Showing posts with label EXPERIMENTAL. Show all posts
Showing posts with label EXPERIMENTAL. Show all posts

Sunday, August 09, 2026

UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY)

 

อยากดู STROMBOLI (1950, Roberto Rossellini), EUROPE ’51 (1951, Roberto Rossellini), JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) และ A MATTER OF LIFE AND DEATH (1946, Michael Powell, Emeric Pressburger) หวังว่าจะมีคนนำหนัง 4 เรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทย

+++

 

วันนี้กิน Beetroot pasta ชอบสีของพาสต้ามาก ๆ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าสี red pink หรือเปล่า

+++

 

RIP WILLIAM ORBIT (1956-2026)

 

ชอบเพลง BARBER’S ADAGIO FOR STRINGS (1999) ของ William Orbit มาก ๆ นึกว่าต้องใช้เพลงนี้เป็นเพลงธีมของตัวละครอะไรสักตัวในโลกจินตนาการของเรา

+++

 

เราชอบเพลง CLOSE BUT NO CIGAR (1992) ของ Thomas Dolby มาก ๆ

+++

 

นางตัวร้ายที่ดูโง่มาก แต่เราชอบมาก

 

ก็คือนางตัวร้ายที่ใช้ร่มเป็นอาวุธ ในละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” หรือ SUKEBAN DEKA II: THE LEGEND OF THE GIRL IN THE IRON MASK (1985-1986, Japan, TV series, 42 episodes, A+30) เธอดูโง่มาก แต่เราประทับใจ 55555

https://in.pinterest.com/pin/778419116879366895/

+++

 

เมื่อวานนี้เราก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนนี้เหมือนกัน แต่เราไม่ทันสังเกตว่ามันไม่มีเสียง พอวันนี้ได้อ่านข่าวแล้วก็ประทับใจ เพราะทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า “เป็นการตั้งใจส่งข้อความแบบไม่มีเสียง เนื่องจากหากโทรศัพท์ของผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุมีเสียงแจ้งเตือน อาจเปิดเผยตำแหน่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น จึงแตกต่างจากกรณีภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมฉับพลัน ที่จำเป็นต้องใช้เสียงแจ้งเตือนเพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพ”

+++

 

2026

 

เป็นปีที่มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมากในไทย จนต้องเริ่มโน้ตไว้

 

(ข้อมูลจาก google, AI, BBC)

 

16 พ.ค.

เหตุการณ์รถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์สาย 206 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 15.36 น. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ใกล้สถานีแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน กรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย

 

12 ก.ค.

เวลาประมาณ 23.57 น. เพลิงไหม้ร้านอาหารกึ่งผับชื่อดัง (โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว) ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บ 73 ราย

 

26 ก.ค.

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าจับกุมตัวนายฑณา เกิดทอง หรือ "ป๋อง" อายุ 43 ปี และนายธงชัย ศรีนิล หรือ "ธง" อายุ 39 ปี จากเบาะแสการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซีย น.ส.ไดอานา นาซีโมวา อายุ 22 ปี และนายโรมัน นาซีโมวา อายุ 17 ปี ซึ่งขาดการติดต่อกับผู้ใกล้ชิดไปโดยไม่ทราบสาเหตุตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 

 

แต่ก่อนหน้านี้นายป๋องพร้อมพวกอีก 3 คน ได้แก่ นายธง, นายอัษฎางค์ หรือ "บอล" ชูวงษ์ อายุ 25 ปี และ นายชัชนันท์ หรือ "ฟลุ๊ค" แป้นเอี่ยม อายุ 23 ปี ร่วมกันลงมือสังหารสามพ่อแม่ลูกชาวไทยและนำศพไปฝังไกลจากจุดที่ฝังอำพรางศพพี่น้องชาวรัสเซียประมาณ 2 กิโลเมตร

 

รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้แก่ นายวิเชียร วงษา อายุ 53 ปี (บิดา), น.ส.ฉันทนา วงษา อายุ 50 ปี (มารดา) และ น.ส.นิชาภา วงษา อายุ 18 ปี ลูกสาว ทั้งหมดเป็นชาวบ้านใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลุบรี ซึ่งญาติแจ้งความคนหายกับ สภ.ห้วยใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา

 

7 ส.ค.

เหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 8 ราย ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บล่าสุดมี 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนที่บาดเจ็บสาหัส 7 ราย

 

แล้วก็ยังมีปัญหามลพิษในแม่น้ำภาคเหนือจากเหมืองแร่ต่าง ๆ ใน Myanmar, แผนลอบสังหารนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม และนายสุนทร คมคาย สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม, etc.

 

ไม่รู้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกต่อไปในปีนี้

 

ภาพจาก 71 FRAGMENTS OF A CHRONOLOGY OF CHANCE (1994, Michael Haneke, Austria)

+++

 

ซื้อขนมลูกตายี่ห้อ Trolli มากิน เพื่อเป็นพลีแด่หนังเรื่อง HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

+++

 

อยากดูหนังที่ Clint Eastwood กำกับหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่น

 

1. BIRD

ติดอันดับ 5 ประจำปี 1988 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

2. TRUE CRIME

ติดอันดับ 6 ประจำปี 1999 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

3. SPACE COWBOYS

ติดอันดับ 9 ประจำปี 2000 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

4. FLAGS OF OUR FATHERS

ติดอันดับ 10 ประจำปี 2006 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

5. THE MULE

ติดอันดับ 8 ประจำปี 2019 ในลิสท์หนังยอดเยี่ยมของนิตยสาร Cahiers du Cinema

 

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

 

NATHALIE GRANGER (1972, Marguerite Duras, France, 83min)

+  JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES (1975, Chantal Akerman, Belgium, 202min)

+ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, Thailand, video installation, 208min)

 

1. หนัง 3 เรื่องที่ใช้ชื่อตัวละครหญิงมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย และหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ต่างก็เน้นไปที่ “กิจวัตรประจำวัน” ของตัวละครหญิง แทนที่จะเน้นการเล่าเรื่องแบบ “ตัวละครเอกเผชิญอุปสรรคสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องเอาชนะให้ได้” ตามสูตรสำเร็จของภาพยนตร์โดยทั่ว ๆ ไป การที่หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเชิดชู “กิจวัตรประจำวันของตัวละครหญิง” แทนที่จะเน้น “เหตุการณ์ดราม่าอันยิ่งใหญ่” ส่งผลให้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้เหมาะที่จะนำมาฉายเทียบเคียงกันมาก ๆ

 

2. ถึงแม้หนังทั้ง 3 เรื่องนี้จะมีสิ่งที่เหมือนกันตามย่อหน้าข้างต้น และก็ถือเป็นหนังที่เรารักอย่างสุดขีดทั้ง 3 เรื่อง หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ก็มีข้อแตกต่างกันที่น่าสนใจ อย่างแรกก็คือชื่อหนัง ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นจุดโฟกัสที่แตกต่างกันไปของหนังทั้ง 3 เรื่องนี้

 

2.1 NATHALIE GRANGER นั้นตั้งชื่อหนังตามชื่อตัวละครประกอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ส่วนตัวละครนำหญิงสองคนในเรื่องนี้คือ Isabelle (Lucia Bosé) และ “ผู้หญิงอีกคน” (Jeanne Moreau)

 

การตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ก็เลยถือเป็นปริศนาที่น่าขบคิด ว่าเพราะเหตุใดหนังถึงตั้งชื่อว่า NATHALIE GRANGER และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในหนังก็อาจจะมองได้ว่าเป็นปริศนาที่น่าขบคิด เพราะหนังนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้บอกชัดว่า “มันดำรงอยู่เพื่อจะบอกอะไรแก่ผู้ชม” หนังนำเสนอกิจวัตรประจำวันของผู้หญิงสองคนที่น่าจะเป็นชนชั้นกลางฐานะดีประมาณนึง และหนังก็ไม่ได้บอกว่า ชีวิตของทั้งสองคนนี้มีความสำคัญอะไร มีเซลส์แมน (Gerard Depardieu) โผล่เข้ามาเจอสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร และก็มี “ฆาตกรสองคน” ออกอาละวาดใกล้บ้านของสองสาว แต่มันก็ไม่ได้นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญอะไร อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าสนใจก็ได้ อย่างเช่น การฉีกหนังสือพิมพ์, การคว่ำรถเข็นเด็ก, etc.

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ ตั้งแต่ชื่อหนัง รวมไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายในหนัง มันอาจจะเอื้อให้ผู้ชมบางคนนำไปขบคิดหาความหมายในการดำรงอยู่ของมัน หรือในมุมมองของเรานั้น เราไม่ได้ตีความอะไรใด ๆ มากนัก เราไม่ได้ตีความชื่อเรื่อง หรือพยายามตีความเหตุการณ์ใด ๆ ในหนังอย่างจริงจัง แค่เราได้ดูสิ่งต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็มีความสุขสุดขีดแล้ว และเราก็มีความสุขเช่นกันกับการได้อ่านการตีความหนังเรื่องนี้ในแง่มุมของผู้ชมคนอื่น ๆ เราก็เลยชอบมาก ๆ ที่หนังเรื่องนี้มันสร้างความเพลิดเพลินให้กับเราได้ทั้งในสองระดับ เราดูแบบไม่ตีความเราก็มีความสุขมาก ๆ หรือถ้าหากคนดูคนอื่นๆ จะตีความ เราก็มีความสุขมาก ๆ เช่นกันกับการได้อ่านสิ่งที่คนอื่น ๆ  ตีความ

 

2.2 ชื่อเรื่องของ JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็น่าสนใจมาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ชื่อตัวละคร แต่มีที่อยู่ของตัวละครด้วย ซึ่งเป็นที่อยู่เหมือนกับที่อยู่ที่ใช้ในการจ่าหน้าซองจดหมาย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ แต่เราชอบมากที่

 

2.2.1 ชื่อหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงการที่ Jeanne ติดต่อสื่อสารกับ sister ของเธอที่อยู่แคนาดา โดยผ่านทาง “จดหมาย”

 

2.2.2 การตั้งชื่อหนังแบบนี้ มันประหลาดและ unique ดี

 

2.2.3 เราชอบที่มันไม่มีคำ adjective ในชื่อหนังเรื่องนี้เลย เหมือนมันระบุถึงตัวตนของ Jeanne ในแบบที่ objective มาก ๆ ไม่มีการบรรยายถึงตัวตนของเธอโดยใช้คำ adjective เช่น young, old, beautiful, pretty, quiet, kind, cruel, crazy, witty, etc. เหมือนชื่อหนังเรื่องนี้ไม่มีการ judge ตัวตนใด ๆ ของ Jeanne แต่ปล่อยให้ผู้ชมประเมิน Jeanne ด้วยตัวเอง และผู้ชมแต่ละคนสามารถคิดหาคำคุณศัพท์มาใช้บรรยาย Jeanne ได้ด้วยตัวเอง

 

คือพอมันไม่มีคำคุณศัพท์ใด ๆ ไปกำกับ, ไป judge หรือไป “ครอบ” ตัวตนของ Jeanne ในชื่อเรื่อง เราก็เลยรู้สึกว่าชื่อหนังเรื่องนี้มันเปิดโอกาสให้เรามอง “ตัวละคร” ในหนัง และอาจจะรวมถึงเปิดโอกาสให้เรามองบุคคลอื่น ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง โดย judge คนเหล่านี้น้อยลง และมองพวกเขาด้วยสายตาหรือด้วยหัวใจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น มองเห็นความซับซ้อนของพวกเขาที่ในบางครั้งการใช้คำคุณศัพท์ใดๆ ไปบรรยายคนคนนั้นก็อาจจะกลายเป็นการลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้นลงไปได้โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

2.2.4 การที่ชื่อหนังเรื่องนี้เน้น “ที่อยู่อาศัย” ของ Jeanne มันก็อาจจะเป็นการสอดคล้องกับจุดโฟกัสสำคัญจุดนึงของหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือเรื่องที่ Jeanne รับมือกับที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวเอง

 

เหมือนหนังเรื่องนี้เน้นเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของ Jeanne น่ะ อย่างเช่นเรื่อง “เตียงนอนที่พับเก็บได้”, การเปิดปิดไฟตามทางเดิน, การประยุกต์ใช้ “บ้าน” เป็น “สถานที่ทำงานหาเงิน” และการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ในบ้านในการทำกิจวัตรประจำวัน

 

2.3 ส่วนชื่อเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า หนังเรื่องนี้เน้นไปที่ความสามารถในการปั้นหม้อของคุณยายแบ่ง

 

เราก็เลยชอบชื่อหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ เพราะมันบ่งชี้ถึงจุดเด่นของหนังทั้ง 3 เรื่องได้ดี ชื่อหนัง NATHALIE GRANGER มันเหมือนเป็นปริศนาที่ท้าทายการตีความ, ชื่อหนัง JEANNE DIELMAN, 23, QUAI DU COMMERCE, 1080 BRUXELLES ก็ทำให้เราโฟกัสไปยังที่อยู่อาศัยอันคับแคบของตัวละคร และการมองมนุษย์โดยไม่ไปตัดสินและไม่ไปลดทอนความซับซ้อนของคนคนนั้น ส่วนชื่อหนัง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ก็บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คุณยายแบ่งมีจุดเด่นเรื่องความสามารถในการปั้นหม้อ

 

3. ชอบ “การใช้แรงงานของผู้หญิง” ที่แตกต่างกันไปในหนังทั้ง 3 เรื่องด้วย

 

3.1 ตัวละครหญิงใน NATHALIE GRANGER มีฐานะดีที่สุดในบรรดาหนัง 3 เรื่องนี้ และพวกเธอก็ใช้แรงงานน้อยสุด แต่หนังก็ focus ไปยังกิจวัตรประจำวันบางอย่างของพวกเธอได้อย่างน่าประทับใจมาก หนังเรื่องนี้สามารถทำให้ “การเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหาร” ซึ่งดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่ very uncinematic กลายเป็นอะไรที่ “เพริศแพร้วพิลาสพิไลงดงามจนสุดจะบรรยาย” ในโลกภาพยนตร์ขึ้นมาได้ โคตรมหัศจรรย์ของจริง

 

ชอบที่หนังมัน focus ไปยังสิ่งที่ยากจะพบเห็นในหนังเรื่องอื่น ๆ ทั้งการล้างจาน, เช็ดจานให้แห้ง, การเผาใบไม้, etc. กิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยถูกมองข้ามจากโลกภาพยนตร์ กลายเป็นอะไรที่เริ่มสำคัญขึ้นมา

 

3.2 หลังจากหนังเรื่อง NATHALIE GRANGER กิจวัตรประจำวันของแม่บ้านก็ถูกเน้นย้ำให้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีกในหนังเรื่อง JEANNE DIELMAN และการที่ตัวละครนางเอกของ JEANNE DIELMAN มีฐานะยากจนกว่านางเอกสองคนของ NATHALIE GRANGER การใช้แรงงานของ Jeanne ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย เพราะการทำงานต่าง ๆ ของ Jeanne ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งการทำอาหารที่มีขั้นตอนต่าง ๆ, การดูแลรักษาบ้าน และการขายบริการทางเพศ

 

เหมือน JEANNE DIELMAN เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสหรือเข้าใกล้ชีวิตแม่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามในโลกภาพยนตร์ยุคนั้นน่ะ ทั้งการปอกมันฝรั่ง, การเตรียมเนื้อสัตว์, การต้มกาแฟ, การล้างจาน, การขัดรองเท้า, การเก็บเตียงพับได้, การขัดอ่างอาบน้ำ, การรีดเสื้อผ้า, การไปซื้อของที่ร้านของชำ, etc. แรงงานในการทำงานเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามมาก่อน และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เราตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

 

3.3 เพราะฉะนั้นพอเราดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง JEANNE DIELMAN มาก ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เน้นย้ำไปที่กิจวัตรประจำวันของผู้หญิงเหมือนกัน และหนังทั้งสองเรื่องต่างก็เน้นย้ำทั้ง “กิจวัตรประจำวันที่ไม่ได้ทำเงิน” อย่างเช่น การทำอาหาร และ “กิจวัตรประจำวันในการทำงานหาเลี้ยงชีพ” เหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวละครนำในหนังสองเรื่องนี้ทำงานแตกต่างกัน และจุดแตกต่างสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ได้มีพัฒนาการของตัวละคร หนังไทยเรื่องนี้เป็นสารคดีที่พาเราไปดูชีวิตประจำวันเพียง 1 วันของคุณยายแบ่ง ส่วน JEANNE DIELMAN นั้น ตัวละครเผชิญกับ “ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ” เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

 

ก็เลยสรุปได้ว่า พอเราได้ดู UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เราก็เลยนึกถึง NATHALIE GRANGER กับ JEANNE DIELMAN มาก ๆ เหมือนหนังทั้ง 3 เรื่องนี้มันมีจุดที่เหมือนกันและจุดที่แตกต่างกัน และน่าจะนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกันมาก ๆ

 

4. ต่อไปนี้เป็นการสรุปเนื้อเรื่องเท่าที่เราพอจับได้ใน  UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มันจะซ้ำ ๆ กับที่เราเคยโพสท์ถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้ว 3 รอบก่อนหน้านี้ 55555

 

อย่างไรก็ดี “เนื้อเรื่อง” ของ UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือการที่เราได้ดูและ “ได้ใช้เวลา” ไปกับตัวละครในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้

 

4.1 เหมือนเนื้อเรื่องน่าจะเริ่มต้นในช่วงราว ๆ ตี 5 กว่า ๆ มั้ง คุณยายแบ่ง สนใหม่ ตื่นนอนมาเตรียมรอตักบาตร เราเห็นชาวบ้านหลายคนมารอตักบาตรตั้งแต่รุ่งสาง และเห็นรถ EMS จอดอยู่แถว ๆ นั้น เห็นว่ามีการเอาอะไรมาปูพื้นเพื่อให้พระและชาวบ้านเหยียบขณะรอตักบาตรด้วย และก็เห็นว่าการตักบาตรในชนบทนี่เป็นอะไรที่ต้องใช้เวลารอนานพอสมควร

 

คือก่อนหน้านี้เรานึกว่า เวลาตักบาตร ชาวบ้านอาจจะไปรอหน้าบ้านแค่ 3-5 นาที แล้วก็ได้ตักบาตรเลย แต่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กว่าจะได้ตักบาตรจริง ๆ ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลารอนานมาก ๆ (ในความรู้สึกของคนเมืองกรุงอย่างเรา)

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็เริ่มทำอาหารในช่วงเวลาใกล้ ๆ 7 โมง แล้วคุณยายแบ่งก็กินข้าวเช้า มีแกงส้มดอกแคกับปลาทอด

 

4.2 และคุณยายแบ่งก็เริ่มกระบวนการปั้นหม้อ วิดีโอแสดงให้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียดในการปั้นหม้อ กราบคุณยายมาก ๆ นึกไม่ถึงว่าคุณยายจะสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้มากขนาดนี้ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ

 

ขั้นตอนแรก ๆ ของการปั้นหม้อเหมือนเป็นการผสมดินที่จะใช้ปั้น ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าตัวดินนั้นประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง หลังจากนั้นคุณยายก็เริ่มนวดดินที่มีสภาพคล้าย ๆ ดินเหนียวให้กลายเป็นแท่งยาว ๆ แล้วจากแท่งยาวๆ คุณยายก็ปั้นและใช้นิ้วกดมันตรงกลาง จนมันกลายสภาพเป็นเหมือนหม้อหรือกระถางที่ไม่มีก้น เหมือนเป็นวัตถุทรงกระบอกที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน คุณยายปั้นกระบอก (หรือหม้อไร้ก้น) นี้ออกมาราว 4 กระบอก

 

เสร็จแล้วคุณยายก็เอาแต่ละกระบอกไปวางบนตอไม้ แล้วใช้ผ้าอะไรสักอย่างไปรีดตรงปากกระบอก เพื่อให้มันเรียบสวย โดยในขั้นตอนนี้คุณยายต้องเดินวนไปวนมารอบตอไม้เป็นวงกลมด้วย ซึ่งสิ่งนี้น่าจะแตกต่างจากกรรมวิธีปั้นหม้อในยุคปัจจุบันที่มีเครื่องมือหมุน ๆ คือตัวคุณยายไม่มีเครื่องมือหมุน ๆ เพราะฉะนั้นคุณยายก็เลยต้องปั้นหม้อโดยใช้วิธีเดินวนรอบหม้อเป็นวงกลมแทน

 

พอคุณยายจัดการกับปากหม้อทั้ง 4 หม้อเสร็จแล้ว คุณยายก็นำหม้อไร้ก้น 4 ใบนี้ไปตากแดด

 

4.3 คนดูหนังเรื่องนี้จะได้เห็นฉาก static long take เป็นหม้อไร้ก้น 4 ใบตากแดดเป็นเวลาราว 2 นาที โดยมีแมลงวันบินมาเกาะปากหม้อใบนึง

 

ดูแล้วแอบนึกถึงวลี watching the paint dry แต่อันนี้คือ watching the pots dry 55555 และเราก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อมันแต่อย่างใด

 

แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพถ่ายเก่า ๆ มากมายหลายภาพในบ้านของคุณยายแบ่ง คนดูจะได้เห็นภาพครอบครัวของคุณยาย, เห็นภาพพระอาวุโส  แล้วหนังก็ตัดไปยังภาพต้นไม้ในบ้านของคุณยายแบ่ง

 

แล้วก็มาถึง “หนึ่งในฉากที่เราชอบมากที่สุดในปี 2026” ซึ่งก็คือฉากที่คนดูได้เห็นใบหน้าของคุณยายแบ่งขณะรอหม้อแห้ง โดยหนังถ่ายฉากนี้แบบ static long take เป็นเวลาราว 6 นาที

 

ฉากนี้ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ เพราะเราก็ไม่สามารถคิดหาคำคุณศัพท์, กริยาวิเศษณ์ อะไรใด ๆ มาบรรยายใบหน้าหรืออารมณ์ของคุณยายได้ คุณยายไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือ, อ่านหนังสือ, ถักนิตติ้ง หรือนอนหลับขณะรอหม้อแห้ง คุณยายแค่นั่งเฉย ๆ รอไปเรื่อย ๆ

 

ดูฉากนี้แล้วก็แอบนึกถึง quote ของ Michelangelo Antonioni ที่ว่า ““A film you can explain in words is not a real film.” เพราะ quote นี้สามารถใช้กับหนังเรื่องนี้และโดยเฉพาะฉากนี้ได้จริง ๆ มันเป็นฉากที่ไม่สามารถ explain in words ได้จริง ๆ

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังใครก็ไม่รู้ที่หน้าบ้านคุณยาย

 

4.4 แล้วหนังถึงค่อยเล่ากระบวนการสร้างก้นหม้ออย่างละเอียด คุณยายทยอยนำหม้อไร้กันทีละใบมาทำก้นหม้อ โดยใช้อุปกรณ์สำคัญคือไม้ตีกับ “หินดุ” ซึ่งเราเดาว่าหินดุของคุณยายทำจากไม้

 

เว็บไซต์ esanpedia บอกว่า หินดุ “มีลักษณะคล้ายดอกเห็ด ผิวหน้าเรียบมน มีความแข็งแรงทนทาน หินดุ จะใช้สำหรับกระทุ้ง ดุน หรือดันเนื้อดินไว้เพื่อรองรับการตีจากด้านนอกให้เครื่องปั้นมีรูปทรงและความหนาตามที่ต้องการ”

 

เราชอบอุปกรณ์ หินดุ ในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะเหมือนเราแทบไม่เคยเห็นมันในหนังเรื่องอื่นๆ  มาก่อนเลยในชีวิตนี้

 

คุณยายเอาดึงเอาดินบางส่วนจากหม้อไร้ก้นไปกองไว้ที่พื้น แล้วก็หยิบเอาดินที่กองไว้ที่พื้นส่วนหนึ่งมาปั้นเป็นก้นหม้อ โดยใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงก้นหม้อ

 

พอคุณยายปั้นก้นหม้อทั้ง 4 ใบเสร็จแล้ว คุณยายก็เหมือนรออีกสักระยะนึง  แล้วคุณยายก็ค่อยเอาหม้อแต่ละใบมาตีตะล่อมรูปทรงใหม่ให้มันสวยงาม ลงตัว คุณยายใช้ไม้ตีกับหินดุช่วยในการปั้นคลึงหม้อแต่ละใบในขั้นตอนนี้ให้มันเรียบเนียน สวยงาม และคอยเก็บเศษใบไม้หรือเศษอะไรต่าง ๆ ที่ติดที่ผิวหม้อออกไป รวมทั้งใช้ไม้ตีในการสร้างลวดลายบางอย่างที่ปากหม้อด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

ขั้นตอนพวกนี้อาจจะดูซ้ำซากและกินเวลานาน เพราะคุณยายค่อย ๆ ทำแบบนี้กับหม้อทีละใบจนครบทั้ง 4 ใบ แต่เราก็รู้สึกว่ามันดูเพลินมาก และมันก็มีสิ่งต่าง ๆ ให้เราคอยสังเกตขณะดูด้วย ไม่ว่าจะเป็นหยากไย่ใต้เก้าอี้ที่แกว่งไกวไปตามสายลม, แมวที่ปีนไปบนโอ่งยักษ์, สิ่งของต่าง ๆ ในบ้านของคุณยาย

 

หลังจากคุณยายปั้นคลึงหม้อจนได้รูปทรงที่สวยงามครบหมดแล้ว คุณยายก็เอาน้ำมาทา ๆ ที่ตัวหม้อ เพื่อปรับให้ผิวทุกอย่างมันดูเรียบเนียนที่สุด (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วก็ปล่อยให้มันแห้ง

 

แล้วหนังก็ตัดภาพไปยังท้องทุ่งใกล้บ้านคุณยาย, เห็นลมรำเพยแผ่วพลิ้ว สยิวใบหญ้า โอนเอนใบอ่อนมา ถลาเล่นลม, เห็นป่าและหนองน้ำใกล้บ้านคุณยาย แล้วเราก็เห็นคุณยายกับผู้ชายคนนึง (ไม่แน่ใจว่าเป็นสามีหรือลูกชายของคุณยาย) กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ใต้ถุนบ้านในตอนบ่าย กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยามเย็น

 

4.5 ส่วนช่วงท้ายของวิดีโอที่เราได้ดู เป็นช่วงเย็นๆ ของวัน คุณยายแบ่งทำอาหารเย็นในขณะที่ฝนตกหนักมาก ๆ เราเห็นคุณยายกิน “ข้าวคลุกกล้วยน้ำว้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพิ่งรู้ว่ามันมีเมนูนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

 

คุณยายแบ่งกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าจนหมดจาน โดยมีจานปลาทอดกับจานแกงส้มดอกแคอยู่ใกล้ ๆ ด้วย แต่เหมือนคุณยายกินปลาแค่นิดเดียว แล้วก็กินแค่น้ำแกงส้ม แต่เหมือนไม่ได้แตะตัวดอกแคเลย

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณยายกินข้าวคลุกกล้วยน้ำว้าเป็นหลัก แล้วก็กินแต่น้ำแกงส้ม ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ "ฟัน" หรือเปล่า คนแก่อาจจะไม่ค่อยมีฟันให้เคี้ยวแล้วมั้ง ก็เลยกินอาหารแบบนี้

 

หลังจากนั้นคุณยายแบ่งก็ดูทีวี แล้วคุณยายก็หายไปจากวิดีโอ (ไม่รู้ว่าเข้านอนหรือเปล่า) ตัววิดีโอจับภาพบรรยากาศในบ้านตอนกลางคืนอยู่ช่วงนึง ก่อนจะจบ

 

5. สรุปได้ว่า UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) เป็นหนึ่งในหนังที่เราชอบมากที่สุดที่ได้ดูในปี 2026 ดูแล้วก็ประทับใจสุดขีดที่หนังเหมือนพาเราไปดูชีวิตประจำวันของคนในชนบทจริง ๆ เหมือนได้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขาจริง ๆ เหมือนหนังให้เราได้สัมผัส essence บางอย่างในชีวิตของตัว subject ในแบบที่หนังเรื่องอื่น ๆ ยากจะทำได้

 

เราว่าหนังเรื่องนี้ดูเพลินและดูง่ายกว่าที่คิดด้วย เราว่ามันดูง่ายกว่า LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBOURS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min, A+30) ที่นำเสนอชีวิตคนในชนบทไทยเหมือนกัน และดูง่ายกว่า DOUBLE TIDE (2009, Sharon Lockhart, USA, 99min) ที่จับภาพ “การทำงานของคนในชนบท” ในแบบที่เกือบจะเป็น real time เหมือนกัน ซึ่งความรู้สึกว่ามันดูง่ายนี้อาจจะเกิดจากเหตุผลที่ส่วนตัวมาก ๆ เพราะว่า บ้านของคุณยายแบ่งมันทำให้เรานึกถึงบ้านของตากับยายเราที่อุบลในทศวรรษ 1980 เพราะฉะนั้นพอเราเห็นบ้านของคุณยายแบ่ง  เราก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า แค่เราได้ดูบ้านแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็เพลิดเพลินกับมันแล้ว มันเป็นความสุขที่เกิดจากอารมณ์แบบ nostalgic ของเรา

 

ดูหนังเรื่อง UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) ได้ที่ Jim Thompson Art Center นะ หนังเรื่องนี้น่าจะเปิดฉายจนถึงวันที่ 16 ส.ค.

 

 ตอนดูรอบแรก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02URaz4tCZgKsgSUxeScDDsoCZKWUfQWfT4BsqA1MzRtymhiZHcuBXAZXuhNzezz2Yl

 

ตอนดูรอบสอง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0a5Kuu5RHJj3FGTMk7t91etrSsqHPwvndS2CABazXqHXP1Zptp7FLqqpBLRX59Wo8l

 

ตอนดูรอบสาม

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02d4kZkvgKxyd17UeuFkvEehhvQgfKpnJF67EbT11ozcAetMdLGgmfrEcfq4fhXFPvl

 

ข้อมูลเรื่อง หินดุ มาจากเว็บไซท์นี้

https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/localobjects/?p=160

***

VIETNAM MEDIA LAB Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025) annam
  • Lê Bc Tân: IIprovino(2022) คนมาออดิชั่น คนนึงเหมือนร้องเพลงชาติหรือเพลงโบราณ คนนึงเป็นหนุ่มแว่น เดินเหมือนหุ่นยนต์ ถามว่าอาคารนี้มีหน้าต่างหรือเปล่า อีกคนเป็นผู้หญิงสาว
  • TrnUy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019) animation
  • Huytengmeng: Cardio (2018) คนกระโดดเชือก animation
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026) คุณยายในบ้านโบราณกับเด็กชายหุ่นยนต์

 

Monday, August 03, 2026

SOME FILMS ABOUT FARMERS

 

เหมือนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้ดูหนัง 2 เรื่องที่พูดถึงประเด็นราเมือกนี้ เรื่องนึงก็คือ COLONY (2026, Yeon Sang-ho, South Korea) แต่เรานึกไม่ออกว่าหนังอีกเรื่องนึงที่เราได้ดูที่พูดถึงราเมือก คือหนังเรื่องอะไร มีใครนึกออกบ้าง

+++

 

DAEJEON, SUMMER OF 2023 (2023, Jinjoon Lee, South Korea, video installation)

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

 

THE UNHEARD VOICE (1995, Somboon Homtientong)

 

งานศิลปะชิ้นนี้ทำจากเสาพระวิหารที่แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราก็เลยแอบซูมเข้าไปดูในเสา เผื่อเจอเลขเด็ด ๆ 55555

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

+++

 

ร่วมส่งคุณพ่อของหนิงเดินทางไกล ที่วัดคันลัด

+++

ประเทศที่คุกมีไว้สำหรับขังคนอย่างไผ่ จตุภัทร์, อานนท์ นำภา, เอกชัย หงส์กังวาน, etc. ขอประกันตัวหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่กลับปล่อยคนประเภทใดออกมา

 

อันนี้คือนึกย้อนไปถึงเรื่องกองเรือนรกด้วย

+++

 

ฉันรักเขา Yukki Tai จากหนังเรื่อง DOG DAY EVENING (2026, Tin Shu Mak, Hong Kong, A+30)

 

ดีใจที่เทศกาลหนังฮ่องกงในกรุงเทพปีนี้เชิญ Yukki Tai มาร่วมเสวนาหลังหนังจบด้วย เขาน่ารักมาก ๆ

 

พอเช็คดูแล้วพบว่าเราเคยดูหนังที่เขาแสดงอีก 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ TIME STILL TURNS THE PAGES (2023, Nick Cheuk, Hong Kong, A+30) และ BACK HOME (2023, Nate Ki, Hong Kong) แต่เรานึกหน้าเขาในหนังสองเรื่องนี้ไม่ออก

+++

 

EXPERIMENTAL THAI FEATURE FILM AFTER 2000

 

SILENCE WILL SPEAK เคียด (2006, Punlop Horharin, 105min)

LOST NATION ผมชื่อชาติ (2009, Zart Tancharoen, 100min)

INSURGENCY BY A TAPIR ความเศร้าของภูตผี (2016, Wachara Kanha, Chulayarnnon Siriphol, Ratchapoom Boonbunchachoke, Chaloemkiat Saeyong, 104min)

 

HOMATAGIA (2019, Chanasorn Chaikitiporn, 126min)

 

นิราศกรุงเกลือ KRUNGKLUEA (2018, Natthanun Tiammek, 90min)

 

PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot)

 

SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon, 97min)

 

THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min)

 

สัตว์วิบากหนักโลก (2004, Phaisit Phanphruksachat)

 

 DROWSINESS (2019, Shitsanuphong Sornkeaw ชิษณุพงศ์ ศรแก้ว, 74min)

 

หนังยาว 6 เรื่องของคุณ Achitaphon Piansukprasert
https://web.facebook.com/afpachitaphon/posts/pfbid0u3PwyS7CDacstA6fEjxX4qedwfVfRPfzGPP44d1EsPMAfbGMMGPxpesNC8J7NMg5l

 

LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBORS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min)

 

RAILWAY SLEEPERS หมอนรถไฟ (2016, Sompot Chidgasornpongse, 102min)

 

JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

+++

 

มีสถานที่เล่น pilates ที่ไหนในกรุงเทพแนะนำไหมคะ พอดีมีเพื่อนคนนึงฝากถามมา

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

9. THE LAST RICE FARMER หรือ LET IT BE (2005, Chuang Yi-tseng, Yen Lan-chuan, Taiwan, documentary, 110min)

 

This is one of my most favorite documentaries of all time. เราได้ดูหนังสารคดีไต้หวันเรื่องนี้ในเทศกาลหนังไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬาในปี 2006 และหนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2006

 

หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของชาวนาวัยชรา 3 คนในภูมิภาคไถหนานในไต้หวัน และมันถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ

 

หนังเรื่องนี้สามารถนำมาฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่นำเสนอชีวิตชาวนาชาวไร่ได้อย่างดีงามมาก ๆ เหมือนกัน อย่างเช่น

 

1. EARTH (1930, Aleksandr Dovzhenko, Soviet Union)

 

2. THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, Japan)

 

3. โรงเรียนชาวนา จากข้าวขวัญ...สู่ขวัญของชาวนาไทย FARMER FIELD SCHOOL (2007, Supong Jitmuang, Thailand, documentary, 38min)

 

4. MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France, documentary)

 

5. AGRARIAN UTOPIA สวรรค์บ้านนา (2009, Uruphong Raksasad, Thailand)

 

6. HARVEST SEASON ฤดูเก็บเกี่ยว (2009, Pisut Srimork, Thailand, documentary, 20min)

 

7. SCENE AND LIFE (2018, Boonsong Nakphoo, Thailand)

 

ส่วนหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่เราอยากดูมาก ๆ แต่ยังไม่ได้ดู ก็คือ นาล่ม THE FARM GET TROUBLE (1979, Jaturajak) เหมือนเราเคยดูหนังเรื่องนี้บางฉากตอนที่มันมาฉายทางทีวีเมื่อราว 40 ปีก่อน จักร มหาชัย พระเอกของหนังเรื่องนี้หล่อมาก ๆ เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ได้อัดวิดีโอหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้ในตอนนั้น เพราะหนังเรื่อง “นาล่ม” นี้เหมือนหายสาบสูญไปแล้ว เหลือให้ดูเพียงแค่ไม่กี่นาทีในยูทูบ เสียดายมาก ๆๆๆๆๆ

+++

 

FLOW INTO SPACE (1992) by Miki Imai is my most favorite album of all time เป็นอัลบัมที่เราเปิดฟังบ่อยที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้เราเข้านอนได้อย่างมีความสุข

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง COLD WAR 1994 อย่างสุดขีด เราชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนไม่เน้นฉากบู๊ แต่เน้น “การต่อรองผลประโยชน์” เมื่อเกิดความขัดแย้ง

+++

 

เราชอบซื้อ JOLLY BEARS แต่ไม่ได้ซื้อมากิน แต่ซื้อมาเก็บสะสมไว้ เพราะชอบบรรจุภัณฑ์ ส่วนตัวเยลลี่ข้างในก็หมดอายุไปนานแล้ว แดกไม่ได้แล้ว

+++

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ดีใจมาก ๆ ที่พูดถึง “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” หนัง cult ประจำปีของเรา 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มัน cinematic มาก ๆ เพราะว่าความรู้สึกตลกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร หรือบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ง่าย ๆ น่ะ มันต้องดูและฟังหนังเรื่องนี้จริง ๆ มันถึงจะเข้าใจ

 

คือความตลกส่วนหนึ่งของ “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มันเกิดจาก dialogue และเนื้อเรื่อง ก็จริง ซึ่งสิ่งนี้สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ง่าย ๆ แต่ความฮาส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ มันเกิดจากจังหวะที่ผิดพลาดและความลักลั่นขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์ ทั้งจังหวะการตัดต่อ, การเรียงซีน, จังหวะการใส่ดนตรีประกอบ, ดนตรีประกอบที่เลือกใช้, การแสดง, อารมณ์ที่ยากจะบรรยายได้ของนักแสดง, เครื่องแต่งกาย, การเคลื่อนกล้อง ฯลฯ เพราะฉะนั้นเราก็เลยแอบรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีความ cinematic มาก ๆ เพราะความฮาของหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ ทาง cinema จริง ๆ มันไม่ใช่แค่ตัวเนื้อเรื่องหรือบทสนทนาของตัวละคร

++++

 

อยากดูหนังเรื่อง I SHOT ANDY WARHOL (1996, Mary Harron) อีกรอบมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน แต่ตอนนั้นเราดูแบบไม่มีซับไตเติล และช่วงนั้นเราแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับ Andy Warhol และกลุ่มคนสนิทของเขามาก่อน อยากให้มีคนนำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

 

I SHOT ANDY WARHOL
https://www.imdb.com/title/tt0116594/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_i%20shot%20andy%20warhol

+++

 

เทศกาลหนังฮ่องกงแจกสิ่งนี้ให้ผู้ชม แต่เราไม่รู้ว่าวัตถุนี้เขาเอาไว้ใช้ทำอะไร

++++

 

นอกจาก “ผู้หญิงแย่งสับ” จะถือเป็น one of my most favorite films of all time แล้ว ชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ ก็ถือเป็น “หนึ่งในชื่อหนังภาษาไทยที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาล” ด้วย เป็นชื่อหนังที่ฝังหัวมาก ๆ เราน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยในปี 1990 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) และพอได้ยินแค่ครั้งเดียว ชื่อหนังเรื่องนี้ก็ฝังหัวเราไปเลย

 

แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงในตอนปี 1990 นะ เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันตอนมันมาฉายทางช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน แล้วเรากับเพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มก็หวีดสุดขีดไปเลย

 

รู้สึกว่าประโยค “ผู้หญิงแย่งสับ” สำหรับเรา เป็นประโยคที่ทรงพลัง + กระตุ้นจินตนาการในหัวได้อย่างดีงามที่สุดทัดเทียมกับประโยค “DESTROY, SHE SAID

 

 

Monday, July 27, 2026

JOUHATSU LETTERS

 

ลองจดรายชื่อภาพยนตร์ที่มีสิทธิลุ้นชิงอันดับ 1 ของเราประจำปี 2026

 

1. I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

2. UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

ตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

3. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู JOUHATSU LETTERS ในงาน Taiwan Documentary Film Festival เมื่อวานนี้ พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นแท่นรอชิงอันดับ 1 ประจำปีได้เลย งดงามเพริศแพร้วพิลาสพิไลถูกจริตดิฉันมาก ๆ

 

JOUHATSU LETTERS ฉายในโปรแกรมหนังสั้น FROM CLAY TO CLOUD ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องในโปรแกรม เราชอบทั้ง 4 เรื่องในโปรแกรมอย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ JOUHATSU LETTERS มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” น้อยที่สุด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายสุด เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายอะไรไปเรื่อย ๆ เล่นกับภาพไปเรื่อย ๆ แต่มันมี human touch มาก ๆ และมันเต็มไปด้วยอะไรที่ “เราไม่สามารถบรรยายความงดงามของมันออกมาเป็นถ้อยคำได้” เยอะมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีก 3 เรื่องในโปรแกรม FROM CLAY TO CLOUD เราก็ชอบสุดขีดนะ

ทั้ง

 

AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, documentary, 22min, A+30)

 

PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

 

WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

เรื่องนี้นึกว่าต้องฉายปะทะกับ PSYCHOHYDROGRAPHY (2010, Peter Bo Rappmund, documentary, USA, 63min, A+30)

 

สรุปว่า กราบตีน FROM CLAY TO CLOUD มาก ๆ  ค่ะ มันคือโปรแกรมภาพยนตร์ในดวงใจของดิฉันจริง ๆ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

4. A CITY OF SADNESS (1989, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 157min)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่ามันฉายในโปรแกรม Filmvirus ของคุณสนธยา หรือว่าฉายในโปรแกรมคุยกับหนังของอาจารย์ทรงยศ มีใครจำได้บ้างไหมคะ

 

เป็นหนังที่อยากดูซ้ำอีกรอบมาก ๆ เพราะเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยในการดูรอบแรก คือหนังของ Hou Hsiao-hsien มันดูเผิน ๆ เหมือนเป็น slow cinema แต่ถ้าหากเราไม่ตั้งใจดูอย่างจริงจัง เราจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน 55555

 

จำได้ว่าพอเราดู A CITY OF SADNESS แล้วเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปกูเกิลดูในอินเทอร์เน็ต แล้วเจอเว็บไซต์นึงเขียนบทวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพ diagram อะไรต่าง ๆ ประกอบการวิเคราะห์ด้วย เราก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน print บทวิเคราะห์นั้นออกมา (ตอนนั้นเรายังไม่มี laptop เป็นของตนเอง)  ปรากฏว่า print ออกมาแล้วมันยาวถึง 75 หน้า!!!!!!

 

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาเราก็มีการย้ายห้องในอพาร์ทเมนท์ในปี 2010 แล้วพอเราย้ายข้าวของ เอกสารเก่า ๆ ก็เลยหายไป เราก็เลยไม่รู้ว่าบทวิเคราะห์ 75 หน้าที่เราเคย print ออกมามันหายไปไหนแล้ว (เรายังไม่ได้อ่านมันนะ) แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมันยังดำรงอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครรู้ว่ามันคือเว็บไซต์อะไรก็บอกมาได้นะคะ

 

++++

 

เพิ่งเห็นว่ามีหนังสือชุดนี้วางขายด้วย ทั้งชุดมี 6 เล่ม โดยที่ 5 เล่มในกลุ่มนี้มีราคาเล่มละประมาณ 30 ปอนด์ แต่เล่ม JUDITH BUTLER AND FILM ราคาสะแหลนขึ้นไปถึง 76.50 ปอนด์ เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันมาก ๆ 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจในงานฉายหนังเรื่อง THE ASSEMBLY (2017, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่หอภาพยนตร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็คือการใช้ “ล่ามภาษาฝรั่งเศส” ในงานฉายหนังครั้งนี้ด้วย เพราะเหมือนเป็น rare event มาก ๆ ที่เราได้เห็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในงานฉายหนังในไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา (ในทศวรรษ 2000 เราอาจจะได้เห็นอยู่บ้างใน เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ)

+++

 

Film Wish List: PINK GIRL TRILOGY

 

มีเพื่อนคนนึงแนะนำให้เราอ่านนิยายของ Osamu Hashimoto เราก็เลยเอาชื่อของเขาไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า นิยายของ Osamu Hashimoto เคยถูกดัดแปลงสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งรวมถึงหนังชุด PINK GIRL TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

PINK TUSH GIRL (1978, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: LOVE ATTACK (1979, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: PROPOSAL STRATEGY (1980, Koyu Ohara, Japan)

 

เราไม่เคยได้ยินหนังชุด PINK GIRL TRILOGY มาก่อนหน้านี้เลย อยากดูอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

คือพอเราไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ เราก็พบว่า มันน่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรง เพราะว่าหนังชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง pink films ของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่มันแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ เพราะว่าหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ ชอบนำเสนอตัวละครหญิงที่ไม่เต็มใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือตัวละครหญิงที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่หนังชุด PINK FILM TRILOGY นี้นำเสนอตัวละครสองสาวที่เต็มใจ สนุกสนาน กระตือรือร้น มีความสุข และ “ตัดสินใจเลือกเอง” ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเลือกเอง ตัดสินใจเอง และหนังก็มีการล้อเลียนพวกตัวละครหญิงประเภทอื่น ๆ ที่มักจะพบในหนัง pink films ด้วย

 

ก็เลยต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ คือเรายังไม่ได้อ่านนิยายของ Osamu Hashimoto นะ แต่แค่เราได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากนิยายของเขา เราก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า มันเหมือนกับหนังในจินตนาการของเรามาก ๆ เพราะเรามักจะมีปัญหาอย่างรุนแรงกับตัวละครหญิงที่เรียบร้อย และไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศในหนังเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในหนังญี่ปุ่นยุคก่อนนิวเวฟ แต่ตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยความเงี่ยนผู้ชายแบบนี้นี่แหละ ที่เราจะสามารถ identify ตัวเองด้วยได้อย่างรุนแรง

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ PINK TUSH GIRL เรื่องแรก คือนึกว่าแต่งโดยจิตร โพธิ์แก้วของจริง 55555

 

Yuko's boyfriend dumps her just after they have her first sexual experience, so she runs away from her Tokyo home to the western coast of Japan in order to straighten out her feelings. Following behind her on her journey is her friend Rena, who is trying to track Yuko down and find out if she is all right. As Rena traces Yuko's steps, always missing her by a day or two, she discovers that her friend has decided to drop her inhibitions and begin enjoying herself with every man she encounters.

 

อันนี้คือบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ the spinning image ที่มีต่อหนังเรื่อง PINK TUSH GIRL

 

“Hashimoto's script addresses the anxieties of young women in relation to sex: fear of pregnancy, lack of satisfaction, conflicting notions of morality. Both Rena and Yuko remain steadfast in their belief that mental or spiritual purity is not connected to physical purity. Sex can be whatever they chose to make it. For them sex means freedom. Freedom from the social constrictions of their elders and, more controversially, financial freedom.”

 

บทวิจารณ์ PINK TUSH GIRL
https://www.thespinningimage.co.uk/cultfilms/displaycultfilm.asp?reviewid=10111

+++

 

มีตุ๊กตาหมีในหนังเรื่อง COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) ด้วย

+++

 

ARTWORKS SEEN

 

MEDICATION FOR THE SOUL NO. 2 (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

BENEATH THE SMILE (AFTER T. MURAKAMI, OF WAT PHRA KAEW) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

GARDEN OF HAPPINESS, (AFTER TAKASHI MURAKAMI, SMILEY INSPIRED BY HARVEY ROSS BALL) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DIALOGUES WITH SUNFLOWERS. (INSPIRATION FROM THE MASTER, VINCENT VAN GOGH’S SUNFLOWERS.) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DRAMATIC TRAUMA (2022, Bobby Leash)

 

EXPLODE (2025, Sauce Harrison)

 

มี teddy bear ในภาพวาดนี้ด้วย

From the exhibition NEON DREAM & PAPER SAINTS at Paragon

 

BITTER IS BITTEN (2026, By Me)

 

THE WOMB (GENESIS) (2026, Aitoy)

 

ALGORITHM GOD (2026, Aitoy)

 

ORANGE BRUSHSTROKE (AFTER ROY LICHTENSTEIN) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

THE OUTSIDER (AFTER H. ROUSSEAU) INSPIRED BY THE MURAL PAINTINGS OF ISAM TEMPLES (SIM) (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

Sunday, July 19, 2026

DRAWING EXHIBITION BY PARINOT KUNAKORNWONG

 

เราก็ว่าตัวละครหญิงในหนังของโอสุ "ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยความต้องการจะฆ่าคน" น่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากตัวละครหญิงในหนังญี่ปุ่นยุคต่อ ๆ มา เราก็เลยมองว่า ถึงแม้ตัวละครในหนังของโอสุมันจะเป็นทุกข์ แต่มันก็ไม่ได้มี "เพลิงนรกแผดเผาอยู่ในใจ" แบบตัวละครในหนังของ Nagisa Oshima 55555

+++

 

เรายังไม่ได้ดู THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan) นะ แต่เราขอเกาะกระแสด้วยการจดบันทึกว่า หนังเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เราชื่นชอบมากที่สุดอาจจะเป็น ELECTRA, MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) และหนังแอนิเมชั่นเกย์เรื่อง ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

ACHILLES นำเสนอความสัมพันธ์รักแบบเกย์ระหว่าง Achilles กับ Patroclus เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในวันที่ 1 มี.ค. 1998

 

ACHILLES ได้มาฉายในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในครั้งนั้น โดยเป็นส่วนหนึ่งของ British Animation Film Festival โดยเทศกาลนั้นมีการฉายภาพยนตร์ 9 เรื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย

 

1. WALLACE & GROMIT: A GRAND DAY OUT (1989, Nick Park, UK, animation, 23min)

 

2. WALLACE & GROMIT: THE WRONG TROUSERS (1993, Nick Park, UK, animation, 30min)

 

3. WALLACE & GROMIT: A CLOSE SHAVE (1995, Nick Park, UK, animation, 31min)

 

4. AS YOU LIKE IT (1994, Aleksey Karaev, Russia/UK, animation, 25min)

 

5. ACHILLES (1995, Barry Purves, UK, animation, 11min) 

 

6. GOGS OGOF (1996, Mike Mort, UK, animation, 11min)

 

7. THE BROKEN JAW (1997, Chris Shepherd, UK, animation)

 

8. FLATWORLD (1997, Daniel Greaves, UK, animation, 30min)

 

9. TRAINSPOTTER (1997, Neville Astley, Jeff Newitt, UK, animation)

 

คิดถึงการได้ไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงในปี 1998 มาก ๆ ช่วงเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความสุขจริง ๆ

+++

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้และฟัง Q&A ที่กรุงเทพ เรายังจำได้เลยว่า Leon Le พูดว่า “ทุกครั้งจะต้องมีคนถามผมว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก IN THE MOOD FOR LOVE หรือเปล่า” 55555

+++

 

Apichatpong เขียนไว้อาลัย Simon Field ซึ่งเคยเป็น festival director ของเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 1996-2004 (หนังเรื่อง MYSTERIOUS OBJECT AT NOON ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมในปี 2000)

 

เราชอบมากที่มีคนเล่าว่า Simon Field เคยจัดงานฉายหนังงานนึงในปี 2002 ที่สามารถนำเอา Stan Brakhage, Peter Kubelka กับ Michael Snow มาเสวนาในงานเดียวกันได้ เพราะทั้ง 3 คนนี้คือสามปรมาจารย์หนังทดลองจากสหรัฐอเมริกา, ออสเตรีย และแคนาดา จน John Gianvito ที่อยู่ในงานนั้น ถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า “you’ll probably never see these three men together in the same room ever again.” (ซึ่งก็จริง เพราะว่า Stan Brakhage เสียชีวิตในปี 2003)

+++

 

เพิ่งฟังเทปม้วนนี้จบ รู้สึกว่ามันเป็นเทปที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเราเป็นการส่วนตัว เพราะมันได้บันทึก “เหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์” ที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN เอาไว้ในรอบฉาย SALO, OR THE 120 DAYS OF SODOM (1975, Pier Paolo Pasolini, Italy)  เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เรามองว่าเหตุการณ์นั้นมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับเรา

 

เหมือนช่วง 10 ปีหลังมานี้ เรามักจะเลือกที่นั่งในโรงภาพยนตร์ที่ห่างไกลจากคนอื่น ๆ เราก็เลยไม่ค่อยเจอปัญหามากเท่าไหร่ แต่เราก็เจอปัญหาเป็นครั้งคราว เวลาดูหนังที่มีรอบฉายน้อย ซึ่งส่งผลให้รอบฉายนั้นมีผู้ชมจำนวนมาก และจำเป็นต้องนั่งติด ๆ กัน

 

ปัญหาที่เราเคยเจอ

 

1. ตอนดู A TIME TO LIVE AND A TIME TO DIE (1985, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 138min, A+30) ที่โรงหนัง SF Central World ในเทศกาล World Film Festival of Bangkok มีผู้ชมคนนึงเหมือนแกะห่อขนมกินตลอดเวลา มันก็เลยมีเสียงก๊อบแก๊บดังตลอด 2 ชั่วโมงกว่า น่ารำคาญมาก

 

2. ตอนดู LA STRADA (1954, Federico Fellini, Italy, 108min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา มีแม่คนนึงพาลูกชายอายุราว 6-8 ขวบมาดูด้วย แล้วลูกชายพูดไม่หยุด พอผ่านไปราว 1 ชั่วโมง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปบอกให้หยุดพูด แต่ก็เหมือนลูกชายยังคงพูดต่อ แต่เราเห็นว่าเป็นเด็ก เราก็เลยไม่กล้าทำอะไรมาก

 

สรุปว่า เราก็เลยไม่อินกับ LA STRADA มากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวหนัง หรือเป็นเพราะเราถูกรบกวนจากแม่ลูกคู่นั้น แต่เราอินกับ NIGHTS OF CABIRIA (1957, Federico Fellini, Italy) อย่างรุนแรงนะ

 

3. ตอนดู ZIDANE: A 21ST CENTURY PORTRAIT (2006, Douglas Gordon, Philippe Parreno, France/Iceland, 90min, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เรานั่งแถวเดียวกับผู้ชายคนนึงที่ใส่ smart watch ที่ส่งแสงสว่างวาบแยงตาเราทุก ๆ 3-5 นาทีเมื่อเขาขยับแขน หรืออะไรทำนองนี้

 

แต่เรามองว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วเป็นคนดีมาก เพราะพอเราเจอแสง smart watch แยงตาเราไปราว 5 ครั้ง เราก็เลยทนไม่ไหว เดินไปหาเขาแล้วขอให้เขาเก็บนาฬิกา เขาก็เลยถอดนาฬิกาเก็บใส่กระเป๋า ปัญหาก็เลยจบลงด้วยดี ขอบพระคุณผู้ชมท่านนั้นมาก ๆ ค่ะ

 

4. ตอนดู CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France, A+30) ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราโดนคนข้างหลังถีบเบาะที่นั่งเป็นระยะ ๆ แต่ยังดีที่ถีบไม่แรงมาก เราก็เลยไม่ได้ลุกขึ้นมาด่า

 

คือถ้าถีบแค่ 1-2 ครั้งเราจะไม่ว่าอะไร เพราะคนเรามันกะระยะพลาดได้เวลาขยับขา แต่พอถีบหลาย ๆ ครั้งนี่มันไม่ได้เกิดจากการกะระยะพลาดเวลาขยับขาแล้วล่ะ แต่แสดงว่ามึงไม่ได้แคร์คนที่นั่งข้างหน้ามึงเลย

 

ปีนี้เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์อียูเลย เพราะเราได้ข่าวว่าผู้ชมในเทศกาลนี้ทำตัวเลวร้ายกันมาก ๆ โชคดีที่ยุคนี้เป็นยุคของ streaming เราก็เลยดูหนัง streaming ที่อพาร์ทเมนท์ของตัวเองได้อย่างสบายใจ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และไม่ต้องถูกใครรบกวนในระหว่างการดู

+++

 

ECHOES (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation)

 

ตัววิดีโอเหมือนจะยาวเพียงแค่ 1-2 นาทีนะ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

MY MOTHER AND A(I) (2025, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 10mins)

 

วิดีโอนี้มีเสียง voiceover ภาษาไทยประกอบนะ แต่เสียดายที่มันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษสำหรับผู้ชมต่างชาติ

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

++++

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30)

 

ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป กราบตีน Bertrand Bonello

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังฝรั่งเศส 3 คนที่มาในยุคเดียวกัน ซึ่งได้แก่ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ตอนนี้เราชอบ Bertrand Bonello มากที่สุดนะ และก็ชอบ Bruno Dumont เป็นอันดับสอง ส่วน Gaspar Noé เราชอบเป็นอันดับสาม แต่ก็ถือเป็นผู้กำกับที่เราชอบสุดขีดทั้งสามคน

 

อย่างไรก็ดี เรายังได้ดูหนังของทั้งสามคนนี้เพียงแค่คนละ 3-5 เรื่องเองนะ เพราะฉะนั้นลำดับความชอบมันคงจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน เมื่อเราได้ดูหนังของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของ Bertrand Bonello, Gaspar Noé, Bruno Dumont ในไทยมาก ๆ

 

ส่วน Philippe Grandrieux นั้น เราได้ดูไปเพียงแค่ 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ SOMBRE (1998) กับ A LAKE (2008) เราก็เลยไม่ได้นำมาเทียบด้วย แต่เราเดาว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังของ Grandrieux หลาย ๆ เรื่อง เราก็อาจจะชอบหนังของเขามากกว่า Dumont, Bonello, Noé

+++

 

บางส่วนจากนิทรรศการ DRAWING ของ Parinot Kunakornwong ที่ 100 Tonson Foundation

 

1. หนึ่งในงานที่น่าสนใจในนิทรรศการนี้ ก็คือ DUTCH EMBASSY ที่ประกอบด้วยสิ่งของหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง cardboard box, IKEA glass shelves, song list, ภาพถ่ายในวันงานสำคัญ, ผ้าโขมพัสตร์, etc.

 

ตอนแรกที่เราเห็นงานนี้ เราก็งงว่า ทำไมต้องมีผ้าโขมพัสตร์อยู่ในงานนี้ มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ทำไมต้องมีผ้าในงาน แล้วทำไมไม่ใช้ผ้าตีนจก ทำไมถึงต้องเจาะจงเป็นผ้าโขมพัสตร์

 

หลังจากนั้นพอเราได้อ่านข้อมูลประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ เราถึงค่อยเข้าใจว่า สถานทูตเนเธอร์แลนด์กับ “ผ้าโขมพัสตร์” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ใครหรืออะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน รุนแรงมาก ๆ

 

ตัวงาน DUTCH EMBASSY นี้สัมพันธ์กับภาพชุด PARTS OF DUTCH EMBASSY 4 ภาพในนิทรรศการนี้ด้วย และเราก็รู้สึกว่า ตัวงานนี้มันเชื่อมโยงกับงานอื่น ๆ ในนิทรรศการนี้ด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งของบางชิ้นในนิทรรศการนี้มันเชื่อมโยงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์

 

2. สิ่งของที่เชื่อมโยงกับอินโดนีเซียในนิทรรศการนี้ ก็รวมถึงเหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, สูตรทำอาหาร Nasi Goreng ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของอินโดนีเซีย, ภาพถ่าย Istana Merdeka หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย และตัวทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียนี้ก็ปรากฏอยู่ในวิดีโอ SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins) ด้วย ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

3. เราก็เลยชอบการเชื่อมโยงสิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ตัวสถานทูตเนเธอร์แลนด์ของจริงที่ตั้งอยู่ใกล้กับตัวแกลเลอรี่, สิ่งของต่าง ๆ ในนิทรรศการที่พูดถึงสถานทูตเนเธอร์แลนด์, ประวัติของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่เชื่อมโยงกับผ้าโขมพัสตร์ เรื่อยไปจนถึงอินโดนีเซีย ซึ่งเคยตกเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

 

4. งานอีกชิ้นที่ดูพิศวงดีสำหรับเรา ก็คือ UNTITLED (2024) ที่ประกอบด้วยชามก๋วยเตี๋ยวพลาสติกเปื้อนปูนซีเมนท์ และเสื่อที่ได้รับมาจาก Sompote Sae ang หลังการประท้วงที่ถนนพิษณุโลกในวันที่ 14-15 ต.ค. 2020

 

ในนิทรรศการนี้เหมือนมีงาน UNTITLED (2024) อยู่สองชิ้น อีกชิ้นนึงเราก็ชอบมาก เป็นตุ๊กตาคนเล่นหมากรุกสองคนอยู่ในจานอะลูมิเนียมเปื้อนปูนซีเมนต์ ที่วางอยู่บนถาดใส่ไข่บนบันไดพลาสติกสีดำ

 

ในนิทรรศการนี้ยังมีภาพวาดอีกหลายภาพและมีงาน video installations 3 ชิ้นนะ ซึ่งเราได้โพสท์ถึงสิ่งเหล่านี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

Remnant from the ritual at Kem Tek Ie, banknotes for ritual, เหรียญรูเปียห์ของอินโดนีเซีย, นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์ ฉบับวันที่ 3 ก.ค. 1997, ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหารญี่ปุ่น, ภาพถ่ายทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, ภาพถ่ายการเดินทางไป Kamakura Daibutsu

 

SOY SAUCE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0zwsY415iK2UDELQRJnRBVpLFhpXXon9hCziLpBJ9gae4JtgQHMLohAuGkCbFGqGBl

 

 ประวัติสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_149485

+++

 

ระวังข้อมูลผิด ๆ ใน IMDB คือในวงการภาพยนตร์มันมี Pedro Costa สองคน คนนึงเป็นปรมาจารย์ภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่มี Pedro Costa อีกคนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนด้วย แล้วอีนัง IMDB ดันลงว่า Pedro Costa ชาวสเปนได้ชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก HORSE MONEY 5555

 

แต่ข้อมูลอื่น ๆ ในหน้านี้ถูกต้องนะ คือ Pedro Costa ชาวสเปนเคยได้ชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง CALL THE KING TO ACCOUNT (1999, José Antonio Quirós, Spain) และเคยเข้าชิงรางวัล “คาริบดิสทองคำ” ในเทศกาลภาพยนตร์ Taormina ในอิตาลีจากหนังเรื่อง THE ALMERÍA CASE (1984, Pedro Costa, Spain)

 

เพราะฉะนั้นเวลาเห็นชื่อ Pedro Costa ก็ต้องระวังให้ดีว่าเป็นสเปนหรือโปรตุเกส เพราะแม้แต่ imdb ก็พลาดมาแล้ว แต่ Pedro Costa ที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปนเสียชีวิตไปแล้วในปี 2016

 

Pedro Costa ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสเปน
https://www.imdb.com/name/nm0182275/?ref_=ttfc_fcr_3_2

 

Saturday, June 20, 2026

FAVORITE QUOTE FROM ARTHUR LAURENTS

 

PARADOX OF PRAXIS 5: SOMETIMES WE DREAM AS WE LIVE & SOMETIMES WE LIVE AS WE DREAM (2013, Francis Alÿs, Mexico, 8 min, A+30)

 

หนังสวยมาก ๆ

 

หนังถ่ายเมือง Ciudad Juarez ของเม็กซิโกในยุคปัจจุบัน แต่ผลที่ออกมามันดูเหมือนโลกหลัง apocalypse มาก ๆ

 

ชอบส้นสูงของกะหรี่สาวในหนังเรื่องนี้

++++

 

ชอบ quote นี้ของ Arthur Laurents ในหนังเรื่อง THE CELLULOID CLOSET (1995, Rob Epstein + Jeffrey Friedman, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะมันตรงกับแนวคิดของเราจริง ๆ

 

“They hope they will see what they wanna see. That’s why nobody really sees the same movie.”

 

เพราะเราก็มองว่า ถึงแม้คนหลาย ๆ คนจะดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่พอหนังแต่ละเรื่องตกกระทบดวงตา+ประสาทของผู้ชมแต่ละคน หนังเรื่องนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น “หนังที่แตกต่างไปจากตัวหนังบนจอภาพยนตร์” ในทันที เพราะผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก และพอหนังแต่ละเรื่องทำปฏิกิริยากับผู้ชมแต่ละคนที่แตกต่างกัน มันก็จะกลายเป็นหนังที่แตกต่างกันไปเมื่อมันเข้าไปอยู่ในหัวของผู้ชมเหล่านั้น

 

หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนที่ดูหนังเรื่องเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกัน หนังเรื่องนั้น ๆ มันก็คือหนังเรื่องเดิมที่เหมือนไม่ใช่เรื่องเดิม เพราะตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา

 

นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองตอนดูโปรแกรมฉายหนัง BRUCE BAILLIE RETROSPECTIVE ในงาน The Second Bangkok Experimental Film Festival ในกรุงเทพ เราดูโปรแกรม Bruce Baillie Retrospective รอบแรกในวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. 1999 ดูเสร็จแล้วก็ชอบมาก แต่เหมือนเรายัง “ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว” เราชอบเพราะเรา admire ที่เขาสร้างหนังทดลองแบบนี้ออกมา

 

แต่พอเราได้ดู Bruce Baillie Retrospective รอบสองในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 1999 ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงแค่ 4 วัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ดูหนังชุดเดิมเรื่องเดิมอีกต่อไป เพราะคราวนี้เราเหมือนจูน wavelength ให้เข้ากับหนังชุดนี้ได้อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ การดูรอบสองมันเลยรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความสุขอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เหมือนเราได้ค้นพบจุดกระสันต์จุดใหม่ในหัวสมองของเราที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน

 

เราได้ดูหนังของ Bruce Baillie เรื่องเดียวกันในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 แต่มันก็เหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะตัวเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 มันแตกต่างจากตัวเราในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 และมันส่งผลให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังชุดนี้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

 

ถ้าหนังของ Bruce Baillie ที่อยู่ในหัวสมองของเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 ยัง “แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า “หนังเรื่องเดียวกันที่อยู่ในหัวสมองของคนอื่น ๆ” จะแตกต่างจากหนังเรื่องนั้น ๆ ในหัวสมองของเราได้อย่างรุนแรงขนาดไหน

+++

 

SANCTUARY (2025, Songdej Thipthong, video installation, 2min)

 

Friday, June 19, 2026

HOMAGE BY ASSASSINATION

 

วันที่ 18 มิ.ย.ในปี 2025 เราได้ดู I A PIXEL, WE THE PEOPLE EPISODE 17-20 (2025, Chulayarnnon Siriphol, A+30)

 

+++

ผมก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่เดาว่า เวลาที่เซลีนกับจูลี่ใส่แหวนนี้ แล้วเข้าไปในบ้านผีสิง เซลีนกับจูลี่จะ “ยังคงมีสติรู้ตัว” ว่าตัวเองเป็นเซลีนกับจูลี่อยู่ และสามารถแก้ไขสถานการณ์ในบ้านผีสิงได้

 

เพราะก่อนหน้านี้เวลาที่เข้าไปในบ้านผีสิงสองครั้งแรก เซลีนกับจูลี่จะกลายเป็นเพียงแค่สาวใช้ที่ไม่มีสติรู้ตัว เล่นบทบาทของสาวใช้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเวลา

+++

 

HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30)

 

1. Elia Suleiman กำกับและนำแสดงเองในหนังสั้นเรื่องนี้ เกี่ยวกับหนุ่มปาเลสไตน์ที่ตัดต่อหนังในนิวยอร์ค ในขณะที่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เชียระหว่างสหรัฐกับอิรัก หลังจากอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวตในปี 1990

 

สงครามในครั้งนั้นส่งผลให้อิรักโจมตีอิสราเอล ซึ่งรวมถึงเมืองที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ด้วย

 

2. หนังเฮี้ยนมาก ๆ มีความเป็นหนังทดลองสูงมาก เราชอบมาก ๆ

 

3. ตัวละครที่ตกอยู่ในสถานะที่น่าสนใจมาก ๆ คือผู้หญิงคนนึงที่เป็นชาว “อิรัก-ยิว” ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด คือเหมือนครอบครัวของเธอเป็นชาวยิวที่เคยอาศัยอยู่ในอิรัก แต่พอมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมา ครอบครัวของเธอก็อพยพออกจากอิรักมาอยู่ในอิสราเอล แต่ครอบครัวของเธอก็ยังคงมีกลุ่มญาติ ๆ อาศัยอยู่ในอิรักต่อไป

 

เพราะฉะนั้นในช่วงที่อิสราเอล+สหรัฐ กับอิรักทำสงครามกัน ครอบครัวของเธอกับญาติ ๆ ก็เลยได้รับผลกระทบทั้งสองทาง พออิรักโจมตีอิสราเอล เธอก็ได้รับผลกระทบ แต่พอสหรัฐทิ้งระเบิดใส่อิรัก ญาติ ๆ ของเธอในอิรักก็ได้รับผลกระทบ

 

4. ฉากคลาสสิคในหนังเรื่องนี้คือฉากที่พระเอกต้มนมในหม้อ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) แล้วเขาก็ยืนนิ่ง ๆ มองหม้อต้มนมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจนมันเดือด

 

ฉากที่มี “สุภาษิต” ต่าง ๆ ส่องไปที่ใบหน้าของพระเอก ก็เป็นฉากที่เราชอบมากเช่นกัน

 

5. หนังเรื่องนี้น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก Jean-Luc Godard และมีการเอาคลิปจากหนังของ Godard สองเรื่องมาใส่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ HERE AND ELSEWHERE (1976) กับ HAIL MARY (1985)

 

6. ตอนนี้เราได้ดูหนังของ Elia Suleiman ไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ชอบสุดขีดทั้ง 4 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบได้ดังนี้

 

6.1 DIVINE INTERVENTION (2002)

 

6.2 CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996)

 

6.3 THE TIME THAT REMAINS (2009)

 

6.4 HOMAGE BY ASSASSINATION (1992)

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp/#homage

+++

 

เพิ่งเห็นว่า ถามหาความรัก (1984, Apichat Phopairot อภิชาต โพธิไพโรจน์, A+30) ที่นำแสดงโดยอัญชลี จงคดีกิจ มีลงให้ดูในยูทูบด้วย ดีใจมาก ๆ เราเคยดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เมื่อ 42 ปีก่อน ถือเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดเลย

 

https://youtu.be/p0Cl-wClMOE?si=DMtt6NNVOHlX9xlK

+++

 

เมื่อวานเรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับ “ภาพยนตร์แอนิเมชั่น” เรื่องไหนบ้าง แต่ถ้าหากพูดถึง animation ที่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต ก็คงเป็น music video animation อันนี้แหละ THIS CAN’T BE US – ONE OK ROCK (2025, Inni Vision)

 

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=uqnzxZv06ycaheBf

+++

 

RUSLAN KULEVETS’ LIST

 

งดงามที่สุด กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

จริง ๆ แล้วตอนนี้เราก็ทำลิสท์หนังอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ยังทำไม่เสร็จ 55555

 

เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับเหล่านี้เลย – Peter Hutton, Jacques Perconte, Laida Lertxundi, Jean-Daniel Pollet, Joe Swanberg, Alice Guy, Monte Hellman, Nicolas Klotz, Mariano Llinás, Jodie Mack, Luc Moullet, Margaret Tait, Peggy Ahwesh, Sofia Bohdanowicz, Betzy Bromberg, Maureen Fazendeiro, Hollis Frampton, Ernie Gehr, Sylvain George, Rita Azevedo Gomes, Bette Gordon, Ken McMullen, Anne-Marie Miéville, Jenni Olson, Elisabeth Perceval, Jennifer Reeves, António Reis, David Rimmer, Jean-Claude Rousseau, Dan Sallitt

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02bz9PpoicvBXbKATsvq4s5r7fSM6YUKiMTrAzLjS18zYcHoZBCeRKJM373xidVPFCl&id=100006231229385

 


Monday, June 15, 2026

THE WHITE RABBIT

 

THE WHITE RABBIT แดนฝัน อันตรธาน (2026, Natpakorn Nangnoi, 75min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

 

1. เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่เราดูสองรอบต่อกันเลย เพราะว่าเราดูรอบแรกที่ House รอบ 17.45 น. ในวันที่ 2 มิ.ย. ซึ่งเป็นการดูหลังกินข้าวเย็นเสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็เลยหลับ ๆ ตื่น ๆ ในบางช่วงขณะที่ดูรอบแรก น่าจะหลับไปราว 5 นาที แล้วมันก็เลยเหมือนพลาดข้อมูลสำคัญไป เพราะหนังมันสั้นมาก แล้วมันเป็นหนังที่มีปริศนาลึกลับ ที่ข้อมูลในแต่ละซีนเป็น jigsaw แล้วหนังมันก็จบโดยไม่มีตัวละครมาสรุปข้อมูลต่าง ๆ ให้ เพราะฉะนั้นพอเราดูรอบแรกจบตอน 19.00 น. มันก็เลยค้างคาใจมาก เราก็เลยรีบนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป central world เพื่อดูรอบสองต่อเลย เป็นรอบ 19.00 น. ที่เริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.15-19.20 น.

 

เหมือนก่อนหน้านี้เราแทบไม่เคยดูหนังสองรอบต่อกันเลยนะ มีครั้งนึงที่ทำแบบนี้ก็คือตอนดู LUDWIG – REQUIEM FOR A VIRGIN KING (1972, Hans-Jürgen Syberberg, 140min) ที่สถาบันเกอเธ่ ซอยสาทร 1 ในวันที่ 9 มิ.ย. 2004 เพราะวันนั้นทางเกอเธ่จัดฉายหนังเรื่องนี้สองรอบ เราดูรอบแรกเสร็จแล้วพบว่าเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดคลั่งมาก ๆ แล้วมันเป็นหนังที่ดูรอบแรกแล้วเรารู้สึกว่าเราเข้าใจมันเพียงแค่ราว 30% เท่านั้น เราก็เลยเข้าไปดูหนังเรื่องนี้รอบสองต่อในทันที

 

2. THE WHITE RABBIT เหมือนเป็นหนังที่เรา admire มากกว่า “ชอบเป็นการส่วนตัว” นะ เราชอบความทะเยอทะยานของหนัง และความ unique บางอย่างของหนัง ซึ่งส่งผลให้หนังเรื่องนี้น่าจะติดอยู่ในความทรงจำของเราไปอีกนาน

 

2.1 เรารู้สึกว่าสิ่ง unique สำคัญของหนังเรื่องนี้ในความรู้สึกของเรา ก็คือการที่ตัวละครพระเอกเป็นนักมายากลนี่แหละ เหมือนเราแทบไม่เคยเจอหนังไทยที่มีพระเอกเป็นนักมายากลมาก่อน และแม้แต่หนังต่างประเทศเราก็อาจจะเคยเจอบ้างแต่ก็มีเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง (THE PRESTIGE, NOW YOU SEE ME) และเราก็อาจจะเคยอ่าน “การ์ตูนญี่ปุ่น” ที่พระเอกหรือนางเอกเป็นนักมายากลอยู่ 2-3 เรื่อง

 

2.2 เพราะฉะนั้นฉากที่พระเอกใช้ความเป็นนักมายากลของตัวเองในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในร้านเหล้า ก็เลยเหมือนเป็นฉากที่ทรงพลังมากที่สุด หรือน่าจดจำมากที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับเรา เหมือนฉากอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้อาจจะดู “ไม่โดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ มากนัก” น่ะ แต่ฉากนี้มันดูมีพลัง และมันดูโดดเด่นจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

 

2.3 การที่หนังเลือกจบอย่างสิ้นหวัง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วย เพราะหนังไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกจบแบบนี้

 

2.4 และการที่หนังเหมือนไม่ได้คลี่คลายปริศนาหลาย ๆ อย่าง ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจดจำมาก ๆ สำหรับเราด้วยเช่นกัน เพราะหนังส่วนใหญ่ก็เหมือนไม่ได้เลือกเส้นทางนี้

 

3. จุดแรกที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเหมือนพาดพิงถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND (1865, Lewis Carroll, novel) ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ เรื่อง

 

เพราะฉากที่พระเอก (เบิร์ด) เห็นนางเอก (อีฟ) เดินผ่านรถของเขากับเพื่อนร่วมงานไปอย่างรวดเร็ว แล้วพระเอกก็เลยรีบเดินตามนางเอกไป แล้วหลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เผชิญกับปริศนาพิศวงและกลุ่มผู้มีอิทธิพล มันทำให้เรานึกถึง “อลิศในดินแดนมหัศจรรย์” น่ะ เพราะในนิยาย/นิทานเรื่องนี้ อลิศก็อยู่กับพี่สาวในช่วงต้นเรื่อง แล้วอลิศก็เห็น “กระต่ายขาว” เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว อลิศก็เลยรีบตามกระต่ายขาวไป แล้วหลังจากนั้นอลิศก็เลยได้เข้าไปในดินแดนมหัศจรรย์ และเผชิญหน้ากับ Queen of Hearts ที่ชอบสั่งให้ประหารชีวิตคนต่าง ๆ ด้วยการตัดหัว

 

เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึง ALICE’S ADVENTURES IN WONDERLAND ตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง ไม่ว่าหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

4. ชอบความพยายามในการจัดวางเงื่อนงำต่าง ๆ ในหนังน่ะ โดยไม่มีตัวละครมาพูดสรุปให้ เราต้องปะติดปะต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าพอเราหลับไป 5 นาทีในการดูรอบแรก เราก็เลยงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย 555 แต่พอเราดูรอบสอง เราก็เลยลองปะติดปะต่อเล่น ๆ ด้วยตัวเองได้ดังนี้

 

เหมือนตัวละครผู้ร้ายสำคัญในหนังเรื่องนี้ คือ “ผู้มีอิทธิพล”, “ลูกชายของเขา”, “เปรม” และ ตำรวจ

 

ตัวละครผู้มีอิทธิพลคนนี้เหมือนปรากฏตัวครั้งแรกในฉากที่พระเอกกับเพื่อน ๆ ไปเก็บศพหญิงสาวคนนึงที่ตายในบ้านหรู ในห้องที่มีรูปวาดกระต่ายขาว ผู้มีอิทธิพลคนนี้ปรากฏตัวแบบเบลอ ๆ เห็นหน้าตาไม่ค่อยชัด เขาอ้างว่าคนตายเป็นลูกสาวของเขา และกดดันเปรมกับตำรวจให้ทำตามที่เขาต้องการ โดยให้มีการกำจัดศพโดยเร็ว ผ่านทางการฌาปนกิจอย่างเร่งด่วน เขาสั่งให้ตำรวจสั่งให้เบิร์ดลบรูปถ่ายทิ้ง และก็ดูเหมือนจะมีบุคคลลึกลับอีกคนนึงอยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย (ไม่รู้ว่าคือลูกชายของเขาหรือเปล่า)

 

หลังจากนั้นผู้มีอิทธิพลคนนี้ก็ปรากฏตัวอีกครั้งกับสมัครพรรคพวกในร้านเหล้า พระเอกก็เลยปลอมตัวเป็นพนักงานร้านเหล้าไปปะทะกับคนกลุ่มนี้ในฉากที่น่าจดจำที่สุดของหนัง แล้วพระเอกก็เลยได้ข้อมูลมาว่า ผู้มีอิทธิพลคนนี้อ้างว่าเขาไม่มีลูกสาว และเขาได้สั่งให้ลูกชายไปจัดการปัญหาเรื่องที่ดินในพื้นที่แห่งหนึ่ง

 

พื้นที่แห่งนั้นคือพื้นที่แห่งเดียวกับที่พระเอกไปพบศพคนตายหลายคนในป่าในช่วงท้ายเรื่อง และมีการพบซากยานพาหนะในป่าด้วย ส่วนหนุ่มหล่อที่ปรากฏมาในฉากนั้นน่าจะเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

ชอบบทพูดของ ”เปรม” ด้วย ที่บอกว่า “บางทีคนบางคนกลับเข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อที่....” ซึ่งตอนดูรอบแรกเราก็ไม่ทันคิดอะไร แต่พอดูรอบสองเราถึงเข้าใจว่าบทพูดของเปรมในฉากนี้สื่อถึงอะไร

 

5. ชอบที่หนังเต็มไปด้วยปริศนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน อย่างเช่น

 

5.1 ในพื้นที่ที่พระเอกทำงาน มีคนตายอย่างเป็นปริศนาหลายคน และมีคนหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนังก็ไม่ได้คลี่คลายเรื่องนี้โดยตรง แต่ทำให้นึกถึงประเทศไทย ที่มีคนตายจำนวนมากเพราะผู้มีอิทธิพล และมีการอุ้มหาย

 

5.2 เหมือนครอบครัวของพระเอก ก็เป็นปริศนาสำหรับเรา พระเอกเหมือนจะบอกว่า แม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ แต่ทำไมพระเอกถึงฝันร้ายถึงพ่อหลายครั้ง เหมือนพ่อของเขาทำอะไรเลวร้ายบางอย่างในความฝัน แล้วทำไมในฝันของเขา พ่อของพระเอกถึงหน้าตาคล้ายลูกชายของผู้มีอิทธิพล หรือเราจำมั่ว จำผิดพลาด จำสลับกันเอง 55555

 

5.3 รูปถ่ายในบ้านของพระเอก เหมือนจะสื่อว่า พ่อของพระเอกน่าจะเป็น “ข้าราชการยศสูง” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจ ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้เราแอบเปรียบเทียบสถานะของพระเอกกับสถานะของเด็กหนุ่มในเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง แล้วหนังก็เก็บงำภาพของ “แม่พระเอก” เอาไว้ ก่อนจะเผยให้เห็นลาง ๆ ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งก็ถือเป็นปริศนาที่น่าสนใจสำหรับเรา

 

6. ประเด็นของหนังก็น่าสนใจดี ที่เหมือนจะพูดถึงประเทศไทยที่มีปัญหาเรื่องเจ้าพ่อ, ผู้มีอิทธิพล ที่สามารถขจัดศัตรูได้อย่างง่าย ๆ ราวกับเป็นนักมายากล พวกเขามีอิทธิพลครอบงำตำรวจบางคนและเจ้าหน้าที่บางคนในองค์กรต่าง ๆ พวกเขาเหมือนจะให้อิสระกับคนอื่น ๆ ในบางครั้ง แต่ก็เป็นอิสระเสรีภาพแบบในวงจำกัด และพวกเขาก็สามารถปลิดชีวิตคนที่ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพได้ทุกเมื่อที่พวกเขาต้องการ

 

สถานะของตัวละครพระเอกก็น่าสนใจดี เพราะถ้าหากพ่อของเขาเป็นข้าราชการยศสูง พระเอกหรือพ่อของเขาก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายผู้มีอิทธิพลมาก่อน หรือพ่อของเขาอาจจะเคยทำอะไรเลวร้ายมาก่อน (จนส่งผลให้พระเอกฝันร้าย) แล้วพระเอกก็อาจจะเกลียดผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ในยุคปัจจุบัน เกลียดที่พวกเขาทำให้คนตายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก แต่พระเอกก็ไม่สามารถโค่นล้มอะไรพวกเขาได้

 

7. จุดอ่อนของหนังเรื่องนี้สำหรับเรา ก็อาจจะเป็นเรื่องวิธีการสื่อสารเรื่องสั้นที่นางเอกแต่ง เพราะพอหนังให้นางเอกเล่าเรื่องพวกนี้แบบปากเปล่า ทีละขยัก มันก็เลยยากสำหรับเราในการตามเนื้อเรื่องในการดูรอบแรก เพราะเรื่องสั้นที่นางเอกแต่งมันมีตัวละครเยอะมาก อย่างเช่น

 

7.1 พ่อมด

7.2 เมียของพ่อมด ที่ทิ้งคำสาปหรือคำทำนายเรื่องกระต่ายขาวจะนำมาซึ่งความพินาศ เอาไว้

7.3 ลูกชายพ่อมด ที่มีอายุราว 12 ปี

7.4 แฟนของลูกชายพ่อมด (เราจำไม่ได้แล้วว่า เธอชื่อ เกรซ หรือเปล่า)

7.5 กระต่ายขาว

7.6 กลุ่มกระต่ายดำที่พ่อมดเลี้ยงไว้

7.7 Sofia และครอบครัวของโซเฟีย

7.8 สัตว์ที่ถูกพ่อมดฆ่าตาย

7.9 สัตว์ที่ถูกลูกชายของพ่อมดฆ่าตาย

 

8. เราเข้าใจว่า การนำเสนอเรื่องสั้นแบบนี้ด้วยการให้นางเอกเล่า แล้วให้คนดูจินตนาการภาพตามด้วยตัวเอง มันก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้คนดูตกอยู่ในสถานะเดียวกับพระเอก ต้องคอยจินตนาการภาพในหัวตามด้วยตัวเองเหมือนกัน และพอตัวละครในเรื่องสั้นนี้มันไม่ถูก represent ด้วยภาพใดๆ มันก็เลยส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสั้นเหล่านี้อาจจะ represent แทนสิ่งต่าง ๆ ในสังคมไทย หรือถูกเทียบเคียงกับตัวละครอื่นๆ ในหนัง (พระเอก, ครอบครัวของพระเอก, ผู้มีอิทธิพล, ลูกชายของผู้มีอิทธิพล) ได้ง่ายขึ้น

 

แต่วิธีการแบบนี้ มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะมันทำให้เราตามเนื้อเรื่องได้ยาก เราก็เลยสงสัยว่า ถ้าหากมันมีการ represent เรื่องสั้นนี้ ด้วยการทำเป็นฉาก animation ให้คนดูได้เห็นไปเลย มันก็อาจจะช่วยให้คนดูตามเนื้อเรื่องได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า แต่มันก็ต้องแลกกับข้อดีในย่อหน้าข้างต้น เราก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่า วิธีการแบบใดเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

9. อีกจุดที่เราชอบมากในหนัง ก็คือเรื่องของตัวละครเจมส์ หนุ่มกู้ภัยที่ฆ่าตัวตายหลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอดีตคนรัก (หรือเขาถูกผู้มีอิทธิพลฆ่าตาย เพราะเขาล่วงรู้ความลับบางอย่าง เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)

 

ที่เราชอบเรื่องราวของเจมส์ หนุ่มช้ำรักมาก ๆ เพราะเรารู้สึกว่า มันเหมือนเป็นส่วนที่อาจจะไม่เกี่ยวกับประเด็นหลักของหนัง ที่เราเขียนไว้ในข้อ 6 น่ะ (หรือเราอาจจะเชื่อมโยงไม่ได้เอง 555) มันก็เลยเหมือนกับว่า ตัวละครเจมส์ช่วยให้หนังเรื่องนี้มีพื้นที่ให้หายใจหายคอได้บ้าง

 

คือรสนิยมส่วนตัวของเรา มักจะชอบหนังที่ treat ตัวละครเป็นมนุษย์ มากกว่าหนังที่ใช้ตัวละครเป็น “เครื่องมือในการบอกเล่าประเด็น” น่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า หนึ่งในจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ตัวละครเกือบทุกตัว “เหมือนจะดำรงอยู่เพียงเพื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นของหนัง” น่ะ หนังไม่ได้มีพื้นที่หรือมีความยาวมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ตัวละครแต่ละตัวได้หายใจหายคอบ้าง

 

แล้วพอเราเหมือนเชื่อมโยงเจมส์กับประเด็นหลักของหนังไม่ได้ เราก็เลยชอบตัวละครนี้มาก ๆ ไปเลย เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า เขาเป็นมนุษย์ มากกว่าเป็นเพียง function หรือเป็นเพียง “เครื่องมือในการส่งสารถึงผู้ชม”

 

แต่เราก็ไม่ได้มีปัญหากับจุดนี้ของหนังมากนักนะ เพราะเราเข้าใจว่ามันเป็นหนังทุนต่ำ ทุนอิสระ หนังมันก็เลยสั้นมาก แล้วพอทุนน้อย หนังสั้น หนังมันก็เลยไม่มีโอกาสให้ตัวละครได้ exist เพื่อชีวิตของตัวเองจริง ๆ ได้ แต่ถ้าหากหนังมันยาวกว่านี้ ตัวละครก็อาจจะมีโอกาสได้มีชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

10. ซึ่งจริง ๆ แล้ว “หนังการเมืองไทย” เรื่องอื่น ๆ ก็อาจจะมีลักษณะคล้ายหนังเรื่องนี้นะ คือมีการสร้างตัวละครเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบอกเล่าประเด็นเหมือน ๆ กัน และตัวละครไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ เหมือนกัน แต่หนังการเมืองไทยเรื่องอื่น ๆ มันมี “สิ่งทดแทน” ที่ช่วยสร้างความเพลิดเพลินอย่างมากให้กับเราน่ะ อย่างเช่น BY THE TIME IT GETS DARK (2016, Anocha Suwichakornpong) มันก็มี “ความซับซ้อนของเนื้อเรื่อง/ประเด็น” ที่น่าสนใจมาก  ๆ สำหรับเรา ส่วนหนังของ Taiki Sakpisit กับ Jakrawal Nilthamrong มันก็มี “ความมหัศจรรย์ทางภาพและเสียง” และ “อารมณ์ที่งดงามแบบบทกวี” มาช่วยสร้างความสุขอย่างล้นปรี่ให้กับเรา หนังของ Ratchapoom Boonbunchachoke มันก็มีเนื้อเรื่องที่สนุกหุยฮามาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังการเมืองไทยที่อาจจะไม่ได้ treat ตัวละครเป็นมนุษย์จริง ๆ เรื่องอื่น ๆ มันก็เลยไม่ได้มีปัญหาสำหรับเรา เพราะเราได้รับความสุขจากองค์ประกอบอื่น ๆ ของหนังได้

 

แต่เหมือน THE WHITE RABBIT ยังขาดจุดนี้อยู่บ้างสำหรับเราน่ะ คือเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันมี magic นะ และเราก็ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับชอบสุดขีด หรือ A+30 แต่เราว่า magic ของหนังเรื่องนี้มันยังไปไม่สุด หรือยังไม่ทรงพลังอย่างสุดขีดน่ะ magic ของหนังเรื่องนี้ยังพัฒนาได้อีก และถ้าหากหนังเรื่องนี้มันมี magic รุนแรงจริง ๆ มันก็สามารถทดแทนตัวละครที่อาจจะไม่ได้ถูก treat เป็นมนุษย์จริง ๆ ได้

 

11. อันนี้เป็นหนังเรื่องที่ 4 ของคุณ Natpakorn Nangnoi ที่เราได้ดู ต่อจาก

 

11.1 SCREENPLAY (2021, documentary, 40min, A+30)

 

11.2 วายชนม์ ALL THAT LIVES, DIES (2021, Natpakorn Nangnoi, 21min, A+30)

 

11.3 BACK TO HEAVEN โศกาอาดูร (2023, 49min, A+30)

 

ซึ่งเราก็ชอบหนังทั้ง 4 เรื่องนี้มาก ๆ นะ แต่อาจจะชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุด เพราะถึงแม้ THE WHITE RABBIT มันอาจจะมีจุดอ่อนหรือจุดที่ไม่เข้าทางเราอยู่บ้างตามที่เราเขียนมาข้างต้น แต่หนังเรื่องนี้มันก็มีความ unique สำหรับเราน่ะ ทั้งเรื่องความเป็นนักมายากลและเรื่องปริศนาที่ไม่คลี่คลายต่าง ๆ (ครอบครัวของพระเอก, คนตายและคนสูญหายจำนวนมาก, ผู้มีอิทธิพล) เราก็เลยรู้สึกว่า เราน่าจะแยก THE WHITE RABBIT ออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ได้ง่ายมากในความทรงจำของเรา

 

ส่วน SCREENPLAY นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็อาจจะคล้ายกับหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ในปี 2021 ที่ตัวละครเล่าเรื่อง “หนังที่ถ่ายทำไม่ได้เพราะติดปัญหาโควิด” เหมือนกัน

 

ส่วน “ALL THAT LIVES, DIES” กับ “BACK TO HEAVEN” นั้น เราชอบมากก็จริง แต่มันก็มีส่วนคล้ายกับหนังสั้นไทยจำนวนมากที่พูดถึง “ตัวละครที่กลับไปเยี่ยมบ้านในชนบท” น่ะ

 

เราก็เลยชอบ THE WHITE RABBIT มากที่สุดในบรรดา 4 เรื่องนี้ เพราะเราว่ามันมีจุดที่ทำให้เราแยกมันออกจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาได้อย่างง่ายดาย

+++

 

เราอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่ “มองไม่เห็นวิว” มานาน 14 ปีแล้ว เพราะห้องของเราโดนตึกข้าง ๆ บดบังวิว เพราะฉะนั้นเวลาเราได้เห็นท้องฟ้ากว้าง ๆ ขณะนั่งรถไฟฟ้า เราก็เลยมีความสุขมาก 555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1025475549921857