Tuesday, October 15, 2019

15 OCT – 21 OCT 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 42
15 OCT – 21 OCT 1989

1.  LOVE’S ABOUT TO CHANGE MY HEART – Donna Summer

2. RIDE ON TIME – Black Box

3. I FEEL THE EARTH MOVE – Martika

4. CHERISH – Madonna

5. I JUST DON’T HAVE THE HEART – Cliff Richard

6. EVERYDAY – Jason Donovan (New Entry)

7. THE BEST – Tina Turner (New Entry)

8. HEALING HANDS – Elton John (New Entry)

9. EQUAL ROMANCE – Coco (New Entry)

10. DON’T LOOK BACK – Fine Young Cannibals

11. MISS YOU MUCH – Janet Jackson (New Entry)

12. MY HEART SKIPS A BEAT – The Cover Girls (New Entry)

13. ROCK WIT’CHA – Bobby Brown (New Entry)

14. LOVE PAINS – Hazell Dean (New Entry)

15. GIRL I’M GONNA MISS YOU – Milli Vanilli (New Entry)

THE BEAST

WAR (2019, Siddharth Anand, India, A+25)

Tiger Shroff หล่อ sexy มากๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

ขำฉากที่ตัวละครต่อสู้กันที่ขั้วโลกเหนือท่ามกลางหิมะขาวโพลนมากๆ คือสู้กันไปมา Tiger Shroff ก็ถอดเสื้อ แล้วก็สู้กันต่อ คือมึงไม่ต้องแคร์ความสมจริงอะไรอีกต่อไปแล้ว อุณหภูมิจะติดลบเท่าไหร่ ก็ไม่สำคัญ เพราะผู้ชมไม่ได้ต้องการตวามสมจริง ผู้ชมมาดูหนังเพราะเงี่ยน Tiger Shroff และหนังก็จัด priorityได้ว่า อะไรสำคัญสำหรับผู้ชมมากกว่ากัน 555

THE BEAST (2019, Jung-ho Lee, South Korea, A+30)
ปิดโซลล่า

ตอนแรกที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะนึกว่ามันเป็นหนังแนวฆาตกรโรคจิต  who done it แบบ OFFICE (2015, Won-chan Hong) หรือ  DOOR LOCK (2018, Kwon Lee) แต่ปรากฏว่า หนังเรื่องนี้แทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า ใครคือฆาตกร แต่ให้ความสำคัญกับการเจาะลึกจิตใจของตัวละครแต่ละคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Claude Chabrol และหนังแบบ RAMAN RAGHAV 2.0 (2016, Anurag Kashyap, India) ที่เน้นสะท้อนสภาพจิตตัวละครมากกว่าประเด็นที่ว่า "ใครฆ่า" เหมือนกัน

PUSHING HANDS (1991, Ang Lee, Taiwan, A+30)

 1.สิ่งที้ทึ่งมากๆในหนังเรื่องนี้ก็คือว่า ถึงแม้หนังจะพูดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับอเมริกา และผู้กำกับเป็นไต้หวัน แต่หนังกลับดูเหมือนไม่ได้เข้าข้างคนเอเชียมากเกินไป เพราะตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ เรากลับรู้สึกเข้าข้างหรือ identify ตัวเองกับตัวละครลูกสะใภ้ชาวอเมริกันมากพอสมควร เราชอบมากๆที่หนังไม่ได้ treat เธอเป็นนางอิจฉา แต่ปฏิบัติกับเธออย่างละเอียดอ่อนเหมือนมนุษย์ปุถุชนคนนึง ที่ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง โง่บ้าง ฉลาดบ้าง

คือถ้าหากเราเป็นเธอ เราก็คงหงุดหงิดแหละว่า ทำไมพ่อผัวถึงไม่ยอมเรียนภาษาอังกฤษ แล้วกูจะสื่อสารกับมึงได้ยังไง แล้วการที่เธอปล่อยให้พ่อผัวออกไปเดินเล่น เราก็เห็นว่าเธอทำถูกต้องแล้วด้วย เธอไม่ได้ทำผิดอะไรในจุดนี้เลย การที่เขาหลงทาง เป็นเพราะเขาประมาทเองต่างหาก

2.ชอบสามีในหนังมากๆ เป็นสามีในฝันมากๆ

3.ชอบบทสรุปของหนังอย่างมากๆด้วย

BROOKLYN

BROOKLYN (2015, John Crowley, UK/Canada/Ireland, A+30)

 1.ปกติเราจะไม่อินกับตัวละครนางเอกที่เป็นสาวเรียบร้อย แต่เรื่องนี้อินมากๆ ไม่รู้ทำไม เหมือนหนังมัน "พาฝัน" ได้ดีมากๆด้วยสำหรับเรา

2.ชอบยุคสมัยของหนัง มันเหมือนเป็นยุคแห่งความ optimistic สหรัฐอเมริกายังคงเป็น "ดินแดนแห่งโอกาส และความหวัง" เหมือนกับมุมมองที่เราเคยมีต่ออเมริกา ตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็กๆในทศวรรษ 1980 ก่อนที่มุมมองดังกล่าวจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเราได้ดูหนังเรื่อง BETRAYED (1988, Costa-Gavras)

3.อิจฉานางเอกอย่างสุดๆ อะไรคือการที่เธอมีหนุ่มหล่อ น่ารัก นิสัยดี พึ่งพาได้ มาให้เธอเลือกถึงสองคนคะ

ปัญหาของนางเอกในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง THE BRIDGES OF MADISON COUNTY (1995, Clint Eastwood) และ HUSBAND MATERIAL (2018, Anurag Kashyap, India) เพราะนางเอกของหนังทั้งสามเรื่องนี้ ต้องเลือกระหว่าง "ชายหนุ่มนิสัยดี พึ่งพาได้ เป็นสามีที่ดีได้ และเธอก็ชอบเขามากในระดับนึง" กับ "ชายหนุ่มที่สามารถกระตุ้นไฟรักในตัวเธอให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง" เหมือนๆกัน

BLACK '47 (2018, Lance Daly, Ireland, A+30)

1.เคยได้ยินเรื่องทุพภิกขภัยในไอร์แลนด์มานานมากแล้ว จากเพลง FAMINE ของ Sinead O'Connor ในทศวรรษ 1990 แต่ไม่เคยได้ดูหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้เลย หนังเรืองนี้เป็นเรื่องแรกที่เราได้ดูที่พูดถึงประเด็นนี้

2.ดูแล้วนึกว่าเป็น prequel ของ FAR AND AWAY (1992, Ron Howard) ที่พูดถึงชาวไอริชที่อพยพไปอเมริกาในยุคนั้นเหมือนกัน

3.ดูแล้วนึกถึง NED KELLY (2003, Gregor Jordan, Australia) ด้วย เพราะเหมือนมันพูดถึงการกดขี่ของจักรวรรดินิยมอังกฤษเหมือนกัน

4.สะเทือนใจกับตัวละครที่หนาวตายมากๆ

Sunday, October 13, 2019

MAKING THE GRADE

MAKING THE GRADE (2017, Ken Wardrop, Ireland, documentary, A+30)

1.งดงามที่สุด ตอนแรกเรานึกว่าดูแล้วจะไม่อิน เพราะเนื้อหาของมันเกี่ยวกับการเรียนเปียโน มันก็เลยดูเหมือนเป็นเรื่องของสังคมชนชั้นกลาง/คนรวยที่เราไม่มีส่วนร่วมด้วย

แต่พอดูๆไปแล้วแทบกราบผู้กำกับ เพราะเขาสามารถคว้าจับ "ประกายชีวิตที่งดงาม" ของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนออกมาได้ อย่างเช่น

1.1 นักเรียนที่เหมือนมีความบกพร่องทางสมอง

1.2 นักเรียนที่เหมือนมีความพิการทางร่างกาย

1.3 หนุ่มแฝดที่คนนึงเล่นกีตาร์ คนนึงเล่นเปียโน

1.4 คุณครูที่พูดแต่คำว่า nuance ซ้ำไปซ้ำมา

1.5 นักดนตรี heavy metal

1.6 +1.7  ครูสาวกับนักเรียนหนุ่มวัยเจริญพันธุ์

1.8 สาวที่เพิ่งหย่าผัว

1.9 แม่ชีที่สอนเปียโน

1.10 สาวผิวดำนักเรียนเปียโน

2.ดูแล้วนึกถึง Raymond Depardon ที่เก่งในการคว้าจับประกายชีวิตของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนออกมาในหนังสารคดีของเขาเหมือนกัน อย่างเช่นในหนังเรื่อง MODERN LIFE

3.ดูแล้วรู้สึกว่า บ้านเมืองไอร์แลนด์ น่าอยู่มากๆ ๆๆๆๆๆๆ ดูสุขสงบร่มเย็นมากๆ

 SO LONG, MY SON (2019, Wang Xiaoshuai, China, A+30)

1.ซึ้งมากๆ ชอบสุดๆ ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนโฟกัสคนละจุดกับหนังของ Jia Zhangke คือหนังของ Jia อย่าง MOUNTAINS MAY DEPART และ ASH IS PUREST WHITE มันเล่าเรื่องชีวิตคนจึนในระยะเวลาราว 20-30 ปีเหมือนกัน แต่เหมือนมันเน้น landscape และจะไม่ลงไปขยี้อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร แต่หนังอย่าง SO LONG, MY SON จะไม่เน้น landscape แต่จะลงลึกในความเจ็บร้าวของตัวละครมากกว่า

2. ดูแล้วนึกถึง GUNDERMANN (2018, Andreas Dresen, Germany) เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เน้นเล่าเรื่องไม่เรียงตามลำดับเวลาเหมือนกัน และเน้นนำเสนอขีวิตที่เปลี่ยนแปลงไประหว่าง "ระบอบคอมมิวนิสท์ที่เคร่งครัดเข้มงวดมากในทศวรรษ 1980" กับ "ระบอบการปกครองที่ผ่อนคลายมากขึ้นในทศววรษต่อๆมา" เหมือนกัน

แต่สิ่งที่แตกต่างกีนมากก็คิอว่า ในขณะที่ GUNDERMANN ทำเหมือนตีลังกาแค่สองตลบ SO LONG, MY SON กลับตีลังกาซะ 5 ตลบ เพราะ GUNDERMANN เล่าสลับกันไปมาแค่สองช่วงเวลา คือช่วงเยอรมันตะวันออกยังดำรงอยู่ และช่วงที่เยอรมันตะวันออกล่มสลายไปแล้ว แต่ SO LONG, MY SON กลับเล่าตัดสลับกันไปมาหลายช่วงเวลามากๆ เช่น

2.1 ช่วงที่เพื่อนพระเอกยังไม่ติดคุก
2.2 ช่วงของการตั้งท้องลูกคนที่สอง
2.3 ช่วงที่ลูกคนแรกอายุราว 10 ปี ช่วงนี้นึกถึง THE END OF THE TRACK (1970, Mou Tun-fei, Taiwan) มากๆ
2.4 ช่วงของลูกบุญธรรม
2.5 ช่วงที่เห่าเหาเติบโตเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์

Thursday, October 10, 2019

HOLY MOTORS

HOLY MOTORS (2012, Leos Carax, France,  second viewing, A+30)

ดึใจที่ได้ดูรอบสอง เพราะตอนดูรอบแรกเมื่อ 7 ปีก่อนเราหลับๆตื่นๆ ก็เลยจูนกับหนังไม่ได้เลย เพราะหนังมันเป็นอะไรที่แปลกประหลาดมากสำหรับเรา และมันไม่ได้เล่าเนื้อเรื่องเดียวแบบต่อเนื่องด้วย แต่เหมือนเล่าเรื่องของนักแสดงที่ไปแสดงบทบาทที่แตกต่างกันในหนัง 8-9 เรื่องในวันเดียวกัน ซึ่งพอเราหลับๆตื่นๆในการดูรอบแรก เราก็เลยจับอะไรจากหนังแทบไม่ได้เลย

พอดูรอบสองแล้วก็ไม่สามารถตีความอะไรในหนังได้เหมือนเดิม แต่ชอบความแปลกประหลาดของมันมาก รู้สึกว่ามันกระทบเราในแบบที่คล้ายๆกับ THE LIMITS OF CONTROL (2009, Jim Jarmusch) เพราะหนังสองเรื่องนี้ดูภายนอกดูเก๋ เท่ มากๆ แต่มันก็ดูมีความนามธรรมอะไรบางอย่างมากๆ และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของความพิศวงมากๆเหมือนกัน

Wednesday, October 09, 2019

FREAKS

FREAKS (2018, Adam B. Stein, Zach Lipovsky,  A+30)

1.สุดฤทธิ์ ชอบมากๆ ตัวละครในหนังทำให่นึกถึง X-MEN และ SAKURADA RESET (2017, Yoshihiro Fukagawa) แถมมีตัวละครที่มีพลังคล้ายๆ "เรือนมยุรา" อยู่ด้วย 555 แต่สถานการณ์ของการอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆในหนังทำให้นึกถึง CAPTIVE STATE (2019, Rupert Wyatt)

2.ชอบการสร้างสถานการณ์ลุ้นระทึกในช่วงท้ายเรื่องมากๆ ที่เหมือนตัวละครเจอศึกหลายด้านพร้อมกัน

3.ชอบการสร้างตัวละครเด็กหญิงนางเอกมากๆ ที่เอาจริงแล้วเธอโหดร้ายมาก นึกว่าต้องตบกับเด็กหญิงใน LOGAN (2017, James  Mangold) และ THE GIRL WITH ALL THE GIFTS (2016, Colm McCarthy)

EXIT (2019, Sang Guen Lee, South Korea, A+30)

1.นึกว่าเป็นการเอาตัวละครจาก FREE SOLO (2018, Jimmy Chin, Elizabeth Chai Vasarhelyi, documentary) มาผสมรวมกับสถานการณ์ใน JUST A BREATH AWAY (2018, Daniel Roby, France) ที่มีหมอกพิษปกคลุมเมือง และผลที่ได้คือหนังที่สนุกสุดขีดสำหรับเรา ยกให้เป็นหนึ่งในหนังที่สนุกที่สุดสำหรับเราในปีนี้

2.ชอบพระเอกมากๆ น่ารักมาก ชอบที่หนังไม่ได้สร้างให้เขาดูมี "มาด" ฮีโร่อะไรเลยด้วย เขาดูเหมือนคนธรรมดา ที่พอเกิดวิกฤติขึ้นมา ก็สามารถคุมสติได้ และพยายามหาทางแก้ปัญหาอย่างตั้งใจ ชอบผู้ชายแบบนี้มากๆ

BIRDS OF PASSAGE (2018, Ciro Guerra, Cristina Gallego, Colombia, A+30)

1.เหมือนหนังแบ่งออกเป็น 5 องก์ ช่วงสององก์แรกชอบมาก แต่ยังไม่มากสุดขีด เพราะช่วงสององก์แรกมันทำให้เรานึกถึงหนังแนวแก๊งมาเฟีย/แก๊งค้ายาที่เรามักดูแล้วไม่อินน่ะ ซึ่งรวมถึงหนังของ Francis Ford Coppola, Martin Scorsese และหนังฮ่องกงแบบ ELECTION ด้วย คือหนังพวกนี้มันดีจริงในแง่ฝีมือการกำกับ แต่มันไม่ได้พูดถึงวงการที่เราอินเป็นการส่วนตัว

แต่สิ่งที่ชอบมากในข่วงสององก์แรก ก็คือพวกเรื่องเหนือธรรมชาติ การทำนายฝัน อะไรพวกนี้น่ะ เพราะวงการแม่มดหมอผีอะไรพวกนี้ เป็นสิ่งที่เราอินเป็นการส่วนตัว 555

2.แต่ช่วงสามองก์สุดท้าย  ( PROSPERITY, WAR, LIMBO) ชอบสุดๆ เดือดมากๆ  ชอบฉากกลุ่มผู้นำชนเผ่าปะทะกับตัว matriarch มากๆ

3.สนใจว่าฉากบ้านหรูกลางทะเลทรายนี่เป็น realistic หรือ surrealistic เพราะมันดูทรงพลังดี และมันทำให้นึกถึงฉาก landscape แบบ surreal/magical realism  ในหนังอย่าง  ERENDIRA (1983, Ruy Guerra, Mexico) และ HOUSE OF SAND (2005, Andrucha Waddington, Brazil) คือเราว่า landscape บางแห่งในหนังเรื่องนี้มันดู surreal แต่สิ่งที่ surreal ในสายตาของเรา มันอาจจะ  realistic ในประเทศอื่น

4.เป็นหนังเรื่องที่สามของ Ciro Guerra ที่เราได้ดู ต่อจาก THE WIND JOURNEYS (2009) และ EMBRACE OF THE SERPENT (2015) ยกให้เขาเป็นยอดฝีมือคนนึงเลย

Tuesday, October 08, 2019

8 OCT – 14 OCT 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 41
8 OCT – 14 OCT 1989

1. RIDE ON TIME – Black Box (New Entry)
เพลงที่ชอบที่สุดในชีวิต ก็คือเพลงนี้นี่แหละ รักเสียงดนตรีแบบนี้ รักเสียงร้องแบบนี้ และเพลงนี้เข้ามาในชีวิตเราในหนึ่งในช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต นั่นก็คือช่วงม.5 เพราะฉะนั้นเพลงนี้มันก็เลยเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่สุกสกาวที่สุดในชีวิตของเรา

จำได้ว่าตอนเพลงนี้ขึ้นถึงอันดับ 1 ในอังกฤษนี่เรารู้สึกดีใจมากๆจนอยากเต้นลีดตั้งแต่สามย่านไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

2. LOSING MY MIND – Liza Minnelli

3. HEY DJ, I CAN’T DANCE (TO THAT MUSIC YOU’RE PLAYING) – The Beatmasters featuring Betty Boo

4. DON’T LOOK BACK – Fine Young Cannibals

5. WE COULD BE TOGETHER – Debbie Gibson

6. SHOWER ME WITH YOUR LOVE – Surface

7. WHEN I LOOKED AT HIM – Exposé

8. I JUST DON’T HAVE THE HEART – Cliff Richard (New Entry)

9. LOVE’S ABOUT TO CHANGE MY HEART – Donna Summer (New Entry)

10. CHERISH – Madonna (New Entry)

11. I FEEL THE EARTH MOVE – Martika (New Entry)

12. REVIVAL – Eurythmics (New Entry)

13. I NEED YOUR LOVIN’ – Alyson Williams (New Entry)

14. THIS ONE – Paul McCartney (New Entry)

15. WOMAN – Ann Lewis (New Entry)

THE PEANUT BUTTER FALCON

THE PEANUT BUTTER FALCON (2019, Tyler Nilson + Michael Schwartz, A+25)

1. ดูแล้วนึกถึง PLEASE STAND BY (2017, Ben Lewin) ที่เป็นหนัง road movie เกี่ยวกับสาวออทิสติกล่าตามฝัน ผสมรวมกับ UNDERTOW (2004, David Gordon Grren) และ JOE (2013, David Gordon Green) ที่ใช้ฉากหลังเป็นชนบทภาคใต้ของสหรัฐได้อย่างทรงพลังมากๆ

2. ชอบลักษณะความเป็น "นิทาน" และชอบการถ่าย landscape มากๆ มันเหมือนกับเราได้เดินทางท่องเที่ยวไปกับตัวละครด้วย

Monday, October 07, 2019

BRAVE FATHER ONLINE

BRAVE FATHER ONLINE: OUR STORY OF FINAL FANTASY XIV (2019, Teruo Noguchi, Kiyoshi Yamamoto, Japan, A+30)

1. ซึ้งที่สุด ดูแล้วแทบร้องไห้ แต่ไปๆมาๆดูแล้วทำให้ชอบหนังเรื่อง DREAM GIRL (2019, Raaj Shaandilyaa, India) กับ AD ASTRA (2019, James Gray) มากขึ้น เพราะหนังทั้งสามเรื่องนี้นำเสนอปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายเหมือนกัน และถึงแม้ BRAVE FATHER ONLINE จะออกมาซึ้งที่สุด ร้องไห้ขึ้มูกโป่งมากสุด มันก็กลับช่วยทำให้เราเห็นถึงข้อดีของหนังอินเดียกับหนังอเมริกัน ที่มันเลือกนำเสนอความสัมพันธ์ในแนวทางที่แตกต่างไปจากหนังญี่ปุ่นด้วย

2.คือพอเทียบกับ DREAM GIRL แล้ว เราก็เลยชอบ DREAM GIRL มากๆที่มันกล้าผลักความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชายให้เกือบกลายเป็น  incest ไปเลยน่ะ เพราะพ่อใน DREAM GIRL หลงรักสาว sex phone จนถึงขั้นจะยอมเปลี่ยนศาสนา เพื่อจะได้แต่งงานกับสาว sex phone ที่ตัวเองหลงรัก โดยหารู้ไม่ว่าสาว sex phone คนนั้นคือลูกชายของตัวเอง

ส่วน BRAVE FATHER ONLINE นั้น มันไม่กล้าผลักหนังไปถึงขั้น INCEST แบบนั้น แต่มันมีดีกว่า DREAM GIRL ในแง่ "ทัศนคติที่มีต่อความสัมพันธ์แบบไม่รู้จักกัน" เพราะ DREAM GIRL มันลงเอยด้วยการสั่งสอนผู้ชมด้วยคำสอนแบบดั้งเดิมที่ว่า "เราควรทำดีต่อคนใกล้ตัวในชีวิตจริง แทนที่จะไปแสวงหาความสัมพันธ์แบบ ONLINE "

 แต่ BRAVE FATHER ONLINE มันมองความสัมพันธ์ออนไลน์ในแง่ดี และมันดูแตกต่างจากหนังหลายๆเรื่องที่นำเสนอ "การเล่นเกมคอมพิวเตอร์" ในทางลบ คือการเล่น computer game ในหนังหลายๆเรื่องทำให้ลูกๆทะเลาะกับพ่อแม่ และดูเหมือนจะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันครอบครัว  แต่ BRAVE FATHER ONLINE พลิกไปในทางตรงกันข้าม และแสดงให้เห็นว่า computer game เชิดชูสถาบันครอบครัวได้เช่นกัน

3.พอดู BRAVE FATHER แล้ว เราก็เลยชอบ AD ASTRA มากขึ้นกว่าเดิม เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอพ่อที่ "บ้างาน" และทอดทิ้ง/ห่างเหินจากลูกชายเหมือนกัน และลูกชายก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามมากมาย ในการ reconnect กับพ่อเหมือนกัน แต่การที่บทสรุปของหนังสองเรื่องนี้ออกมาตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มันก็เลยแสดงให้เห็นว่า James Gray กล้ามากที่ผลักตัวละครพ่อไปจนสุดทางแบบนั้น 

เราว่า AD ASTRA เหมือนมีแง่มุมทางการเมืองด้วยแหละ  แต่ BRAVE FATHER ONLINE ไม่ได้มีแง่มุมทางการเมือง แต่เราก็ชอบมากที่ BRAVE FATHER มันนำเสนอเรื่องของ "คนธรรมดา"  คือมันงดงามกันไปคนละแบบ

4.บางที BRAVE FATHER ONLINE, AD ASTRA และ DREAM GIRL ควรฉายควบกับหนังไทยสองเรื่อง ซึ่งก็คือ FATHER IS A BUILDER พ่อเป็นคนสร้างบ้าน (2018, Banvithit Wilawan) กับ STILL GOT THE BLUES (2018, Pakorn Yooin) เพราะหนังไทยสองเรื่องนี้ก็นำเสนอปีญหาความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับพ่อ ออกมาได้อย่างดีสุดๆเหมือนกัน

Sunday, October 06, 2019

WHAT WILL PEOPLE SAY

ONE LAST DEAL (2018, Klaus Haro, Finland, A+25)

 1. เป็นหนังเรื่องที่สามของ Klaus Haro ที่เราได้ดู ต่อจาก MOTHER OF MINE (2005) และ LETTERS TO FATHER JACOB (2009) เราว่า Klaus Haro ทำหนังที่มี sense บางอย่างที่ทำให้นึกถึงหนังญี่ปุ่นน่ะ เพราะหนังของเขามักจะนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรือระหว่างสมาชิกครอบครัวที่ดู

 "อบอุ่น" กว่าหนังยุโรปทั่วไป มันก็เลยทำให้นึกถึงหนังญี่ปุ่น  mainstream ที่ชอบเชิดชู family values

2. ซึ่งจริงๆแล้วเราก็ไม่ได้ชอบความอบอุ่น ความรักครอบครัวอะไรแบบนี้นะ แต่ยังดีที่ Klaus Haro ไม่ได้ใส่ความหวาน ความอบอุ่นมากเกินไปจนเลี่ยนน่ะ  เราก็เลยยังคงชอบหนังของเขามากพอสมควร

NICO AND DANI (2000, Cesc Gay, Spain, A+30)


1. พอมีฉากที่ตัวละครจะหยิบเอาวิดีโอหนังเรื่อง PAULINE AT THE BEACH (1983, Eric Rohmer) มาดู กูก็ตบเข่าฉาดในทันที 55555  เพราะคิดไว้แล้วว่า หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังชุดชายทะเลของ Rohmer แน่ๆ (LA COLLECTIONNEUSE, PAULINE AT THE BEACH, A SUMMER'S TALE, THE GREEN RAY)  แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

2.  ตัวละคร Dani นี่ โตขึ้นมาแล้วต้องเป็นแบบเจ้าของบ้านตากอากาศใน
 TAEKWONDO (2016, Marco Berger, Martin Farina, Argentina) แน่ๆ  คือดู NICO AND DANI แล้วนึกว่าเป็น prequel ของ TAEKWONDO

WHAT WILL PEOPLE SAY (2017, Iram Haq, Norway, A+30)

หนังเดือดมากๆ ชอบสุดๆ เกี่ยวกับสาวปากีสถานหัวแข็งที่ทะเลาะกับพ่อแม่หัวโบราณอย่างรุนแรง ดูแล้วนึกถึง YASEMIN (1988, Hark Bohm, West Germany) และ A WEDDING (2016, Stephan Streker, Belgium)