30)
9.DARNA: A STONE IS A HEART YOU CANNOT SWALLOW (2012, Jon Lazam, Philippines, second viewing, A+30)
10.PANTOMIME FOR FIGURES SHROUDED BY WAVES (2013, Jon Lazam, Philippines, second viewing, A+30)
11.THE MOON IS NOT OURS (2011, Jon Lazam, Philippines, A+15)
12.TASTE OF GOOSEBERRY (2016, Jon Lazam, Philippines, A+30)
13.THREE ENCHANTMENTS (2016, Jon Lazam, Philippines, second viewing, A+30)
14.PIRACY (2017, Jon Lazam, Philippines, A+30)
15.BALIKTARAN STUDY 01 (2016, Jon Lazam, Philippines)
16.SLEEP HAS HER HOUSE (2017, Scott Barley, UK, 90min, A+30)
17.A SUBSEQUENT FULFILMENT OF A PRE-HISTORIC WISH (2015, Johannes Gierlinger, Austria, A+25)
18.THE FORTUNE YOU SEEK IS IN ANOTHER COOKIE (2014, Johannes Gierlinger, Austria, 74min, A+30)
19.PEOPLE POWER BOMBSHELL: THE DIARY OF VIETNAM ROSE (2017, John Torres, Philippines, 89min, A+30)
20.THE ETHEREAL MELANCHOLY OF SEEING HORSES IN THE COLD (2012, Scott Barley, UK, A+20)
21.NIGHTWALK (2013, Scott Barley, UK, 6min, A+25)
22.ILLE LACRIMAS (2014, Scott Barley, UK, 20min, A+30)
23.HOURS (2015, Scott Barley, UK, 3min, A+25)
24.SHADOWS (2015, Scott Barley, UK, 20min, A+30)
25.HUNTER (2015, Scott Barley, UK, 14min, A+30)
26.CLOSER (2016, Scott Barley, UK, 7min, A+30)
27.HINTERLANDS (2016, Scott Barley, UK, 7min, A+30)
28.THE GREEN RAY (2017, Scott Barley, UK, 12min, A+30)
29.WOMB (2017 Scott Barley, UK, 17min, A+30)         

--ปกติเราชอบจัดอันดับหนังที่ได้ดูนะ แต่งานนี้ขี้เกียจจัด ว่าชอบเรื่องไหนมากหรือน้อยกว่าเรื่องไหน เพราะมันมีหนังที่ชอบในระดับ A+30 เยอะมาก แล้วหนังของ Scott Barley มันแยกจากกันยากมากๆ โดยเฉพาะหนังกลุ่ม ILLE LACRIMAS, HUNTER, CLOSER, HINTERLANDS ที่เราแทบแยกไม่ออกว่า 4 เรื่องนี้มันต่างกันยังไง คือถ้าให้เรียงลำดับว่าใน 4 เรื่องนี้ชอบเรื่องไหนมากที่สุด เราก็คงต้องดูซ้ำใหม่อีกรอบ แล้วเราจะดูซ้ำใหม่ไปทำไมเพียงเพื่อจัดอันดับว่าชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน 555

จริงๆแล้ว THE GREEN RAY ก็คล้ายกับหนัง 4 เรื่องในกลุ่มข้างต้นมากๆ แต่ THE GREEN RAY มันจำง่าย เพราะถ้าเราเข้าใจไม่ผิด มันคือส่วนหนึ่งของหนังเรื่อง SLEEP HAS HER HOUSE น่ะ มันเป็นฉากที่กล้องตั้งนิ่งๆถ่ายธรรมชาติในช่วงอาทิตย์อัสดงจนอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป และมีฟ้าผ่าปรากฏขึ้นมา คือถ้าเทียบกับ 4 เรื่องข้างต้นแล้ว เราก็ชอบ THE GREEN RAY มากที่สุด

--ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุดในงานนี้ ก็คงเป็น PEOPLE POWER BOMBSHELL: THE DIARY OF VIETNAM ROSE กับ SLEEP HAS HER HOUSE นั่นแหละ ตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน เพราะชอบกันคนละแบบ

จริงๆแล้วตอนดูเสร็จใหม่ๆจะชอบ PEOPLE POWER BOMBSHELL มากกว่า เพราะเราชอบหนังที่เล่นสนุกกับ “วิธีการเล่าเรื่อง” น่ะ และเราชอบมากๆที่หนังเรื่องนี้มันทำให้เรามีมุมมองใหม่กับ “ฟิล์มเน่า”

คือปกติแล้วเวลาดูหนังเก่า แล้วพบว่าฟิล์มมันเน่าจนเกือบดูไม่ได้แล้ว เราจะรู้สึกเศร้าเสียใจและอารมณ์เสียไง แต่ปรากฏว่า PEOPLE POWER BOMBSHELL กลับ treat สภาพฟิล์มที่ย่ำแย่ว่าเป็นสิ่งที่งดงาม ยิ่งภาพในฟิล์มมันขยุกขยุย มีรอยเปื้อน รอยขูดขีด ช้ำเลือดช้ำหนองมากเท่าไหร่ มันกลับยิ่งสวย ยิ่งทรงคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งต่างจากเวลาดูหนังเก่าที่ restoration แล้ว ที่พยายามทำให้ฟิล์มดูสดใหม่ปราศจากรอยขูดขีดมากที่สุด
                                                                         
เราก็เลยรู้สึกว่า การดู PEOPLE POWER BOMBSHELL ทำให้เราตระหนักว่า ความรู้สึกของเราที่มีต่อบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกกำกับควบคุมไว้แล้วผ่านระบบระเบียบที่คนอื่นๆกำหนดมา มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ “เป็นธรรมชาติ” ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกโปรแกรมไว้แล้วโดยคนอื่นๆในสังคมน่ะ

คือการดู “ฟิล์มเน่า” ในสถานการณ์นึง เรากลับรู้สึกเลวร้ายมาก แต่การดู “ฟิล์มเน่า” ในอีกสถานการณ์นึง เรากลับรู้สึกว่ามันงดงามสุดๆ มันเป็นเพราะอะไร ทั้งๆที่มันเป็นฟิล์มเน่าเหมือนกัน นั่นแสดงให้เห็นว่า มันเป็นเพราะเราไม่ได้มีความรู้สึกต่อฟิล์มเน่าเหล่านั้นโดยตรง เราไม่ได้มองฟิล์มเน่าแล้วเรารู้สึกอะไรขึ้นมาในดวงจิตของเราในทันที แต่ก่อนที่เราจะรู้สึกอะไรต่อฟิล์มเน่า เราผ่านการ “คิดถึงเจตนาของผู้สร้าง” ก่อนที่จะประมวลผลออกมาเป็นความสุขหรือความเศร้าในดวงจิตของเราเมื่อเห็นฟิล์มเน่า

คือเวลาดูหนังเก่า แล้วเห็นฟิล์มเน่า เรารู้สึกเศร้า เพราะเรารู้ว่าผู้สร้างหนังไม่ได้ต้องการให้ฟิล์มมันเน่า ภาพมันเสียแบบนั้น แต่พอดู PEOPLE POWER BOMBSHELL หรือดูหนังอย่าง 100 TIMES REPRODUCTION OF A COCK KILLS A CHILD BY PECKING ON THE MOUTH OF AN EARTHEN JAR (2017, Chulayarnnon Siriphol), 1/4/C REGENERACIONES DE VHS A VHS (1999-2000, Antoni Pinent, Spain), REPEATING DRAMATIC (2008, Arpapun Plungsirisoontorn)  หรือแม้แต่มิวสิควิดีโอ FOUND A CURE ของ Ultra Nate ที่เล่นกับ “ภาพเสีย” เรากลับรู้สึกว่าภาพยิ่งเน่า แล้วมันยิ่งงาม เพราะเรารู้ว่าผู้สร้างจงใจให้ภาพมันยับยู่ยี่แบบนั้น

เพราะฉะนั้นพอดู PEOPLE POWER BOMBSHELL เราก็เลยคิดไปถึงงานศิลปะบางอันที่เป็นการเอา found object มากำหนดให้เป็นงานศิลปะน่ะ อย่างเช่น TOWARDS MYSTICAL REALITY ของ Simon Soon ที่เอายากันยุงที่จุดใช้แล้ว มาจัดแสดงในฐานะงานศิลปะ แล้วเราก็ชอบงานอะไรแบบนี้มากๆ เพราะเราว่างานแบบนี้กับหนังอย่าง PEOPLE POWER BOMBSHELL มันทำให้เราตระหนักว่า ความรู้สึกชอบ/ชังของเราต่อบางสิ่งบางอย่าง มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่ผ่านตัวแปรหลายๆอย่างในหัวของเรามาแล้ว แล้วเลยออกมาเป็นความรู้สึกชอบ/ชังนั้น เพราะฉะนั้นในบางครั้ง เราสามารถ “เขียนโปรแกรมใหม่” ในหัวของเราก็ได้ เพื่อกำหนดให้เราชอบ/ชังสิ่งต่างๆได้เอง โดยไม่ต้องให้คนอื่นๆในสังคมกำหนดก็ได้ เหมือนเราเห็นวัตถุ A แล้วเรารู้สึกเกลียด เราก็จะถามตัวเองว่า เราเกลียดเพราะอะไร ใครกำหนดให้เราเกลียดมัน หรือเราเกลียดมันเองโดยไม่มีใครกำหนด แล้วถ้าเราเกลียดมันตามที่คนอื่นๆบอกสอนมา แล้วเราจะตั้งโปรแกรมใหม่ในหัวของเราให้เราชอบมันดีมั้ย เราสามารถสร้างคุณค่าให้กับวัตถุ A ในหัวของเราได้เองมั้ย อะไรทำนองนี้ 555


ส่วน SLEEP HAS HER HOUSE นั้น ตอนดูจบใหม่ๆก็ชอบมากนะ แต่อาจจะชอบน้อยกว่า PEOPLE POWER BOMBSHELL เพราะ SLEEP HAS HER HOUSE มันมีตัวเปรียบเทียบเยอะ ทั้งหนังของ Teeranit Siangsanoh, Enzo Cillo, James Benning อะไรทำนองนี้น่ะ แต่พอเวลาผ่านไปนานๆ เราก็ชอบ SLEEP HAS HER HOUSE มากขึ้น เพราะเหมือน “พลังสนธยา” ของมันติดค้างอยู่กับเรามากกว่า PEOPLE POWER BOMBSHELL น่ะ คือ PEOPLE POWER BOMBSHELL เหมือนกระทบความคิดของเรา ส่วน SLEEP HAS HER HOUSE เหมือนกระทบจิตใต้สำนึกของเรา เราก็เลยบอกยากว่าชอบหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน

Monday, December 11, 2017

SUPERBUG (2017, Wachara Kanha, 22min, A+30)

SUPERBUG (2017, Wachara Kanha, 22min, A+30)

1.วชรยังคงเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่เราชอบมากที่สุดเหมือนเดิม เพราะเขาเป็นคนทำหนังแนวกวีที่ดูเหมือนจะมีคนไทยทำน้อยมาก และเขาก็ทำออกมาได้ดีมากๆด้วยในสายตาของเรา

หนังเรื่องนี้ของวชรเป็นการนำภาพสามัญธรรมดามากมายที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน มาเรียงร้อยเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม โดยมีเสียง voiceover เป็นการอ่านบทกวี (หรือบทรำพึงรำพัน) ของรอนฝัน ตะวันเศร้า โดยตัวบทกวีจะพูดถึงการรอคอยนาน 10 วัน ในช่วงระหว่างวันที่ 9 เดือน 9 จนถึงวันที่ 19 เดือน 9 ก่อนที่จะพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับความหมายของหนังเรื่องนี้ในความเห็นของเรานั้น เราขอไม่เขียนถึงนะ คิดว่าผู้ชมแต่ละคนควรจะตีความด้วยตัวเองจะดีกว่า
                                                   
เราชอบการเรียงร้อยภาพธรรมดาสามัญที่ไม่เกี่ยวข้องกันแบบนี้เข้าด้วยกันมากๆ เราว่ามีผู้กำกับหนังไทยเพียงไม่กี่คนที่ทำแบบนี้ได้ คือผู้กำกับหนังไทยที่ทำแบบนี้ได้เท่าที่เราเคยดูก็มีแค่ Teeranit Siangsanoh, Arnont Nongyao, Tanatchai Bandasak, Jutha Saovabha, Tanakit Kitsanayanyong และก็อาจจะมีอีกไม่กี่คนที่เรายังนึกชื่อไม่ออกในตอนนี้น่ะ คือเราว่าประเทศไทยขาดแคลนผู้กำกับหนังแนวนี้มากๆ (แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้นะ เพราะการทำหนังแนวนี้ไม่สามารถทำเงินได้น่ะ มันไม่ใช่หนังที่สามารถแปรมูลค่าเป็นตัวเงินได้)

ในส่วนของตัวภาพนั้น เราได้เห็นภาพของกองดิน, หน้าต่างหอศิลป์กทม., พุ่มไม้ในซอกตึก, ผ้าม่าน, คนจำนวนมากยืนนิ่งก่อนที่จะนั่งลง, วชรนั่งอยู่เฉยๆ, การเผาหญ้า, ปูว่ายน้ำ, เด็กชาวเขา, เด็กนักเรียนประถมในชนบท, ถังแดง, เด็กมุสลิม, งานศพ, ฯลฯ ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่เราดูหลายรอบได้ไม่เบื่อ คือมันไม่ได้เป็นภาพที่งดงามแบบสุดๆ หรือเป็นภาพที่ freeze แล้วจะเหมือน painting แต่มันเป็นภาพที่ “มีความเป็นอิสระ” และ “มีความเป็นธรรมชาติ” อยู่ในตัวมันน่ะ มันเหมือนเป็นภาพที่ไม่ได้ถูกครอบไว้ด้วยความหมายที่ชัดเจน แล้วถ้าหากเราตีความความหมายของภาพออก เราก็จะเข้าใจสารทั้งหมด คือเราว่าภาพที่เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายในหนังบางเรื่อง มันจะหมดรสชาติ หรือหมดคุณค่าไป เมื่อเราเข้าใจมันน่ะ คือพอเราเข้าใจมันแล้ว มันก็เหมือนภาพนั้นเป็นกล่องนมที่เราดูดนมออกไปหมดแล้ว เราได้รับทุกอย่างจากมันไปแล้ว แล้วมันก็หมดคุณค่าไป แต่ภาพในหนังของวชร และ Teeranit มันเหมือนยังมีความเป็นอิสระและความมีชีวิตอยู่ในตัวมันด้วย คือแน่นอนว่าภาพแต่ละภาพหรือซีนบางซีนในหนังของสองคนนี้มันอาจจะมีความหมายแฝงอยู่ แต่ความหมายของภาพหรือความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของภาพมันไม่ได้ครอบภาพไว้ทั้งหมดน่ะ ภาพแต่ละภาพมันยังมีลมหายใจของมันที่มากไปกว่าการเป็นสัญลักษณ์อยู่ด้วย และเราก็ชอบภาพหรือหนังแบบนี้มากๆ เพราะเราไม่ใช่คนที่ชอบตีความสัญลักษณ์ 555

อย่างเช่นภาพเด็กนักเรียนในหนังเรื่องนี้ คือดูภาพเด็กนักเรียนในหนังเรื่องนี้แล้วเราก็ไม่เข้าใจอย่างชัดเจนว่ามันจะสื่อถึงอะไร หรือผู้กำกับต้องการให้เรารู้สึกอย่างไรกับภาพที่เห็น และพอมันเกิดความไม่แน่ใจทางความหมายและอารมณ์แบบนี้ มันก็เลยเกิดความรู้สึกที่ “เป็นอิสระ” ขึ้นมาสำหรับเรา และเราชอบอะไรแบบนี้มากๆ เราจะตีความภาพเด็กนักเรียนนี้อย่างไรก็ได้ หรือเราจะรู้สึกอย่างไรก็ได้ เราอาจจะรู้สึกสิ้นหวังและสงสารเมื่อเห็นภาพเด็กนักเรียนในประเทศที่ล่มสลายแห่งนี้ก็ได้ โดยที่หนังไม่จำเป็นต้องบอกเรา หรือเราอาจจะ enjoy การจับสังเกตปฏิกิริยาของนักเรียนแต่ละคนก็ได้ ซึ่งมันก็อาจจะคล้ายกับการดูหนังเรื่องแรกของโลกอย่าง WORKERS LEAVING THE LUMIERE FACTORY (1895, Louis Lumiere) ที่หนังไม่จำเป็นต้องสื่อว่าชีวิตสาวโรงงานมันดีหรือเลว เราแค่มองภาพคนเดินออกจากโรงงาน โดยไม่ต้องเอาความหมายใดๆไปครอบมันไว้ หรือไปกำหนดว่าเราต้องรู้สึกอย่างไรกับภาพที่เห็น และปล่อยให้ภาพมันมีชีวิตและลมหายใจของมันเอง

2.ตัวบทกวีของรอนฝัน ตะวันเศร้านั้นก็น่าสนใจดี เราว่ามันดีมากๆเลยที่มีการเอาบทกวีมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ได้แบบนี้ ซึ่งเราว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากๆในการดัดแปลงบทกวีออกมาเป็นหนัง

ท่อนที่ชอบมากในบทกวีนี้ก็คือท่อนที่พูดถึง “พื้นที่คุยกับฉัน” และท่อนที่พูดว่า “ความคิด วิเคราะห์ แยกแยะของฉัน และควยอันแสนเศร้าของฉัน ยังคงคุยกับเศษหนังกำพร้าของคณะราษฎร์ เราคุยถึงพุทธศักราช 2475 ที่หายไป”

เราว่าการนำบทกวีมาดัดแปลงเป็นหนัง มันควรทำออกมาเป็นหนังแบบนี้แหละ คือไม่ใช่การสร้างภาพตามที่บทกวีบอกน่ะ เพราะถ้าหนังแค่จำลองภาพตามสิ่งที่บทกวีเขียนถึง แล้วจะทำหนังออกมาทำไม เราแค่อ่านบทกวีแล้วจินตนาการภาพเองก็พอแล้ว แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำก็คือภาพที่เห็นกับเสียง voiceover ที่พูดบทกวีไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันเสมอไป มันคือการสร้างอีก layer นึงซ้อนทับขึ้นมาจากบทกวี และบางทีสมองของผู้ชมก็ต้องพยายามทำความเข้าใจกับทั้งบทกวี, ภาพที่เห็น, ความเชื่อมโยงกันระหว่างภาพแต่ละภาพในหนัง และความเชื่อมโยงกันระหว่างบทกวีกับภาพไปด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ

3.แต่ถ้าหากเทียบกับหนังของวชรและสำนักงานใต้ดินด้วยกันเองแล้ว นี่ก็อาจจะไม่ใช่หนังที่เราชอบมากที่สุดนะ 555 เพราะเราว่าเราชอบ PHENOMENON (2012, Teeranit Siangsanoh), ชิงชัง (2012, Wachara Kanha),  ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (2014, Wachara Kanha) มากกว่าหนังเรื่องนี้น่ะ อันนี้เทียบกันเฉพาะ “หนังที่เป็นการเรียงร้อยภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน” เหมือนหนังเรื่องนี้ แต่มันไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้มีจุดบกพร่องอะไรตรงไหนนะ เพียงแต่ว่า PHENOMENON, ชิงชัง และภาษาที่เธอไม่เข้าใจส่งผลกระทบทางอารมณ์ต่อเราอย่างรุนแรงมากกว่า

ถ้าหากเทียบกับหนังของผู้กำกับคนอื่นๆแล้ว เราชอบหนังเรื่องนี้ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังหลายๆเรื่องของ Taiki Sakpisit, Arnont Nongyao, Eakalak Maleetipawan และ Pathompon Tesprateep น่ะ คือเราว่าผู้กำกับกลุ่มนี้ทำหนังการเมืองแนวกวีเหมือนกัน ซึ่งมันจะต่างจากหนังการเมืองแนวที่ให้ข้อมูลกับผู้ชมอย่างเป็นรูปธรรม อย่างหนังของ Prap Boonpan, Viriyaporn Boonprasert, Ratchapoom Boonbunchachoke คือหนังการเมืองบางเรื่องมันดูมีประเด็นที่เป็นรูปธรรมมากๆสำหรับเรา ในขณะที่หนังของ Apichatpong Weerasethakul + Chulayarnnon Siriphol อาจจะมีความเป็นรูปธรรมครึ่งนึง นามธรรมครึ่งนึง ส่วนหนังของ Wachara Kanha, Teeranit Siangsanoh, Taiki Sakpisit, Arnont Nongyao, Eakalak Maleetipawan, Tanatchai Bandasak, Pathompon Tesprateep จะดูมีความเป็นนามธรรมมากๆสำหรับเรา คือหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่ๆอะไรแก่เราในทางการเมือง (เพราะบางทีข้อมูลเหล่านี้เราควรหาอ่านจากข่าวหรือบทความทางวิชาการอาจจะดีกว่า) แต่มันกระตุ้นความคิด และมันส่งผลกระทบทางอารมณ์ความรู้สึกต่อเราอย่างมากในแบบที่ยากจะอธิบายได้

ใครอยากดูหนังเรื่องนี้ ก็ติดต่อผู้กำกับดูได้นะ เขาอาจจะส่งลิงค์มาให้เข้าไปดู

DREAMS INSPIRED BY COCO

ผลกระทบจากการดู COCO ก็คือกูเก็บไปฝันเลยค่ะ 555 แต่ฝันคราวนี้ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนะ มันเป็นฝันที่สะเปะสะปะพอสมควร แต่ก็ขอจดบันทึกเอาไว้หน่อยแล้วกัน

เมื่อคืนเราฝันว่าเรานอนอยู่ในศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าอะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า ทำไมเรากับคนหลายๆคนต้องนอนในศูนย์อาหาร รู้แต่ว่าในฝันเราตื่นนอนขึ้นมา แล้วจะไปเข้าห้องน้ำในเวลาตีสอง ก็เลยเดินออกจากศูนย์อาหารจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็สังเกตว่าในห้างมีคลาสโยคะที่มีคนมาเรียนกันด้วย เราก็เลยประหลาดใจมากว่า ทำไมชั้นเรียนโยคะรอบตีสอง-ตีสามถึงมีคนมาเรียนกันเยอะขนาดนี้ หรือว่าการฝึกโยคะตอนตีสอง-ตีสามจะให้ประสิทธิผลสูงสุด สูงกว่าการฝึกโยคะในช่วงเวลาอื่นๆของวัน

พอเข้าห้องน้ำเสร็จ เราก็กลับมานอนในศูนย์อาหาร เราก็นอนหลับตา แล้วก็พบว่าตัวเองยังเห็นขาตัวเองอยู่ แล้วก็ได้ยินเสียงพระเทศน์จากเทปธรรมะอะไรสักอย่างด้วย เราก็เลยงงว่า กูหลับตาแล้ว ทำไมยังเห็นขาตัวเองอยู่ แล้วเราไม่ได้เปิดเทปธรรมะอย่างแน่นอน แล้วเสียงพระเทศน์มาจากไหน เราก็เลยรู้ตัวว่า เรากำลังฝันอยู่อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นกูขอออกไปสำรวจโลกความฝันดูหน่อยดีกว่า แล้วเราก็เหาะออกจากห้างสรรพสินค้าไป

เหาะออกไปแล้ว เราก็เจอหนุ่มสาวกลุ่มนึงกำลังฝึกวิทยายุทธอยู่ คือเหมือนกับฝึกวิชาตัวเบาด้วยการกระโดดจากนอกตึกขึ้นไปที่ชั้นสองของตัวตึก อะไรทำนองนี้ เราก็แอบอยู่ที่ระเบียงชั้นสองเพื่อดูหนุ่มสาวพวกนี้ฝึกวิชากัน แล้วเราก็ค่อยเผยตัวออกมา แล้วบอกว่าการกระโดดแบบนี้เป็นเรื่องง่ายๆนะ (ก็กูรู้ตัวว่าอยู่ในโลกความฝันนี่นา) แล้วเราก็สาธิตให้เห็นด้วยการกระโดดจากชั้นสองไปที่ชั้นหนึ่ง แล้วก็กระโดดจากชั้นหนึ่งแล้วก็ลอยขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วก็บินไปสำรวจสถานที่อื่นๆต่อ

เหมือนในโลกความฝันมันเป็นอาคารตึกๆแบบในกรุงเทพนี่แหละ แต่มันจะมืดๆหน่อย เราบินผ่านไปเห็นวัดแห่งหนึ่งกำลังจัดงานศพอยู่ มีผู้คนเดินไปเดินมา เราก็เลยลงไปสำรวจซะหน่อย แล้วก็พบว่าบรรดาพระๆในวัดนี้จะเห็นเรา แต่คนที่มาร่วมงานศพจะไม่เห็นตัวเรา เหมือนกับเราเป็นวิญญาณที่พระที่มีญาณทิพย์เท่านั้นถึงจะเห็นได้ พระรูปนึงก็โบกมือทักทายเรา คนที่มาร่วมงานศพก็งงว่า พระโบกมือให้ใคร

เราเริ่มสังหรณ์ใจ กลัวว่านี่จะเป็นงานศพของตัวเราเองในอนาคต เราก็เลยพยายามหาชื่อ+รูปของผู้เสียชีวิต แต่หาไม่เจอ เราก็เลยดูตามชื่อพวงหรีดว่าใครส่งมาร่วมงานศพนี้บ้าง ดูว่ามีคนนามสกุลโพธิ์แก้วส่งมาบ้างหรือเปล่า ปรากฏว่าเจอแต่พวงหรีดจากคนนามสกุลโพธิ์เขียว กับคนนามสกุลโพธิ์รักษาอะไรทำนองนี้ แต่ไม่เจอคนนามสกุลโพธิ์แก้ว แล้วเราก็มองเห็นผีหลายตัวมาร่วมปะปนในงานศพนี้ด้วย คือในงานศพจะมีคนธรรมดาที่มองไม่เห็นเรา แล้วก็มีพระหลายรูปที่มองเห็นเรา แล้วก็มีผีที่หน้าตาน่าเกลียดเดินปะปนกับคนในงาน เราก็เลยกลัวๆ แล้วจะบินออกไป แต่พอบินออกนอกศาลาไป เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า มันมีจุดนึงในงานที่น่าจะมีการเขียนชื่อผู้เสียชีวิตเอาไว้ เราก็เลยจะบินกลับเข้าไปดูตรงจุดนั้น ว่ามันเป็นชื่อของเราหรือเปล่า ปรากฏว่าเราบินกลับเข้าไปในศาลาไม่ได้ อยู่ดีๆก็มีประตูมาปิดไว้ เราฝ่าเข้าไปไม่ได้ เราก็เลยบินไปสำรวจที่อื่นๆต่อ

เราก็บินไปจนมาลงจอดที่หน้าตึกอะไรสักอย่างในเวลากลางวัน มีฝรั่งหนุ่มคนนึงเดินอยู่ เราก็เลยชวนเขาว่าไปมี sex กันมั้ย เขาก็บอกว่า เอาสิ แล้วจะพาเราไปมี sex ในห้องน้ำ เราก็บอกว่า นี่มันเป็นโลกความฝันหรือไม่ก็โลกวิญญาณนี่นา แล้วเราจะไปทำตามกฎของโลกมนุษย์ทำไม เรามามี sex กันหน้าตึกนี่เลยดีกว่า ท่ามกลางสายตาคนจำนวนมากนี่แหละ เพราะในโลกนี้ เราไม่เห็นจำเป็นต้องทำตามกฎของโลกมนุษย์เลย เขาก็ตกลง เราก็เลยถอดกางเกงเขาออก เพื่อจะบ๊วบให้เขาต่อหน้าธารกำนัล แต่ปรากฏว่าเขาจู๋เล็กมาก เราก็เลยบอกว่า งั้นเราไม่บ๊วบให้แล้วนะ แล้วก็เดินจากมา เขาก็มีอาการงอแงเล็กน้อย

แล้วเราก็บินมาอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนึง คล้ายๆพารากอน มีคนเดินไปเดินมา มีร้านค้าต่างๆ แล้วเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าหากตอนนี้เราอยู่ในโลกความฝันหรือโลกวิญญาณ แล้วเราจะขอหวยได้หรือเปล่า เราก็เลยสอบถามคนไปเรื่อยๆ ก็มีคนนึงจะเอารหัสใบ้หวยมาให้เรา แต่มันเป็นตารางที่ดูแล้วงงๆ มันไม่ใช่ตัวเลขชัดๆน่ะ มันเป็นตารางที่มีตัวเลขมากมาย แล้วเขาก็บอกว่า ถ้าจะซื้อหวยตรงบริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า ต้องซื้อตามตัวเลขที่เขียนไว้ตรงจุดนี้ของตาราง แต่ถ้าหากจะซื้อหวยตรงบริเวณใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ต้องซื้อตามจุดนี้ของตาราง บลาๆๆ แล้วก็ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขมากมาย เราก็เลยตัดสินใจว่า เราไม่เอาดีกว่า เพราะตารางมันไม่ได้บอกว่า รางวัลที่หนึ่งคือหมายเลขอะไร ตารางมันเหมือนจะใบ้แค่เลขท้ายสองหลักเท่านั้น แล้วเราไม่อยากเสี่ยงทำสัญญาผูกมัดหรือทำตามเงื่อนไขอะไรกับโลกของวิญญาณ เพื่อแลกกับเลขท้ายสองตัว มันไม่คุ้มกัน คือสมมุติกูถูกเลขท้ายสองตัว แต่กูต้องมีสัญญาผูกมัดอะไรสักอย่างกับโลกวิญญาณไปตลอดชีวิต กูก็ไม่เอาดีกว่า เราก็เลยปฏิเสธมันไป

แล้วเราก็เลยสำรวจห้างสรรพสินค้า แล้วก็พบว่าตัวเองอยู่ในสวนสนุกบนดาดฟ้า คืออารมณ์คล้ายๆสวนสนุกบนชั้น 8 มาบุญครองในทศวรรษ 1980 น่ะ แต่เป็นสวนสนุกที่ดูสวยและงดงามกว่าสวนสนุกชั้น 8 มาบุญครองนะ และเราก็พบว่าโลกวิญญาณนี้มันดูสวยและน่าจะมีความสุขพอสมควร คือตอนนั้นในฝันเราคิดว่า วิญญาณตัวเองลอยออกจากร่างที่นอนหลับ เพื่อมาสำรวจโลกวิญญาณน่ะ แต่ถ้าหากเราบินสำรวจนานเกินไป อาจจะมีวิญญาณร้ายฉวยโอกาสมาสิงร่างเราที่กำลังนอนหลับอยู่ก็ได้ แบบในหนังเรื่อง INSIDIOUS เราก็เลยลังเลใจว่า เราจะรีบตื่นนอนดี หรือสำรวจโลกวิญญาณต่อดี แต่พอเราพบว่าโลกวิญญาณมันดูสวยและน่าจะมีความสุขมากๆ เราก็เลยตัดสินใจว่ายังไม่รีบตื่นนอนดีกว่า คือถ้าหากกูกลับเข้าร่างไม่ได้ ต้องอยู่ในโลกวิญญาณนี้ตลอดไป กูก็ไม่เสียใจ เพราะมันดูสวยและดีกว่าโลกแห่งความเป็นจริงเยอะ

เราก็เลยถามหนุ่มหล่อ (ที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน) ในฝันว่า ไอ้ท้องฟ้าสวยงามที่อยู่ล้อมรอบสวนสนุกนี่มันเป็นท้องฟ้าจริงหรือเปล่า หรือท้องฟ้านี่มันก็เป็นส่วนนึงของห้างสรรพสินค้า เขาก็ตอบว่ามันเป็นท้องฟ้าจริงๆ เราก็เลยบินออกจากห้างไปสำรวจดู แล้วก็พบว่าเราอยู่บนเนินเขา แล้วก็เริ่มมีหิมะตกลงมาด้วย เราก็กรี๊ดกร๊าดดีใจมาก เพราะในชีวิตจริงเรายังไม่เคยเห็นหิมะมาก่อนเลย เราก็เลยบินเข้าไปในบริเวณที่หิมะตก แล้วก็รู้สึกเย็นๆดี หนุ่มหล่อก็บอกเราว่า เดี๋ยวเป็นหวัดนะ เราก็บอกว่า นี่มันโลกวิญญาณนะ เราไม่มี body ซะหน่อย แล้วเราจะเป็นหวัดได้ยังไง

แล้วอยู่ดีๆเราก็พบว่าตัวเองอยู่ในร้านอาหารญี่ปุ่นอะไรสักอย่าง แล้วก็เจอเพื่อนมัธยมที่ชื่อแคชฟีย่าอยู่ในร้านอาหารนั้น แล้วแคชฟีย่าก็ทำอะไรลับๆล่อๆก็ไม่รู้ แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา


สรุปว่า มันคงเป็นหนังเรื่อง COCO แน่ๆที่ทำให้เราฝันดีแบบนี้ 

Sunday, December 10, 2017

TUMHARI SULU

TUMHARI SULU (2017, Suresh Triveni, India, A+30)

1.ช่วงแรกๆจะรู้สึกไม่ค่อยอินกับนางเอก เพราะนางเอกมีอารมณ์ชื่นมื่นเบิกบานตลอดเวลา แบบเดียวกับนางเอก HAPPY-GO-LUCKY (2008, Mike Leigh) ส่วนเราจะเป็นคนที่คิดเรื่องฆ่าตัวตายอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้นเราจะไม่อินกับนางเอกประเภทอารมณ์สดใสแบบนี้

2.แต่พอเข้าสู่ช่วงหลังๆของเรื่อง ก็ชอบหนังแบบสุดๆไปเลย เพราะนางเอกและครอบครัวของนางเอกมันเจอปัญหาชีวิตหนักหน่วง แต่นางเอกมีอาชีพเป็นดีเจที่ต้องคอยสร้างอารมณ์สดใสให้แก่ผู้ฟัง และพูดคุยเจื้อยแจ้วเจ๊าะแจ๊ะกับผู้ฟัง เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นการวัดกันไปเลยว่า มึงจะยังพูดคุยอย่างสดใสกับผู้ฟังได้หรือเปล่า ในเมื่อชีวิตจริงของมึงพังพินาศไปแล้ว คือจุดนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง THE BIG SICK ด้วย ที่พระเอกต้องขึ้นแสดงตลกสดๆต่อหน้าผู้ชม ในขณะที่ชีวิตจริงพังพินาศ

3.ปีนี้อินเดียผลิตหนังเกี่ยวกับปัญหาชีวิตผู้หญิงออกมาเยอะมาก ซึ่งมันก็คงสะท้อนสภาพสังคมของอินเดียเองนั่นแหละ ที่ผู้หญิงยังขาดความเท่าเทียมกับผู้ชายอยู่ ในขณะที่ชาติตะวันตกแทบไม่ผลิตหนังแบบนี้ออกมาแล้ว


หนังเกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงอินเดียที่เราชอบในปีนี้ ก็มีเช่น DANGAL (2016, Nitesh Tiwari), MOM (2017, Ravi Udyawar), SECRET SUPERSTAR (2017, Advait Chandan), TOILET – EK PREM KATHA (2017, Shree Narayan Singh) และก็เรื่องนี้นี่แหละ

Saturday, December 09, 2017

THE KILLING OF A SACRED DEER (2017, Yorgos Lanthimos, A+30)

THE KILLING OF A SACRED DEER (2017, Yorgos Lanthimos, A+30)

1.ชอบสุดๆ 555 ถึงแม้จะไม่เข้าใจหนังมากนัก แต่เราไม่ได้ไปดูหนังแต่ละเรื่องเพื่อทำความเข้าใจมันอยู่แล้ว เราไปดูเพื่อหาความสุขจากมันต่างหาก และความสุขที่เราได้รับจากหนังเรื่องนี้ก็คือการที่มันทำให้เราคิดถึงประเด็นที่เราชอบ ถึงแม้หนังมันอาจจะไม่ได้ตั้งใจ หรือถึงแม้มันอาจจะไม่ใช่จุดประสงค์ของผู้สร้างหนังก็ตาม

คือสิ่งที่เราจะเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่ความหมายของหนังเรื่องนี้นะ แต่เป็นสิ่งที่เราคิดถึงหลังจากดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้สร้างหนังตั้งใจเลยแม้แต่นิดเดียวก็ได้

หนังเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงประเด็นเรื่อง “ด้านมืดของศาสนา” น่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่แล้ว คือมันเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการพูดถึงประเด็นนี้ แต่ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่เราสนใจ เราก็เลยหยิบหนังเรื่องนี้มาใช้อธิบายสิ่งที่เราสนใจหรือความเชื่อส่วนตัวของเราซะเลย 555

คือเรามองว่าศาสนาหลายศาสนามีข้อดีตรงการสอนเรื่องความรักและความเมตตาน่ะ แต่ถ้าหากตัดความรักและความเมตตาออกไปแล้ว เราจะพบว่ามี concept หลายๆอันในศาสนาที่มันดีมากๆ แต่มันก็อาจจะถูกคนบางกลุ่มนำ concept เหล่านั้นไป exploit ในทางที่ผิดได้ ซึ่งก็คือ concept เรื่อง guilt, sin, justice, sacrifice อะไรทำนองนี้

คือความเชื่อเรื่อง guilt, sin, justice, sacrifice โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่ดีไง เราทำผิด เราก็ควร “สำนึกผิด”, เราควรรู้ว่าอะไรคือ “บาป” เราจะได้ไม่ไปทำบาป, เมื่อเกิดการกระทำผิดขึ้น เราก็ควรจะลงโทษคนผิด เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรม และเราควรจะเสียสละเพื่อผู้อื่นบ้าง

แต่คนบางกลุ่มในบางศาสนาหรือในบางสังคม ก็อาจจะนำ concept เหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิดได้น่ะ และเราว่าหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอการ exploit guilt, sin, justice และ sacrifice ในทางที่ผิดได้ในแบบที่สอดคล้องกับความเชื่อของเรามากๆ

คือหนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับความสงสัยของเราที่มีต่อตำนานทางศาสนาบางตำนานด้วยแหละ ว่ามัน “ถูกต้องดีงาม” แล้วหรือ ตั้งแต่ในตำนานกรีกที่เป็นที่มาของหนังเรื่องนี้แล้ว คือมันยุติธรรมแล้วหรือที่ต้องสังเวย Iphigenia ทั้งๆที่ตัว Iphigenia เองไม่ได้ทำอะไรผิด แล้ว Agamemnon ก็ไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรงด้วย คือ Agamemnon อาจจะทำบาปและควรสำนึกผิด แต่มาตรการลงโทษที่ถูกต้องคืออะไร อะไรกันแน่คือ justice และ sacrifice ในกรณีนี้เป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่ อีนังเทพเจ้า Artemis ต่างหากที่สมควรโดนตบที่เรียกร้องการชดเชยแบบนี้ เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่ควรถูกตั้งคำถาม คือแน่นอนว่า Agamemnon เป็นคนแรกที่ทำผิด แต่การพยายามชดเชยความผิดนี้ไม่ได้นำไปสู่ justice ที่แท้จริง แต่นำไปสู่ความชั่วร้ายที่หนักกว่าเดิม และเป็นความชั่วร้ายที่ถูกทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของผู้มีอำนาจ

และมันไม่ได้มีแต่ในตำนานกรีกไง ตำนานในศาสนาอื่นๆก็ทำให้เราตั้งข้อสงสัยแบบเดียวกัน คือมันอาจจะมีบุคคล A ที่ทำผิดทำชั่ว แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบางศาสนากลับไปลงโทษคนอื่นๆ หรือไปเอาชีวิตคนอื่นๆที่ไม่ใช่บุคคล A แล้วมันยุติธรรมแล้วหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นดีงามจริงๆหรือ หรือว่าตำนานทางศาสนาเหล่านี้เป็นเพียง fiction ที่แต่งขึ้นโดยผู้คนในอดีตเพื่อตอบสนองความเชื่อเรื่อง guilt, sin, justice และ sacrifice ที่บิดเบี้ยว และเพื่อผนวกเอา “เหตุการณ์ที่วิทยาศาสตร์ในยุคนั้นยังอธิบายไม่ได้” เข้ามาเป็นเครื่องมือเสริมฐานอำนาจให้แก่ลัทธิความเชื่อหรือศาสนาของตนเอง
                                                                                    
คือเหมือนศาสนาบางศาสนา, ลัทธิบางลัทธิ หรือนิกายบางนิกายมันสอนให้คนสำนึกผิด, มันกำหนดว่าอะไรบ้างที่เป็นบาป และอะไรคือสิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นการชดเชยบาป และอะไรคือการเสียสละที่ควรกระทำ แต่ในบางครั้ง “สามัญสำนึก” ของเราเอง ไม่เห็นด้วยกับความเชื่อบางประการในบางศาสนาน่ะ คือสามัญสำนึกของเราเอง บางทีก็ไม่เห็นว่าการทำสิ่งนี้เป็นบาปตามที่ศาสนาบอกมา หรือไม่เห็นด้วยว่า ถ้าหากเราทำบาปที่มีความรุนแรงระดับ 7 หน่วย แล้วกฎแห่งกรรมหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนานั้นจะลงโทษเราด้วยความรุนแรงระดับ 7 ล้านหน่วย หรือไม่เห็นด้วยว่า นั่นคือ “การเสียสละ” ที่ถูกต้อง เพราะเราไม่เชื่อว่าลูกเป็น “สมบัติ” ของพ่อแม่น่ะ ทำไมตำนานศาสนาบางอันถึง treat ลูกว่าเป็นสมบัติของพ่อแม่ล่ะ หรือว่าจริงๆแล้ว ความเชื่อทางศาสนาและตำนานทางศาสนาเหล่านี้ มันล้วนเป็น fiction ที่คนในอดีตแต่งขึ้นมา มันไม่ใช่ความจริง  (สิ่งที่เราทำ ก็คือเลือกเชื่อเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับสามัญสำนึกของตัวเองเท่านั้น คือเราเชื่อเรื่อง guilt, sin, justice และ sacrifice แต่ไม่ใช่เชื่อตามแบบที่คนอื่นๆบอกสอนมาทั้งหมด)

คือความสงสัยของเราที่มีต่อความเชื่อทางศาสนาเหล่านี้ มันไปสอดคล้องกับเรื่องราวใน THE KILLING OF A SACRED DEER โดยบังเอิญน่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้มากๆ 555 เพราะมันเห็นชัดเลยว่า ตัวละครในหนังมันเอา concept เรื่อง guilt, sin, justice และ sacrifice ไปใช้ในทางที่ผิด

2.ตอนแรกที่ดูหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องศาสนานะ แต่พอมีเรื่องคำสาปแช่ง, การฉวยโอกาสทำประโยชน์จากสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้, มีฉากจุมพิตเท้า, มีการใช้อิทธิพลผ่านความกลัว และมีการ “สังเวย” ในแบบที่ถูกต้องตามความเห็นของผู้มีอิทธิพล แต่ขัดกับมโนสำนึกของเรา เราก็เลยนึกถึงปัญหาของเราที่มีต่อตำนานทางศาสนาและความเชื่อทางศาสนาขึ้นมา

3.ชอบการแสดงแบบแข็งๆในช่วงแรกๆมาก คือไม่รู้ว่าผู้กำกับตั้งใจหรือเปล่า แต่การแสดงในช่วงแรกๆมันดูเหมือนตัวละคร “ท่องบท” มากกว่าแสดงเป็นมนุษย์จริงๆน่ะ มันเหมือนดูอะไรที่หลุดออกมาจากหนังสือเรียนสำหรับเด็กที่แสดงให้เห็นภาพ “ครอบครัวตัวอย่าง” อะไรทำนองนี้ และมันทำให้นึกถึงการแสดงแข็งๆแบบในหนังของ Robert Bresson ด้วย

4.การใช้ดนตรีแบบเกินจริงในเรื่องเราก็ชอบมากนะ มันฮาดี และมันแสดงให้เห็นว่า เราไม่เห็นจำเป็นต้องทำตามกฎที่ว่า “ดนตรีประกอบต้องไม่เด่นเกินหน้าหนัง” ซะหน่อย เพราะกฎเรื่อง “หนังที่ดีควรเป็นยังไง” มันก็เหมือนกับความเชื่อทางศาสนานั่นแหละ มันล้วนเป็นสิ่งที่คนบางกลุ่มแต่งขึ้นมา และเชื่อกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องเชื่อตามนั้น และไม่เชื่อว่ากฎเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกๆกรณี

5.ชอบความเหนือธรรมชาติในหนังเรื่องนี้นะ มันทำให้นึกถึงหนังอีก 4 เรื่องที่เราชอบสุดๆน่ะ ที่เป็นเรื่องของคนแปลกหน้าที่เข้ามามีอิทธิพลต่อ “ครอบครัว” เหมือนกัน และมันมีความเหนือธรรมชาติอยู่ในหนัง 4 เรื่องนี้ด้วย

หนัง 4 เรื่องนี้ก็คือ

5.1 TEOREMA (1968, Pier Paolo Pasolini, Italy)
5.2 TO SLEEP WITH ANGER (1990, Charles Burnett)
5.3 BORGMAN (2013, Alex van Warmerdam, Netherlands)
5.4 CREEPY (2016, Kiyoshi Kurosawa, Japan)

แต่หนัง 4 เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เราคิดถึงประเด็นเรื่องความเชื่อทางศาสนาแบบ THE KILLING OF A SACRED DEER นะ เราว่าหนัง 5 เรื่องนี้แต่ละเรื่องก็อาจจะพูดถึงประเด็นที่แตกต่างกันไป แต่มันมีการใช้ตัวละครคนนอกที่มีพลังเหนือธรรมชาติและเป็นตัวละครที่เข้ามาสร้างความชิบหายให้แก่ครอบครัวคนธรรมดาเหมือนๆกัน


6.สรุปว่ารัก Yorgos Lanthimos มากๆ อันนี้เป็นหนังเรื่องที่สามของเขาที่เราได้ดู ต่อจาก DOGTOOTH และ THE LOBSTER เราว่าหนังของเขามีสไตล์ที่จัดเกินไปหน่อยหรือหนักมือเกินไปนิดนึงสำหรับเรานะ แต่เขาก็คุมโทนหนังของเขาให้เข้าทางเราได้ดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ประเด็นในหนังของเขามันสอดคล้องกับความเชื่อของเราน่ะ ทั้งความเชื่อเรื่องการกำหนดความหมายให้แก่คำหรือค่านิยมต่างๆใน DOGTOOTH (ค่านิยมที่พ่อแม่สั่งสอนเรามา มันเชื่อถือได้จริงๆเหรอ), การตั้งคำถามต่อความเชื่อของคนในสังคมเรื่องการมีคู่ ใน THE LOBSTER และการที่หนังทำให้เราคิดถึงความสงสัยที่มีต่อตำนาน+ความเชื่อทางศาสนาใน THE KILLING OF A SACRED DEER

Tuesday, December 05, 2017

DIE TOMORROW

DIE TOMORROW (2017, Nawapol Thamrongrattanarit, A+30)

1.เราชอบรูปแบบของหนังมากกว่าตัวเนื้อหานะ คือสาเหตุที่ชอบในระดับ A+30 เพราะเราไม่ค่อยเห็นคนไทยทำหนังที่มีรูปแบบอย่างนี้ออกมาน่ะ นั่นก็คือหนังแนว Alexander Kluge หรือหนังที่มีทั้งสารคดี+เรื่องแต่ง+fragments ต่างๆมากมายผสมผสานกันไปหมดอยู่ภายในหนังเรื่องเดียวกัน

คือหนังกลุ่มนี้มันใกล้เคียงกับ essay film น่ะแหละ แต่ส่วนใหญ่เราจะมองว่า essay film มีองค์ประกอบหลักเป็นสารคดี+ความเห็นของผู้กำกับ โดยจะมีเรื่องแต่งกับความเป็นกวีผสมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เวลาพูดถึง essay film เรามักจะนึกถึงหนังของ Harun Farocki ที่มันใช้ภาพจากสารคดีเป็นหลัก

แต่ทีนี้มันมีหนังอีกกลุ่มนึงที่ดูเหมือนคนไทยไม่ค่อยทำกัน นั่นก็คือหนังแนว Alexander Kluge ที่มันเต็มไปด้วยเรื่องแต่งที่เป็น fragments หลายๆเรื่องอยู่ในเรื่องเดียวกัน และบางทีก็มีส่วนที่เป็นสารคดีผสมอยู่ด้วย คือเหมือนกับว่า essay film อาจจะเป็นสารคดี 50% บวกความเห็นของผู้กำกับ 30% บวกเรื่องแต่ง 20% แต่หนังของ Alexander Kluge จะเป็นเรื่องแต่งหลายๆเรื่องรวมกันราว 60-70% และที่เหลืออาจจะเป็นสารคดี+คลิปข่าว+อะไรเหี้ยห่ามากมายน่ะ คือหนังของ Alexander Kluge หลายๆเรื่องก็อาจจะจัดเป็น essay film ได้น่ะแหละ แต่มันดู free form มากกว่า essay film โดยทั่วไป และมันจะมีความเป็น fiction มากกว่า essay film โดยทั่วไป

และเนื่องจากเราบูชา Alexander Kluge มากๆ เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู DIE TOMORROW เราก็เลยชอบรูปแบบของหนังเรื่องนี้มาก มันเหมือนเข้าทางเรามากกว่า #BKKY (2016, Nontawat Numbenchapol) อีกน่ะ คือ #BKKY เราก็ชอบรูปแบบของมันอย่างสุดๆนะ ที่เป็นเหมือน fiction หนึ่งเรื่อง+คลิปสัมภาษณ์วัยรุ่นหลายๆคน เราว่ามันแหวกแนวจากหนังไทยโดยทั่วไป เพราะมันผสมผสาน fiction กับ documentary เข้าด้วยกันในหนังเรื่องเดียวกัน

แต่ DIE TOMORROW เหมือนสลับองค์ประกอบกับ #BKKY เพราะ DIE TOMORROW เน้นบทสัมภาษณ์ของคนแค่สองคน แต่นำเสนอ fiction หลายๆเรื่อง มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังของ Alexander Kluge อย่าง THE POWER OF EMOTION (1983) มากๆ เราก็เลยกรี๊ดแตกให้กับรูปแบบของ DIE TOMORROW เพราะเราอยากให้มีคนไทยทำหนังแบบ Alexander Kluge มานานมากแล้ว

2.แต่ก็อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่า เราชอบ DIE TOMORROW อย่างสุดๆ เมื่อเทียบกับหนังไทยด้วยกัน แต่ถ้าเทียบกับหนังต่างประเทศที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันแล้ว เราชอบมันเท่ากับ INNOCENCE UNPROTECTED (1968, Dusan Makavejev) แต่ชอบน้อยกว่า THE POWER OF EMOTION และชอบน้อยกว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke) น่ะ

คือเราเคยเขียนไปหลายครั้งแล้วล่ะว่า Dusan Makavejev กับ Alexander Kluge ทำหนังที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน นั่นก็คือหนังบางเรื่องของสองคนนี้เต็มไปด้วย fragments ต่างๆมากมาย และมีทั้งสารคดี+เรื่องแต่งอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน แต่ในหนังของ Dusan Makavejev นั้น fragments ทุกอันสามารถเชื่อมโยงกันได้ตามหลักเหตุผล ในขณะที่ในหนังของ Alexander Kluge นั้น เราจะไม่สามารถเชื่อมโยง fragments หลายอันเข้าด้วยกันได้ตามหลักเหตุผลในทันที เราจะไม่เข้าใจว่าหลายๆฉาก หลายๆเรื่องราวย่อยๆมันเชื่อมโยงกันยังไง แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกนั้น fragments ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลยนี้ กลับสอดประสานเข้าด้วยกันได้อย่างงดงามและให้อารมณ์ที่ sublime มากๆ

อย่างใน THE POWER OF EMOTION นั้น ชื่อหนังอาจจะทำให้เราเข้าใจว่า fragments ย่อยๆในหนังเรื่องนี้คงจะนำเสนอ the power of emotion แต่พอดูเข้าจริงๆ เราก็จะงงว่า “ฉากผู้หญิงที่เอาไม้หนีบมาหนีบหน้าของตัวเองทั้งหน้า” มันคืออะไร หรือการเล่าเรื่องโรงโอเปร่าถูกไฟไหม้ มันคืออะไร มันเกี่ยวข้องกับ the power of emotion ตรงไหน

มันเหมือนกับว่า เวลาดูหนังของ Dusan Makavejev เราใช้ “สมอง” ดู แล้วเราจะเข้าใจมันน่ะ แต่เวลาดูหนังของ Alexander Kluge เราใช้ทั้งสมองและ “จิตใต้สำนึก” ดู แล้วเราจะรู้สึกว่ามันงดงามที่สุดในโลกสำหรับเรา

และเราว่าการที่ DIE TOMORROW ไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆก็เป็นเพราะปัจจัยนี้แหละ คือเราว่า fragments ทุกอย่างใน DIE TOMORROW มันเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล แต่มันยังไปไม่ถึงขั้นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่เต็มไปด้วย fragments เหี้ยห่ามากมายที่ไม่รู้มันเชื่อมโยงกันยังไง หรือเกี่ยวข้องกันตรงไหน แต่ในทางอารมณ์แล้วมันไปสุดมากๆ

เราว่า 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE ก็สะเทือนเราในระดับมากกว่า DIE TOMORROW เพราะ 71 FRAGMENTS มันเหมือนอยู่เหนือ “เหตุผล” และ “สมอง” น่ะ มันมีซีนที่กระทบเราอย่างรุนแรงทั้งที่เราไม่เข้าใจความหมายของมันอยู่ด้วย เราก็เลยแอบเสียดายนิดนึงที่ DIE TOMORROW ไปไม่ถึงขั้นนั้น

แต่เราไม่ได้ต้องการให้นวพลพยายามทำหนังแบบ Alexander Kluge ในเรื่องต่อๆไปนะ เพราะเราว่าคนที่จะทำหนังแบบ Kluge ได้ ต้องมี “ความเป็นกวี” อยู่สูงมากพอสมควรน่ะ มันถึงจะสามารถร้อยเรียง fragments ที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยหลักเหตุผล เข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และเราไม่แน่ใจว่านวพลจะฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า ถ้าหากต้องทำอย่างนั้น มันเหมือนกับไปเรียกร้องให้นักวิชาการหรือนักเล่าเรื่องร้อยแก้วมาเขียนกวี อะไรทำนองนี้ หรือเหมือนกับไปเรียกร้องให้ศิลปินแนว Conceptual Art มาแต่งเพลง House Music อะไรทำนองนี้

คือเราเชื่อว่าผู้กำกับทุกคนมีข้อดีข้อด้อย จุดแข็งจุดอ่อนไม่เหมือนกันน่ะ เราว่านวพลมีจุดแข็งที่ concept, ความคิดสร้างสรรค์, อารมณ์ตลกเสียดสีอะไรทำนองนี้ แต่เราว่าเราไม่เห็น “ความสามารถเชิงกวี” แบบรุนแรงจากหนังหลายๆเรื่องของนวพล และมันก็ไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่ผู้กำกับคนใดก็ตามไม่ได้มีความสามารถดีเลิศสมบูรณ์พร้อมไปซะทุกด้านทุกอย่าง เราก็เลยคิดว่านวพลก็ควรทำหนังที่สามารถใช้ข้อดีหรือจุดแข็งของตัวเองต่อไปเรื่อยๆแบบนี้นี่แหละ ดีแล้ว เพียงแต่ว่าหนังของนวพลบางเรื่องอาจจะไม่ได้เข้าทางเราแบบสุดๆเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผู้กำกับหนัง และก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ที่รสนิยมไม่ได้ตรงกันซะทีเดียว

แต่เราสนับสนุนให้ผู้กำกับหนังไทยคนอื่นๆ หาหนังของ Alexander Kluge มาดูหลายๆเรื่อง แล้วลองพยายามทำหนังแบบนั้นดูบ้างนะ 555

3.อีก concept ที่ชอบในหนังเรื่องนี้ ก็คือเราชอบหนังที่นำเสนอฉาก “nothing happens” มากกว่า “something happens” น่ะ คือหนังทั่วไปมักจะนำเสนอฉาก something happens อย่างเช่นฉากตัวละครตาย หรือตัวละครเจอเหตุการณ์ดราม่าสำคัญอะไรสักอย่าง แต่มันจะมีหนังบางเรื่องที่นำเสนอฉาก nothing happens หรือฉากที่ดูเหมือนไม่มีอะไรสลักสำคัญมากนัก ฉากชีวิตประจำวัน อย่างเช่นหนังของ Teeranit Siangsanoh, Wachara Kanha, Chantal Akerman, Pedro Costa อะไรทำนองนี้ และเราว่า DIE TOMORROW หลายซีนก็เข้าข่ายนี้ มันเป็นฉากชีวิตประจำวัน ฉากที่ “nothing (important) happens” และเราก็ชอบมากที่มีหนังไทยนำเสนอฉากแบบนี้หลายๆฉากในหนัง และทำให้เรามองเหตุการณ์เหล่านี้ใหม่

คือการนำเสนอฉากชีวิตประจำวันในหนังเรื่องนี้ มันทำให้เรานึกถึงคำกล่าวที่ว่า “หลายๆครั้งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเรามีความสุขอยู่ จนกระทั่ง moment แห่งความสุขนั้นผ่านไปแล้ว หรือจบสิ้นลงแล้ว แล้วเรามองย้อนกลับไป เราถึงเพิ่งรู้ตัวว่า moment ในอดีตนั้นคือ moment แห่งความสุขของเรานี่นา”  โมเมนต์เรียบง่าย อย่างเช่นการได้เมาท์มอยกับเพื่อนๆ, การคุยกันบนดาดฟ้า, การตัดเล็บเท้า, การนอนอยู่ที่ระเบียงบ้าน มันดูเป็นโมเมนต์ธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป แล้วเรามองย้อนกลับมา เราอาจจะพบว่าโมเมนต์เรียบง่ายเหล่านี้ล้วนเป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่ในบางครั้งมันไม่อาจหวนคืนมาได้อีก หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก เพราะทุกๆสิ่งทุกๆอย่างบนโลกนี้ย่อมเสื่อมสลายในอนาคต และทุกวินาทีที่ผ่านไป คือทุกวินาทีที่เราและทุกคนรอบตัวเราขยับเข้าใกล้ความตายของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

เราก็เลยชอบมากที่ DIE TOMORROW นำเสนอฉากแบบ nothing (important) happens หลายๆฉาก และทำให้เรามองมันด้วยสายตาแบบใหม่ หรือทำให้เรามองเห็นความงามและคุณค่าของมันมากขึ้นกว่าเดิม

4.ชอบฉากเต้ยมากๆ เหมือนอย่างที่เขียนไปแล้วว่า ฉากนี้ทำให้นึกถึงฉาก NA NA HEY HEY GOODBYE ใน MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg)

ฉากน้าค่อมก็ชอบมากๆๆๆๆๆ เราว่ามันให้อารมณ์ซึ้งมากๆ ร่มรื่น รื่นฤดีมากๆ เหมือนฉากตายในฝันเลย แต่เราก็จะแอบรู้สึกว่า มันเป็นความซึ้งแบบจงใจให้ซึ้ง หรือจงใจให้รู้สึกรื่นรมย์กับภาพที่เห็นน่ะ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่เหมือนความจงใจนี้ทำให้เรารู้สึกชอบฉากนี้ในระดับ 9/10 แทนที่จะเป็น 10/10

5.พอดูหนังเรื่องนี้แล้วจะนึกถึงการตายของตัวละครในหนังเรื่องอื่นๆ และพบว่าการตายของตัวละครที่ประทับใจเรามากที่สุดในชีวิต คือการตายของตัวละครหญิงร่าเริงคนนึง (Sarah Miles) ใน WHITE MISCHIEF (1987, Michael Radford) คือเราเห็นตัวละครตัวนี้ร้องเพลงอย่างมีความสุข, ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วพูดว่า "วันนี้อากาศดีจัง" แล้วก็ฆ่าตัวตายไปเลย คือเราดูหนังเรื่องนี้มาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่เรายังคาใจอยู่เลยว่า ตัวละครตัวนี้ฆ่าตัวตายเพราะอะไร เพราะเช้าวันนั้นอากาศดีอย่างนั้นเหรอ (หรือเพราะชู้รักตาย เราจำไม่ได้แล้ว) แต่เรารู้สึกว่านี่แหละคือนิยามของความเป็นมนุษย์ มันคือความซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจได้

6.แต่ DIE TOMORROW ก็ทำให้เรากลายเป็นโรคประสาทอยู่ชั่วคราวนะ 555 คือเราดูหนังเรื่องนี้ในวันเสาร์ที่ 25 พ.ย. แล้วในวันอังคารที่ 28 พ.ย. เราก็ไปว่ายน้ำตอนประมาณ 16.00-17.00 น. โดยกะว่าว่ายน้ำเสร็จแล้ว เราจะไปดู THE BIG SICK ที่โรงหนัง House RCA

แต่ขณะที่เราว่ายน้ำอยู่ในสระนั้น อยู่ดีๆเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังอยู่ใน “โมเมนต์ธรรมดา” แบบใน DIE TOMORROW อยู่หรือเปล่า เรากำลังทำกิจวัตรประจำวันโดยไม่สำนึกว่านี่เป็นความสุขช่วงสุดท้ายของชีวิตอยู่หรือเปล่า แล้วเราก็เกิดภาพนิมิตขึ้นมาว่า ตอนที่เรานั่งมอเตอร์ไซค์ไป House RCA มอเตอร์ไซค์ที่เรานั่งจะประสบอุบัติเหตุ แล้วเราก็จะตาย คืออยู่ดีๆเราก็จินตนาการขึ้นมาเป็นภาพที่ vivid มากๆในหัวของเรา จนเราไม่แน่ใจว่ามันเป็นจินตนาการของเราเอง หรือมันเป็นภาพนิมิตลางสังหรณ์ล่วงหน้า

ตอนนั้นเราลังเลมากๆว่า แล้วเราจะนั่งมอเตอร์ไซค์ไปดู THE BIG SICK ดีมั้ย เพราะเราอาจจะตายก็ได้นะ แต่เราก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถึงแม้มันจะเป็นลางสังหรณ์จริงๆ เราต้องตายจริงๆ เราก็พร้อมแล้วที่จะตาย เพราะเรามีฐานะยากจน เราไม่มีเงินหรือสมบัติอะไรให้ต้องห่วง เราหาผัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มีใครให้เราต้องห่วง ถ้าหากเราต้องจากโลกนี้ไป ความฝันสูงสุดในชีวิตของเรา ซึ่งก็คือการฉายหนังเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ให้คนอื่นๆดู เราก็ทำมันสำเร็จไปแล้วในปี 2014 เพราะฉะนั้นถ้าหากกูต้องตายในวันนี้ กูก็พร้อมแล้ว แล้วเราก็เลยตัดสินใจนั่งแอร์พอร์ทเรลลิงค์แล้วต่อด้วยมอเตอร์ไซค์ไปดู THE BIG SICK แล้วก็พบว่าตัวเองอยู่รอดปลอดภัยดี สรุปว่า DIE TOMORROW ทำให้กูเป็นโรคประสาท 555

7.แต่ถ้าหากวันไหนเราเกิดตายขึ้นมาจริงๆ แล้วใครอยากรำลึกถึงเรา ก็หาหนังในรายชื่อนี้มาดูเพื่อรำลึกถึงเราก็ได้นะ 555 มันเป็นรายชื่อ 100 หนังที่เราชอบที่สุดในชีวิตที่ทำไว้ในปี 2009

แต่จริงๆแล้วไม่ต้องรำลึกถึงเราก็ได้ เพราะเราเป็นเหมือนเพื่อนบางคนที่ฝังใจกับบทกวี ODE ON SOLITUDE ของ Alexander Pope มากๆ ที่ท่อนสุดท้ายมันเขียนว่า

Thus let me live, unseen, unknown; 
   Thus unlamented let me die; 
Steal from the world, and not a stone 
                            Tell where I lie.

ด้วยเหตุนี้ จงปล่อยให้ฉันได้มีชีวิต โดยไม่ต้องพบเจอใคร ไม่ต้องรู้จักใคร
ปล่อยให้ฉันตายไปโดยไม่ต้องมีใครเสียใจให้กับการตายของฉัน
ให้ฉันได้จากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ และไม่ต้องมีแม้แต่หินปักอยู่บนหลุมฝังศพของฉัน