Monday, July 13, 2020

LAST YEAR AT DACHAU


SERGEI/ SIR GAY (2016, Mark Rappaport, documentary, A+30)

1.เรารู้มานานแล้วว่า Sergei Eisenstein เป็นเกย์ แต่เพิ่งมารู้จากหนังเรื่องนี้แหละว่า ในฉากสำคัญฉากนึงของ THE BATTLESHIP POTEMKIN นั้น นักแสดงชายสองคนที่ต่อสู้กันอย่างยาวนานบนเรือเป็นผัวเก่ากับผัวใหม่ของ Eisenstein 55555

จริงๆแล้วทั้งสองไม่ใช่ผัวเก่ากับผัวใหม่ซะทีเดียว แต่เป็นชายหนุ่มสองคนที่ Eisenstein เลยหลงรัก หนังเรื่อง SERGEI/SIR GAY ก็เลยจินตนาการว่า ในฉากสำคัญของ THE BATTLESHIP POTEMKIN นั้น ผู้ชมอาจจะนึกว่า ชายหนุ่มสองคนนี้ต่อสู้กันเพื่อความยุติธรรมและเพื่อความสุขของประชาชน แต่จริงๆแล้ว Eisenstein อาจจะสร้างฉากนี้ขึ้นมาเพือตอบสนองแฟนตาซีของตัวเองว่า ชายหนุ่มสองคนนี้กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงความรักจากไอเซนสไตน์

2.เพิ่งรู้ว่า Helmut Berger เป็นผัวของ Luchino Visconti ตายแล้ววววว เสียดายที่เราเหมือนไม่เคยดูหนังของ Visconti ที่นำแสดงโดย Helmut Berger มาก่อนเลย

TATI VS. BRESSON: THE GAG (2016, Mark Rappaport, documentary, A+30)

งดงามมาก หนังจับสังเกตการใช้ sound และ image ในหนังหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะในหนังของ Jacques Tati และ  Robert Bresson และข้ามไปวิเคราะห์บางฉากใน M (Fritz Lang), THE SHOP AROUND THE CORNER (1940, Ernst Lubitsch) และ THE BIG COMBO (1955, Joseph H. Lewis) ด้วย

LAST YEAR AT DACHAU (2020, Mark Rappaport, documentary, A+30)

1.เพิ่งรู้ว่า “โหนกแก้ม” ของนักแสดงมันสำคัญขนาดนี้ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ในการสร้างหนังเกี่ยวกับ Holocaust และ concentration camp นั้น ปัญหาสำคัญก็คือว่า คนในค่ายกักกันจริงๆมันผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มันซูบซีด ซูบเซียวมากๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากสุดๆที่จะหานักแสดง โดยเฉพาะดาราดังๆที่หล่อๆสวยๆ มาทำให้ดูเหมือนนักโทษในค่ายกักกันจริงๆได้

เพราะฉะนั้นทางออกนึงก็คือ ต้องเลือกนักแสดงที่มี “โหนกแก้ม” เด่นชัด เพราะการมีโหนกแก้มเด่นชัดมันช่วยหลอกตาให้ดูเหมือนคนผอมได้ ดังนั้นนี่ก็เลยเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ Charlotte Rampling ได้แสดงใน THE NIGHT PORTER (1974, Liliana Cavani) และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Hanna Schygulla ไม่ได้เล่นใน SOPHIE’S CHOICE (1982, Alan J. Pakula) เพราะตอนแรกทางผู้สร้างอยากให้ Schygulla มารับบทนางเอกในหนังเรื่องนี้ แต่ Schygulla หน้าแป้นแล้น กลมมาก บทก็เลยตกเป็นของ Meryl Streep ที่มีความได้เปรียบทางโหนกแก้มแทน

2.เพิ่งรู้ว่าผู้สร้างหนัง ZENTROPA (1991, Lars von Trier) แก้ปัญหาเรื่องความยากลำบากในการหานักแสดงที่เหมือนคนในค่ายกักกัน ด้วยการเอาผู้ป่วยโรคเอดส์มารับบทเป็นคนที้เคยอยู่ในค่ายกักกัน

3.เพิ่งรู้ว่า Delphine Seyrig ตัดสินใจเล่นหนังอาร์ตของผู้กำกับหญิงบางเรื่อง เพราะเธอเป็นดาราดัง และการได้เธอมาเล่น จะช่วยให้ผู้กำกับหญิงเหล่านั้น  (Marguerite Duras, Chantal Akerman, Ulrike Ottinger) ระดมทุนมาสร้างหนังได้ง่ายยิ่งขึ้น

4.ชอบหนังหลายๆเรื่องของ Mark Rappaport อย่างสุดๆตรงที่ว่า มันเต็มไปด้วย imaginary films น่ะ อย่างใน LAST YEAR AT DACHAU นี้ หนังก็พูดถึงความจริงที่ว่า หนังเรื่อง LAST YEAR AT MARIENBAD (Alain Resnais) กับ PATHS OF GLORY (Stanly Kubrick) มันถ่ายที่ปราสาทเดียวกัน เพราะฉะนั้น Mark Rappaport ก็เลยสร้าง imaginary films ขึ้นมา ด้วยการผสม LAST  YEART AT MARIENBAD กับ PATHS OF GLORY เข้าด้วยกัน

5.พอดูหนังหลายๆเรื่องของ Mark Rappaport แล้วเราก็เลยอยากสร้างหนังบ้าง 5555 หนึ่งในหนังที่เราอยากให้มีคนสร้างมากๆก็คือ หนัง imaginary films + found footage ที่ผสมคลิปจากหนังเรื่องต่างๆของ Delphine Seyrig กับ Tilda Swinton เข้าด้วยกัน ทำให้เหมือนกับว่าดาราหญิงทั้งสองคนนี้ปะทะเชือดเฉือนกันในหนังเรื่องเดียวกัน ทั้งๆที่จริงๆแล้วทั้งสองไม่เคยปะทะกันแต่อย่างใด

TO PARSIFAL (1963, Bruce Baillie, 16min, A+30)

Sunday, July 12, 2020

OUR 30-MINUTE SESSIONS

OUR 30-MINUTE SESSION (2020, Kentaro Hagiwara, Japan, A+30)

1.เป็นหนังที่ดูแล้วกลุ้มใจมากๆ ไม่รู้จะเลือกใครดีระหว่าง Mackenyu, Takumi Kitamura  หรือ Shono Hayama 55555

2.จริงๆแล้วรู้สึกว่าตัวละคร Sota (Takumi Kitamura) มันดูปลอมๆนิดนึง แต่เราแพ้ทางหนังแนวนี้อยู่แล้ว ก็เลยให้อภัยได้

3.ดูแล้วนึกถึง one of my most favorite films of all time ซึ่งก็คือเรื่อง HEART AND SOULS (1993, Ron Underwood) ที่เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนนึงที่ได้รับการติดต่อจากผี 4 ตัวเพื่อให้ช่วยสะสางสิ่งที่ค้างคาใจผี 4 ตัวนี้

แต่ถ้าเทียบกันแล้ว เราว่า HEART AND SOULS ซึ้งกว่าหนังเรื่องนี้มากๆ

BESIDE THE RAILWAY TRACK PART 1&2 (2020, Watcharapong Phukhum, short film, A+30)

งดงามมากๆ

ฉากขอดเกล็ดปลาในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในฉากที่ติดตาตรึงใจที่สุดเท่าที่ได้ดูมาในปีนี้

ดูแล้วจินตนาการว่า "ครอบครัวแบบเดียวกับครอบครัวของพระเอกใน PARASITE" อาจจะอาศัยอยู่ใกล้ๆกับครอบครัวของ subjects ในหนังเรื่องนี้

I CAN'T SLEEP (1994, Claire Denis, France, A+30)

1.งดงามที่สุด ชอบความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ที่เหมือนเลยพ้นจากการพยายามทำให้ตัวละครเป็นเพียงภาพแทนของ "ชนกลุ่มน้อย" หรือ "คนขายขอบ" ของสังคม แบบที่หนังอย่าง CRASH (2004, Paul Haggis, A+30) ทำ คือเราก็ชอบ CRASH มากๆ เพราะมันก็มีจุดประสงค์ที่ดีของมัน แต่เราก็ชอบที่หนังเรื่องอื่นๆไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับจุดประสงค์แบบนั้นด้วย

2.ดูแล้วนึกถึง TROUBLE EVERY DAY (Claire Denis) ในแง่ที่ว่า หนังทั้งสองเรื่องทำให้เราแอบลุ้นว่า เมื่อตัวละครที่มีบางจุดพ้องกันมาปะทะกัน จะเกิดอะไรขึ้น โดยใน I CAN'T SLEEP มันคือคนชายขอบมาปะทะกัน ส่วนใน TROUBLE EVERY DAY เป็นมนุษย์กินคนมาปะทะกัน

3.เสียดายที่ Line Renaud ไม่มีฉากบู๊ ตอนแรกนึกว่าจะมีฉากที่เธอใช้วิทยายุทธในช่วงท้ายเรื่อง 55555

4.ทำไมฉาก A WHITER SHADE OF PALE ทำให้เราอยากร้องไห้

GUNS AKIMBO (2019, Jason Lei Howden, UK, A+)

 นึกว่าเป็นภาคสามของ trilogy ที่มีภาคแรกคือ THE TENTH VICTIM  (1965, Elio Petri, Italy) และภาคสองคือ SERIES 7: THE CONTENDERS (2001, Daniel Minahan) โดยหนังทั้งสามเรื่องนี้ต่างก็พูดถึงการจับคนมาเล่นเกมฆ่ากัน  และหนังทั้งสามเรื่องต่างก็สะท้อนยุคสมัยของตัวเองได้ดีมากเหมือนๆกัน

ถ้าเราจำไม่ผิด THE TENTH VICTIM ตัวละครผู้หญิงผู้ชายมันจะมีลักษณะคล้ายๆหนังเจมส์ บอนด์น่ะ ส่วน SERIES 7 มันคล้ายๆจะเป็นการล้อเลียน reality TV show ที่บูมมากในยุคนั้น ส่วน GUNS AKIMBO จะคล้าย computer game และพระเอกจะดูเนิร์ดๆ หงิมๆหน่อย ไม่ได้ดูเป็นผู้ใหญ่มาดเท่แบบพระเอก THE TENTH VICTIM

แน่นอนว่าในหนังไตรภาคแบบไม่ได้ตั้งใจชุดนี้ เราชอบ SERIES 7 มากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่า THE TENTH VICTIM กับ GUNS AKIMBO มันเหมือนเน้นสร้างเพื่อผู้ชมเพศชายเป็นหลักน่ะ ส่วน SERIES 7 นั้น ถ้าเราจำไม่ผิด ตัวละครนำตัวนึงเป็นหญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอดที่ต้องสู้ยิบตาในเกมล่าสังหารเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและลูกในครรภ์ เราก็เลยอินกับ SERIES 7 มากที่สุด

THE KLEPTOCRATS


THE KLEPTOCRATS โจราธิปไตย (2018, Sam Hobkinson, Havana Marking, UK, documentary, A+30)

1. อยากตั้ง alternative title ให้กับหนังเรื่องนี้ว่า “CRAZY RICH ASIANS ไหมล่ะมึง”

2.ชอบที่มันเหมือนเป็นการเอา “ข่าว” มาทำให้เป็นหนังที่สนุกสนานตื่นเต้น

3.ขอข้ามการพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ เพราะมันดีมากๆ และหลายคนก็คงพูดถึงเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ไปแล้ว

4.สิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ให้กับเราก็คือว่า ก่อนหน้านี้เราแทบเคยไม่สนใจชื่อ “producers” และ “executive producers” ของหนังแต่ละเรื่องมาก่อนเลย นอกจากชื่อแบบ Jason Blum หรือ Paulo Branco หรือ Humbert Balsan อะไรพวกนี้ คือเราสนใจแต่ชื่อ producers ที่บ่งชี้ถึงคุณภาพหนัง แต่ไม่ได้สนใจ producers ที่เป็น “เศรษฐีนายทุน” มาก่อน

พอดู THE KLEPTOCRATS เราก็เลยพบว่า จริงๆแล้วชื่อ producers ของหนังแต่ละเรื่อง ก็อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจมากซ่อนอยู่ด้วยก็ได้

เราก็เลยเริ่มต้นด้วยการดูชื่อ producers ของหนังเรื่องนี้ แล้วก็ร้องกรี๊ดด้วยจิตปฏิพัทธ์สิเน่หา 55555 เพราะหนึ่งใน executive producer ของ THE KLEPTOCRATS คือ Alex Soros บุตรชายวัย 34 ปีของ George Soros หลังจากนั้นเราก็เลยตามไปดู Facebook ของเขา พบว่าเขาเพิ่งมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อต้นปีนี้ด้วย

สรุปดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้เข้าใจว่า เรามีความเป็นกะหรี่อยู่ในตัวมากเพียงใด คือนักข่าวในหนังเรื่องนี้ตามสืบหา producer ของหนังฮอลลีวู้ดเพื่อจะได้เปิดโปงการทุจริตฉ้อโกงประชาชน ส่วนดิฉันตามหาข้อมูล producer ของหนังเพราะสนใจหนุ่มๆหล่อรวย จบ 55555


Wednesday, July 08, 2020

JOJO RABBIT

JOJO RABBIT (2019, Taika Waititi, New Zealand, A+30)

1.รู้สึกว่า หนังมันเล่นท่ายาก ด้วยการนำ Holocaust/ Nazi มาทำเป็นหนังตลก และหนังก็สอบผ่าน ได้ทั้งความตลกและการยอมรับความโหดร้ายของ Nazi + Holocaust คล้ายๆกับที่หนังอย่าง JACOB THE LIAR (1974, Frank Beyer, East Germany) และ LIFE IS BEAUTIFUL เคยทำมาแล้ว

2.ดูแล้วนึกถึงการปลูกฝังเรื่อง "ความรักชาติ"   ให้กับเด็กๆ และการสอนเด็กๆให้เกลียดชังคนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศบนโลกนี้ก็ยังคงทำกันอยู่ และอาจจะนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงในเวลาต่อมา

3.หนังที่อาจเหมาะฉายกับเรื่องนี้คงเป็น PEPPERMINT FREEDOM (1983, Marianne Rosenbaum) ที่ถ่ายทอดความคิดและจินตนาการในหัวของเด็กหญิงตัวเล็กๆชาวเยอรมันในช่วง WWII แต่ PEPPERMINT FREEDOM ไม่ใช่หนังตลก แต่เป็นหนังที่ละเอียดอ่อนและงดงามมากๆ

Tuesday, July 07, 2020

VIVARIUM

VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland, A+30)

นึกว่าคำนิยามของคำว่า "ชีวิตเราก็เท่านี้"

ACHOURA (2018, Talal Selhami, Morocco, A+25)

เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง IT กับ JEEPERS CREEPERS

รู้สึกว่าหนังไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ชอบความเป็น Morocco ของมัน

CHECK-IN SHOCK เกมเซ่นผี (2020, Ruch Kraisingh, F)

จริงๆแล้วหนังไม่น่าเบื่อสำหรับเรา แต่เหมือนหนังมีความย้อนแย้งทางทัศนคติบางอย่าง

Monday, July 06, 2020

STUMPED

มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ (2020, Aekachai Srivichai, A+30)

ยกให้เป็น one of my most favorite Thai mainstream comedies of all time ไปเลย เพราะปกติแล้วเราไม่ชอบหนังตลก โดยเฉพาะหนังตลกของไทยส่วนใหญ่ที่เรา "ดูได้ แต่ก็ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรง (ซึ่งรวมถึงหนังของพจน์ อานนท์ และหม่ำ)

แต่เรื่องนี้ดูแล้วรื่นรมย์สุดๆ แทบไม่รู้สึกติดขัดอะไรเลย (อาจจะติดขัดแค่มุกตด 555)

แต่สาเหตุที่ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ไม่ใช่เพราะมัน "ตลก" นะ เราว่าหนังมันตอบสนอง "ความพาฝัน" ของเราได้อย่างเต็มที่น่ะ มันก็เลยดูแล้วรื่นรมย์สุดๆ หนังสร้างตัวละครหนุ่มหล่อนิสัยดี 3 คนมาให้นางเอกเลือก การได้ดูทั้งสามคนนี้บนจอนี่มันดีต่อใจมากๆ

บุคลิกของนางเอกกับน้องสาวก็ดีสุดๆ เพราะมันไม่ใช่สาวเรียบร้อยที่ดูแล้วน่าหมั่นไส้ นางเอกดูเป็นคนที่ชัดเจน แน่วแน่ดี ส่วนน้องสาวนางเอกก็เหมือนเป็นตัวละครที่กะเทยสามารถ identify ด้วยได้ หนังเรื่องนี้ก็เลยเหมือนมีพื้นที่สำหรับเรา

STUMPED (2017, Robin Berghaus, documentary, A+30)

1.สิ่งที่เกิดกับ  subject ในหนังน่ากลัวสุดขีด เขาเป็นชายหนุ่ม อาจารย์มหาลัย สอนภาพยนตร์ อายุประมาณ  30 กว่าปีวันนึงเขารู้สึกชาๆที่ขา พอเข้าโรงพยาบาล ก็พบว่าเขาติดเชื้ออย่างรุนแรง เหมือนเป็น  streptococcus type อะไรสักอย่าง ต้องตัดแขนทั้งสองข้าง และขาทั้งสองข้างทิ้ง โดยที่หมอก็ไม่รู้ว่า การติดเชื้อนี้เกิดขึ้นได้ยังไง มาจากไหน

  มันเป็นอะไรที่น่ากลัวสุดๆ เหมือนเราใช้ชีวิตตามปกติ ทำตัวเรียบร้อย ไม่ได้ทำอะไรเสี่ยงเลย แต่อยู่ดีๆเราก็เสียแขนเสียขาไปหมดเลย

2.กราบ subject มากๆ ที่เขามีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไป และกลายเป็นดาวตลกได้

3. Subject เป็นเกย์ที่มีสามีที่น่ารักมากๆ ดีใจที่เขาได้สามีดีๆที่คอยดูแลเขาแบบนี้

4.หนังเรื่องนี้มีความสำคัญสุดๆต่อชีวิตเราในตอนนี้ เพราะตอนนี้เราเครียดหนักมากเรื่องอาการป่วยต้อกระจก, การผ่าตัดต้อกระจก และการเตรียมตัวมากมายก่อนผ่าตัด เพราะเราใช้ชีวิตใน apartment เล็กๆ คนเดียว ก็เลยรู้สึกว่าต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม บางช่วงเราเครียดหนักมากจนแทบอ้วกออกมา

ช่วงนี้ก็เลยพยายามนึกถึงหนังเรื่องนี้ และคิดว่าชีวิตเรายังไม่ได้ยากลำบากมากเกินไป

MR. JONES (2019, Agnieszka Holland, A+30)

ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนเราไม่เคยดูหนังที่พูดถึงเหตุการณ์นี้มาก่อนเลย เหมือนความเลวร้ายของนาซีในช่วง WWII มันมากลบเหตุการณ์นี้ไปจนหมด หนังส่วนใหญ่ที่เราเคยได้ดูก็เลยไปพูดเรื่อง WWII แทน แบบ COME AND SEE (Elem Klimov) ในขณะที่หนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ ก็มักจะเป็นหนังเชิดชูโซเวียต แบบหนังของ Akexander Dovzhenko (EARTH) และ Vsevolod Pudovkin (STORM OVER ASIA) หนังเรื่องนี้ก็เลยช่วยฉายไฟให้เราได้เห็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

เข้าใจว่าในโซเวียตยุค 1930 มีการผลิตหนังแนว Stalinist musicals ออกมาเยอะมาก จุดประสงค์นึงก็คงเพื่อกลบความเลวร้ายแบบในหนังเรื่องนี้

Sunday, July 05, 2020

REMINISCENCES OF A JOURNEY TO LITHUANIA

REMINISCENCES OF A JOURNEY TO LITHUANIA (1972, Jonas Mekas, documentary, A+30)

รู้สึกว่าจังหวะการตัดภาพของ Jonas Mekas เร็วพอๆกับ Klaus Wyborny แต่เหมือนเราจูนติดกับหนังของ Mekas ได้ในทันที ในขณะที่หนังของ Klaus Wyborny มันมี wavelength ที่ประหลาดมาก

ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่บางทีเราดูช็อตทุ่งไม้ใบหญ้าตัดสลับกันอย่างรวดเร็วไปมาเหมือนๆกัน แต่ของผู้กำกับคนนึงเรารู้สึกว่ามัน งดงามมาก แต่ของผู้กำกับอีกคนนึงเรากลับรู้สึกว่ามันประหลาดมาก

SHIMANTO RIVER (1991, Hideo Onchi, Japan, A+30)

หนังเกี่ยวกับคนจนในญี่ปุ่นที่กัดฟันสู้ชีวิตอย่างอดทนหลัง WWII  ดูแล้วนึกถึง "สงครามชีวิต โอชิน" อะไรทำนองนี้  ดีที่หนังไม่ฟูมฟาย

Friday, July 03, 2020

POSTCARDS

A task given by Jumpol Vesarashakitti

- 10 albums that greatly influenced your musical taste

- 1 album per day for 10 consecutive days.

Day 10 -- GURU MOTHER (1994) by Opus III

Opus III นี่ถือเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ชอบที่สุดตลอดกาลเลย ชอบทั้งเพลง, เนื้อร้อง, มิวสิควิดีโอ และภาพลักษณ์ของนักร้อง คือถ้าหากเราเป็นตัวละครในหนังสักเรื่อง เราก็อยากปรากฏตัวออกมาด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Kirsty Kawkshaw จากวง Opus III นี่แหละ และเพลงธีมประจำตัวเราก็ต้องเป็นเพลง I TALK TO THE WIND ของวงนี้  แต่ถ้าหากเราไม่ได้ปรากฏตัวด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Kirsty Hawkshaw เราก็ขอมาด้วยรูปร่างหน้าตาแบบ Nina Hagen ก็แล้วกัน :-)

POSTCARDS (1990, Mark Rappaport, short film, A+30)

ชอบสไตล์ของหนังมากๆ สไตล์ของมันคือการเล่าเรื่องโดยให้ตัวละครแสดงอยู่หน้าฉากหลังที่เป็นภาพวิวทิวทัศน์ คือมันเป็นหนัง road movie ที่นักแสดงไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย แค่อยู่ในสตูดิโอที่เปลี่ยนภาพฉากหลังไปเรื่อยๆ

พอดูหนัง fiction ของ Mark Rappaport หลายๆเรื่อง แล้วก็รู้สึกว่า เขาคงชอบหนัง melodrama ยุคโบราณของฮอลลีวู้ดมั้ง แต่แทนที่เขาจะทำหนัง melodrama ตามสไตล์ดั้งเดิมแบบ FAR FROM HEAVEN (Todd Haynes) เขากลับเอาเนื้อเรื่องแบบ melodrama มาทำเป็นหนังที่เปลี่ยนสไตล์ไปเรื่อยๆในแต่ละเรื่อง

เราชอบมากๆที่ผู้กำกับบางคนเหมือนเอาสื่อบันเทิงที่ตนเองชื่นชอบมาดัดแปลงใหม่ให้เป็นสไตล์ของตนเอง นอกจาก Mark Rappaport แล้ว เราก็นึกถึง Werner Schroeter ที่เอาโอเปร่ามาดัดแปลงใหม่ให้เป็นหนังพิลึกพิสดารแบบ EIKA KATAPPA  กับ THE DEATH OF MARIA MALIBRAN หรือ Alain Resnais ที่ชอบเอา "ละครเวทีในทศวรรษ 1920" มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์

BURDEN (2018, Andrew Heckler, A+30)

1. ดูแล้วนึกถึงวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล 55555

2.เหมือนหนังติดรสซึ้งๆแบบหนัง Hollywood อยู่บ้าง พอดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า หนึ่งในหนังเกี่ยวกับ racism ที่เราชอบที่สุดคือ SOUTH (1999, Chantal Akerman, documentary) ซึ่งใช้ฉากหลังคล้ายๆ BURDEN แต่ SOUTH จะไม่มีอารมณ์ซึ้งๆ

3.จองเป็น Andrea Riseborough ในหนังทุกเรื่อง ชอบเธอมากๆ จำเธอในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย เห็นแล้วนึกถึง Tiffany 555

4.ดูแล้วนึกถึง BETRAYED (1988, Costa-Gavras) และ AMERICAN HISTORY X เพราะหนังสองเรื่องนี้พยายามเจาะลึกเข้าไปในความคิดของกลุ่ม Klu Klux Klan เหมือนกัน

Sunday, June 28, 2020

TOOK MY LOVE


ขอบันทึก moment ประทับใจในการได้เจอเพื่อนๆ cinephiles โดยบังเอิญในวันนี้

วันนี้เราเจอกับเพื่อน A, เพื่อน B และเพื่อน C โดยบังเอิญที่โรงหนัง หลังจากดูหนังเสร็จ เพื่อน A ก็พูดกับพวกเราว่า

“เมื่อวันก่อนไปเดินร้าน B2S มา เห็นหน้าปกฌอนอยู่บนปกหนังสือแล้วอารมณ์เสียมากๆ”

แล้วเพื่อน A กับ B ก็แยกไป หลังจากนั้นเพื่อน C ก็หันมาถามเราว่า

“คุณจิตรรู้ไหมครับว่า ทำไมเพื่อน A เขาถึงเกลียดฌอน จินดาโชติมากๆ”

มิสจิตร: 55555

(เพื่อน C เป็นคนที่ไม่เล่น facebook)
 ------------------------
A task given by Jumpol

- 10 albums that greatly influenced your musical taste

- 1 album per day for 10 consecutive days.

Day 5 -- ENERGIQUE (1992) by Bizarre Inc

เพลง TOOK MY LOVE ในอัลบัมนี้ ถือเป็นเพลงที่เปลี่ยนชีวิตของเรา

เราไปเที่ยวเธคครั้งแรกในช่วงฤดูร้อนปี 1993 ที่ Rome Club ในสีลมซอย 4 ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยไปเที่ยวเธคเลย เพราะเราจน ไม่มีเงิน แต่อยู่ดีๆเพื่อนคนนึงก็พบว่ามันมีคูปองเข้า Rome Club ฟรี (หรือลดราคา เราจำไม่ได้แน่นอน) แถมไว้ในสมุดโทรศัพท์ พวกเราก็เลยเอาคูปองฟรีนี้ไปเที่ยวกัน

พอเข้าไปแล้วเราก็ตกตะลึงกับ "พลังที่แท้จริงของเพลง dance" มากๆ นึกถึงที่คนชอบพูดๆกันว่า พลังที่แท้จริงของหนังบางเรื่อง (แบบหนังอย่าง THE LAST EMPEROR) ต้องดูในโรงภาพยนตร์จอใหญ่ๆ ไม่ใช่ดูในจอทีวีเล็กๆ

เราเองก็หลงรักการฟังเพลง dance มาตั้งแต่ปี 1988 แต่ก็ไม่เคยเข้าเธคมาก่อน พอได้ฟังเพลง dance ในเธคเป็นครั้งแรก เราก็เลยรู้สึกตกตะลึงกับพลังของมันมากๆ เหมือนการฟังเพลง dance ทางวิทยุในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นการเจอกับอุซางิจัง แต่การฟังเพลง dance ในเธคเหมือนกับการเจออุซางิจังตอนแปลงร่างเป็น Sailor Moon แล้ว มันหนักกว่ากันมากๆ

แต่เข้าไปแล้ว เราก็ไม่กล้าเต้น ยืนอยู่ชั้นสองไปเรื่อยๆ ฟังเพลงไปเรื่อยๆเป็นเวลานาน

จนกระทั่ง Rome Club เปิดเพลง TOOK MY LOVE ซึ่งเป็นเพลงโปรดของเรานี่แหละ เราก็เลยอดรนทนไม่ไหว ต้องลงไปเต้นที่ชั้น 1 และก็เริ่มติดใจการเที่ยวเธคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พอเราเรียนจบ เริ่มหาเลี้ยงตัวเองได้ เราก็เลยเริ่มไปเที่ยว DJ STATION สีลมซอยสองบ่อยมาก มันกลายเป็นสิ่งเสพติด เป็นบ้านหลังที่สองของเรา บางเดือนเราไปเที่ยวถึง 11 คืนต่อเดือน บางคืนเที่ยวเสร็จ เราก็กลับมานอนที่ห้องตอนตีสามถึงตีห้า แล้วก็ออกไปทำงาน ไม่รู้ยุคนั้นทำไปได้ยังไง ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรง กำลังวังชามาจากไหน

เราเสพติดการเที่ยว DJ Station อย่างรุนแรง มีบางเดือนเราชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนไม่พอใช้ ต้องเอาของไปเข้าโรงจำนำ ต้องหยิบยืมเงินเพื่อนๆมาใช้ หนังโรงหลายๆเรื่องที่เข้าฉายในยุคปลายทศวรรษ 1990 เราก็ไม่มีเงินไปดู เราก็เลยยังไม่เคยดูหนังอย่าง CON AIR (1997, Simon West), ARMAGEDDON (1998, Michael Bay), COYOTE UGLY (2000, David McNally), etc. จนถึงปัจจุบันนี้ (แต่ยุคนั้นเราไปดูหนังเทศกาลนะ เพราะเทศกาลส่วนใหญ่ฉายหนังฟรี)


อย่างไรก็ดี พอถึงเดือนพ.ย.ปี 2000 เราก็เลิกไปเที่ยวเธค เพราะเราเริ่มอ้วนขึ้น พอเดินเข้าไปในดีเจ เพื่อนๆก็ถามว่า เราท้องเหรอ เราก็เลยสูญเสียความมั่นใจ กะว่าลดความอ้วนได้เมื่อไหร่ เราจะกลับไปเที่ยวอีก ปรากฏว่าเรามีแต่อ้วนขึ้นเรื่อยๆ ลดความอ้วนไม่สำเร็จสักที เราก็เลยไม่เคยได้กลับไปเที่ยวเธคหรือ DJ Station อีกเลยหลังจากคืนวันที่ 9 พ.ย.ปี 2000 เป็นต้นมา

เพลง TOOK MY LOVE ในอัลบัม ENERGIQUE ของ Bizarre Inc ก็เลยเหมือนกลายเป็น “จุดหักเห” สำคัญ หรือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเรา การได้ฟังเพลงนี้ใน ROME CLUB มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของ chapter ใหม่ในชีวิตเราที่กลายเป็นคนเสพติดการเที่ยวเธคในปี 1993 และ chapter นั้นของชีวิตเราก็สิ้นสุดลงในคืนวันที่ 9 พ.ย.ปี 2000


LOCAL COLOR

เห็นหลายคนคุยกันถึงตั๋วผี เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราเหมือนเกิดไม่ทันปรากฏการณ์นี้ 555 เหมือนเรามีประสบการณ์แค่ครั้งเดียวกับตั๋วผี นั่นก็คือ ตอนที่เราจะไปดูหนังเรื่อง."พลอยทะเล" (1987,  เชิด ทรงศรี) ที่โรงหนังสยาม แต่พอเราไปถึงหน้าโรง น่าจะประมาณตอน 9 โมงเช้า ปรากฏว่าตั๋วขายหมดไปแล้ว แต่มีคนยืนขายตั๋วผีอยู่หน้าโรง และเราก็ตัดสินใจไม่ซื้อตั๋วผี เพราะเรารู้สึกว่าโดนเอารัดเอาเปรียบ

ถ้าหากเราจำไม่ผิด วันนั้นเราเลยเดินไปดู THE GOLDEN CHILD (1986, Michael Ritchie) รอบ 10.00 น. ที่โรงแมคเคนนาแทน (แต่อาจจะจำผิดก็ได้นะ)

เหมือนหลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเจอตั๋วผีอีกเลย อาจจะเพราะคนไทยไม่ได้แห่แหนไปดูหนังโรงมากเท่าแต่ก่อนแล้ว

(ภาพประกอบไม่เกี่ยวอะไรกับตั๋วผี 555)

THE SOUVENIR (2019, Joanna Hogg, UK, A+30)

ดูแล้วนึกว่าอังกฤษส่ง Joanna Hogg มาเป็นตัวแทน เพื่อตบกับ Mia Hansen-Love จากฝรั่งเศส, Maren Ade จากเยอรมนี และ Jirassaya Wongsutin จากไทย 55555 ในฐานะผู้กำกับหญิงที่จับสังเกตธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างแหลมคม, ละเอียดอ่อน และงดงามมากๆเหมือนกัน

THEY ARE FLYING (2008, Huang Chia-chun, Taiwan, documentary, A+30)

หนังสารคดีเกี่ยวกับสถานพินิจชายไต้หวัน ที่มีการให้เด็กๆขี่จักรยานล้อเดียวเป็นระยะทาง 1000 กิโลเมตรรอบเกาะไต้หวัน

subjects ของหนังเต็มไปด้วยหนุ่มๆไต้หวันอายุ 16-17 ปี ฮิฮิ มีหลายฉากที่เรามัวแต่เคลิ้มไปกับการจ้องตัว subjects บนจอ จนลืมอ่าน subtitles 555

สิ่งที่อยู่ในหัวตลอดเวลาขณะที่ดูหนังเรื่องนี้ คือการจินตนาการว่า เราจะมีความสุขมากเพียงใดนะ ถ้าหากเราเป็น "อานจักรยาน" ที่เด็กหนุ่มๆไต้หวันเหล่านี้ขึ้นขี่ 55555

LOCAL COLOR (1977, Mark Rappaport, A+30)

1 สุดฤทธิ์ เนื้อเรื่องมันคือ melodrama แนว MELROSE PLACE ตัวละครมั่ว sex กันไปมา แต่ style มันประหลาดดี มันมีความตลกหน้าตายแบบ Wes Anderson + Nawapol Thamrongrattanarit, ความจิตวิทยาแบบ Ingmar Bergman และความพิลึกพิลั่นแบบ Raoul Ruiz และหนังเยอรมันยุค 1970

2.ชอบการที่ตัวละครคุยกันอย่างยาวนานในหลายๆฉาก เรื่องธรณีวิทยา และตำนานโบราณที่โหดร้าย ทั้งเรื่อง "เจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลก แต่ไม่มีหัว!?" และเรื่องเจ้าหญิงที่ฆ่าลูกของตัวเอง

Friday, June 26, 2020

SUGAR

RAIN (2020,  Kornkamol Janchalerm, music video, A+)

SPACY (1981, Takashi Ito, Japan, 10min, A+30)

ไม่รู้ใช้เทคนิคในการถ่ายทำและตัดต่อยังไง หนักมากๆ

STILL MOVIE (1978, Yoichi Nagata, Japan, 3min,  A+30)

BELIEVE เชื่อ (2020,  Sarocha Wattanawongsakul, short film, A+25)

หนังเล่าเรื่องแม่ลูกคู่นึงที่ถูกคนในหมู่บ้านกล่าวหาว่าเป็นปอบ

HANIBA (2020, Jirakan Sakunee, A+)

ดูแล้วนึกถึงพวกหนังแนว Guy Ritchie แต่เราไม่ได้ชอบหนังแนวนี้เท่าไหร่

 SUGAR (2020, Sarun Kositsukjaroen, short film, A+30)

หนังเกี่ยวกับ female serial killer ซึ่งเป็นตัวละครที่แทบไม่ค่อยเจอในหนังไทยสักเท่าไหร่ เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ชอบที่หนังเหมือนเลือกที่จะเป็น psychological study และเน้นบรรยากาศ, การจัดแสงสี, การใช้เพลงประกอบ แทนที่จะเน้นการสร้างอารมณ์ลุ้นระทึก, ความลึกลับ, ความสยอง คือหนังเปิดเรื่องด้วยการแสดงให้เห็นเลยว่า นางเอกเป็นฆาตกรโรคจิต และหนังก็เน้นอารมณ์ความรู้สึกขณะนางเอกอยู่ตัวคนเดียว โดยแทบไม่มีการทำให้คนดูลุ้นแต่อย่างใดว่า นางเอกจะฆ่าคนสำเร็จหรือไม่

แต่เหมือนตัวละครนางเอกดูมี “ความลอยๆ” หรือดูไม่หนักแน่นสมจริงซะทีเดียวนะ คือดูหนังเรื่องนี้แล้วจะนึกถึงหนังแบบ TROUBLE EVERY DAY (2001, Claire Denis) น่ะ ที่หนังจะมีความล่องลอย, หลอนๆ และไม่ได้เน้นความสมจริงแบบหนังอย่าง BAISE-MOI หรือ MONSTER (2003, Patty Jenkins)

อยากให้มีคนฉายหนังเรื่องนี้ควบกับ MIDNIGHT RAINBOW (2008, Patha Thongpan) และ NEW GENERATION เด็กโจ๋ (2008, Pakwan Suksomthin) ซึ่งเป็นหนังไทยที่พูดถึง female serial killer เหมือนกัน

Wednesday, June 24, 2020

CATARACT


ขอจดบันทึกไดอารี่ไว้ว่า วันอังคารที่ 23 มิ.ย.ถือเป็นหนึ่งในวันที่หนักที่สุดสำหรับเราในปีนี้

ตอนแรกเรากะว่าวันนี้เราจะไปดู THE SOUVENIR (2019, Joanna Hogg) ที่ Bangkok Screening Room แต่ก็ไม่ได้ไปดู เพราะช่วงเที่ยงๆบ่ายๆ เรารู้สึกว่าตาขวาเรามันมัวๆ เหมือนเห็นตัวอักษรมันซ้อนๆกัน เราก็เลยลองหยีตาข้างซ้าย เปิดตาข้างขวาข้างเดียว แล้วลองกลอกตาไปมา แล้วเราก็ตกใจมาก เพราะเราพบว่ามันเหมือนมีริ้วดำๆหลายอันมาบดบังการมองเห็นในตาขวาของเรา เหมือนรูปด้านล่างที่เราวาดไว้ คือถ้าเรามองตาขวาข้างเดียวตรงๆ เราจะไม่เห็นริ้วๆพวกนี้ แต่ถ้าหากเราหยีตาซ้าย แล้วกลอกตาขวาไปมา เราจะเห็นริ้วๆเหล่านี้มาบดบังการมองเห็นในตาขวา

เราลอง “เอามือปิดตาข้างซ้าย” แทนการหยีตาซ้าย แล้วลองทำแบบเดิม เราก็ไม่เห็นริ้วๆนี้ แต่เราหยีตาขวาไม่ได้ เราเลยลองเอามือปิดตาขวา แล้วกลอกตาข้างซ้ายไปมา เราก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติในดวงตาข้างซ้าย

เราพบว่า ไอ้ริ้วๆที่เราเห็นในดวงตาข้างขวานี้ มันคล้ายกับอาการของคนที่เป็น “จอประสาทตาหลุดลอก” ตามภาพด้านบน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราหวาดกลัวที่สุดในชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่รักษายากมากๆ

เราก็เลยตัดสินใจไม่ไปดู THE SOUVENIR แล้ว และก็ตัดสินใจรีบไปหาหมอแทน เพื่อตรวจดูว่าดวงตาข้างขวาของเรามันเป็นอะไรกันแน่ แต่หมอมาตอน 5 โมงเย็น เราก็เลยใช้เวลาช่วงราว 1300-1700  น.อยู่กับความทุกข์ทรมานใจ นึกถึงนางเอก CLÉO FROM 5 TO 7 (1962, Agnès Varda) ที่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการรอลุ้นว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งหรือไม่

โชคยังดีที่หมอตรวจแล้วพบว่าจอประสาทตาเรายังดีอยู่ ยังไม่ฉีกขาดหรือหลุดลอก ส่วนอาการริ้วๆที่เราเห็นนั้น อาจจะเกิดจาก “ฟิล์มน้ำตาไม่เรียบ” ซึ่งถ้าหากเรามองแบบเฉียงๆ เราอาจจะเห็นริ้วๆอะไรแบบนี้ได้

แต่หมอก็พบว่าเราเป็นต้อกระจกในทั้งตาซ้ายและตาขวานะ โดยต้อกระจกในตาขวาจะใหญ่กว่าตาซ้าย หมอก็บอกว่า ถ้าหากมันรบกวนชีวิตประจำวันของเรา ก็ให้มาผ่าตัดต้อกระจกซะ แต่หลังจากผ่าตัดแล้ว ตาข้างนั้นก็ห้ามโดนน้ำนาน 1 เดือน และห้ามยกของหนักกับห้ามขยี้ตานาน 1 เดือนด้วย

เราก็เลยโล่งใจในระดับนึง เพราะสิ่งที่เราหวาดกลัวที่สุดในชีวิต ซึ่งก็คือ “จอประสาทตาหลุดลอก” ยังไม่เกิดขึ้น แต่เราก็กังวลใจกับต้อกระจกเหมือนกัน เราคงรอดูอาการไปเรื่อยๆก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกทีว่ามันควรจะผ่าตัดได้แล้วยัง เพราะการ “ห้ามดวงตาโดนน้ำนาน 1 เดือน” นี่ ก็เป็นอะไรที่น่าจะลำบากมากๆเหมือนกัน เราคงต้องหยุดงานให้นานที่สุดในช่วงนั้น และคงพยายามอยู่แต่ในห้องให้มากที่สุด เพราะแค่การเดินไป 7-eleven มันก็เสี่ยงกับการที่เหงื่อจะออกและไหลเข้าลูกตาได้แล้ว

พอเสร็จจากการหาหมอ เราก็เลยไปถามร้านตัดผมในซอยว่า ถ้าหากเรามาสระผมที่ร้าน เขาคิดครั้งละเท่าไหร่ เขาก็บอกว่าคิดครั้งละ 80 บาท ส่วนสาเหตุที่เราไปถาม เพราะเรากะว่า ถ้าหากเราผ่าตัดต้อกระจกจริงๆ เราคงสระผมเองไม่ได้น่ะ น้ำคงจะไหลเข้าตาแน่ๆ ช่วง 1 เดือนนั้นเราคงต้องใช้วิธีมาสระผมที่ร้านแทน

ถ้าหากใครมีประสบการณ์เคยผ่าตัดต้อกระจก ก็มาเล่าให้เราฟังได้นะ อยากรู้เหมือนกันว่าหลังผ่าตัดแล้ว ต้องใช้ชีวิตยังไงเพื่อไม่ให้น้ำเข้าลูกตานาน 1 เดือน

Tuesday, June 23, 2020

I, DALIO

JOHN GARFIELD (2003, Mark Rappaport, documentary, A+25)

 หนังสารคดีเกี่ยวกับ John Garfield ผู้ได้ชื่อว่าเป็น sex symbol คนแรกที่เป็นหนุ่มชาวยิว

 I, DALIO – OR THE RULES OF THE GAME (2015, Mark Rappaport, documentary, A+30)

กราบมากๆ เราเคยดูการแสดงของ Marcel Dalio มาแล้วในหนังเรื่อง THE RULES OF THE GAME (1939, Jean Renoir) กับ THE GRAND ILLUSION (1937, Jean Renoir) แต่เราไม่เคยจดจำเขาได้มาก่อน  เขาไม่ได้เป็นดาราดังแบบ Jean Gabin และไม่ได้หล่อเหลาแบบ Louis Jourdan (GIGI) แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นว่า ผลงานการแสดงของเขามีความน่าสนใจมากเพียงใด

Rappaport ชี้ให้เห็นว่า ตอนที่ Dalio (ซึ่งเป็นชาวยิวในฝรั่งเศส) เล่นหนังฝรั่งเศส เขามักได้รับบทเป็น “คนยิว” หรือบทคนเจ้าเล่ห์, นักหลอกลวง, นักทรยศหักหลัง แต่พอ Dalio หนีภัยนาซีไปสหรัฐ และได้เข้าไปเล่นหนังฮอลลีวู้ด เขาก็มักได้รับบทเป็น “แบบฉบับของชายฝรั่งเศส” ในสายตาของชาวสหรัฐ มันเหมือนกับว่าบทบาทของคุณในแต่ละสถานที่ มันขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นๆมองคุณอย่างไร และคนอื่นๆก็มักจะมองคุณในจุดที่ว่า คุณแตกต่างจากพวกเขาอย่างไรบ้าง

ดูหนังสารคดีเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึง GULLIVER’S TRAVELS ที่กัลลิเวอร์จะกลายเป็นยักษ์หรือมด ก็ขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบกับคนรอบข้าง ทั้งๆที่ตัวเขามีขนาดเท่าเดิมตลอดเวลา

THE DOUBLE LIFE OF PAUL HENREID (2017, Mark Rappaport, documentary, A+30)

หนังสารคดีที่พูดถึง Paul Henreid หนึ่งในดารานำใน CASABLANCA

Sunday, June 21, 2020

EMMA. (2020, Autumn de Wilde, UK, A+30)


EMMA. (2020, Autumn de Wilde, UK, A+30)

1.ชอบมากกว่า version Gwyneth Paltrow แต่ชอบน้อยกว่า CLUELESS (1995, Amy Heckerling)  แต่ก็ดีที่เหมือนกับผู้สร้างหนังเรื่องนี้รู้ว่า ยังไงเวอร์ชั่นของตัวเองก็ไม่มีทางสู้ CLUELESS ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวอร์ชั่นนี้ก็เลยต้องสู้ด้วยสิ่งที่ CLUELESS สู้ไม่ได้ นั่นก็คือ costume design และ production design

คือเรา enjoy กับ costume design และการออกแบบฉาก, การถ่ายภาพในหนังเรื่องนี้มากๆน่ะ รู้สึกว่า costume design มันกระตุ้นให้เราอยากใส่ชุดแบบในหนังมากๆ นึกว่าพรศรี เดบูตอง 55555 และหลายๆฉากในหนังมันทำให้นึกถึง paintings มากๆ

2.ชอบมากๆที่หนังเลือกที่จะสร้างนางเอกที่ “นิสัยเลว” แต่คิดว่าตัวเองเป็น “คนดี เต็มเปี่ยมไปด้วยเจตนาที่ดี” เพราะเรารู้สึกว่าการสร้างนางเอกเป็น “คนดี” มันน่าเบื่อมากสำหรับเราน่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยมักจะไปอินกับนางอิจฉาและตัวประกอบในหนังหลายๆเรื่องแทน)

คือจริงๆแล้วเราก็ไม่ค่อยอินกับนิยายของ Jane Austen นะ เพราะนางเอกมันไม่ใช่ “คนแรงๆ” สักเท่าไหร่ แต่ก็ยอมรับว่าหนังที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen มันสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีกว่า “หนังน้ำเน่า” โดยทั่วไปน่ะ ทั้งๆที่มันมีบางจุดที่คล้ายคลึงกัน เพราะหนังน้ำเน่าก็มักจะมีความพาฝัน และจบลงด้วยการที่นางเอกสามารถจับเอาผู้ชายดีๆมาทำผัวเหมือนในนิยายของ Jane Austen เหมือนกัน แต่ในหนังน้ำเน่าหลายๆเรื่องนั้น ตัวละครนางเอกและตัวละครอื่นๆในหนังมันมักจะมีความเป็นสูตรสำเร็จ ไม่สามารถสะท้อนรายละเอียดที่น่าสนใจในธรรมชาติของมนุษย์ได้ นางเอกก็มักจะดีแสนดี นางอิจฉาหรือผู้ร้ายก็เป็น one dimension ไปเลย

แต่ในหนัง EMMA ทั้งสามเวอร์ชั่นที่เราได้ดูนี่ จะเห็นได้ชัดเลยว่า นางเอกไม่ใช่คนดี แต่เป็นตัวละครสีเทา มีหลายมิติ มีความซับซ้อนสูงมาก นึกว่าเป็นการนำเอาตัวละครนางอิจฉาอย่างตัวละคร Regina George ของ Rachel MacAdams ใน MEAN GIRLS (2004, Mark Waters) มาผสมเข้ากับ “อีเสือก” (Audrey Tautou) ใน AMÉLIE (2001, Jean-Pierre Jeunet) และผลที่ได้ก็คือ เราได้ตัวละครที่ซับซ้อนและน่าสนใจกว่า Regina และ Amélie เพราะ Emmaไม่ได้เป็นเพียงนางอิจฉาที่โง่ๆ และไม่ใช่นางเอกที่ “เสือกด้วยความบริสุทธิ์ใจ” เพียงอย่างเดียว

เราก็เลยชอบวิธีการสร้างตัวะครนางเอกแบบนี้ คือเนื้อแท้แล้วตัวละครนางเอกแบบนี้อาจจะเป็นคนดี แต่ตัวละครแบบนี้มักจะมีความเหี้ยบางอย่าง, มีข้อบกพร่องร้ายแรงในนิสัยใจคอ, ทัศนคติ หรือความคิดอะไรบางอย่าง และเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง และแก้ไขข้อบกพร่อง, ความคิด และความเหี้ยของตัวเองได้ในที่สุด ซึ่งการลงลึกในธรรมชาติของมนุษย์แบบนี้ทำให้เราชอบหนังแบบนี้มากกว่าหนังน้ำเน่าโดยทั่วไป

3. ชอบฉากไคลแมกซ์ของหนังอย่างสุดๆ เราคิดว่าฉากไคลแมกซ์ของหนังคือฉากที่นางเอกเผลอหลุดปาก “พูดตรงๆในสิ่งที่ตัวเองคิด” เกี่ยวกับ Miss Bates (Miranda Hart) ออกไป

คือเราคิดว่าโดยปกติแล้ว ถ้าหากเป็นหนังน้ำเน่าโดยทั่วไป ฉากไคลแมกซ์มันมักจะเป็นฉากที่ลุ้นความรักระหว่างพระเอกนางเอกน่ะ อาจจะเป็นฉากแบบที่ว่า พระเอกจะเลือกใครดี, นางเอกจะเลือกใครดี, พระเอกจะวิ่งตามรถม้านางเอกทันหรือไม่, การสารภาพรักจะเกิดขึ้นยังไง, นางเอกจะรู้ใจตัวเองเมื่อไหร่ว่าเธออยากได้ใครเป็นผัวกันแน่, etc.

แต่ในหนังเรื่องนี้ ฉากสำคัญคือฉากที่นางเอกได้เรียนรู้ว่าตัวเองเหี้ยกับคนรอบข้างมากเพียงใดน่ะ มันก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้เข้าทางเรามากกว่าหนังน้ำเน่าโดยทั่วไป เพราะหนังน้ำเน่าโดยทั่วไปมักจะให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า “นางเอกจะจับพระเอกมาทำผัวได้หรือไม่” แต่ EMMA (และ CLUELESS) โฟกัสไปยังประเด็นที่ว่า “นางเอกที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี ทำดี ช่วยเหลือผู้อื่น จะรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตัวเองเป็นคนเหี้ยมากๆ”  

เพราะฉะนั้นถึงแม้ EMMA จะจบลงในแบบที่คล้ายกับหนังน้ำเน่า แต่การที่หนังเลือกฉาก climax แบบนี้ มันก็เลยเป็นอีกจุดที่ทำให้เรามองมันแตกต่างจากหนังน้ำเน่าโดยทั่วไป
4.แต่จริงๆแล้วเราคิดว่าฉาก climax ของ EMMA มัน dilemma ดีด้วยนะ เพราะในฉากนั้น นางเอกไม่ได้พูดโกหกอะไรเลยน่ะ เธอแค่พูดในสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ขัดกับ “ธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ดีในยุคนั้น” แต่พอเรามองมันเทียบกับการสื่อสารในโลกยุคปัจจุบัน เราก็จะรู้สึกว่าความผิดของนางเอกในฉากนั้น มันน่าสนใจดี

คือดูฉากนั้นแล้วนึกถึงหนังที่เราชอบมากเป็นอันดับสองของปี 2018 น่ะ ซึ่งก็คือเรื่อง THE MISANTHROPE เกลียดมนุษย์ (2017, Clément Hervieu-Léger, France) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Molière เพราะเหมือนในหนัง (ที่เป็นการถ่ายละครเวที) เรื่องนี้ มันตั้งคำถามถึงการรักษาสมดุลที่ยากลำบากระหว่าง “การพูดตรงๆ” กับ “การรักษามารยาท” น่ะ คือเราควรทำอย่างไรถ้าหากเราเกลียดนิสัยหรือการกระทำบางอย่างของเพื่อนเรา  ถ้าหากเราพูดตรงๆ เราก็อาจจะเสียเพื่อนไปตลอดกาล แต่เราควร tolerate สิ่งที่เราเกลียดชังในตัวเพื่อนเราจริงๆเหรอ คือเหมือน THE MISANTHROPE แตะประเด็น dilemma อะไรเหล่านี้ได้ละเอียดและเยอะมากๆ และพอเราดู EMMA. เราก็เลยชอบมากที่หนังเหมือนจะแตะประเด็นนี้ด้วยเหมือนกัน เราว่ามันเป็น dilemma ที่น่าสนใจดี

5.จำ Rupert Graves ไม่ได้เลย เขาแก่จนเราจำไม่ได้

6. สรุปว่า ในบรรดาหนังที่สร้างจากนิยายของ Jane Austen เรายังคงชอบ CLUELESS มากที่สุด ชอบมากกว่า SENSE AND SENSIBILITY และ PRIDE AND PREJUDICE (1995, Simon Langton) ด้วย

แต่ตัวละครนางเอกในหนัง Jane Austen ที่เราอินด้วยมากที่สุด คือนางเอกของ MANSFIELD PARK (1999, Patricia Rozema)

แต่เรายังไม่ได้ดู NORTHANGER ABBEY และ PERSUASION นะ และก็ยังไม่ได้ดู RUBY IN PARADISE (1993, Victor Nunez) ที่ดัดแปลงมาจาก NORTHANGER ABBEY ด้วย

A SIMPLE EVENT (1973, Sohrab Shahid Saless, Iran, A+30)

งดงามที่สุด หนังเหมือนเป็นการจับภาพชีวิตประจำวันของเด็กชายคนนึงไปเรื่อยๆ เขาทำกิจวัตรต่างๆซ้ำๆกันในทุกๆวัน แต่ดูแล้วมันงดงามมากๆ

เวลาเราอ่านหนังสือที่พูดถึง New German Cinema เราก็มักจะได้ยินชื่อของ Sohrab Shahid Saless เป็นประจำ (เพราะเขาย้ายออกจากอิหร่านไปทำหนังในเยอรมันตะวันตก) แต่เราก็ไม่เคยได้ดูหนังของเขาเสียที ในที่สุดก็ได้ดูแล้วในวันนี้


THE MAY LADY (1998, Rakhshan Banietemad, Iran, A+30)

งดงาม หนังเล่าเรื่องชีวิตผู้หญิงอิหร่านชนชั้นกลางวัย 40 กว่าปี เธออยากมีผัวใหม่ แต่ลูกชายของเธอขัดขวางเธอจากการมีผัวใหม่ เธอจะเลือกอะไรดีระหว่างความรักผู้ชายกับความรักลูกชาย

หนังเลือกอาชีพนางเอกได้ดีมากๆ เพราะนางเอกมีอาชีพเป็นคนทำหนังสารคดี เธอก็เลยต้องไปสัมภาษณ์ผู้หญิงอิหร่านหลายๆคนที่ต่างก็มีชีวิตบัดซบกันทั้งนั้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีลูกชายติดคุก คือการที่หนังเลือกอาชีพนางเอกแบบนี้มันทำให้หนังสามารถสะท้อนปัญหาผู้หญิงในสังคมอิหร่านได้ดีมากๆ ในแง่นึงมันสามารถเทียบได้กับหนังอย่าง RIDDLES OF THE SPHINX (1977, Laura Mulvey, Peter Wollen, UK) และ THE ALL-ROUND REDUCED PERSONALITY—REDUPERS (1978, Helke Sander, West Germany) ที่สะท้อนปัญหาชีวิตผู้หญิงที่เป็น single mom ในแต่ละสังคมได้ดีมากๆเหมือนกัน

แต่คิดว่าอาชีพของนางเอกหนังเรื่องนี้ มันคงสะท้อนอาชีพของตัวผู้กำกับด้วยน่ะแหละ เพราะผู้กำกับหนังเรื่องนี้ก็เป็นผู้หญิงที่ทำหนังสารคดีด้วยเหมือนกัน
อันนี้เป็นหนังเรื่องที่สามของ Rakhshan ที่เราได้ดู ต่อจาก OUR TIMES...(2002, documentary) ที่เป็นการสัมภาษณ์ผู้หญิงอิหร่านหลายๆคนที่อยากเป็นประธานาธิบดี และ GILANE (2005)

A HIDDEN LIFE (2019, Terrence Malick, A+30)
ชอบการ contrast ระหว่างวิวทิวทัศน์ที่งดงามราวสรวงสวรรค์ของหมู่บ้านในหนัง กับความหีหมาของชาวบ้านในหนัง นึกว่าต้องส่งนางเอกจาก DOGVILLE เข้ามาจัดการคนในหมู่บ้านนี้
การ contrast ระหว่างธรรมชาติที่งดงาม กับความโหดร้ายของมนุษย์ ทำให้นึกถึง THE THIN RED LINE ด้วย
ดูแล้วทำให้กลับมาญาติดีกับ Malick อีกครั้ง 555 เพราะเรารักตัวละครในหนังเรื่องนี้ หลังจากเราจูนไม่ค่อยติดกับ THE TREE OF LIFE, TO THE WONDER, KNIGHT OF CUPS และ SONG TO SONG

----------------------
วันนี้ไปดู FRENCH WAVES (2017, Julian Starke, France, documentary) ที่ Alliance รู้สึกว่าเครื่องฉายหนังที่ Alliance น่าจะมีปัญหาใหญ่ ไม่รู้เราคิดไปเองหรือเปล่า เพราะในหลายๆฉากที่เป็นการสัมภาษณ์ subjects แบบ talking heads หนังมันขึ้น subtitles ภาษาอังกฤษมา 1 บรรทัด แต่เราคิดว่าจริงๆแล้วมันน่าจะขึ้นมา 2 บรรทัด เพราะ subjects พูดยาว แล้ว subtitles ที่ขึ้นมามันดูไม่ครบ มันเหมือน subtitles บรรทัดล่างหายไป ขึ้นมาแค่บรรทัดบน
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน (6 มิ.ย.) ตอนที่ Alliance ฉายหนัง animation เรื่อง MINGA AND THE BROKEN SPOON เราว่าเราก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน เหมือน English subtitles มันขึ้นมาแค่บรรทัดบน ไม่ขึ้นบรรทัดล่างมาให้ แต่ตอนนั้นเรานึกว่าอาจจะเป็นปัญหาที่ตัวไฟล์หนัง MINGA แค่เรื่องเดียว แต่พอคราวนี้เราก็เจอปัญหาแบบเดิมอีก
แต่สัปดาห์ที่แล้ว (13 มิ.ย.) Alliance ฉาย STARS BY THE POUND ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ มี subtitles ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ และดูมันครบดี ประโยคไม่ขาดหาย
เสียดาย English subtitles ที่หายไปมากๆ คือตอนดู MINGA ปัญหามันไม่ร้ายแรง เพราะตัวละครพูดไม่เยอะ แล้วมันเล่าเรื่องด้วยภาพได้ แต่ FRENCH WAVES ที่ฉายวันนี้มันเป็นสารคดีแบบ talking heads น่ะ เพราะฉะนั้น English subtitles ที่ขึ้นมาไม่ครบนี่สร้างความเสียหายมากเหมือนกัน ฮือๆๆๆๆ

FANTASY ISLAND (2020, Jeff Wadlow, A+15)
ชอบปมของลูกชายที่มีพ่อเป็น hero รู้สึกว่าปมนี้สามารถเอามาดัดแปลงเป็นหนังดราม่าดีๆได้