Thursday, May 25, 2017

TWO FRIENDS (2015, Louis Garrel, France, A+30)

TWO FRIENDS (2015, Louis Garrel, France, A+30)

นึกว่า DUMB AND DUMBER


จริงๆแล้วนึกถึงหนังของ Kevin Smith ด้วย ชอบ form/style ของหนังมากๆ เพราะตัวละครมันโง่สุดๆเหมือนพวกหนังของพี่น้อง Farrelly แต่มันไม่ได้ทำออกมาแล้วต่ำแบบพจน์ อานนท์ หรือน่าเบื่อแบบหนังบางเรื่องของยอร์ช ฤกษ์ชัย มันเหมือนมีการพลิกแพลงอะไรบางอย่าง หรือมีการข้าม genres ไปมาได้อย่างมีเสน่ห์ ตัวละครที่โง่จนน่ารังเกียจในตอนแรก เลยดูเหมือนเป็นการ parody "ตัวละครในหนังรักแบบโง่ๆ" และเป็นตัวละครที่มีเลือดเนื้อชีวิตจิตใจในเวลาเดียวกัน บางทีอาจต้องยกความดีความชอบให้ Christophe Honore ที่ร่วมเขียนบท เพราะเหมือน Honore อาจจะถนัดเรื่องการเล่นตลกกับขนบของ genres ต่างๆ

DOUBLE BILL FILM WISH LIST: UNLOCKED (2017, Michael Apted, UK, A+15) + PK (2014, Rajkumar Hirani, India, A+30)

DOUBLE BILL FILM WISH LIST: UNLOCKED (2017, Michael Apted, UK, A+15) + PK (2014, Rajkumar Hirani, India, A+30)

ได้ดู UNLOCKED เมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วก็รู้สึกว่าจริงๆแล้วหนังมันพูดประเด็นเดียวกับ PK เลย นั่นก็คือ “ปัญหาที่เกิดจากการ “บิดเบือน” คำสอนทางศาสนา” โดยผู้ไม่ประสงค์ดี หรือผู้ที่ต้องการอะไรบางอย่าง และเราชอบที่หนังที่พูดถึงประเด็นเดียวกันสามารถทำออกมาใน genre หรือรูปแบบ/สไตล์ที่ไม่ซ้ำกันเลย โดย PK นั้นออกมาในแบบ sci-fi ที่ซาบซึ้งกินใจ และสามารถสื่อประเด็นที่ต้องการได้อย่างชัดเจนและละเอียด ส่วน UNLOCKED นั้นทำออกมาในแบบ action-thriller และอาจจะสื่อประเด็นนี้ออกมาในแบบอ้อมๆเล็กน้อย


เราว่า UNLOCKED เป็นหนังที่มองได้ในแบบ half full-half empty นะ คือถ้าเอามันไปเทียบกับ PK ที่พูดถึงประเด็นใกล้เคียงกัน มันก็ดู half-empty น่ะ เพราะการที่ตัวหนัง UNLOCKED มันพยายามเอาใจผู้ชมวงกว้างในระดับนึง ด้วยการทำตัวตามสูตรสำเร็จของหนัง action thriller มันก็เลยทำให้หนังออกมาดูขาดๆเกินๆลักลั่นในบางจุด หรือมีอะไรขัดหูขัดตาหรือไม่น่าเชื่อถือในบางฉาก และความพยายามจะเป็นหนัง action thriller ของมันก็เลยทำให้มันไม่สามารถส่งสารแบบ PK ได้เต็มที่ แต่ถ้าหากเอา UNLOCKED ไปเทียบกับหนัง action thriller ทั่วๆไป มันก็อาจจะดู half full ขึ้นมาได้ เพราะมันก็เป็นหนัง action thriller ที่ไม่ได้ขายความสนุกตามสูตรสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่มีความจริงจังและมีแนวคิดอะไรบางอย่างที่น่าสนใจซ่อนอยู่

Tuesday, May 16, 2017

ALIEN: COVENANT (2017, Ridley Scott, A+30)

ALIEN: COVENANT (2017, Ridley Scott, A+30)

1.ช่วงนี้ก็ยังคงไม่มีเวลาเขียนถึงหนังอะไรทั้งสิ้นเหมือนเดิม 555 แต่ก็ขอบันทึกความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้หน่อย เพราะมันไม่ค่อยได้รับการระบายออกผ่านทางคนอื่นๆน่ะ 555 คือหนังอย่าง PERSONAL SHOPPER นั้น เราชอบสุดๆ แต่มันได้รับการระบายออกผ่านทางคนอื่นๆไปแล้ว เพราะคนอื่นๆก็ชอบ PERSONAL SHOPPER อย่างสุดๆ และเขียนถึง PERSONAL SHOPPER อย่างดีมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นหนังที่เราคิดว่าเพื่อนๆหลายคนเขียนได้ตรงใจเรา เราก็จะไม่เขียนถึง เพราะเราไม่มีเวลาเขียน แต่หนังที่เราดูแล้วรู้สึกว่า “มันอาจจะมีกูคนเดียวหรือเปล่าที่รู้สึกแบบนี้” เราก็อาจจะเขียนถึงมันหน่อย เพราะเราคงหาความรู้สึกแบบเดียวกันจากสิ่งที่คนอื่นๆเขียนได้ยาก

2.สรุปว่าในบรรดาหนังชุด ALIEN นั้น เราชอบเรียงตามลำดับดังนี้

2.1 ALIENS (1986, James Cameron)
2.2 ALIEN (1979, Ridley Scott)
2.3 ALIEN: COVENANT
2.4 PROMETHEUS (2012, Ridley Scott)
2.5 ALIEN RESURRECTION (1997, Jean-Pierre Jeunet)
2.6 ALIEN VS. PREDATOR (2004, Paul W.S. Anderson)
2.7 ALIEN3 (1992, David Fincher)
2.8 ALIENS VS PREDATOR – REQUIEM (2007, Colin Strause, Greg Strause)

3.สาเหตุที่เราชอบ ALIEN: COVENANT อย่างสุดๆนั้น คือสาเหตุเดียวกับที่ทำให้เราชอบ THE COUNSELOR (2013) มากที่สุดในบรรดาหนังของ Ridley Scott ทั้งหมดที่เคยดูมาน่ะ นั่นก็คือเราชอบ “ตัวร้าย” ในหนังสองเรื่องนี้อย่างสุดๆน่ะ และเราชอบที่ Ridley Scott นำเสนอตัวร้ายและความดำมืดในความคิดของตัวร้ายเหล่านี้ได้อย่างทรงพลังมากๆสำหรับเรา และไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็น thriller สักเท่าไหร่ คือในแง่นึงหนังแบบ THE COUNSELOR คือขั้วตรงข้ามกับหนังแบบ JOHN WICK น่ะ คือหนังแบบ JOHN WICK มันเป็นแอคชั่นเร้าอารมณ์ มีตัวละครที่ “ชั่วร้ายสารเลว” มากๆ แต่ตัวละครที่ชั่วร้ายสารเลวเหล่านี้มีบทบาทหลักคือกระตุ้นอารมณ์สนุกตื่นเต้นของคนดู หนังจะให้ความสำคัญกับ “การกระทำ” ของตัวละครคนเลวเหล่านี้ และตัวละครคนเลวเหล่านี้จะทำเลวเพื่อจุดประสงค์หลักคือการสร้างความสนุกให้คนดู

แต่หนังอย่าง THE COUNSELOR นั้นจะถูกโฉลกกับเรา หรือเข้ากับรสนิยมส่วนตัวของเรามากกว่า เพราะตัวละคร Malkina (Cameron Diaz) ในหนังเรื่องนี้ มันเลวมากๆ แต่มันเลวแบบมีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับเราน่ะ และมันกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่เราชอบที่สุดตลอดกาลไปเลย และเรารู้สึกว่า Ridley Scott ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่กับ “การกระทำ” ของตัวละครตัวนี้น่ะ แต่มันเหมือนให้ความสำคัญกับความคิดของตัวละครด้วย มันเหมือนกับว่า ตัวละคร Malkina มันสามารถแผ่พลังของความดำมืดจาก “ใจ” เธอมาถึงเราได้อย่างรุนแรงมากๆ เหมือนกับพวกตัวละครหญิงร้ายในหนังของ Claude Chabrol น่ะ ตัวละครสารเลวเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่ “ทำเลว” เพื่อสร้างความสนุกตื่นเต้นให้คนดู แต่ตัวละครสารเลวแบบ Malkina และตัวละครหญิงบางตัวในหนังของ Claude Chabrol มันทำเลวเพราะมันเลวจริงๆ มันเลวในกมลสันดาน มันเลวชั่วชาติมากๆ มันทำเลวเพราะมันเลว มันไม่ได้ทำเลวเพราะจะสร้างความสนุกให้คนดู ไม่รู้เขียนแล้วเข้าใจหรือเปล่า 555 และเราถูกโฉลกกับหนังที่สร้างตัวละครคนเลวแบบนี้ การได้เดินทางเข้าสู่ความดำมืดในใจของตัวละครเหล่านี้ มันเหมือนกับการได้เดินทางเข้าไปใน heart of darkness ของโลกและหลุมดำของจักรวาลจริงๆ และมันสะเทือนเราอย่างรุนแรงมากกว่าตัวละครคนเลวในหนังแอคชั่นทริลเลอร์

ฉันใดก็ฉันนั้น ตัวร้ายใน ALIEN:COVENANT ก็มีเสน่ห์ดึงดูดเราอย่างรุนแรงมากๆ และสร้างความพึงพอใจให้แก่เรามากๆแบบตัวละคร Malkina ใน THE COUNSELOR เช่นกัน คือเราชอบที่ตัวร้ายใน ALIEN:COVENANT มันดู graceful มากๆในแง่นึงน่ะ และเราว่าอะไรแบบนี้นี่แหละ ที่ขาดไปจากหนังอย่าง LIFE (2017, Daniel Espinosa) คือ LIFE เราก็ชอบมากนะ มันดูสนุกดี แต่ “ความสุข” ในการดูหนังของเราในหลายๆครั้งมันไม่ได้มาจากความสนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกน่ะ บางครั้งมันมาจาก “บรรยากาศขรึมขลัง” ที่ตรงกับใจเรา และบางครั้งมันจาก “ตัวร้ายที่มีพลังดึงดูดเรา” และเราว่าไอ้บรรยากาศขรึมขลังและตัวร้ายที่มีพลังดึงดูดเรานี่แหละ คือสิ่งที่ไม่มีใน LIFE แต่มีใน ALIEN:COVENANT

4.เราว่าตัวร้ายใน ALIEN:COVENANT ทำให้เรานึกถึง “ทหารนาซี” โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจนะ สาเหตุที่มันทำให้เรานึกถึงทหารนาซีเป็นเพราะว่า

4.1 มันต้องการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
4.2 มันต้องการสร้าง “เผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบ”
4.3 มันคลั่งไคล้ Richard Wagner 555
4.4 สถานที่อยู่ของมัน ที่มีลานที่เต็มไปด้วยศพ แว่บแรกเราดูแล้วนึกถึงค่ายกักกัน Auschwitz และการรมแก๊ส


แต่ถ้าใครชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆเหมือนเรา ก็บอกเราได้นะ เราจะได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบอยู่คนเดียว เหมือนอย่างปีที่แล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะมีเราคนเดียวที่ชอบ TERRA FORMARS (2016, Takashi Miike) 555

Monday, May 15, 2017

BAHUBALI 2 AND THE BIG BOSS

BAHUBALI 2: THE CONCLUSION (2017, S.S. Rajamouli, India, A+30) + THE BIG BOSS (1971, Lo Wei, Hong Kong, A+30)

พอดูหนังสองเรื่องนี้ในวันเดียวกัน ก็เลยทำให้สงสัยว่า ทำไมเราถึงชอบหนังสองเรื่องนี้มากๆ ทั้งๆที่มันมีความเป็น “สูตรสำเร็จ” อยู่ในตัว และมันเป็นหนังแอคชั่นผู้ชาย ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่หนังในแนวทางที่เราโปรดปรานมากสักเท่าไหร่
                                                        
เราก็เลยต้องนำมันมาเปรียบเทียบกับ “หนังแอคชั่น สูตรสำเร็จ” ที่เราไม่ได้ชอบมากนัก ซึ่งก็คือเรื่อง PANIC IN BANGKOK (1964, Andre Hunebelle, France, A+) เราก็เลยพบว่า การที่ PANIC IN BANGKOK ไม่ค่อยประทับใจเราเท่าไหร่นั้น บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องของ subplot ด้วย คือมันไม่มี subplot ที่น่าประทับใจเลย

คือเราว่า สาเหตุที่ทำให้เราชอบ THE BIG BOSS และ BAHUBALI มากนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องของ “ความสนุกตื่นเต้น” และ “การคิดฉากแอคชั่นมันส์ๆ” แล้ว เราว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้ยังมี subplots หรือมี “ประเด็นเสริม” อะไรบางอย่าง ที่มันทรงพลังหรือสร้างความประทับใจเราได้อย่างมากๆน่ะ เหมือนอย่าง JOHN WICK: CHAPTER 2 (2017, Chad Stahelski) ที่นอกจากตัวหนังจะมีฉากแอคชั่นมันส์ๆแล้ว มันยังมี “การสร้างโลกนักฆ่า” ที่น่าประทับใจด้วย คือหนังแอคชั่นเหล่านี้มันไม่ได้มีดีแค่ฉากแอคชั่นมันส์ๆอย่างเดียว มันยังมีอะไรอย่างอื่นมาเพิ่มคุณค่าให้ตัวหนังด้วย

ในส่วนของ BAHUBALI 2 นั้น เราว่าประเด็นที่ทรงพลังมากๆคือความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์ Bhalladeva (Rana Daggubati) ที่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน กับ Bahubali ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนน่ะ ฉากที่ประชาชนโห่ร้องชื่นชม Bahubali จนบัลลังก์กษัตริย์สั่นสะเทือน และร่มหักลงมานั้น เป็นฉากที่ทำออกมาได้สุดตีนจริงๆ

ส่วนใน THE BIG BOSS หรือ ไอ้หนุ่มซินตึ๊งนั้น เราว่า subplot เกี่ยวกับ “การลุกฮือของกลุ่มคนงาน เพื่อต่อต้านนายจ้าง” ก็ทำออกมาได้ทรงพลังมากๆ และ “ความขัดแย้งในใจ foreman” ว่าจะเลือกเข้าข้างฝ่ายนายจ้าง หรือจะเลือกเข้าข้างฝ่ายกรรมกร ก็น่าสนใจมากๆด้วย คือ THE BIG BOSS มันไม่ได้เป็นหนังที่ทำเพียงแค่ “แต่งเรื่องอะไรก็ได้ เพื่อจะได้ใส่ฉากบู๊เข้าไปเยอะๆ” น่ะ พอมันมีเรื่องความขัดแย้งระหว่างกรรมกรกับนายจ้าง โดยที่มี foreman อยู่ตรงกลาง และนำเสนอประเด็นนี้ออกมาได้ทรงพลังพอสมควร มันก็เลยทำให้หนังมันไม่ดูแห้งเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบหนังอย่าง PANIC IN BANGKOK ที่เกือบทุกอย่างดูเป็นสูตรสำเร็จไปหมด


รูปของ Bruce Lee กับ Rana Daggubati

Wednesday, May 10, 2017

MY CHEATING EXPERIENCE

เห็นหลายคนดูฉลาดเกมส์โกง แล้วออกมาแฉพฤติกรรมการโกงของตนเอง เราก็เลยทำบ้างดีกว่า ไหนๆก็เป็นวันวิสาขบูชา เราก็มาพูดความจริงกัน

แต่เราไม่เคยโกงข้อสอบและไม่เคยช่วยเพื่อนโกงข้อสอบเลยตอนเรียนมัธยมกับมหาลัย 555 อย่างไรก็ดี เราเคยโกงและเคยช่วยคนอื่นๆโกงตอนที่มีการแข่งขันตอบปัญหาความรู้ด้านภาพยนตร์ที่ GRAND EGV SIAM DISCOVERY ประมาณปี 2000 หรือ 2001 น่ะ เราก็จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว จำไม่ได้ด้วยว่าเงินรางวัลมันเท่าไหร่ ประมาณแสนนึงหรือเปล่า จำได้แต่ว่าคุณ Punya Pappayon ได้รับรางวัลชนะเลิศ และคุณฮูกเข้ารอบสิบคนสุดท้ายในการแข่งขันนี้

เราจำรายละเอียดในการแข่งขันครั้งนั้นไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า เราชอบบรรยากาศการแข่งขันมากๆ เพราะมันเต็มไปด้วยคนแปลกหน้าที่เป็นมิตรกับเรา และมาช่วยเราตอบคำถาม  ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการโกง คือเราเองก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน แต่เราชอบบรรยากาศแบบนี้ 555

คือตอนที่การแข่งขันเริ่มต้น เราสังเกตดูแล้วก็พบว่า มันน่าจะมีผู้แข่งขันเพียงแค่ 10% เท่านั้นเองมั้ง ที่ “เอาจริง” กับการแข่งขัน ไม่คุยกับใคร ทำหน้าเคร่งเครียด ส่วนผู้แข่งขันอีก 90% นี่ เป็นมิตรกับคนแปลกหน้าหรือผู้แข่งขันคนอื่นๆเป็นอย่างมาก คือแต่ละคนจะมีกระดาษคำตอบของตนเองน่ะ แต่ผู้แข่งขันเหล่านี้ ต่างเต็มใจที่จะบอกคำตอบให้คนแปลกหน้าคนอื่นๆรู้แต่โดยดี คือเราชอบที่ผู้แข่งขันหรือคนแปลกหน้าเหล่านี้ ไม่ได้มองว่า “ผู้แข่งขันคนอื่นๆคือคนที่จะมาแย่งเงินแสนนึงไปจากกู” แต่กลับมองว่า “ผู้แข่งขันคนอื่นๆชอบดูหนังเหมือนเรา เพราะฉะนั้นเราจะช่วยเขา เพราะกูไม่สนเงินรางวัล กูมาแข่งเพื่อขำๆ” อะไรทำนองนี้

คือเราก็เลือกได้นะว่าจะทำตัวแบบไหนในการแข่งขัน แต่เราเองก็ไม่ได้สนเงินรางวัลอยู่แล้วน่ะ เรามาเพื่อขำๆ เพื่อความสนุกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เลยทำตัวกลมกลืนไปกับผู้แข่งขันคนอื่นๆที่ช่วยบอกคำตอบกันและกัน และทุกคนก็ตกรอบกันหมด 555

ในการแข่งขันครั้งนั้น มันมีอยู่หลายด่าน หรือหลายสถานี เราจำได้ว่า มันมีอยู่ด่านนึงที่เข้าไปในโรงหนัง แล้วเขาจะฉายฉากจากหนังเรื่องต่างๆขึ้นมา แล้วเราต้องตอบลงไปในกระดาษว่าฉากนั้นมาจากหนังเรื่องไหน

ปรากฏว่ามีเรื่องนึงที่มันเป็นฉากคุ้นๆ แต่เรานึกไม่ออกว่ามันมาจากเรื่องไหน ผู้หญิงแปลกหน้าคนนึงที่นั่งข้างๆเราก็เลยกระซิบบอกเราว่า “FORREST GUMP” เราก็เลยตอบไปตามที่เธอบอก นั่นแหละคือการโกงของเรา

ตอนหลังเราก็เลยถามเธอว่า ทำไมเธอจึงจำได้ว่ามันเป็นฉากจาก FORREST GUMP เธอก็ตอบว่า “เราดู FORREST GUMP ไป 7 รอบแล้วจ้ะ”

แล้วเราก็ได้มีโอกาสช่วยคนอื่นๆโกงด้วย เพราะมันมีอยู่ด่านนึง ที่เป็นโปสเตอร์หนัง โดยมีการพรางชื่อหนังกับเครดิตคนสร้างเอาไว้ ผู้แข่งขันต้องตอบให้ได้ว่าโปสเตอร์นั้นมาจากหนังเรื่องอะไร เราจำได้ว่าตอนนั้นเรายืนอยู่กับผู้แข่งขันที่เป็นคนแปลกหน้าประมาณ 10 คน ปรากฏว่าทุกคนตอบไม่ได้เลยว่ามันเป็นหนังเรื่องอะไร แต่เราตอบได้ว่ามันเป็นเรื่อง TOPSY-TURVY เราก็เลยบอกทั้ง 10 คนที่ยืนอยู่แถวนั้นว่า มันคือโปสเตอร์ TOPSY-TURVY จ้ะ และพวกเขาก็เลยจดคำตอบลงไปในกระดาษตามที่เราบอก

นี่แหละคือพฤติกรรมการโกงของเรา 555

พอนึกย้อนหลังกลับไปแล้ว เราก็รู้สึกว่าตัวเองตลกดีเหมือนกัน เพราะเราเป็นคนที่หนังอย่าง FORREST GUMP ไม่อยู่ในความทรงจำ แต่เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันเพียงไม่กี่คนที่จดจำโปสเตอร์ TOPSY-TURVY ได้


อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่เราแอบสงสัยมานานแล้ว นั่นก็คือว่า นอกจากคุณ Punya Pappayon และคุณฮูกแล้ว ในบรรดาเพื่อนๆ cinephiles ของเราใน Facebook นี้ มีใครอีกบ้างที่เคยเข้าร่วมในการแข่งขันครั้งนั้น คือการแข่งขันครั้งนั้นมันเป็นยุคก่อน Facebook น่ะ เพราะฉะนั้นหลายๆคนที่ช่วยเหลือเราในการแข่งขันครั้งนั้น เราก็ไม่มีโอกาสได้พบเจออีกเลยหลังการแข่งขัน เราก็เลยสงสัยว่า ตอนนี้เวลาผ่านมานาน 17 ปีแล้ว พวกเขายังคงเป็น cinephiles, ยังคงตามดูหนัง หรือเข้ามาอ่านบทบันทึกความรู้สึกของเราใน Facebook บ้างหรือเปล่า หรือว่าคนแปลกหน้าต่างๆที่เราเจอในการแข่งขันครั้งนั้น ได้แยกย้ายกันไปมีผัว นอนกกผัวกันอย่างอิ่มหนำสำราญกันหมดแล้ว ไม่ได้มาตามดูหนังอีก

BAD GENIUS (2017, Nattawut Poonpiriya, A+30)

BAD GENIUS (2017, Nattawut Poonpiriya, A+30)
ฉลาดเกมส์โกง

1.จริงๆแล้วช่วงนี้ไม่มีเวลาเขียนถึงหนังเรื่องไหนทั้งนั้น ตอนแรกอยากทำเพียงแค่จดบันทึกว่าให้เกรด A+30 แล้วบอกว่าชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้มากๆ แต่กลัวว่าเขียนแค่นี้แล้วคนจะเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง แล้วก็กลัวว่าในอนาคตตัวเองจะลืมไปด้วยว่า ทำไมถึงชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้มากๆ ก็เลยคิดว่าจดบันทึกไว้ก่อนดีกว่า อนาคตตัวเองจะได้ไม่ลืมว่าทำไมถึงชอบตอนจบของหนัง

SPOILERS ALERT

--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
คือตอนจบของหนังทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากในระดับ A+30 แต่หนังเรื่องนี้คงไม่ถึงขั้นติดอันดับ top ten ประจำปีน่ะ เพราะในตอนจบ เราคงทำแบบนางเอก แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่เหมือนกับนางเอก เพราะฉะนั้นเราจึงสะใจกับตอนจบ เพราะตัวละครทำในสิ่งที่เราเองก็คงเลือกที่จะทำ แต่เราก็ไม่ได้สะใจกับมันแบบสุดๆถึงขั้นที่จะติด top ten ประจำปี เพราะเหตุผลของนางเอกกับเหตุผลของเราคงไม่เหมือนกัน

แต่เราไม่ได้บอกว่าตอนจบของหนังเรื่องนี้ดีนะ คือถ้าคนบอกว่าตอนจบมันไม่ convincing เราก็ว่ามันฟังขึ้นในแง่นึงนะ คือจริงๆแล้วอีรินนี่ทำในสิ่งที่เราไม่เลือกที่จะทำตั้งแต่ต้นเรื่องอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าตอนจบมันเลือกทำแบบเดียวกับเราเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในแง่ที่ว่าตอนจบมัน convincing หรือไม่ ก็เป็นประเด็นนึง เราเพียงแค่สะใจที่รินเลือกทำแบบเดียวกับเราในตอนจบเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นเรา เราคงทำด้วยเหตุผลที่ต่างออกไปน่ะ คือเราคงทำแบบเดียวกับริน เพราะมันทั้งได้ “ทำลายตัวเอง” ด้วย และทำลาย “คนที่เราเกลียดชัง” ด้วย ซึ่งก็คือ พัฒน์, เกรซ และแบงค์ 555 คือถ้าเราเป็นริน เราคงเกลียดพัฒน์อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเรารับไม่ได้กับการส่งคนไปทำร้ายแบงค์ แล้วเราก็เกลียดอีเกรซ คุณหนูอย่างมึงไม่มีวันเข้าใจความเจ็บปวดของกูหรอก เพราะฉะนั้นอีเกรซ มึงต้องเจอฤทธิ์ของกูบ้าง แล้วเราก็เกลียดแบงค์ในช่วงท้าย ที่พยายามข่มขู่เรา คือถ้ามึงคิดจะข่มขู่กู กูก็ยินดีฆ่าตัวตาย หรือทำในสิ่งที่คล้ายกับการฆ่าตัวตาย อย่างเช่นการสารภาพผิด แต่ก่อนที่กูจะฆ่าตัวตาย กูจะแผลงฤทธิ์ให้หนักที่สุดก่อน

เพราะฉะนั้นในตอนจบ เราก็คงทำแบบเดียวกับริน เพราะมันคล้ายๆกับการพลีชีพ หรือการฆ่าตัวตาย แต่เราจะไม่ทำเพื่อผดุงความยุติธรรม แต่เราจะทำเพื่อความสะใจที่ได้ทำลายตัวเองและทำลายคนที่เราเกลียดชังไปด้วยพร้อมๆกัน คือกูไม่สนเงินล้านสิบล้านอะไรอีกต่อไป กูไม่อยากมีอนาคตหรือมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ความสะใจที่ได้ทำลายคนที่เราเกลียดชังนี่แหละ คือสิ่งที่กูขอทำก่อนตาย และมันก็ทำได้ง่ายๆเพียงแค่การพูดความจริงเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นตอนจบของ BAD GENIUS ก็เลยสะใจเรามาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นติด top ten ประจำปี เพราะ “การกระทำ” มันตรงใจเรา แต่ “เหตุผลในการกระทำ” มันไม่ตรงใจเรา

2.อันนี้ไม่เกี่ยวกับ BAD GENIUS โดยตรง คืออีกเหตุผลนึงที่ BAD GENIUS คงไม่ติด top ten ประจำปีเรา เพราะมันไม่มีตัวละคร “หญิงสาวที่หลงใหลในความตาย หรือมีแรงผลักดันในการทำลายตัวเอง” น่ะ แต่อันนี้ไม่ใช่ความผิดของ BAD GENIUS นะ หนังทุกเรื่องมันไม่ได้มีหน้าที่สร้างตัวละครให้เราอินอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าหากรินสารภาพผิดในตอนจบ เพราะ “อยากทำลายตัวเอง” ด้วย หนังเรื่องนี้ก็คงติด top ten ประจำปีของเราอย่างแน่นอน

ส่วนหนังที่จะติด top ten ประจำปีของเรา คือหนัง “สารคดี” เกี่ยวกับสงครามซีเรียเรื่อง THE WAR SHOW (2016, Obaidah Zytoon, Andreas Dalsgaard) และ A157 (2015, Behrouz Nouranipour) น่ะ และสาเหตุส่วนนึงเป็นเพราะว่า หนังสารคดีสองเรื่องนี้สัมภาษณ์เด็กสาวอายุ 11-13 ปี ที่พูดถึง “ความตาย” ได้อย่างหลอนมาก หรืออย่างฝังใจเราอย่างรุนแรงมากๆ คือในช่วงต้นของ THE WAR SHOW นั้น มีเด็กหญิงอายุ 11-12 ปี หน้าตาน่ารักสดใส ที่มาร่วมขบวนประท้วงประธานาธิบดี Bashar al-Assad อย่างกล้าหาญ แต่พอผู้สัมภาษณ์ไปสัมภาษณ์เด็กหญิงคนนี้ เด็กหญิงคนนี้ก็ดูเหมือนจะมีความหมกมุ่นอะไรบางอย่างกับความตาย และผู้สัมภาษณ์ก็เลย stunned ไปเลย ไม่รู้จะสัมภาษณ์เด็กหญิงคนนี้ต่อยังไงดี ส่วนในหนังสารคดีเรื่อง A157 นั้น subject คนนึงของหนังเป็นเด็กสาวอายุ 13 ปีที่พูดถึงเรื่องความตาย และต่อมาเธอก็ฆ่าตัวตายจริงๆ

3.สรุปว่าย่อหน้าเมื่อกี้ไม่เกี่ยวอะไรกับ BAD GENIUS เราแค่จะชี้ให้เห็นเท่านั้นแหละว่า หนังที่เข้าทางเราแบบสุดๆ มันต้องมีตัวละครแบบไหนเท่านั้นเอง ส่วน BAD GENIUS นั้น เราว่าก็บันเทิงดี เราชอบมันเหมือนหนังบอลลีวู้ดและหนังบางเรื่องของ Brian de Palma น่ะ คือเรารู้สึกว่ามัน “เร้าอารมณ์” เรามากเกินไปในบางจุดนะ แต่มันก็เป็นหนังที่จงใจสร้างมาเพื่อความบันเทิงและความเร้าอารมณ์น่ะ เราก็เลยไม่ได้เกลียดความเร้าอารมณ์ของมัน 555

4.อีกจุดนึงที่ทำให้ชอบ BAD GENIUS มากๆ นั่นก็คือเรารู้สึกมานานแล้วว่า ความสนุกในการดูหนัง thriller บางเรื่อง มันคล้ายๆกับความสนุกของเราตอนทำข้อสอบคณิตศาสตร์หรือข้อสอบวิชาบัญชีน่ะ 555 ซึ่งอันนี้อาจจะไม่ตรงกับความรู้สึกของหลายๆคน แต่สำหรับเรานั้น เรารู้สึกว่าตอนได้ทำข้อสอบคณิตศาสตร์ตอนมัธยมปลาย+ตอนเอ็นทรานซ์ นี่ มันเป็นอะไรที่สนุกตื่นเต้นเยี่ยวเหนียวลุ้นระทึกหีแตกมากๆ ซึ่งเป็นเพราะเราไม่เก่งเลขด้วย คือวิชาคณิตศาสตร์มันยากเกินไปสำหรับเรา แต่มันก็สนุกตื่นเต้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน จำได้ว่าตอนเอ็นทรานซ์นี่ ข้อสอบเลขมี 100 ข้อ แต่กูทำไปได้แค่ 37 ข้อเท่านั้นเอง เวลาก็หมดแล้ว แต่มันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่สนุกตื่นเต้นที่สุดในชีวิต การพยายามทำข้อสอบเลขให้ทันเวลานี่ เป็นประสบการณ์ที่มันส์จริงๆ

เราก็เลยชอบมากที่ BAD GENIUS เอา “ความลุ้นระทึก” ของหนังกับความลุ้นระทึกในการทำข้อสอบวิชาเลขมารวมกัน มันตรงกับใจเรามากๆ


ตอนปี 1990 เราสอบเลขเพื่อเอ็นทรานซ์เข้าคณะบัญชี แต่เรียนไปแล้วไม่ชอบ ก็เลยซิ่วมาเข้าคณะอักษรศาสตร์ในปีต่อมา ซึ่งตอนเรียนคณะอักษรศาสตร์นี่ เราไม่เคย “ลุ้นระทึก” ตอนสอบเหมือนตอนเอ็นทรานซ์เลยนะ เพราะเราได้เรียนในวิชาที่ “ชอบ” น่ะ มันก็เลยไม่รู้สึกหีแตกตอนสอบ ซึ่งต่างกับตอนเอ็นทรานซ์เข้าคณะบัญชี แล้วต้องสอบเลข ประสบการณ์ตอนนั้นนี่แหละ คือประสบการณ์ทำข้อสอบแล้วรู้สึกสนุกตื่นเต้นหีแตกที่สุดในชีวิตของเรา 

Wednesday, April 26, 2017

GARÇON! (WAITER!) (1983, Claude Sautet, France, A+30)

GARÇON! (WAITER!) (1983, Claude Sautet, France, A+30)

1.เรารัก Claude Sautet จริงๆ อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 5 ของเขาที่เราได้ดู ต่อจาก THE THINGS OF LIFE (1970), MAX AND THE JUNKMEN (1971), CÉSAR AND ROSALIE (1972) และ VINCENT, FRANÇOIS, PAUL AND THE OTHERS (1974) และเรารักหนังของเขาทุกเรื่องมากๆ นอกจาก MAX AND THE JUNKMEN ที่เราเฉยๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าเราดู MAX AND THE JUNKMEN เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งอาจจะเป็นเวลาที่เร็วเกินไปสำหรับเราในการที่จะเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของหนังเรื่องนั้น

คือพอดู THE THINGS OF LIFE, CÉSAR AND ROSALIE, VINCENT FRANÇOIS PAUL AND THE OTHERS กับ WAITER! แล้ว เราก็รู้สึกว่า หนังของเขาทุกเรื่องมันไม่มีอะไรใหม่ในเชิงเนื้อหาเลยนะ หนังทั้ง 4 เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของการคบชู้สู่ชาย, พบรัก, แหนงหน่าย, ไม่เข้าใจ, จะเลือกใครดี, เลิกรัก, พบรักใหม่ วนๆเวียนๆกันไป มันเป็นชีวิตรักของ คนธรรมดาในแง่นึงน่ะ คือในเชิง เนื้อหาแล้ว มันอาจจะเรียกได้ว่าไม่มีความคิดสร้างสรรค์อะไรเลย แต่สิ่งที่มันสุดยอดมากๆก็คือว่า Claude Sautet สามารถถ่ายทอดชีวิตรักของคนธรรมดาเหล่านี้ออกมาได้ในแบบที่ซาบซึ้งกินใจเราสุดๆในทุกๆเรื่อง แต่ไม่ใช่ซาบซึ้งกินใจในแง่ทีว่า โอ้ ความรักช่างเป็นอะไรที่ทรงพลัง ช่างเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ช่างเป็นอะไรที่งดงามนะ แต่มันซาบซึ้งกินใจในแง่ที่ว่า ความรักมันช่างงดงาม แต่อย่าไปยึดติดกับมันมากเกินไปน่ะ 

คือเราไม่แน่ใจว่าทัศนคติขอClaude Sautet จริงๆแล้วมันเป็นยังไงนะ แต่พอดูหนังของเขาแล้ว เรารู้สึกเหมือนกับว่าทัศนคติของหนังหรือทัศนคติของเขามันอาจจะเข้าทางเราน่ะ เพราะตัวละครทั้งชายหญิงในหนังของเขา มีชู้กันเป็นเรื่องธรรมดา ความหลายใจเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของใครอย่างแท้จริง คือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า ตัวละครผู้ชาย A มีเมียชื่อ B และมีเมียน้อยชื่อ C แต่หญิง B ก็มีชู้กับผู้ชาย D และหญิง C ก็มีชู้กับผู้ชาย E ด้วย และมันเป็นเรื่องปกติ ผู้ชายแต่ละคนในหนังมีผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคนให้เลือกหรือทำให้รู้สึกไขว้เขว และผู้หญิงแต่ละคนในหนังก็มีตัวเลือกผู้ชายให้เลือกหลายคนเช่นเดียวกัน 

คือเราชอบ ความไม่ยึดติดกับคู่รักมากเกินไปในหนังของเขาน่ะ คือแทนที่ตัวละครในหนังของเขาจะหึงหวงและผูกมัดคนรักไว้กับตัวเองเพียงคนเดียวไปจนวันตาย เหมือนกับว่าคู่รักเป็นสมบัติของเราเพียงคนเดียว ตัวละครในหนังของเขากลับพบว่า ความสุขที่แท้จริงคือการยอมรับความจริงที่ว่า คู่รักของเราไม่ใช่สมบัติของเรา เขาผ่านเข้ามา ร่วมสุขกับเราเพียงชั่วคราวเท่านั้น แล้วสักวันเขาก็อาจจะจากเราไป แล้วเราก็หาผัวใหม่สิ หรือไม่เราก็มีผัวสำรองอีกสัก 2 คนไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะพอผัวเราทิ้งเราไปหาหญิงใหม่ เราก็มีผัวสำรองหรือคนรักสำรองอยู่แล้ว

คือเราว่าทัศนคติอะไรแบบนี้มันเข้าทางเรามากๆ และมันทำให้เราอินสุดๆกับหนังรักโรแมนติกของ Claude Sautet ในขณะที่เราจะไม่อินกับนางเอกของหนังอย่าง 45 YEARS (2015, Andrew Haigh) และ I AM NOT MADAME BOVARY (2016, Feng Xiaogang, A+30) เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าหากเราเป็นนางเอกของ 45 YEARS เราจะไม่ค่อยแคร์อะไรกับการที่ผัวเราชอบหญิงอื่นมากกว่าเรา และถ้าหากเราเป็นนางเอกของ I AM NOT MADAME BOVARY เราก็คงจะหาผัวใหม่ในทันทีตั้งแต่แรก เพราะเรารู้สึกว่า ถึงผัวเก่าเขาจะหลอกเรา แต่ถ้าหากเขาไม่ได้รักเราแล้ว เราก็จะไปยึดติดกับเขาทำไม เขามีเมียใหม่ เราก็หาผัวใหม่ จบ แต่อันนี้เราไม่ได้ว่าหนังสองเรื่องนี้ไม่ดีนะ อันนี้คือแค่จะบอกว่า เราไม่อินกับตัวละครนางเอกของหนังสองเรื่องนี้ แต่เราจะอินกับตัวละครในหนังของ Claude Sautet มากๆ เพราะมันนำเสนอทั้ง ความงดงาม หอมหวาน สดชื่น รื่นรมย์ของความรัก”, “ความชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าวของความรักและ ความปล่อยวางจากความรักได้อย่างทรงพลังสุดๆ ซึ่งมันเข้าทางเราหรือสอดคล้องกับทัศนคติของเรามากกว่า

2.อีกจุดที่ชอบมากใน WAITER! และในหนังบางเรื่องของ Claude Sautet ก็คือว่า มันคือจุดสุดยอดของแนวคิดที่ว่า ตัวละครมีชีวิตมาก่อนหนังเริ่มจริงๆน่ะ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า Claude Sautet มักจะทำหนังรักเกี่ยวกับ ตัวละครวัยกลางคนเพราะฉะนั้นพอหนังเริ่มเรื่องปุ๊บ ช่วงแรกๆเราจะรู้สึกเหมือนกับว่า เอ๊ะ นี่มันเป็นภาคสองของหนังเรื่องอื่นหรือเปล่าคือตัวละครทั้งพระเอก, นางเอก, ตัวประกอบยิบย่อยแต่ละตัว นี่มันมีชีวิตที่ซับซ้อนและผ่านอะไรมาเยอะมากก่อนที่วินาทีแรกของหนังจะเริ่มต้นขึ้นทั้งนั้นเลย คือพอหนังเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เราจะค่อยๆได้รับรู้อดีตของตัวละครแต่ละตัวผ่านทางบทสนทนาของตัวละคร แล้วเราจะรู้สึกว่าทุกตัวแม่งมีอดีตที่ซับซ้อนมาก ทั้งความรัก, หน้าที่การงาน, นิสัยส่วนตัว คือทุกตัวประกอบที่โผล่มาประมาณ 5-10 นาทีในหนังเรื่องนี้นี่มันสามารถ spin off แยกไปสร้างหนัง prequel เกี่ยวกับชีวิตตัวเองได้หมดเลย 

3.ฉากที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือฉากที่ Nicole Garcia ยืนมองพระเอกโดยมีทะเลเป็นแบคกราวด์น่ะ คือบอกไม่ถูกว่าทำไมฉากนี้ถึงงดงามสุดๆ ทรงพลังสุดๆสำหรับเรา มันเหมือนกับว่าฉากนี้มันบรรจุ โมงยามที่งดงามที่สุดของความรักเอาไว้ และวิธีการถ่ายทอดฉากนั้น+ดนตรีประกอบ มันเหมือนกับทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตมนุษย์มันก็แค่นี้แหละ บางทีเราก็จะได้เจอคนที่เรารัก ได้ใช้เวลาแห่งความสุขสุดยอดกับคนที่เรารัก แต่ทุกอย่างไม่จีรังยั่งยืน นี่คือช่วงนาทีที่งดงามสุดๆ แต่ในที่สุดมันก็จะผ่านไป คนรักอาจจะทิ้งเราไปในวันใดวันหนึ่ง แต่มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆของชีวิต and life goes on”

I AM NOT MADAME BOVARY (2016, Feng Xiaogang, China, A+30)

I AM NOT MADAME BOVARY (2016, Feng Xiaogang, China, A+30)

กูเกลืยดตัวละครนางเอกหนังเรื่องนี้มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก 5555 เพราะฉะนั้นเราไม่ขอเขียนถึงองค์ประกอบอื่นๆที่ดีงามในหนังเรื่องนี้นะ เพราะหลายคนเขียนถึงไปแล้ว ทั้งเฟรมภาพที่แปลกตา, การจัดองค์ประกอบภาพที่งดงามสุดๆ, ดนตรีประกอบที่ unique, การสร้างระยะห่างระหว่างตัวละครกับผู้ชม และเนื้อเรื่องที่นำระบบราชการมานำเสนอได้อย่างสนุกสนาน คือคนอื่นๆเขียนถึงอะไรพวกนี้ได้ดีกว่าเรามาก และก็เขียนถึงไปกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราขอเขียนระบายความเกลียดชังที่เรามีต่อตัวละครนางเอกหนังเรื่องนี้ก็แล้วกัน เพราะเราสงสัยว่ามีเราคนเดียวหรือเปล่าที่เกลียดชังตัวละครนางเอกหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง บางทีอาจจะมีเราคนเดียวก็ได้ที่เป็น “นางมารร้าย” ที่เกลียดชังน้ำหน้าอีนางเอกประเภทนี้

1.คือจุดที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เพราะเรารู้สึกว่าตัวละครมันเทาทั้งสองฝ่ายน่ะ ทั้งนางเอกและข้าราชการในระดับต่างๆ และมันก็เลยแตกต่างจากหนังแนว Kafkaesque โดยทั่วๆไป เพราะหนังแนว Kafkaesque โดยทั่วๆไปนั้น เราเข้าใจว่าตัวละครเอกมักจะค่อนข้างมีสถานะเป็น “ผู้บริสุทธิ์” นะ คือเป็นคนที่ต้องพบกับความยุ่งยากของระบบราชการโดยไม่จำเป็น คือตัวละครเอกจะ “ขาว” และตัวละครในระบบราชการ จะ “ดำ”  แต่ในหนังเรื่องนี้นั้น เรารู้สึกเกลียดนางเอกตั้งแต่ฉากแรกๆ และตัวละครข้าราชการหลายๆคนก็เทาๆด้วย มันก็เลยเทาๆทั้งสองฝ่าย พูดไปแล้วก็นึกถึงหนังประเภท DON’T BREATHE (2016, Fede Alvarez) และ FROM A HOUSE ON WILLOW STREET (2016, Alastair Orr, A-) ที่ตัวละครมันเทาทั้งสองฝ่ายเหมือนกัน และคนดูไม่รู้จะเข้าข้างฝ่ายไหนดี เพียงแต่ว่าสถานการณ์ใน I AM NOT MADAME BOVARY มันน่าสนใจกว่า เพราะตัวละครที่ดูเหมือนเป็นเหยื่อผู้ไม่ได้รับความยุติธรรมในหนังเรื่องนี้ จริงๆแล้วเรารู้สึกว่าเป็นตัวละครที่สมควรโดนตบไม่แพ้ตัวละครตัวอื่นๆ

2.หลายๆคนเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับ THE STORY OF QIU JU (1992, Zhang Yimou, A+30) ซึ่งมันก็น่าเปรียบเทียบจริงๆ เพราะเราชอบความแตกต่างกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้ คือเราดู THE STORY OF QIU JU ทางช่อง 7 เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เราลืมรายละเอียดไปหมดแล้ว แต่จำได้ว่าตอนดูเราจะอินกับตัว Qiu Ju มากกว่า Li Xuelian ซึ่งเป็นนางเอกของ I AM NOT MADAME BOVARY หลายเท่าน่ะ คือเหมือนกับเราเข้าใจความโกรธแค้นในใจ Qiu Ju และเราสามารถ sympathize กับ Qiu Ju ได้ในระดับนึง ซึ่งตรงข้ามกับตัวละคร Li Xuelian ที่เรารู้สึกเป็นปฏิปักษ์ด้วยมากๆ

เราว่าสไตล์การถ่ายทำก็มีส่วนด้วยนะ คือ THE STORY OF QIU JU มันถ่ายทำคล้ายสารคดี คนดูก็เลยยิ่งอินได้ง่ายกว่า ส่วน I AM NOT MADAME BOVARY นี่ แค่เฟรมภาพมันก็เป็นการเตือนผู้ชมตลอดเวลาแล้วว่า เรากำลังดู fiction อยู่ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าการที่เราเกลียด Li Xuelian นี่ เป็นเพราะเราเลวเอง หรือเป็นเพราะตัวผู้กำกับก็ตั้งใจให้คนดูวิพากษ์ตัวละครนางเอกอยู่แล้ว

แต่ความแตกต่างกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้มันดี เพราะมันแสดงให้เห็นว่า I AM NOT MADAME BOVARY ไม่ได้ทำซ้ำในสิ่งที่คนเคยทำมาแล้ว และถึงแม้เราจะเกลียด Li Xuelian มากๆ แต่มันก็ถือว่าดีในแง่ภาพยนตร์ เพราะการสร้างภาพยนตร์ที่ตัว protagonist เทาๆปะทะกับตัวละครผู้ร้ายเทาๆ มันยากกว่าการสร้างภาพยนตร์ที่ตัวละครขาวๆปะทะกับตัวละครดำๆน่ะ

3.แล้วทำไมเราถึงเกลียด Li Xuelian (Fan Bingbing) มากๆ คือเรารู้สึกว่าเธอไปสร้างความชิบหายให้แก่ผู้พิพากษาคนแรกกับหัวหน้าผู้พิพากษาโดยไม่จำเป็นน่ะ คืออันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะว่าเราเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า แต่ถ้าเราเข้าใจอะไรผิด ก็บอกเรามาได้นะ เพราะเราเองก็ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายอะไรเลย

คือเราเข้าใจว่า ผู้พิพากษาคนแรก ตัดสินถูกต้องแล้วที่ให้การหย่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายน่ะ ก็นางเอกเซ็นใบหย่านั้นเอง ไม่มีใครปลอมลายเซ็นเธอ ไม่มีใครเอาปืนจ่อหัวเธอให้เธอเซ็น และเธอก็ไม่มี “หลักฐานทางกฎหมาย” ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเธอถูกสามีหลอก เธอมีเพียงแค่คำพูดของตนเองเท่านั้น แล้วผู้พิพากษาจะตัดสินเข้าข้างเธอได้ยังไง ผู้พิพากษาจะรู้ได้ยังไงว่าอีนี่พูดจริงหรือตอแหลอะไรขึ้นมาสดๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นยังไง แต่ถ้าดูตามหลักฐานทางกฎหมายแล้ว เราก็รู้สึกว่าผู้พิพากษาตัดสินถูกต้องแล้ว อีนางเอกเองนี่แหละที่เซ็นใบหย่าเองด้วย “เจตนาที่ไม่บริสุทธิ์” คือมึงน่ะแหละ “หลอกรัฐ” เอง ด้วยการเซ็นใบหย่านั้น แล้วรัฐหรือข้าราชการของรัฐจะต้องมามีหน้าที่ตัดสินเข้าข้างมึงทำไม ในเมื่อมึงเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายหลอกรัฐตั้งแต่แรก

คือเรามองเหมือนกับว่า นางเอกเซ็นใบหย่าเพราะสามีบอกปากเปล่าโดยไม่ได้ทำสัญญาใดๆเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ถ้าคุณเซ็น ผมจะให้วัตถุ A กับคุณ แล้วนางเอกก็โง่ เซ็นเอง ถูกหลอกเอง แล้วพอสามีไม่ให้วัตถุ A ตามที่สัญญาไว้ นางเอกจะต้องไปลากรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทำไม ในเมื่อมึงโง่เอง มันเป็นเรื่องระหว่างมึงกับสามีมึงเอง ทำไมมึงต้องไปทำให้คนอื่นๆเดือดร้อนเพราะความโง่ของมึงเองด้วย ทำไมมึงต้องไปบังคับให้คนอื่นๆมาตัดสินเข้าข้างมึงด้วย ไหนล่ะหลักฐานทางกฎหมายที่จะยืนยันได้ว่ามึงไม่ได้ตอแหล แต่สามีเป็นฝ่ายตอแหล ถ้ามึงไม่มีหลักฐาน มึงก็ไม่ต้องไปลากกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง มึงก็ไปแก้แค้นอะไรกับสามีมึงเองสิ

แล้วพอเรามองว่าผู้พิพากษาคนแรกตัดสินถูกต้องตามความเห็นของเราแล้ว เราก็เลยมองว่าหัวหน้าผู้พิพากษาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย ที่เขาบอกให้นางเอกยื่นเรื่องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ก็ผู้พิพากษาคนแรกไม่ได้ตัดสินอะไรผิดนี่ ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้นว่าเขารับสินบน หรือลำเอียง เขาก็ตัดสินไปตามใบหย่าที่นางเอกเซ็นเองด้วยความเต็มใจ แต่เป็นการเซ็นด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ ซึ่งการเซ็นด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์นี่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ยืนยันได้ และมันก็ไม่น่าจะเป็นสาเหตุให้ใบหย่าเป็นโมฆะได้

เพราะฉะนั้นพอนางเอกพยายามจะแก้แค้นผู้พิพากษาคนแรกกับหัวหน้าผู้พิพากษา เราก็เลยรู้สึกเกลียดชังนางเอกอย่างรุนแรงในทันที เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าหากเราตกอยู่ในสถานะเดียวกับผู้พิพากษาคนแรกหรือหัวหน้าผู้พิพากษา เราก็คงจะทำแบบเดียวกัน คือกูจะไปตัดสินเข้าข้างอีนางเอกได้ยังไง มันมี legal basis หรือหลักฐานทางกฎหมายอะไรยังไงเหรอที่จะทำให้กูไปตัดสินเข้าข้างมึงได้

แต่หลังจากนั้นตัวละครข้าราชการคนอื่นๆก็จะออกมาเทาๆนะ อย่างนายอำเภอที่หลอกนางเอกว่าตัวเองไม่ใช่นายอำเภอ, นายกเทศมนตรีที่บอกให้เอานางเอกไปให้พ้นหูพ้นตา และข้าราชการคนอื่นๆที่พยายามสกัดกั้นนางเอกจากการยื่นเรื่องร้องเรียน คือตัวละครข้าราชการเหล่านี้ก็ทำไม่ถูกต้องน่ะแหละ แต่เราก็สงสัยว่า ถึงพวกเขาจะเป็นข้าราชการที่มีจิตใจดีงาม แล้วพวกเขาจะช่วยนางเอกได้ยังไง มันมี legal basis อะไรที่สามารถช่วยนางเอกได้

แม้แต่ตัว big boss ก็เทาๆสำหรับเราเหมือนกัน คือเราเข้าใจว่าคำสั่งของเขาทำให้ผู้พิพากษาคนแรกกับหัวหน้าผู้พิพากษาต้องเด้งจากตำแหน่งน่ะ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิดนะ) แต่สองคนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดในความเห็นของเรา เพราะฉะนั้นคำสั่งของ big boss จึงไม่ชอบธรรมในความเห็นของเรา

แล้วถึงแม้นางเอกจะอ้างเหตุผลเรื่องนโยบาย...ในช่วงท้ายเรื่อง ว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริง การกระทำของนางเอกมันก็ไม่ชอบธรรมอยู่ดี คือถ้ามึงมีปัญหากับนโยบายนี้ มึงก็ไม่ควรไปสร้างความเดือดร้อนให้ข้าราชการหรือผู้พิพากษาที่ไม่ได้เป็นคนออกนโยบายนี้สิ ถ้ามึงต่อต้านนโยบายนี้ มึงก็ต่อต้านนโยบายนี้ไปสิ หรือแก้แค้นกับสามีมึงสิ ไม่ใช่มาสร้างความเดือดร้อนให้คนที่ไม่ได้ออกนโยบายนี้

4.อีกสาเหตุที่ทำให้เราเกลียด Li Xuelian คือภาพลักษณ์ของตัวละครนี้น่ะ คือมึงทำภาพลักษณ์เป็น “เหยื่อผู้น่าเวทนา” เป็น “หญิงสาวที่ไม่ได้รับความยุติธรรม” คือภาพลักษณ์เป็นนางเอกผู้น่าเห็นใจน่ะ แต่สิ่งที่มึงทำนี่กูรับไม่ได้จริงๆ คือมึงน่ะเป็นฝ่าย “หลอกรัฐ” เอง แล้วรัฐจะมาช่วยมึงด้วยหลักกฎหมายอะไร


สรุปว่า ถ้าใครเกลียด Li Xuelian ก็บอกเราด้วยนะคะ เราจะได้รู้ว่า เราไม่ได้เป็นนางมารร้ายอยู่คนเดียว 555 

Sunday, April 23, 2017

GAHOLMAHORATUEG (2014, Prapt, novel, A+30)

กาหลมหรทึก (2014, ปราปต์, นิยาย, A+30)
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥
♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥

1.สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ลุ้นระทึก ตื่นเต้นดีจริงๆ (คล้ายๆกับการดูหนัง thriller/murder mystery) นี่เมื่อคืนเรากะจะเข้านอนตอนเที่ยงคืน แต่พอดีอ่านมาถึง 3 ใน 4 ของเล่มแล้ว และมันกำลังลุ้นมากๆ เราก็เลยต้องอ่านต่อให้จบไปเลย ก็เลยเข้านอนตอน 01.30 น.แทน 

แต่เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนิยายแนวนี้นะ หรือจริงๆแล้วเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมอะไรด้วย ก็เลยไม่สามารถเปรียบเทียบอะไรได้ แต่เราว่ามัน สนุกกว่าการอ่านนิยายของอกาธา คริสตี้ กับนิยายชุด Sherlock Holmes น่ะ ไม่ใช่ว่ามัน ดีกว่านะ แต่เหมือนนิยายเรื่องนี้มี การเร้าอารมณ์ลุ้นในแบบที่คล้ายๆกับหนัง thriller ยุคปัจจุบันน่ะ และการเร้าอารมณ์ลุ้นนี้มันก็เลยทำให้เราสนุกกับมันในแบบที่อยากอ่านต่อไปเรื่อยๆให้จบไปเลย ในขณะที่นิยายของอกาธา คริสตี้กับ Sherlock Holmes มันจะมี pacing อีกแบบนึง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจในส่วนนี้เหมือนกัน เพราะเราก็ไม่ได้อ่านนิยายของสองคนนี้มานานราว 20 ปีแล้ว แต่เหมือน pacing ของอกาธา คริสตี้มันจะไม่ลุ้นระทึกมากเท่านี้ มันจะ สุขุมกว่า ถ้าหากเราจำไม่ผิด

2.เราว่าการสร้างความลุ้นระทึกในนิยายเรื่องนี้มันทำให้นึกถึง การตัดต่อหรือ การตัดสลับฉากในหนังยุคปัจจุบันนะ คือเราว่าผู้นำนิยายเรื่องนี้ไปดัดแปลงสร้างเป็นหนังหรือละครทีวีจะดัดแปลงได้ง่ายในส่วนนึง เพราะนิยายมันมีการตัดต่อฉากแบบหนังไว้ให้แล้วในหลายๆจุด 

คือการตัดสลับฉากในนิยายเรื่องนี้ในหลายครั้งมันช่วยสร้างความลุ้นระทึกได้ดีมากน่ะ คือการตัดฉากแต่ละครั้งบางทีมันเป็นการตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ของตัวละครในต่างสถานที่กัน หรือเป็นการตัดต่อจากช่วงเวลานึงไปยังอีกช่วงนึงของวัน แต่มันมักจะตัดต่อในจังหวะที่สร้างความลุ้นมากๆ คือพอเนื้อเรื่องในฉากกำลังดำเนินไปถึงจุดที่ตึงเครียดนิยายก็จะหันไปเล่าเรื่องของตัวละครอีกกลุ่มในอีกต่างสถานที่แทน ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือว่า พอตัวละคร A เผชิญกับปัญหา B ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงจุดนึง นิยายก็จะตัดไปเล่าเรื่องของตัวละคร C ในอีกสถานที่นึง เราคนอ่านก็เลยเหมือนถูกกระตุ้นให้ต้องรีบอ่านเรื่องขอB ต่อไปเรื่อยๆให้จบฉากนั้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้รู้ว่าชะตากรรมของ A เป็นอย่างไร เมื่อนิยายกลับมาเล่าเรื่องของ A อีกครั้งในฉากต่อๆมา

เราว่าการตัดต่อฉากแบบนี้เป็นอะไรที่นิยายเรื่องนี้ทำได้ดีสุดๆ คือคนเขียนต้องรู้วิธี build สถานการณ์ในแต่ละฉากให้ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และต้องรู้ว่าต้องตัดจบฉากนั้นตรงไหน ถึงจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกลุ้นมากๆ และอยากอ่านต่อไปจนหยุดไม่ได้ และผู้เขียนต้องรู้วิธีแยกสถานการณ์ของแต่ละตัวละครให้ดำเนินเคียงคู่กันไปด้วย คือมันต้องมีสถานการณ์ตึงเครียด 2-3 สถานการณ์ดำเนินเคียงคู่กันไป ผู้เขียนถึงสามารถตัดสลับฉากระหว่างสถานการณ์เหล่านี้ได้ และต้องรู้วิธีสร้าง ความคล้องจองระหว่างอารมณ์ตึงเครียดของแต่ละสถานการณ์ parallel เหล่านี้ด้วย อารมณ์ที่เกิดขึ้นเวลาตัดสลับฉากต่างๆมันจะได้สอดประสานกันได้อย่างงดงาม 

การตัดต่อระหว่างสถานการณ์ตึงเครียดแบบนี้ทำให้นึกถึงโครงสร้างของละครทีวีซีรีส์ของฝรั่งด้วยนะ คือในละครทีวีซีรีส์ของฝรั่งประเภทสืบสวนสอบสวนนั้น ในแต่ละตอนตัวละครที่มักจะเป็นตำรวจมักจะเผชิญกับคดีสองคดีในเวลาเดียวกัน และละครตอนนั้นก็จะตัดสลับไปมาระหว่างการสืบสวนสองคดีนั้น แต่มันแตกต่างกันตรงที่ว่าเวลาดูละครซีรีส์มันจะไม่ลุ้นมากเท่ากับตอนอ่านนิยายเรื่องนี้น่ะ เพราะละครซีรีส์ประเภทสืบสองคดีให้จบในหนึ่งชั่วโมงมันไม่มีเวลาสร้างสถานการณ์ลุ้นระทึกต่อเนื่องได้อย่างสุดขีดแบบในนิยายเรื่องนี้ คือมันต้องเสียเวลาปูพื้น, สร้างผู้ต้องสงสัยหลายๆคน, เหยาะเบาะแส, ใส่ชีวิตส่วนตัวของตำรวจเข้ามานิดนึง และค่อยทวีความตึงเครียดของสถานการณ์ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเวลาหนึ่งชั่วโมงในซีรีส์แต่ละตอนมันไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มากนัก เหมือนสร้างความตึงเครียดไปได้ 10 หน่วย ละครก็ต้องรีบคลี่คลายสถานการณ์ให้จบภายในหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่พอเป็นนิยายมันก็เลยมีโอกาสทำอะไรได้มากกว่าเยอะ มันสะสมปม, เบาะแส, เงื่อนงำ, ผู้ต้องสงสัย, เหยื่อฆาตกรรมไปได้เรื่อยๆ เหมือนมันทำให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดไปได้ 169 หน่วยแล้วถึงค่อยคลี่คลาย แทนที่จะตึงเครียดแค่ 10 หน่วยแล้วก็ต้องรีบคลี่คลายแบบในทีวีซีรีส์

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
3.นิยายเรื่องนี้มันตอบสนอง fantasy ของเราอย่างมากๆ คือเราคิดมานานหลายปีแล้วว่

3.1 อยากให้มีคนแต่งนิยายแบบ Dan Brown, หรือแบบนิยายเรื่อง FLICKER (1991, Theodore Roszak) หรืออย่างละครทีวีเรื่อง THE AVIGNON PROPHECY (2007, David Delrieux) ที่เน้นการสืบปริศนาฆาตกรรมที่เกี่ยวพันกับอะไรโบราณๆ เพียงแต่เปลี่ยนฉากหลังมาเป็นไทย โดยเฉพาะวัดวาอาราม โบราณวัตถุของไทย

3.2 อยากให้มีความจิ้นวายในนิยายที่ไม่ใช่แนวโรแมนติก/อีโรติก ซึ่งตัวละครตำรวจหนุ่มสองคน กบี่กับแชนในเรื่องนี้ ทำหน้าที่นี้ได้ดีมากๆ 

3.3 ตัวละครฆาตกรในเรื่องนี้ ก็เป็นตัวละครที่เข้าทางเรามากในระดับนึง

4.ชอบการใช้กลบท, โคลงกลอน และลักษณะบางอย่างของภาษาไทยในนิยายเรื่องนี้มากๆ คือมันเป็นการใช้กลบทและโคลงกลอน ไม่ใช่เพื่อการเชิดชูความเป็นไทยโดยตรง แต่เพื่อนำมันมาใช้ตีความปริศนาฆาตกรรมน่ะ และเราว่ามันเป็นอะไรที่เข้าท่าสำหรับเรามากๆ คือโคลงกลอนโดยทั่วๆไปมันเป็นสิ่งที่ต้องควบคู่กับการตีความอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่การตีความว่า กวีต้องการจะสื่อถึงอะไร เพราะฉะนั้นพอนิยายเรื่องนี้นำโคลงกลอนมารวมเข้ากับปริศนาฆาตกรรม มันก็เลยเป็นการตีความที่สนุกมาก 

เราเองก็เป็นคนที่ชื่นชม กลบทมากๆด้วย เราว่ามันเป็นอะไรที่แต่งยากสุดๆ และเป็นการผสมผสานระหว่าง ความสามารถทางภาษากับ การเล่นเกมเข้าด้วยกัน ในแง่นึง เราว่าความพยายามจะอ่านกลบทแบบซ่อนรูปคำประพันธ์ หรือ กลแบบนั้น มันคล้ายกับการทำแบบทดสอบไอคิวเลย คือกูไม่รู้จะเชื่อมโยงมันยังไง หรืออ่านมันยังไง เวลาเราเจอกับ กลแบบแล้วเราหาวิธีเชื่อมโยงคำในกลแบบเข้าด้วยกันไม่ได้ มันคล้ายๆกับความรู้สึกตอนทำแบบทดสอบไอคิวจนถึงหน้าที่เราเริ่มตอบไม่ได้อีกต่อไป 555

ในแง่นึง เรารู้สึกว่าเราอยากให้นิยายเรื่องนี้กลายเป็น หนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเด็กม.3 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กหลายๆคนรู้สึกอยากเรียนภาษาไทยมากขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องเลือกวิชาเรียนเองในชั้นมัธยมปลาย 555

สรุปว่า การใช้ กลบทในนิยายเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากที่สุดในนิยายเรื่องนี้จ้ะและถือเป็นสิ่งที่เราไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนเลยด้วย

5.เรายอมรับว่า เราเดาฆาตกรไม่ถูกนะ อ่านแล้วนึกถึง THE MURDER OF ROGER ACKROYD (1926, Agatha Christie) ที่ทำให้เราอ้าปากค้างตอนเฉลยตัวฆาตกรเหมือนกัน

6.เราว่านิยายเรื่องนี้ ไม่ตายตอนจบด้วย คือนิยายแนวปริศนาฆาตกรรมส่วนใหญ่ พอเฉลยตัวฆาตกรแล้ว เนื้อเรื่องคลี่คลายแล้ว มันจะไม่เหลืออะไรค้างคาใจอีกต่อไปน่ะ มันเหมือนน้ำอัดลมที่ถูกเขย่าอย่างแรง แล้วพอเปิดขวด มันก็มีฟองฟู่ๆออกมาเยอะมาก ก่อนจะหายไปจนหมด ความรู้สึกเวลาที่เราดูหนังแนวปริศนาฆาตกรรมหรืออ่านนิยายแนวปริศนาฆาตกรรมบางเรื่อง โดยเฉพาะนิยายของ Mary Higgins Clark มันจะออกมาแบบนั้น ความสนุกของมันเหมือนฟองฟู่ๆของน้ำอัดลมที่จะสลายไปเมื่อเนื้อเรื่องจบลง

แต่ช่วงลงเอยของนิยายเรื่องนี้ ทิ้ง ความค้างคาใจ ไม่ happy ending” ไว้ได้ดีมากน่ะ คือถ้านิยายของ Mary Higgins Clark และ Dan Brown เป็นน้ำอัดลม นิยายเรื่องนี้ก็เป็น น้ำกรดน่ะ มันกัดเซาะและทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้มากกว่านิยายปริศนาฆาตกรรมหลายเรื่อง

7.ดีใจที่นิยายเรื่องนี้จะได้รับการนำมาสร้างเป็นละครทีวีในเร็วๆนี้ แต่ในฐานะที่เราเป็น cinephile นั้น เราขอจินตนาการต่อไปเองเล่นๆว่า 

ถ้าหากนิยายเรื่องนี้จะนำมาสร้างเป็นหนัง มันสามารถดัดแปลงออกมาได้ในหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น

7.1 การดัดแปลงอย่างตรงไปตรงมา โดยสร้างเป็นหนังแบบ thriller หรือ murder mystery ที่เน้นการสร้างความลุ้นระทึก และให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า ใครคือฆาตกรโดยหนังที่เป็น reference ใกล้เคียงก็มีเช่น

7.1.1 THE BIG SLEEP (1946, Howard Hawks)

7.1.2 หนังที่สร้างจากนิยายของ Fred Vargas โดยเฉพาะเรื่อง THE CHALK CIRCLE MAN (2007, Josée Dayan) ที่นำแสดงโดย Charlotte Rampling และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมในกรุงปารีส เมื่อมีคนทยอยวาดวงกลมสีน้ำเงินตามจุดต่างๆในกรุงปารีส โดยตรงกลางวงกลมจะมีวัตถุบางอย่างวางอยู่ และในเวลาต่อมา ก็มีศพวางอยู่ตรงกลางวงกลมลึกลับเหล่านั้น

7.1.3 หนังของ Brian de Palma อย่างเช่น THE BLACK DAHLIA (2006)

7.2 การดัดแปลงนิยายให้ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยไม่เน้นอีกต่อไปว่า ใครเป็นฆาตกรแต่หนังจะบอกตั้งแต่ต้นเลยว่า ใครเป็นฆาตกรและหันมาเน้นความรู้สึกขัดแย้งกันเองภายในใจของฆาตกร ว่าจะแก้แค้นดีหรือไม่ หรือว่าจะให้ความสำคัญกับความรักมากกว่าการแก้แค้นดี และหันมาเน้นปมทางจิตต่างๆในใจฆาตกรแทน

หนังที่เป็น reference ก็มีเช่น

7.2.1 BADLAPUR (2015, Sriram Raghavan, India)

7.2.2 หนังของ Claude Chabrol โดยเฉพาะเรื่อง LE BOUCHER (1970, Claude Chabrol) ที่สำรวจรักแท้ของฆาตกรโรคจิต

7.3 การดัดแปลงนิยายมาสร้างเป็นหนังโดยแทบไม่เหลือเค้าเดิมเลย โดยใช้นิยายเรื่องนี้เป็นแค่แรงบันดาลใจตั้งต้นเท่านั้น คือพอเราอ่านนิยายเรื่องนี้จบลง เราก็นึกถึงหนังของ Peter Greenaway ที่ชอบทำหนังเกี่ยวกับ แผนที่และ บทประพันธ์โบราณน่ะ โดยเฉพาะเรื่อง PROSPERO’S BOOKS (1991) 

คือในจินตนาการของเราเองนั้น ถ้าเราเอา กาหลมหรทึกมาสร้างเป็นหนัง เราก็คงทำแบบ Peter Greenaway น่ะแหละ 555 คือหนังของเราจะยาว 3 ชั่วโมง และแบ่งออกเป็น 92 ช่วง (Peter Greenaway ผูกพันกับตัวเลข 92) โดยแต่ละช่วงจะเริ่มต้นด้วยกลบทและโคลงกลอนไม่ซ้ำกัน 555 คือหนังจะเปิดฉากแต่ละช่วงโดยโคลง, กลอน หรือกลบทหนึ่งบท และค่อยเล่าเรื่อง โดยบางช่วงจะเป็น narrative ต่อกันไป และคั่นด้วยกลบทหรือโคลงฉันท์กาพย์กลอนอะไรสักอย่าง แต่บางช่วงอาจจะขึ้นต้นด้วยกลบท แล้วตามมาด้วยฉากนักศึกษาอักษรศาสตร์สองคนวิเคราะห์กลบทนั้น หรือบางช่วงอาจจะขึ้นต้นด้วยกลแบบ และตามมาด้วยตัวละครที่พยายามอ่านกลแบบนั้นด้วยวิธีต่างๆกันไป หรือบางช่วงจะขึ้นต้นด้วยกลบท และมีครูสอนภาษาไทยมาพูดอะไรสักอย่างในช่วงนั้น และบางช่วงอาจจะเป็นการสัมภาษณ์ลูกหลานของนักโทษที่เกาะตะรุเตา คือประเด็นที่ว่าใครคือฆาตกรไม่มีความสำคัญอีกต่อไป เพราะหนังเรื่องนี้จะเน้นการเล่นสนุกกับองค์ประกอบบางอย่างในตัวนิยายต้นฉบับ และเน้นกระตุ้นให้ผู้ชมได้รู้จักและทึ่งกับกลบทและโคลงฉันท์กาพย์กลอนต่างๆในวรรณคดีไทยแทน คือกว่าผู้ชมจะดูชมหนังจบ ผู้ชมก็ได้เจอร้อยกรองไทยไปแล้วอย่างน้อย 92 บท

หนังในจินตนาการเรื่องนี้ของเราอาจจะคล้ายๆกับ ARABIAN NIGHTS (2015, Miguel Gomes) ด้วยแหละ คือมันเป็นการนำเอาบทประพันธ์ อาหรับราตรีมาใช้เป็นแรงบันดาลใจเท่านั้น และก่อให้เกิดหนังที่มีความ free form มากๆ และแทบไม่เกี่ยวกับบทประพันธ์เดิมเลย

สรุปว่าที่เขียนมานี้บางส่วนอาจจะไม่ได้เกี่ยวตัวนิยายโดยตรง แต่เราไม่ใช่นักอ่านนิยายน่ะ เราเป็น cinephile เพราะฉะนั้นพอเราอ่านนิยายเรื่องนี้จบลง เราก็เลยอยากบันทึกไว้ว่ามันทำให้เราเกิดจินตนาการอะไรต่อไปบ้าง โดยเฉพาะมันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่องไหนบ้าง

สรุปว่าชอบนิยายเรื่องนี้มากๆ และขอปวารณาตัวเป็นสาวกอีกคนของคุณปราปต์จ้ะ