Showing posts with label FILM WISH LIST. Show all posts
Showing posts with label FILM WISH LIST. Show all posts

Thursday, August 06, 2026

TREE APIROOM

 

VULTURE ทำรายชื่อ BEST FILMS OF JAN-JULY 2026 มี A USEFUL GHOST ติดอยู่ในลิสท์ด้วย

 

ในลิสท์นี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 18 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CRIME 101 (Bart Layton)

 

2. THE DEVIL WEARS PRADA 2 (David Frankel)

 

3. DISCLOSURE DAY (Steven Spielberg)

 

4. EXIT 8 (Genki Kawamura, Japan)

 

5. THE FURIOUS (2025, Kenji Tanigaki, Hong Kong/China)

 

6. KONTINENTAL ’25 (Radu Jude, Romania)

 

7. MIROIRS NO. 3 (Christian Petzold, Germany)

 

8. MOTHER MARY (David Lowery)

 

9. OUR LAND (Lucrecia Martel, Argentina, documentary)

 

10. PILLION (Harry Lighton, Ireland)

 

11. PROJECT HAIL MARY (Phil Lord, Christopher Miller)

 

12. ROMERÍA (Carla Simón, Spain)

 

13. SEND HELP (Sam Raimi)

 

14. THE SHEEP DETECTIVES (Kyle Balda, UK)

 

15. SILENT FRIEND (Ildikó Enyedi, Hungary)

 

16. 28 YEARS LATER: THE BONE TEMPLE (Nia DaCosta, UK)

 

17. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, Thailand)

 

18. WUTHERING HEIGHTS (Emerald Fennell)

 

ส่วนหนังในลิสท์นี้ที่เรายังไม่ได้ดู ก็คือ

 

1. ALL THAT’S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 146min)

 

2. BLUE HERON (2025, Sophy Romvary, Canada/Hungary)

 

3. THE CHRISTOPHERS (Steven Soderbergh)

 

4. DEAD MAN’S WIRE (Gus Van Sant)

 

5. FACES OF DEATH (Daniel Goldhaber, Isa Mazzei)

 

6. FANTASY LIFE (Matthew Shear)

 

7. HAMLET (2025, Aneil Karia, UK)

 

8. I LOVE BOOSTERS (Boots Riley)

 

9. I WANT YOUR SEX (Gregg Araki)

 

10. LATE SHIFT (Petra Volpe, Switzerland)

 

11. THE LITTLE SISTER (Hafsia Herzi, France)

 

12. MADDIE’S SECRET (John Early)

 

13. MINIONS & MONSTERS (Pierre Coffin)

 

14. NIGHT NURSE (Georgia Bernstein)

 

15. NIRVANA THE BAND THE SHOW THE MOVIE (Matt Johnson, Canada)

 

16. THE ODYSSEY (Christopher Nolan)

 

17. POMPEI: BELOW THE CLOUDS (Gianfranco Rosi, Italy, documentary)

 

18. PRESSURE (Anthony Maras)

 

19. REMAKE (Ross McElwee, documentary)

 

20. ROSE OF NEVADA (Mark Jenkin)

 

21. THE SAMURAI AND THE PRISONER (Kiyoshi Kurosawa)

 

22. THE STRANGER (François Ozon, France)

 

23. TUNER (Daniel Roher)

 

24. TWO PROSECUTORS (Sergey Loznitsa, France)

 

25. UNDERTONE (Ian Tuason, Canada)

 

26. WILD INSIDE (Penny Lane, documentary)

 

27. THE WIZARD OF THE KREMLIN (Olivier Assayas)

 

เราก็เลยหวังว่า นอกจาก THE ODYSSEY กับ MINIONS & MONSTERS ที่ลงโรงฉายอยู่ในตอนนี้แล้ว หนังอีก 25 เรื่องที่เหลือที่เรายังไม่ได้ดู จะได้ลงโรงฉายในไทย หรือได้กลับเข้ามาลงโรงฉายในไทยอีกรอบนะ เพราะมันมีหลายเรื่องในลิสท์นี้ที่เคยเข้าฉายใน Bangkok International Film Festival 2025 แต่เราไม่ได้ดูเพราะตารางมันชนกัน

 

 

https://www.vulture.com/article/best-movies-2026-new-films.html?fbclid=IwY2xjawTfhtRwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAGJyaWQRMUZJQ1pFT1duNFhYWlF0UjBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEedAvtcH_IhxPEyfDhBcjtU3ccGtgQTJRlkKOmacjBMYLf3n-mWOiHtOVljt0_aem_wFmosggjjEHUx3eQjOvcPg

+++

 

RESIDUAL CONFESSION: TEMPORARY BOOK – DOC STREET TEXT (2026, Wanapol Saenkham, artwork with video installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

+++

 

เพิ่งได้ดู MINIONS & MONSTERS (2026, Pierre Coffin, animation, A+30) เราคิดว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในหนัง fiction ที่พาดพิงถึงหนังเรื่องอื่น ๆ มากที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เราเคยดูมา เห็นบทความใน TIME มีวิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดถึงหนังราว 30 กว่าเรื่องที่ได้รับการ tribute ใน MINIONS & MONSTERS ด้วย ถือเป็นบทความที่ดีงามมาก ๆ

 

https://time.com/article/2026/07/02/minions-monsters-movies-hollywood/

+++

 

ตรี อภิรุม นี่ถือเป็น one of my most favorite novelists of all time เลย นิยายของเขามีส่วนในการช่วยสร้างโลกจินตนาการของเราเองมาก ๆ โลกที่เต็มไปด้วยตัวละครที่มีฤทธิ์เดชจำนวนมากมายมาปะทะกัน ซึ่งจะแตกต่างจากจินตวีร์ วิวัธน์กับแก้วเก้า เพราะว่านิยายส่วนใหญ่ของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าที่เราเคยอ่าน มักจะมีตัวละครที่มีฤทธิ์เดชรุนแรงเพียงแค่ไม่กี่ตัวในหนึ่งเรื่อง คือเหมือนในนินายของสองคนนี้ อาจจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเพียงแค่ 5 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง แต่ในนิยายของตรี อภิรุมที่เราเคยอ่าน มันมักจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเป็น 10 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง เพราะฉะนั้นโลกจินตนาการของเราก็เลยสอดคล้องกับโลกจินตนาการของตรี อภิรุมมากกว่าของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้า (แต่เราก็ชอบจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าอย่างสุด ๆ นะ)

 

นิยายของตรี อภิรุมที่เราชอบมากที่สุดคือ “สัมผัสที่หก” นะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเคยถูกสร้างเป็นหนังหรือละครทีวีแล้วยัง

 

ตอนเด็ก ๆ เราจำได้ว่า นิยายอีกเรื่องนึงที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม มีเนื้อหาเกี่ยวกับคัมภีร์วิเศษที่นางเอกใช้ในการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหลายร้อยหลายพันปีก่อนได้ และมีครั้งนึงที่เหมือนนางเอกเดินทางย้อนไปในอดีตช่วงก่อนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกรอบก่อนด้วยมั้ง แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า นิยายเรื่องนั้นมีชื่อเรื่องว่าอะไร ใครจำได้บ้างคะ

 

ภาพจาก สัมภเวสี ซึ่งเป็นนิยายอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม

+++

 

เราได้ดู THE MAGIC GLOVES (2003, Martín Rejtman, Argentina, A+30) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 30 ม.ค. 2004 ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่ก็เสียใจที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Martín Rejtman ไม่ได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยอีกเลยนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2004 เป็นต้นมา

 

แต่ก็ดีใจมาก ๆ ที่ตอนนี้มีหนังของเขาอีก 4 เรื่องให้เราดูใน MUBI (RAPADO, SILVIA PRIETO, TWO SHOTS FIRED, THE PRACTICE)

+++

 

เราชอบ THE UNDERGROUND GARDEN (2026, Yulian Ulybin, Ukraine, documentary, A+30) มาก ๆ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันบรรจุ “พลังชีวิต” เอาไว้สูงมาก ๆ

+++

 

9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายใน NEW YORK FILM FESTIVAL ปีนี้ด้วยนะ โดยหนังเรื่องนี้ต้องประชันกับหนังเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล อย่างเช่น

 

Paper Tiger (James Gray)

Behemoth! (Tony Gilroy)

14th (Ava DuVernay)

All of a Sudden (Ryûsuke Hamaguchi)

Bitter Christmas (Pedro Almodóvar)

Clarissa (Arie Esiri and Chuko Esiri)

Dao (Alain Gomis)

The Day She Returns (Hong Sangsoo)

I Deserve a Lover Whose Every Rise Sets Fiery Dooms Raging Across the Skies (Mani Haghighi)

The Diary of a Chambermaid (Radu Jude)

Double Freedom (Lisandro Alonso)

The Dreamed Adventure (Valeska Grisebach)

Everything Else Is Noise (Nicolás Pereda)

Everytime (Sandra Wollner)

Fatherland (Paweł Pawlikowski)

La Gradiva (Marine Atlan)

I Rarely Wake Up Dreaming (Isabelle Stever)

The Loneliest Man in Town (Tizza Covi and Rainer Frimmel)

A Long Winter (Andrew Haigh)

The Man I Love (Ira Sachs)

A Man of His Time (Emmanuel Marre)

Minotaur (Andrey Zvyagintsev)

Misty Green (Chris Rock)

My Undesirable Friends: Part II – Exile (Julia Loktev)

My Wife Cries (Angela Schanelec)

Nowhere To Lay My Eyes (Hong Sangsoo)

Once Upon a Time in Harlem (William Greaves and David Greaves)

Possible Love (Lee Chang-dong)

Rose (Markus Schleinzer)

Tender Loving Care (Mike Leigh)

The Unknown (Arthur Harari)

 

หวังว่าหนังทุกเรื่องในรายชื่อข้างบน จะได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยด้วยเช่นกันนะ

 

https://www.filmlinc.org/nyff2026/daily/64th-new-york-film-festival-main-slate-announced/?fbclid=IwY2xjawTgS0dwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7snkCwqao7ibXtKfVnmQ-8WfsLKn2WP1VM7144Xwx310ge9otLod1LqMshVw_aem_0Msrj-gugz9RLXyJs5Q_VQ

 

Monday, August 03, 2026

SOME FILMS ABOUT FARMERS

 

เหมือนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้ดูหนัง 2 เรื่องที่พูดถึงประเด็นราเมือกนี้ เรื่องนึงก็คือ COLONY (2026, Yeon Sang-ho, South Korea) แต่เรานึกไม่ออกว่าหนังอีกเรื่องนึงที่เราได้ดูที่พูดถึงราเมือก คือหนังเรื่องอะไร มีใครนึกออกบ้าง

+++

 

DAEJEON, SUMMER OF 2023 (2023, Jinjoon Lee, South Korea, video installation)

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

 

THE UNHEARD VOICE (1995, Somboon Homtientong)

 

งานศิลปะชิ้นนี้ทำจากเสาพระวิหารที่แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราก็เลยแอบซูมเข้าไปดูในเสา เผื่อเจอเลขเด็ด ๆ 55555

 

ดูในนิทรรศการ INVISIBLE PRESENCE ที่ Dib

+++

 

ร่วมส่งคุณพ่อของหนิงเดินทางไกล ที่วัดคันลัด

+++

ประเทศที่คุกมีไว้สำหรับขังคนอย่างไผ่ จตุภัทร์, อานนท์ นำภา, เอกชัย หงส์กังวาน, etc. ขอประกันตัวหลายครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธ แต่กลับปล่อยคนประเภทใดออกมา

 

อันนี้คือนึกย้อนไปถึงเรื่องกองเรือนรกด้วย

+++

 

ฉันรักเขา Yukki Tai จากหนังเรื่อง DOG DAY EVENING (2026, Tin Shu Mak, Hong Kong, A+30)

 

ดีใจที่เทศกาลหนังฮ่องกงในกรุงเทพปีนี้เชิญ Yukki Tai มาร่วมเสวนาหลังหนังจบด้วย เขาน่ารักมาก ๆ

 

พอเช็คดูแล้วพบว่าเราเคยดูหนังที่เขาแสดงอีก 2 เรื่อง ซึ่งก็คือ TIME STILL TURNS THE PAGES (2023, Nick Cheuk, Hong Kong, A+30) และ BACK HOME (2023, Nate Ki, Hong Kong) แต่เรานึกหน้าเขาในหนังสองเรื่องนี้ไม่ออก

+++

 

EXPERIMENTAL THAI FEATURE FILM AFTER 2000

 

SILENCE WILL SPEAK เคียด (2006, Punlop Horharin, 105min)

LOST NATION ผมชื่อชาติ (2009, Zart Tancharoen, 100min)

INSURGENCY BY A TAPIR ความเศร้าของภูตผี (2016, Wachara Kanha, Chulayarnnon Siriphol, Ratchapoom Boonbunchachoke, Chaloemkiat Saeyong, 104min)

 

HOMATAGIA (2019, Chanasorn Chaikitiporn, 126min)

 

นิราศกรุงเกลือ KRUNGKLUEA (2018, Natthanun Tiammek, 90min)

 

PRAYOON (2016, Somchai Tidsanawoot)

 

SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon, 97min)

 

THE BOY ON THE LIGHTHOUSE เด็กชายบนประภาคาร (2025, Pichet Wongjoi, 90min)

 

สัตว์วิบากหนักโลก (2004, Phaisit Phanphruksachat)

 

 DROWSINESS (2019, Shitsanuphong Sornkeaw ชิษณุพงศ์ ศรแก้ว, 74min)

 

หนังยาว 6 เรื่องของคุณ Achitaphon Piansukprasert
https://web.facebook.com/afpachitaphon/posts/pfbid0u3PwyS7CDacstA6fEjxX4qedwfVfRPfzGPP44d1EsPMAfbGMMGPxpesNC8J7NMg5l

 

LUNG NEAW VISITS HIS NEIGHBORS (2011, Rirkrit Tiravanija, 154min)

 

RAILWAY SLEEPERS หมอนรถไฟ (2016, Sompot Chidgasornpongse, 102min)

 

JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

+++

 

มีสถานที่เล่น pilates ที่ไหนในกรุงเทพแนะนำไหมคะ พอดีมีเพื่อนคนนึงฝากถามมา

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

9. THE LAST RICE FARMER หรือ LET IT BE (2005, Chuang Yi-tseng, Yen Lan-chuan, Taiwan, documentary, 110min)

 

This is one of my most favorite documentaries of all time. เราได้ดูหนังสารคดีไต้หวันเรื่องนี้ในเทศกาลหนังไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬาในปี 2006 และหนังเรื่องนี้ก็เลยติดอันดับ 10 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2006

 

หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของชาวนาวัยชรา 3 คนในภูมิภาคไถหนานในไต้หวัน และมันถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามมาก ๆ

 

หนังเรื่องนี้สามารถนำมาฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ที่นำเสนอชีวิตชาวนาชาวไร่ได้อย่างดีงามมาก ๆ เหมือนกัน อย่างเช่น

 

1. EARTH (1930, Aleksandr Dovzhenko, Soviet Union)

 

2. THE NAKED ISLAND (1960, Kaneto Shindo, Japan)

 

3. โรงเรียนชาวนา จากข้าวขวัญ...สู่ขวัญของชาวนาไทย FARMER FIELD SCHOOL (2007, Supong Jitmuang, Thailand, documentary, 38min)

 

4. MODERN LIFE (2008, Raymond Depardon, France, documentary)

 

5. AGRARIAN UTOPIA สวรรค์บ้านนา (2009, Uruphong Raksasad, Thailand)

 

6. HARVEST SEASON ฤดูเก็บเกี่ยว (2009, Pisut Srimork, Thailand, documentary, 20min)

 

7. SCENE AND LIFE (2018, Boonsong Nakphoo, Thailand)

 

ส่วนหนังเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่เราอยากดูมาก ๆ แต่ยังไม่ได้ดู ก็คือ นาล่ม THE FARM GET TROUBLE (1979, Jaturajak) เหมือนเราเคยดูหนังเรื่องนี้บางฉากตอนที่มันมาฉายทางทีวีเมื่อราว 40 ปีก่อน จักร มหาชัย พระเอกของหนังเรื่องนี้หล่อมาก ๆ เสียดายมาก ๆ ที่เราไม่ได้อัดวิดีโอหนังเรื่องนี้เก็บเอาไว้ในตอนนั้น เพราะหนังเรื่อง “นาล่ม” นี้เหมือนหายสาบสูญไปแล้ว เหลือให้ดูเพียงแค่ไม่กี่นาทีในยูทูบ เสียดายมาก ๆๆๆๆๆ

+++

 

FLOW INTO SPACE (1992) by Miki Imai is my most favorite album of all time เป็นอัลบัมที่เราเปิดฟังบ่อยที่สุดในชีวิต เพราะมันทำให้เราเข้านอนได้อย่างมีความสุข

+++

 

เราชอบหนังเรื่อง COLD WAR 1994 อย่างสุดขีด เราชอบที่หนังเรื่องนี้เหมือนไม่เน้นฉากบู๊ แต่เน้น “การต่อรองผลประโยชน์” เมื่อเกิดความขัดแย้ง

+++

 

เราชอบซื้อ JOLLY BEARS แต่ไม่ได้ซื้อมากิน แต่ซื้อมาเก็บสะสมไว้ เพราะชอบบรรจุภัณฑ์ ส่วนตัวเยลลี่ข้างในก็หมดอายุไปนานแล้ว แดกไม่ได้แล้ว

+++

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ดีใจมาก ๆ ที่พูดถึง “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” หนัง cult ประจำปีของเรา 55555

 

ในแง่หนึ่งเราก็รู้สึกว่า “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มัน cinematic มาก ๆ เพราะว่าความรู้สึกตลกของเราที่มีต่อหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร หรือบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ง่าย ๆ น่ะ มันต้องดูและฟังหนังเรื่องนี้จริง ๆ มันถึงจะเข้าใจ

 

คือความตลกส่วนหนึ่งของ “SOS ก้าวผิด ชีวิตเปลี่ยน” มันเกิดจาก dialogue และเนื้อเรื่อง ก็จริง ซึ่งสิ่งนี้สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ง่าย ๆ แต่ความฮาส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ มันเกิดจากจังหวะที่ผิดพลาดและความลักลั่นขององค์ประกอบต่าง ๆ ทางภาพยนตร์ ทั้งจังหวะการตัดต่อ, การเรียงซีน, จังหวะการใส่ดนตรีประกอบ, ดนตรีประกอบที่เลือกใช้, การแสดง, อารมณ์ที่ยากจะบรรยายได้ของนักแสดง, เครื่องแต่งกาย, การเคลื่อนกล้อง ฯลฯ เพราะฉะนั้นเราก็เลยแอบรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีความ cinematic มาก ๆ เพราะความฮาของหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ ทาง cinema จริง ๆ มันไม่ใช่แค่ตัวเนื้อเรื่องหรือบทสนทนาของตัวละคร

++++

 

อยากดูหนังเรื่อง I SHOT ANDY WARHOL (1996, Mary Harron) อีกรอบมาก ๆ เพราะเราเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน แต่ตอนนั้นเราดูแบบไม่มีซับไตเติล และช่วงนั้นเราแทบไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับ Andy Warhol และกลุ่มคนสนิทของเขามาก่อน อยากให้มีคนนำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

 

I SHOT ANDY WARHOL
https://www.imdb.com/title/tt0116594/?ref_=nv_sr_srsg_0_tt_7_nm_1_in_0_q_i%20shot%20andy%20warhol

+++

 

เทศกาลหนังฮ่องกงแจกสิ่งนี้ให้ผู้ชม แต่เราไม่รู้ว่าวัตถุนี้เขาเอาไว้ใช้ทำอะไร

++++

 

นอกจาก “ผู้หญิงแย่งสับ” จะถือเป็น one of my most favorite films of all time แล้ว ชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ ก็ถือเป็น “หนึ่งในชื่อหนังภาษาไทยที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาล” ด้วย เป็นชื่อหนังที่ฝังหัวมาก ๆ เราน่าจะเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยในปี 1990 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) และพอได้ยินแค่ครั้งเดียว ชื่อหนังเรื่องนี้ก็ฝังหัวเราไปเลย

 

แต่เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงในตอนปี 1990 นะ เรากับกลุ่มเพื่อน ๆ เกย์/กะเทยได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันตอนมันมาฉายทางช่อง 7 เมื่อราว 30 กว่าปีก่อน แล้วเรากับเพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มก็หวีดสุดขีดไปเลย

 

รู้สึกว่าประโยค “ผู้หญิงแย่งสับ” สำหรับเรา เป็นประโยคที่ทรงพลัง + กระตุ้นจินตนาการในหัวได้อย่างดีงามที่สุดทัดเทียมกับประโยค “DESTROY, SHE SAID

 

 

Tuesday, July 28, 2026

FILMS SEEN IN THE TAIWANESE DOCUMENTARY FILM FESTIVAL 2026

 

สถานทูตจีนในกรุงเทพควรนำหนังเรื่อง THE BIG PARADE (1985, Chen Kaige, 94min) กับ THE BLACK CANNON INCIDENT (1985, Huang Jianxin, 96min) มาจัดฉายตามโรงหนังไมโครซีเนม่าในไทย

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

5. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยหลินชิงเสีย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะละครเวที 2 คณะที่มาซ้อมละครเวทีในโรงละครเดียวกัน แต่ในระหว่างที่การซ้อมละครเวทีสองเรื่องดำเนินไป โลกในละครเวทีสองเรื่องนี้ก็เหมือนค่อย ๆ เลือนเข้าหากันอย่างพิศวงมาก ๆ และระนาบความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้ก็เลยเกิดความพิศวงตามไปด้วย

 

หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังแนวที่ “เบลอเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับความเป็นจริงนอกละครเวที” กลุ่มนี้มาก ๆ

 

1. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

2. LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon, France)

 

3. VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle, UK/USA)

 

4. THE BABY OF MÂCON (1993, Peter Greenaway, Netherlands)

 

5. ALL THAT JAZZ (1979, Bob Fosse, USA)

+++

 

หนังที่เราได้ดูในเทศกาล TAIWAN DOCUMENTARY & FILM FESTIVAL IN THAILAND 2026

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

2. AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, Taiwan, documentary, 22min, A+30)

เศร้าใจมาก ๆ ที่หนังมากมายถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มหนังที่ดีงามมาก ๆ ด้วย

 

3. LA PALOMA (2026, Lu Yuan-chi, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบมากที่หนังสืบสาวราวเรื่องไปถึงโปแลนด์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

4. BACK HOME (2025, Tsai Ming-liang, Taiwan/Laos, documentary, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับ Chantal Akerman

 

5. A LONG WAY HOME (2025, Wu Nien-hua, Taiwan, documentary, A+30)

นึกว่าเป็น “เหรียญอีกด้าน” ของหนังเรื่อง A MISSING PART (2024, Guillaume Senez, France/Japan, A+30) เพียงแต่ว่า A LONG WAY HOME เล่าจากมุมมองของลูกสาว ส่วน A MISSING PART เล่าจากมุมมองของพ่อ

 

6. GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

อยากได้สี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมตอนเราเป็นสาวแรกรุ่นเราไม่เคยเจอสี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์แบบนี้บ้างนะ

 

Moment ที่แม่นางเอกกับเพื่อนแม่นางเอก พูดบ่นเสียดายที่ “ลูกค้าร้านตัดผมที่เอาแตงโมมาฝาก” เป็นผู้ชายที่แต่งงานมีเมียแล้ว ทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรงเวลาที่เราอ่านนิยายของทมยันตี โดยเฉพาะนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” เพราะนิยายของทมยันตีหลาย ๆ เรื่องพูดถึง “ผู้หญิงที่เลือกสามีผิด” แล้วได้สามีเป็นคนเลว แล้วตัวละครก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกผู้ชายดี ๆ หรือเสียดายที่ “ผู้ชายดี ๆ” ที่เคยมาชอบเธอ ไม่กล้าบอกรักเธอตรง ๆ ในตอนนั้น เธอก็เลยเลือกผู้ชายเลว ๆ ที่กล้าสารภาพรักตรง ๆ มาเป็นผัว แล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจในภายหลังไปจนตลอดชีวิต

 

7. THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek-huat, Taiwan, about Malaysia, A+30)

ชอบหนัง documentary มากกว่าหนัง fiction ของ Lau Kek-huat

 

เราชอบ THE WAVES WILL CARRY US มาก ๆ นะ แต่จะแอบรู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในมาเลเซียน่ะ คนจีนที่ประนีประนอม, คนจีนที่ลุกขึ้นสู้, คนจีนที่หาทางเอาตัวรอด, etc. เพราะฉะนั้นตัวละครแต่ละตัวก็เลยเหมือนถูกสร้างมาเพื่อสื่อประเด็นของหนัง มันก็เลยทำให้พลังในหนัง fiction ของ Lau Kek-huat มันไม่รุนแรงเท่ากับหนังสารคดีของเขาในความรู้สึกของเรา

 

8. THE SPARKLE IN OUR LIVES (2023, Yu Wei-jing, Taiwan, documentary, 20min, A+30)

ชอบน้องชายของผู้กำกับ 55555

 

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, Thailand, documentary) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวคนธรรมดาที่อบอุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

 

9. PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับภาพยนตร์ของ Saroot Supasuthivech

 

10. SPI (2025, Sayan Simung, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบน้องเขยของผู้กำกับ 55555 แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า น้องเขยของผู้กำกับมาจากเผ่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นคนละเผ่ากับตัวผู้กำกับ

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราเลยไปค้นดูว่า Laha Mebow มาจากเผ่าเดียวกันกับ Sayan Simung หรือเปล่า ซึ่งก็ปรากฏว่า Laha Mebow ก็มาจากเผ่า Tayal เหมือนกัน โดย Laha Mebow เคยกำกับหนังเรื่อง HANG IN THERE, KIDS! (2016) กับ 32 KM – 60 YEARS (2018) ที่เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

11. WE LIVE UNDERGROUND (2023, Xiao Yu-ru, Taiwan, documentary, 26min, A+30)

อิจฉาประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี ๆ แบบนี้

 

12. WHERE THE SEA BREEZE BLOWS (2024, Chen Shao-chun, Taiwan, documentary, 37min, A+30)

เหมือนเป็นคู่แฝดคนละฝาของ  A LONG WAY HOME เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง mental violence ภายในครอบครัวผู้กำกับเหมือนกัน และมี “ปริศนาที่ไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน” ภายในครอบครัวของตัวผู้กำกับเหมือน ๆ กัน

 

ในแง่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถฉายควบกับ DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 8min) ได้ เพราะหนังทั้งสองเรื่องจับเอา “บรรยากาศ” ของเรือเฟอร์รี่ออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

13. WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดู ที่พูดถึงชนเผ่า Tohono O’odham ในสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วน PUSHING HANDS, THE WEDDING BANQUET, EAT DRINK MAN WOMAN, “KUEI-MEI, A WOMAN” เราเคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

สรุปว่าชอบหนังทั้ง 13 เรื่องที่เราได้ดูในเทศกาลหนังไต้หวันในปีนี้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

RIP KEIGO HIGASHINO (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ ซึ่งก็คือ

 

1. LAPLACE’S WITCH (2018, Takashi Miike, Japan)

 

2. MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuji Suzuki, Japan)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง THE CRIMES THAT BIND (2018, Katsuo Fukuzawa) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่นในกรุงเทพด้วย แต่วันนั้นเราป่วยเป็นจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ และเราก็เลยยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เราเคยเขียนถึง MASQUERADE HOTEL ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10222334950185982&set=a.10222283837628200

+++

 

โรงงาน TSMC ARIZONA นี่มันโรงงานที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพใช่ไหมคะ

+++

 

ฉากฝนตกในความทรงจำ ก็คือ TILL I KNOW กว่าจะรู้เดียงสา (1987, Chana Kraprayoon) เพราะการที่ฝนตกช่วยเปิดโอกาสให้นางเอกสามารถจับสุริยา เยาวสังข์มาทำผัว (ภาพประกอบในคอมเมนท์)

 

เออ ใช่ หนังเรื่อง RAIN (2001, Christine Jeffs, New Zealand) ก็เหมือนไม่มีฝนตกในหนังเหมือนกัน 55555

+++

 

VIETNAM MEDIA SHOW AT GOETHE PROGRAM

Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025)
  • Le-Bac-Tan: Fierce Childhood (2018)
  • Nguyễn Duy Anh & Trn Uy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019)
  • Huytengmeng: Cardio (2018)
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026)

 

+++

 

งดงามที่สุด เราเคยดู THE FEATHER FAIRY ในโรงภาพยนตร์ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังอียูในกรุงเทพเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน จำได้ว่าฉากบอลลูนติดตามาก ๆ

 

เราจำหนังเรื่องนี้ได้ดี เพราะว่าปกติแล้วเทศกาลหนังอียูมักจะฉายแต่หนังใหม่ ๆ คือประเทศส่วนใหญ่จะเลือกหนังค่อนข้างใหม่ของชาติตนเองมาฉายประชันกันในเทศกาลนี้ แต่มีสโลวาเกียนี่แหละที่เลือกหนังเก่ามาฉายในปีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสโลวาเกียเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1993 และหนังภาษาสโลวักมันมีจำนวนไม่มากนักหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน

Monday, July 27, 2026

JOUHATSU LETTERS

 

ลองจดรายชื่อภาพยนตร์ที่มีสิทธิลุ้นชิงอันดับ 1 ของเราประจำปี 2026

 

1. I’M COMING UP (2016, Ting Min-wei, Singapore, approximately 90min, A+30)

 

2. UNTITLED (KHUN YAI BAENG MAKES HER POTTERY) (2025, Rirkrit Tiravanija x Grandma Baeng Sommai, video installation, 208min)

ตอนนี้เราได้ดูวิดีโอนี้ไปเพียงแค่ 115 นาทีค่ะ ยังเหลืออีก 93 นาทีที่ยังไม่ได้ดู

 

3. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

 

เราเพิ่งได้ดู JOUHATSU LETTERS ในงาน Taiwan Documentary Film Festival เมื่อวานนี้ พอดูแล้วหนังเรื่องนี้ก็ขึ้นแท่นรอชิงอันดับ 1 ประจำปีได้เลย งดงามเพริศแพร้วพิลาสพิไลถูกจริตดิฉันมาก ๆ

 

JOUHATSU LETTERS ฉายในโปรแกรมหนังสั้น FROM CLAY TO CLOUD ซึ่งมีทั้งหมด 4 เรื่องในโปรแกรม เราชอบทั้ง 4 เรื่องในโปรแกรมอย่างสุดขีดนะ แต่เราชอบ JOUHATSU LETTERS มากที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า หนังเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” น้อยที่สุด เราก็เลยอินกับมันได้ง่ายสุด เหมือนหนังเรื่องนี้เป็นการถ่ายอะไรไปเรื่อย ๆ เล่นกับภาพไปเรื่อย ๆ แต่มันมี human touch มาก ๆ และมันเต็มไปด้วยอะไรที่ “เราไม่สามารถบรรยายความงดงามของมันออกมาเป็นถ้อยคำได้” เยอะมาก ๆ

 

ส่วนหนังอีก 3 เรื่องในโปรแกรม FROM CLAY TO CLOUD เราก็ชอบสุดขีดนะ

ทั้ง

 

AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, documentary, 22min, A+30)

 

PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

 

WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

เรื่องนี้นึกว่าต้องฉายปะทะกับ PSYCHOHYDROGRAPHY (2010, Peter Bo Rappmund, documentary, USA, 63min, A+30)

 

สรุปว่า กราบตีน FROM CLAY TO CLOUD มาก ๆ  ค่ะ มันคือโปรแกรมภาพยนตร์ในดวงใจของดิฉันจริง ๆ

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

4. A CITY OF SADNESS (1989, Hou Hsiao-hsien, Taiwan, 157min)

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนมันมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน แต่เราจำไม่ได้ว่ามันฉายในโปรแกรม Filmvirus ของคุณสนธยา หรือว่าฉายในโปรแกรมคุยกับหนังของอาจารย์ทรงยศ มีใครจำได้บ้างไหมคะ

 

เป็นหนังที่อยากดูซ้ำอีกรอบมาก ๆ เพราะเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเลยในการดูรอบแรก คือหนังของ Hou Hsiao-hsien มันดูเผิน ๆ เหมือนเป็น slow cinema แต่ถ้าหากเราไม่ตั้งใจดูอย่างจริงจัง เราจะตามเนื้อเรื่องไม่ทัน 55555

 

จำได้ว่าพอเราดู A CITY OF SADNESS แล้วเราตามเนื้อเรื่องไม่ทันเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน เราก็เลยไปกูเกิลดูในอินเทอร์เน็ต แล้วเจอเว็บไซต์นึงเขียนบทวิเคราะห์หนังเรื่องนี้อย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ และมีภาพ diagram อะไรต่าง ๆ ประกอบการวิเคราะห์ด้วย เราก็เลยใช้คอมพิวเตอร์ของที่ทำงาน print บทวิเคราะห์นั้นออกมา (ตอนนั้นเรายังไม่มี laptop เป็นของตนเอง)  ปรากฏว่า print ออกมาแล้วมันยาวถึง 75 หน้า!!!!!!

 

แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาเราก็มีการย้ายห้องในอพาร์ทเมนท์ในปี 2010 แล้วพอเราย้ายข้าวของ เอกสารเก่า ๆ ก็เลยหายไป เราก็เลยไม่รู้ว่าบทวิเคราะห์ 75 หน้าที่เราเคย print ออกมามันหายไปไหนแล้ว (เรายังไม่ได้อ่านมันนะ) แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมันยังดำรงอยู่หรือเปล่า ถ้าหากใครรู้ว่ามันคือเว็บไซต์อะไรก็บอกมาได้นะคะ

 

++++

 

เพิ่งเห็นว่ามีหนังสือชุดนี้วางขายด้วย ทั้งชุดมี 6 เล่ม โดยที่ 5 เล่มในกลุ่มนี้มีราคาเล่มละประมาณ 30 ปอนด์ แต่เล่ม JUDITH BUTLER AND FILM ราคาสะแหลนขึ้นไปถึง 76.50 ปอนด์ เกินหน้าเกินตาเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกันมาก ๆ 55555

+++

 

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจในงานฉายหนังเรื่อง THE ASSEMBLY (2017, Mariana Otero, France, documentary, A+30) ที่หอภาพยนตร์ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็คือการใช้ “ล่ามภาษาฝรั่งเศส” ในงานฉายหนังครั้งนี้ด้วย เพราะเหมือนเป็น rare event มาก ๆ ที่เราได้เห็นล่ามภาษาฝรั่งเศสในงานฉายหนังในไทยนับตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา (ในทศวรรษ 2000 เราอาจจะได้เห็นอยู่บ้างใน เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ)

+++

 

Film Wish List: PINK GIRL TRILOGY

 

มีเพื่อนคนนึงแนะนำให้เราอ่านนิยายของ Osamu Hashimoto เราก็เลยเอาชื่อของเขาไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า นิยายของ Osamu Hashimoto เคยถูกดัดแปลงสร้างเป็นหนังด้วย ซึ่งรวมถึงหนังชุด PINK GIRL TRILOGY ที่ประกอบด้วย

 

PINK TUSH GIRL (1978, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: LOVE ATTACK (1979, Koyu Ohara, Japan)

PINK TUSH GIRL: PROPOSAL STRATEGY (1980, Koyu Ohara, Japan)

 

เราไม่เคยได้ยินหนังชุด PINK GIRL TRILOGY มาก่อนหน้านี้เลย อยากดูอย่างสุดขีดมาก ๆ

 

คือพอเราไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังไตรภาคชุดนี้ เราก็พบว่า มันน่าจะเข้าทางเราอย่างรุนแรง เพราะว่าหนังชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนัง pink films ของญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่มันแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ เพราะว่าหนัง pink films เรื่องอื่น ๆ ชอบนำเสนอตัวละครหญิงที่ไม่เต็มใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือตัวละครหญิงที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่หนังชุด PINK FILM TRILOGY นี้นำเสนอตัวละครสองสาวที่เต็มใจ สนุกสนาน กระตือรือร้น มีความสุข และ “ตัดสินใจเลือกเอง” ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับชายแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา พวกเธอมีเสรีภาพที่จะเลือกเอง ตัดสินใจเอง และหนังก็มีการล้อเลียนพวกตัวละครหญิงประเภทอื่น ๆ ที่มักจะพบในหนัง pink films ด้วย

 

ก็เลยต้องกราบขอบพระคุณเพื่อนท่านนั้นมาก ๆ คือเรายังไม่ได้อ่านนิยายของ Osamu Hashimoto นะ แต่แค่เราได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากนิยายของเขา เราก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า มันเหมือนกับหนังในจินตนาการของเรามาก ๆ เพราะเรามักจะมีปัญหาอย่างรุนแรงกับตัวละครหญิงที่เรียบร้อย และไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศในหนังเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะในหนังญี่ปุ่นยุคก่อนนิวเวฟ แต่ตัวละครหญิงที่เต็มไปด้วยความเงี่ยนผู้ชายแบบนี้นี่แหละ ที่เราจะสามารถ identify ตัวเองด้วยได้อย่างรุนแรง

 

อันนี้คือเรื่องย่อของ PINK TUSH GIRL เรื่องแรก คือนึกว่าแต่งโดยจิตร โพธิ์แก้วของจริง 55555

 

Yuko's boyfriend dumps her just after they have her first sexual experience, so she runs away from her Tokyo home to the western coast of Japan in order to straighten out her feelings. Following behind her on her journey is her friend Rena, who is trying to track Yuko down and find out if she is all right. As Rena traces Yuko's steps, always missing her by a day or two, she discovers that her friend has decided to drop her inhibitions and begin enjoying herself with every man she encounters.

 

อันนี้คือบทวิจารณ์จากเว็บไซต์ the spinning image ที่มีต่อหนังเรื่อง PINK TUSH GIRL

 

“Hashimoto's script addresses the anxieties of young women in relation to sex: fear of pregnancy, lack of satisfaction, conflicting notions of morality. Both Rena and Yuko remain steadfast in their belief that mental or spiritual purity is not connected to physical purity. Sex can be whatever they chose to make it. For them sex means freedom. Freedom from the social constrictions of their elders and, more controversially, financial freedom.”

 

บทวิจารณ์ PINK TUSH GIRL
https://www.thespinningimage.co.uk/cultfilms/displaycultfilm.asp?reviewid=10111

+++

 

มีตุ๊กตาหมีในหนังเรื่อง COMA (2022, Bertrand Bonello, France, A+30) ด้วย

+++

 

ARTWORKS SEEN

 

MEDICATION FOR THE SOUL NO. 2 (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

BENEATH THE SMILE (AFTER T. MURAKAMI, OF WAT PHRA KAEW) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

GARDEN OF HAPPINESS, (AFTER TAKASHI MURAKAMI, SMILEY INSPIRED BY HARVEY ROSS BALL) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DIALOGUES WITH SUNFLOWERS. (INSPIRATION FROM THE MASTER, VINCENT VAN GOGH’S SUNFLOWERS.) (2025, Jirapat Tatsanasomboon)

 

DRAMATIC TRAUMA (2022, Bobby Leash)

 

EXPLODE (2025, Sauce Harrison)

 

มี teddy bear ในภาพวาดนี้ด้วย

From the exhibition NEON DREAM & PAPER SAINTS at Paragon

 

BITTER IS BITTEN (2026, By Me)

 

THE WOMB (GENESIS) (2026, Aitoy)

 

ALGORITHM GOD (2026, Aitoy)

 

ORANGE BRUSHSTROKE (AFTER ROY LICHTENSTEIN) (2024, Jirapat Tatsanasomboon)

 

THE OUTSIDER (AFTER H. ROUSSEAU) INSPIRED BY THE MURAL PAINTINGS OF ISAM TEMPLES (SIM) (2026, Jirapat Tatsanasomboon)

 

Saturday, July 25, 2026

MINAMATA FILM WISH LIST

 

หนังจากประเทศไต้หวันที่เราชื่นชอบ

 

2. FALLING...IN LOVE (2005, Wang Ming-tai, Taiwan)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬา ในปี 2006

+++

 

พอเห็นข่าวเรื่องสารหนูและสารพิษต่าง ๆ ในแม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง ที่เป็นผลมาจากเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำใน Myanmar ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทจีน เราก็เลยนึกถึงหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะที่เราเคยดู ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารปรอทที่บริษัท Chisso ในญี่ปุ่นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และพอประชาชนกินปลาและสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้ ประชาชนในเมืองมินามาตะก็เลยป่วยเป็นโรคร้ายแรง และชื่อเมืองนี้ก็เลยกลายเป็นชื่อโรคนี้ในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Agano ด้วย โดยเป็นผลจากสารปรอทที่บริษัท Showa Denko ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

 

เราเคยดูหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. MINAMATA: THE VICTIMS AND THEIR WORLD (1971, Noriaki Tsuchimoto, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

2. LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, Makoto Sato, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

3. MEMORIES OF AGANO (2004, Makoto Sato, Japan, documentary, 55min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

4. MINAMATA (2020, Andrew Levitas)

 

แต่จริง ๆ แล้ว Noriaki Tsuchimoto เคยทำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะเป็นจำนวนหลายภาคด้วยกัน คือมีอย่างน้อย 10 ภาค เราก็เลยหวังว่าจะมีคนนำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะทุกภาคของ Noriaki Tsuchimoto มาฉายในไทย หรืออย่างน้อยก็เอาภาพยนตร์ 9 ภาคข้างล่างนี้มาฉายในไทยด้วย งานนี้จะจัดโดย Japan Foundation หรือ CCCL FILM FESTIVAL หรือจัดโดยหน่วยงานอื่นใดก็ได้นะ เราอยากดู

 

FILM WISH LIST

 

1. MINAMATA REVOLT: A PEOPLE’S QUEST FOR LIFE (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

2. MINAMATA REPORT 1: THE CENTRAL POLLUTION BOARD (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

3. THE SHIRANUI SEA (1975, Noriaki Tsuchimoto, 150min)

 

4. MINAMATA DISEASE: A TRILOGY (1975, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Hiroko Ichinose, Masato Koike, Ogakaki Kyo, Japan, documentary, 4hrs 36mins)

 

5. MESSAGE FROM MINAMATA TO THE WORLD (1976, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Masato Koike)

 

6. MY TOWN, MY YOUTH (1978, Noriaki Tsuchimoto, Masato Koike, Masahiro Nishiyama)

 

7. THE MINAMATA MURAL (1981, Noriaki Tsuchimoto)

 

8. MINAMATA: THESE 30 YEARS (1987, Noriaki Tsuchimoto)

 

9. MINAMATA DIARY: VISITING RESURRECTED SOULS (2004, Noriaki Tsuchimoto)

 

มลพิษจากเหมืองแร่หายากใน Myanmar

https://thaipublica.org/2026/01/devastation-of-mekhong-river-stimson-center-dashboard-unregulated-mining/

+++

 

Mubi สัมภาษณ์ Ratchapoom เกี่ยวกับ 5 inspirations งดงามมาก ๆ

https://mubi.com/en/notebook/posts/five-inspirations-ratchapoom-boonbunchachoke

 

+++

 

ซื้อหนังสือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะผ่านท้องฟ้าและก้อนเมฆ”  CLOUDSPOTTING IN ART ของคุณ ภาณุ ตรัยเวช มาให้ลูกหมีอ่าน

 

 

Wednesday, July 15, 2026

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

 

POEM OF THE SEA (1958, Yuliya Solntseva, Soviet Union, 95min) กับ STARS AT NOON (1959, Jacques Ertaud, Marcel Ichac, France, 78min) น่าดูมาก ๆๆๆๆๆ

 

POEM OF THE SEA

https://www.imdb.com/title/tt0053177/?ref_=nm_flmg_job_1_accord_1_cdt_t_7

 

STARS AT NOON

https://www.imdb.com/title/tt0158393/?ref_=nm_knf_t_1

+++

 

TANZTODTAP (2026, Parinot Kunakornwong, video installation, 12:32mins)

+ TABLE TAPS (2025, Parinot Kunakornwong, IKEA table tops tap-danced on by Darren Royston)

 

ชอบวิดีโอ TANZTODTAP มาก ๆ ถ่ายสวยมาก ๆ ตัววิดีโอนี้เหมือนมีเนื้อหาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นการจับภาพ Pitak Court ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยย่านสาทรที่เหมือนมีอายุมานานหลายสิบปี เราลองเอาชื่อ Pitak Court ไปกูเกิลดู แล้วก็พบว่า BK Magazine เคยสัมภาษณ์ตากล้องคนนึงชื่อ Oliver Irvine เขาเล่าว่า นักข่าวต่างชาติหลายคนเคยมาพักอาศัยที่ Pitak Court ในยุคก่อน ๆ

 

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า Pitak Court นี่สร้างมานานกี่ปีแล้ว แต่พอเราเห็นสระว่ายน้ำในอาคารนี้ เราก็นึกถึงสระว่ายน้ำของสถาบันเกอเธ่ แล้วพอเราเห็นตัวอาคารของ Pitak Court เราก็นึกถึงอาคารที่เคยเป็นที่ตั้งของ Project 304 ของคุณ Gridthiya Gaweewong เราก็เลยสงสัยว่า อาคาร, สระว่ายน้ำพวกนี้ อาจจะมีอายุไล่เลี่ยกัน

 

คืออาคารแบบนี้มันอาจจะดูเป็น “สิ่งปกติ” ในยุค 30-40 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เรายังเป็นเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น แต่พอเรามา search ข้อมูลเรื่องนี้ในปี 2026 แล้วได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ Oliver Irvine เราก็เลยเพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่เคยเป็น “อาคารธรรมดา” เมื่อ 40 ปีก่อน กำลังจะกลายเป็น “ของหายาก” ไปแล้วในยุคปัจจุบัน

 

ส่วนเนื้อหาอีกส่วนหนึ่งของวิดีโอ TANZTODTAP นั้นเหมือนจับภาพการเต้นแท็ป โดยผู้เต้นใส่หน้ากากที่ดูเหมือนมัจจุราช ส่วนนี้ถ่ายได้ทรงพลังมาก ๆ

 

ตัววิดีโอ TANZTODTAP นี้สัมพันธ์กับงาน TABLE TAPS ที่วางไว้อีกจุดนึงในแกลเลอรี่ โดย TABLE TAPS นั้นเราเข้าใจว่าเป็นพื้นโต๊ะที่เหลือร่องรอยจากการเต้นแท็ปบนนั้นเอาไว้ ซึ่งรวมถึงรอยบุ๋มบนโต๊ะด้วย ซึ่งน่าจะเกิดจากการเต้นแท็ปจนโต๊ะทะลุ

 

เราดูวิดีโอนี้ในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

บทสัมภาษณ์ Oliver Irvine

https://www.bkmagazine.com/city-living/sathorn-resident-documenting-bangkoks-disappearing-low-rise-apartments/

++++

 

งาน video installation งานแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิต ก็น่าจะเป็นงาน SHOPPING ที่จัดที่ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery ในวันที่ 4-16 ธ.ค. 2001 เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปถ่ายภาพในงานนี้เก็บไว้ด้วย เราจำได้แต่ว่า เราชอบงานวิดีโอของคุณ Michael Shaowanasai ในงานนี้มาก ๆ ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด วิดีโอนี้นำเสนอฉาก 3 สาวเดินดูสินค้าต่าง ๆ แต่สิ่งที่ฮามาก ๆ ก็คือ 3 สาวนี้เหมือนคอเคล็ดหรือคอหักอะไรทำนองนี้ พวกเธอก็เลยต้องสวมอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับดามก้านคอเอาไว้ด้วย

 

งาน SHOPPING นี้นำเสนอ video installations ของศิลปินต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

1. Chalida Uabumrungjit

 

2. Michael Shaowanasai

 

3. Noraset Vaisayakul

 

4. Patana Chirawong

 

5. Santiphap Inkong-ngam

 

6. Wit Pimkanchanapong

 

7. Kamol Phaosavasdi

 

8. Jakraphun Thanateeranon

 

9. Gregor Hutz & Julika Zobel

 

10. Volker Schreiner

 

11. James Verdon

 

ใครจำอะไรในงาน video installations นี้ได้บ้าง ก็มา comment กันได้นะคะ

++++

 

TWIN PEAKS (1990-1991) สมัยฉายทางช่อง 3

+ ตอนจบของละครโทรทัศน์ “สิงห์สาวนักสืบ ปี 3” SUKEBAN DEKA III: NINJA GIRL ROMANCE (1986-1987) สมัยฉายทางช่อง 5

 

เราเปิดวิดีโอเทปเก่าดู แล้วก็พบว่า เราเคยอัด TWIN PEAKS สมัยฉายทางช่อง 3 เอาไว้ราว 1 นาที เป็นเหมือนฉาก “ทบทวนความเดิมตอนที่แล้ว” โดยมี David Duchovny ในบทกะเทยสาวเอฟบีไอ กับ Joan Chen ปรากฏอยู่ในส่วนนี้ด้วย

 

หลังจากนั้นในคลิปนี้ก็จะมี “สิงห์สาวนักสืบ ปีสอง” โผล่มาราว 1 นาที

 

แล้วก็จะเป็นตอนจบของสิงห์สาวนักสืบ ปีสาม ซึ่งเป็นตอนจบที่ดูโง่มาก ๆ 55555

 

เราชอบสิงห์สาวนักสืบปีสอง อย่างรุนแรงที่สุด ถือเป็น one of my most favorite TV-series of all time เลย แต่เราไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบปีสาม

 

ใน wikipedia บอกว่า สิงห์สาวนักสืบปีสาม ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงมาจาก STAR WARS ด้วย มิน่าล่ะ เราก็เลยไม่ชอบสิงห์สาวนักสืบภาคนี้ เพราะเราเองก็ไม่อินกับ STAR WARS เหมือนกัน

 

เชิญทัศนาความโง่ในตอนจบของละครเรื่องนี้กันได้นะคะ 55555

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1382167060450367

 

+++

 

อยากรู้ว่า ถ้าหากภาพยนตร์เรื่อง “ไร้เสน่หา” (1979, Chana Kraprayoon) มาฉายที่โรงภาพยนตร์ “ศาลา เสน่หา” ตัวหนังกับตัวโรงภาพยนตร์มันจะเกิดการ negate พลังซึ่งกันและกันหรือเปล่า (ล้อเล่นค่ะ 55555)

++++

 

NASI LEMAK WITH ISE, INA AND MAHEN (2026, Napat Vatanakuljaras, video installation, 6min)

 

วิดีโอบันทึกภาพการทำอาหารของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซียในเดือนมี.ค. 2017

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ซึ่งเราเข้าใจว่าเป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึง Ise หลังจากเขาถึงแก่มรณกรรมในปี 2019 ขณะอายุ 46 ปี

 

THINK YOU LOOK GOOD THERE (2026, Anon Chaisansook, drawing + computer programing + real-time audiovisual reactive)

 

เป็นการเอาภาพ drawing ของ Roslisham Ismail หรือ Ise ศิลปินชาวมาเลเซีย มาแปลงเป็น sound frequencies แล้วก็นำไปสร้างเป็น image อีกที ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

เราชอบดูอะไรแบบนี้นะ สวยดี ตัวงานอาจเรียกตัวเองว่าเป็น real-time audiovisual reactive แต่เราขอจดมันไว้ในลิสท์ video installation ที่เราได้ดูในปีนี้ด้วยแล้วกัน

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

OPERATION BANGKOK 2026 (2026, Surat Setsaeng, video installation, 5min)

 

ฉากสุดท้ายที่เป็นเก้าอี้ที่ไม่มีคนนั่ง ตั้งอยู่ตัวเดียวกลางสนามหญ้า เป็นฉากที่เศร้ามาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

ARTIST WALKTHROUGH (2026, Poomin Wongsing, video installation)

 

หลอนมาก ๆ

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

MAFIA TABLE IN IMAGINARY MEMORY WITH “ISE” OUR BELOVED FRIEND (2026, Natnaran Bualoy, video installation, 5min)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

JUNKYARD (2014, Roslisham Ismail, color drawing on paper)

 

ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CODE UNKNOWN (2000, Michael Haneke, France/Germany/Romania, A+30)

 

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที กราบขอบพระคุณหอภาพยนตร์ที่เอาหนังเรื่องนี้มาฉายในจอใหญ่ยักษ์ให้เราได้ดูเป็นบุญตา ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าจะมีคนนำหนังเรื่อง THE WHITE RIBBON (2009, Michael Haneke, Germany/Austria) มาลงโรงฉายให้พวกเราได้ดูกันด้วยเป็นลำดับถัดไป 555

 

มีฉากนึงใน CODE UNKNOWN ที่แสดงให้เห็นว่า หญิงขอทานชาวโรมาเนียถูกหญิงขอทานอีกคนแย่งที่ทำกินไป ซี่งเรารู้สึกไปเองว่า ฉากนี้มันเป็นฉากที่โหดร้ายทางความรู้สึกสำหรับตัวละครหญิงโรมาเนียก็จริง แต่มันแอบมีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายอยู่ด้วย และเป็นอารมณ์ขันในแบบที่ใกล้เคียงกับหนังของ Ruben Östlund

 

ในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า หนังของ Luis Bunuel, Michael Haneke กับ Ruben Östlund มันเหมือนมีความแตกต่างกันในแบบที่น่าสนใจดี เพราะเราว่าหนังของทั้งสามคนนี้มีความ “วิเคราะห์สังคม” และความ “จิกกัดชนชั้นกลาง + คนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ด้วยท่าทีที่แตกต่างกันออกไป

 

หนังของ Luis Bunuel จะมีอารมณ์ขันแบบเซอร์เรียล หลุดโลก แต่สะท้อนมายาคติหลาย ๆ อย่างในโลกแห่งความเป็นจริงออกมาได้ดีมาก ๆ ส่วนของ Michael Haneke (และผู้กำกับหนังออสเตรียอีกหลายคน) จะออกไปในทาง “เย็นชา” เหมือน Robert Bresson

 

ส่วนหนังของ Ruben Östlund เรารู้สึกว่ามันมีความ “หุยฮา” บางอย่างอยู่ในหนังของเขาน่ะ ซึ่งแตกต่างจากหนังของ Haneke ที่มองสังคมด้วยสายตา “เย็นชา” ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ไม่เคยโยงหนังของสองคนนี้เข้าด้วยกัน แต่พอเราเจอฉากหญิงขอทานถูกแย่งที่ใน CODE UNKNOWN เราก็รู้สึกว่ามันแอบมีความฮาในฉากนี้ และเราก็เลยนึกถึงอารมณ์ขันแบบที่พบได้ในหนังของ Ruben Östlund มันเหมือนฉากนี้คือจุด tangent ที่ทำให้วงกลม Michael Haneke กับวงกลม Ruben Östlund มาแตะกันในความรู้สึกของเรา

 

เมื่อกี้เราเข้าไปดูในเว็บไซต์ Criterion แล้วก็พบว่า Ruben Östlund เคยพูดถึง 10 หนังที่เขาชื่นชอบที่สุด และปรากฏว่า THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Bunuel) กับ CODE UNKNOWN ติดอยู่ในท็อปเทนของเขาด้วย ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจ มันเหมือนกับว่า Bunuel, Haneke, Östlund นี่มันสืบสายธารการจิกกัดสังคมเหมือน ๆ กันจริง ๆ แต่ด้วยลีลาท่าทีที่แตกต่างจากกันมาก ๆ  

 

Ruben Östlund’s Top Ten

https://www.criterion.com/current/top-10-lists/334-ruben-stlund-s-top-10

 

THE EGG RACK (2016, Kawita Vatanajyankur, six-channel video installation)

 

วิดีโอนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

 

 

 

 

 

Friday, June 26, 2026

CASINO CAMBODIA

 

CASINO CAMBODIA (1994, Ing K., documentary, 105min, A+30)

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดทางการเมืองบางอันหรือทัศนคติบางอย่างในหนังเรื่องนี้ สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน thought-provoking มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังมันไม่ได้กระตุ้นให้เรา “ตีความ” สัญลักษณ์อะไรใด ๆ แบบหนัง thought-provoking บางเรื่องนะ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เรา debate กับความเชื่อเดิม ๆ ในหัวของเราเองได้ดีมาก ๆ

 

2. ชอบมาก ๆ ที่หนังมันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามัน “ซับซ้อน” มาก ๆ ไม่มีใครหรืออะไรที่ขาวจัดดำจัด

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรามองว่าน่าสนใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้คือการตั้งคำถามต่อการที่ “ใคร” หรือ “อะไร” ได้ประโยชน์จากการวาดภาพให้ Khmer Rouge เป็นผู้ร้ายที่ชั่วมาก คือก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า Khmer Rouge ชั่วร้ายเลวทรามมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อไป (โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) ในประเด็นต่าง ๆ อย่างเช่น

 

2.1 ถ้าหากเราเกิดเป็นคนเขมรในชนบทในยุคนั้น เราจะเข้าร่วมกับ Khmer Rouge หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะต้องเข้าร่วมกับ Khmer Rouge โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ได้เต็มใจมากนัก หรือไม่

 

2.2 “เวียดนาม” เป็นพระเอกจริงหรือไม่ หรือเป็นพระเอกที่มีอะไรบางอย่างน่ากังขาหรือไม่

 

2.3 ตอนที่เวียดนามรบกับสหรัฐ หลายคนมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูก และสหรัฐเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเวียดนามรบกับเขมรแดง พวกเขาก็เลยมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูกโดยอัตโนมัติตามไปด้วยหรือเปล่า

 

2.4 Richard Nixon and Henry Kissinger ทำในสิ่งที่เลวร้ายต่อประเทศอื่น ๆ มากมาย แต่ทำไมสื่อมวลชนไม่ได้ treat พวกเขาในแบบเดียวกับที่ treat เขมรแดง

 

3. ชอบประเด็นเรื่อง Haing S. Ngor มาก ๆ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า มนุษย์มันซับซ้อนจริง ๆ

 

Haing S. Ngor เป็นนายแพทย์ที่ตกเป็นเหยื่อของเขมรแดง เขาเผชิญกับความเลวร้ายต่าง ๆ นานหลายปีในยุคของเขมรแดง แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ และหลังจากนั้นเขาก็เปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือชาวกัมพูชา แต่เขาเป็น “พ่อพระ” จริง ๆ หรือ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

 

4. คำให้สัมภาษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ก็เหมาะต่อการนำมา debate มาก ๆ

 

5. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง MANUFACTURING CONSENT: NOAM CHOMSKY AND THE MEDIA (1992, Mark Achbar, Peter Wintonick, Canada, 167min, A+30) เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง MANUFACTURING CONSENT ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า “ใคร” หรือ “อะไร” ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จากการวาดภาพเขมรแดงให้เป็นผู้ร้ายที่ชั่วร้ายมาก ๆ

+++

 

ตอนดู BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เราก็นึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland) มาก ๆ เหมือนกัน

 

IMAGES (1972, Robert Altman) ใครก็ได้ช่วยกรุณานำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยด้วย เราอยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Susannah York ได้รางวัล Best Actress จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยนะ

Wednesday, June 03, 2026

CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan, A+30)

 

ไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน BODY MELT (1993, Philip Brophy, Australia)

+++

 

CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan, A+30)

 

นึกว่าเป็น KOKUHO เวอร์ชั่นสำหรับผู้ชมวัยก่อนมีประจำเดือน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันใสมาก ๆ ใสปิ๊ง feel good กุ๊กกิ๊ก น่ารัก เหมาะสำหรับผู้ชมวัยกำดัด

 

หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายสองคน ที่น่าจะเรียนอยู่ราว ๆ ชั้นม.3 คนนึงเป็นนักแสดงในคณะละครเร่ที่ชอบรับบทเป็นหญิงสาว ส่วนอีกคนเป็นเด็กหนุ่มหัวดีที่ไม่ชอบไปโรงเรียน เนื้อหาของหนังเน้นไปที่การแสดงแบบพื้นบ้านของญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้นึกถึง KOKUHO (2025, Lee Sang-il) โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าหนังเรื่องนี้มาก่อน KOKUHO นะ

 

ถึงแม้ว่าโทนโดยรวมของหนังจะ feel good และจบได้แบบชุ่มชื่นหัวใจดิฉันมาก ๆ แต่หนังก็มีบางส่วนที่แอบเศร้านะ เพราะหนังพูดถึง “ละครเร่แบบพื้นบ้าน” ของญี่ปุ่นที่เสื่อมความนิยมลงในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถึงแม้นักแสดงละครแบบนี้จะมีฝีมือมากแค่ไหน ผ่านการฝึกปรือมามากแค่ไหน พวกเขาก็อาจจะต้องเลิกแสดงละครในอนาคต ซึ่งจุดนี้ก็อาจจะทำให้นึกถึงคณะละครชาตรี, ลิเก, งิ้ว, โนราห์ของไทยในแง่นึง และมันก็น่าเศร้าที่ศิลปินที่มีความสามารถ, ขยัน, ทำงานดีเหล่านี้ อาจจะต้องกระเสือกกระสนลำบากหาเงินเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน

 

อีกจุดของหนังก็พูดถึงหญิงสาวที่อยากจะเป็นไอดอล แต่เธอก็ไม่ประสบความสำเร็จ เป็นได้แค่ “ไอดอลใต้ดิน” เปิดคอนเสิร์ตทีก็มีคนดูน่าจะเพียงแค่ 20 คน และพวกเธอก็ยังถูกค่ายเพลงเอารัดเอาเปรียบอย่างรุนแรงด้วย

 

มันก็เลยน่าเศร้า คือตัวละครบางคนเป็นศิลปินการแสดงแบบโบราณที่เก่งมาก แต่คนรุ่นปัจจุบันก็อาจไม่สนใจจะดู ส่วนตัวละครอีกคนพยายามจะประสบความสำเร็จในการแสดงแบบสมัยใหม่ เป็นไอดอลร้องเต้นเพลงป๊อป แต่การจะดึงดูดคนดูก็ยากลำบากแสนเข็ญอยู่ดี

 

ชอบเนื้อหาใน “ละครพื้นบ้าน” ที่นักแสดงในเรื่องนี้แสดงมาก ๆ นึกว่าเป็นด้านตรงข้ามของ TOKYO STORY (1953, Yasujiro Ozu) เพราะว่า “ละครพื้นบ้าน” ในหนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่พยายามตามหาแม่ที่แท้จริงของตนเอง แต่พอเขาตามหาแม่จนเจอ แม่ที่แท้จริงกลับไม่ใยดีเขา หาว่าเขาตามหาเธอเพียงเพราะหวังว่าจะได้รับมรดกจากเธอ ชายหนุ่มก็เลยช้ำใจอย่างแสนสาหัสเพราะแม่ของตนเอง

 

Favorite Actor: Jun Saito

 

Jun Saito ตอนนี้มีอายุราว 19 ปี เราเคยดูหนังที่เขาแสดงไปแล้ว 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

1. CONFETTI (2023, Naoya Fujita, Japan)

 

2. LET’S GO KARAOKE! (2023, Nobuhiro Yamashita)

 

3. TEASING MASTER TAKAGI-SAN MOVIE (2024, Rikiya Imaizumi)

 

4. 366 DAYS (2025, Takehiko Shinjo)

****

Film Wish List: FRUIT GATHERING (2026, Aung Phyoe, Myanmar/Czech, 97min)

 

หนังยาวจากเมียนมาร์ที่เข้าชิงรางวัล Crystal Globe ในเทศกาลภาพยนตร์ Karlovy Vary ในปีนี้ น่าดูมาก ๆ เป็นเรื่องของสองสาวเลสเบียนที่ทำงานโรงงานทอผ้าในย่างกุ้ง

 

หลายคนคงคุ้นชื่อของ Aung Phyoe เป็นอย่างดี เพราะว่าหนังเรื่อง SEASONAL RAIN (2018, Aung Phyoe, 30min) ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 23 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันที่ 15 ธ.ค. 2019 ซึ่งเรื่องนั้นก็เป็นหนังเลสเบียนเหมือนกัน

 

SEASONAL RAIN ติดอันดับ 73 ในลิสท์หนังที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2019

 

Sunday, May 03, 2026

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

เราได้ดู GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 6 ธ.ค. 2001 กรี๊ดดดดสุดขีดกับ Pam Grier และเราก็ชอบ “โครงสร้างการเล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ชอบที่มันมีความเป็น “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” อยู่ในนั้น และก็ดีใจมาก ๆ ที่มีนักวิจารณ์เขียนบทความเกี่ยวกับ GHOSTS OF MARS ลงเว็บไซต์ Senses of Cinema ด้วย

 

Senses of Cinema

https://www.sensesofcinema.com/2001/essays-on-films-17/ghost-2/

+++

 

24. Commander Helena Braddock (Pam Grier) from GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter)

 

เห็นคุณภู่มณีเขียนถึง GHOSTS OF MARS เราก็เลยถือโอกาสนี้เพิ่มตัวละครนี้ของ Pam Grier เข้าไปในลิสท์ FAVORITE FIGHTING FEMALE CHARACTERS

++++

 

อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง PSYCHO NETWORK เกี่ยวกับ “เครือข่ายฆาตกรต่อเนื่อง” และมีคนสร้างหนังเรื่อง PERSONA VERTIGO เกี่ยวกับคนที่มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ “เขา/เธอ/มัน” เดินขึ้นบันได

++++

 

PETERSBURG (1913) ของ Andrei Bely น่าสนใจมาก ๆ อ่านพล็อตเรื่องแล้วมันรุนแรงมาก และเห็นเขาบอกว่ามันเป็นนิยายแนว Symbolist ด้วย

++++

 

จริง ๆ แล้วหนังที่ฉายในงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE วันนี้ ไม่ได้ครอบคลุมหนังทุกเรื่องที่เคยออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนนะคะ เพราะยังมีหนังอีกหลายเรื่องของคุณ Weera Rukbankerd ที่เคยฉายในงานเทศกาลหนังสั้นมาราธอน แต่ไม่ได้มาฉายในวันนี้ด้วยค่ะ อย่างเช่น

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15MIN)

เรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8MIN)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

 

3. COMPETITIVE STRATEGY ( 2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

 

ใครเคยดูหนังเหล่านี้แล้วในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน ก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ ค่ะ 55555

 

ส่วนหนังที่มาฉายในวันนี้ เราเดาว่าคุณวีระคงเลือกมาเองว่าอยากฉายเรื่องไหนบ้าง ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

+++

 

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

พอเห็นว่า HOUSE SAMYAN จะเอาหนังแรง ๆ มาฉาย เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมา เผื่อมันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต 55555

 

อยากให้มีคนเอาหนังเหล่านี้มาลงโรงฉายในไทย เพราะเรายังไม่เคยดู จะลงโรงฉายที่ HOUSE, micro cinema, หอภาพยนตร์ ศาลายา, เมเจอร์ สำโรง, etc. อะไรก็ได้นะคะ 55555

 

1. CANNIBAL HOLOCAUST เปรตเดินดิน กินสมองคน (1980, Ruggero Deodato, Italy)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

2. CRASH (1996, David Cronenberg)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

3. SING A SONG OF SEX (1967, Nagisa Oshima, Japan)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Nagisa Oshima Retrospective ในไทย

 

4. FEMALE STUDENT GUERILLA (1969, Masao Adachi, Japan, 73min)

 

5. MUSCLE (1989, Hisayasu Sato, Japan)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Hisayasu Sato Retrospective ในไทย

 

6. SALON KITTY (1976, Tinto Brass, Italy)

 

7. THE PILLOW BOOK (1996, Peter Greenaway, Netherlands/UK)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Peter Greenaway Retrospective ในไทย

 

8. ROMANCE (1999, Catherine Breillat, France)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Catherine Breillat Retrospective ในไทย

 

9. SECRET THINGS (2002, Jean-Claude Brisseau, France)

 

10. NYMPHOMANIAC VOL. I & II (2013, Lars von Trier, Denmark, 241min)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทยในเทศกาลอะไรสักอย่าง แต่เรายังไม่ได้ดู

 

11. NO SKIN OFF MY ASS (1991, Bruce LaBruce, Canada)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Bruce LaBruce Retrospective ในไทย

 

12. THE HOLY MOUNTAIN (1973, Alejandro Jodorowsky, Mexico)

อันนี้อาจจะไม่ได้เข้ากลุ่มหนังแรง ๆ ข้างต้น แต่เป็นหนังที่เหมือน cinephiles ทุกคนรอบตัวเราเคยดูไปแล้ว แต่เรายังไม่ได้ดู

 

Friday, May 01, 2026

RAUL RUIZ AND VALERIA SARMIENTO

 

ฉันรักเขา Abhishek Bhardwaj from BHOOTH BANGLA (2026, Priyadarshan, India, 173min, A+30)

 

เหมือนครึ่งแรกของหนังเป็นหนังตลก ส่วนครึ่งหลังเป็นแนวจินตวีร์ วิวัธน์ และเราก็เลยชอบครึ่งหลังของหนังมากกว่า

+++

 

FILM WISH LIST: REQUIESCANT ฆ่าแล้วสวด (1967, Carlo Lizzani, Italy)

 

เพิ่งรู้จากพี่สนธยาว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini ร่วมแสดง เคยเข้าโรงฉายในไทยด้วย ซึ่งก็คือหนังเรื่องนี้ KILL AND PRAY หรือ REQUIESCANT

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มีหนังที่ Pier Paolo Pasolini กำกับ เคยเข้าฉายในไทยแบบ commercial release บ้างหรือเปล่า

 

ดารานำของ REQUIESCANT คือ Lou Castel (FISTS IN THE POCKET, THE BIRTH OF LOVE, BEWARE OF A HOLY WHORE, THE CASSANDRA CROSSING, THE AMERICAN FRIEND)

 

ซื้อโปสเตอร์ได้ที่นี่
https://www.posterman2000.com/product/requiescant-kill-and-pray-%e0%b8%86%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%94/

 

ชอบวง Cranes มาก ๆ เราเคยซื้อเทปอัลบัม LOVED (1994) ของวงนี้

+++

 

กรี๊ดดด ดีใจที่ได้เห็น trailer ของหนังเรื่องนี้ SECONDHAND LADY ผู้หญิงมือสอง (1979, Apichat Phopairot)

 

หนังเรื่องนี้เคยได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่มอสโคว์ในปี 1979 เราอยากดูหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเราเคยดูหนังอีก 2 เรื่องของ Apichat Phopairot แล้วเราชอบมาก ๆ

 

เห็นเว็บไซต์ NANGDEE บอกว่า หนังเรื่อง “ผู้หญิงมือสอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์ Tashkent ด้วย แต่เราหาหลักฐานอื่น ๆ มายืนยันเรื่องนี้ไม่ได้ เราก็เลยไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้เคยได้รางวัลที่ Tashkent จริงหรือเปล่า

+++

 

ชอบที่มีทฤษฎีสมคบคิดว่ามีสัญลักษณ์ illuminati ในปกอัลบัมนี้ด้วย 55555

+++

 

FOUR UNLOVED WOMEN, ADRIFT ON A PURPOSELESS SEA, EXPERIENCE THE ECSTASY OF DISSECTION (2023, David Cronenberg, Canada/Italy, 4min, A+30)

 

Cronenberg นี่มัน Cronenberg จริง ๆ ขนาดทำหนังสั้น 4 นาทียังมีลายเซ็นชัดเจนขนาดนี้ 55555

 

ดูแล้วนึกว่า “หนังสอนธรรมะ” สำหรับเปิดฉายให้เด็ก ๆ นักเรียนหรือใช้สอนตามวัด เพราะดูแล้วนึกถึงพระพุทธพจน์อะไรแบบนี้มาก ๆ

 

ในร่างกายของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์.

 

ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาดหลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น. หากว่าคนพึงรู้จักสรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหนีเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกล ฉะนั้น.

 

แม้ความพอใจในเมถุนธรรมก็มิได้มี เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ความพอใจในเมถุน ไฉนจักมีเพราะเห็นสรีระอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสนี้เล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระนั้นแม้ด้วยเท้า.

 

เราว่ามันไม่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ในหนังของ Olivier Smolders ที่เราเคยดูนะคะ แต่น่าจะมีความใกล้เคียงกับหนังเรื่อง PICTURE’S CONCISE ANATOMY (2008, Olivier Smolders) ที่เรายังไม่ได้ดู เพราะหนังเรื่องนั้นก็พูดถึง “หุ่นขี้ผึ้ง” เหมือนกัน

 

แต่ถ้าหากพูดถึง “ตัวหนัง” เรื่องนี้ของ Cronenberg แล้ว เราว่ามันไปกันได้ดีกับหนังของ Olivier Smolders มาก ๆ ค่ะ

+++

 

งดงามที่สุด ชอบ quote นี้ของ Christian Petzold อย่างรุนแรง

 

“I love Howard Hawks, and he remade his own movies. When we made Miroirs, I knew it was echoing Ghosts. Both are to do with a Brothers Grimm fairytale, ‘Das Totenhemdchen’ [‘The Shroud’], about a mother whose grief for her daughter is so deep that she prepares dinner for the two of them each evening. The daughter comes out of the grave, and says, “Mother, you have to stop your tears, because I want to go to heaven.” The mother stops grieving, and the daughter vanishes.

This is a metaphor for both movies. A mother’s grief creates a ghost.”

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง PEPE (2024, Nelson Carlo de Los Santos Arias, Dominican Republic, A+30)

 

ชื่อผู้กำกับสองคนที่เราชอบจำสลับกัน Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos

 

1. Nelson Carlo de Los Santos Arias

ผู้กำกับชื่อดังจาก Dominican Republic เขากำกับหนังเรื่อง

PEPE (2024, A+30) ที่เคยมาฉายที่ Central World,

COCOTE (2017),

SAINT TERESA AND OTHER STORIES (2015, 65min),

YOU LOOK LIKE A CARRIAGE THAT NOT EVEN AN OXEN CAN STOP (2013, 84min)

 

2. Nelson Pereira dos Santos

ผู้กำกับระดับปรมาจารย์จากบราซิล

 

เขาเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองในคานส์ 3 ครั้งจาก BARREN LIVES (1964), A VERY CRAZY ASYLUM (1970), THE AMULET OF OGUM (1974)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลหมีทองคำในเบอร์ลิน 4 ครั้ง จาก HUNGER FOR LOVE (1968), HOW TASTY WAS MY LITTLE FRENCHMAN (1971, A+30), TENT OF MIRACLES (1977) และ THE THIRD BANK OF THE RIVER (1994)

 

และเขาก็เคยเข้าชิงรางวัลลูกโลกคริสตัลในเทศกาลภาพยนตร์คาร์โลวี วารี สองครั้ง จาก RIO, 40 DEGREES (1956) และ RIO, ZONA NORTE (1958)

 

หนังเรื่อง THE MUSIC ACCORDING TO ANTONIO CARLOS JOBIM (2012, Nelson Pereira dos Santos + Dora Jobim, Brazil, A+30) เคยเข้ามาฉายที่ BACC

 

ตอนนี้เรายังตัดสินไม่ได้ว่าชอบหนังของใครมากกว่ากัน ระหว่าง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos เพราะเราเพิ่งดูหนังของทั้งสองคนนี้ไปแล้วรวมกันเพียงแค่ 3 เรื่อง และก็ชอบทั้ง 3 เรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก อยากให้มีคนจัดงาน retrospective ของทั้ง Nelson Carlo de Los Santos Arias กับ  Nelson Pereira dos Santos ในไทยมาก ๆ

 

เราอยากดู  A VERY CRAZY ASYLUM (1970, Nelson Pereira dos Santos) มาก ๆ

 

เรื่องย่อของ A VERY CRAZY ASYLUM

“A new priest comes to a Brazilian coastal town and builds an insane asylum. Eventually the whole population ends up in the asylum.”

+++

 

SOCIALIST REALISM (2023, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด ถือเป็นหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่เราได้ดู ที่เน้นพูดถึงชีวิตคนในชิลีก่อนเกิดรัฐประหารนองเลือดอย่างรุนแรงในปี 1973 เพราะหนังชิลีหรือหนังเกี่ยวกับชิลีส่วนใหญ่ที่เราได้ดู มักจะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดในปี 1973 หรือชีวิตคนหลังจากนั้น

 

2. เรา worship Raúl Ruiz มาเป็นเวลานานมากแล้ว นับตั้งแต่ได้ดูหนังของเขาอย่าง TIME REGAINED (1999) ที่เคยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เพราะเราชอบความพิศวงพิสดารในหนังของเขา แต่การที่เขาเป็น “ชาวชิลี” ก็เคยทำให้เรารู้สึกสงสัยมาโดยตลอดว่า เขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้น เพราะเหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขาที่เราเคยดู ไม่ได้แตะประเด็นนี้เลย และสิ่งนั้นก็ทำให้เขามีความแตกต่างเป็นอย่างมากจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวชิลีรุ่นเดียวกัน อย่างเช่น Patricio Guzmán และMiguel Littin

 

พอได้ดู SOCIALIST REALISM เราก็เลยหายสงสัยในเรื่องนี้

 

3. ชอบสุดขีดที่ตัวผู้ร้ายใน SOCIALIST REALISM ไม่ใช่ฝ่ายเผด็จการทหาร, ขวาจัด, ฟาสซิสต์แบบในหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ แต่เป็น “คนเหี้ย” ที่แอบแฝงตัวอยู่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย และคนเหี้ยแบบนี้ก็ขยันสร้างความเหี้ยได้ต่อไปเรื่อย ๆ จริง ๆ

 

4. ดูแล้วนึกว่าฉายควบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ได้หลายเซ็ตเลย อย่างเช่น

 

4.1 หนังเกี่ยวกับ “โรงงาน” และการต่อสู้ของแรงงานในทศวรรษ 1970 อย่างเช่น A BONUS FOR IRENE (1971, Helke Sander, West Germany), COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz, France), THE FACTORY WORKERS OF HARA (1975, Jon Ungpakorn, documentary)

 

4.2 หนังเกี่ยวกับ “คอมมูน” ในช่วงราวทศวรรษ 1970 อย่างเช่น JONAH WHO WILL BE 25 IN THE YEAR 2000 (1976, Alain Tanner, Switzerland), THE SUBJECTIVE FACTOR (1981, Helke Sander, West Germany) และ TOGETHER (2000, Lukas Moodysson, Sweden)

 

4.3 หนังเกี่ยวกับความขัดแย้งกันเองในกลุ่มฝ่ายซ้าย อย่างเช่น LA CHINOISE (1967, Jean-Luc Godard, France) และ INTERVIEWS WITH FORMER THAI COMMUNIST PARTY MEMBERS WHO RETURNED TO THE CITY (1985, produced by Kraisak Choonhavan, documentary, 705min)

 

5. หนึ่งในสิ่งที่เราสนใจก็คือ

 

5.1 ตัวละครใน SOCIALIST REALISM พูดถึงความหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่แบบในอินโดนีเซียขึ้นอีก มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่ฝ่ายขวาสังหารคนตายราว 5 แสนถึงหนึ่งล้านคนในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 มันสร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างมากให้กับฝ่ายซ้าย แม้แต่ในประเทศอย่างเช่น ชิลี ที่อยู่ห่างไกลจากอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก

 

5.2 ตัวละครบางคนพูดถึงการฆ่า reactionaries

 

เราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้เหมือนเป็น “รอยต่อ” ที่น่าสนใจที่เชื่อมระหว่างเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซียในปี 1965-1966 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในทางตรงกันข้าม เมื่อเขมรแดงสังหารหมู่ประชาชนราว 2 ล้านคนในปี 1975-1979

++++

 

ล่าสุดที่เราชอบมากก็คือ Kumi Takiuchi ที่เธอโผล่มาแค่ฉากเดียวใน HOW DARE YOU? (2025, Mipo Oh, Japan, A+30) แต่มาอย่างทรงพลังมาก และเธอก็เหมือนโผล่มาแค่ฉากเดียวเช่นกันใน KOKUHO (2025, Lee Sang-il, Japan, A+30)

+++

 

เห็นเพื่อนเราเคยตั้งข้อสงสัยว่า หรือสาเหตุส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะ GATEWAY เอกมัย เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้นสอง ที่ติดกับทางเชื่อมรถไฟฟ้า คนก็เลยเดินเข้าไปกินอาหารได้เลย โดยไม่ต้องผ่านชั้นอื่น ๆ แล้วก็เลยไม่ได้เดินชั้นอื่น ๆ ไปด้วย คนเข้าไปกินอาหารได้เลย แล้วก็ออกจากห้างได้เลย ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นเวลาเราไปห้างนี้ 5555

 

ซึ่งสิ่งนี้จะตรงข้ามกับ TERMINAL 21 ASOKE ที่เอาร้านอาหารหลายร้านไว้ชั้น 4 กับชั้น 5 เวลาคนจะขึ้นไปกินอาหาร ก็ต้องขึ้นบันไดเลื่อนผ่านชั้นอื่น ๆ เห็นสินค้าร้านค้าในชั้นอื่น ๆ ก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นร้านอาหาร

 

แต่แน่นอนว่าอันนี้ก็ย่อมไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดนะ เพราะอย่างพารากอนเอาร้านอาหารไว้ชั้น GROUND FLOOR คนก็เดินแร่ด ๆ ดอก ๆ ขี้ ๆ เยี่ยว ๆ กันในชั้นอื่น ๆ อยู่ดี

+++

 

THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

1. ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปของจริง 55555 supersurreal มาก ๆ ดูแล้วหัวเราะจนหยุดไม่ได้ นี่แหละหนังตลกในแบบที่ดิฉันต้องการ หรือ THE NAKED GUN ในแบบที่ดิฉันต้องการ

 

2. จำได้ว่า ตอนเราดู THE NAKED GUN (2025, Akiva Schaffer) นั้น เราก็ชอบมันในระดับนึงนะ เราชอบที่มันเล่นตลกกับ cliche ของหนัง genre ต่าง ๆ โดยเฉพาะ film noir และหนังเรื่อง CHINATOWN (1974, Roman Polanski) แต่เราก็ยอมรับว่า sense of humour ของ THE NAKED GUN อาจจะไม่ตรงกับเรานัก และโดยเฉพาะพอมันเป็นหนังตลกที่จงใจจะสร้างความตลก บางทีมันก็อาจจะไม่เข้าทางเราซะทีเดียว

 

และตอนเราดู THE NAKED GUN (2025) เราก็นึกถึงหนังเรื่อง A PLACE AMONG THE LIVING (2003, Raúl Ruiz, France) ด้วย เพราะ  A PLACE AMONG THE LIVING ก็เหมือนเป็นหนังที่ล้อเลียนหรือเล่นตลกกับอะไรหลาย ๆ อย่างในหนัง film noir เหมือนกัน แต่จุดประสงค์ของมันอาจจะไม่ได้ทำไปเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมเป็นหลัก แต่ทำไปเพราะอะไรเราก็ไม่รู้ บางทีหนังมันอาจจะเล่นตลกกับองค์ประกอบของหนัง film noir เพียงเพราะผู้กำกับรู้สึกสนุกที่ได้ทำอะไรแบบนี้ก็ได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเข้าทางเรามากกว่า

 

3. เพราะฉะนั้น THE WANDERING SOAP OPERA ก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดขีด เพราะมันเหมือนเป็นการเล่นตลกกับความ cliche และองค์ประกอบต่าง ๆ ของละครโทรทัศน์ และมันเหมือนเป็นการนำเสนอจินตนาการอันไร้ขอบเขตของตัวผู้กำกับไปด้วยในเวลาเดียวกัน คือเหมือนแทนที่ผู้กำกับจะหยิบจับเอาความ cliche มานำเสนอ พร้อมกับคิดว่า “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้ชมหัวเราะ” ผู้กำกับกลับเลือกที่จะเอาความ cliche ที่ได้เห็นในละครโทรทัศน์ (ตัวละครคบชู้สู่ชาย แย่งผัวแย่งเมียกันไปมา, etc.) และนำสิ่งนั้นมาเป็นวัตถุดิบในการกระตุ้นจินตนาการอันบรรเจิดเริ่ดสะแมนแตนของตัวเอง โดยไม่มีขีดจำกัดใดๆ อีกต่อไป

 

เราก็เลยชอบอะไรแบบนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ เข้าทางเรามาก ๆ

 

4. THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำในปี 1990 แต่เพิ่งมาตัดต่อแล้วออกฉายในปี 2017

 

เราก็เลยคิดว่า หนังเรื่องนี้ก็เข้าข่าย “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ” เหมือนกัน เพราะว่าในช่วงเวลาที่มีการถ่ายทำหนังเรื่อง THE WANDERING SOAP OPERA ในปี 1990 นั้น ก็มีหนังอีกเรื่องนึงที่มีอะไรใกล้เคียงกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง  กำลังถ่ายทำอยู่ด้วยเหมือนกัน (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) และหนังเรื่องนั้นก็คือ SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

 

5. นึกว่า THE WANDERING SOAP OPERA มีฉากคลาสสิคทุก 5 นาทีของจริง

 

5.1 ฉากที่เราชอบมากที่สุด คือฉาก housewives 5 คนปะทะกันขณะเกิดแผ่นดินไหว นึกว่าฉากนี้เป็นการทำนายล่วงหน้าถึงละครโทรทัศน์เรื่อง DESPERATE HOUSEWIVES (2004-2012) ได้ก่อนเวลาถึง 14 ปี

 

5.2 ฉากที่ผู้หญิงบอกให้ผู้ชายโชว์ muscles

 

5.3 ฉากผู้ชายออกไข่นกกระทาตามร่างกาย

 

5.4 ฉากตัวละครคุยโทรศัพท์แล้วหมกมุ่นกับการสะกดคำทุกคำให้ถูกต้อง

 

5.5 ฉากการถอนขนฟัน

 

5.6 ฉากละครทีวีที่แม่ม่ายคุยกับผัวที่ตายไปแล้ว แล้วใช้คำศัพท์ที่วกไปวนมาเกี่ยวกับความตายและการมีชีวิตอยู่

 

5.7 ฉากการลอบยิงต่อกันเป็นทอด ๆ บ้ามาก ๆ

 

5.8 ฉากนักข่าวจับความไร้สาระของนักการเมือง โดยตั้งคำถามว่า why ไปเรื่อย ๆ

 

5.9 ฉากหมอดูสาวคุยกับ “ตัวละครจากอีกเรื่องนึง” ที่แวะมาหา

 

5.10 ฉากสองหนุ่มในทีวีคุยกันเรื่อง crucifixion

 

5.11 ฉากหนุ่มเคร่งศาสนาพยายามพูดปกป้องคริสตจักรที่จับคนไปทรมานในยุคกลาง ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง Luis Buñuel มาก ๆ

 

5.12 ฉากการตามหา La Concepcion แล้วตัวละครชายหนุ่มปล่อยเมียให้นั่งรถไปกับผู้ชายคนอื่น จุดนี้ทำให้นึกถึง CONTEMPT (1963, Jean-Luc Godard)

 

5.13 ฉากที่สาวเสิร์ฟอยู่ดี ๆ ก็อ้างว่าตัวเองเป็นเมียเก่าของผู้ชาย ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง CERTIFIED COPY (2010, Abbas Kiarostami)

 

5.14 ฉากที่อยู่ดี ๆ ตัวละครในร้านอาหารก็กลายเป็นตัวละครในละครทีวีที่คนอาหรับนั่งดู ฉากนี้ดูแล้วนึกถึง THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Buñuel) และฉากนี้ยังเป็นการล้อเลียน honour killing ด้วย

 

5.15 ฉากการพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่จำกันไม่ได้แล้ว นึกว่าฉากนี้ต้องปะทะกับ WHEEL OF FORTUNE AND FANTASY (2021, Ryusuke Hamaguchi)

 

5.16 ฉากบ้านบ้าคนบอในตอนท้าย ไม่รู้ว่าเป็นการล้อเลียน TWIN PEAKS หรือเปล่า

 

6. จริง ๆ แล้ว “ความเสียสติ” แบบไปเรื่อย ๆ ของ THE WANDERING SOAP OPERA มันทำให้นึกถึงหนังชุด “หอแต๋วแตก” มาก ๆ เหมือนมันเป็นเหรียญสองด้าน เพราะหอแต๋วแตกก็เป็นหนังชุดเสียสติที่จับเอา elements ของสิ่งอื่น ๆ มาใช้เป็นสารตั้งต้นเหมือนกัน แต่มันแตกต่างกันตรงที่หนังชุดหอแต๋วแตกเอา elements ที่ได้จากกระแสนิยมในสังคม มาใช้ในการสร้างเนื้อเรื่องและฉากต่าง ๆ อย่างเสียสติเพื่อหวังจะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมไปเรื่อย ๆ ส่วน THE WANDERING SOAP OPERA เป็นการหยิบจับเอา elements ต่าง ๆ จากละครโทรทัศน์มาใช้เป็นสารตั้งต้น ในการสร้างฉากเสียสติไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความสนุกของผู้กำกับ ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด ซึ่งผลก็ปรากฏว่า THE WANDERING SOAP OPERA เป็นอะไรที่เข้าทางเราอย่างรุนแรงที่สุด

+++

เพิ่มหนังสองเรื่องนี้เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีอะไรใกล้เคียงกัน แล้วออกฉาย (หรือถ่ายทำ) ในเวลาไล่เลี่ยกันโดยบังเอิญ”

 

87. SOAPDISH (1991, Michael Hoffman, A+30)

+ THE WANDERING SOAP OPERA (2017, Raúl Ruiz, Valeria Sarmiento, Chile, 78min, A+30)

 

THE WANDERING SOAP OPERA เป็นหนังที่ถ่ายทำเสร็จในปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการถ่ายทำ SOAPDISH เพราะฉะนั้นเราก็เลยถือว่าหนังสองเรื่องนี้เข้าข่ายนี้ด้วย ถึงแม้ว่า THE WANDERING SOAP OPERA เพิ่งออกฉายครั้งแรกในปี 2017 ก็ตาม

+++

บันทึกไว้ว่า เราจ่ายค่าเช่าห้องอพาร์ทเมนท์เดือนนี้สูงเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ย้ายเข้าอพาร์ทเมนท์นี้มาเมื่อ 31 ปีก่อน

 

ค่าเช่าเดือนเม.ย. 2026 อยู่ที่ 10,122 บาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ สาเหตุเป็นเพราะค่าไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นแตะ 3234 บาทในเดือนเม.ย. 2026 เพราะว่าอากาศร้อนจัดมาก

 

ก่อนหน้านี้ค่าไฟของห้องเราในเดือนมี.ค. 2026 อยู่ที่ 2149 บาท และค่าไฟของห้องเราในเดือนก.พ. 2026 อยู่ที่ 1568 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้ พุ่งขึ้น 1,666 บาทจากเดือนก.พ. หรือพุ่งขึ้นถึง 106.25% จากเดือนก.พ. รุนแรงมาก

 

ส่วนค่าไฟของเราในเดือนเม.ย. 2025 อยู่ที่ 1932 บาท ซึ่งเท่ากับว่าค่าไฟของเราในเดือนเม.ย.ปีนี้พุ่งขึ้น 1302 บาทจากเดือนเม.ย. 2025 หรือพุ่งขึ้น 67.39% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

 

ค่าไฟมึงจะพุ่งขึ้น 67% ทุก ๆ ปีแบบนี้ไม่ได้นะคะ

+++

 

THE SHADY SAILOR (LE MARIN MASQUE) (2011, Sophie Letourneur, France, 36min, A+30)

 

Spoilers alert

--

--

--

--

--

1. น้ำตาจะไหล ชอบสุดขีดมาก ๆ ดูแล้วนึกถึงการไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ มาก ๆ

 

2. ยกให้หนังเรื่องนี้เทียบชั้นกับหนังกลุ่มชายทะเลของ Eric Rohmer กับหนังเรื่อง NEAR OROUET (1971, Jacques Rozier, France) ได้เลย

 

3. ดีใจสุดขีดที่หนังเรื่องนี้ใช้เพลง WORDS (1982) ของ F.R. David เป็นเพลงธีมหลักของหนัง เพราะเราก็ชอบเพลงนี้อย่างสุดขีดมาเป็นเวลาราว 40 ปีแล้ว

 

4. แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงเพลงไทยเพลงนี้มาก ๆ เพราะเนื้อเพลงมันคือตรงกับหนังเรื่องนี้เด๊ะ ๆ เลย

 

หากรู้สักนิด (1951)

 

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
ยังไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ว่าดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
เป็นของใคร

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

เพียงแต่กระซิบ
ว่าสุดที่รัก
ฉันก็จะมิอาจจากไป
ใจเราสองชอกช้ำระกำใน
คงไม่สลายมลายลงพลัน

หากฉันรู้สักนิดว่าเธอรักฉัน
บอกกันวันนั้นให้รู้สักหน่อย
ยอดดวงใจที่ฉันเฝ้าคอย
คงไม่เลื่อนลอย
จากสุดที่รักเอย

 

เราดูหนังเรื่องนี้ที่

https://www.lecinemaclub.com/

 

++++

 

ATOMIC GARDEN (2018, Ana Vaz, about Japan, 7min, A+30)

 

 

หนังสวยสุดขีดมาก ๆ และแสดงให้เห็นถึง “พลังของการตัดต่อ” อย่างรุนแรง เพราะหนังทั้งเรื่องเป็นการตัดสลับภาพไปมาระหว่าง “ดอกไม้” กับ “ดอกไม้ไฟ” หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ Fukushima

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู OCCIDENTE (2014, Ana Vaz, France, 15min) ที่เคยมาฉายออนไลน์ทาง lecinemaclub

+++

 

ใช่ จริง ๆ ด้วย หนังเรื่อง LAST AND FIRST MEN (2020, Jóhann Jóhannsson, Iceland) มันใช้กลวิธีเดียวกับหนังของ Werner Herzog คือการสร้างความเป็นไซไฟ โลกอนาคต โดยไม่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลเพื่อเนรมิตฉากยิ่งใหญ่อะไร แต่ใช้ gaze ของผู้กำกับเข้าไปจับภาพสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วผสมจินตนาการเข้าไป แล้ว turn มันให้กลายเป็นไซไฟโลกอนาคตได้ ซึ่งหนังของ Teeranit Siangsanoh หลาย ๆ เรื่องก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้เช่นกัน เพราะเขาก็ชอบถ่ายทุ่งร้าง ๆ แถวพระโขนงแล้วเปลี่ยนให้มันเป็นโลก dystopia ในอนาคต