Sunday, September 14, 2014

SMING: THE HUNT BEGINS (2014, Pan Visitsak, A+25)

SMING: THE HUNT BEGINS (2014, Pan Visitsak, A+25)

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเสือสมิงในหนังเรื่องนี้ถึงอยากจะกินนายพรานนัก เพราะคนดูก็อยากจะกินนายพรานเหมือนกัน ฮิฮิฮิ

สาเหตุที่เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆเพราะหนังเรื่องนี้มันมีคุณสมบัติเดียวกับสิ่งที่เราชอบมากในนิยายของ “ตรี อภิรุม” น่ะ นั่นก็คือการสร้างโลกเหนือธรรมชาติที่มีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงหลายตัวอยู่ในนั้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับโลกผีๆสางๆในนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ คือโลกเหนือธรรมชาติในนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์มันเหมือนมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่กลุ่มเดียว และนางเอกก็ต้องหาทางรับมือกับสิ่งเหนือธรรมชาติกลุ่มนั้น แต่โลกเหนือธรรมชาติในนิยายของตรี อภิรุมมันเต็มไปด้วยตัวประกอบชิบหายๆ และตัวประกอบหลายตัวก็มีอิทธิฤทธิ์สูงมาก หรือมีความเฮี้ยนมากๆ ในแบบของตัวเอง

คือถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว โลกเหนือธรรมชาติในนิยายของจินตวีร์ วิวัธน์ มันจะคล้ายกับโลกเหนือธรรมชาติในนิยายเรื่อง “นาคราช” ของแก้วเก้า หรือหนังอย่าง SUPERMAN น่ะ คือมันไม่ค่อยมีตัวประกอบชิบหายๆ ซึ่งโลกแบบนี้มันก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง แต่มันไม่สอดคล้องกับโลกจินตนาการของเราสักเท่าไหร่

โลกจินตนาการของเรามันจะสอดคล้องกับโลกในนิยายของตรี อภิรุม หรือหนังอย่าง X-MEN น่ะ เพราะมันจะมีตัวประกอบชิบหายๆเยอะมาก และตัวประกอบแต่ละตัวมันพร้อมจะฉีกตัวออกไปเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องราวของตัวเองได้ เราว่าถ้าหากเอานิยายเรื่อง “นาคี” ของตรี อภิรุม มาเปรียบเทียบกับ “นาคราช” ของแก้วเก้า หรือเอา SUPERMAN กับ X-MEN มาเทียบกัน มันจะเห็นได้ชัดเลยว่าเราชอบโลกจินตนาการแบบไหนมากกว่ากัน

สรุปว่าเราชอบ SMING: THE HUNT BEGINS มาก เพราะเราชอบการสร้างตัวประกอบและการให้ความสำคัญกับตัวประกอบในหนังเรื่องนี้ ตัวประกอบหลายตัวในหนังเรื่องนี้ มันกระตุ้นให้เราเอาไปจินตนาการต่อได้ว่า มันสามารถฉีกตัวเองออกไปเป็นพระเอกนางเอกในหนังของตัวเองได้ คือผู้สร้าง SMING: THE HUNT BEGINS คงไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่เวลาเราดูหนังเรื่องนี้ เราสามารถจินตนาการต่อเองได้อย่างสนุกสนานเลยว่า หนังเรื่องนี้มันสามารถสร้าง prequels ได้อย่างน้อย 4 เรื่องเลย โดยเรื่องนึงอาจจะเป็นการผจญภัยของพรานบุญก่อนเกิดเหตุการณ์ในสมิง, อีกเรื่องอาจจะเป็นการผจญภัยของพรานดำ, อีกเรื่องอาจจะเป็นการผจญภัยของเมียหมอผีเขมร และอีกเรื่องอาจจะเป็นการผจญภัยของ 5 พี่น้องจากเมืองจีน

แต่สาเหตุที่เราไม่อยากให้ A+30 กับหนังเรื่องนี้ เพราะเราเกลียดการใช้ดนตรีประกอบในหนังเรื่องนี้มาก


สรุปว่า SMING: THE HUNT BEGINS เป็นหนังที่เราชอบมากๆเป็นการส่วนตัว เพราะโลกจินตนาการของเราก็เป็นแบบในหนังเรื่องนี้นั่นแหละ มันเต็มไปด้วยตัวละครประกอบชิบหายๆหลายๆตัว และแต่ละตัวอิทธิฤทธิ์สูงกันหมด

Saturday, September 13, 2014

TEN FAVORITE MAGAZINE ISSUES


I was tagged by a friend to make a list of ten favorite books.  But I decided to make a list of ten favorite magazine issues instead. So here is my list:

TEN FAVORITE MAGAZINE ISSUES

(in alphabetical order)

1.BORN 3

2.DARK 1

3.DARK 4

4.HERO 23

5.HERO 27

6.HEY 11

7.KFM SPECIAL 2

8.KFM SPECIAL 9

9.STAGE, TRAINER ISSUE

10.STEP 55

The photo comes from HEY 11.



Wednesday, September 10, 2014

FAVORITE OLD THAI FILMS


LIST OF MY FAVORITE OLD THAI FILMS

A foreign friend who can speak Thai asked me to make a list of 20-30 good old Thai films made before the 1990s, after he had watched some good films from that period, such as TONGPAN. So I decided to make my list. But first I want to say that I know very very little about old Thai films, and I have seen very very few old Thai films. So my list is “a personal favorite list” based on my very little knowledge of old Thai films. This list is not meant to be “the list of best old Thai films”. For those who are interested in best old Thai films, maybe you can see the list of Highly Recommended 100 Thai Films made by the Thai Film Archive. (Sadly, the list is in Thai.)

Here is the list made by the Thai Film Archive:

Here is the list of MY PERSONAL FAVORITE OLD THAI FILMS:

(in roughly chronological order)

1.THE MAGIC RING (1929, King Rama VII, 30min)
แหวนวิเศษ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว)

2.RECEIVING TORPEDO BOATS (1935, Luang Konlakarnchenchit, documentary)

3.BANGKOK FLOOD IN 1942 (1942, Tae Prakartwuttisarn, short documentary)
น้ำท่วมกรุงเทพปี 2485 (แท้ ประกาศวุฒิสาร)

4.CHUA FAR DIN SALAI (1955, Marut)
ชั่วฟ้าดินสลาย (มารุต)

5.THE TRANSVESTITE IS THE CAUSE (1955, Employees of Montol Bank, 10min)
กะเทยเป็นเหตุ (พนักงานธนาคารมณฑล)

6.COUNTRY HOTEL (1957, Ratana Pestonji)
โรงแรมนรก (รัตน์ เปสตันยี)

7.MAE NAK PRAKANONG (1959, Rungsee Tasanapayak)
แม่นาคพระโขนง (รังสี ทัศนพยัคฆ์)

8.WHOSE LAND IS THIS? (1959, Parinya Leelasorn)
แผ่นดินของใคร (ปริญญา ลีละศร)

9.THE DUCKLING (1968, Prince Panupan Yukol)
เป็ดน้อย (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล)

10.FILM FROM LAMPANG (approximately 1971, anonymous)
This is a very interesting experimental film shown in the Bangkok Experimental Film Festival in 2012.

11.THE SUN IS BROKEN WHEN THE WATERMELON IS KILLED (1972, Dome Sukvong, 4min)
อาทิตย์แตกเมื่อฆ่าแตงโม (โดม สุขวงศ์)

12.THE MAN WHO EATS HIS WIVES (1974, Dokdin Gunyamarn)
คนกินเมีย (ดอกดิน กัญญามาลย์)

13.THE HARA WOMAN WORKERS STRUGGLE (1975, Jon Ungpakorn, documentary)
การต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า (จอน อึ๊งภากรณ์)

14.INSANE (1975, Piak Poster)
ประสาท (เปี๊ยก โปสเตอร์)

15.LAST LOVE (1975, Prince Chatrichaloem Yukol)
ความรักครั้งสุดท้าย (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)

16.THE GODMOTHER (1976, Prince Tipyachat Chatchai + Chaluay Srirattana)
เจ้าแม่ (ม.จ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย + ฉลวย ศรีรัตนา)

17.OUR LAND (1976, Sor Asanajinda)
แผ่นดินของเรา (ส. อาสนจินดา)

18.COUNTRY TEACHER (1978, Surasee Patham)
ครูบ้านนอก (สุรสีห์ ผาธรรม)

19.SUEB YAD SAI (1978, Jaraspong Suraswadee)
สืบยัดไส้ (จรัสพงษ์ สุรัสวดี)

20.A TOWN IN FOG (1978, Permpol Choei-aroon)
เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ)

21.THE GOD OF BANGPOON VILLAGE (1980, Pagorn Promwituck)
เทพเจ้าบ้านบางปูน (ปกรณ์ พรหมวิทักษ์)

22.SEARCHING FOR LOVE (1981, Apichart Popairote)
ถามหาความรัก (อภิชาต โพธิไพโรจน์)

23.SON OF THE NORTHEAST (1983, Vichit Kounavudhi)
ลูกอีสาน (วิจิตร คุณาวุฒิ)

24.DIVORCE BECAUSE OF ADULTERY (1985, Manop Udomdej)
หย่าเพราะมีชู้ (มานพ อุดมเดช)

25.I DON’T GIVE IT A DAMN (1986, M.L. Bhandevanop Devakul)
ช่างมันฉันไม่แคร์ (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล)

26.NAM SOR SAI (1986, Chalee Intaravijit)
น้ำเซาะทราย (ชาลี อินทรวิจิตร)

27.DON’T TELL ME SHE’S SINFUL (1987, Tanit Jitnukul)
อย่าบอกว่าเธอบาป (ธนิตย์ จิตนุกูล)

28.THE GEM FROM THE DEEP (1987, Cherd Songsri)
พลอยทะเล (เชิด ทรงศรี)

29.PEOPLE UNDER THE SUN (1987, Kid Suwansorn)
คนกลางแดด (คิด สุวรรณศร)

30.RED ROOF (1987, Euthana Mukdasanit)
หลังคาแดง (ยุทธนา มุกดาสนิท)

31.THE SEED (1987, Bundit Rittakol)
ด้วยเกล้า (บัณฑิต ฤทธิ์ถกล)

32.VICTIMS (1987, Chana Kraprayoon)
เหยื่อ (ชนะ คราประยูร)

The photo comes from CHUA FAR DIN SALAI.

Please feel free to add a list of any old Thai films you like.



Monday, September 08, 2014

MARY KOM (2014, Omung Kumar, India, A+25)

MARY KOM (2014, Omung Kumar, India, A+25)

ดูที่เมเจอร์เอกมัย

--ชาติพันธุ์ในหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มีคนอินเดียบางแคว้นที่หน้าตาดูเป็นคนจีนเกือบทั้งแคว้นแบบนี้ด้วย

--เนื้อหาของเรื่องเกิดขึ้นในแคว้นมณีปุระ ซึ่งมีกลุ่มกบฏอยู่ในแคว้นนี้ แต่เราไม่เคยได้ยินเรื่องราวความขัดแย้งในแคว้นนี้มาก่อนเลย

--สามีนางเอก (Darshan Kumaar) ในหนังเรื่องนี้เป็นสามีในอุดมคติมากๆ ดูแล้วก็เลยทำให้นึกถึงตัวละครสามีในอุดมคติอีกคนนึง ซึ่งก็คือสามีนางเอกในหนังเรื่อง JULIE AND JULIA (2009, Nora Ephron) ที่รับบทโดย Chris Messina

ทั้งหนังเรื่อง MARY KOM และ JULIE AND JULIA ต่างก็สร้างจากเรื่องจริงเหมือนกัน พอดูแล้วก็เลยสงสัยว่า การที่สามีนางเอกในหนังสองเรื่องนี้ดูเป็นผู้ชายในอุดมคติของเราแบบนี้ เป็นเพราะว่า

1.ตัวจริงเป็นคนดีแบบนั้นจริงๆ
2.หนังไม่มีเวลานำเสนอแง่ลบของสามีนางเอก
3.หนังไม่อยากเสี่ยงนำเสนอแง่ลบของสามีนางเอก เพราะเดี๋ยวเกิดปัญหาทางกฎหมาย และอื่นๆตามมา


อย่างไรก็ดี สรุปว่าดูหนังสองเรื่องนี้แล้วทำให้อยากมีผัวแบบในหนังสองเรื่องนี้มากค่ะ จบ

Saturday, September 06, 2014

WER (2014, William Brent Bell, A+/A)

WER (2014, William Brent Bell, A+/A)

I like the first half of the film, but I think the second half of the film is so-so.

I think I prefer THE BARRENS (2012, Darren Lynn Bousman) to WER. I compare these two films together, because what I like in these two films is the feeling of uncertainty whether there will be a monster in the film or not. THE BARRENS makes me feel uncertain until near the end of the film, so I prefer it to WER which makes me feel uncertain only in the first half of the film.




LETTERS FROM THE SOUTH (2013, A+25)

LETTERS FROM THE SOUTH (2013, A+25)

--NOW NOW NOW (Aditya Assarat, Thailand, A+25)
--POPIAH (Royston Tan, Singapore, B- )
--SINGAPORE PANDA (Sun Koh, Singapore, A+25)
--BURIAL CLOTHES (Midi Zhao, Myanmar, A+25)
--A NIGHT IN MALACCA (Tan Chui Mui, Malaysia, A+25)
--WALKING ON WATER (Tsai Ming-liang, Malaysia, A+30)

The photo comes from the instagram of Siravit Lilitsuwan, the actor in NOW NOW NOW.



Tuesday, September 02, 2014

SRIBURAPA: THE JOURNAL OF FREEDOM (2014, Pradit Prasartthong, stage play, A+15)

SRIBURAPA: THE JOURNAL OF FREEDOM (2014, Pradit Prasartthong, stage play, A+15)
ศรีบูรพา บันทึกแห่งอิสรา

ชอบเกือบทุกอย่างในละครเรื่องนี้ สาเหตุหนึ่งที่เราชอบมากเป็นเพราะเราไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับศรีบูรพามาก่อนเลยด้วย ละครเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราได้รับรู้เสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

เนื่องจากเราชอบเกือบทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเราก็เลยขอเขียนเฉพาะสิ่งที่เราไม่ชอบเพราะมันไม่ตรงกับรสนิยมส่วนตัวของเราก็แล้วกัน 555

สาเหตุที่เราไม่ได้ชอบละครเรื่องนี้ถึงขั้น A+30 หรือว่าชอบสุดๆ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้ชอบ musical น่ะ เราอาจจะอินกับละครดราม่าธรรมดาๆที่ไม่ต้องร้องเพลงมากกว่า คือเรามีปัญหากับเนื้อเพลงในละครเรื่องนี้มากพอสมควร เพราะเรารู้สึกว่าเนื้อเพลงบางเพลงในละครเรื่องนี้มัน “บอก” เราว่าเราควรรู้สึกอย่างไรกับศรีบูรพา หรือบอกว่าเราควรรู้สึกอย่างไรกับการกระทำหรือแนวคิดบางอย่างของศรีบูรพา และมันก็บอกเราในทำนองที่ว่าเราควรจะชื่นชม,เชิดชู, ยกย่องเขา, แนวคิดของเขา หรือการกระทำบางอย่างของเขา ถ้าเราจำไม่ผิด

คือถ้าหากมันเป็นดราม่าธรรมดาๆ โดยไม่ต้องใส่เนื้อร้องเข้ามา แล้วเล่าเรื่องของศรีบูรพาไปเรื่อยๆ ให้คนดูได้เห็นว่าศรีบูรพาทำอะไร, คิดอะไร แล้วปล่อยให้คนดูรู้สึกเอาเองว่าควรจะชื่นชมศรีบูรพา, แนวคิดของเขา หรือการกระทำบางอย่างของเขาไหม ละครเรื่องนี้มันอาจจะเข้าทางเรามากกว่า

คือเรารู้สึกว่าละครเรื่องนี้ โดยเฉพาะเนื้อเพลงของละครเรื่องนี้ มัน “TELL” เราว่าเราควรรู้สึกหรือควรคิดอย่างไรน่ะ แต่ถ้าหากละครมันไม่ TELL เรา มันแค่ SHOW ให้เราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วปล่อยให้เรารู้สึกเอาเอง มันอาจจะเข้าทางเรามากกว่า

สรุปว่าเราว่าละครเรื่องนี้มัน glorify พระเอกมากเกินไปสำหรับเราน่ะ มันทำให้เรารู้สึกว่าศรีบูรพาเป็น hero มากๆเลย จนเขาดูเหมือนเป็นวีรบุรุษที่ห่างไกลตัวเรา (หรือจริงๆอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนขี้ขลาดมากๆเมื่อเทียบกับศรีบูรพาก็ได้ เราก็เลยรู้สึกอย่างนั้นกับตัวพระเอกเรื่องนี้)

ปกติเราไม่ค่อยอินกับฉากรักหรือไม่ชอบฉากโรแมนติกนะ แต่ไปๆมาๆฉากที่เราชอบที่สุดในละครเรื่องนี้กลับเป็นฉากรัก มันเป็นฉากที่นางเอกในวัยสาวนักศึกษานั่งอยู่ตรงกลางฉาก แล้วมีศรีบูรพาวัยหนุ่มกับวัยผู้ใหญ่ยืนทะแยงมุมอยู่สองด้านของนางเอก แล้วมีการจัดแสงแบบฝันๆหน่อย ฉากนั้นมันเหมือนเป็นการหลุดเข้าไปในห้วงคะนึงในจินตนาการ/ความทรงจำของศรีบูรพาน่ะ มันดูแตกต่างจากฉากอื่นๆเล็กน้อยที่ค่อนข้างอิงกับเนื้อเรื่องในโลกแห่งความเป็นจริง

สาเหตุที่เราชอบฉากนี้มากที่สุดอาจจะเป็นเพราะว่า ในฉากนี้เรารู้สึกว่าศรีบูรพาได้กลับมาเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีเลือดมีเนื้ออีกครั้ง ไม่ได้เป็นวีรบุรุษที่ลอยอยู่ห่างไกลตัวเราเหมือนในฉากอื่นๆ

แต่ถึงแม้เราจะมีปัญหาบางอย่างกับละครเรื่องนี้ที่มันไม่เข้าทางเราซะทีเดียว แต่ถ้าไม่นับจุดนี้แล้ว เราก็ชอบส่วนอื่นๆในละครเรื่องนี้มากทีเดียว

ถ้าหากถามว่าเราชอบการนำเสนอวีรบุรุษในแบบไหน เราก็ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่อง DANTON (1982, Andrzej Wajda, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดังตอง (Gerard Depardieu) หนึ่งในนักปฏิวัติฝรั่งเศสที่ตอนหลังตบกับโรเบสปิแอร์และถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน เราว่าหนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตคนท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองได้อย่างสนุกมาก และไม่ glorify ตัวพระเอกมากเกินไป


Monday, September 01, 2014

LITTLE ROOM IN ETIENNE MARCEL (2014, Jitti Chompee, A+30)


LITTLE ROOM IN ETIENNE MARCEL (2014, Jitti Chompee, A+30)

(รูปนี้ถ่ายตอนนักแสดงกำลัง warm up ร่างกายก่อนแสดง)

ดูการแสดงอันนี้แล้วทำให้เรานึกถึงความสุขตอนที่ได้ดูหนังบางเรื่องของ Derek Jarman สาเหตุที่ทำให้นึกถึง Derek Jarman เป็นเพราะว่า

1.Derek Jarman ชอบเอาตำนาน/เรื่องเล่าโบราณมานำเสนอในแบบ queer อย่างเช่นใน SEBASTIANE (1976), EDWARD II (1991) และ THE GARDEN (1990) ที่เป็นการเอาตำนานทางศาสนามานำเสนอในแบบ queer ส่วน LITTLE ROOM IN ETIENNE MARCEL นั้นเป็นการนำเอาตำนานทรพากับทรพีมาดัดแปลงใหม่ และมีอารมณ์แบบเกย์ๆอยู่ในนั้นด้วย

2.หนังของ Derek Jarman มีความพิสดาร, ไม่เน้นการเล่าเรื่อง, มีความ minimal และมีลักษณะของละครเวทีอยู่ด้วย ซึ่งลักษณะเหล่านี้ทำให้นึกถึงการแสดงอันนี้ด้วยเหมือนกัน

แต่การแสดงอันอื่นๆของคุณ Jitti อาจจะไม่ทำให้นึกถึงหนังของ Jarman มากเท่านี้นะ อย่าง A LOVE SONG (2011) ของคุณ Jitti ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของ Jean Genet และการแสดงของเขาอันอื่นๆที่เราได้ดูก็ค่อนข้าง abstract มากๆสำหรับเรา การแสดงอันอื่นๆของเขาก็เลยไม่ได้ทำให้เรานึกถึงหนังของ Jarman

3.สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นึกถึงหนังของ Jarman เป็นเพราะเราชอบดนตรีประกอบในการแสดงอันนี้มากๆด้วยแหละ เราว่าเพลงที่ใช้มันเพราะมากๆ และมันเข้ากับบรรยากาศมากๆ ความไพเราะของเพลงประกอบละครเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงความสุขตอนที่ได้ฟังเพลงในฉากจบของ THE TEMPEST (1979, Derek Jarman) หรือตอนฟังเพลงที่ Annie Lennox ร้องใน EDWARD II

แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ในขณะที่หนังของ Jarman ทำให้เราประทับใจกับความงดงามด้านภาพ, พลังของภาพ และการตัดต่อภาพ การแสดงอันนี้นำเสนอความงดงามของลีลาท่าทางในการเต้นรำแทน มันเป็นความงดงามคนละแขนงกัน และเราก็รู้สึกว่าทั้ง Jarman และ Jitti ต่างก็ไปได้สุดทางในสาขาศิลปะของแต่ละคน

สิ่งที่ชอบสุดๆอีกสิ่งหนึ่งในการแสดงอันนี้ ก็คือฉาก การแสดงอันนี้ใช้ฉากหลังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเรือแล่นผ่านเป็นระยะๆ และมีห้างสรรพสินค้าริเวอร์ซิตี้เปิดไฟสว่างอยู่ด้านหลัง และเรารู้สึกว่ามันสวยสุดๆมันงดงามสุดๆสำหรับเรา ไฟจากห้างริเวอร์ซิตี้ทำหน้าที่เหมือนเป็นสปอตไลท์บนเวทีที่สวยมากๆ เรือที่แล่นผ่านไปผ่านมาก็ช่วยสร้างความเพลิดเพลินได้ในระดับนึง และเราก็ชอบกระแสน้ำที่ขึ้นๆลงๆในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย การมองน้ำที่ขึ้นๆลงๆแบบนี้มันทำให้นึกถึงคำพูดของ Harun Farocki ใน IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR ที่ว่า “การมองน้ำทะเลซัดชายหาดไปเรื่อยๆ มันช่วยปลดปล่อยความคิดของมนุษย์ให้เป็นอิสระ” หรืออะไรทำนองนี้

สรุปว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้จริงๆแล้วต้องการโปรโมทให้คนไปดูหนังของ Derek Jarman จบ 55555