Wednesday, September 23, 2020

ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz, A+30)

 

ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz, A+30)

 

SERIOUS SPOILER ALERT (ยังไม่ได้ดูห้ามอ่าน)

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

1.ก็ชอบน้อยกว่า GET OUT (2017, Jordan Peele) และ US (2019, Jordan Peele) นะ แต่ก็ถือว่าชอบสุดๆอยู่ดี เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นเพียงแค่หนัง blaxploitation หรือหนังสยองขวัญเกรดบีเมื่อเทียบกับ GET OUT และ US น่ะ แต่เราชอบหนังสยองขวัญเกรดบีอยู่แล้ว คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้ “มีสาระหรือประเด็นน่าสนใจ” มากเท่า GET OUT และ US แต่หนังเรื่องนี้มันก็มีประเด็นน่าสนใจมากกว่าหนังสยองขวัญเกรดบีโดยทั่วไป 555

 

2.หนึ่งในสิ่งที่ชอบมากๆก็คือสิ่งที่หลายคนได้เขียนถึงไปแล้ว นั่นก็คือความพานพ้องกับสังคมไทยในบางแง่มุม โดยเฉพาะคนไทยบางกลุ่มที่หวนหาอาลัย “ยุคสมัยก่อนประชาธิปไตย” และพยายามจะผลักดันสังคมไทยให้ย้อนกลับไปยังยุคนั้น

 

ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง PAST PERFECT (2019, Jorge Jacome, Portugal) ด้วย เพราะ PAST PERFECT บอกเราว่า “nostalgia is a political tool” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกับสังคมไทยและหนังเรื่องนี้จริงๆ

https://www.facebook.com/jit.phokaew/posts/10224227348334753

 

3.อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่คุณ Pongson Arunsintaweeporn ได้เขียนถึงไปแล้ว ซึ่งก็คือความสยองขวัญในองก์สองของหนัง ซึ่งเป็นช่วงที่แทบไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นในช่วงท้าย แต่ความสยองมันคือ “รายละเอียดเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน” เมื่อนางเอกถูกเลือกปฏิบัติจากคนขาวด้วยความเย็นชา คือคนขาวไม่ได้มาจิกหัวด่าเธอโดยตรง แต่มันเป็นการเหยียดผ่านการแสดงออกเล็กๆน้อยๆ และถึงแม้นางเอกจะพยายามแสดงออกว่า “กูรวย” แต่มันก็ไม่ช่วยอะไร สีผิวของเธอทำให้เธอถูกเหยียดอยู่ดี

https://www.facebook.com/pongson/posts/10157222332261174

 

เราชอบสิ่งนี้อย่างสุดๆ เพราะความสยองขวัญในองก์สองมัน “ใกล้ตัว” มากกว่าองก์หนึ่งและองก์สาม  และมันถูกตอกย้ำด้วยคำพูดของตัวละครผู้ร้ายในช่วงท้ายขององก์สามในทำนองที่ว่า “We are nowhere, but we are everywhere.” (เราจำคำพูดไม่ได้เด๊ะๆนะ แต่มันออกมาทำนองนี้)

 

คำพูดนี้คือคำพูดที่หลอนเรามานานราว 30 ปีแล้วน่ะ คือมันหลอนเรามาตั้งแต่เราดูหนังเรื่อง BETRAYED (1988, Costa-Gavras) ที่มาบุญครองในปี 1988 และเราได้อ่านบทความเกี่ยวกับ Klu Klux Klan ในอเมริกาในช่วงนั้นพอดี

 

คือตอนที่เราดูหนังเรื่อง BETRAYED ในปี 1988 นั้น เราช็อคสุดๆ เพราะก่อนหน้านั้นเรานึกว่าปัญหาการเหยียดผิวมันหมดไปนานแล้ว แต่ BETRAYED มันนำเสนอภาพคนขาวในยุคปัจจุบันในสหรัฐที่ทำตัวเหมือนชาวบ้านปกติ แต่จริงๆแล้วคนกลุ่มนี้จับคนดำมาเล่นเกมล่าสังหาร พวกเขาปล่อยให้คนดำวิ่งหนีไปในทุ่ง แล้วพวกเขาก็คว้าปืนไรเฟิลหรือปืนยาวออกไล่ล่าคนดำคนนั้นในทุ่ง ก่อนจะยิงคนดำคนนั้นตาย

 

หลังจากเราได้ดูหนังเรื่อง BETRAYED เราก็ได้อ่านบทความที่ไปสัมภาษณ์พวก KKK ในสหรัฐ แล้วมันก็น่ากลัวมาก เพราะคนกลุ่มนี้ถือคติว่า We are nowhere, but we are everywhere (เราเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรในทำนองที่ว่า “พวกเราจะซ่อนตัว แต่พวกเราจะแทรกซึมอยู่ในทุกๆแห่ง ทุกๆองค์กร ทุกๆสถาบัน) คือคนกลุ่มนี้จะไม่แปะป้ายประกาศต่อสาธารณชนหรอกว่าตัวเองเป็น KKK แต่พวกเขาก็แอบก่อตั้งกลุ่มลับๆของตัวเอง ทำกิจกรรมลับๆของตัวเอง ทำเครือข่ายลับๆของตัวเอง คือถ้าหากเจ้าหน้าที่รัฐบาลเดินเข้าไปในเมืองนั้น เจ้าหน้าที่รัฐบาลก็จะไม่พบหรอกว่า มีชาวบ้านคนไหนประกาศว่าตัวเองเป็น KKK ซึ่งก็คือ “We are nowhere” แต่จริงๆแล้วทั้งในสถาบันผู้พิพากษา, ตำรวจ, ทหาร, บริษัทเอกชน, etc. ต่างก็มีสมาชิก KKK แทรกซึมอยู่ในนั้นหมดแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่ประกาศตัวออกมาเท่านั้นเอง และสิ่งนี้ก็คือ “We are everywhere.”

 

เพราะฉะนั้นความสยองขวัญในช่วงที่ 2 มันเลยหนักหนาสาหัสมากๆสำหรับเรา เพราะมันคือการที่เราเหมือน “อยู่ในที่แจ้ง” แต่ศัตรูของเราอยู่ในทีลับหมดเลยน่ะ คือศัตรูของเรามองว่าเราเป็นศัตรู เพราะเราผิวดำ เราเป็นชนกลุ่มน้อย คือพอศัตรูเห็นเรา ศัตรูก็รู้ได้ทันทีว่าเราคือฝ่ายตรงข้าม เพราะสีผิวของเรามันฟ้อง แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า คนขาวคนไหนเป็นมิตรหรือศัตรูของเรา เราไม่สามารถบอกได้ว่าพนักงานร้านอาหารคนนั้นเป็น KKK หรือเปล่า เราไม่สามารถบอกได้ว่าพนักงานโรงแรมคนนั้นเป็น KKK หรือเปล่า เพราะการที่เขาเป็นคนขาว มันบอกไม่ได้หรอกว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู

 

มันก็เลยเหมือนการใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ โดยที่เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดเวลา เพราะศัตรูแยกแยะเราได้ในทันทีว่าเราคือฝ่ายตรงข้าม เพราะสีผิวของเรามันฟ้อง แต่เราไม่สามารถแยกแยะได้เลยว่าคนไหนเป็นมิตรหรือศัตรูของเราโดยมองจากแค่สีผิวของเขา ศัตรูของเรามัน everywhere และ nowhere ในเวลาเดียวกัน

 

4.การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้แรงกดดันจากศัตรูที่ทั้ง everywhere และ nowhere นี้ ทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเองเหมือนกัน ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับหนังโดยตรง แต่มันคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะความหวาดระแวงที่ว่า เราอาจจะถูกศัตรู “เหยียดหยาม” หรือ “ทำร้าย” นี่ มันคือสิ่งที่จำกัดควบคุมการแสดงออกของเรามานาน 30 กว่าปีแล้ว

 

คือดูหนังเรื่องนี้แล้วเรานึกถึงความกลัวของเราตั้งแต่เด็กที่ว่า เราจะถูกกลั่นแกล้งรังแกถ้าหากเราแสดงอาการตุ้งติ้งมากเกินไป และความกลัวของเราที่ว่า เราอาจจะถูกทำร้าย ถ้าหากเราแสดงความเห็นทางการเมืองของเราอย่างตรงไปตรงมาน่ะ

 

คือเราก็รู้ว่าตัวเองเป็นกะเทยตั้งแต่อยู่ประถมน่ะแหละ และเราก็มีอาการตุ้งติ้ง วี้ดว้ายกระตู้วู้ตั้งแต่เด็ก แต่พอขึ้นชั้นมัธยม เราก็โดน bully จากเพือนบางคนในชั้นเดียวกัน และจากรุ่นพี่ในโรงเรียนด้วย และที่สำคัญก็คือการโดน bullyจากพวกผู้ชายในซอย ที่เหมือนพวกมันมองเราแค่ปราดเดียว พวกมันก็รู้ว่าเราเป็นกะเทย และพูดด่าเราออกมา เราก็เลยเริ่มเรียนรู้ที่จะ “เก็บอาการ” ของตัวเอง โดยเฉพาะเวลาที่เราเดินไปในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเวลาเราเดินไปในซอยต่างๆ พวกนักเลงในซอยนั้นมันจะหมั่นไส้เราเพราะเราเป็นกะเทยหรือเปล่า มันเหมือนกับว่า พอเราเดินเข้าไปในสถานที่นึง เราบอกไม่ได้หรอกว่า คนต่างๆในสถานที่นั้น คนไหนเป็นศัตรูของเรา (พวกเหยียดกะเทย) หรือคนไหนไม่ได้เป็นศัตรูของเรา (คนที่ไม่ได้เหยียดกะเทย) เพราะฉะนั้นเพื่อความอยู่รอดของเรา เราก็ควรเก็บอาการซะ ศัตรูของเราก็จะได้มองไม่ออกเช่นกันว่าเราเป็นศัตรูของเขาหรือเปล่า

 

แต่ก็โชคดีที่ตอนเรียนมหาลัยเราได้เรียนคณะอักษร เราก็เลยไม่ต้องเก็บอาการแต่อย่างใดเวลาอยู่ในมหาลัยของตัวเอง 555 และก็โชคดีที่ “เสียงด่ากะเทยลอยๆจากพวกผู้ชายข้างถนน” มันดูเหมือนจะลดลงเรื่อยๆเมื่อเราเติบโตขึ้น สิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคมไทยนะคะ 555

 

ส่วนเรื่องการงดแสดงความเห็นทางการเมืองนั้น มันคือสิ่งทีเราทำทุกครั้งเวลาที่เราขึ้นรถ taxi 555 เพราะเวลาที่เราก้าวขึ้นไปในรถ taxi แต่ละคัน เราไม่รู้หรอกว่าคนขับ taxi คนไหนมีความเห็นทางการเมืองสอดคล้องกับเราหรือไม่ และถ้าหากเขาไม่เห็นด้วยกับเรา เขาจะอะไรยังไงกับเราหรือเปล่า เราก็เลยงดแสดงความเห็นทางการเมืองแทบทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ยกเว้นแต่ในกรณีที่เจอ taxi driver ที่ประกาศตัวว่าเป็นเสื้อแดง 555

 

เราก็เลยชอบองก์สองของหนังมากๆ และชอบ “การปิดปากเงียบ การควบคุการแสดงออกของตนเอง” เพื่อความอยู่รอดของชีวิตของนางเอกในองก์ 1 และองก์ 3 ด้วย เพราะมันทำให้เรานึกถึงตัวเองในบางแง่มุม นึกถึงความเครียดในการใช้ชีวิตตั้งแต่เด็ก เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู (คนที่เกลียดเกย์, คนที่ต้องการทำร้ายคนที่เห็นต่างทางการเมือง)

 

5.เราว่าองก์สามของหนังมันทำให้องก์สองของหนังสยองขึ้นมากๆด้วยแหละ เพราะองก์สามของหนังมันแสดงให้เห็นเลยว่า คนหลายคนที่รายล้อมรอบตัวเรา จริงๆแล้วคือคนที่ต้องการจับเราไปทรมาน ทั้งเด็กในลิฟท์, คนขับรถ grab, คนที่ทำเหมือนสนใจผลงานของเรา, พนักงานโรงแรม และแม้แต่ผู้ชายที่มาจีบเพื่อนของเรา องก์สามของหนังมันก็เลยช่วยตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัวของการใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ว่า “ศัตรูของเราแฝงอยู่ในทุกๆแห่ง แต่พวกเขาไม่ประกาศตัวออกมา”

 

6.ชอบการบอกใบ้ของหนังในองก์แรกด้วย เพราะในองก์แรกนั้น ถ้าหากเราจำไม่ผิด มันมีฉากที่เห็นคนงาน “เผาฝ้ายจำนวนมาก” ซึ่งเราก็สงสัยตั้งแต่ฉากนั้นแล้วว่า พวกมึงตั้งใจปลูกฝ้ายกันเป็นวรรคเป็นเวรไปทำไม ถ้าหากไม่ได้เอาฝ้ายไปขาย เหมือนพอเราเห็นฉากเผาฝ้าย เราก็เริ่มตะหงิดๆแล้วว่า ไร่นี้มีอะไรผิดปกติ แต่พอเข้าองก์สอง เราก็นึกแค่ว่า องก์แรกคือฝันร้ายของนางเอก

 

7.อันนี้ไม่รู้ว่าหนังตั้งใจหรือเปล่า แต่เราดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงการสังหารหมู่ชาวยิวและอินเดียนแดงด้วย เพราะ “ห้องเผาศพ” ในหนังเรื่องนี้ มันทำให้เรานึกถึงห้องรมแก๊สชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สองน่ะ และ “การโพสท่า” และ “การทำหน้าทำตาของนางเอกขณะขี่ม้า” ในช่วงท้ายขององก์สาม มันก็ทำให้นึกถึง “อินเดียนแดง” ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคนดำ, ชาวยิว และอินเดียนแดง ต่างก็มี “ศัตรูร่วมกัน” ซึ่งก็คือ KKK และคนขาวที่เหยียดผิว

 

8.ประโยคเปิดของหนังก็ดีงามมาก เพราะมันเข้ากับประเด็น black lives matter ในปีนี้ และมันทำให้นึกถึงข่าวเรื่อง vandalism โบสถ์ของชาวยิวในสหรัฐหลายแห่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วย คือมาจนถึงปัจจุบันนี้แล้ว ทั้งชาวยิวและคนดำในสหรัฐก็ยังคงถูกทำร้ายเพราะชาติพันธุ์ของตนเองอยู่ดี

 

9.ชอบตัวละคร Dawn ของ Gabourey Sidibe มากๆ เพราะเธอเหมือนหลุดมาจากหนังเรื่อง MAGIC MIKE XXL (2015, Gregory Jacobs) เธอเป็นสาวผิวดำที่มีความมั่นใจและมีความ horny อย่างเต็มที่ และเธอช่วยสร้างสมดุลให้หนังดูไม่ส่งเสริมกุลสตรีมากเกินไป 555 เพราะเรารู้สึกว่านางเอกของหนังเรื่องนี้ดูรักลูกรักผัวมากๆ นางเอกดูมีความเป็นกุลสตรีหรือดูมีความเป็นผู้ดีบางอย่าง (เหมือนหลุดมาจาก WAITING TO EXHALE) การใส่ตัวละคร Dawn เข้ามาก็เลยช่วยให้เราไม่รู้สึกว่า หนังต้องการจะบอกว่า  “เธอต้องเป็นผู้หญิง “ดีๆ” นะ เธอถึงจะรอดชีวิตได้ในตอนจบ”

 

 

Sunday, September 20, 2020

SEBERG

 

INTRUDER (2020, Sohn Won-Pyung, South Korea, A+30)

 

SPOILER ALERT

--

--

--

--

--

1.อินมากๆ เหมือนเรามักจะอินกับตัวละครที่มี Cassandra Complex มั้ง นั่นก็คือตัวละครที่พูดความจริง แต่ไม่มีใครเชื่อ เราก็เลยอินกับพระเอกหนังเรื่องนี้มาก

 

2.ชอบที่มันเป็นเหมือนด้านกลับของ PARASITE เพราะตัวละครกลุ่มผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้ ทำอะไรหลายๆอย่างคล้ายๆกลุ่มพระเอกใน PARASITE เลย นั่นก็คือการเข้ามาในบ้านคนรวย แล้วค่อยๆดึงพรรคพวกของตัวเองเข้ามาในบ้านคนรวยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผ่านทางคำโกหกและเล่ห์กลต่างๆ และผ่านทางการกำจัดแม่บ้านคนเก่าให้พ้นทาง

 

เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆตรงที่มันเหมือนจะเลียนแบบความสำเร็จของ PARASITE แต่ไม่ได้เลียนแบบอย่างโง่ๆ แต่เลียนแบบด้วยการเอาองค์ประกอบของ PARASITE มาพลิกคว่ำคะมำหงายไปในทางตรงกันข้าม

 

3.เหมือนหนังมันยำใหญ่หนังหลายเรื่องเข้ามาไว้ด้วยกัน เพราะนอกจาก PARASITE แล้ว เราก็นึกถึง HEREDITARY (2018, Ari Aster) ด้วย ในขณะที่การสะกดจิตในหนังก็ทำให้นึกถึง GET OUT (2017, Jordan Peele) และเงาดำคนหลายๆคนที่อยู่นอกบ้านก็ทำให้นึกถึง US (2019, Jordan Peele)  นอกจากนี้ เนื้อเรื่องประเภท “เราไว้ใจคนใกล้ตัวไม่ได้ เพราะเขาอาจจะเป็นฆาตกรโรคจิต” ก็ทำให้นึกถึงหนังฮอลลีวู้ดยุคปลายทศวรรษ 1980-ต้นทศวรรษ 1990 ด้วย พวกหนังประเภท THE HAND THAT ROCKS THE CRADLE (1992, Curtis Hanson) อะไรทำนองนี้ แต่หนังเรื่อง INTRUDER นี้มันเป็นการยำใหญ่ที่ไม่น่าเกลียด เหมือนมันผสมกันออกมาได้สนุกดี

 

SEBERG (2019, Benedict Andrews, A+30)

 

1.กราบ Jean Seberg คือก่อนหน้านี้เราเคยรู้ประวัติชีวิตเธอมาแล้วจากหนังสารคดีเรื่อง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG (1995, Mark Rappaport) เราก็เลยสงสัยว่าหนังเรื่อง SEBERG นี้จะให้ข้อมูลใหม่อะไรกับเราไหม ซึ่งหนังก็ไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่อะไรกับเรามากนัก แต่พอหนังเรื่องนี้มันนำเสนอชีวิตการต่อสู้กับรัฐบาลสหรัฐของ Jean Seberg ในรูปแบบของหนัง fiction มันก็เลยเปิดโอกาสให้เราเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของเธอ และความเจ็บปวดของเธอได้อย่างลึกซึ้งมากๆ ในขณะที่หนังสารคดีมันสร้างระยะห่างทางอารมณ์ระหว่างเรากับตัว subjectมากกว่า

 

2.ชอบผู้หญิงหัวแข็งแบบนี้มากๆ ชอบที่ Seberg พยายามช่วยเหลือกลุ่ม Black Panther ที่เรียกร้องสิทธิคนดำในยุคนั้นด้วยการทำตัวเป็นท่อน้ำเลี้ยงเธอนำเงินจำนวนมากที่เธอหามาได้ไปบริจาคให้กับกลุ่ม Black Panther แต่ทางรัฐบาลสหรัฐมองว่ากลุ่ม Black Panther เป็นกลุ่มก่อการร้าย ทางรัฐบาลสหรัฐก็เลยส่งคนมาดักฟังเธอ และพยายามหาทางกลั่นแกล้งเธอต่างๆนานา จนทำให้เธอมีอาการทางจิตและเกือบจะกลายเป็นบ้า

ไม่นึกมาก่อนว่ารัฐบาลสหรัฐจะเหี้ยขนาดนี้ คือในแง่นึงมันก็ตรงข้ามกับ BLACKKKLANSMAN (2018, Spike Lee) ที่สร้างจากเรื่องจริงเหมือนกัน เพราะ BLACKKKLANSMAN นำเสนอภาพ “เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐ” ว่าเป็นคนดีที่พยายามต่อสู้กับพวก Klu Klux Klan แต่ SEBERG ที่สร้างจากเรื่องจริงเหมือนกันแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่เอฟบีไอในยุคนั้นมองว่า “พวกที่เรียกร้องสิทธิคนดำ” ถือเป็นผู้ก่อการร้าย และใครที่สนับสนุน “ผู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชน” เหล่านี้ก็ควรถูกทำลายด้วยวิธีการต่างๆกันไป ซึ่งรวมถึงดาราภาพยนตร์ด้วย

 

3.ฉากเอฟบีไอกินข้าวกับครอบครัวเป็นฉากที่ค้างคาในความรู้สึกเรามากๆ รู้สึกว่ามันโหดมาก ถึงแม้มันจะโหดแบบ clicheในการ portray ภาพพวก อนุรักษ์นิยม/บูชาปิตาธิปไตยก็ตาม

 

4.อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ เพราะเราเหมือนเติบโตมากับความหวาดกลัว “เครื่องดักฟัง” ตั้งแต่เด็กๆ หรือตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ซึ่งเราก็ถูกปลูกฝังความกลัวเรื่องนี้มาจากเพื่อนๆในโรงเรียนมัธยมนั่นแหละ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า “ความหวาดระแวงว่าจะมีเครื่องดักฟังติดอยู่ตามจุดต่างๆ” นั้น มันมีสาเหตุมาจากไหนกันแน่ และคนรุ่นถัดๆจากเราเป็นเหมือนเราหรือเปล่า

 

อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็ช่วยให้เราอุ่นใจ หรือไม่ก็ทำให้เราหวาดระแวงมากยิ่งขึ้นว่า “ความหวาดกลัวเครื่องดักฟัง” ที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 นั้น มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่มันเป็นเรื่องจริง 555 กูไม่ได้หวาดระแวงไปเอง

 

หรือบางทีคนรุ่นถัดๆจากเรา เขาอาจจะเติบโตมากับ “การรับรู้ว่ามีกล้องวงจรปิด” จับตาดูอยู่ก็ได้มั้ง และคนรุ่นถัดจากนั้น ก็เติบโตมากับ “การรับรู้ว่าข้อมูลในคอมพิวเตอร์อาจจะถูก hack ได้” มันก็เลยเป็นความหวาดระแวงที่แตกต่างจากคนรุ่นทศวรรษ 1980 ไปอีกแบบนึง คือเหมือนความหวาดระแวงพวกนี้มัน “จำกัดควบคุมการแสดงออกของเราในทางอ้อมตั้งแต่เด็ก”น่ะ  แต่คิดว่าคนแต่ละรุ่นอาจจะ “หวาดระแวงตั้งแต่เด็ก” ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างรุ่นเราก็หวาดกลัวเครื่องดักฟัง แต่เรายังไม่ได้หวาดกลัวกล้องวงจรปิดหรือการบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก

 

5.อันนี้ไม่เกี่ยวกับหนังโดยตรง แต่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญที่ตลกดี เพราะในหนังสารคดีเรื่อง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG นั้น หนังมีการเปรียบเทียบชีวิตแบบโศกนาฏกรรมของ Jean Seberg กับ Romy Schneider เข้าด้วยกัน

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู SEBERG เราก็เลยนึกถึง FROM THE JOURNALS OF JEAN SEBERG แล้วก็นึกถึง Romy Schneider แล้วก็นึกถึงหนังที่พูดถึงชีวิตรันทดของ Romy Schneider ซึ่งก็คือหนังเรื่อง THREE DAYS IN QUIBERON (2018, Emily Atef, Germany, A+30) ซึ่งก็เคยเข้าฉายที่ Bangkok Screening Room  เหมือนกันด้วย รู้สึกขอบคุณ Bangkok Screening Room มากๆที่นำหนังแบบ SEBERG และ THREE DAYS IN QUIBERON มาฉาย

THE HUNT

 

THE HUNT (2020, Craig Zobel, A+30)

1.สุดฤทธิ์ ยกให้ตัวละครนางเอกหนังเรื่องนี้เป็น one of my most favorite heroines of all time เลย เพราะถ้าหากเราจะต้องเป็นตัวละครในหนัง เราก็อยากเป็นตัวละครแบบนี้น่ะ หรือถ้าหากเราแต่งนิยาย ตัวละครหญิงในนิยายของเราก็คงออกมาคล้ายๆนางเอกหนังเรื่องนี้

ตัวละครหญิงแบบที่เราอยากเป็น ก็คือตัวละครที่มีความสามารถทางการต่อสู้ป้องกันตัว แบบ ซากิ อาซามิยา ใน SUKEBAN DEKA (สิงห์สาวนักสืบ) หรือนางเอก SERENITY (2005, Joss Whedon) และมีไหวพริบในการเอาตัวรอดแบบ MacGyver น่ะ เพราะฉะนั้นตัวละครนางเอกแบบใน THE HUNT และใน YOU'RE NEXT (2011, Adam Wingard) ก็เลยเข้าทางเรามากที่สุด

2. ชอบที่หนังเรื่องนี้เป็นเหมือนหนังที่ฝ่าย liberals ทำขึ้นมาเพื่อเสียดสีฝ่าย liberals ด้วยกันเอง คล้ายๆหนังแบบ NASTY BABY (2015, Sebastian Silva) และ WHATEVER HAPPENED TO MY REVOLUTION (2018, Judith Davis) ซึ่งเราว่ามันทำยากกว่าหนังที่ฝ่าย liberals ทำขึ้นมาเพื่อเสียดสีฝ่ายขวาจัด/อนุรักษ์นิยมน่ะ

 

UNHINGED (2020, Derrick Borte, A+30)

1. ดูแล้วอินมาก รู้สึกว่าตัวผู้ร้ายมันน่ากลัวจริง มันเป็นคนที่สติขาดผึงแล้วพร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

2.ชอบการคุยกันถึงคำศัพท์ precarious ตอนต้นเรื่อง

3.ดูแล้วนึกถึง DUEL (1971, Steven Spielberg) กับ THE HITCHER (2007, Dave Meyers) ที่พูดถึงคนบ้าบนท้องถนนเหมือนกัน

 

ห้วงยามแห่งความพ่ายแพ้ (2020, Pawat Kantawirud, 19min, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1.ชอบตัวเนื้อเรื่องที่เลือกมาเล่ามากๆ ที่พูดถึงปัญหาในกลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าหลังเหตุการณ์ปี 1973 รู้สึกว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่แทบไม่เคยมีหนังสั้นไทยหยิบยกมาเล่า เหมือนหนังที่พูดถึงประเด็นนี้ได้ดีก็คือ THE MOONHUNTER (2001, Bhandit Rittakol)  ในขณะที่หนังไทยโดยทั่วไปแทบไม่เคยพูดถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้เลย หรือไม่ก็นำเสนอกลุ่มคนกลุ่มนี้ในแง่บวกเป็นส่วนใหญ่ (อย่างเช่น พิราบ (2017, Pasit Promnumpol), THE SPIRIT OF THE AGE (2015, Wichanon Somumjarn, documentary) และหนังสารคดีเรื่อง “รุ่งอรุณวันใหม่ในป่า” (1980, สหายรัศมี)) ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่หนังเรื่องใดจะนำเสนอภาพคนกลุ่มนี้ในแง่บวกเป็นส่วนใหญ่ เพราะคนกลุ่มนี้ก็เป็นมนุษย์ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบอยู่ในตัว เพียงแต่ว่าพอหนังเรื่องนี้นำเสนอปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นในคนกลุ่มนี้ มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น และช่วยให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังไทยเรื่องอื่นๆ

 

2.การแสดงของคุณดวงใจ หิรัญศรีในฉากที่สองที่เธอปรากฏตัวก็ดีมากๆ ดูแล้วแทบร้องไห้

 

3.ตัวละคร Pat ก็ดีมากๆ เราชอบคนแบบนี้

 

4.รู้สึกว่าหนังมันทำได้ดีพอสมควรในแง่การเป็นหนังสั้น คือเรื่องราวในหนังมันน่าจะกินเวลาหลายปี ตั้งแต่ก่อนเข้าป่าจนถึงออกจากป่า แต่หนังเลือกเล่าเรื่องทั้งหมดภายในไม่กี่ซีน และในช่องว่างระหว่างซีนมันมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเยอะมาก (เราไม่ได้เห็นการหนีเข้าป่า, ความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นำไปสู่ข้อกล่าวหา, การฆ่าตัวตาย, การออกจากป่า) คือหนังมันกระโดดข้ามเหตุการณ์สำคัญไปเยอะ แต่เราก็ดูรู้เรื่องหมดเลย เพราะเหมือนหนังมันจับจุดได้ดีว่าควรเล่าตรงไหนบ้าง

 

อย่างไรก็ดี ความเป็นหนังสั้นเพียง 19 นาที ก็ทำให้หนังดู “ไม่สมบูรณ์เล็กน้อย” อยู่เหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่ามันดูเร็วเกินไป หรือดูยัดเยียดเกินไป ที่ตัวอิฐมีอาการคล้ายๆสติแตกในออฟฟิศตอนท้ายเรื่องน่ะ คือถ้าหากเราได้เห็น “ชีวิตการทำงาน”, “แรงกดดันในการทำงาน” หรือ “แรงกดดันในการหลอกลวงลูกค้า” มากกว่านี้ เราก็จะเข้าใจอาการสติแตก หรือ “ความไม่อยากจะโกหกลูกค้า” หรือ “ความไม่อยากจะอยู่เป็นอีกต่อไป” หรืออะไรทำนองนี้ของอิฐได้มากขึ้นในช่วงท้าย แต่พอหนังไม่ได้ปูความกดดันในการทำงานของอิฐมาก่อนหน้านี้มากนัก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอิฐในช่วงท้ายของหนังก็เลยดูเร็วเกินไปนิดนึง

 

5.รู้สึกว่าด้าน mood and tone ของหนังก็ยังไม่ได้ทรงพลังมากนะ แต่ก็เข้าใจดีแหละว่าพอเป็นหนัง ICT ที่ทุกคนต้องทำหนังจบแบบเดี่ยวๆ มันก็ยากที่หนังจะสมบูรณ์แบบไปซะทุกด้านได้ 555 เพราะคนแต่ละคนมันจะให้เก่งไปทุกด้านมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่หนังเรื่องนี้เราก็ชอบมากอยู่ดี เพราะมันเลือกเนื้อเรื่องที่นำมาเล่าได้น่าสนใจดี ถึงแม้องค์ประกอบด้านอื่นๆอาจจะไม่ได้ถึงขั้นยอดเยี่ยมก็ตาม

 

6.อีกจุดที่ชอบมากก็คือว่า ถึงแม้หนังมันจะพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่ปัญหาที่คล้ายๆกับในหนังก็ยังคงเป็นปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะเราว่าฝ่ายซ้ายและฝ่าย liberal หลายคนในปัจจุบัน ก็พบว่าคนอื่นๆที่ดูเหมือนอยู่ฝ่ายเดียวกับตน ก็อาจจะไม่ได้มี “อุดมการณ์ที่ตรงกับตน” ซะทีเดียว เหมือนแต่ละคนก็จะมีอุดมการณ์ที่เหมือนกันบ้างและแตกต่างกันบ้างในแต่ละประเด็น เราว่าประเด็น “ความผิดหวังที่มีต่อคนฝ่ายเดียวกัน” มันยังคงเป็นประเด็นที่ relevant มากในปัจจุบัน

 

7. อีกประเด็นที่ยังคง relevant มากในปัจจุบัน ก็คือประเด็นที่ว่า “เราจะเลือกพูดความจริงหรือไม่” ในแต่ละสถานการณ์ด้วย เราจะพูดโกหกเพื่อให้ตัวเองรอดชีวิตหรือไม่, เราจะพูดโกหกเพื่อปลอบใจคนอื่นหรือไม่ และสิ่งที่เราพูดเพื่อจูงใจลูกค้า ถือเป็นการโกหกหรือไม่ อะไรทำนองนี้

 

อย่างเราเอง ถ้าหากเราเป็น Pat เราก็คงทำแบบ Pat นะ เราเข้าใจว่า Pat ไม่ได้ลวนลามใคร (ถึงแม้หนังจะไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเขาผิดจริงหรือเปล่า) และถ้าหากเขาไม่ได้ลวนลามใคร เขาก็ทำถูกต้องแล้วที่ไม่ยอมโกหก

 

แต่ถ้าหากเราเป็นอิฐ เราก็อาจจะทำตรงกันข้ามกับอิฐ 555 เราอาจจะบอกแม่ของ Pat ไปตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราอาจจะเลือกทำงานในออฟฟิศต่อไป เพราะเรารู้สึกว่าการพูดจูงใจลูกค้าไม่ใช่การโกหกที่เลวร้ายมากเกินไป อย่างไรก็ดี เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าอิฐทำอะไรผิดที่เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเราในสถานการณ์ต่างๆ

 

8.อีกประเด็นที่ยังคง relevant มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ “การเลือกที่จะอยู่เป็น” ในสถานการณ์ต่างๆด้วย เราว่ามันน่าสนใจดี

 

พอดูหนังเรื่องนี้แล้ว เราลองมาคิดทบทวนตัวเองดู เราว่าเราก็เลือกที่จะ “อยู่เป็น” ในหลายๆสถานการณ์เหมือนกันนะ 555 แต่ยังดีที่เราไม่จำเป็นต้องโกหกใครเพื่อจะได้ “อยู่เป็น” แต่ส่วนใหญ่เราเพียงแค่อยู่เฉยๆและไม่แสดงความเห็นอะไรเวลาเกิดดราม่ารุนแรงต่างๆนานาเวลาฝ่ายซ้ายหรือฝ่าย liberals ตบตีกันเองน่ะ 555

 

คือจริงๆแล้วในสถานการณ์ดราม่าต่างๆหลายๆสถานการณ์ เราก็มี “ความเห็นของตัวเอง” อยู่ในใจน่ะแหละ แต่เราไม่แสดงความเห็นของตัวเองออกมา ชีวิตเราจะได้ไม่ดราม่ามากมายไปกว่านี้ “no more drama in my life” Mary J. Blige เคยกล่าวไว้ค่ะ 555

 

พอหนังเรื่องนี้พูดถึง “การอยู่เป็น” ท่ามกลางความขัดแย้ง เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากๆ เพราะมันเป็นประเด็นที่หลายๆคนในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญด้วย

Thursday, September 17, 2020

RABID DOG SPECIES

RABID DOG SPECIES พันธุ์หมาบ้า (1990, Saharat Wilainate, A+30)

 

1. ไม่เคยรู้เรื่องย่อของหนังเรื่องนี้มาก่อนเลย เห็นแต่โปสเตอร์ กับชื่อหนัง เราก็เลยเดาเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ผิดหมดเลย 555

คือก่อนเข้าไปดู เรานึกว่าหนังเรื่องนี้คงออกมาแนวเดียวกับ "ต้องปล้น" (1990, ชูชัย องอาจชัย) หรือ BAISE-MOI (2000, Virginie Despentes, Coralie Trinh-Thi) น่ะ เราเดาว่าคงเป็นเรื่องของสองหนุ่มที่มาเจอกัน แล้วกลายเป็นอาชญากร ทำอะไรที่รุนแรงบ้าระห่ำมากๆ

 

พอเข้าไปดูหนัง ช่วง 5 นาทีแรกเราก็ยังคงนึกว่า หนังมันจะออกมาแบบนั้น นึกว่าตัวละครมันต้องมารวมหัวกันทำอะไรที่รุนแรงมากแน่ๆ ปรากฏว่ามันไม่ทำแบบนั้นสักที ตัวละครมันใช้ชีวิตเรี่ยราด เมาหยำเป สำมะเลเทเมาไปเรื่อยๆตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เราก็เลยชอบหนังอย่างสุดๆ เพราะมันผิดไปจากที่เราคาดไว้มากๆ 555

 

2.ชอบที่หนังไม่ได้เน้นตัวละครเอกแค่สองคนด้วย แต่เหมือนหนังค่อนข้างเกลี่ยบท ให้ความสำคัญกับตัวละครชายคนอื่นๆในกลุ่มมากกว่าที่คาด

 

3.สาเหตุนึงที่ทำให้เราชอบหนังเรี่องนี้มากๆ คือสาเหตุเดียวกับที่ทำให้เราชอบหนังเรื่อง EDEN (2014, Mia Hansen-Love, France) อย่างสุดๆ เพราะเรารู้สึกว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของตัวละครในระยะเวลาหลายปีแบบ "ปล่อยไปเรื่อยๆ" น่ะ แทนที่จะพยายามบิดเบือนชีวิตมนุษย์ให้เข้ากับโครงสร้างแบบ 3 องก์เหมือนหนังทั่วไป หรือพยายามสร้างเหตุการณ์ดราม่ารุนแรงเพื่อเร้าอารมณ์ผู้ชมแบบหนังทั่วไป หรือพยายาม manipulate อารมณ์ผู้ชมให้เป็นเส้นกราฟขึ้นๆลงๆตามแบบหนังทั่วไปน่ะ

 

เรารู้สึกว่าวิธีการเล่าชีวิตตัวละครแบบ "ไม่เค้น ไม่ดราม่ารุนแรง ปล่อยไหลไปเรื่อยๆ" แบบใน พันธุ์หมาบ้ากับใน EDEN มันดูสมจริงดีน่ะ แน่นอนว่ามันไม่ "สนุก" แบบหนังสูตรสำเร็จเรื่องอื่นๆ แต่วิธีการแบบนี้มันช่วยให้เราเห็นภาพชีวิตตัวละครได้อย่างสมจริงมากขึ้น เพราะชีวิตมนุษย์จริงๆหลายๆคนมันก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ "ไคลแม็กซ์เดียว" เป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตอยู่แล้ว แต่เป็นชีวิตที่อาจจะไหลไปเรื่อยๆ เจอปัญหาใหญ่บ้างเล็กบ้างสลับกันไปเรื่อยๆ

 

4.สาเหตุสำคัญอีกอันที่ทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ก็คือว่า เรารู้สึกว่าชีวิตของตัวละครในหนังมันแตกต่างจากหนังไทยทั่วไปที่เราได้ดูมาน่ะ เพราะมันดูเป็นปุถุชนคนธรรมดามากๆ มันไม่มีความเป็น hero อยู่ในตัวเลย มันไม่ได้เป็นนักศึกษาหนุ่มที่อยากออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท, มันไม่ได้มีคุณธรรมแบบตัวละครที่มักแสดงโดยสรพงษ์ ชาตรี, มันไม่ได้ซื่อแบบ “บุญชู” และมันก็ไม่ได้มีความเป็น “ผู้ร้าย” ชัดๆด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้มันดู “ใกล้” เรามากกว่าหนังไทยเรื่องอื่นๆที่ออกมาในยุคเดียวกัน โดยความ “ใกล้” ในที่นี้หมายถึงความที่มันดูเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้มีความดีงามโดดเด่น, ไม่ได้มีความเลวร้ายโดดเด่น และดูเหมือนไม่ได้มีเหตุการณ์ “ไคลแมกซ์” ในชีวิต

 

ซึ่งจริงๆแล้วเหตุการณ์ในชีวิตของตัวละครบางตัวมันก็รุนแรงนะ อย่างเช่นการฆ่าคนตาย หรือการนอกใจแฟน แต่เหมือนหนังไม่ได้พยายามบีบเค้นเอาอารมณ์จากเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้นน่ะ หนังทำเหมือนกับว่าเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้นเป็น “หนึ่งในมรสุมชีวิต” ที่พัดเข้ามา แล้วก็จะพัดออกไป

 

5.ดูแล้วทำให้นึกถึงชีวิตตัวเองมากๆด้วย คือเราอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตแบบตัวละครในหนัง แต่การใช้ชีวิตแบบไม่เป็นโล้เป็นพายของตัวละคร ทำให้เรานึกถึงตัวเองในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 มากๆ อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า เราเคยเสพติดการเที่ยว DJ Station อย่างรุนแรง มีบางเดือนเราชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนไม่พอใช้ ต้องเอาของไปเข้าโรงจำนำ ต้องหยิบยืมเงินเพื่อนๆมาใช้ 

https://www.facebook.com/photo?fbid=10223870150765037&set=a.10223045281543822

 

พอได้ดู “พันธุ์หมาบ้า” เราก็เลยนึกถึงตัวเอง มันเหมือนตัวละครในพันธุ์หมาบ้ารักการกินเหล้าริมชายหาดมากๆ มากจนไม่ได้ตั้งใจทำงานหาเงินอย่างขยันหมั่นเพียรเหมือนคนทั่วๆไป ซึ่งก็เหมือนกับเราเมื่อ 25 ปีก่อนที่เสพติดการเที่ยวเธค มันเหมือนเป็นช่วงชีวิตของคนวัยหนุ่มสาวที่หลงติดกับความสุขบางอย่างมากเกินไป แต่ในที่สุดสภาพสังขารและเงื่อนไขต่างๆในชีวิตก็จะบีบให้เราต้องกลับมาตั้งใจทำงานหาเงินในที่สุด

 

ขอนอกเรื่องต่ออีกนิด คือนอกจาก “พันธุ์หมาบ้า” แล้ว fiction ของไทยอีกอันนึงที่เรารู้สึกว่าบันทึกช่วงชีวิตของเราในทศวรรษ 1990 ได้ดีที่สุด ก็คือละครทีวีเรื่อง “จุดนัดฝัน”  (1995, อิสริยะ จารุพันธ์) ที่เป็นเรื่องของหนุ่มสาวที่เพิ่งจบมหาลัย และเข้ามาทำงานในระบบทุนนิยมในสาขาอาชีพต่างๆกันไป และก็พบกับความผิดหวังมากมายในชีวิต

 

คือมองเผินๆแล้ว “จุดนัดฝัน” กับ “พันธุ์หมาบ้า” เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกันน่ะ พันธุ์หมาบ้าเหมือนจะพูดถึงกลุ่มคนที่ไม่ยอมเข้าทำงานในระบบทั่วไป ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ หรือเป็นลูกจ้างบริษัท แต่เน้นกินเหล้าริมชายหาดไปเรื่อยๆ หรือเปิดร้านขายของกิ๊กก๊อกไปเรื่อยๆ ส่วนจุดนัดฝันพูดถึงหนุ่มสาวที่เข้าไปทำงานในระบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นหนังกับละครสองเรื่องนี้ก็เลยเหมือนพูดถึงคนที่เลือกเส้นทางชีวิตที่ดูเหมือนตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงในทศวรรษ 1990

 

แต่เราดูหนัง+ละครสองเรื่องนี้แล้วกลับเห็นตัวเองในทั้งสองเรื่อง 555 เพราะเราก็ทำงานออฟฟิศตั้งแต่ปี 1995 และเราก็เสพติดการเที่ยวเธคอย่างรุนแรงด้วย เพราะฉะนั้นหนัง+ละครทีวีสองเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง “ชีวิตการทำงาน” และ “ชีวิตที่เสพติดความสำราญ” ของตัวเองในทศวรรษ 1990 ควบคู่กันไป