Showing posts with label ADAPTED FROM NOVEL. Show all posts
Showing posts with label ADAPTED FROM NOVEL. Show all posts

Tuesday, July 28, 2026

FILMS SEEN IN THE TAIWANESE DOCUMENTARY FILM FESTIVAL 2026

 

สถานทูตจีนในกรุงเทพควรนำหนังเรื่อง THE BIG PARADE (1985, Chen Kaige, 94min) กับ THE BLACK CANNON INCIDENT (1985, Huang Jianxin, 96min) มาจัดฉายตามโรงหนังไมโครซีเนม่าในไทย

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

5. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยหลินชิงเสีย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะละครเวที 2 คณะที่มาซ้อมละครเวทีในโรงละครเดียวกัน แต่ในระหว่างที่การซ้อมละครเวทีสองเรื่องดำเนินไป โลกในละครเวทีสองเรื่องนี้ก็เหมือนค่อย ๆ เลือนเข้าหากันอย่างพิศวงมาก ๆ และระนาบความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้ก็เลยเกิดความพิศวงตามไปด้วย

 

หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังแนวที่ “เบลอเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับความเป็นจริงนอกละครเวที” กลุ่มนี้มาก ๆ

 

1. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

2. LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon, France)

 

3. VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle, UK/USA)

 

4. THE BABY OF MÂCON (1993, Peter Greenaway, Netherlands)

 

5. ALL THAT JAZZ (1979, Bob Fosse, USA)

+++

 

หนังที่เราได้ดูในเทศกาล TAIWAN DOCUMENTARY & FILM FESTIVAL IN THAILAND 2026

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

2. AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, Taiwan, documentary, 22min, A+30)

เศร้าใจมาก ๆ ที่หนังมากมายถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มหนังที่ดีงามมาก ๆ ด้วย

 

3. LA PALOMA (2026, Lu Yuan-chi, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบมากที่หนังสืบสาวราวเรื่องไปถึงโปแลนด์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

4. BACK HOME (2025, Tsai Ming-liang, Taiwan/Laos, documentary, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับ Chantal Akerman

 

5. A LONG WAY HOME (2025, Wu Nien-hua, Taiwan, documentary, A+30)

นึกว่าเป็น “เหรียญอีกด้าน” ของหนังเรื่อง A MISSING PART (2024, Guillaume Senez, France/Japan, A+30) เพียงแต่ว่า A LONG WAY HOME เล่าจากมุมมองของลูกสาว ส่วน A MISSING PART เล่าจากมุมมองของพ่อ

 

6. GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

อยากได้สี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมตอนเราเป็นสาวแรกรุ่นเราไม่เคยเจอสี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์แบบนี้บ้างนะ

 

Moment ที่แม่นางเอกกับเพื่อนแม่นางเอก พูดบ่นเสียดายที่ “ลูกค้าร้านตัดผมที่เอาแตงโมมาฝาก” เป็นผู้ชายที่แต่งงานมีเมียแล้ว ทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรงเวลาที่เราอ่านนิยายของทมยันตี โดยเฉพาะนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” เพราะนิยายของทมยันตีหลาย ๆ เรื่องพูดถึง “ผู้หญิงที่เลือกสามีผิด” แล้วได้สามีเป็นคนเลว แล้วตัวละครก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกผู้ชายดี ๆ หรือเสียดายที่ “ผู้ชายดี ๆ” ที่เคยมาชอบเธอ ไม่กล้าบอกรักเธอตรง ๆ ในตอนนั้น เธอก็เลยเลือกผู้ชายเลว ๆ ที่กล้าสารภาพรักตรง ๆ มาเป็นผัว แล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจในภายหลังไปจนตลอดชีวิต

 

7. THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek-huat, Taiwan, about Malaysia, A+30)

ชอบหนัง documentary มากกว่าหนัง fiction ของ Lau Kek-huat

 

เราชอบ THE WAVES WILL CARRY US มาก ๆ นะ แต่จะแอบรู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในมาเลเซียน่ะ คนจีนที่ประนีประนอม, คนจีนที่ลุกขึ้นสู้, คนจีนที่หาทางเอาตัวรอด, etc. เพราะฉะนั้นตัวละครแต่ละตัวก็เลยเหมือนถูกสร้างมาเพื่อสื่อประเด็นของหนัง มันก็เลยทำให้พลังในหนัง fiction ของ Lau Kek-huat มันไม่รุนแรงเท่ากับหนังสารคดีของเขาในความรู้สึกของเรา

 

8. THE SPARKLE IN OUR LIVES (2023, Yu Wei-jing, Taiwan, documentary, 20min, A+30)

ชอบน้องชายของผู้กำกับ 55555

 

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, Thailand, documentary) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวคนธรรมดาที่อบอุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

 

9. PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับภาพยนตร์ของ Saroot Supasuthivech

 

10. SPI (2025, Sayan Simung, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบน้องเขยของผู้กำกับ 55555 แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า น้องเขยของผู้กำกับมาจากเผ่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นคนละเผ่ากับตัวผู้กำกับ

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราเลยไปค้นดูว่า Laha Mebow มาจากเผ่าเดียวกันกับ Sayan Simung หรือเปล่า ซึ่งก็ปรากฏว่า Laha Mebow ก็มาจากเผ่า Tayal เหมือนกัน โดย Laha Mebow เคยกำกับหนังเรื่อง HANG IN THERE, KIDS! (2016) กับ 32 KM – 60 YEARS (2018) ที่เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

11. WE LIVE UNDERGROUND (2023, Xiao Yu-ru, Taiwan, documentary, 26min, A+30)

อิจฉาประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี ๆ แบบนี้

 

12. WHERE THE SEA BREEZE BLOWS (2024, Chen Shao-chun, Taiwan, documentary, 37min, A+30)

เหมือนเป็นคู่แฝดคนละฝาของ  A LONG WAY HOME เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง mental violence ภายในครอบครัวผู้กำกับเหมือนกัน และมี “ปริศนาที่ไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน” ภายในครอบครัวของตัวผู้กำกับเหมือน ๆ กัน

 

ในแง่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถฉายควบกับ DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 8min) ได้ เพราะหนังทั้งสองเรื่องจับเอา “บรรยากาศ” ของเรือเฟอร์รี่ออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

13. WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดู ที่พูดถึงชนเผ่า Tohono O’odham ในสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วน PUSHING HANDS, THE WEDDING BANQUET, EAT DRINK MAN WOMAN, “KUEI-MEI, A WOMAN” เราเคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

สรุปว่าชอบหนังทั้ง 13 เรื่องที่เราได้ดูในเทศกาลหนังไต้หวันในปีนี้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

RIP KEIGO HIGASHINO (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ ซึ่งก็คือ

 

1. LAPLACE’S WITCH (2018, Takashi Miike, Japan)

 

2. MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuji Suzuki, Japan)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง THE CRIMES THAT BIND (2018, Katsuo Fukuzawa) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่นในกรุงเทพด้วย แต่วันนั้นเราป่วยเป็นจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ และเราก็เลยยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เราเคยเขียนถึง MASQUERADE HOTEL ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10222334950185982&set=a.10222283837628200

+++

 

โรงงาน TSMC ARIZONA นี่มันโรงงานที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพใช่ไหมคะ

+++

 

ฉากฝนตกในความทรงจำ ก็คือ TILL I KNOW กว่าจะรู้เดียงสา (1987, Chana Kraprayoon) เพราะการที่ฝนตกช่วยเปิดโอกาสให้นางเอกสามารถจับสุริยา เยาวสังข์มาทำผัว (ภาพประกอบในคอมเมนท์)

 

เออ ใช่ หนังเรื่อง RAIN (2001, Christine Jeffs, New Zealand) ก็เหมือนไม่มีฝนตกในหนังเหมือนกัน 55555

+++

 

VIETNAM MEDIA SHOW AT GOETHE PROGRAM

Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025)
  • Le-Bac-Tan: Fierce Childhood (2018)
  • Nguyễn Duy Anh & Trn Uy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019)
  • Huytengmeng: Cardio (2018)
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026)

 

+++

 

งดงามที่สุด เราเคยดู THE FEATHER FAIRY ในโรงภาพยนตร์ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังอียูในกรุงเทพเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน จำได้ว่าฉากบอลลูนติดตามาก ๆ

 

เราจำหนังเรื่องนี้ได้ดี เพราะว่าปกติแล้วเทศกาลหนังอียูมักจะฉายแต่หนังใหม่ ๆ คือประเทศส่วนใหญ่จะเลือกหนังค่อนข้างใหม่ของชาติตนเองมาฉายประชันกันในเทศกาลนี้ แต่มีสโลวาเกียนี่แหละที่เลือกหนังเก่ามาฉายในปีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสโลวาเกียเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1993 และหนังภาษาสโลวักมันมีจำนวนไม่มากนักหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน

Wednesday, July 22, 2026

RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS

 

Peter Bradshaw แห่ง The Guardian เขียนถึง A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke) เราชอบมากที่มีโยงไปถึงหนังเรื่อง TRULY, MADLY, DEEPLY (1990, Anthony Minghella, UK) ด้วย

 

https://www.theguardian.com/film/2026/jul/20/a-useful-ghost-review-exhilarating-black-comedy-pits-thai-politics-against-a-haunted-hoover?fbclid=IwY2xjawTL4HZleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEep-EGbLalFD2vBobRFnq7V0Sjern2gK2k0z_b_XHlVj_KhEk28AgQWOfTPwg_aem__hzKiwXnw60rpJ5ervY9kA

+++

 

กลุ่มหนัง RADICALLY MINIMAL ADAPTATIONS ที่เราชื่นชอบสุดขีด

 

หนังที่ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานวรรณกรรม แต่ทำออกมากลายเป็นหนังที่ minimal มาก และแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง (ลิสท์นี้นับเฉพาะหนังที่เราเคยดูแล้วและชื่นชอบมันมาก ๆ)

 

1. DARK WAVES คลื่นมืด (2025, Teeranit Siangsanoh ธีรนิติ์ เสียงเสนาะ, 50.28 mins)

หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยาย THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

2. VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min)

ดัดแปลงจากนิยาย A CLOCKWORK ORANGE (1962, Anthony Burgess)

 

3. KING LEAR (1987, Jean-Luc Godard, USA, 90min)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TRAGEDY OF KING LEAR (1605, William Shakespeare)

 

4. EDWARD II (1991, Derek Jarman, UK)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE TROUBLESOME REIGN AND LAMENTABLE DEATH OF EDWARD THE SECOND, KING OF ENGLAND, WITH THE TRAGICAL FALL OF PROUD MORTIMER  (1594, Christopher Marlowe)

 

5. AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany)

ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia)

 

6. BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min)

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland)

 

7. THE SCAR OF RIVER แผลเก่า (2018, Achitaphon Piansukprasert, 10.05 min)  

8. THE OLD SCAR แผลเก่า (2016, Teeranit Siangsanoh, 12mins)

9. FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min)

ภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องนี้ดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่อง “แผลเก่า” (1936, ไม้ เมืองเดิม)

 

10. 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

บันทึกความรู้สึกของเรา

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “คลื่นมืด” ของ Teeranit เราก็ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ อาจจะเป็นเพราะ wavelength ของเรากับของ Teeranit ตรงกันอย่างมาก ๆ อยู่แล้ว หนังทั้งเรื่องเหมือนเป็นแค่ home video บันทึกการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน และมีบางฉากที่ดูเหมือนมีการจัดวางตำแหน่งตัวละครแบบหนัง fiction แต่มันก็ไม่ได้เล่าเรื่องราวใด ๆ ออกมาตรง ๆ หนังแทบไม่มีบทสนทนาเลย ยกเว้นฉากนึงที่พูดถึงนางเงือกหรืออะไรทำนองนี้

 

เราเพลิดเพลินกับการดูอะไรแบบนี้มาก ๆ และก็ช็อคมากเมื่อเห็นในเครดิตท้ายเรื่องว่า หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง THE MALADY OF DEATH (1982, Marguerite Duras, France)

 

เราไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้นะ แต่เราชอบ “การดัดแปลงวรรณกรรมให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างจากตัววรรณกรรมต้นฉบับอย่างรุนแรง” และเราก็มั่นใจว่า หนังเรื่องนี้น่าจะแตกต่างจากตัวนิยายต้นฉบับอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะตัวหนังมันเหมือนกลั่นกรองเนื้อเรื่องและถ้อยคำต่าง ๆ ออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงชุดภาพของการไปเที่ยวชายทะเลของใครบางคน

 

(จริง ๆ แล้วเราก็ช็อคด้วยที่ได้เห็นชื่อตัวเองเป็น “ผู้อำนวยการสร้าง” หนังเรื่องนี้ เพราะเราก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน 55555 เราเดาว่าสาเหตุอาจเกิดจากการที่เราเคยให้เงินคุณ Teeranit เมื่อ 10 กว่าปีก่อน (ก่อนที่เราจะสิ้นเนื้อประดาตัวจากอุบัติเหตุในปี 2016) ซึ่งเป็นเงินเพียงเล็กน้อย และเราก็ลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว เพราะมันนานกว่า 10 ปีแล้ว เราก็เลยช็อคที่ได้เห็นชื่อตัวเองในเครดิตท้ายหนังเรื่องนี้ แต่ก็ขอบคุณคุณ Teeranit มาก ๆ ที่ใส่ชื่อเราเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว)

 

2. พอเราได้ดู “คลื่นมืด” เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์ไทยเรื่อง BLOOD RAIN ฝนเลือด (2023, Achitaphon Piansukprasert, 73min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง CAMILLA (1872, Sheridan Le Fanu, Ireland) เพราะภาพยนตร์ไทยทั้งสองเรื่องนี้ มันก็เป็นการดัดแปลงวรรณกรรมต้นฉบับให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal แบบสุดขั้วเหมือน ๆ กัน

 

เราก็ไม่เคยอ่านตัวนิยาย CAMILLA เช่นกัน แต่เราชอบหนังเรื่อง BLOOD RAIN มาก ๆ เหมือนหนังทั้งเรื่องมันเป็นชุดภาพอะไรก็ไม่รู้ เลื่อนลอยไปมา เป็นก้อนสีสวยงาม ลึกลับ แต่เนื้อเรื่องได้ถูกกลั่นกรองทิ้งไปจนหมดแล้ว

 

เราชอบทั้ง BLOOD RAIN และคลื่นมืด มาก ๆ หนังทั้งสองเรื่องนี้มัน minimal มาก ๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนจุดเด่นที่แตกต่างกันระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหนังของคุณ Achitaphon มักจะมีจุดเด่นที่การสร้างภาพแบบ digital และโลกที่ตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง เหมือนเป็นโลกในระบบดิจิทัล, โลกบนละครเวที อะไรทำนองนี้

 

ส่วนหนังของคุณ Teeranit หลาย ๆ เรื่องสร้างมนตร์เสน่ห์ที่ทรงพลังมาก ๆ จากการจับภาพสิ่งธรรมดาสามัญในโลกแห่งความเป็นจริง ภาพของคน วัตถุ สิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่พอ gaze ของคุณ Teeranit ไปจับสิ่งนั้น แล้วนำมันมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ วัตถุสิ่งของในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นสิ่งที่มีพลังเร้นลับบางอย่างขึ้นมา

 

3. พอเรานำ Teeranit Siangsanoh กับ Achitaphon Piansukprasert มาเปรียบเทียบกัน เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งสองท่านนี้ เคยทำหนังเรื่อง “แผลเก่า” เหมือนกันด้วย และหนังทั้งสองเรื่องนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างผู้กำกับทั้งสองท่านนี้ได้ดีเช่นกัน

 

แผลเก่า ของคุณ Achitaphon ก็เป็นชุดภาพดิจิทัล เป็นก้อนสี เลื่อนลอยไปมา ถ้าหากเราจำไม่ผิด เนื้อเรื่องแผลเก่าของไม้ เมืองเดิม ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงวัตถุไม่กี่อย่าง

 

ส่วน แผลเก่า ของคุณ Teeranit เป็นการนำภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) มาดัดแปลงใหม่โดยใช้มันในแบบ found footage โดยเราจะได้เห็นภาพบางภาพจากแผลเก่าเวอร์ชั่นปี 1977 และได้ฟังเสียงที่มาจากหนังเรื่องนั้น ราวกับเป็นการคั้นเอา “หัวกะทิ” ของแผลเก่าปี 1977 ออกมา โดย Teeranit เลือกเอาเพียง 1% ของภาพและ 5% ของเสียงที่ตัวเองชื่นชอบจากหนังเวอร์ชั่นปี 1977 มาประกอบสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่

 

อันนี้เป็นความเห็นของทีมงาน Wildtype ที่มีต่อ “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh:

 

“WW : การที่หนังให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ และมันทำให้เราได้ตระหนักถึงความงดงามของบทสนทนาในหนังของเชิด ทรงศรี และความสามารถในการพูดบทสนทนาของสรพงษ์ ชาตรี ที่สามารถพูดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นภาษาเขียน ออกมาได้อย่างไม่ขัดเขินและทรงพลังมากๆ องค์ประกอบด้านบทสนทนา+วิธีการพูดของตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอาจจะเคยมองข้ามในอดีต แต่หนังเรื่องนี้ได้ช่วยขับเน้นมันออกมาให้เห็นเด่นชัด

 

CD : ธีรนิติ์หยิบแผลเก่าของ เชิด ทรงศรี มา tribute ในสไตล์ตนเองที่แทบตรงข้ามกับงานของไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ เพราะเขาใช้ภาพเพียง 5 ภาพเท่านั้นตลอดการฉาย โดยบางช่วงอาจเป็นการ fade ซ้อนทับ บางช่วงปล่อยนิ่ง ผสมกับเสียงจากตัวหนังจริงที่ธีรนิติ์ใช้คำพูดต่าง ๆ ตัดต่อเรียงซ้ำเพื่อสร้างอารมณ์และให้คนดูหวนระลึกถึงภาพเคลื่อนไหวที่เคยเห็นจากความทรงจำ (ตอนดู ภาพความแค้นของขวัญต่ออีเรียมผุดขึ้นมาในหัวอย่างแจ่มชัด)

 

เป็นการ tribute ได้ทรงพลังและยอดเยี่ยมมาก ๆ

 

4. พอพูดถึงการดัดแปลง “แผลเก่า” ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ minimal มาก ๆ แล้ว เราก็เลยนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง FAN REM ฝันเรียม (2006, Laddawan Subpeng ลัดดาวัลย์ สืบเพ็ง, 15min) ด้วย ซึ่งเป็นหนังนักศึกษาที่ดัดแปลงมาจาก “แผลเก่า” เช่นกัน

 

ฝันเรียม ไม่ได้มีความ minimal มากเท่ากับภาพยนตร์ของ Teeranit และ Achitaphon เพราะว่า “ฝันเรียม” ยังคงมีเนื้อเรื่องอยู่ แต่มันมีการลดทอนความพยายามสร้างฉากและองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูสมจริง มันเป็นหนังที่ไม่ต้องแคร์ความสมจริงใด ๆ อีกต่อไป

 

ฉากที่ตราตรึงที่สุดใน “ฝันเรียม” คือฉากที่ตัวละคร “พายเรือบนบก” คือตามเนื้อเรื่องนั้น ฉากนี้ตัวละครควรจะพายเรือในลำคลอง แต่ทางทีมงานผู้สร้างหนังเรื่องนี้คงมองไม่เห็นความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องใช้คลองจริง ๆ ในฉากนี้ เพราะฉะนั้นนักแสดงก็เลยพายเรือบนบกไปเลย เพราะผู้ชมสามารถดูฉากนี้แล้วจินตนาการได้เองว่า “ตัวละครกำลังพายเรือในลำคลอง” ถึงแม้ดวงตาของผู้ชมจะมองเห็น “นักแสดงพายเรือบนบก” อยู่ก็ตาม

 

เราเคยดู “ฝันเรียม” เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ถึงเวลาจะผ่านมานาน 20 ปี เราก็ยังคงลืมหนังเรื่องนี้ไม่ลง

 

ในแง่หนึ่งเราก็เลยคิดว่า “ฝันเรียม” เหมือนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเส้นตรงเส้นหนึ่ง จุดเริ่มต้นของเส้นตรงนั้น คือนิยาย “แผลเก่า” ของไม้ เมืองเดิม และสิ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวนิยายมาหน่อยบนเส้นตรงเส้นนั้น ก็คือภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” (1977, เชิด ทรงศรี) และสิ่งที่อยู่ลำดับถัดมา ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง KWAN RIAM (2001, Sutthakorn Santithawat) กับ THE SCAR (2014, M.L. Pundhevanop Dhewakul) เพราะว่าหนังสามเรื่องนี้มี “เนื้อเรื่อง” และมีการสร้างฉากให้สอดคล้องกับตัวบทประพันธ์ดั้งเดิม ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจาก THE SCAR ของหม่อมน้อย ก็อาจจะเป็นหนังเรื่อง “ฝันเรียม” นี่แหละ เพราะฝันเรียมมี “เนื้อเรื่อง” แต่ “ฉากย้อนยุค” ได้ถูกตัดทิ้งไป และมีฉาก “พายเรือบนบก” ที่ต้องอาศัยจินตนาการของผู้ชมเข้าช่วยในการดูหนังด้วย “ฝันเรียม” ก็เลยเป็นหนังที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

 

สิ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง “ฝันเรียม” ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Teeranit Siangsanoh ซึ่งเหมือนเป็นการลดทอนตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมลงจนเหลือเพียงแค่ภาพนิ่งไม่กี่ภาพ และเสียงพูด monologue ของตัวละคร

 

และสิ่งที่ตั้งอยู่อีกปลายสุดของเส้นตรงเส้นนี้ ก็คงจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ของ Achitaphon ที่ตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงแค่วัตถุไม่กี่อย่าง ลอยไปลอยมาอยู่บนจอภาพยนตร์

 

5. ในส่วนของหนังต่างประเทศนั้น หนังที่ดัดแปลงบทประพันธ์จนกลายเป็นอะไรที่ minimal มาก ๆ ก็มีเช่น VINYL (1965, Andy Warhol, USA, 70min) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง A CLOCKWORK ORANGE แต่ดัดแปลงมาจนมันกลายเป็นอะไรที่ดูไม่รู้เรื่องอีกต่อไป 55555

 

6. อีกหนึ่งในการดัดแปลงบทประพันธ์ที่เฮี้ยนสุดตีนมาก ๆ ก็คือ KING LEAR ของ Godard คือเรียกว่าไม่เสียชื่อ Godard จริง ๆ เพราะ KING LEAR เวอร์ชั่นนี้มัน “ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไป” มาก ๆ 55555

 

7. EDWARD II ของ Derek Jarman ก็อาจจะเข้าข่ายหนังกลุ่มนี้ด้วย แต่มันอาจจะไม่ได้ radical adaptation มากเท่ากับ VINYL ของ Warhol และ KING LEAR ของ Godard เพราะเรารู้สึกว่า EDWARD II มันยัง “เล่าเรื่อง” อยู่ มันยังคงมีเนื้อเรื่อง และตัวเนื้อเรื่องนี้อาจจะไม่ได้แตกต่างจากตัวต้นฉบับของ Christopher Marlowe มากนัก แต่ว่า EDWARD II มันใช้ฉากที่ minimal มาก ๆ คล้าย ๆ กับ “ฝันเรียม” และมันสร้างโลกที่ timeless มีทั้งสิ่งของโบราณและสิ่งของยุคปัจจุบันผสมอยู่รวมกัน

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทประพันธ์ต้นฉบับของ Christopher Marlowe นะ แต่เราก็ประทับใจกับความ minimal ทางฉากของ EDWARD II มาก ๆ น่ะ ซึ่งมันจะแตกต่างอย่างรุนแรงจากหนังแบบ BRAVEHEART (1995, Mel Gibson) ที่เล่าเรื่องของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่สองเหมือนกัน แต่หนังพยายามสร้างฉากทุกอย่างให้ดูสมจริง

 

จริง ๆ แล้วหนังแบบ EDWARD II ที่สร้างฉากย้อนยุคแบบ minimal สุดขีดนี้ ก็อาจจะจัดให้เข้าพวกได้กับหนังอย่าง PERCEVAL LE GALLOIS (1978, Éric Rohmer, France) และ LANCELOT OF THE LAKE (1974, Robert Bresson, France) นะ เพราะหนังสองเรื่องนี้ก็โคตร minimal เช่นกัน แต่หนังสองเรื่องนี้สร้างจากตำนานโบราณ และเน้นเล่าเรื่องตามตำนานโบราณ (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) เราก็เลยไม่ได้นำมันมารวมไว้ในลิสท์หนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรม

 

8. หนังอีกเรื่องที่เราประทับใจการดัดแปลงวรรณกรรมของมันมาก ๆ ก็คือ AFTERNOON (2007, Angela Schanelec, Germany) ที่ดัดแปลงจากบทละครเวที THE SEAGULL (1895, Anton Chekhov, Russia) เพราะว่า AFTERNOON เหมือนตัดทิ้งอารมณ์รุนแรง อารมณ์ melodrama ในตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมออกไปจนหมด เหลือเพียงแค่ “กลุ่มตัวละครมาพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศอย่างชิล ๆ สบาย ๆ”

 

คือเราไม่เคยอ่านตัวบทละคร “นางนวล” ของเชคอฟนะ แต่เราเคยดูหนังเรื่อง “นางนวล” (1987, M.L. Pundhevanop Dhewakul) และ LA PETITE LILI (2003, Claude Miller, France) ที่ดัดแปลงจากเชคอฟมาแล้ว เราก็เลยทึ่งมาก ๆ กับ AFTERNOON ที่มันเหมือนลดทอนอารมณ์รุนแรงออกไปจนหมด เหลือเพียงตัวละครคุยกันอย่างชิล ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง คือกราบตีน Angela Schanelec มาก ๆ

 

9. หนึ่งในภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีดในกลุ่มนี้ ก็คือ 30 (2010, Tossapol Boonsinsukh, Thailand, 14min) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” (2004, ฟ้า พูลวรลักษณ์)

 

เราไม่เคยอ่านหนังสือ “ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก” นะ แต่เรารักหนังเรื่อง 30 อย่างรุนแรงมาก หนังเรื่องนี้ประกอบไปด้วยเสียง voiceover เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ แบบไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน แต่เหมือนเป็นเรื่องราวชีวิตของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง และมีเนื้อเรื่องบางส่วนเกิดขึ้นในนครชิคาโกของสหรัฐ และในเมืองหยางโจวของจีนด้วย

 

ในส่วนของ “ภาพ” นั้น หนังเรื่องนี้ให้ผู้ชมเห็นแต่เพียง “จุด” ต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา จนกระทั่งมันกลายเป็นสี่เหลี่ยม และคืนร่างเป็นจุดอีกครั้งในช่วงท้ายเรื่อง

 

แต่ปรากฏว่า แค่เราได้ดูเพียงแค่ “จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมา” ในหนังเรื่องนี้ เราก็แทบร้องไห้แล้ว เหมือนคุณ Tossapol เขาออกแบบการเคลื่อนที่ของจุดต่าง ๆ บนจอภาพยนตร์ ให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องในเสียง voiceover แต่มันเป็นการสอดคล้องกันในแบบที่เราไม่รู้ตัว กว่าเราจะรู้ตัวว่ามันทำปฏิกิริยากันอย่างรุนแรงในใจเรา มันก็บีบคั้นใจเราจนแทบร้องไห้แล้วในช่วงท้ายเรื่อง กราบตีนมาก ๆ

 

อีกสิ่งที่ minimal มาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือเครดิตช่วงท้ายเรื่อง ที่ขึ้นชื่อนักแสดงมาสองกลุ่ม กลุ่มแรกมี 4 คน ส่วนกลุ่มที่สองมี 10 กว่าคน

 

คือเราเห็นรายชื่อนักแสดงแล้วก็งงมาก เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นเพียงแค่ จุดต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปมาบนจอภาพยนตร์ เราก็เลยเดาว่า รายชื่อ 4 คนแรก น่าจะเป็น “ผู้พากย์” หรือ “เจ้าของเสียง voiceover”

 

ส่วนรายชื่อนักแสดง 10 กว่าคนในกลุ่มที่สอง เราเดาว่า นักแสดงเหล่านี้น่าจะเป็น “เพื่อนในชีวิตจริง” ของผู้กำกับ และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่อง 30 นี้ และบางทีจุดต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหมือนตัวแทนของพวกเขา แต่อะไรพวกนี้คือเราเดาเอาเองหมดเลยนะ

 

เพราะฉะนั้น 30 ก็เลยถือเป็นหนึ่งในหนังที่ minimal ที่สุดที่เราเคยดูมาในชีวิตนี้ แต่มันส่งผลสะท้านสะเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรงมาก ๆ และน่าจะถือเป็นการสร้างหนังโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ แต่ตัวหนังกลายเป็นอะไรที่แตกต่างจากตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมอย่างสุดขั้วมาก ๆ

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบเทปม้วนนี้กลับมาฟังอีก UNTIL THE END OF THE WORLD SOUNDTRACK (1991)

 

เทปลิขสิทธิ์นี้ผลิตโดยค่ายวอร์เนอร์ และน่าจะออกวางแผงในไทยตั้งแต่ปี 1991 แต่ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราซื้อเทปม้วนนี้ในปี 1996 เพราะว่าในปีนั้นเราได้ดูหนังเรื่อง UNTIL THE END OF THE WORLD (1991, Wim Wenders) ที่คุณสนธยา ทรัพย์เย็น แห่ง Filmvirus นำมาจัดฉายที่ดวงกมล ซีคอนสแควร์

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง และก็ชอบเพลง SUMMER KISSES, WINTER TEARS ของ Julee Cruise ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ เราก็เลยตัดสินใจซื้อเทปเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ปรากฏว่า เวลาผ่านมานาน 30 ปีแล้ว เทปม้วนนี้ก็ยังคงฟังได้ดีอยู่ เราดีใจมาก ๆ แต่เสียดายที่ปกเทปนี้ไม่มีเนื้อเพลง อย่างไรก็ดี ปกเทปม้วนนี้ดีที่มีภาพประกอบสวย ๆ

 

ลำดับความชอบของเราที่มีต่อเพลงในอัลบัมชุดนี้ (ไม่นับเพลงบรรเลงในอัลบัม)

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. SUMMER KISSES, WINTER TEARS – Julee Cruise

 

2. CALLING ALL ANGELS – Jane Siberry with k.d. lang

 

3. DAYS – Elvis Costello

 

4. (I’LL LOVE YOU) TILL THE END OF THE WORLD – Nick Cave and the Bad Seeds

 

5. SAX AND VIOLINS – Talking Heads

 

6. THE ADVERSARY – Crime & The City Solution

เราเพิ่งรู้จักวงนี้ก็เมื่อเราได้ซื้ออัลบัมชุดนี้นี่แหละ

 

7. FRETLESS – R.E.M.

 

8. DEATH’S DOOR – Depeche Mode

 

9. IT TAKES TIME – Patti Smith & Fred Smith

 

10. MOVE WITH ME (DUB) – Neneh Cherry

Neneh Cherry นี่เป็นนักร้องคนโปรดของเรา แต่เพลงนี้สู้เพลงอื่น ๆ ในอัลบัมไม่ค่อยได้

 

11. LAST NIGHT SLEEP -- Can

 

12. SLEEPING IN THE DEVIL’S BED – Daniel Lanois

 

13. WHAT’S GOOD – Lou Reed

 

14. HUMANS FROM EARTH – T-Bone Burnett

 

15. UNTIL THE END OF THE WORLD – U2

 

U2 นี่ถือเป็นวงโปรดของเราวงนึงนะ แต่ไป ๆ มา ๆ เราดันรู้สึกเฉย ๆ กับเพลงนี้ ซึ่งแตกต่างจากเพลง FARAWAY, SO CLOSE! (1993) ที่เราชอบสุดขีด

+++

 

ลองถาม AI ว่า สินค้าจีนมียี่ห้ออะไรบ้าง เผื่อเราจะได้ไม่ไปอุดหนุนมันอีก

 

 

Tuesday, February 17, 2026

WUTHERING HEIGHTS

 

ฉันรักเขา Avinash Tiwary in O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30)

 

1. พอเราดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงยาวแค่ 150 นาที (ตามที่เว็บเมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์บอกไว้) แต่เวอร์ชั่นที่ลงใน WIKIPEDIA กับ IMDB บอกว่าหนังมันยาว 178 นาที ทำไมเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยถึงสั้นกว่าที่อื่น 28 นาที แล้วเนื้อหาตรงส่วนไหนที่มันหายไป

 

แต่เราก็ไม่ได้จับเวลาดูหรอกนะว่า เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาวจริง ๆ กี่นาที อาจจะต้องฝากเพื่อน ๆ ที่ไปดูหนังเรื่องนี้ช่วยจับเวลาดูว่า หนังมันยาวจริง ๆ กี่นาทีโดยไม่รวมเวลา intermission

 

คือเมื่อวานเราดูรอบ 19.00 น. หนังมันเริ่มฉายจริง ๆ น่าจะราว ๆ 19.20 น. แล้วหนังมี intermission ราว 5-10 นาที พอหนังจบแล้ว เราไม่ได้ดู end credits ต่อ เราไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกมานั่งเล่นมือถือแป๊บนึง แล้วเราก็ส่ง line คุยกับเพื่อนตอนเวลา 22.33 น. เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ตกลงเวอร์ชั่นที่ฉายในไทยมันยาว 150 นาทีหรือ 178 นาที หรือว่าจริง ๆ แล้วของไทยมันก็ยาว 178 นาที แต่อีเว็บไซท์ Major Cineplex ลงข้อมูลผิดเอง 55555

 

2. พอดู O’ROMEO เราก็เลยสงสัยว่า Vishal Bhardwaj ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงในการสร้างหนังเรื่องนี้จาก AFTERNOONS OF SOLITUDE (2024, Albert Serra, Spain, documentary, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าใน O’ROMEO นั้น มีฉากสำคัญสองฉากเกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงในสเปน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เนื้อหาของหนังมันไม่จำเป็นต้อง set ฉากให้เกิดขึ้นในสนามสู้วัวกระทิงก็ได้ คือเหมือนตัวผู้ร้ายของหนังมันชื่นชอบการสู้วัวกระทิง ฉากสำคัญของหนังมันเลยไปเกิดขึ้นที่สนามสู้วัวกระทิง แต่ถ้าหากหนังเรื่องนี้มันสร้างตัวละครผู้ร้ายให้ชื่นชอบ hobby อื่น ๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้อง set ฉากสนามสู้วัวกระทิงขึ้นมาแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงต้องให้ความสำคัญกับฉากสนามสู้วัวกระทิงมากมายขนาดนี้ หรือว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจส่วนนึงจาก AFTERNOONS OF SOLITUDE 55555

++++

 

หลังจากที่เราได้ดูหนังเรื่อง O’ROMEO (2026, Vishal Bhardwaj, India, A+30) ที่พูดถึงการสู้วัวกระทิงในสเปน เราก็เลยสงสัยว่าศาสนาฮินดูมอง “วัวกระทิง” อย่างไร คือเรารู้ว่า “วัว” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู แต่เราไม่เคยรู้ว่าวัวกระทิงกับควายมีสถานะอย่างไรในฮินดู เราก็เลยต้องกูเกิลถามเอา

 

เราว่าเป็นหนังที่ "ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้" นะ คือหนังมัน visually striking เหมือนหนังทุกเรื่องของ Vishal Bhardwaj และก็มีมาตรฐานดีกว่าหนังบอลลีวู้ดทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่หนังที่ "ห้ามพลาด" แต่อย่างใด

 

แต่ก็ถือเป็นหนังที่ "ห้ามพลาด" สำหรับใครก็ตามที่อินกับหนังเรื่อง THE BRIDE WORE BLACK (Francois Truffaut) 55555

++++++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยอยากให้มีคนเขียนเปรียบเทียบตัวละคร “ปวุติ” (ธงไชย แมคอินไตย์) ในละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) ที่สร้างจากนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” ของโบตั๋น กับตัวละคร “หีดขลิบ” Heathcliff ใน WUTHERING HEIGHTS มาก ๆ เราว่า

 

1. ปวุติ กับ Heathcliff นี่มีส่วนคล้ายกันในบางแง่มุม คือเป็น “ลูกบุญธรรม” ที่คั่งแค้นตระกูลคนรวย และพยายามทำลายล้างตระกูลคนรวยเหมือนกัน

 

2. ถึงแม้เนื้อหาส่วนอื่น ๆ ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “บ้านสอยดาว” จะไม่ได้มีความใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แต่เราว่าตัวละครบางตัวในสองเรื่องนี้ก็ “มีความแตกต่างกัน” อย่างน่าสนใจ อย่างเช่น ตัวละครแอบจันทร์ (มยุรา ธนะบุตร) ใน “บ้านสอยดาว” กับ Catherine ใน WUTHERING HEIGHTS นั้นก็เป็นตัวละครสาวคนรวยผู้คลั่งรัก และเก็บกดทางเพศอย่างรุนแรงเหมือนกัน แต่แอบจันทร์ถูก treat เป็น “นางอิจฉา” ในขณะที่ Catherine ถูก treat เป็นนางเอก

 

3. ตัวละคร Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS กับ “อิงฟ้า” (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ในบ้านสอยดาว ก็เหมาะจะนำมาเทียบเคียงกัน เพราะทั้งสองมีสถานะ “กึ่ง ๆ ลูกบุญธรรมในบ้านคนรวย” เหมือนกัน และคอยดูแล “บัญชี” ของบ้านคนรวยเหมือน ๆ กัน และก็เป็น “หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย” เหมือน ๆ กัน แต่ “อิงฟ้า” ถูก treat เป็นนางเอกของ “บ้านสอยดาว” ในขณะที่ Nelly นั้น คือ “นางตัวร้าย” ที่แท้จริงของ WUTHERING HEIGHTS เพราะความชิบหายของตัวละครอื่น ๆ ในหนังเรื่องนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ Nelly “เลือกว่าจะให้ตัวละครตัวไหน ได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ้าง”

 

อันนี้คือสิ่งที่นักวิจารณ์ตีความบทประพันธ์ WUTHERING HEIGHTS ของ Emily Bronte นะ ซึ่งเราก็เห็นด้วยมาก ๆ เพราะในเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เห็นได้ชัดว่า การกระทำของ Nelly ในการควบคุม “ข้อมูลข่าวสาร” ของตัวละครอื่น ๆ มันนำมาซึ่งความชิบหายของทุก ๆ คนของจริง

 

จริง ๆ แล้ว เราก็แอบสงสัยว่า โบตั๋นได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครปวุติมาจาก WUTHERING HEIGHTS หรือเปล่า 55555

 

อันนี้เป็นภาพของ

 

1.ธงไชย แมคอินไตย์ ในบท ปวุติ ใน “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30)

 

2. อภิชาติ พัวพิมล ในบท ปวุฒิ ใน “บ้านสอยดาว” (1996) เวอร์ชั่นนี้ คุณอินทิรา เจริญปุระ รับบท “อิงฟ้า” แต่เราไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้นะ

 

3. WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มี Richard Gomez รับบทเป็น Gabriel ใน I WILL WAIT FOR YOU IN HEAVEN (1991, Carlos Siguion-Reyna, Philippines) เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

4. WUTHERING HEIGHTS (1988, Yoshishige Yoshida, Japan, 143min) มี Yusaku Matsuda เล่นเป็นพระเอก เราก็ยังไม่ได้ดูเวอร์ชั่นนี้

 

5. WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มี Lucas Belvaux เล่นเป็นพระเอก เราชอบเวอร์ชั่นนี้มากกว่าเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell

 

สรุปว่าเราเคยดู WUTHERING HEIGHTS ไปแค่สองเวอร์ชั่น ซึ่งก็คือเวอร์ชั่นของ Jacques Rivette กับ Emerald Fennell และเคยดู “บ้านสอยดาว” ไปแค่เวอร์ชั่นเดียวนะ เราชอบ WUTHERING HEIGHTS ของ Jacques Rivette มากๆ มันมี magic ของความรู้สึก “โปร่งโล่งเบาสบาย อากาศถ่ายเท” ยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึก magic แบบนี้มันอธิบายได้ยากมาก

 

ส่วนเวอร์ชั่นของ Emerald Fennell นั้น เราชอบ “ความพยายามทำให้เหมือนหน้าปกนิยาย Romance” ของมัน 5555 และเราชอบการ treat ตัวละครหญิงในหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีดมาก ๆ โดยเฉพาะตัวละคร Nelly (Hong Chau), Isabella (Alison Oliver) และ Zillah (Amy Morgan) คือเราว่าจริง ๆ แล้วทั้งสามตัวนี้ “แรง” พอ ๆ กับนางเอกเลยทีเดียว และทั้งสามตัวนี้ดูเหมือน “ไม่ใช่เหยื่อของผู้ชาย” โดยเฉพาะ Isabella กับ Zillah ที่สามารถทำให้ผู้ชายมาตอบสนองอารมณ์ทางเพศของพวกเธอได้

 

คือหน้าที่หลักของนิยาย Romance คือการตอบสนอง sexual fantasy ของผู้อ่าน ที่ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเป็นผู้หญิงหรือเกย์ และผู้อ่านกลุ่มนี้อาจจะชอบจินตนาการถึง “ผู้ชายดิบ ๆ เถื่อน ๆ” และเราว่าพอมองการ treat ตัวละคร Isabella กับ Zillah ในหนังของ Emerald Fennell เราก็รู้สึกว่า WUTHERING HEIGHTS เวอร์ชั่นนี้มันทำหน้าที่คล้าย ๆ กับ “นิยาย Romance” ยุคเก่าได้ดีพอสมควร

 

สรุปว่าดิฉันขอจองเป็น Zillah ใน WUTHERING HEIGHTS (2026) ค่ะ เพราะดิฉันอยากเริงรักกับ Joseph (Ewan Mitchell) มาก ๆ

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีการนำ “บ้านสอยดาว” มาสร้างอีกไหม หรือจะมีการนำ WUTHERING HEIGHTS มาดัดแปลงเป็นไทยบ้างหรือเปล่า แต่ดิฉันอยากได้ “ปวุติ” หรือ Heathcliff ที่ให้อารมณ์แบบ เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หรือทศพล หมายสุข ค่ะ 55555

+++

 

สืบเนื่องจากโพสท์ข้างล่าง ที่เราเขียนเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างตัวละคร “อิงฟ้า” ใน “บ้านสอยดาว” กับ Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) ไปแล้ว เราก็เลยขอแปะรูปไปด้วยเลยดีกว่า 555

 

หญิงสาวผู้คอยสังเกตการณ์ความเป็นไปในบ้านคนรวย

 

1. อิงฟ้า ใน “บ้านสอยดาว” (1996) รับบทโดย อินทิรา เจริญปุระ

2. อิงฟ้า ใน  “บ้านสอยดาว” (1984, มโนรัตน์, A+30) รับบทโดย อุทุมพร ศิลาพันธุ์

3. Nelly ใน WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) รับบทโดย Hong Chau

4. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1992, Peter Kosminsky, UK) รับบทโดย Janet McTeer

5. Ellen Dean ใน WUTHERING HEIGHTS (1939, William Wyler) รับบทโดย Flora Robson

 

จริง ๆ แล้วเราชอบการแสดงของ Sandra Montaigu ในบท “พี่เลี้ยงนางเอก” ใน WUTHERING HEIGHTS (1985, Jacques Rivette, France, 130min, A+30) มาก ๆ เลยนะ แต่เสียดายที่เราหารูปของ Sandra Montaigu จากหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย

+++

 

5. SHAM (2025, Takashi Miike, Japan, A+30)

 

ตัวละคร Seiichi Yabushita (Go Ayano) พูดคำว่า TADAIMA ในหนังเรื่องนี้

 

++++

 

พอเราได้ดู WUTHERING HEIGHTS (2026, Emerald Fennell, A+25) แล้วก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง THE BRONTË SISTERS (1979, André Téchiné, France, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE BRONTË SISTERS เล่าเรื่องของสามสาวพี่น้องตระกูลบรอนเต ซึ่งประกอบด้วย

 

1. Emily Brontë (Isabelle Adjani) ผู้แต่งนิยายเรื่อง WUTHERING HEIGHTS ซึ่งเราเดาว่าน่าจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้ “โบตั๋น” แต่งนิยายเรื่อง “สุดสายรุ้ง” (ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด) ที่ได้รับการสร้างเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “บ้านสอยดาว” (1984, 1996) ในเวลาต่อมา ตามที่เราโพสท์ไปแล้วในช่วงเช้าวันนี้

 

2. Charlotte Brontë (Marie-France Pisier) ซึ่งเป็นพี่สาวของ Emily โดย Charlotte นั้นเป็นคนแต่งนิยายเรื่อง JANE EYRE (1847) ที่ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เรื่อง “รักเดียวของเจนจิรา” (1996)

 

3. Anne Brontë (Isabelle Huppert) ซึ่งเป็นน้องสาวของ Emily โดย Anne Brontë นั้น เป็นผู้แต่งนิยายเรื่อง THE TENANT OF WILDFELL HALL (1848) ที่ถือเป็น “หนึ่งในนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของโลก”

 

(แล้วนิยาย feminist เรื่องแรก ๆ ของไทยมีเรื่องอะไรบ้าง อันนี้เราไม่มีความรู้เลย ถ้าหากใครพอรู้เรื่องนี้แล้วก็ comment มาได้นะคะ)

 

เราเคยดู THE BRONTË SISTERS แล้วก็ชอบสุดขีดมาก ๆ กราบการแสดงของ Isabelle Adjani ในหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก ๆ การแสดงของเธอมันแสดงให้เห็นถึง “ความบ้าคลั่ง” บางอย่างในจิตใจของ Emily Brontë ได้อย่างทรงพลังจริง ๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วเราชอบนักประพันธ์หญิงในยุคนั้นมาก ๆ ทั้ง

 

1. Emily Brontë (1818-1848)

2. Emily Dickinson (1830-1886) คนนี้ถือเป็น one of my most favorite writers of all time เธอเป็นกวีชาวอเมริกัน

 

3. Mary Shelley (1797-1851) ผู้แต่ง FRANKENSTEIN

 

4. Jane Austen (1775-1817) ผู้แต่ง PRIDE AND PREJUDICE, SENSE AND SENSIBILITY, MANSFIELD PARK, NORTHANGER ABBEY, PERSUASION, EMMA (ต้นแบบของ CLUELESS) ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่อินกับนิยายของเธอ แต่เราชอบหนัง/ละครทีวีที่ดัดแปลงจากนิยายของเธอ 55555

 

5. George Sand (1804-1876) นักแต่งนิยายชาวฝรั่งเศส เราไม่เคยอ่านนิยายของเธอนะ แต่เราเคยดูหนัง 3 เรื่องที่สร้างจากชีวิตของเธอ ซึ่งได้แก่ CHILDREN OF THE CENTURY (1999, Diane Kurys, France), IMPROMPTU (1991, James Lapine) และ CHOPIN: DESIRE FOR LOVE (2002, Jerzy Antczak, Poland)

 

6. George Eliot (1819-1880) ผู้แต่งนิยาย  Adam Bede (1859), The Mill on the Floss (1860), Silas Marner (1861), Romola (1862–1863), Felix Holt, the Radical (1866), Middlemarch (1871–1872) and Daniel Deronda (1876)

 

เรายังไม่เคยอ่านนิยายของ George Eliot นะ แต่ก็ตั้งใจว่าอยากจะอ่าน 55555

 

แล้วคุณชอบนักประพันธ์หญิงคนไหนมากที่สุดในยุคนั้นคะ ของเราคือ Emily Dickinson ค่ะ

 

ภาพ

1. รักเดียวของเจนจิรา (1996)

2. ความแตกต่างของสามสาว Brontë

3. Isabelle Adjani as Emily Brontë

4. Isabelle Huppert as Anne Brontë

5. Marie-France Pisier as Charlotte Brontë

6. Molly Shannon as Emily Dickinson in WILD NIGHTS WITH EMILY (2018, Madeleine Olnek, lesbian film, A+30)

7. Judy Davis as George Sand in IMPROMTU

8. Juliette Binoche as George Sand in CHILDREN OF THE CENTURY

9. Natasha Richardson as Mary Shelley in GOTHIC (1986, Ken Russell, UK)

10. MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema) ที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เราชอบหนังเรื่องนี้มากพอสมควร

 

 

Thursday, January 13, 2011

LE PENDU (THE THIRD PERSON) (2007, Claire Devers, A+)

I think of this film as an unintentional remake of CELINE AND JULIE GO BOATING (1974, Jacques Rivette). I guess LE PENDU and CELINE AND JULIE GO BOATING are both adapted from the same novel by Henry James. LE PENDU concerns two women with different personalities (Dominique Blanc + Dominique Reymond). Each of them gets involved with a haunted house and has different reactions with the ghost. Both of them try to appease the ghost, and one of them tries to smuggle someone to a safe place, like in the ending of CELINE AND JULIE GO BOATING.

LE PENDU may not be as great as CELINE AND JULIE GO BOATING, but LE PENDU is still a good film in its own way. When I was watching this film, I couldn't figure out what kind of film it is. Would it turn out to be a horror, a murder mystery, a romantic, or a comedy film? Like in the case of CELINE AND JULIE GO BOATING, LE PENDU unintentionally shows that "the genre" is not important.

Apart from LE PENDU, I also like other films which refer to CELINE AND JULIE GO BOATING, including BERLIN CHAMISSOPLATZ (1980, Rudolf Thome) and MV: SAWANG PAI SAWANG MA (2010, Sonthaya Subyen).



Thursday, April 17, 2008

LOVE IN THE TIME OF CHOLERA (2007, Mike Newell, B+)

This is my comment in Dechito’s blog:
http://dechito.blogspot.com/2008/04/love-in-time-of-cholera.html

I haven’t read any of Marquez’s writing, though I have seen a few films adapted by his work. As for LOVE IN THE TIME OF CHOLERA (2007, Mike Newell, B+), I think the film is watchable, though there seems to be too many events happening in the film. I don’t know if the story had better be adapted into a TV miniseries than a film or not.

My most favorite scene in the film is when Ofelia is banished from the house by Fermina. I want to applaud Fermina for doing the right thing. People like Ofelia deserve this kind of punishment.

My most favorite films adapted from Marquez’s writing are:

1.NO ONE WRITES TO THE COLONEL (1999, Arturo Ripstein)
I think Matthew and you saw this film.

2.ERENDIRA (1983, Ruy Guerra)

3.I’M THE ONE YOU’RE LOOKING FOR (1988, Jaime Chavarri, Spain)