Sunday, April 26, 2015

Films seen on Sunday, April 26, 2015


Films seen on Sunday, April 26, 2015

ตอนนี้แม่หมีกลับมาเป็นคออักเสบอีกแล้วค่ะ วันนี้ขอแค่แปะเกรดก่อนนะคะ เพราะต้องรีบเข้านอนพักผ่อน

1. THE REUNION (2013, Anna Odell, Sweden, A+30)

2.THE SPONGEBOB MOVIE: SPONGE OUT OF WATER (2015, Paul Tibbitt, USA, animation, A+25)

3.FLEET OF TIME (2014, Zhang Yibai, China, B+ )

รูปของ Eddie Peng จาก FLEET OF TIME


Films seen on Saturday, 25 April, 2015

Films seen on Saturday, 25 April, 2015

ยังไม่มีเวลาเขียน เลยมาแปะเกรดไว้ก่อน

1.A SEPARATION (2013, Karin Ekberg, Sweden, documentary, A+20)

2.STOCKHOLM STORIES (2013, Karin Fahlén, Sweden, A+15)
แต่ถ้าใครให้เกรด F กับหนังเรื่องนี้ เราก็เข้าใจนะ เพราะเราเกลียดตอนจบของหนังเรื่องนี้มากๆในระดับ F

3.LOVE IS สี่เส้า (2015, Karunyapas Kamsin, B- )

อันนี้เป็นรูปของ Filip Berg หนึ่งในดารานำของ STOCKHOLM STORIES



Saturday, April 25, 2015

THE 100-YEAR-OLD MAN WHO CLIMBED OUT THE WINDOW AND DISAPPEARED (2013, Felix Herngren, Sweden, A+/A)


THE 100-YEAR-OLD MAN WHO CLIMBED OUT THE WINDOW AND DISAPPEARED (2013, Felix Herngren, Sweden, A+/A)

ดูแล้วนึกถึง FORREST GUMP + หนังตลกร้าย + หนังที่มีกลิ่นไอจางๆของ magical realism

ปัญหาก็คือว่าเราไม่ได้เป็นแฟนหนัง FORREST GUMP และก็ไม่ได้เป็นแฟนหนังตลกร้าย ส่วนหนัง magical realism ส่วนใหญ่เราก็ชอบแค่ในระดับ “มากพอสมควร” แต่ไม่ใช่มากสุดๆ เพราะฉะนั้นนั่นก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าทางเรามากนัก

แต่หนังก็ดูเพลิดเพลินดีนะ แต่เราไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับตัวละครเลยน่ะ เราก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไรไปกับหนังมากนัก

เราว่าสาเหตุนึงที่เราไม่ค่อยถูกโฉลกกับหนังตลกร้าย โดยเฉพาะหนังตลกร้ายของฝรั่งเศส เป็นเพราะว่าเรามักจะอินกับหนังที่ทำให้เรา sympathize กับ “ความเจ็บปวดของตัวละคร” น่ะ แต่ในหนังตลกร้ายโดยทั่วไป มันมักจะมีฉากโหดๆ ฉากเลือดสาด แต่ตัวละครจะไม่มีความเจ็บปวดกับความเลือดสาด ความโหดในฉากเหล่านั้น (ซึ่งตรงข้ามกับหนังสยองขวัญ) และตัวละครก็มักจะไม่เจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจกับอะไรเหี้ยๆห่าๆหลายๆอย่างในหนังด้วย นั่นก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้เราไม่อินกับหนังตลกร้ายโดยทั่วไป เพราะเรามักจะ approach หนังผ่านทางความเจ็บปวดทางจิตใจของตัวละคร

แต่มันก็มีข้อยกเว้นนะ เพราะหนังตลกร้ายของ Danny DeVito นี่เป็นอะไรที่เข้าทางเราสุดๆ เพราะเราว่าทัศนคติหลายๆของเขาเข้ากับเรา หรือหนังอย่าง EVERLY (2014, Joe Lynch, A+30) ก็เข้าทางเราสุดๆ เพราะถึงแม้มันจะมีความตลกร้ายอยู่ในหนัง แต่เราก็รู้สึกว่าตัวละครในหนังมัน “เจ็บจริง”

แต่เราว่ากลิ่นอายของ magical realism ในหนังสวีเดนเป็นอะไรที่น่าสนใจดีนะ จริงๆแล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่า magical realism ได้หรือเปล่า 555 แต่มันเหมือนมีความเพี้ยนพิลึกบางอย่างในหนังที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น

คือปกติแล้วเราจะเจอหนัง magical realism ในอเมริกาใต้กับคาบสมุทรบอลข่านเป็นหลัก พอกลิ่นอายของหนังพวกนี้มันไปอยู่ในหนังชาติอื่นๆ มันก็เลยเหมือนกลายเป็นอะไรที่น่าสนใจ น่าศึกษาวิเคราะห์ดี

นอกจากหนังสวีเดนเรื่องนี้แล้ว หนังเรื่องอื่นๆที่เราว่ามันเหมือนมีกลิ่นอายของ magical realism ลอยอยู่จางๆก็เช่น CITIZEN DOG (2004, Wisit Sasanatieng), FINDING FANNY (2014, Homi Adajania, India) กับ MATRU KI BIJLEE KA MANDOLA (2013, Vishal Bhardwaj, India) เราว่า FINDING FANNY เหมาะนำมาฉายควบกับ THE 100-YEAR-OLD MAN มากๆ เพราะมันเป็นหนัง road movie ของชายชราเหมือนๆกัน แต่เราชอบ FINDING FANNY มากกว่า THE 100-YEAR-OLD MAN เพราะเราว่าตัวละครมันมีอารมณ์แบบมนุษย์มากกว่า, มีงาน visual ที่น่าจดจำกว่า และเราชอบบรรยากาศของ Goa ในหนังอินเดียเรื่องนี้ด้วย

อีกจุดนึงที่เราว่าน่าสนใจดีใน THE 100-YEAR-OLD MAN ก็คือการนำเสนอสตาลินในฐานะตัวละครตลก เราสนใจในแง่ที่ว่า มันมีหนังหลายเรื่องที่นำเสนอสตาลินในภาพลักษณ์แบบนี้ ในขณะที่ dictator คนอื่นๆอย่างเช่นฮิตเลอร์, นายพลฟรังโก้, ซาลาซาร์, อิดี้ อามิน, นโปเลียน, ปิโนเชต์, สฤษดิ์, ถนอม ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะตัวตลกในสื่อภาพยนตร์มากเท่าสตาลิน เราก็เลยสนใจว่าทำไมสตาลินถึงถูก treat แบบนี้ 555

หนังเรื่องอื่นๆที่นำเสนอสตาลินในฐานะตัวตลกก็เช่น CHILDREN OF THE REVOLUTION (1996, Peter Duncan) และ HOTEL LUX (2011, Leander Haußmann)



EGO (2013, Lisa James-Larsson, Sweden, A-)


EGO (2013, Lisa James-Larsson, Sweden, A-)

เป็นหนังที่เหมาะสำหรับเด็กหญิงอายุ 10-12 ปี

เพลงบางเพลงที่พระเอกร้องในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงวงดนตรีป็อปอังกฤษในทศวรรษ 1980 ประเภทวง HUE AND CRY ซึ่งเป็นแนวที่เราชอบมาก




Thursday, April 23, 2015

BELLEVILLE BABY (2013, Mia Engberg, Sweden, documentary, A+15)

BELLEVILLE BABY (2013, Mia Engberg, Sweden, documentary, A+15)

หนังเหมือนเป็นภาคต่อของหนังสองเรื่องที่เราชอบสุดๆ ซึ่งก็คือเรื่อง RIGHT NOW (2004, Benoît Jacquot) กับ FIRST LOVE (2006, Yukinari Hanawa) โดย RIGHT NOW กับ FIRST LOVE มีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาวในทศวรรษ 1960-1970 ที่หลงรักอาชญากรหนุ่มหล่ออย่างหัวปักหัวปำ และเธอก็เลยเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมในยุคนั้นด้วย ก่อนที่จะถอนตัวในเวลาต่อมา เพราะพวกเธอไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน พวกเธอทำไปก็เพียงเพราะความรักเท่านั้นเอง

RIGHT NOW สร้างจากเรื่องจริงด้วย และพอเราดูหนังอย่าง RIGHT NOW กับ FIRST LOVE แล้ว เราก็จะสงสัยว่า ชีวิตนางเอกของหนังสองเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรกันนะหลังจากพวกเธอแยกทางจากคนรัก, กลับเข้ามาอยู่ในโลกของชนชั้นกลาง และใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาๆต่อไปอีกสัก 10-20 ปี และก็ดูเหมือนว่า BELLEVILLE BABY จะตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเราตรงจุดนี้ เพราะ BELLEVILLE BABY เป็นสารคดีเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งที่รำลึกถึงอดีตของตนเองในวัยสาว อดีตที่ได้เริงรักกับชายหนุ่มหัวขบถ/อาชญากรคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหายไปจากชีวิตของเธอโดยไม่ทราบสาเหตุ และกลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป 10 ปี โดยเขาให้เหตุผลว่าเขาหายไปเพราะติดคุกในฝรั่งเศส การที่เขากลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้งทำให้ทั้งเธอและเขาได้ย้อนรำลึกความหลังกัน แต่เป็นความหลังที่ทั้งคู่จดจำได้ในแบบที่ไม่เหมือนกัน

จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้เป็น “สไตล์” หนังแนวที่เราชอบสุดๆเลยนะ นั่นก็คือเป็นหนังกึ่งทดลอง/เชิงกวีน่ะ เพราะในหนังเรื่องนี้เราจะได้ฟังเสียงของคนทั้งคู่คุยกัน หรือเสียงของนางเอกรำลึกความหลังและเล่าเรื่องต่างๆ แต่เราจะได้เห็นภาพสิ่งละอันพันละน้อยที่อาจจะไม่ได้ช่วยเล่าเรื่องแบบ 100% เต็ม คือเราว่าหนังเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่ทำให้นึกถึงหนังของ Marguerite Duras, Chantal Akerman, Alain Resnais และพวกหนังของแก๊ง Anna Sanders อะไรทำนองนี้

อย่างไรก็ดี เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ส่งพลังเชิงกวีต่อเราอย่างสุดๆนะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะตัวผู้กำกับ/นางเอก ไม่ได้มี passion อะไรกับคนรักเก่ามากนักก็เป็นได้ คือเรารู้สึกว่าความรักที่นางเอกเคยมีกับคนรักเก่า มันเหมือนมอดดับไปแล้วน่ะ มันเหมือนๆว่าจะจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันก็จุดไม่ติด มันชืดชาไปแล้ว และพอตัวผู้หญิงมันไม่ได้ “คลั่งรัก” แบบในอดีตอีกแล้ว พลังของหนังก็เลยอาจจะลดลงตามไปด้วย

ในแง่หนึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง PREDESTINATION (2014, The Spierig Brothers, A+30) ในแง่ที่ว่า นางเอกของหนังสองเรื่องนี้กลายเป็นคนที่ “เย็นชามากขึ้น” หลังจากโดนคนรักทิ้งไปเหมือนกัน คือเรารู้สึกว่านางเอกของ BELLEVILLE BABY คงจะเคยเป็นคนที่สดใสมาก่อนในวัยสาว เหมือนกับนางเอกของ PREDESTINATION ในวัยสาวน่ะ แต่พอคนรักหายสาบสูญไป นางเอกของ BELLEVILLE BABY ก็เลยค่อยๆกลายเป็นคนที่เย็นชามากขึ้น เหมือนกับนางเอกของ PREDESTINATION เช่นกัน

จุดที่ซึ้งที่สุดสำหรับเราใน BELLEVILLE BABY เลยกลายเป็นเรื่องของคุณย่าของผู้กำกับ เพราะคุณย่าคนนี้รักผู้ชายคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว และเธอก็เก็บความรักนี้ไว้กับตัวเป็นเวลานานหลายสิบปี อาจจะถึง 50 ปี ถึงเธอจะแต่งงานกับชายอื่น และมีลูกกับชายอื่น เธอก็ยังคงรักผู้ชายที่ตายไปแล้วคนนี้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเธอก็เลยรู้สึกว่า หนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเธอคือ “ความทรงจำ” เพราะผู้ชายที่ตายไปแล้วคนนี้อาศัยอยู่ในความทรงจำของเธอ เธอถึงกับพูดกับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ว่า “ถ้าวันไหนฉันกลายเป็นโรคความจำเสื่อม ก็ช่วยฆ่าฉันให้ตายไปเลยจะดีกว่า”


สรุปว่า BELLEVILLE BABY เป็นหนังที่มี “สไตล์” เข้าทางเรามากๆ มันมีลักษณะของความเป็นหนังเชิงกวีอยู่ด้วย แต่มันไม่ได้สะเทือนเราแบบรุนแรงสุดๆจ้ะ

RECOLLECTIONS OF THE YELLOW HOUSE (1989, João César Monteiro, Portugal, A+30)

RECOLLECTIONS OF THE YELLOW HOUSE (1989, João César Monteiro, Portugal, A+30)

--ดูแล้วนึกว่าอยู่ในโลกที่ “พระเจ้ากลายเป็นโรคประสาทแดก”

--ดูแล้วกรี๊ดแตกมากๆ เพราะเราไม่เคยพบเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนน่ะ คือเราไม่เคยดูหนังของ Monteiro มาก่อน พอมาได้ดูเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เราก็รู้สึกว่ามันมี wavelength ที่ประหลาดมากๆ, มีสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองมากๆ ไม่ซ้ำแบบใครที่เราเคยดูมาก่อนเลย และเราก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับความประหลาดและความเป็นตัวของตัวเองของมันด้วย

--หนึ่งในจุดที่ชอบที่สุดคือความรู้สึกเป็นอิสระบางอย่างในขณะที่ได้ดูน่ะ เพราะมันมีหลายฉากหรือหลาย moment มากๆที่เราไม่รู้ว่า “มันต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง” หรือ “มันต้องการบอกอะไรกับผู้ชม” ซึ่งเราจะไม่รู้สึกแบบนี้กับหนังทั่วๆไปน่ะ คือเวลาเราดูหนังทั่วไป เราจะรู้ได้ในทันทีว่า “ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมหัวเราะ ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมร้องไห้ ฉากนี้ต้องการให้ผู้ชมสะใจ, etc.” หรือถ้าเป็นหนังบางประเภท เราก็จะต้องพยายามตีความแต่ละฉาก และแต่ละสิ่งแต่ละอย่างที่ปรากฏบนจอ มันเหมือนกับว่าฉากต่างๆในหนังทั่วๆไป มันตกอยู่ภายใต้กรอบของ “ความต้องการชักนำอารมณ์ผู้ชม” และ “ความต้องการส่งสารบางอย่างต่อผู้ชม”

แต่หลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ เราดูแล้วไม่รู้จริงๆว่ามันต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง และเราก็ไม่สามารถตีความอะไรในฉากเหล่านี้ได้เลยด้วย มันคงมีความหมายให้ตีความน่ะแหละ (นักวิจารณ์บางคนบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นการเสียดสีชนชั้นกลางโปรตุเกสในยุคนั้น) แต่การตีความหนังเรื่องนี้มันเกินสติปัญญาของเราจริงๆ และเราก็รู้สึกว่า เราได้รับความเพลิดเพลินจากมันโดยไม่ต้องเข้าใจมันไปซะทั้งหมดด้วย เราก็เลยดูหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ได้ด้วยความรู้สึกเป็นอิสระจาก “กรอบของการชี้นำทางอารมณ์” และ “กรอบของความหมาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่มักกดทับหนังเรื่องอื่นๆ

ตัวอย่างฉากที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ก็เช่น ฉากที่พระเอกกินยาอย่างยืดยาว หรือฉากการแสดงดนตรีของตำรวจน่ะ เราไม่รู้จริงๆว่าฉากเหล่านี้มันต้องการให้ผู้ชมรู้สึกยังไง และต้องการจะสื่อสารอะไรกับผู้ชม แต่เราชอบลักษณะของความผิดเพี้ยนไปจากหนังปกติแบบนี้มากๆ

--ถ้าให้เปรียบเทียบกับผู้กำกับคนอื่นๆ เราก็อาจจะเปรียบเทียบได้อย่างคร่าวๆว่าหนังมันเหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง John Waters กับ Marguerite Duras น่ะ คือโดย “เนื้อหา” แล้วตัวละครมันอัปปรีย์จัญไรไร้สติหีแตกแบบในหนังของ John Waters แต่ “สไตล์” ในหลายๆฉากมันเหมือนกับหนังอาร์ตนิ่งช้าแบบ Marguerite Duras ซึ่งเราว่ามันเป็นส่วนผสมที่ประหลาดมากๆ ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน คือปกติแล้วเวลาเราดูหนังที่ตัวละครหีแตกแบบนี้ หนังมันจะออกมาในสไตล์ฉูดฉาดสุดๆ เอะอะมะเทิ่งกันมากๆ แบบหนังของ John Waters, Alejandro Jodorowsky, Seijun Suzuki, Toshio Matsumoto อะไรทำนองนั้น คือสไตล์มันจะไม่ใช่แบบนี้

แต่สไตล์ของหนังเรื่องนี้กลับทำให้เรานึกถึงหนังอาร์ตนิ่งช้าประเภท Marguerite Duras, Jean-Marie Straub ในบางฉาก คือตั้งแต่ฉากเปิดเลย คือฉากเปิดเป็นฉากที่ตัวละครคุยเรื่อง “โลนขึ้นหมอย” ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาของฉากนี้เป็นอะไรแบบ John Waters หรือหนังคัลท์ห่ามๆ แต่ภาพที่เราเห็นในฉากนี้ กลับเป็นทิวทัศน์ท่าเรือ นอกจากนี้ การใช้เสียง voiceover ในฉากนี้ ก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Duras ประเภท AGATHA AND THE UNLIMITED READINGS ด้วย คือตั้งแต่ฉากเปิด เราก็รู้แล้วว่า นี่เป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เพราะภาพและ voiceover ที่เราเห็นและได้ยิน เป็นสไตล์ดูราส์ แต่เนื้อหาของสิ่งที่ตัวละครพูด เป็นสไตล์ John Waters หรือหนังคัลท์

ฉากตัวละครกินยาอย่างยืดยาว ก็ทำให้นึกถึงหนังของดูราส์เช่นกัน ในขณะที่ฉากการแสดงดนตรี ทำให้นึกถึงหนังของ Straub


--สรุปว่าเราชอบ “ความประสาทแดก” และ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ในหนังของ Monteiro มากๆ เราว่าผู้กำกับที่เหมาะจะต่อกรกับ Monteiro มากที่สุด คือ Herbert Achternbusch

Tuesday, April 21, 2015

THE GREEN YEARS (1963, Paulo Rocha, Portugal, A+30)

THE GREEN YEARS (1963, Paulo Rocha, Portugal, A+30)

นี่คือหนังแนวของดิฉันอย่างแท้จริง เพราะมันเป็นหนังที่นำเสนอกิจวัตรประจำวันในวันอาทิตย์ของหนุ่มสาวฐานะยากจนคู่หนึ่งในกรุงลิสบอน  พวกเขาไม่มีเงินให้ช้อปปิ้ง สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือเดินไปเดินมา เดินไปแล้วก็เดินมา เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะตระหนักว่า ชีวิตของพวกเขาไม่มีทางไป และโอกาสที่จะได้ “ลืมตาอ้าปาก” เหมือนอย่างชนชั้นกลางนั้นช่างริบหรี่เหลือแสน

ชอบการที่ “เมือง” กลายเป็นเหมือนตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้

ดูแล้วคิดถึงหนังอีกหลายเรื่องมากๆที่นำเสนอชีวิตหนุ่มสาวยากจนในทศวรรษ 1960 ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการถือกำเนิดของ modern city หรือการก้าวเข้าสู่ความรุ่งเรืองของ modern city ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คือเราว่ามีหนังแบบนี้ทั้งหนังฝรั่งเศส, อิตาลี, เยอรมันตะวันตก, อินเดียน่ะ และก็ทำให้นึกถึงหนังยุโรปตะวันออกบางเรื่องในยุคนั้นด้วย ที่นำเสนอชีวิตหนุ่มสาวที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมยุคใหม่เหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า ในหนังยุโรปตะวันออกนั้น ชีวิตหนุ่มสาวจะไม่ถูกกดทับด้วยปัญหาทางการเงินหรือปัญหาชนชั้นมากนัก และเมืองก็จะไม่ทันสมัยมากนักและไม่กดทับตัวละครมากนักด้วย เพราะยุโรปตะวันออกยุคนั้นเป็นคอมมิวนิสต์

หนังที่เราว่าควรนำมาฉายควบกับ THE GREEN YEARS เพราะประเด็นข้างต้นก็มีเช่น

1.BORN IN ’45 (1965, Jürgen Böttcher, East Germany)

2.THE BREAD OF THOSE EARLY YEARS (1962, Herbert Vesely, West Germany)

3.LES COUSINS (1959, Claude Chabrol, France)

4.FIRST LOVE (1974, Krzysztof Kieslowski, Poland)

5.THE GRIM REAPER (1962, Bernardo Bertolucci, Italy)

6.PEOPLE UNDER THE SUN คนกลางแดด (1987, Kid Suvarnasara, Thailand)

7.SUBARNAREKHA (1965, Ritwik Ghatak, India)


สรุปว่า THE GREEN YEARS ติดอันดับประจำปีดิฉันอย่างแน่นอนค่ะ 

Monday, April 20, 2015

WINTER SLEEP (2014, Nuri Bilge Ceylan, Turkey, A+30)

WINTER SLEEP (2014, Nuri Bilge Ceylan, Turkey, A+30)

--รุนแรงมาก อยากให้มีคนทำละครเวที แต่เขียนบทสนทนาของตัวละครออกมาให้ได้รุนแรงแบบนี้

--ดูแล้วรู้สึกว่าหนังเสียดสีคนรวยได้ในระดับที่ลึกกว่า THE RIOT CLUB คือ THE RIOT CLUB เหมือนมองภาพในวงกว้างกว่า ส่วนอันนี้เป็นการลงลึกในจิตวิญญาณมากกว่า

--ปกติแล้วเราจะรู้สึกว่าหนังของ Ceyland ถ่าย landscape สวยมาก แต่ในเรื่องนี้เราพบว่าเขาถ่ายฉากภายในห้องได้ดีมากๆ เพราะเราจะเห็นสิ่งของต่างๆมากมายในห้อง ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างมันมีความสำคัญ มันเหมือนกับว่าในหนังเรื่องนี้ props หรือ “อุปกรณ์ประกอบฉาก” กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และการถ่ายภาพก็ต้อง serve ตรงจุดนี้ให้ได้ด้วย เพราะถ้าจัดแสงมืดไป, จัดแสงไม่ดี หรือถ่ายภาพได้ไม่ดี เราก็จะไม่เห็นอุปกรณ์ประกอบฉากเหล่านี้

--ดูแล้วทำให้นึกถึงหนังเรื่องอื่นๆที่เน้น “บทสนทนา” เหมือนกัน แต่เรารู้สึกว่าในบรรดาหนังที่เราชอบ “บทสนทนา” นั้น มันก็มีความแตกต่างกันไป อย่างเช่น

1.FAMILY THAT DINES TOGETHER (2013, Namfon Udomlertlak, A+25)
หนังสารคดีเรื่องนี้นำเสนอบทสนทนาของครอบครัวแต่ละครอบครัวขณะรับประทานอาหาร บทสนทนาเหล่านี้เป็นบทสนทนาจริงๆ เพราะฉะนั้นมันก็มีความน่าสนใจของมันในแง่นึง แต่ในอีกแง่นึง เราก็แทบไม่ได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวแต่ละครอบครัว เพราะบทสนทนาในชีวิตจริงเหล่านี้ ไม่สามารถตีแผ่จิตวิญญาณส่วนลึกของมนุษย์จริงๆแต่ละคนออกมาได้ในเวลาอันสั้นเพียงแค่ 5-10 นาที เราก็เลยเหมือนได้รับรู้แค่อะไรผิวเผิน

2.หนังของ Eric Rohmer ซึ่งเต็มไปด้วยตัวละครคุยกันในแบบที่สมจริงมากๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้ “จริง” แบบ FAMILY THAT DINES TOGETHER เพราะบทสนทนาในหนังของ Rohmer มันเหมือนได้รับการ “คั้นกรอง” มาแล้ว มันก็เลยสามารถตีแผ่จิตวิญญาณและนิสัยใจคอของตัวละครแต่ละคนผ่านทางบทสนทนาออกมาได้ คือมันมีทั้งความ “สมจริง” และความ “เข้มข้น” อยู่ด้วยกันน่ะ

3.บทสนทนาใน WINTER SLEEP ซึ่งเราว่าเป็นขั้นที่หนักกว่าในหนังของ Rohmer เพราะบทสนทนาที่เราชอบในหนังเรื่องนี้ มันเป็นการเชือดเฉือนนิสัยใจคอของคู่สนทนาอย่างรุนแรงน่ะ มันเหมือนกับว่าไม่มีใครในหนังเรื่องนี้ที่ดีสมบูรณ์แบบ หลายคนมีข้อเสีย และหลายคนต่างก็มีความสามารถในการพูดจาเชือดเฉือนข้อเสียของคู่สนทนาได้อย่างรุนแรงมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันสนุกสุดขีด และบทสนทนามันก็สะเทือนตัวเราเองด้วยมากๆ เพราะข้อเสียของตัวละครหลายๆตัวมันทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า จริงๆแล้วเราก็มีข้อเสียแบบเดียวกันนั้นเองด้วยหรือเปล่า

คือเราว่าบทสนทนาใน FAMILY THAT DINES TOGETHER มัน “จริง” สุด แต่มัน “ผิวเผิน” สุด ในขณะที่บทสนทนาในหนังของ Rohmer มัน “สมจริง” แต่มันเจาะลึกเข้าไปในนิสัยใจคอของตัวละครได้ด้วย ส่วนบทสนทนาในหนังเรื่อง WINTER SLEEP มันเข้มข้นสุด คือมันอาจจะสมจริงน้อยกว่าหนังสองกลุ่มแรก แต่มันเจาะลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ลึกที่สุด


เราแทบไม่ค่อยเจอบทสนทนาที่รุนแรงแบบ WINTER SLEEP ในหนังเรื่องอื่นๆนะ เท่าที่นึกออกก็มีแค่เรื่อง ANOTHER WOMAN (1988, Woody Allen) ที่มันมีบางฉากที่มีการพูดจาเชือดเฉือนนิสัยใจคอของคู่สนทนาอย่างรุนแรง

BAD BUT BEAUTIFUL (1967, Ubol Yugala Na Ayudhya, A+15)


BAD BUT BEAUTIFUL (1967, Ubol Yugala Na Ayudhya, A+15)
ทรชนคนสวย

--เห็นในโปรแกรมบอกหนังยาว 120 นาที แต่เราเดาว่าจริงๆมันน่าจะ 140 นาทีนะ เพราะหนังฉายตอน 17.30 น. แต่พอฉายเสร็จก็เกือบ 20.00 น.แล้ว

--แมน ธีระพลหล่อมากๆ เสียดายที่ในหนังเรื่องนี้บทเขาน้อยไปหน่อย และหนังใช้ประโยชน์จากความหล่อของเขาได้ไม่เต็มที่

--พอมาดูในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่เราไม่รู้จักชื่อของ “ดาราประกอบ” ส่วนใหญ่ในหนังแล้ว เราก็พบว่า ปัญหาของเราคือเราแยกตัวละครไม่ค่อยออก เพราะหนังเรื่องนี้มีตัวร้ายเป็นผู้ชายวัยกลางคนหลายคนมาก และทุกคนดูคล้ายๆกันไปหมดในสายตาของเรา เราก็เลยรู้สึกงุนงง สับสน และเรารู้สึกว่าหนังไม่ได้สร้างบุคลิกของตัวประกอบแต่ละตัวให้มีเสน่ห์น่าจดจำหรือ unique เท่าไหร่น่ะ คือตัวประกอบแต่ละตัวดูไม่มีมิติไปหมด คือถ้าเป็นฝ่ายพระเอก ก็มีหน้าที่แค่ไล่จับผู้ร้าย ถ้าเป็นฝ่ายผู้ร้าย ก็มีหน้าที่แค่อยากได้เงิน แล้วก็หักหลังกันไปมา แต่แต่ละตัวแทบไม่ได้มีจุดเด่นเป็นของตัวเองเลย ยกเว้นแค่ตัว femme fatale ในหนัง

คือเราจะชอบหนังประเภทของ Robert Rodriguez อย่าง DESPERADO (1995) หรือหนังอย่าง EVERLY (2014, Joe Lynch) ในแง่ที่ว่า มันมีวิธีการสร้างตัวประกอบแต่ละตัว โดยเฉพาะตัวผู้ร้ายแต่ละตัวให้มีเสน่ห์น่าจดจำน่ะ คือผู้ร้ายแต่ละตัวในหนังพวกนี้มันจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองสูงมาก และเราว่านี่คือสิ่งที่ขาดไปในหนังเรื่อง “ทรชนคนสวย”

คือหนังก็ดูได้เพลินๆนะ แต่มันไม่ตอบสนองความต้องการของเรายังไงไม่รู้ ไม่เหมือนหนังอย่าง JUDEX (1963, Georges Franju) หรือ “สิงห์สาวนักสืบ” ที่มันจะเป็นเรื่องของโลกอาชญากรรม ตำรวจ ผู้ร้ายเหมือนกัน แต่มันสามารถตอบสนองความอยากบางอย่างในใจเราได้ มันสร้างโลกอาชญากรรมที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลจนเราอยากเข้าไปผจญภัย ตบตี บู๊สะบั้นหั่นแหลก ชิงไหวชิงพริบในหนังเรื่องนั้น แต่หนังเรื่อง “ทรชนคนสวย” มันไม่ทำให้เราอยากเข้าไปอยู่ในหนังแต่อย่างใด

--คือ “ทรชนคนสวย” ไม่ใช่หนังแย่นะ เราว่ามันเป็นหนังดีที่ผู้สร้างตั้งใจสร้างพอสมควร เพียงแต่ตอนก่อนเข้าไปดู เรานึกว่ามันจะเป็นหนังที่เน้นตัวละครหญิงเก่งกล้าแบบที่เรา identify ด้วยได้น่ะ แต่พอเราไปดูแล้ว เราก็พบว่ามันไม่ได้เป็นแบบที่เราคาด เราก็เลยผิดหวังในระดับหนึ่ง



Sunday, April 19, 2015

NO OR THE VAIN GLORY OF COMMAND (1990, Manoel de Oliveira, A+30)

Films seen today in the Portuguese Film Festival

1.NO OR THE VAIN GLORY OF COMMAND (1990, Manoel de Oliveira, A+30)
ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง “ทวิภพในเอกภพ” (2004, Prap Boonpan, A+30) เพราะว่าทวิภพในเอกภพเป็นหนังที่หนุ่มสาวคู่หนึ่งถกเถียงกันเรื่องประวัติศาสตร์ไทยอย่างจริงจัง ส่วน NO OR THE VAIN GLORY OF COMMAND เป็นหนังที่ทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งถกเถียงกันเรื่อง “พงศาวดารโปรตุเกส” และ “รัฐชาติ” อย่างจริงจัง บางทีถ้าหากคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ หรืออาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนบทหนังเกี่ยวกับพงศาวดารไทยให้คุณปราปต์กำกับ หนังอาจจะออกมาคล้ายๆเรื่องนี้ 555

2.ANIKI-BÓBÓ (1942, Manoel de Oliveira, A+20)
เป็นหนังที่บอกว่า “เราควรทำตัวให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม” ซึ่งปกติแล้วเรามักจะมีแนวโน้มต่อต้านหนังแบบนี้อย่างรุนแรง แต่หนัง “สั่งสอนศีลธรรม” เรื่องนี้ กลับทำออกมาในแบบที่เรายอมรับได้อย่างไม่ขัดเขิน

3.THE EYES OF ASIA (1996, João Mária Grilo, A+10)
เราว่าหนังมันขาด magic อะไรบางอย่าง และเราก็ทั้งชอบและไม่ชอบความเคร่งขรึมของหนังเรื่องนี้นะ คือเรารู้สึกว่าการที่หนังเรื่องนี้ออกมาในโทนที่เคร่งขรึมมากๆ มันทำให้หนังดูมีรสชาติผิดแผกแตกต่างไปจากหนังทั่วไป แต่หนังมันก็เคร่งขรึมเกินไปจนขาดอะไรที่จะ touch เราได้จริงๆ ซึ่งจะต่างจากหนังศาสนาเรื่องอื่นๆอย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST MATTHEW (1964, Pier Paolo Pasolini) และ THÉRÈSE (1986, Alain Cavalier) ที่มันมีอะไรบางอย่างที่ touch เราอย่างรุนแรง

เรื่องของการกวาดล้างชาวคริสต์ในญี่ปุ่นในหนังเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับ “ท้าวทองกีบม้า” ด้วยนะ


EX PRESS (2012, Jet Leyco, Philippines, A+30)


EX PRESS (2012, Jet Leyco, Philippines, A+30)

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่ (แต่ต้องเสียค่าสมาชิกที่ถูกมากๆนะจ๊ะ)

Jet Leyco เคยมีหนังเรื่อง NOT A SOUL (2012) ติดอันดับประจำปี 2013 ของเรา ส่วนอันนี้เป็นหนังยาวของเขา

หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของทางรถไฟสายหนึ่งในฟิลิปปินส์ที่เชื่อมระหว่างกรุงมะนิลากับเมือง Naga และเล่าถึงแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับทางรถไฟสายนี้ ทั้งปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติที่เป็นอันตรายอย่างมากๆต่อทางรถไฟ, การละเล่นของเด็กๆที่สถานีรถไฟ และประวัติของตำรวจรถไฟคนหนึ่ง

สิ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้คือการผสมผสานความเป็นหนัง documentary/mockumentary กับหนังทดลอง/หนังเชิงกวีเข้าด้วยกัน เราว่า Leyco เก่งมากๆในการผสมผสานส่วนต่างๆเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างพอเหมาะ และเรียงร้อยมันออกมาได้อย่างงดงาม

ช่วง 5 นาทีแรกของหนังอาจจะดูเหมือน documentary ธรรมดา เพราะมันจับภาพชาวบ้านที่ช่วยกันขุดดินเพื่อมาหนุนรางรถไฟหลังจากเกิดเหตุการณ์ฝนตหนักจนรางรถไฟไม่เสถียร แต่หลังจากนั้นหนังก็เริ่มนำเสนอกระแสสำนึกของผู้โดยสารคนหนึ่งบนรถไฟ เขาไม่พอใจที่รถไฟต้องติดแหง็กอยู่นาน 4-5 ชั่วโมง แล้วหลังจากนั้นหนังก็เริ่มเฮี้ยนขึ้นเรื่อยๆ

แกนกลางของหนังเรื่องนี้คือปริศนาชีวิตของตำรวจรถไฟคนหนึ่ง เขามีชื่อว่า ปาลิปาราน เขาเป็นตำรวจรถไฟที่เข้มงวดมาก และทำงานกับรถไฟขบวนนี้มานานมากแล้ว แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ลาออกจากงาน หย่าขาดจากภรรยา และเก็บตัวเงียบ ตัดขาดจากเพื่อนฝูง ก่อนจะเสียชีวิตไปในช่วงประมาณปี 2006 ลูกชายสองคนของเขาได้ให้สัมภาษณ์กับหนังเรื่องนี้ และแสดงความงุนงงสงสัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกับรถไฟขบวนนั้นหรือเปล่า อะไรที่เป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อของเขาต้องลาออกจากงาน แล้วเก็บตัวเงียบไปจนวันตาย

หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความเลวร้ายของกฎอัยการศึกในช่วงสมัยของประธานาธิบดี Ferdinand Marcos และสะท้อนความเลวร้ายของแนวคิดแบบเผด็จการได้ดีมากๆด้วย คือเราชอบมากที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อโจมตี Marcos หรือแนวคิดแบบเผด็จการ/ขวาจัดโดยตรง แต่เหมือนหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอเพียงเสี้ยวเล็กๆเสี้ยวเดียวในสังคม นั่นก็คือทางรถไฟสายหนึ่ง หรือชีวิตตำรวจรถไฟคนหนึ่ง แต่การนำเสนอเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆน้อยๆนี้กลับสามารถสะท้อนปัญหาสังคมในวงกว้างได้อย่างทรงพลังมากๆ และเราว่าปัญหาที่สะท้อนออกมาในหนังเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในฟิลิปปินส์ด้วย เพราะคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกับปาลิปาราน หรือใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดียวกับปาลิปาราน เป็นคนที่มีอยู่ในสังคมอื่นๆ รวมทั้งในสังคมไทยด้วยเช่นกัน



THE ESKIMOBABY (1918, Heinz Schall, Germany, A+25)


THE ESKIMOBABY (1918, Heinz Schall, Germany, A+25)

คนุด (Freddy Wingardh) ชายหนุ่มซึ่งมีคู่หมั้นอยู่แล้วได้เดินทางกลับมาจากการสำรวจกรีนแลนด์พร้อมกับนำของที่ระลึกติดตัวมาด้วย แต่ของที่ระลึกของเขาคือหญิงสาวชาวเอสกิโมชื่ออีวิกตุท (Asta Nielsen) ที่แทบไม่รู้จักเทคโนโลยีเลย เธอสร้างความปั่นป่วนตั้งแต่ฉากแรกที่ปรากฏตัวด้วยการเล่นเบรกรถไฟจนทำให้รถไฟต้องหยุดวิ่ง และเมื่อเธอมาอาศัยอยู่ในบ้านของคนุด เธอก็สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายต่างๆนานามากมาย และแน่นอนว่าเธอต้องมีฉากปะทะกับคู่หมั้นของคนุดด้วย

หนังเรื่องนี้อาจจะมีปัญหาเรื่อง “ทัศนคติ” ที่ไม่เข้ากับโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับหนังเรื่อง THE SUFFRAGATE และ THE ABC OF LOVE ที่นำแสดงโดย Asta Nielsen เหมือนกัน โดยในกรณีของหนังเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของวิธีการนำเสนอชาติพันธุ์อื่นๆบนจอภาพยนตร์ แต่เรากลับไม่ค่อยมีปัญหากับจุดนี้เท่าไหร่ เรากลับมีปัญหากับ THE SUFFRAGATE และ THE ABC OF LOVE มากกว่า คือเรารู้สึกว่า THE SUFFRAGATE และ THE ABC OF LOVE ต้องการให้ผู้ชมโดยเฉพาะผู้หญิงทำตามขนบของสังคมน่ะ ซึ่งเราจะมีปัญหากับทัศนคติแบบนี้ เหมือนกับว่าจุดนี้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่ THE ESKIMOBABY อาจจะมีปัญหาเรื่องการนำเสนอชาวเอสกิโมในฐานะผู้ไม่รู้จักเทคโนโลยี แต่เรากลับรู้สึกยอมรับได้ เพราะในแง่นึงเราอาจจะรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้สอนให้ผู้ชมเกลียดชังชาวเอสกิโมน่ะ คือหนังมันอาจจะไม่ politically correct 100% เต็มถ้าหากเอามาตรฐานปัจจุบันไปวัด  แต่พอข้อเสียของหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่จุดอ่อนของเรา เราก็เลยมองข้ามมันไปได้โดยง่าย

ชอบการแสดงของ Asta Nielsen ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เราว่าเธอเล่นเรื่องนี้ได้อย่างมีเสน่ห์แพรวพราวมากๆ สาเหตุนึงอาจจะเป็นเพราะว่าเราชอบตัวละครที่เธอแสดงในเรื่องนี้ด้วย เพราะอีวิกตุทเป็น outsider ของสังคมจริงๆ และเป็นคนนอกที่เข้ามาเพื่อป่วนสังคมชนชั้นกลางในยุคนั้น เราชอบที่ตัวละครนางเอกมันหลุดออกไปจากกรอบของสังคมจริงๆน่ะ เธอเหมือนเป็นพลังป่าเถื่อน, พลังธรรมชาติ หรือพลังดึกดำบรรพ์อะไรบางอย่างที่เข้ามาสร้างความอลหม่านในสังคม

ดูแล้วนึกถึง “แก้วกลางดง” ของทมยันตีด้วยเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่นางเอกของ “แก้วกลางดง” มีความสามารถพิเศษติดตัวมากมายในฐานะชาวป่าชาวเขา (ซึ่งเป็นจุดที่เราชอบมากในแก้วกลางดง) แต่น่าเสียดายที่อีวิกตุทไม่ได้โชว์ความสามารถพิเศษอะไรในฐานะเอสกิโม ตัวละครตัวนี้เพียงแค่ได้โชว์วิธีการทักทายหรืออะไรเพี้ยนๆมากกว่า

น่าแปลกดีที่กระแสสังคมบางทีมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงจากหน้ามือเป็นหลังตีน คือในหนังเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่าการที่นางเอกใส่ “กางเกง” ถือเป็นอะไรที่ขัดกับสังคมอย่างรุนแรงมาก แต่พอมาถึงยุคปัจจุบันอย่างในหนังเรื่อง SKIRT DAY (2008, Jean-Paul Lilienfeld) เรากลับพบว่าการที่ผู้หญิงใส่กระโปรงกลายเป็นสิ่งที่ขัดกับกระแสสังคมไปแล้ว



Saturday, April 18, 2015

THE ABC OF LOVE (1916, Magnus Stifter, Germany, A-)

THE ABC OF LOVE (1916, Magnus Stifter, Germany, A-)

หนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่ออกฉายครั้งแรกเมื่อ 99 ปีก่อน หนังมีเนื้อหาเกี่ยวกับลิซ (Asta Nielsen) สาวแก่นแก้วที่เพิ่งได้เจอหน้าคู่หมั้นหนุ่มที่ชื่อฟิลิปป์ (Ludwig Trautmann) เป็นครั้งแรก พอลิซได้เห็นหน้าคู่หมั้น เธอก็ไม่พอใจ เธอคิดว่าฟิลิปป์ดูเรียบร้อยเกินไป ดูไม่แมน เธอก็เลยหลอกพาฟิลิปป์ไปปารีสเพื่อสอนให้ฟิลิปป์รู้จักทำตัวแมนๆ โดยที่เธอเองก็ปลอมตัวเป็นผู้ชายด้วย แล้วเรื่องตลกชวนหัวต่างๆก็เกิดขึ้นตามมา

อันนี้เป็นหนังเรื่องที่สองของ Asta Nielsen ที่เราได้ดู ซึ่งทั้ง THE SUFFRAGATE (1913, Urban Gad) และเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงจารุณี สุขสวัสดิ์นะ ในแง่บุคลิกนางเอกประเภทแก่นแก้ว หรือมีความเป็นเด็กชายซนๆอยู่ในตัวด้วยน่ะ คือนางเอกของทั้งสองเรื่องนี้จะไม่ใช่หญิงสาวสวยเซ็กซี่ หรือหญิงสาวสวยเรียบร้อย แต่จะเป็นหญิงสาวซุกซนแก่นแก้ว

แต่ตัวละครหญิงที่ Asta แสดงในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็จะไปไกลกว่าตัวละครนางเอกหนังไทยอยู่บ้างนะ โดยใน THE SUFFRAGATE นั้น นางเอกของเรื่องได้ทำอะไรที่รุนแรงมากๆในตอนหลัง ส่วนใน THE ABC OF LOVE นั้น นางเอกเป็นฝ่ายที่เหมือนจะพยายามหาทางจูบพระเอกอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่พระเอกดูเหมือนจะไม่ได้อยากจูบนางเอกมากนัก คือตัวละครนางเอกใน THE ABC OF LOVE ดูเหมือนจะแสดงความเงี่ยนออกมาได้มากกว่าตัวละครนางเอกหนังโรแมนติกคอมเมดี้ของไทยโดยทั่วไปน่ะ

ส่วนตัวพระเอกนั้น เรานึกถึง Hugh Grant สมัยทศวรรษ 1980 คือเห็นปุ๊บก็รู้สึกว่า “หล่อ น่ารักดี” ดิฉันเอาเป็นผัวได้ในทันทีค่ะ แต่การที่นางเอกปฏิเสธผู้ชายรูปร่างหน้าตาแบบนี้ในทันที ก็เลยทำให้เราสงสัยว่า หรือว่ายุคทศวรรษ 1910 ผู้ชายที่มีบุคลิกลักษณะแบบนี้ยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างกัน หรือว่ามันเป็นแค่ตัวละครนางเอกตัวนี้เท่านั้นที่ไม่ชอบผู้ชายบุคลิกแบบนี้

หนังเรื่องนี้ออกฉายในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วด้วยนะ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเริ่มต้นในปี 1914 ส่วนในปี 1916 ที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย เยอรมนีกับฝรั่งเศสน่าจะรบกันอย่างหนักแล้ว แต่ดูเหมือนเนื้อหาในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกที่ไม่มีสงครามแต่อย่างใด

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นการล้อ Charlie Chaplin ด้วยหรือเปล่า เพราะมันมีฉากที่นางเอกเหมือนจะพยายามแต่งตัวและทำท่าทางแบบชาร์ลี แชปลิน เราเข้าใจว่าแชปลินเริ่มโด่งดังในปี 1914 เพราะฉะนั้นเราก็เลยเดาว่ามีความเป็นไปได้ที่บางฉากในหนังเรื่องนี้อาจได้รับอิทธิพลมาจากแชปลิน

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
อย่างไรก็ดี THE ABC OF LOVE ก็ทำให้เรานึกถึงหนังน้ำเน่า/ละครน้ำเน่า/นิยายน้ำเน่าของไทยด้วยเหมือนกัน คือมันเป็นเรื่องราวประเภท ฉันไม่พอใจคู่หมั้นที่พ่อแม่จัดหาให้ แต่พอได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันไป ฉันก็รักคู่หมั้นคนนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองเลือกให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ฉันไม่มีความจำเป็นต้องเลือกเอง หรือลุกขึ้นมาปฏิวัติเรียกร้องสิทธิในการเลือกของตัวเองแต่อย่างใด

คือดู SUFFRAGATE และ THE ABC OF LOVE แล้ว ก็จะรู้สึกขัดอกขัดใจกับ “การทำตัวเป็นคนดีตามขนบของสังคม” ในหนังสองเรื่องนี้มากๆนะ มันก็เลยทำให้เราชอบหนังสองเรื่องนี้แค่ในระดับ A- แต่น่าดีใจที่พอหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เยอรมนีก็ผลิตหนังที่ “ไปสุดทาง” อย่าง THE CABINET OF DR. CALIGARI (1920, Robert Wiene) และ NERVEN (1919, Robert Reinert, A+30) ออกมา คือเรารู้สึกว่าตัวละครหญิงใน NERVEN มันไปสุดทางของมันจนกู่ไม่กลับ ไม่แคร์กระแสสังคมอะไรอีกต่อไปแล้วน่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าตัวละครหญิงใน NERVEN มันเข้าทางเรามากๆ ในขณะที่ตัวละครหญิงใน THE SUFFRAGATE และ THE ABC OF LOVE ยังต้องก้มหัวให้กับสังคมอยู่

สำหรับคนที่สนใจเรื่องของเยอรมันยุคเมื่อราว 70-100 ปีก่อน สามารถอ่านได้ที่เพจนี้จ้ะ


MR.X (2015, Vikram Bhatt, India, B- )


MR.X (2015, Vikram Bhatt, India, B- )

หนังต่ำมากๆ แต่ฮากับความต่ำของมัน ก่อนหน้านี้เคยดู RAAZ 3: THE THIRD DIMENSION (2012, B+ ) ของผู้กำกับคนนี้ หนังก็ออกมาต่ำๆเหมือนกัน แต่ไม่ได้ต่ำแบบน่าเบื่อนะ มันเหมือนละครทีวีชั้นต่ำที่พยายามเร้าอารมณ์คนดูอย่างเต็มที่นะ แล้วเราก็จะฮากับความพยายามจะเร้าอารมณ์คนดูของมัน

อันนี้เป็นรูปของ Arunoday Singh หนึ่งในดาราของ MR.X