Friday, December 14, 2018

THE OTHER SIDE OF HOPE (2017, Aki Kaurismäki, Finland, A+30)


THE OTHER SIDE OF HOPE (2017, Aki Kaurismäki, Finland, A+30)

รู้สึก identify ตัวเองกับเด็กฝึกงาน/สาวเสิร์ฟ Mirja (Nuppu Koivu) ในหนัง ทั้งๆที่เธอเป็นแค่ตัวประกอบ ที่ไม่มีบทบาทสำคัญอะไร และทำหน้าตานิ่งๆตลอดทั้งเรื่อง คือการที่หนังไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับเรื่องของเธอ มันทำให้เราจินตนาการเรื่องของเธอต่อเติมเข้าไปในแบบที่สัมพันธ์กับตัวเองได้น่ะ

คือการที่เรา identify ตัวเองกับเธอ เพราะเรารู้สึกว่า เธอก็คงเป็นคนจนๆคนนึง ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ และพยายามทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดไปเรื่อยๆ อดทนทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ตัวเองจะสามารถมีฐานะดีกว่านี้ขึ้นมาได้หรือไม่ และในขณะที่ร้านอาหารพยายามจะพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับโลก เธอก็คงทำได้แค่อดทนทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดต่อไป หน้านิ่งๆของเธอทำให้เราจินตนาการต่อไปว่า มันคือใบหน้าของความอดทนและความเข้มแข็งในแบบของตัวเอง

และบางทีเธออาจจะปลอบใจตัวเอง เหมือนที่เราปลอบใจตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในขณะนี้ก็ได้ว่า ถึงแม้เราจะจน และต้องทนทำงานต่อไปเรื่อยๆ ก็ยังมีชีวิตคนอื่นๆที่ลำบากสาหัสสากรรจ์กว่าเราร้อยเท่าพันทวี ชีวิตเราแย่ แต่ก็มีคนที่แย่กว่าเราหลายเท่านัก ทั้งผู้ลี้ภัยจากซีเรียและอิรักในหนัง หรือคนอีกมากมายบนโลกนี้ที่ชีวิตดราม่าหนักกว่าเราหลายเท่า

คือเราขี้เกียจเขียนถึงประเด็นผู้ลี้ภัยน่ะ 555 เพราะเราว่าหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอประเด็นผู้ลี้ภัยได้ “ดีตามคาด” แล้ว แต่ก็ไม่ได้มีอะไรรุนแรงกว่าหนังสารคดีเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยอีกหลายสิบเรื่องที่เราเคยดูมา เพราะฉะนั้นในเมื่อประเด็นผู้ลี้ภัยในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่โดดเด้งที่สุดสำหรับเรา แล้วอะไรคือสิ่งที่เรารู้สึกดีกับมันเป็นการส่วนตัวมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ และบางทีสิ่งนั้นก็คือสิ่งที่พบได้ในหนังของ Aki Kaurismaki อีกหลายเรื่อง นั่นก็คือการนำเสนอคนธรรมดา จนๆ ฐานะไม่ดี ที่กัดฟันสู้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ คนธรรมดาแบบนี้อาจจะไม่ได้มีชีวิตที่หนักสุดๆแบบผู้ลี้ภัยที่เป็นพระเอกของเรื่อง แต่หนังก็นำเสนอคนธรรมดาอย่างสาวเสิร์ฟคนนี้ได้ในแบบที่มี aura บางอย่างที่โดนใจเรา

ชอบที่หนังเรื่องนี้ไม่มีประเด็นเรื่อง “ความรักโรแมนติก” ด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นการนำเสนอความหวังของชีวิต ของคนที่อาจจะไม่ได้มีความรักหนุ่มสาวเป็นเครื่องมือในการช่วยชุบชูจิตใจแต่อย่างใด

LOST IN A BORGESIAN LABYRINTH (2018, David King, Australia, 7min, A+30)



LOST IN A BORGESIAN LABYRINTH (2018, David King, Australia, 7min, A+30)

This film makes me feel as if it is a Zen riddle. Hahaha. The film is very thought-provoking for me. It presents a man walking through a scrubland, and it seems the film tries to connect a scrubland or nature with an infinite library. The film also refers to literary works by Jorge Luis Borges and Italo Calvino, which I know nothing about. I have no idea what this film means or tries to say. It does not try to say something simple like, “Nature is a vast source of knowledge.”, or “To read a book is to travel to unknown places.” What is the link between a scrubland and a library? I don’t know. But at least the film can me think, though I cannot find any answers. As puzzling as a Zen riddle.


Wednesday, December 12, 2018

SAT WIBAK NAK LOKE


สัตว์วิบากหนักโลก (2003, Phaisit Phanphruksachat, 78min)

ขอบันทึกไว้ว่าได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่ 4 และส่งผลให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังยาวของไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่เราได้ดูถึง 4 รอบ 555 โดยรอบที่หนึ่งเราได้ดูในปี 2008 ในงานที่จัดฉายโดยกลุ่ม Third Class Citizen ที่สำนักงานของ Bioscope Magazine ส่วนรอบสองได้ดูในงาน Filmvirus Wildtype ที่จัดที่หอศิลป์จามจุรี น่าจะเป็นในช่วงต้นปี 2009 ส่วนรอบสามได้ดูในงาน Retrospective ของ Phaisit ที่จัดที่ BACC ในปี 2011 ส่วนรอบนี้เป็นรอบที่ 4

หนังยาวของไทยอีกเรื่องที่เราได้ดูถึง 4 รอบก็คือ BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha)

ส่วน AFTERNOON TIMES (2005, Tossapol Boonsinsukh, 90min) กับ “เมืองในหมอก” (เพิ่มพล เชยอรุณ) เราก็ได้ดูหลายรอบ แต่ไม่แน่ใจว่าได้ดูเรื่องละ 3 รอบหรือเปล่า

สัตว์วิบากหนักโลก ติดอันดับหนึ่งหนังยาวของไทยที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2008 ด้วยนะ

 

Tuesday, December 11, 2018

THE CRUELTY AND THE SOY-SAUCE MAN+ (2000, Phaisit Phanphruksachat, 106 min, A+30)


THE CRUELTY AND THE SOY-SAUCE MAN+ (2000, Phaisit Phanphruksachat, 106 min, A+30)
จอมโหดมนุษย์ซีอิ๊ว+

1.ฉากคุยกันบางฉากในหนังเรื่องนี้นี่ถือเป็นหนึ่งในฉากคลาสสิคสำหรับเราไปเลย เพราะมันดูจริงมาก ทรงพลังมากๆ มันมีพลังดิบสดบางอย่างแบบที่หาไม่ได้ในหนังเรื่องอื่นๆ แต่อาจจะพอมีที่เทียบเคียงได้บ้าง อย่างเช่น

1.1 ฉากคุยกันในหนังของ Eric Rohmer แต่ฉากคุยกันในหนังของ Rohmer มันจะไม่ดู macho เท่านี้

 1.2 ฉากคุยกันในหนังของ Mike Leigh แต่ฉากคุยกันในหนังไมค์ ลีห์ จะไม่ macho เท่านี้ และฉากคุยกันในหนังไมค์ ลีห์จะมี "สาระ", "ความหมาย" หรือมีความสัมพันธ์กับเส้นเรื่องหลัก มากกว่าหนังของ Phaisit

1.3 ฉากผู้ชายเมาเหล้าคุยกันในหนังเรื่อง THE DIRECTOR OF SOUTHPOLE (2012, Vorakorn Ruetaivanichkul) แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ฉากผู้ชายเมาเหล้าคุยกันในหนังของวรกร มันถูกนำเสนอในฐานะ “สารคดี” แต่ฉากผู้ชายคุยกันอย่างถึงพริกถึงขิงในหนังเรื่องนี้ มันถูกนำเสนอในฐานะของ fiction มันก็เลยเหมือนกับว่าฉากผู้ชายคุยกันตามความเป็นจริงนี้ มันถูกนำมาเล่นแร่แปรธาตุอะไรบางอย่าง จนทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา หรือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า คนนึงถ่ายภาพตุ๊กตาหมี แล้วก็บอกว่า “นี่คือตุ๊กตาหมี” แต่อีกคนนึงถ่ายภาพตุ๊กตาหมี แล้วก็บอกว่า “นี่อาจจะเป็นตุ๊กตาหมีของลูกสาวมาเฟียที่ถูกฆ่าตายอย่างลึกลับ” เพราะฉะนั้นภาพตุ๊กตาหมีภาพเดียวกัน มันก็เลยอาจจะส่งผลกระทบทางอารมณ์, ความรู้สึก และจินตนาการของผู้ชมอย่างแตกต่างกันมากๆก็ได้ เพราะวิธีการนำเสนอภาพนั้นมันแตกต่างกัน ทั้งๆที่มันเป็นภาพเดียวกัน

1.4 ดูแล้วนึกถึงฉากผู้ชายคุยกันในหนังเรื่อง DIASPORA UTOPIA (2017, Supawit Buaket) ด้วย แต่ถ้าเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่า ฉากคุยกันในหนังของ Phaisit มันพิเศษหรือมัน unique ยังไง เพราะฉากเพื่อนผู้ชายคุยกันใน DIASPORA UTOPIA มันเป็นฉากที่มี function แบบในหนังทั่วๆไป นั่นก็คือคุยกันเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมตามที่หนังต้องการนำเสนอ และอาจจะทำให้ตัวละครดูเป็นมนุษย์ที่จับต้องได้มากขึ้น (เรารู้ประวัติภูมิหลังของพระเอกผ่านทางบทสนทนา เราเข้าใจพระเอก, เพื่อนๆของเขา และสภาพแวดล้อมของเขามากขึ้นผ่านทางบทสนทนา) แต่ฉากคุยกันในหนังของ Phaisit มันเหมือนเลยพ้นไปจากการทำหน้าที่ของ “บทสนทนาที่ดี” แบบในหนังทั่วๆไป มันเหมือนเป็นการคว้าจับบทสนทนาที่น่าจดจำ, ห้วงขณะที่น่าจดจำมาเก็บบันทึกไว้ โดยที่มันไม่จำเป็นต้องส่องสะท้อนอะไรมากนักก็ได้

1.5 ดูแล้วนึกถึงบทสนทนากวนตีนๆในหนังของ Quentin Tarantino และหนังที่รับอิทธิพลมาจาก Tarantino ด้วย อย่างเช่นหนังเรื่อง “อำพราง” (2010, Tani Thitiprawat) ที่ให้ตัวละครสมาชิกแก๊งนักฆ่าถกกันเป็นเวลานานเรื่องการใช้ทิชชูในห้องน้ำ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า ในหนังของ Phaisit นั้น เราจะรู้สึกว่า จุดประสงค์ของการใส่บทสนทนาแบบนี้เข้ามา ไม่ใช่เพื่อ “สร้างอารมณ์กวนตีน” กับผู้ชมแบบในหนังของ Tarantino น่ะ คือมันเป็นการใส่บทสนทนาแบบสมจริงที่มักจะไม่ได้เห็นในหนังทั่วๆไปเข้ามาในหนังเหมือนๆกัน แต่ในหนังของ Tarantino นั้น มันเหมือนกับว่าเขาใส่เข้ามา เพราะเขารู้ว่ามัน “ผิดที่ผิดทาง” และจงใจเล่นสนุกกับความรู้สึกผิดที่ผิดทางนั้น (หนัง genre แอคชั่นไม่ควรจะมีบทสนทนาเรื่องชีวิตประจำวันเป็นเวลายาวนาน) แต่ในหนังของ Phaisit นั้น มันไม่ได้ถูกใส่เข้ามาเพราะมัน “ผิดที่ผิดทาง” แต่มันถูกใส่เข้ามาเพราะมันดูเหมาะสมของมันเองจริงๆ

1.6 ถ้าจะมีฉากคุยกันยาวๆฉากใด ที่ทำให้เรารู้สึกรุนแรงได้มากเท่ากับฉากตัวละครคุยกันใน THE CRUELTY AND THE SOY-SAUCE MAN นั่นก็คงจะเป็นฉากตัวละครระบายความในใจอย่างยาวนานใน THE MOTHER AND THE WHORE (1973, Jean Eustache, 217min)

2.ชอบการคุยกันเรื่องเต้าหู้กับเต้าฮวยมากๆ จริงๆช่วงนี้ของหนังนี่นำไปปะทะกับ BEFORE SUNRISE ได้เลย

3.ถ้าหากเลือกผู้กำกับคนใดในโลก ที่สามารถปะทะกับ Phaisit Phanphruksachat ได้แล้ว เราก็คิดว่าอาจจะมีแค่ Herbert Achternbusch จากเยอรมนีนี่แหละ ที่สามารถปะทะได้ ในแง่ความทุนต่ำ, บ้าบอคอแตก, ขี้เล่น, การไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใดๆอีกต่อไป แต่หนังของ Achternbusch อาจจะ “การเมือง” กว่า หรือเน้นสาระมากกว่าหนังของ Phaisit

Monday, December 10, 2018

THAI FILM WISH LIST


พอได้ดู “จอมโหดมนุษย์ซีอิ๊ว” (2000, Phaisit Phanphruksachat, A+30) แล้ว ก็ได้คุยกับเพื่อนๆเรื่องหนังยาวของไทยในยุคนั้น แล้วก็พบว่า มันมีหนังขนาดกลางและขนาดยาวของไทยหลายเรื่องมากๆที่เรายังไม่เคยดู และไม่รู้ว่าจะหาดูได้ที่ไหน หวังแต่ว่าจะมีใครเอาหนังเหล่านี้กลับมาฉายให้พวกเราได้ดูกันอีก

หนังที่เรายังไม่เคยดู ก็มีเช่นเรื่อง

1.เถื่อนบริสุทธิ์ (2002, Weerasak Suyala, 50min)
นิทาน-ราตรี (2004, ยุทธพงศ์ พีระยุทธพงศ์, 50min)
3.KFC/KILL FAT COOK (2005, กุลชาติ จิตขจรวานิช, Nattapong Rungraung, 129min)
Film Wish List: MY ANGEL โปรดเก็บผมไว้ในใจเถอะคนดี (2005, Sumeth Puangoag, 69min)
5.MY COMMUNITY (2005, Pisut Srimhok, 59min, documentary)
6.STILL ALIVE (2006, Suwan Huangsirisakul, documentary, 90min)
BLACK SHADOW นินจาเงา (2007, Wissanukorn Suwannasri, 54min)
Film Wish List: NORRAKALLASOON: FAITH DOGMA นรกาฬสูร: ทิฐิแห่งศรัทธา  (2007, Rutt Deeprom, 99min)

Wednesday, December 05, 2018

AL BERTO (2017, Vicento Alves do Ó, Portugal, A+30)


AL BERTO (2017, Vicento Alves do Ó, Portugal, A+30)

1.แค่ฉากเปิดก็รู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้เข้าทางเราสุดๆอย่างแน่นอน 555 เหมือนมันมีความเหวอบางอย่างในฉากเปิด ตัวละครคุยกันแบบงงๆ ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร แต่อารมณ์ที่ได้มันใช่มากๆ

2.ชอบการถ่ายในหลายซีนมากๆ ทั้งฉากพระเอกเดินที่ริมชายหาด, ฉากพระเอกเจอกับคู่รักที่บ้านครั้งแรก (การจัดแสงเงาในฉากนี้ติดตามากๆ), ฉากพระเอกจับได้ว่าแฟนมีชู้ (ฉากนี้ก็แสงเงาหนักมากเช่นกัน) หรือฉาก Sara ร้องไห้ในช่วงท้ายเรื่อง ชอบทุกฉากที่แม่เลี้ยงของ João Maria โผล่มาด้วย รู้สึกว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจดี

3.รู้สึกว่าจริงๆแล้วตัวละครหนุ่มสาวแหกขนบในหนังเรื่องนี้ สามารถไปอยู่ในหนังของ Rainer Werner Fassbinder ได้ แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มองตัวละครหนุ่มสาวเหล่านี้ในทางบวกเป็นส่วนใหญ่ เหมือนผู้สร้างหนังรักตัวละครเหล่านี้ และมองว่าผู้ร้ายคือ “สังคมอนุรักษ์นิยม หัวโบราณ ใจแคบ” แต่ถ้าหากตัวละครเหล่านี้ไปอยู่ในหนังของ Fassbinder ตัวละครเหล่านี้ก็จะถูกขุดคุ้ยด้านลบขึ้นมาตีแผ่เป็นส่วนใหญ่

Friday, November 23, 2018

BALL OF FAT


10 FAVORITE MOVIE CHARACTERS

DAY 10: Ball of Fat (Marilou Berry) from CHEZ MAUPASSANT: BALL OF FAT (2011, Philippe Bérenger, France)

ตัวละครกะหรี่สาวใจเพชรตัวนี้มาจากละครทีวีชุด CHEZ MAUPASSANT ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Guy de Maupassant โดยละครตอนนี้เล่าเรื่องในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงที่เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับปรัสเซีย กะหรี่สาวที่มีสมญานามว่า Ball of Fat ได้ขึ้นรถม้าโดยสารเพื่อหนีภัยสงครามพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง โดยผู้โดยสารรถม้าเที่ยวนี้มีทั้งชนชั้นกลางระดับล่าง, ชนชั้นกลางระดับสูง, ขุนนาง และแม่ชี หรือกล่าวได้ว่าผู้โดยสารรถม้ากลุ่มนี้เป็นเหมือนการสะท้อนสังคมฝรั่งเศสยุคนั้น

ผู้โดยสารกลุ่มนี้ตอนแรกก็เหยียดหยามนางเอกที่เป็นกะหรี่ แต่พอพบว่ากะหรี่คนนี้พกอาหารติดตัวมาด้วยมากมาย และเอามาแจกจ่ายเพื่อนร่วมทาง พวกเขาก็เลยเริ่มทำตัวดีกับเธอ ต่อมารถม้าคันนี้เกิดหลงเข้าไปในแดนของทหารฝ่ายศัตรู ทหารก็เลยคุมตัวทุกคนในรถม้าเอาไว้ และจะปล่อยไปก็ต่อเมื่อนางเอกยอมมีเซ็กส์กับทหาร แต่ละคนในรถม้าก็เลยพยายามกดดันนางเอกด้วยวิธีการต่างๆนานาให้ยอมทำตามที่ทหารต้องการ ทั้งๆที่นางเอกไม่เต็มใจจะมีเซ็กส์กับทหารฝ่ายศัตรู

ในที่สุดนางเอกก็เลยทนแรงกดดันจากทุกคนไม่ไหว เธอยอมมีเซ็กส์กับทหาร ทหารก็เลยปล่อยทุกคนไป ปรากฏว่าหลังจากนั้นทุกคนบนรถม้าก็กลับมาเหยียดหยามนางเอกเหมือนเดิม ทำราวกับว่านางเอกเป็นคนน่ารังเกียจ ไม่อยากจะเสวนาด้วย ทั้งๆที่นางเอกเสียสละเพื่อทุกคน

เราชอบหนัง/ละครตอนนี้อย่างที่สุดในชีวิต รู้สึกว่ามันสะท้อนมนุษย์, ชนชั้นล่าง, ชนชั้นกลาง, ชนชั้นสูงได้อย่างดีสุดๆ ดูแล้วรู้สึกกราบตัวละครนางเอกตัวนี้มากๆ หัวใจเธอมันน่ากราบจริงๆ

พอดีเพิ่งดูหนังอินเดียเรื่อง DEVIL (2018, Kshitij Sharma, A+30) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Guy de Maupassant เหมือนกัน แล้วก็ชอบสุดๆเหมือนกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้ว DEVIL กำกับไม่ค่อยดีเท่าไหร่

คือเหมือนกับว่า Guy de Maupassant เขาเข้าใจมนุษย์อย่างถ่องแท้มากๆน่ะ หรือเขามองมนุษย์ในแบบที่ใกล้เคียงกับเรามอง เขาเข้าใจความเปราะบางของมนุษย์ เข้าใจ “แบบทดสอบความเป็นมนุษย์” เข้าใจมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี พยายามทำดี แต่พอเจอสถานการณ์อะไรต่างๆเข้ามา เราก็จะพบว่ามนุษย์เกือบทุกคนล้วนเป็นสีเทาด้วยกันทั้งนั้น

และพอบทประพันธ์ต้นแบบของ Guy de Maupassant มันเข้าทางเราสุดๆแบบนี้ เพราะฉะนั้นถึงแม้มันจะเป็น “หนังที่สร้างขึ้นเพื่อฉายทางทีวี” อย่าง BALL OF FAT หรือเป็นหนังที่ “ขาดฝีมือทางการกำกับ” แบบ DEVIL หนังดังกล่าวก็ยังคงสะท้านสะท้อนสะเทือนใจเราอย่างรุนแรงสุดๆอยู่ดี ซึ่งแตกต่างจากหนังที่อาจจะกำกับดี ถ่ายภาพสวย ถ่ายภาพทรงพลังมากมายหลายเรื่อง แต่ไม่สามารถตีแผ่ความเป็นมนุษย์ของตัวละครออกมาได้อย่างจั๋งหนับแบบ Guy de Maupassant

Monday, November 19, 2018

MANGPONG


THE REMAINS OF THE DAYS เถ้าถ่านแห่งวารวัน

ผ่านไปเมเจอร์ เอกมัย เห็นสภาพร้านแมงป่องเหลือแต่ซากแล้วก็หวนนึกถึงอดีต เพราะเครือข่ายร้านแมงป่องนี่ก็ผูกพันกับเรามานาน 30 ปี พอๆกับโรงหนังลิโด-สกาลา เหมือนเราเติบโตมากับการฟังเทป HARAJUKU (เทปผีที่ร้านแมงป่องผลิตเอง) และการดูวิดีโอของร้านแมงป่องสาขามาบุญครอง น่าจะตั้งแต่ปี 1987 เลยมั้ง ถ้าจำไม่ผิด วิดีโอเทปม้วนแรกที่ซื้อในชีวิตก็คือ TOP GUN (1986, Tony Scott) จากร้านแมงป่องที่มาบุญครอง ตอนนั้นน่าจะราคาประมาณ 200 บาท จำได้ว่าเราอดข้าวกลางวัน 10 วันในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน เพื่อจะได้เก็บเงินมาซื้อวิดีโอม้วนนี้ อยากได้วิดีโอ TOP GUN มากๆเพราะช่วงนั้นเงี่ยน Tom Cruise มากๆ ส่วนวิดีโอเทปอีกม้วนที่ซื้อจากร้านแมงป่องในยุคแรกก็คือ CAMILLE CLAUDEL (1988, Bruno Nuytten) แต่หลังจากนั้นเราก็หันมาซื้อวิดีโอจากร้านลูกแมวที่มาบุญครองเป็นหลัก เพราะร้านลูกแมวขายถูกกว่า

อีกจุดที่ผูกพันกับร้านแมงป่องมากๆ ก็คือตอนที่เราอยู่ม.4-ม.5 เวลาเลิกเรียน แล้วเรากับเพื่อนๆก็ชอบไปยืนดูจอทีวีที่ร้านแมงป่องมาบุญครองเปิดไว้ เพราะช่วงนั้นมิวสิควิดีโอจากต่างประเทศเป็นอะไรที่หาดูยากมากๆ พวกเราก็เลยชอบไปยืนดูมิวสิควิดีโอวง BANANARAMA กันที่หน้าร้านแมงป่อง เพราะทางร้านชอบเปิดมิวสิควิดีโอวงนี้ แล้วต่อมาทางร้านก็ชอบเปิดหนังเรื่อง THE LAND BEFORE TIME (1988, Don Bluth)

ยังจำได้อยู่เลยว่า พนักงานร้านแมงป่องมาบุญครองคนนึงตัดผมม้า พวกเราก็เลยตั้งฉายาเธอลับหลังว่า Swing Out Sister

ถ้าหากลิโด/สกาลา เป็นโรงหนังที่ผูกพันกับเรามานานที่สุด แมงป่องก็คงจะเป็นร้านวิดีโอ/ดีวีดีที่อยู่กับเรามานานที่สุดมั้ง เพราะทั้งร้านลูกแมว, AVS, REX, IMAGINE, TSUTAYA, แว่นวิดีโอ อะไรพวกนี้ก็อำลาจากเราไปนานแล้ว มีแมงป่องนี่แหละที่อยู่กับเรามาได้นานถึง 30 กว่าปี