Showing posts with label italy. Show all posts
Showing posts with label italy. Show all posts

Monday, August 17, 2026

WRITING ABOUT FILMS AS YOU LIKE IT

 

RIP MARK RYDELL (1929-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 4 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. ON GOLDEN POND (1981)

 

2. THE RIVER (1984)

 

3. FOR THE BOYS (1991)

 

4. INTERSECTION (1994)

 

อยากให้มีคนนำ ON GOLDEN POND มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ เพราะตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 แต่ก็อยากดูอีกครั้งบนจอใหญ่

 

อยากดู THE ROSE (1979, Mark Rydell) มาก ๆ ด้วย หนังเรื่องนี้ได้ชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา ซึ่งรวมถึงสาขานักแสดงนำหญิง (Bette Midler) และนักแสดงสมทบชาย (Frederic Forrest)

++

 

วันเสาร์หลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็มากินอาหารอินเดียที่ Groove Market ซอยตั้งสิน ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes เราเลือกกินไอติมรส Odyssey กับรส Shio Cloud แล้วแปะด้วยไอติมรส Wicked ก้อนเล็ก ๆ

 

ปรากฏว่าเพื่อน ๆ cinephiles หลายคนก็เลือกกินไอติมรส Odyssey เหมือนกัน

+++

 

เพื่อนบอกว่าแถวดินแดงมีร้านเช่าการ์ตูนญี่ปุ่นหลายร้าน เขาบอกว่าอยากให้มีคนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านเช่าการ์ตูนเหล่านี้ เพราะกิจการเหล่านี้น่าจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน อาจจะเหมือนกับ “ร้านเช่าวิดีโอ” ที่กลายเป็นสิ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และ “ร้านเช่านิยาย” ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพเพียงแค่ไม่กี่ร้าน (อย่างเช่นในเพชรบุรี ซอย 5)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1757264788810181

 

++++

 

MIRACLE À MAIORI (2025, Anouk Baldassari-Phéline, France/Italy, documentary, 29 Mins, A+30)

 

ดูในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง หนังเป็นการตามไปสัมภาษณ์บรรดาชาวบ้านหลายคนที่เคยเป็นตัวประกอบในหนังเรื่อง JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) เมื่อ 70 ปีก่อน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้บางคนก็ปรากฏตัวในหนังของ Rossellini เพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้น แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ทำให้ตัวประกอบ 1 วินาทีในหนังเรื่องนั้น ได้กลายเป็นคนจริง ๆ ขึ้นมา

 

บางคนที่ให้สัมภาษณ์ก็เป็นลูกหลานของตัวประกอบในหนังของ Rossellini

 

อีกสิ่งที่สะเทือนใจมากก็คือว่า หลังจากหนังของ Rosselini ถ่ายทำเสร็จ พื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำก็ถูกทำลายด้วยอุทกภัยในปีต่อมา และชาวบ้านหลายคนก็เสียชีวิตในอุทกภัยครั้งนั้น

 

การที่หนังสารคดีเรื่องนี้มีการ zoom in, close up, slow ภาพ และ pause ภาพแต่ละช็อตแต่ละเฟรมในหนังของ Rosselini เพื่อใช้ในการตามหาตัวบุคคลในภาพ มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) และละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” THE NEWARK FILE (1981) ด้วย เพราะว่าในละครทีวีเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” (ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง BLOW-UP) นั้น มีการ blowup ภาพเพื่อตามหาบุคคลแต่ละคนในภาพเหมือนกัน เพื่อใช้ในการคลี่คลายปริศนาฆาตกรรม

 

การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา one of my most favorite TV series of all time

https://www.themoviedb.org/tv/111299

++++

 

กรี๊ดดดด ขอบพระคุณมากครับที่นึกถึงผม รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ครับ

 

จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากมีส่วนร่วมใด ๆ กับประเด็นเรื่อง film critic เลยแม้แต่นิดเดียว 55555 แต่พอดีมีเพื่อนเอ่ยถึงชื่อเรา เราก็เลยเขียนตอบเพื่อนไป แล้วก็เลยขอเอามาแปะไว้ในวอลล์เราด้วยเลยแล้วกัน

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนตอบเพื่อน:

 

ผมคิดว่าแต่ละคนนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” แตกต่างกันไปครับ และจริง ๆ แล้วมนุษย์แต่ละคนต่างก็นิยาม “คำ” ต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามใจตัวเองอยู่แล้ว ผมเองก็อาจจะนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นางสาว a ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นาย b ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อีกอย่างนึง แต่ละคนนิยามมันแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นตัวผมเองจริง ๆ แล้วก็เลยแทบไม่เคยใส่ใจว่าใครจะนิยามคำคำไหนแตกต่างจากผม เพราะมันมีคำอยู่เป็นแสน ๆ คำ และมีมนุษย์อยู่หลายล้านคนบนโลก เพราะฉะนั้นใครจะนิยามคำคำไหนว่ายังไงผมก็เลยไม่สนใจครับ เพราะผมคิดว่ามนุษย์หลายล้านคนบนโลกนิยามคำเป็นแสน ๆ คำในแบบที่แตกต่างจากผมจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 55555

 

 ตัวอย่างเช่น Jean-Luc Godard ก็อาจจะนิยามคำว่า film critic ในแบบนึง เพราะเขาเคยกล่าวประโยคคลาสสิคว่า "Americans don't have critics. For me, there are only two, James Agee and Manny Farber. The rest are reviewers."

 

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า Godard นิยามคำว่า film critic ไว้แบบนึง ซึ่งคำนิยามดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐอเมริกามี film critics จริง ๆ เพียงแค่สองคนเท่านั้น คือ James Agee และ Manny Farber

 

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่า Godard ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของเขา ผมก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของผมที่ไม่เหมือนกับ Godard และคนอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบที่แตกต่างจากผมและ Godard ครับ ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าใครจะนิยามคำว่า film critic ในแบบไหนอะไรยังไง 55555

 

ตัวผมเองก็แทบไม่เคยตั้งใจที่จะเขียนวิจารณ์หนังครับ ผมแค่เขียนไดอารี่ จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ จดรายชื่อดาราหนุ่มหล่อ ๆ ในหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ให้ความสุขทางเพศแก่เรา เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราเองจะลืม เพราะแต่ละปีเราดูหนังหลายพันเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราได้จดบันทึกความรู้สึกนี้ไว้ อีก 1 ปีข้างหน้า หรืออีก 30 ปีข้างหน้า เรากลับมาอ่านมัน เราจะได้หวนรำลึกถึงหนังเรื่องนั้น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมก็ไม่ได้มองว่าผมเขียนวิจารณ์หนังเป็นหลักครับ เพราะจุดประสงค์หลักของผมคือการเขียนไดอารี่ และเนื่องจากตัวผมเองก็ชอบอ่าน “ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ" ผมก็เลยคิดว่าเราควรเผยแพร่ไดอารี่ของตัวเองให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย เพราะเราเองก็ชอบอ่านความรู้สึกส่วนตัวของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้นใจจริงแล้วผมก็เลยไม่ได้สนับสนุนให้ใครเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากใครเขียนวิจารณ์หนังแล้ว “มีความสุข” ผมก็สนับสนุนให้คนคนนั้นเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากเขาทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข

 

ส่วนตัวผมเอง ผมพบว่าการจดบันทึกความรู้สึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข ผมก็เลยเขียนในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนครับ ผมเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นการวิจารณ์หนัง อาจจะเรียกว่า

”การจดบันทึกความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” เสียมากกว่า 55555 แต่ผมรู้ว่าการเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องแคร์ว่า มันเรียกว่าอะไร นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ผมก็เลยทำมันครับ และผมก็ชอบอ่านอะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ชอบอ่านแค่ “บทวิจารณ์” ผมชอบอ่านการที่คนต่าง ๆ เขียนถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียน โดยไม่ต้องแคร์แม้แต่นิดเดียวว่ามันเป็นการวิจารณ์หรือไม่ครับ

 

สรุปว่า ถ้าหากใครอยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ก็ทำไปครับ ถ้าหากคุณทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข แต่ผมเองไม่ได้อยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็น film critic ผมมีชีวิตอยู่เพื่อหาความสุขใส่ตัว เพราะฉะนั้นผมก็จะ “จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวและความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” หรือเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนต่อไปครับ ใครจะนิยามมันว่าอะไรยังไง มันก็ไม่มีความสำคัญแม้แต่นิดเดียว ขอแค่เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุข เราเขียนถึงหนังแบบไหนแล้วเรามีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้ว

 

Edit เพิ่ม: ยอมรับว่า ในบางครั้ง เพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในบางสถานการณ์ ผมก็นิยามตัวเองว่า film critic หรือให้คนอื่น ๆ นิยามผมว่า film critic ได้ตามสบายครับ เพราะอาจจะมีงานเขียนบางชิ้นของผมที่คนอื่น ๆ มองว่าเข้าข่ายเป็นงานวิจารณ์

 

แต่ถ้าใครจะมองว่าผมไม่ใช่ film critic ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เพราะผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นไม่ใช่แก่นแท้ของผม และไม่ใช่เจตนาของผมเวลาเขียนถึงหนังส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ 55555

Tuesday, July 21, 2026

FILMS ABOUT THE VOID IN HUMAN SOULS

 

เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) เช้าวันนี้พอตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า เรายังคงคิดถึงหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง เหมือนมันเป็นหนังที่ส่งผลกระทบต่อเรามาก ๆ เราก็เลยเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเว็บไซต์ Cinema Scope แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของไตรภาคหนังวัยรุ่นของ Bonello ซึ่งเริ่มต้นด้วย NOCTURAMA (2016, A+30) และต่อด้วย ZOMBI CHILD (2019, A+30) ส่วน COMA เป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคนี้

 

เราก็เลยพบว่า เราได้ดูไตรภาคนี้ครบทั้งสามภาคแล้ว ชอบไตรภาคนี้มาก ๆ เราชอบ COMA กับ NOCTURAMA อย่างรุนแรง ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่รู้ว่าชอบ ZOMBI CHILD น้อยสุดในไตรภาคนี้

 

Cinema Scope on COMA

https://cinema-scope.com/cinema-scope-online/in-the-bedroom-bertrand-bonello-on-coma/

+++

 

ตอนนั้นเราเคยมองว่า 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, Somching Srisupap) เป็นหนังสยองขวัญที่เราชอบมากในระดับนึง แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี มันก็เหมือนกลายเป็น “หนังไทยระดับคลาสสิค” เรื่องนึงไปแล้ว เพราะมันเป็นหนังที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้แก่ฉากคลาสสิคฉากนี้ และคนที่ทำงาน casting นักแสดงให้กับหนังเรื่องนี้

 

เมื่อกี้เพิ่งดูใน wikipedia พบว่ามีคนทำข้อมูล “ภาษาเวลช์” Welsh Language ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย รุนแรงมาก ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกอกถูกใจคนพูดภาษาเวลช์ เรางง หรือเป็นเพราะหนังเรื่องนี้พูดถึง “ตำนาน Saint George” เหรอ

+++

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง void ในจิตใจมนุษย์

 

SEXTUPLE BILL FILM WISH LIST

 

1. COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

 

2. COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation)

 

3. WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany)

 

4. THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy)

 

5. LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy)

 

6. THE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

แถมด้วย DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

กลุ่มหนังที่พูดถึง free will + determinism

 

COMA (2022, Bertrand Bonello, France)

+ THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands)

 

1. เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู COMA (2022, Bertrand Bonello, France) ซึ่งพอดูจบเราก็กรี๊ดดดดดดดดดสลบไปเลย เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ void ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเหมือนเป็น void ในมนุษย์โลกยุคปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะถูกรายล้อมด้วย social media, เทคโนโลยีต่าง ๆ และสามารถสื่อสารกับเพื่อน ๆ + รับรู้ข่าวสารได้ตลอดเวลา มนุษย์บางคนก็ยังคงเผชิญกับ void ได้ และสิ่งนี้หนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้นในช่วงกักตัวโควิด

 

หนึ่งในสิ่งที่เราชอบมากใน COMA ก็คือการที่ตัวละคร Patricia Coma (Julia Faure) และ The Adolescent (Louise Labècque) ที่ดูเหมือนไม่ได้มีปัญหาการเงิน, ปัญหาสุขภาพอะไรใด ๆ อยู่ดี ๆ ก็เหมือนอยากทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอามือใส่ลงไปในเครื่องปั่นผลไม้ คือเหมือนชีวิตมึง “ขาดแคลนความทุกข์” มึงก็เลยเผชิญกับ void อะไรบางอย่าง มึงก็เลยต้องเอามือใส่ไปเครื่องปั่นผลไม้ หรือหาทางทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อที่ชีวิตตัวเองจะได้มีความทุกข์ มีเรื่องตื่นเต้น หรือเพื่อหลีกเลี่ยง void ในชีวิตหรือในจิตใจตัวเอง

 

ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องจริงที่เราเคยเจอเมื่อราว 30 ปีก่อน คือตอนนั้นเรามีเพื่อนสนิทคนนึงที่มีฐานะดีมาก คือเขารวยกว่าเราประมาณ 100 เท่า แล้ววันนึงเขาก็โทรมาเล่าให้เราฟังว่า มีวันนึงเขาตักน้ำใส่ถังน้ำ จ้องมองถังน้ำนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วเขาก็รู้สึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

 

เราชอบ moment นี้ของเพื่อนคนนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขานะ เหมือนมันมีอะไรบางอย่างในจิตมนุษย์ที่สามารถนำพาไปสู่อะไรแบบนี้ได้ แต่เพื่อนของเราคนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนะ แต่เราไม่ได้สนิทกับเขาแล้ว (เพราะเรื่องการเมืองเป็นเหตุ)

 

เราก็เลยชอบหนังที่นำเสนอตัวละครที่ทำอะไรคล้าย ๆ เพื่อนสนิทของเราคนนี้ เพราะฉะนั้นพอเราดู COMA เราก็เลยนึกถึงเพื่อนสนิทของเราคนนี้มาก ๆ คือเหมือนมึงอยู่เฉย ๆ มึงก็น่าจะมีความสุขดี แต่มึงก็เหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในจิตใจของตัวเอง อะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ ให้เอามือของตัวเองใส่ไปในเครื่องปั่นผลไม้

 

2. การทำอะไรที่ดูเหมือนไร้เหตุผลแบบนี้ทำให้เรานึกถึงตัวละคร Raymond ชายฐานะดีใน THE VANISHING (1988, George Sluizer, Netherlands) ด้วย ซึ่งตัวละครตัวนี้อยู่เฉย ๆ ก็น่าจะมีความสุขดี แต่เขาก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจากที่สูง ซึ่งส่งผลให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

 

แต่ตัวละคร Raymond ใน THE VANISHING อาจจะไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะ void แต่ทำโดยอ้างว่าเขาต้องการทดสอบ free will อะไรทำนองนี้

 

เราก็เลยรู้สึกว่า COMA กับ THE VANISHING นั้น จริง ๆ แล้วก็เหมาะฉายควบกัน เพราะว่า

 

2.1 หนังทั้งสองเรื่องมีตัวละครที่ทำร้ายตัวเองโดย “ไร้เหตุผล” เหมือนกัน

 

2.2 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหมือนกัน

 

2.3 หนังทั้งสองเรื่องพูดถึง free will vs. determinism เหมือนกัน

 

3. ย้อนกลับมาถึงเรื่อง void คือเรารู้สึกว่า ในแง่นึง COMA ก็เหมาะฉายควบกับ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอตัวละครหญิงสาวในโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับ void ในจิตใจเหมือนกัน และตัวละครหญิงสาวในหนังทั้งสองเรื่องนี้ สามารถเข้าไปอยู่ใน “โลกเสมือนจริง” ได้เหมือน ๆ กัน

 

คือใน COMA นั้น ตัวละครเอกทั้งสองคนของหนัง ซึ่งได้แก่ Patricia Coma กับ The Adolescent เหมือนมี void บางอย่างในจิตใจ และหนังเรื่องนี้ก็นำเสนอ “โลกเสมือนจริง” ที่ข้องเกี่ยวกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครหญิงสาวในโลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็หลุดเข้าไปใน “โลกเสมือนจริง” ซึ่งเป็นโลกแบบ day for night เป็นโลกแห่ง limbo โลกที่ดูเหมือนเต็มไปด้วยอันตราย, เสียงกรีดร้อง, หลงทิศหลงทาง, มีวิญญาณคนตาย และมีอะไรบางอย่างที่ตรงข้ามกับโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็เป็นโลกที่อาจจะนำไปสู่ free will ได้

 

และเราก็ชอบมากที่ Bertrand Bonello ไม่ได้เชื่อมโลกแห่งความเป็นจริงกับ “โลกเสมือนจริง” นี้ ด้วย “ฉากตัวละครตื่นนอน” เลย คือเวลาที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราจะรู้สึกว่า โลกเสมือนจริงที่ตัวละครเข้าไป มันคือ “โลกแห่งความฝัน” หรือสิ่งที่ตัวละครเผชิญขณะหลับฝัน แต่พอ Bonello ใช้วิธีการตัดต่อแบบที่นำโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริงมาต่อฉึบเข้าด้วยกันเลย โดยไม่ต้องมี “ฉากตัวละครตื่นนอน” มาเชื่อม วิธีการตัดต่อแบบนี้มันก็เลยทรงพลังอย่างรุนแรงมาก มัน blend โลกทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างพิศวงมาก ๆ และเราว่าอะไรแบบนี้จริง ๆ แล้วมันน่าสนใจกว่า หรือไปไกลกว่าหนังแบบ BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เสียอีก 55555

 

คือเราชอบ BACKROOMS มากนะ โดยเฉพาะในแง่ที่มันดูแปลกแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่ว ๆ ไป และในแง่ที่มันคล้ายละครโทรทัศน์ชุด TWILIGHT ZONE แต่พอเราได้ดู COMA เราว่า BACKROOMS นี่ตายห่าไปเลยสำหรับเรา เพราะ COMA มันสร้างมิติพิศวงได้น่าสนใจกว่า BACKROOMS มาก ๆ ในความเห็นของเรา

 

แต่จริง ๆ แล้วมิติพิศวงในหนังทั้งสองเรื่องมันก็แตกต่างกันน่ะแหละ เพราะมิติพิศวงใน BACKROOMS มันมีความ physical มากกว่า ส่วนมิติพิศวงใน COMA มันมีความ mental มากกว่า ซึ่งเราสนใจมิติพิศวงแบบ COMA มากกว่า มันเหมือนเป็นมิติลึกลับในจิตใจเราเอง

 

4. ซึ่งพอพูดถึง “ตัวละครที่มี void ในจิตใจ” และ “มิติพิศวง” แล้ว เราก็เลยนึกถึง COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING (2025, Hiroyuki Hata, Japan, animation) มาก ๆ เพราะในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย 10 กว่าตัว แต่มีตัวละครหญิงสาว 4 คนในเรื่องที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และทั้ง 4 คนก็เลยมักจะมาพบเจอกันในโลกเสมือนจริง หรือ sekai ซึ่งเป็น “โลกที่สร้างจากอารมณ์ของผู้ใช้งาน” โดยโลกเสมือนจริงที่ four young girls with the void in their hearts มักจะมาพบเจอกันนี้ ก็คือ EMPTY SEKAI ที่มีชื่อเรียกว่า NIGHTCORD AT 25:00 และมีนักร้องเสมือนจริงชื่อ Hatsune Miku อยู่ในโลกแห่ง emptiness นี้ด้วย

 

เราชอบ EMPTY SEKAI ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ wikipedia บรรยายถึงโลกนี้ว่า “Empty Sekai consists of a space with nothing in it apart from a few dim rays of light and distorted screens”

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า ทั้งมิติพิศวงใน COMA, มิติพิศวงใน BACKROOMS และ “โลกแห่ง emptiness” ใน COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นี้ มันเหมาะจะนำมาเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน เปรียบต่างกันมาก ๆ เพราะเราว่ามันน่าสนใจสุดขีดทั้ง 3 โลกสมมุติเลย

 

แต่เราก็ขำบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นะ เพราะมันลงเอยแบบ “หนังญี่ปุ่น” จริง ๆ คือลงเอยแบบเดียวกับที่หนังเรื่อง THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada, A+30) เคยกระแนะกระแหนหนังญี่ปุ่นเอาไว้ อย่างใดอย่างนั้นเลย 555555

 

เพราะฉะนั้นถึงแม้ทั้ง COMA + COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจเหมือนกัน และหญิงสาวเหล่านี้ก็เจอกันใน “โลกเสมือนจริง” เหมือน ๆ กัน แต่บทลงเอยของหนังทั้งสองเรื่องนี้ ก็แตกต่างจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยบทลงเอยของ COMA นั้น มันดูมีความเป็นหนังฝรั่งเศสมาก ๆ ส่วนบทลงเอยของ COLORFUL STAGE! THE MOVIE: A MIKU WHO CAN’T SING นั้น มันก็ดู “ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น” อย่างรุนแรงสุดขีด

 

5. หนังอีกเรื่องที่นำเสนอตัวละครหญิงสาวที่มี void ในจิตใจได้อย่างน่าสนใจมากสำหรับเรา ก็คือหนังเรื่อง WHEN WILL IT BE AGAIN LIKE IT NEVER WAS BEFORE (2023, Sonja Heiss, Germany) ซึ่งน่าจะดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะหนังสร้างมาจาก autobiography

 

6. พอพูดถึง void ในจิตใจมนุษย์แล้ว เราก็เลยนึกถึงหนังคลาสสิคอีก 3 เรื่องด้วย ซึ่งก็คือ THE ECLIPSE (1962, Michelangelo Antonioni, Italy), LEAP INTO THE VOID (1980, Marco Bellocchio, Italy) และTHE SEVENTH CONTINENT (1989, Michael Haneke, Austria)

 

โดยในบรรดา 3 เรื่องนี้ LEAP INTO THE VOID ดูเหมือนจะเน้นไปที่ความซับซ้อนทางจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความ hypocrisy ของมนุษย์ ส่วน THE ECLIPSE เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก capitalism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางด้าน THE SEVENTH CONTINENT เน้นไปที่ void ที่มาพร้อมกับโลก consumerism

 

ถ้าหากใครประทับใจ void in human soul ในหนังเรื่องไหนอีก ก็ comment กันมาได้นะคะ

+++

 

RIP เซียะเสียน Ying Tse or Patrick Tse (1936-2026)

 

เขาหล่อสุดขีดใน MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

ผลงานการแสดงของเซียะเสียนที่เราเคยดู

 

1. MOON OVER MALAYA (1957, Yuen Chor, Kim Chun, Hong Kong, A+30)

 

2. แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (1982)

เขารับบทต้วนเจิ้งชุน อ๋องต้าหลี่ที่มีนิสัยเจ้าชู้

 

3. มังกรหยก (1983)

เขารับบท เอี้ยทิซิม พ่อของเอี้ยคัง

 

4. เทพเจ้าหวังต้าเซียน (1986)

เขารับบทองค์ชายเฟยหลง ศัตรูของเทพเจ้าหวังต้าเซียน

 

ถ้าเทียบกันตอนหนุ่ม ๆ แล้ว เราว่า เซียะเสียน ใน MOON OVER MALAYA หล่อตรงสเปกเรามากกว่า “เซียะถิงฟง” ซึ่งเป็นลูกชายของเขา

 

เราชอบจำชื่อของ “เซียะเสียน” สลับกับ “สือซิ่ว” (Shek Sau) ที่เคยแสดงร่วมกับเขาในแปดเทพอสูรมังกรฟ้า

+++

 

I worship Pier Paolo Pasolini เราชอบหนังของเขามาก ๆ แล้วเขาทำได้ดีมาก ๆ ทั้ง “หนังรุนแรง” และ “หนังใส ๆ” อย่าง THE GOSPEL ACCORDING TO ST. MATTHEW (1964)

++++

 WRECKED กองกอย

ชอบซีนอาจารย์มหาลัยสัมภาษณ์นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์มาก ๆ เพราะดูแล้วแอบนึกถึงอาจารย์นิเทศศาสตร์หลายคน อยากให้อาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ลองเดินถอยหน้าถอยหลังขณะสัมภาษณ์นักศึกษาแบบในหนังเรื่องนี้ 55555

Thursday, June 25, 2026

FAVORITE FILMS WHICH ARE MORE THAN 100 YEARS OLD

 


หนังที่มีอายุมากกว่า 100 ปีแต่เราดูแล้วก็ยังชอบสุดขีดอยู่ดี

 

ทุกเรื่องเป็น “หนังเงียบ”

 

(แน่นอนว่า “กาลเวลา” อาจทำร้ายหนังต่าง ๆ เหล่านี้ในบางแง่มุม แต่กาลเวลาไม่สามารถทำลายความสุขของเราที่ได้รับจากหนังเหล่านี้)

 

1. SANDOW (1896, William K.L. Dickson)

 

2. THE VACUUM CLEANER (1906, Segundo de Chomón, France, silent film, 4min)

 

3. FILIBUS (1915, Mario Roncoroni, Italy, silent film)

 

4. THE SECRET OF DELFT (1917, Maurits Binger, Netherlands, 70min)

 

5. THE GREY AUTOMOBILE (1919, Enrique Rosas, Mexico, silent film, 223min)

 

6. NERVEN (1919, Robert Reinert, Germany, 110min)

 

7. THE OYSTER PRINCESS (1919, Ernst Lubitsch, Germany, 60min)

 

8. FROM MORNING TILL MIDNIGHT (1920, Karlheinz Martin, Germany, 65min)

 

9. FOOLISH WIVES (1922, Erich von Stroheim, USA, 147min)

 

10. THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

+++

 

คิดถึงเหล่าบรรดาสามีเก่าของเรา วง SHONENTAI

 

ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีด KIMIDAKENI (1987)

https://youtu.be/UWWmcR1Jfw4?si=HekLQknT4edaVq6E

+++

 

โปสเตอร์ GINTAMA: YOSHIWARA IN FLAMES (2026, Naoya Ando, Japan, animation, A+30)

 

ภาคนี้สนุกดี แต่ลูกหมีบอกว่า Elizabeth บทน้อยไปหน่อย ลูกหมีชอบตัวละคร Elizabeth

+++

 

FILM FESTIVAL WISH LIST – เทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS

 

เราเคยดูเวอร์ชั่นต้นแบบของ “เพื่อนรัก เพื่อนลับ” BEHIND THE SCREENS (2026) ซึ่งเวอร์ชั่นต้นฉบับก็คือ PERFECT STRANGERS (2016, Paolo Genovese, Italy, A+30) ที่เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์อิตาลีในกรุงเทพ PERFECT STRANGERS ติดอันดับ 78 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2017

 

หนังเรื่อง KHEL KHEL MEIN (2024, Mudassar Aziz, India, Hindi language) ที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS ก็เคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพด้วย แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ไปดู

 

PERFECT STRANGERS ของ Paolo Genovese นี่น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกรีเมคเยอะที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลยนะ เพราะว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับมันเป็นหนังปี 2016 แต่มันถูกรีเมคไปแล้ว 30 ครั้ง 30 ภาษา!!!!!! หนักมาก ๆ คือถูกรีเมคเป็นหนัง 30 เรื่องภายในเวลา 10 ปี ซึ่งรวมถึงเวอร์ชั่นกรีซ, สเปน, ตุรกี, Kannada in India, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก, เกาหลี, ฮังการี, จีน, รัสเซีย, อาร์เมเนีย, โปแลนด์, เยอรมนี, เวียดนาม, ญี่ปุ่น, โรมาเนีย, สโลวาเกีย, อิสราเอล, เนเธอร์แลนด์, เลบานอน, นอร์เวย์, อินโดนีเซีย, ไอซ์แลนด์, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, บราซิล, เอสโตเนีย, แลตเวีย

 

อยากให้มีคนจัดเทศกาลภาพยนตร์ PERFECT STRANGERS ฉายหนังเรื่องนี้ครบทั้ง 31 ภาษา แล้วให้คนดูเขียนเปรียบเทียบว่าความแตกต่างกันระหว่างแต่ละเวอร์ชั่นมันสะท้อนความแตกต่างกันของทั้ง 31 ประเทศ/สังคมอย่างไรบ้าง ชิงเงินรางวัล 31000 บาท

 

หนังที่รีเมคมาจาก PERFECT STRANGERS (Paolo Genovese) ก็รวมถึง

 

INTIMATE STRANGERS (2018, J.Q. Lee, South Korea)

KILL MOBILE (2018, Miao Yu, China)

NOTHING TO HIDE (2018, Fred Cavayé, France)

BLOOD MOON PARTY (2020, Quang Dung Nguyen, Vietnam)

ADULT’S SITUATION (2021, Michio Mitsuno, Japan)

PERFECT STRANGERS (2022, Rako Prijanto, Indonesia)

PERFECT STRANGERS (2022, Wissam Smayra, Lebanon)

 

ไม่รู้ว่าใน NETFLIX มีหนังเรื่องนี้อยู่กี่เวอร์ชั่น (เราไม่ได้เป็นสมาชิก Netflix เราก็เลยไม่รู้)

+++

 

มีใครจำได้บ้างว่า quote นี้มันมาจากนิยายเรื่องไหนของทมยันตีน่ะ หรือว่าทมยันตีใส่ quote นี้ไว้ในนิยายหลายเรื่อง

 

“โชค.......
หฤโหดอยุติธรรมหนัก
อยุติธรรมนำเสริมบ่ว่างพัก
อยุติธรรมนำชักพาหมองมัว


ชะตา........
คอยแต่ชักนำข้าพาทำชั่ว
ชะตาพาข้าสู่ปลักเมามัว
ชะตาพาข้าชั่วอยู่เป็นนิตย์


กรรม.....
คอยเสริมซ้ำยามข้าพลาดพลั้งผิด
กรรมที่ข้าทำไว้ในชีวิต
กรรมประชิดตามทันช้ำใจหนัก


ชีวิต....................
มิเคยมีถิ่นสถิตย์อยู่เป็นหลัก
ชีวิตร่อนเร่คิดเจ็บจิตนัก
ชีวิตดับคงสุขสิ้นทุกเอย”

 

คือเรารู้สึกว่า เราเคยเห็นกลอนนี้ในนิยายเรื่อง “โซ่สังคม” ของทมยันตี แต่พอเราเสิร์ชในกูเกิล มีคนบอกว่ากลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” ของทมยันตี ซึ่งเราก็เคยอ่านเหมือนกัน และบางคนก็บอกว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “รอยมลทิน” ของทมยันตี

 

มีใครยืนยันได้ไหมว่า กลอนนี้อยู่ในนิยายเรื่องใดกันแน่ของทมยันตี แต่เราเดาว่าทมยันตีอาจจะใส่กลอนนี้ไว้ในนิยายหลาย ๆ เรื่อง

+++

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ UNTIL WE MEET AGAIN (2026, Takahiro Miki, Japan, A+30)

+++

 

ทดลองใช้ Grok แล้วพบว่ามันน่ากลัวจริง ๆ

https://web.facebook.com/photo?fbid=10244438653004738&set=a.10229204021028460

 

Monday, June 22, 2026

THE CONNECTION BETWEEN DISCLOSURE DAY AND BROTHER SUN, SISTER MOON

 

ชอบที่คุณ Noel Vera เขียนถึง DISCLOSURE DAY มาก ๆ

 

Arguably the best film Spielberg's done since his sorely underrated West Side Story five years before, and before that either AI or The Lost World-- yes I have a weird pantheon of favorite Spielbergs, deal with it-- and arguably the best first-contact movie since O I don't know... The ThingStarman? Soderbergh's Solaris is well made (nearly everything he does is) if uninspiring, and I have a sneaking fondness for 10 Cloverfield Lane and Frank Oz's Little Shop of Horrors remake... but yeah. Best first encounter movie since John Carpenter's* remake of the Howard Hawks classic. 

 

*(Yes yes yes there's Carpenter's They Live... but that along with Nigel Kneale's Quatermass 2 and great Quatermass and the Pit I submit belong to that rarer genre of 'aliens have been with us all along' genre) 

 

DISCLOSURE DAY

https://criticafterdark.blogspot.com/2026/06/illegal-aliens-easy-enough-to-call.html

 

++++

คำถาม: จงบอกว่า หนังเรื่อง DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30) กับหนังเรื่อง BROTHER SUN, SISTER MOON (1972, Franco Zeffirelli, Italy) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

 

คำตอบ: หนังทั้งสองเรื่องนี้พูดถึง Saint Clare of Assisi (1194-1253) เหมือนกัน

 

พอเราดู DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30) แล้วก็แอบสงสัยว่า Spielberg จงใจหรือเปล่าในการพูดถึง Saint Clare ในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครในหนังเรื่องนี้ไปหลบในอาราม St.Clare of the Dawn ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Saint Clare of Assisi (1194-1253)

 

Cinephiles ชาวไทยหลายท่านคงคุ้นเคยกับ Saint Clare of Assisi เป็นอย่างดี เพราะว่าหนังเรื่อง BROTHER SUN, SISTER MOON (1972, Franco Zeffirelli, Italy) นั้นเล่าเรื่องของ Saint Clare of Assisi โดยตรง และหนังอิตาลีเรื่องนี้เน้นพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Saint Clare of Assisi กับ Saint Francis of Assisi (1181-1226)

 

ซึ่งตัว Saint Francis นั้นก็คงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ซีเนไฟล์ชาวไทยด้วยเช่นกัน โดยผ่านทางหนังเรื่อง THE FLOWERS OF SAINT FRANCIS (1950, Roberto Rossellini, Italy) ที่เล่าเรื่องของนักบุญฟรานซิสโดยตรง

 

พอเราไปดูประวัติของ Saint Clare แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ เพราะว่าสมเด็จพระสันตปาปา Pius XII ได้ประกาศแต่งตั้งให้ Saint Clare เป็น PATRON SAINT OF “TELEVISION” ในปี 1958 เพราะว่า Saint Clare มีประวัติว่าสามารถ “เห็นและได้ยิน” สิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป รุนแรงมาก ๆ

 

เราก็เลยเดาว่า Spielberg อาจจะจงใจในเรื่องนี้ เพราะว่าตัวละครใน DISCLOSURE DAY ก็สามารถเห็นและได้ยินในสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป และหนังเรื่องนี้ก็ให้ความสำคัญกับ TELEVISION อย่างรุนแรงมาก ๆ ด้วย

 

Saint Clare มีประวัติเรื่องปาฏิหาริย์อื่น ๆ อีกด้วย โดยปาฏิหาริย์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของเธอ ก็คือในช่วงที่เกิดสงครามระหว่างจักรพรรดิเฟรเดอริคที่สองแห่ง Holy Roman Empire กับสมเด็จพระสันตปาปาเกรกอรีที่ 9 นั้น จักรพรรดิเฟรเดอริคที่สองได้ส่งกองทหารซาราเซ็นมาโจมตีอิตาลี และกองทัพทหารเหล่านี้ก็กำลังจะมาโจมตีคอนแวนต์ San Damiano ของ Saint Clare ในปี 1240 แต่ Saint Clare ก็สามารถปกป้องคอนแวนต์ของเธอจากกองทัพทหารไว้ได้ด้วยปาฏิหาริย์ของเธอ เธอได้ชูภาชนะศักดิ์สิทธิ์ (monstrance) ที่ทางเข้าของคอนแวนต์ และบางตำนานบอกว่าได้เกิดแสงสว่างวาบ หรือเกิดคลื่นความตื่นตระหนกขึ้นในหมู่ทหาร จนส่งผลให้กองทัพทหารเหล่านั้นหนีไปอย่างรวดเร็ว และไม่เข้ามาโจมตีคอนแวนต์ของ Saint Clare

 

ข้อมูลแบบสั้น:

The Defense of San Damiano (1240): When enemy soldiers attacked her convent, Clare—though gravely ill—held up the consecrated host in a monstrance at the window. A sudden, blinding light or a wave of unexplained terror seized the attackers, causing them to flee in panic.

 

ข้อมูลแบบยาวจากเว็บไซต์ของ Franciscan Foundation for the Holy Land:

 

In the year 1240, Assisi was under threat.

 

A wave of Saracen mercenaries, hired by Emperor Frederick II, descended on Italy. Ruthless and violent, they approached the peaceful convent of San Damiano just outside the city walls—home to St. Clare of Assisi and her community of Poor Clares. The sisters had no weapons, no soldiers, and no real way to defend themselves. But Clare knew where her strength came from.

 

As enemy forces drew near, Clare did something extraordinary: she took the Blessed Sacrament—Christ Himself, present in the Eucharist—and held it high at the convent gates.

 

Clare instructed the sisters to bring her the monstrance containing the Blessed Sacrament from the chapel. Though gravely ill and bedridden at the time, she insisted on being carried to the entrance of the convent, holding the Eucharist in her hands.

 

Facing the enemy with the Body of Christ raised high, she prayed aloud:

 

“Does it please You, Lord, to deliver into the hands of these beasts the defenseless children I have nourished with Your love? I beg You, Lord, protect these women whom I cannot protect.”

 

Then something happened.

 

The advancing soldiers—armed, aggressive and confident—suddenly froze. Panic overtook them. One by one, they turned and fled. Not a single one laid a hand on the sisters. Not a single sword was drawn. The convent was spared.

 

Clare credited Christ alone. She never took personal credit, only pointing to the Real Presence of Jesus in the Eucharist as the source of their protection.

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://ffhl.org/the-day-st-clare-faced-an-army-with-the-blessed-sacrament/

+++

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วชอบมาก สนุกดี

 

อันนี้เป็นที่เพื่อน ๆ ใน facebook เขียนถึง

 

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02pLM7S5U8N7osRSqjCefrREMckaCkkPUcrRnmi6KqDfWQc5kJQyqCe7rNYgvLhDUjl&id=100063707881537

 

https://web.facebook.com/boatbsk/posts/pfbid02FmZLPhgrNaQovJFCYx2cnVhzyCBp5JM8Dvj2XKcGgTCmeZXLFV5zM5X43Ab7SJbol

 

https://web.facebook.com/wichan.throndusade/posts/pfbid0Q6pAmjHjqkBAy8UTbQQizwWjWMzgYTnof2BQrKYeCVgJmUku4JdHLqtyyMxcFbTbl

 

https://web.facebook.com/songpol.wongkondee/posts/pfbid0HjaJwkAprzTn8yduMKJh9E6Uy3DL6NZP4AQKJoJtiHR7xtmo6oXhXayPUaqVTWgel

 

+++

 

Sunday, June 14, 2026

YAMATO WAKI

 

เพิ่งรู้ว่า NOSFERATU THE VAMPYRE (1979, Werner Herzog) มีภาคต่อด้วย มันคือหนังเรื่อง NOSFERATU IN VENICE (1988, Augusto Caminito, Italy) หรือ “ตำนานรักแดร๊กคูล่า” ที่นำแสดงโดย Klaus Kinski เหมือนกัน

+++

ซื้อหนังสือการ์ตูน “ด้วยเมฆหมอกแห่งรัก” หรือ THE TALE OF GENJI: DREAMS AT DAWN (1979-1993) ของ Yamato Waki มาให้ลูกหมีอ่าน

 

ตอนเราเด็ก ๆ เมื่อราว 35-40 ปีก่อน เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในชื่อเรื่องว่า “ฟ้าใต้แสงจันทร์” ตอนนั้นพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ แต่เราได้อ่านแค่ไม่กี่เล่ม ก็เลยถือเป็นการ์ตูนที่ค้างคาใจเรามานานเรื่องหนึ่งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

พอเราได้รู้ว่า มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้จนจบแล้ว โดยมี 13 เล่มจบ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน จะได้ขจัดสิ่งที่ค้างคาใจมานาน 40 ปีออกไปอีกหนึ่งอย่าง

 

Yamato Waki ถือเป็นนักเขียนการ์ตูนในดวงใจของเราคนนึง การ์ตูนเรื่อง HAIKARA-SAN: HERE COMES MISS MODERN (1975-1977) นี่ถือเป็น one of my most favorite cartoons of all time เลย

 

การ์ตูนอีกเล่มของ Yamato Waki ที่เราชอบสุดขีด เป็นเรื่องของนักเรียนคนนึงที่ค้นพบว่ามี “ดินแดนลึกลับ” ซ่อนอยู่ในหอพักของเธอ เธอเป็นสาวเนิร์ด แต่พอเธอได้เข้าไปในดินแดนลึกลับนี้ เธอก็จะกลายร่างเป็นสาวสวย ส่วน “นางอิจฉา” ของเรื่องนี้ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็นนางพญาผึ้ง ส่วนผู้ชายที่ตามจีบเธอ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็น “พระพุทธรูป”

 

แต่เราไม่รู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่าอะไร มีใครพอรู้บ้างไหมคะ

 

ตอนนี้จิตรกำลังเล็งว่าจะลองอ่านเรื่องนี้อยู่ครับ “สายใยในกรงขัง” ของ Ira Ozaki พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บงกช เห็นเรื่องย่อเป็นปัญหาชีวิตแม่กับลูกสาว

 

แต่มันเพิ่งออกมา 4 เล่ม และยังไม่จบ จิตรก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ควรให้มันออกจนจบก่อนแล้วค่อยซื้อมาอ่านรวดเดียว หรือว่าจะลองซื้อเล่มแรกอ่านไปเลยดี แต่กลัวว่าการ์ตูนพวกนี้ไม่ใช่ต้องรอนานถึง 20 ปีกว่าจะถึงบทอวสาน 55555

https://www.bongkoch.com/shop/index.php?route=product/search&search=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%87

+++

 

สิ่งที่ลูกหมีพูดกับแม่หมีหลังจากดูหนังเรื่อง SILENT FRIEND (2025, Ildikó Enyedi, Germany/Hungary, A+30):

 

“ดอกเยอราเนียมมันร่านมาก ๆ เลยค่ะ คุณแม่ พอดอกเยอราเนียมมันเห็นผู้ชายหนุ่ม ๆ มันก็ทำระริกระรี้ กระดี๊กระด๊า เปิดประตูต้อนรับ อีเยอราเนียม อีร่าน”

 

(ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ)

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด Julia Ducournau (RAW, TITANE, ALPHA) กำกับมิวสิควิดีโอเพลง C’EST À QUI LE TOUR (2026) ให้ Mylène Farmer และผลงานที่ออกมานี่บอกได้เลยว่า ถูกใจเราจริง ๆ กราบตีนทั้ง Mylène Farmer และ Julia Ducournau นึกว่ามีฉากคลาสสิคหลายฉากมากในมิวสิควิดีโอนี้

 

ดีใจสุดขีดที่ช่วงนี้ศิลปินเพลงที่เราชื่นชอบจากทศวรรษ 1980-1990 กลับมาออกผลงานเพลงใหม่ ๆ ที่น่าพึงพอใจ ทั้ง Chaka Khan, Madonna และ Mylène Farmer

 

Chaka Khan

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=gvS3u20XfZe0aW23

 

 

6. C’EST À QUI LE TOUR -- Mylène Farmer (2026, Julia Ducournau, France, music video)

 

+++

 

ประทับใจอย่างรุนแรงที่สุดที่เทศกาล TILFF ปีนี้ฉายทั้ง BLUE (1993, Derek Jarman), BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, documentary) และ DEATH AND TRANSFIGURATION (1983, Terence Davies) เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องนี้พูดถึง “ความตาย” ของคนที่เป็น queer ได้อย่างทรงพลังสุดขีด นึกว่าเทศกาลหนัง “มรณานุสติ”

 

 

Saturday, May 23, 2026

TOP GUN

 

ขอบคุณมากครับ ผมเคยดู FULL MOON ตอนที่มันมาฉายใน Bangkok Film Festival ผมชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เลยครับ ดีใจที่ได้รู้ว่ามันมาลงยูทูบด้วย ส่วน ASSA กับ I WALKED AROUND MOSCOW ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ขอบคุณมาก ๆ เลยครับที่แนะนำ

 

ROSSO ADVERTISEMENT

https://www.youtube.com/watch?v=Kd3TT-qDXco

++++

เพิ่งรู้ว่า DAY OF THE FULL MOON (1998, Karen Shakhnazarov, Russia, 93min, A+30) มีลงให้ดูในยูทูบอย่างเป็นทางการด้วย เราเคยดูหนังเรื่องนี้ทางโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียมใน Bangkok Film Festival ในวันที่ 1 ต.ค.ปี 2000 และถือเป็นหนังที่เราจัดให้เป็น LIMITLESS CINEMA อีกเรื่องนึง เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนช่วยผลักขอบเขตความเป็นไปได้ทางภาพยนตร์ออกไปสำหรับมุมมองของเราในตอนนั้น

 

คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับ WE ALL KNOW EACH OTHER (2007, Phuttiphong Aroonpheng, 57min, A+30) เพราะว่าหนังสองเรื่องนี้มีทั้งส่วนที่คล้ายกันและส่วนที่ตรงข้ามกัน โดยส่วนที่คล้ายกันก็คือว่า หนังทั้งสองเรื่องนี้เชื่อมโยงตัวละครจำนวนมากเข้าด้วยกัน โดยที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องใด ๆ เลย ผู้ชมจะได้เห็นตัวละครจำนวนมากในหนังทั้งสองเรื่องนี้ แต่ได้เห็นตัวละครเหล่านั้นเพียงแค่คนละ 1-3 นาทีเท่านั้น

 

ส่วนที่ตรงข้ามกันก็คือว่า ตัวละครแต่ละคนใน DAY OF THE FULL MOON ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน พวกเขาเพียงแค่มองเห็น “คนแปลกหน้า” ผ่านเข้ามาในสายตา แต่ตัวละครแต่ละคนใน WE ALL KNOW EACH OTHER ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน เพราะว่าพวกเขา “รู้จักกัน”

 

หนังสองเรื่องนี้ก็เลยเหมือนเป็นเหรียญสองด้านของกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

DAY OF THE FULL MOON

https://youtu.be/JJNcqNScWlw?si=nCXjxw32fSq37bPH

++++

 

TOP GUN (1986, Tony Scott, A+30)

 

1. แทบเป็นลม ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอใหญ่ หลังจากรอคอยมานานเกือบ 40 ปี

 

อย่างที่เราเคยเขียนเล่าไปแล้วว่า เราเคยคลั่งไคล้ Tom Cruise อย่างรุนแรงสุดขีดเมื่อราว 40 ปีก่อน หลังจากเราได้เห็นภาพของเขาตามสื่อต่าง ๆ ในช่วงที่เขาโด่งดังจาก TOP GUN แต่ตอนนั้นหนังเรื่อง TOP GUN ลาโรงไปแล้ว เราก็เลยไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ตอนนั้นในช่วงปิดเทอมปี 1987 เราก็เลยงดกินข้าวกลางวันราว 10 วัน เพื่อเก็บเงินค่าข้าวกลางวันที่แม่ให้ไว้วันละ 20 บาท พอเราเก็บเงินได้ 200 บาท เราก็เอาเงินนั้นไปซื้อวิดีโอหนังเรื่อง TOP GUN จากร้านแมงป่องสาขามาบุญครอง เป็นวิดีโอม้วนแรกที่เราซื้อในชีวิต ซึ่งแลกมาด้วยการงดกินข้าวกลางวัน 10 วันติดต่อกัน นี่แหละค่ะ พลังของความเงี่ยนผู้ชาย THE POWER OF LUST

 

2. แต่วิดีโอนั้นมันไม่มีซับไตเติลน่ะ เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่เข้าใจในหลาย ๆ จุด เพราะเราไม่เข้าใจว่าตัวละครพูดอะไรกัน โดยเฉพาะในฉากขับเครื่องบิน แล้วพอมันเป็นการดูทางจอทีวี มันก็เลยยิ่งแยกไม่ออกว่าตัวละครตัวไหนกำลังขับเครื่องบินอยู่ เพราะในฉากขับเครื่องบินนั้น เราแทบไม่เห็นหน้าตัวละครเลย เราจำแนกตัวละครได้ก็จากชื่อที่ติดอยู่บนหมวกกันน็อก แต่พอมันเป็นจอทีวี มันก็เลยแทบไม่เห็นชื่อบนหมวกกันน็อก เพราะฉะนั้นมันก็เลยยิ่งงงกันเข้าไปใหญ่ แต่สาเหตุหลักที่เราซื้อวิดีโอเรื่องนี้เพราะเรา want Tom Cruise เราก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรมาก

 

3. จำได้ว่า หนังเรื่องนี้เคยมาเข้าโรงฉายอีกครั้งในปี 1987 หรือ 1988 ด้วย ที่โรงพาต้า แต่ตอนนั้นเราแอบแม่ออกไปดูหนังไม่ได้ เราก็เลยพลาดดู TOP GUN ในโรงทั้งสองครั้ง

 

4. แต่ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอใหญ่ในปี 2026 หลังจากรอคอยมานานเกือบ 40 ปี ดีใจสุดขีด

 

พอดูแบบมีซับไตเติลแล้วเราก็ไม่ประหลาดใจที่เราเคยดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่เข้าใจในฉากขับเครื่องบิน เพราะในฉากเหล่านั้นตัวละครมันคุยกันด้วยศัพท์เทคนิคมาก ๆ น่ะ เป็นศัพท์เทคนิคทั้งทางการบินและทางการทหาร พอได้ดูแบบมีซับไตเติลแล้วมันเลยทำให้ฉากขับเครื่องบินมันสนุกและลุ้นระทึกมาก ๆ และการดูในจอใหญ่ มันก็ทำให้เราแยกตัวละครออกในฉากขับเครื่องบินด้วย

 

คือตอนเราดู TOP GUN ทางวิดีโอแบบไม่มีซับไตเติลเมื่อราว 39 ปีก่อน เราก็เป็นลมกับความหล่อของ Tom Cruise แต่เราก็แอบงงว่า หนังเรื่องนี้มันสนุกมากจริง ๆ เหรอ มันดูแล้วลุ้นระทึกตื่นเต้นตรงไหนเหรอ แต่พอมาได้ดูแบบมีซับไตเติลในจอใหญ่ เราถึงเพิ่งเข้าใจว่า หนังเรื่องนี้มันสนุก, ลุ้นระทึก, ตื่นเต้นจริง ๆ แต่มันต้องอาศัยซับไตเติลและ “โรงภาพยนตร์” มันถึงทำให้หนังเรื่องนี้เปล่งศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้

 

ตอนนี้เราก็เลยเข้าใจแล้วว่า ทำไมหนังหลายเรื่องที่เราดูแล้วสนุกสุดขีดในโรงภาพยนตร์ ถึงกลายเป็นหนังน่าเบื่อเมื่อหลาย ๆ คนได้ดูทาง Netflix 55555

 

5. ชอบดนตรี soundtrack ของ TOP GUN ในฉากเปิดมาก ๆ เป็นเพลงของ Harold Faltermeyer มันฟังดูแล้วมีมนตร์ขลังมาก ๆ คือตัวเพลงนั้นเราก็ชอบอยู่แล้ว แต่พอมาได้ฟังแบบดัง ๆ เสียงกระหึ่มในโรงภาพยนตร์แล้วมันรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วมันฟังแล้วก็ nostalgic มาก ๆ ด้วย

 

ส่วนเพลง MIGHTY WINGS ของ Cheap Trick ก็ยังคงถือเป็น one of my most favorite soundtracks of all time

 

6. อีกสิ่งที่ฮามากก็คือว่า ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ทางวิดีโอแบบไม่มีซับไตเติล เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ตัวละครพระเอกมี “ปมเรื่องพ่อ” เพราะเราฟังไม่ออกว่าตัวละครคุยอะไรกัน จนกระทั่งเราได้มาดู TOP GUN ในจอใหญ่นี่แหละ เราถึงเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่า ตัวละครพระเอกมี “ปมเรื่องพ่อ” ที่หายสาบสูญไปในช่วงสงคราม 55555

 

7. เพิ่งรู้ว่า Tim Robbins กับ Adrian Pasdar แสดงใน TOP GUN ด้วย รุนแรงมาก ๆ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าหนังเรื่องนี้รวม “ดาราดัง” ถึง 4 คนในหนังเรื่องเดียวกัน ซึ่งก็คือ Tom Cruise, Val Kilmer, Meg Ryan, Tim Robbins

 

Adrian Pasdar นี่ถือเป็นหนึ่งในดาราหนุ่มที่เราเคย want มาก ๆ เมื่อราว 35-40 ปีก่อน เรา want เขามากจนเราเก็บเงินไปซื้อวิดีโอหนังเรื่อง VITAL SIGNS (1990, Marisa Silver) มาจากร้านลูกแมว ที่มาบุญครอง เพราะว่า Adrian Pasdar เล่นเป็นพระเอกในหนังเรื่อง VITAL SIGNS แต่เหมือนหลังจากนั้นเราก็แทบไม่เคยเห็นเขาอีกเลย จนกระทั่งมาได้เห็นเขาใน THE EXORCISM (2024, Joshua John Miller) ที่เขารับบทเป็นตัวประกอบเล็ก ๆ

 

เราก็เลยดีใจสุดขีดที่ได้เห็น Adrian Pasdar ในจอใหญ่ใน TOP GUN ถึงแม้เขาจะโผล่มาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม

 

8. รู้สึกว่า Anthony Edwards หล่อมากใน TOP GUN ดีใจที่หลังจากนั้นเขาก็เหมือนไปได้ดีกับละครโทรทัศน์เรื่อง ER (1994-2008) นะ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

9. การได้ดูในจอใหญ่ทำให้เราได้ชื่นชมความหล่อของนักแสดงคนอื่น ๆ ในหนังได้อย่างเต็มที่ด้วย นึกว่ามันคือ prequel ของ BEAU TRAVAIL (1999, Claire Denis) ในแง่การเป็นหนังที่ celebrate male bodies

 

ดาราหนุ่มหล่อคนอื่น ๆ ใน TOP GUN

 

9.1 John Stockwell ในบท Cougar นักบินหนุ่มที่เหมือนเกิด panic ในช่วงต้นเรื่อง หลังจากนั้นตัว John Stockwell ได้หันมาทำงานกำกับหนังด้วย ซึ่งรวมถึงกำกับหนังเรื่อง CRAZY/BEAUTIFUL (2001) ที่เราชอบมาก ๆ

 

9.2 Barry Tubb ในบท Wolfman นักบินที่โทรไปบอกนางเอกเรื่องพระเอกจะลาออก

 

เขาแสดงใน LONESOME DOVE, GUILTY BY SUSPICION (1991, Irwin Winkler) และ THE THREE BURIALS OF MELQUIADES ESTRADA (2005, Tommy Lee Jones) ด้วย

 

9.3 Rick Rossovich ในบท Slider หนุ่มหล่อคู่ขาของ Val Kilmer

 

เขาแสดงใน THE TERMINATOR (1984, James Cameron), ROXANNE (1987, Fred Schepisi) และ NAVY SEALS (1990, Lewis Teague) ด้วย

 

9.4 Whip Hubley ในบท Hollywood หนึ่งในนักเรียนใน Top Gun

 

เขาได้แสดงในละครทีวี MORE TALES OF THE CITY (1998) และ FURTHER TALES OF THE CITY (2001, Pierre Gang) ที่สร้างจากนิยายของ Armistead Maupin ด้วย

 

10. จำได้ว่าเพลง TAKE MY BREATH AWAY ของ Berlin โด่งดังสุดขีด เพราะเพลงนี้ชนะรางวัลออสการ์ แต่เราก็งงว่า หลังจากนั้นทำไมเราไม่ได้ยินชื่อของ Berlin อีกเลย

 

เมื่อกี้เราก็เลยไปอ่าน wikipedia แล้วก็เลยเพิ่งรู้ว่า วง Berlin เป็นวงที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1978 แต่พอเพลง TAKE MY BREATH AWAY โด่งดังขึ้นมาเพราะชนะรางวัลออสการ์ วงนี้ก็ยุบวงไปเลย เพราะสมาชิกในวงทะเลาะตบตีกันอย่างรุนแรงเพราะความโด่งดังของเพลงนี้

 

Berlin officially disbanded in 1987, because of both the lack of success of their album Count Three & Pray and personal disagreements over the single "Take My Breath Away". Terri Nunn, the singer, viewed it as a fresh new song that allowed the band to perform globally, while others disliked it as it had not been written or composed by any of them. (เพลงนี้แต่งโดย Giorgio Moroder and Tom Whitlock)

 

11. หลาย ๆ ฉากใน TOP GUN นี่เหมาะเอามาดัดแปลงเป็นหนังเกย์จริง ๆ โดยเฉพาะฉากระหว่าง Tom Cruise กับ Val Kilmer

 

จำได้ว่าในหนังเรื่อง SLEEP WITH ME (1994, Rory Kelly) มีการพูดถึง homoeroticism ใน TOP GUN ด้วย โดยตัวละครที่พูดเรื่องนี้คือตัวละครที่แสดงโดย Quentin Tarantino

 

12. ถึงแม้การได้ดู TOP GUN ในจอใหญ่ในปี 2026 มันจะให้ประสบการณ์ทางภาพยนตร์ที่ทรงพลังและดีงามกว่าการดูวิดีโอในปี 1987 เป็นอย่างมาก แต่มันก็มีปัจจัยสำคัญอันนึงที่ “ลดทอนความสุขของเรา” ในการดู TOP GUN ในปี 2026 เมื่อเทียบกับในปี 1987

 

ปัจจัยสำคัญอันนั้นก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในการรับรู้ของเรา

 

คือตอนที่เราดู TOP GUN ทางวิดีโอในปี 1987 ตอนนั้นเรายังคงเชื่อใน propaganda ของอเมริกาน่ะ 55555 ตอนนั้นเราเติบโตมาในยุคสงครามเย็น ถูกปลูกฝังให้หวาดกลัวคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะโซเวียตและเวียดนาม และตอนนั้นเราก็ยังไม่เคยรับรู้เรื่องความเลวร้ายที่สหรัฐทำไว้ในภูมิภาคลาตินอเมริกาอะไรใด ๆ เลยด้วย และตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้ดูหนังอย่าง CASUALTIES OF WAR (1989, Brian De Palma) ที่พูดถึงความเลวร้ายที่สหรัฐทำไว้ในเวียดนาม

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เราดู TOP GUN ทางวิดีโอในปี 1987 เราก็เลยไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรใด ๆ กับ “ทหารสหรัฐ” ในหนัง เหมือนเราสามารถตกหลุมรักทหารสหรัฐในหนังได้ทั้งทางกายและทางใจ ไม่มี moral dilemma

 

แต่พอมาในยุคปัจจุบันนี้ และยิ่งในช่วงที่เกิด “สงครามอิหร่าน” ในตอนนี้ การได้เห็น “ทหารสหรัฐ” ในหนัง มันก็เลยทำให้เรารู้สึกแย่ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เหมือนเป็นการดูหนังที่เราต้องยอมรับว่า ตัว political aspect ของหนังอาจจะทำให้เรารู้สึกแย่ในปัจจุบันนี้ และเราก็ต้องแยกความรู้สึกนี้ออกจากความดีงามของหนังในฐานะที่เป็น a celebration of male bodies

 

เราเคยเขียนถึง TOP GUN ไว้ที่นี่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10228840727826357&set=a.10206445257193588

 

++++++

รายงานผลประกอบการประจำวันที่ 17-19 พ.ค. 2026

 

Sunday 17 May 2026

 

1. MERRILY WE ROLL ALONG (2025, Maria Friedman, recorded stage play, 145min, A+30)

 

ดูที่ SF Central World รอบ 14.30 น.

 

ดูแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรง

 

อยากให้มีคนเอาบันทึกการแสดงละครเวทีมาลงโรงฉายแบบนี้อีกบ่อย ๆ

 

2. BILLIE EILISH: HIT ME HARD AND SOFT (2026, James Cameron, Billie Eilish, documentary, concert film, 114min, A+30)

 

ดูที่เอ็มควอเทียร์ รอบ 19.00 น.

 

Monday 18 May 2026

 

3. TOP GUN (1986, Tony Scott, A+30)

 

ดูที่เอสพลานาด รัชดา รอบ 12.00 น.

 

4. 3 GOOD GUYS (2026, Boi Kwong, Singapore, A+)

 

ดูที่เอสพลานาด รัชดา รอบ 14.50 น.

 

ชอบตัวไอเดียหลักของหนัง แต่ไม่ได้ชอบตัว execution หรือผลลัพธ์ที่ออกมามากนัก

 

ชอบที่ไอเดียหลักของมันทำให้นึกถึงพวก A CHRISTMAS CAROL (1843) ของ Charles Dickens หรือพวก “หนังคริสต์มาส” ที่ตัวละครที่โลภมาก greedy จะเจอกับปาฏิหาริย์และได้รับบทเรียนจากปาฏิหาริย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบทเรียนดังกล่าวก็ทำให้พวกเขากลับตัวกลับใจได้ในตอนจบ แต่หนังเรื่องนี้พลิกจาก “คริสต์มาส” และ “บทเรียนเรื่อง greed” มาเป็นบทเรียนเรื่อง “การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อหญิงคนรัก” แทน

 

5. MOTHER MARY (2026, David Lowery, A+30)

 

ดูที่เอสพลานาด รัชดา รอบ 16.50 น.

 

6. MORTAL KOMBAT II (2026, Simon McQuoid, A+30)

 

ดูที่เอสพลานาด รัชดา รอบ 19.30 น.

 

ไม่เคยนึกมาก่อนว่า MORTAL KOMBAT จะสนุกขนาดนี้ ชอบที่หนังมีตัวละครหญิงบู๊หลายตัวที่ใช้อาวุธแตกต่างกันไป

 

เป็นหนังที่ชอบเกินคาดมาก ๆ ทำให้นึกถึง DUNGEONS & DRAGONS: HONOR AMONG THIEVES (2023, John Francis Daley, Jonathan Goldstein) ที่ถือเป็นหนังที่เราชอบมากเกินคาดเช่นกัน

 

TUESDAY 19 MAY 2026

 

7. THAT TIME I GOT REINCARNATED AS A SLIME THE MOVIE: TEARS OF THE AZURE SEA (2026, Yasuhito Kikuchi, Japan, animation, A+30)

 

ดูที่พารากอน รอบ 11.30

 

8. GHOSTFLUENCER สาปเมือง (2026, Anawat Phromchae, A+30)

 

ดูที่พารากอน รอบ 14.00

 

9. THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland, A+30)

 

ดูที่พารากอน รอบ 16.30

 

10. KRISHNAVATARAM – PART 1: THE HEART (HRIDAYAM) (2026, Hardik Gajjar, India, 150min, A+25)

 

ดูที่ SF Terminal 21 รอบ 20.30

 

ต้องกราบขอบพระคุณหนังอินเดียเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากเราไม่ได้เดินทางมาดูหนังอินเดียเรื่องนี้ที่ Terminal 21 ในวันอังคารที่ 19 พ.ค. เราก็คงไม่ได้สวนกับน้องกีวี่โดยบังเอิญที่บันไดเลื่อนในวันนั้น

 

การเดินทางมาดูหนังเรื่องนี้ ก็เลยส่งผลให้เราได้เจอน้องกีวี่ตัวจริงเป็นครั้งแรกหลังจากรู้จักกันทาง Facebook มานานราว 15 ปี 55555

++++

 

โปรแกรมหนังประวัติศาสตร์อิตาลีที่นิวยอร์ค น่าดูมาก ๆ เราเคยดูแค่ 6 จาก 29 เรื่องในโปรแกรมนี้

 

หนังที่เราเคยดูในโปรแกรมนี้

 

1. THE LEOPARD (1963, Luchino Visconti)

 

2. CAPRI-REVOLUTION (2018, Mario Martone)

 

3. MARTIN EDEN (2019, Pietro Marcello)

 

4. AMARCORD (1973, Federico Fellini)

 

5. VERMIGLIO (2024, Maura Delpero)

 

6. HAPPY AS LAZZARO (2018, Alice Rohrwacher)

 

++++

Friday, January 02, 2026

HORSES AND FILMS

 

HAPPY NEW YEAR 2026 ขอให้เจอแต่เรื่องที่ตระหนกตกใจในทางที่ดีเกินคาด ตลอดทั้งปีนะคะ

 

เราเพิ่งเข้าถึง MTV หรือไม่ก็ช่องมิวสิควิดีโออะไรสักช่องในปี 1995 หลังจากเราย้ายมาอยู่อพาร์ทเมนท์ แล้วอพาร์ทเมนท์มีเคเบิลทีวี ก่อนหน้านั้นเราก็ได้แต่พึ่งพารายการบันเทิงคดีของคุณมาโนช พุฒตาล ทางททบ. 5 ได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงฝรั่งแค่ 25 นาทีต่อสัปดาห์ในช่วงทศวรรษ 1980 แล้วส่วนใหญ่ก็มีแต่เพลงร็อคด้วยนะ เพราะคุณมาโนชแกคงชอบเพลงร็อค ในขณะที่จริง ๆ แล้วเราชอบเพลงแดนซ์ ซึ่งคุณมาโนชแทบไม่เคยเปิดในรายการของเขาเลย 555

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีเคเบิลทีวีเข้ามาในไทย แต่บ้านเราจน ก็เลยไม่มีปัญญาสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีในช่วงนั้น

++++++

 

HORSES AND FILMS

 

ต้อนรับปีมะเมีย ด้วยหนัง 10 เรื่องที่เราประทับใจที่มีม้าเป็นส่วนสำคัญในหนัง

 

เรียงตามลำดับปี

 

1. ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai, Hong Kong)

 

2. FROM BEHIND (1999, Valérie Lemercier, France)

 

หนัง QUEER เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “จู๋ของม้า”

 

3. SEABISCUIT (2003, Gary Ross)

 

4. WHAT THE SNOW BRINGS (2005, Kichitaro Negishi, Japan)

 

5. OF WOMEN AND HORSES (2011, Patricia Mazuy, France)

 

6. THE TURIN HORSE (2011, Béla Tarr, Ágnes Hranitzky, Hungary, 155min)

 

7. OF HORSES AND MEN (2013, Benedikt Erlingsson, Iceland)

 

8. THE RIDER (2017, Chloe Zhao)

 

9. ANTEBELLUM (2020, Gerard Bush, Christopher Renz)

 

ฉากควบม้าที่ระทึกใจที่สุดในชีวิตของเรา อยู่ในหนังเรื่องนี้

 

10. NOPE (2022, Jordan Peele)

+++

หนึ่งในโมเมนต์ประทับใจสำหรับเราในปี 2025 คือการได้เห็น Gloria Estefan เฉิดฉายในหนังเรื่อง GABBY'S DOLLHOUSE: THE MOVIE (2025, Ryan Crego, A+30) ดีใจที่ Gloria ยังมีชีวิตอยู่ 55555

+++

 

เรายังไม่เคยดู

 

A NEW LOVE IN TOKYO (1994, Banmei Takahashi)

LOVE & POP (1998, Hideaki Anno)

MABOROSI (1995, Hirokazu Koreeda)

SHINJUKU TRIAD SOCIETY (1995, Takashi Miike)

TOKYO FIST (1995, Shinya Tsukamoto)

++++

THREE KINGDOMS: STARLIT HEROES (2025, Meng Yu, Yuan Yuan, China, animation, A+30) เป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดูที่เน้นนำเสนอตัวละคร "โจโฉ" ในทางบวก หรือในฐานะ "พระเอก" โดยเฉพาะเน้นไปที่ "ความรักหมา" ของโจโฉ

+++

THE BRINK OF DREAMS (2024, Nada Riyadh, Ayman El Amir, Egypt, documentary, 102min, A+30)

 

หลังจากเราเปิดปี 2026 ด้วยการดูหนังออนไลน์เรื่อง THE FOUR TIMES (2010, Michelangelo Frammartino, Italy, 88min, A+30) ที่งดงามมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เราก็ต่อด้วยการดู “หนังสารคดีเรื่องแรกของปี” ซึ่งก็คือ THE BRINK OF DREAMS ในทันที เพราะหนังทั้งสองเรื่องกำลังจะหลุดออกจากเว็บไซต์ Festival Scope ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

THE BRINK OF DREAMS เล่าเรื่องของกลุ่มหญิงสาวในชนบทอียิปต์ที่ทำ “คณะละครข้างถนน” ด้วยกัน โดยพวกเธอเล่นละครกันข้างถนนเพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมให้ชาวบ้านชาวช่องที่เดินผ่านไปผ่านมาได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว

 

ดูแล้วก็นับถือพวกเธอมาก ๆ กล้าหาญชาญชัยกันมาก ๆ เพราะสังคมที่พวกเธออยู่อาศัยกันมันอนุรักษ์นิยมมาก ๆ คือแค่ผู้หญิงแต่งตัวธรรมดา ๆ ก็โดนหาว่าเป็นกะหรี่แล้ว และการ “เล่นละครข้างถนน” แบบนี้ มันไม่ใช่การสื่อสารกับ “ผู้ชมที่ตั้งใจมาชมละคร” ซึ่งผู้ชมแบบนั้นมันเป็นกลุ่มที่ “เป็นมิตร” กับนักแสดงละครอยู่แล้ว แต่ “การเล่นละครข้างถนน” มันเป็นการสื่อสารกับ “คนที่พร้อมจะตะโกนด่านักแสดงอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ” น่ะ โดยเฉพาะพวกชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ ๆ เราก็เลยรู้สึกว่า “นักแสดงละครข้างถนน” แบบนี้นี่มันต้องอาศัยความกล้าหาญชาญชัยอย่างใหญ่หลวงมาก ๆ

 

แล้วสังคมที่พวกเธออยู่ มันก็เป็นสังคมที่ “ผู้ชายเป็นใหญ่” อย่างรุนแรงมาก ๆ ผู้หญิงอาจจะถูกบีบให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 15 ปี และผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็จะถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เป็น “แม่บ้าน” เท่านั้น แทนที่จะได้เป็นอิสระ ทำงานที่ตัวเองต้องการ

 

เราเข้าใจว่าสังคมที่พวกเธออยู่เป็น “คริสต์” นะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคริสต์นิกายอะไร มันเป็นนิกายที่ “ห้ามการหย่าร้าง” ไม่แน่ใจว่าเป็นนิกาย Coptic หรือเปล่า

 

THE BRINK OF DREAMS ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสาย Critics’ Week ด้วยนะ และหนังเรื่องนี้สามารถคว้ารางวัล Golden Eye หรือรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ด้วย

 

ดู THE BRINK OF DREAMS แล้วก็นึกถึงหนังสองเรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. SOUTHERN SORCERESSES (2020, Eliane Caffé, Carla Caffé, Beto Amaral, Brazil, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีบราซิลเรื่องนี้พูดถึงกลุ่ม queer activists ที่ชอบจัดการแสดงข้างถนนเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิ queer หรืออะไรทำนองนี้ ถ้าหากเราจำไม่ผิด และการจัดแสดงละครข้างถนนแบบนี้ก็ต้องเผชิญกับเสียงด่าทอจากประชาชนใจแคบอย่างรุนแรงมาก

 

2. AMAL (2017, Mohamed Siam, Egypt, documentary, A+30)

 

เพราะหนังสารคดีเรื่องนี้ตามติดชีวิตเด็กสาวชาวอียิปต์เหมือนกัน โดยหนังเรื่องนี้ตามติดชีวิตของอามาล เด็กสาววัย 14 ปีที่เข้าร่วมในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศอียิปต์

++++

 

The Four Times (2010, Michelangelo Frammartino, Italy/Germany/Switzerland)

 

I worship this film ตอนดูช่วงแรก ๆ จะรู้สึกว่ามัน extremely slow cinema แต่พอดูไปเรื่อย ๆ กลับพบว่า "เราตามเนื้อเรื่องไม่ทัน" คือในความ extremely slow ของมันจริง ๆ แล้วเราต้องคอยจับสังเกตสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดมาก ไม่งั้นเราจะพลาดความเชื่อมโยงของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละฉาก ตั้งแต่มด, ก้อนอิฐ, ฝุ่นผง, เศษกระดาษ, ถ่าน, ปล่องไฟ, etc.

Wednesday, May 14, 2025

LIST OF FILMS WITH MANY FEMALE CHARACTERS

 

KAMMAPANTHU (2025, Nitithorn Nooklin, video installation, animation, 11min)

 

ดูที่ BACC เมื่อวันที่ 6 พ.ค.

 

UNTITLED (2024, Nitithorn Nooklin, video installation, 5min)

 

ดูที่ BACC เมื่อวันที่ 6 พ.ค.

 

NEW SPECIES (2025, Nitithorn Nookilin, sculpture)

+ UNTITLED (2025, Nitithorn Nooklin, video installation, 10 seconds)

 

ดูที่ BACC เมื่อวันที่ 6 พ.ค.

 

LACUNA (2015, Carla Simón, Spain, 15min, A+30)

+ ALCARRÀS (2022, Carla Simón, Spain, 120min, A+30)

 

LACUNA เราดูฟรีออนไลน์ทาง lecinemaclub ส่วน ALCARRÀS เราดูทาง Mubi

 

 

ITALIAN FILM FESTIVAL IN BANGKOK 2025

 

เราได้ดูหนังในเทศกาลนี้ไป 8 เรื่อง เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัวได้ดังนี้

 

1. DIAMONDS (2024, Ferzan Ozpetek, A+30)

 

2. THE AMERICAN BACKYARD (2024, Pupi Avati, A+30)

 

3. THE HOUSE OF GAZES (2024, Luca Zingaretti, A+30)

 

4. THE TIME IT TAKES (2024, Francesca Comencini, A+30)

 

5. FAMILIA (2024, Francesco Costabile, A+30)

 

6. MY BIRTHDAY (2024, Christian Filippi, A+30)

 

7. BARE HANDS (2024, Mauro Mancini, A+)

 

8. ANAM, THE NAMELESS (2004, Mario Zanot, documentary, 54min, B+  )

+++++++++++

เห็นคนบอกว่า ช่วงนี้กระแส “รีเมค” กำลังมาแรง ทั้ง “ทายาทอสูร”, “สุสานคนเป็น” และ “จันดารา” เราก็เลยจะบอกว่า หนึ่งในละครโทรทัศน์ที่เราอยากให้มีคนนำมารีเมคเป็นภาพยนตร์มากที่สุด ก็คือ “จิตไม่ว่าง 24” (1981, สมชาย นิลวรรณ) เพราะเราจำได้ว่าเราเคยดูละครโทรทัศน์เรื่องนี้ตอนเด็ก ๆ เมื่อ 44 ปีก่อน แล้วเราชอบสุดขีดมาก ๆ ถ้าหากเราจำไม่ผิด ละครทีวีเรื่องนี้เต็มไปด้วยตัวละครผู้หญิงแรง ๆ หลายตัว มานินทาด่าทอกันตลอดเวลา โดยเฉพาะตอนที่ตัวละครหญิงเหล่านี้มาประชันกันในร้านทำผม เหมือนเป็นละครที่เสียสติมาก ๆ ฮามาก ๆ เสียดายที่ตอนนี้หาดูไม่ได้แล้ว เราก็เลยอยากให้มีการรีเมคละครโทรทัศน์ที่คลาสสิคที่สุดในโลกเรื่องนี้มาก ๆ

 

ละครเรื่อง “จิตไม่ว่าง 24” นี้นำแสดงโดย กรรณิกา ธรรมเกษร, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, อรสา พรหมประทาน, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช และมาลี เวชประเสริฐ

 

มีใครจำอะไรเกี่ยวกับละครทีวี “จิตไม่ว่าง 24” ได้บ้างคะ

 

สาเหตุที่ช่วงนี้เรานึกถึง “จิตไม่ว่าง 24” เป็นเพราะว่าเราเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง DIAMONDS (2024, Ferzan Ozpetek, Italy, A+30) ที่เราชื่นชอบอย่างรุนแรงสุดขีด และหนังเรื่อง DIAMONDS มันทำให้นึกถึง “จิตไม่ว่าง 24” มาก ๆ เพราะหนังเรื่องนี้เป็นการให้ตัวละครหญิงหลายตัวมาปะทะกันเหมือนกัน โดยหนังเรื่องนี้เหมือนประกาศตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่า จุดประสงค์ในการสร้างหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อ “ส่งสาร” สำคัญอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพราะว่าผู้กำกับต้องการร่วมงานกับนักแสดงหญิงที่ตนเองชื่นชอบหลาย ๆ คนพร้อมกัน หนังเรื่องนี้ก็เลยเต็มไปด้วยตัวละครหญิงที่มีสีสันมีบทบาทน่าสนใจมากกว่า 10 ตัว โฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียนประชันบทบาทกันไปมาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง โดยที่ “ความซาบซึ้ง” หรือ “เนื้อหา” อะไรใด ๆ ในหนังเป็นเหมือนเพียง “ของแถม” เพราะ “แก่นหลัก” ของหนังคือการให้นักแสดงหญิงหลาย ๆ คนมาประชันบทบาทกัน

 

เราก็เลยรู้สึกว่า จุดประสงค์ในการสร้างหนังแบบนี้มันสอดคล้องกับเรามาก ๆ เพราะตัวเราเองก็ชอบดูหนังที่มี “ตัวละครหญิงแรง ๆ หลายตัวโคจรมาเจอกัน มาเชือดเฉือนบทบาทกัน” โดยที่หนังเรื่องดังกล่าวจะมีสาระสำคัญหรือไม่มีสาระสำคัญก็ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือความจริงใจของผู้สร้าง คือถ้าหากผู้สร้างหนังคนไหนมี passion ในการส่งสารสำคัญใด ๆ ก็ส่งสารนั้นผ่านทางภาพยนตร์ของตนเองได้ (อย่างเช่น Ulrike Ottinger) แต่ถ้าหากผู้สร้างคนใดไม่ได้ต้องการส่งสารหรือสั่งสอนศีลธรรมอะไรใด ๆ ก็ทำหนัง/ละครที่กะหรี่แตกตามใจตัวเองไปเลย (อย่างเช่น ละครทีวี MELROSE PLACE)

 

พอดู DIAMONDS แล้วก็เลยสงสัยขึ้นมาว่า มันมี sub-genre ของหนัง/ละครกลุ่มนี้โดยเฉพาะหรือเปล่านะ หนัง/ละครที่ “ให้ตัวละครหญิงหลายตัวมาประชันบทบาทกันอย่างรุนแรง” มันมีศัพท์เรียกหนัง/ละครกลุ่มนี้โดยเฉพาะหรือเปล่า

 

หนัง/ละครกลุ่มนี้ที่เราชอบสุดขีด ก็มีเช่น

 

1. จิตไม่ว่าง 24 (1981, Somchai Nillawan)

 

2.เพลิงพระนาง (1996, อดุลย์ บุญบุตร)

https://www.youtube.com/watch?v=iaqZ8bjGHbY

 

3. BREAKING NEWS IN YUBA COUNTY (2020, Tate Taylor) 

 

4. DANCING AT THE BLUE IGUANA (2000, Michael Radford)

 

5. DAUGHTERS OF THE DUST (1991, Julie Dash)

 

6. DEADLY BLESSING (1981, Wes Craven)

 

7.DIAMONDS (2024, Ferzan Ozpetek, Italy)

 

8. 8 WOMEN (2002, François Ozon, France)

การประชันบทบาทครั้งสำคัญของ Fanny Ardant, Catherine Deneuve, Isabelle Huppert, Ludivine Sagnier, Emmanuelle Béart, Danielle Darrieux, Virginie Ledoyen

 

9. FEMALE PERVERSIONS (1995, Susan Streitfeld)

 

10. FOXFIRE: CONFESSIONS OF A GIRL GANG (2012, Laurent Cantet, France)

 

11. GOSSIP (2000, Colin Nutley, Sweden)

 

12. HOUSE (1977, Nobuhiko Obayashi, Japan)

 

13. HOW TO MAKE AN AMERICAN QUILT (1995, Jocelyn Moorehouse)

การประชันบทบาทครั้งสำคัญของ Jean Simmons, Winona Ryder, Lois Smith, Ellen Burstyn, Anne Bancroft, Kate Capshaw, Maya Angelou, Alfre Woodard, Kate Nelligan, Samantha Mathis

 

14. THE JOY LUCK CLUB (1993, Wayne Wang)

 

15. JULIET OF THE SPIRITS (1965, Federico Fellini, Italy)

 

16. MADAME X: AN ABSOLUTE RULER (1978, Ulrike Ottinger, Tabea Blumenschein, West Germany)

 

17.MELROSE PLACE (1992-1999)

 

18. PLAYGIRL (1969-1976, Japanese TV series, 358 episodes)

https://www.youtube.com/watch?v=l4DwLHl1GIE

 

19. SIA DAI (1996, Chatrichaloem Yukol)

 

20. STEEL MAGNOLIAS (1989, Herbert Ross)

 

21. THINGS YOU CAN TELL JUST BY LOOKING AT HER (2000, Rodrigo Garcia)

 

22. WOMEN ON THE VERGE OF A NERVOUS BREAKDOWN (1988, Pedro Almodóvar, Spain)

 

23. WORKING GIRLS (1984, Ishmael Bernal, Philippines)

 

24.WORKING GIRLS (1986, Lizzie Borden)

 

เสียดายที่เรายังไม่เคยดู THE WOMEN (1939, George Cuckor) และ DESPERATE HOUSEWIVES (2004-2012)

++++++++++

 

RIP ROBERT BENTON (1932-2025)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 5 เรื่อง ซึ่งก็คือ

 

1. KRAMER VS. KRAMER (1979)

 

2. PLACES IN THE HEART (1984)

 

3. NOBODY’S FOOL (1994)

 

4. THE HUMAN STAIN (2003)

 

5. FEAST OF LOVE (2007)

 

ในบรรดา 5 เรื่องนี้ มีแค่ FEAST OF LOVE เรื่องเดียวที่เราไม่ได้ชอบถึงขั้น A+30 ส่วนอีก 4 เรื่องที่เหลือนี่เราชอบอย่างรุนแรงมาก