Tuesday, February 25, 2020

EXTRA CAREFUL OF MARRIAGE

EXTRA CAREFUL OF MARRIAGE (SHUBH MANGAL ZYADA SAAVDHAN) (2020, Hitesh Kewalya, India, A+30)

1.หนังบอลลีวูด romantic comedy เกี่ยวกับคู่รักเกย์หนุ่มที่พ่อแม่ไม่ยอมรับ ชอบ "หนังตลก" แบบนี้มากๆ นั่นก็คือ หนังตลกที่ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง

2.ชอบการ treat ตัวประกอบแต่ละตัวมากๆ คือคู่พระเอก 2 คนนี่ก็ปัญหาชีวิตหนักมากแล้ว แต่หนังยังมีตัวประกอบอีก 5 ตัวที่ต่างก็มี "ความคับแค้นใจ" เป็นของตนเอง

3.โชคดีที่เราเลือกที่นั่งที่ไกลผู้ชมคนอื่น พวกเขาจะได้ไม่เห็นว่าเราร้องห่มร้องไห้

ANNIE HALL (1977, Woody Allen, A+30)

1.ดีงามมาก ไม่รู้เหมือนกันว่ามันได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ Woody มากน้อยแค่ไหน แต่ดูแล้วนึกถึงทั้ง 8 1/2 และ PAIN AND GLORY ในแง่ที่ว่า หนังทั้ง 3 เรื่องนี้เล่าถึง "คนรักที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของชายคนนึง"  และใช้การตัดสลับเวลาไปมาเหมือนๆกัน แต่ด้วยลีลาเฉพาะตัวของผู้กำกับแต่ละคนที่แตกต่างจากกันอย่างสิ้นเชิง

2. ชอบหนังเรื่องนี้มากก็จริง แต่พอหนังมันเล่าจากมุมมองของผู้ชาย เราก็เลยไม่ได้อินกับมันมากเท่ากับกลุ่มหนังของ Woody ที่เราชอบมากที่สุด นั่นก็คือกลุ่ม INTERIORS (1978), SEPTEMBER (1987) และ ANOTHER WOMAN (1988)

Monday, February 24, 2020

THE FABLE

THE KING'S AVATAR: FOR THE GLORY (2019, Zhiwei Deng + Juansheng Shi, China, animation, A+10)

 เป็น subculture ที่เราไม่มีความรู้เลย (วงการเกมคอมพิวเตอร์)

A video installation by Jeff Gompertz

ชอบมากๆที่เอาคลิปนางงามจักรวาลมาทำเป็นงาน video art

A video installation by Augustine  Abreu & Ignacio Platas

ดูแล้วงง รู้แต่ว่ามีพูดถึงนาซี

APOPHENIAC 3:32 (Cedric Arnold, video installation, A+30)

งดงามมากๆ

THE FABLE (2019, Kan Eguchi, Japan, A+30)

นี่สินะ หนัง JOHN WICK ในแบบที่เราต้องการ นั่นก็คือหนังที่ตัวพระเอก (ซึ่งเป็นนักบู๊ผู้เก่งกาจ มีความเป็นเครื่องจักรสังหาร) กลายเป็น sex object ของเราอย่างเต็มที่ เขาทั้งหล่อ เซ็กซี่ เท่ ไม่เจ้าชู้ และหาเรื่องแก้ผ้าตลอดเวลา 55555

THE ROOM (2019, Christian Volckman, France/Luxembourg/Belgium, A+25)

เหมือนเป็นตอนหนึ่งในละครทีวีชุด TWILIGHT ZONE ที่สนุกดี

ถ้าเราได้ห้องแบบนี้ เราคงเสกหนุ่มหล่อล่ำบึ้กขึ้นมาเป็นผัวเราสัก 30 คน 5555


KING RAMA VII VISITING NORTHERN PROVINCES B.E. 2469 (1926, King Rama VII, documentary)
+ OUTTAKES OF ROYAL TOUR IN NOTHERN SIAM (1927, Royal Train Department, documentary, about 50min)

พระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวเสดจฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2469 (1926)
+ OUTTAKES OF ROYAL TOUR IN NORTHERN SIAM (1927, กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง)

ดูแล้วได้ความรู้ดีมากๆ วิทยากรทั้งสองท่านให้ความรู้ได้ดีมากๆ

Friday, February 21, 2020

I AM NOT ALLOWED TO LIVE IN YOUR REALITY

THE INTERESTS ARE AT STAKE (2020, Kreuser/Cailleau, video installation, A+30)

วิดีโอนี้จัดแสดงอยู่ที่ชั้น 4 BACC นะ ดูแล้วนึกว่าเป็น prequel ของงาน NEITHER GREATER THAN NOR EQUAL TO. NEITHER LESS THAN NOR EQUAL TO ของ Latthapon Korkiatrakul เพราะว่า วิดีโอนี้แสดงให้เห็นว่า “แผ่นกระดาษ” กลายมาเป็น “เงินตรา” ได้อย่างไร ในขณะที่งานของ Latthapon ทำให้ “เงินตรา” กลายกลับมาเป็น “แผ่นกระดาษ” อีกครั้ง 55555

I AM NOT ALLOWED TO LIVE IN YOUR REALITY (2020, Jirawut Ueasungkomsate, virtual reality, A+30)

 ถือเป็นงาน moving image แบบ virtual reality งานแรกที่เราได้ดู เพราะก่อนหน้านี้เราไม่กล้าดูงาน VR เพราะเรากลัวว่าเวลาสวมอุปกรณ์ VR ทับแว่นของเราแล้วมันจะทำให้แว่นเราเบี้ยว 555 แต่งาน I AM NOT ALLOWED นี้มันน่าดึงดูดมากๆ เราก็เลยยอมเสี่ยงดูเป็นครั้งแรก และพบว่ามันไม่ทำให้แว่นเราเบี้ยวแต่อย่างใด

ดูแล้วก็หลอนมากๆ เราเดาว่าในอนาคตมันต้องมีคนทำหนังผีแบบ VR ออกมาแน่ๆ  ลองนึกภาพผู้ชมเดินไปในย่านราชประสงค์ สวมแว่น VR แล้วเห็นการจำลองภาพเหตุการณ์ในปี 2010 ดูสิ

Thursday, February 20, 2020

THE ROOM

NOWHERE (2020, Chakhrit Buranarom, video installation, 4min)

 --นึกว่าฉากในหนังแนว fantasy, dystopia ที่ทรงพลังมากๆ

--เหมือน statement ของมันจะพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เราชอบมากๆที่เราไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมตอนดู video นี้ก็ได้ เพราะเราอยากจะดูภาพในวิดีโอนี้ แล้วจินตนาการเรื่องราวต่างๆขึ้นมาในแบบของตัวเองมากกว่า

--นึกถึงภาพวาดของ Hieronymus Bosch บวกกับงาน production design ในหนังอย่าง RE-CYCLE (2006, Oxide Pang + Danny Pang) และ   INCEPTION (2010, Christopher Nolan)

THE ROOM (2019, Thanawat Numcharoen, video installation, 6min, A+30)

ปลื้มปริ่ม น้ำตาไหล ทิงนองนอยมากๆ นึกว่าถ้าหาก Andrei Tarkovsky หรือ Lav Diaz มากำกับ PARANORMAL ACTIVITY มันก็อาจจะออกมาใกล้เคียงกับวิดีโอนี้ 555

SEE NO EVIL (2019, Tharathon Phaibueng, video installation, 3min)

เห็นแว่นตาใน video  นี้แล้วนึกถึง THE LOOK OF SILENCE (2014, Joshua Oppenheimer, Indonesia, documentary) ที่แสดงให้เห็นว่า คนในสังคมเดียวกัน treat เหตุการณ์สังหารหมู่ในแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แอบสงสัยว่า video นี้ตั้งใจพาดพิงถึง   THE LOOK OF SILENCE หรือเปล่า 555

Wednesday, February 19, 2020

OUTSIDE IN


OUTSIDE IN (2019, Vacharanont Sinvaravatn, video installation, 8min)

พิศวงมาก เราว่าเป็นวิดีโอที่ดูยากที่สุดในงาน REFRACTIVE ERROR เหมาะจะดูสองรอบขึ้นไป เพราะดูรอบเดียวแล้วงงมาก 555

ตอนก่อนดู video นี้ เราอ่าน statement ก่อน ซึ่งก็พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจดี เรื่องข้างนอกกับข้างใน เพราะฉะนั้นตอนดูวิดีโอนี้ในช่วงแรก เราก็เลยดูมันโดยพยายามตีความมันให้เข้ากับ statement ที่เขียนไว้ แล้วเราก็พบว่าวิธีการดูแบบนี้ไม่ทำให้เรา enjoy กับมันเลย 555

เพราะฉะนั้นตอนหลังเราเลยไม่สนใจ statement มันแล้ว เราดู video นี้โดยปล่อยจินตนาการของตัวเองให้เป็นอิสระเต็มที่ ไม่ต้องพยายามตีความอะไรมันให้เข้ากับ statement ใดๆทั้งสิ้น แล้วก็พบว่าวิธีการดูวิดีโอ/หนังแบบนี้นี่แหละ ที่เข้าทางเรามากที่สุด ดูแล้ว enjoy กับมันมากขึ้นเยอะเลย 555

เราเดาว่า เหมือนพอมันถูก treat เป็นงานศิลปะ โดยเฉพาะงานศิลปะที่อาจจะต้องทำส่งอาจารย์ มันก็เลยต้องมี statement กำกับน่ะ เหมือน statementพยายามทำให้อะไรที่มันดูเป็นนามธรรมมากๆกลายเป็นประเด็นที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ แต่ตัวเราเองนั้นเติบโตมากับการดู “หนังที่ผู้กำกับไม่ต้องการจะสื่อสารกับผู้ชม แต่แค่ต้องการจะแสดงออก” จะไม่ค่อยคุ้นชินกับการดูงานศิลปะแบบนี้น่ะ เพราะฉะนั้นในตอนหลังพอเราเลือกจะ approach วิดีโอนี้ในฐานะของ “หนังทดลอง” เรื่องนึงที่ไม่จำเป็นจะต้องมีความหมายเฉพาะเจาะจงอะไรใดๆก็ได้  เราก็เลย enjoy กับมันมากขึ้น 555

LOOKING THROUGH THE WALL (2020, Kem Sriwichaimool, video installation)
                       
ตกใจกับฝูงผึ้งปีศาจในวิดีโอนี้ 555 ตอนแรกเห้นเงาดำๆบินไปบินมา ก็นึกว่านก แต่ดูๆไปแล้วเราว่าน่าจะเป็นผึ้งมากกว่า แต่ทำไมมันดูมีความน่ากลัวอะไรบางอย่าง เหมือนผึ้งโดยปกติแล้วจะเป็นตัวแทนของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่การปรากฏของฝูงเงาดำในวิดีโอนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ก้ำกึ้งระหว่างธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์กับอะไรที่ไม่น่าไว้วางใจ 555

UNTITLED (2020, Siwawet Thongbaiyai, video installation)

งดงามมากๆ รู้สึกว่าถ้าหากเรามีเวลาพอ เราสามารถนั่งดูวิดีโอนี้ไปเรื่อยๆได้ 30 นาทีเลย เหมือนเรา enjoy กับอะไรแบบนี้ได้ง่ายมากๆ นั่งดูความสวยงามของสีสันไปเรื่อยๆ

เป็นวิดีโอที่ “ไม่สามารถบรรยายความงดงามออกมาเป็นตัวอักษร” ได้จริงๆ

“ความงดงามของสีสัน” ในวิดีโอนี้ ทำให้นึกถึงความรู้สึกของเราเวลาดูหนังทดลองอย่าง THE DANTE QUARTET (1987, Stan Brakhage) ด้วย แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือว่า THE DANTE QUARTET มันเร็วมาก มันก็เลยไม่มี “พลังของการสะกดจิต” แบบวิดีโอนี้น่ะ คือตอนที่เราดูวิดีโอ UNTITLED นี้ มันให้ความรู้สึกคล้ายๆการ “นั่งสมาธิ” เพ่งดูจิต ดูการเคลื่อนของจิต ของประสาทสัมผัส การรับรู้ การปรุงแต่งอารมณ์ อะไรแบบนี้น่ะ 555 ในขณะที่การดูหนังอย่าง THE DANTE QUARTET มันไม่ได้อารมณ์ของการนั่งสมาธิแบบนี้

THE DANTE QUARTET


การใช้ดอกทานตะวันทำให้นึกถึง Van Gogh และตัวภาพในวิดีโอก็ทำให้นึกถึงภาพวาด impressionist ด้วย

LITTLE LOVE SONG

LITTLE LOVE SONG (2019, Kojiro Hashimoto, Japan, A+15)

 หนังใช้ setting เป็นเขตฐานทัพทหารอเมริกันใน okinawa และชาวบ้านญี่ปุ่นในบริเวณนั้น ซึ่งมันเป็น setting เดียวกับ  MAKING A PERFECT DONUT (2018, Kyunchome) ซึ่งเป็นหนังสารคดีที่เราชอบที่สุดในปี 2018 แต่น่าเสียดายที่ LITTLE LOVE SONG มันออกมาเมนสตรีมมากๆ ดูมีอะไรหลายอย่างที่ cliche มากๆ หรือแบนมากๆ

แต่ก็เพลิดเพลินกับหนังมากพอสมควรนะ ชอบจังหวะของหนังที่ไม่เร่งรีบดี

Monday, February 17, 2020

I GO GAGA, MY DEAR


12 SUICIDAL TEENS (2019, Yukihiko Tsutsumi, Japan, A+25)

1.จริงๆแล้วหนังไม่ดีเท่าไหร่ เหมือนมีการ “แถ” เยอะมาก คือเหมือนมีอะไรที่อาจจะไม่สมเหตุสมผลเยอะมาก แต่เป็นสิ่งที่ใส่เข้ามาในหนังเพื่อหวังผลทางอารมณ์เป็นหลัก แต่เราก็ชอบหนังมากในระดับนึงอยู่ดี 555

อย่างแรกเลยที่เรารู้สึกว่า มันดูแถ ก็คือการที่ตัวละครหลายตัวหมกมุ่นกับการคลี่คลายปริศนาลับอย่างมากๆน่ะ คือตัวละครทั้ง 12 คนในหนังเรื่องนี้ นัดกันมาเพื่อฆ่าตัวตาย โดยที่พวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พอพวกเขามาเจอปริศนาลับอะไรบางอย่างในสถานที่ฆ่าตัวตาย พวกเขาก็ตั้งอกตั้งใจไขปริศนาลับนี้อย่างมากๆ

คือเรารู้สึกว่า ถ้าหากเราจะฆ่าตัวตายจริงๆ เราก็คงไม่สนใจจะไขปริศนาลับห่าเหวอะไรนี่น่ะ คือถ้าหากคนอื่นๆไม่ร่วมมือกับเรา เราก็อาจจะวิ่งไปกระโดดตึกตายไปเลยคนเดียวอะไรทำนองนี้ กูไม่รอพวกมึงหรอก กูฆ่าตัวตายคนเดียวก็ได้

แต่เราก็ยอมรับความ “แถ” ของหนังตรงจุดนี้ได้ เพราะการที่ตัวละครพยายามจะไขปริศนาลับกันอย่างเอาเป็นเอาตายในหนังเรื่องนี้ มันทำให้หนังเรื่องนี้มีลักษณะเป็นหนัง whodunit น่ะ ซึ่งเป็นหนังแนวที่เราชอบสุดๆ เรามักจะอินกับเรื่องราวทำนองนี้ เราว่ามันสนุกดี และตัวละครแต่ละตัว โดยเฉพาะผู้หญิงแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ก็ดูมีบุคลิกแรงๆ เหมาะจะฟาดฟันตบตีกันมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่า ถึงหนังมันจะแถ หรือมันจะไม่สมเหตุสมผล แต่การแถของมันก็เป็นไปเพื่อ “สร้างอารมณ์แบบหนัง whodunit”  ขึ้นมาน่ะ ซึ่งเป็นอารมณ์แบบที่เราชอบ เราก็เลยยอมรับหนังเรื่องนี้ได้

2.ชอบไอเดียอันนึงของหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะหนังเรื่องนี้มีลักษณะคล้ายหนัง thriller และหนังปริศนาฆาตกรรม ที่ตัวละครกลุ่มนึงมาอยู่รวมกันในสถานที่นึง เจอปริศนาลับ และต้องร่วมมือกันไขปริศนานั้น ซึ่งสถานการณ์แบบนี้อาจจะทำให้นึกถึงหนังอย่าง AND THEN THERE WERE NONE (1945, Rene Clair),หนังชุด SAW หรือหนังอย่าง INCITE MILL (2010, Hideo Nakata) ด้วย

แต่ 12 SUICIDAL TEENS กลับหัวกลับหางสถานการณ์ข้างต้นได้อย่างน่าสนใจมาก เพราะปกติแล้วในสถานการณ์ข้างต้นนั้น ตัวละครที่มาอยู่รวมกัน “ต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด” น่ะ พวกเขาต้องไขปริศนาลับ ปริศนาฆาตกรรม หาตัวฆาตกรให้ได้ เพื่อที่ตัวเองจะได้มีชีวิตรอด

แต่ใน 12 SUICIDAL TEENS นั้น ตัวละครทุกตัวอยากฆ่าตัวตาย พวกเขาก็เลยดูเหมือนไม่ได้ “หวาดกลัว” อะไรกับการที่มี “บุคคลลึกลับ” มาทิ้งศพแปลกหน้าไว้ในสถานที่นั้น พวกเขาแค่ต้องการไขปริศนาให้ได้ เพื่อที่การฆ่าตัวตายของพวกเขาจะได้ไม่สร้างปัญหาต่อกรมธรรม์ประกันชีวิต หรืออะไรทำนองนี้แค่นั้นเอง

หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้ดำเนินไปด้วยการทำให้ผู้ชมหวาดกลัวการฆาตกรรมอะไรเลย เราก็เลยชอบไอเดียนี้มากๆ มันเหมือนเป็นการหยิบเอาสูตรหนัง whodunit มาใช้ แต่ถอด “ความลุ้นระทึกว่าตัวละครตัวไหนจะถูกฆ่าเป็นรายต่อไป” ออกไป เพราะทุกตัวละครแม่งอยากฆ่าตัวตายอยู่แล้ว เราว่าการเอาสูตรหนังแบบเก่ามาดัดแปลงใหม่แบบนี้ เป็นอะไรที่เราชอบมากๆ

3.ชอบไอเดียในช่วงท้ายๆของหนังด้วย คือพอหนังเฉลยอะไรเกือบหมดแล้ว เราก็ชอบหนังมากขึ้น เพราะเราว่าไอเดียของตัวละครตัวนึงมันเข้าท่าดี


I GO GAGA, MY DEAR (2018, Naoko Nobutomo, Japan, documentary, A+30)

1.ดูแล้วเข้าใจเลยว่า ทำไมบางคนอยาก “นิพพาน” ไม่อยากกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป 555 เพราะปกติแล้วเรามักจะอวยพรให้คนอื่นๆ “อายุยืน” แต่มันแทบเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนที่อายุยืน จะสุขภาพแข็งแรงขณะอายุ 80, 90, 100 ปี ยกเว้นมึงเป็นคุณยายวรนาถ คนหลายคนที่อายุยืน ต่างก็ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพ ความร่วงโรยของสังขารด้วยกันทั้งนั้น

และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักถึงความจริงข้อนี้ของชีวิตมนุษย์ได้ดีมากๆ คือในแง่นึง ตัวละครในหนังเรื่องนี้ดูน่าอิจฉามากๆ พวกเขาเป็นคู่รักที่ครองรักกันมานาน 60 ปี เราเองตอนเด็กๆก็เคยใฝ่ฝันอย่างนี้เหมือนกัน ตอนเด็กๆเราก็ใฝ่ฝันอยากมีสามีที่รักกัน ดูแลกันไปตลอดชีวิตเหมือนกัน

แต่ถ้าเราได้แบบที่เราเคยใฝ่ฝันตอนเด็กๆจริงๆ แล้วต้องมีชีวิตอยู่กับ “ความร่วงโรยของสังขาร” ในตอนแก่แบบนี้ เราก็เข้าใจแล้วล่ะว่า ทำไมมนุษย์บางคนไม่อยากกลับมาเกิดอีกต่อไป ขอตายแล้วนิพพานไปเลยดีกว่า เพราะสังสารวัฏ การเกิดแก่เจ็บตายนี่แม่งเป็นทุกข์จริงๆ

2.ดูแล้วนึกถึง AMOUR (2012, Michael Haneke) มากๆ แต่พอ AMOUR มันเป็น fiction หนังเรื่องนั้นก็เลยไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “หวาดกลัวกับความจริงของชีวิต” มากเท่าหนังสารคดีเรื่องนี้ คือตอนที่เราดู AMOUR เรารู้สึกว่า “เรื่องราวแบบในหนังมันคงเกิดขึ้นกับชีวิตของคนอื่นๆ” น่ะ แต่ตอนที่เราดู I GO GAGA, MY DEAR เรากลับรู้สึกว่า นี่แหละความจริงของชีวิตมนุษย์ ไม่มีผัวก็ทุกข์, มีผัวก็ทุกข์, อายุสั้นก็น่าเสียดาย, อายุยืนยาว ก็ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยของสังขาร กูไม่อยากเกิดมาแล้ว

3.ฉากแม่ของผู้กำกับจะซักผ้า แล้วหมดแรง แล้วเลยล้มลงนอนพังพาบบนกองผ้า นี่เป็นอะไรที่หนักมากๆ

4.ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง GRANDMOTHER (2010, Yuki Kawamura, Japan) ที่เคยมาฉายที่ PARAGON มากๆ โดย GRANDMOTHER เป็นการบันทึกภาพคุณยายของผู้กำกับขณะกำลังจะสิ้นลม นอนหายใจรวยรินต่อหน้ากล้องไปเรื่อยๆ

ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว เราก็ชอบ GRANDMOTHER มากกว่า I GO GAGA, MY DEAR นะ เพราะ GRANDMOTHER มันดูนิ่งสงบกว่าน่ะ มันก็เลยเข้ากับโทนอารมณ์เรามากกว่า ในขณะที่ I GO GAGA, MY DEAR มันดูตัดต่อเร็วเกินไปสำหรับเรา เราอยากให้แต่ละฉากในหนังเรื่องนี้มันทิ้งช่วงเวลานานกว่านี้

Sunday, February 16, 2020

MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuki Suzuki, Japan, A+30)


MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuki Suzuki, Japan, A+30)

1.ชอบสุดๆพอๆกับ KNIVES OUT เลย เพราะเราชอบหนัง/นิยายแนวปริศนาฆาตกรรม Agatha Christie อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือว่า เรื่องราวแนวปริศนาฆาตกรรมส่วนใหญ่ มันขาดมิติความซับซ้อน ความลึกของชีวิตมนุษย์ไปน่ะ เหมือนรายละเอียดต่างๆที่ใส่เข้ามาในหนังแนวนี้ บางทีมันใส่เข้ามาเพียงเพื่อให้ผู้ชมสงสัยว่า ตัวละครตัวนี้เป็นฆาตกรหรือเปล่า เท่านั้น มันก็เลยทำให้ตัวละครแต่ละตัวในหนังแนวนี้ มีความสำคัญเพียงแค่เป็น ผู้ต้องสงสัย มากกว่าจะเป็น "มนุษย์ที่มีอะไรน่าสนใจใจในหลายๆด้านของชีวิต" นอกเหนือจากการเป็นผู้ต้องสงสัย

เราก็เลยชอบหนังของ Claude Chabrol และหนังที่สร้างจากนิยายของ Patricia Highsmith + Ruth Rendell+ Geoeges Simenon มากๆ เพราะมันพูดถึงการฆาตกรรม แต่มันไม่ได้สนใจว่าใครเป็นฆาตกร มันสนใจจิตวิญญาณของตัวละครแต่ละตัวมากกว่า

และก็เลยทำให้เราชอบ GOSFORD PARK (2001, Robert Altman), KNIVES OUT, MASQUERADE HOTEL และแม้แต่ 12 SUICIDAL TEENS ด้วย เพราะหนังกลุ่มนี้มันเหมือนเอา หนัง genre Whodunit ไปผสมกับ genre อื่นๆ แล้วมันเลยช่วยทลายข้อจำกัดของหนัง genre  whodunit ไปได้

2.ชอบมากๆที่ MASQUERADE HOTEL มันผสม whodunit กับหนังแนว "ความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพ" ของญี่ปุ่นน่ะ และมันทำออกมาได้เข้าทางเราสุดๆ คือหนังเรื่องนี้มันเหมือนให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า “ใครเป็นฆาตกร” มากพอๆกับประเด็นที่ว่า “การจะเป็นพนักงานโรงแรมที่ดี ต้องทำอย่างไรบ้าง” แล้วมันก็เลยเข้าทางเรามากๆ

คือเหมือนเราเติบโตมากับละครทีวีญี่ปุ่น/การ์ตูนญี่ปุ่นแนว “การประกอบอาชีพ” น่ะ ทั้งอาชีพพิธีกร, ตากล้อง, ช่างตัดผม, ดีไซเนอร์, ตำรวจ, แอร์โฮสเตส ฯลฯ อะไรทำนองนี้ เราก็เลยชอบเรื่องเล่าทำนองนี้ของญี่ปุ่นมากๆ ที่มันพยายามสอนคนดูว่า การจะประกอบอาชีพนี้ๆ ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างไรบ้าง ผู้จะประกอบอาชีพนี้ ต้องเรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างไรบ้าง ต้องระวังอะไรบ้าง

ซึ่ง MASQUERADE HOTEL ก็ทำหน้าที่ของเรื่องเล่าทำนองนี้ได้ดีมาก แต่สิ่งที่เหนือชั้นมากๆก็คือว่า เมื่อเรา identify กับตัวละครในหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกร่วมไปกับตัวละครด้วยความรู้สึกสองแบบพร้อมๆกัน นั่นก็คือความรู้สึกที่ว่า “ฉันจะต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด รับมือกับแขกของโรงแรมให้ดีที่สุด” และความรู้สึกที่ว่า “ฉันจะต้องจับตาดูแขกทุกคนในโรงแรมตลอดเวลา ว่าใครคือฆาตกร” ซึ่งการที่หนังทำให้เรารู้สึกสองอย่างพร้อมๆกันในเวลาเดียวกันแบบนี้ มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้เหนือชั้นกว่าหนัง genre whodunit โดยทั่วไป และเหนือชั้นกว่าหนังแนว “ความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพ” โดยทั่วไปด้วย

เราก็เลยรักหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะมันสามารถผสม genre หนังที่เราชอบมากๆสอง genre เข้าด้วยกัน และให้ความรู้สึกที่สุดยอดมากๆสำหรับเรา