Friday, October 31, 2014

TARO THE LITTLE POODLE (2014, Sangsan Santimaneerat, stage play, A+20)

TARO THE LITTLE POODLE (2014, Sangsan Santimaneerat, stage play, A+20)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--

ความรู้สึกที่มีต่อละครเวทีเรื่องนี้

1.ชอบการแสดงมากๆเลยนะ ชอบในระดับ A+30 หรือชอบสุดๆเลย เราว่าการแสดงของคุณ Sangsan มีเสน่ห์มากๆ และตรึงความสนใจของผู้ชมไว้ได้โดยตลอด ทั้งๆที่โดยตัวเนื้อเรื่องแล้วมันไม่ได้มีอะไรที่รุนแรงหรือน่าสนใจแบบสุดๆ คือเราว่าเนื้อเรื่องของละครเรื่องนี้มันอาจจะน่าสนใจแค่ในระดับ 7-8/10 แต่การแสดงมันตรึงความสนใจไว้ได้ในระดับ 10/10

2.สาเหตุที่เราไม่ได้ชอบละครเวทีเรื่องนี้แบบสุดๆ เป็นเพราะว่าเรามีความเห็นก้ำกึ่งต่อเนื้อหาส่วนที่เป็นการมองโลกมองสังคมน่ะ คือเราอาจจะแบ่งเนื้อหาของละครเวทีเรื่องนี้ออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนที่เป็นชีวิตส่วนตัวของตัวละคร กับส่วนที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โลกและสังคม โดยในส่วนที่เป็นชีวิตส่วนตัวของตัวละครนั้น เราค่อนข้างชอบ ถึงแม้จะไม่ได้ถึงขั้นชอบสุดๆ แต่ในส่วนที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โลกและสังคมนั้น เราชอบแค่ในระดับประมาณ 60-70% เท่านั้น

เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเรามีปัญหาอะไรกับส่วนที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โลกและสังคมในละครเวทีเรื่องนี้ คือเราเห็นด้วยประมาณครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ตัวละครพูดนะ เพราะเราก็มีปัญหากับสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวมากๆ และเราก็ชอบมากๆที่ละครเวทีเรื่องนี้กล้าพูดถึงสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวในทางลบ

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็เหมือนมี “ท่าที” บางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันยังไม่เข้าที่เข้าทาง หรือมันไม่ถูกใจเราซะทีเดียวน่ะ เราบอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ก่อนอื่นเราขอชี้แจงว่า เราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวละครพูดเป็นทัศนคติจริงๆของผู้กำกับ/ผู้เขียนบท หรือเป็นทัศนคติที่ผู้กำกับเองก็ไม่เห็นด้วย แต่นำเสนอผ่านทางตัวละคร เพื่อให้ผู้ชม “ถกเถียงกับตัวละครในใจของผู้ชมเอง” นะ แต่เรารู้สึกว่าตัวละครตัวนี้มีทัศนคติที่น่ากังขาหลายอย่าง

สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันลักลั่นอย่างเห็นได้ชัดก็คือว่า การโยงปัญหาในการไม่กล้าสารภาพรักของตัวละคร/ปัญหาชีวิตรักของตัวละคร เข้ากับปัญหาการเหยียดเพศที่สามในสังคม คือเรามองว่าการไม่กล้าสารภาพรักของตัวละคร มันต้องโทษตัวละครตัวนั้นเองน่ะ มันไปโทษสังคมมันไม่ถูกหรอก คือเรามองว่าสังคมมันมีปัญหาในการเหยียดเพศจริงๆ, สถาบันศาสนามีปัญหาจริงๆ, สถาบันครอบครัวมีปัญหาจริงๆ แต่มันไม่ใช่ว่าปัญหาทุกอย่างในชีวิตกะเทยคนนึงเกิดจากปัจจัยเหล่านี้ เพราะหลายๆปัญหามันก็เกิดจากตัวกะเทยคนนั้นเอง ไม่ได้เกิดจากสังคมซะทีเดียว คือเราก็เห็นเพื่อนตุ๊ดบางคนได้กินผู้ชายเป็นประจำ และเพื่อนตุ๊ดบางคนก็มีผัวที่อยู่ด้วยกันมาเกือบยี่สิบปี เพราะฉะนั้นการที่ตัวละครในเรื่องนี้ไม่โทษตัวเองในเรื่องชีวิตรัก แต่ดันไปโทษสังคม มันก็เลยทำให้เรารู้สึกประหลาดๆ

แต่เราก็ไม่ได้มองว่า “ละครเวที” เรื่องนี้มีทัศนคติผิดพลาดนะ เรามองแค่ว่า “ตัวละคร” ตัวนี้มีทัศนคติหลายอย่างที่เราเห็นด้วยและมีทัศนคติหลายอย่างที่เราไม่เห็นด้วย และบางทีละครเวทีเรื่องนี้อาจจะต้องการกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกขัดแย้งกับตัวละครตัวนี้ก็ได้ แทนที่จะต้องการให้ผู้ชมคล้อยตามสิ่งที่ตัวละครตัวนี้พูดไปซะทุกอย่าง

เรามองว่าการวิจารณ์สถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวในละครเรื่องนี้ มีลักษณะของการ “เหมารวม” มากเกินไปด้วย คือตัวละครตัวนี้เหมือนกับจะมองว่า ความเชื่อเรื่องสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัว เป็นความเชื่อที่แย่ ซึ่งมันจะแตกต่างจากเรานิดนึง คือเรามองว่า เราเกลียดสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัว แต่สถาบันเหล่านี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีกับคนอื่นๆก็ได้ เพียงแต่มันไม่ดีกับเราเท่านั้นเอง

แต่การที่เรารู้สึกขัดแย้งกับหลายๆสิ่งที่ตัวละครพูด จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นข้อดีของละครเวทีเรื่องนี้ก็ได้นะ เพราะมันกระตุ้นให้เราคิด  :-)

3.ในส่วนที่เป็นชีวิตส่วนตัวของตัวละครนั้น เราชอบมาก ถึงแม้อาจจะไม่ชอบมากสุดๆ เราว่าชีวิตของตัวละครตัวนี้ ค่อนข้างราบเรียบมากเมื่อเทียบกับชีวิตเพื่อนเกย์,ตุ๊ดหลายคนที่เรารู้จัก แต่ถึงแม้ชีวิตของตัวละครตัวนี้จะค่อนข้างราบเรียบ ไม่มีอะไรโลดโผนมากนัก ละครเวทีเรื่องนี้ก็ตรึงความสนใจของเราไว้ได้ตลอด เพราะบทพูดและการแสดงที่มีเสน่ห์

แต่ในอีกแง่นึง เราก็ไม่ได้ชอบเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของตัวละครตัวนี้อย่างสุดๆนะ แต่ไม่ใช่เพราะมันราบเรียบ แต่เป็นเพราะว่ามันถูกตัดขาดจากแง่มุมอื่นๆของชีวิตน่ะ คือละครเวทีเรื่องนี้เน้นนำเสนอปัญหาการเหยียดเพศที่สามในครอบครัว, โรงเรียน, สังคม แต่ชีวิตมนุษย์เราไม่ได้มีแค่แง่มุมนั้นแง่มุมเดียว มันมีแง่มุมอื่นๆด้วย และพอแง่มุมอื่นๆของชีวิตถูกตัดขาดออกไป ละครเวทีเรื่องนี้ก็เลยดูเหมือนไม่เข้าทางเราซะทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของละครเรื่องนี้นะ มันเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวของตัวเราเองน่ะ

ถ้าหากวัดจากรสนิยมส่วนตัวของเรา เราว่าละครเวทีเรื่องนี้จะเข้าทางเรามากๆ ถ้าหากมันนำเสนอชีวิตของคนธรรมดาคนนึงที่ความเป็นกะเทยเป็นแง่มุมสำคัญในชีวิตของเขา แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตของเขา คือละครเวทีเรื่องนี้เหมือนกับจะนำเสนอว่าชีวิตกะเทยไม่มีความสุขเพราะสังคมเป็นสาเหตุ ซึ่งมันก็จริง แต่ความสุขความทุกข์ต่างๆในชีวิตมันมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การตัดแง่มุมอื่นๆของชีวิต และการตัดสาเหตุของความทุกข์อื่นๆในชีวิตออกไป มันเลยทำให้ละครเรื่องนี้ไม่ได้เข้าทางเราซะทีเดียว

4.ชอบช่วงที่เล่าเรื่องการแอบชอบนายแบบโฆษณามากๆ เราลุ้นมากๆในเนื้อหาส่วนนี้


5.ชอบการใช้เพลง “เพียงแค่ใจเรารักกัน” ของวิยะดา โกมารกุล ณ นครด้วย เพราะตอนเด็กๆ เพลงนี้ก็สร้าง “ideal life” ขึ้นมาในหัวของเราเหมือนกัน คือตอนเด็กๆ เวลาเราฟังเพลงนี้ เราก็จะจินตนาการว่า โตขึ้นเราอยากมีสามี และอยากมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข รอสามีกลับมาบ้าน ทำตัวเป็นแม่บ้านที่ดี อะไรทำนองนี้ 555

Wednesday, October 29, 2014

MONDAY 2 MONDAY (2011-2014, Varsha Nair + Lena Eriksson, video installation, 100mins, A+30)


MONDAY 2 MONDAY (2011-2014, Varsha Nair + Lena Eriksson, video installation, 100mins, A+30)

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากในงานชิ้นนี้ก็คือการที่มันมีลักษณะของการเล่นเกมอยู่ด้วย ซึ่งมันเป็นปัจจัยเดียวกับที่ทำให้เราชอบ MYSTERIOUS OBJECT AT NOON (Apichatpong Weerasethakul, A+30) อย่างสุดๆ โดยใน MYSTERIOUS OBJECT AT NOON นั้น คนแต่ละคนจะช่วยกันแต่งนิทานต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งที่สามารถควบคุมบังคับทิศทางของนิทานได้อย่างสมบูรณ์ว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทิศทางของนิทานจะถูกกำหนดด้วยคนอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนใน MONDAY 2 MONDAY นั้น ศิลปินหญิงสองคนได้โต้ตอบกันผ่านทางงานศิลปะต่างๆแทน เมื่อ Varsha นำเสนอสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ Lena ดูในสัปดาห์แรก ในสัปดาห์ต่อมา Lena ก็จะนำเสนอสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแรกให้ Varsha ดู แล้วในสัปดาห์ที่สาม Varsha ก็จะนำเสนอวัตถุที่สามซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุที่สองให้ Lena ดู โดยทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆทุกสัปดาห์เป็นเวลาราว 3 ปี มันเหมือนเป็นการเล่นเกมที่สนุกสุดๆในความเห็นของเรา

ตัวอย่างของเกมนี้ก็เช่นในสัปดาห์นึง Lena นำเสนอภาพวาดจอฉายหนัง แล้วในสัปดาห์ต่อมา Varsha ก็นำเสนอคลิปข้าวโพดคั่ว เพื่อเอาไว้ใช้กินขณะดูหนัง แล้ว Varsha ก็เล่าเรื่องมือปืนป็อปคอร์นให้ Lena ฟังด้วย แล้วในสัปดาห์ต่อมา Lena ก็นำเสนอคลิปเสียงของงานคาร์นิวาลที่อึกทึกครึกโครม (ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับเสียงข้าวโพดคั่วหรือเสียงปืนกลที่กราดยิงที่หลักสี่)

วิดีโอชิ้นนี้มันทำให้เรานึกถึงเกมต่อเพลงที่เราชอบเล่นกับเพื่อนสมัยมัธยมด้วย โดยในการเล่นเกมนี้นั้น พอเพื่อนคนหนึ่งพูดชื่อเพลงอะไรออกมา เพื่อนคนที่สองก็ต้องพูดชื่อเพลงที่มีคำอย่างน้อยหนึ่งคำพ้องกับชื่อเพลงแรก แล้วคนที่สามก็ต้องพูดชื่อเพลงที่มีคำอย่างน้อยหนึ่งคำพ้องกับชื่อเพลงที่สอง แล้วก็เล่นต่อกันไปอย่างนี้เรื่อยๆ

ใน brochure ของงาน MONDAY 2 MONDAY มีงานเขียนของ Keiko Sei ด้วย ซึ่งเขียนได้ดีมากๆ 







Tuesday, October 28, 2014

Films I saw in the “12th World Film Festival of Bangkok”

Films I saw in the “12th World Film Festival of Bangkok”

(in preferential order)

ระดับความชอบที่มีต่อหนังบางเรื่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป อย่างเช่น 3 INDIAN TALES และ SO MUCH WATER

1.GOODBYE TO LANGUAGE 3D (2014, Jean-Luc Godard, A+30)

2.MY SISTER’S QUINCEAÑERA (2013, Aaron Douglas Johnston, USA, A+30)

3.THE CONGRESS (2013, Ari Folman, Israel, A+30)

4.TAPROBANA (2014, Gabriel Abrantes, Portugal, 24min, A+30)

5.BIRDS (2014, Ulu Braun, Germany, 15min, A+30)

6.JOURNEY TO THE WEST (2014, Tsai Ming-liang, A+30)

7.TALES OF THE NIGHT (2011, Michel Ocelot, France, animation, A+30)

8.TIMBUKTU (2014, Abderrahmane Sissako, Mauritania, A+30)

9.MOMMY (2014, Xavier Dolan, Canada, A+30)

10.AVIYA’S SUMMER (1988, Eli Cohen, Israel, A+30)

11.SYMPHONY NO. 42 (2013, Reka Bucsi, Hungary, animation, 10min, A+30)

12.3 INDIAN TALES (2014, Robert Morin, Canada, A+30)

13.THE MUTE (EL MUDO) (2013, Daniel Vega + Diego Vega, Peru, A+30)

14.ATTILA MARCEL (2013, Sylvain Chomet, France, A+30)

15.HOME & KEY (2014, Shwan Attoof, Iraq, 14min, A+30)

16.THE BLUE ROOM (2014, Mathieu Amalric, France, A+25)

17.TYRES (2012, Kyaw Myo Lwin, Myanmar, documentary, 35min, A+25)

18.ICE POISON (2014, Midi Z, Myanmar/Taiwan, A+25)

19.THE LIFE AFTER (2013, David Pablos, Mexico, A+25)

20.BLACK & WHITE (2014, Jalal Saedpanah, Iraq, 18min, A+25)

21.SO MUCH WATER (2013, Ana Guevara + Leticia Jorge, Uruguay, A+20)

22.MARC JACOBS (2013, Sam de Jong, Netherlands, 17min, A+20)

23.A PARADISE (2013, Jayisha Patel, Cuba, documentary, A+20)

24.THE TALE OF PRINCESS KAGUYA (2013, Isao Takahata, Japan, animation, A+20)

25.28 (2014, Prasanna Jayakody, Sri Lanka, A+20)

26.LOOKING FOR A FRIEND (2013, Karma Gava + Alvise Morato, Italy/Japan, documentary, 19min, A+20)

27.VILLA TOUMA (2014, Suha Arraf, Israel/Palestine, A+20)

28.SPINNING PLATES (2012, Joseph Levy, USA, documentary, A+15)

29.BETWEEN YESTERDAY AND TOMORROW (2013, Nilendra Deshapriya, Sri Lanka, A+15)

30.ERNEST & CELESTINE (2012, Stéphane Aubier + Vincent Patar + Benjamin Renner, France, animation, A+10)

31.CHASING FIREFLIES (2013, Roberto Flores Prieto, Colombia, A+10)

32.SOFIA AND THE STUBBORN MAN (2012, Andrés Burgos, Colombia, A+5)

33.MINUSCULE: VALLEY OF THE LOST ANTS 3D (2013, Hélène Giraud + Thomas Szabo, France, animation, A+5)

34.CARMINA OR BLOW UP (2012, Paco Leon, Spain, A+)

35.A MATTER OF SIZE (2009, Sharon Maymon + Erez Tadmor, Israel, A+)

36.GOLDEN DEMONIC (2014, Full Marching Order, Thailand, documentary, A+)

37.END CREDITS (2013, Bak Chee Hong, Malaysia, documentary, A)

38.YOUR RIVER, MY RIVER, OUR SOUL น้ำ ฟ้า ป่า น่าน (2014, Sirapak Phowboonkerd, B )

Films seen outside the festival during the same period:

1.GONE GIRL (2014, David Fincher, A+30)

2.THE BEST OF ME (2014, Michael Hoffman, B+ )


3.DANGEROUS BOYS วัยเป้งง นักเลงขาสั้น (2014, Poj Arnon, B- )

Monday, October 27, 2014

Films seen on Sunday, October 26, 2014

Films seen on Sunday, October 26, 2014

1.JOURNEY TO THE WEST (2014, Tsai Ming-liang, A+30)

2.THE TALE OF PRINCESS KAGUYA (2013, Isao Takahata, Japan, animation, A+20)

3.SPINNING PLATES (2012, Joseph Levy, USA, documentary, A+15)


ส่วนอันดับหนังที่เราชอบในเทศกาลเวิลด์ฟิล์ม เราขอผลัดไปทำวันหลังนะ

Sunday, October 26, 2014

WHERE UNITY LIES


Favorite quote from Jean-Luc Godard about PIERROT LE FOU (1965):

ความจริงก็คือว่าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ และการอ่านหนังสือพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อย่างไรก็ดี ในภาพยนตร์นั้น มีความเชื่อกันว่า ถ้าหากคุณอยู่ในห้องห้องหนึ่ง คุณก็ไม่ควรที่จะทำเพียงแค่เปิดหน้าต่างออกไปและถ่ายสิ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง ไอ้พวกขี้บ่นมองว่าการทำแบบนี้เป็นการทำลายความเป็นเอกภาพ แต่พวกมันนั่นแหละที่ประสบความล้มเหลวในการมองว่าเอกภาพอยู่ที่จุดใด บางคนอาจจะรู้สึกว่าใน PIERROT นั้น เอกภาพในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงเอกภาพทางอารมณ์  และชี้ว่ามีบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับเอกภาพทางอารมณ์ในหนังเรื่องนี้ แต่การจะบอกว่าการเมืองไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในหนังเรื่องนี้ถือเป็นการพูดที่เปล่าประโยชน์ เพราะการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของเอกภาพทางอารมณ์ และปัญหานี้มีสาเหตุมาจากการจัดประเภทภาพยนตร์เป็น genre ต่างๆตามแบบเก่า ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งถูกจัดประเภทว่าเป็นภาพยนตร์แนวกวี, แนวจิตวิทยา, แนวโศกนาฏกรรม แต่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง  ทั้งนี้ ถ้าหากผมจะสร้างหนังเกี่ยวกับคดี Dreyfus คุณก็จะแทบไม่ได้เห็นเรื่องราวเกี่ยวกับคดีนี้ แต่สิ่งที่คุณจะได้เห็นเป็นอย่างมากก็คือประชาชนและความสัมพันธ์ส่วนตัวของพวกเขา อีกสิ่งหนึ่งที่น่าทำเป็นอย่างยิ่งในตอนนี้ก็คือเรื่องราวชีวิตของนักจดชวเลขในค่ายกักกันเอาช์วิตซ์  (Mikhail Romm ได้สร้างหนังสารคดีทำนองนี้แล้วโดยใช้ชื่อเรื่องว่า ORDINARY FASCISM) แต่ภาพยนตร์เกี่ยวกับนักจดชวเลขที่เอาช์วิตซ์จะเป็นภาพยนตร์ที่ทุกๆคนเกลียดชัง พวกที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายซ้ายมักจะเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาวิจารณ์ผู้กำกับภาพยนตร์ฝ่ายซ้ายตัวจริง  ซึ่งรวมถึง Pasolini และ Rossellini ในอิตาลี และ Dovzhenko กับ Eisenstein ในรัสเซีย”

“In cinema, however, one isn’t supposed, if one is in a room, simply to open the window and film what is going on outside. The grumblers see this as a rupture in unity, but for all that fail to see where the unity lies.”

“Here we come back to the old classification by genres: a film is poetic, psychological, tragic, but it is not allowed simply to be a film.”

PIERROT LE FOU ฉายวันนี้ที่เซ็นทรัลเวิลด์รอบ 15.20 น.นะ

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับคดี DREYFUS ได้ที่นี่

รูปมาจาก ORDINARY FASCISM (1965, Mikhail Romm)


Favorite quote from Jean-Luc Godard about PIERROT LE FOU (1965)

Favorite quote from Jean-Luc Godard about PIERROT LE FOU (1965):

The great traditional cinema means Visconti as opposed to Fellini or Rossellini. It is a way of selecting certain scenes rather than others. The Bible is also a traditional book since it effects a choice in what it describes. If I were ever to film the life of Christ, I would film the scenes which are left out of the Bible. In SENSO, which I quite like, it was the scenes which Visconti concealed that I wanted to see. Each time I wanted to know what Farley Granger said to Allida Valli, bang! – a fade out. PIERROT LE FOU, from this standpoint, is the antithesis of SENSO: the moments you do not see in SENSO are shown in PIERROT.”



Saturday, October 25, 2014

Films seen on Saturday, October 25, 2014

Films seen on Saturday, October 25, 2014

1.TALES OF THE NIGHT (2011, Michel Ocelot, France, animation, A+30)

2.28 (2014, Prasanna Jayakody, Sri Lanka, A+20)

3.END CREDITS (2013, Bak Chee Hong, Malaysia, documentary, A)


4.YOUR RIVER, MY RIVER, OUR SOUL น้ำ ฟ้า ป่า น่าน (2014, Sirapak Phowboonkerd, B )

Friday, October 24, 2014

Films seen on Friday, October 24, 2014

Films seen on Friday, October 24, 2014

1.AVIYA’S SUMMER (1988, Eli Cohen, Israel, A+30)

2.ATTILA MARCEL (2013, Sylvain Chomet, France, A+30)

3.HOME & KEY (2014, Shwan Attoof, Iraq, 14min, A+30)

4.TYRES (2012, Kyaw Myo Lwin, Myanmar, documentary, 35min, A+25)

5.BLACK & WHITE (2014, Jalal Saedpanah, Iraq, 18min, A+25)

6.LOOKING FOR A FRIEND (2013, Karma Gava + Alvise Morato, Italy/Japan, documentary, 19min, A+20)


7.BETWEEN YESTERDAY AND TOMORROW (2013, Nilendra Deshapriya, Sri Lanka, A+15)

Films seen on Thursday, October 23, 2014

Films seen on Thursday, October 23, 2014

1.TAPROBANA (2014, Gabriel Abrantes, Portugal, 24min, A+30)

2.BIRDS (2014, Ulu Braun, Germany, 15min, A+30)

3.SYMPHONY NO. 42 (2013, Reka Bucsi, Hungary, animation, 10min, A+30)

4.GONE GIRL (2014, David Fincher, A+30)

5.MARC JACOBS (2013, Sam de Jong, Netherlands, 17min, A+20)

6.A PARADISE (2013, Jayisha Patel, Cuba, documentary, A+20)

7.VILLA TOUMA (2014, Suha Arraf, Israel/Palestine, A+20)

8.GOLDEN DEMONIC (2014, Full Marching Order, Thailand, documentary, A+)

หนังยาวแค่ 40 นาทีเองนะ ไม่ได้ยาว 90 นาทีอย่างที่ลงประกาศไว้ หนังดูเหมือนยังทำไม่เสร็จด้วย เราว่าประเด็นของหนังเรื่องนี้ดีมาก เพราะเป็นการตีแผ่ปัญหาที่เกิดจากเหมืองทองที่จังหวัดพิจิตร แต่หนังพยายามบังคับให้คนดูสงสารเห็นใจชาวบ้านมากเกินไป เราคงจะชอบมากกว่านี้ถ้าหากหนังเน้นนำเสนอ fact หรือความคิดเห็นของชาวบ้านและบุคคลต่างๆโดยไม่ต้องเร้าอารมณ์อย่างรุนแรงขนาดนี้