Showing posts with label HONG KONG. Show all posts
Showing posts with label HONG KONG. Show all posts

Monday, August 03, 2026

SOME FILMS ABOUT FARMERS

 

เหมือนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้ดูหนัง 2 เรื่องที่พูดถึงประเด็นราเมือกนี้ เรื่องนึงก็คือ COLONY (2026, Yeon Sang-ho, South Korea) แต่เรานึกไม่ออกว่าหนังอีกเรื่องนึงที่เราได้ดูที่พูดถึงราเมือก คือหนังเรื่องอะไร มีใครนึกออกบ้าง

+++

 

DAEJEON, SUMMER OF 2023 (2023, Jinjoon Lee, South Korea, video installation)

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

 

THE UNHEARD VOICE (1995, Somboon Homtientong)

 

งานศิลปะชิ้นนี้ทำจากเสาพระวิหารที่แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราก็เลยแอบซูมเข้าไปดูในเสา เผื่อเจอเลขเด็ด ๆ 55555

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

+++

 

ร่วมส่งคุณพ่อของหนิงเดินทางไกล ที่วัดคันลัด

+++

ประเทศที่คุกมีไว้สำหรับขังคนอย่างไผ่ จตุภัทร์, อานนท์ นำภา, เอกชัย หงส์กังวาน, etc. ขอประกันตัวหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่กลับปล่อยคนประเภทใดออกมา

 

อันนี้คือนึกย้อนไปถึงเรื่องกองเรือนรกด้วย

+++

 

ฉันรักเขา Yukki Tai จากหนังเรื่อง DOG DAY EVENING (2026, Tin Shu Mak, Hong Kong, A+30)

 

ดีใจที่เทศกาลหนังฮ่องกงในกรุงเทพปีนี้เชิญ Yukki Tai มาร่วมเสวนาหลังหนังจบด้วย เขาน่ารักมาก ๆ

 

พอเช็คดูแล้วพบว่าเราเคยดูหนังที่เขาแสดงอีก 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ TIME STILL TURNS THE PAGES (2023, Nick Cheuk, Hong Kong, A+30) และ BACK HOME (2023, Nate Ki, Hong Kong) แต่เรานึกหน้าเขาในหนังสองเรื่องนี้ไม่ออก

+++

 

EXPERIMENTAL THAI FEATURE FILM AFTER 2000

 

SILENCE WILL SPEAK เคียด (2006, Punlop Horharin, 105min)

LOST NATION ผมชื่อชาติ (2009, Zart Tancharoen, 100min)

INSURGENCY BY A TAPIR ความเศร้าของภูตผี (2016, Wachara Kanha, Chulayarnnon Siriphol, Ratchapoom Boonbunchachoke, Chaloemkiat Saeyong, 104min)

 

HOMATAGIA (2019, Chanasorn Chaikitiporn, 126min)

 

นิราศกรุงเกลือ KRUNGKLUEA (2018, Natthanun Tiammek, 90min)

 

PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot)

 

SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon, 97min)

 

THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min)

 

สัตว์วิบากหนักโลก (2004, Phaisit Phanphruksachat)

 

 DROWSINESS (2019, Shitsanuphong Sornkeaw ชิษณุพงศ์ ศรแก้ว, 74min)

 

หนังยาว 6 เรื่องของคุณ Achitaphon Piansukprasert
https://web.facebook.com/afpachitaphon/posts/pfbid0u3PwyS7CDacstA6fEjxX4qedwfVfRPfzGPP44d1EsPMAfbGMMGPxpesNC8J7NMg5l

 

LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBORS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min)

 

RAILWAY SLEEPERS หมอนรถไฟ (2016, Sompot Chidgasornpongse, 102min)

 

JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

+++

 

มีสถานที่เล่น pilates ที่ไหนในกรุงเทพแนะนำไหมคะ พอดีมีเพื่อนคนนึงฝากถามมา

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

9. THE LAST RICE FARMER หรือ LET IT BE (2005, Chuang Yi-tseng, Yen Lan-chuan, Taiwan, documentary, 110min)

 

This is one of my most favorite documentaries of all time. เราได้ดูหนังสารคดีไต้หวันเรื่องนี้ในเทศกาลหนังไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬาในปี 2006 และหนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2006

 

หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของชาวนาวัยชรา 3 คนในภูมิภาคไถหนานในไต้หวัน และมันถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ

 

หนังเรื่องนี้สามารถนำมาฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่นำเสนอชีวิตชาวนาชาวไร่ได้อย่างดีงามมาก ๆ เหมือนกัน อย่างเช่น

 

1. EARTH (1930, Aleksandr Dovzhenko, Soviet Union)

 

2. THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, Japan)

 

3. โรงเรียนชาวนา จากข้าวขวัญ...สู่ขวัญของชาวนาไทย FARMER FIELD SCHOOL (2007, Supong Jitmuang, Thailand, documentary, 38min)

 

4. MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France, documentary)

 

5. AGRARIAN UTOPIA สวรรค์บ้านนา (2009, Uruphong Raksasad, Thailand)

 

6. HARVEST SEASON ฤดูเก็บเกี่ยว (2009, Pisut Srimork, Thailand, documentary, 20min)

 

7. SCENE AND LIFE (2018, Boonsong Nakphoo, Thailand)

 

ส่วนหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่เราอยากดูมาก ๆ แต่ยังไม่ได้ดู ก็คือ นาล่ม THE FARM GET TROUBLE (1979, Jaturajak) เหมือนเราเคยดูหนังเรื่องนี้บางฉากตอนที่มันมาฉายทางทีวีเมื่อราว 40 ปีก่อน จักร มหาชัย พระเอกของหนังเรื่องนี้หล่อมาก ๆ เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ได้อัดวิดีโอหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้ในตอนนั้น เพราะหนังเรื่อง “นาล่ม” นี้เหมือนหายสาบสูญไปแล้ว เหลือให้ดูเพียงแค่ไม่กี่นาทีในยูทูบ เสียดายมาก ๆๆๆๆๆ

+++

 

FLOW INTO SPACE (1992) by Miki Imai is my most favorite album of all time เป็นอัลบัมที่เราเปิดฟังบ่อยที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้เราเข้านอนได้อย่างมีความสุข

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง COLD WAR 1994 อย่างสุดขีด เราชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนไม่เน้นฉากบู๊ แต่เน้น “การต่อรองผลประโยชน์” เมื่อเกิดความขัดแย้ง

+++

 

เราชอบซื้อ JOLLY BEARS แต่ไม่ได้ซื้อมากิน แต่ซื้อมาเก็บสะสมไว้ เพราะชอบบรรจุภัณฑ์ ส่วนตัวเยลลี่ข้างในก็หมดอายุไปนานแล้ว แดกไม่ได้แล้ว

+++

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ดีใจมาก ๆ ที่พูดถึง “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” หนัง cult ประจำปีของเรา 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มัน cinematic มาก ๆ เพราะว่าความรู้สึกตลกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร หรือบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ง่าย ๆ น่ะ มันต้องดูและฟังหนังเรื่องนี้จริง ๆ มันถึงจะเข้าใจ

 

คือความตลกส่วนหนึ่งของ “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มันเกิดจาก dialogue และเนื้อเรื่อง ก็จริง ซึ่งสิ่งนี้สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ง่าย ๆ แต่ความฮาส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ มันเกิดจากจังหวะที่ผิดพลาดและความลักลั่นขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์ ทั้งจังหวะการตัดต่อ, การเรียงซีน, จังหวะการใส่ดนตรีประกอบ, ดนตรีประกอบที่เลือกใช้, การแสดง, อารมณ์ที่ยากจะบรรยายได้ของนักแสดง, เครื่องแต่งกาย, การเคลื่อนกล้อง ฯลฯ เพราะฉะนั้นเราก็เลยแอบรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีความ cinematic มาก ๆ เพราะความฮาของหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ ทาง cinema จริง ๆ มันไม่ใช่แค่ตัวเนื้อเรื่องหรือบทสนทนาของตัวละคร

++++

 

อยากดูหนังเรื่อง I SHOT ANDY WARHOL (1996, Mary Harron) อีกรอบมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน แต่ตอนนั้นเราดูแบบไม่มีซับไตเติล และช่วงนั้นเราแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับ Andy Warhol และกลุ่มคนสนิทของเขามาก่อน อยากให้มีคนนำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

 

I SHOT ANDY WARHOL
https://www.imdb.com/title/tt0116594/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_i%20shot%20andy%20warhol

+++

 

เทศกาลหนังฮ่องกงแจกสิ่งนี้ให้ผู้ชม แต่เราไม่รู้ว่าวัตถุนี้เขาเอาไว้ใช้ทำอะไร

++++

 

นอกจาก “ผู้หญิงแย่งสับ” จะถือเป็น one of my most favorite films of all time แล้ว ชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ ก็ถือเป็น “หนึ่งในชื่อหนังภาษาไทยที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาล” ด้วย เป็นชื่อหนังที่ฝังหัวมาก ๆ เราน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยในปี 1990 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) และพอได้ยินแค่ครั้งเดียว ชื่อหนังเรื่องนี้ก็ฝังหัวเราไปเลย

 

แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงในตอนปี 1990 นะ เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันตอนมันมาฉายทางช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน แล้วเรากับเพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มก็หวีดสุดขีดไปเลย

 

รู้สึกว่าประโยค “ผู้หญิงแย่งสับ” สำหรับเรา เป็นประโยคที่ทรงพลัง + กระตุ้นจินตนาการในหัวได้อย่างดีงามที่สุดทัดเทียมกับประโยค “DESTROY, SHE SAID

 

 

Thursday, July 23, 2026

GUAN CONG IS MY FAVORITE HONG KONG ACTOR

 

THREE FILMS ABOUT “BE CAREFUL OF WHAT YOU WISH FOR”

 

OBSESSION (2025, Curry Barker, A+30)

+ THE DE4D ECHOES: THREESOME (2026, Karan Komanuwong, A+30)

กัม มะ เว คะ: สามเรา (2026, กรัณย์ คุ้มอนุวงศ์)

+ THE X-FILES: EPISODE “JE SOUHAITE” (2000, Vince Gilligan, A+30)

 

มี spoil หนังเรื่องต่าง ๆ

--

--

--

--

--

1. พอดู OBSESSION แล้วก็เลยนึกถึง กัม มะ เว คะ ตอนสามเรามาก ๆ เพราะว่า

 

1.1 มันเป็นหนังสยองขวัญเกี่ยวกับ “การขอพร” แล้วพรดันเป็นจริงเหมือนกัน แล้วพรที่เป็นจริงมันแลกด้วยความชิบหายของชีวิตเหมือนกัน

 

1.2 การขอพรในหนังทั้งสองเรื่อง มันเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เหมือนกัน และถ้าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องไม่ขอพรเกี่ยวกับความรัก ปัญหาหลายอย่างก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

 

1.3 กัม มะ เว คะ ตอนสามเรา มันเกี่ยวกับ รักสามเส้า ส่วน OBSESSION มันเป็น รัก 4 เส้า

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู OBSESSION เราก็เลยคิดเล่น ๆ ฮา ๆ ในใจว่า ถ้าหากพระเอกของ OBSESSION อยากแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พระเอกต้องเดินทางมาไทยแล้วไปขอพรจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ (มันชื่อเจ้าพ่ออะไรนะ เราจำไม่ได้แล้ว) แบบใน กัม มะ เว คะ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันให้พรขัดแย้งกันเอง หรือให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มันทำลายล้างกันเอง 55555

 

2. ชอบทั้ง OBSESSION กับ THE DE4D ECHOES: THREESOME มาก ๆ ชอบทั้งการแสดงและบทภาพยนตร์ในหนังทั้งสองเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยในส่วนของ OBSESSION นั้น เราชอบที่หนังมันสะท้อนข้อบกพร่องต่าง ๆ ของมนุษย์และปัญหาความสัมพันธ์รักออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งความชิบหายที่เกิดขึ้นจาก “ความไม่มั่นใจในตัวเอง”, “การไม่ยอมพูดความจริง”, “การเชื่อเพื่อนมากเกินไป”, การทำตัวติดแฟนมากเกินไป, ความเห็นแก่ตัว, etc. และเราชอบการสร้างความหลอนที่ไม่ได้เกิดจากการปรากฏตัวของผี แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ผิดปกติ อย่างเช่น การยืนจ้องคนแบบนิ่ง ๆ, การเดินถอยหลัง, etc. เราก็เลยชอบ OBSESSION มาก ๆ ตรงที่มันเหมือนสำรวจความสัมพันธ์รักแบบลุ่มหลงมากเกินไป แล้วบิดมันออกมาให้กลายเป็นหนัง horror

 

ส่วน THE DE4D ECHOES: THREESOME นั้น หนังไม่ได้สำรวจพฤติกรรมหรือข้อเสียที่อาจจะพบได้ในมนุษย์ทั่วไปแบบใน OBSESSION เพราะสถานการณ์ในหนังไทยเรื่องนี้เหมือนจะออกห่างจากชีวิตประจำวันมากกว่าใน OBSESSION แต่เราก็ชอบบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ เพราะเราว่าจังหวะตลกในหนังเรื่องนี้มันแม่นมาก ๆ และมันก็ผูกเรื่องได้ดีมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเราชอบมาก ๆ ที่หนังมันเฉลยว่า ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันเกิดจากตัวละครทั้ง 3 คนต่างก็ขอพรของตัวเองจากเจ้าพ่อมีดอีโต้ แต่ทั้งสามคนดันขอพรที่ขัดแย้งกันเอง หรือพรของทั้งสามคนมันดันส่งผลให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3. ส่วนหนังเกี่ยวกับการขอพรที่เราชอบมากที่สุด อาจจะเป็นละครทีวีเรื่อง THE X-FILES ตอน JE SOUHAITE ที่ Mulder กับ Scully เผชิญกับนางปีศาจ genie ที่สามารถให้พรสามอย่างได้ตามต้องการ แต่พรที่เป็นจริงมักจะต้องแลกด้วยความชิบหายบางอย่าง ซึ่ง Mulder ก็เลยขอพรข้อแรกให้โลกสงบสุข แล้วผลที่ได้ก็คือ คนทั้งโลกหายไปจนหมด เหลือแค่ Mulder คนเดียว

 

เราว่า THE X-FILES ตอนนี้มีการกำกับและเขียนบทที่เข้าทางเราอย่างสุดขีด ตอนจบของละครตอนนี้ก็ซึ้งมาก ๆ สำหรับเรา ถือเป็นหนึ่งใน THE X-FILES ตอนที่เราชอบมากที่สุดเลย

 

ถ้าเพื่อน ๆ ชอบหนังเกี่ยวกับ “การขอพร” เรื่องไหนอีกก็ comment กันมาได้นะ

+++

 

ฉันสับสนกับนกในหนังเหล่านี้

 

CRANE (1988, Kon Ichikawa, Japan)

THE PELICAN BRIEF (1993, Alan J. Pakula)

CHILDREN OF THE STORK (1999, Tony Gatlif, France)

THE BOY AND THE HERON (2023, Hayao Miyazaki, Japan, animation)

 

ก็เลยลองกูเกิลดู ได้ความว่า

 

CRANE = นกกระเรียน

HERON = นกกระยาง

PELICAN = นกกระทุง

STORK = นกกระสา

 

แต่เราก็ไม่รู้รายละเอียดนะว่า จะแยกนก 4 ประเภทนี้ออกจากกันง่าย ๆ ได้อย่างไร

 

อ่านเพิ่มเติม

https://blog.londolozi.com/2022/05/26/herons-storks-and-cranes-arent-they-all-the-same/

 

+++

ว้าย เราไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ WISHMASTER (1997, Robert Kurtzman) ขอบคุณมาก ๆ จ้า

https://www.imdb.com/title/tt0120524/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_WISHMASTER

 

++++

 

เมืองนอกมีความเชื่อเรื่อง “นกกระสาคาบเด็ก” เราเลยอยากให้มี “นกกระสาคาบผู้ชาย” ไปส่งตามบ้านต่าง ๆ บ้าง บ้านไหนมีเกย์หนุ่มโสดอาศัยอยู่ นกกระสาจะคาบผัวไปส่งให้

++++

 

FAVORITE TV SERIES – พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, 45 episodes)

 

น้ำตาจะไหล เจอคลิปเพลงไตเติลของละครโทรทัศน์ฮ่องกงเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม” (1979) ในยูทูบ เรากรี๊ดดดดดดดมาก ๆ เพราะเราชอบละครทีวีเรื่องนี้มาก ๆ และชอบเพลงไตเติลของละครเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก แต่มันเป็นละครโทรทัศน์และเพลงที่เหมือนหายสาบสูญไปจากชีวิตของเราเป็นเวลานานมากแล้ว เหมือนเราไม่ได้ฟังเพลงนี้มานานกว่า 40 ปีแล้ว ดีใจสุดขีดที่ได้กลับมาฟังเพลงโปรดเพลงนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี

 

เราเคยซื้อนิยายเรื่องนี้ของโกวเล้งมาเก็บไว้ด้วย แต่ยังไม่ได้หยิบออกมาอ่านเลย

 

ว่าแต่ว่า นักแสดงในรูปนี้คือใครน่ะ เรา search หาข้อมูลไม่เจอเลย เป็นตัวร้ายที่หล่อมาก ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตก็เหมือนบอกแต่ชื่อนักแสดงคนอื่น ๆ แต่ไม่บอกชื่อนักแสดงคนนี้

https://www.youtube.com/watch?v=MVCMjsshKhU

https://www.youtube.com/watch?v=Su9XeItB71Y

 

กรี๊ดดด เจอแล้วครับ เขาชื่อ กวนชง ครับ

++++

 

ฉันรักเขา “กวนชง” ดาวร้ายสุดหล่อทรมานใจชาย

 

นึกว่าเราได้เจอสามีเก่าที่พลัดพรากจากกันไปเมื่อ 43 ปีก่อน

 

เขาเคยเล่นละครโทรทัศน์ที่เราเคยดูตอนเด็ก ๆ ซึ่งก็คือ

 

1. ชอลิ้วเฮียง ตอน ศึกวังน้ำทิพย์ (1979, Wang Tianlin + other directors, Hong Kong, TV series, 65 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “หลวงจีนบ้อฮวย”

 

2. พยัคฆ์ร้ายบู๊ลิ้ม THE SWORD OF ROMANCE (1979, Hong Kong, TV series, 45 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นตัวร้ายตัวนึงในละครเรื่องนี้ ชื่อ Guo Pianxian

 

3. ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ GOD OF SABRE (1979, Li Dinglun, Hong Kong, TV series, 9 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น Song Zhong (เราลืมไปแล้วว่าบทของเขาเป็นอย่างไร เราจำได้แต่ว่า ตัวร้ายอีกคนในเรื่องนี้ก็หล่อสุดขีด)

 

4. 14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักร THE HEROINES OF THE YANG FAMILY (1981, Johnnie To, Hong Kong TV series, 25 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็นองค์ชายเฟยหลงในละครเรื่องนี้

 

5. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982, Hong Kong TV series, 50 episodes, A+30)

 

เขารับบทเป็น “ฉวน ก้วนชิง” ตัวยุยงในพรรคกระยาจก

 

6. คำสาปเทวรูป THE OLD MIAO MYTH (1983, Hong Kong, TV series, 20 episodes, A+30)

 

เราว่าเขาหล่อมาก แต่ทำไมเขาถึงหายสาบสูญไปจากการรับรู้ของเรานับตั้งแต่ 8 เทพอสูรมังกรฟ้าเป็นต้นมา หรือหายสาบสูญไปนานราว 43 ปีแล้ว เมื่อกี้เราเลยลองเข้าไปอ่านดูใน wikipedia ก็เลยพบว่าเขาลาออกจาก TVB ในปี 1984 แล้วก็หันไปเล่นละครโทรทัศน์ในไต้หวันแทน มิน่าล่ะ เราเลยไม่ได้ดูความหล่อของเขาอีกเลย

 

เราว่าดาราที่มาครองตำแหน่ง “ดาวร้ายที่หล่อทรมานใจชาย” แทน “กวนชง” ก็คือ “อู๋ฉี่หัว” Lawrence Ng คือเหมือนอู๋ฉี่หัวเข้ามารับไม้ต่อจากกวนชงได้พอดิบพอดี เพราะว่า อู๋ฉี่หัว เริ่มเข้าสู่วงการในปี 1984 และเขาโด่งดังเป็นพลุแตก เข้ามาครองตำแหน่ง “สามีในฝัน” ของเราเมื่อเขาแสดงใน “ศึกลำน้ำเลือด” THE GRAND CANAL (1987, Hong Kong TV series, 60 episodes, A+30)

 

กวนชง

https://zh.wikipedia.org/zh-hans/%E9%97%9C%E8%81%B0

 

ไตเติล ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์
https://youtu.be/shU9CBQhfWg?si=ysSGNWUlgb154gEz

 

คำสาปเทวรูป
https://www.youtube.com/watch?v=o3VHe7vGrhY

 

+++

 

คิดถึง “โรงหนังสามย่าน” เพราะเรากับเพื่อน ๆ เคยเข้าไปดู “ทองประกายแสด” (1988, Chana Kraprayoon) ที่โรงหนังแห่งนี้

 

และก็คิดถึงร้านอาหารเก่า ๆ ในชุมชน ที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นตึกจามจุรี สแควร์ในปัจจุบัน เรากับเพื่อน ๆ เคยไปกินอาหารที่นี่ในช่วงปี 1989-1990

 

คิดถึงร้านขายเครื่องเขียนในสามย่าน ไม่แน่ใจว่ามันชื่อร้าน “ศาลาวรรณคดี” หรือเปล่านะ ตรงหน้าร้านจะมีแม่ค้าขายน้ำหวาน โดยตัวน้ำหวานจะบรรจุอยู่ใน “กระถางยักษ์” แล้วแม่ค้าก็จะตักน้ำจากกระถางยักษ์ใส่ถุงขายให้ลูกค้า เรากับเพื่อน ๆ เลยเรียกร้านนี้ว่า ร้านน้ำกระถาง

 

คิดถึงภาพยนตร์เรื่อง STUDENT (2005, James Prutwarasin) ที่บันทึกภาพ “ตลาดสามย่าน” ในช่วงนั้นเอาไว้

 

 

Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555

Monday, June 22, 2026

KHAO KALA VS. DISCLOSURE DAY

 

ชอบสีสันในมิวสิควิดีโอเพลง I AM AN ANIMAL – JA JA JA (1982, Helene Guetary, Germany, music video) มาก ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง “สีของดินน้ำมัน” ที่เราเคยเล่นตอนเป็นเด็ก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980

https://www.youtube.com/watch?v=allIpI84D_0

+++

 

TWO FAVORITE SCENES IN 2026

 

ฉากพระปะทะกลุ่มมนุษย์ต่างดาวใน KHAO KALA เขากะลา (2026, Tanadej Ramsomphob, A+15)

+ ฉาก Jane Blankenship (Eve Hewson) ใช้ไม้กางเขนขณะปะทะกับ Noah Scanlon (Colin Firth) ที่ใช้อุปกรณ์ของมนุษย์ต่างดาวใน DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)

 

1. สองฉากข้างต้นเป็นสองฉากที่เราชอบมากในบรรดาหนังที่ได้ดูมาในปีนี้ นึกว่าถ้าหากเราทำหนังแนว found footage เราต้องมีการตัดต่อเอาสองฉากนี้มาปะทะกันในหนังของเรา

 

2. สาเหตุที่เราชอบสองฉากนี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ และหลงใหลเรื่องราวต่าง ๆ ในนิตยสารนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับต่าง ๆ ทั้งมนุษย์ต่างดาวและไสยาศาสตร์

 

แต่ปกติแล้ว เรื่องลึกลับสองกลุ่มนี้มักจะอยู่แยกกัน คือเรื่องไหนเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ก็จะไม่มีไสยาศาสตร์เข้ามาปน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องภูตผีปีศาจ ก็จะไม่มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาปน

 

แต่ใน “หัวสมอง” หรือใน “จินตนาการ” ของเรา เราชอบเอาสองเรื่องเหล่านี้เข้ามาปนกันในโลกจินตนาการของเราอย่างสนุกสนานตั้งแต่เด็ก คือ “คนเล่าเรื่องการเจอผี” กับ “คนเล่าเรื่องการเจอมนุษย์ต่างดาว” อาจจะเป็นคนละคนกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องกัน แต่ผู้อ่านอย่างเรา สามารถสร้างโลกจินตนาการที่มีภูตผีปีศาจกับมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ร่วมกันในหัวของเราเองได้อย่างสบาย

 

ซึ่งตัวอย่างโลกจินตนาการของเราก็จะเห็นได้จากพล็อตละครทีวีน้ำเน่าในจินตนาการของเราเรื่อง SPLASH ME WITH YOUR WATER: SEASON ONE ที่เราเขียนไปในช่วงต้นปี 2025 ที่เราอยากให้มีละครทีวีที่มีตัวละครมนุษย์ต่างดาวหนุ่มหล่อมาร่วมรักกับพญานาค, ทานุกิ, เสือสมิง, Tikbalang, จิ้งจอกเก้าหาง, ผีปอบ, หุ่นยนต์, etc.

 

3. เราก็เลยชอบหนัง/ละครบางเรื่องที่เอามนุษย์ต่างดาวกับไสยาศาสตร์มารวมกัน อย่างเช่นละครโทรทัศน์ชุด THE X-FILES, ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi) และ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg)  โดย WAR OF THE WORLDS นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่หนังเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่ามี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ต่างดาวอีกทีนึง

 

และเราก็ชอบนิยายเรื่อง “ทิพย์” ของทมยันตีมาก ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะ “ทิพย์” ก็อาจจะคล้าย ๆ กับ WAR OF THE WORLDS ในแง่ที่ว่า มันพูดถึง “มนุษย์ต่างดาว” เป็นหลัก แต่มันยอมรับการมีอยู่ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ด้วย

 

4. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ใน KHAO KALA และ DISCLOSURE DAY มาก ๆ เพราะมันเหมือนเอาศาสนา (ซึ่งผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยาศาสตร์) กับมนุษย์ต่างดาวมาปะทะกัน

 

โดยใน KHAO KALA นั้นเป็นการปะทะกันโดยตรง เป็นมนุษย์ต่างดาวปะทะกับพระ และ “ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป” โดยตรง

 

อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ เป็นเพราะว่า มันเป็นฉากที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง แล้วมันไม่มีคำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาจากไหน ต้องการฆ่าคนบางคนเพราะอะไร แล้วทำไมต้องยืมมือพระเพื่อไปฆ่าคน แล้วพอหลาย ๆ อย่างในฉากมันไม่มีคำอธิบายอะไรใด ๆ เต็มไปด้วยปริศนา มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในสายตาของเรา 55555

 

5. ส่วนใน DISCLOSURE DAY นั้นเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เพราะว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็น “มนุษย์ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจากต่างดาว” ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ใช้อิทธิปาฏิหาริย์จากไม้กางเขนในการเข้าต่อสู้ แต่เหมือนเธอใช้ “ความเข้มแข็งทางจิตของตนเอง” ในการต่อสู้กับผู้ร้าย ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตนี้อาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากความเชื่อความศรัทธาว่าอะไรคือสิ่งดีงาม และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังทางศาสนาในวัยเด็ก

 

แต่ถึงแม้ฉากนี้จะเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เราก็ชอบฉากนี้อย่างรุนแรงอยู่ดี เพราะเราชอบที่ “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว” ไม่สามารถเข้าควบคุมจิตใจมนุษย์ได้โดยง่าย มนุษย์บางคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะสามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้ และเราว่าจุดนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเรา

 

6. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ รู้สึกว่าสองฉากนี้มันเหมาะจะปะทะกันมาก ๆ 555

 

7. เราชอบ DISCLOSURE DAY มากกว่าเขากะลาหลายเท่านะ แต่พอดู DISCLOSURE DAY แล้วก็เลยทำให้เราชอบ “เขากะลา” มากยิ่งขึ้น เพราะเหมือน DISCLOSURE DAY ที่เป็น fiction มันช่วยตอกย้ำเสน่ห์ของ “หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง” อย่างเขากะลามากยิ่งขึ้น เหมือนมันเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองแบบ

 

คือพอ DISCLOSURE DAY มันเป็นหนัง fiction มันก็สามารถผูกเรื่องให้สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกสุดขีดได้น่ะ แล้วมันก็สามารถให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องได้ ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปของฉากต่าง ๆ ใครทำอะไรไปเพื่ออะไร ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะรู้สึกสนุกมาก ดูจบแล้วพอย้อนคิดถึงหนังก็จะรู้สึกถึงความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ

 

ส่วน KHAO KALA นั้น พอมันอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง มันก็เลยเหมือนไม่สามารถสร้างเหตุการณ์ให้สนุกลุ้นระทึกได้ตามใจชอบแบบหนัง fiction น่ะ แต่สิ่งที่เราชอบมากในหนังแบบนี้คือ “ความไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น” ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจเหตุผลของมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความค้างคาใจเมื่อดูจบ ซึ่งอารมณ์แบบนี้มันจะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเราเมื่ออ่านเรื่องราวทำนองนี้ในต่วยตูน พิเศษน่ะ (และอาจจะรวมไปถึงเรื่องบางเรื่องในนิตยสาร “มิติที่ 4” ด้วย) เพราะเรื่องราวแบบนั้นมันก็เต็มไปด้วยปริศนาลับที่ไม่ได้รับการคลี่คลายใด ๆ ทั้งสิ้นเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกัน แบบนึงคือสนุกสุดขีด, มีความเข้าใจ, ไม่ค้างคาใจ ส่วนอีกแบบนึงคือไม่สนุก, ไม่เข้าใจ และค้างคาใจ ซึ่งเราก็ชอบทั้งสองแบบ 55555

 

8. ในส่วนของ DISCLOSURE DAY นั้น เราคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด ดูแล้วก็ยกให้ Steven Spielberg เป็น “ผู้กำกับระดับเทพ” คนนึงไปเลย เหมือนเขามีเทคนิคแพรวพราว, ความเก่งกาจ และความเชี่ยวชาญในการทำหนังให้สนุกตื่นเต้นน่าติดตามสำหรับเราน่ะ

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วก็แอบนึกถึง THE SUGARLAND EXPRESS (1974, Steven Spielberg) เหมือนกันนะ เพราะ THE SUGARLAND EXPRESS ก็เป็น “ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่หนีการตามล่าไปเรื่อย ๆ ในอเมริกา” เหมือนกัน เหมือน Spielberg ถนัดทำหนังทำนองนี้จริง ๆ

 

ในส่วนของ KHAO KALA นั้น เราชอบ “ตัววัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้มากที่สุดนะ แต่ไม่ได้ชอบ “สไตล์” ของหนังเป็นการส่วนตัว คือเราชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ “เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา” น่ะ เหมือนหนังมันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้พูดเรื่องของตัวเอง, ได้เล่าเรื่องของตัวเอง, ได้นำเสนอตัวเอง และมันเป็นกลุ่มคนที่เราแทบไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

เราก็เลยชอบ KHAO KALA ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องของชาวอามิช, กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง “พลังจักรวาล”, กลุ่มคนที่นับถือลัทธิประหลาดต่าง ๆ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างจากเรา เพราะหนังสารคดีเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย และหนังสารคดีหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นแบบนี้ (ซึ่งรวมถึงเขากะลา) ไม่ได้นำเสนอคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดูถูกหรือด้วยสายตา “ตัดสิน” subjects ของหนังในทางลบน่ะ เราก็เลยชอบ KHAO KALA มาก ๆ ที่มันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และหนังมันไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัดสินในทางลบ

 

แต่เราคงชอบ KHAO KALA มากไปกว่านี้อีก ถ้าหากมันทำเป็นหนังสารคดีตรงไปตรงมาไปเลย ให้ subjects มาเล่าเรื่องต่อหน้ากล้องทีละคน ทีละเรื่อง แล้วอาจจะมีการจำลองฉากโดยเน้นความสมจริง และลดทอนการปรุงแต่งอารมณ์ลงให้เหลือน้อยที่สุด คือเน้นความเป็นสารคดีไปเลย หรืออย่างน้อยก็ให้มันออกมาแบบหนังเรื่อง THE NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher) ที่เป็น “สารคดีเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากหนังมันทำออกมาแบบนั้น มันก็คงจะเข้าทางเราอย่างสุดขีด แต่ก็คงจะขายตั๋วได้น้อยมาก อาจจะมีคนดูทั้งประเทศไม่ถึงร้อยคน อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า KHAO KALA มันเป็นหนังที่มีสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” มาก ๆ มีการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแบบที่อาจจะทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสนุกตื่นเต้น ซึ่งสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” แบบนี้มันไม่เข้าทางเราแต่อย่างใด แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหนังอาจจะจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้ดึงดูดให้คนดูทั่วไปเข้ามาดูหนังได้ เราก็เลยไม่ติดใจอะไรมากที่ “สไตล์” ของหนังเรื่องนี้ไม่เข้าทางเรา

 

9. พอพูดถึงสองฉากที่เราชอบสุดขีดใน KHAO KALA + DISCLOSURE DAY แล้ว เราก็เลยนึกถึง “ละครโทรทัศน์ฮ่องกง” เรื่องนึงที่เราเคยเปิดดูผ่าน ๆ ทางช่อง 7 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ด้วย เราจำได้ว่า มันเป็นละครที่น่ากลัวสุดขีด น่ากลัวขนหัวลุกมาก ๆ และมันมีทั้งมนุษย์ต่างดาวกับผีในละครเรื่องเดียวกัน แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้

 

เราจำได้ว่า มันมีฉากนึงในละครเรื่องนี้ ที่ตัวละครผู้ชายคนนึงในยุคปัจจุบัน (หรือในช่วงทศวรรษ 1980) หนีการตามล่าของ “จานบินมนุษย์ต่างดาว” เหมือนเขาวิ่งหนีจานบินไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงจุดนึง เขาก็รวบรวมพลัง สวดมนตร์ขอพรจาก “เง็กเซียนฮ่องเต้ และเจ้าแม่กวนอิม” แล้วเขาก็ใช้พลัง (ที่อาจจะมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่กวนอิม) ในการขับไล่จานบินมนุษย์ต่างดาวให้ล่าถอยไปได้

 

เราก็เลยจะสอบถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครรู้ไหมคะว่าละครทีวีฮ่องกงเรื่องนั้นมันคือละครเรื่องอะไร แล้วเราจะหาดูมันอีกได้จากที่ไหน

 

เมื่อกี้เราลอง search ดูแล้ว เราพบว่า มันอาจจะเป็นละครเรื่อง THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม ละครเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบในช่องของ ATV แต่มันพูดภาษาจีนและไม่มีซับไตเติลใด ๆ

 

เมื่อกี้เราลองเปิดดูละครเรื่องนี้ในยูทูบแบบผ่าน ๆ เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มันอาจจะเป็นละครที่เราตามหาอยู่ เพราะบรรยากาศของละครมันได้ใจเรามาก ๆ หลอนมาก ๆ

 

ถ้าใครรู้วิธีที่จะหาดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) แบบมีซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ด้วย ก็ช่วยบอกเราด้วยนะคะ

 

ดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) episode 1 ได้ที่

https://youtu.be/dO6YaeWVuEA?si=Imvp_P4YCz8YYqXp

 

SPLASH ME WITH YOUR WATER SEASON ONE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0C4rMqF8znqgBcujCvngrAHCJc6amtGMhFyYCbgPwikVWu1LuZNvgj5BQrBaNheAYl

 

Friday, May 22, 2026

CHAN ON-YING

 

MOTHER MARY (2026, David Lowery, UK, A+30)

 

ชอบสุดขีด เหมือนมันเป็น “โลกทางจิต” บางอย่างที่ใกล้เคียงกับจิตใจเรา เราก็เลยรู้สึกว่าโลกในหนังเรื่องนี้มันดูมีมนตร์ขลังและน่าหลงใหลสำหรับเรามาก ๆ

 

เราเพิ่งดูหนังของ David Lowery ไปแค่ 3 เรื่อง รวมเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้เราชอบ THE GREEN KNIGHT (2021) มากสุด ชอบ MOTHER MARY เป็นอันดับสอง และชอบ AIN’T THEM BODIES SAINTS (2013) เป็นอันดับสาม

+++

 

One of my most favorite TV series of all time – ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย THE FOUNDLING’S PROGRESS (1987, Hong Kong, A+30) นำแสดงโดย หลินจุ้นเสียน (Wilson Lam Chun-yin), หลีหมิง (Leon Lai), เฉินหมิ่นเอ๋อ (Barbara Chan), เซียะหนิง (Tse Ning), ไช่เจียลี่ (Carrie Choi), ซูหย่งคัง (William So Wing-hong) และเฉินอันอิ๋น (Chan On-ying)

 

เป็นละครทีวีที่มีอิทธิพลต่อ romantic fantasy ของเราอย่างมาก เพราะเราได้ดูละครทีวีเรื่องนี้ในช่วงที่เราเป็นวัยรุ่น และมันเป็นช่วงที่ capitalism ยังคงเฟื่องฟูอยู่ (ปลายทศวรรษ 1980) เพราะฉะนั้นละครทีวีเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราในวัยรุ่นเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันว่า เราอยากมีสามีเป็นหนุ่มออฟฟิศแบบหลินจุ้นเสียนในละครทีวีเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

https://web.facebook.com/reel/1025714996785332

 

 

เฉินอันอิ๋นนี่ถือเป็น one of my most favorite actresses of all time เลย ในละครทีวีเรื่องนี้ เธอรับบทเป็น “น้องสะใภ้ของพระเอก” ส่วนผลงานการแสดงเรื่องอื่น ๆ ของเธอ ก็รวมถึงบท “ยัยเซ่อ” ในมังกรหยก (1983) และ “แมงมุม” ใน “ดาบมังกรหยก” (1986)

 

ในยูทูบมีละครทีวีเรื่อง THE FOUNDLING’S PROGRESS ให้ดูนะ ในช่องของ TVB แต่มันไม่มีเพลงไตเติลละครเรื่องนี้

 

ดู THE FOUNDLING’S PROGRESS ได้ที่นี่

https://youtu.be/DAowRCQ1buE?si=p-HFaACQnkeLoFzZ

 

เฉินอันอิ๋น
https://www.themoviedb.org/person/1582036

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง THE MISSION (2023, Amanda McBaine, Jesse Moss, documentary, A+30) เพราะหนังเรื่องนั้นพูดถึงเกาะเซนติเนลที่น่าจะอยู่ในบริเวณใกล้ ๆ เกาะเกรท นิโคบาร์นี้

 

++++

 

เมื่อวานเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, A+25) ที่ SF Terminal 21 ดูจบแล้วรู้สึกสนใจเรื่องของพระนางเทราปตีมาก ๆ ก็เลยไปตามอ่านเพิ่มเติม แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า พระนางเทราปตีมีสามี 5 คน ซึ่งทั้ง 5 คนนี้เป็นพี่น้องกัน น่าสนใจมาก ๆ เลยค่ะ

 

อยากให้มีคนเอาเรื่องราวของ “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” กับเรื่องราวของพระนางเทราปตีมาผสมเข้าด้วยกัน กลายเป็นเรื่องราว fiction เรื่องใหม่ที่นางเอกมีคนเดียว แต่ได้สามี 5 คนที่เป็นพี่ชายน้องชายกัน

 

เรื่องราวของพระนางเทราปตี

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid025oASnVkCTxFH7SoZ4tNa1b95nzk5QsAQ8tvSgT6bZ2utEHKjAh3Ttym8Cy5uTxHWl&id=100044739000097

 

เพิ่งรู้ว่าเมืองทวารกาของพระกฤษณะ เป็นเมืองใต้ทะเลที่มีอยู่จริง

https://www.silpa-mag.com/history/article_124924

 

+++

THE SUN IN A NET เคยมาฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 16 ธ.ค. 2012 แต่เราไม่ได้ไปดู เสียดายมาก ๆ

+++

เราเคยอ่านแค่ 4 จาก 100 ซึ่งก็คือ TO THE LIGHTHOUSE, JANE EYRE, PRIDE AND PREJUDICE และ GREAT EXPECTATIONS แต่ประหลาดใจที่ LORD OF THE FLIES กับ TESS OF THE D’URBERVILLES ไม่ติดอันดับ เพราะเราชอบสองเรื่องนี้ในระดับมากกว่าหรือเท่ากับ TO THE LIGHTHOUSE และชอบมากกว่า JANE EYRE, PRIDE AND PREJUDICE และ GREAT EXPECTATIONS

+++

 

ดีใจสุดขีด เพราะเรายังไม่ได้ดู DERSU UZALA (1975, Akira Kurosawa, 144min), THE ASCENT (1977, Larissa Shepitko, 111min) และ WAR AND PEACE (1965, Sergey Bondarchuk, 6hrs 13min) แต่เราแอบขำที่หนัง WAR AND PEACE ถูกแบ่งออกเป็น 4 parts เมื่อลงยูทูบ แล้วพาร์ทแรกมีคนคลิกดู 2.5 ล้านวิว แต่ part 4 มีคนคลิกดูราว 477,000 วิว ซึ่งนั่นเท่ากับว่า อาจจะมีคนดูหนังเรื่องนี้ทางยูทูบราว 2,023,000 คน หรือ 81% ที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่จบ และมีคนที่ดูหนังเรื่องนี้ทางยูทูบจนจบเพียงแค่ราว 19%

 

THE ASCENT

https://www.youtube.com/watch?v=v21lQ449T3Y&t=158s

 

WAR AND PEACE

https://www.youtube.com/watch?v=bIij-KQ0jYU&t=9s

+++

MY NAME IS NOT SUSAN – Whitney Houston

 

ในอันดับเพลงของเรา เพลงนี้

 

1. new entry เข้ามาที่อันดับ 50 ในช่วงสัปดาห์ 15-21 JULY 1991

 

2. ขึ้นไปที่อันดับ 46 ในสัปดาห์ที่สอง (22-28 JULY 1991)

 

3. ขึ้นไปที่อันดับ 25 ในสัปดาห์ที่สาม (29 JULY – 4 AUG 1991)

 

4. ขยับขึ้นมาที่อันดับ 22 ในสัปดาห์ที่สี่ (5-11 AUG 1991)

 

5. ขึ้นมาที่อันดับ 15 ในสัปดาห์ที่ห้า (12-18 AUG 1991)

 

6. ร่วงลงสู่อันดับ 31 ในสัปดาห์ที่หก (19-25 AUG 1991)

 

7. สรุปว่าเพลงนี้ติดอันดับของเรา 6 สัปดาห์ ได้คะแนนรวม 117 คะแนน ติดอันดับสูงสุดคืออันดับที่ 15

 

(สมัยเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน เรากับกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมัธยม มีการทำอันดับเพลงของแต่ละคนในแต่ละสัปดาห์ บางคนในกลุ่มก็เริ่มทำอันดับเพลงตั้งแต่ปี 1988 ส่วนเราเพิ่งเริ่มต้นทำอันดับเพลงของตัวเองในปี 1989 และพวกเราก็เอาอันดับเพลงของแต่ละคนมาแลกเปลี่ยนกันดู และต่อมาเมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปเข้ามหาลัยแล้ว พวกเรากลุ่มเพื่อนมัธยมก็ยังคงนัดเจอกันสัปดาห์ละครั้งในช่วงที่เรียนมหาลัย และก็ยังคงทำอันดับเพลงของแต่ละคนกันจนเรียนจบมหาลัย

 

เรายังคงเก็บอันดับเพลงที่เคยทำในปี 1989-1994 เอาไว้ในสมุดจด และก็เลยทยอยเอามาแปะในนี้ด้วย เพื่อเป็นการรำลึกถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตเมื่อราว 30-40 ปีก่อน)

https://youtu.be/iHJ0_ci8xbk?si=lolnTa9uTlPA-7W3

 

Friday, May 08, 2026

GEORGIAN CINEMA

 

ฉันรักเขา Kanji Ishimaru from TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME (2010, Masaaki Taniguchi, Japan, 122min, A+30)

 

Kanji Ishimaru น่าจะมีอายุราว ๆ 45 ปีตอนเล่นหนังเรื่องนี้ เขาหล่อมากในสายตาของเรา แต่ทำไมเหมือนเราไม่เคยเห็นเขาตอนหนุ่ม ๆ มาก่อน เราก็เลยไปหาข้อมูลดู แล้วก็พบว่า เขาเป็น “นักแสดงละครเวที” เขาเริ่มเล่นละครเวทีตั้งแต่อายุ 25 ปี และเพิ่งเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ตอนอายุราว 44 ปี โธ่ เราก็เลยอดดูเขาตอนหนุ่ม ๆ เลย

 

ตอนแรกเรากะว่าจะไม่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะตอนแรกเราเข้าใจผิดว่า มันเป็นการรีเมคหนังเรื่อง THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan) ที่เราเคยดูที่ Japan Foundation ถนนอโศก แล้วเราจะดูเวอร์ชั่นรีเมคทำไมในเมื่อเราเคยดู original version ไปแล้ว

 

แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้จริง ๆ เราก็พบว่า มันไม่ใช่การรีเมค แต่เป็น sequel ต่างหาก มันคือ “ภาคต่อ” เพราะว่าเนื้อหาใน TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME มันคือเรื่องราวของ “รุ่นลูก” ของตัวละครใน THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME

 

เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังภาคต่อของหนังภาคแรกที่กำกับโดย Nobuhiko Obayashi โดยที่ภาคสองนี้สร้างห่างจากภาคแรกนานถึง 27 ปี

+++

 

BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY (2023, Elene Naveriani, Georgia/Switzerland, 111min, A+30)

 

1. ชอบการใช้สีในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สีสวยมาก ๆ เราเลยเอาภาพจากหนังเรื่องนี้มาลงในอัลบัมนี้ ซึ่งเป็นอัลบัมรวมหนังสีสวย

 

2. ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมากในระดับนึง เพราะหนังมันพูดถึงแรงปรารถนาทางเพศของสาวโสดวัย 48 ปี

 

3. ทำไม Georgia ถึงเป็นประเทศที่มาแรงในวงการภาพยนตร์ในระยะหลังนะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตด้วยกัน เพราะว่านอกจาก BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY แล้ว ภาพยนตร์จากประเทศ Georgia ในระยะนี้ ก็รวมถึง

 

3.1 APRIL (2024, Dea Kulumbegashvili)

3.2 DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze)

3.3 IMAGO (2025, Déni Oumar Pitsaev)

 

แล้วในอดีต หนังอย่าง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov) ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหนังสหภาพโซเวียต + อาร์เมเนีย + จอร์เจีย เพราะว่า Sergei Parajanov เกิดในจอร์เจีย และหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในจอร์เจีย

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไม Georgia ถึงมาแรงในช่วงนี้ เหมือนมาแรงกว่า Belarus, Moldova, Armenia, Azerbaijan, Kazakhstan, Turkmenistan, Kyrgizstan, Tajikistan, Uzbekistan แต่อาจจะอยู่ในระดับพอ ๆ กับ Ukraine ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกนับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมา

 

4. ไม่รู้ว่าสาเหตุส่วนนึงเป็นเพราะ Georgia อาจจะมีรากฐานวัฒนธรรมของตนเองมายาวนานหลายพันปีหรือเปล่า เพราะว่า Georgia เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร Colchis ที่ปรากฏอยู่ในตำนานกรีก และในตำนาน Jason and the Argonauts ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริเวณที่ตั้งของประเทศจอร์เจียนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่อยู่ร่วมสมัยกับกรีกหรือเป็นอาณาจักรที่มาก่อนกรีกเสียอีก

 

5. Georgia เป็นประเทศที่มีภาษาและตัวอักษรที่ไม่เหมือนใครเลยด้วย เราชอบตัวอักษรของ Georgia มาก ๆ มันกลม ๆ และดูเผิน ๆ แล้วทำให้นึกถึงภาษาพม่า เห็นเขาบอกว่าตัวอักษรของ Georgia ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อน และไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพราะฉะนั้นภาษาของ Georgia เลยแปลกประหลาดและ unique มาก

 

เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เลยทำให้ Georgia มีรากฐานวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเองมาก ๆ หรือเปล่า และสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึง Georgian Cinema ในปัจจุบัน

 

6. ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ที่แตกตัวออกมาจากโซเวียตนั้น เราว่า Lithuania เคยโดดเด่นมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 เพราะ Sharunas Bartas และ Lithuania ก็ยังคงสร้างหนังดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน แต่อาจจะไม่เปรี้ยงเท่ายุค 1990

 

Kazakhstan Cinema ก็เคยเปรี้ยงมาก ๆ ในทศวรรษ 1990 เพราะ Darezhan Omirbaev แต่หลังจากนั้นเหมือนหนังคาซัคสถานก็มีให้เห็นบ้างเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหนังของ Adilkhan Yerzhanov แต่ก็เหมือนหนังคาซัคไม่เปรี้ยงปร้างบนเวทีโลกมากเท่ากับในทศวรรษ 1990 อีก

 

เราก็เลยสงสัยว่า มีปัจจัยใด ๆ บ้างที่อยู่ดี ๆ ทำให้ Georgian Cinema โดดเด้งขึ้นมาในระยะนี้

+++

 

ดีใจมาก ๆ กับหนัง 3 เรื่องที่เราเคยดูเพราะมันเข้าฉายตามเทศกาลในไทย แล้วได้รางวัลในงานนี้ ทั้ง

 

1. UNTIL THE ORCHID BLOOMS (Polen Ly, Cambodia)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ House Samyan

 

2. COMPACT DISC (Rico Wong, Hong Kong)

เราได้ดูในงานฉายของ Wildtype ที่ Buffalo Bridge Gallery

 

3. COLOUR IDEOLOGY SAMPLING.MOV (Chan Cheuk-sze, Kathy Wong, Hong Kong/Taiwan)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ Century Onnut

++++

 

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน PACCHIGI พอไปเช็คดูแล้วก็พบว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว 555555 เพราะว่าทาง Japan Foundation ชอบเอาหนังเรื่องนี้มาฉายบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า WE SHALL OVERCOME SOMEDAY (2004, Kazuyuki Izutsu) 

 

Wednesday, April 29, 2026

HUMAN BEING (1994, Ibrahim Shaddad, Sudan, 27min, A+30)

 

NATIONALITY: IMMIGRANT (1976, Sidney Sokhona, Mauritania/France, 85min) จะฉายในวันแรงงานนี้ น่าดูมาก ๆ

++++

 

สงสัยเหมือนกันเลย เพราะเราว่า Ayumu Nakajima เขาหล่อมาก ๆ แต่ปรากฏว่าบางทีเขาก็รับบทเป็น “ตัวประกอบ” มาก ๆ โดยเฉพาะใน HAPPYEND (2024, Neo Sora) ที่เขารับบทเป็นคุณครูหัวก้าวหน้า และ MORI, THE ARTIST’S HABITAT (2018, Shuichi Okita, A+30) ที่เขารับบทเป็นบุรุษไปรษณีย์

 

ล่าสุดเราก็ดีใจที่ได้เห็นเขารับบท “นักหลอกลวงแม่บ้านหีไว” ใน RENOIR (2025, Chie Hayakawa, A+30)

 

แต่เราก็กลัวว่าถ้าหากเขาได้แสดงแต่บทตัวประกอบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อีกไม่กี่ปีเขาคงรับบท “พ่อของพระเอก” หรือ “พ่อของนางเอก”

 

กรี๊ดดดดดด นึกไม่ถึงเลยว่าเขาอายุ 38 ปีแล้ว นึกว่าเขาอายุแค่ราว 30 ปี

 

เมื่อกี้เลยเข้าไปดู wikipedia เราก็เลยเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาเข้าสู่วงการละครทีวี/ภาพยนตร์ช้ากว่าดาราหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ เพราะดาราหนุ่ม ๆ คนอื่น ๆ เข้าวงการตั้งแต่อายุ 17-18 ปี (อย่างเช่น Tackey) แต่เขาเพิ่งเริ่มแสดงภาพยนตร์ในปี 2013 ตอนอายุราว 25 ปี หรือช้ากว่าชาวบ้านเขาไปเกือบ 10 ปี แล้ววงการบันเทิงญี่ปุ่นมันคงเน้น “เด็กหนุ่มวัยรุ่น” ด้วยแหละ เขาก็เลยแทบไม่เคยมีโอกาสได้รับบทดารานำเลย เพราะเขาไม่ได้เข้าสู่วงการตั้งแต่ยังเป็น “เด็กหนุ่มวัยรุ่น”

 

เหมือนตอนแรก ๆ เขาเป็น “นายแบบ” และ “นักแสดงละครเวที” แล้วเขาเพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการละครทีวี/ภาพยนตร์ในปี 2013 ตอนอายุราว 25 ปี

 

ชอบมาก ๆ ที่เขาจบปริญญาตรีด้าน “วรรณคดี” ด้วย

 

++++

 

เราชอบเดชคัมภีร์เทวดาภาคหนึ่งอย่างรุนแรง แต่ก็ชอบภาคสองมากกว่าภาคหนึ่งนะ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคสองสู้ภาคหนึ่งไม่ได้ก็คือบทของเยิ่นอิ๋งอิ๋ง เพราะเราชอบ “จางหมิ่น” ในบทเยิ่นอิ๋งอิ๋ง อย่างรุนแรงมาก ส่วนกวนจือหลินที่รับบทเยิ่นอิ๋งอิ๋งในภาคสองนั้น แสดงดีใช้ได้ก็จริง แต่เราว่า aura ของเธอสู้จางหมิ่นไม่ได้

 

จริง ๆ แล้วเราก็ชอบภาคสามด้วยนะ SWORDSMAN III: THE EAST IS RED (1993, Ching Siu-tung, Raymond Lee) เหมือนภาคสามมันเปลี่ยนมาเป็นหนังแนว character-driven หลังจากที่ภาคหนึ่งกับสองมันเป็นหนังแนว plot-driven และหลังจาก THE EAST IS RED อะไรแบบนี้ก็ถูกผลักไปจนสุดทางใน ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai)

++++

 

เพิ่งรู้ว่ามีหนังเรื่อง “ความรัก อารมณ์ ผู้หญิง” ด้วย นำแสดงโดย สมเจตน์ สะอาด ที่เสียชีวิตไปแล้วจากเหตุการณ์พลุระเบิดใส่ใบหน้าในช่วงปลายปี 2010 เป็นเหตุการณ์เสียชีวิตที่น่าเศร้ามาก ๆ

 

แต่เรากูเกิลหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แทบไม่เจอเลย ไม่รู้ว่าเป็นหนังปีไหน ใครกำกับ

 

ข่าวการเสียชีวิตของสมเจตน์ สะอาด

https://www.komchadluek.net/today-in-history/406923

++++++++++

 

เห็นข่าวจากคุณเต้ ไกรวุฒิ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ จ่าง แซ่ตั้ง ข่าวนี้ก็เลยทำให้เราหวนรำลึก คิดถึงเทศกาลหนังสั้นสมัยก่อนที่เคยฉายหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องที่กำกับโดย "ทิพย์ แซ่ตั้ง" และ "ภูมิรพี แซ่ตั้ง" อย่างเช่น

 

1. THINKING...OF MY FATHER! (คิด...ถึงพ่อ) (2007, ทิพย์ แซ่ตั้ง, ธีระ ประชุมของ, ชัชชัย ชาญธนวงศ์)

 

2. คน ชีวิต วันเวลา / 2551 / 4 นาที /ทิพย์ แซ่ตั้ง 

 

3. คนรกโลก / 2551 / 3 นาที / ทิพย์ แซ่ตั้ง 

 

4. คนค้นหาของเก่า ชุมชนโบราณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางกอกน้อย ธนบุรี (2008, ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

5. ศิลปะใต้ตีน/2551/18 นาที/ทิพย์ แซ่ตั้ง

ART UNDER FOOTPRINTS (2008, Thip Tang)

 

6. SUBTITLE : For Your Eyes Only/2009/ทิพย์ แซ่ตั้ง/5.00

 

7. YES, NO, OK?, BUT, OR, AND, ALL, HOW?, WHY! (2010, Thip Tang)

 

8. เพราะฉันต้องการ ที่ว่างของฉัน (2011, Thip Tang, documentary, 36.10min)

 

9. WILL YOU LEAVE ME TO DIE? (2011, Thip Sae-tang, 8 min, documentary)
ลมหายใจรวยริน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา: เรื่องของเขา หนังเรื่องของเรา หนังเรื่องของใคร? (ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

10. THOUGHTS AND FEELINGS ON CANVAS (2011, Thip Sae-tang, documentary, 25min)
บนพื้นที่สี่เหลี่ยม: ประเทือง เอมเจริญ พิทักษ์ ปิยะพงษ์ สมชาย วัชระสมบัติ (ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

11. ซื้อเสียงไหมครับ (2008, ภูมิรพี แซ่ตั้ง, A+)
WOULD YOU LIKE TO BUY MY VOICE? (2008, Poomrapee SaeTang)

 

12. ทำหล่อครับผม/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00


13. ทำเองสบายเอง/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00

 

14. ผมเกือบจะกลายเป็นหมา/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/3.00

 

15.DREAM (2010, Phumraphee Sae-tang, 5 min, A)
ความฝัน (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

16. THE PARTY OF MY GRANDFATHER'S WIFE (2010, Phumraphee Sae-tang, 4 min)
งานเลี้ยงแฟนปู่ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

17. WHAT ARE YOU DOING, SIR? (2010, Phumrapee Tang, 3 min, A-)
ผู้ใหญ่ครับทำอะไรกันคราบบบ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

18. HOW TO MAKE FLOWERS FROM PANDANUS LEAVES (2011, Poomrapee Saetang, 5.2, documentary, A+)
การทำดอกไม้จากเตย (ภูมิรพี แซ่ตั้ง, 5.2min)

 

19. LITTLE KID (2011, Phumraphee Tang, 3min, A+)
เด็กน้อย (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

++++

 

เห็นข่าวนี้แล้วคิดถึงพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ข่าวนี้เป็นข่าวการจัดงาน RITWIK GHATAK RETROSPECTIVE -- This programme includes new restorations of every feature, alongside three unfinished films, two he wrote, one he acted in, and 13 fiction and documentary shorts.

 

เราได้ดูหนังเรื่อง สุพรรณเรขา SUBARNAREKHA (1965, Ritwik Ghatak, India) ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ในวันที่ 14 ม.ค. 2003 ซึ่งถือเป็นหนังเรื่องแรกของ Ritwik Ghatak ที่เราได้ดู และเราเข้าใจว่าพี่วิคเตอร์น่าจะเป็นคนเลือกหนังเรื่องนี้มาฉาย

 

พี่วิคเตอร์เคยจัดงาน SHYAM BENEGAL RETROSPECTIVE ในกรุงเทพมาแล้วในปี 2008 ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่า ถ้าหากพี่วิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่ พวกเราคงจะต้องพยายามยุพี่วิคเตอร์ให้ยกงาน RITWIK GHATAK RETROSPECTIVE มาจัดฉายในไทยด้วยอย่างแน่นอน

+++

Weera Rakbankerd Retrospective

 

โปรแกรมที่ 1 วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น.

.

1. 1 Day in Utopia (2005, 3.36 นาที)

2. 5 YEARS IN SAD HEART (2006, 9.24 นาที)

3. 2 second in bad love (2007, 7.01 นาที)

4. 4 MINUTE IN BROKEN SOUL (2007, 7.26 นาที)

5. ONE (2011, 7.33 นาที)

6. Retro 1 day (2012, 10.13 นาที)

7. DIRECTOR & ACTOR (2015, 12.39 นาที)

8. อวัยวะ (2016, 13.04 นาที)

9. FUTURE BOARD (2017, 14.05 นาที)

10. ARTICLE KILLING ME (2018, 10.05 นาที)

.

🎬 โปรแกรมที่ 2 วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น.

.

1. Heaven Broken Heart Metal (2019, 15.58 นาที)

2. BLUR HAPPY BLUR SAD (2020, 11.26 นาที)

3. BEGIN, LOVE, HATE, END (2021, 14.42 นาที)

4. DESK CALENDAR (2022, 17.12 นาที)

5. BLACK&WHITE&LOVE&SAD (2023, 15.25 นาที)

6. MIDLIFE CRISIS (2024, 17.25 นาที)

7. SUCCESS’SI SUCCESS (2025, 18.03 นาที)

.

📌 เชิญร่วมสนทนากับคุณวีระ รักบ้านเกิด เวลา 17.30 น.

.

จัดฉาย ณ GalileOasis ถ.บรรทัดทอง

.

บัตรราคาโปรแกรมละ 100 บาท (รายได้ทั้งหมดหารครึ่งมอบให้กับพื้นที่จัดฉายและผู้กำกับ) สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรสามารถเข้าร่วมการสนทนากับคุณวีระ รักบ้านเกิด ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

.

ซื้อบัตรได้ในวันงานครับ

++++

 

วันนี้แดกโซบะ เพื่อเป็นพลีแด่ชายหนุ่มในช่วงท้ายของหนังเรื่อง BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuiga, Japan, A+30)

+++

 

Film Wish List: SHEHERAZADE หรือ SCORCHING SANDS (1963, Pierre Gaspard-Huit, France) นำแสดงโดย Anna Karina น่าดูมาก ๆ

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู CHRISTINE (1958, A+30) ที่กำกับโดย Pierre Gaspard-Huit เหมือนกัน และหนังเรื่องนั้นก็ “สวยสุดขีด” เหมือนกัน อลังโคมมาก ๆ เหมือนกัน แสดงว่าผู้กำกับคนนี้อาจจะเก่งเรื่องควบคุมการใช้สี, ออกแบบเครื่องแต่งกาย, ออกแบบฉาก, กำกับศิลป์, ถ่ายภาพ

 

THE BRIDE IS MUCH TOO BEAUTIFUL (1956, Pierre Gaspard-Huit) นำแสดงโดย Brigitte Bardot

 

CHRISTINE (1958, Pierre Gaspard-Huit, A+30) นำแสดงโดย Alain Delon + Romy Schneider

 

LIVING IT UP (1966, Pierre Gaspard-Huit) นำแสดงโดย Mireille Darc

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v13GNqZohN3ButtHrtfpmnWSZFxQKmn7A53dSn4oaAAdJxfKhvjLZVCU4ygz46R7l

+++

น่าดูมาก ๆ อ่านพล็อตของ BERLIN EXPRESS แล้วนึกว่าต้องฉายควบกับ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) และ ZENTROPA (1991, Lars von Trier, Denmark)

+++

 

HUMAN BEING (1994, Ibrahim Shaddad, Sudan, 27min, A+30)

 

กราบตีนนนนน ไม่นึกว่าหนังซูดานจะพิสดารได้ขนาดนี้ เราว่าหนังเรื่องนี้มีธาตุอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึง A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) และ TONGPAN ทองปาน (1977, Yutthana Mukdasanit) เพราะหนังซูดานเรื่องนี้อาจจะพยายามถ่ายทอดความยากลำบากของชีวิตคนในชนบทในประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกัน โดยเฉพาะชนบทที่แร้นแค้นและแห้งแล้งมาก ๆ แต่กลวิธีในการนำเสนอของหนังซูดานเรื่องนี้มันพิสดารมาก ๆ บอกไม่ถูกว่าดูแล้วนึกถึงใคร เหมือนดูแล้วนึกถึงหนังของ Fernando Arrabal และ Alejandro Jodorowsky บ้างนิดหน่อย

 

Ibrahim Shaddad เป็นหนึ่งในปรมาจารย์ภาพยนตร์ของซูดาน เขาคือหนึ่งใน subjects ของหนังสารคดีเรื่อง TALKING ABOUT TREES (2019, Suhaib Gasmelbari, Sudan, A+30) ที่เคยลงโรงฉายในกรุงเทพ

 

เราดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ทางเว็บไซต์ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp

+++

 

มีวิดีโอเทปลิขสิทธิ์ของหนังเรื่อง AN ALMOST PERFECT AFFAIR หัวใจรักต้องห้าม (1979, Michael Ritchie) ที่นำแสดงโดย Monica Vitti ขายด้วยนะ

https://web.facebook.com/groups/572921946979479/posts/2078333449771647/