Saturday, January 18, 2020

PARADISE: FAITH

PARADISE: FAITH (2012, Ulrich Seidl, Austria, A+30)

ชอบสาวรัสเซียในหนังมากๆ คือนางเอกเธอทำตัวแรง โรคจิตมาตลอดทั้งเรื่อง แต่อีสาวรัสเซียเธอโผล่มาช่วงท้ายเรื่องเพื่อกำราบอีนางเอกจริงๆ

Thursday, January 16, 2020

RETURN IF POSSIBLE


 THAI FILMS WHICH I SAW ON TUESDAY, NOV 19, 2019

1.Return If Possible / ภาษิต พร้อมนำพล / 14.37 นาที A+30
งดงามที่สุด หนังแบ่งเป็น 3 องก์ องก์แรกพูดถึงหนุ่มสาวคู่นึงในวัยมัธยม องก์ที่สองพูดถึงเกย์หนุ่ม 2 คน และองก์ที่สามพูดถึงชายหนุ่มความจำเสื่อมกับพี่สาว ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด ตัวละครผู้ชายในทั้ง 3 องก์คือคนเดียวกัน แต่หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบก้าวกระโดดมากๆระหว่างองก์ต่างๆ และเว้นที่ว่างไว้เยอะมากเพื่อให้ผู้ชมปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง

ตัวละครที่ดูเหมือนมีความกำกวมทางเพศในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง ISOLATE (2016, Pasit Promnumpol) ซึ่งเป็นหนังที่ติดอันดับ 19 ของเราประจำปี 2016 เราจำได้ว่า ตอนดู ISOLATE เราไม่รู้เลยว่า ตัวละครเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ (เหมือนตัวละครหนึ่งตัวแยกจิตออกเป็นหญิง+ชายที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา) เราต้องมาอ่านเรื่องย่อทีหลังแล้วถึงค่อยเข้าใจว่า ตัวละครเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

2.Rêverie / อานันท์ ยี่รัมย์ / 9.42 นาที E A+30
หนังที่เหมือนผสม Jean-Luc Godard กับ Wong Kar-wai เข้าด้วยกัน

3.Raise a Dust / กุลนิดา ประจำที่ / 11.53 นาที A+30
หนังพิศวงมาก ไม่แน่ใจว่าต้องการพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า 555

4.Reverse / ปัญญา ชู / 10.51 นาที E A+30
หนังเลสเบียน ชอบฉากขี่มอเตอร์ไซค์ในช่วงท้ายของหนัง

5.Ride to the Light / เชาว์ คณาวุฒิกานต์ / 5.34 นาที ANIMATION, A+30
พระเอกต่อสู้กับตัวประหลาด พอพระเอกร้องไห้ น้ำตาก็หยดลงมา กลายเป็นต้นไม้ที่พระเอกกินแล้วมีพลังต่อสู้กับผู้ร้าย

6.Rapthai (แร็พไทย) / จิรกานต์ สกุณี, วิชยุตม์ พรประเสริฐ, ศรัณญ์ โฆษิตสุขเจริญ / 24.46 นาที E DOCUMENTARY, A+25

7.Reincarnated Light (Left) / จักรพันธ์ ศรีวิชัย / 12.42 นาที A+25
Reincarnated Light (Right) / จักรพันธ์ ศรีวิชัย / 12.42 นาที A+25
พิศวงมากๆ

8. The Reaction / กันตพล ดวงดี / 4.30 นาที E A+25
ชอบ concept ของหนัง ที่เน้นถ่ายหน้าคนฟังมากกว่าหน้าคนพูด แต่ถ้าหากเราไม่รู้ concept มาก่อน เราก็มีสิทธิไม่ได้สังเกตว่าหนังมันแปลกแบบนี้ 555

9.Retire the Die Hard / สรณะ เศรษฐเจริญสุข / 20.02 นาที A+15
หนังน่ารักดี เกี่ยวกับความสัมพันธ์พ่อ-ลูก ที่ตัวพ่อเป็นอดีตตำรวจที่ชอบดูหนังเรื่อง DIE HARD หนังเรื่องนี้มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

10.Red Nose จมูกสั่งตาย / ธนกฤต กิติอภิธาน / 24 นาที A+15
หนังคัลท์ที่ทำให้นึกถึงหนังของกลุ่ม "ยอดเซียนซักแห้ง" และอาจจะจัดเป็นหนึ่งในหนังกลุ่ม dystopia ของไทยที่มีการผลิตออกมาเยอะมากในช่วงนี้ โดยหนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของคนที่ "จมูกจะกลายเป็นสีแดง" เมื่อเข้าไปใกล้คนที่เป็นกบฏ หรือคนที่ต่อต้านรัฐบาล

11.Recently. / วุฒิไกร สามนต์ / 1 นาที E A+


ATMAN (1975, Toshio Matsumoto, Japan, A+30)

ดูแล้วจินตนาการได้เลยว่า ถ้าหากเราสร้างหนัง superhero สักเรื่อง ฉากเปิดตัวผู้ร้าย แบบ "นางพญากามาตุ๊กแกทอง" ก็คงออกมาแบบหนังเรื่องนี้แหละ คือนางพญากามาตุ๊กแกทอง ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งเฉยๆอย่างเดียว แต่หนังถ่ายเธอจาก 480 มุมที่แตกต่างกัน แล้วเอาภาพนิ่ง 480 ภาพมาตัดต่อเข้าด้วยกันอย่างพืลึกพิลั่นอิทธิฤทธิ์ปาหาริย์สูงแบบในหนังเรื่องนี้

ภาพด้านขวาคือ diagram จุดวางตำแหน่งของกล้อง 480 จุดที่ใช้ถ่ายตัวละครใน ATMAN

ONE, TWO, THREE (1961, Billy Wilder, A+30)

กราบมากๆ ทั้งผู้กำกับ, คนเขียนบท และคนแปลซับไตเติล เพราะหนังมันยาวเกือบ 2 ชั่วโมง และตัวละครมันพูดรัวเป็นปืนกลตั้งแต่ต้นจนจบเรี่อง ไม่รู้ว่าคนแปลซับต้องเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะแปลเสร็จ

Monday, January 13, 2020

THE FAREWELL (2019, Lulu Wang, USA, A+15)


THE FAREWELL (2019, Lulu Wang, USA, A+15)

1.กะไว้ก่อนดูหนังเรื่องนี้ว่าเราคงจะไม่อิน พอดูแล้วก็ไม่อินจริงๆด้วย 555 แต่ก็ชอบที่หนังมันทำให้เราได้เห็นสภาพครอบครัวที่แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง และแนวคิดที่แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง เหมือนหนังมันทำให้เราได้เข้าใจ “คนอื่นๆ” น่ะ

2.ชอบที่หนังมันไม่พยายามทำซึ้งมากเกินไป

3.ชอบที่หนังมันเลือกจุด focus เป็นตัวนางเอกด้วย เพราะจริงๆแล้วพล็อตหนังแบบนี้ มันมักจะ focus ไปที่ตัว “ชายหนุ่ม+หญิงสาว” ที่จัดพิธีแต่งงานปลอมๆเพื่อหวังผลบางอย่าง แต่ไปๆมาๆชายหนุ่ม+หญิงสาวก็เกิดตกหลุมรักกันจริงๆ 5555 (นึกถึง GREEN CARD ของ Peter Weir หรือ A YOUNG WOMAN NAMED XIAO YU ของ Sylvia Chang) ในขณะที่ตัวละครแบบนางเอกจะเป็นเพียง “ญาติคนนึงที่มาร่วมในพิธีแต่งงานปลอมๆ” เท่านั้น

4.ตัวละครที่ชอบที่สุดคือแม่ของนางเอก เพราะเธอดูเหมือนจะผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเยอะดี และรู้ทั้งข้อดีข้อเสียของการใช้ชีวิตในจีนและสหรัฐอเมริกา ชอบฉากที่เธอปะทะกับญาติๆคนอื่นๆมากๆ

ตัวละครแม่นางเอก ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง MAGGIE LEE’S MOMMY (2015, Maggie Lee) มากๆ ซึ่งเป็นหนังสารคดีที่ผู้กำกับหญิงชาวจีนทำเกี่ยวกับแม่ของตัวเอง ซึ่งอพยพจากจีนมาอยู่อเมริกาในทศวรรษ 1970 (ถ้าจำไม่ผิด) และต้องก่อร่างสร้างตัวอย่างยากลำบากในยุคนั้น

5.ถ้าเราป่วยเป็นอะไร ก็บอกเราตามตรงนะ อย่ามาโกหกเราแบบในหนังเรื่องนี้เป็นอันขาด เราจะได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยการมี sex กับชายหนุ่มจำนวนมากมายอย่างเต็มที่ 55555

6.ที่เราบอกว่าสภาพครอบครัวในหนังเรื่องนี้แตกต่างจากเราอย่างรุนแรง เพราะเราเองแทบไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำว่า ปู่กับย่าของเราชื่ออะไร 55555 คือเราเพิ่งนึกขึ้นมาได้เมื่อเราอายุ 46 ปี (ปี 2019) ว่าเราไม่เคยรู้เลยว่าปู่กับย่าของเราชื่ออะไร เราก็เลยถามแม่ของเรา แม่ก็บอกว่า ปู่ของเราชื่อ “หวาน” ส่วนย่านั้น แม่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ย่าของเราชื่ออะไร

ส่วนตากับยายของเรานั้น เราเคยเจอตอนเด็กๆ แต่เราก็ไม่ได้สนิทกับตากับยายสักเท่าไหร่

จริงๆเราก็แอบขำตัวเองเหมือนกัน ที่ดูเหมือนจะจดจำชื่อผู้กำกับหนังเรื่องต่างๆได้ดีมาก แต่พอเราอายุ 46 ปี เราถึงเพิ่งรู้ตัวว่า เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ปู่กับย่า ของเราชื่อว่าอะไร 55555


KIM JI-YOUNG: BORN 1982 (2019, Kim Do-Young, South Korea, A+30)


KIM JI-YOUNG: BORN 1982 (2019, Kim Do-Young, South Korea, A+30)

1.“Secret wounds all add up” –ตัวละครตัวนึงในหนังการ์ตูนเรื่อง DILILI IN PARIS (2018, Michel Ocelot, France) พูดไว้ และมันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง KIM JI-YOUNG มากๆ เพราะเราชอบสุดๆที่หนังเรื่องนี้มันเน้นนำเสนอการทับถม หมักหมมรวมกันของบาดแผลเล็กๆน้อยๆในชีวิต ซึ่งถ้าหากมันโดนครั้งเดียว มันก็เป็นบาดแผลเล็กๆนิดเดียว ที่คงไม่สร้างปัญหาอะไร แต่ถ้าหากเราโดนเชือดเฉือนบ่อยๆ ด้วยคำพูดเหยียดหยาม ดูถูก, การกระทำ, การพูดจาแทะโลม ฯลฯ มันก็จะกลายเป็น secret wounds ทางใจ ที่มันจะทับถมกันไปเรื่อยๆ จนมันระเบิดออกมา

เราชอบการเปรียบเทียบของอุ้ย Ratchapoom มากๆ ที่อุ้ยพูดในทำนองที่ว่า หนังเรื่องอื่นๆมันชอบนำเสนอตัวละคร “ผู้หญิงถูกข่มขืน” คือหนังเรื่องอื่นๆมันชอบนำเสนอตัวละครที่บาดเจ็บระดับ “100/100” เพราะมันเห็นชัด แต่ในแง่นึง มันก็มีมนุษย์ที่ไมได้บาดเจ็บในระดับ 100/100 แต่บาดเจ็บในระดับ 10/100 ในทุกๆวัน ด้วยการถูกพูดจาแทะโลม หรือถูกพูดจาดูถูกใส่ในฐานะผู้หญิง หรืออะไรทำนองนี้ แล้วไอ้การบาดเจ็บในระดับ 10/100 ไปเรื่อยๆในทุกๆวันแบบนี้ มันย่อมต้องส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์คนนั้นแน่ๆ หรือมันอาจจะทำให้เกิด “อาการทุกข์ใจที่อธิบายไม่ได้” หรือ “อาการเศร้าใจที่อธิบายไม่ได้ขึ้นมา” และนี่คือสิ่งที่มักไม่ได้รับการนำเสนอในหนังทั่วไป เพราะมันยากจะนำเสนอได้

เราก็เลยกราบมากๆ ชอบมากๆที่มีหนังแบบนี้ออกมา

2.ชอบที่หนังนำเสนอตัวละครสามีในแบบของสามีสุดหล่อนิสัยดีที่พยายามจะทำความเข้าใจนางเอกด้วย เพราะถ้าหากหนังนำเสนอสามีในแบบของสามีนิสัยเลว ทุบตี ขี้เหล้าเมายา อะไรแบบนี้ เราก็จะรู้สึกว่าปัญหาของนางเอกเกิดจาก “มึงเลือกผัวผิด แล้วจะโทษใคร” น่ะ แต่พอนางเอกได้ผัวดีแบบนี้ ปัญหาของนางเอกก็เลยเกิดจากโครงสร้างสังคม มากกว่าจะเกิดจากการเลือกผัวผิด

คือถ้าหากนางเอกได้ “ผัวเลว” เราก็จะแอบนึกไปถึงนิยายหลายๆเรื่องของทมยันตีน่ะ 55555 คือเราว่าจริงๆแล้วนิยายหลายเรื่องของทมยันตีมันจะมีการนำเสนอปัญหาสิทธิสตรีอยู่ด้วย หรือปัญหาที่นางเอกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมไทยเพราะความเป็นผู้หญิงอยู่ด้วย แต่ในนิยายกลุ่มนี้ นางเอกมักจะเจอทุกข์หนักเพราะ “ผัวเลว” น่ะ อย่างเช่น “เพลงชีวิต” และ “โซ่สังคม” (ถ้าจำไม่ผิด) เพราะฉะนั้นนิยายอย่าง “โซ่สังคม” มันก็เลยอาจจะนำเสนอปัญหาชีวิตผู้หญิงทั่วไปได้อย่างไม่รอบด้านเท่า KIM JI-YOUNG

แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว เราก็อยากให้มีคนเอา “โซ่สังคม” ของทมยันตีมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์นะ เหมือนกับว่ายังไม่เคยมีใครเอาโซ่สังคมมาสร้างเป็นภาพยนตร์หรือละครทีวีเลยน่ะ ทั้งๆที่มันเป็นนิยายที่เราชอบสุดๆเรื่องนึง

3.ชอบที่หนังเหมือนเลือกจะนำเสนอปัญหาชีวิตผู้หญิง “รอบด้าน” แทนที่จะเล่าเพียงปัญหาเดียว แล้วตัวละครก็เอาชนะอุปสรรคนั้น แล้วก็จบน่ะ

จริงๆดูแล้วนึกถึงหนังอย่าง THE CIRCLE (2000, Jafar Panahi, Iran) แต่ THE CIRCLE ใช้วิธีนำเสนอชีวิตผู้หญิงหลายๆคน หลายๆตัวละคร เพื่อจะได้นำเสนอปัญหาสิทธิสตรีได้รอบด้าน ในขณะที่ KIM JI-YOUNG เลือกใช้ตัวละครตัวเดียวเป็นสื่อกลางในการนำเสนอปัญหารอบด้าน

แต่ก็มีหนังที่ใช้ตัวละครตัวเดียวในการนำเสนอปัญหารอบด้านได้ดีสุดๆเหมือนกันนะ นั่นก็คือตัวละครหญิงในหนังเยอรมันตะวันตกของ Helke Sander อย่างเช่นใน THE ALL-ROUND REDUCED PERSONALITY – REDUPERS (1978) และ THE SUBJECTIVE FACTOR (1981) น่ะ

แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ถึงแม้ผู้หญิงเยอรมันตะวันตกจะมีปัญหาสิทธิสตรีอยู่บ้างในทศวรรษ 1970 แต่ปัญหามันก็ “เบา” กว่า KIM JI-YOUNG หลายเท่าน่ะ 555 เพราะฉะนั้นหนังของ Helke Sander ก็เลยมีพื้นที่ในการพูดถึง “ปัญหาการเมือง เยอรมันตะวันตก-ตะวันออก โลกเสรีนิยม-คอมมิวนิสต์” อะไรพวกนั้นด้วย แทนที่จะพูดถึง “การแบ่งเวลาทำงาน+เลี้ยงลูก ท่ามกลางโลกทุนนิยม” อะไรเพียงอย่างเดียว

4.ที่เราบอกว่า ชอบที่ KIM JI-YOUNG มันเลือกจะนำเสนอปัญหา “รอบด้าน” เป็นเพราะว่า มันช่วยให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังสิทธิสตรีเรื่องอืนๆอีกหลายๆเรื่องน่ะ

เพราะหนังสิทธิสตรีในยุคปัจจุบันที่เราได้ดู ส่วนใหญ่จะเป็น “หนังอินเดีย” น่ะ เพราะปัญหาสิทธิสตรีในประเทศอืนๆมันดูเหมือนเบาบางลงไปมากแล้ว เมื่อเทียบกับในยุคเมื่อหลายสิบปีก่อน ในขณะที่ปัญหาสิทธิสตรีในอินเดียมันยังรุนแรงอยู่มาก มันก็เลยมีการผลิตหนังอินเดียที่สะท้อนปัญหานี้ออกมาเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา

แต่หนังสิทธิสตรีของอินเดียที่เราได้ดู ส่วนใหญ่มันจะเป็นเรื่องของตัวละครนางเอกที่ต้องเผชิญอุปสรรคในการทำภารกิจอะไรบางอย่าง แล้วพอปฏิบัติภารกิจนั้นได้เสร็จ หนังก็จบลงอย่าง happy ending น่ะ อย่างเช่น

4.1 หนังเกี่ยวกับการขึ้นโรงขึ้นศาล ที่มีเยอะมาก อย่างเช่น PINK (2016, Aniruddha Roy Chowdhuri) ที่พอตัดสินคดี ฝ่ายนางเอกชนะคดี หนังก็จบ

4.2 หนังเกี่ยวกับนักกีฬาหญิง ที่ต้องต่อสู้กับทัศนคติในสังคม แต่พอนางเอกแข่งขันชนะ ผู้คนทั้งประเทศชื่นชม หนังก็จบ อย่างเช่น BULL’S EYE (2019, Tushar Hiranandani)

4.3 หนังที่นางเอกมีความใฝ่ฝันอะไรสักอย่าง แต่ต้องเผชิญกับข้อห้ามทางสังคมหรือการต่อต้านจากสมาชิกครอบครัว แต่พอนางเอกทำตามความฝันได้สำเร็จ หนังก็จบ อย่างเช่น SECRET SUPERSTAR (2017, Advait Chandan), TUMHARI SULU (2017, Suresh Triveni)

4.4 หนังที่นำเสนอนางเอกกร้าวแกร่ง ปราบปรามเหล่าร้าย อย่างเช่น MARDAANI 2 (2019, Gopi Puthran), GULABI GANG (2012, Nishtha Jain)

ซึ่งจริงๆเราก็ชอบหนังอินเดียกลุ่มนี้มากๆ มันนำเสนอปัญหาสิทธิสตรีได้ดีมากๆด้วย แต่ในแง่นึง มันก็เหมือนกับว่า หนังแต่ละเรื่องในกลุ่มนี้เลือกที่จะพูดถึง “ปัญหาสิทธิสตรี 1 อย่าง ต่อหนัง 1 เรื่อง” อะไรทำนองนี้ มันก็เลยทำให้หนังกลุ่มนี้แตกต่างจาก KIM JI-YOUNG และ THE ALL-ROUND REDUCED PERSONALITY – REDUPERS ที่เลือกจะนำเสนอ “ปัญหารอบด้านของชีวิต” แทนที่จะพูดถึงปัญหา 1 อย่าง

5.ชอบตัวละครเจ้านายหญิงของ Kim Ji-Young มากๆ เธอเก่งมาก แกร่งมาก เห็นแล้วนึกถึง Amanda (Heather Locklear) ในละครทีวีชุด MELROSE PLACE ซึ่งถือเป็นตัวละคร role model ตัวนึงสำหรับเรา

6.จริงๆดูแล้วนึกถึงหนังที่เราชอบสุดๆหลายๆเรื่อง ที่นำเสนอ “ชีวิตแม่บ้าน” แต่หนังกลุ่มนี้มักจะเป็น “หนังฝรั่ง” ที่สร้างขึ้นเมื่อ 30-40 ปีก่อนน่ะ อย่างเช่น

6.1 BREMEN FREEDOM (1972, Rainer Werner Fassbinder)

6.2 JEANNE  DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium)

6.3 THE LEFT-HANDED WOMAN (1978, Peter Handke, West Germany)

6.4 SHIRLEY VALENTINE (1989, Lewis Gilbert, UK)

6.5 SWANN (1996, Anna Benson Gyles, Canada)

เราก็เลยคิดว่า หนังพวกนี้มันสะท้อนปัญหาสังคมของแต่ละสังคมในแต่ละยุคสมัยได้ดีเหมือนกัน เหมือนกับว่าเอาเข้าจริงแล้ว หลายๆสังคมมันก็มีปัญหาสิทธิสตรีเหมือนกัน แต่มันมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป และระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาหรือยุคสมัย

เราก็เลยเหมือนไม่ค่อยเห็นหนังฝรั่งที่พูดถึงปัญหาสิทธิสตรีมากนักในยุคปัจจุบัน ซึ่งก็คงเป็นเพราะว่าสังคมตะวันตกมันแตกต่างจากสังคมเกาหลีใต้มากๆ จะมีที่ได้ดูล่าสุดก็คือ BLACK CHRISTMAS (2019, Sophia Takal) ที่เราชอบมากๆ เพราะ BLACK CHRISTMAS พยายามจะบอกว่า ผู้ร้ายที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้ก็คือ แนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ในหัวของคนแต่ละคน ที่อาจจะได้รับการปลูกฝังมาจาก สิ่งที่เขียนโดยผู้ชายในอดีตเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน  แต่น่าเสียดายที่ BLACK CHRISTMAS นำเสนอ message นี้ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ 555

7.จริงๆแล้วแอบสงสัยด้วยแหละ ว่าปัญหาในไทยมันรุนแรงเท่าในเกาหลีใต้หรือเปล่า เหมือนเพื่อนผู้ชายคนนึงมองว่า สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันไม่กดขี่บทบาทของผู้หญิงมากเท่าญี่ปุ่น+เกาหลีใต้น่ะ เหมือนผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารบริษัทได้ง่ายกว่าเยอะ ถ้าหากเธอรวย หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งเราก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ผู้หญิงไทยน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่า

8.ชอบฉากการพูดคุยกันของแม่บ้านมากๆ ที่เหมือนบางคนเรียนจบปริญญาตรีวิศวะมา แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ทำงานอะไร อยู่บ้านเลี้ยงลูกอย่างเดียว

อันนี้ดูแล้วนึกถึงชีวิตเราเองและเพื่อนๆหลายคนมากๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ในกรณีของเรากับเพื่อนๆนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับสิทธิสตรีแต่อย่างใด มันเป็นเพียง “ความจริงอันน่าเศร้าของชีวิต” น่ะ ที่ชีวิตไม่เปิดโอกาสให้เราได้ใช้ความสามารถอันแท้จริงของตัวเอง แต่ต้องทำอะไรก็ได้ เพื่อจะได้ “หาเงินมายังชีพ”

9.อาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยอ่านนิยาย เราก็เลยไม่มีปัญหากับตอนจบของหนังเรื่องนี้ 5555 และเราก็แอบคิดว่า ถ้าหากมันจบด้วยการหย่าผัว มันก็จะไปซ้ำกับ SHIRLEY VALENTINE และ THE LEFT-HANDED WOMAN น่ะ หรือถ้าหากมันจบด้วยการลุกขึ้นมาฆ่าคน มันก็จะไปซ้ำกับ JEANNE DIELMAN, BREMEN FREEDOM, BAISE-MOI อะไรทำนองนี้ เราก็เลยค่อนข้างโอเคกับตอนจบของหนัง ถึงแม้จะรู้สึกว่า จริงๆแล้วมันควรจะฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ THE LEFT-HANDED WOMAN ก็ตาม

ที่เราคิดว่า หนังเรื่องนี้ควรฉายควบกับ THE LEFT-HANDED WOMAN เพราะเรามองว่า  THE LEFT-HANDED WOMAN มันเป็นเหมือนกับ “a sequel to the alternaive ending” ของ KIM JI-YOUNG น่ะ เพราะ THE LEFT-HANDED WOMAN มันเปิดเรื่องด้วยการให้นางเอกขอหย่าขาดจากผัวโดยไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น แล้วหนังก็เล่าว่านางเอกปรับตัวให้เข้ากับชีวิตโสดอย่างไรบ้าง มีฉากที่เธอพยายามหางานทำใหม่ ฉากที่เธอวิ่งกระโดดโลดเต้นไปตามถนนอย่างสนุกสนานกับลูก หรืออะไรทำนองนี้ เราก็เลยมองว่า ถ้าหาก KIM JI-YOUNG จบด้วยการหย่าผัว เราก็สามารถดูชีวิตของนางเอกต่อไปได้ในหนังเรื่อง THE LEFT-HANDED WOMAN นี่แหละ

10. จริงๆแล้วสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เราชอบ KIM JI-YOUNG มากๆ เพราะเราก็มองว่า ตัวเองก็เป็นโรคจิตอ่อนๆคล้ายๆนางเอกเช่นกัน 555

คือเราว่าโรคจิตมันมีหลายระดับน่ะ คือคนที่เป็นโรคจิตเต็มตัว ก็คือคนที่มี split personality อย่างเช่นในหนังเรื่อง SPLIT (2016. M. Night Shyamalan), ล่า ของทมยันตี และในละครทีวีที่สร้างจากเรื่องจริง อย่างเช่นเรื่อง VOICES WITHIN: THE LIVES OF TRUDDI CHASE (1990, Lamont Johnson) ที่สร้างจากเรื่องจริงของผู้หญิงที่มี 92 บุคลิกภาพ เพราะเธอเคยถูก sexual abuse ในวัยเด็ก

คือเราว่าคนที่มี trauma รุนแรงในระดับ 100/100 อย่างเช่นใน “ล่า” หรือ VOICES WITHIN มันก็จะนำไปสู่การสร้างบุคลิกภาพอันใหม่ๆขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวน่ะ เพื่อรับมือกับ trauma นั้นๆ

ส่วนใน KIM JI-YOUNG นั้น มันเหมือนเธอเจอ ความเจ็บปวดในระดับ 10/100 มาเรื่อยๆ นานๆ จนมันนำไปสู่อาการทางจิตในระดับที่อ่อนลงกว่ากลุ่มข้างต้น เธอก็เลยเหมือนถูก “สิงสู่” โดยผู้หญิงคนอื่นๆเป็นครั้งคราว

ส่วนตัวเรานั้น เราก็มี “กลไกทางจิต” ของตัวเองในการรับมือกับปัญหาชีวิต 5555 นั่นก็คือเราจะสร้าง “เพื่อนในจินตนาการ” ขึ้นมา โดยเอามาจากตัวละครในหนังหรือนิยายเรื่องต่างๆที่เราชื่นชอบนี่แหละ

อย่างเช่น สมมุติว่า เราชอบตัวละครชื่อ M จากหนังเรื่อง B มากๆ แล้วเวลาเรา “กลัวใครบางคนโดยไม่มีสาเหตุ” เราก็จะถาม M ว่า M จะกลัวคนๆนี้ไหม M ก็จะตอบว่า “ไม่เห็นต้องกลัวเลย” แล้วเราก็จะหายกลัวคนๆนั้น

หรือบางทีเรากังวลกับ “สายตาของคนอื่นๆที่มองเรา” เราก็จะถาม M ว่า ถ้าเป็น M M จะรู้สึกกังวลกับสายตาของคนอื่นๆไหม M ก็จะตอบว่า “กูไม่แคร์เลยแม้แต่นิดเดียว” แล้วเราก็จะเลิกแคร์สายตาของคนอื่นๆ

หรือเวลาที่เรากังวลกับปัญหาบางอย่างในชีวิต เราก็จะถาม M ว่า ถ้าเป็น M M จะกังวลกับปัญหานั้นมั้ย M ก็จะตอบว่า  “ฉันไม่กังวลกับเรื่องพวกนี้เลย อย่างมากก็แค่ตาย จบ”

พอเราดู KIM JI-YOUNG เราก็เลยนึกถึง “กลไกทางจิต” ของตัวเอง 55555 ไม่รู้ว่าเราเป็นโรคจิตหรือบ้าหรือเปล่า แต่เรารู้ตัวตลอดเวลานะว่านี่เป็นเพียง “เพื่อนในจินตนาการ” ของเรา เราไม่ได้ถึงขั้นไม่รู้ตัวแบบ Kim Ji-Young เราแค่ใช้ “มุมมองของคนอืน” มามองตัวเราเป็นครั้งคราวน่ะ เพราะการใช้มุมมองของคนอื่น โดยเฉพาะจาก “ตัวละครในภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบ” มามองตัวเรา มันช่วยให้เราหายกลัวและหายกังวลกับอะไรหลายๆอย่างในชีวิตได้ดี



TO THE ENDS OF THE WORLD (2018, Guillaume Nicloux, France, A+30)


แอบตกใจเล็กน้อย เพราะอี Google Maps ส่งเมลมาบอกว่า เราเดินทาง 7,787 กิโลเมตรในปี 2019 ซึ่งคิดเป็น 19% around the world เพราะในปี 2019 เราอยู่แค่กรุงเทพ-นครปฐม-สมุทรปราการเท่านั้นเอง โดยเราเดินทางไปนครปฐมเป็นประจำ เพื่อดูหนังที่ศาลายา และเดินทางไปสมุทรปราการเป็นครั้งคราว เพื่อดูหนังที่อิมพีเรียล สำโรง

สรุปว่า ขอบเขตการเดินทางของเราในปี 2019 ก็มีแค่ อิมพีเรียลสำโรง-หอภาพยนตร์ศาลายาเท่านั้นแหละ เราไม่เคยออกนอกอาณาบริเวณนี้เลยในปี 2019 ไม่นึกว่าแค่การเดินทางไปดูหนังที่หอภาพยนตร์เป็นประจำ มันจะเท่ากับการเดินทางเป็นระยะทาง 19% รอบโลก 555

TO THE ENDS OF THE WORLD (2018, Guillaume Nicloux, France, A+30)

1.ชอบตั้งแต่ฉากเปิดของเรื่องแล้ว เหมือนตั้งแต่ฉากเปิด หนังก็มันบอกแล้วว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่หนังเล่าเรื่องแบบธรรมดา แต่เน้นการลงลึกไปในสภาพจิตของตัวละครด้วย

2.เหมือนหนังมันนำเสนอภาพความโหดร้ายเยอะมากๆ แต่หนังมันก็ “ตัดทอน” ไปเยอะแล้วนะ เพราะความโหดร้ายที่รุนแรงที่สุดในหนัง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น offscreen แต่เป็นเรื่องที่เล่าผ่านทางคำพูดของพระเอก (เรื่องการสังหารพี่ชายพระเอกกับครอบครัว ที่ดูรุนแรงมากๆ)

3.เหมือนเราได้ดูหนังเกี่ยวกับอินโดจีนน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับหนังเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส-นาซี ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง อาจจะเป็นเพราะว่า ในอินโดจีนนั้น ฝรั่งเศสมีฐานะเป็น “ผู้ร้าย” แต่ในยุคนาซีนั้น ฝรั่งเศสมีฐานะเป็น victim เพราะฉะนั้นมันก็เลยง่ายกว่าในการสร้างหนังฝรั่งเศสเกี่ยวกับยุคนาซี แต่เป็นเรื่องที่ยากกว่าในการสร้างหนังฝรั่งเศสเกี่ยวกับอินโดจีน

เราว่าหนังเรื่องนี้ก็ไปไกลมากในแง่นี้ เพราะหนังเกี่ยวกับอินโดจีนที่เราเคยดูมาก่อนหน้านี้ อย่างเช่น INDOCHINE (1992, Régis Wargnier), THE LOVER (1992, Jean-Jacques Annaud) หรือหนังฝรั่งเศสบางเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวี มันก็ดูเป็นหนังที่ตัวละครเอก “รักเวียดนาม” หรือ “รักชาวเวียดนาม” น่ะ

แต่ในหนังเรื่องนี้ พระเอกเป็นทหารฝรั่งเศสที่ตามฆ่าล้างฝ่ายโฮจิมินห์ มันก็เลยเหมือนหนังเรื่องนี้ “เล่นท่ายาก” กว่าหนังฝรั่งเศสอีกหลายเรื่องที่เราเคยดูมา เพราะในเมื่อพระเอก “หลงผิด” หรือ “อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับความถูกต้อง” แบบนี้แล้ว หนังมันจะทำอย่างไร ถึงจะทำให้คนดูเข้าใจได้ว่าทำไมพระเอกถึงหลงผิดแบบนั้น และหนังมันก็ต้องรักษาสมดุลให้ดีด้วยว่า หนังมันไม่ได้สนับสนุน colonialism, ไม่ได้เข้าข้างพระเอก, ไม่ได้เกลียดชังชาวเวียดนาม, ไม่ได้ต่อต้านการกอบกู้เอกราชของชาวเวียดนาม แต่เป็นการดำดิ่งลึกลงไปในความโหดร้ายของสงคราม และความดำมืดในจิตใจมนุษย์

4.ฉาก “การตัดสินใจ” ของพระเอกในช่วงท้ายนี่คลาสสิคมากๆ เพราะเหมือนหนังจับใบหน้าของพระเอกขณะตัดสินใจเป็นเวลานานหลายนาทีมากๆ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

5.เหมือน Guillaume Nicloux ทำหนังอาร์ตขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราเคยดูหนังอีก 3 เรื่องของเขา ซึ่งก็คือ LE POULPE (1998) ที่ดูเป็นหนังตลาดมากๆ, HANGING OFFENSE (2003) ที่เป็นหนัง psychological thriller ที่ใช้ได้ดีในระดับนึง และ THE KIDNAPPING OF MICHEL HOUELLEBECQ (2014) ที่มี concept น่าสนใจสุดๆ แต่วิธีการเล่าเรื่องดูไม่ได้มีอะไรพิสดารมากนัก จนกระทั่งมาถึง TO THE ENDS OF THE WORLD นี่แหละ ที่ดูแล้วรู้เลยว่า ฝีมือการทำหนังของเขาน่าจะสุกงอมได้ที่แล้ว

SHIVERS (1981, Wojciech Marczewski, Poland, A+30)

1.งดงามมากๆ หนังนำเสนอชีวิตเด็กชายคนนึงในยุคที่โซเวียตพยายามาปลูกฝังแนวคิดคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์ และกดขี่ชาวโปแลนด์อย่างรุนแรง

2.ฉากที่ติดตามากๆ คือฉากที่ทางการพยายามมาปลูกฝังเด็กๆให้เกลียดชังศาสนา และมีการจัดขบวนให้เด็กๆเดินไปปะทะกับขบวนคนเดินของโบสถ์

อีกฉากที่ชอบมาก คือฉากที่รูปภาพของ Karl Marx มีน้ำไหลผ่านเหมือนน้ำตา มันเหมือนกับว่ารูปภาพของ Karl Marx ถูก treat ให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่ เพื่อมาแทนที่รูปปั้นของพระเยซูและพระแม่มารี

3.ยอมรับเลยว่า ดูแล้วไม่เข้าใจในหลายๆอย่าง เพราะหนังมันอ้างอิง context เฉพาะของ Poland เยอะมากๆ แต่เราชอบความไม่เข้าใจอะไรแบบนี้

เหมือนหนังอ้างอิงถึงบทกวี PAN TADEUSZ ด้วย เราก็เลยเสียดายที่เรายังไม่เคยดูหนังเรื่อง PAN TADEUSZ (1999, Andrzej Wajda) มาก่อน เผื่อจะได้เข้าใจอะไรในหนังเรื่องนี้มากขึ้น

4.มีบางฉากที่เราคิดว่า เป็น “ฉากความฝัน” แต่พอมาคุยกับเพื่อนๆหลังดูหนังจบ และไปอ่านเรื่องย่อ เราถึงพบว่ามันเป็นฉากความจริง ไม่ใช่ฉากความฝัน

5.ก่อนหน้านี้เคยดู WEISER (2001) ที่กำกับโดยผู้กำกับคนเดียวกัน จำได้ว่าชอบ WEISER มากๆเหมือนกัน


THE CLOCK

THE CLOCK: SPIRITS AWAKENING (2019, Leak Lyda, Cambodia, A)

ชอบการถ่ายภาพ แต่เนื้อเรื่องน่าเบื่อมากๆ

อันนี้ไม่ใช่รูปจากหนังเรื่องนี้นะ แต่เป็นรูปของ Sorn Piseth พระเอกหนังเรื่องนี้ เห็นเขาแล้วนึกถึงสมบัติ เมทะนีมากๆ

บันทึกไว้สั้นๆว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ม.ค. 2020 ได้ดูหนังที่ชอบสุดๆ 4 เรื่อง ซึ่งทั้ง 4 เรื่องน่าจะติดอันดับประจำปี

เรียงตามลำดับการดู

1. NUREYEV: LIFTING THE CURTAIN (2018, David Morris, Jacqui Morris, UK, documentary, A+30)

2. DILILI IN PARIS (2018, Michel Ocelot, France, animation, A+30)

3.KHAEK PAI KRAI MA (2019, Navin Rawanchaikul, video installation, 92min,  A+30)

รู้สึกว่ามันเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และสังคมที่สำคัญและทรงคุณค่ามากๆๆ

4. A FREE MAN (2017, Andreas Hartmann, Japan/Germany,  documentary,  A+30)

Sunday, January 12, 2020

CHHAPAAK

STAR WARS: EPISODE IX -- THE RISE OF SKYWALKER (2019, J.J. Abrams, A+15)

สรุปว่า STAR WARS ทั้ง 9 ภาคเป็นหนังที่เราไม่อินเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ก็พอดูได้ ไม่เบื่อ

ในบรรดา 9  ภาคนี้ เราชอบภาค 2  ATTACK OF THE CLONES (2002, George Lucas) มากที่สุด เพราะ Hayden Christensen นี่ทำให้เรารู้สึกเงี่ยนได้มากที่สุดแล้วล่ะ ในบรรดาตัวละครใน STAR WARS

VIOLET EVERGARDEN: ETERNITY AND THE AUTO MEMORIES DOLL (2019, Haruka Fujita, Japan, animation, A+25)

รู้สึกเหมือนตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้มันเรียบร้อยเกินไป

A BEAUTIFUL DAY IN THE NEIGHBORHOOD (2019, Marielle Heller,  A+30)

1.งดงามมากๆ ชอบตัวละครนักข่าวมากๆ นึกว่าหลุดมาจากหนังสารคดีเรื่อง THE WORK (2017, Jairus McLeary)

2.ตัวละครของ Tom  Hanks เป็นคนที่มีพลังบวกสูงมาก และเป็นพลังบวกที่ดี เพราะเขาไม่ใช่คนประเภทที่โลกสวย ชีวิตกูดีงาม เพราะฉะนั้นกูไม่เข้าใจบาดแผลในใจมึง แต่เขาเป็นคนที่มีพลังบวก และสามารถโอบรับ damaged souls ได้ด้วย

ดูตัวละครตัวนี้แล้วนึกถึงละครทีวีฝรั่งเศสที่ชอบมากๆเรื่อง LE TUTEUR ที่เป็นเรื่องของสำนักงานสังคมสงเคราะห์ที่คอยช่วยเหลือคนที่มีข้อบกพร่องต่างๆ

THE RED SHOES (1948, Michael Powell, Emeric Pressburger, UK, A+30)

ชอบ "สีสัน" ในหนังของ Michael Powell อย่างสุดๆ โดยเฉพาะในเรื่องนี้กับ BLACK NARCISSUS (1947)

GHOSTBUSTERS (1984, Ivan Reitman, A+)

หนังไม่เข้าทางเราจริงๆ

CATS (2019, Tom Hooper,.UK/USA, A+)

ทำไมหนังไม่มีพลังเลย แต่อินกับเนื้อเพลง MEMORY อย่างสุดๆ

CHHAPAAK (2020, Meghna Gulzar, India, A+30)

1.เป็นหนังเรื่องแรกที่เราได้ดูที้ focus ไปที่การทำร้ายด้วยการสาดน้ำกรด ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากของอินเดีย

ชอบสุดๆที่หนังแสดงให้เห็นทั้งปัญหาเหยียดเพศ, ชนชั้นวรรณะ, โรงพยาบาล, สื่อมวลชน, สังคม, การสมัครงาน, รัฐบาล, ศาล, การออกกฎหมาย และที่หนักมากๆคือ ปัญหาเรื่อง "ทัศนคติของ NGO" บางคน ที่ดูเหมือนต้องการให้ "คนที่พวกเขาช่วยเหลือ" มีความทุกข์ต่อไป เพราะถ้าหากคนที่พวกเขาช่วยเหลือมีความสุข มันก็อาจจะกระทบอะไรบางอย่างในใจ NGO

2. ยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่หนักหนาสาหัสทางอารมณ์สำหรับเรามากที่สุดเรื่องหนึ่งนับตั้งแต่ HAN GONG-JU (2013, Lee Su-jin, South Korea) เป็นต้นมา

3. Vikrant Massey หล่อสุดๆ



Thursday, January 09, 2020

THE MOON KILLER (2019, Yuthlert Sippapak, A+30)


THE MOON KILLER (2019, Yuthlert Sippapak, A+30)
มือปืน โลก/พระ/จัน 2

1.ทำไมฉันรู้สึกว่า มันเป็น “หนังทดลอง” 55555 คือจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่หนังทดลองหรอก แต่ปัจจัยที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆคือปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เราตามดูหนังทดลอง หรือสนใจหนังทดลอง

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า เราไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มัน “สนุก” หรือมัน “บันเทิง” เลยนะ เพราะฉะนั้นถ้าใครบอกว่าหนังเรื่องนี้มันน่าเบื่อสุดๆ เราก็เข้าใจดี 55555

2.คือความรู้สึกของเราตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ มันเหมือนกับการได้กิน “อาหารฟิวชั่น” ที่ไม่เคยกินมาก่อนน่ะ ซึ่งรสชาติมันประหลาดมากๆ ไม่เคยเจอมาก่อน กินไปครึ่งจานแรกแล้วไม่อร่อย แต่พอกินไปเรื่อยๆก็คุ้นลิ้น แล้วก็กลายเป็นว่าชอบมันมากๆ จะว่ามัน “อร่อย” ก็พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ แต่ชอบความแปลกประหลาดของมัน รู้สึกว่ามันถูกปากเรามากๆ แต่อาจจะถูกปากเราแค่คนเดียว คนอื่นๆอาจจะเกลียดรสชาติแบบนี้ก็ได้ เราไม่ประหลาดใจ

คือเรารู้สึกว่า ส่วนผสมในหนังเรื่องนี้มันประหลาดดีน่ะ มันตลก ก็ตลกแบบอ้ำๆอึ้งๆ จะบู๊ ก็ไม่บู๊ จะลุ้น ก็ไม่ลุ้น ถึงแม้ดนตรีประกอบจะลุ้นมากๆ จะดราม่า ก็ไม่สุด จะ cult ก็ไม่ “ตื่นตาตื่นใจ” หรือทำให้เรา “อ้าปากหวอ” แบบหนัง cult บางเรื่อง (ลองเปรียบเทียบกับหนังของ Seijun Suzuki หรือหนังอย่าง BIG BANG LOVE, JUVENILE A (2006, Takashi Miike ดูสิ) จะเท่แบบหนังของ Nicolas Winding Refn ก็ไม่ใช่ ถึงแม้ production design ในบางฉากจะพาไปในทางนั้น จะ “การเมือง” มันก็ไม่ได้มีความ intellectual แบบหนังการเมืองทั่วๆไป

แต่เราชอบหนังแบบนี้นี่แหละ คือหนังที่เรา “ไม่รู้จะทำอารมณ์ยังไงกับมันดี” 55555 มันเหมือนกับสาเหตุที่เราชอบดูหนังทดลองน่ะ เพราะในบางครั้งเราก็เบื่อหนัง “เล่าเรื่อง” หรือหนังที่ “พยายามพาคนดูไปสู่อารมณ์ที่ตั้งใจไว้ ตาม steps ขั้นตอน สูตรสำเร็จของ genre หนังนั้นๆ” คือหนังตลกมันก็มีสูตรของมัน หนังบู๊แบบ JOHN WICK มันก็มี “กรอบ” ของมัน หรือหนังเท่ๆมันก็มีกรอบของมัน

แต่พอ THE MOON KILLER เอาส่วนผสมของหนังหลายๆ genre หลายๆแนว มาผสมรวมกัน มันก็เลยเกิดเป็นอะไรที่แปลกใหม่ขึ้นมาสำหรับเรา และมันเหมือนช่วยทลายกรอบของหนัง genre ต่างๆไปด้วยโดยปริยาย และแม้แต่ “ตรรกะ” หรือเหตุผลในหนังเรื่อง THE MOON KILLER ก็ดูเหมือนจะพังพินาศไปด้วย ตัวละครทำเหี้ยๆห่าๆ มีพลังพิเศษอะไรก็ได้ขึ้นมาตามใจชอบ และผู้กำกับก็อาจจะรู้ตัวดีในการทำลายกฎเกณฑ์ต่างๆและตรรกะต่างๆแบบนี้  และเราก็ชอบอะไรแบบนี้ เพราะสำหรับเราแล้ว ในบางครั้งเราก็ต้องการภาพยนตร์ที่เป็น fiction ที่ไม่สนกฎเกณฑ์ตรรกะเหตุผลอะไร กูจะทำอะไรก็ได้ จะสร้างเรื่องเหี้ยห่าอะไรก็ได้ที่กูต้องการในโลกจินตนาการของกู 555

จริงๆแล้วมันก็คล้ายๆกับเหตุผลที่เราชอบ “บอดี้การ์ดหน้าหัก” มากๆน่ะ เพราะเราว่า “บอดี้การ์ดหน้าหัก” เป็นความพยายามจะผสม genre แอคชั่นกับตลกเข้าด้วยกัน แต่ผสมเข้าด้วยกันได้อย่างไม่ลงตัว อย่างไรก็ดี มีฉากนึงใน “บอดี้การ์ดหน้าหัก” ที่เราชอบมากๆ นั่นก็คือฉากของเอกชัย ศรีวิชัยที่ดูเหมือนจะเป็น musical ที่ไม่สนกฎเกณฑ์อะไรใดๆอีกต่อไป คือฉากนั้นจริงๆแล้วมันเหมือนดู “บ้าบอมากเกินไป” มันเหมือนทำให้หนังมัน “เละ” เกินไป แต่ในอีกแง่นึง มันก็เหมือนช่วยทำลายกฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง เหมือนเป็นการลองใส่ “ส่วนผสมใหม่” เข้าไปในอาหาร ซึ่งทำให้เกิดรสชาติที่แปลกประหลาดขึ้นมา

และเรารู้สึกเหมือนกับว่า THE MOON KILLER คือ “การทดลอง” ที่ไปไกลกว่า บอดี้การ์ดหน้าหัก เพราะบอดี้การ์ดหน้าหักยังเหมือนพยายามจะสร้างความบันเทิงให้คนดูอยู่ แต่ THE MOON KILLER เหมือนเลยพ้นจากความพยายามจะสร้างความบันเทิงแล้ว 555

3.คือพอเราตามดู “หนังทดลอง” เพราะต้องการความแปลกใหม่ ความไร้กฎเกณฑ์ ความไม่สนเนื้อเรื่อง ความไม่สนการเร้าอารมณ์แบบเดิมๆ บางครั้งเราก็ผิดหวังน่ะ เพราะหนังทดลองหรือหนังอาร์ตบางเรื่อง มันก็เป็นการทำตามสูตรของหนังทดลองหรือหนังอาร์ตเช่นกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดร้ายแรงอะไร เพราะส่วนใหญ่มันจะเป็นผลงานของคนที่เพิ่งเริ่มทำหนังทดลองเป็นครั้งแรกๆ ก็เลยต้องลองทำตามสิ่งที่คนอื่นๆเคยทำมาก่อน

คือบางที “หนังทดลอง” มันก็ออกมาซ้ำๆกันได้น่ะ อย่างเช่น หนังที่ถ่ายบรรยากาศเยอะๆ โดยที่ผู้กำกับไม่ได้มีความสามารถเชิงกวีที่สูงจริงๆ, ไม่ได้มีดวงตาที่เฉียบคมจริงๆ หรือไม่ได้ “มีความรู้สึกรุนแรงต่อสิ่งที่ตนเองถ่าย” จริงๆ หนังทดลองบางเรื่อง โดยเฉพาะของผู้กำกับหน้าใหม่ ก็เลยออกมากลายเป็น “หนังทดลองแบบสูตรสำเร็จ” ไป

เพราะฉะนั้น ในเมื่อหนังทดลองบางเรื่องทำให้เราเบื่อได้เช่นกัน แล้วเราจะหารสชาติแปลกใหม่ หรือ wavelength ที่แปลกใหม่ หรือการทดลองทำอะไรแปลกๆใหม่ๆได้ที่ไหน

ปรากฏว่า เราก็เจอมันจาก THE MOON KILLER นี่แหละ 555

4.ยอมรับว่า ช่วงครึ่งเรื่องแรก เหมือนเรารู้สึกเบื่อๆ และจูนไม่ค่อยติดกับหนังสักเท่าไหร่น่ะ แต่ไม่รู้ว่าทำไม พอดูไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกจูนติดกับมันเฉยเลย มันเหมือนในที่สุดสมองของเราก็จูนหาคลื่นใหม่จนตรงกับหนังเรื่องนี้ได้ในที่สุด 555

เหมือนหนังมันมีความ bleak บางอย่างด้วย เหมือนมันมีบรรยากาศของความสิ้นหวัง + ความเย็นชาบางอย่าง ที่เข้าทางเรามากๆ

5.เหมือนหนังเต็มไปด้วยการเล่า racist jokes และตบด้วยการบอกว่า ไม่มีใครตลกกับ racist jokes แบบนี้อีกแล้ว

6.แต่ไม่ค่อยชอบการ treat  ตัวละครผู้หญิงในหนัง ซึ่งเหมือนเป็นปัญหาที่เรามักรู้สึกกับหนังหลายๆเรื่องของยุทธเลิศ

7.สรุปว่า ชอบมากๆเป็นการส่วนตัว แต่คิดว่าหลายคนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้

ถ้าจะต้องฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังเรื่องไหน เราก็ขอฉายควบกับ “อำพราง” (2010, Tani Thitiprawat) ที่เหมือนเป็นหนังที่จัด genre ได้ยากมากๆเหมือนกัน

PRISON MAN

HARD TO BE A GOD (2013, Aleksey German, Russia, 177min, A+30)

1.ดูไม่รู้เรื่องเลย 555 พอดูจบแล้วก็เลยพยายามมา search หาเรื่องย่อในอินเทอร์เน็ต แล้วก็พบว่าหลายคนก็ดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน 555 ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ดูแล้วงง

2.ทึ่งกับการกำกับมากๆ ไม่รู้กำกับได้ยังไง ดูแล้วนึกถึงหนังพีเรียดที่งดงามมากๆอย่าง ANDREI RUBLEV (1966, Andrei Tarkovsky) ผสมกับหนังพีเรียดที่เน้น "ความโสโครก" อย่าง FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)

3.ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนหนังนำเสนอ "โลกยุคกลาง" (ในอีกดาวเคราะห์นึง) ที่ผู้มีอำนาจและชาวบ้านบางส่วนพยายามไล่ฆ่า/ทำลายล้าง/ประหารชีวิต ใครก็ตามที่มีหัวก้าวหน้า/กวี อะไรทำนองนี้ ซึ่งอาจจะคล้ายกับยุคกลางหรือยุคมืดของยุโรป ที่นักวิทยาศาสตร์หรือใครก็ตามที่มีหัวก้าวหน้าจะถูกจับไปประหารชีวิต

แต่ในอีกแง่นึง โลกยุคกลางในหนังเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันในหลายๆประเทศ ที่ฝ่ายคลั่งชาติ หรือฝ่ายขวาจัด พยายามทำลายล้างคนในชาติเดียวกันและผู้อพยพ ทั้งในสหรัฐ, บางประเทศในอเมริกาใต้, บางประเทศในยุโรปตะวันออก, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย

 THAI FILMS WHICH I SAW ON MONDAY, NOVEMBER 18, 2019

1.Prison Man / เกียรติพงษ์ ลงเย / 48.58 นาที A+30

ชอบสุดๆ ถือเป็นหนึ่งในหนังไทยแนว dystopia อีกเรื่องหนึ่งในปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่มีการผลิตหนังไทยแนว dystopia ออกมาเป็นจำนวนเยอะมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลจากหนังเรื่อง 10 YEARS THAILAND หรือเปล่า

มีบางส่วนของหนังเรื่องนี้ที่ทำให้นึกถึง WOMAN IN THE DUNES (1964, Hiroshi Teshigahara) แต่เราชอบ PRISON MAN มากกว่า WOMAN IN THE DUNES เพราะพระเอกของ PRISON MAN "ทำในสิ่งที่เราเองก็คงจะทำ" ในขณะที่พระเอกของ WOMAN IN THE DUNES "ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราจะทำ"

2.Puppy Love / ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ / 57.35 นาที A+30

หนังรักรันทดที่นำแสดงโดย Chulayarnnon Siriphol ชอบช่วงที่เป็นการนั่งสมาธิรำลึกอดีตชาติมากๆ

3.Periphery Village / เปรมปพันธ ผลิตผลการพิมพ์ / 9.27 นาที A+30

ชอบที่หนังเป็นการบันทึกภาพหมู่บ้านเหงาๆไปเรื่อยๆ พร้อมกับการพร่ำบ่นถึงการอยากฆ่าตัวตาย

4. A Piece of the Moon / พิชญา สุสุข / 21.40 นาที E A+25

นางเอกไปอยู่บ้านเพื่อนสาว แล้วเจอน้องชายของเพื่อนที่หล่อน่ารักมากๆ เรารักพระเอกหนังเรื่องนี้ แต่เสียดายที่นางเอกเรียบร้อยเกินไป

4.Pitubhum / พีรดนย์ อติโรจน์ / 24.23 นาที A+25

หนังการเมืองเกี่ยวกับเหตุการณ์ถังแดงที่ทำออกมาในแนว horror

5. A Peak Day / สิรวิชญ์ เอื้อครองธรรม / 18.30 นาที E  A+25

6.Pianoforte / ณัฐนันท์ สุวรรณ์ / 5.53 นาที E A+

รู้สึกว่าหนังพยายามทำซึ้งเกินไป

FROZEN II

FROZEN II (2019, Chris Buck, Jennifer Lee, animation, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
พอดูหนังเรื่องนี้ กับ MALEFICENT: MISTRESS OF EVIL (2019, Joachim Ronning) แล้วเลยทำให้เราหันมาชอบหนังดิสนีย์อย่างสุดๆเลย 555 เพราะเราชอบที่หนังดิสนีย์สองเรื่องนี้พยายามสอนเด็กๆว่า

1.อย่าเชื่อใน "ประวัติศาสตร์" เสมอไป เพราะประวัติศาสตร์หลายๆครั้งถูกเขียนโดยผู้มีอำนาจ ซึ่งสามารถพลิกขาวเป็นดำ พลิกคนดีให้กลายเป็นผู้ร้ายได้ ดังเช่นที่ราชินีอิงกริธใน MALEFICENT บิดเบือนปวศ.ให้ Maleficent กลายเป็นผู้ร้าย และดังเช่นที่อาณาจักร Arendelle ใน FROZEN II พยายามวาดภาพว่า ชนเผ่า Northuldra เป็นผู้ร้าย และพยายามวาดภาพว่ากษัตริย์ของอาณาจักรตนเองเป็นคนดีที่พยายามช่วยเหลือชนเผ่า

เราว่าอันนี้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงในโลกยุคปัจจุบันมากๆ ที่ความเชื่อเรื่อง "ชาตินิยม" ส่วนหนึ่งมันถูกปลูกฝังมาจาก "ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง" นี่แหละ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่ไม่ยอมบอกเล่าว่าคนชาติตนเองเคยทำอะไรเลวร้ายกับชาติอื่นๆบ้าง

2.อย่า "ไว้วางใจ" ปู่ย่าตายายและพ่อแม่ของตนเอง เพราะคนที่ร้ายที่สุดก็คือแม่พระเอกใน MALEFICENT 2 และปู่ของนางเอกใน FROZEN II 555555

Wednesday, January 08, 2020

3 DEC – 9 DEC 1989



อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 49
3 DEC – 9 DEC 1989

1. WITH EVERY BEAT OF MY HEART – Taylor Dayne  https://www.youtube.com/watch?v=LLqavsL003Q

2. NEVER TOO LATE – Kylie Minogue (New Entry)

3. NIJI WO MITAKAI – Misato Watanabe (New Entry)

4.DRIVE ON – Brother Beyond (New Entry)

5. PUMP UP THE JAM – Technotronic featuring Felly
          
6. THE ARMS OF ORION – Prince with Sheena Easton (New Entry)

7. DON’T SHUT ME OUT – Kevin Paige (New Entry)

8. CALL IT LOVE – Poco (New Entry)

9. THE SUN RISING – The Beloved (New Entry)

10. SWEET SURRENDER – Wet Wet Wet (New Entry)

11. I LOVE THE BASS – Bardeux (New Entry)

12. 7TH BIRD  AI NI KOI – Minako Honda (New Entry)

13. TWO TO MAKE IT RIGHT – Seduction (New Entry)

14. I WANT YOU – Shana (New Entry)

15. OVER AND OVER – Pajama Party (New Entry)