Sunday, January 22, 2017

THE ATTIC (2017, Chanaphon Rinla, B+ )

THE ATTIC (2017, Chanaphon Rinla, B+ )

ถ้าเทียบกับหนังไทยเรื่องอื่นๆที่เข้าฉายเฉพาะที่ “เมเจอร์ สำโรง” ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา THE ATTIC ก็ถือว่า “ดีกว่ามาตรฐาน” นะ เพราะมันเป็นหนังที่การถ่ายทำดูมีความตั้งใจจริงจังพอสมควรในระดับนึงน่ะ แต่เราก็ไม่ได้ชอบมากนัก เพราะเราว่าพล็อตหนังขาดความคิดสร้างสรรค์อย่างมากๆ คือพล็อตหนังดูแล้วแทบไม่มีอะไรใหม่เลย และพอพล็อตหนังมันน่าเบื่ออย่างนี้ ถึงแม้การถ่ายทำมันจะไม่ชุ่ย หนังมันก็ออกมาไม่น่าประทับใจอยู่ดี

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่า เราว่าหนังมัน “ตอบสนองตัณหาของผู้ชายฝรั่ง” มากกว่า “ตอบสนองตัณหาของผู้ชายชนชั้นกลางไทย” น่ะ หนังมันก็เลยออกมาแตกต่างจากหนังไทยเมนสตรีมเรื่องอื่นๆ เพราะผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ เป็น
”ผู้หญิงผิวคล้ำที่เน้นความเซ็กซี่ กล้ามีเซ็กส์ และมีความสุขกับเซ็กส์” ในขณะที่หนังไทยเมนสตรีมหลายเรื่องชอบสร้างภาพนางเอกเป็น “ผู้หญิงผิวขาว ไม่ค่อยกล้ามีเซ็กส์” เราก็เลยชอบที่ THE ATTIC ฉีกตัวเองออกมาผ่านทางภาพลักษณ์ของผู้หญิงในเรื่อง และแน่นอนว่าเรา identify ตัวเองกับนางเอกที่ “ผิวคล้ำ กล้ามีเซ็กส์ และมีความสุขกับเซ็กส์” แบบในหนังเรื่องนี้ มากกว่านางเอกในหนังไทยหลายๆเรื่องในยุคปัจจุบัน

Tuesday, January 17, 2017

LIVE BY NIGHT (2016, Ben Affleck, A+30)

LIVE BY NIGHT (2016, Ben Affleck, A+30)

1.รู้สึกว่ามันเป็น ชีวิตมนุษย์ดี 555 คือตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นหนังฟิล์มนัวร์ หนังแก๊งสเตอร์ แต่ไปๆมาๆรู้สึกว่าชีวิตตัวละครมันไปเรื่อยๆ ของมันเองดี และไม่รู้ว่าเป็นเพราะ Ben Affleck กำกับดีหรือกำกับไม่ดี คือดูๆไปแล้วเราแทบเชื่อว่ามันสร้างจากเรื่องจริง มากกว่ามันจะสร้างจากนิยายน่ะ

มันเหมือนกับว่าในหนังที่ผู้กำกับมีฝีมือจัดจ้าน อย่าง Francis Ford Coppola, Martin Scorsese, Michael Man, Paul Thomas Anderson, James Gray เวลาดูหนังของผู้กำกับกลุ่มนี้ บางทีเราเพ่งความสนใจไปที่เทคนิคทางภาพยนตร์น่ะ ดูการตัดต่อ, การเคลื่อนกล้อง, การออกแบบซีน และถึงแม้ว่าหนังบางเรื่องของผู้กำกับกลุ่มนี้สร้างจากเรื่องจริง แต่เวลาดูหนังเราจะรู้สึกถึงความเป็นภาพยนตร์ของมันอยู่ตลอดเวลา คือเราดู วิธีการถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นภาพยนตร์มากกว่าที่จะดู ชีวิตมนุษย์ในหนังบางเรื่องของผู้กำกับกลุ่มนี้น่ะ

แต่ใน LIVE BY NIGHT มันเหมือนกับว่า Ben Affleck ไม่มีอะไรเด้งเข้าตาเราในเรื่องสไตล์การกำกับเลย เหมือนกับว่าเขาเล่าเรื่องไปเรื่อยๆอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีเทคนิคแพรวพราวน่าจดจำอะไรทั้งสิ้นในทาง cinematic แต่ปรากฏว่าการทำเช่นนี้ทำให้เรามองข้ามเทคนิคทางภาพยนตร์ และรู้สึกผูกพันกับตัวละครมากขึ้นในฐานะมนุษย์ 555

ก็เลยไม่รู้ว่า Ben Affleck กำกับดีหรือไม่ดี บางทีเขาอาจจะกำกับไม่ดีก็ได้ แต่ การขาดสไตล์จัดจ้านในหนังเรื่องนี้กลับทำให้เราชอบหนังอย่างรุนแรงมาก ในขณะที่ การขาดสไตล์จัดจ้านใน KING COBRA (2016, Justin Kelly) กลับทำให้เรารู้สึกว่าหนังบกพร่อง

จริงๆแล้ว Ben Affleck ก็ไม่ใช่ผู้กำกับที่มีเทคนิคแพรวพราวในสายตาของเราอยู่แล้วนะ เพราะ GONE BABY GONE (2007, Ben Affleck) เราก็ชอบมากที่ attitude ของหนัง ไม่ได้ชอบที่ฝีมือการกำกับ ส่วน ARGO (2012, Ben Affleck) เราก็ชอบเพราะหนังมันดูสนุกมากสำหรับเรา ส่วน LIVE BY NIGHT นั้น เราไม่ได้ชอบที่ attitude หรือความสนุก แต่ชอบเพราะมันรู้สึกว่าชีวิตของตัวละครมันไปเรื่อยๆดี

2.ความรู้สึกที่ว่าชีวิตของตัวละครมันไปเรื่อยๆ เป็นเพราะว่า scope ของชีวิตตัวละครมันค่อนข้างกว้างกว่าหนังฟิล์มนัวร์ทั่วไปด้วยแหละ คือถ้าหากเป็นหนังฟิล์มนัวร์ทั่วไป หนังอาจจะเล่าแค่องก์แรกของเรื่องนี้ ที่เป็นเรื่องพระเอกแอบเป็นชู้กับเมียเจ้าพ่อ (ลองนึกถึง RUINED HEART: ANOTHER LOVE STORY BETWEEN A CRIMINAL & A WHORE ของ Khavn de la Cruz) หรือถ้าหากเป็นหนังแอคชั่นทั่วไป หนังอาจจะเจาะแค่องก์สุดท้ายของเรื่องนี้ ที่เป็นการยิงถล่มกันอย่างรุนแรง (ลองนึกถึง SMOKIN’ ACES ของ Joe Carnahan)

แต่เรารู้สึกชอบที่หนังเรื่องนี้มันครอบคลุมชีวิตตัวละครนานหลายปี และตัวละครเจออุปสรรคที่เราคาดไม่ถึงมาก่อน นั่นก็คือพวก Klu Klux Klan และนักเทศน์หญิง คือปกติในหนังแก๊งสเตอร์ เราจะเจอแค่ความขัดแย้งระหว่างแก๊งมาเฟียด้วยกัน และแก๊งมาเฟียกับตำรวจ แต่ในหนังเรื่องนี้เราเจอกับพวก Klu Klux Klan, ความเชื่อเรื่องศาสนา, ความขัดแย้งระหว่างชาวไอริชกับชาวอิตาลี, ความขัดแย้งระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ และความรักข้ามสีผิวด้วย เราก็เลยรู้สึกชอบมากที่หนังแก๊งสเตอร์เรื่องนี้มันดูครอบคลุมอะไรมากกว่าหนังแก๊งสเตอร์เรื่องอื่นๆที่เราเคยดูมา

3.ชอบตัวละครนำหญิงทั้งสามตัวอย่างรุนแรงมากๆ ชอบทั้ง Loretta Figgis (Elle Fanning) ที่มีความเชื่อทางศาสนาอย่างแรงกล้าในแบบของตัวเอง, Graciela (Zoe Saldana) ที่มีความรักข้ามสีผิว และที่ชอบที่สุดคือ Emma Gould (Sienna Miller) ที่เป็นหนึ่งในตัวละครสุดโปรดของเราไปเลย คือตอนแรกเธอดูเหมือน femme fatale ทั่วไป แต่ฉากที่เธอระบายความรู้สึกที่ว่า เธอถูกคนอื่นๆดูหมิ่นเหยียดหยามมาตลอดชีวิต นี่เป็นฉากที่ทำให้ตัวละครตัวนี้ได้ใจเราไปเลย และฉากท้ายๆของเธอก็ทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหละชีวิตมนุษย์มากๆ

THE BYE BYE MAN (2017, Stacy Title, A+25)

1.ฉากเปิดสุดตีนมาก ชอบฉากเปิดมากๆ แต่พอหลังฉากเปิด มันก็เริ่มกลายเป็นหนังสยองขวัญวัยรุ่นธรรมดา

2.ชอบการที่ฆาตกรแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ต่างก็หลงนึกว่า ตัวเองกำลังทำดี หรือตัวเองกำลังช่วยกอบกู้โลกอยู่

3.ชอบแคสติ้งหนังเรื่องนี้ที่เหมือนเอาใจผู้ชมสามวัย 555 คือเอาใจวัยรุ่นด้วยนักแสดงวัยรุ่น, เอาใจผู้ชมวัยสามสิบด้วย Carry-Ann Moss และเอาใจผู้ชมวัย 40 กว่าปีขึ้นไปด้วย Faye Dunaway

Sunday, January 15, 2017

SCHOOL TALES (2017, Pass Patthanakumjon, A+30)

SCHOOL TALES (2017, Pass Patthanakumjon, A+30)
เรื่องผีมีอยู่ว่า

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.จุดแรกที่ชอบมากๆเลยก็คือหนังแทบไม่มีอารมณ์ตลกเลย หนังเรื่องนี้ก็เลยเข้าทางเรามากๆ เพราะโดยปกติแล้วเรามักจะไม่รู้สึกตลกกับมุกตลกในหนังไทยหลายๆเรื่องน่ะ หรือมักจะรู้สึกว่าโทนตลกในหนังไทย+หนังเอเชียหลายๆเรื่องมันไม่ถูกปากถูกลิ้น หรือไม่ตรงกับรสนิยมส่วนตัวของเราสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะโทนตลกใน “มหาลัยเที่ยงคืน” (2016, A+15) และโรงเรียนผี (2016, Manusnun Pongsuwan, B+ ) เราก็เลยชอบมากๆที่ SCHOOL TALES เหมือนเข้าโทนซีเรียสตั้งแต่ช่วงแรกๆของหนังเลย และหนังก็ไม่พยายามแทรกอารมณ์ตลกเข้ามาในเรื่องเลยด้วย

2.เหมือนเราชอบการทวีความซีเรียสในช่วงแรกๆของหนังมากน่ะ คือหนังมันเริ่มซีเรียสตั้งแต่การเล่าเรื่องผี 3 เรื่องติดกันแล้ว แล้วหนังก็แสดงให้เห็นเลยว่า เมย์กับครีมมีเรื่องผิดใจกันอย่างรุนแรง และท็อปกับเน็ตก็มีเรื่องผิดใจกันอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นในช่วงแรกๆของหนัง เราก็เลยเผชิญกับความเครียดทั้งจากผี และความเครียดที่เกิดจากความเกลียดชังกันในจิตใจของตัวละครแต่ละตัวด้วย และเราชอบอะไรแบบนี้มากๆ คือเราต้องกลัวทั้งผี และกลัวทั้งคนไปด้วยในขณะเดียวกัน เพราะเราคาดเดาไม่ได้ว่า ตัวละครตัวไหนจะแอบวางแผนฆ่าเพื่อนคนไหนอะไรยังไงด้วย

3.มันเหมือนกับว่า ตั้งแต่ช่วงแรกของหนัง เราก็เห็นแล้วล่ะว่า หนังเรื่องนี้เข้าทางเรามากกว่าหนังผีไทยหลายๆเรื่อง เพราะมันคิดตัวละครมาดีมากๆน่ะ คือเรารู้สึกเลยว่า ตัวละครแต่ละตัวมันมีชีวิตของมันมาก่อนหนังเริ่มเรื่อง และมันดูเป็นธรรมชาติ ดูเป็นมนุษย์มากกว่าตัวละครเด็กวัยรุ่นในหนังผีไทยหรือหนังโรแมนติกไทยหลายๆเรื่องอีก

คือเรารู้สึกว่า ในหนังผีไทยหลายๆเรื่อง ตัวละครเหมือนกับเป็น “ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เจอผี พร้อมกับตอบสนองความต้องการของผู้ชมแต่ละกลุ่ม” แต่ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครเหมือนกับเป็น “เด็กวัยรุ่นที่มีชีวิตของตัวเอง แต่อยู่ๆก็ต้องมาเจอผีในช่วงหนึ่งของชีวิต” เราก็เลยชอบการออกแบบตัวละครในหนังเรื่องนี้มากๆ

4.ชอบที่หนังมันเหมือนตั้ง “เกม” ขึ้นมาใหม่ พร้อมกับวางกฎกติกาในการเล่นเกมนั้นๆน่ะ และเราชอบหนังที่มีลักษณะเหมือนการเล่นเกมแบบนี้

5.ตัวประเด็นของมันก็น่าสนใจมากๆ ที่โยงผีเข้ากับ “ความเชื่อ” หรือ “อานุภาพของความเชื่อและเรื่องเล่า”

สิ่งที่หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ทำให้เรานึกถึงก็คือความจริงที่ว่า ในโลกทุกวันนี้ คนเราก็ฆ่ากันมากมายเพราะ “ความเชื่อ” ที่จริงๆแล้วอาจจะไม่ได้เป็นความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนคนเราถูกบอกให้เชื่อในสิ่งนึง แล้วก็เลือกที่จะเชื่อตามที่คนอื่นๆบอกมา แล้วก็ออกไปฆ่าคน, ทำร้ายคน หรือกดขี่คนอื่นๆเพราะความเชื่อนั้นๆ ทั้งที่จริงๆแล้วสิ่งที่คุณเชื่ออาจจะไม่ได้เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย

6.ชอบประโยคช่วงท้ายที่โอมพูดมากๆ ที่บอกว่า “เราจะไม่ลืมสิ่งที่คนอื่นๆทำกับภาวดี และจะไม่ลืมสิ่งที่ภาวดีทำกับปัน” เราว่ามันจริงดี

คือถ้าหากเป็นในหนังทั่วๆไปที่พยายามจบแบบอารมณ์สมานฉันท์ ทุกคน happy ให้อภัยกัน โอมจะไม่พูดว่า “จะไม่ลืมสิ่งที่ภาวดีทำกับปัน” น่ะ และเราว่าอารมณ์แบบนี้มันไม่ใช่เรา มันเป็นการเกลื่อนๆความจริงเพื่อความ fake ทางอารมณ์ในภาพยนตร์ในหนังทั่วๆไปน่ะ แต่โชคดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ตกหลุมพรางนี้ เราก็เลยชอบมากๆ

7.ตั้ว เสฏฐวุฒิ อนุสิทธิ์ เล่นดีมากๆ

8.ฉากจับมือกันในห้องวิทย์ จริงๆแล้วเราไม่อินหรือไม่ identify ตัวเองกับตัวละครในฉากนี้เลยน่ะ แต่ทำไมดูแล้วนึกถึงอดีตของตัวเองตอนแอบชอบรุ่นพี่หนุ่มหล่อคนนึงในโรงเรียนมัธยมก็ไม่รู้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉากนี้ถึง bring back memories ของเราได้อย่างรุนแรงมากๆ ทั้งๆที่เนื้อหาของฉากมันไม่ได้ใกล้เคียงกับอดีตของเราแต่อย่างใด แต่บางทีอาจจะเป็นที่ “อารมณ์ความรู้สึก” ของฉากก็ได้ ที่มันทำให้เรานึกถึงอดีตขึ้นมา

ประหลาดดีที่เราเคยดูหนังโรแมนติกของไทยมาเป็นร้อยๆเรื่อง แต่มันไม่สามารถ bring back romantic memories ของเราได้เลย แต่การดูหนังผีเรื่องนี้ กลับสามารถ bring back romantic memories ของเราได้

9.ถึงเราจะชอบหนังในระดับ A+30 แต่จริงๆแล้วก็มีจุดที่ “ไม่เข้าทางเรา” หลายจุดนะ อย่างเช่น เรารู้สึกว่าผีแต่ละตัวถูกปราบง่ายเกินไปจนไม่ “สนุกสุดขีด” น่ะ

คือ concept หนังมันดีมากแล้ว แต่การปราบผีแต่ละตัวมันดูง่ายๆเกินไปยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะถ้าหากเทียบกับหนังอย่าง BEFORE I WAKE (2016, Mike Flanagan) คือที่เรานึกถึง BEFORE I WAKE ขึ้นมาเป็นเพราะว่า การปราบผีใน BEFORE I WAKE ก็ต้องอาศัย “การสืบหาความจริงที่ต้นตอของปัญหา” เหมือนกัน แต่ BEFORE I WAKE เหมือนยังมีภาวะที่ตัวละครเผชิญความยากลำบากในระดับหืดขึ้นคอก่อนจะคลี่คลายปัญหาได้ และตัวละครสำคัญบางตัวก็ถูกฆ่าตายด้วย แต่ใน SCHOOL TALES นั้น มันยังไม่เกิดภาวะ “หืดขึ้นคอ” ในระดับที่รุนแรงจริงๆน่ะ และตัวละครก็รอดชีวิตกันเกือบหมด คือถ้าหากหนังจบลงด้วยการที่ตัวละครรอดชีวิตแค่คนเดียว แทนที่จะจบลงด้วยการที่ตัวละครตายแค่คนเดียว บางทีหนังอาจจะสนุกหรือเข้าทางเรามากกว่านี้ก็ได้

10.อีกจุดที่เราว่าน่าเสียดาย ก็คือว่า จริงๆแล้วเนื้อเรื่องของผีแต่ละตัว มันมี “ความเจ็บปวด” อย่างรุนแรงมากๆอยู่ในนั้นน่ะ แต่พอมันเป็นหนังผี หนังก็เลยไม่สามารถสะท้อนความเจ็บปวดของตัวละครยักษ์, ภาวดี และบรรณารักษ์ออกมาได้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วตัวละคร 3 ตัวนี้มีชีวิตที่เจ็บปวดสุดขีดมากๆ โดยเฉพาะตัวบรรณารักษ์นี่นึกถึงสปัน เสลาคุณเลย

แต่เราไม่ตำหนิผู้กำกับในจุดนี้นะ เราว่ามันเป็นเรื่องเงื่อนไขทางการตลาดน่ะ คือพอมันเป็นหนัง mainstream ของไทยที่ทำขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ชมในวงกว้าง หนังก็เลยไม่สามารถสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของตัวผู้กำกับหรือผู้เขียนบทได้อย่างเต็มที่น่ะ

แต่จริงๆแล้วเนื้อหาของหนังเรื่องนี้มันสามารถนำไปพัฒนาเป็นหนังที่อาร์ตกว่านี้ได้สบายๆเลย คือสมมุติหนังไปเน้นที่ความเจ็บปวดของภาวดี, บรรณารักษ์ และยักษ์ เราก็อาจจะได้หนัง drama ที่รุนแรงมากๆก็ได้

11.อีกจุดที่เราสงสัยก็คือว่า บางทีการที่หนังเรื่องนี้ไปไม่สุดในความเห็นของเรา อาจจะเป็นเพราะว่า มันเชื่อในวิทยาศาสตร์มากเกินไปหรือเปล่า 555 คือหนังเรื่องนี้ตั้งกรอบกฎเกณฑ์กติกาเกี่ยวกับผีขึ้นมาใหม่ และพยายามแก้ไขปัญหาผีแต่ละตัวอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากพอสมควรน่ะ มันดูเหมือนมีการใช้หลักเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์เข้ามาคลี่คลายปัญหาในหนังเรื่องนี้มากกว่าหนังผีโดยทั่วๆไป ซึ่งในแง่นึงมันก็เป็นสิ่งที่ดีมาก

แต่ในอีกแง่นึง เราก็เชื่อว่ามนุษย์มัน “น่าสนใจ” และ “น่ากลัว” เพราะมนุษย์บางคนมันทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หรือ “ไม่มีทางเข้าใจได้” หรือ “อธิบายไม่ได้” น่ะ และพอหนังเรื่องนี้ใช้หลักเหตุผลเข้ามาแก้ปัญหาได้หมด หนังมันก็เลยไม่น่ากลัวแบบรุนแรงสำหรับเรา ในขณะที่หนังบางเรื่องมันเหมือนแตะ “ความไร้เหตุผลของมนุษย์และจักรวาล” หรือ “อำนาจมืดที่อยู่นอกเหนือคำอธิบายใดๆ” น่ะ และหนังกลุ่มหลังนี้มันก็เลยน่ากลัวอย่างรุนแรง เพราะมันแตะ “สิ่งที่อธิบายไม่ได้” ในขณะที่ SCHOOL TALES มันทำให้ “ผีเป็นสิ่งที่อธิบายได้”

12.ขอจบด้วยจุดที่เราชอบมากๆอีกจุดนึงในหนังก็แล้วกัน นั่นก็คือจุดที่ว่า ปัญหาหลายอย่างแก้ได้ด้วยการบอกความจริงและการสารภาพผิดน่ะ ทั้งปัญหาขัดแย้งระหว่างเมย์กับครีม ที่แก้ไขได้ด้วยการขอโทษ และปัญหาระหว่างโอมกับบรรณารักษ์ ที่แก้ไขได้ด้วยการสารภาพผิด

เพราะเราก็เชื่อเหมือนกันว่า ถ้าหากเราสารภาพผิดหรือพูดความจริงออกไป มันจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดน่ะ เราก็เลยชอบที่หนังเรื่องนี้นำวิธีนี้มาใช้แก้ปัญหาให้กับตัวละครบางตัวในเรื่อง


Wednesday, January 11, 2017

FILMS I MIGHT SEE IN THE WORLD FILM FESTIVAL OF BANGKOK

  1. AMERICAN HONEY
  2. AUTUMN WITHOUT BERLIN
  3. BARAKAH MEETS BARAKAH
  4. THE BLACK HEN
  5. BODY
  6. THE CLAN
  7. DEATH OF A FISHERMAN
  8. THE DEBT
  9. DIAMOND ISLAND
  10. DIRTY ROMANCE
  11. ELLE
  12. FATIMA
  13. FIRE AT SEA
  14. 5 TO 9
  15. FUNDAMENTALLY HAPPY
  16. GABO
  17. THE HIGH PRESSURES
  18. KEBAB & HOROSCOPE
  19. MARRIAGE ITALIAN STYLE
  20. MRS.
  21. MUSHROOM
  22. PHANTOM BOY
  23. RACING EXTINCTION
  24. RAILWAY SLEEPERS
  25. THE ROMANTIC EXILE
  26. SELF MADE
  27. SNAKESKIN
  28. STAYING VERTICAL
  29. THE SWEET PLACE
  30. SWORN VIRGIN
  31. THITHI
  32. 2NIGHT
  33. WHERE THERE IS SHADE
  34. WIENER DOG
  35. THE WIND JOURNEYS

Tuesday, January 10, 2017

PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot, 70min, A+30)

หนังที่ได้ดูในงานบางแสนรามาในวันที่ 9 ธ.ค. 2016

1.PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot, 70min, A+30)

รู้สึกว่าทีมสร้างหนังกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2016 เพราะหนังเรื่อง “รำพัน” (2016, Somchai Tidsanawoot, 21min) และ PUSSY’S THRONE (2016, Sukrit Wongsrikaew, 36min) ของทีมนี้ ก็เป็นหนังที่เราชอบสุดๆเช่นกัน จริงๆแล้วเราว่าหนัง 3 เรื่องนี้ฉายเป็นไตรภาคชุดเดียวกันได้เลย เพราะทั้งสามเรื่องเป็นหนังที่มีบรรยากาศลึกลับหลอกหลอนที่ขลังมากๆ และทั้งสามเรื่องก็ดูเหมือนจะมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอยู่ด้วย

แต่ถ้าจะให้เราตีความอะไรต่างๆในประยูร เราก็ทำไม่ได้นะ เราไม่ใช่คนที่ถนัดในการตีความอะไรพวกนี้น่ะ เวลาดูหนังเรามักจะใช้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเราเองไป approach หนัง มากกว่าจะใช้หัวสมองตีความสัญลักษณ์ต่างๆในหนัง เพราะฉะนั้นถ้าหากจะถามว่า ประยูร ต้องการจะ “ส่งสาร” อะไร หรือประยูรเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร เราก็คงจะตอบไม่ได้ 555 คือถ้าหากจะเรียก “ประยูร” ว่าเป็น “หนังการเมือง” เราก็ประทับใจกับความเป็น “หนัง” ของมัน มากกว่าความเป็นการเมืองของมัน

ตอนดู “ประยูร” เราจะนึกถึง MUNDANE HISTORY (2009, Anocha Suwichakornpong) ด้วยนะ ในแง่ความเป็นหนังการเมืองแนวพิศวงที่เล่าเรื่องผ่านทางความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเหมือนกัน คือใน MUNDANE HISTORY มันจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ-ลูกชาย-บุรุษพยาบาล ส่วนในประยูร มันจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ปู่-พ่อ-เด็กหนุ่ม

ชอบ “ความมืด” ในหนังเรื่องนี้กับใน PUSSY’S THRONE มากๆ เราว่าผู้สร้างหนังสองเรื่องนี้ถ่ายฉากมืดๆออกมาได้ทรงพลังและมีมนต์เสน่ห์มากๆ ฉากมืดๆบางฉากในประยูรนี่ทำให้นึกถึงพลังความมืดในหนังของ Philippe Grandrieux เลย

ช่วงท้ายของหนังก็ชอบมาก ที่เป็นฉากท้องถนนโล่งๆตามจุดต่างๆในกรุงเทพในช่วงรุ่งสาง (ถ้าจำไม่ผิด) ไม่รู้เหมือนกันว่าฉากเหล่านี้สื่อถึงอะไร แต่มันทรงพลังสุดๆสำหรับเรา

สรุปว่า ประยูร เป็นหนังที่เราชอบสุดๆ แต่มันเป็นหนังที่เขียนถึงได้ยากมากๆ เพราะมันเป็นหนังที่ทรงพลังด้านภาพและบรรยากาศน่ะ และมันยากจะบรรยายพลังของหนังประเภทนี้ออกมาเป็นตัวอักษรได้ ในขณะที่ “ประเด็น” ของหนังเรื่องนี้ เราก็อาจจะไม่เข้าใจมัน ก็เลยเขียนถึงไม่ได้อีก 555

มันเหมือนกับหนังของ Andrei Tarkovsky น่ะแหละ คือเวลาเราดูหนังอย่าง MIRROR (1975), STALKER (1979), NOSTALGIA (1983) และ SACRIFICE (1986) เราจะรู้สึกว่ามันทรงพลังสุดๆ หนักที่สุดในชีวิตการแสดง แต่เราจะไม่สามารถบรรยายพลังของมันออกมาเป็นตัวอักษรได้เลย คือมันมีพลังรุนแรงบางอย่างในหนังกลุ่มนี้ แต่เราไม่รู้จะถ่ายทอดมันออกมายังไง ต้องให้นักวิจารณ์คนอื่นๆเขียน เราไม่มีปัญญาเขียน

อยากให้มีคนเขียนตำราวิเคราะห์ “หนังการเมืองไทยแนวพิศวง” มากๆ เพราะนอกจาก “รำพัน”, PUSSY’S THRONE และประยูรแล้ว หนังของ Chaloemkiat Saeyong, Anocha Suwichakornpong, Apichatpong Weerasethakul, Eakaluck Maleetipawan, Arnont Nongyao และหนังอย่าง วัฏจักรวาล (2016, Pinmanee Emtanom) ก็ดูเหมือนจะ defy explanation อย่างรุนแรงมากๆเหมือนกัน

ถ้าหากให้เราจับคู่ฉายหนังกลุ่มนี้ เราก็อาจจะจับคู่ฉาย

1.1  “รำพัน” กับ YANEE,THE GIRL WHO IS TRYING TO OVERCOME HER FEARS (2015, Anuwat Amnajkasem) เพราะทั้งสองเรื่องเป็นหนังจากม.บูรพาเหมือนกัน และสื่อสารเรื่องการเมืองผ่านทางผีสางแม่นางโกงเหมือนกัน แต่ YANEE จะติดโทนตลกหน่อยๆ ในขณะที่รำพันจะขรึมขลังกว่า และเราว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆที่ PUSSY’S THRONE กับประยูร ก็มีบรรยากาศขรึมขลังแบบรำพันเหมือนกัน เหมือนกับว่าผู้สร้างหนังกลุ่มนี้ ทำหนังที่มีบรรยากาศแบบนี้แล้วมันออกมา work มากๆน่ะ

1.2 PUSSY’S THRONE กับ UNDER THE SHADOW (2016, Babak Anvari)
เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญที่แฝงเรื่องการเมืองเอาไว้เหมือนกัน

1.3 ประยูร กับ KID-NAP หากว่าฝันไป (2014, Nutchanol Vatanakuljaras)
จริงๆแล้วหาหนังที่สามารถจับคู่กับ “ประยูร” ได้ยากมากๆ เพราะประยูรมัน unique มาก แต่เราเลือก KID-NAP เพราะว่ามันพิศวงเหมือนๆกัน, ดูแล้วงงเต๊กเหมือนกัน และมีฉากทุ่งหญ้าในความมืดเหมือนๆกัน 555

2.EVILVERDICT ยุติอธรรม (2016, อนุพงษ์ หล่อแท้, 60min, A+15)

ก่อนได้ดูหนังเรื่องนี้ เราแอบดูถูกหนังไว้ในใจว่า มันคงเป็นหนังที่ได้รับอิทธิพลจาก “ขุนพันธ์” (2016, ก้องเกียรติ โขมศิริ) น่ะ และคงเป็นแค่หนังห่ามๆ บู๊ๆ สนุกๆ เอามันส์อะไรทำนองนี้

แต่พอได้ดูหนังจริงๆแล้ว เรากลับพบว่ามันเป็นหนังที่มีประเด็นที่น่าสนใจมากๆ เพราะมันเป็น dilemma สำหรับเราน่ะ ถ้าให้เราไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตำรวจในเรื่องนี้ เราก็ตัดสินใจได้ยากเหมือนกันว่าควรจะทำยังไงดี เราควรจะฆ่าผู้ร้ายหรือไม่ หรือควรจะทำตามตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด และเราควรจะ “ตัดสิน” ตำรวจที่ทำแบบพระเอกในเรื่องนี้อย่างไรดี

เสียดายที่ execution หรือการกำกับมันยังไม่ทรงพลังมากพอน่ะ คือ “ประเด็น” มันดีแล้ว แต่การนำเสนอประเด็นออกมาเป็น “ภาพ” หรือ “ฉาก” มันยังขาดพลังอยู่

3.BOB (2016, ภาสวุฒิ สุขบัว, 80min, A+10)

จริงๆแล้วชอบช่วงแรกๆของหนังมากๆ แต่ความชอบดิ่งลงในช่วงองก์สามหรือช่วงท้ายๆของหนังน่ะ คือเราว่าช่วงแรกๆหนังมันนำเสนอชีวิตตัวละครแต่ละตัวได้อย่างราบรื่น เป็นธรรมชาติดี แต่พอเข้าสู่ช่วงท้ายของหนัง มันก็ดูเหมือนจะพยายามทำตัวเป็น thriller ต้องมีฉากลุ้นระทึก ตื่นเต้น ฆ่ากัน หักมุม แต่เรากลับรู้สึกว่ามันฝืนมากๆที่พยายามทำตัวเป็น thriller สูตรสำเร็จแบบนั้น


คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เน้นนำเสนอชีวิตตัวละครไปเรื่อยๆเลย โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเป็น thriller เราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆก็ได้

MY LIST OF MOST FAVORITE FILMS I SAW IN 2016

MY LIST OF MOST FAVORITE FILMS I SAW IN 2016

You can read the short list in Senses of Cinema:
http://sensesofcinema.com/2017/world-poll/world-poll-2016-part-5/#26


The full list is below:

Favourite foreign films

1. Party Girl (Marie Amachoukeli, Claire Burger, Samuel Theis, 2014)
2. Happî awâ (Happy Hour, Ryûsuke Hamaguchi, 2015)
3. Cirkeln (The Circle, Levan Akin, 2015)
4. Eika Katappa (Werner Schroeter, 1969)
5. Segreti di stato (Secret File, Paolo Benvenuti, 2003)
6. Tangerine (Sean Baker, 2015)
7. Sunrise: A Song of Two Humans (F.W. Murnau, 1927)
8. Der subjektive Faktor (The Subjective Factor, Helke Sander, 1981)
9. February (Oz Perkins, 2015)
10. Carol (Todd Haynes, 2015)
11. Maynila: Sa mga kuko ng liwanag (Manila in the Claws of Light, Lino Brocka, 1975)
12. Nounai poizun berî (Poison Berry in My Brain, Yûichi Satô, 2015)
13. Toute une nuit (A Whole Night, Chantal Akerman, 1982)
14. Trailers (Rouzbeh Rashidi, 2016)
15. L’avenir (Things to Come, Mia Hansen-Løve, 2016)
16. Kater (Tomcat, Klaus Händl, 2016)
17. Vingt et une nuits avec Pattie (21 Nights with Pattie, Arnaud Larrieu, Jean-Marie Larrieu, 2015)
18. I racconti dell’orso (The Bear Tales, Olmo Amato, Samuele Sestieri, 2015)
19. Liu san jie (Third Sister Liu, Su Li, 1960)
20. The Kingdom of Shadows (Daniel Fawcett, Clara Pais, 2016)
21. The Fits (Anna Rose Holmer, 2015)
22. The VVitch: A New-England Folktale (Robert Eggers, 2015)
23. Pedro Páramo (Carlos Velo, 1967)
24. Unter der Laterne (Under the Lantern, Gerhard Lamprecht, 1928)
25. Spotlight (Tom McCarthy, 2015)
26. Baal (Volker Schlöndorff, 1970)
27. The Neon Demon (Nicolas Winding Refn, 2016)
28. San shao ye de jian (Sword Master, Yee Tung-shing, 2016)
29. Zeit der Kannibalen (Age of Cannibals, Johannes Naber, 2014)
30. Liu lian wang fan (River of Exploding Durians, Edmund Yeo, 2014)
31. Partage de midi (Claude Mouriéras, 2011)
32. Shooting Stars (Anthony Asquith, A.V. Bramble, 1928)
33. El abrazo de la serpiente (Embrace of the Serpent, Ciro Guerra, 2015)
34. Under the Shadow (Babak Anvari, 2016)
35. Neerja (Ram Madhvani, 2016)
36. Kayan Beauties (Aung Ko Latt, 2012)
37. God of Sabre (1979, Hong Kong TV series)
38. Rosa blanca (Roberto Gavaldón, 1961)
39. Nocturnal Animals (Tom Ford, 2016)
40. Cloud of Skin (Maximilian Le Cain, 2015)
41. Shin Gojira (Shin Godzilla, Hideaki Anno, Shinji Higuchi, 2016)
42. Rodinný film (Family Film, Olmo Omerzu, 2015)
43. The Big Short (Adam McKay, 2015)
44. Sarbjit (Omung Kumar, 2016)
45. La Salada (Juan Martín Hsu, 2014)
46. Raman Raghav 2.0 (Anurag Kashyap, 2016)
47. Spa Night (Andrew Ahn, 2016)
48. Noy (Above It All, Anysay Keola, 2015)
49. Mon âme par toi guérie (One of a Kind, François Dupeyron, 2013)
50. Les guichets du Louvre (Black Thursday, Michel Mitrani, 1974)
51. Nasty Baby (Sebastián Silva, 2015)
52. Near Death Experience (Benoît Delepine, Gustave Kervern, 2014)
53. The Infiltrator (Brad Furman, 2016)
54. Bakuman. (Hitoshi Ohne, 2015)
55. A Via Láctea (The Milky Way, Lina Chamie, 2007)

Favourite Thai films

1. Rak ti Khon Kaen (Cemetery of Splendor, Apichatpong Weerasethakul, 2015)
2. Dao khanong (By the Time It Gets Dark, Anocha Suwichakornpong, 2016)
3. Kwam sao kong poot pee (Insurgency by a Tapir, Ratchapoom Boonbunchachoke, Wachara Kanha, Chulayarnnon Siriphol, Chaloemkiat Saeyong, 2016)
4. Snap (Kongdej Jaturanrasamee, 2015)
5. Thudongkawat (Wandering, Boonsong Nakphoo, 2016)
6. Time Actually Passes Slower in Dream (Alwa Ritsila, Lucy Day, Watcharapong Narongphine, 2016)
7. Maha samut lae susaan (The Island Funeral, Pimpaka Towira, 2015)
8. Prayoon (Somchai Tidsanawoot, 2016)
9. Bermuda (Phawinee Sattawatsakul, 2016)
10. Santi-Vina (Marut, 1954)
11. Goodnight, Me (Satapron Suphawatee, 2016)
12. Orathai Isoon (Pussy’s Throne, Sukrit Wongsrikaew, 2016)
13. Rai gal (Subconsciousness, Tani Thitiprawat, 2016)
14. Thepthida Bar 21 (The Angel of Bar 21, Euthana Mukdasanit, 1978)
15. Thongphun Khokpho ratsadorn tem khan (The Citizen, Chatrichalerm Yukol, 1977)
16. May This Be Love (Jirapat Thaweechuen, 2015)
17. Fathers (Palatpol Mingpornpichit, 2016)
18. Pump nam mun (A Gas Station, Tanwarin Sukkhapisit, 2016)
19. Jintara (Punkam, 1973)
20. Motel Mist (Prabda Yoon, 2016)
21. Bangkok Taxi (Pisuth Penkul, 2016)
22. Krasue krueng kon (The Dwarves Must Be Crazy, Bin Bunluerit, 2016)
23. The Forest (Paul Spurrier, 2016)
24. Lakota (Natthavee Hanvilai, 2015)
25. Kaning, gorn tee chan ja... (Kaning, Before I..., Worawit Jaramai, 2016)

Favourite foreign short films

1. Trespassed (Ho Yuhang, 2016)
2. Bite (Charlotte Lim Lay Kuen, 2016)
3. In the Dark and Deep Part of the Night (Enzo Cillo, 2015)
4. Zero Distance (Lennert De Taeye, 2016)
5. I’d Rather Not Say (Pedro Augusto Almeida, 2015)
6. Ai do dang di vao rung (Someone Is Going to Forest, Truong Minh Quy, 2013)
7. Sea of Ash (Michael MacGarry, 2015)
8. Late Spring: Regrets for Our Youth (Aaron Schimberg, 2009)
9. May Dinadala (The Weight, Giancarlo Abrahan, 2014)
10. The Soft Giraffe (Guillaume Vallée, 2013)
11. La légende dorée (The Golden Legend, Olivier Smolders, 2015)
12. Elephant (Mona Kakanj, 2014)
13. The Exquisite Corpus (Peter Tscherkassky, 2015)
14. Junilyn Has (Carlo Manatad, 2015)
15. Udhar (Tunggul Banjaransari, 2014)
16. Another City (Pham Ngoc Lan, 2016)
17. Sugih (The Dog’s Lullaby, Makbul Mubarak, 2015)
18. Soulik (Chiang Wei Liang, 2015)
19. The Reflection of Power (Mihai Grecu, 2015)
20. Cuentos excepcionales de un equipo juvenil femenino. Capitulo I: Las Arácnidas (Exceptional Tales from a Young Female Team. Chapter I: The Arachnids, Tom Espinoza, 2015)

Favourite Thai short films

1. There’s Nothing at the Beginning (Pattanapol Suthaporn, 2016)
2. Nai puentee nun (Block, Rattanawan Ngamwong, 2016)
3. Sueng mae (A Real Dream, Chinavorn Nongyao, 2016)
4. Anatomy of Her (2016, Waranyaa Punamsap, 2016)
5. Fun sam baht (Three-Baht Dreams, Sompong Soda, 2016)
6. Wattajakrawal (The Cycle of Universe, Pinmanee Emtanom, 2016)
7. Layer un tubsorn larkluen kong kwam narag lae unhapoom kong kwam suay (Because Neoteny Is a Real Deal, Theeraphat Ngathong, 2016)
8. Pason torn nuea nai pumi arkard ron chuen (Blackbird, Nattawoot Nimitchaikosol, 2016)
9. Sang nang sun (To Make a Short Film, Akkaphon Satum, 2016)
10. The Purple Kingdom (Pimpaka Towira, 2016)
11. Mochit, Almost Love Story (Wichanon Somumjarn, 2016, a segment in the omnibus film Bangkok Stories)
12. Ayu yaowares roon jaroen sri (Damsel in Distress, Sivaroj Kongsakul, 2016)
13. Proeh kwam kidtueng sampas mai dai (Because It Can’t Touch Nostalgia, Arissara Surasang, 2016)
14. My Vagina Comes from Text (Sasipa Songsermsakuldee, 2016)
15. Find My iPhone (Krittiya Somboon, 2016)
16. Same & Different (Aroonakorn Pick, 2015)
17. Fon med noi (Camouflaged Shades of Falling Rain, Boonyarit Wiangnon, 2016)
18. Aim (Aroonakorn Pick, 2016)
19. Isolate (Pasit Promnumpol, 2016)
20. Boy with a Basket of Fruit (Nontachai Vinyousupornchai, 2016)
21. A Letter to Bubble Home, Written by a Man Who Died from Cancer, Calling for Help (Sisu Satrawaha, Ukrit Malai, Tsai Shiang Chi, Karnchanit Posawat, Napol Wannachote, Varinda Narongrittikun, 2016)
22. A Little Tiger (Nutthapon Rakkhatham, 2016)
23. Violet Moon (Rinrada Pornsombutsatien, 2016)
24. Lasood ja, nok eek laew (Just Now, Satayu Deelertkulchai, 2016)
25. Chaw hk’aw (Badman, Maitree Chamroensuksakul, 2016)
26. Chingcha sawan (Ferris Wheel, Phuttiphong Aroonpheng, 2015)
27. Dao kradas (Ever After, Surawee Woraphot, 2016)
28. Mue poon fun (To Infinity and Beyond, Parnupong Chaiyo, 2016)
29. Prod rawang ket untarai kang na, Prod rawang ket untarai kang na, Prod rawang ket untarai kang na (Shortcut, Chakorn Chaiprecha, Apinya Sakuljaroensuk, 2016)
30. Sud cheewit (The Extremity of Life, Korn Kanogkekarin, 2016)
31. Sat narog (Creatures from Hell, Jantakan Khamkhangkwa, 2016)
32. Polaroid (When My Friends Disappear, Nattasun Nudsataporn, 2016)
33. Tis tawan plian (The Direction of the Sun Changes, Sikarin Suwanpaiboon, 2016)
34. Light of Happisadness (Arnont Nongyao, 2016)
35. 83 Soi Soonvijai 14 (Tthawat Taifayongvichit, 2016)
36. The Dream (Cholathee Suanraksa, 2016)
37. Parakij sud tai (The Last Mission, Chaweng Chaiwan, 2016)
38. Everything I Didn’t Say (Kattika Tanyong, 2016)
39. Amsterdam (Dith Tanasetvilai, 2016)
40. Hello Again (Noorahaya Lahtee, 2016)
41. Linger (Nukool Khunpisut, 2016)
42. My Inner Voice (Achawin Chayarattanasilp, 2016)
43. Yiab wai laew diaw gor luem (Just Buried, Be Happy, Jirayus Russmisaengthong, 2016)
44. Silom (Vorakorn Ruetaivanichkul, 2016, a segment in the omnibus film Bangkok Stories)
45. Siang pleng hang seriparb (Sound from The Song of Freedom, Phuriphat PruekAmnuai, 2016)
46. 10 Audiences (Jakkrapan Sriwichai, 2016)
47. Huang wipalas (In the Box of Fish, Kiattisak Kingkaew, 2016)
48. Ta one tai kong rao ma doy mai roo tua (If Our Deaths Come Out of the Blue, Methawee Seethongphia, 2016)
49. Lucky (Jeeraporn Wichaidist, 2015)
50. Mask (Kanyarat Saelim, 2016)

Favourite Documentaries

1. Kon mailek soon (Mr. Zero, Nutcha Tantivitayapitak, 2016)
2. La montagne magique (The Magic Mountain, Andreï Schtakleff, 2015)
3. Los reyes del pueblo que no existe (Kings of Nowhere, Betzabé García, 2015)
4. Hôtel Monterey (Chantal Akerman, 1975)
5. The Memory of Justice (Marcel Ophüls, 1976)
6. El botón de nácar (The Pearl Button, Patricio Guzmán, 2015)
7. Walang rape sa Bontok (Bontok, Rapeless, Lester Valle, 2014)
8. BeFreier und BeFreite (Liberators Take Liberties, Helke Sander, 1992)
9. Geomiui ttang (Tour of Duty, Kim Dong-ryung, Park Kyoung-tae, 2012)
10. Anonymous in Bangkok (Sineenat Kamakot, 2016)
11. La cour de Babel (School of Babel, Julie Bertuccelli, 2013)
12. Piang rug (Everything Is Family, Wisaruta Rakwongwan, 2016)
13. Vietnam, the Movie (Nguyen Trinh Thi, 2016)
14. Elle pis son char (A Woman and Her Car, Loïc Darses, 2016)
15. Baladna alraheeb (Our Terrible Country, Mohammad Ali Atassi, Ziad Homsi, 2014)
16. Symbolic Threats (Lutz Henke, Mischa Leinkauf, Matthias Wermke, 2015)
17. Hot Sugar’s Cold World (Adam Bhala Lough, 2015)
18. Pleng yeoy (Yeoy Songs, Somboon Virayasiri, 1964)
19. Guido Models (Julieta Sans, 2015)
20. Pure (Smile, Natthanon Tapanya, 2016)
21. Garn tai kong hinghoi (The Death of Fireflies, Jirudtikal Prasonchoom, Pasit Tandaechanurat, 2016)
22. La Once (Tea Time, Maite Alberdi, 2014)
23. Nirgendland (No Lullaby, Helen Simon, 2014)
24. Bangkok Ghost Stories (Wachara Kanha, 2016)
25. A toca do lobo (The Wolf’s Lair, Catarina Mourão, 2015)

Favourite animations

1. Kimi no na wa. (Your Name, Makoto Shinkai, 2016)
2. Zvahlav aneb Saticky Slameného Huberta (Jabberwocky, Jan Svankmaker, 1971)
3. Jue ji (L.O.R.D: Legend of Ravaging Dynasties, Guo Jingming, 2016)
4. Vynález zkázy (Invention for Destruction, Karel Zeman, 1958)
5. Wrathful King Kong Core (Lu Yang, 2011)
6. The Tiger of 142B (Harry and Henry Zhuang, 2015)
7. Krysar (The Pied Piper, Jirí Barta, 1986)
8. Station of the Train (Akapop Khansorn, 2015)
9. Lev a písnicka (The Lion and the Song, Bretislav Pojar, 1959)
10. Ruka (The Hand, Jirí Trnka, 1965)
11. Meitantei Conan: Junkoku no naitomea (Detective Conan: The Darkest Nightmare, Kôbun Shizuno, 2016)
12. Couleur de peau: Miel (Approved for Adoption, Laurent Boileau, Jung, 2012)
13. Anomalisa (Duke Johnson, Charlie Kaufman, 2015)
14. Pro mamu (About a Mother, Dina Velikovskaya, 2015)
15. Repete (Michaela Pavlátová, 1995)

Favourite video installations

1. Levitating Exhibition (Ukrit Sa-nguanhai, 2016)
2. Where the Wild Things Are (Sutthirat Supaparinya, 2016)
3. Three-Cornered World (Virada Banjurtrungkajorn, 2016)
4. The Dustpan (Kawita Vatanajyankur, 2015)
5. Re-constructing Emptiness No.2 (Vichaya Mukdamanee, 2014)
6. Hidden Love (Tada Hengsapkul, 2016)
7. Karaoke Twilight (Taweewit Kijtanasoonthorn, 2016)
8. Strange Loops (Pathompon Tesprateep, 2015)
9. The Game (Le Brothers, 2013-2015)
10. Self-Portrait (Amrit Chusuwan, 2016)