Saturday, May 23, 2015

ADAM LEVINE – LOST STARS (UNOFFICIAL MUSIC VIDEO) (2015, Wissanu Nobnorb, A+15)

ADAM LEVINE – LOST STARS (UNOFFICIAL MUSIC VIDEO) (2015, Wissanu Nobnorb, A+15)

ดูมิวสิควิดีโอนี้ได้ที่

1.ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในแง่ความเป็น “มิวสิควิดีโอ” นั้น งานชิ้นนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เพราะเราไม่ค่อยได้ดูมิวสิควิดีโอน่ะ เราไม่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในด้านนี้เลย

ตอนดูรอบแรกเราจะรู้สึกว่ามันขาดความ “เปรี้ยง” แบบมิวสิควิดีโอนะ คือพอพูดถึงมิวสิควิดีโอ เราจะนึกถึงอะไรที่มันมีจุดเด่นของมันเองมากๆน่ะ มีความเป็น spectacle, มีอะไรประหลาดๆ, มีอะไรแรงๆ, มีอะไรเก๋ๆ, มีคอนเซปท์แปลกใหม่น่าสนใจ, มีการถ่ายภาพที่ดูงดงามมากๆ เพื่อดึงดูดผู้ชมรุ่นเด็กและรุ่นหนุ่มสาวให้ติดตาติดใจได้ในทันที และเรารู้สึกว่างานชิ้นนี้มันขาดความ “เปรี้ยง” แบบมิวสิควิดีโอน่ะ

2.แต่สำหรับเราแล้ว เราว่างานชิ้นนี้มันทำให้เราอยากดู “หลายรอบ” นะ ซึ่งนั่นก็เป็นคุณสมบัติข้อนึงที่มิวสิควิดีโอที่ดีควรจะมี และเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเราถึงอยากดูงานชิ้นนี้หลายรอบ หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงเพาะว่าเพลงมันเพราะ 555

เราว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราอยากดูงานชิ้นนี้หลายรอบ เป็นเพราะว่าเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันในการดูรอบแรกน่ะ เราก็เลยต้องดูมันซ้ำหลายรอบเพื่อจะได้ตามเนื้อเรื่องให้ทัน เราก็เลยชอบมิวสิควิดีโอนี้ถึงขั้น A+15

3.เราชอบมากที่ MV นี้เล่า conflict สำคัญของเรื่อง ซึ่งได้แก่ความลังเลใจของนางเอกว่าอยากแต่งงานกับพระเอกหรือเปล่า ผ่านทางการแสดงออกเล็กๆน้อยๆของนางเอกน่ะ และเราว่าตัวคนที่เล่นเป็นนางเอกเล่นได้ดีมาก และหนังก็ใช้ประโยชน์จากตัวนางเอกได้ดีมากด้วย

คือ MV นี้แสดงความลังเลใจของนางเอกผ่านทางสีหน้าท่าทางเพียงเล็กๆน้อยๆ และอากัปกิริยาเพียงเล็กๆน้อยๆน่ะ เราก็เลยตามเนื้อเรื่องไม่ทันในการดูรอบแรก พอมาดูรอบสอง รอบสาม เราถึงสังเกตว่า อ๋อ นางเอกทำสีหน้าแบบนี้ในฉากนี้ แล้วก็ทำสีหน้าแบบนี้ในฉากนี้ อ๋อ จริงๆแล้วฉากนี้มันคือการขอแต่งงานหรอกเหรอ ตอนดูรอบแรกกูนึกว่าแค่กินกาแฟกันธรรมดาๆ และเราว่า MV นี้ทำได้ดีมากๆในแง่นี้ คือมันสามารถเล่าเรื่องด้วยภาพได้ในแบบที่ค่อนข้าง subtle น่ะ มันก็เลยทำให้ MV นี้ดูมีอะไรน่าค้นหา และสามารถดูซ้ำหลายรอบได้ และตัวนางเอกก็แสดงได้เก่งมากๆด้วย โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ผ่านทางดวงตา

4.เราเดาว่าทั้ง MV ถ่ายทำในไทยหรือในกรุงเทพ แต่ตอนแรกที่เราดู MV นี้เรานึกว่ามันเป็น found footage จากหนังฝรั่ง คือเราว่าคนสร้าง MV เก่งมากๆที่สามารถสร้างบรรยากาศอะไรบางอย่างจนเรานึกว่ามันเป็นหนังฝรั่งไปได้

5.ปกติแล้ว MV ทั่วไปจะมีพลังทางจังหวะบางอย่างที่สอดรับกับจังหวะเพลงนะ แต่เราว่า MV นี้ไม่ค่อยมีจุดนี้มากนัก ยกเว้นในช่วงวิ่งขึ้นลงกระได แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อบกพร่องร้ายแรงอะไร คือพอพูดถึง MV เรามักจะนึกถึงการส่งเสริมพลังซึ่งกันและกันระหว่าง “จังหวะภาพ” กับ “จังหวะเพลง” น่ะ แต่เราว่า MV นี้ไม่ค่อยมีจุดนี้มากนัก

6.สรุปว่าในแง่ความเป็น MV แล้ว เราว่ามันขาด “ความเปรี้ยง” กับ “การเล่นจังหวะภาพ+เสียง” นะ และก็ขาดความสวยเนี้ยบด้านภาพด้วย แต่ความสวยเนี้ยบที่ขาดไปนี้อาจจะเกิดจาก “ทุนสร้าง” มากกว่า “ฝีมือ” ของทีมงาน เราก็เลยคิดว่าจุดนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องของทีมงานนี้ คือถ้าทีมงานนี้ได้ทุนสร้างเท่ากับ MV จริงๆ ภาพ+ฉาก+art direction มันก็คงจะออกมาสวยเนี้ยบกว่านี้มากๆแหละ

แต่ MV นี้มีจุดนึงที่ MV ดีๆทั่วไปมีกัน นั่นก็คือมันทำให้เราอยากดูซ้ำหลายๆรอบ


และเราค่อนข้างมั่นใจว่าจริงๆแล้วทีมงานนี้มีฝีมือในการทำหนังรักแน่ๆ คือในแง่ MV เราไม่แน่ใจว่าทีมงานนี้เก่งมากๆหรือเปล่า หรือมีความสามารถในการสร้าง visual ที่ติดตาตรึงใจหรือเปล่า แต่เราชอบการถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อนของนางเอกผ่านทางการแสดงสีหน้าท่าทางเล็กๆน้อยๆ และเราว่าการถ่ายภาพใน MV นี้มันสื่ออารมณ์แบบหนังรักได้ดีมากน่ะ (คือเราว่างานด้านภาพใน MV นี้ มันไม่ใช่ spectacle แต่มันเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ละเอียดอ่อน)  เราก็เลยคิดว่า MV นี้สะท้อนศักยภาพที่น่าสนใจบางอย่างในตัวทีมงานออกมา ซึ่งอาจจะไม่ใช่ศักยภาพในการทำ MV แต่เป็นศักยภาพในการสร้างภาพยนตร์

Friday, May 22, 2015

OLD SCAR (2014, Teeranit Siangsanoh, A+30)


OLD SCAR (2014, Teeranit Siangsanoh, 13min, A+30, ดูซ้ำ)
แผลเก่า

หนังเรื่องนี้เป็นการนำ “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) มาดัดแปลงใหม่โดยใช้มันในแบบ found footage โดยเราจะได้เห็นภาพบางภาพจากแผลเก่าเวอร์ชั่นปี 1977 และได้ฟังเสียงที่มาจากหนังเรื่องนั้น สำหรับเราแล้วมันเหมือนเป็นการคั้นเอา “หัวกะทิ” ของแผลเก่าปี 1977 ออกมา โดยผู้กำกับเลือกเอาเพียง 1% ของภาพและ 5% ของเสียงที่ตัวเองชื่นชอบจากหนังเวอร์ชั่นปี 1977 มาประกอบสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่

สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า เมื่อเทียบกับหนังประเภท found footage ด้วยกันเองแล้ว สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็คือหนังให้ความสำคัญกับ “เสียง” มากกว่า “ภาพ” เพราะหนัง found footage โดยทั่วไปมักจะใช้แต่ภาพจากหนังเก่า แต่ไม่เอาเสียงมาด้วย อย่างเช่นใน THE AGE OF ANXIETY (2013, Taiki Sakpisit) ที่มีการสร้างดนตรีใหม่ขึ้นมาใช้ประกอบภาพจากหนังเก่า, THE BRIGHT SUPERNATURAL POWER OF NAE WAT DAO (2013, Yingsiwat Yamolyong) ที่มีการพากย์เสียงตัวละครใหม่เข้าไปเพื่อสร้างความตลกขบขัน,  THE FOURTHLAND OF HEAVEN (2013, Pramote Sangsorn) ที่มีการใช้ voiceover ใหม่ประกอบกับภาพจากหนังเก่า หรือหนังอย่าง MERMAIDS WEARING PANTS (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke) ที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับภาพจากหนังเก่ามากกว่าเสียงเช่นกัน

การที่ OLD SCAR เวอร์ชั่นของ Teeranit ให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามของบทสนทนาในหนังของเชิด ทรงศรี และความสามารถในการพูดบทสนทนาของสรพงษ์ ชาตรี ที่สามารถพูดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นภาษาเขียน ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขินและทรงพลังมากๆ องค์ประกอบด้านบทสนทนา+วิธีการพูดของตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยมองข้ามในอดีต แต่หนังเรื่องนี้ได้ช่วยขับเน้นมันออกมาให้เห็นเด่นชัด

 คือถ้าหากหนังเรื่องนี้ตัดมาทั้งภาพและเสียงจากหนังเก่า เราก็อาจจะมุ่งความสนใจไปที่ภาพเหมือนเดิมแทน เราอาจจะมุ่งความสนใจไปที่ความสามารถทางการแสดงออกทางร่างกายและใบหน้าของนักแสดง การจัดเฟรมภาพ ความงดงามในการถ่ายทำ ฯลฯ แต่พอ OLD SCAR ของ Teeranit เลือกมาแต่ภาพบางภาพจากหนังเก่า และใช้มันในฐานะของ “ภาพนิ่ง” แทนที่จะเป็นภาพเคลื่อนไหว และปล่อยให้เสียงจากหนังเก่าไหลเคลื่อนไปเรื่อยๆ เราจึงต้องมุ่งความสนใจไปที่ “เสียง” โดยอัตโนมัติ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามและความทรงพลังขององค์ประกอบนี้ในหนัง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่อาจจะหาได้ยากในหนังของผู้กำกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้กำกับหนังกระแสหลักของไทยในยุคปัจจุบัน

น่าสนใจดีที่การทำหนังแบบ found footage นั้นมีหลากหลายวิธีการด้วยกัน มันมีทั้งการเอาหนังเก่าหลายๆเรื่องของผู้กำกับคนเดียวกันมาตัดเข้าด้วยกันเพื่อค้นหา motif ที่พบบ่อยๆในหนังของผู้กำกับคนนั้น (PHOENIX TAPES ของ Matthias Mueller + Christoph Girardet), การเอาหนังหลายๆเรื่องมาตัดเข้าด้วยกันเพื่อหาความเชื่อมโยงอะไรบางอย่าง (LOVE ของ Tracey Moffatt และ WORKERS LEAVING THE FACTORY ของ Harun Farocki), การวิเคราะห์ประเด็นทางการเมืองจากฟุตเตจหนังเก่า (DIAL H-I-S-T-O-R-Y ของ Johan Grimonprez) และการสร้างจังหวะภาพแบบใหม่ให้กับหนังเก่า (หนังของ Martin Arnold) และผลงานหนังเรื่อง “แผลเก่า” กับ “เพื่อน แพง” ของ Teeranit ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างหนังแบบ found footage ที่น่าสนใจมากๆ




SINGAPORE GIRL (2014, Kan Lume, Singapore, A+20)

SINGAPORE GIRL (2014, Kan Lume, Singapore, A+20)

1.ชอบมาก 555 จริงๆแล้วช่วงแรกชอบในระดับ A+30 เลยนะ แต่อารมณ์มันมา drop ลงตอนท้ายๆ เกรดก็เลยลดลง

สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเราชอบหนังแบบนี้นี่แหละ หนังที่แทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น เป็นตัวละครคุยกันไปเรื่อยๆ และเป็นหนังที่พาฝันในแบบที่เราต้องการ

2.ดูแล้วนึกถึงอดีตของตัวเองตอนไปเที่ยวหัวหินกับเกาะเสม็ดแล้วได้รู้จักกับชายแปลกหน้า อิอิอิ แต่น่าเสียดายที่ชายแปลกหน้าที่ได้รู้จักในตอนนั้นเป็น straight ความพยายามในการเสยหีเข้าใส่ก็เลยไม่สัมฤทธิ์ผล

ฉากที่ทั้งสองเจอกันครั้งแรกก็ใช่มากๆ เพราะตอนไปหัวหิน การได้ทำความรู้จักกับชายแปลกหน้าก็เกิดขึ้นที่สระว่ายน้ำเหมือนกัน

หนังเรื่องนี้มันก็เลยพาฝันในแบบที่สนอง need ของเรามากๆ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางเอกหนังเรื่องนี้ คือสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเราเองในอดีต แต่มันไม่ได้เกิดขึ้น

3.ในขณะที่มัน “พาฝัน” สำหรับเรา เราก็รู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตเรามากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหนังอย่าง HAND IN THE GLOVE (2014, Yusuke Inaba, A+15) ที่เป็นตัวละครเดินเที่ยว+คุยกันตลอดทั้งเรื่องเหมือนกัน คือ HAND IN THE GLOVE มันพาฝันสำหรับเราเหมือนกัน แต่มันห่างจากชีวิตจริงเรามากเกินไป เพราะตัวละครพระเอกของ HAND IN THE GLOVE เป็น “เจ้าชาย” น่ะ เพราะฉะนั้นถึงแม้ HAND IN THE GLOVE จะมีสไตล์หนังที่เข้าทางเรา (หนังที่ตัวละครคุยกันตลอดทั้งเรื่อง โดยแทบไม่มีเหตุการณ์ดราม่ารุนแรงในเรื่อง) และมีการตอบสนองความต้องการทางเพศของเรา เราก็รู้สึกว่ามันห่างจากชีวิตจริงของเรามากเกินไป ในขณะที่ SINGAPORE GIRL มันดูเข้าใกล้ชีวิตจริงของเรามากขึ้นมาหน่อย
4.ดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่มชายทะเลของ Eric Rohmer มากๆ ที่มันเต็มไปด้วยตัวละครคุยกันและเดินเที่ยวกันตามรีสอร์ทริมชายหาดเหมือนกัน โดยหนังกลุ่มนี้ประกอบด้วย LA COLLECTIONEUSE (1966), PAULINE AT THE BEACH (1982), THE GREEN RAY (1986) และ A SUMMER’S TALE (1996)

คือเวลาที่เราดูหนังของ Rohmer เราก็อยากให้มีคนสร้างหนังแบบนี้ที่ชายหาดภูเก็ต, สมุย, เสม็ด, หัวหินมากๆ เพราะฉะนั้นพอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยชอบมากเพราะมันตรงกับสิ่งที่เราเคยฝันไว้

แต่เกรดของหนังเรื่องนี้มันลดลงเพราะการเอาไปเทียบกับ Rohmer ด้วยแหละ คือเราว่าช่วงท้ายของ SINGAPORE GIRL มันขาดความละเอียดอ่อนทางอารมณ์หรือการตะล่อมทางอารมณ์เพื่อจะนำไปสู่ความโรแมนติกจริงๆน่ะ คือเราว่าช่วงท้ายของ SINGAPORE GIRL อารมณ์มันไปไม่ถึงจุดที่ต้องการสำหรับเราน่ะ เราก็เลยไม่ได้ชอบมันถึงขั้น A+30

5.ส่วนที่ชอบที่สุดคือฉากที่เราได้ยินเสียงตัวละครคุยกัน แต่ไม่เห็นตัวละคร คนดูได้เห็นแต่วิวรีสอร์ทแทน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงชอบฉากแบบนี้ คือเราว่านักแสดงสองคนในเรื่องก็เล่นใช้ได้ในสายตาของเรานะ แต่ฉากที่ไม่เห็นตัวละคร ได้เห็นแต่วิวของสถานที่ มันเข้าทางเรามากกว่า


Wednesday, May 20, 2015

LIFE PARTNERS (2014, Susanna Fogel, A+30)

LIFE PARTNERS (2014, Susanna Fogel, A+30)

--อันนี้คือหนึ่งในหนังแนวที่เราชอบมากที่สุด ซึ่งก็คือแนว Eric Rohmer มันคือหนังที่มีฉากตัวละครคุยกันอย่างออกรสออกชาติ โดยคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ และคุยกันทั้งเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ และเกี่ยวกับเรื่องสัพเพเหระ หนังที่สะท้อนความคิดเห็นของตัวละครต่างๆต่อสิ่งต่างๆในชีวิต และสะท้อนลักษณะนิสัยเล็กๆน้อยๆมากมายของมนุษย์

เราชอบที่หนังพวกนี้มันนำเสนอในสิ่งที่หนังส่วนใหญ่มองข้ามไปน่ะ และเราว่าสำหรับเราแล้ว moments ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตคือ moments ตอนที่ได้นั่งคุยกับเพื่อนๆน่ะ โดยเฉพาะเพื่อนสนิทที่มีโลกจินตนาการร่วมกับเรา แต่ปรากฏว่าหนังส่วนใหญ่กลับไม่ได้นำเสนอ moments เหล่านี้ แต่ไปนำเสนอเรื่องราว drama รุนแรงในชีวิตมนุษย์แทน แทนที่จะเน้นนำเสนอการคุยกันของเพื่อนๆ

Eric Rohmer ชอบทำหนังแนวนี้ และหนังแนวนี้ก็เป็นหนึ่งในหนังแนวที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต น่าเสียดายที่ Eric Rohmer ตายไปแล้ว และเราก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสดูหนังแนวนี้อีกเท่าไหร่ เราไม่แน่ใจว่าหนังกลุ่ม mumblecore ของสหรัฐมีลักษณะแบบนี้หรือเปล่า แต่หนังกลุ่มนี้มักไม่ค่อยได้เข้ามาฉายในไทยน่ะ เราก็เลยไม่ค่อยได้ดู

นอกจาก LIFE PARTNERS จะทำให้นึกถึงหนังของ Eric Rohmer แล้ว มันยังทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง WHAT I LOVE THE MOST (2010, Delfina Castagnino, Argentina, A+30) ด้วย เพราะ WHAT I LOVE THE MOST ก็เป็นหนังแนว Rohmer เหมือนกัน และเป็นหนังเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างหญิงสาวสองคนเหมือนกับ LIFE PARTNERS

สิ่งที่เราชอบมากใน LIFE PARTNERS ก็คือการสะท้อนอะไรหลายๆอย่างในชีวิตมนุษย์ผ่านทางบทสนทนาและเรื่องราวอย่างเป็นธรรมชาตินี่แหละ ทั้งเรื่องการแบ่งเวลาระหว่างผัวกับเพื่อน, การทำใจยอมรับว่าเพื่อนสนิทจะไม่มีเวลาให้เราเหมือนเดิมแล้ว เพราะเธอมีผัวแล้ว, การไม่ชอบขี้หน้าแฟนเพื่อน, การลังเลสงสัยว่าตัวเองมีสิทธิเอาแฟนเก่าเพื่อนมาเป็นแฟนใหม่ของเราได้ไหม, การพยายามเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการในชีวิตคนอื่นด้วยความหวังดี, การไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง, การ debate กันว่าเสื้อผ้าแบบนี้ใส่แล้ว “สมวัย” หรือเปล่า, ความสุขที่ได้นั่งดูรายการโทรทัศน์กับเพื่อนสนิทที่มี wavelength ตรงกัน และหัวเราะกับสิ่งเดียวกัน, การพบว่าเพื่อนใหม่ไม่หัวเราะในสิ่งที่เราหัวเราะ, ความสุขสุดยอดในชีวิตเมื่อได้เล่นเกมกับเพื่อนสนิท, การไม่ตั้งใจในการทำงาน, การจำใจต้องทำงานในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ เพื่อหาเงิน, การพบว่าสิ่งที่ตัวเองชอบมากๆในอดีต อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับตัวเองหรือเป็นความใฝ่ฝันที่แท้จริงของตัวเองอีกต่อไป, การรับเอานิสัยบางอย่างของพ่อแม่มาเป็นนิสัยของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ, การพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับแฟน, etc.

คือเราว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติมากๆ และเป็นมนุษย์มากๆ แต่หนังทั่วๆไปเหมือนจะไม่สามารถสะท้อนประเด็นเหล่านี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากเท่านี้ นอกจากในหนังของ Rohmer และ Rudolf Thome น่ะ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆที่สามารถจับสังเกตสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตมนุษย์เหล่านี้แล้วสะท้อนมันออกมาในหนังได้

--หนึ่งในฉากที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้คือฉากที่เลสเบียนบ้างานตัดสินใจออกงานเลี้ยงไป หลังจากพบว่าเธอไม่เป็นที่ต้องการของ Sasha น่ะ เราชอบการที่ตัวละครตัวนี้ไม่ได้ดราม่าโวยวายใหญ่โตอะไร เหมือนเธอเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่จริงๆ พอเธอพบว่าเขาไม่ต้องการเธอ เธอก็กลับไปเลย เราชอบคนที่สามารถควบคุมอารมณ์และการกระทำของตนเองได้อย่างนี้ ทั้งๆที่สถานการณ์นี้จริงๆแล้วมัน hurt สำหรับเธอมากๆ

--ส่วนที่สะเทือนใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือส่วนที่สองสาวเหมือนกลัวๆอนาคต หรือลังเลสงสัยว่าอนาคตเมื่ออายุ 30 ปีแล้วจะเป็นยังไงน่ะ แล้วก็คิดย้อนกลับไปถึงความสุขเมื่อสมัยตัวเองยัง 20 ต้นๆอยู่ หรืออะไรทำนองนี้  แล้วเราก็ชอบตอนที่ Paige (Gillian Jacobs) กังวลว่าเมื่อ Sasha (Leighton Meester) อายุ 35 ปีแล้ว Sasha จะพบว่าตัวเองยังเป็นโสดและยังจนอยู่ ในขณะที่เพื่อนๆทุกคนมีลูกกันหมดแล้ว

คือส่วนนี้นี่มันเจ็บปวดมากๆ เพราะเราอายุ 42 ปีแล้ว ยังโสดและจนอยู่ ในขณะที่เพื่อนหลายคนร่ำรวยและมีลูกกันหมดแล้ว และเราก็มักจะย้อนคิดไปถึงความสุขในปี 1988-1995 อยู่เสมอ ความสุขตอนที่ได้ใช้เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนสนิท ก่อนที่ชีวิตทุกคนจะเริ่มมีภาระเข้ามา แล้วแยกกันไปคนละทิศคนละทาง

หนังเรื่องนี้มันก็เลยโดนเรามากๆ ทั้งในแง่ genre ของหนัง ซึ่งเป็นแนว Eric Rohmer และเนื้อหาของหนัง ซึ่งเหมือนเป็นการจับเอาหนึ่งในสิ่งที่งดงามที่สุดในชีวิตเอาไว้ (ซึ่งก็คือการได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนสนิท) ก่อนที่ moments แบบนั้นจะค่อยๆจางหายไปจากชีวิตของเราอย่างไม่มีทางหวนกลับ เมื่อแต่ละคนแยกย้ายกันไปมีผัว


PARASYTE: PART 1 (2015, Takashi Yamazaki, Japan, A+30)

PARASYTE: PART 1 (2015, Takashi Yamazaki, Japan, A+30)

--ไม่นึกมาก่อนว่า Takashi Yamazaki จะทำหนังที่เข้าทางเราได้ เพราะเราเกลียดหนังสองเรื่องของเขามากๆ ซึ่งได้แก่ RETURNER (2002, D-) และ ALWAYS – SUNSET ON THIRD STREET (2005, C-) ส่วน STAND BY ME DORAEMON (2014, B+ ) เราก็ชอบแค่ในระดับปานกลาง

--ตอนแรกไม่ได้อยากดูหนังเรื่องนี้ เพราะเรานึกว่ามันคือเรื่องเดียวกับ PARASITE EVE (1997, Masayuki Ochiai) ที่เราเคยดูแล้วรู้สึกว่ามันน่าเบื่อมาก

--เราว่าเนื้อหาของ PARASYTE: PART 1 มันสนุกดี และได้ยินมาว่าหนังดัดแปลงไปจากตัวบทประพันธ์เดิมมากพอสมควร ซึ่งเราคิดว่าเป็นการดัดแปลงที่ดี เพราะที่เห็นอยู่นี้มันลงตัวมากๆ

--เราไม่ได้อ่านตัวบทประพันธ์เดิม ก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วหนังจะบอกอะไรหรือเปล่า คือตอนที่ดูจะนึกถึงหนังมนุษย์ต่างดาวอย่าง INVASION OF THE BODY SNATCHERS (1956, Don Siegel) ที่เราเดาว่าหนังอาจจะพูดถึงลัทธิคอมมิวนิสต์, BODY SNATCHERS (1993, Abel Ferrara) ที่เราเดาว่าอาจจะพูดถึง militarism เพราะหนังใช้ฉากเป็นค่ายทหาร และเป็นหนังที่สร้างขึ้นหลังจากเกิดสงครามอิรัก และหนังอย่าง THEY LIVE (1988, John Carpenter) ที่ดูเหมือนจะสะท้อนประเด็นทางสังคมเช่นกัน

แต่ถึงแม้ PARASYTE จะไม่ได้สะท้อนประเด็นอะไร เราก็ว่าหนังมันสนุกมากๆอยู่ดี

--ชอบการเคลื่อนกล้องในฉากยิงธนู เราว่าการเคลื่อนกล้องในฉากนั้นมันส่งผลกระทบทางอารมณ์กับเรามากๆ และทำให้ฉากนั้นมันทรงพลังมากๆสำหรับเรา (ถ้าจำไม่ผิด กล้องจับที่ปลายมือพระเอก แล้วเคลื่อนผ่านให้เราเห็นธนู ไปที่หน้าพระเอก แล้วกล้องก็แทนสายตาพระเอกที่มองไปยังตึกตรงข้าม)

การเคลื่อนกล้องในฉากนั้นทำให้เรานึกถึงการเคลื่อนกล้องในหนังเรื่อง KRISTY (2014, Oliver Blackburn, A+30) ด้วย เพราะใน KRISTY มันมีฉากนึงที่นางเอกเริ่มเปลี่ยนจากการหนีผู้ร้าย มาเป็นการไล่ฆ่าล้างแค้น โดยในฉากนั้นนางเอกพบว่าผัวเธอถูกฆ่าตาย แล้วกล้องก็เคลื่อนจากใบหน้าซีกซ้ายของนางเอก อ้อมไปทางด้านหลังของนางเอก แล้วมาจบที่ใบหน้าซีกขวาของนางเอก

คือเราชอบอะไรแบบนี้มากๆ คือการเคลื่อนกล้องแบบนี้เราว่ามันสะท้อนอารมณ์เดือดแค้นโกรธเกลียดรุนแรงได้อย่างสุดๆมาก และเราว่ามันคล้ายกับการเคลื่อนกล้องในฉากยิงธนูใน PARASYTE: PART 1 เพราะในฉากนั้นพระเอกก็รู้สึกโกรธเกลียดเคียดแค้นฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงเช่นกัน

เราชอบที่ฉากที่ตัวละครรู้สึกโกรธเกลียดเคียดแค้นอย่างรุนแรงแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องนำเสนอผ่านทางการกรีดร้อง, ตะโกนด่า หรือบทสนทนา หรือการแสดงออกอะไรที่รุนแรงมากนัก แต่เราสามารถทำให้อารมณ์ในฉากมันรุนแรงขึ้นมามากกว่าฉากปกติได้ผ่านทางการเคลื่อนกล้อง

--เนื้อหาใน PARASYTE: PART 1 ทำให้เรานึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง BLUE SEAL (1991-1994) หรือมฤตยูสีน้ำเงินของ Shinohara Chie ด้วย เพราะถ้าจำไม่ผิด การ์ตูนเรื่องนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอสูร/ยักษ์ 4 กลุ่มที่กินมนุษย์เป็นอาหาร ซึ่งได้แก่กลุ่มมังกรฟ้าทิศตะวันออกของนางเอก, พยัคฆ์ขาวทิศตะวันตกของพระเอก, เต่าทมิฬทิศเหนือของผู้ร้าย และปักษาแดงทิศใต้ของนางอิจฉา โดยในการ์ตูนเรื่องนั้นมันจะมีการ debate กันว่าในเมื่อพวกเราเป็นยักษ์ พวกเราก็ควรจะมีสิทธิกินมนุษย์เป็นอาหาร เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเรา อะไรทำนองนี้ แต่นางเอกซึ่งเป็นมังกรฟ้าต่อต้านการกินมนุษย์ ก็เลยมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง และมีการโต้เถียงกันเหมือนใน PARASYTE ว่า เราควรจะทำอย่างไร จะกินมนุษย์ หรือจะอยู่ร่วมกับมนุษย์ แล้วจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร จนกระทั่งในที่สุดก็หาทางตกลงกันได้ในตอนจบว่า เหล่ายักษ์พวกนี้ที่กินมนุษย์เป็นอาหารควรจะมีหลักปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไร

พอเราคิดถึง PARASYTE และ “มฤตยูสีน้ำเงิน” แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง DEATH NOTICE: IKIGAMI (2008, Tomoyuki Takimoto) ด้วย ที่มันเหมือนจะสร้างระบบหรือสร้างความชอบธรรมในการให้รัฐบาลฆ่าคนบริสุทธิ์ขึ้นมา คือเรารู้สึกว่าหนัง+การ์ตูนญี่ปุ่นพวกนี้มันน่าสนใจในแง่ที่ว่ามันสะท้อนความปรารถนาอะไรบางอย่างในสังคมญี่ปุ่นหรือเปล่า มันสะท้อนความต้องการอยากลดจำนวนประชากรหรือเปล่า 555 เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมาก และคนมีอายุยืนมาก ก็เลยเกิดปัญหาคนแก่เยอะจนกลายเป็นภาระหนักด้านสวัสดิการสังคม คือเนื้อหาในหนัง+การ์ตูนพวกนี้ มันเหมือนจะต้องการสร้างระบบอะไรบางอย่างในการลดจำนวนประชากรลงน่ะ โดยที่การลดจำนวนประชากรนั้นอาจจะรวมถึงการฆ่าผู้บริสุทธิ์ด้วย เราไม่แน่ใจว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนัง+การ์ตูนของชาติอื่นๆจนเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า หรือมันมีปรากฏอย่างโดดเด่นแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น

พูดถึงระบบในการฆ่าคนบริสุทธิ์ในญี่ปุ่นแล้ว เราก็นึกถึงตำนานญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับการเอาคนแก่ไปทิ้งไว้บนเขาเพื่อให้ตายไปเองด้วย อย่างที่ปรากฏในหนังเรื่อง THE BALLAD OF NARAYAMA (1983, Shohei Imamura), ในการ์ตูนเรื่อง SUKEBAN DEKA ของ Shinji Wada (มีตอนนึงที่นางเอกค้นพบถ้ำที่มีโครงกระดูกคนแก่เป็นจำนวนมาก) และในหนังเรื่อง DENDERA (2011, Daisuke Tengan) ที่เราอยากดูมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มหญิงชราที่ถูกชาวบ้านเอาไปทิ้งไว้บนเขา แต่หญิงชรากลุ่มนี้ไม่ตาย แล้วก็รวมตัวกันหาทางแก้แค้นชาวบ้าน

สรุปว่าที่เขียนมาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ PARASYTE มากนัก แต่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงประเด็นต่างๆเหล่านี้



Monday, May 18, 2015

FILMS SEEN LATELY

FILMS SEEN LATELY

หนังที่ได้ดูในช่วงนี้ แต่ไม่มีเวลาเขียนถึงเลย ฮือฮือ

1.MANAKAMANA (2013, Stephanie Spray + Pacho Velez, documentary, Nepal, A+30)

2.LIFE PARTNERS (2014, Susanna Fogel, A+30)

3.OF HORSES AND MEN (2013, Benedikt Erlingsson, Iceland, A+30)

4.THE UGLY ONE (2013, Eric Baudelaire, A+30)

5.PARASYTE: PART 1 (2014, Takashi Yamazaki, Japan, A+30)


6.SACRO GRA (2013, Gianfranco Rosi, Italy, documentary, A+30)

THAI GAY FILMS SEEN ON FRIDAY, MAY 15, 2015

THAI GAY FILMS SEEN ON FRIDAY, MAY 15, 2015

1.ห้องน้ำสำหรับคนหลากหลายทางเพศ (2015, Kasem Bundit University students, documentary, A+)

ชอบที่สารคดีเรื่องนี้ทำให้เราได้รู้ว่า มีโรงเรียนมัธยมในศรีสะเกษและมีร้านอาหารในขอนแก่น ที่มีห้องน้ำสำหรับเพศที่สามด้วย รู้สึกว่าคนทำสารคดีช่างค้นหาดี เพราะเราไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

แต่จุดที่ชอบมากก็คือ ฉากที่นักเรียนกะเทยกลุ่มนึงให้สัมภาษณ์ เรารู้สึกว่าฉากนี้พีคมากๆ ทั้งๆที่เราแทบไม่เห็นหน้าคนพูด เพราะหนังเบลอหน้าคนพูดเอาไว้ แต่ทั้งๆที่หนังเบลอหน้าคนพูดไว้แล้ว เราก็ยังรู้สึกว่าคนพูดดูมีหัวหูการแต่งกายที่อิทธิฤทธิ์สูงมากอยู่ดี คือดูแล้วนึกไปถึงตัวละครในละครทีวีชุด LADY BOYFRIENDS เพื่อนกันมันส์ดีเลยน่ะ คือมันเหมือนกับได้เห็นตัวละครที่ดูแรงมากๆในโลก fiction กระโดดเข้ามาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ถึงแม้น้องกะเทยที่ให้สัมภาษณ์จะดูแต่งกายแรงๆ แต่คำให้สัมภาษณ์ของเธอดูเรียบร้อยมากๆ มันก็เลยทำให้เราชอบมากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ฉากนี้มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าหนังยอมรับตัวตนของกะเทยคนนี้มากๆน่ะ คือไม่ว่ากะเทยคนนี้จะแต่งตัวยังไง หรือพูดจายังไง หนังก็นำเสนอออกมาตามความเป็นจริงอย่างนั้นว่านี่คือตัวตนของเธอ (เราเข้าใจว่าที่หนังเบลอหน้าผู้ให้สัมภาษณ์เพราะ “ความจำเป็น” น่ะ ก็เลยไม่ติดใจกับจุดนี้)

2.การเมืองเรื่องเพศหลากหลายในโรงเรียนมัธยมชายล้วน (2015, Kasem Bundit University students, documentary, A+)

ชอบน้อยกว่าเรื่องข้างบนนิดนึง แต่จุดที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือบทสรุปช่วงท้ายเรื่อง ที่โยงความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งในโรงเรียนมัธยม ไปยังปัญหาเรื่องการไม่มีสิทธิเลือกตั้งของคนไทยในวงกว้างในตอนนี้ด้วย

3.BEING (2015, Aroonakorn Pick, A)

ชอบช่วงแรกๆของหนังมากในระดับประมาณ A+15 ถึง A+30 คือเรารู้สึกชอบวิธีการถ่ายทำแบบนี้มากๆ มันดูเป็นหนังดราม่าชีวิตที่คุมโทนอารมณ์ได้ดี และตัวละครคู่รักเกย์สองคนก็ดูน่ารักดี

แต่ความชอบของเรามาหล่นวูบในฉากไคลแมกซ์ ที่ตัวละครด่าทอกับพ่ออย่างรุนแรง เราว่าฉากนั้นอารมณ์มันกระฉอกหรือล้นเกินมากๆ คือเราว่าฉากนั้นนักแสดงก็เล่นไม่ดี, บทสนทนาก็ไม่ทรงพลัง และหนังยังพยายามเร้าอารมณ์ให้หนักขึ้นไปอีกผ่านทางการถ่ายและการตัดต่อ ฉากนั้นก็เลยทำลายหนังมากๆในความเห็นของเรา

แต่สาเหตุนึงอาจจะเป็นเพราะมันเป็น “หนังโครงการ” ด้วยหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพอมันเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์อะไรบางอย่างที่ทางโครงการตั้งไว้ หนังก็เลยพยายามจะตอบโจทย์นั้นผ่านทางบทสนทนาในฉากนั้น และการพยายามจะยัดเยียดสาระสำคัญลงไปในหนังให้ได้ในฉากนั้น มันก็เลยทำให้ฉากนั้นเสียสมดุลไป

คือถ้ามันไม่ใช่หนังโครงการ แต่เป็นหนังที่สร้างขึ้นโดยไม่ต้องสนว่าจะตอบโจทย์โครงการได้หรือเปล่า เราก็คิดว่าฉากนั้นสามารถแก้ใหม่ได้หมดเลยนะ คือเราคิดว่าหนังมันจะเข้าทางเรามากกว่า ถ้าหากในฉากนั้นตัวเอกของเรื่อง ไม่ต้องทะเลาะกับพ่อ แต่กลายเป็นว่าเขามองพ่อด้วยความน้อยใจเป็นเวลานิ่งนานประมาณ 1 นาที แววตาของเขาแสดงให้เห็นถึงความโกรธ, น้อยใจ, เสียใจ, เศร้าใจ และต่อมาแววตาก็ค่อยๆสงบนิ่งขึ้น เขาตัดสินใจได้แล้ว แล้วเขาก็พูดว่า “พอกันที” แล้วเขาก็ขึ้นห้องไป เก็บข้าวของ แล้วก็พาคนรักออกจากบ้านไป โดยบอกกับคนรักว่า “เราตัดสินใจแล้วว่าเราจะไม่กลับมาที่นี่อีก ไปกันเถอะ”

คือเราว่าถ้าหากฉากนั้นไม่มีการระเบิดอารมณ์ แต่ทำออกมาแบบข้างต้น มันจะเข้าทางเรามากกว่าน่ะ แต่ถ้าหากอยากทำฉากระเบิดอารมณ์ มันก็ยากพอสมควรนะ เพราะมันต้องคิดบทสนทนาที่ดีมากๆ สำหรับฉากนั้น และนักแสดงก็ต้องเล่นดีมากๆด้วย มันถึงจะทำให้ฉากระเบิดอารมณ์ออกมาดี

ฉากระเบิดอารมณ์ในหนังเกย์ที่เราว่าดีที่สุดคือฉากที่ Anne Bancroft ปะทะกับ Harvey Fierstein ใน TORCH SONG TRILOGY (1988, Paul Bogart) น่ะ ถ้าหากใครอยากทำฉากระเบิดอารมณ์ในหนังที่แสดงถึงความคับแค้นใจในความเป็นเกย์ ก็อาจจะลองดูจาก TORCH SONG TRILOGY ได้ในฐานะตัวอย่างที่ดีและทรงพลังมากๆ

4.แด่ความสวยงามของทุกเพศสภาพบนโลกใบนี้ (2015, อนุพร พานแก้ว, A-)

เหมือนเป็นสปอตโฆษณามากกว่าหนังนะ เราชอบช่วงแรกๆ แต่เราว่าบทสรุปช่วงท้ายที่บอกว่า ดอกไม้บนโลกนี้ควรมีมากกว่าสองสี มันฟังดูกึ๋ยๆยังไงไม่รู้ คือคำพูดพวกนี้มันเป็นไอเดียที่ดีเวลาสอนเด็กอนุบาลหรือเด็กประถมให้ยอมรับความหลากหลายทางเพศ แต่พอมันมาอยู่ในสปอตโฆษณาสำหรับคนทั่วไป เราว่ามันดูแปลกๆ

5.แอ๊บสเตชั่น (2015, ปฏิภาณ สุรภิญโญ, B+)
ชอบ mood&tone มากๆ 555 ในแง่ที่ว่า มันดูเป็น romantic comedy แบบสุดๆมากๆ และจริงๆแล้วเราว่าหนังสั้นไทยหลายๆเรื่องก็คุมโทนอารมณ์แบบ romantic comedy ได้ออกมาไม่สุดตีนเท่าเรื่องนี้


แต่เราว่าช่วงท้ายเรื่องมันดูรวบรัดเกินไป คือดูแล้วงงว่าทำไมตัวละครตัวนั้นต้องแอ๊บขนาดนั้นตั้งแต่ต้นเรื่องด้วย คือดูแล้วมันงงๆในตรรกะในช่วงท้ายเรื่องน่ะ คือตัวละครอาจจะมีเหตุผลในการทำเช่นนั้นก็ได้นะ แต่ถ้าหากหนังรวบรัดเกินไปจนตัวละครไม่ได้ชี้แจงเหตุผลออกมา เราก็จะรู้สึกงงๆและทำให้ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วตรรกะของหนังมันล่ม หรือหนังมันมีตรรกะ แต่เราคิดตามมันไม่ทันเอง

Sunday, May 17, 2015

THE SPIDERS (1919, Fritz Lang, Germany, A+25)

หนังเล่าเรื่องราวของการผจญภัยของ Kay Hoog (Carl de Vogt) ชายหนุ่มในซานฟรานซิสโกที่ได้รับข้อความลึกลับที่บ่งชี้ว่า มีชายชาวตะวันตกคนหนึ่งถูกชาวอินคาในเปรูจับตัวไว้ และชาวอินคากลุ่มนี้ครอบครองทองจำนวนมาก เคย์ตัดสินใจว่าจะออกเดินทางไปค้นหาชาวอินคากลุ่มนี้ แต่เขาต้องเจออุปสรรคขัดขวางเป็นองค์การลึกลับชื่อ The Spiders ที่พยายามจะค้นหาชาวอินคากลุ่มนี้เช่นกันเพื่อแย่งชิงทองของชาวอินคา การต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกันระหว่างเขากับองค์การร้ายนี้นำพาเขาไปยังสถานที่ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่เมืองใต้ดินในซานฟรานซิสโก ไปจนถึง เม็กซิโก, เปรู, อังกฤษ และหมู่เกาะฟอล์คแลนด์

หนังสนุกมากๆ และเราประหลาดใจมากที่พบว่าหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้แตกต่างจากหนัง blockbuster ยุคปัจจุบันเลย ทั้งๆที่มันสร้างขึ้นเมื่อราว 100 ปีก่อน คือเนื้อหาของมันเป็นแนวเดียวกับ James Bond, Indiana Jones, KING SOLOMON’S MINES (สมบัติพระศุลี) หรือ TOMB RAIDER และมีฉากแอคชั่นลุ้นระทึกเกิดขึ้นตามจุดต่างๆทั่วโลก ไม่ต่างไปจากหนังอย่าง FAST 7 ในยุคปัจจุบัน ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้ไปผจญภัยทั่วโลกร่วมกับตัวละครด้วย

เราไม่นึกมาก่อนว่า “เนื้อเรื่อง” แบบที่ได้รับความนิยมกันในยุคปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่ตกทอดกันมานานราวร้อยปีแล้ว ซึ่งจริงๆแล้ว THE SPIDERS ก็คงไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่ใช้พล็อตทำนองนี้ เพราะเราเข้าใจว่าหนังที่ออกมาก่อนหน้า THE SPIDERS อย่างเช่นหนังชุด THE PERILS OF PAULINE (1914) และ THE EXPLOITS OF ELAINE (1914) ก็คงใช้พล็อตคล้ายๆกันนี้เช่นกัน นอกจากนี้ เรายังเข้าใจว่า THE SPIDERS คงได้รับอิทธิพลมาจากหนังฝรั่งเศสเรื่อง LES VAMPIRES (1915, Louis Feuillade) ด้วย ในแง่ของการสร้างตัวละครองค์การร้าย

นอกจากพล็อตเรื่องการผจญภัยที่สนุกมากๆแล้ว อีกสิ่งที่เราชอบมากใน THE SPIDERS ก็คือตัวร้ายสำคัญของเรื่องนี้เป็นผู้หญิง และตัวละครนางมารร้ายในเรื่องนี้ก็ดูดีมีเสน่ห์มากๆ เราว่าตัวละครนางมารร้ายของเรื่องนี้สามารถเทียบชั้นได้กับตัวละครของ Vanessa Redgrave ใน MISSION: IMPOSSIBLE (1996, Brian De Palma) และตัวละครของ Kristin Scott Thomas ใน ARSÈNE LUPIN (2004, Jean-Paul Salomé) ได้เลย

จริงๆแล้วฮอลลีวู้ดยุคปัจจุบันควรเอา THE SPIDERS มาสร้างภาคต่อนะ เพราะเนื้อหาของมันเป็นแบบฮอลลีวู้ดมากๆ แต่ถ้าเอามาสร้างภาคต่อ สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นปัญหาก็คือ หนังเรื่องนี้ตั้งชื่อตามชื่อ “ผู้ร้าย” น่ะ แทนที่จะตั้งชื่อตามฝ่ายพระเอก/นางเอก อย่างเช่น James Bond หรือ Indiana Jones เพราะฉะนั้นในการเอาหนังเรื่องนี้มาสร้างภาคต่อ เป็นภาค 3-4-5-6 ต่อไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับเป็นการบอกคนดูในทางอ้อมว่า “องค์การร้าย” นี้จะไม่ถูกทำลายแน่ๆ ไม่ว่าพระเอกจะเก่งสักแค่ไหน องค์การร้ายนี้ก็จะยังอยู่รอดต่อไปในตอนจบ เพื่อจะได้มี THE SPIDERS ภาคต่อไปมาให้เราดูกัน

ไอเดียแบบนี้ไม่รู้ว่าจะ work ไหมนะในยุคปัจจุบัน เพราะเราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามีหนังแอคชันภาคต่อดังๆอันไหนบ้างในยุคปัจจุบัน ที่เอาชื่อ “องค์การร้าย” มาตั้งเป็นชื่อ franchise หลัก ส่วนใหญ่ไอเดียในการเอาชื่อผู้ร้ายมาตั้งเป็นชื่อ franchise หลัก มันเกิดขึ้นกับหนังสยองขวัญมากกว่า เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่หนังสยองขวัญยุคปัจจุบัน ผู้ร้ายจะเหมือนเดิม มีชีวิตยืนยาวต่อไปได้หลายๆภาค ในขณะที่ตัวพระเอก/นางเอกจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆในทุกๆภาค แต่ถ้าหากเป็นหนังแอคชันผจญภัยแล้ว พระเอกมักจะเป็นตัวละครตัวเดิม แต่ผู้ร้ายในแต่ละภาคจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังแอคชันผจญภัยภาคต่อหลายๆภาค ที่เอาลักษณะนี้ของหนังสยองขวัญมาใช้ (ตัวผู้ร้ายเหมือนเดิมในทุกๆภาค แต่ตัวพระเอก/นางเอกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ) มันจะ work หรือเปล่านะในยุคปัจจุบัน เราก็สงสัยเหมือนกัน 

LOST RIVER (2014, Ryan Gosling, A+20)

LOST RIVER (2014, Ryan Gosling, A+20)

ชอบ “บรรยากาศ” ของหนังอย่างสุดๆเลยนะ คือบรรยากาศของหนังมันเข้าทางเรามากๆ แต่ “เนื้อเรื่อง” และ “ตัวละคร” มันไม่เข้าทางเราน่ะ และ “ความโรแมนติกของหนัง” (การที่พระเอกบุกไป “ฆ่ามังกร” เพื่อช่วยแม่ผู้แสนดีและนางเอกผู้แสนดี) ก็ไม่เข้าทางเราอย่างมากๆเลยด้วย เพราะฉะนั้น wavelength ของหนังมันเลยไม่ตรงกับเรา มันเหมือน wavelength ของเราอยู่ที่ 88FM แต่หนังเรื่องนี้อยู่ที่ 88.5 FM ในขณะที่หนังของ David Lynch จะอยู่ที่ 88FM ตรงกับเรา เพราะทั้ง “บรรยากาศ”, “เนื้อเรื่อง” และ “ตัวละคร” ในหนัง David Lynch มันเข้าทางเรามากกว่า และหนัง David Lynch มันไม่ค่อยมี “ความโรแมนติก” แบบที่เป็นปฏิปักษ์กับเราเหมือนในหนังเรื่องนี้

สิ่งที่เราเขียนไม่ใช่การบอกว่าหนังของ David Lynch ดีกว่าหนังเรื่องนี้นะ เราแค่จะบอกว่าเพราะเหตุใดหนังเรื่องนี้ถึงไม่ได้เข้าทางเรา หรือไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเรา ในขณะที่หนังของ David Lynch ดูเหมือนจะเข้าทางเรามากกว่า

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--

1.ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้จงใจเล่นกับคำว่า underwater หรือเปล่า เพราะคำว่า underwater มีความหมายในทางการเงินเกี่ยวกับการจำนองบ้าน และเราว่าสถานะของ Billy (Christina Hendricks) ก็คือสถานะของผู้ที่ตกอยู่ใน underwater mortgage เพราะฉะนั้นมันก็เลยล้อกันดีระหว่าง “เมืองที่จมน้ำ” กับ ครอบครัวของพระเอกที่ตกอยู่ใน underwater mortgage

อันนี้คือความหมายของ underwater mortgage

“A home purchase loan with a higher balance than the free-market value of the home. This situation prevents the homeowner from selling the home unless s/he has cash to pay the loss out of pocket. It also prevents the homeowner from refinancing in most cases. Thus, if the homeowner wants to sell the home because s/he can't afford the mortgage payments anymore, perhaps because of a job loss, the home will fall into foreclosure unless the borrower is able to renegotiate the loan.”


2.ขอเขียนถึงสิ่งที่ชอบก่อนก็แล้วกัน เราชอบบรรยากาศของหนังอย่างสุดๆมาก และรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้าง visual อะไรที่น่าหลงใหลแบบนี้ขึ้นมาได้ตลอดทั้งเรื่อง ชอบสีสันต่างๆในหนังเรื่องนี้มากๆด้วย

ฉากที่ชอบสุดๆคือฉากที่ Rat กับ Bones ดูทีวีด้วยกัน คือการจัดแสงและการถ่ายในฉากนั้นมันหลอนมากๆ ทั้งๆที่มันเป็นสถานการณ์ปกติในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป คือมันคือการนั่งดูหนังในบ้านของตัวเองน่ะ มันไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดในเมืองร้างหรือ club bizarre หรืออะไร มันคือการนั่งดูหนังในห้องนั่งเล่นของตัวเองที่ประชาชนทั่วไปสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน แต่หนังเรื่องนี้สามารถถ่าย “กิจวัตรประจำวันที่ประชาชนทั่วไปก็สามารถทำได้” ให้ออกมาดูหลอนอย่างสุดๆได้ และเราก็ชอบอะไรแบบนี้มากๆ

3.คือเราดูหนังเรื่องนี้เสร็จตอนประมาณเกือบสี่ทุ่ม แล้วเราพบว่าเรามองสิ่งต่างๆเปลี่ยนไปเลยนะ คือปกติเราจะมองโถงโรงหนังโล่งๆ, แสงไฟตามท้องถนน และอาคารบ้านเรือนตอนสี่ทุ่ม ด้วยความรู้สึกเฉยๆไง แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้เสร็จปุ๊บ แล้วเราออกมาเจอโถงโรงหนังโล่งๆตอนสี่ทุ่ม เจอแสงไฟตามท้องถนนตอนสี่ทุ่ม เรารู้สึกได้ทันทีว่ามันมี “เสน่ห์ลึกลับ” บางอย่างอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ และเราก็ชอบหนังที่ทำให้เรามองเห็นความงามในสิ่งธรรมดาต่างๆแบบนี้น่ะ ซึ่งจริงๆแล้วหนังหลายเรื่องของ Teeranit Siangsanoh ก็มีผลแบบนี้กับเราเหมือนกัน หนังกลุ่มนี้มันดึง “เสน่ห์ลึกลับ” ของสิ่งธรรมดาๆในชีวิตประจำวันออกมาได้

4.แต่นอกจาก “บรรยากาศ” แล้ว องค์ประกอบอื่นๆของหนังกลับไม่ได้เข้าทางเรามากนัก โดยเฉพาะถ้าหากไปเทียบกับหนังของ David Lynch ที่มีบรรยากาศหลอกหลอนคล้ายๆกัน อย่างแรกเลยที่เรารู้สึกขณะดูหนังเรื่องนี้ก็คือว่า เราสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่อยาก pose ท่าเลียนแบบตัวละครตัวไหนในหนังเรื่องนี้เลย ในขณะที่หนังของ David Lynch กลับเต็มไปด้วยตัวละครที่เราอยากจะโพสท่าเลียนแบบในชีวิตจริง

คือเราก็ตอบคำถามข้างต้นไม่ได้นะ แต่เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีการสร้างภาพลักษณ์ที่น่าสนใจของตัวละครหญิงบางตัว โดยเฉพาะตัวละครของ Eva Mendes และ Barbara Steele แต่มันกลับไม่ทำให้เราเกิดอาการอยากเลียนแบบหรือโดนใจเราจริงๆเหมือนตัวละครหญิงในหนังของ David Lynch น่ะ คือเวลาที่เราดูหนังของเดวิด ลินช์ เราพบว่าเราอยากทำท่าทาลิปสติกเลียนแบบ Joan Chen ใน TWIN PEAKS, เราอยากคลานลงกระไดเลียนแบบแม่ของ Laura Palmer ใน TWIN PEAKS, เราอยากแต่งหน้าเลียนแบบ Diane Ladd ใน WILD AT HEART และเราอยากแต่งหน้าเลียนแบบ Rebekah Del Rio ใน MULHOLLAND DRIVE แต่เรากลับไม่อยากทำท่าทางเลียนแบบใครเลยใน LOST RIVER ทั้งๆที่หากดูโดยผิวเผินแล้ว หนังเรื่องนี้มีการสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงที่น่าสนใจในระดับนึง

5.และจริงๆแล้วเราก็มีปัญหากับตัวละครแม่และ Rat ในหนังเรื่องนี้มากพอสมควร คือไม่ใช่ตัวละครสองตัวนี้ไม่ดีนะ มันแค่ไม่เข้าทางเราเท่านั้นน่ะ

คือการตัดสินใจของตัวละครแม่ในช่วงท้ายเรื่องนี่มันไม่เข้าทางเรามากๆ คือการที่เธอใช้มีดแทงนายธนาคารมันเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลก็จริง แต่มันทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้เป็น “แม่ผู้แสนดีที่จริงๆแล้วไม่ชอบการทำงานแบบนี้หรอก เธอจำใจต้องทำงานแบบนี้เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกเท่านั้นเอง” และมันทำให้ตัวละครตัวนี้ขาด “ซอกหลืบวิปริตเร้นลับในจิตใจ” แบบที่เราต้องการน่ะ

คือถ้าหากตัวละครแม่มันจะเข้าทางเรา เธอก็คงจะตัดสินใจใช้มีดจี้บังคับนายธนาคารให้มีเซ็กส์กับเธอ แบบที่นางเอก BLUE VELVET ทำ เธอจะไม่ใช่ตัวละครแม่ผู้ตัดสินใจปฏิเสธความวิปริตในท้ายที่สุด แต่จะเป็นแม่ผู้ในที่สุดแล้วก็ยอมรับว่า ฉันเองก็มีความวิปริตบางอย่างซ่อนอยู่ในตัว และในที่สุดฉันก็ยอมรับมันได้ และจะเริงร่าหรรษาไปกับมันอย่างถึงที่สุด

6.การที่ตัวละคร Billy ทิ้งคลับพิสดารออกมาในช่วงท้ายนั้น มันทำให้ตัวละครฝ่ายดีอย่าง Rat, Bones และ Billy ในหนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงข้ามกับคลับพิสดารน่ะ และมันทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้มัน treat กิจกรรมต่างๆในคลับพิสดารให้เป็นเหมือน “สิ่งผิด” เป็น “กิจกรรมที่ไม่ดี” เป็น “กิจกรรมของตัวละครฝ่ายคนร้าย” หรือเป็น “กิจกรรมของฝ่ายนายทุนที่ชั่วร้าย” น่ะ และการที่มันผลักกิจกรรมพิสดารเหล่านี้ให้ไปอยู่ในฝั่งของคนร้าย มันเป็นสิ่งที่มีปัญหาสำหรับเรา

คือขณะที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะนึกถึงหนัง Harmony Korine สองเรื่องน่ะ นั่นก็คือ GUMMO (1997) กับ SPRING BREAKERS (2012) ในแง่ที่ว่า LOST RIVER มันถ่ายทอดกิจวัตรประจำวันของผู้คนในเมืองเหี้ยๆเหมือนอย่าง GUMMO และมีสีสันเถิดเทิงเหมือนกับ SPRING BREAKERS แต่เราว่าหนังของ Harmony Korine มันมีท่าทีที่ก้ำกึ่งทางศีลธรรมที่น่าสนใจมากกว่า LOST RIVER น่ะ คือ LOST RIVER มันมีอะไรแรงๆก็จริงๆ แต่อะไรแรงๆพวกนี้มันกลับกลายเป็นพฤติกรรมของ “ฝ่ายผู้ร้าย” หมดเลย ในขณะที่ตัวละครอย่าง Billy ที่น่าจะช่วยสร้างความกำกวมทางศีลธรรมให้กับหนังเรื่องนี้ได้ ก็กลับทำให้เราผิดหวังนิดหน่อยในตอนท้ายเรื่อง

7.อีกจุดที่เรามีปัญหาโดยเฉพาะถ้าหากเทียบกับหนังของ David Lynch ก็คือเรื่อง “ภัยจากภายนอกครอบครัวที่พยายามจะมาทำลายครอบครัว” แทนที่จะเป็น “ภัยร้ายจากภายในครอบครัวเอง”

คือใน LOST RIVER นั้นตัวละครดูเหมือนจะประสบภัยจากภายนอกครอบครัวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากระบบทุนนิยมที่พยายามจะมายึดบ้าน และอันธพาล (ซึ่งจริงๆแล้วก็ทำตัวคล้ายๆระบบทุนนิยมในแง่การผูกขาดทรัพยากร) และตัวละครแม่กับลูกชายก็ต้องช่วยเหลือกันฟันฝ่าอุปสรรคนี้ให้ได้ในที่สุด

แต่ในหนังของ David Lynch บางเรื่องนั้น ภัยร้ายคือภัยที่เกิดจากสมาชิกครอบครัวเดียวกันเอง โดยเฉพาะใน WILD AT HEART และ TWIN PEAKS และมันก็เป็นสิ่งที่เข้าทางเรามากกว่า คือหนังของ David Lynch หลายๆเรื่องมันเต็มไปด้วย “ความเกลียดชังคนในครอบครัวเดียวกัน” (อาจจะรวมไปถึง ERASERHEAD) หรือ “ความไม่ไว้วางใจคนในครอบครัวเดียวกัน” แต่ใน LOST RIVER นั้น “ครอบครัว” กลายเป็นสิ่งที่ต้องปกปักรักษาและประคับประคองให้อยู่รอดไว้ แทนที่จะเป็นสิ่งที่สมควรถูกทำลาย เพราะฉะนั้น LOST RIVER ก็เลยไม่ค่อยเข้าทางเรามากนัก

หรือสรุปง่ายๆก็คือว่า มันมีความ disturbing บางอย่างที่เราชอบสุดๆใน “จักรวาล” ในหนังของ Harmony Korine และ David Lynch แต่ LOST RIVER ขาดความ disturbing ในแบบที่เราชอบไป

8.ส่วนตัวละคร Rat นั้นไม่ได้มีปัญหามากนักในตัวมันเอง แต่มีปัญหาตรงที่พระเอกเลือกที่จะรักเธอ แทนที่จะรัก grandmother ของเธอ 555 คือหนังเรื่องนี้มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่คล้ายๆหนังญี่ปุ่นเรื่อง CAPE NOSTALGIA (2014, Izuru Narushima, A+30) ที่เราเพิ่งดูมาน่ะ เพราะในหนังสองเรื่องนี้ จะมีตัวละครหญิงสูงวัยที่หมกมุ่นกับผัวที่ตายไปแล้วเหมือนกัน และในเวลาต่อมา หญิงสูงวัยในหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ประสบปัญหาบ้านไฟไหม้เหมือนกัน และตัดสินใจไม่หนีออกจากบ้านไฟไหม้เหมือนๆกันเลย

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบ CAPE NOSTALGIA ในระดับ A+30 แต่ชอบ LOST RIVER ในระดับ A+20 ก็คือว่า ใน CAPE NOSTALGIA นั้น หญิงสูงวัยคือนางเอกของเรื่อง ส่วนพระเอกคือหลานชายของเธอที่แอบหลงรักเธอ แต่ใน LOST RIVER นั้น พระเอกดันไปชอบหลานสาวของหญิงสูงวัยแทน เพราะฉะนั้น CAPE NOSTALGIA ก็เลยเข้าทางเรามากกว่า LOST RIVER อย่างเห็นได้ชัด

9.แต่ชอบ architecture ใน LOST RIVER มากๆนะ ทั้งซากปรักหักพังของบ้าน, ทางเข้าคลับ, ทางเดินในชั้นใต้ดินของคลับ, โรงระบำร้าง, ห้องเรียนร้าง

คือพอเห็น architecture ที่มันหลอนแบบทรงพลังแบบนี้แล้ว ก็เลยอยากให้มีคนสร้างสวนสนุกที่เต็มไปด้วยการจำลองสถานที่ในหนังเรื่องนี้, ในหนังของ David Lynch และในนิยายของ Stephen King ออกมาน่ะ เพราะเวลาดูหนังพวกนี้แล้ว มันทำให้เราอยากเข้าไปอยู่หรือเข้าไปสัมผัสสถานที่และอาคารในหนัง

10.สรุปได้ว่าเวลาดูหนังของ David Lynch เราจะนึกถึงเพลงของ Julee Cruise แต่เวลาดูหนัง LOST RIVER เราจะนึกถึงเพลงของ Mazzy Star คือเพลงของสองศิลปินนี้ “หลอน” เหมือนกันทั้งคู่ แต่เราว่าเพลงของ Mazzy Star มัน “โรแมนติก” มากกว่า เราก็เลยชอบมันน้อยกว่า