Showing posts with label ROMANIA. Show all posts
Showing posts with label ROMANIA. Show all posts

Tuesday, August 11, 2026

LITTLE POEMS IN PROSE

 

มันเด้งขึ้นมาแดก HUNGRY (2026, James Nunn, UK/USA, A+15) ในชีวิตจริง

+++

 

เราชอบหนังกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX มาก ๆ นั่นก็คือ “หนังที่มีตัวละครพูดความจริง แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เชื่อ” อย่าง GOTHIKA นี่ก็ชัดเลย

 

ส่วนหนังในกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX ที่เราชอบมากที่สุด ก็คือ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) ซึ่งถือเป็นหนังของ Hitchcock ที่เราชอบมากที่สุดด้วยเช่นกัน

+++

 

AND THEN THERE WAS LIGHT เคยติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2013 ตอนนั้นคุณ Ratchapoom เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายที่ห้องสมุดมหาลัย ธรรมศาสตร์

https://www.sensesofcinema.com/2014/2013-world-poll/2013-world-poll-part-3-2/#9

++++

 

Favorite Cover Song: PAPA DON’T PREACH (1987) – Yoko Nagayama

 

เราชอบเพลง PAPA DON’T PREACH (1986) ของ Madonna มาก ๆ และเราก็เพิ่งได้ฟัง cover เวอร์ชั่นของ Yoko Nagayama ที่ออกมาในปี 1987 ปรากฏว่าไพเราะมาก ๆ เช่นกัน เราว่าการ cover เพลงของมาดอนน่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Yoko Nagayama ทำออกมาได้ถูกใจเรามาก ๆ

 

เพลง PAPA DON’T PREACH นี้อยู่ในอัลบัม VENUS (1987) ของ Yoko Nagayama ซึ่งเห็นชื่ออัลบัมแล้วทุกคนก็คงเดาออกว่า มันมีการ cover เพลง VENUS ของ Bananarama อยู่ในอัลบัมชุดนี้ด้วย

 

Yoko Nagayama

https://youtu.be/TUywsDJkpOA?si=oE_MExzSxuhWU1x6

 

Madonna

https://www.youtube.com/watch?v=G333Is7VPOg

+++

 

MEDUSAE (2017, Pam Miras, Philippines, 87min) เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้วนะ

+++

 

คือ THE ODYSSEY เข้าฉายในไทยมานาน 26 วันแล้ว เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะตอนแรกเรากะว่าจะดู IMAX แต่วันนี้เช็คแล้วพบว่าโรง IMAX คนยังคงแน่นขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราคงถอดใจ ขี้เกียจรออีกต่อไปแล้ว เดี๋ยวเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอธรรมดาก็ได้ ไม่งั้นชีวิตไม่ได้ move on สักที 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้ดู DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) ดูแล้วก็เลยอยากกิน “บ่อบี๋ก้วย” มาก ๆ เห็นเขาบอกว่ามันคือขนมกุ้ยช่ายที่ทำจากแป้งมัน แทนที่จะทำจากแป้งข้าวเจ้าเหมือนขนมกุ้ยช่ายทั่วไป

 

ถ้าหากใครรู้ว่าที่ไหนมี บ่อบี๋ก้วย อร่อยๆ ขาย ก็บอกเราด้วยนะ

 

อันนี้เราให้ GROK AI ลองทำคลิปหนุ่มจีนกินอาหารจีน แต่เราไม่รู้ว่า พวกตัวอักษรที่ติดอยู่ตามฝาผนังในคลิปที่ AI สร้างขึ้นนี้ มันแปลว่าอะไร มีใครรู้บ้าง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02i8XYwLZB7tYMBBvm493pW2To1YuQaMCfEMk5v2vK57WTN2ncvTHrP35gJfx3kPShl

+++

 

แอบสงสัยว่า รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เป็นอะไรกับคุณชวิณี เกษบุญชู ผู้แต่งเพลง มหัศจรรย์แห่งรัก (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), ความคิดถึงเดินทางไป (นรีกระจ่าง คันธมาส), ดอกไม้ในเปลวไฟ (สุกัญญา มิเกล), ใจสองใจ (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), รักเธอ (ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน), มุมหนึ่งในหัวใจ (วิยะดา โกมารกุล ณ นคร), etc.

 

คือช่วงนี้เราหยิบ tape cassette อัลบัมชุด BOOTLEG (1995) ของสุกัญญา มิเกล กลับมาฟังอีกครั้ง ชอบสุดขีดมาก ๆ คลาสสิคจริง ๆ

 

เพลง “ดอกไม้ในเปลวไฟ” ของสุกัญญา มิเกลทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ เราอินกับเนื้อเพลงนี้มาก ๆ (แต่จริง ๆ แล้วเราว่าดนตรีของเพลงนี้มันร็อคเกินไปสำหรับเรา) ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต

 

เราก็เลยสนใจว่าใครแต่งเนื้อเพลงนี้ ก็เลยพบว่าคนแต่งเพลงนี้คือคุณชวิณี เกษบุญชู เราก็เลยลองถาม AI ดูว่าคุณชวิณีเป็นอะไรกับอาจารย์กุลลดา แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบจาก AI เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้หรือเปล่า

 

เพลงในอัลบัม BOOTLEG (1995) เรียงตามลำดับความชอบ

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. ดอกไม้ในเปลวไฟ

 

2. รักเธอจริง ๆ

 

3. ดีดีกันไว้

 

4. จีบเอาเป็น

 

5. จีบเอาตาย

 

6. ตัดพ้อ

 

7. ONE (cover จากเพลงของ U2)

 

8. ฮึด

 

9. ขอตัวน๊ะ

 

10. HIPPY HIPPY SHAKE

ดอกไม้ในเปลวไฟ

https://youtu.be/KZ8WFOhcmC8?si=K5P2IFVKynTmvaB6

 

ผลงานเพลงของคุณชวิณี เกษบุญชู

https://waewtawan.wordpress.com/2010/04/02/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%B5/

 

+++

 

เราเคยดู BEIJING BASTARDS (1993, Zhang Yuan) หนังเรื่องนี้เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในช่วงต้นปี 1997

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง THE TERROR LIVE (2013, Kim Byung-woo, South Korea) กับหนังเรื่อง SHOWTIME 7 (2025, Kazutaka Watanabe, Japan) ที่รีเมคมาจาก THE TERROR LIVE ตอนที่เราดูหนังสองเรื่องนี้เราก็นึกไม่ถึงว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นในประเทศไทย

+++

LITTLE POEMS IN PROSE (2025, Radu Jude, Andrei Rus, Romania, documentary, 35min, A+30)

 

1. เหี้ยจริง ๆๆๆๆๆๆ 55555 (คำชม)

 

2. หนังเรื่องนี้เป็นการรวบรวมคลิปเหี้ย ๆ ห่า ๆ ใน Tiktok ของโรมาเนียมารวมกัน ซึ่งพอมันมี Radu Jude มาเป็นคนคัดสรร ก็รับประกันได้เลยว่ามันต้องเหี้ยแน่ ๆ

 

3. แน่นอนว่าคลิปที่เราชอบมากที่สุดก็คือคลิปที่หมีตัวใหญ่ตัวนึงถูหลังกับเสาไปเรื่อย ๆ โดยมีเพลงประกอบเป็นเพลง STOP (1988) ของ Sam Brown ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงสุดโปรดของเรา

 

4. อีกคลิปที่ชอบสุดขีดก็คือคลิปหญิงโรมาเนียมีอาการสติแตกเมื่อดูข่าวเกี่ยวกับ Donald Trump

 

5. แต่ละตัวในแต่ละคลิป tiktok มันแรงมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุด

 

6. ชอบมาก ๆ ที่พอดูคลิปเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ มันก็เหมือนทำให้เราได้เห็น “ชาวบ้าน” จริง ๆ ของโรมาเนีย ได้เห็นว่าชาวบ้านโรมาเนียเหล่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตในบ้านช่องแบบไหน และมีความสุขกับอะไร จินตนาการถึงอะไร

 

7. ชอบคลิปที่หญิงชาวจีนร้องเพลงโรมาเนียไปเรื่อย ๆ ด้วย

 

8. Manuel Asin เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ เพราะเขาเขียนว่าหนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Radu Jude ในแง่ที่ว่า “In films such as The Dead Nation (2017), The Exit of the Trains (2020), Caricaturana (2021) and Eight Postcards from Utopia (2024), the appropriated images stop being stable documents and are turned into areas of confrontation where the political tensions of a society emerge. 

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

+++

 

YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines/USA, 7min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด หนังเหมือนเน้นถ่ายหนองน้ำแห่งหนึ่ง และจอกแหนในหนองน้ำแห่งนั้น หนังไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ

 

2. หนังใส่ฉากของผู้ชายคนหนึ่ง และเด็กเข้าไปในหนังด้วย และก็เน้นการซ้อนภาพถ่ายของผู้ชายเข้าไปบนผิวน้ำ

 

อีกฉากนึงที่เด่นในหนังเรื่องนี้คือฉากการโปรยอัฐิลงในน้ำ (เราเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ)

 

3. ชอบที่หนังเล่นกับ “เงาสะท้อนบนผิวน้ำ” กับ “เทคนิค superimposition” ในภาพยนตร์ ความวูบไหวของผิวน้ำและภาพถ่ายบนผิวน้ำ ก็ทำให้นึกถึงความฝันและความทรงจำ ผิวน้ำที่ดูค่อนข้างดำมืดก็ทำให้นึกถึงความลึกลับของชีวิตมนุษย์ด้วย

 

4. เราชอบ sound ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ มันเหมือนมี “เสียงเอี้ยดอ้าด” ของอะไรก็ไม่รู้ดังอยู่ในหนังเรื่องนี้ และมีเสียงของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นภาพอยู่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเสียงเหล่านี้เราว่ามันเล่นกับระบบประสาทของผู้ชมอย่างเราได้ดีมาก ๆ มันเหมือนการประกอบกันของภาพและเสียงที่ไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ โดยตรงในหนังเรื่องนี้ มันช่วยเปิดประสาทของเราให้รับรู้ถึงความงดงามบางอย่าง

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

 

https://www.festivalscope.com/film/you-dreamt-you-saw-yourself-but-couldnt-see-your-face/

 

Monday, April 27, 2026

A PLACE TO RETURN BEFORE I DIE: LADPRAO SOI 15

 

A PLACE TO RETURN BEFORE I DIE: LADPRAO SOI 15

 

วันนี้ได้กลับไปเยือนลาดพร้าวซอย 15 อีกครั้งก่อนตาย ถือว่าสำเร็จภารกิจที่อยากทำก่อนตายไปอีกหนึ่งอย่าง 55555

 

ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เราผูกพันกับซอยนี้มาก ๆ เพราะว่าบ้านเพื่อนสนิทของเราอยู่ในซอยนี้ เรากับกลุ่มเพื่อนสนิทก็เลยไปค้างบ้านเพื่อนในซอยนี้บ่อยมาก ๆ แต่นับตั้งแต่ช่วงราวปี 1996 เป็นต้นไป เราก็ไม่ได้กลับไปเยือนซอยนี้อีกเลย เพราะว่ากลุ่มเพื่อนสนิทของเราได้แตกกระสานซ่านเซ็นกันไป บางคนในกลุ่มไปเรียนต่อต่างประเทศ ส่วนเราก็เริ่มทำงาน และหมกมุ่นกับความพยายามจะขายตัวให้ฝรั่ง ส่วน “เรือนหลังเล็ก” ในบ้านเพื่อนที่พวกเราเคยใช้ถ่ายแบบกันก็โดนทุบทิ้งไปแล้ว และหลังจากนั้นเพื่อนเราก็ย้ายบ้านออกจากซอยนี้ไป

 

อย่างไรก็ดี หนึ่งในช่วงเวลาที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต ก็คือช่วงเวลาที่เราได้ค้างบ้านเพื่อนในซอยนี้นี่แหละ ทุกครั้งที่เราเดินเข้าซอยนี้ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เราจะมีความสุขมาก ๆ เพราะเรารู้ว่า เดี๋ยวอีกแป๊บนึงเราก็จะแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อถ่ายแบบกัน ได้สรวลเสเฮฮากับกลุ่มเพื่อนสนิท ได้ปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมาในเรือนหลังเล็กเมื่ออยู่กับเพื่อน ๆ

 

เราก็เลยเหมือนตั้งใจไว้ว่า อยากจะเดินกลับเข้าไปในซอยนี้อีกครั้งก่อนตาย เพื่อจะได้รำลึกถึงหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต

 

วันนี้พอดีเราผ่านมาแถวนี้ เราก็เลยถือโอกาสเดินกลับเข้าไปเยือนซอยนี้อีกครั้งหลังจากไม่ได้เยือนมานาน 30 ปีแล้ว ปรากฏว่า กูหลงทางค่ะ เดินเลี้ยวผิดเลี้ยวถูกกว่าจะเจอบ้านที่เคยเป็นของเพื่อนเก่า

 

เรายังจำได้ด้วยว่า เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน ตอนที่พวกเรากลับจากบ้านเพื่อน พวกเราจะไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ตรงข้ามกับลาดพร้าวซอย 15 แล้วตรงแถว ๆ ป้ายรถเมล์ มีใครไม่รู้เขียนคำว่า “น้ำตาอีกืก” เอาไว้ ซึ่งพวกเราก็รู้สึกประทับใจกับชื่อ “อีกืก” มาก ๆ

 

แต่วันนี้เราไม่ได้เดินไปสำรวจดูว่า คำว่า “น้ำตาอีกืก” ยังอยู่เหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้วหรือเปล่านะ 555

 

ในคลิปนี้ไม่มีอะไรสำคัญนะ เป็นแค่การบันทึกว่า ตอนนี้ปากซอยลาดพร้าวซอย 15 เป็นยังไง แล้วเราตัดจบคลิปตรง “ทางสี่แพร่ง” นะ ซึ่งเป็นจุดที่เราเริ่มเดินหลงทาง 55555

++++

 

เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่องนี้เคยลงโรงฉายในไทยด้วย THE STORY OF PURE LOVE วิมานรักวัยรุ่น (1957, Tadashi Imai, Japan) หนังเรื่องนี้ได้รางวัลหมีเงินสาขา Best Director จาก Berlin Film Festival ปี 1958 ส่วนหนังที่ชนะรางวัลหมีทองคำจริง ๆ ในปีนั้นคือ WILD STRAWBERRIES (1958, Ingmar Bergman, Sweden, A+30)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TADASHI IMAI RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ เราเพิ่งรู้ว่า Tadashi Imai เคยเป็นคอมมิวนิสต์มาก่อนด้วย

+++

 

ช่วง “คิดถึงลาดพร้าว ซอย 15”

 

เนื่องจากวันนี้เราได้เดินทางกลับไปเยือนลาดพร้าวซอย 15 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ตามคลิปที่เราลงไว้ในโพสท์ก่อนหน้านี้ เราก็เลยถือโอกาสนี้ แปะรูปที่เราเคยถ่ายไว้ในบ้านเพื่อนในลาดพร้าวซอย 15 ด้วยเลยแล้วกัน เป็นรูปที่ถ่ายไว้ในช่วงราวปี 1991-1995

 

รูปพวกนี้เรา crop เอาเพื่อน ๆ เราออกไปนะ

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0biwJ4JiQB9EJoY129AkAo2WtkZ94hsKichzfS2bzHMxY9j2Zij3kvmoarPN8NsoLl

 

คลิปการกลับไปเยือนลาดพร้าวซอย 15
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/27083021747968424

++++

 

จริง ๆ แล้วก็คือว่า ROCK’N ROLL WOLF มันเป็นทั้งหนังรัสเซียและโรมาเนียนั่นแหละ 55555 เห็นใน imdb บอกว่า หนังเรื่องนี้เป็นทั้งหนังโรมาเนีย, สหภาพโซเวียต และฝรั่งเศส น่าจะเพราะได้ทุนสร้างจากทั้ง 3 ประเทศ โดยเฉพาะจาก mosfilm ของสหภาพโซเวียต ตัว Elisabeta Bostan ผู้กำกับเป็นชาวโรมาเนีย แต่นักแสดงนำของหนังเรื่องนี้เป็นนักแสดงของโซเวียต

 

ดีใจสุดขีดที่ได้เห็นโปสเตอร์นี้ของ ROCK’N ROLL WOLF (1976, Elisabeta Bostan, Romania/Soviet Union) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตที่เราได้ดูในโรงภาพยนตร์ โปสเตอร์นี้มันช่วยบันทึกไว้ว่า สุรพล โทณวนิก กับปราจีน ทรงเผ่า มีส่วนในการทำเวอร์ชั่นภาษาไทยของหนังเพลงเรื่องนี้ด้วย

 

ข้อมูลใน imdb

https://www.imdb.com/title/tt0076340/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_rock%27n%20roll%20wolf

 

Sunday, April 26, 2026

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราเพิ่งดูออนไลน์ในปีที่แล้ว A FLOWER IN THE RAINING NIGHT (1983, Wang Toon, Taiwan, 100min, A+30) แต่เพิ่งรู้ว่าหนังเรื่องนี้เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วยชื่อนี้ "พรุ่งนี้...ฉันจะเลิกขายตัว"

 

แต่วันนี้ยังขายอยู่นะคะ 🙂

+++

 

วันนี้เปิดเคเบิลทีวี เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันมีสัญญาณภาพค้างแบบนี้ด้วย 55555

+++

 

คิดถึงละครทีวีเรื่อง “ลายหงส์” (1988, นพพล โกมารชุน) มาก ๆ เสียดายที่เราไม่ได้อัดละครทีวีเรื่องนี้เก็บไว้ แล้วก็ดูเหมือนไม่ได้มีใครอัดเก็บไว้ด้วย ละครเรื่องนี้เลยหายสาบสูญไปเลย แล้วยุคนั้นคือ “นัย สุขสกุล” หล่อมาก ๆ อยากดูลายหงส์เวอร์ชั่นนี้อีก

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1437800741432801

 

+++

 

THE DRAMA (2026, Kristoffer Borgli, A+30)

 

ติดอันดับ ONE OF MY MOST FAVORITE ROMANTIC FILMS OF ALL TIME ไปเลย นี่แหละหนังโรแมนติกในดวงใจของดิฉัน กราบตีนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

 

ดูหนังของ Kristoffer Borgli มาแล้ว 3 เรื่อง ถูกโฉลกกับหนังของเขาอย่างรุนแรงที่สุด

 

ในบรรดาผู้กำกับหนังนอรเวย์รุ่นเดียวกัน ตอนนี้เราชอบ Kristoffer Borgli เท่ากับ Dag Johan Haugerud และชอบทั้งสองคนนี้มากกว่า Joachim Trier

 

NOW I TRULY WORSHIP KRISTOFFER BORGLI.

 

ดีใจสุดขีดที่ได้เห็น Zoë Winters ร่วมแสดงใน THE DRAMA ด้วย หลังจากที่เราประทับใจเธออย่างสุดขีดมาแล้วใน MATERIALISTS (2025, Celine Song)

+++

 

ตอนนั้นเราเด็กมาก เราก็เลยจำไม่ได้ว่าไปดูหนังที่โรงภาพยนตร์อะไร 55555 อาจจะเป็น “ฮอลลีวู้ด” ตรงถนนเพชรบุรี หรือไม่ก็ “แมคเคนนา” ตรงสะพานหัวช้าง แต่เราจำได้ว่า หนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิต เป็นหนังโรมาเนียที่กำกับโดยผู้หญิง ซึ่งก็คือหนังเรื่อง ROCK’N ROLL WOLF (1976, Elisabeta Bostan, Romania) หรือ MA-MA หรือ “วิมานเนรมิต”

 

อยากให้โรงภาพยนตร์ในไทยนำหนังโรมาเนียมาฉายอีกบ่อย ๆ เพื่อที่เราจะได้รำลึกถึงหนังโรงเรื่องแรกที่เราได้ดูในชีวิตในทศวรรษ 1970

 

ROCK’N ROLL WOLF

https://www.youtube.com/watch?v=shU4Vce_jJQ

 

ROCK’N ROLL WOLF แบบพากย์อังกฤษ แต่ภาพไม่ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=x4Typ2fVffI

+++

 

เพื่อนเราบางคนก็มี sense ด้านนี้ เขามักจะได้ “กลิ่นผี”

+++

 

FAVORITE MUSIC VIDEO: THIS CAN’T BE US – One OK Rock (2025, Inni Vision, A+30)

 

อันนี้เป็นแค่ official lyric video มันก็เลยเป็นแค่ basic animation แต่แค่นี้ก็ทำเอาเราร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ แล้ว ซึ่งเราว่าจริง ๆ แล้วเพราะมันเป็น basic animation นี่แหละ มันเลยออกมาทรงพลังอย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เข้าใจว่าเพลงนี้ทางวง One OK Rock เขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ grandmother ของนักร้องนำ แต่เราว่าผู้ฟังหลาย ๆ คนน่าจะอินกับเพลงและมิวสิควิดีโอนี้ เพราะมันทำให้นึกถึงใครก็ตามที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ของผู้ฟังแต่ละคน

 

ใครดูมิวสิควิดีโอนี้แล้วร้องห่มร้องไห้เหมือนเราบ้าง

 

ตอนนี้หนังคอนเสิร์ตเรื่อง ONE OK ROCK DETOX JAPAN TOUR 2025 AT NISSAN STADIUM IN CINEMAS (2026, Naoto Amazutsumi, 118min, A+30) ลงโรงฉายในไทยอยู่นะ

https://youtu.be/Io4Q7iN-moE?si=dU6pWm1g6TfZIe9F

 


Monday, October 13, 2025

AIDS EPIDEMIC DURING CEAUSESCU

หนึ่งในสิ่งที่หนังเรื่อง MILK TEETH (2025, Mihai Mincan, Romania, A+30) ไม่ได้ตั้งใจพูดถึง แต่เรานึกถึงไปเอง ก็คือเรื่องวิกฤติโรคเอดส์ในยุคเชาเชสกู

 

คือหนังเรื่อง MILK TEETH พูดถึงการที่เด็ก ๆ (น่าจะหลายคน) ทยอยหายสาบสูญไปในยุคเชาเชสกู ซึ่งหนังไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรที่ชัดเจนว่าเด็ก ๆ เหล่านี้ถูกใครลักพาตัวไปทำอะไร

 

พอเราดูหนังเรื่องนี้จบเมื่อหลายวันก่อน เราก็เลยนึกถึงเรื่องวิกฤติโรคเอดส์ในยุคเชาเชสกูโดยที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจ 55555

 

เหมือนยุคเชาเชสกูเป็นยุคที่เด็กโรมาเนียจำนวนมากติดโรคเอดส์ใน “โรงพยาบาล” และ “สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า” โดยในบรรดาเด็กที่ติดโรคเอดส์ในยุโรปในยุคนั้น เด็กจำนวนกว่า 50%  ในกลุ่มนี้เป็นเด็กโรมาเนีย โดยมีเด็กโรมาเนียจำนวนราว 13,000 คนที่ติดโรคเอดส์ในยุคนั้น

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า

 

1.โรงพยาบาล+สถานเลี้ยงเด็กในโรมาเนียยุคนั้น ใช้เข็มฉีดยาเข็มเดียวในการฉีดวัคซีนให้เด็กจำนวนมาก ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

2. รัฐบาลเชาเชสกูพยายามปกปิดการระบาดของโรคเอดส์ ก็เลยห้ามหมอหารือเรื่องโรคเอดส์ และห้ามหมอรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์

 

3. มีเด็กกำพร้าจำนวนมากในโรมาเนียยุคนั้น เพราะว่ารัฐบาลโรมาเนียออกกฎหมายห้ามทำแท้ง และห้ามใช้อุปกรณ์ป้องกันการมีบุตร นอกจากว่าผู้หญิงคนนั้นจะให้กำเนิดบุตรไปแล้ว 5 คน!!!!!! ยุคนั้นก็เลยมีเด็กถูกทิ้งจำนวนมาก และเด็กเหล่านี้ก็ไปแออัดกันอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และพอสถานเลี้ยงเด็กใช้ “เข็มฉีดยาเข็มเดียว” ไปฉีดให้เด็กหลาย ๆ คน เด็กจำนวนมากก็เลยติดโรคเอดส์กันหมด

 

ก็เลยสรุปว่า หนังเรื่อง MILK TEETH ไม่ได้ตั้งใจพูดถึงประเด็นนี้แต่อย่างใดนะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้จบ เราก็เลยนึกถึงประเด็นนี้ขึ้นมาเอง

 

ข้อมูลข้างล่างนี้ copy มาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ

 

It soon emerged that thousands of children had been infected with HIV/AIDS in state-run hospitals and orphanages. In fact, as authorities began reporting accurate data to the WHO for the first time, it became clear that over half of Europe’s children with HIV were in Romania. 

 

Around 13,000 children, according to official data, were infected with HIV in the state system between the late 1980s and early 1990s. More than half of them survived. 

...

The blood has not been screened, and she has only 1 syringe, which she uses on each child as she circles the room. Around the country, this standard practice purported to “boost immunity” ironically left a generation of children with the ultimate immunodeficiency – HIV – and so begins the complex story of the Romanian AIDS epidemic, in which 94% of initial cases were in children under age 13

 

Other underlying factors enabling the rise of this epidemic stem largely from Communist policies aimed at population expansion. Before 1989, under the Communist regime of Nicolae Ceausescu, abortions and forms of contraception were banned unless women had given birth to 5 children. These policies, designed to coercively raise the birth rate, resulted in many infants being abandoned by their parents shortly after birth. Many of them were institutionalized in orphanages and hospitals by the state.

 

While children were being infected with HIV in hospitals and orphanages as early as 1985, Communist leaders who refused to recognize the possibility of such illnesses in Romania barred doctors from discussing or diagnosing the disease. A sharp increase in infant mortality was attributed to vague causes, such as “respiratory illnesses” or “other endocrine and metabolic disorders

 

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC1785216/

https://hivoutcomes.eu/case_study/romania-ceausescus-children/

 

Sunday, October 12, 2025

DRACULA VS. RESURRECTION

 

FILMS SEEN ON FRIDAY OCTOBER 10, 2025

 

ในวันศุกร์เราได้ดูหนังไปแค่ 3 เรื่อง

 

เนื้อหาข้างล่างนี้มี SPOILERS ของ DRACULA (Radu Jude) และ RESURRECTION นะคะ

 

เรียงตามลำดับการดู

 

1. THE SMASHING MACHINE (2025, Benny Safdie, 123min, A+30)

 

นึกว่า A CELEBRATION OF MALE BODIES ไม่สามารถละสายตาจาก “กล้ามเนื้อต้นขา” ของดาราชายในหนังเรื่องนี้ได้เลยค่ะ ฟินที่สุด

 

2. DRACULA (2025, Radu Jude, Romania, 170min, A+30)

 

2.1 กราบตีนมาก ๆ ดูแล้วนึกว่ารวมผู้กำกับหนังเยอรมัน 3 คนไว้ในตัวคนคนเดียว 5555 ซึ่งได้แก่

 

2.1.1 ความกะหรี่แตกของ Rosa von Praunheim

 

2.1.2 ความการเมือง + เทคโนโลยีด้านภาพและภาพเคลื่อนไหว ของ Harun Farocki

 

เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนสำรวจ “ความเป็นไปได้ของการใช้ AI images ในภาพยนตร์” และสำรวจสื่อภาพเคลื่อนไหวในยุคปัจจุบันอย่างเช่น Tiktok ด้วย

 

2.1.3 ความร้อยเรียงเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน แบบในหนังของ Alexander Kluge

 

เหมือนโครงสร้างของ DRACULA ทำให้เรานึกถึงหนังอย่าง THE POWER OF EMOTION (1983, Alexander Kluge, West Germany, A+30) มาก ๆ ที่เป็นการนำเอาเรื่องราวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงราว 10-15 เรื่องมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู CARICATURANA (2021, Radu Jude, A+30) แล้วเรารู้สึกว่า CARICATURANA มันมีความเป็น Alexander Kluge สูงมาก ๆ และพอเราได้ดู DRACULA เราก็เลยมั่นใจว่า Radu Jude มีความเป็น Kluge ผสมอยู่ในตัวสูงจริง ๆ

 

2.2 ชอบเรื่องราวต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องมาก ๆ ซึ่งเรื่องราวบางเรื่องเหมือนอาจจะเกี่ยวข้องกับตำนาน Dracula โดยตรงหรือโดยอ้อม อย่างเช่น

 

2.2.1 เรื่องราวของ “ความอยากเป็นอมตะ” ของคนยุคปัจจุบัน โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

 

2.2.2 เรื่องราวของ “ธุรกิจ” ที่เหมือนเอารัดเอาเปรียบทั้ง “พนักงาน” และ “ลูกค้า”

 

2.2.3 เรื่องราวของ “ม็อบศาลเตี้ย” คือภาพของกลุ่มคนที่ตามไล่ฆ่าตอกอกแดรคคูล่าในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงพวกม็อบศาลเตี้ยมาก ๆ

 

2.2.4 การใช้ AI ซี่งทำให้เราไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้เปรียบเทียบ AI กับ Dracula ในแง่นึงด้วยหรือเปล่า เพียงแต่ว่า AI ไม่ได้สูบเลือดสูบเนื้อ แต่สูบข้อมูลจากมนุษย์เพื่อมาหล่อเลี้ยงตัวเอง

 

2.2.5 เรื่องราวของคู่รักที่อาจจะถือได้ว่ามีการ exploit กันหรือเปล่า เพราะฝ่ายชายไม่บอกฝ่ายหญิงตั้งแต่แรกว่าตนเองมีลูกมีเมียแล้ว

 

2.2.6 การนำตำนาน DRACULA มาพลิกกลับหัวกลับหาง เพราะในตำนานเดิมนั้น “ศาสนา” เป็นฝ่ายดี แต่เรื่องเล่าย่อยในหนังเรื่องนี้ “ศาสนา” เป็นฝ่ายผู้ร้าย เป็นฝ่ายที่ทำร้ายประชาชน ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาปกครองโรมาเนียหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

2.2.7 เรื่องราวของ Vlad the Impaler ต้นกำเนิดของ Dracula ที่แนวคิดทางการเมืองอันโหดเหี้ยมของ “เผด็จการ” รายนี้ ยังคงสะท้อนให้เห็นได้ในนักการเมืองยุคปัจจุบัน ทั้ง “ความคลั่งชาติ” และ “ความคลั่งจารีต”

 

2.2.8 เรื่องของการเปรียบเทียบ Dracula กับ “นายทุนหน้าเลือด”

 

2.2.9 เรื่องของ “ค่ารักษาพยาบาล” ที่แพงจนผู้ป่วยไม่มีเงินจ่าย

 

2.2.10 บริษัทที่หลอกให้คนมาซื้อหุ้น แล้วบริษัทก็หายสาบสูญไป

 

2.2.11 โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ที่พยายามสูบเงินจากผู้ชม

 

2.2.12 ผู้สร้างภาพยนตร์ ที่อาจจะพยายามดึงดูดผู้ชม โดยผ่านทาง  “ฉากอีโรติก” และ “love story” ซึ่งในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า ผู้สร้างภาพยนตร์พยายามสูบเอาอะไรบางอย่างจากตำนาน Dracula มาใช้ประโยชน์ 55555

 

2.3 ชอบที่หนังเหมือนใส่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำนาน Dracula เข้ามาด้วย อย่างเช่น

 

2.3.1 การเมืองยุคปัจจุบัน ทั้งการเหยียดคนมุสลิม, ปัญหาอุยกูร์, โรฮิงญา, ความเหี้ยของรัสเซียในสงครามยูเครน

 

2.3.2 การล้อเลียนตำนานทางศาสนา ที่คำตรัสของพระเยซูกลายเป็นความจริง

 

2.3.3 เรื่องของคนเก็บขยะในโลกยุคปัจจุบัน ที่ซึ้งมาก ๆ คนเก็บขยะคนนี้ถูกเหยียดทั้งจาก

 

2.3.3.1 ชนชั้นกลาง ที่ฐานะดีกว่า, ถือว่าตัวเองมีความรู้สูงกว่า, มีรสนิยมดีกว่าคนอื่น ๆ

 

2.3.3.2 ครูหรือผู้บริหารโรงเรียน

 

2.3.3.3 ลูกสาวของตัวเอง

 

3. RESURRECTION (2025, Bi Gan, China, 160min, A+30)

 

3.1 งดงามที่สุด รู้สึกว่าหนังมัน “สวยงามหยดย้อย” ในแบบที่เข้าทางเราอย่างรุนแรง ดูแล้วรู้สึกดื่มด่ำกับมันอย่างสุดขีดมาก ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหนังเรื่องนี้มันมีความเป็น “หนังทดลอง” สูงกว่าหนังเรื่องก่อน ๆ ของ Bi Gan อย่าง KAILI BLUES (2015, A+30) และ LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT (2018, A+30)

 

หนังเรื่องนี้มันก็เลยเข้าทางเรา เพราะปกติแล้วเรามักจะไม่อินกับ “ตัวละคร” ใน narrative story ในหนังหลาย ๆ เรื่อง แต่เราจะอินกับหนังทดลองหลาย ๆ เรื่องที่ไม่ได้พยายามทำให้ผู้ชมอินไปกับตัวละคร เราก็เลยชอบจุดนี้ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3.2 ไม่แน่ใจว่าหนังต้องการพูดถึงอะไรบ้าง แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการบรรยายของ Dennis Lim ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในประเด็น THE DEATHS OF CINEMA 55555 เพราะในการบรรยายครั้งนั้น Dennis Lim แสดงให้เห็นว่า ในอดีตช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมานั้น มีหลายครั้งหลายหนที่คนบางคนเคยเชื่อกันว่า “ภาพยนตร์” อาจจะตายแล้ว แต่ “ภาพยนตร์” ก็ถูก RESURRECT กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ทุกครั้ง ฆ่าไม่ตาย ถึงแม้จะต้องเผชิญกับ “โทรทัศน์”, “วิดีโอเทป” หรืออะไรต่าง ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เรารู้สึกราวกับว่า หนังเรื่องนี้พูดถึง cinema ที่มีชีวิตอยู่มานานราว 100 กว่าปี เหมือนเป็น “แวมไพร์” ที่ฆ่าไม่ตาย เหมือนจะตายแต่ก็ไม่ตาย อยู่รอดต่อมาได้เรื่อย ๆ และภาพยนตร์ก็เหมือนกับ “แวมไพร์” ในแง่ที่ว่า ภาพยนตร์มีชีวิตอยู่ได้ “ท่ามกลางความมืด” ในโรงภาพยนตร์ และในบางครั้งภาพยนตร์ก็มีชีวิตอยู่ได้จาก “เลือดเนื้อของตัวละคร”

 

3.3 ชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนกับจะบอกว่า ในอดีตเมื่อราว 100 ปีก่อน ภาพยนตร์ถูกใช้แทนที่ “ฝิ่น” คือในยุคก่อนที่จะมีภาพยนตร์นั้น ความบันเทิงของคนจีนยุคนั้น อยู่ที่ “โรงฝิ่น” ที่ช่วยนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของความฝัน แต่เมื่อภาพยนตร์ถือกำเนิดขึ้นในปี 1895 ภาพยนตร์ก็สามารถนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของความฝันหรรษา แทนที่ฝิ่นได้ และในความฟุ้งฝันนี้ logic อะไรต่าง ๆ ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป

 

3.4 ชอบสุดขีดที่หนังเรื่องนี้มีความเป็น cinephile สูงมาก เพราะหนังเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่องราวย่อย ๆ ที่เหมือนทำให้นึกถึงหนังใน genre ต่าง ๆ กันไป อย่างเช่น

 

3.4.1 ช่วงของดวงตา เป็นหนังเงียบ หนัง German Impressionist หนังของ Georges Melies หนังของ Rene Clair หนังยุคโบราณที่ถ่ายให้เห็นฉากกว้าง ๆ แบบไม่โฟกัสตัวละคร

 

3.4.2 ช่วงของหู “หนังเสียง” หนังฟิล์มนัวร์ โดยเฉพาะ THE LADY FROM SHANGHAI (1947, Orson Welles)

 

3.4.3 ช่วงของ “ลิ้น” หรือช่วงของ “The Spirit of Bitterness” นี่เราไม่แน่ใจว่ามันต้องการพาดพิงถึงหนัง genre อะไร แต่เราก็ชอบช่วงนี้มาก ๆ หรือว่ามันพาดพิงถึง “หนังชีวิตรันทด” หลังสงครามโลกครั้งที่สองเหรอ 55555

 

สิ่งที่ชอบมาก ๆ ในช่วงนี้คือการสะท้อนแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ยุคนั้นที่ต่อต้านศาสนาอย่างรุนแรง มีการโค่นล้มจารีตประเพณีเก่า ๆ อย่างรุนแรงมาก ๆ

 

3.4.4 ช่วงของ “จมูก” นี่ทำให้เรานึกถึง PAPER MOON (1973, Peter Bogdanovich) โดยไม่ได้ตั้งใจ

 

3.4.5 ช่วงของมือ ช่วงที่เป็น long take นี่เราก็ไม่แน่ใจว่าต้องการพาดพิงถึงหนัง genre อะไรโดยเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า แต่มันก็ทำให้นึกถึง “หนังโรแมนติกที่ใช้ฉากหลังเป็น criminal world” อย่างเช่น FALLEN ANGELS (1995, Wong Kar-wai) และ SUZHOU RIVER (2000, Lou Ye)

 

3.4.6 ช่วงของสมอง ข่วงนี้ทำให้นึกถึง "ภาพพิกเซล"

 

3.5 เหมือน RESURRECTION นี่สะท้อนถึงทั้ง “พัฒนาการทางภาพยนตร์” และ “ความเปลี่ยนแปลงในประเทศจีน” ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาควบคู่ไปด้วยกัน

 

3.6 ตอนนี้เราตอบไม่ได้ว่าเราชอบหนังเรื่องไหนของ Bi Gan มากที่สุด เพราะเราชอบ KAILI BLUES และ LONG DAY’S JOURNEY INTO NIGHT อย่างสุดขีดคลั่งเหมือน ๆ กัน เหมือนเราชอบหนัง 3 เรื่องนี้พอ ๆ กัน

 

พอดูหนังของ Bi Gan มาได้ 3 เรื่อง ตอนนี้เราก็ขอยกให้เขาเข้าชิงตำแหน่ง ONE OF MY MOST FAVORITE CHINESE DIRECTORS OF ALL TIME ไปเลย เหมือนตอนนี้ถ้าหากถามว่าเราชอบผู้กำกับหนังจีนคนไหนมากที่สุด เราก็คงตอบว่า Wang Bing, Bi Gan และ Jia Zhangke มั้ง (ไม่รวมผู้กำกับไต้หวันและฮ่องกงนะ)

 

แต่เรายังไม่เคยดูหนังของผู้กำกับหนังจีนอีกหลายคนนะ อย่างเช่น Zhang Lu, Fei Mu, Xie Jin ส่วน Tian Zhuangzhuang, Wang Xiaoshuai, Lou Ye, Zhang Yuan, Pema Tseden นั้นเราก็ชอบหนังของพวกเขามากๆ แต่อาจจะไม่เท่ากับ Wang Bing, Bi Gan และ Jia Zhangke

++++

 

วันอาทิตย์นี้รอบแรกของวันเป็น UNTIL THE END OF THE WORLD ปะทะ KWAIDAN ปะทะ RESURRECTION ปะทะ มือปืน ปะทะ THE SQUARE ปะทะ THE FOX KING ซึ่งก็เลยทำให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายมากว่าจะดูหนังเรื่องอะไร เพราะในบรรดาหนัง 6 เรื่องนี้มีอยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เราไม่เคยดูมาก่อนเลยในชาติภพนี้

 

Edit เพิ่ม: เรายังไม่เคยดู UNTIL THE END OF THE WORLD เวอร์ชั่น 4 ชม.กว่านะ เคยดูแต่เวอร์ชั่น 2 ชั่วโมงกว่า แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหนังที่เคยดูไปส่วนหนึ่งแล้ว 55555

Friday, May 09, 2025

THE BEST WAY TO WALK (1976, Claude Miller, France, A+30)

 

THE BEST WAY TO WALK (1976, Claude Miller, France, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

--

--

--

--

--

นี่มัน “หนังวาย” ที่มาก่อนกาล 55555 หนังเล่าเรื่องของค่ายสำหรับเด็กผู้ชายชั้นประถม และบรรดาครูฝึกในค่ายนั้น โดยเน้นไปที่ Marc (Patrick Dewaere) ครูสอนพละบุคลิกดิบเถื่อน และ Philippe (Patrick Bouchitey) ครูหนุ่มสอนการละคร ที่เป็นปัญญาชน เขาชอบดูหนัง WILD STRAWBERRIES (1957, Ingmar Bergman) และเขาอาจจะเป็นเกย์

 

ตอนดูเราจะลุ้นให้ Marc กับ Philippe ได้กันมาก ๆ เพราะเคมีของดาราหนุ่มสองคนนี้นี่มันเข้ากันมาก ๆ

 

แต่เสียดายที่ตอนจบของหนังไม่เป็นไปในแบบที่เราคาดไว้ เพราะจริง ๆ แล้วหนังอาจจะไม่ได้เน้นที่ “ความรักของคู่เกย์” แต่เน้นสำรวจ toxic masculinity อะไรแบบนั้นมากกว่า เราก็เลยผิดหวังกับตอนจบของหนัง

 

เราเคยเห็น Patrick Dewaere มาแล้วจากหนังอย่าง HOTHEAD (1979, Jean-Jacques Annaud) และ SERIE NOIRE (1979, Alain Corneau) เราก็เลยไม่ได้ตกใจกับเสน่ห์แบบดิบเถื่อนของเขาในหนังเรื่องนี้ แต่เราตกใจกับความหล่อของ Patrick Bouchitey ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เรารู้สึกว่าเขาหล่อมาก แต่ทำไมเหมือนเราไม่เคยรู้สึกเตะตาดาราหนุ่มคนนี้มาก่อนเลย

 

พอลองไปดูใน imdb เราก็เลยพบว่า เราเคยดู Patrick Bouchitey ในหนังเรื่องอื่น ๆ ที่เขารับบทเป็นตัวประกอบตอนที่เขามีอายุมากขึ้นแล้ว นั่นก็เลยอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่เคยได้สัมผัสความหล่อของเขามาก่อน โดยหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Patrick Bouchitey ที่เราเคยดู ก็มีเช่น TANGUY (2001, Étienne Chatiliez), BEAUMARCHAIS THE SCOUNDREL (1996, Édouard Molinaro), HAPPINESS IS IN THE FIELD (1995, Étienne Chatiliez), LIFE IS A LONG QUIET RIVER (1988, Étienne Chatiliez)

 

หนังของ Claude Miller ที่เราเคยดู เรียงตามลำดับความชอบ

 

1.CLASS TRIP (1998)

 

2.THE GRILLING (GARDE À VUE) (1981)

 

3. THE BEST WAY TO WALK (1976)

 

4. OF WOMAN AND MAGIC (2000)

 

5. ALIAS BETTY (2001)

 

6. THE ACCOMPANIST (1992)

 

7. LA PETITE LILI (2003)

 

THE POTEMKINISTS (2022, Radu Jude, Romania, 18min, A+30)

 

สุดฤทธิ์ นึกว่ากำกับโดย Prap Boonpan

 

หนังเรื่องนี้ให้ตัวละครสองคนมาคุยกันเกี่ยวกับหนังเรื่อง BATTLESHIP POTEMKIN (1925, Sergei Eisenstein, Soviet Union), การที่หนังเรื่อง BATTLESHIP POTEMKIN บิดเบือนประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงเกี่ยวกับเรือโปเทมกิน, ความสัมพันธ์ระหว่างเรือโปเทมกินกับกษัตริย์แคโรลที่หนึ่งแห่งโรมาเนีย, ชีวิตที่แท้จริงของลูกเรือโปเทมกิน, ประวัติศาสตร์บาดแผลในยุคสตาลินและเชาเชสกู และผลกระทบจากประวัติศาสตร์เหล่านี้ที่อาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการหาทุนสร้างงานศิลปะ

 

ชอบหนังแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เหมือนเป็นหนังที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย (เราเดาเองนะ) แค่ให้ตัวละครสองคนมาคุยกันไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ตัวละครสองคนมาคุยกันมันเบิกเนตร มันให้ความรู้แก่เราได้อย่างมากมายล้นเหลือ ดูแล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง “ทวิภพในเอกภพ” TWO WORLDS IN ONE WORLD (2004, Prap Boonpan, 18min) ที่ให้ตัวละครชายหญิงสองคนมาคุยกันเกี่ยวกับหนังเรื่อง “ทวิภพ” (2004, Surapong Pinijkhar) และ THE OVERTURE โหมโรง (2004, Itthisoontorn Vichailak) และผลที่ออกมาก็คือว่า เราชอบ “ทวิภพในเอกภพ” มากกว่า “ทวิภพ” และ “โหมโรง” เสียอีก

 

 

THE TUBE WITH A HAT (2006, Radu Jude, Romania, 23min, A+30)

 

นึกว่าเป็นหนังไตรภาคที่เหมาะฉายควบกับ GOOD MORNING (1959, Yasujiro Ozu, A+30) และ A ROAD TO A VILLAGE (2023, Nabin Subba, Nepal, A+30) เพราะหนังทั้ง 3 เรื่องนี้พูดถึงตัวละครเด็กน้อยที่อยากได้ทีวีหรือผูกพันกับทีวีอย่างรุนแรง และความหลงใหลในทีวีของเด็กน้อยก็สร้างความชิบหายให้กับพ่อแม่ของเด็กอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือการนำเสนอทีวีเครื่องใหญ่เทอะทะ ไม่ใช่ทีวีจอแบน เพราะเราก็เติบโตมากับการดูทีวีเครื่องใหญ่เทอะทะแบบนี้ และจำได้ว่าเวลาจะยกไปซ่อมก็ลำบากลำบนมาก ๆ เพราะเราไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เราก็เลยต้องไหว้วานขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่มีรถยนต์ส่วนตัวเพื่อจะได้ยกทีวีเครื่องใหญ่เทอะทะแบบนี้ไปซ่อม

 

CARICATURANA (2021, Radu Jude, Romania, 9min, A+30)

 

ชอบการนำเสนองานวาดภาพล้อเลียนในอดีต เหมือนมันเป็นงานศิลปะแบบหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน

 +++++++++++++

เราทยอยลงชื่อหนังที่เราเคยดูตอนเด็ก ๆ ใส่ไว้ใน letterboxd ไปเรื่อย ๆ และก็พบว่า ดาราที่เราเคยดูหนังของเขามากที่สุดตอนเราเป็นเด็ก คือ James Tolkan เขาคือใคร 555555 สงสัยเป็นตัวประกอบที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน เราชอบ letterboxd มาก ๆ ตรงจุดนี้ เพราะมันทำให้เราพบว่าเราไม่เคยสังเกตเห็นนักแสดงประกอบคนนี้มาก่อนเลย

 

หนังของ James Tolkan ที่เราเคยดู

 

1.WARGAMES (1983, John Badham)

 

2.ICEMAN (1984, Fred Schepisi)

 

3.THE RIVER (1984, Mark Rydell)

 

4.BACK TO THE FUTURE (1985, Robert Zemeckis)

 

5.TOP GUN (1986, Tony Scott)

 

6.MASTERS OF THE UNIVERSE (1987, Gary Goddard)

 

7.BACK TO THE FUTURE PART II (1989, Robert Zemeckis)

 

8.FAMILY BUSINESS (1989, Sidney Lumet)

 

9.BACK TO THE FUTURE PART III (1990, Robert Zemeckis)

 

Friday, October 01, 2021

BLUE FLOWER (2020, Saadi Constantine, Romania, 27min, A+30)

 

BLUE FLOWER (2020, Saadi Constantine, Romania, 27min, A+30)

 

1.หนังเกี่ยวกับสาว Cam Girl ในกรุงบูคาเรสท์ของโรเมเนีย ชอบมาก ๆ ที่หนังแสดงให้เห็นถึงการประกอบอาชีพนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยมีความรู้มาก่อน ชอบตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะสาวผู้เชี่ยวชาญที่รู้ว่าต้องใช้ไฟสลัวเท่าไหร่, ต้องใช้ระยะกล้องเท่าไหร่, ต้องซ่อน remote control ยังไง เหมือนหนังบอกว่าเธอทำเงินได้สูงมากต่อเดือน และหนังก็แสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะทำเงินได้สูงขนาดนั้น เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่างหน้าตาเพียงอย่างเดียว แต่เธอ “ฉลาด” ในการรู้วิธีกระตุ้นแฟนตาซีของลูกค้าชายด้วย

 

2.สาวพนักงานต้อนรับก็หน้าตาหนักมาก นึกว่า “อีโล้นซ่าส์”

 

3.เรื่องของหญิงสาวที่ถูกลูกค้าบังคับให้ดู “การข่มขืนสุนัข” ก็หนักมาก

 

4.ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงอารมณ์เวลาอ่านเพจ “มนุษย์กรุงเทพ” เพราะหนังทำให้เราได้รู้จัก “เพื่อนมนุษย์” ที่มีปัญหาชีวิต และพยายามรับมือกับปัญหาชีวิตของตัวเองอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ มนุษย์ที่มีความทุกข์และพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนต่อไป

 

5.นึกถึงหนังเรื่อง IMPORT EXPORT (2007, Ulrich Seidl, Austria) และ SLEEPING BEAUTY (2011, Julia Leigh, Australia) ด้วย

 

#signesdenuit2021

 

Saturday, December 06, 2014

Film Wish List: THE SECOND GAME (2014, Corneliu Poromboiu, Romania, documentary)


Film Wish List: THE SECOND GAME (2014, Corneliu Poromboiu, Romania, documentary)

ในหนังสารคดีเรื่องนี้ ผู้กำกับหนังกับพ่อของเขานั่งดูวิดีโอเทปเก่าที่บันทึกภาพการแข่งขันฟุตบอลในวันที่ 3 ธ.ค. 1988 ด้วยกัน โดยคนดูจะได้ยินเสียงพ่อลูกคู่นี้คุยกันด้วยประเด็นต่างๆมากมายตลอดทั้งเรื่อง โดยพ่อของเขาเคยเป็นกรรมการฟุตบอลในยุคเผด็จการเชาเชสกูมาก่อน และผู้กำกับก็จำได้ด้วยว่า ในตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆนั้น เคยมีคนโทรศัพท์มาขู่ฆ่าพ่อของเขาถ้าหากพ่อของเขาไม่เลิกทำงานเป็นกรรมการฟุตบอลด้วย

การแข่งขันฟุตบอลนัดนี้เกิดขึ้นก่อนการล่มสลายและการประหารชีวิตเชาเชสกูราวหนึ่งปี และการนั่งดูเทปบันทึกภาพการแข่งขันฟุตบอลนัดนี้ด้วยกันอีกรอบหลังจากเวลาผ่านไป 25 ปี ก็เปิดโอกาสให้พ่อลูกคู่นี้ได้สานสัมพันธ์ ได้คุยกัน และได้รื้อฟื้นความทรงจำด้วยกันอีกครั้ง

Corneliu Poromboiu เคยกำกับหนังเรื่อง 12:08 EAST OF BUCHAREST (2006, A+30), POLICE, ADJECTIVE (2009) และ WHEN EVENING FALLS ON BUCHAREST OR METABOLISM (2013)



Saturday, February 05, 2011

IN TRANSIT (2008, Joanne Richardson, A+++++)

"All nationalism is based on the myths of its origins" – a quote from the Romanian film IN TRANSIT (2008, Joanne Richardson, A+++++), which is shown at Jamjuree Art Gallery until Feb 6.

What I like very much in this film is the story about the city CLUJ-NAPOCA. There seems to be the myths about Roman culture and Dacian culture in this city. And this city also became a cultural war zone between Romania and Hungary in the early 2000's.

From Wikipedia:
"After the end of totalitarian rule, the nationalist politician Gheorghe Funar became mayor and governed for the next 12 years. His tenure was marked by strong Romanian nationalism and acts of ethnic provocation against the Hungarian-speaking minority. This deterred foreign investment;"


Thursday, April 10, 2008

12:08 EAST OF BUCHAREST

This is my comment in Matthew Hunt’s blog:
http://www.matthewhunt.com/blog/2008/04/1208-east-of-bucharest.html

I like this film very much. In my opinion, this film is like an unintentional sequel to VIDEOGRAM OF A REVOLUTION (1992, Harun Farocki, Andrei Ujica) which is an excellent documentary about that exact time—12:08 in Bucharest—the time of the revolution.

I think 12:08 EAST OF BUCHAREST is great in conveying serious topics in a comedy manner. I think making a film about serious topics is difficult enough, but telling such topics in an entertaining way like this must be much more difficult.

My friend said that what is very sad in the film is that there is a female character who calls the talk show near the end of the film. She is the one who really suffers from the revolution, because she lost someone in that event. But other characters don’t pay attention to her. That is very sad.

Saturday, July 14, 2007

FAVORITE QUOTES FROM HARUN FAROCKI AND ELIA SULEIMAN

THIS IS MY COMMENT IN FILMSICK’S BLOG
http://filmsick.exteen.com/20070713/videograms-of-a-revolution

(some parts below are translated into English)

--ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่เขียนถึง VIDEOGRAMS OF A REVOLUTION (1992, Harun Farocki, A+) เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ มีหลายอย่างที่ดิฉันไม่ได้นึกถึงมาก่อน อย่างเช่นเรื่องพลังบริสุทธิ์ของภาพเคลื่อนไหว

ดูหนังเรื่องนี้แล้วดิฉันร้องไห้ตรงฉากสุดท้ายที่ขึ้นมาช่วง ENDING CREDIT ค่ะ เป็นฉากที่ผู้ชายคนนึงพูดถึงยุคของเชาเชสกูที่มีการสอนให้ประชาชนเหยียดเชื้อชาติ อารมณ์ของผู้ชายคนนั้นในฉากนี้เป็นอารมณ์ที่หนักมากๆ ไม่แปลกใจเลยที่ HARUN FAROCKI เลือกฉากนี้มาใส่ไว้ในเครดิตท้ายเรื่อง มันเป็นฉากที่อารมณ์มันล้นทะลักจริงๆ

มีฉากที่สำคัญอีกฉากนึงตอนต้นเรื่องที่ดิฉันไม่ได้สังเกต แต่นักวิจารณ์ใน TIME OUT FILM GUIDE สังเกตเห็น และบอกว่าเป็นฉากที่สำคัญมาก ในฉากนั้นเป็นฉากที่ผู้ประกาศข่าวคนนึงมาประกาศข่าวที่ว่านายพลคนนึงที่คิดเป็นกบฏต่อเชาเชสกูได้ฆ่าตัวตายแล้ว เสร็จแล้วผู้ประกาศข่าวก็ทำเป็นกระแอมไอ

ฉากนี้เป็นฉากสำคัญมาก เพราะการกระแอมไอดังกล่าวเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าข่าวที่อ่านน่ะเป็นข่าวตอแหล ผู้ชมข่าวทางทีวีคงเดาได้ใช่มั้ยล่ะว่านายพลคนนี้ไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอก แต่น่าจะถูกพรรคพวกของเชาเชสกูฆ่าตายแน่ๆ แต่รัฐบาลก็ทำเป็นออกข่าวตอแหลมาว่าศัตรูได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว

การกระแอมไอนี้สำคัญมากๆ เพราะถ้าเป็นในยุคที่เชาเชสกูยังเรืองอำนาจ ผู้ประกาศข่าวต้องไม่กล้าทำเช่นนี้แน่ๆ แต่ผู้ประกาศข่าวคนนี้กล้าทำ เพราะเขาคงเริ่มมีความหวังว่ายุคของเชาเชสกูอาจใกล้จะล่มสลายแล้ว และเขาอาจรู้สึกทนเชาเชสกูไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

วินาทีแห่งการกระแอมไอนั้นจึงอาจจะถือเป็นวินาทีประวัติศาสตร์วินาทีนึงของโรมาเนีย เพราะนั่นเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นว่า สื่อของรัฐบาลเริ่มมีใจออกห่างจากรัฐบาลแล้ว สื่อของรัฐบาลเริ่มคิดที่จะแปรพักตร์จากรัฐบาลแล้ว อย่างไรก็ดี HARUN FAROCKI ไม่ได้ขับเน้นฉากนี้ให้โดดเด่นแต่อย่างใด เขานำเสนอฉากนี้อย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าผู้ชมสังเกตดีๆ ก็จะรู้ว่าฉากนี้สำคัญมากๆ


--พอได้อ่านที่ FILMSICK เขียน ก็เลยลองเข้าไปดู INEXTINGUSHIABLE FIRE (1969, Harun Farocki, A+) ใน UBU ชอบหนังเรื่องนี้มากๆเหมือนกัน
http://www.ubu.com/film/farocki.html

ฉากตอนต้นของหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่คลาสสิคมากๆ ฉากตอนต้นของหนังเรื่องนี้เป็นฉากที่ HARUN FAROCKI พยายามจะถ่ายทอดให้ผู้ชมฟังถึงความเลวร้ายของระเบิดนาปาล์มที่ทหารสหรัฐทิ้งใส่เวียดนาม แต่เขาก็พูดในทำนองที่ว่า มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสามารถสื่อให้ผู้ชมรับรู้ถึงอานุภาพอันโหดร้ายของระเบิดนาปาล์มได้

"When we show you pictures of napalm victims, you'll shut your eyes. You'll close your eyes to the pictures. Then you'll close them to the memory. And then you'll close your eyes to the facts."

แล้วหลังจากนั้น FAROCKI ก็ทำให้ฉากนี้เป็นฉากคลาสสิค ด้วยการที่เขาเอาบุหรี่มาจี้ที่แขนตัวเอง (กรี๊ดดดดดดดดดดดดด) แล้วก็มีคำบรรยายขึ้นมาว่า บุหรี่มีความร้อน 400 องศาเซลเซียส แต่ระเบิดนาปาล์มมีความร้อนถึง 3,000 องศาเซลเซียส ดูฉากนี้แล้วแทบร้องไห้

หนังเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าประชาชนคนเดินถนนธรรมดาหลายๆคนมีส่วนต้อง “รับผิดชอบ” ต่อความเลวร้ายนี้อย่างไรบ้าง เพราะประชาชนหลายๆคนทำงานให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทค้าอาวุธ โดย “ไม่สนใจ” หรอกว่าตัวเองทำงานให้บริษัทอะไร


ZACH CAMPBELL (ELUSIVE LUCIDITY) เขียนถึงหนังเรื่องนี้ไว้ใน BLOG ของเขาด้วย


I just saw INEXTINGUISHABLE FIRE (1969, Harun Farocki, A+) via UBU. I like it a lot. The moment that Farocki extinguished a cigarette on his arm nearly makes me cry. That scene really BURNS and leaves a scar on my mind.
http://www.ubu.com/film/farocki.html

"When we show you pictures of napalm victims, you'll shut your eyes. You'll close your eyes to the pictures. Then you'll close them to the memory. And then you'll close your eyes to the facts."

ZACH CAMPBELL (ELUSIVE LUCIDITY) wrote about INEXTINGUISHABLE FIRE here:
http://elusivelucidity.blogspot.com/2007/01/contemplative-cinema-harun-farocki-1.html


--เพิ่งเจอคำให้สัมภาษณ์ของ HARUN FAROCKI ที่น่าสนใจมากๆ คำให้สัมภาษณ์นี้อยู่ในเว็บไซท์ของ FAROCKI และเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ Sueddeutsche Zeitung ในปี 1982 เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่อง BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1982) ที่เขาเป็นคนกำกับ

I just found a Harun Farocki’s interview in his website. I think what he said is very interesting. He gave an interview to Sueddeutsche Zeitung in 1982 on the occasion of the release of his film BEFORE YOUR EYES – VIETNAM (1982).

http://www.farocki-film.de/sichteg.htm

K.D.D.: Can we return to "Before Your Eyes - Vietnam" for a moment? Why make a film on Vietnam in 1981, many years after people stopped talking about the war?

Harun Farocki: One reason was that I wanted to take a stand against all this retro stuff that was going on in the United States. Let's take Coppola, for example, in "Apocalypse Now". Yes, it's a great film, I thought. No problem. But there is a problem. Let memake a comparison. Imagine we only made films about the psychological problems of the people who ran the concentration camps, and never about the victims. That's what America does. There are two hundred movies about how difficult it wasto come back from Vietnam, being unemployed or traumatized, etc. That's a bitstrange. First, you kill 1.5 million people and then your only concern is: has your wife left you? Will you still love her? and so on. That's all a bit strange. One could say it would be better for Americans to talk about Americans, not about Vietnam. So that was a starting point. The other thing is that I hated the behavior of some circles here that for a while were very sympathetic to the Viet Cong but later, when it turned out that they were not heroes, were not without blemish, but had also set up concentration camps and so on, latched on to other issues, Nicaragua or fashionable problems within Europe. I hate this tendency.


--คำให้สัมภาษณ์ของ FAROCKI ที่พูดถึงกลุ่มคนที่เปลี่ยนแนวคิดทางการเมืองไปมานี้ ทำให้นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของ ELIA SULEIMAN ผู้กำกับหนังปาเลสไตน์เรื่อง DIVINE INTERVENTION (2002, A+) กับ CHRONICLE OF A DISAPPEARANCE (1996) โดย SULEIMAN เคยให้สัมภาษณ์ต่อ GARY INDIANA ในนิตยสาร FILM COMMENT, VOL. JAN/FEB 2003 เกี่ยวกับคนบางกลุ่มที่เปลี่ยนแนวคิดทางการเมืองไปมาเช่นกัน

--What Farocki said about some people who change their political stance from time to time depending on the latest news reminds me of what Elia Suleiman said in an interview he gave to Gary Indiana in FILM COMMENT magazine, Vol. Jan/Feb 2003.

This is an excerpt from FILM COMMENT magazine:

>>>When I [Gary Indiana] meet him, a slogan from a recent Israeli gay rights demonstration has captured his attention: FREE CONDOMS FREE PALESTINE. Suleiman relates, with relish, how a gay Palestinian friend passes as “Western” by speaking English at the door of Israeli nightclubs; once inside, the friend becomes Palestinian again, and much desired as “an exotic Other.”

“It would be intriguing to check how liberal or political that tendency is,” Suleiman said. “When you see a slogan like this, at least in its poetic license, if there can be any true political consciousness inside Israel, it’s via such movements and oppressed groups. The Peace Now people—their solution is ’67 borders, the two-state solution, which means giving the Palestinian a state: “Give them what they want so they don’t come in and bomb themselves.’ A gay movement is obviously coming from elsewhere—there’s nothing Zionist about it. And there’s no real alliance between them and the gay Palestinian movement, since none exists. So they must’ve felt the scars on their skin that the Palestinians feel on theirs. It doesn’t have to be real scars. They just have to do a comparative history of how the Palestinians are treated and how they’re treated.

“The liberals in Peace Now don’t have any historical perspective. The minute there’s a suicide bombing, they shift to the right and become vengeful. The minute there’s atrocity by the Israeli army, they shift to the left and demonstrate. All this does is maintain a status quo.”<<<


--สำหรับตัวดิฉันเองนั้น ดิฉันคิดว่าตัวเองก็เป็นคนที่มีแนวคิดแกว่งไปแกว่งมาเหมือนกัน เพราะดิฉันไม่รู้สึกอยากเข้าข้างใครก็ตามที่ชอบเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่ดูเหมือนท่ามกลางความขัดแย้งต่างๆบนโลกใบนี้ เกือบทุกฝ่ายต่างก็เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ด้วยกันทั้งนั้น และยากจะหาได้ว่ามีฝ่ายไหนบ้างที่เป็น “ผู้บริสุทธิ์” ที่เราสามารถเข้าข้างได้อย่างสนิทใจ

--I think I’m also a person who changes his opinions from time to time, too. I don’t want to side with any groups who like to kill innocent people. But it seems many groups involving in conflicts all over the world like to kill innocent people. I think that in many cases it’s very hard to choose what you should stand for and who you should side with, since there seem to be very few innocent people in the world whom you can side with wholeheartedly.

Take Thailand for an example, one of my friends said the conflict between the ex-prime minister and the coup supporters can be compared to the film ALIEN VS. PREDATOR (2004, Paul W.S. Anderson, A-/B+). BECAUSE WHOEVER WINS, WE (THAI PEOPLE) LOSE. As for me, I don’t side with either groups.

--พูดถึงการเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางการเมืองแล้ว ก็ทำให้รู้สึกอยากดูหนังเรื่อง IMPROPER CONDUCT (1984, Nestor Almendros + Orlando Jimenez Leal) ที่ตีแผ่เรื่องการทรมานเกย์โดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์คิวบา เพราะเห็น TIME OUT FILM GUIDE บอกว่า การทรมานเกย์นี้ส่งผลให้คนดังอย่าง SARTRE และ SUSAN SONTAG ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนฟิเดล คาสโตรอีกต่อไป

--Talking about the changing of political stance, I think I would like to see a documentary film called IMPROPER CONDUCT (1984, Nestor Almendros + Orlando Jimenez Leal). This film is about gay torture under Castro regime. I have read from TIME OUT FILM GUIDE that this gay torture thing made Sartre and Susan Sontag recant their support for Castro.

http://www.imdb.com/title/tt0087696/

Synopsis from imdb.com

“An examination of Cuba's "moral purges" that began in 1964 with UMAP camps for those suspected of or found guilty of "improper conduct." Key moments brought outside attention to these policies: the defection of ballet dancers in Paris in 1966, a 48-hour period in 1980 when more than 11,000 Cubans sought asylum in Havana's Peruvian embassy, and the brief detention of writer Virgilio Pinera. Interviews with exiles take up most of the film as they tell their stories and ponder the Castro government's arrest and detention of persons with effeminate mannerisms: what the state calls "extravagant behavior." In essence, the film exposes the Cuban state's homophobic, petit bourgeois nature”

------------------------------------------------------

I just went to see a photo exhibition called NIRVANA/PARADISE: REALITY/ILLUSION by Montri Toemsombat at Kathmandu Photo Gallery in Bangkok. I give it A+. Montri Toemsombat is not only a photo artist, he also directed many short films in the past.

This is a photo from NIRVANA/PARADISE: REALITY/ILLUSION:



Tuesday, July 03, 2007

I OWE MY LIFE TO FILMVIRUS

Recently Celinejulie has commented in Peter Nellhaus’ blog:
http://www.coffeecoffeeandmorecoffee.com/archives/2007/06/tagged.html#more

Thank you very much, Peter, I feel very honored. I can’t stop smiling today.

I think I should also take this chance to thank someone who inspired me to keep watching films and writing about films. He is Sonthaya Subyen, the leader of the Filmvirus group. If there had been no Filmvirus group, I might not have loved cinema as much as this, I might not have created a blog, and we wouldn’t have known each other.

Filmvirus is a non-profit group which likes to show some unusual films in university auditoriums or bookshops in Bangkok. They show films for free, just because they love films. Some of the films shown are from laser discs. Some are 16mm film prints borrowed from Alliance Francaise or Goethe Institute.

During the past 10 years, Filmvirus has shown films such as LUMIERE D’ETE (1943, Jean Gremillon); RHEINGOLD (1978, Niklaus Schilling, Germany); THE CRYING WOMAN (1979, Jacques Doillon); THE HUNGER YEARS: IN A LAND OF PLENTY (1980, Jutta Brueckner, Germany); THE SWIMMER (1981, Irakli Kvirikadze, Georgia); TYPHOON CLUB (1985, Shinji Somai); ALPINE FIRE (1985, Fredi M. Murer, Switzerland); EGG (1987, Danniel Danniel, Netherlands); THE OAK (1992, Lucien Pintilie, Romania); LITTLE NOISES (1992, Jane Spencer).

I think I can say that many true cinephiles in Bangkok owe a lot to the Filmvirus group. I can even say that I owe my (cinematic) life to them.

Below is a photo from the DVD of RHEINGOLD. The photo is from http://www.amazon.com/