Showing posts with label MV. Show all posts
Showing posts with label MV. Show all posts

Wednesday, July 01, 2026

ROOFTOPS IN JAPANESE FILMS

สงสัยว่ามันมีคำอธิบายอะไรไหมว่า เพราะเหตุใดเราถึงมักเห็น “ดาดฟ้า” ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นมากกว่าในภาพยนตร์ของชาติอื่น ๆ คืออันนี้เรารู้สึกเองนะว่า เรามักจะเห็น “ดาดฟ้า” ในหนังญี่ปุ่นมากกว่าในหนังของชาติอื่น ๆ เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายทางสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์, ธรณีวิทยา, สังคมวิทยา, etc. อะไรทำนองนี้หรือเปล่า

 

เราเดาว่า คำอธิบายส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า โรงเรียนญี่ปุ่นมักจะปล่อยให้นักเรียนขึ้นมาสังสรรค์กันบนดาดฟ้า แต่โรงเรียนของชาติอื่นๆ อาจจะไม่ทำแบบนั้น แล้วญี่ปุ่นถนัดทำ “หนังวัยรุ่น” มากกว่าประเทศอื่นๆ แล้วพอญี่ปุ่นทำหนังวัยรุ่นออกมาเยอะ ดาดฟ้าก็เลยได้ปรากฏตัวบ่อย ๆ ในหนังญี่ปุ่นตามไปด้วย

 

แต่เนื่องจากเราไม่เคยไปญี่ปุ่น และเราไม่มีความรู้เรื่องสังคมญี่ปุ่นโดยตรง เราก็เลยสงสัยว่า มันมีคำอธิบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่าว่าเพราะเหตุใด ดาดฟ้าถึงปรากฏตัวในหนังญี่ปุ่นบ่อยมาก ๆ

 

ส่วนดาดฟ้าในหนังของชาติอื่น ๆ นั้น

 

1. หนังสั้นไทยในทศวรรษ 2010 เหมือนมีฉากตัวละครคุยกันบนดาดฟ้าเยอะมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำได้ง่าย กันคนนอกได้ง่าย ใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายแล้วก็ดูไม่อึดอัดคับแคบดีด้วย

 

2. หนังอเมริกันก็มีดาดฟ้าบ้างนะ โดยเฉพาะถ้าหากตัวละครอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30) แต่ดาดฟ้าก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยในหนังอเมริกันเท่ากับในหนังญี่ปุ่น

 

คือถ้าหากพูดถึงหนังอเมริกัน เรามักจะนึกถึง “ห้องใต้ดิน” เป็นหลักน่ะ แล้วเราก็เลยสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมี “ห้องใต้ดิน” ในหนังญี่ปุ่น อันนี้เป็นเพราะเหตุผลทางธรณีวิทยาหรือเปล่า

 

ถ้าหากพูดถึง สถานที่ที่เรามักนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังของแต่ละชาติแล้ว

 

1. หนังญี่ปุ่น – ดาดฟ้า

2. หนังอเมริกัน – ห้องใต้ดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า อเมริกันถนัดทำหนังสยองขวัญ

3. หนังอังกฤษ – บ้านเล็ก ๆ ในชนบทที่ดูชื้น ๆ สงบร่มเย็นน่ารักน่าอยู่

4. หนังฝรั่งเศส – อาคารการเคหะสำหรับคนจน/เชื้อสายผู้อพยพในย่านชานเมือง ตัวละครมักคุยกันที่ด้านหน้าอาคาร

5. หนังไทย – บ้านใต้ถุนสูงแบบที่พบบ่อยในชนบท อย่างเช่นใน ไทบ้านเดอะซีรีส์

 

ถ้าใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ภาพประกอบ

 

1. ดาดฟ้าในมิวสิควิดีโอเพลง HALF A GIRL (HANBUN SHOJO) – KYOKO KOIZUMI ในปี 1983

https://youtu.be/hU-0nx4qHgQ?si=wXsHF00gZe0rH-in

 

2. ดาดฟ้าใน GHOST DOG: THE WAY OF THE SAMURAI (1999, Jim Jarmusch, A+30)

 

3. ห้องใต้ดินใน THE CABIN IN THE WOODS (2011, Drew Goddard, Canada/USA)

 

4. ชนบทอังกฤษใน THE SHEEP DETECTIVES (2026, Kyle Balda, Ireland/UK)

 

5. THE TEMPLE WOODS GANG (2022, Rabah Ameur-Zaïmeche, France)

 

 6. บ้านใต้ถุนสูงใน UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, Thailand, 208min)

+++

 

THE WAVES WILL CARRY US จะได้ลงโรงฉายในไทยแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะมีคนนำหนังเรื่อง THE WIND WILL CARRY US (1999, Abbas Kiarostami, Iran) มาลงโรงฉายในไทยคะ THE WIND WILL CARRY US นี่ได้รางวัล Grand Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสเลยนะคะ

++++

 

บทพูดจากหนังที่แค่อ่าน คุณก็ได้ยินเสียง

 

“โอ้ดอกบัวทอง บานในหนองน้ำใส เกิดบัวใบในตม .... แต่เป็นดอกภูผา ... ยามเมื่อเช้าตรู่ หมู่แมงแสวงป่าย โอ้ดอกบัวทอง เป็นเจ้าของของไผ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โฮะ โอ๊ย อยากตายเด้ อ้าย อ้าย ข้าน้อยขอเงินเด้ ขอเงินไปซื้อข้าวกิน ทุกข์ยากเด้ อยากตายเด้ อยากตายให้มันพ้น โลกอันนี้น่ะ ไผก็บ่ปานนี้”

 

ไม่ต้องบอกชื่อหนัง ทุกคนก็รู้ว่าบทพูดนี้มันมาจากหนังเรื่องอะไร เสียงของตัวละครตัวนี้นี่มัน THE MOST UNFORGETTABLE VOICE IN THE HISTORY OF CINEMA ของจริง

 

เราฟังที่ตัวละครพูดไม่ออกในบางประโยคนะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราแกะคำพูดของตัวละครได้ถูกต้องทุกคำหรือเปล่า ถ้าหากใครฟังออกเพิ่มเติม หรือรู้ว่าเราฟังผิดที่คำไหน ก็บอกกันมาได้นะคะ

 

Monday, June 22, 2026

KHAO KALA VS. DISCLOSURE DAY

 

ชอบสีสันในมิวสิควิดีโอเพลง I AM AN ANIMAL – JA JA JA (1982, Helene Guetary, Germany, music video) มาก ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง “สีของดินน้ำมัน” ที่เราเคยเล่นตอนเป็นเด็ก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980

https://www.youtube.com/watch?v=allIpI84D_0

+++

 

TWO FAVORITE SCENES IN 2026

 

ฉากพระปะทะกลุ่มมนุษย์ต่างดาวใน KHAO KALA เขากะลา (2026, Tanadej Ramsomphob, A+15)

+ ฉาก Jane Blankenship (Eve Hewson) ใช้ไม้กางเขนขณะปะทะกับ Noah Scanlon (Colin Firth) ที่ใช้อุปกรณ์ของมนุษย์ต่างดาวใน DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)

 

1. สองฉากข้างต้นเป็นสองฉากที่เราชอบมากในบรรดาหนังที่ได้ดูมาในปีนี้ นึกว่าถ้าหากเราทำหนังแนว found footage เราต้องมีการตัดต่อเอาสองฉากนี้มาปะทะกันในหนังของเรา

 

2. สาเหตุที่เราชอบสองฉากนี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเติบโตมากับนิตยสาร ต่วยตูนพิเศษ และหลงใหลเรื่องราวต่าง ๆ ในนิตยสารนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับต่าง ๆ ทั้งมนุษย์ต่างดาวและไสยาศาสตร์

 

แต่ปกติแล้ว เรื่องลึกลับสองกลุ่มนี้มักจะอยู่แยกกัน คือเรื่องไหนเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ก็จะไม่มีไสยาศาสตร์เข้ามาปน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องภูตผีปีศาจ ก็จะไม่มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาปน

 

แต่ใน “หัวสมอง” หรือใน “จินตนาการ” ของเรา เราชอบเอาสองเรื่องเหล่านี้เข้ามาปนกันในโลกจินตนาการของเราอย่างสนุกสนานตั้งแต่เด็ก คือ “คนเล่าเรื่องการเจอผี” กับ “คนเล่าเรื่องการเจอมนุษย์ต่างดาว” อาจจะเป็นคนละคนกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องกัน แต่ผู้อ่านอย่างเรา สามารถสร้างโลกจินตนาการที่มีภูตผีปีศาจกับมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ร่วมกันในหัวของเราเองได้อย่างสบาย

 

ซึ่งตัวอย่างโลกจินตนาการของเราก็จะเห็นได้จากพล็อตละครทีวีน้ำเน่าในจินตนาการของเราเรื่อง SPLASH ME WITH YOUR WATER: SEASON ONE ที่เราเขียนไปในช่วงต้นปี 2025 ที่เราอยากให้มีละครทีวีที่มีตัวละครมนุษย์ต่างดาวหนุ่มหล่อมาร่วมรักกับพญานาค, ทานุกิ, เสือสมิง, Tikbalang, จิ้งจอกเก้าหาง, ผีปอบ, หุ่นยนต์, etc.

 

3. เราก็เลยชอบหนัง/ละครบางเรื่องที่เอามนุษย์ต่างดาวกับไสยาศาสตร์มารวมกัน อย่างเช่นละครโทรทัศน์ชุด THE X-FILES, ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION (2025, Koji Shiraishi) และ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven Spielberg)  โดย WAR OF THE WORLDS นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่หนังเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่ามี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ต่างดาวอีกทีนึง

 

และเราก็ชอบนิยายเรื่อง “ทิพย์” ของทมยันตีมาก ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะ “ทิพย์” ก็อาจจะคล้าย ๆ กับ WAR OF THE WORLDS ในแง่ที่ว่า มันพูดถึง “มนุษย์ต่างดาว” เป็นหลัก แต่มันยอมรับการมีอยู่ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ด้วย

 

4. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ใน KHAO KALA และ DISCLOSURE DAY มาก ๆ เพราะมันเหมือนเอาศาสนา (ซึ่งผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยาศาสตร์) กับมนุษย์ต่างดาวมาปะทะกัน

 

โดยใน KHAO KALA นั้นเป็นการปะทะกันโดยตรง เป็นมนุษย์ต่างดาวปะทะกับพระ และ “ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป” โดยตรง

 

อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ เป็นเพราะว่า มันเป็นฉากที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง แล้วมันไม่มีคำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาจากไหน ต้องการฆ่าคนบางคนเพราะอะไร แล้วทำไมต้องยืมมือพระเพื่อไปฆ่าคน แล้วพอหลาย ๆ อย่างในฉากมันไม่มีคำอธิบายอะไรใด ๆ เต็มไปด้วยปริศนา มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในสายตาของเรา 55555

 

5. ส่วนใน DISCLOSURE DAY นั้นเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เพราะว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็น “มนุษย์ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจากต่างดาว” ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ใช้อิทธิปาฏิหาริย์จากไม้กางเขนในการเข้าต่อสู้ แต่เหมือนเธอใช้ “ความเข้มแข็งทางจิตของตนเอง” ในการต่อสู้กับผู้ร้าย ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตนี้อาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากความเชื่อความศรัทธาว่าอะไรคือสิ่งดีงาม และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังทางศาสนาในวัยเด็ก

 

แต่ถึงแม้ฉากนี้จะเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เราก็ชอบฉากนี้อย่างรุนแรงอยู่ดี เพราะเราชอบที่ “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว” ไม่สามารถเข้าควบคุมจิตใจมนุษย์ได้โดยง่าย มนุษย์บางคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะสามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้ และเราว่าจุดนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเรา

 

6. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ รู้สึกว่าสองฉากนี้มันเหมาะจะปะทะกันมาก ๆ 555

 

7. เราชอบ DISCLOSURE DAY มากกว่าเขากะลาหลายเท่านะ แต่พอดู DISCLOSURE DAY แล้วก็เลยทำให้เราชอบ “เขากะลา” มากยิ่งขึ้น เพราะเหมือน DISCLOSURE DAY ที่เป็น fiction มันช่วยตอกย้ำเสน่ห์ของ “หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง” อย่างเขากะลามากยิ่งขึ้น เหมือนมันเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองแบบ

 

คือพอ DISCLOSURE DAY มันเป็นหนัง fiction มันก็สามารถผูกเรื่องให้สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกสุดขีดได้น่ะ แล้วมันก็สามารถให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องได้ ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปของฉากต่าง ๆ ใครทำอะไรไปเพื่ออะไร ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะรู้สึกสนุกมาก ดูจบแล้วพอย้อนคิดถึงหนังก็จะรู้สึกถึงความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ

 

ส่วน KHAO KALA นั้น พอมันอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง มันก็เลยเหมือนไม่สามารถสร้างเหตุการณ์ให้สนุกลุ้นระทึกได้ตามใจชอบแบบหนัง fiction น่ะ แต่สิ่งที่เราชอบมากในหนังแบบนี้คือ “ความไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น” ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจเหตุผลของมนุษย์ต่างดาว ไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความค้างคาใจเมื่อดูจบ ซึ่งอารมณ์แบบนี้มันจะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเราเมื่ออ่านเรื่องราวทำนองนี้ในต่วยตูน พิเศษน่ะ (และอาจจะรวมไปถึงเรื่องบางเรื่องในนิตยสาร “มิติที่ 4” ด้วย) เพราะเรื่องราวแบบนั้นมันก็เต็มไปด้วยปริศนาลับที่ไม่ได้รับการคลี่คลายใด ๆ ทั้งสิ้นเหมือนกัน

 

เราก็เลยชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกัน แบบนึงคือสนุกสุดขีด, มีความเข้าใจ, ไม่ค้างคาใจ ส่วนอีกแบบนึงคือไม่สนุก, ไม่เข้าใจ และค้างคาใจ ซึ่งเราก็ชอบทั้งสองแบบ 55555

 

8. ในส่วนของ DISCLOSURE DAY นั้น เราคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด ดูแล้วก็ยกให้ Steven Spielberg เป็น “ผู้กำกับระดับเทพ” คนนึงไปเลย เหมือนเขามีเทคนิคแพรวพราว, ความเก่งกาจ และความเชี่ยวชาญในการทำหนังให้สนุกตื่นเต้นน่าติดตามสำหรับเราน่ะ

 

ดู DISCLOSURE DAY แล้วก็แอบนึกถึง THE SUGARLAND EXPRESS (1974, Steven Spielberg) เหมือนกันนะ เพราะ THE SUGARLAND EXPRESS ก็เป็น “ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่หนีการตามล่าไปเรื่อย ๆ ในอเมริกา” เหมือนกัน เหมือน Spielberg ถนัดทำหนังทำนองนี้จริง ๆ

 

ในส่วนของ KHAO KALA นั้น เราชอบ “ตัววัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้มากที่สุดนะ แต่ไม่ได้ชอบ “สไตล์” ของหนังเป็นการส่วนตัว คือเราชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ “เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา” น่ะ เหมือนหนังมันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้พูดเรื่องของตัวเอง, ได้เล่าเรื่องของตัวเอง, ได้นำเสนอตัวเอง และมันเป็นกลุ่มคนที่เราแทบไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ

 

เราก็เลยชอบ KHAO KALA ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องของชาวอามิช, กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง “พลังจักรวาล”, กลุ่มคนที่นับถือลัทธิประหลาดต่าง ๆ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างจากเรา เพราะหนังสารคดีเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย และหนังสารคดีหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นแบบนี้ (ซึ่งรวมถึงเขากะลา) ไม่ได้นำเสนอคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดูถูกหรือด้วยสายตา “ตัดสิน” subjects ของหนังในทางลบน่ะ เราก็เลยชอบ KHAO KALA มาก ๆ ที่มันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และหนังมันไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัดสินในทางลบ

 

แต่เราคงชอบ KHAO KALA มากไปกว่านี้อีก ถ้าหากมันทำเป็นหนังสารคดีตรงไปตรงมาไปเลย ให้ subjects มาเล่าเรื่องต่อหน้ากล้องทีละคน ทีละเรื่อง แล้วอาจจะมีการจำลองฉากโดยเน้นความสมจริง และลดทอนการปรุงแต่งอารมณ์ลงให้เหลือน้อยที่สุด คือเน้นความเป็นสารคดีไปเลย หรืออย่างน้อยก็ให้มันออกมาแบบหนังเรื่อง THE NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher) ที่เป็น “สารคดีเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากหนังมันทำออกมาแบบนั้น มันก็คงจะเข้าทางเราอย่างสุดขีด แต่ก็คงจะขายตั๋วได้น้อยมาก อาจจะมีคนดูทั้งประเทศไม่ถึงร้อยคน อะไรทำนองนี้

 

เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า KHAO KALA มันเป็นหนังที่มีสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” มาก ๆ มีการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแบบที่อาจจะทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสนุกตื่นเต้น ซึ่งสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” แบบนี้มันไม่เข้าทางเราแต่อย่างใด แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหนังอาจจะจำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้ดึงดูดให้คนดูทั่วไปเข้ามาดูหนังได้ เราก็เลยไม่ติดใจอะไรมากที่ “สไตล์” ของหนังเรื่องนี้ไม่เข้าทางเรา

 

9. พอพูดถึงสองฉากที่เราชอบสุดขีดใน KHAO KALA + DISCLOSURE DAY แล้ว เราก็เลยนึกถึง “ละครโทรทัศน์ฮ่องกง” เรื่องนึงที่เราเคยเปิดดูผ่าน ๆ ทางช่อง 7 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ด้วย เราจำได้ว่า มันเป็นละครที่น่ากลัวสุดขีด น่ากลัวขนหัวลุกมาก ๆ และมันมีทั้งมนุษย์ต่างดาวกับผีในละครเรื่องเดียวกัน แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้

 

เราจำได้ว่า มันมีฉากนึงในละครเรื่องนี้ ที่ตัวละครผู้ชายคนนึงในยุคปัจจุบัน (หรือในช่วงทศวรรษ 1980) หนีการตามล่าของ “จานบินมนุษย์ต่างดาว” เหมือนเขาวิ่งหนีจานบินไปเรื่อย ๆ แล้วพอถึงจุดนึง เขาก็รวบรวมพลัง สวดมนตร์ขอพรจาก “เง็กเซียนฮ่องเต้ และเจ้าแม่กวนอิม” แล้วเขาก็ใช้พลัง (ที่อาจจะมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่กวนอิม) ในการขับไล่จานบินมนุษย์ต่างดาวให้ล่าถอยไปได้

 

เราก็เลยจะสอบถามเพื่อน ๆ ว่า มีใครรู้ไหมคะว่าละครทีวีฮ่องกงเรื่องนั้นมันคือละครเรื่องอะไร แล้วเราจะหาดูมันอีกได้จากที่ไหน

 

เมื่อกี้เราลอง search ดูแล้ว เราพบว่า มันอาจจะเป็นละครเรื่อง THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม ละครเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบในช่องของ ATV แต่มันพูดภาษาจีนและไม่มีซับไตเติลใด ๆ

 

เมื่อกี้เราลองเปิดดูละครเรื่องนี้ในยูทูบแบบผ่าน ๆ เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มันอาจจะเป็นละครที่เราตามหาอยู่ เพราะบรรยากาศของละครมันได้ใจเรามาก ๆ หลอนมาก ๆ

 

ถ้าใครรู้วิธีที่จะหาดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) แบบมีซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ด้วย ก็ช่วยบอกเราด้วยนะคะ

 

ดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS (1986) episode 1 ได้ที่

https://youtu.be/dO6YaeWVuEA?si=Imvp_P4YCz8YYqXp

 

SPLASH ME WITH YOUR WATER SEASON ONE

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0C4rMqF8znqgBcujCvngrAHCJc6amtGMhFyYCbgPwikVWu1LuZNvgj5BQrBaNheAYl

 

Sunday, June 14, 2026

YAMATO WAKI

 

เพิ่งรู้ว่า NOSFERATU THE VAMPYRE (1979, Werner Herzog) มีภาคต่อด้วย มันคือหนังเรื่อง NOSFERATU IN VENICE (1988, Augusto Caminito, Italy) หรือ “ตำนานรักแดร๊กคูล่า” ที่นำแสดงโดย Klaus Kinski เหมือนกัน

+++

ซื้อหนังสือการ์ตูน “ด้วยเมฆหมอกแห่งรัก” หรือ THE TALE OF GENJI: DREAMS AT DAWN (1979-1993) ของ Yamato Waki มาให้ลูกหมีอ่าน

 

ตอนเราเด็ก ๆ เมื่อราว 35-40 ปีก่อน เราเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ในชื่อเรื่องว่า “ฟ้าใต้แสงจันทร์” ตอนนั้นพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ แต่เราได้อ่านแค่ไม่กี่เล่ม ก็เลยถือเป็นการ์ตูนที่ค้างคาใจเรามานานเรื่องหนึ่งในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

 

พอเราได้รู้ว่า มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้จนจบแล้ว โดยมี 13 เล่มจบ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน จะได้ขจัดสิ่งที่ค้างคาใจมานาน 40 ปีออกไปอีกหนึ่งอย่าง

 

Yamato Waki ถือเป็นนักเขียนการ์ตูนในดวงใจของเราคนนึง การ์ตูนเรื่อง HAIKARA-SAN: HERE COMES MISS MODERN (1975-1977) นี่ถือเป็น one of my most favorite cartoons of all time เลย

 

การ์ตูนอีกเล่มของ Yamato Waki ที่เราชอบสุดขีด เป็นเรื่องของนักเรียนคนนึงที่ค้นพบว่ามี “ดินแดนลึกลับ” ซ่อนอยู่ในหอพักของเธอ เธอเป็นสาวเนิร์ด แต่พอเธอได้เข้าไปในดินแดนลึกลับนี้ เธอก็จะกลายร่างเป็นสาวสวย ส่วน “นางอิจฉา” ของเรื่องนี้ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็นนางพญาผึ้ง ส่วนผู้ชายที่ตามจีบเธอ พอได้เข้าไปในดินแดนนี้ ก็จะกลายร่างเป็น “พระพุทธรูป”

 

แต่เราไม่รู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้มีชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่าอะไร มีใครพอรู้บ้างไหมคะ

 

ตอนนี้จิตรกำลังเล็งว่าจะลองอ่านเรื่องนี้อยู่ครับ “สายใยในกรงขัง” ของ Ira Ozaki พิมพ์โดยสำนักพิมพ์บงกช เห็นเรื่องย่อเป็นปัญหาชีวิตแม่กับลูกสาว

 

แต่มันเพิ่งออกมา 4 เล่ม และยังไม่จบ จิตรก็เลยยังไม่แน่ใจว่า ควรให้มันออกจนจบก่อนแล้วค่อยซื้อมาอ่านรวดเดียว หรือว่าจะลองซื้อเล่มแรกอ่านไปเลยดี แต่กลัวว่าการ์ตูนพวกนี้ไม่ใช่ต้องรอนานถึง 20 ปีกว่าจะถึงบทอวสาน 55555

https://www.bongkoch.com/shop/index.php?route=product/search&search=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%87

+++

 

สิ่งที่ลูกหมีพูดกับแม่หมีหลังจากดูหนังเรื่อง SILENT FRIEND (2025, Ildikó Enyedi, Germany/Hungary, A+30):

 

“ดอกเยอราเนียมมันร่านมาก ๆ เลยค่ะ คุณแม่ พอดอกเยอราเนียมมันเห็นผู้ชายหนุ่ม ๆ มันก็ทำระริกระรี้ กระดี๊กระด๊า เปิดประตูต้อนรับ อีเยอราเนียม อีร่าน”

 

(ภาพไม่ได้มาจากหนังเรื่องนี้นะ)

++++

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด Julia Ducournau (RAW, TITANE, ALPHA) กำกับมิวสิควิดีโอเพลง C’EST À QUI LE TOUR (2026) ให้ Mylène Farmer และผลงานที่ออกมานี่บอกได้เลยว่า ถูกใจเราจริง ๆ กราบตีนทั้ง Mylène Farmer และ Julia Ducournau นึกว่ามีฉากคลาสสิคหลายฉากมากในมิวสิควิดีโอนี้

 

ดีใจสุดขีดที่ช่วงนี้ศิลปินเพลงที่เราชื่นชอบจากทศวรรษ 1980-1990 กลับมาออกผลงานเพลงใหม่ ๆ ที่น่าพึงพอใจ ทั้ง Chaka Khan, Madonna และ Mylène Farmer

 

Chaka Khan

https://youtu.be/jFrZ28YkFZ4?si=gvS3u20XfZe0aW23

 

 

6. C’EST À QUI LE TOUR -- Mylène Farmer (2026, Julia Ducournau, France, music video)

 

+++

 

ประทับใจอย่างรุนแรงที่สุดที่เทศกาล TILFF ปีนี้ฉายทั้ง BLUE (1993, Derek Jarman), BARBARA FOREVER (2026, Brydie O’Connor, documentary) และ DEATH AND TRANSFIGURATION (1983, Terence Davies) เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องนี้พูดถึง “ความตาย” ของคนที่เป็น queer ได้อย่างทรงพลังสุดขีด นึกว่าเทศกาลหนัง “มรณานุสติ”

 

 

Sunday, May 10, 2026

22 FILMS OF WEERA RUKBANKERD

 

ฉันรักเขา Morgan Oey from GHOST IN THE CELL (2026, Joko Anwar, Indonesia, A+30)

+++

 

ในหนังเรื่อง THE SECRET AGENT (2025, Kleber Mendonça Filho, Brazil, A+30) มีการพาดพิงถึงละครโทรทัศน์ของบราซิลเรื่อง ISAURA: SLAVE GIRL (1976-1977, Brazil) ด้วย และอย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ละครทีวีเรื่องนี้เคยมาฉายในไทยด้วยนะ ในชื่อเรื่องว่า “อีสเซารา เสน่ห์นางทาส” โดยฉายทางช่อง 5 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980

 

พอดีวันนี้เราพบว่า เราเคยอัดส่วนนึงของละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ ก็เลยเอามาแปะในนี้ด้วยเลยดีกว่า เพราะว่าในช่วงทศวรรษ 1980 นั้น การที่ละครทีวีบราซิลได้มาฉายทางโทรทัศน์ในไทย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

 

เนื่องจากเทปวิดีโอนี้อัดไว้ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน เพราะฉะนั้นสีในภาพก็เลยเพี้ยนไปหมดแล้วนะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/981589637753816

 

+++

 

พยายามนับว่า เราเคยดูภาพยนตร์ที่กำกับโดยคุณ Weera Rukbankerd วีระ รักบ้านเกิดไปแล้วกี่เรื่อง สรุปว่า ได้ดูไปแล้ว 22 เรื่อง ซึ่งประกอบด้วย

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15min)

เรื่องย่อ: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 17 ก.ค. 2008

 

โปรแกรมวันนั้นพีคมาก ๆ เพราะหนังเรื่อง “คนชิงเปรต” ของคุณคมจักร ทองจิบ จากจังหวัดสตูล ก็ดีมาก ๆ ส่วนหนังเรื่อง “คืนเปลี่ยวในซอยตรวจ” THE POLICE (2008, Weerasak Suyala) จากอุบลราชธานีนี่ก็ถือเป็นหนังคลาสสิคไปแล้ว

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8min)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 8 ก.ค. 2009

 

3. COMPETITIVE STRATEGY (2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2010

 

โปรแกรมภาพยนตร์ในวันที่ 2 ก.ค. 2010 ก็พีคมาก เพราะมีทั้งภาพยนตร์ของคุณวาสุเทพ เกตุเพ็ชร์, เอกภณ เศรษฐสุข,  วรรณแวว + แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์, ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์, พิรุณ อนุสุริยา และเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ฉายในวันเดียวกัน

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 3 ก.ค. 2013

 

ตอนนี้เราจำรายละเอียดใน B.H.T.S. ไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า หนังเรื่อง AMOKSIKLAV GPO (2013, Teeranit Siangsanoh, 34min) ที่ฉายในวันเดียวกันนี่ถือเป็น one of my most favorite Thai films of the 2010s

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

เราได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในวันที่ 12 ก.ค. 2014

 

มันคือหนังที่ให้คุณวีระเดินถอยหลังในบ้านตลอดทั้งเรื่องหรือเปล่านะ มีใครจำรายละเอียดอะไรในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

วันนั้นหนังเรื่อง WALK FALL BACK ฉายติดกับหนังเรื่อง WASTELAND (2014, Dawut Sassanapitax, 9min) และมีหนังเรื่อง WE USED TO LOVE EACH OTHER (2014, Aroonakorn Pick, 27min) ฉายด้วย

 

แล้วเราก็ได้ดูภาพยนตร์อีก 17 เรื่องของคุณวีระ ในงาน BROKEN HEARTED BOYHOOD เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2026 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการดูรอบที่สอง แต่ก็มีบางเรื่องที่เป็นการดูรอบแรก โดยภาพยนตร์ในงานนี้ประกอบด้วย

 

6. 1 DAY IN UTOPIA (2005, 3min)

การใช้ชีวิตของคนที่สับสนในรัก

 

7. 5 YEARS IN SAD HEART (2006, 9min)

ชายที่ติดอยู่กับความรักที่ผิดหวังมาแล้ว 5 ปี

 

8. 2 SECOND IN BAD LOVE (2007, 7min)

ชายที่จมอยู่ในรักที่ไม่สมหวัง พยายามทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลืมเธอ

 

9. 4 MINUTE IN BROKEN SOUL (2007, 7min)

ชายที่ผิดหวังในความรัก ต้องทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำที่ยังอยู่

 

10. ONE (2011, 8MIN)

การทำหนังของผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก

 

11. RETRO 1 DAY (2012, 10min)

ย้อนกลับไปพูดถึงหนังเรื่องแรกเมื่อ 8 ปีก่อนให้น้องชายฟัง

 

12. DIRECTOR & ACTOR (2015, 14min)

การทำหนังเกี่ยวกับผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้กำกับและนักแสดง

 

13. อวัยวะ (2016, 13min)

เรื่องราวของอวัยวะต่าง ๆ ของผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก

 

14. FUTURE BOARD (2017, 14min)

เรื่องของผู้ชายที่ผิดหวังในความรักที่หมกมุ่นกัยอวัยวะที่ทำจากฟีเจอร์บอร์ด

 

15. ARTICLE KILLING ME (2018, 10min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก กับฝันร้ายของเขา

 

16. HEAVY BROKEN HEART METAL (2019, 16min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ที่พยายามหาคำอธิบายเกี่ยวกับความผิดหวังในความรัก

 

17. BLUR HAPPY, BLUR SAD (2020, 11min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรัก ที่อยู่ในวังวนเรื่องราวของตัวเอง

 

18. BEGIN, LOVE, HATE, END (2021, 14min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรักในบ้าน

 

19. DESK CALENDAR (2022, 17min)

 

20. BLACK&WHITE&LOVE&SAD (2023, 15min)

ผู้ชายที่ผิดหวังในความรักในโหมดขาวดำ

 

21. MIDLIFE CRISIS (2024, 17min)

ชายวัยกลางคนที่ผิดหวังในความรัก

 

22. SUCCESS’SI SUCCESS (2025, 18min)

ชายวัยกลางคนที่ผิดหวังในความรักและพึ่งประสบความสำเร็จ

+++

เราชอบ HARU (1996, Yoshimitsu Morita) อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2003

++

 

เพิ่งได้ดูมิวสิควิดีโอเพลง COME INTO MY HOUSE (1990) ของ Queen Latifah ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด MV นี้ใช้ภาษาลาวในเพลงด้วย เหมือนมันจะเขียนว่า “มาสู่เฮือนของข้อย” หรือเปล่า เราก็ไม่แน่ใจนะ เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเพลง

 

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากใน MV เพลงนี้ ก็คือท่าเต้นแบบ Voguing ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงปี 1989-1990 ซึ่งจะเห็นได้จากหนังสารคดีเรื่อง PARIS IS BURNING (1990, Jennie Livingston) และมิวสิควิดีโอเพลง DEEP IN VOGUE ของ Malcolm McLaren กับ VOGUE ของ Madonna ที่นำเสนอท่าเต้นแบบ Voguing เหมือนกัน

https://youtu.be/QcP5Wwr3c-Y?si=HuheiJrdnquOPrd-

 

 

Sunday, April 26, 2026

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราเพิ่งดูออนไลน์ในปีที่แล้ว A FLOWER IN THE RAINING NIGHT (1983, Wang Toon, Taiwan, 100min, A+30) แต่เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่องนี้เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วยชื่อนี้ "พรุ่งนี้...ฉันจะเลิกขายตัว"

 

แต่วันนี้ยังขายอยู่นะคะ 🙂

+++

 

วันนี้เปิดเคเบิลทีวี เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีสัญญาณภาพค้างแบบนี้ด้วย 55555

+++

 

คิดถึงละครทีวีเรื่อง “ลายหงส์” (1988, นพพล โกมารชุน) มาก ๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ แล้วก็ดูเหมือนไม่ได้มีใครอัดเก็บไว้ด้วย ละครเรื่องนี้เลยหายสาบสูญไปเลย แล้วยุคนั้นคือ “นัย สุขสกุล” หล่อมาก ๆ อยากดูลายหงส์เวอร์ชั่นนี้อีก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1437800741432801

 

+++

 

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli, A+30)

 

ติดอันดับ ONE OF MY MOST FAVORITE ROMANTIC FILMS OF ALL TIME ไปเลย นี่แหละหนังโรแมนติกในดวงใจของดิฉัน กราบตีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

 

ดูหนังของ Kristoffer Borgli มาแล้ว 3 เรื่อง ถูกโฉลกกับหนังของเขาอย่างรุนแรงที่สุด

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังนอรเวย์รุ่นเดียวกัน ตอนนี้เราชอบ Kristoffer Borgli เท่ากับ Dag Johan Haugerud และชอบทั้งสองคนนี้มากกว่า Joachim Trier

 

NOW I TRULY WORSHIP KRISTOFFER BORGLI.

 

ดีใจสุดขีดที่ได้เห็น Zoë Winters ร่วมแสดงใน THE DRAMA ด้วย หลังจากที่เราประทับใจเธออย่างสุดขีดมาแล้วใน MATERIALISTS (2025, Celine Song)

+++

 

ตอนนั้นเราเด็กมาก เราก็เลยจำไม่ได้ว่าไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์อะไร 55555 อาจจะเป็น “ฮอลลีวู้ด” ตรงถนนเพชรบุรี หรือไม่ก็ “แมคเคนนา” ตรงสะพานหัวช้าง แต่เราจำได้ว่า หนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิต เป็นหนังโรมาเนียที่กำกับโดยผู้หญิง ซึ่งก็คือหนังเรื่อง ROCK’N ROLL WOLF (1976, Elisabeta Bostan, Romania) หรือ MA-MA หรือ “วิมานเนรมิต”

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ในไทยนำหนังโรมาเนียมาฉายอีกบ่อย ๆ เพื่อที่เราจะได้รำลึกถึงหนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิตในทศวรรษ 1970

 

ROCK’N ROLL WOLF

https://www.youtube.com/watch?v=shU4Vce_jJQ

 

ROCK’N ROLL WOLF แบบพากย์อังกฤษ แต่ภาพไม่ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=x4Typ2fVffI

+++

 

เพื่อนเราบางคนก็มี sense ด้านนี้ เขามักจะได้ “กลิ่นผี”

+++

 

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่ official lyric video มันก็เลยเป็นแค่ basic animation แต่แค่นี้ก็ทำเอาเราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ แล้ว ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วเพราะมันเป็น basic animation นี่แหละ มันเลยออกมาทรงพลังอย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เข้าใจว่าเพลงนี้ทางวง One OK Rock เขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ grandmother ของนักร้องนำ แต่เราว่าผู้ฟังหลาย ๆ คนน่าจะอินกับเพลงและมิวสิควิดีโอนี้ เพราะมันทำให้นึกถึงใครก็ตามที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

ใครดูมิวสิควิดีโอนี้แล้วร้องห่มร้องไห้เหมือนเราบ้าง

 

ตอนนี้หนังคอนเสิร์ตเรื่อง ONE OK ROCK DETOX JAPAN TOUR 2025 AT NISSAN STADIUM IN CINEMAS (2026, Naoto Amazutsumi, 118min, A+30) ลงโรงฉายในไทยอยู่นะ

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=dU6pWm1g6TfZIe9F

 


Sunday, April 12, 2026

GOD IS GOD

 

เราเคยดูหนังเรื่อง LITTLE NICHOLAS – HAPPY AS CAN BE (2022, Amandine Fredon, Benjamin Massoubre, France, animation, 85min, A+30) ที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพในวันที่ 21 ต.ค. 2023 จำได้ว่าชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

+++

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: เนื่องจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, A+30) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยจะเสริมว่า หนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อ Madonna ด้วยนะ ซึ่งจะเห็นได้จากฉากนี้ในมิวสิควิดีโอเพลง BEDTIME STORY (1994) ของ Madonna ที่กำกับโดย Mark Romanek (STATIC, ONE HOUR PHOTO, NEVER LET ME GO) ฉากนี้คือได้รับอิทธิพลโดยตรงจาก THE COLOR OF POMEGRANATES

 

https://youtu.be/CSaFgAwnRSc?si=x82gmyENcuvPVrZZ

 

เนื่องจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov, Soviet Union, A+30) กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ เราก็เลยถือโอกาสนี้แปะมิวสิควิดีโอเพลงนี้อีกรอบ ซึ่งก็คือมิวสิควิดีโอเพลง GOD IS GOD (1998) ของ Juno Reactor featuring Natacha Atlas มิวสิควิดีโอเพลงนี้ใช้ found footage ที่มาจากหนังเรื่อง THE COLOR OF POMEGRANATES และถือเป็น one of my most favorite music videos of all time เพราะถึงแม้มิวสิควิดีโอนี้จะไม่ได้ใช้ new footage ใด ๆ เลย แต่มันก็แสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” ที่รุนแรงมาก ๆ มันเหมือนเป็นการเลือกใช้ found footage ที่มีอยู่แล้ว และนำมาตัดต่อให้เข้ากับดนตรีได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

พอดูมิวสิควิดีโอเพลงนี้แล้วก็ยิ่งตอกย้ำว่า THE COLOR OF POMEGRANATES นี่ถือเป็น “หนังที่มีฉากคลาสสิคทุก ๆ 5 วินาทีของจริง”

https://youtu.be/KU-AzCXbLG8?si=D7qB6MLzrFKU79cu

+++

 

วันนี้เราพยายามจัดเก็บเอกสารเก่า ๆ ปรากฏว่าใช้เวลานานมาก เพราะพอหยิบเอกสารเก่าแต่ละชิ้นขึ้นมาดู มันก็กระตุ้นให้รำลึกถึงความหลัง คิดถึงอดีตที่ผ่านพ้นเลยลับไปแล้ว ไม่หวนกลับมาอีก นึกว่าพอหยิบเอกสารเก่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก็หลุดเข้าไปในหนัง Alain Resnais หนึ่งเรื่อง กว่าจะหลุดออกมาจากหนังแต่ละเรื่อง และเก็บเอกสารหนึ่งชิ้นลงลังได้ ก็ใช้เวลานานพอสมควร 55555

 

อย่างอันนี้ เป็นบันทึกการเข้างานสายของตนเองในปี 1996-1997 หรือเมื่อราว 30 ปีก่อน ตอนนั้นเวลาทำงานของเราคือ 05.00-14.00 น. โดยมีการตอกบัตรเข้างาน

 

พอดูเอกสารเก่าชิ้นนี้แล้วก็ทึ่งกับตัวเองเหมือนกัน เหมือนตอนนั้นเราคงต้องตื่นนอนตอนตี 3 ครึ่งมั้ง แล้วก็รีบอาบน้ำ นั่งรถเมล์ประเภทที่วิ่งตลอดทั้งคืนเพื่อไปให้ถึงออฟฟิศก่อนตี 5 ประทับใจมากที่วันที่ 8 ม.ค. 1997 เราไปถึงออฟฟิศตอน 04.29 น. และวันที่ 23 ม.ค. 1997 เราไปถึงออฟฟิศตอน 04.30 น. เห็นแล้วก็นึกถึงความสุขของการเดินเข้าไปในออฟฟิศตอนตี 4 ครึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน เป็นความสุขที่เลยลับไปแล้ว ไม่หวนกลับมาอีก ยกเว้นแต่จะมีใครเสนองานดี ๆ ให้เราที่ต้องเข้าออฟฟิศช่วงตี 4 ตี 5 อีก (เสนอมาได้นะคะ)

 

เอกสารมันบันทึกไว้ด้วยว่า วันที่ 20 ธ.ค. 1996 เราไปถึงที่ทำงานตอน 04.33 น. แต่เราออกจากออฟฟิศตอน 07.52 น. เหมือนเราทำงานแค่ 3 ชั่วโมงในวันนั้น แล้วก็ลางานแบบ without pay

 

จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. 1996 ทำไมวันนั้นเราทำงานแค่เพียง 3 ชั่วโมง แต่เราเดาว่ามันคงเป็นเพราะวันนั้นเพื่อนร่วมงานที่ทำกะเช้าเหมือนกับเราชิงลางานไปก่อนหน้าเรามั้ง เราก็เลยลางานในกะเช้าไม่ได้ เราก็เลยต้องเข้าไปทำงาน 3 ชั่วโมงในตอนเช้า แล้วเราค่อยลางานเอาในช่วงสาย ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เพื่อนร่วมงานกะสายสามารถทำงานแทนเราได้

 

อยากย้อนกลับไปใช้ชีวิตเป็นสาวออฟฟิศเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อนอีก เหมือนช่วงนั้นเรานอนแค่ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน เราก็ทำงานได้ตลอดทั้งวันแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราต้องนอนถึง 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เหนื่อยกับสังขารจริง ๆ

+++

 

วันนี้จัดห้อง คุ้ยลังเก่า ๆ ก็เจอคุ้กกี้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราน่าจะได้มันมาตั้งแต่ปี 2020 มั้ง แต่ตอนนั้นเรารู้สึกเสียดาย เราก็เลยไม่กินมัน มันก็เลยอยู่รอดมาจนถึงปี 2026 โดยที่ตัวคุ้กกี้มันก็คงหมดอายุไปนานหลายปีแล้ว 55555 ไม่นึกว่าคุ้กกี้อะไรแบบนี้จะคงรูปทรงของมันเองไว้ได้นานถึง 5-6 ปี

+++

 

YOU GOT IT ALL (1985) – The Jets

 

I, I was the game he would play
He brought the clouds to my day
Then like a ray of light
You came my way one night
Just one look and I knew
You would make everything clear
Make all the clouds disappear
Put all your fears to rest
Who do I love the best
Don't you know, don't you know?

You've got it all over him
You got me over him
Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not
Just look what I've got
'Cause you've got it all
Over him

No, don't let him worry you so
Once I met you, I let go
Oh, you can surely see
You're so much more to me

Just one look and I knew
You would make everything clear
Make all the clouds disappear
You're better than all the rest
Who do I love the best
Don't you know, don't you know?

You've got it all over him
You got me over him
Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not (all that he's not)
Just look what I've got (look what I got)
'Cause you've got it all (you've got it all)
All over him (you got it all over him)
(You got me over him)

Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me call, you went out on a limb

And you're all that he's not (all that he's not)
Just look what I've got (look what I got)
'Cause you've got it all (you've got it all)
All over him (you got it all over him)
(You got me over him)

Honey, it's true
There's just you
You must have been heaven-sent
Hearing me-

  

Sunday, June 15, 2025

HENAS (2022, Hossein Darabi, Iran, A+30)

 

หนังที่เรานึกถึงอย่างรุนแรงในช่วงนี้คือ HENAS (2022, Hossein Darabi, Iran, A+30) ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของ Dariush Rezainejad นักวิทยาศาสตร์ของอิหร่านที่ถูกสายลับอิสราเอลฆ่าตายในอิหร่านในปี 2011

 

ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงพวกหนังกลุ่ม Conspiracy อย่างเช่น CHINATOWN (1974, Roman Polanski), THREE DAYS OF THE CONDOR (1975, Sydney Pollack), ALL THE PRESIDENT’S MEN (1976, Alan J. Pakula), I…FOR ICARUS (1979, Henri Verneuil), BLOW OUT (1981, Brian De Palma) และรวมไปถึงหนังอย่าง TINKER TAILOR SOLDIER SPY (2011, Tomas Alfredson) ด้วย

 

ถึงแม้ HENAS จะมีความเป็น thriller แต่มันก็ไม่ได้ลุ้นระทึกตื่นเต้นฉี่แทบราดตลอดเวลาแบบหนัง thriller ของฮอลลีวู้ดนะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว และก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราว่าจุดประสงค์หลักของ HENAS คือความเป็น “หนังการเมือง” ที่สร้างขึ้นเพื่อประจานความชั่วร้ายของอิสราเอลและสายลับอิสราเอล และเราว่า HENAS ทำจุดนี้ได้ดีสุดขีด ส่วนความเป็น thriller นั้นถือเป็นเพียงแค่น้ำจิ้มของหนัง ไม่ใช่จุดประสงค์หลักของหนัง

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราชอบสุดขีดที่ทางหอภาพยนตร์นำหนังหลาย ๆ เรื่องจากอิหร่านมาฉาย มันเปิดหูเปิดตาเราอย่างรุนแรงมาก ๆ เพราะหลาย ๆ ประเด็นในหนังอิหร่านเหล่านี้เป็นประเด็นที่เราแทบไม่เคยเจอในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ที่เราเคยดูมาก่อน อย่างเช่น HENAS ที่เล่าเรื่องของนักวิทยาศาสตร์อิหร่านที่ถูกสายลับอิสราเอลฆ่าตาย และ THE SURVIVOR (1995, Seifollah Dad, Iran, A+30) ซึ่งถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE FILMS OF ALL TIME ที่เล่าเรื่องที่อิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยมในทศวรรษ 1940 คือประเด็นเหล่านี้เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ น่ะ เพราะหนังเรื่องอื่น ๆ ชอบเล่าแต่เรื่อง Holocaust

+++

 

เพิ่งคุยกับเพื่อน cinephile เมื่อตะกี้ว่า Renny Harlin เคยโด่งดังมาก ๆ ในทศวรรษ 1990 และเราก็ชอบ THE LONG KISS GOODNIGHT (1996) มาก ๆ  แต่หนังของเขาที่เราชอบมากที่สุดคือ MINDHUNTERS (2004)

 

เรายังจำสิ่งที่เพื่อนของเราคนนึงพูดเมื่อราว 28-29 ปีก่อนได้เลย เพราะเพื่อนของเราคนนั้นพูดหลังจากดู THE LONG KISS GOODNIGHT จบว่า “ฉันอยากตั้งครรภ์กับผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้” เพราะ Craig Bierko ที่รับบทผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้ น่าตั้งครรภ์ด้วยมาก ๆ

 

จริง ๆ แล้วตอนที่เราดู THE ACCOUNTANT 2 (2025, Gavin O’Connor, A+25) เราก็คิดถึง THE LONG KISS GOODNIGHT มาก ๆ เหมือนกัน เพราะหนังสองเรื่องนี้มีอะไรบางอย่าง “ที่เป็นด้านกลับของกันและกัน”

 

+++++++++++

 

เราได้ดู LAURENCE ANYWAYS (2012, Xavier Dolan, Canada, A+30) รอบแรกในวันที่ 21 พ.ย. 2012 ที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา และก็ได้ดู LAURENCE ANYWAYS รอบสองที่โรงหนัง HOUSE SAMYAN ในวันศุกร์ที่ 13 มิ.ย.

 

พอดูรอบสองแล้วก็ต้องยอมรับว่า เราชอบฉาก AT THE BALL ในหนังเรื่องนี้จริง ๆ เพราะมัน nostalgic อย่างรุนแรงสุดขีด ดูแล้วนึกถึงมิวสิควิดีโอในทศวรรษ 1980 มาก ๆ

 

ดูแล้วก็แอบสงสัยว่า Xavier Dolan เป็นใครกลับชาติมาเกิด เพราะเขาเกิดปี 1989 เขาไม่น่าจะเติบโตมากับมิวสิควิดีโอของทศวรรษ1980 ทำไมเขาถึงถ่ายทอด “ความเป็นมิวสิควิดีโอของทศวรรษ 1980” ออกมาได้ดีมาก ๆ ในฉากนี้ 55555 หรือบางทีเขาอาจจะแค่ซึมซับแฟชั่นของทศวรรษ 1980 แล้วถ่ายทอดมันออกมาได้ดีมาก ๆ ในฉากนี้ก็ได้

 

คือดูฉากงานปาร์ตี้ใน LAURENCE ANYWAYS แล้วนึกถึงฉากงานปาร์ตี้ใน 3 มิวสิควิดีโอนี้มาก ๆ

 

1. IT’S MY PARTY (1981) – Barbara Gaskin + Dave Stewart

https://www.youtube.com/watch?v=fUlcfF5Dnvc

 

2. I LIKE CHOPIN (1983) – Gazebo

https://www.youtube.com/watch?v=Dtrgwqei7ww

 

3. VIENNA (1981) – Ultravox

Music video directed by Russell Mulcahy
https://www.youtube.com/watch?v=xJeWySiuq1I

 

เราเดาว่ามันต้องมีมิวสิควิดีโอเพลงอื่น ๆ ในทศวรรษ 1980 อีกแน่ ๆ ที่ถ่ายทอดฉากงานปาร์ตี้ออกมาได้สุดเหวี่ยงแบบนี้ ถ้าใครรู้จักมิวสิควิดีโออื่น ๆ อีกที่เป็นแบบนี้ ก็แนะนำมาได้นะ

 

ฉากงานปาร์ตี้ใน LAURENCE ANYWAYS

https://www.youtube.com/watch?v=C0NiPPlx2LY

 

Tuesday, April 01, 2025

SHE WORKS HARD FOR THE MONEY

 

Favorite Music Video: SHE WORKS HARD FOR THE MONEY – Donna Summer (1983, Brian Grant)

 

พอได้ดูกับได้ฟัง MV เพลงนี้แล้วก็ทำให้ย้อนรำลึกขึ้นมาได้ว่า เราเติบโตมากับการฟังเพลงแนว feminist และเพลงแนวเห็นใจชีวิตผู้หญิงในทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 อย่างเช่นเพลง

 

1. GIRLS JUST WANT TO HAVE FUN (1983) – Cyndi Lauper

 

2. SISTERS ARE DOIN’ IT FOR THEMSELVES (1985) – Eurythmics

 

3. SUPERWOMAN (1989) – Karyn White

 

4. ALL WOMAN (1991) – Lisa Stansfield

 

5. SUCCESS HAS MADE A FAILURE OF OUR HOME (1992) – Sinéad O’Connor

 

พอเราไปอ่าน wikipedia เกี่ยวกับที่มาของเพลง SHE WORKS HARD FOR THE MONEY แล้วก็พบว่า มันน่าสนใจดีด้วย เพราะว่า Donna Summer ได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้จากการที่เธอได้พบ “พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำหญิง” ชื่อ Onetta Johnson โดยบังเอิญในเดือนก.พ. 1983 โดยในคืนนั้นดอนน่า ซัมเมอร์ได้ไปเข้าห้องน้ำหญิงในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งในห้องน้ำมีการเปิดทีวีเสียงดัง แต่ดอนน่าก็พบว่า มีพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำหญิงคนหนึ่งฟุบหลับอยู่อย่างเหนื่อยล้าในซอกมุมหนึ่งของห้องน้ำ แล้วดอนน่าก็คิดในใจว่า ”She works hard for the money.” แล้วก็นึกขึ้นมาได้ในทันทีว่า เธอสามารถนำสิ่งนี้มาแต่งเป็นเพลงใหม่ได้

 

ดอนน่าก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมา แล้วเพลงนี้ก็กลายเป็นชื่ออัลบั้มใหม่ของดอนน่า  แล้วดอนน่าก็เชิญ Onetta Johnson ซึ่งเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำหญิงคนนั้น ให้มาถ่ายรูปร่วมกับดอนน่าในปกหลังของอัลบั้มด้วย

Thursday, February 16, 2023

DIRTY JOBS – Shimmer Shrimpmer (2022, Kittipat Knoknark, music video, A+30)

 

DIRTY JOBS – Shimmer Shrimpmer (2022, Kittipat Knoknark, music video, A+30)

https://www.youtube.com/watch?v=_A2AhynBC8o

 

1.ตัวจังหวะเพลงติดหูดีมาก ๆ แต่เราว่าเสียงร้องมันเบาไปหน่อยสำหรับเรา

 

2.ชอบ “ความเสียดสี” ของ MV นี้มาก ๆ ดูแล้วนึกถึงทั้งลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มจิตอาสา 55555

 

3.ชอบการเสียดสี “พี่ตูน” มาก ๆ รุนแรงมาก

 

4.ชอบฉากที่เอาไม้เสียบไก่ย่างมาใช้แทนไวโอลินด้วย เป็นไอเดียที่ดีและน่ารักมาก ๆ

 

5.เดาว่าแฟน ๆ วงนี้ที่เป็นชาวต่างชาติ อาจจะไม่เข้าใจมุกเสียดสีบางมุกแน่ ๆ 55555

Saturday, January 15, 2022

DRAWING THE SKY – SHIMMER SHRIMPMER (2021, Kittipat Knoknark, music video, A+30)


DRAWING THE SKY – SHIMMER SHRIMPMER (2021, Kittipat Knoknark, music video, A+30)

 

ดู music video นี้ได้ที่นี่

https://www.youtube.com/watch?v=D5kQKzlF2xg

 

1.ดูแล้วร้องห่มร้องไห้ ชอบสุด ๆ ชอบเนื้อเพลงอย่างรุนแรงที่สุด ชอบตัวเพลง ชอบการบิ๊วอารมณ์ใน MV นี้ ที่ค่อย ๆ บิ๊วอารมณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ได้ดีมาก และเราว่าทั้ง MV กับเนื้อเพลงมันส่งเสริมกันมาก ๆ คือถ้าหากเราได้ฟังแค่เพลง แต่ไม่ได้ดู MV หรือถ้าหากเราได้ดู MV นี้โดยไม่ได้ฟังเพลง เราก็คงไม่ร้องห่มร้องไห้มากขนาดนี้ เหมือนพอเพลงนี้กับ MV มันประกอบเข้าด้วยกัน มันก็เลยทรงพลังมากสำหรับเรา

 

2.กราบการแสดงของ Bambam Kanokon Isaranont บทหนักมาก คือถ้าหากเราเป็นนักแสดง เราก็คงใฝ่ฝันอยากได้แสดงบทหนัก ๆ อะไรแบบนี้ นึกว่าเป็นการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวแสดงในหนังของ Sion Sono, Ingmar Bergman หรือ David Cronenberg 55555

 

3.ชอบการแสดงของ Fah Chantramat Khammona ด้วย คือเหมือนบทของเธอไม่เอื้อให้เธอได้แสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรงแบบบทของ Bambam แต่เราก็ชอบแต่ละฉากที่เธอเหมือนมองสบตากับ Bambam คือในฉากเหล่านั้นเธอต้องแสดงอารมณ์แบบ minimal แต่เธอก็ทำได้ดี

 

คือ moment ที่ทำเราร้องห่มร้องไห้ใน MV นี้ คือ moment ราว ๆ นาทีที่ 4.40-4.50 นี่แหละ โดยเฉพาะฉากที่ Fah พยักหน้าให้ Bambam เหมือนเธอเข้าใจความเจ็บปวดหรือเข้าใจความเลวร้ายที่ Bambam กำลังเผชิญอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉากนี้ถึงทำเราร้องห่มร้องไห้

 

4.ชอบการใส่ฉากแบบ home video เข้ามา และการตัดต่อในช่วงท้ายด้วย เหมือนมันเข้ากับอารมณ์เพลงในตอนนั้นได้ดี

 

5.เนื้อเพลงสุดยอดมาก อ่านเนื้อเพลงแล้วแอบนึกถึงการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า 55555

 

6.ตัวเพลงเราก็ชอบมาก ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกแนวเพลงแบบนี้ว่าแนวอะไร แต่ฟังแล้วนึกถึงวงดนตรีที่เราชอบสุด ๆ หลาย ๆ วงในทศวรรษ 1990 อย่างเช่น Bang Bang Machine, Cranes, Curve, Lush, Mazzy Star, Miranda Sex Garden, Pale Saints, Sky Cries Mary

 

7.ถ้าหากเราต้องฉาย MV นี้คู่กับหนังเรื่องไหน เราก็คงเลือกฉายควบกับหนังเรื่อง THE KANIAMA SHOW (2018, Baloji, Belgium/Democratic Republic of Congo, 23min) เพราะหนังสองเรื่องนี้พูดถึง “การทำลายความสุขของประชาชนผ่านทางการขัดขวางการดูโทรทัศน์” เหมือน ๆ กัน 55555

 

ในส่วนของ THE KANIAMA SHOW นั้น หนังนำเสนอรายการโทรทัศน์แนววาไรตี้โชว์ในประเทศสมมุติในทวีปแอฟริกา เราก็ดูรายการวาไรตี้โชว์ในหนังเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็ดูเพลินดี แต่ขณะที่ดูเราก็จะแอบสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า จุดประสงค์ของหนังเรื่องนี้คืออะไร ทำไมให้เราดูรายการวาไรตี้โชว์ไปเรื่อย ๆ หนังเรื่องนี้ต้องการบอกอะไรกับผู้ชมเหรอ

 

จนมาถึงช่วงไม่กี่นาทีสุดท้ายของหนังเรื่อง THE KANIAMA SHOW นี่แหละ กูก็ตบเข่าฉาดเลย ประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกานี่มันเหมือนกันจริง ๆ มันด้อยพัฒนาเหมือนกันจริง ๆ เพราะในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ ก็มีกลุ่มทหารบุกเข้ามาขัดขวางการถ่ายทอดสดรายการวาไรตี้โชว์ เพราะกลุ่มทหารเหล่านี้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร

 

เราเดาว่า THE KANIAMA SHOW คงต้องการเสียดสีการปฏิวัติรัฐประหารโดยกลุ่มทหารจัญไรครั้งแล้วครั้งเล่าในหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกานี่แหละ และพอดูแล้วเราก็พบว่า มันเหมือนกับประเทศไทยจริง ๆ

 

8.พอดู DRAWING THE SKY กับ THE KANIAMA SHOW เราก็เลยสงสัยว่า มีใครอัดคลิป “การอ่านประกาศต่าง ๆ ของรสช.” ในปี 1992 ไว้บ้างหรือเปล่า ในช่วงก่อนเกิดพฤษภาทมิฬ คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬมันผ่านมานานเกือบ 30 ปีแล้ว แต่เรายังหลอนกับเหตุการณ์นั้นอยู่เลย คือเหมือนยุคนั้นมันยังไม่มีอินเทอร์เน็ตน่ะ ประชาชนก็เลยได้แต่ดูโทรทัศน์กัน ไม่สามารถหาความบันเทิงจากอินเทอร์เน็ตได้ แต่พอเราดูโทรทัศน์ เราก็จะเจอประกาศต่าง ๆ จากรสช.มาขัดขวางการดูเป็นระยะ ๆ แล้วก็จะรู้สึกหัวเสียมาก ๆ แล้วสิ่งที่ประกาศออกมาในช่วงนั้น ก็เป็นการด่าทอประชาชนที่ออกมาประท้วงรัฐบาล

 

จำได้ว่า เพื่อนคนนึงเคยจินตนาการไว้ตั้งแต่ปี 1992 ว่า อยากให้มีคนทำหนังสักเรื่องที่มีฉาก “ผู้ประกาศหญิง อ่านประกาศต่าง ๆ จากคณะปฏิวัติรัฐประหาร” ทางจอโทรทัศน์ แล้วก็มีมือเอื้อมเข้ามาจากด้านข้างของจอ แล้วจิกหัวอีผู้ประกาศหญิงคนนั้นไปตบอย่างรุนแรง 55555


Wednesday, February 03, 2021

MAX OPHULS VS. PEBBLES

 

ตายแล้วววว เราชอบเพลง LOVE MAKES THINGS HAPPEN (1991) ของ Pebbles มากๆ เมื่อ 30 ปีก่อน แต่เราไม่เคยดู music video เพลงนี้เลย พอเมื่อกี้เราเพิ่งได้ดูก็ร้องกรี๊ดดดดดดดดสุดเสียง เพราะ MV มันหนักมาก ๆ นึกว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก LA RONDE (1950, Max Ophüls) คือดูรอบแรกแล้วตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลย กูก็เลยต้องกดดูรอบสองทันที แล้วก็พบว่า มันเล่าเรื่องของ หนุ่ม A พบรักกับสาว B ในรถไฟ แล้วสาว B ก็พบรักกับชาย C ในร้านอาหาร แล้วชาย C ก็พบรักกับสาว D ในการแสดงบนเวที แล้วสาว D ก็พบรักกับชาย E ในปั๊มน้ำมัน แล้วชาย E ก็พบรักกับสาว F หน้าบ้าน แล้วสาว F ก็พบรักกับชาย A ในโรงหนัง

 

คือตอนแรกเรานึกว่ามันจะเล่าเรื่อง “ความรักซึ้ง ๆ”  ฉันรักเธอตลอดไป ปรากฏว่ามันตรงกันข้าม มันเหมือนจะเล่าว่า ความรักเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว คนเราเปลี่ยนผัวไปเรื่อย ๆ ได้ทุกเมื่อ เพราะความรักมันห้ามกันไม่ได้ เราอาจจะเจอผัวใหม่ได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ กราบบบบบบบบบบบบบบบบบ PEBBLES

 

ชอบหน้าตาสาว B กับสาว D มากๆ หน้าตาสองสาวเฉี่ยวเก๋มากๆ เหมือนทั้งสองมีทั้งความเป็นคนดำและความเป็นเอเชียผสมกัน

 

เสียดายไม่รู้ว่าใครกำกับมิวสิควิดีโอเพลงนี้ ชอบสุดๆ

https://www.youtube.com/watch?v=5egURt6AKPk

 

Sunday, January 08, 2017

SOUND FROM THE SONG OF FREEDOM

หนังสั้นไทยที่เราชอบเป็นอันดับที่ 45 ของปี 2016 คือ SOUND FROM THE SONG OF FREEDOM (เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ) (2016, Phuriphat Pruek-amnuay) สาเหตุนึงเป็นเพราะว่า เรามักชอบหนังที่ถ่ายทอดสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันที่คนเรามักมองข้ามไป หรือมักไม่ได้รับความสำคัญในหนังทั่วๆไปที่เน้นเนื้อเรื่องหรือพล็อตเรื่องน่ะ และในมิวสิควิดีโอนี้ ผู้กำกับเขาแค่นำภาพการจราจรในท้องถนน + ไฟสัญญาณจราจรมาใช้เท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันที่คนเรามักมองข้ามไปเช่นกัน แต่ผู้กำกับเขาสามารถนำภาพของสิ่งธรรมดาสามัญที่สุดเหล่านี้มาตัดต่อให้เข้ากับเสียงเพลง และทำให้เป็นอะไรที่ทรงพลังมากๆสำหรับเราได้

Tuesday, July 26, 2016

NEW MUSIC VIDEOS SEEN IN WILDTYPE 2016

NEW MUSIC VIDEOS SEEN IN WILDTYPE 2016

1. YOUNG MAN (2016, Tani Thitiprawat, A+30)
คนหนุ่ม (ธนิ ฐิติประวัติ, A+30)

เป็นหนัง found footage ที่รุนแรงมากๆ

2.SHE WHO SACRIFICES HERSELF (2016, Thanawat Numcharoen, A+30)
เธอผู้เสียสละ (ธนวัฒน์ นุ่มเจริญ, A+30)

3.BAD GUYS (2016, Korn Kanogkekarin, A+30)
คนเลว (กร กนกคีขรินทร์, A+30)

ประวัติศาสตร์ที่หนังเรื่องนี้เล่ามาเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากๆ คือควรจะมีใครหยิบเรื่องราวยุคนั้นมาทำเป็นหนังได้แล้ว แทนที่จะทำแต่เรื่องของพระนเรศวรกับพระศรีสุริโยทัย คือถ้ามีคนหยิบประวัติศาสตร์อยุธยายุคนั้นมาทำเป็นหนัง เราอาจจะได้หนังดีๆอย่าง QUEEN MARGOT (1994, Patrice Chéreau) หรือ EDWARD II (1991, Derek Jarman) ก็ได้

4.THE SOUND OF FREEDOM (2016, Phuriphat Pruekamnuay, A+30)
เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ (ภูริพัฒน์ พฤกษ์อำนวย, A+30)

5.DEMOCRACY (2016, Viriyaporn Quanni (Boonprasert), A+30)
ประชาธิปไตย (วิริญาพร คูญาณนี (บุญประเสริฐ), A+30)

6.YOU ARE MY FRIEND (2016, Pongtawee Srilasuk, A+30)
แกเพื่อนฉัน (พงษ์ทวี ศรีลาศักดิ์, A+30)

7.SPUN (2016, Nok Paksnavin, A+30)
สปัน (นฆ ปักษนาวิน, A+30)

8.HUMANS AND BUFFALOES (2016, Chantana Tiprachart, A+30)
คนกับควาย (ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, A+30)

9.THE LIGHT FROM THE STAR OF FAITH (2016, Chulayarnnon Siriphol, A+30)
แสงดาวแห่งศรัทธา (Chulayarnnon Siriphol, A+30)

10.ARE YOU THAI? (2016, Niwat Putprasart, A+25)
คนไทยหรือเปล่า (นิวัต พุทธประสาท, A+25)

11.FISH’S KIDNEY CURRY (2016, Wachara Kanha, A+25)
แกงไตปลา (วชร กัณหา, A+25)

12.THE SOBBING OF SANGDAO (2016, Supamok Silarak, A+25)
แสงดาวสะอื้น (ศุภโมกข์ ศิลารักษ์, A+25)

13.LITTLE GIRL PRANG (2016, Kittipat Knoknark, A+25)
ดญ.ปรางค์ (กิตติพัฒน์ กนกนาค, A+25)

14. THE SONG OF THE MASS (2016, Eakalak Anantasomboon, A+20)
เพลงแห่งมวลชน (เอกลักษณ์ อนันตสมบูรณ์, A+20)

15.THE MEN WHO SCRUB THEIR OWN SHADOWS (2016, Theeraphat Ngathong, A+20)
คนเช็ดเงา (ธีรพัฒน์ งาทอง, A+20)

16.SO WARM (2016, Somghad Meeyen, A+20)
อุ่นจัง (สมเจตน์ มีเย็น, A+20)

17.STARS EYES HEARTS (2016, Teeranit Siangsanoh, A+20)
ดวงดาว ดวงตา ดวงใจ (ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ, A+20)

18.A RABBIT, A TURTLE AND THE SUNLIGHT BIRD (2016, Mahmoo Studio, A+20)
กระต่ายกับเต่าและเจ้านกแสงตะวัน (Mahmoo Studio, A+20)

19.NIGHTMARE (2016, Jirapat Thaweechuen, A+15)
ฝันร้าย (จิรภัทร์ ทวีชื่น, A+15)

20.THE SUN SHINES ON THE FACE, THE SKY SHINES ON THE BACK (2016, Wichanon Somumjarn, A+15)
แดดส่องหน้า ฟ้าส่องหลัง (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์, A+15)

21.E LIAM (2016, Skan Aryurapong, A+15)
อีเลียม (สกัณห์ อายุรพงศ์, A+15)

Saturday, March 05, 2016

MUSIC VIDEO: BLOODY SHADOWS FROM AFAR – Lena Platonos (2016, Diego Barrera, A+30)

MUSIC VIDEO: BLOODY SHADOWS FROM AFAR – Lena Platonos (2016, Diego Barrera, A+30)


เป็นมิวสิควิดีโอที่งดงามมากๆ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Étant Donnés (Eric Hurtado + Marc Hurtado) + Teeranit Siangsanoh + Korn Kanogkekarin คือเราว่าเทคนิคด้านภาพ + เฉดสีแบบนี้ทำให้นึกถึงหนังของ Étant Donnés ในขณะที่การถ่ายภาพธรรมชาติใน MV นี้ ทำให้นึกถึงหนังของ Teeranit Siangsanoh ส่วนการถ่ายภาพคนที่เป็น androgyny ใน MV นี้ทำให้นึกถึงหนังของ Korn Kanogkekarin ส่วนตัวเพลงนั้นเราชอบมากๆด้วยเช่นกัน เราว่าตัวเพลงมันทำให้นึกถึงเพลงของ Laurie Anderson