Sunday, December 15, 2019

SHINPAN

TRIAL (1975, Shuji Terayama, Japan, 34min, A+30)

หนังพิสดารสุดๆ มีแต่ฉากเฮี้ยนๆ ช่วง 10 นาทีสุดท้ายหนังกลายเป็นจอสีขาวโล่งๆ ที่มีรอยสีๆปรากฏขึ้นมาบนจอเป็นระยะๆ และมีการเปิดโอกาสให้ผู้ชมขึ้นไปตอกตะปูบนจอภาพยนตร์ได้ด้วย

เข้เอาค้อนมายื่นให้เราร่วมตอกตะปูบนจอด้วย แต่เราตัดสินใจไม่ขึ้นไปตอก เพราะเราเป็นสาวซุ่มซ่าม เรากลัวตอกค้อนใส่นิ้วตัวเอง 555

คิดว่าจริงๆแล้วหนังคงต้องการเชิดชูจิตวิญญาณการปฏิวัติ ตะปูแต่ละตัวเหมือนการลุกขึ้นยืนสู้ของประชาชนแต่ละคน

THE FLAT (1968, Jan Svankmajer, Czechoslovakia, A+30)

 --ดูแล้วนึกถึงหนังของ Luis Bunuel เพราะทุกอย่างในหนังมันสวนทางกับหลักเหตุผลไปหมด ดูแล้วนึกถึงประเทศไทยด้วย 555

--แต่ชอบ JABBERWOCKY (1971, Jan Svankmajer) มากกว่าหนังเรื่องนี้นะ เพราะ JABBERWOCKY มันพิสดารกว่า คือ THE FLAT มันเหมือนกับหนังที่บอกว่า "1+1 = ติดลบสอง" แต่ JABBERWOCKY มันเหมือนกับหนังที่บอกว่า "1+1 = 😂🙂🔔🏚■♡▪ฮิหี"

Saturday, December 14, 2019

WALL DUST

HELP (2019, ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา, 46min, A+25)

ในบรรดาหนังไทยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่ผลิตกันออกมาราว 100 เรื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หนังเรื่อง HELP อาจจะถือเป็นหนึ่งในหนังที่โดดเด่นที่สุด เพราะมันทำออกมาในแนวแฟนตาซี

ตอนแรกเราก็ชอบพลังของนางเอกนะ ที่เหมือนเห็นลางบอกเหตุล่วงหน้า แต่พอมันมีเรื่องของเหรียญวิเศษที่ย้อนเวลาได้เข้ามาด้วย แล้วมันไม่บอกที่มาที่ไปของเหรียญ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังมันขาดความน่าเชื่อถือไปหน่อย เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังแบบสุดๆ

BALA (2019, Amar Kaushik, India, A+30)

ชอบประเด็นของหนัง ที่พูดถึงปมด้อยของผู้ชายหัวล้าน กับความนิยม "สาวผิวขาว" ในอินเดีย

ชอบตัวละครนางเอกมากๆ เธอเป็นสาวผิวดำที่ไม่แคร์สังคม เธอไม่ต้องการจะโกหกคนอื่นด้วยการใช้ app แต่งรูปให้ตัวเองผิวขาว เธอแกร่งมากๆ

SILENT TRANSFORMATION (2017, Helene Le Chatelier, video installation, A+25)

วิดีโอบันทึกภาพศิลปินเถลือกไถลตัวไปตามพื้น + การละลายของหยดสีในน้ำ

WALL DUST (2013-2016, Wang Haiyang, video installation, A+30)

Video ยาว 7 นาทีที่ชั้น 7 BACC พิศวงมากๆ



Thursday, December 12, 2019

LITTLE MONSTERS

LITTLE MONSTERS (2019, Abe Forsythe, UK/Australia/USA, A+30)

1.ชอบฉากที่พระเอกผิวขาวเห็นนางเอกผิวดำครั้งแรก แล้วตกตะลึง ตกหลุมรักในทันที ดูแล้วนึกถึงฉากใน JACKIE BROWN (1997, Quentin Tarantino) ตอนที่พระเอกเจอนางเอกครั้งแรก

2.ดูแล้วไม่แน่ใจว่า หนัง เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับการ "หลอกเด็กๆว่าโลกเรานี้สดใส" บางทีหนังอาจจะไม่ได้ต้องการแสดงความเห็นในเรื่องนี้ แต่อาจจะแค่เอาเรื่องนี้มาเล่นตลก

3.อาจจะถือเป็นหนังซอมบี้ที่น่ารักสดใสที่สุดเท่าที่เคยดูมา

4.ตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นหนังเกี่ยวกับ "ซอมบี้เด็ก" เหมือน COOTIES (2014, Jonathan Milott, Cary Murnion) แต่ดีที่มันออกมาไม่ซ้ำกัน

5. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ไล่เลี่ยกับ HONEY BOY และ DOCTOR SLEEP และพบว่า หนังทั้ง 3 เรื่องนี้นำเสนอตัวละคร "ผู้ชายไม่เอาถ่าน" เหมือนกันเลย ซึ่งได้แก่ตัวละครพระเอกใน DOCTOR SLEEP  และ LITTLE MONSTERS กับตัวละครทั้งพ่อและลูกชายใน HONEY BOY คือตัวละครชายเหล่านี้ต่างก็มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมอย่างรุนแรงในช่วงต้นเรื่อง อย่างเช่น ติดเหล้า, ชอบใช้ความรุนแรง, หาเงินไม่พอยังชีพ, ขาดความรับผิดชอบ

และพัฒนาการของตัวละครใน DOCTOR SLEEP กับ LITTLE MONSTERS ก็คล้ายคลึงกัน เพราะพระเอกที่เริ่มต้นด้วยความไม่เป็นโล้เป็นพายในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ได้ transform มาเป็น ชายหนุ่มที่ kind and loving และเป็นที่พึ่งของผู้หญิงหรือเด็กๆได้ในช่วงกลางเรื่อง (DOCTOR SLEEP) หรือในตอนจบ ( LITTLE MONSTERS)

แต่ใน HONEY BOY ซึ่งน่าจะสร้างจากเรื่องจริงนั้น การ transform มาเป็น kind and loving man  มันยากมากๆ และมันดูเหมือนจะยากเกินความสามารถของตัวละครพ่อด้วย

Wednesday, December 11, 2019

HAPPY BIRTHDAY FATHER

KILL CHAIN (2019, Ken Sanzel, A+25)

-- ชอบการผูกเรื่องมากๆ ช่วงแรกๆจะนึกถึง L'ARGENT (1983, Robert Bresson) ที่เป็นห่วงโซ่อาชญากรรมต่อกันไปเรื่อยๆ

--นึกว่าต้องปะทะกับ THE LONGEST NITE (1998, Tai-chi Yau, Hong Kong) ซึ่งเป็นหนังดราม่าอาชญากรรมแนวห่วงโซ่เหตุการณ์ในคืนเดียวเหมือนกัน แต่เราชอบ THE LONGEST NITE มากกว่า KILL CHAIN

HAPPY BIRTHDAY FATHER (2019, Thanawut Kasro, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--

1.เห็นหนังบอกว่า สร้างจากเรื่องจริง ซึ่งก็น่าสนใจดี เราไม่รู้รายละเอียดเหมือนกันว่า เรื่องจริงเป็นยังไง แตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังมากน้อยแค่ไหน

2.สิ่งที่ชอบมากในหนังก็คือ การใช้บริบทเป็น "การเมืองท้องถิ่น" ของไทยน่ะ ซึ่งเราว่ามันแปลกตาดี แทบไม่เคยเห็นในหนังไทยยุคปัจจุบัน

3. เราว่าตัวละครในเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงบทละครเชคสเปียร์ 2 เรื่อง และตำนานกรีกด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของผู้สร้างหนัง หรือเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เราชอบสุดๆที่หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการยำบทละครเชคสเปียร์กับตำนานกรีกมาไว้รวมกันในบริบทการเมืองท้องถิ่นของไทย

3.1 ตัวละครฆาตกรในเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง Hamlet มากๆ

3.2 ตัวละครตัวนึงในเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง Iago ใน OTHELLO ของเชคสเปียร์มากๆ

3.3 ตัวละครพี่สาวของฆาตกร ก็ทำให้นึกถึง Electra ในตำนานกรีก

เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ถึงแม้ผู้สร้างอาจจะไม่ได้ตั้งใจ refer ถึงเชคสเปียร์กับตำนานกรีกก็ตาม คือแค่ผสม Hamlet (ลูกชายที่เกลียดพ่อเลี้ยง คิดว่าพ่อเลี้ยงฆ่าพ่อตัวเอง) กับ Electra (ลูกสาวที่เกลียดแม่และพ่อเลี้ยง) เข้าด้วยกัน เราก็ทึ่งสุดๆแล้ว นี่ยังมีตัวละครแบบใน OTHELLO และการเมืองท้องถิ่นไทยเข้ามาผสมด้วยอีก เราก็เลยชอบมากๆ

4.แต่เราไม่ชอบโทนอารมณ์ของหนังอย่างมากๆ เพราะมันเป็น melodrama ที่เน้นการเร้าอารมณ์ สาดอารมณ์รุนแรงเข้าใส่กันตลอดเวลา เราอยากให้มันออกมาเป็นหนัง drama, film noir หรือ psychological film อะไรแบบนี้มากกว่า แทนที่จะให้ตัวละครแผดเสียงใส่กันตลอดเวลาแบบนี้

Monday, December 09, 2019

UNTIL WE MEET AGAIN

HONEY BOY (2019, Alma Har'el, A+30)

--ชอบการแสดงของ Noah Jupe ในบทพระเอกวัยเด็กมากๆ เขาถ่ายทอดความทุกข์ระทม หม่นเศร้า เจ็บปวดรวดร้าวออกมาได้ดีมาก

--ดูแล้วนึกถึง CHILDSTAR (2004, Don McKellar, Canada) กับ MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg) ที่พูดถึงชีวิตดาราเด็กเหมือนกัน

 UNTIL WE MEET AGAIN (2019, Thanit Yantrakovit, 47min, A+30)
แล้วเจอกันชาติหน้าตอนบ่ายๆ

1.อาจจะเรียกได้ว่า มันเป็นหนังที่ “เข้าใกล้ชีวิตจริง” ของเรามากที่สุดเรื่องนึงในบรรดาหนังไทยที่เคยดูมาก็ได้ เราก็เลยชอบมันมากๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปจะชอบมันมากเท่าเราหรือเปล่า แต่ยอมรับเลยว่า หนังเรื่องนี้เข้าใกล้ชีวิตเรามากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ

คือหนังเรื่องอื่นๆชอบพูดถึงความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ แต่เรื่องนี้พระเอกรู้สึกแปลกแยกจากครอบครัว และต้องการย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ในขณะที่สมาชิกครอบครัวของเขาก็ดูเหมือนเป็นคนปกติธรรมดาทุกคน ไม่ได้มีใครเป็นคนเลว หรือเป็นตัวอิจฉา เพราะฉะนั้นไอ้ความรู้สึกแปลกแยกนี้มันก็เลยเข้าทางเรามากๆ มันไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ง่ายๆว่า เราเกลียดใคร ใครทำเลวกับเรา เราก็เลยออกมาอยู่ข้างนอก แต่มันเกิดจากความรู้สึกที่อธิบายได้ยากกว่านั้น

คือในชีวิตจริงของเรานั้น เราก็รีบย้ายออกมาอยู่อพาร์ทเมนท์ในทันที หลังจากหางานทำได้ตอนอายุ 22 ปี เพราะเรารู้สึกอึดอัดเวลาอาศัยอยู่กับสมาชิกครอบครัวเหมือนกัน คือถ้าให้อยู่กับสมาชิกครอบครัวก็อยู่ได้นะ แต่มันไม่ “สบายใจ” เท่าอยู่ตัวคนเดียว เราก็เลยย้ายออกจากบ้านมาอยู่อพาร์ทเมนท์ในทันทีที่หางานทำได้

2.พระเอกนี่สุดยอดมากๆ ทั้งหล่อ ทั้งแสดงเก่งมากๆๆๆๆๆ และหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนดึงทั้งความหล่อและความแสดงเก่งของเขาออกมาอย่างเต็มที่ ฉากที่ชอบที่สุดก็คือฉากที่กล้องจับภาพเขาในงานศพน่ะ คือฉากนั้นจะดูเพื่อดื่มด่ำกับความหล่อของเขาก็ดูได้ หรือจะดูเพื่อดื่มด่ำกับการแสดงที่สุดยอดมากๆก็ดูได้ 55555 ชอบมากๆที่หนังเปิดโอกาสให้เขาแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

3.ชอบฉากขับรถมากๆๆ เพราะในฉากนั้น พ่อพูดจาไม่เข้าหูลูกชายหลายครั้งมากๆ และเราก็เข้าใจทั้งพ่อทั้งลูกชายในฉากนั้น คือพ่อก็เป็นคนธรรมดาน่ะแหละ รักลูกชาย แต่ไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดยังไง ส่วนลูกชายก็คงรำคาญพ่อมากๆ

คืออะไรแบบนี้มันจริงมากๆเลยนะ เราชอบมากที่ฉากนี้ตัวละครไม่ได้โต้เถียงกันอย่างรุนแรงน่ะ แต่เราสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขุ่นมัวอย่างรุนแรงในใจพระเอก หรือความรำคาญของพระเอกที่อยากไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ จะได้ไม่ต้องเจอพ่อมาพูดจ้ำจี้จ้ำไชอะไรอีก คือฉากนี้มัน “สมจริง” มากๆ และมันสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้ดีสุดๆเลยด้วย

4.อีกฉากที่สมจริงสุดๆจนแทบกราบจอ คือฉากพนักงานออฟฟิศคุยกันขณะแดกข้าวเย็น ฉากนั้นทุกคนเล่นได้สมจริง เป็นธรรมชาติสุดๆ การพูดคุยกันในฉากนั้นไหลลื่นมากๆ ไม่รู้ฉากนี้เขียนบทยังไง หรือกำกับยังไง ทำไมมันถึงสมจริงสุดๆขนาดนี้

5.ฉากที่เราอินน้อยสุด คือฉากพระเอกอยู่กับแฟนเก่า แต่ไม่ใช่ฉากนี้ไม่ดีนะ ฉากนี้ดีมากๆ มันสะท้อนด้าน “ความสุข” ของพระเอกให้เราเห็น เพียงแต่เราไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ เราก็เลยอินกับฉากนี้น้อยสุด แต่ถือเป็นฉากที่ดีมากๆฉากนึงเลย มันช่วยให้ตัวละครพระเอกดูกลมขึ้นมาก

6.ฉากพระเอกเดินออกจากบ้านในช่วงท้าย คิดมุมถ่ายได้ดีมากๆ ที่เหมือนมองจากข้างในออกไป เห็นพระเอกเดินออกจากบ้าน แล้วมันมีประตูกั้นๆสักสองสามชั้นมั้ง เพราะฉะนั้นภาพที่เราเห็นมันจะไม่ชัด มันจะเลือนๆราวกับเป็นภาพสีน้ำหรือภาพ impressionist

7.การตัดสลับระหว่างช่วงเวลาต่างๆก็ดีมาก ทำให้หนังไม่น่าเบื่อดี

8.แต่ยอมรับว่าช่วงครึ่งหลังเราจะรู้สึกเนือยๆกว่าช่วงครึ่งแรกนะ แต่ก็คงไม่ใช่ข้อเสียอะไร

9.เดาว่าหนังน่าจะสร้างจากประสบการณ์จริงของมิค โดยเราเริ่มเดาแบบนี้ตั้งแต่ฉากที่พ่อบอกว่า อยากให้พระเอกตัดผม คือพอพ่อพูดแบบนี้ปุ๊บ เราก็นึกถึงทรงผมของมิคขึ้นมาในทันที

10.สรุปว่าเป็นหนังที่เราชอบสุดๆ อินสุดๆจ้า

-----------

 พูดถึงเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" แล้ว ทำให้นึกถึงภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ได้ดูในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนที่ศาลายาในปีนี้ เพราะมีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ดูเหมือนจะทำขึ้นด้วยทีมงานเพียงคนเดียวหรือ2-3 คนเท่านั้น โดยหนังกลุ่มนี้จะนำแสดงโดยตัวผู้กำกับเอง และผู้กำกับจะรับหน้าที่ทำงานตัดต่อ, ถ่ายภาพ, เขียนบทในหนังด้วย ซึ่งหนังกลุ่มนี้รวมถึงหนังทุกเรื่องของ "วีระ รักบ้านเกิด" , หนังบางเรื่องของวชร กัณหา, หนังเรื่อง "ล้านก้าว" ของ สมชาย วชิระจงกล (76min), "เด็กเหวน" ของปัญญา วงผักเบี้ย และ "ที่นี้ไม่มีใคร" ของกระบี่ แซ่หลิม

Sunday, December 08, 2019

DOCTOR SLEEP

DOCTOR SLEEP (2019, Mike Flanagan,  A+30)

1. มีสิทธิติดอันดับ 3 ประจำปี อินกับหนังอย่างรุนแรงที่สุด รู้สึกว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้มันออกมา "ตรงใจ" เรามากๆ ทั้งนางเอก, พระเอก และนางตัวร้ายทั้งสองตัว (Rose the Hat กับสาวสะกดจิต Snakebite Andi) ซึ่งปกติแล้วมันหาได้ยากที่จะเจอหนังที่ทั้งนางเอก-นางตัวร้าย จะตรงใจเราขนาดนี้

2. ชอบสุดๆที่มันมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์หลายตัว คือก่อนที่เราจะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้เนื้อเรื่องมาก่อนเลย เราเคยดูก็แต่ THE SHINING ( Stanley Kubrick) ทางวิดีโอเมื่อราว 30 ปีก่อน

เราก็เลยนึกว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นแบบ IT หรือ SALEM'S LOT ที่เป็นเรื่องของคนธรรมดา ต่อสู้กับปีศาจร้าย

เพราะฉะนั้นพอหนังเริ่มแนะนำตัวละคร  Rose the Hat กับพระเอก เราก็ยังรู้สึกเฉยๆอยู่ แต่พอหนังเริ่มแนะนำตัวละครสาวสะกดจิต กับ Abra ที่ต่างก็มีอิทธิฤทธิ์รุนแรงทั้งคู่ เราก็รู้สึกตื่นเต้นสุดขีด รู้เลยว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเข้าทางตัวเองแน่นอน

เพราะโลกจินตนาการในหัวของเรา ก็ต้องการอะไรแบบนี้แหละ เราชอบ fiction ที่มีตัวละครผู้หญิงแรงๆหลายตัว และผู้หญิงทุกตัวมีความสามารถสูงมากในการต่อสู้ แบบใน "เดชคัมภีร์เทวดาภาคสอง",   ละครทีวี SUKEBAN DEKA ภาคสอง, การ์ตูนเรื่อง CRYSTAL DRAGON ของ Ashibe Yuho หรือการ์ตูนเรื่อง BLUE SONNET ของ Shibata Masahiro คือในโลกจินตนาการในหัวของเรานั้น ตัวละครหญิงจะสู้กันแหลกโดยใช้ทั้งวิทยายุทธ, อาวุธ, พลังจิต และเวทมนตร์

 ซึ่งจริงๆแล้ว ละครทีวีอย่าง BUFFY THE VAMPIRE SLAYER และหนังชุด X-MEN ก็เข้าข่ายอะไรแบบที่เราชอบสุดๆเหมือนกัน แต่เราว่า BUFFY กับ X-MEN มันยังขาดบรรยากาศ "ความขลัง" น่ะ เราก็เลยชอบ DOCTOR SLEEP มากกว่า เพราะเราว่า บรรยากาศใน DOCTOR SLEEP มันขลังมาก  และมันซีเรียสจริงจังดีมาก ในขณะที่ BUFFY มันดูทีเล่นทีจรืงมากเกินไป ส่วน X-MEN มันดูเป็นไซไฟพลังจิต มันก็เลยยังขาดบรรยากาศลี้ลับของ "โลกเวทมนตร์"  แบบที่ DOCTOR SLEEP มี

3.ดูแล้วนึกถึงนิยายที่เราชอบสุดๆเรื่อง THE BAD PLACE (1990)  ของ Dean Koontz ด้วย โดยในเรื่องนี้ พระเอกกับนางเอกเป็นนักสืบเอกชน แล้วน้องชายนางเอก เหมือนมีพลังจิตแบบถอดจิตไปสำรวจพื้นที่ต่างๆได้ แต่ปรากฏว่าพอถอดจิตแล้ว ดันไปเจอฆาตกรโรคจิตที่ถอดจิตได้เหมือนกัน ก็เลยเกิดความชิบหายอย่างรุนแรงตามมา และก็มีตัวละครอื่นๆที่มีพลังจิตอีกสามตัวในเรื่องด้วย

การถอดจิตมาปะทะกันใน THE BAD PLACE ก็เลยทำให้นึกถึงพลังของ Abra กับ Rose the Hat  ในหนังเรื่องนี้ที่มีอะไรบางอย่างคล้ายกัน

จริงๆแล้วนึกถึงนิยายเรื่อง สัมภเวสี ของตรี อภิรุม ด้วย ที่นางเอกสามารถ เพ่งกสิณ จนเห็นเหตุการณ์ต่างๆในสถานที่ห่างไกลได้ และนำไปสู่การตบตีกับภูติผีปีศาจมากมาย โดยเฉพาะนางตัวร้ายตัวนึงที่เป็น "เวมานิกเปรต" (ถ้าจำไม่ผิด)  คิดว่าพลังของนางเอกใน "สัมภเวสี" นี่มีอะไรคล้ายคลึงกับ Abra เช่นกัน

4.ชอบวิธีการรับมือของพระเอกวัยเด็กต่อเหล่าภูติผีมากๆเลยด้วย ที่สร้างหีบวิเศษทางจิตขึ้นมาเพื่อใช้ขังเหล่าปีศาจร้าย

 ดูแล้วนึกถึงตัวเอง 555 อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น เราเคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้งด้วยกัน แต่วิธีนึงที่เราใช้รับมือกับความทุกข์ใจในตอนนั้น ก็คือการสร้างโลกจินตนาการของตัวเองขึ้นมา และมีความสุขกับโลกจินตนาการของตัวเอง

สิ่งที่พระเอกทำในวัยเด็ก ก็น่าจะคล้ายกับคนที่มี "บาดแผลทางใจในวัยเด็ก" หลายคนเคยทำ นั่นก็คือใช้ "กลไกทางจิต" ของตัวเองในการรับมือกับบาดแผลทางจิตของตัวเอง และไอ้กลไกทางจิตที่แต่ละคนพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับปมทางจิตของตัวเอง บางทีมันก็อาจจะช่วยสร้างความ unique ให้แต่ละคนเวลาโตขึ้นด้วย

เราก็เลยชอบตัวละครพระเอกมากๆในแง่นี้ เขาไม่ใช่ macho hero แต่เป็น extremely vulnerable hero "ที่มีบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงในวัยเด็ก"  และมีปีศาจร้ายมากมายเก็บซ่อนอยู่ภายในใจ

5.ชอบดนตรีประกอบมากๆเลยด้วย ที่ใช้เสียงคล้ายๆหัวใจเต้น รู้สึกว่ามันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปด้วยมากๆ

6.ชอบการสร้างโลกในหัวของตัวละคร ออกมาเป็นห้องสมุดแบบ DREAMCATCHER (2003, Lawrence Kasdan) ด้วย

7.ชอบหลายฉากในหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะฉากฆาตกรรมเด็กชาย, ฉากปะทะจิตใน supermarket และฉาก Rose ใช้จิตเหาะไป

8.สรุปว่ารู้สึกผูกพันกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดๆ รู้สึกว่าโลกในหนังเรื่อง มันใกล้เคียงกับโลกจินตนาการในหัวของเราเองมากๆๆ

Thursday, December 05, 2019

ARBITRARY NOTION (Atsuko Nakamura)

ARBITRARY NOTION (2013, Atsuko Nakamura, video installation,  A+30)

วิดีโอที่จัดฉายในห้องน้ำโรงแรม เกี่ยวกับฝูงมดที่น่าสงสารที่ถูกมนุษย์กำจัด

 INVASION (2015, Atsuko Nakamura, video installation, A+30)

ดูแล้วนึกถึงปัญหาเรื่องผู้อพยพ, รัฐชาติ และพรมแดนสมมุติ