Sunday, April 20, 2014

LUPIN THE THIRD VS DETECTIVE CONAN: THE MOVIE (2013, Hajime Kamegaki, animation, A+15)

 
LUPIN THE THIRD VS DETECTIVE CONAN: THE MOVIE (2013, Hajime Kamegaki, animation, A+15)
 
(อันนี้เป็นการเขียนตอบนาโนกาย)
 
คือเราดูจบแล้วก็งงๆนะ ตามเนื้อเรื่องไม่ทัน เพราะเราไม่ได้ดูภาคก่อนหน้านี้
 
ส่วนสาเหตุที่ชอบถึงขั้น A+15 เพราะเราชอบเนื้อเรื่องของโคนันอยู่แล้ว เรารู้สึกว่ามันสนุกมากๆเท่าที่ดูมาทั้งหมด 4 ภาค และเราก็ชอบไอเดียของภาคนี้ด้วยที่เอา “สองจักรวาล” มาชนกัน คือเอาจักรวาลของโคนันกับจักรวาลของลูแปงมาชนกัน เพราะนี่แหละคือจักรวาลที่อยู่ในหัวของเรา เราชอบจินตนาการแบบนี้เสมอว่า เราอยากเอาตัวละครในหนัง A มาตบกับตัวละครในหนัง B และมาตบกับตัวละครในหนัง C พร้อมๆกัน เราก็เลยชอบไอเดียตรงส่วนนี้มากๆ
 
อีกสิ่งที่ชอบสุดๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ การเอาตัวละคร “กึ่งนางเอกกึ่งนางมารร้าย” ในสองจักรวาลมาปะทะกันน่ะ คือในทั้งจักรวาลของลูแปงกับจักรวาลของโคนัน มันมีตัวละครหญิงที่มีบุคลิกแบบนี้เหมือนกัน และการเอาตัวละครผู้หญิงร้ายๆ (แต่จริงๆแล้วจิตใจดี) ในสองจักรวาลนี้มาปะทะกัน มันเป็นอะไรที่ฟินมากๆสำหรับเรา และมันทำให้เรานึกถึงตัวละคร Black Widow ใน CAPTAIN AMERICA: THE WINTER SOLDIER (2014, Anthony Russo + Joe Russo, A+20) ด้วย อยากให้ Black Widow หลุดเข้ามาอยู่ในจักรวาลของหนังการ์ตูนเรื่องนี้ด้วยอีกตัว จะได้ตบกันแหลก
 
หนังเรื่องนี้พาดพิงถึงวงการหนังโดยตรงด้วยนะ เพราะตัวละครตัวนึงในหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Alan Smithee 555555
 
 

SCISSORS EGGS SILK (2014, Bin Banloerit, A+5)

SCISSORS EGGS SILK (2014, Bin Banloerit, A+5)
กรรไกร ไข่ ผ้าไหม
 
(อันนี้เป็นการเขียนตอบ filmsick)
 
“กรรไกร ไข่ ผ้าไหม” เราให้ประมาณ A+5 ค่ะ คือมันมีรายละเอียดที่เราไม่ชอบเยอะมาก แต่สิ่งที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ก็คือ “โครงสร้าง” ในช่วงประมาณครึ่งแรกของเรื่อง ที่มันเป็นการจับ moments ต่างๆในโรงเรียนแห่งหนึ่งโดยไม่มีเนื้อเรื่องชัดเจน คือในช่วงครึ่งแรกของเรื่องมันเหมือนไม่เน้น “การเล่าเรื่อง” น่ะ แต่เป็นการนำเสนอฉากสั้นๆของคนต่างๆมากมายในโรงเรียนไปเรื่อยๆ ซึ่งเราจะชอบอะไรแบบนี้มากๆ เราชอบ “การไม่เล่าเรื่อง” ของมันในช่วงครึ่งแรกมากๆ แต่พอช่วงครึ่งหลังมันถึงมีเส้นเรื่องชัดเจนขึ้นมาบ้าง
 
แต่ถึงเราจะชอบ “โครงสร้าง” บางส่วนของมันมากๆ แต่เนื้อหาของมันเป็นปัญหามากพอสมควรเลยนะ คือไอ้ moments ต่างๆที่มันใส่เข้ามา มันไม่ใช่ moments ที่เป็นธรรมชาติหรือสมจริงน่ะ แต่มันเป็น moments คลิเช่ๆ หรือเป็น moments ที่หวังผลในทางอารมณ์อย่างชัดเจนเกินไป หรือไม่ก็เป็นมุกตลกฝืดๆ หรือเป็น moments ที่เราไม่อินด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเราไม่ชอบหนังมากๆในส่วนของ contents แต่ในส่วน form เราชอบมันมากพอสมควรในช่วงครึ่งแรก คือหนังเรื่องนี้มันเหมือนเอาขนมดาษดื่นไปใส่ในขวดโหลที่สวยถูกใจเราน่ะ เราชอบขวด แต่เราไม่ชอบสิ่งที่อยู่ข้างในขวด
 
แต่มันก็มีบางโมเมนต์ที่เราชอบมากนะ เราชอบแก๊งเด็กนักเรียนหญิงที่อยู่ประมาณป.5 ที่ตามจีบนักตีกลอง และเราก็ชอบ moment ที่ราตรี วิทวัสหาว่าลูกชายพูดโกหก ทั้งๆที่ลูกชายพูดความจริงด้วย
 
คือถ้าหนังเรื่องนี้มันทำดีๆ มันจะออกมาเข้าทางเรามากเลยนะ คือถ้าหากมันนำเสนอภาพชีวิตเล็กๆน้อยๆในโรงเรียนแห่งนึง โดยเน้นจับทั้ง moments ที่ไม่สลักสำคัญ และ moments ที่น่าประทับใจมาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องมีการเล่าเรื่อง และไม่ต้องมีตัวละครหลัก มีแต่ moments ของตัวละครเล็กๆน้อยๆในโรงเรียนมาต่อกันไปเรื่อยๆ มันจะออกมาเข้าทางเรามากๆ และมันอาจจะเอาไปเปรียบเทียบได้กับหนังอย่าง THE COMPANY (2003, Robert Altman), AMARCORD (1973, Federico Fellini) หรือ THE PROUD ONES (1980, Claude Chabrol) ที่เป็นการเอา moments ต่างๆมาต่อๆกันโดยไม่ต้องมีเส้นเรื่องชัดเจน
 
สรุปว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากให้มีคนทำหนังที่ใช้โครงสร้างแบบเดียวกัน แต่ทำให้มันออกมาเป็น “impressionistic account of student life” แทนที่จะเป็น “cliche account of student life” แบบนี้
 
 

UNLUCKY DAY

 
วันเสาร์ที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมาเป็นวันซวยวันนึงของดิฉันค่ะ ดิฉันตั้งใจจะไปดูหนัง 3 เรื่องที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ ซึ่งได้แก่ THE KID WITH A BIKE, LINHA DE PASSE และ CODE UNKNOWN ตามโปรแกรมที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์แจกมา ดิฉันก็นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปในราคา 100 บาท พอไปถึงแล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตรงทางเข้าห้องสมุดบอกว่า วันนี้ไม่มีฉายหนัง เพราะโปรแกรมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดิฉันก็ถามว่ามันเปลี่ยนไปยังไง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่รู้
 
ดิฉันก็เลยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับมาในราคา 100 บาทค่ะ สรุปว่าวันนี้เสียตังค์ไป 200 บาทฟรีๆ รู้งี้นอนอยู่กับบ้านเฉยๆดีกว่า
 
หลังจากนั้นดิฉันก็ไปที่เซ็นจูรี่ เพราะเห็นในเว็บไซต์ของ Century Movie Plazaบอกว่า “กรรไกร ไข่ ผ้าไหม” มีฉายรอบ 13.10 น. ปรากฏว่าพอไปถึงโรงหนัง มันกลายเป็นรอบ 14.20 กับ 16.25 น. แต่ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 13.00 น. เพราะฉะนั้นถ้าหากดิฉันจะดูหนังเรื่องนี้รอบ 14.20 น. ดิฉันก็ต้องแกร่วอยู่ในเซ็นจูรี่เป็นเวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ดิฉันก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋ว NEED FOR SPEED  เวอร์ชั่นพากย์ไทยแทน รอบประมาณบ่ายโมงกว่า แล้วก็ซื้อตั๋ว “กรรไกร ไข่ ผ้าไหม” รอบ 16.25 น. ปรากฏว่าพอซื้อตั๋วเสร็จ คนขายก็บอกว่า ”เนื่องจากคุณซื้อตั๋วหนังรอบนี้เป็นคนแรก เราก็เลยขอแจ้งว่า ถ้าหากพอถึงเวลาฉาย แล้วมีคนซื้อตั๋วไม่ถึง 3 ที่นั่ง เราจะงดฉายรอบนั้นนะคะ” เพราะฉะนั้นพอดิฉันดู NEED FOR SPEED (A+) เสร็จ ดิฉันก็ต้องรอลุ้นค่ะว่า จะได้ดู “กรรไกร ไข่ ผ้าไหม” หรือเปล่า โชคยังดีที่พอถึงเวลาฉายจริง หนังเรื่องนี้มีคนดูทั้งหมด 6 คน รวมทั้งตัวดิฉันเองด้วย หนังก็เลยได้ฉาย
 
หลังจากนั้นดิฉันก็ไปดู LUPIN THE THIRD VS. DETECTIVE CONAN ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ก็ซื้อตั๋วรอบ 19.20 น.ไป ปรากฏว่าพอตั๋วออกมา มันเป็นรอบ 21.40 น. ดิฉันก็เลยขอเปลี่ยนตั๋ว โชคดีที่พนักงานให้เปลี่ยนโดยไม่มีดราม่าอะไร จบ
 

Thursday, April 17, 2014

CARNIVORE EATER (2014, Tanachporn Nakprom, 21min, A+30)

 
CARNIVORE EATER (2014, Tanachporn Nakprom, 21min, A+30)
ป่าหลังบ้านของเหมียว (ธนัชพร นาคพรหม)
 
ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้
 
1.เป็นหนังสยองขวัญที่สุดยอดมากๆสำหรับเรา ทำได้ถึงมากๆ ลุ้นระทึกมากๆ คุมบรรยากาศได้ดีมากๆ คุมจังหวะได้ดีมากๆ
 
2.เป็นหนังสยองขวัญแบบที่เล่นกับความกลัวที่เกิดจากการกระตุ้นจินตนาการของคนดู แทนที่จะเล่นกับความตกใจหรือความน่าขยะแขยง เพราะในหนังเรื่องนี้เราแทบไม่ได้เห็นผีหรือสัตว์ประหลาดตรงๆเลย แต่หนังกระตุ้นให้คนดูจินตนาการไปเองเกี่ยวกับผีหรือสัตว์ประหลาดตัวนี้ ซึ่งมันเป็นวิธีการที่ดีมากๆ ในขณะที่หนังสยองขวัญบางเรื่องไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ และหันไปใช้วิธีทำให้คนดู “ตกใจ” ด้วยการปล่อยจังหวะตุ้งแช่ หรือหันไปใช้วิธีเน้นสร้างความน่าขยะแขยงด้วยการสร้างภาพแหวะๆแทน
 
หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากๆในการสร้างรูปเงาของความน่ากลัวในห้วงจินตนาการของคนดู
 
3. ก่อนที่ผีในหนังเรื่องนี้จะปรากฏตัวออกมา เราจินตนาการไปว่าผีตัวนี้อาจรูปร่างเหมือนผู้ร้ายใน JEEPERS CREEPERS (2001, Victor Salva, A+30)
 
4.ฉากที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ ซึ่งคงติดอันดับหนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดในปีนี้ คือฉาก “เงา” เป็นฉากที่น่ากลัวโคตรๆ น่ากลัวมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ดูแล้วฉี่แทบราด ดูแล้วเสียวสันหลังวาบจริงๆ ทั้งๆที่เป็นฉากที่เกิดขึ้นในตอนกลางวันแสกๆ ฉากนี้ทำให้เรานึกไปถึงหนังผียุคเก่าที่ชอบมีการเล่นกับเงาได้อย่างน่าประทับใจ อย่าง NOSFERATU (1922, FW Murnau) และ VAMPYR (1932, Carl Theodor Dreyer) ด้วย
 
เราขอแนะนำให้เพื่อนทุกคนที่มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ จงดูฉาก “เงา” นี้ในห้องนอนคนเดียวตอนเที่ยงคืน 55555
 
5.พอดูจบแล้วก็อยากให้มีการเอาหนังเรื่องนี้ไปขยายเป็นหนังใหญ่หรือละครทีวีแบบ TWIN PEAKS (David Lynch) มากๆ เพราะหนังเรื่องนี้สร้างบรรยากาศของหมู่บ้านนี้ได้หลอนมากๆ เราก็เลยนึกไปถึง TWIN PEAKS ที่มีการสร้างบรรยากาศของเมืองเล็กๆในชนบทได้หลอนมากๆ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติและอาชญากรรมเหมือนกัน แต่ถ้าหากเอาไปขยายแบบ TWIN PEAKS หนังคงต้องสร้างผีตัวอื่นๆ และเรื่องลึกลับอื่นๆในหมู่บ้านเข้าไปด้วย ซึ่งเราว่าเป็นสิ่งที่น่าทำมากๆ
 

Wednesday, April 16, 2014

ICT SILPAKORN FILM FESTIVAL 2014

 
ICT SILPAKORN FILM FESTIVAL 2014
 
1.OLDS (Watcharapol Saengarunroj, 26min, A+30)
OLDS (วัชรพล แสงอรุณโรจน์)
ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่มันโดนใจเรามากๆ ชอบการตัดสินใจของตัวละครในเรื่องคนรักมากๆ มันเศร้ามากๆสำหรับเรา ชอบการที่เราไม่ค่อยได้เห็นหน้าตัวละครชัดๆในบางช่วงของเรื่อง แต่เราได้เห็นหน้าเขาส่องกระจกหลังจากเขาตัดสินใจเรื่องคนรักแล้ว เขาไม่ได้ร้องไห้ในฉากนั้น และนั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเป็นฝ่ายที่ร้องไห้เสียเอง
 
จุดนี้ของหนังทำให้นึกถึงสิ่งที่ Ray Carney เขียนไว้ในหนังสือ “ฟิล์มไวรัส 2” มากๆ Ray Carney เขียนว่า
 
“ฉากยิ่งใหญ่คือฉากที่ตัวละครไม่ร้องไห้ แต่คนที่ร้องไห้กลับเป็นคนดู ซึ่งมักจะเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นบ่อยเมื่อตัวละครปฏิเสธไม่ยอมร้องเอง เพราะตัว Joan of Arc ในหนังของ Carl Theodor Dreyer ไม่ยอมร้องไห้ นั่นกลับเป็นเหตุให้เราร้องไห้เอง ความจริงที่ว่าอิงเกอร์ในหนังเรื่อง ORDET (1954, Carl Theodor Dreyer) พยายามทำเป็นมีกำลังใจ แม้เมื่อมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น ช่วยเป็นสาเหตุให้เราหลงรักเธอ”
 
การถ่ายตัวละครเลือนๆในฉากจบของ OLDS ก็โดนใจเรามากๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันต้องการสื่อถึงอะไร แต่มันทำให้เรารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาของตัวละครตัวนี้มากๆ ชีวิตของคนตัวเล็กๆในสังคมที่ต้องดำเนินไปอย่างเหงาๆ ไม่มีคนรัก และอาจจะไม่มีอนาคตที่ร่ำรวย และความสัมพันธ์ของพระเอกกับเพื่อนๆและกับสมาชิกครอบครัวก็ไม่ได้บ่งชี้ถึงความสุขสนุกสนานหรือบ่งชี้ว่าเพื่อนๆกับสมาชิกครอบครัวสามารถเป็นที่พึ่งทางใจของเขาได้ด้วย
 
ย่อหน้านี้อาจจะนอกเรื่องนิดนึง แต่เราอยากจะบันทึกว่า มันมี “หนังเหงาๆ” ที่มันโดนเราเป็นการส่วนตัวอย่างรุนแรง กับ “หนังเหงาๆ” ที่เราชื่นชอบมันในฐานะหนังดี แต่มันไม่โดนเราเป็นการส่วนตัว หนังอย่าง OLDS, AFTERNOON TIMES (2005, Tossapol Boonsinsukh), BU SU (1987, Jun Ichikawa), THE FIRE WITHIN (1963, Louis Malle), THE GREEN RAY (1986, Eric Rohmer), RESTLESS (2009, Laurent Perreau) และ SLEEPING BEAUTY (2011, Julia Leigh) เป็นหนังที่โดนเราเป็นการส่วนตัวอย่างรุนแรงมาก เราชอบความรู้สึกโดดเดี่ยวของตัวละครในหนัง 7 เรื่องนี้มากๆ ในขณะที่หนังอย่าง HER (Spike Jonze), INSIDE LLEWYN DAVIS (2013, Joel Coen + Ethan Coen), YOUNG AND BEAUTIFUL (2013, Francois Ozon) และหนังเหงาๆบางเรื่องของ Tsai Ming-liang จัดเป็นหนังกลุ่มที่เราชอบมากๆ แต่เราไม่อินกับมันเป็นการส่วนตัว ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
 
2.FUNNY GHOST FILM, FUNNY GHOST FILM? (Pissanupong Rattana, 43min, A+30)
หนังผีแสนสนุก หนังผีแสนสนุก? (พิศณุพงษ์ รัตนะ)
 
3.ENDING STRAIGHT WORLD (Tanaset Siriwattanadirek, 30min, A+30)
ลากันที! โลกนี้Heครอง (ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก)
 
4.A SECRET TO MY MOM (Siriluck Sangnam, 25min, A+30)
A SECRET TO MY MOM (ศิริลักษณ์ แสงน้ำ)
 
5./’spel,baund/ (Nat Iamkantongsuk, 28min, A+30)
/’spel,baund/ (ณัฏฐ์ เอี่ยมขันทองสุข)
 
6.CARNIVORE EATER (Thanachporn Nakprom, 21min, A+30)
ป่าหลังบ้านของเหมียว (ธนัชพร นาคพรหม)
 
7.AFFIRMATIVE SENTENCE (Adisak Chanchaipoom, 22min, A+30)
ประโยคบอกเล่า (อดิศักดิ์ จันทร์ชัยภูมิ)
 
8.OBLITERATE (Kittanai Tang, 23min, A+30)
เงาหลอนซ่อนอดีต (กฤตนัยน์ แซ่ตั้ง)
 
9.MY GARDEN IS (Katathorn Suknil, 40min, A+20)
สวนสนุก (คทาธร สุขนิล)
 
10.A TYPEWRITER MAN (Lunchakorn Charigphate, 33min, A+20)
A TYPEWRITER MAN (ลัญฉกร จาริกพัฒน์)
 
11.THEY ASKED IF MY STOOLS WERE REGULAR (Narisara Wanwang, 31min, A+20)
THEY ASKED IF MY STOOLS WERE REGULAR (นริศรา วันหวัง)
 
12.MINE ROOM (Sajjathorn Kamsuwan, 35min, A+20)
MINE ROOM (สัจจธร กำสุวรรณ)
 
13.MASCOT (Pachwarang Numbua, 26min, A+20)
MASCOT (พัชวรางค์ นุ่มบัว)
 
14.IS THERE ARE THERE (Yanisa Pongchaipaibool, 23min, A+15)
IS THERE ARE THERE (ญาณิศา พงศ์ชัยไพบูลย์)
 
15.SHADOW (Natee Chaweewong, 29min, A+15)
เงา (นที ฉวีวงษ์)
 
16.THE RABBIT MOON (Pafun Baipo, 22min, A+15)
กระต่ายหมายจันท์ (พาฝัน ใบโพธิ์)
 
17.SOUND OF HAPPINESS (Jeerawat Upapong, 28min, A+15)
เสียงเหล่านั้น (จีรวัฒน์ อุปพงศ์)
 
18.REST IN PEACE (Nontakorn Padpo, 45min, A+10)
ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายพระเอกตายตอนจบ (นนทกร ผัดโพธิ์)
 
19.YESTERDAY...MEMORIES (Nawarit Mungnam, 25min, A+10)
เมื่อวาน...ความทรงจำ (นวฤทธิ์ มุงน้ำ)
 
20.MASCULINITY (Nudtida Ut-amart, 27min, A+10)
ชาติชาย (นัดฐิดา อุตอามาตย์)
 
21.THE PERFMAN (Kamoltip Sangkawutchaikul, animation, 9min, A+10)
THE PERFMAN (กมลทิพย์ สังขวุฒิชัยกุล)
 
22.THE DISAPPEARED (Peerapol Jirapathomsakul, 29min, A+10)
ส่วนที่หาย (พีรพล จิรปฐมสกุล)
 
23.SARANG HAMNEEDA, WANNA TELL YOU I LOVE YOU (Jeerawan Phan-in, 36min, A+10)
ซารางฮัมนีดา อยากบอกว่าฉันรักคุณ (จีรวรรณ พันธุ์อินทร์)
 
24.MAY THE YEAR AHEAD BRINGS YOU GOOD LUCK (Ornnalin Techapoowapat, documentary, 12min, A+5)
MAY THE YEAR AHEAD BRINGS YOU GOOD LUCK (อรนลิน เตชะภูวภัทร)
 
25.2525 (Pattarin Chaisupasakul, 27min, A+)
๒๕๒๕ (ภัทริน ชัยศุภสกุล)
 
26.ORDINARYGIRL (Siree Suwan, 28min, A+)
ORDINARYGIRL (สิรี สุวรรณ)
 
27.SORRY DAD, I AM ME (Chatkwan Yanyongyuth, 24min, A+)
SORRY DAD, I AM ME (ฉัตรขวัญ ยรรยงยุทธ)
 
28.SECRET TRICKS (Wilawal Cheewonchoatbundit, 26min, A+)
พลิกรัก (วิลาวัลย์ ชีวันโชติบัณฑิต)
 
29.MOOGROB (Yarawee Pootaworn, 18min, A+)
หมูกรอบ (ญารวี ภูถาวร)
 
30.MY BEST MANGA (Sthapat Rongkapun, 23min, A+)
ศึกเกมรัก ลูกขนไก่สะท้านฟ้า (สถาปัตย์ รงคพรรณ์)
 
31.EASTER EVE (Chanagarn Luewipun, 14min, A+/A)
EASTER EVE (ชนากานต์ ลือวิพันธ์)
 
32.TROUBLE WITH MY GIRL (Sornyada Srilalert, 17min, A+/A)
วุ่นวายมายเกิร์ล (ษรญาดา ศรีลาเลิศ)
 
33.GIVE ME BACK (Weerakit Jitsereepong, 19min, A)
วิ่งระห่ำ ทวงกระฉูด (วีรกิจ จิตรเสรีพงศ์)
 
34.RABBITS AND TURTLES (Suthasinee Nukulkit, animation, 6min, A)
กระต่ายกับเต่า (สุธาสินี นุกูลกิจ)
 
35.IN MY MY (Jaitdilok Maitrawattana, 22min, A/A-)
IN MY MY (เจตดิลก ไม้ตราวัฒนา)
 
36.MANIT (Benjawan Srilalert, 13min, A/A-)
มานิต (เบญจวรรณ ศรีลาเลิศ)
 
37.A PART OF ZEN (Nutnicha Pipitwanichkarn, 21min, A/A-)
อะพาร์ทออฟเจิน (ณัฐณิชา พิพิธวณิชการ)
 
38.WHEN THE WIND COMES (Nutnalinna Kittiwettayanusorn, 24min, A-)
WHEN THE WIND COMES (นัทนลินนา กิตติเวทยานุสรณ์)
 
39.IMAGINATION (Siripun Rattanasomchoak, 31min, A-)
มโนคติ (ศิริพรรณ รัตนสมโชค)
 
40.PROFILE (Sittichai Amornsiriwong, 18min, A-)
PROFILE (สิทธิชัย อมรศิริวงศ์)
 
41.DVD (Sittichai Saelao, 37min, A-)
DVD (สิทธิชัย แซ่เล้า)
 
42.RUN-ON (Kritsakorn Mapueg, 22min, A-)
RUN-ON (กฤษกร มาเผือก)
 
43.OVERSHADOW (Papawee Hongcherdchai, animation, 14min, A-)
OVERSHADOW (ปภาวี หงส์เชิดชัย)
 
44.THE FREEDOM (Kittipat Techatararuck, 22min, A-/B+)
THE FREEDOM (กิตติภัทร์ เตชะธรารักษ์)
 
45.SPACE (Amornrat Lapun, 11min, B+ )
SPACE (อมรรัตน์ หล้าพันธ์)
 
46.I AM SECURITHIEF (Artit Anuntnart, 30min, B- )
มิตรฉาชีพ (อาทิตย์ อนันต์นาท)