Thursday, February 11, 2016

TROYE SIVAN – LOST BOY (UNOFFICIAL MUSIC VIDEO) (2016, Pathompong Praesomboon, A+25)

TROYE SIVAN – LOST BOY (UNOFFICIAL MUSIC VIDEO) (2016, Pathompong Praesomboon, A+25)

ดูได้ที่

1.จริงๆแล้วไม่ค่อยอยากเขียนถึงมิวสิควิดีโอ เพราะเราได้ดูมิวสิควิดีโอน้อยมากๆ ก็เลยไม่ค่อยกล้าวิจารณ์เท่าไหร่ 555

2.แต่ดูอันนี้แล้วก็ชอบมากๆนะ มีสิ่งที่ชอบหลายอย่างด้วยกัน อย่างเช่น

2.1 การนำเสนอความสัมพันธ์แบบเกย์ออกมาได้แบบ “ปริ่มๆ” จะตกขอบของความสะอาดบริสุทธิ์น่ะ คือถ้าหากมันแรงกว่านี้อีกหน่อย มันจะกลายเป็นอะไรที่ “หื่นเกินไป” ในสายตาของผู้ชมกระแสหลักได้ในทันที คือเหมือนกับผู้สร้างมิวสิควิดีโอนี้ต้องการนำเสนอความสัมพันธ์แบบเกย์ให้ออกมาอยู่ในระดับที่ “ใสสะอาด” อยู่น่ะ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องการผลักมันไปให้เกือบจะสุดขอบของความ “ใสสะอาด” นั้น มันก็เลยเกิดภาวะที่น่าสนใจดี และนำมาสู่การสร้าง image อย่างเช่น “การใช้นิ้วสอดเข้าไปในกองแท่งไม้” (เราชอบ moment นี้มากที่สุด) และการกินสตรอเบอรี่ที่มี “ครีมสีขาวๆ” เปื้อนอยู่ คือเราว่ามิวสิควิดีโอนี้เหมือนอยู่ตรง “เส้นแบ่งบางๆ” ระหว่าง “ความใสสะอาด” กับ “ความอีโรติก” น่ะ ซึ่งมันเป็นภาวะที่น่าสนใจ

ส่วนความใสสะอาดที่มีอยู่ใน mv นี้ ก็สังเกตได้จากการที่นักแสดงไม่ยอมถอดเสื้อเลย, การที่กล้องโลมเลียแค่ใบหน้าของนักแสดง แต่ไม่ได้โลมเลียเนื้อหนังมังสาส่วนอื่น, การเลือกนักแสดงที่ใบหน้าดูใสสะอาดมากๆ

2.2 ชอบการไล่ระดับอารมณ์ใน mv นี้ด้วย อย่างเช่น การเอาฉากจูบอย่างดูดดื่มขึ้นเรื่อยๆไปใส่ไว้ในช่วงหลังของ mv ทำให้กราฟอารมณ์ในการดู MV นี้พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลัง

2.3 ส่วนองค์ประกอบอื่นๆของ mv นี้ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราสนใจเป็นการส่วนตัว แต่เราว่ามันก็ออกมาโอเคหมดนะ ทั้งการถ่ายภาพได้อย่างสวยงาม, การคุม color scheme สีฟ้ากับสีแดงที่ออกมาดูดีมาก, การโคลสอัพใบหน้านักแสดงได้อย่างเหมาะสม, การสร้างเรื่องราวที่เข้ากับเนื้อเพลง, การตัดต่อให้เข้ากับจังหวะเพลงและเข้ากับอารมณ์ของเนื้อเรื่อง


 3.สรุปว่าชอบมากๆแหละ ดีมากๆ แต่ถ้าถามว่าทำไมเราถึงไม่ชอบในระดับ A+30  มันก็เป็นเพียงเพราะว่า เรายังไม่ “รู้สึกรุนแรงสุดๆ” กับ mv นี้น่ะ และเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันควรจะแก้ไขอะไรยังไงตรงจุดไหนมันถึงจะทำให้เรารู้สึก “รุนแรงสุดๆ” กับมันได้ เรารู้เพียงแค่ว่าเรายังไม่รู้สึกรุนแรงสุดๆกับมันเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบมันมากๆเลยทีเดียว

Tuesday, February 09, 2016

LATE SPRING/REGRETS FOR OUR YOUTH (2009, Aaron Schimberg, 4min, A+30)

LATE SPRING/REGRETS FOR OUR YOUTH (2009, Aaron Schimberg, 4min, A+30) 

มันคือเหี้ยอะไรกันคะ 555 Akira Kurosawa กับ Yasujiro Ozu ยังต้องงงเมื่อเจอกับความ hyperbolic paraboloid ของหนังสั้นเรื่องนี้ ดูแล้วนึกว่ากระแสสำนึกของคนยุคปัจจุบัน ชอบสุดๆ มีสิทธิติดอันดับหนึ่งประจำปีนี้ คือเราชอบ “หนังทดลอง”แบบนี้มากกว่าหนังทดลองจาก Montreal ที่ฉายในงาน Videographie ที่ Bridge น่ะ คือหนังทดลองที่ฉายที่ Bridge มันดูเป็น “ความงดงามทางภาพและเสียง” แต่มันขาด “ชีวิต” ไป ในขณะที่หนังทดลองแบบนี้มันดูเป็น “ชีวิตมนุษย์ธรรมดา” ในแบบที่เข้าทางเราสุดๆ

Monday, February 08, 2016

FAVORITE FILMS ABOUT COMPLICATED LOVE-HATE RELATIONSHIPS IN A FAMILY

FAVORITE FILMS ABOUT COMPLICATED LOVE-HATE RELATIONSHIPS IN A FAMILY

พอดีมีเพื่อนขอให้เราทำลิสท์รายชื่อหนังเกี่ยวกับสมาชิกครอบครัวที่ดูเหมือนจะรักและหวังดีต่อกัน แต่กลับทำร้ายกันและกันด้วยความรักและหวังดีอะไรทำนองนี้ ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นที่เพื่อนถามมาเราก็นึกไม่ค่อยออกหรอก เพราะฉะนั้นเราก็เลยเลี่ยงมาทำลิสท์หนังเกี่ยวกับ “ครอบครัว” ที่มีประเด็นอะไรบางอย่างใกล้เคียงกันแทน

1.Many films made by Yasujiro Ozu

2.Some films made by Terence Davies

3.AE FOND KISS...(2004, Ken Loach, UK) ความรักระหว่างสาวคริสต์กับหนุ่มมุสลิมที่ถูกขัดขวางโดยสมาชิกในครอบครัว

4.ALI: FEAR EATS THE SOUL (1974, Rainer Werner Fassbinder, Germany) เมื่อคุณแม่วัย 60 กว่าปีได้ผัวใหม่เป็นชาวโมร็อกโก ลูกๆก็เลยยอมรับไม่ได้

5.AUTUMN SONATA (1978, Ingmar Bergman) ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวในเรื่องนี้มัน intense มากๆ

6.A CASTLE IN ITALY (2013, Valeria Bruni Tedeschi, France) ชอบความสัมพันธ์ระหว่าง sister-brother ในหนังเรื่องนี้มากๆ

7.CRY IN SILENCE (2006, Gabriel Biggs, France) สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในครอบครัวหนึ่งที่พ่อเป็นเผด็จการมากๆ

8.THE DEVILS (2002, Christoph Ruggia, France) ความสัมพันธ์ระหว่างน้องชายกับพี่สาวที่เป็นโรคออทิสติก ถูกนำเสนอออกมาอย่างเข้มข้นมากๆ

9.DOGTOOTH (2009, Yorgos Lanthimos, Greece) เรื่องราวของพ่อแม่เผด็จการที่พยายามครอบงำลูกๆด้วยความคิดที่บิดเบี้ยว

10.FISTS IN THE POCKET (1965, Marco Bellocchio, Italy)

11.THE GOOD LIFE (2013, Jean Denizot, France) เรื่องราวของพี่ชายกับน้องชายคู่หนึ่งที่ถูกพ่อลักพาตัวมาตั้งแต่เด็กๆ พอพวกเขาโต พวกเขาก็เลยต้องตัดสินใจว่าจะยังอยู่กับพ่อต่อไป หรือว่าจะออกมาใช้ชีวิตอย่างอิสระ หรือว่าจะกลับไปหาแม่

12.THE INGRATITUDE อกตัญญู (2006, Setthawit Punpeng, 26min) หนังสั้นเกี่ยวกับแม่ที่พยายามบังคับให้ลูกชายเป็นหมอ

13.A LAKE (2008, Philippe Grandrieux, France) เรื่องของพี่ชายที่หวงน้องสาวมากเกินไป

14.MY MINE (ความในใจ) (2009, Worratouch Wattanagune) หนังสั้นม.รังสิตเกี่ยวกับคุณแม่ที่วางยาพิษลูกสาว

15.MY SON (2006, Martial Fougeron, France) เรื่องของแม่ที่หวงลูกชายมากเกินไป

16.LIFE IS SWEET (1990, Mike Leigh, UK)

17.LOVE STREAMS (1984, John Cassavetes) พี่สาวกับน้องชาย (หรือพี่ชายกับน้องสาว เราไม่แน่ใจเหมือนกัน) วัยกลางคนคู่หนึ่งได้พบเจอกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอกันมานานแล้ว

18.MAGICAL GIRL (2014, Carlos Vermut, Spain) เรื่องของพ่อที่ลูกสาวป่วยหนัก พ่อก็เลยพยายามจะทำให้ความฝันของลูกสาวเป็นความจริง แต่สิ่งที่เขาทำมันเป็นการทำร้ายชีวิตคนอื่น

19.MUSIC BOX (1989, Costa-Gavras)

20.OUT OF TIME (1995, Andreas Kleinert, Germany) เรื่องราวความรักระหว่างสาวเยอรมันกับหนุ่มรัสเซียที่ถูกขัดขวางโดยน้องชายของนางเอก

21.THE PROMISE (1996, Jean-Pierre Dardenne + Luc Dardenne) เรื่องของเด็กหนุ่มที่ค้นพบความจริงว่าพ่อของตัวเองเลวแค่ไหน

22.RISE SON ออกตะวันตกตะวัน (2006, Visra Vichit-Vadakan, 9min) หนังสั้นเกี่ยวกับพ่อแม่ที่ดูเหมือนจะไม่ต้องการให้ลูกเป็นศิลปิน

23.SECRETS & LIES (1995, Mike Leigh, UK) ในขณะที่ประเด็นหลักของหนังอาจจะเน้นไปที่นางเอกกับลูกสาวผิวดำที่เพิ่งโผล่หน้าเข้ามาในชีวิตของเธอโดยไม่ได้รับเชิญ เราว่าอีกสิ่งที่น่าสนใจคือ “ความเข้ากันไม่ได้” ระหว่างนางเอกกับลูกสาวผิวขาวของเธอที่เป็นคนกวาดถนน

24.SEPTEMBER (1987, Woody Allen) ยังคงเป็นหนังที่เราชอบที่สุดตลอดกาลของ Woody Allen เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวในหนังเรื่องนี้มากๆ

25.THE SILENCE (1963, Ingmar Bergman, Sweden) ความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับน้องสาวในเรื่องนี้มัน intense มากๆ

26.SUMMER HOURS (2008, Olivier Assayas, France)

27.THE STATE I AM IN (2000, Christian Petzold, Germany) เรื่องของพ่อแม่ที่เป็นอดีตผู้ก่อการร้าย พวกเขาต้องคอยอพยพหนีจากประเทศนึงไปอีกประเทศนึงตลอดเวลา และสร้างความยากลำบากให้แก่ชีวิตของลูกสาว

28.THE SWAMP (2001, Lucrecia Martel, Argentina)

29.THIS IS MY MOTHER นี่แหละแม่ฉัน (2015, Aticha Kanjanawat, 30min) หนังสั้นม.กรุงเทพเกี่ยวกับหญิงวัยกลางคนที่อยากมีผัวเป็นภารโรง แต่โดนแม่ห้าม

30.THROUGH A GLASS DARKLY (1961, Ingmar Bergman, Sweden) เรื่องราวของหญิงสาวที่ค่อยๆกลายเป็นบ้าเพราะเธอเชื่อว่า “พระเจ้าคือแมงมุม” โดยที่สามีและพ่อของเธอช่วยอะไรไม่ได้ และดูเหมือนว่าเธอจะมีความสัมพันธ์แบบ incest กับน้องชายวัย 17 ปีของตัวเองด้วย

31.TORCH SONG TRILOGY (1988, Paul Bogart) แม่ที่ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าลูกชายมีผัว

32.TU AS CRIE: LET ME GO (1997, Anne Claire Poirier, Canada) หนังสารคดีที่ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง เกี่ยวกับแม่ที่ลูกสาวหนีออกจากบ้านและตายไป พอลูกสาวตาย ตัวแม่ก็เลยลุกขึ้นมาทำสารคดีเพื่อพยายามทำความเข้าใจกับชีวิตลูกสาว และพยายามทำความเข้าใจว่า ตัวแม่เองเคยทำอะไรในอดีต ถึงเป็นเหตุให้ลูกสาวหนีออกจากบ้าน ฉากจบของหนังสารคดีเรื่องนี้ที่ถ่ายทำกันที่ขั้วโลกใต้ (หรือขั้วโลกเหนือ) ทำให้เราร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึง

33.THE WOLFPACK (2015, Crystal Moselle, documentary) สารคดีเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ยอมปล่อยลูกๆออกมาเผชิญโลกภายนอก

รูปจาก A LAKE

LATE SPRING (1949, Yasujiro Ozu, A+25)

LATE SPRING (1949, Yasujiro Ozu, A+25)fee

1.ถ้าอยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้ดีงามอย่างไร จงอ่านสิ่งที่คนอื่นๆเขียน อย่าอ่านสิ่งที่เราเขียน เพราะเราไม่ต้องการจะเขียนถึงความดีงามของหนัง เราแค่ต้องการจะบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้และหนังเรื่องอื่นๆเท่านั้น และความรู้สึกของเราที่มีต่อ LATE SPRING ก็คือว่า “เราไม่อินกับมันเลยแม้แต่นิดเดียว” ถึงแม้เราจะชอบ form ของหนังอย่างสุดๆก็ตาม ซึ่งนี่คือความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังของ Ozu อีกหลายๆเรื่องด้วยเช่นกัน

2. LATE SPRING เป็นหนังของ Ozu เรื่องที่ 5 ที่เราได้ดู และปรากฏว่าเราชอบหนังของ Ozu แค่ในระดับ A+30 เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ EARLY SPRING (1956) ส่วน I WAS BORN, BUT ... (1932), LATE AUTUMN (1960) และ AN AUTUMN AFTERNOON (1962) นั้น เป็นหนังที่เราไม่ได้ชอบสุดๆ เพราะเรารู้สึกว่า “เราไม่ได้ถูกนับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลของหนังเรื่องนั้น” น่ะ หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือว่า มันเป็นหนังที่ถ่ายทอด “เรื่องของคนอื่น” ออกมาได้อย่างดีงามสุดๆ แต่มันไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องของเรา

แต่เราไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งผิดนะ ที่หนังเรื่องไหน “ไม่ได้นับเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลของหนังเรื่องนั้น” น่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่หนังแต่ละเรื่องจะสามารถถ่ายทอดคนทุกประเภทบนโลกนี้ได้ หนังแต่ละเรื่องมันก็ต้องเลือกอยู่แล้วล่ะว่าจะถ่ายทอดคนประเภทไหนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นหนังทุกเรื่องบนโลกนี้มันต้อง exclude คนบางจำพวกบนโลกนี้ออกไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องผิดเลยแม้แต่นิดเดียว

เพียงแต่ว่า “ระดับความชอบ” ของเราที่มีต่อหนังแต่ละเรื่อง มันขึ้นอยู่กับปัจจัยนี้เป็นหลักน่ะ ว่าจักรวาลของหนังเรื่องนั้น มัน “เล่าเรื่องของคนอื่น” หรือ “เล่าเรื่องของเรา” มัน “เข้าอกเข้าใจคนอื่น” หรือ “เข้าอกเข้าใจเรา” หรือ “ศูนย์กลางของหนังเรื่องนั้นเป็นคนที่มีธาตุใกล้เคียงกับเราหรือเปล่า” เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่ได้ชอบหนังของโอสุส่วนใหญ่ เพราะมันเป็นหนังที่เข้าอกเข้าใจคนอื่น แต่ไม่ได้เข้าอกเข้าใจเรา

ส่วนหนังที่ “มีเราเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลในหนังเรื่องนั้น” ก็คือหนังอย่างเช่น BAISE-MOI (2000, Virginie Despents + Coralie Trinh Thi), MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg) และแม้แต่หนังอย่าง FATHER & SON (2015, Sarawut Intaraprom) น่ะ เพราะฉะนั้นหนังที่ “ดีสุดๆ” อย่าง LATE SPRING จึงไม่มีวันที่จะติดอันดับประจำปีของเรา แต่หนังที่ “ห่วยสุดๆ” อย่าง FATHER & SON จึงติดอันดับประจำปีของเรา

3.จริงๆแล้ว Setsuko Hara ไม่ใช่ดาราคนโปรดของเราเลยนะ เราไม่ชอบขี้หน้าเธอด้วยซ้ำ เพราะเราชอบตัวละครหญิงที่ “เงี่ยนผู้ชาย” และ “มีความสามารถในการฆ่าคน” น่ะ (นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม BAISE-MOI จึงเป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต) และเรารู้สึกว่าตัวละครที่ Setsuko Hara เล่นในหนังหลายๆเรื่อง เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยเงี่ยนผู้ชาย และแทบไม่มีความสามารถในการฆ่าคนน่ะ โดยเฉพาะในหนังของโอสุ

แต่เราก็ชอบ Setsuko Hara ใน  THE IDIOT (1951, Akira Kurosawa)  มากที่สุดนะ เราจำรายละเอียดบทของเธอในหนังเรื่องนั้นไม่ได้แล้ว แต่รู้สึกว่าบทของเธอในหนังเรื่องนั้นจะเข้าทางเรามากที่สุด

4.แต่เราก็ชอบฉากนึงใน LATE SPRING อย่างสุดๆนะ และเราว่าฉากนี้ใช้อธิบายได้ดีด้วยแหละว่าทำไมเราถึงชอบ form ในหนังของโอสุอย่างสุดๆ แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ถูกนับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในจักรวาลในหนังของโอสุ

มันคือฉากที่นางเอกกับพ่อไปดูละคร Noh ด้วยกันน่ะ เราชอบมากๆที่

4.1 หนังถ่ายละคร Noh ออกมายาวมากๆๆๆๆ ทั้งที่มันไม่ช่วยในการดำเนินเรื่องเลย เราชอบอะไรแบบนี้มากๆ

4.2 หนังนำเสนออารมณ์ความรู้สึกของตัวละครในฉากนั้นออกมาได้อย่างละเอียดอ่อนงดงามสุดๆ โดยไม่ต้องอาศัยบทพูดเลย อาศัยแค่นัยน์ตาของนางเอกขณะเหลือบมองพ่อและผู้หญิงอีกคนนึงเท่านั้น

แต่เรารู้สึกได้ในทันทีว่า นางเอกของหนังเรื่องนี้เป็นคนที่มีธาตุตรงข้ามกับเราอย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราจำได้ว่า ในช็อตแรกที่หนังแสดงให้เห็น “ผู้หญิงที่นั่งอีกฝั่งนึง” นั้น มันมีผู้ชายหนุ่มหล่อคนนึงนั่งติดกับผู้หญิงคนนั้นด้วย แต่พอช็อตต่อๆมา หนังก็โฟกัสไปที่ตัวผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว และผู้ชายหนุ่มหล่อที่นั่งติดผู้หญิงคนนั้นก็ตกเฟรมภาพไป

แล้วถ้าหากหนังเรื่องนี้มีเราเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล ช็อตนี้มันจะออกมาเป็นอย่างไร ช็อตนี้มันก็จะเป็น Setsuko Hara เหลือบมองหนุ่มหล่อที่นั่งอีกฝั่งนึงเป็นระยะๆ พร้อมกับจินตนาการไปด้วยว่า ถ้าหากเธอได้อมจู๋ของเขา เธอจะมีความสุขสักเพียงไหน

สรุปสั้นๆว่า LATE SPRING, หนังของโอสุส่วนใหญ่ หรือแม้แต่หนังฮอลลีวู้ดอย่าง THE INTERN (2015, Nancy Meyers) คือหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อคนอื่นๆ ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเรา และมันเป็นเรื่องธรรมดา


อันนี้คือรูปของ Gary Cooper

NO REGRETS FOR OUR YOUTH (1946, Akira Kurosawa, A+20)

NO REGRETS FOR OUR YOUTH (1946, Akira Kurosawa, A+20)

1.ต้องยกให้ Akira Kurosawa เป็นยอดฝีมือในด้าน visual จริงๆ คือเราประทับใจการ “สร้างภาพ” ของเขานะ คือช็อตหลายๆช็อตในหนังเรื่องนี้มันสร้าง “ภาพที่ติดตา” เรามากๆ เราว่าเขาสามารถถ่ายทอด “เนื้อเรื่อง” ออกมาเป็น “ภาพ” ได้อย่างติดตาสุดๆ

แต่เราก็เห็นด้วยกับ Jean-Luc Godard นะที่บอกว่า Akira Kurosawa “ติดอยู่ในกับดักของ the false glitter of the picturesque” คือในความเห็นส่วนตัวของเรานั้น เราว่า Akira Kurosawa ไม่ผิดแต่อย่างใดที่สามารถทำหนังที่สร้างภาพออกมาได้อย่างติดตาเรามากๆขนาดนี้ เพียงแต่เรารู้สึกว่าหนังของเขามันไม่ละเอียดอ่อนทางอารมณ์มากเท่ากับ Kenji Mizoguchi และ Mikio Naruse น่ะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Akira Kurosawa ผิดแต่อย่างใดนะ เพราะมันไม่มีผู้กำกับคนไหนที่จะทำทุกอย่างได้ดีสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ทุกคนต่างก็ต้องมีทั้งจุดเด่นจุดด้อยของตัวเองที่ไม่เหมือนคนอื่นๆอยู่แล้วทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า Akira Kurosawa เขาก็เก่งในแบบของเขาเองนั่นแหละ และ “ภาพ” ในหนังของเขานี่มันน่าประทับใจสุดๆจริงๆ แต่ในเรื่อง “อารมณ์ความรู้สึก” ของตัวละครนั้น เราชอบ Mikio Naruse มากกว่า

2.ช็อตที่เราว่าคลาสสิคมากๆสำหรับเราก็มีอย่างเช่น

2.1 ช็อตต้นเรื่องตอนที่ตัวละครนักศึกษาวิ่งกันในป่าละเมาะ มันออกแบบซีนมาได้งดงามสุดๆ

2.2 ช็อตที่นักศึกษาคนหนึ่ง (ไม่แน่ใจว่าเป็น Setsuko Hara หรือเปล่า) พูดว่าชอบ “ดิน”, อีกคนบอกว่าชอบ “ท้องฟ้า” อีกคนบอกว่าชอบ “ลม” หรืออะไรทำนองนี้ ช็อตนี้ไม่ได้มีจุดเด่นอยู่ที่ “ภาพ” แต่มีจุดเด่นอยู่ที่ “บทพูดของตัวละคร”

2.3 ช็อตเสียงนินทาด่าทอของชาวบ้าน ที่สื่อออกมาเป็นภาพ “ลมพัดผ่านต้นไม้”

2.4 ช็อต Setsuko Hara โพสท์ท่า 5 แบบหน้าประตูห้องภายในเวลา 5 วินาที

2.5 ช็อต Susumu Fujita หัวเราะร่าในโรงหนัง ในขณะที่ Setsuko Hara น้ำตาริน

3.เราชอบเนื้อเรื่องของหนังมากๆเลยนะ มันเป็นเรื่องของ “ผู้มาก่อนกาล” หรือคนที่ทวนกระแสสังคมฟาสต์ซิสต์ในแต่ละยุคสมัยน่ะ ในแง่นึงมันก็ทำให้นึกถึงทั้งเรื่องของ “ศรีบูรพา”, หนังเรื่อง SOPHIE SCHOLL – THE FINAL DAYS (2005, Marc Rothemund), GIE (2005, Riri Riza, Indonesia) อะไรทำนองนี้ และมันแสดงให้เห็นว่า คนที่ต่อต้านฟาสต์ซิสต์นั้น มันต้องเจอกับความทุกข์ยากลำเค็ญ และต้องตบตีกับคนในสังคมอย่างไรบ้าง

4.เราว่าตัวละครนางเอกมันน่าสนใจมากๆเลยด้วย ในแง่ที่ว่า เธอไม่ใช่คนที่มีความเป็น activist โดยกำเนิดน่ะ เธอไม่ใช่คนที่มุ่งมั่นจะอุทิศตัวเพื่อสังคมโดยกำเนิด แต่เธอเป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเธอเองว่างเปล่าน่ะ บทพูดของเธอที่บอกกับสามีว่า “ฉันต้องการทำงานอะไรสักอย่าง ซึ่งเป็นงานที่สามารถทำให้ฉันรู้สึกได้ว่า ฉันต้องการจะทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่” ทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มันน่าสนใจมาก คือถ้าหากเป็นผู้หญิงปกติ เธอก็คงจะเน้นการใช้ชีวิตสบายๆ เล่นเปียโน ทำเล็บ ทำสวยๆไปเรื่อยๆ หรือถ้าหากเป็นผู้หญิงอีกแบบนึง เธอก็อาจจะกลายเป็น activist อย่างเต็มตัว แต่ตัวละครนางเอกของเรื่องนี้ ไม่ได้อยากเป็น activist แบบนั้น แต่เธอก็รู้สึกว่า การทำตัวสวยๆไปเรื่อยๆ ทำงานกิ๊กก๊อกไปเรื่อยๆ มันเหมือนก่อให้เกิดความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณน่ะ เธอก็เลยต้องการ “งานหนักบางอย่างที่สามารถถมความว่างเปล่าในจิตใจตัวเองได้”

เรารู้สึกว่าตอนที่เธอยังมีสามีอยู่ สามีของเธอสามารถถมความว่างเปล่าในใจเธอได้ในระดับนึงน่ะ แต่พอเธอไม่อยู่กับสามีแล้ว เธอก็เลยใช้ “การอุทิศตัวอย่างรุนแรงเพื่อครอบครัวของสามี” มาถมความว่างเปล่าในจิตใจของเธอแทน

5.ดูแล้วแอบอินกับนางเอกและหนังด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะว่าบทพระเอกของหนังเรื่องนี้ (Susumu Fujita) ที่เป็น “นักต่อต้านฟาสต์ซิสต์ผู้กล้าหาญและเข้มแข็ง” นั้น ทำให้เรานึกถึงเกย์คนหนึ่งที่เราแอบหลงรักเขาในเฟซบุ๊คมานาน 4 ปีแล้ว เอ๊ะ จะมีเพื่อนเราคนไหนเดาได้ไหมนะว่าบทพระเอกของหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงใคร

6.แต่เราก็ไม่ได้ชอบหนังในระดับ A+30 นะ เพราะเราว่าวิธีการที่หนังใช้ถ่ายทอด “ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า” ของนางเอกในช่วงท้ายของหนัง มันเหมือนทำให้ตัวนางเอกกลายสภาพจากมนุษย์ไปเป็นเครื่องมือในการ propaganda ให้ประชาชน “เสียสละอย่างรุนแรง” เพื่อประเทศชาติและมนุษยชาติน่ะ ซึ่งมันเป็นปัญหาเดียวกับที่พบในหนังของ Akira Kuroasawa เรื่องอื่นๆ อย่างเช่น THE MOST BEAUTIFUL (1944) และ RED BEARD (1965)


อันนี้เป็นภาพของ Susumu Fujita จาก SANSHIRO SUGATA (1943, Akira Kurosawa) กับ NO REGRETS FOR OUR YOUTH

Sunday, February 07, 2016

THE REVENANT (2015, Alejandro Gonzalez Inarritu, A+30)

THE REVENANT (2015, Alejandro Gonzalez Inarritu, A+30)

 เพลิดเพลินสุดๆ เพราะเราชอบตัวผู้ร้าย เราว่ามันเป็นตัวเลวที่ทรงพลังดีสำหรับเรา เราก็เลยอินสุดๆกับความ เกลียดชังที่พระเอกมีต่อตัวผู้ร้าย แต่มันไม่ใช่หนังที่จะติดอันดับประจำปีเรานะ เพราะหนังของ Inarritu ส่วนใหญ่มันไม่สะเทือนใจเราอย่างรุนแรงน่ะ ซึ่งรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

คือเราว่าผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันเหมือนเป็น “ขั้นกว่า” ของ “มนุษย์เห็นแก่ตัว” ที่เราสามารถเจอได้ทุกสถานีรถไฟฟ้า หรือเทศกาลหนังใดๆที่มีการฉายหนังฟรีน่ะ 555 คือมันเป็นผู้ร้ายที่ไม่ได้ “เก่งกล้าสามารถ” มันเป็นผู้ร้ายที่อ่อนแอเหมือนมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่ความเลวของตัวละครตัวนี้มันดูเหมือนคนใกล้ตัวเรามากๆยังไงไม่รู้ และเราก็จะรู้สึกเกลียดชังคนประเภทนี้มากๆอยู่แล้วในทุกๆวันหรือทุกๆสัปดาห์ที่พบเจอคนพวกนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดูหนังเรื่องนี้ มันก็เลยเหมือนความเกลียดชังได้รับการถ่ายทอดและระบายออกไปในระดับหนึ่ง


ซึ่งมันจะแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นๆที่ผู้ร้ายอาจจะเป็นคนจริงๆ แต่ไกลตัวเราหน่อย ประเภท “ฆาตกรโรคจิต”, “โจรปล้นฆ่า”, “เผด็จการบ้าอำนาจ” (เอ๊ะ อันนี้จริงๆแล้วไม่ไกลตัวเรานะ 555), “นายพลกระหายเลือด”  คืออย่าง THE HATEFUL EIGHT ที่เราชอบสุดๆเหมือนกันนั้น ตัวละครผู้ร้ายมันดูเหมือนไม่ใช่คนที่เราเจอในชีวิตประจำวันน่ะ แต่ผู้ร้ายใน THE REVENANT มันทำให้เรานึกถึงคนที่เราเจอในชีวิตประจำวัน เพียงแต่เพิ่มระดับความเหี้ยมขึ้นมาอีกสเต็ปหนึ่ง

Saturday, February 06, 2016

THE MONKEY KING 2 (2016, Cheang Pou-Soi, A-)

THE MONKEY KING 2 (2016, Cheang Pou-Soi, A-)

--จริงๆมันมีประเด็นที่ตัวเราเองสนใจอยู่นะ นั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างเห้งเจียกับพระถังซัมจั๋ง เพราะเห้งเจียฆ่าปีศาจเพื่อช่วยชีวิตพระถังซัมจั๋ง แต่พระถังซัมจั๋งกลับมองว่าเห้งเจียฆ่าคนบริสุทธิ์ อย่างไรก็ดี เรารู้สึกว่าหนังไม่ได้พัฒนาประเด็นนี้ให้ลึกซึ้งในแบบที่เราต้องการ

--กงลี่สง่ามาก แต่ก็เหมือน Tilda Swinton ในหนังชุด NARNIA น่ะแหละ นั่นก็คือความสง่าของดาราหญิงสองคนนี้ช่วยอะไรหนังไม่ได้มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ถึงแม้ตัวละครเจ้าแม่ปีศาจที่กงลี่กับทิลดา สวินตันเล่น ดูเผินๆแล้วน่าจะเป็นตัวละครที่เข้าทางเราก็จริง แต่พอมันไปสู้กับตัวละครที่มันเห็นชัดเจนว่าเป็น “ฝ่ายธรรมะ” ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงมากพอสมควร เราก็เลยไม่รู้สึกลุ้นอะไรมันเลย มันเหมือนจักรวาลของหนังเรื่องนี้และหนังชุด NARNIA ถูก “ฝ่ายธรรมะ” ครอบงำโดยสมบูรณ์อยู่แล้วน่ะ เพราะฉะนั้นตัวละครเจ้าแม่ของกงลี่กับทิลดา สวินตันจึงเป็นตัวละครที่สู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ และมันก็เลยกลายเป็นหนังที่น่าเบื่อสำหรับเรา

--จักรวาลที่เราชอบก็คือจักรวาลแบบในหนังชุด X-MEN, QUEEN OF THE DAMNED และรวมไปถึง “กระสือครึ่งคน” น่ะ 555 คืออย่างใน X-MEN นั้น มันมีความสูสีกันของการต่อสู้ มันมีตัวละครประกอบที่อาจจะถูกฆ่าตายได้ เราก็เลยมีอะไรให้ลุ้น ส่วนใน QUEEN OF THE DAMNED นั้น มันมีตัวละครเจ้าแม่ที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต และเธอไม่ได้สู้กับ “ฝ่ายธรรมะ” น่ะ เธอสู้กับแวมไพร์ด้วยกัน เราก็เลยรู้สึกถูกดึงดูดเข้าสู่จักรวาลนั้น และไม่รู้สึก “เบื่อหน่าย” เหมือนเวลาดูหนังที่จักรวาลอยู่ภายใต้การครอบงำของ “ฝ่ายธรรมะ” โดยสมบูรณ์

ส่วน “กระสือครึ่งคน” นั้น เราอาจจะเป็นคนเดียวหรือเปล่า ที่รู้สึก enjoy กับการดู “กระสือครึ่งคน” มากกว่า THE MONKEY KING 2 ประมาณ 10 เท่า 555 คือตอนดู “กระสือครึ่งคน” เรารู้สึกว่ามันเป็นจักรวาลของความบ้าๆบอๆเหี้ยๆห่าๆ ต่ำได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร คือ “กระสือครึ่งคน” มันคล้ายๆกับ “จักรวาลที่เราจินตนาการขึ้นมาเองตอนเราอายุ 10 ขวบ” น่ะ ในขณะที่ THE MONKEY KING 2 มันเหมือน “นิทานสอนศีลธรรมที่คนอื่นเล่าให้เราฟัง แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง” เราก็เลยมีความสุขกับ “กระสือครึ่งคน” มากกว่าเยอะ และเรา enjoy กับสิ่งที่หลายคนอาจจะมองว่าน่าขยะแขยงใน “กระสือครึ่งคน” แต่เราเบื่อหน่ายอย่างรุนแรงกับ “ความพยายามจะทำภาพให้สวย” ใน THE MONKEY KING 2

คือที่เอามาเปรียบเทียบกัน เพราะเรารู้สึกว่าภาพในหนังสองเรื่องนี้มันอาจจะถือได้ว่าอยู่สุดขั้วกันคนละทางนะ คือภาพของกระสือครึ่งคนมันอาจจะดู “ต่ำ” เครื่องแต่งกายผู้ชายอาจจะมีแค่ผ้าเตี่ยว แต่เรากลับมีความสุขกับมันมากๆ ส่วนภาพของ THE MONKEY KING 2 มันดูอลังการมากๆ เครื่องแต่งกายมันงดงามมากๆ แต่ไปๆมาๆทำไมเรากลับรู้สึกต่อต้านความงดงามของมันอย่างรุนแรง เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน


--อันนี้เป็นรูปของ Him Law ที่รับบทเป็นซัวเจ๋ง ใน THE MONKEY KING 2

Thursday, February 04, 2016

MY FAVORITE POLITICAL THAI SHORT FILMS DURING THE PAST TEN YEARS

MY FAVORITE POLITICAL THAI SHORT FILMS DURING THE PAST TEN YEARS

มีเพื่อนถามเรื่องหนังสั้นไทยแนวการเมือง เราก็เลยทำรายชื่อนี้ขึ้นมาให้เพื่อน โดยเอาเฉพาะหนังที่เราชอบสุดๆ, เป็นหนังที่มีความยาวต่ำกว่า 60 นาที และเป็นหนังที่สร้างขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น

เรียงตามชื่อผู้กำกับ
(in alphabetical order of the director’s first name)

1.A Comrade มิตรสหายท่านหนึ่ง (Abhichon Rattanabhayon, Watcharee Rattanakree, 2013, documentary)

2.THE SIX PRINCIPLES สัญญาของผู้มาก่อนกาล (2010, Abhichon Rattanabhayon)

3.Agony เจ็บปวด (Akara Pacchakkhaphati, 2013)

4.ISOLATION แปลกแยก (Akkapon Ritjitpian, 2011)

5.RECORDED รวมเพลงฮิต (Anuwat Amnajkasem, Chantana Tiprachart, 2015, documentary)

6.YANEE, THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS (2015, Anuwat Amnajkasem, 22min)

7.LOST เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง (2014, Arisa Pholyotha, 25min)

8.Drink Sky on Rabbit’s Field (Lost Control) (Arnont Nongyao, 2014)

9.GHOST RABBIT & THE CASKET SALES กระต่ายผีกับคนขายโลง (2015, Arnont Nongyao, 11min)

10.REPEATING DRAMATIC (2008, Arpapun Plungsirisoontorn)

11.TIME TO BE... ถึงแก่การกริยา... (2009, Authawut Boonyuang)

12.WOMEN IN DEMOCRACY ผู้หญิงที่ผัวหายในวันที่ 14 เมษายน (2009, Authawut Boonyuang)

13.SPARE ผ่อนผัน (2014, Bundit Sintanaparadee + Thanathorn Passornvichan, 13min)

14.NATIONAL ANTHEM (2008, Chai Chaiyachit)

15.RE-PRESENTATION ผีมะขาม ไพร่ฟ้า ประชาธิปไตย ในคืนที่ลมพัดหวน (2007, Chai Chaiyachit + Chisanucha Kongwailap)

16.SAFE ZONE ระยะปลอดภัย (2010, Chakorn Chaiprecha)

17.POLITICALLY LAWYER AND NARRATIVE CINEMA ฆาตรกรรมสวาท ประหลาดน่านฟ้า ทำให้คนหายตัวไป (2009, Chaloemkiat Saeyong)

18.GOOD NIGHT ไม่ได้แปลว่าราตรีสวัสดิ์ (2014, Chantana Tiprachart, 14min)

19.ABORTION CYCLE: 1+1 = 1 (2014, Chompunutt Mayta)

20.Behind the Painting (Chulayarnnon Siriphol, 2015)

21.A BRIEF HISTORY OF MEMORY ประวัติศาสตร์ขนาดย่อของความทรงจำ (2010, Chulayarnnon Siriphol)

22.Myth of Modernity (Chulayarnnon Siriphol, 2014)

23.Planking (Chulayarnnon Siriphol, 2011)

24.THAI CONTEMPORARY POLITICS QUIZ (2010, Chulayarnnon Siriphol, 8min)

25.NIGHT WATCH (2014, Danaya Chulphuthiphong, 10min)

26.Boys Are Back in Town กลับมาทำไม ฉันลืมเธอไปหมดแล้ว (Eakalak Maleetipawan, 2015)

27.This House Have Ghost (Eakarach Monwat, 2011)

28.V Monument (Hamer Salvala, 2009, documentary)

29.OUR FOOTPRINTS รอยเท้าของเรา (2015, Hta Kwa)

30.HABIT ชิน (2014, Jakkrapan Sriwichai)

31.A CHRONICLE OF LOVE AND PAIN (2009, Kanchat Rangseekansong, 21min)

32.EDUCATION SUICIDE (2014, Karnchanit Posawat, 10min)

33.Roti Man (Kittipat Knoknark, Napasorn Limchaiyawat, 2012)

34.Michael’s (Kunnawut Boonreak, 2014, documentary)

35.Dust (Manasak Khlongchainan, 2012)

36.DREAM WATCH FOR ANYONE WHO IS BELIEVED TO VIOLATE GOOD MORALITY งานเฝ้าระวังความฝันของบุคคลที่น่าเชื่อว่า ฝักใฝ่การทำลายศีลธรรมอันดีของประชาชน (2007, Manussak Dokmai, 10min)

37.PARENTHOOD ผู้ปกครอง (2014, Monsicha Wongsoontorn)

38./’Spel,baund/ (2013, Nath Eimkhanthongsug, 27min)

39.WE WILL FORGET IT AGAIN แล้วเราจะลืมมันอีกครั้ง (2010, Napat Treepalawisetkun)

40.IN THE EVENING A FAMILY IS HAVING DINNER ในเวลาหัวค่ำ ครอบครัวหนึ่งกำลังทานมื้อเย็น (2014, Narasit Kaesaprasit)

41.Yellow Summer (Nattagarn Tamsamsoo, 2013)

42.See You Tomorrow พบกันใหม่โอกาสหน้า (Nattawoot Nimitchaikosol, 2015, 53min)

43.THE MOTHER WANNA GO TO CARREFOUR คุณแม่อยากไปคาร์ฟูร์ (2010, Nawapol Thamrongrattanarit)

44.PULSATILE MASS ประวัติย่อของบางสิ่งที่ยังไม่จบสิ้น (2009, Nok Paksnavin, 40min)

45.Rajprasong (Nok Paksnavin, 2011)

46.สายตา รับฟัง (Gaze and Hear) Nontawat Numbenchapol, 2010)

47.CYCLE OF BIRTH AND DEATH สังสารวัฏ (2015, Nuttorn Kungwanklai)

48.MAY THE YEAR AHEAD BRING YOU GOOD LUCK (2013, Onnalin Techapuwapat, documentary, 12min)

49.6 PM (Sinjai Piraisangjun, Palakorn Jiamtiranat, 2011, documentary)

50.Octoblur ลมตุลาคม (Patana Chirawong, 2013, documentary)

51.INTERVIEW ถาม-ตอบ (2015, Patiparn Amornthipparat, 2min)

52.DOGMATIST (2015, Patipol Teekayuwat, 23min)

53.A STRANGER FROM THE SOUTH (2007, Phuttiphong Aroonpheng)

54.MY FATHER พ่อ (2010, Pimpaka Towira, 22min)

55.THE ISLAND OF UTOPIAS (2010, Pramote sangsorn, 20min)

56.The Fourthland of Heaven (Pramote Sangsorn, 2013)

57.The Asylum ดอกรัก (Prapat Jiwarangsan, 2015)

58.THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY ความลักลั่นของงานรื่นเริง (2007, Prap Boonpan)

59.LETTER FROM THE SILENCE (2006, Prap Boonpan)

60.RESISTANT POEM บทกวีของบางเรา (2009, Prap Boonpan)

61.THE SPECTRE: 16 YEARS LATER หนังผี: 16 ปีแห่งความหลัง (2006, Prap Boonpan)

62.THE WHITE SHORT FILM/THE CANDLE LIGHT หนังสั้นสีขาว/ชั่วแสงเทียน (2009, Prap Boonpan)

63.La double vie de Maniejan (Ratchapoom Boonbunchachoke, 2013)

64.Mam anna hua nom macaron ponyangkam lae garnsuksa kan puentarn Madame Anna, Nipples, Macaron, Ponyangkam, and Basic Education แหม่มแอนนา หัวนม มาคารอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Ratchapoom Boonbunchachoke, 2014)

65.Clever Kid, This Country Needs You เด็กฉลาด ชาติเจริญ (Sarnt Utamachote, 2015)

66.That XXXX (Seriphab Sutthisri, 2014)

67.Fables (Sina Wittayawiroj, 2012, animation)

68.งานนักขัตฤกษ์ของภูตพราย (The Festival of Demon Spirit) (Sittiporn Racha, 2011)

69.REMEMBRANCE กาลานุสติ (2010, Sittiporn Racha)

70.Neither Here Nor There  อยากสวมกอดเหนือยอดมะม่วง (Skan Aryurapong, 2015)

71.DON’T EVEN THINK ABOUT IT ไม่มีอะไรให้ดู (2006, Suchart Sawasdsri)

72.My Grandpa's Route Has Been Forever Blocked (Sutthirat Supaparinya, 2012)

73.Silent Poet (Tada Hengsapkul, 2013)

74.The Age of Anxiety (Taiki Sakpisit, 2013)

75.A RIPE VOLCANO (2011, Taiki Sakpisit)

76.Time of the Last Persecution ฝนห่าไฟ (Taiki Sakpisit, 2012)

77.Me and My Video Diary (Tani Thitiprawat, 2010, documentary)

78.Ja Daw's Choice ทางเลือกของจะดอ (Tanit Jamroensuksakul, 2012)

79.I’M FINE SABUYDEE KA (2008, Tanwarin Sukkhapisit)

80.Home Computer (Teeranit Siangsanoh, 2011)

81.I Hate You, But I like You to Stay (aka. The Last Bad Movie) (Teerath Whangvisarn, 2015)

82.STOCKHOLM! (2014, Teerath Whangvisarn)

83.The Pond บ่อเป็นหยัง (Teerawat Rujenatham, Athapol Tarnrat, 2013, TV documentary)

84.ท้องฟ้าในวันที่ 1 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2556 (1112013) (Theeraphat Ngathong, 2013)

85.I WISH THE WHOLE COUNTRY WOULD SINK UNDER WATER (2014, Theeraphat Ngathong, 14min)

86.MILITARY SOLDIER STUDENT THE MILITARY (2011, Theeraphat Ngathong)

87.THIS FILM HAS BEEN INVALID TOO (2014, Theeraphat Ngathong, documentary, 14min)

88.The Third Eye (Unaloam Chanrungmaneekul, Thitiphun Bumrungwong, 2013, documentary)

89.329 (2014, Tinnawat Chankloi, 17min)

90.ROSE MOON AND THE RISING SUN นกตัวนั้นมันตายไปเองเฉยๆ (2015, Tulyawat Sajjatheerakul)

91.The Pob's House บ้านผีปอบ (Ukrit Sa-nguanhai, 2010)

92.The Youth วัยเด็ก (Ukrit Sa-nguanhai and Chayajee Krittayapongsakorn, 2014)

93.THE GOLF COURSE สนามกอล์ฟ (2010, The Underground Office, 5min)

94.RED MOVIE แกะแดง (2010, The Underground Office, 38min)

95.The Curse of the Spirits คำสาปแช่งของเหล่าผีพราย (Viriyaporn Boonprasert, 2013)

96.DEVELOP BLESSING GIANT DHAMMA IN 3 WORLDS: GHOST OF CENTRAL WORLD (2012, Viriyaporn Boonprasert, 8min)

97.Develop Blessing Giant Dhamma in 3 Worlds: I'm Gonna Be a Naive เจริญพรมหาธรรมใน 3 โลก: ฉันจะเป็นชาวนาอีฟ (Viriyaporn Boonprasert, 2012)

98.Hungary Man Boo (Viriyaporn Boonprasert, 2012)

99.BAD-GOOD, 2013 (2010, Viroj Suttisima)
เรวดี, 2013 (วิโรจน์ สุทธิสีมา)

100.Awareness ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ (Wachara Kanha, 2014)

101.BLUE BLANK (2010, Wachara Kanha, 50min)

102.CHARM DOESN’T WANT TO BE A FARMER ฌามไม่อยากเป็นชาวนา (2012, Wachara Kanha, 22min)

103.A CORPSE ซากศพ (2012, Wachara Kanha, 17min)

104.THE FRENCH CLASS AND THE MYSTERY OF FRANÇOISE ห้องเรียนฝรั่งเศสกับปริศนาฟรองซัว (2011, Wachara Kanha, 33min)

105.Happiness (Wachara Kanha, 2015)

106.I Will Give You What You Don't Ask For เธอไม่ขอฉันก็จะให้ (Meathus Sirinawin, Wachara Kanha, 2012, documentary)

107.NAKORN ASAJARN: MIGHT (2011, Wachara Kanha, documentary, 30min)

108.SHELL (2015, Wachara Kanha)

109.Star Is Ice ดาวที่เป็นน้ำแข็ง (Wachara Kanha, 2013)

110. “I Miss You” is a Declarative Sentence, Not Requiring an Answer, But Requiring a Listener คิดถึงนะ เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ต้องการคำตอบ แต่ต้องการคนได้ยิน (Watcharapol Saisongkroh, 2015)

111.THIS FILM HAS BEEN INVALID (2014, Watcharapol Saisongkroh, 12min, documentary)

112.Dreamscape (Wattanapume Laisuwanchai, 2015, documentary)

113.DHAMMA เย...ธมฺมา... (2007, Watthana Rujirojsakul, 22min)

114.THE SPIRIT OF THE AGE (2015, Wichanon Somumjarn, 26min)

115.Are You Thai? หาเรื่องคนไทย (Wirada Saelim, 2015, documentary)

116.THAI FAMILY อนาคตของชาติ (2009, Yingsiwat Yamolyong, 15min)

117.Daily Malice แต่เราก็หากันจนเจอ (Yukontorn Kaewprang, 2015, 44min)

118. AUNTIE HAS NEVER HAD A PASSPORT (2014, Sorayos Prapapan)

เนื่องจากรายชื่อมันยาวแล้ว เราก็เลยไม่ได้ใส่ชื่อหนังที่ “ก้ำกึ่ง” ในความเป็น “หนังการเมือง” ของมันนะ อย่างเช่น ประโยคบอกเล่า PRESENT SIMPLE TENSE (2014, Adisak Chanchaipoom, A+30)