Tuesday, November 25, 2014

SWAN LAKE REVISITED (2014, A+25)

SWAN LAKE REVISITED (2014, performed by Rhythmosaic Dance Company, choreographed by Ronnie Shambik Ghose, A+25)

อีหงส์ดำ วิทยายุทธมึงสูงมาก 555

เวลาคนอินเดียเต้นในความเร็วสูงนี่มันน่าตื่นตะลึงจริงๆ ในการแสดงนี้มีบางช่วงที่หงส์ดำต้องร่ายรำในความเร็วที่สูงมาก และเราก็ชอบอะไรแบบนี้มากๆ

เวลาดูหนังอินเดีย แล้วมันมีฉากที่ต้องเต้นแบบไฮสปีด เรามักจะชอบฉากนั้นมากๆ อย่างเช่นในหนังเรื่อง GUIDE (1965, Vijay Anand)

ดู SWAN LAKE REVISITED แล้ว อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง “BLACK SWAN ปะทะนางพญางูขาว” 555


BITTERSWEET CHOCOLATE (2014, Oompon Kitikamara, A-/B+)

BITTERSWEET CHOCOLATE (2014, Oompon Kitikamara, A-/B+)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
ถ้าเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร เราก็รู้สึกว่าเราชอบมันที่รสชาติมันประหลาดดี แต่มันไม่อร่อยน่ะ 555 คือถ้ามันประหลาดแล้วอร่อยถูกปากเรามันก็จะดีมากๆเลยนะ แต่นี่มันเหมือนเป็นการทดลองทำอะไรแปลกๆที่ออกมาแล้วยังไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไหร่ หรืออย่างน้อยก็ออกมายังไม่เข้าทางเราสักเท่าไหร่

นอกจากความประหลาดแล้ว อีกส่วนที่ชอบก็คือช่วงท้ายเรื่อง 555 คือเราไม่ได้สนใจเรื่องยาเสพติดน่ะ และเราก็ว่าความสัมพันธ์แม่-ลูกในหนังเรื่องนี้มันนำเสนอออกมาได้ประหลาด แต่ไม่กระทบอารมณ์ความรู้สึกเรายังไงไม่รู้ แต่เราชอบความสัมพันธ์เกย์แบบ sadist-masochist ในช่วงท้ายเรื่อง คือหนังเรื่องนี้มันจะเข้าทางเรา ถ้าหากมันเป็นหนังเกย์ไปเลย โดยเน้นนำเสนอความรักทรมานระหว่างเกย์ขายตัวกับเกย์แมงดา แล้วทำอารมณ์ออกมาให้ได้หื่นๆ+ feel bad หน่อยๆแบบหนังบางเรื่องของ Pier Paolo Pasolini




Sunday, November 23, 2014

VACLAV HAVEL – LIVING IN FREEDOM (2014, Andrea Sedláčková, Czech, documentary, A+20)

VACLAV HAVEL – LIVING IN FREEDOM (2014, Andrea Sedláčková, Czech, documentary, A+20)

รู้สึกว่าประวัติชีวิตของ Havel น่าสนใจสุดๆ แต่เรารู้สึกว่าหนังเล่าเรื่องเร็วไปหน่อย และเราก็เคยดูหนังสารคดีเรื่อง CITIZEN HAVEL (2008, Miroslave Janek + Pavel Koutecký) มาแล้ว มันก็เลยเกิดการเปรียบเทียบกัน และเราว่า CITIZEN HAVEL ปฏิบัติต่อตัว subject ได้น่าสนใจกว่า คือมันทำให้ Havel ดูเป็นมนุษย์มากกว่า ในขณะที่ VACLAV HAVEL – LIVING IN FREEDOM มันดูเหมือนเป็นหนังที่เน้นการให้ข้อมูล และเชิดชูตัว Havel มากพอสมควร



Friday, November 21, 2014

MAGIC IN THE MOONLIGHT (2014, Woody Allen, A+10)

MAGIC IN THE MOONLIGHT (2014, Woody Allen, A+10)

เหมือนหนังหลายๆเรื่องของ Woody Allen ในแง่ที่ว่า เราชอบมากๆ และไม่เคยผิดหวังกับหนังของเขา แต่เราไม่ได้ชอบสุดๆ

ชอบประเด็นบางประเด็นในหนังเรื่องนี้มากๆ แต่พอถึงตอนจบแล้วรู้สึกว่าอารมณ์มันไม่พีคมากเท่าที่ควร

ตอนที่ดูจะรู้สึกเปรียบเทียบกับ ECCENTRICITIES OF A BLONDE HAIRED GIRL (2009, Manoel de Oliveira, Portugal) ในแง่ที่ว่า มันดูเหมือนเป็นหนังง่ายๆของผู้กำกับวัยชราเหมือนกัน เป็นหนังที่ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก และมีเสน่ห์แบบโบราณๆ เหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประหลาดดี และเสน่ห์แบบโบราณๆนี่แหละคือสิ่งที่เราชอบมากในหนังทั้งสองเรื่องนี้ แต่เราจะชอบ ECCENTRICITIES OF A BLONDE HAIRED GIRL มากกว่า ในแง่ที่ว่า เราว่าตัวละครในหนังของโอลิเวรา มันมีความลึกลับและมี “ความไม่สามารถอธิบายได้” มากกว่าตัวละครในหนังของอัลเลน คือในขณะที่ MAGIC IN THE MOONLIGHT บอกว่าความรักไม่มีเหตุผล แต่มนุษย์ในหนังมันกลับดูขาดเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหายังไงไม่รู้ ยกเว้นเพียงแค่ตัวละครของ Eileen Atkins เท่านั้นที่ดูเป็นมนุษย์ที่น่าค้นหามากที่สุดสำหรับเรา อย่างไรก็ดี ในหนังของโอลิเวรานี่แหละ ที่เราจะได้พบกับ “ความไม่มีเหตุผล” ของมนุษย์หรือของชะตาชีวิตจริงๆ

(แต่ก็มีหนังบางเรื่องของ Woody Allen ที่เราชอบแบบสุดขีดคลั่งนะ ซึ่งได้แก่เรื่อง SEPTEMBER (1987) กับ ANOTHER WOMAN (1988))


Wednesday, November 19, 2014

FAVORITE QUOTE FROM "GOODBYE TO LANGUAGE 3D"

Favorite Quote: “กูมาที่นี่เพื่อบอกมึงว่าไม่ และเพื่อที่จะตาย”

“I am here to tell you no, and to die.”
 – from the film GOODBYE TO LANGUAGE 3D (2014, Jean-Luc Godard, A+30)


อย่าถามเรานะว่าประโยคนี้มีความหมายอะไรตอนที่มันอยู่ในหนังเรื่องนี้ เพราะเราก็ไม่เข้าใจมันเหมือนกัน เราจำได้แต่ว่าตัวละครผู้หญิงในเรื่องพูดประโยคนี้ประมาณสองรอบกับตัวละครผู้ชาย (ถ้าจำไม่ผิด) และมันเป็นประโยคที่ทรงพลังมากๆสำหรับเรา ถึงแม้เราจะไม่รู้ว่าโกดาร์ดตั้งใจจะให้ประโยคนี้มีความหมายจริงๆว่าอย่างไรก็ตาม

LOVE, ROSIE (2014, Christian Ditter, A+15)


LOVE, ROSIE (2014, Christian Ditter, A+15)

มีเพื่อนบางคนสงสัยว่าทำไมเราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร เราก็เลยจดบันทึกความรู้สึกของตัวเองไว้เล็กน้อยดีกว่า

SPOILERS ALERT

--
--
--
--
--

1.จริงๆแล้วเราเกือบชอบหนังเรื่องนี้ถึงระดับ A+30 แล้วด้วยซ้ำ เพราะเราดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงกับฉากบนดาดฟ้าที่พระเอกพูดกับนางเอกเรื่องที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะหาอะไรบางอย่างมาทดแทนนางเอก คือเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจุดนี้ของหนังถึงทำให้เราร้องไห้อย่างรุนแรง เราไม่เข้าใจว่า “ทำไม” มันโดนเรามากๆ เรารู้แต่ว่ามันโดนเรามากๆ

แต่เรารู้สึกว่าการร้องไห้ของเราในฉากนี้มันคล้ายๆกับความรู้สึกที่เราเคยมีกับหนังเรื่อง DÉJÀ VU (1997, Henry Jaglom, A+30) น่ะ คือในหนังเรื่อง DEJA VU (1997) มันจะมีช่วงนึงที่ตัวละครคุยกันเรื่อง “ประสบการณ์การได้เจอกับใครสักคนเป็นเวลาสั้นๆ แต่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี เราก็ยังคงลืมคนที่เราเจอเป็นเวลาสั้นๆนั้นไม่ได้” อย่างเช่นหญิงสาวคนนึงไปเที่ยวลอนดอน แล้วเจอกับชายหนุ่มคนนึงเป็นเวลาหนึ่งวัน แต่หลังจากนั้นผ่านไปหลายสิบปี หญิงสาวคนนั้นแก่ชราแล้ว แต่เธอกลับพบว่า เธอยังคงคิดถึงชายหนุ่มที่เธอเจอคนนั้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ถึงแม้เธอได้เจอเขาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นในชีวิต

จริงๆแล้วประสบการณ์ของตัวละครใน DEJA VU กับใน LOVE, ROSIE มันต่างกันมากนะ แต่เราอินกับอะไรแบบนี้มากๆ มันเป็นตัวละครที่มี “ช่องว่างที่ถมไม่เต็ม” อยู่ในใจตลอดทั้งชีวิตน่ะ และช่องว่างนั้นมันเกิดจากความรักความผูกพันกับใครบางคน และตัวละครก็ต้องใช้เวลาที่เหลือตลอดชีวิตพยายามถมช่องว่างในใจตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ มันเหมือนกับว่า “ความทรงจำ” ที่มีต่อช่วงเวลาดีๆกับคนๆนั้นมันเป็นทั้ง “สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ” และ “สิ่งที่กัดกร่อนจิตวิญญาณ” ไปด้วยในขณะเดียวกัน

2. แต่สาเหตุที่เราไม่ชอบถึงระดับ A+30 ก็เป็นเพราะว่าตอนจบมัน happy ending มากเกินไปสำหรับเราน่ะ คือถ้าหากมันจบแบบพลัดพรากกันไปตลอดชีวิตเลย เราต้องให้ A+30 แน่ๆ

3.อีกสาเหตุที่ทำให้เราชอบ LOVE, ROSIE มากๆ เพราะเราชอบหนังเกี่ยวกับคนที่ “จังหวะเวลาในชีวิตไม่ตรงกัน” น่ะ อย่างเช่นหนังเรื่อง DEJA VU, INNOCENCE (2000, Paul Cox, Australia, A+30) และ TWO ENGLISH GIRLS (1971, François Truffaut, A+30) โดยในหนังสามเรื่องนี้ มันจะมีตัวละครบางตัวที่รักกัน แต่เหมือนจังหวะอะไรบางอย่างในชีวิตมันไม่เอื้ออำนวย มันก็เลยครองรัก แต่งงานกันไม่ได้ในทันที และไอ้จังหวะชีวิตที่มันเหมือนจะคลาดเคลื่อนเพียงแค่เล็กน้อยนี่แหละ พอไปๆมาๆ มันก็ไม่ได้คลาดเคลื่อนเพียงแค่เล็กน้อย ตัวละครอาจจะคิดในตอนแรกว่า “เดี๋ยวอีกปีนึงก็ได้เจอกัน” แต่พอผ่านไปปีนึง ชะตาชีวิตก็กลับทำให้ตัวละครพลัดพรากจากกันไปเรื่อยๆ จนในที่สุดตัวละครก็อาจจะพลาดกันไปเลยตลอดทั้งชีวิต

เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมเราอินกับประเด็นนี้มากๆ แต่เราชอบหนังสามเรื่องข้างต้นและ LOVE, ROSIE เพราะประเด็นนี้แหละ

4.อีกอย่างที่ทำให้เรารู้สึกชอบหนังเรื่องนี้เป็นเพราะเราไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับนางเอกด้วยมั้ง คือเรารู้สึกถูกโฉลกกับนางเอกมากพอสมควร เราอาจจะไม่ได้อินกับเธออย่างรุนแรง แต่ก็ถูกโฉลกกับตัวละครตัวนี้ในระดับนึง ฉากที่ทำให้เรารู้สึกอินมากที่สุดกับตัวนางเอกคือฉากที่เธอรู้สึกเงี่ยนตอนเห็น Greg (Christian Cooke) ถอดเสื้อที่ชายหาด 555

5.หนังมีจุดที่เราไม่ชอบหลายจุดนะ แต่โดยรวมๆแล้วจุดที่เราไม่ชอบในหนังเรื่องนี้มันไม่ได้ทำให้เราเป็นทุกข์มากนัก คือมันไม่ได้โดนจุดอ่อนของเราเป็นการส่วนตัวน่ะ คือหนังห่วยหลายเรื่องเราอาจจะชอบมันมากๆก็ได้ ถ้าหากมันไม่มีอะไรที่โดนจุดอ่อนของเรา แต่หนังดีหลายเรื่องเราอาจจะไม่ชอบมันก็ได้ ถ้าหากมันมีอะไรที่โดนจุดอ่อนของเรา (อย่างเช่น WE OWN THE NIGHT ของ James Gray และ SWAY ของ Miwa Nishikawa ที่เราไม่ชอบ เพราะเราเกลียดหนังเกี่ยวกับพี่ชายน้องชายแบบนี้ ถึงแม้มันจะเป็นหนังดีก็ตาม)

จุดที่เราไม่ชอบมากๆใน LOVE, ROSIE ก็คือการหาทางออกอย่างง่ายๆในการขจัดเมียคนแรกของพระเอกและผัวคนแรกของนางเอกออกไปจากเส้นทางชีวิตรักของทั้งสองน่ะ คือมันดูยัดเยียดมากๆในการสร้างตัวละครเมียคนแรกของพระเอกให้เป็นคนที่มีข้อเสียชัดเจน นั่นก็คือ “รักความสมบูรณ์แบบ” และ “มีชู้” และในการสร้างข้อเสียให้ Greg ด้วยการเป็นคนขี้หึงและมีชู้ คือมันดูง่ายเกินไปยังไงไม่รู้ในการหาทางขจัดตัวละครสองตัวนี้ออกไป

6.จริงๆแล้วอีกสาเหตุนึงที่ทำให้เราชอบ LOVE, ROSIE กับ BEFORE I GO TO SLEEP เป็นเพราะว่า เรารู้สึกว่าหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนเป็นหนังพาฝันสำหรับเด็กหญิงวัย 12 ( LOVE, ROSIE) และแม่บ้านวัย 40 (BEFORE I GO TO SLEEP) น่ะ คือพล็อตหนังสองเรื่องนี้ มันสามารถทำเป็น made- for-tv movie เพื่อจับตลาดคนดูกลุ่มผู้หญิงอารมณ์เปลี่ยวได้สบายๆเลย เพียงแต่ว่าหนังสองเรื่องนี้มันมีโปรดักชั่นดีหน่อย และเลือกใช้ดาราที่เล่นดีหน่อย แทนที่จะใช้ดาราเกรดบี มันก็เลยกลายเป็นหนังเข้าโรงที่ดูดีประมาณนึง ทั้งๆที่โดยตัวพล็อตเรื่องแล้ว มันเอื้อต่อการเป็นหนังฉายทางทีวีมากๆ

คือเรารู้สึกว่า LOVE, ROSIE มันตอบสนองความเป็นเด็กหญิงวัย 12 ที่อยู่ในตัวเราน่ะ เด็กหญิงที่จินตนาการว่าโตขึ้นอยากมีเพื่อนชายหล่อๆ และมีผัวหล่อๆ อยู่ในโลกสวยๆสะอาดๆอะไรทำนองนี้ และยิ่งมีผัวหล่อสองคนยิ่งดีใหญ่ ซึ่งในจินตนาการแบบนี้ เราจะไม่ได้เห็น “ความยากลำบากในชีวิตการเป็นหมอ” ของพระเอกเลย ซึ่งอันนี้ก็เป็นจุดนึงที่เราไม่ชอบในหนัง แต่ในแง่นึง เราก็ให้อภัยมันได้ในระดับนึง เพราะเรามองว่ามันเป็นหนังพาฝันสำหรับเด็กหญิงวัย 12 ก็เลยไม่ต้องแสดงความสมจริงอะไรในชีวิตพระเอกมากนัก มันเหมือนกับการดูหนังจีนกำลังภายในน่ะ คือเวลาเราดูหนังจีนกำลังภายใน เราจะไม่ตั้งคำถามว่า “ตัวละครทำมาหากินอะไร เอาเงินมาจากไหน” น่ะ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูหนังพาฝันสำหรับเด็กหญิงวัย 12 เราก็เลยไม่ซีเรียสมากนักกับการที่หนังไม่ได้จริงจังกับ “อาชีพของพระเอก” แต่ถ้าหากหนังมันจริงจังกับจุดนี้ เราก็คงชอบหนังเพิ่มขึ้นมาก

อันนี้เป็นรูปของ Christian Cooke หนึ่งในนักแสดงใน LOVE, ROSIE





BANGKOK THEATRE FESTIVAL 2014

STAGE PLAYS I SAW IN THE BANGKOK THEATRE FESTIVAL 2014
1.THE TWELVE SISTERS: EPISODE -- THE HERMIT CHANGES THE MESSAGE (2014, Pradit Prasartthong, stage play, A+30)
นางสิบสอง ตอน ฤาษีแปลงสาส์น
2.SATAPANA CHAPTER 2: ICEBERG (2014, Teerawat Mulvilai, stage play, A+30)
3.GIRL X (2014, Saguru Yamamoto, stage play, A+25)
4.ZONE (2014, Thanapon Accawatanyu, stage play, A+25)
5.LA DIVINA: MARIA CALLAS'LAST INTERVIEW (2014, Mariangela Chatzistamatiou, stage play, A+25)
6.PUPPY LOVE (2014, Taywan Siripattanakullathorn, stage play, A+25)
7.GOODBYE MY LOVE (2014, Nikorn Sae Tang, stage play, A+25)
8.PIECES OF THE SOUL (2014, stage play, A+20)
9.THE DEATH OF SCIENTIST (2014, Rattapong pinyosopon, stage play, A+20)
10.VIRGINIAN: THE BODY OF MICKEY MOUSE (2014, Gandhi Wasuvitchayagit, Pariya Wongrabiab, Farida Jiraphan, Neelacha Fuengfookiat, stage play, A+15)
11.TING ติ่ง (2014, Kwin Bhichitkul, stage play, A+10)
12.LOOP (2014, pichai ketrit, stage play, A)
Favorite Actor: Pathavee Thepkraiwan from PIECES OF THE SOUL

Monday, November 17, 2014

FAVORITE SONGS IN FILMS

FAVORITE SONGS IN FILMS
This list is made for Kr Mer
1.GIVE MY YOUR HEART by Denette Hoover and Sherwood Ball in ALWAYS (1989, Steven Spielberg)
2.SIXTEEN GOING ON SEVENTEEN in BEAUTIFUL THING (1996, Hettie Macdonald)
3.IT CAN’T RAIN ALL THE TIME by Jane Siberry in THE CROW (1994, Alex Proyas)
http://www.youtube.com/watch?v=93LGdOKSvMU
4.EVERY TIME WE SAY GOODBYE by Annie Lennox in EDWARD II (1991, Derek Jarman)
http://www.youtube.com/watch?v=q_efac2Ajkc
5.SPEAK MY LANGUAGE by Laurie Anderson in FALLEN ANGELS (1995, Wong Kar Wai)
http://www.youtube.com/watch?v=BXIEbinOJjw
6.The Chinese opera song in FREAK ORLANDO (1981, Ulrike Ottinger, West Germany)
7.The song that three women sings in THE IMAGE OF DORIAN GRAY IN THE YELLOW PRESS (1984, Ulrike Ottinger, West Germany)
8.LICENCE TO KILL by Gladys Knight in LICENCE TO KILL (1989, John Glen)
http://www.youtube.com/watch?v=Pw8_LTu07Jo
9.A MAN AND A WOMAN by Francis Lai in A MAN AND A WOMAN (1966, Claude Lelouch)
http://www.youtube.com/watch?v=3UYTLIdjSyc
10.ON EARTH AS IT IS IN HEAVEN by Ennio Morricone in THE MISSION (1986, Roland Joffé)
http://www.youtube.com/watch?v=nye62rh7aaQ
11.LLORANDO by Rebekah Del Rio in MULHOLLAND DRIVE (2001, David Lynch)
http://www.youtube.com/watch?v=xrC3Bf-CvHU
12.RAKUEN NO DOOR by Yoko Minamino in SUKEBAN DEKA (1987, Hideo Tanaka)
http://www.youtube.com/watch?v=1DWiHviqSHg
13.The song that Nina Hagen sings in TICKET OF NO RETURN (1979, Ulrike Ottinger, West Germany)
14.IT MIGHT BE YOU by Stephen Bishop in TOOTSIE (1982, Sydney Pollack)
http://www.youtube.com/watch?v=cJO22cegxBs
15.SUMMER KISSES, WINTER TEARS by Julee Cruise in UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders)
http://www.youtube.com/watch?v=Jq7TzPEiHaI
IMAGINARY FILM SOUNDTRACK: อยากให้มีหนังที่นำแสดงโดยเมอฤดี และใช้เพลงประกอบเป็นเพลง HEART FAILED IN THE BACK OF A TAXI by Saint Etienne
http://www.youtube.com/watch?v=Pq3Oqp1Ub_g

Sunday, November 16, 2014

THE TWELVE SISTERS: EPISODE -- THE HERMIT CHANGES THE MESSAGE (2014, Pradit Prasartthong, stage play, A+30)

THE TWELVE SISTERS: EPISODE --  THE HERMIT CHANGES THE MESSAGE (2014, Pradit Prasartthong, stage play, A+30)
นางสิบสอง ตอน ฤาษีแปลงสาส์น

ความรู้สึกที่มีต่อละครเวทีเรื่องนี้

1.ชอบการด่าเทวดาและการด่าพ่อของพระรถเสนในละครเรื่องนี้

2.สิ่งที่เราชอบสุดๆในละครเรื่องนี้ก็คือ มันเหมือนกับว่าละครเรื่องนี้มันสามารถหาจุดที่มาบรรจบกันระหว่าง “พจน์ อานนท์ กับ Bertolt Brecht” หรือระหว่าง “การแสดงตลกคาเฟ่ กับหนังของ Alexander Kluge” ได้น่ะ คือมันอาจจะไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับ Brecht หรือ Kluge ได้เป๊ะๆหรอกนะ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราจินตนาการไปถึงจุดที่มันบรรจบกันได้

คือโดยปกติแล้ว เราจะชอบหนังที่เป็นมากกว่า “เรื่องที่มันเล่า” น่ะ คือหนังโดยทั่วๆไปมันจะเล่าเรื่องราวเป็นเส้นตรง เหตุการณ์เกิดขึ้น 1, 2, 3, 4 เรียงตามลำดับกันไป และหนังก็จะทำเหมือนกับว่าทุกอย่างในหนังเกิดขึ้นจริงในจักรวาลของมัน

แต่เราจะชอบหนังที่เป็นมากกว่านั้น คือหนังบางเรื่อง มันอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องราวเป็นเส้นตรง แต่มันจะเฉไฉไปหาอะไรที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันด้วย อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge ที่โครงสร้างอาจจะไม่ได้เป็น 1, 2, 3, 4, 5 แต่เป็น 1, Œ, 5, Þ, 23 แต่การที่เนื้อหาในแต่ละส่วนมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง มันกลับกระตุ้นความคิดของผู้ชมอย่างมากๆ

หนังบางเรื่องที่เราชอบมาก ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “เรื่องที่เล่า” แต่ไปให้ความสำคัญกับ “วิธีการเล่าเรื่อง” หรืออะไรอื่นๆแทน อย่างเช่น HAUNTED HOUSES (2001, Apichatpong Weerasethakul, 60 min) และ  THE LIVING WORLD (2003, Eugène Green) คือเวลาที่เราดูหนังประเภทนี้ เราจะไม่ได้อินไปกับตัวละครและสถานการณ์ที่ตัวละครเผชิญ เพราะเราจะรู้ตัวตลอดเวลาว่าเราดูหนังอยู่ เราดูโลกสมมติ โลกติ๊ต่างอยู่ ตัวละครใน HAUNTED HOUSES ชี้ไปที่รถซาเล้ง แล้วบอกว่านั่นเป็นรถเบนซ์หรูหรา แล้วก็ treat มันเหมือนรถเบนซ์หรูหรา ตัวละครใน THE LIVING WORLD ชี้ไปที่หมา แล้วบอกว่ามันเป็นสิงโต แล้วก็ treat มันเป็นสิงโต คนดูหนังประเภทนี้ จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “เรื่องที่เล่า” แต่ไปสนใจกับ “วิธีการเล่าเรื่อง” แทน มนต์ของการรู้สึกอินไปกับหนังหรือตัวละครถูกทำลาย คนดูรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังดูโลกติ๊ต่างอยู่

ทีนี้เรากลับมาที่ตลกคาเฟ่ ซึ่งโดยปกติแล้วหลายๆคนอาจจะมองว่ามันเป็นอะไรที่ต่ำกว่าหนังอาร์ท แต่จริงๆแล้วมันมีโครงสร้างอะไรบางอย่างที่น่าสนใจในตลกคาเฟ่ นั่นก็คือว่า ในการแสดงตลกคาเฟ่บางครั้ง นักแสดงจะพยายามเล่าเรื่อง แต่แทนที่เขาจะเล่าเรื่องราว 1 2 3  4 5 ได้อย่างราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ เขากลับถูกขัดจังหวะในการเล่าเรื่องตลอดเวลาจากนักแสดงตลกคนอื่นๆ อย่างเช่น พอเขาเล่าฉาก 1 จบ เขาก็จะถูกขัดจังหวะ ถูกเพื่อนนักแสดงเอาฉาบมาตีตัว โครงสร้างของการเล่าเรื่องในตลกคาเฟ่ ก็เลยเหมือนเป็น 1 ฮิฮิ 2 ฮิฮิ 3 ฮิฮิ 4 ฮิฮิ อะไรอย่างนี้แทน การเล่าเรื่องถูกขัดจังหวะตลอดเวลา เรื่องที่เล่ากลายเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญเท่ากับการเฉไฉออกนอกเรื่อง

ดังนั้นถ้าเราดูให้ดี เราอาจจะพบว่าโครงสร้างของหนังอาร์ทบางเรื่อง กับโครงสร้างของตลกคาเฟ่ มันมีอะไรบางอย่างที่อาจจะนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ หนังของ Kluge ก็ดูเหมือนจะเฉไฉออกนอกเรื่องตลอดเวลา (แต่มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นความคิดผู้ชม) ตลกคาเฟ่ก็ดูเหมือนจะเฉไฉออกนอกเรื่องตลอดเวลา (แต่มีจุดประสงค์เพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู) หนังอาร์ทบางเรื่องพยายามทำให้คนดูรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าดูหนัง คนที่ดูตลกคาเฟ่หรือมหรสพบางประเภทของไทย ก็รู้ตัวตลอดเวลาว่าดูการแสดงอยู่ และไม่ได้เรียกร้อง “ความสมจริง” หรือ “ความอินไปกับตัวละคร” จากการแสดงหรือมหรสพนั้น แต่ในบางครั้งพวกเขากลับเรียกร้อง “ความไม่สมจริง” ต่างหาก โดยความไม่สมจริงในหนังอาร์ทอาจจะต้องการกระตุ้นความคิดบางอย่าง ในขณะที่ความไม่สมจริงในตลกคาเฟ่ (อย่างเช่นการเอานักแสดงหน้าเหียกมาเล่นเป็นเจ้าหญิงแสนสวย) อาจจะต้องการเรียกเสียงหัวเราะจากคนดู

เพราะฉะนั้นพอเราดู ฤาษีแปลงสาส์น เราก็เลยชอบสุดๆ เพราะเรารู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้เหมือนกับหาจุดที่เชื่อมโยงกันได้ระหว่างหนังอาร์ทบางประเภทกับตลกคาเฟ่ เพราะในละครเวทีเรื่องนี้ เรื่องที่เล่าจะถูกขัดจังหวะตลอดเวลาด้วย

1.การเล่นตลกโปกฮานอกเรื่อง
2.การเล่นตลกแบบไร้สติ อย่างเช่นการที่ตัวละครคุยกันอยู่ดีๆ แล้วก็พูดย้ำไปย้ำมา แล้วก็เต้นกันอย่างสุดเหวี่ยง ซึ่งมันมีลักษณะไร้สติ ไร้เหตุผลมากๆ ก่อนที่จะกลับมาเข้าเรื่องต่อ ซึ่งเราว่าอารมณ์ตลกแบบนี้มันจะต่างจากข้อหนึ่ง แต่เราบรรยายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าเราชอบ “มุกตลกแบบที่จงใจเขียนไว้ดีแล้ว” น้อยกว่า “มุกตลกแบบเสียสติ, ไร้เหตุผลไปเลย” น่ะ
3.การทำให้ผู้ชมรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าดูการแสดงอยู่
4.การขอเงินจากคนดู
5.การเน้นย้ำความแตกต่างระหว่างสมัยอดีตกับสมัยปัจจุบัน (จุดนี้ทำให้นึกถึงหนังเทพนิยายฝรั่งเศสเรื่อง DONKEY SKIN ของ Jacques Demy ที่มีฉาก “นางฟ้านั่งเฮลิคอปเตอร์”)
6.การวิเคราะห์โครงสร้างวรรณกรรมไทย คือแทนที่ตัวละครจะเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงแหนว ตัวละครใน “นางสิบสอง” กลับพูดคุยกันถึงนางวันทอง, นางโมราในจันทโครพ, สังข์ทอง, รามเกียรติ์ด้วย
7.การสะท้อนสภาพสังคมการเมือง


สรุปว่าเราชอบละครเวทีเรื่องนี้อย่างสุดๆจ้ะ เพราะแทนที่มันจะเล่าเรื่องนางสิบสองเป็นเส้นตรง การเล่าเรื่องในละครเวทีเรื่องนี้ กลับถูกขัดจังหวะตลอดเวลา ด้วยการแสดงตลกโปกฮา, ตลกเสียสติ และการกระตุ้นให้ผู้ชมได้คิดวิเคราะห์ทั้งเรื่องโครงสร้างวรรณกรรมไทย และสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน

Saturday, November 15, 2014

PIECES OF THE SOUL (2014, stage play, A+20)

PIECES OF THE SOUL (2014, stage play, A+20)

การแสดงอันนี้แบ่งเป็นช่วงๆ ความรู้สึกที่เรามีต่อแต่ละช่วงเป็นดังนี้

--PIECES ช่วงเปิดเรื่อง ชอบมาก ขลังมาก หลอนมาก

--ESCAPE ของ กนกวรรณ หิรัญวัฒนพันธุ์ อันนี้เรารู้สึกเฉยๆ ประมาณ A-

--ENTRANCE ของอาริยา เทพรังสิมันกุล อันนี้เราก็รู้สึกเฉยๆ ประมาณ A-

--QUEEN ของปัถวี เทพไกรวัล อันนี้เราชอบสุดๆในระดับ A+30 ดูแล้วนึกว่าการจุติขึ้นมาบนโลกมนุษย์อีกครั้งของ Magdalena Montezuma

Magdalena Montezuma เป็นนักแสดงหญิงชาวเยอรมันที่เหมือนกะเทยมากๆ เธอชอบเล่นหนังเฮี้ยนๆให้ Werner Schroeter ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังที่เราชอบมากที่สุดในชีวิต คือเราว่าดาราหญิงชาวเยอรมันคนนี้มีพลังความเฮี้ยนบางอย่างอยู่ในตัวน่ะ และพอเธอตายไปในปี 1984 ก็หาใครที่เฮี้ยนแบบเธอไม่ได้อีก พอเราได้มาเห็นอะไรที่เฮี้ยนๆ มีทั้งความหลอน ความ queer ความสง่า และพลังบางอย่างที่มันเหนือคำบรรยายใน QUEEN เราก็เลยนึกถึงดาราหญิงเยอรมันคนนี้ขึ้นมา

ชอบชุดของนักแสดงใน QUEEN มากๆด้วย คือ function ของชุดนี้ทำไมมันเยอะมาก ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นกระสอบใส่ศพมนุษย์ หรืออะไรทำนองนี้ แล้วจากกระสอบ มันก็กลายเป็นชุดแบบพระแม่มารี แล้วก็กลายเป็นชุดเกาะอก แล้วก็กลายเป็นชุดราตรีเริงระบำ คือกราบคนออกแบบชุดและคนตัดชุดนี้จริงๆ

การแสดงแบบใน QUEEN ยังเป็นการแสดงแบบที่เราชอบที่สุดด้วย คือเรารู้สึกว่า แค่นักแสดงกระดิกนิ้ว มันก็ทรงพลังมากๆแล้วสำหรับเรา คือเรารู้สึกว่าการเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อยใน QUEEN มันก็กระทบเราอย่างมากๆน่ะ โดยที่นักแสดงไม่ต้องหกคะเมนตีลังกาหรืออะไร

สรุปว่า QUEEN เป็นหนึ่งในการแสดงที่ชอบที่สุดในปีนี้จ้ะ มันเฮี้ยนมากๆ ทรงพลังมากๆ สง่ามากๆ และเจิดจรัสสุดๆสำหรับเรา

--KING ของอรรถพล เกตุนวม ชอบประมาณ A+15 ชอบประเด็นของมัน

--TWINS ของณิชา รอดอนันต์ และเทรนท์ ฤกษ์สังเกตุ ชอบประมาณ A+10 เราว่าการเคลื่อนไหว ท่วงท่า ลีลาของสองคนนี้ดูเพลิดเพลินดี ดูลีลาของสองคนนี้แล้วทำให้นึกถึงมิวสิควิดีโอ RUNNING UP THAT HILL ของ Kate Bush ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม


--OVER THE RAINBOW ฉากจบ ชอบมากๆ เป็นการจบได้น่าประทับใจมาก

TING (2014, Kwin Bhichitkul, stage play, A+10)

TING ติ่ง (2014, Kwin Bhichitkul, stage play, A+10)

ชอบช่วงแรกๆของเรื่องมากเลยนะ คือมันเหมือนเป็นการผจญภัยเจออะไรเหี้ยๆห่าๆไปเรื่อยๆน่ะ ซึ่งมันสนุกมากๆสำหรับเรา และมันดูเหมือนเป็นอะไรที่ไร้ขอบเขตดีด้วย คือช่วงแรกๆของเรื่องนี้ เราดูแล้วจะนึกถึงความสนุกตอนอ่าน GULLIVER’S TRAVELS (1726, Jonathan Swift) หรือตอนดูหนังอย่าง FANDO AND LIS (1968, Alejandro Jodorowsky, A+30) น่ะ คือมันเป็นการเดินทางไปในโลกที่เซอร์เรียลสุดๆ เจอแต่อะไรที่เฮี้ยนๆ บ้าบอคอแตกไปเรื่อยๆ

แต่พอเข้าช่วงครึ่งหลังของเรื่อง ตั้งแต่เข้าหมู่บ้านใหม่เป็นต้นไป เราก็รู้สึกว่าละครมันพยายามจะสะท้อนประเด็นอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งเราอาจจะไม่เห็นด้วยกับประเด็นนั้นสักเท่าไหร่ เราก็เลยรู้สึกว่าความสนุกมันหายไปเยอะมากสำหรับเรา คือความรู้สึกที่ “ไร้ขอบเขต” ในช่วงครึ่งแรกของเรื่องมันหายไปเลย มันกลายเป็นการเดินทางออกจาก “ดินแดนที่เซอร์เรียลสุดๆ” ในช่วงครึ่งแรกของเรื่อง เข้าสู่ “ดินแดนแห่งประเด็น หรือคติสอนใจ” แทน จินตนาการของเราที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งแรกของเรื่องก็เลยหายไป

ชอบการใช้อุปกรณ์ของละครเรื่องนี้มากๆ ละครเรื่องนี้ใช้อุปกรณ์ได้อย่างสร้างสรรค์และคุ้มค่ามากๆ


คุณอรอนงค์ มีกุลที่เล่นเป็น “อุปสรรค” ในเรื่องนี้ เห็นแล้วนึกถึงพวกนักแสดงในหนังคัลท์ของญี่ปุ่นน่ะ คือหนังคัลท์ของญี่ปุ่นหลายๆเรื่องมันจะมีตัวละครที่ทำหน้าตายแบบนี้ 555

BEFORE I GO TO SLEEP (2014, Rowan Joffe, A+15)

BEFORE I GO TO SLEEP (2014, Rowan  Joffe, A+15)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
ตอนที่ดู BEFORE I GO TO SLEEP จะนึกถึงหนังอีกสองเรื่องที่เป็น thriller เกี่ยวกับผู้ป่วยความจำเสื่อม ซึ่งก็คือเรื่อง MEMENTO (2000, Christopher Nolan) กับ SHATTERED IMAGE (1998, Raul Ruiz) และเราชอบหนังทั้งสามเรื่องนี้ในจุดที่แตกต่างกันไป โดยในกรณีของ MEMENTO นั้น เราทึ่งกับคอนเซปท์ของหนังมากๆ ที่เป็นการเล่าเรื่องย้อนหลังไปเรื่อยๆ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้สุดๆในแง่คอนเซปท์และบทภาพยนตร์

ส่วนในกรณีของ SHATTERED IMAGE นั้น หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่เราชอบน้อยกว่าหนังเรื่องอื่นๆของ Raul Ruiz แต่ก็จัดเป็นหนังที่ชอบพอสมควรอยู่ดี โดยเราชอบการตัดสลับระหว่างความจริงกับความลวงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ไม่มีใน BEFORE I GO TO SLEEP หนังสองเรื่องนี้ก็เลยมีเสน่ห์แตกต่างกันสำหรับเรา คือใน SHATTERED IMAGE นั้น เราชอบการตัดต่อ, ความรู้สึกเบลอๆระหว่างความจริงกับความลวง, บรรยากาศหรือโทนของหนัง แต่หนังมันจะไม่ได้เปิดโอกาสให้เราอินกับตัวนางเอกเหมือนอย่าง BEFORE I GO TO SLEEP น่ะ ซึ่งนั่นเป็นลักษณะเฉพาะของ Raul Ruiz ด้วยมั้ง คือหนังของเขาจะไม่ได้เน้นการสร้างตัวละครให้เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้ออารมณ์ในแบบที่จะทำให้คนดูรู้สึกสนิทชิดเชื้อด้วยได้ เวลาที่เราดูหนังของรูอิซ เราจะรู้สึกมีระยะห่างระหว่างเรากับตัวละครในระดับนึง แต่เราจะสนุกกับองค์ประกอบอื่นๆในหนังของรูอิซอย่างมากๆ

พูดแล้วก็ขอนอกเรื่องเกี่ยวกับรูอิซอีกนิดนึง คือนอกจาก SHATTERED IMAGE กับ BEFORE I GO TO SLEEP จะสามารถนำมาเทียบเคียงกันได้อย่างมากๆแล้ว ยังมีหนังอีกเรื่องของนิโคล คิดแมนที่เหมาะนำมาเทียบเคียงกับหนังของราอูล รูอิซด้วย นั่นก็คือหนังเรื่อง BIRTH (2004, Jonathan Glazer) กับ COMEDY OF INNOCENCE (2000, Raul Ruiz) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปริศนาลึกลับในชีวิตของเด็กชายคนนึงเหมือนกัน โดยในกรณีของ BEFORE I GO TO SLEEP และ BIRTH นั้น หนังทั้งสองเรื่องนี้พึ่งพาฝีมือทางการแสดงของนิโคล คิดแมนอย่างรุนแรงมาก และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของเธอทำให้ผู้ชมอย่างเรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วย ในขณะที่หนังของราอูล รูอิซเรื่อง SHATTERED IMAGE กับ COMEDY OF INNOCENCE ไม่ได้มีจุดเด่นที่การแสดงแบบขั้นเทพของนักแสดง แต่มีความน่าสนใจในเรื่องการเล่นกับความจริงความลวงแทน

เอาล่ะกลับมาที่ BEFORE I GO TO SLEEP คือถ้าหากนำหนังเรื่องนี้ไปเทียบกับ MEMENTO และ SHATTERED IMAGE แล้ว เราว่าหนังเรื่องนี้มันดูเป็นหนังธรรมดาที่สุดน่ะ และใช้กลไกธรรมดาๆในการให้ความสุขกับผู้ชมอย่างเรา นั่นก็คือผู้ชมบางกลุ่มอย่างเช่นเรา จะอินกับตัวนางเอกในระดับนึง (โดยเฉพาะผู้ชมที่มีอายุ 41 ปีอย่างเรา ซึ่งใกล้เคียงกับอายุนางเอก และฝันอยากจะมีบ้านมีสามีอบอุ่นแบบที่นางเอกตื่นนอนขึ้นมาเจอ) และจะรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยไปพร้อมๆกับนางเอก และลุ้นไปกับตัวนางเอกว่าจะหาทางรับมือกับสถานการณ์คับขันและแก้ไขปัญหาชีวิตตัวเองได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสำหรับเราแล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สนุกดี แต่เสียดายที่มันลงเอยง่ายไปหน่อย คือมันไม่ได้มีฉากลุ้นระทึกอะไรมากมายสักเท่าไหร่


อีกจุดที่ทำให้เราชอบหนังมากๆ คือเราชอบประเด็นเรื่อง “การสร้างความทรงจำลวง หรือการสร้างอดีตลวง” น่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราพบเจอในสังคมไทย และพบเจอในหนังการเมืองของประเทศอื่นๆด้วย อย่างเช่น THE NASTY GIRL (1990, Michael Verhoeven, Germany, A+30) ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับเด็กหญิงที่ทำรายงานเกี่ยวกับประวัติเมืองของตัวเอง และพอเธอค้นคว้าข้อมูลไปเรื่อยๆ เธอก็พบว่าพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองโกหกประวัติเกี่ยวกับเมืองตัวเองหมดเลย เธอก็เลยจะเปิดโปงเรื่องนี้ และเธอก็เลยกลายเป็นที่รังเกียจของชาวเมือง เพียงเพราะเธอพยายามจะทำลาย “ความทรงจำลวง หรืออดีตลวง” ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองพยายามจะฝังหัวให้เธอ

คือเราชอบประเด็นนี้ มันก็เลยเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เราชอบ BEFORE I GO TO SLEEP น่ะ ถึงแม้ว่า BEFORE I GO TO SLEEP ไม่ได้ตั้งใจจะมีแง่มุมทางการเมืองก็ตาม

อีกประเด็นนึงที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้ ก็คือว่า ในบางครั้งเพื่อนๆเรามักจะบอกเราว่า เราเคยพูดประโยคนั้น ประโยคนี้ในอดีต หรือเราเคยทำพฤติกรรมนู่นนั่นนี่ในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราลืมไปแล้ว แต่ในบางครั้ง เราก็มั่นใจว่า เพื่อนเราจำผิดแน่ๆ หรือไม่เพื่อนเราก็จงใจโกหกแน่ๆ เพราะเรามั่นใจว่าเราไม่เคยพูดเช่นนั้นในอดีตแน่นอน หรืออะไรทำนองนี้ อย่างเช่นมีเพื่อนคนนึงเคยเล่าให้เรากับเพื่อนคนอื่นๆฟังว่า ตอนป.5 จิตรเคยพูดกับอาจารย์ประจำชั้นว่า “ผมมีปิ๊” ซึ่งเรามั่นใจว่าเราไม่เคยพูดกับอาจารย์อย่างนั้นแน่นอน เพราะตอนป.5 เรายังไม่เคยได้ยินคำว่าปิ๊มาก่อนเลย

เพราะฉะนั้นพอดู BEFORE I GO TO SLEEP เราก็เลยนึกถึงตัวเองในแง่ที่ว่า พอเรานอนหลับในแต่ละวัน หรือตื่นเช้าขึ้นมาในแต่ละวัน เราจะค่อยๆหลงลืมบางสิ่งในอดีตไปทีละน้อยๆโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากเราไม่อยากลืม เราก็ต้องจดบันทึกมันไว้ใน facebook, blog หรืออัดเทป, อัดวิดีโอเก็บไว้ ในขณะที่เพื่อนๆเราก็อาจจะช่วยเราจดจำอดีตที่เราหลงลืมไปแล้วได้ด้วยเช่นกัน แต่ในบางครั้ง เพื่อนๆเราหรือคนใกล้ตัวเรานี่แหละ ที่อาจจะสร้าง “ความทรงจำลวง” ให้กับเรา 555


(จริงๆจุดประสงค์ของการเขียนนี้คือต้องการจะโปรโมทให้คนไปดูหนังของ Raul Ruiz จบ)