Thursday, August 25, 2016

Favorite films about southern Thailand

Favorite films about southern Thailand

A friend asked me about films about southern Thailand. So I made this list, but the list excludes some well-known films that my friend knows already, such as THE ISLAND FUNERAL (2015, Pimpaka Towira), CITIZEN JULING, and films by Panu Aree.

Some films in this list are not “political”, but I like them very much, because they represent the interesting lifestyles and culture of peoeple in the south.

(in alphabetical order)

1.ASALAMUALAYKUM (2015, Weenita Julaphiwat, 28min)

2.BEHIND THE CURTAIN: THE DAILY LIFE OF WOMEN IN THAILAND’S SOUTHERN BORDER PROVINCES (2013, Rahanee Daoh, documentary, 30min)

3.CYCLE UNIVERSE (วัฏจักรวาล) (2016, Pinmanee Emtanom, 29min)

4.FOG IN THE CITY (หมอกในเมือง) (2015, Wachara Kanha, documentary, 30min)

5.HELLO AGAIN (2016, Noorahaya Lahtee, 23min)

6.95110 POSTAL DREAM (2011, Taweewit Kijtanasoonthorn, documentary, 83min)

7.ONE DAY, ONE SONG (2012, Nitiwat Chonwanichsiri, 9min)

8.PATTANIRAMA (2016, Suporn Shoosongdej, documentary, 37min)

9.PEACE IS ONLY A PICTURE (2015, Gooyee I-tae, 9min)

10.PONDOK (ปอเนาะ) (2006, Haris Maschai, documentary, 12min)


But I haven’t seen many films about the southernmost part of Thailand, such as MY COMMUNITY (2005, Pisut Srimhok, 59min, documentary). So I’m sure there are many great films about this topic which are not in this list.

Wednesday, August 24, 2016

Thai Films I saw on Saturday, July 23, 2016

Thai Films I saw on Saturday, July 23, 2016

1.There’s Nothing in the Beginning (พัฒนพล สุธาพร, 2016, A+30)

ติดอันดับประจำปีนี้แน่นอน เผลอๆติดอันดับหนึ่งหนังสั้fiction ที่ชอบที่สุดในปีนี่ ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามสุดๆ และรู้สึกว่ามันมีความเป็นกวีในแบบที่จูนติดกับเราพอดี

เราว่าหนังเรื่องนี้มันทำให้เรารู้สึกถึงความว่างโหวงในจิตวิญญาณของตัวละครในแบบที่คล้ายกับหนังอย่าง LA NOTTE (1961) และ THE ECLIPSE (1962) ของ Michelangelo Antonioni คือพระเอกหนังเรื่องนี้เป็นหนุ่มหล่อ, รวย, แวดล้อมด้วยเพื่อนรวยๆเก๋ๆ และได้มีอะไรกับสาวที่ตัวเองชอบ แต่มันก็ดูเหมือนมีความว่างโหวงบางอย่างในจิตวิญญาณของเขา ซึ่งจริงๆแล้วเราอาจจะจินตนาการไปเอง มันอาจจะไม่ได้เป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้

คือจริงๆแล้วเราว่าหนังเรื่องนี้, หนังหลายๆเรื่องของ Natchanon Vana, หนังเรื่อง AMSTERDAM (2016, Dith Tanasetvilai + Muangthai Jirawongnirandon), BANGKOK TAXI (2016, Pisuth Penkul), 606 (2016, Peerapat Uepunrungsri) และ BUA (2016, Nattapol Pawangthut, A+30) มันมีจุดร่วมบางอย่างที่เราชอบมากนะ นั่นก็คือการถ่ายทอดความรู้สึกข้างในตัวละครออกมาได้อย่างรุนแรงผ่านทางบรรยากาศสวยเศร้าหลอนน่ะ และเรารู้สึกว่ามันมีความเป็น poetic อยู่ในหนังกลุ่มนี้ด้วย คือในขณะที่ผู้กำกับหนังส่วนใหญ่จะเน้น เนื้อเรื่องเราว่าผู้กำกับกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับ บรรยากาศมากๆ และสร้างบรรยากาศในหนังของตัวเองได้อย่างทรงพลังสุดๆ และบรรยากาศของหนังก็สะท้อนจิตวิญญาณ, อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างรุนแรงเช่นกัน

เราว่าผู้กำกับหนังกลุ่มนี้น่าสนใจมากๆทีเดียว เราขอปวารณาตัวเป็นแฟนผลงานของผู้กำกับกลุ่มนี้ค่ะ และหวังว่าพวกเขาจะสร้างหนังใหม่ๆออกมาอีก

2.The Dream (ชลธี สวนรักษา, 2016, A+30)

เป็นหนังย้อนเวลาที่คิดพล็อตออกมาได้ดีมากๆ

3.Time Out of Mind (สิทธิวัชร์ ทิพย์ธนโอฬาร, 2016, A+30)

เป็นหนังย้อนเวลาที่คิดพล็อตออกมาได้ดีมากๆ เช่นเดียวกัน

4.The Emerald Ignites (รัชชัย เขียวงามดี, 2016, A+30)

อยากให้มันพัฒนาไปกลายเป็นละครทีวีแบบ SUKEBAN DEKA หรือ สิงห์สาวนักสืบที่ตัวเอกต้องไปสืบคดีพิศวงในโรงเรียนมัธยมต่างๆ และต้องรับมือกับผู้ร้ายที่มีอิทธิฤทธิ์แตกต่างกันไปในแต่ละตอน

5.THE MYTH OF LIBERTY (2016, Theeraphat Ngathong, A+30)

6.The Rebirth (ธีรยุทธ์ วีระคำ, 2015, documentary, A+30)

7.The River (กฤตธี สังข์ฉาย, 2016, documentary, A+25 )
เราไม่เคยรู้ประเด็นขัดแย้งเรื่องนี้มาก่อนเลย เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้พูดถึงปัญหาสังคมที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

8.The Room (การันตร์ วงศ์ปราการสันติ, 2015, A+25)

ชอบมากที่หนังเรื่องนี้หยิบเอาปัญหาเล็กๆขึ้นมาและทำให้มันเป็นเรื่องที่รุนแรงได้ คือปัญหามันเริ่มต้นจากเรื่องที่ดูเหมือนขี้ปะติ๋วมากๆ คือเรื่องจะวางทีวีไว้ตรงไหนในห้องนอน แต่มันก็ลุกลามไปกลายเป็นอะไรที่รุนแรงในที่สุด

มันทำให้เรานึกถึงธรรมชาติของอารมณ์โกรธ โทสะ ความขุ่นแค้น ขัดเคืองไม่พอใจของมนุษย์น่ะ ซึ่งหลายๆครั้งมันเป็นแบบนี้ มันเริ่มจากอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าหากเราไม่รีบดับอารมณ์โกรธในใจเรา มันก็จะไปสะกิดเอาความขุ่นหมองบางอย่างในใจที่หมักหมมไว้นานแล้ว และกลายเป็นระเบิดทางอารมณ์ขึ้นมาได้

9.The Cycle of Pim (บวรลักษณ์ สมรูป, 2016, A+20)

ชอบที่หนังสะท้อน อคติต่างๆในใจคนออกมาได้ดี

10.คำหวาน | Turn around Day (อภิสิทธิ์ ว่องไวตระการ, 2015, A+20)

11.Time เวลาที่หายไป (อนวรรษ พรมแจ้, 2015, A+15)

12.ก้อนหินหลังบ้าน | The Richness Stone (สุกฤษฎิ์ วัฒนาพงษากุล, 2016, A+15)

13.The Hustle Filmmaker (กันตพล ดวงดี, 2015, A+15)

14.The Radio (ณัฏฐ์ธร กังวาลไกล, 2016, A+15)

15.The World May Never Know (โตคิณ ทีฆานันท์, 2015, A+10)

16.The Forward Letters จดหมายลูกโซ่ (ณิชากร พิพัฒน์ผดุงศิลป์, 2015, A+10)

17.They Gave Me the Fish Eyes (ณัฐพล เนตรณรงค์, 2016, A+5)

18.Truth…ที่จริงกว่า (ณัฐพล กลิ่นอุบล, 2016, A+)

19.The Leader ช้างหนี ชะนีล้ม (Kanyawee Onsalung, 2015, A)
จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นหนังที่ดีมากก็ได้นะ แต่เราดูแล้วตีความมันไม่ออกน่ะ ก็เลยงงๆ

20.The Way ทางเลือก (สิรภพ ขันธศักดิ์, 2016, A)

21.Throw (กิตติธัช แซ่อุ่ย, 2016, A)

22.Trash จิต(กึ่ง)สำนึก (กุลธิดา ประจำที่, 2016, A)

23.The Orbit..เพราะเธอคือคนที่ใช่ (พาทิศ หริจันทนะวงศ์, 2016, A)

24.The Illusion (ทัศน์พล เดชวัฒนสิริกุล, 2015, A-)

25.The Hope (รพีศิลป์ รัตนบ้านกรวย, 2016, A-)

Tuesday, August 23, 2016

INSURGENCY BY A TAPIR (2016, Wachara Kanha, Ratchapoom Boonbunchachoke, Chaloemkiat Saeyong, Chulayarnnon Siriphol, A+30)

INSURGENCY BY A TAPIR (2016, Wachara Kanha, Ratchapoom Boonbunchachoke, Chaloemkiat Saeyong, Chulayarnnon Siriphol, A+30)
ความเศร้าของภูตผี

1.จริงๆแล้วก็ชอบหนังเรื่องนี้มากนะ แต่ปรากฏว่าชอบน้อยกว่าหนังเดี่ยวๆของผู้กำกับแต่ละคนน่ะ และอาจจะน้อยกว่าหนังไทยบางเรื่องของ Viriyaporn Boonprasert เหมือนเราคาดหวังกับหนังไว้ผิดแนวทางด้วยแหละ คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า เมื่อผู้กำกับเฮี้ยนๆ 4 คนมารวมตัวกัน เราจะได้หนังที่เฮี้ยนยกกำลัง 4 แต่ปรากฏว่ามันกลับไม่เฮี้ยนเท่ากับที่เราคาดไว้ มันเหมือนกับว่าผู้กำกับแต่ละคนต้องลดทอนความสุดโต่งของตนเองลงมา เพื่อจะได้ประสานเข้าด้วยกันกับคนอื่นๆได้อย่างลงตัว ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องแล้ว เพราะมันก็ทำให้ได้หนังที่น่าพอใจมากๆออกมาเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ว่ามันผิดไปจากที่เราคาดหวังไว้เท่านั้นเอง

คือก่อนหน้านี้เราคาดหวังว่า เราจะได้เห็นหนังที่เฮี้ยนเท่ากับ DANGER (DIRECTOR CUT) (2007, Chulayarnnon Siriphol) คูณกับ BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY (2009, Ratchapoom Boonbunchachoke) คูณกับ POLITICALLY LAWYER AND NARRATIVE CINEMA (2009, Chaloemkiat Saeyong) คูณกับ FUENG (2010, Wachara Kanha + Teeranit Siangsanoh + Tani Thitiprawat) และผลลัพธ์ที่ออกมา น่าจะได้หนังที่เฮี้ยนในระดับที่มากกว่าหรือเท่ากับหนังไทยอย่าง HUNGARY MAN BOO (2012, Viriyaporn Boonprasert) แต่ปรากฏว่าพอได้ดูแล้ว เราชอบ HUNGARY MAN BOO มากกว่า INSURGENCY BY A TAPIR มันเหมือนกับว่า HUNGARY MAN BOO มันเข้าทางเรามากกว่าน่ะ หรือมันเฮี้ยนกว่า

แต่การที่ INSURGENCY BY A TAPIR ไม่เฮี้ยนมากเท่ากับที่เราคาดหวังไว้ มันก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดนะ เรารู้สึกเหมือนกับว่า มันเหมือนการทำลิสท์ที่รวมคะแนนจากนักวิจารณ์หนังหลายๆคนน่ะ ซึ่งมันจะไม่น่าตื่นเต้นมากเท่ากับลิสท์ของนักวิจารณ์หนังแบบแยกแต่ละคนไป อย่างเช่น ลิสท์หนังประจำปีของนิตยสารFilm Comment ที่รวมคะแนนจากนักวิจารณ์ 100 คน มันจะไม่น่าสนใจเท่ากับลิสท์หนังประจำปีของ Olaf Moller หรือ Nicole Brenez แบบแยกเดี่ยวๆ เพราะพอรวมคะแนนของหลายๆคนเข้ามาไว้ด้วยกัน หนังที่สุดขั้วจริงๆ หรือกู่ไม่กลับจริงๆ มันอาจจะหลุดออกไปจากลิสท์แบบรวมหลายคน

INSURGENCY BY A TAPIR ก็ทำให้เรารู้สึกคล้ายๆกัน มันเหมือนกับหนังที่ตัดทอนความสุดโต่งของผู้กำกับบางคนทิ้งไปแล้ว คือเราก็ชอบหนังเรื่องนี้สุดๆน่ะแหละ แต่เราแอบรู้สึกไปเองว่า ในหนังเรื่องนี้นั้น Ratchapoom ได้ใช้ศักยภาพของตนเอง 100%, Wachara ได้ปลดปล่อยความเฮี้ยนของตนเองออกมาราว 80%, Chulayarnnon ปลดปล่อยความเฮี้ยนของตนเองออกมาเพียง 25 % และ Chaloemkiat ปลดปล่อยความเฮี้ยนของตนเองออกมาเพียง 25 % เท่านั้น

แต่ก็ขอย้ำอีกครั้งว่า การที่หนังเรื่องนี้ ผิดไปจากที่เราคาดหวังไว้ก่อนได้ดูไม่ใช่ความผิดหรือข้อเสีย ข้อด้อยของหนังนะ มันแค่ผิดไปจากที่เราคาดหวังไว้ และการที่มันผิดไปจากที่เราคาดหวังไว้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้วก็ได้

คือเหมือนกับว่า เราคาดหวังไว้ก่อนได้ดูว่า ผู้กำกับทั้ง 4 คนนี้จะปลดปล่อยพลังความเฮี้ยนของตนเองออกมา 100% เต็มทุกคน แต่ถ้าหากผู้กำกับทั้ง 4 คนนี้ทำแบบนั้นจริงๆ มันอาจจะกลายเป็นออกมาแย่ก็ได้ มันอาจจะเหมือนกับการนำสารเคมี 4 สารมาผสมเข้าด้วยกันในสัดส่วนเท่าๆกัน สารละ 100 กรัมเท่าๆกัน เพราะคาดหวังว่าเราจะได้ น้ำอมฤตแต่พอผสมเข้าด้วยกันจริงๆ สิ่งที่ได้ออกมาอาจจะกลายเป็น น้ำยาล้างตีนอะไรทำนองนี้ แต่ถ้าหากเราปรับสัดส่วนสารเคมี 4 สารนี้ใหม่ บางสารมาก บางสารน้อย บางสาร 25 กรัม บางสาร 80 กรัม แล้วผสมเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ได้มันอาจจะเป็น ยาพิษไส้ขาดซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่าพอใจมากๆแล้ว

2.ปรากฏว่าส่วนที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ หรือกระทบอารมณ์เรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ กลับเป็นส่วนของ Chaloemkiat ที่ใส่ภาพ insert วิวทิวทัศน์ต่างๆเข้ามา แล้วมี text ขึ้นมาว่า มันเป็นยูเครน, โรมาเนีย, จันทบุรี, บัวโนสไอเรส ฯลฯ ทั้งที่จริงๆแล้ว มันอาจจะถ่ายที่ปู่เจ้าสมิงพรายก็ได้

คือเราชอบอะไรแบบนี้มากที่สุดน่ะ เราชอบการมองภาพหญ้าคาที่ปู่เจ้าสมิงพราย แต่มี text ขึ้นมาว่า นี่คือบัวโนสไอเรส มันเหมือนกับหนังกระตุ้นให้เราใช้จินตนาการของตัวเองด้วยอย่างสนุกสนานในขณะที่ดู และเราก็ get pleasure อย่างรุนแรงจากอะไรแบบนี้ นี่คืออะไรที่ สนุกสุดขีดสำหรับเรา

ซึ่งรสชาติความสนุกสุดขีดแบบนี่ มันเป็นสิ่งที่เราเคยได้มาแล้วจากหนังอย่าง THE LIVING WORLD (2003, Eugène Green) ที่ตัวละครชี้ไปที่หมา แล้วบอกว่านี่คือสิงโต และหลังจากนั้นทุกคนก็ทำเหมือนกับว่าหมาตัวนั้นเป็นสิงโต และเราคนดูก็มองภาพหมา แต่แปรค่ามันเป็นสิงโตในหัวสมองของเราตามไปด้วย และมันก็เป็นรสชาติที่เราเคยได้มาแล้วจากหนังเรื่อง POLITICALLY LAWYER AND NARRATIVE CINEMA ของ Chaloemkiat ที่ถ่ายภาพห้องเรียน แต่มี text ขึ้นมาว่า จงจินตนาการว่านี่คือสนามบิน

บางที การที่รสนิยมของเรา มันจูนติดกับส่วนของเฉลิมเกียรติมากที่สุด อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญเลยแหละที่ทำให้เรารู้สึกว่า INSURGENCY BY A TAPIR มันผิดไปจากที่เราคาดหวังไว้ก่อนได้ดู เพราะก่อนที่เราจะได้ดูหนังเรื่องนี้ เราโหยหาอะไรแบบ POLITICALLY LAWYER AND NARRATIVE CINEMA อย่างรุนแรงมากๆ แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้เข้าจริงๆ เรากลับพบว่า มันมีความเป็นเฉลิมเกียรติน้อยกว่าที่เราคาดหวังไว้

3.จริงๆแล้วก็ชอบโครงสร้างการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้นะ ที่มันเหมือนมีเรื่องราวย่อยๆอยู่ในเรื่องราวใหญ่ๆ เราชอบหนังที่เล่าหลายเรื่องในเรื่องเดียวกันน่ะ ซึ่งตัวอย่างของหนังกลุ่มนี้ที่ดีที่สุดก็คือ ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes)

เรามองว่าหนังเรื่องนี้มันเหมือนมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กองเซ็นเซอร์ โดยกองเซ็นเซอร์ได้ดูหนังสองเรื่อง หนึ่งคือหนังเรื่องสาวความจำเสื่อม หรือสาวสมองผิดปกติอะไรสักอย่าง (Nualpanod) แต่พอกองเซ็นเซอร์แบนหนังเรื่องสาวความจำเสื่อม ชีวิตของผู้กำกับหนังเรื่องนั้น (วชร กัณหา) ก็เลยชิบหาย และต้องเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ส่วนหนังเรื่องที่สองที่กองเซ็นเซอร์ใจหมาได้ดู คือหนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่ต่ำตมมากๆ แต่กองเซ็นเซอร์ชื่นชมมากๆ และต่อมาปรากฏว่าตัวละครในหนัง romantic comedy เรื่องนั้น ได้ก้าวเข้ามาซ้อนทับกับชีวิตจริงของหนึ่งในสมาชิกกองเซ็นเซอร์ในเวลาต่อมา

เราชอบการมีเรื่องราวยิบย่อยอะไรแบบนี้ภายในหนังเรื่องเดียวกันมากๆ และถึงแม้ว่า INSURGENCY BY A TAPIR ยังไม่ได้ผลักโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้ไปจนสุดทาง เหมือนอย่าง ARABIAN NIGHTS และ THE BURIED FOREST (2005, Kohei Oguri) แต่มันก็น่าพอใจมากแล้ว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่า แทบไม่มีหนังยาวของไทยเรื่องไหนที่ใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบนี้

การเล่าเรื่องที่มีการซ้อนเหลื่อมกัน ทับกันไปมาแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้สามารถปะทะกับหนังของ John Torres ที่มีโครงสร้างที่พิศวงในระดับที่เท่าเทียมกับหนังเรื่องนี้ได้ด้วย

4.การตัดต่อในส่วนของ Ratchapoom เป็นอะไรที่หนักมาก เราว่าสิ่งที่น่าสนใจในหนังของอุ้ยก็คือมันมีอะไรที่เกินจริง แต่คนดูยังดูรู้เรื่อง ตามเรื่องได้ อย่างเช่นการที่ตัวละครในกองเซ็นเซอร์เปลี่ยนทรงผมและการแต่งหน้าไปเรื่อยๆในทุกคัทที่ตัดภาพไปนั้น มันเป็นอะไรที่เกินจริง, มันเป็นการใช้ประโยชน์จากความเป็นหนัง และ fictional world ได้อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นมิตรต่อผู้ชมส่วนใหญ่ด้วย มันสร้างความสนุกสนานให้ผู้ชมส่วนใหญ่ และผู้ชมส่วนใหญ่ยังตามเนื้อเรื่องได้ทันในระดับนึง

แต่เราไม่ได้จะบอกว่า คนที่ทำแตกต่างไปจากนี้คือทำผิดนะ เราแค่จะบอกว่า นี่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวในหนังของ Ratchapoom ที่มีความแปลกประหลาดพิสดาร แต่ยังคงเป็นมิตรกับผู้ชมจำนวนมาก คือมันเป็นเสน่ห์ที่อาจจะพบได้ในหนังของ Ulrike Ottinger แต่พบไม่ได้ในหนังของ Jean-Luc Godard น่ะ คือ Ottinger ทำหนังที่พิสดารมาก แต่ก็ตลกขบขันมากๆในขณะเดียวกัน ในขณะที่ Godard ทำหนังที่พิสดารมาก แต่ดูแล้วงง ตามเรื่องไม่ทัน และมันไม่ใช่ว่า Ottinger ถูก แต่ Godard ผิด เราแค่จะบอกว่า ความพิสดารในหนังของ Ratchapoom มันมีเสน่ห์เฉพาะตัวแบบนี้เท่านั้นเอง

5.ดีใจที่หนังเรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากนักแสดงละครเวทีมีฝีมือได้ดีมากด้วย เพราะจริงๆแล้วเมืองไทยมีนักแสดงที่มีฝีมือมากๆอยู่หลายคน แต่พวกเขาอยู่ในวงการละครเวที ไม่ได้อยู่ในวงการภาพยนตร์ หรือพอนักแสดงละครเวทีไปเล่นหนัง หนังหลายเรื่องก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากศักยภาพของนักแสดงละครเวทีมากเท่าที่ควร เราก็เลยดีใจที่ได้เห็นนักแสดงละครเวทีในหนังเรื่องนี้

การได้เห็น Farida Jiraphan กับปริยา วงษ์ระเบียบปะทะกันในหนังเรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่ nostalgia ดีด้วยสำหรับเรา เพราะถ้าเราจำไม่ผิด ฟารีดากับปริยาเคยปะทะกันมาแล้วในหนังเรื่อง จิ๋ม” (2005, ทศพร มงคล) ซึ่งเป็นหนังสั้นไทยที่เราชอบมากที่สุดในปี 2005 และหลังจากนั้นทั้งสองคนนี้ก็ไม่เคยได้เล่นหนังเรื่องเดียวกันอีกเลย (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) จนกระทั่งเวลาผ่านไป 11 ปี สองคนนี้ถึงได้โคจรกลับมาเจอกันบนจอภาพยนตร์อีกครั้ง

ชอบบทของคุณทรายมากๆเลยด้วย ดูแล้วนึกว่าเธอคือนางพญา เธอต้องใช้ ออร่าอย่างมากๆในบทนี้ และบทแบบนี้มันทำให้นึกถึง Delphine Seyrig ในหนังยุโรปบางเรื่องน่ะ คือเราชอบ Delphine Seyrig มากๆ และเราว่าเสน่ห์ของ Delphine ไม่ใช่ว่า เธอแสดงได้อย่างสมจริง เป็นมนุษย์ เป็นเมอรีล สตรีพอะไรแบบนั้น เราว่าเสน่ห์ของ Delphine คือการที่เธอสามารถ เปล่งรัศมีของความ surreal ออกมาจากตัวซึ่งมันเป็นอะไรที่อธิบายไม่ได้ว่าจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ หรือมันทำได้ยังไง แต่ Delphine ทำแบบนั้นได้ และ Tilda Swinton ก็ทำแบบนั้นได้ และพอมาเห็นบทของคุณทรายในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยชอบมาก เพราะมันไม่ใช่บทที่ต้องอาศัยการแสดงแบบสมจริง แต่มันเป็นบทที่ต้องอาศัย การเปล่งรัศมีของความ surreal ออกมาจากตัวแบบที่เรามักพบในหนังของ Delphine Seyrig

6.ส่วนของวชรเราก็ชอบมากเช่นกัน เราชอบที่ในส่วนนี้เราแทบไม่เห็นตัวละครปริปากพูดอะไรเลย เสียงพูดมาจาก voiceover เป็นหลัก เราว่าเทคนิคนี้มันทำให้นึกถึง INDIA SONG (1975, Marguerite Duras) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เราชอบมาก แต่แทบไม่เคยเห็นหนังไทยนำเทคนิคนี้มาใช้

เราว่าเทคนิคนี้มันช่วยเรื่องการถ่ายทำได้ดีมากด้วย เพราะนักแสดงไม่ต้องกังวลเรื่องการพูดผิดพูดถูกขณะแสดง และไม่ต้องกังวลเรื่องการบันทึกเสียง และมันเข้ากับหนังเรื่องนี้มากๆด้วย เพราะเสียง voiceover นี้มันทำให้ผู้ชมสงสัยใน authority ของเสียง voiceover ตลอดเวลาว่า สิ่งที่เราได้ยินคืออะไร มันเป็นความจริงไหม มันเป็นเสียงหมอหรือเสียงคนไข้ มันมาจากมิติไหน มึงพูดกับใคร ฯลฯ การใช้เสียง voiceover นี้มันช่วยเพิ่ม layer ของมิติพิศวงให้กับหนังได้ดีมากๆ

7.ชอบดนตรีประกอบในหนังมากๆ พอได้ฟังดนตรีประกอบในหนังเรื่องนี้แล้ว มันทำให้นึกถึงสิ่งที่คุณ Graiwoot Chulphongsathorn เคยพูดไว้หลังดูหนังเรื่อง HOW TO DISAPPEAR COMPLETELY (2013, Raya Martin) ว่า ดนตรีประกอบเป็นสิ่งที่สำคัญมากในหนังทดลองแบบนี้ เพราะหนังทดลองแบบนี้มันไม่เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง linear, chronologically อะไรทำนองนี้ หนังทดลองหลายเรื่องมันเล่าเรื่องที่กระจัดกระจาย หรือปะติดปะต่อเรื่องได้ยาก และดนตรีประกอบ+sound effect นี่แหละที่จะช่วยหลอมรวม fragments ต่างๆในหนังทดลองเรื่องนั้นเข้าด้วยกันได้

และเราก็รู้สึกว่าดนตรีประกอบมันช่วยทำหน้าที่นี้ได้ดีมากใน INSURGENCY BY A TAPIR ด้วยเช่นกัน เพราะหนังเรื่องนี้มันมีความกระจัดกระจายสูง แต่เสียงประกอบมันช่วยเชื่อมอารมณ์ระหว่างซีนต่างๆเข้าด้วยกันได้ในระดับนึง

8.ชอบการเลือกช่วงท้ายของหนังมากๆ ที่กลับไปเล่าเรื่องของผู้กำกับที่ระเหเร่ร่อน

คือตอนที่เราดูมาถึงฉาก พระไตรปิฎกน่ะ เราเสียวมากๆว่าหนังจะจบยังไง เพราะถ้าหากหนังเลือกจบไม่ดี เราจะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันจะค้างคาทางอารมณ์มากๆ มันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวหนังขาดพร่องมากๆ

คือตอนที่เราดูมาถึงฉากพระไตรปิฎก เรารู้สึกได้ว่า หนังมันใกล้จบแล้ว แต่อารมณ์เรายังไม่ fulfill อย่างที่คาดหวังไว้เลย เพราะเราได้เห็นเพียงแค่วชรกับ Ratchapoom ปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่เห็น Chulayarnnon กับ Chaloemkiat ปลดปล่อยศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่

คือในตอนนั้น เราแอบจินตนาการว่า จริงๆแล้วเราอยากให้กองเซ็นเซอร์ในหนังเรื่องนี้ดูหนัง 4 เรื่องไปเลยน่ะ คือหลังจากกองเซ็นเซอร์ดูหนังเรื่องสาวประสาทเสื่อม กับหนังโรแมนติกคอมเมดี้ต่ำตมไปแล้ว กองเซ็นเซอร์ในหนังเรื่องนี้ก็ควรได้ดูหนังเฮี้ยนๆอีกสองเรื่องที่กำกับโดย Chulayarnnon กับ Chaloemkiat ด้วย มันถึงจะทำให้หนังเรื่องนี้ fulfill ทางอารมณ์สำหรับเรา

เพราะฉะนั้นพอมาถึงฉากพระไตรปิฎก เราก็เลยสงสัยมากๆว่า หนังเรื่องนี้จะหาทางลงทางอารมณ์ได้ยังไง เพราะเรารู้สึกว่า อารมณ์มันยังค้างเติ่งอยู่เลย เรารู้สึก fulfill ไปแค่ครึ่งเดียวของที่คาดหวังไว้เท่านั้น

แต่ปรากฏว่า พอหนังกลับมาเล่าเรื่องของผู้กำกับที่ระเหเร่ร่อนอีกครั้ง เราว่าอะไรบางอย่างในช่วงท้ายๆของหนังเรื่องนี้ มันหาทางลงทางอารมณ์ได้ในระดับที่น่าพอใจสำหรับเราน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆที่หนังกลับมาปิดท้ายด้วยอะไรแบบนี้ อารมณ์ที่ค้างๆคาๆ รู้สึกไม่เสร็จสมอารมณ์หมาย ก็ได้รับการคลี่คลายไปในทางที่น่าพอใจได้ในที่สุด

Films I saw on Tuesday, 23 August, 2016

Films I saw on Tuesday, 23 August, 2016

Thai films
RED WISH (2016, Nath Kayanngan, A+20)
ดูแล้วนึกถึง SCARLET DESIRE (2001, Anucha Boonyawatana) และหนังยุคแรกๆของ Napat Treepalavisetkul ในแง่การนำเสนอตัวละครกะเทยฆาตกรได้อย่างฮิสทีเรียมากๆเหมือนกัน จริงๆแล้วชอบช่วงแรกของหนังในระดับ A+30 นะ เพราะเราชอบการจับเด็กวัดมาเป็นผัว และพฤติกรรมการเอากับผู้ชายในห้องน้ำ เพราะเราว่ามันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราดี แต่พอหนังเปลี่ยนโทนมาเป็นเรื่องของฆาตกรโรคจิต เราก็เริ่มถอยห่างจากหนัง แต่ยังดีที่หนังถ่ายทำส่วนนี้ได้อย่างตั้งอกตั้งใจ คือช่วงครึ่งหลังของเรื่อง เราประทับใจกับการถ่ายทำ มากกว่าตัวเนื้อเรื่องน่ะ ระดับความชอบของเราก็เลยลดลงไปบ้าง

Portuguese films
1.I’D RATHER NOT SAY (2015, Pedro Augusto Almeida, A+30)
ชอบสุดๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน

2.THAT’S HOW IT WAS (2015, Patricia Rodrigues, Joana Nogueira, animation, A+30)

3.ISA (2014, Patricia Vidal Delgado, A+30)

4.THE CARNATIONS AND THE ROCK (2015, Luísa Sequeira, documentary, A+25)

5.#LINGO (2015, Vicento Nirö, animation, A+25)

6.FERAL (2012, Daniel Sousa, animation, A+15)

7.LAW OF GRAVITY (2014, Tiago Rosa-Rosso, A+15)

8.THE ROBBERY (2015, João Tempera, A+15)

9.MY RIVER (2016, Ricardo Teixeira, A+10)

10.GOD WILL PROVIDE (2015, Luis Porto, A+10)


อันนี้เป็นรูปของ Vicento Nirö ผู้กำกับหนังเรื่อง #LINGO

Monday, August 22, 2016

่๋JIT'S WISH LIST

ขอบพระคุณมูลนิธิหนังไทยมากๆที่จัดงานฉายหนังในโปรแกรม JIT’S WISH LIST มันคือ ฝันที่เป็นจริงสำหรับผมมากๆครับที่ได้ดูหนังในโปรแกรมเหล่านี้อีกครั้ง เพราะมันเป็นหนังที่ผมชอบสุดๆเมื่อได้ดูเมื่อ 15-20 ปีก่อน แต่ไม่มีโอกาสได้ดูหนังเหล่านี้อีกเลย และไม่รู้ว่าจะหาดูได้อย่างไรอีกด้วย เพราะผมไม่รู้จักผู้กำกับหนัง 7 เรื่องนี้เป็นการส่วนตัว ยกเว้นคุณมานัสศักดิ์ ดอกไม้ แต่คุณมานัสศักดิ์ก็ไม่มีหนังเรื่อง “มารเกาะกุมนครหลวงเก็บไว้กับตัวเอง (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด) เพราะฉะนั้นหนัง 7 เรื่องนี้ก็เลยเป็นอะไรที่ฝังใจผมมาตลอดในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา เพราะมันเป็นหนังที่เราอยากดูอีกรอบ แต่ไม่มีโอกาสได้ดู และมันก็เป็นหนังที่แทบไม่มีคนพูดถึงเลยด้วย 

ขอบพระคุณผู้ชมทุกท่านมากๆครับที่มาดูหนังในโปรแกรม JIT’S WISH LIST ในวันอาทิตย์ ถ้าหากท่านเกลียดหนังเรื่องไหน ก็เขียนถึงได้ตามสบายนะครับ เพราะผมไม่ใช่ผู้กำกับหนังเรื่องนั้น 555 และผมคัดเลือกหนังตาม รสนิยมส่วนตัวของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งย่อมไม่ตรงกับคนอื่นๆ อย่างแน่นอน ผมไม่ได้ยึด มาตรฐานสากลใดๆทั้งสิ้นในการคัดเลือกหนังในโปรแกรม เพราะผมไม่ได้ไปดูหนังแต่ละเรื่องเพื่อดูว่า หนังเรื่องนั้นผ่านมาตรฐานสากลทางศิลปะภาพยนตร์หรือไมผมไปดูหนังเพื่อดูว่าหนังเรื่องนั้นจะให้ความสุขแก่ผมได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นพอผมต้องเลือกหนังในโปรแกรม ผมก็คัดเลือกตามเกณฑ์นี้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือว่า มันเป็นหนังที่ให้ความสุขสุดๆกับผมเป็นการส่วนตัว ส่วนเรื่องที่ว่ามันจะผ่านมาตรฐานสากลทางศิลปะภาพยนตร์หรือมาตรฐานใดๆหรือไม่นั้น ผมไม่เคยแคร์ เพราะผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อดู หนังที่ผ่านมาตรฐานสากลผมมีชีวิตอยู่เพื่อดู หนังที่ให้ความสุขแก่ผม” 555

พอได้ดูหนังในโปรแกรมนี้ ก็เลยทำให้รู้สึกว่า จริงๆแล้วรสนิยมของตัวเองอาจจะเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ หนังที่ตอบสนองรสนิยมของตัวผมเองมีเพิ่มขึ้นเยอะ เพราะพอดู SIAM SQUARE (1998, Chararai Sutthibutr) แล้วก็พบว่า มันมีความคล้ายคลึงกับหนังของคุณ Teeranit Siangsanoh มากๆ (ถ้าตัดพฤติกรรมของตัวละครในตอนจบของ SIAM SQUARE ออกไป) เพราะฉะนั้นหนังอย่าง SIAM SQUARE ที่เคยเป็นสิ่งที่หายากมากๆในวงการหนังไทยในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก็ไม่ใช่ของที่หายากแล้วในยุคปัจจุบัน ความกระหายอยากหนังประเภทนี้ของผมที่แทบไม่เคยได้รับกาsatisfied เมื่อ 20 ปีก่อน ก็ได้รับการตอบสนองแล้วในยุคปัจจุบันด้วยหนังหลายสิบเรื่องของคุณ Teeranit Siangsanoh และ The Underground Office

ส่วนหนังเรื่อง มหานคร: สังหารหมู่” (2001, Montree Saelo) ก็ทำให้ผมรู้สึกคล้ายๆกัน ผมชอบมากที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความสุขของการไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ออกมาอย่างซื่อตรง โดยไม่ต้องสร้าง conflict ไม่ต้องสร้างเนื้อเรื่องอะไรให้มันวุ่นวายโดยไม่จำเป็น ซึ่งหนังแบบนี้ก็เคยเป็นสิ่งที่หายากมากๆในวงการหนังไทยเมื่อ 15 ปีก่อนเช่นกัน แต่หลังจากนั้นก็มีคนทำหนังแบบนี้ออกมาบ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นเรื่อง วังยืนหาบ” (2008, Sompong Soda) ที่บันทึกภาพผู้ชายกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวน้ำตก,ลำธารตลอดความยาวราว 30-40 นาทีของหนัง, หนังเรื่อง WALK TO PHUKET (2010, Tanaporn Sae-low) ที่บันทึกภาพชายหนุ่มสองคนไปเที่ยวภูเก็ต (ถ้าจำไม่ผิด), IN TRAIN (2011, Boripat Plaikaew, 83min) ที่บันทึกภาพการเดินทางของเกย์กลุ่มหนึ่ง และ TEN YEARS (2014, Chawagarn Amsomkid) ที่บันทึกภาพการไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆได้น่าเบื่อมาก แต่พอเจอ monologue ที่บ้าคลั่งมากในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของหนัง เราก็ให้อภัยหนังเรื่องนี้ได้ในทันที

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็มีผู้กำกับอย่างคุณ Theeraphat Ngathong และเพื่อนๆของเขา ที่ทำหนังแบบนี้ออกมาหลายเรื่องด้วย อย่างเช่นเรื่อง ALL OF US: PART 8 MEDICAL ENTRANCE EXAMS AT RATCHABURI (2014, Theeraphat Ngathong) และ MY PRANBURI CAMP (2012, Thossaporn Khamenkit) ที่บันทึกภาพการไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นหนังที่ผมชอบในระดับปานกลาง แต่หนังที่ผมชอบมากที่สุดในกลุ่มนี้ของคุณ Theeraphat คือเรื่อง เมื่อเราลอบผ่านปราการสวรรค์และถูกผู้พิทักษ์ไล่ล่า” (WHEN WE SNEAKED THROUGH THE HEAVEN FORTRESS AND WERE CHASED BY THE GUARDIAN) ที่บันทึกภาพความสุขขณะเล่นที่สระน้ำกับเพื่อนๆ

เพราะฉะนั้น พอผมได้ดู SIAM SQUARE กับ มหานคร:สังหารหมู่ ผมก็เลยตระหนักว่า จริงๆแล้วรสนิยมในการดูหนังของผมอาจจะเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือการที่เมืองไทยมีผู้กำกับหนังอย่าง Teeranit Siangsanoh และ Theeraphat Ngathong ถือกำเนิดขึ้นมา และทำให้หนังไทยกลุ่มที่เคยหายากเมื่อ 15-20 ปีก่อน ไม่ใช่หนังไทยกลุ่มที่หายากอีกต่อไป

ความรู้สึกอื่นๆที่มีต่อหนังในโปรแกรม JIT’S WISH LIST

1.SIAM SQUARE (1998, Chanarai Sutthibutr)

ในขณะที่ สไตล์หนังที่ผมชอบแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลียนแปลงไปมากก็คือความรู้สึกที่มีต่อตอนจบของหนังเรื่องนี้ คือเมื่อ 18 ปีก่อน ผมไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรกับตอนจบของหนัง แต่พอดูรอบนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามันมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องในตอนจบ ท่าทีที่ตัวละครในเรื่องทำกับคนจนในตอนจบ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ ความตะขิดตะขวงใจที่มีต่อตอนจบของหนังในการดูรอบนี้ บางทีมันแสดงให้เห็นว่าทัศนคติทางสังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา

2.TOUGH RULE…COOL KIDS (1999, Sriwattana Wedreungvit)

จำได้ว่าตอนดูรอบแรกในปี 1999 เราฟินมากๆกับการเห็นตัวละครลุกขึ้นมาผัดกับข้าวในห้องสอบ และนั่งสมาธิใต้กลดในห้องสอบ เราก็เลยอยากดูมันอีกรอบมากๆ และพอได้ดูอีกรอบ เราก็รู้สึกฟินอีกครั้ง 

อีกสิ่งที่ดีมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการนำเสนอนิตยสาร HEAT MEN คือตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้ในปี 1999 นิตยสารนี้ถือเป็น ของธรรมดาแต่พอมาดูในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่นิตยสารนี้หายสาบสูญไปนานมากแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เลยมีคุณค่าในการช่วยบันทึกสิ่งที่หายสาบสูญไปแล้วด้วย

สำหรับเราแล้ว หนังเรื่องนี้กับ เป็นเรื่อง 100%” และ HIGHWAY-SATOR ถือเป็นหนัง cult คือมันเป็นหนังบ้าๆบอๆที่อาจไม่มีคุณค่าทางศิลปะอะไร แต่ความบ้าๆบอๆของมันตอบสนองผู้ชมบางคนได้ดีมากๆ หรือทำให้ผู้ชมบางคน (อย่างน้อยก็เราหนึ่งคน) ที่คลั่งไคล้มันมากๆ

3.เป็นเรื่อง 100% (2000, ทวีลาภ แซ่อุ้ย)

ความ cult หรือความประสาทแดกของหนังเรื่องนี้ มีบางจุดที่ทำให้นึกถึงหนัง cult ในยุคนั้นของคุณกุลชาติ จิตขจรวานิช และหนัง cult ของกลุ่มยอดเซียนซักแห้ง แต่เราว่า เป็นเรื่อง 100%” เข้าทางเรามากกว่าหนังของคุณกุลชาติและกลุ่มยอดเซียนซักแห้งในแง่ที่ว่า มันมีตัวละครหญิงที่เข้าทางเรา หรือมันไม่ค่อย macho มากนัก และอารมณ์ขันของ เป็นเรื่อง 100% ตรงกับอารมณ์ขันของเรามากกว่า 

เรื่อง sense of humour นี่มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวจริงๆ เพราะแต่ละคนจะหัวเราะกับสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ผมเองโดยปกติแล้วก็ไม่ชอบหนังตลก เพราะหนังที่คนอื่นว่าตลกกัน หลายเรื่องมักไม่ทำให้ผมรู้สึกตลก และหนังที่ผมรู้สึกตลกมากๆ ก็อาจจะเป็นหนังที่หลายคนรังเกียจ

สาเหตุหลักที่ทำให้ผมรู้สึกอยากดู TROUBLE 100% อีกรอบอย่างมากๆ เพราะผมฝังใจกับฉาก อาชญากรสาวโดนตบด้วยตีนอย่างมากๆ คือฉาก การตบด้วยตีนนี่เป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในหนังยุคนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นพอผมได้ดูฉาก อาชญากรสาวโดนตบด้วยตีนในหนังเรื่องนี้ในปี 2000 มันก็เลยเป็นอะไรที่ฟินมากๆ ฝังใจมากๆ และทำให้อยากดูอีก

อีกจุดที่ทำให้ TROUBLE 100% เข้าทางผมมากๆ เพราะผมมักจะชอบหนังที่มีตัวละครประกอบอิทธิฤทธิ์สูงหลายๆตัว (แบบหนังของ Pedro Almodovar) และหนังเรื่องนี้ก็เข้าทางผมในจุดนี้ ทั้งตัวละคร หนุ่มที่เอากางเกงในมาปิดหน้า”, “ขอทานที่พูดกับกล้องและตีลังกาไปมาและที่สำคัญที่สุดคือตัวละคสาวกระโดดสะพานลอย

คือตัวละครสาวกระโดดสะพานลอยนี่คือตัวละครแบบที่ตรงกับจินตนาการของผมเลยน่ะ คือถ้าหากผมจะสร้างหนังสักเรื่อง ตัวละครแบบนี้นี่แหละที่จะมีชีวิตรอดอยู่ในหนังของผมได 

สิ่งที่ผมประทับใจในตัวละครสาวกระโดดสะพานลอย ก็คือ

3.1 เธอเลือกกระโดดจากสะพานลอย แทนที่จะยอมให้อาชญากรสาวมาขวางทางเธอ

3.2 เธอกระโดดจากสะพานลอย แต่เธอไม่ตาย

3.3 เธอไม่ตาย เพราะเธอกินเมนทอส

3.4 แต่เธอเป็นโรคบ้าผู้ชาย เธอมัวแต่มองชายหนุ่มในถนน จนหัวโขกเสา

3.5 เธอสื่อสารกับเพือนร่วมงาน/เจ้านาย เป็นตัวเลขฐานสอง 10110110111 อะไรประเภทนี้ แทนที่จะพูดเป็นภาษามนุษย์ (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะ)

แต่น่าเสียดาย ที่สำหรับเรานั้น TROUBLE 100% มันมาถึงจุดไคลแมกซ์ หรือมันมาพีคเอาช่วงกลางเรื่อง เมื่อตัวละครสาวกระโดดสะพานลอยปรากฏออกมาน่ะ แต่ครึ่งเรื่องหลัง หนังมันพยายามจะทำตัวมีสาระ มีธีม มีประเด็น ความสนุกของหนังก็เลยลดลงไปมาก

สาเหตุที่เราไม่ค่อยชอบครึ่งเรื่องหลังของ TROUBLE 100% มันเป็นเพราะรสนิยมส่วนตัวของเราด้วยแหละ เพราะเรามักจะพบว่า หนังหลายๆเรื่องที่เราดูนั้น เราไม่ชอบ ประเด็น”, “ธีม”, “สาระ”, “เนื้อเรื่องของมัน เรามักจะพบว่า เนื้อเรื่องและ ประเด็นของหนัง ขัดขวางความสุขที่เราควรจะได้รับจากหนังเรื่องนั้น แต่ถ้าหากหนังเรื่องนั้นปลดปล่อยตัวเองออกจาก เนื้อเรื่องและ ประเด็นและนำเสนอความเสียสติของตัวเองไปเรื่อยๆ มันอาจจะเข้าทางเรามากกว่า

แต่อันนี้เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวนะ แน่นอนว่าผู้ชมคนอื่นๆอาจจะชอบหนังที่ เนื้อเรื่องและ ประเด็นแต่สำหรับเราแล้ว หนังอย่าง TROUBLE 100% เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้ตัวดีว่า เรามีความสุขกับความประสาทแดกของหนังมากๆ จน สาระหรือ ประเด็นของหนังมาทำลายความสุขนั้นไ

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผู้กำกับที่เราชื่นชอบสุดๆ ก็คือผู้กำกับที่สามารถนำเสนอ ประเด็นได้โดยไม่ไปลดทอนพลังความประสาทแดกของหนังนะ ซึ่งผู้กำกับที่ทำหนังที่ประสาทแดกมากๆ แต่ก็ดูเหมือนจะนำเสนอประเด็นได้ดีมากๆในขณะเดียวกัน ก็มีอย่างเช่น Christoph Schlingensief, Ulrike Ottinger, Pedro Almodovar หรือหนังอย่าง DAISIES (1966) ของ Vera Chytilova

พอเปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆใน JIT’S WISH LIST แล้ว เราว่า TROUBLE 100% เป็นหนังที่ เล่าเรื่องมากที่สุดแล้วนะ แต่เราก็ชอบที่โครงสร้างการเล่าเรื่องของมันเป็นแนว THE PHANTOM OF LIBERTY (1974, Luis Buñuel) + LA RONDE (1950, Max Ophuls) ที่เล่าเรื่องของตัวละครที่ต่อเนื่องกันเป็นทอดๆ แทนที่จะใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบหนังทั่วไป

เราว่าตัวละครผู้ร้ายในหนังที่เป็นกะเทย+ทอม มันน่าสนใจดีด้วย ในแง่หนึ่งมัน politically uncorrect แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็ anti-stereotype หรือเปล่า เพราะปกติแล้วตัวละครนักเลงรีดไถเงินแบบนี้ มักจะเป็นชาย straight กุ๊ยๆ

4.WHEN KOSIT WENT TO DEATH (2001, Kosit Juntaratip)

ดีใจสุดๆที่หลายคนชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนทุกฉาก, ทุกซีน, ทุกเฟรมภาพ มันออกแบบมาดีมากน่ะ

ฉากที่ชอบที่สุดในการดูรอบสอง ก็คือฉากที่โฆษิตพูดว่า โฆษิตตายแล้วครับแล้วแม่ก็ตอบว่า ดีแล้วแล้วก็เฉไฉไปคุยเรื่องอื่นๆแทน เรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่หนักมาก คลาสสิคมาก ที่แม่ตอบแบบนี้

5.มหานคร:สังหารหมู่ (2001, Montree Saelo)

เปิดฉากมาตอนแรกนึกว่าจะเป็นหนังอนุรักษ์ความสะอาด ด่ากรุงเทพ ด่ารถติด ด่าประชากรแออัด ชนบทดีงาม บลา บลา บลา แต่ไปๆมาๆปรากฏว่าผิดคาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแล้ว

เหมือนหนังหาจุดที่สมดุลได้ดี ระหว่าง การพยายามทำให้คนดูรู้จักตัวละครกับ การกีดกันคนดูออกจากตัวละคนะ เพราะเราว่าหนังกลุ่มที่บันทึก ช่วงเวลาอันน่าจดจำระหว่างเพื่อนๆโดยเฉพาะหนังที่กึ่งๆสารคดี กึ่งๆ home video แบบนี้ หลายเรื่องมักประสบปัญหาที่ ตัวละคร/subjects ในหนัง สนิทกันมากๆ คุยกันเรื่องส่วนตัวมากๆซึ่งคนดูหลายๆคนไม่รู้เรื่องส่วนตัวนั้นด้วย และพอตัวละครในหนังคุยกันแต่เรื่องที่เฉพาะกลุ่มมากๆ บางทีคนดูก็เลยรู้สึกเหมือนถูกกีดกันออกจากกลุ่มตัวละครไปเลย 

และเราว่า METROPOLIS: MASSACRE นี้ หาจุดที่สมดุลได้ดี คือหนังมันก็ไม่ได้พยายามทำให้เรารู้จักว่าใครเป็นใครเลยนะ หนังมันพาเรากระโจนเข้าไปอยู่กลางวงเพื่อนนั้นเลย เพื่อนๆแต่ละคนคุยกันอย่างสนิทสนมโดยไม่สนใจคนดูเลยว่าจะเข้าใจอะไรไหม แต่หนังมันนำเสนอการเล่นสนุกในป่าในแบบที่เรามีอารมณ์ร่วมไปด้วยได้ และหนังนำเสนอ ฉากคุยกันเรื่องกล้องซึ่งเป็นบทสนทนาที่ไม่กีดกันคนดูมากเกินไป เราก็เลยมองว่า หนังเรื่องนี้นำเสนอ moment แห่งความสุขระหว่างเพื่อนได้ดีมากๆสำหรับเรา มันเป็น moment ที่แสดงให้เห็นว่าเพื่อนๆกลุ่มนี้สนิทกันจริงๆ และ คนนอกอย่างเราก็เข้าไปสัมผัสกับมันได้ด้วย

6.มารเกาะกุมนครหลวง (2001, Manutsak Dokmai)

อย่าถามเราว่าชื่อหนังเรื่องนี้แปลว่าอะไร

อย่าถามเราว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร

อย่าถามเราว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในหนังเรื่องนี้

เพราะเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เรารู้แต่ว่าเรามีความสุขสุดๆที่ได้ดูอะไรแบบนี้ จบ

7.HIGHWAY-SATOR (2003, Suwit Maprajuab)

ตายแล้ว ทำไมเราจำผิดว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับรถตุ๊กๆ แต่ก็เอาเถอะนะ มันเป็นหนังความยาว 5 นาทีที่เราได้ดูเมื่อ 13 ปีก่อน ความทรงจำของเรามันก็คงต้องมีผิดพลาดบ้าง 555

เราเดาว่าสาเหตุที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ อาจจะเป็นเพราะว่า เราชอบหนังกลุ่มที่ ตัวละครทำอะไร nonsense สุดๆไปเรื่อยๆ แล้วก็ตายห่าไปเลยโดยที่หนังไม่ต้องสั่งสอนหรือให้สาระอะไรกับคนดูน่ะ ซึ่งหนังในกลุ่มนี้ก็มีเช่นเรื่อง

7.1 BLOW UP MY TOWN (1968, Chantal Akerman) ที่นางเอกเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ทำอะไรบ้าๆบอๆในห้องครัวไปเรื่อยๆ แล้วก็ฆ่าตัวตาย

7.2 TIME UP (2012, Jiraporn Saelee) ที่นางเอกเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่แดกอาหารไปเรื่อยๆ แล้วก็ตายห่าไปเลย

7.3 CRADLE (2013, Tidathip Sanchart) ที่นางเอกเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ไกวเปลให้เพื่อนจนเพื่อนตายไปเลย

เราว่า HIGHWAY-SATOR ทำให้เรารู้สึกฟินคล้ายๆกับหนังกลุ่มข้างต้น ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เวลาดูหนังกลุ่มนี้มันให้ความรู้สึก liberate อะไรบางอย่าง มันเป็นอารมณ์ขันแบบที่เข้าทางเราด้วยน่ะ 

อีกอย่างที่เราชอบมากๆใน HIGHWAY-SATOR คือ รถบุโรทั่งที่ใช้ในหนัง คือเราไม่รู้ว่ามันทำจากวัสดุอะไร เราสงสัยมากๆ มันดูเหมือนรถกระดาษมากๆ แต่มันก็เหมือนแล่นในถนนจริงๆ เราก็เลยงงๆว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำยังไง และรถในหนังทำจากกระดาษหรือวัสดุอะไร

เราว่าเราชอบอะไรแบบนี้ด้วยแหละ นั่นก็คือ vehicles ที่ปรากฏในหนัง และทำให้คนดูรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่า กำลังดูหนังเพราะรถบุโรทั่งใน HIGHWAY-SATOR มันเป็นรถที่แล่นไม่ได้ในความเป็นจริงอยู่แล้ว แต่ ภาพยนตร์ทำให้มันแล่นได้ เพราะนี่คือ fictional world ที่เรากำหนดให้อะไรก็เกิดขึ้นได้ และมันทำให้เรานึกถึงหนังอีกสองเรื่องที่เราชอบสุดๆด้วย ซึ่งก็คือ ฝัน-เรียม” (2006, ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง) ที่มีฉากตัวละครพายเรือบนบก คือคนในความเป็นจริงมันพายเรือบนบกไม่ได้อยู่แล้ว แต่พอตัวละครใน ฝัน-เรียมพายเรือบนบกอย่างเอาจริงเอาจัง เราก็พบว่ามันเป็น sense of humour ที่เข้าทางเราอย่างสุดๆ ส่วนหนังอีกเรื่องคือ THE GREAT LOVE (1969, Pierre Étaix) ที่ตัวละครเดินทางบนท้องถนนโดยใช้ เตียงเป็นยานพาหนะ


ZERO DISTANCE (2016, Lennert de Taeye, A+30)

ZERO DISTANCE (2016, Lennert de Taeye, A+30) ดูแล้วนึกถึง Harun Farocki มากๆที่ ดีใจที่ถึงแม้ Harun Farocki ตายไปแล้ว แต่ยังคงมีผู้กำกับคนอื่นๆสืบสานแนวทางหนังของเขาต่อไป อย่างเช่น Lennert de Taeye และ Theeraphat Ngathong


ในขณะที่ปีนี้มีหนังสั้นไทยหลายเรื่องที่ออกมาในแนว “ชีวิตประจำวัน” ซึ่งเป็นแนวที่เราชอบมากๆ ปรากฏว่าหนังสั้นต่างชาติก็มีออกมาในแนวนี้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นเรื่อง THE DAY BEFORE CHINESE NEW YEAR (2016, Lam Can-zhao, China, A+30) และ THE ISLAND (2015, Natalia Krasilnikova, Poland, A+30) 

Sunday, August 21, 2016

THE DOG'S LULLABY


THE DOG’S LULLABY (2015, Makbul Mubarak, Indonesia, A+30) เฮี้ยนมากๆ นึกว่าสามารถฉายปะทะกับ DIVINE (1998, Arturo Ripstein, Mexico) ได้เลย เพราะหนังสองเรื่องนี้มีการนำเสนอความเชื่อความศรัทธาที่เฮี้ยนมากพอๆกัน โดยใน THE DOG’S LULLABY นั้น พฤติกรรมการทำร้ายตัวเองในแบบที่ใกล้เคียงกับ sadist/masochist ส่งผลให้มีเงินโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ส่วนใน DIVINE นั้น นางเอกเป็นเจ้าแม่ลัทธิที่ตั้งกฎว่า การร่วมรักกับหนุ่มๆนำมาซึ่งบุญกุศลอันใหญ่หลวง (ถ้าจำไม่ผิด)


ECCE HOMO (2015, Dimitar Kutmanov, A+30) นึกว่านำแสดงโดย Yekaterina Golubeva โดยตัวหนังเองนั้นดูแล้วนึกถึงหนังกลุ่ม Bela Tarr, Sharunas Bartas, Fred Kelemen, Aleksei Muradov มากๆ ไม่รู้หนังกลุ่มนี้เรียกว่าอะไร เราขอเรียกว่ามันเป็นหนังกลุ่ม Poetic Miserabilism ก็แล้วกัน ดีใจมากๆที่มีผู้กำกับรุ่นใหม่สืบสายธารการทำหนังกลุ่มนี้ต่อไป เพราะดูเหมือน Tarr, Bartas, Kelemen แทบจะไม่ได้ผลิตผลงานใหม่ๆออกมาเลยในช่วงที่ผ่านมา

MY MOST FAVORITE THAI FILMS IN THAI SHORT FILM FESTIVALS 1997-2015

MY MOST FAVORITE THAI FILMS IN THAI SHORT FILM FESTIVALS 1997-2015

หนัง 7 เรื่องที่เราเลือกมาในโปรแกรม JIT’S WISH LIST นั้นไม่ใช่หนังที่เราชอบมากที่สุดในเทศกาลหนังสั้นในช่วง 19 ปีที่ผ่านมานะ แต่หนัง 7 เรื่องนี้เป็นหนังที่เราชอบมาก และหาดูยากมาก เราก็เลยเลือกหนัง 7 เรื่องนี้มา ส่วนหนังที่เราชอบมากที่สุดในเทศกาลหนังสั้นแต่ละปีนั้น เราไม่ได้เลือกมาฉายในงานนี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วมันเป็นหนังที่เพื่อนๆนักดูหนังเคยดูกันไปแล้วประมาณ 10 รอบ เราก็เลยไม่เลือกมันมา

ส่วนหนังที่เราชอบมากที่สุดในเทศกาลหนังสั้นแต่ละปีนั้น มีดังต่อไปนี้ (บางปีเราจะแยกระหว่างหนังที่ยาวเกิน 30 นาที กับหนังที่ยาวไม่เกิน 30 นาที)

1.THE FIRST THAI SHORT FILM FESTIVAL IN 1997
AI JUK (1997, Atipat Kamolpetch, animation, 17min)
ไอ้จุก (อธิปัตย์ กมลเพ็ชร)

2.1998
AMAZING THAILAND (Soraya Nakasuwan + Panatta Yusuksawasdi, Chulalongkorn University, documentary,  17min)

3.1999
WINDOW (Apichatpong Weerasethakul, 12min)

4.2000
MARCH OF TIME 1 (Uruphong Raksasad, 19min)
กาล

5.2001
ROUGH NIGHT (Samart Imkham, 22min)

6.2002
เปลือก (Tanwarin Sukkhapisit, 23min)

7.2003
DON’T FORGET ME (Manassak Dokmai, 10min)
อย่าลืมฉัน

8.2004
8.1 BUS STOP (Tossaporn Mongkol, 30min)
ที่หยุด-จุดเริ่มต้น (ทศพร มงคล)
8.2 BIRTH OF THE SEANÉMA (Sasithorn Ariyavicha, 70min)

9.2005
9.1 JIM จิ๋ม (Tossaporn Mongkol, 14min)
9.2 AFTERNOON TIMES (Tossapol Boonsinsukh, 90min)

10.2006
10.1 LIFE IS SHORT 2 (Tossapol Boonsinsukh, 12min)
10.2 PATTERNS OF TRANSCENDENCE (Jakrawal Nilthamrong, 49min)

11.2007
11.1 THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY (Prap Boonpan, 29min)
ความลักลั่นของงานรื่นเริง
11.2 MEMORY OF THE LAST DECEMBER (Artit Choatsajanant, 41min)

12.2008
12.1 DANGER (DIRECTOR’S CUT) (Chulayarnnon Siriphol, 14min)
ภัยใกล้ตัว (ฉบับผู้กำกับ)
12.2 THE PEN (Weerasak Suyala, 60min)
เกมผีปากกา

13.2009
13.1 POLITICALLY LAWYER AND NARRATIVE CINEMA (Chaloemkiat Saeyong, 27min)
ฆาตรกรรมสวาท ประหลาดน่านฟ้า ทำให้คนหายตัวไป
13.2 BODILY FLUID IS SO REVOLUTIONARY (Ratchapoom Boonbunchachoke, 41min)
ของเหลวที่หลั่งจากกาย

14.2010
14.1 FUENG (Teeranit Siangsanoh + Wachara Kanha + Tani Thitiprawat, 28min)
เฟื่อง
14.2 RED SHEEP (The Underground Office, 38min)
แกะแดง

15.2011
15.1 FORGET ME NOT (Naphat Chaithiangthum, 30min)
ผลิรัก...ไม่รู้โรย
15.2LEASTWAYS/MODERATE WAYS/EXTREME WAYS (Tritos Termarbsri, 90min)
อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก

16.2012
16.1 CELESTIAL SPACE (Ukrit Sa-nguanhai, 28min)
พิมานอากาศ
16.2 THE BURNT-OUT STAR (Teeranit Siangsanoh, 65min)
ดาวที่ไหม้ไฟ

17.2013
17.1 HUNGARY MAN BOO (Viriyaporn Boonprasert, 28min)
17.2 A HARDSHIP OF A LAMP, TRYING TO BE LIKE THE SUN (Thanapruet Prayoonphrom, 64min)
ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว

18.2014
18.1 AWARENESS (Wachara Kanha, 14min)
ภาษาที่เธอไม่เข้าใจ
18.2 MA’M ANNA, NIPPLES, MACARON, PONYANGKAM, AND BASIC EDUCATION (Ratchapoom Boonbunchachoke, 40min)

19.2015
19.1 TEMPERATURE OF ROOMTONE (Pamornporn Tandiew, 19min)
ในวันที่พระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก
19.2 SEE YOU TOMORROW (Nattawoot Nimitchaikosol, 53min)
พบกันใหม่โอกาสหน้า