Sunday, August 24, 2014

MY LIFE DURING WARTIME

MY LIFE DURING WARTIME

SUN 24 AUG
1230 THE DOORS @THAMMASAT
1450 WHEN YOU’RE STRANGE (86min)
1720 JOE @centralworld ถ้ามาดูทัน

MONDAY 25 AUG
ทยอยสะสางงานที่คั่งค้างมาตั้งแต่เดือนพ.ค.,มิ.ย.,ก.ค.,ส.ค. (ชีวิตล่มมากค่ะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา)

TUESDAY 26 AUG
1800 THE POPE’S TOILET (2007, César Charlone + Enrique Fernández, Uruguay/Brazil) @bacc

WEDNESDAY 27 AUG
1900 EARLY ONE MORNING (2011, Jean-Marc Moutout) @alliance

THURSDAY 28 AUG
1500 EXPERIMENTAL VIDEO ART EXHIBITION @7TH FLOOR BACC
1830 ARCHIVE EX 1

FRIDAY 29 AUG
1700 CLERMONT FERRAND
1900 ศรีบูรพา บันทึกแห่งอิสรา

SAT 30 AUG
1100 JENESYS 2.0
1500 INTER 2
1700 DIGITAL FORUM 1
1830 FRENCH CONNECTION

SUN 31 AUG
1100 ดุ๊ก 1 (ดูเฉพาะ “ไก่ชน”)
1300-1830 SPECIAL PRESENTATION

MONDAY 1 SEP
2000 LITTLE ROOM IN ETIENNE MARCEL @THE JAM FACTORY

TUESDAY 2 SEP
1830 INTER 1

WEDNESDAY 3 SEP
1700 S-EXPRESS PHILIPPINES
1830 LETTERS FROM THE SOUTH

THURSDAY 4 SEP
1830 ELECTRIC EEL TRAINEE SHOWCASE

FRIDAY 5 SEP
1700 S-EXRESS INDONESIA
1830 INTER 3

SATURDAY 6 SEP
1300 S-EXPRESS MALAYSIA
1500 S-EXPRESS SINGAPORE
1700 ARCHIVE EX 2
1830 QUEER

SUNDAY 7 SEP
1230 MY WAY HOME (1978, Bill Douglas)@thammasat

1400 THE BEST INTENTIONS (1992, Bille August) @thammasat

Friday, August 22, 2014

KRISTY (2014, Oliver Blackburn, A+30)

KRISTY (2014, Oliver Blackburn, A+30)

ตายแล้วววววววววววววว ดิฉันอินกับหนังแบบนี้มากค่ะ ดูแล้วนึกถึงความสุขตอนเด็กๆเวลาดูหนังอย่าง HALLOWEEN II (1981, Rick Rosenthal) และ TRAPPED (1989, Fred Walton) ที่เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ต้องต่อสู้กับฆาตกรโรคจิตภายในเวลาหนึ่งคืนในสถานที่จำกัดเหมือนกัน โดย HALLOWEEN II ใช้สถานที่เป็นโรงพยาบาล ส่วน TRAPPED ใช้สถานที่เป็นอาคารสำนักงาน ทางด้าน KRISTY ใช้สถานที่เป็นมหาวิทยาลัย

ประหลาดใจเหมือนกันที่เราอินกับ KRISTY, HALLOWEEN II และ TRAPPED มากๆ แต่ไม่ค่อยอินกับ P2 (2007, Franck Khalfoun) มากนัก ทั้งๆที่มันเป็นหนังกลุ่มเดียวกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ชอบดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้มากๆ มันทำให้นึกถึงหนังสยองขวัญยุคปลายทศวรรษ 1970-ต้นทศวรรษ 1980

ชอบการเคลื่อนกล้องในบางฉากมากๆ ทั้งการเคลื่อนกล้องขึ้นสูงในช่วงต้นเรื่อง เพื่อให้ผู้ชมเห็นวิทยาเขตได้ทั้งหมด โดยการมองจากมุมสูงในบางฉากในหนังเรื่องนี้ ยังทำให้นึกถึงมุมมองของพระเจ้า และการที่ตัวละครบางตัวตั้งคำถามเกี่ยวกับพระเจ้าด้วย

แต่การเคลื่อนกล้องที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้อยู่ในช่วงกลางเรื่อง เราจำรายละเอียดไม่ได้แน่นอน ถ้าเราจำไม่ผิด ในฉากนั้นกล้องจะเคลื่อนประมาณ 180 องศาไปด้านหลังของนางเอก และจบลงด้วยการที่คนดูได้เห็น “ใบหน้าอีกซีกนึง” ของนางเอก เรารู้สึกว่าการเคลื่อนกล้องในฉากนั้นส่งผลกระทบทางอารมณ์กับเราอย่างรุนแรงมากๆ




Wednesday, August 20, 2014

THE SWIMMERS (2014, Sopon Sukdapisit, A+20)

THE SWIMMERS (2014, Sopon Sukdapisit, A+20)
 
SPOILERS ALERT:
 
 
 
 
 
ตอนแรกไม่เคยคิดจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เพราะดูเหมือนหนังจะดังมากพอแล้ว แต่พอดีมีเพื่อนถามว่า “แอบอยากรู้ว่าน้องจิตรคิดยังไงกับ ฝากไว้ในกายเธอ ครับ หมายถึงหนังนะฮะ ไม่ใช่นมน้องมาร์ช
 
เราก็เลยเขียนตอบเพื่อนไปดังนี้ 555:
 
ก็เป็นหนังที่ชอบมากนะครับ สาเหตุเป็นเพราะ
 
1.ความหล่อของนักแสดงนำชายสองคนน่ะแหละ เพราะเราไม่เคยดู HORMONES มาก่อนเลย และเราว่าหนังเรื่องนี้ใช้ประโยชน์จากเสน่ห์ทางเพศของนักแสดงนำชายสองคนได้อย่างเต็มที่ 555  เราว่าน้องมาร์ชมีเสน่ห์มากๆเวลาเล่นหนัง (ในสายตาของเรา) คือเวลาเขาถ่ายแบบเป็นภาพนิ่ง ภาพนิ่งมันไม่สามารถดึงเสน่ห์ของเขาออกมาได้มากนัก เพราะเสน่ห์ของเขามันอยู่ที่การเล่นหูเล่นตาของเขาเวลาแสดงหนัง
 
2.สิ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือว่ามันจบผิดคาดจากที่เราคิดไว้มาก คือเราไม่นึกว่าคนเลว (เพิร์ธ) จะเป็นผู้ชนะในตอนจบน่ะ เรานึกว่าหนังมันจะลงโทษคนเลวแบบจริงๆจังๆกว่านี้ คือในตอนจบของหนังเรื่องนี้ เพิร์ธจะถูกหลอกหลอนด้วยความรู้สึกผิดบาปในใจตลอดไป แต่เขาก็ประสบความสำเร็จในด้านอื่นๆของชีวิตเป็นอย่างดี ซึ่งมันเป็นตอนจบแบบที่เราไม่ได้คาดไว้ การจบแบบที่คนเลวเป็นผู้ชนะแบบนี้ (ถึงแม้จะชนะไม่ 100%) มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ เพราะเราว่ามันสะท้อนสังคมได้ดี และมันผิดไปจากที่เราคาดไว้ด้วย
 
คือในตอนแรกเรานึกว่ามันจะจบแบบ A KISS BEFORE DYING (1991, James Dearden) น่ะ ซึ่งมันสร้างจากนิยายของ Ira Levin และเราเคยอ่านตัวนิยายในบางส่วนด้วยเหมือนกัน คือตอนที่เราดู THE SWIMMERS เราจะนึกถึง A KISS BEFORE DYING มากๆ เพราะมันเล่าเรื่องผ่านทางมุมมองของพระเอกที่เป็นคนเลวเหมือนกัน (ในตัวนิยายจะมีการเล่าเรื่องผ่านทาง 3 มุมมอง ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นมุมมองของพระเอกที่เป็นคนเลว) แต่ A KISS BEFORE DYING จบลงด้วยการที่คนเลวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เราก็เลยนึกว่า THE SWIMMERS จะจบแบบเดียวกัน พอมันจบไปอีกทางนึง เราก็เลยผิดคาดมากๆ
 
3.สิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ก็คือมันทำให้เรารู้สึก guilty pleasure ในสองระดับ โดย guilty pleasure ระดับแรกเป็นสิ่งที่เราเจอบ่อยๆ นั่นก็คือการที่หนังดึงเสน่ห์ทางเพศของนักแสดงชายออกมาได้เต็มที่ แต่ความรู้สึก guilty อันที่สองเป็นสิ่งที่เราเจอไม่บ่อยนักในหนังไทย นั่นก็คือมันทำให้เรารู้สึก “แปดเปื้อน” ในใจตลอดเวลา เพราะขณะที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกเอาใจช่วยเพิร์ธและเกลียดชังเพิร์ธไปด้วยในขณะเดียวกัน คือขณะที่ดูหนัง เราจะรู้สึกว่าเพิร์ธเลวมากๆ แต่เราก็อดเอาใจช่วยเขาไม่ได้ในบางครั้ง
คือในขณะที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึก “อยากให้เพิร์ธรอด” กับ “อยากให้เพิร์ธตาย” พร้อมๆกันในเวลาเดียวกันน่ะ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนักเวลาเราดูหนัง แล้วเราจะรู้สึกตรงข้ามกันในเวลาเดียวกันเกือบตลอดเวลาแบบนี้ คือเราอยากให้ตัวละครตัวนี้ตายเพราะเรารู้ว่าตัวละครตัวนี้เลว แต่การที่หนังเล่าเรื่องผ่านทางมุมมองของตัวละครตัวนี้ แล้วสร้างเสน่ห์ให้กับตัวละครตัวนี้แบบสุดๆ รวมทั้งการที่เราไม่ได้มองว่าตัวละครตัวนี้เป็นคนเลวแบบสุดๆในช่วงต้นเรื่อง มันก็เลยทำให้เราอดเอาใจช่วยตัวละครตัวนี้ไปด้วยไม่ได้
 
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยรู้สึก guilty เพราะเรารู้ว่าเราเอาใจช่วยคนเลวในระดับนึง และความ guilty นั้นก็ทำให้เรารู้สึกแปดเปื้อนในใจแบบแปลกๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้รู้สึกบ่อยครั้งนักกับหนังเรื่องอื่นๆ
 
การที่เราเอาใจช่วยคนเลวในหนังเรื่องนี้ มันเป็นเพราะว่าตัวละครเพิร์ธมันดูเลวแบบโง่ๆนิดนึงด้วย คือถ้ามันฉลาดเกินไป เราอาจจะไม่เอาใจช่วยมันมากเท่านี้ และมันก็มีหนังหลายๆเรื่องแหละ ที่มันเล่าเรื่องผ่านทางมุมมองของคนเลวในบางส่วน อย่างเช่น FRENZY (1972, Alfred Hitchcock) และ PEEPING TOM (1960, Michael Powell) แต่เราไม่ได้เอาใจช่วยคนเลวในหนังสองเรื่องนี้ เพราะมันเป็นฆาตกรโรคจิตที่น่ากลัวมาก และเราก็ไม่ได้เอาใจช่วยพระเอกที่เป็นคนเลวใน MATCH POINT (2005, Woody Allen) กับใน A KISS BEFORE DYING ด้วย ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงไม่เอาใจช่วยหนุ่มหล่อเลวสองคนใน MATCH POINT กับ A KISS BEFORE DYING แต่กลับเอาใจช่วยคนเลวใน THE SWIMMERS ให้รอดจากสถานการณ์คับขันในบางครั้ง
 
ความรู้สึก guilty แบบนี้เราเจอไม่บ่อยครั้งนัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันยากพอสมควรในการจะสร้างตัวละครคนเลวที่ทำให้เรารู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดตลอดเวลาแบบนี้ ถ้าหากจะถามว่ามีตัวละครตัวไหนที่เคยทำให้เรารู้สึกแบบนี้บ้าง นั่นก็คือตัวละคร อีฟ” ในมินิซีรีส์เรื่อง MASTER OF THE GAME (1984, Kevin Connor + Harvey Hart, 413min, A+30) โดยตัวละครตัวนี้เป็นหญิงสาวเจ้าเล่ห์ที่พยายามวางแผนฆ่าน้องสาวของตัวเองตลอดเวลา เธอเป็นตัวละครที่ชั่วสุดๆ แต่เธอก็เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์มากๆในขณะเดียวกัน และเวลาที่เราดูมินิซีรีส์เรื่องนี้ เราก็จะรู้สึกคล้ายๆกับที่ดู THE SWIMMERS นั่นก็คือเราจะรู้สึก “อยากให้อีฟตาย” กับ “อยากให้อีฟรอด” พร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน
 
(แต่ตัวละครอีฟกับเพิร์ธก็แตกต่างกันมากๆในบางจุดนะ เพราะอีฟเป็นตัวละครที่ฉลาดสุดๆ และคู่ปรับของอีฟเป็นคุณย่าของเธอ ซึ่งก็เป็นผู้หญิงที่เลวและฉลาดสุดๆเหมือนกัน ในขณะที่คู่ปรับของเพิร์ธไม่ใช่คนที่ดูเลวมากนัก การเอาใจช่วยของเราที่มีต่ออีฟกับเพิร์ธก็เลยต่างกันเล็กน้อย เพราะอีฟเป็นตัวละครที่ต้องตบตีกับหญิงเลวด้วยกันเอง)
 
4.ชอบตัวละครมิ้นท์ (วิโอเล็ต วอเทียร์) มากๆ เราอินกับตัวละครตัวนี้ที่สุด และเราก็เลยชอบสุดๆที่ตัวละครตัวนี้ไม่ได้ถูกลงโทษในหนังเรื่องนี้ คือเรานึกว่าตัวละครผู้หญิงแบบนี้ เวลาอยู่ในหนังไทย จะต้องถูกลงโทษไง แต่ปรากฏว่าตัวละครตัวนี้ทำในสิ่งที่เราต้องการ และก็ได้ในสิ่งที่เราต้องการด้วย นั่นก็คือการมีเซ็กส์กับเพิร์ธไปเรื่อยๆ เราก็เลยแฮปปี้กับจุดนี้มากๆ
 
ฉากที่ติดตาเรามากที่สุดฉากนึงในหนังเรื่องนี้ ก็คือฉากที่มิ้นท์มองเพิร์ธด้วยสายตาเหมือนจะสำรวจความจริงอะไรสักอย่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงติดตากับฉากนี้มากๆ
 
5.อีกสิ่งที่เราชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการกินไข่อย่างบ้าคลั่งกับการมโนว่าตัวเองตั้งครรภ์นั่นแหละ คือการกินไข่อย่างบ้าคลั่งในหนังเรื่องนี้มันกระทบอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างรุนแรงกว่าฉากผีทุกฉากในหนังเรื่องนี้ซะอีก คือเราว่าฉากผีในหนังเรื่องนี้มันธรรมดามากๆ มันไม่มีอะไรน่าจดจำสำหรับเรา แต่การกินไข่อย่างบ้าคลั่งในหนังเรื่องนี้มันกระทบเราอย่างรุนแรงกว่ามาก
 
เรารู้สึกเหมือนได้รับ pleasure แบบแปลกๆนะกับการกินไข่ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยมีทฤษฎีว่า บางที pleasure แบบแปลกๆที่เรารู้สึกนี้ เป็นเพราะว่ามันตอบสนองแฟนตาซีทางเพศของเรา คือการได้เห็นหนุ่มหล่อกินน้ำข้นๆเหนียวๆเยิ้มๆเป็นปริมาณมากๆ แล้วหลังจากนั้นก็มโนว่าตัวเองตั้งครรภ์น่ะ มันเหมือนกับการตอบสนองแฟนตาซีทางเพศของเราในการกิน sperm ของผู้ชายเข้าไปแล้วก็ตั้งครรภ์ 55555
 
สรุปว่าที่เราชอบ THE SWIMMERS มากๆเป็นเพราะว่าเราหลงใหลในความหล่อของนักแสดงชาย, เรารู้สึก “อยากให้เพิร์ธตาย” กับ “อยากให้เพิร์ธรอด” พร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่รู้สึกกับหนังเรื่องอื่นๆ และการที่หนังตอบสนองแฟนตาซีทางเพศของเราในการกินน้ำข้นๆเหนียวๆเยิ้มๆแล้วก็ตั้งครรภ์
 
 
 

FIVE VERSIONS OF "THE SCAR"


สรุปว่าดูแผลเก่ามา 5 เวอร์ชั่น เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

1.ฝันเรียม (2006, ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min, A+30)
เป็นเวอร์ชั่นที่เสียสติที่สุด เวอร์ชั่นนี้สร้างโดยนิสิตของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ชอบฉากที่ตัวละครพายเรือบนบกมากๆ

2.แผลเก่า (2014, Teeranit Siangsanoh, 13min, A+30)
เวอร์ชั่นนี้ทำให้นึกถึงวิธีการสร้างหนังของ Jean-Marie Straub, Martin Arnold, Matthias Mueller อะไรพวกนี้ คือหนังของ Straub บางเรื่องมันเป็นการให้นักแสดงมาพูดบทต่อหน้ากล้อง มันเหมือนเป็นการตัด elements บางอย่างทางภาพยนตร์ที่ Straub ไม่สนใจออกไป แล้วเอา elements ทางภาพยนตร์บางอย่างมาใช้เท่านั้น หนังของ Teeranit เรื่องนี้ก็เหมือนกัน มันเป็นการเอาประโยคบางประโยคจากหนังเรื่อง “แผลเก่า” ของเชิด ทรงศรีมาใช้เท่านั้น และมันเอามาใช้ได้อย่างทรงพลังสุดๆสำหรับเรา

การเล่นกับ found footage, ภาพจากหนังเก่า, เสียงจากหนังเก่าอะไรพวกนี้ ทำให้นึกถึงหนัง found footage ของ Martin Arnold กับ Matthias Mueller ด้วย

3.แผลเก่า (1977, เชิด ทรงศรี)
จำได้แค่ว่าชอบในระดับนึง แต่จำรายละเอียดอะไรในหนังไม่ได้แล้ว

4.ขวัญ-เรียม (2001, สุทธากร สันติธวัช)
รู้สึกเฉยๆมากกับเวอร์ชั่นนี้ แต่ฉากนินนาท สินไชยแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำติดตาดีจัง

5.แผลเก่า (2014, M.L. Bhandevanop Devakul, B+ )



Monday, August 18, 2014

Films seen at Reading Room on August 16-17, 2014

Films seen at Reading Room on August 16-17, 2014

1.IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR (1989, Harun Farocki, documentary, A+30)

2.WORKERS LEAVING THE FACTORY (1995, Harun Farocki, documentary, A+30)

3.HOW TO LIVE IN THE GERMAN FEDERAL REPUBLIC (1990, Harun Farocki, documentary, A+30)

4.PRISON PICTURES (2000, Harun Farocki, documentary, A+30)

5.RESPITE (2007, Harun Farocki, documentary, A+30)

6.AS YOU SEE (1986, Harun Farocki, documentary, A+30)

7.STILL LIFE (1997, Harun Farocki, documentary, A+30)

8.WAR AT A DISTANCE (2003, Harun Farocki, documentary, A+25)

9.NOTHING VENTURED (2004, Harun Farocki, documentary, A+25)

This photo comes from IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR.

ฉากนี้เป็นหนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดฉากหนึ่งในหนังของ Farocki เพราะมันติดตาติดใจเรามากๆ และสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราไม่แน่ใจว่ามันเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆของหนังเรื่องนี้อย่างไร ฉากนี้เป็นฉากที่กระตุ้นความคิดมากๆสำหรับเรา

การที่ฉากนี้กระตุ้นให้เราคิดไปถึงเรื่องต่างๆมากมายที่อาจจะเลยพ้นไปจากความตั้งใจของผู้กำกับ ส่งผลให้เราชอบฉากนี้อย่างสุดๆ และมันทำให้เรานึกถึงแนวคิดอันนึงที่เราได้จากหนังเรื่อง STILL LIFE ของ Farocki ด้วย นั่นก็คือแนวคิดที่ว่า พอเราเห็นภาพแก้วๆนึง แก้วนั้นมันก็มีความสมบูรณ์ในความเป็นตัวของตัวเองอยู่ แต่พอเราเอาคำคุณศัพท์อะไรไปบรรยายมันปุ๊บ อย่างเช่น “แก้วเงาวับ”, “แก้วคอระหง”, “แก้วที่มีรอยร้าวยาวหนึ่งองคุลี”, etc. คำคุณศัพท์เหล่านั้นอาจจะไปลดทอนความจริงหรือคุณลักษณะอื่นๆของแก้วนั้นได้ คือพอเราได้ยินคำว่า “แก้วเงาวับ” เราจะนึกถึงภาพๆนึงในหัวของเรา ซึ่งแน่นอนว่าภาพๆนั้นไม่สามารถทดแทนภาพแก้วดั้งเดิมที่เป็นที่มาของคำๆนั้นได้ หรือถ้าหากเรามองภาพนั้นโดยยึดมั่นกับคำว่า “แก้วเงาวับ” ที่มีคนเคยใช้บรรยายมัน เราก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะละเลยการสังเกตเห็นหรือการรับรู้ถึงคุณลักษณะอื่นๆของแก้วใบนั้น คำว่า “แก้วเงาวับ” ไป reduce ความจริงเกี่ยวกับแก้วใบนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะฉะนั้นการที่เราไม่แน่ใจว่าฉากนี้ในหนังเรื่อง IMAGES OF THE WORLD AND THE INSCRIPTION OF WAR หมายความว่าอะไร มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าฉากนี้มันยังไม่ได้ถูก “ลดรูป” ลงไปเป็นความหมายที่เฉพาะเจาะจง หรือถูก “จำกัดความ” ลงไปเป็นความหมายที่เฉพาะเจาะจง ฉากนี้ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ในหัวของเรา มันยังไม่ถูกแปรค่าไปเป็นสิ่งที่สามารถบรรยายเป็นตัวอักษรได้ง่ายๆ มันยังไม่ถูกลดรูปหรือถูกจำกัดความลงไปด้วย “ความหมาย”

แต่ถึงแม้เราจะเข้าใจความหมายของมันในอนาคต เราก็ยังคงชอบฉากนี้อยู่ดีแหละนะ เพราะอย่างน้อยมันก็ได้กระตุ้นความคิดของเราไปมากแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา :-)




Saturday, August 16, 2014

A FETUS’ DREAM (2014, Bo Kittiphon, stage performance, A+30)

A FETUS’ DREAM (2014, Bo Kittiphon, stage performance, A+30)
 
ชอบดนตรีประกอบของ Baptiste Mauerhan มากๆ มันเป็นดนตรีสไตล์แบบที่เราชอบเป็นการส่วนตัวน่ะ
 
ช่วงแรกๆที่เป็น 4 คนเต้นเรารู้สึกชอบในระดับปานกลางนะ แต่พอคุณโบ กิตติพร ออกมาเท่านั้นแหละ ความชอบของเราก็พุ่งพรวดถึงขีดสุดเลย เพราะเรารู้สึกว่าคุณโบดูทรงพลังมีออร่ามากๆ ในละครเรื่องนี้ การเคลื่อนไหวของคุณโบในละครเรื่องนี้มันมีพลังตราตรึงมากๆสำหรับเรา เวลาเราเห็นคุณโบในการแสดงนี้ เรานึกไปถึงพวกรูปปั้น fertility goddess ของชนเผ่าโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนน่ะ มันเหมือนกับว่าเราได้เห็น goddess ของอาณาจักรโบราณมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเราเพื่อทำพิธีกรรมอันลี้ลับบางอย่าง คือเราว่าการแสดงนี้มันดูขลังและมีมนต์เสน่ห์มากๆน่ะ
 
สรุปว่ามันยากจะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้นะ ว่าการแสดงของคุณโบในละครเรื่องนี้มัน overwhelm เราอย่างไรบ้าง แต่มันงดงามและทรงพลังสุดๆสำหรับเรา
 
อันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับ A FETUS’ DREAM โดยตรง แต่เรารู้สึกว่าแปลกดีที่เราไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับการแสดงนี้ ในขณะที่เรามักจะรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับหนังหลายเรื่องที่เราเคยดูในอดีตที่จบลงด้วยการที่ “เด็กทารกถือกำเนิดขึ้นมา” เพื่อแสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้จบแบบ happy ending หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าการถือกำเนิดของทารกนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติยังมีหวัง หรืออะไรทำนองนี้
 
เราว่าที่เราไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับการแสดงนี้ เป็นเพราะว่า เราไม่เข้าใจว่าแต่ละโมเมนท์ในการแสดงนี้สื่อถึงอะไร คือเราเพลิดเพลินไปกับการแสดงนี้ โดยไม่ได้เข้าใจความหมายของมัน เพราะฉะนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าเราได้รับแนวคิด/ข้อความ/สารที่เราไม่เห็นด้วยจากละครเรื่องนี้ คือถ้าหากเราเข้าใจความหมายของแต่ละลีลาในการแสดงนี้ เราอาจจะไม่ได้ชอบมันมากเท่านี้ก็ได้นะ เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราจะเห็นด้วยกับมันหรือเปล่า 55555 แต่พอเราไม่ได้เข้าใจมัน เราก็เลยเพลิดเพลินไปกับมันอย่างมากๆ ครรภ์ที่เราเห็นในการแสดงนี้ ก็เลยเป็นแค่ครรภ์ หรือเป็นสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงเรื่องอะไรก็ได้ที่เราอยากจะนึกถึงในหัวของเรา โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสัญลักษณ์ของ “ความหวังของมนุษยชาติ” หรือ “อนาคตที่น่าจะดีขึ้น” แบบที่หนังบางเรื่องใช้กัน
 
แต่เราก็ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับหนังทุกเรื่องที่จบด้วยฉากการถือกำเนิดของเด็กทารกนะ เพราะหนังอย่าง DR. T & THE WOMEN (2000, Robert Altman) และ LES CREATURES (1966, Agnes Varda, A+30) ก็จบด้วยฉากการถือกำเนิดของเด็กทารกเหมือนกัน แต่เราก็ชอบหนังสองเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าตอนจบของหนังสองเรื่องนี้มันไม่ได้สร้างความรู้สึก happy ending แบบน่าสะอิดสะเอียนให้แก่เรา
 
 
 

Thursday, August 14, 2014

SOME IDEAS OF HARUN FAROCKI

 
บางแนวคิดที่น่าสนใจของ Harun Farocki
 
ในหนังสารคดีเรื่อง DOCUMENTARY WORK: HARUN FAROCKI (2004, Christoph Hübner, A+20) นั้น คริสตอฟ ฮึบเนอร์ได้สัมภาษณ์ฮารุน ฟาร็อกกี และมีคำให้สัมภาษณ์ที่น่าสนใจหลายส่วน ส่วนนึงที่เราชอบมากๆเป็นส่วนที่ฮึบเนอร์ถามฟาร็อกกีขณะฟาร็อกกีกำลังเตรียมงาน video installation ที่เป็นจอทีวีสองจอ โดยแต่ละจอฉายวิดีโอที่ไม่เหมือนกัน โดยการจัดเตรียมภาพในจอสองจอพร้อมๆกันโดยที่ภาพในแต่ละจอไม่เหมือนกันแบบนี้ เป็นสิ่งที่ฮึบเนอร์เรียกว่า horizontal montage และเขาก็ถามฟาร็อกกีว่า
“การทำแบบนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้คุณในฐานะผู้ตัดต่อด้วยไหม”
ซึ่งฟาร็อกกีก็ตอบว่า “แน่นอน” เพราะการเอาภาพมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันดูอ่อนกว่าการดูภาพสองจอพร้อมกันแบบนี้ เพราะพอคุณไม่สามารถแสดงภาพสองจอพร้อมๆกันได้ คุณก็ต้องสร้างอารมณ์ดราม่ามากเกินควรในหลายๆครั้ง (ในการนำซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไป) และบางทีการดูซีนต่างๆมาเรียงต่อๆกันแบบในหนังทั่วไปมันอาจจะทำให้ผู้ชมบางคนสรุปความแบบนิรนัย (deduction) อย่างผิดพลาดได้ เพราะผู้ชมบางคนอาจจะตีความว่า “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” (ทั้งที่จริงๆแล้วฟาร็อกกีไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเชื่อมโยงฉาก A กับฉาก B ในแบบที่เป็นเหตุเป็นผลกันหรือเป็นลำดับเหตุการณ์กันแบบนั้น) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับปัญหาของภาษาแบบที่นิทเช่เคยพูดถึงด้วย ในขณะที่นักปรัชญาชื่อ Flusser ก็พูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย Flusser กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่พูดว่า “A เป็นสาเหตุของ B” แต่เราจะพูดว่า “A ในส่วนที่สัมพันธ์กับ B” มันมีโครงสร้างของอำนาจอยู่ในไวยากรณ์ของภาษา หรืออยู่ในรูปประโยคที่เราใช้พูดกัน (เราเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นปัญหาที่พบในภาษาเยอรมันมากกว่าภาษาอังกฤษ) และ Flusser ก็ต้องการขจัดโครงสร้างนี้ไป (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด) และฟาร็อกกีก็ทำเช่นนั้นกับภาพยนตร์ของเขาเหมือนกัน เขาต้องการขจัดโครงสร้างของอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา
 
เราไม่รู้เหมือนกันว่าเราเข้าใจสิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถูกทั้งหมดหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาพูดทำให้เราคิดถึงหนังบางเรื่องที่เราชอบมากๆ อย่างเช่นหนังบางเรื่องของ Alexander Kluge, Bruce Conner และ Teeranit Siangsanoh เพราะการเชื่อมโยงซีนต่างๆเข้าด้วยกันในหนังกลุ่มนี้มันไม่ใช่ “ฉาก A เป็นต้นเหตุของฉาก B” หรือ “ฉาก A นำไปสู่ฉาก B” แต่มันเป็น “ฉาก A สัมพันธ์กับฉาก B” โดยที่เราไม่รู้แน่ชัดว่ามันสัมพันธ์กันยังไง แต่มันกระตุ้นให้เราจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆมากมายในการเชื่อมโยงฉากต่างๆในหนังเรื่องนั้นเข้าด้วยกัน
 
สิ่งที่ฟาร็อกกีพูดถึงนี้ยังทำให้เรานึกถึงบทวิจารณ์หนังเรื่อง IN COMPARISON (2009, Harun Farocki) ของฟิล์มซิคด้วย เพราะฟิล์มซิคตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่น่าสนใจมากๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ “FAROCKI ไม่ได้ทำหน้าที่เอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง การลำดับและเรียบเรียงภาพของหนัง ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่าแบบไหน ในโลกทั้งใบอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีแบบหนึ่ง และมีแบบอื่นๆอยู่ การรับรู้ว่ามนุษย์มีแบบแผนที่แตกต่างกันสำคัญกว่าการประกาศว่าแบบใดคือแบบที่ถูกต้อง และในกรณีนี้ ภาพเปรียบโลกทั้งใบแสดงตนในฐานะของความต่างมากกว่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูง
 
เราคิดว่าสิ่งที่ฟิล์มซิคเขียนในบทวิจารณ์นี้มันสัมพันธ์กับสิ่งที่ Farocki พูดมากๆ เพราะในหนังเรื่อง IN COMPARISON นั้น ฟาร็อกกีเรียงร้อยซีนการสร้างอิฐจากประเทศต่างๆเข้าด้วยกัน โดยไม่ได้ต้องการสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างการสร้างอิฐในประเทศต่างๆ มันเหมือนกับว่าฟาร็อกกีได้ “ขจัดโครงสร้างทางอำนาจออกไปจากไวยากรณ์ภาพยนตร์ของเขา” แล้วจริงๆ
 
อ่านบทวิจารณ์ของฟิล์มซิคได้ที่
 
นอกจากนี้ ฟาร็อกกียังให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า เขาชื่นชมหนังเรื่อง NUMERO DEUX (1975, Jean-Luc Godard) อย่างมากๆ โดยสิ่งที่เขาชื่นชมอย่างสุดขีดในหนังเรื่องนี้คือการใช้ motif ที่เราไม่รู้ว่าต้นกำเนิดของมันมาจากไหนและมันเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆของหนังได้อย่างไรในตอนแรก และการใช้ motif แบบไม่มี origin และปราศจาก connection แบบนี้มันก่อให้เกิด magic อย่างมากๆสำหรับเขา
 
อย่างไรก็ดี เขาบอกว่าการตัดต่อแบบ cross-cutting แบบนี้ก็เป็นสิ่งที่ดูเสร่อได้เหมือนกันในหนังทั่วๆไป โดยเขายกตัวอย่างเช่น ในหนังเรื่องหนึ่ง เราเห็นผู้หญิงเดินมาที่ชายหาด แล้วเราก็เห็นเลือด แล้วเราก็จะสงสัยว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังจะถูกฆ่าตาย หรือไม่เธอก็อาจฆ่าคนเมื่อ 5 ปีก่อน การใส่ซีนผู้หญิงเดินกับใส่ซีนเลือดมาเรียงต่อกันแบบนี้เป็นสิ่งที่ใช้ในการเปิดเรื่อง (exposition) แต่ถ้าหากใช้บ่อยๆเป็นประจำมันก็เสร่อ เพราะการทำเช่นนี้มันเป็นเพียงแค่การยั่วอารมณ์คนดูให้สงสัยว่า “เลือดนั้นมันเป็นของใครกันแน่” และเป็นการบอกคนดูว่า “เดี๋ยวคนดูก็จะรู้เองในภายหลังแหละจ้ะว่าเลือดนั้นมันของใคร แต่ตอนนี้เราขอล่อลวงให้คุณดูหนังของเราไปเรื่อยๆก่อน” และหนังบางเรื่องก็มักจะใช้วิธีการแบบนี้ โดยเอาฉากสำคัญตอนกลางเรื่องมาไว้ช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเขามองว่ามันเป็นวิธีการที่เสร่อ ถ้าหากคุณใช้มันเพียงแค่ยั่วอารมณ์คนดูให้คาดหวังต่อไปเรื่อยๆว่าในที่สุดคนดูจะเข้าใจในสิ่งที่ได้เห็นในช่วงต้นเรื่อง อย่างไรก็ดี ฟาร็อกกีบอกว่าเขาก็ทำแบบนี้ในชีวิตประจำวันเช่นกัน เพราะในบางครั้งเวลาเขาจะพูดกับใครบางคน เขาก็ไม่ได้เริ่มด้วยการบอกว่าเขาต้องการจะพูดอะไร แต่ข้ามไปพูดจุดอื่นแทน วิธีการสื่อสารแบบนี้มันดูเหมือนจะฝังรากลึกอยู่ในหัวสมองของเรา
 
CH: Does the horizontal montage increase your choices as an editor?
HF: Definitely. After a little while a simple succession of pictures seems weak in comparison. Without this synchronicity you have to overdramatize, I often feel. Maybe the more profound reason is that erroneous deductions are made. That you say “because” or “A leads to B.” That’s approaching a Nietzsche-esque language critique. Flusser took it up, saying: In future we won’t say “A causes B,” but “A in relation to B.” Unlike in simple statements that we know from school: Accusative, the accusing case, one being the object of the other. To take all those power-related terms out of grammar. And this here is somehow similar. Sometimes I’m aware of the...I’ll demonstrate it to you later. There are some tempting ways in which you create a slight confusion, an interesting confusion, which is nothing but anticipation and repetition. When Godard made “NUMÉRO DEUX”, I was won over for the first time by a work with several images. That must have been about 28 years ago. I studied it closely, and the main effect results from a motif being introduced. We don’t know its origin or its connection. That creates a magical effect. You need to make sure that the anticipation won’t look cheap. That’s what is called cross-cutting, which is also used in standard editing. A woman walks on the beach. Then we see brief shots of blood, and later we find out that she’ll be attacked or that she attacked someone five years ago or whatever. At that moment the effect is that of exposition. But the constant use of exposition is nothing but cheap rhetoric.
 
CH: What is “the constant creation of exposition?”
HF: By that I mean the method of constantly anticipating without knowing what is announced. To create an effect like I just said: A woman walks on the beach and you see blood. Whose blood is it? That’s exposition. It says: “You’ll find out later. But first we’ll lure you.” That’s also how you start a story. You open in mid-sentence: “The detonation knocked him over.” Then:  “Frank was twelve years old...” And to my mind that’s cheap rhetoric, if you can’t think of anything else but using it for effect. I do that too in everyday life. I never start with what I want to tell. Instead I jump in. Only then do I explain the context of what I want to tell. This seems to be deeply ingrained.