Showing posts with label THAI SHORT FILMS. Show all posts
Showing posts with label THAI SHORT FILMS. Show all posts

Monday, July 13, 2026

FOUR THAI FILMS ABOUT NIGHT GUARD

 

แอบสงสัยว่า การที่ Shinji Somai เลือก Rentaro Mikuni มานำแสดงใน THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, A+30) นั้น เป็นเพราะ Shinji ต้องการพาดพิงถึงหนังเรื่อง THE BURMESE HARP (1956, Kon Ichikawa, Japan, A+30) หรือเปล่า เพราะว่าตัวละครที่ Rentaro Mikuni แสดงในหนังทั้งสองเรื่องนี้ มีความใกล้เคียงกันมากในระดับนึง เพียงแต่ว่าตัวละครตัวนึงไปก่อกรรมในฟิลิปปินส์ ส่วนอีกตัวนึงไปอยู่ในพม่า

+++

20. THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)

 

ตัวละครเด็กในหนังเรื่องนี้ พูดคำว่า TADAIMA ตอนวิ่งกลับไปเอาหินลับมีดที่บ้าน

+++

 

PARASITE FAMILY (2021, Prapat Jiwarangsan, video installation, 5min)

 

THE FAMILY (2025, Prapat Jiwarangsan, video installation, 3min)

 

ตัววิดีโอจริงไม่ได้มีปื้นดำ ๆ แบบนี้นะ พอดีเราใช้มือถือถ่ายรูปจอทีวี แล้วมันก็เลยเกิด effect ทางภาพแบบนี้ และส่งผลให้ภาพที่ออกมาแตกต่างจากตัววิดีโอจริง

 

PARASITE FAMILY NO.3 (2024, Prapat Jiwarangsan)

 

THE MARRIAGE OF COUPLES NO. 1 (2025, Prapat Jiwarangsan)

 

THE MARRIAGE OF COUPLES NO. 2 (2025, Prapat Jiwarangsan)

+++

 

I worship Frank Beyer เราเคยดูหนังเรื่องนี้ตอนที่สถาบันเกอเธ่จัดงาน FRANK BEYER RETROSPECTIVE ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามมาก ๆ ส่วนหนังของ Frank Beyer ที่เราชอบมากที่สุดคือ HELD FOR QUESTIONING (1983)

+++

 

รู้สึกว่าถ้าหากมีการนำการ์ตูนเรื่อง CRYSTAL DRAGON ของ Ashibe Yuho มาสร้างเป็นภาพยนตร์ เพลงของ Enya + Clannad นี่แหละที่เหมาะจะนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

+++

คำถาม: ในบรรดาหนัง 4 เรื่องนี้ หนังเรื่องใดแตกต่างมากที่สุดจากหนังเรื่องอื่น ๆ (หรือหนังเรื่องใดไม่เข้าพวก)

 

1. A NIGHT ยามดึก (2013, Phongsakan Son-klin พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น, 10min)

 

2. LINEUS LONGGISSIMUS เดือด (2017, Parin Ananpati, 27min)

 

3. NIGHT SHIFT กะ ดึก (2025, Ratintham Tangtrongsak รตินธรรม ตั้งตรงศักดิ์, 69min)

 

4. GUARD TONIGHT ยามดึก (2025, Thiti Maneesri, 13min)

 

คำตอบ: ภาพยนตร์ไทยทั้ง 4 เรื่องนี้มีตัวละครพระเอกเป็นยามหนุ่มที่ทำงานกะกลางคืนเหมือนกัน แต่หนังที่ไม่เข้าพวกก็คือ A NIGHT ยามดึก (2013, Phongsakan Son-klin พงศกานต์ ซ่อนกลิ่น, 10min) เพราะว่า A NIGHT ยามดึก เป็นหนังชีวิตแนว slice of life ส่วนหนังที่เหลืออีก 3 เรื่องล้วนเป็นหนังแนว horror

 

อันนี้เป็นความเห็นของคุณ Wiwat Lertwiwatwongsa ที่มีต่อหนังเรื่อง A NIGHT ยามดึก (2013)

 

“A +++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภาพฉายเชื่องช้าของยามกะดึก ท่ามกลางสถานที่ซึ่งเงียบเสียงลงแล้ว หนังจ้องมองยามกะดึก เดินตรวจตรา พูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่องกับเพื่อนยาม เล่มกับแมว ปอกส้ม กายบริหาร แอบงีบหลับ มันอาจจะเป็นคืนปีใหม่อันอึกทึกพราวพรายด้วยพลุเพลิง แต่มันเป็นอีกคืนเงียบเชียบเรียบเฉยของลุงยามคนหนึ่ง คืนเงียบๆที่น่าเบื่อพอๆกับที่มันสงบ

ชอบสายตาของหนังที่เว้นระยะประมาณพอดีกับตัวละคร และความเรียบเฉยไม่พยายามอะไรมากไปกว่าจ้องมองของมัน

งดงามมากๆ

  

ดู A NIGHT ยามดึก ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=0-wt8eriHig

 

ดู LINEUS LONGGISSIMUS เดือด ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=ITHCVEbnsoU&t=701s

 

Filmsick on A NIGHT

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10152275131238576&set=a.10152296403653576

+++

 

ตอนดูหนังเรื่อง STREETS OF GLORIA (2024, Felipe Sholl, Brazil, A+30) ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF เราก็นึกถึงโพสท์นี้ของคุณ Zenki the Hunter

+++

 

เราเคยดูหนังเรื่องนี้แค่สองภาคแรก ซึ่งก็คือ DR. MABUSE, THE GAMBLER (1922, Fritz Lang, Germany, 155min) กับ THE TESTAMENT OF DR. MABUSE (1933, Fritz Lang, Germany) แต่เรายังไม่ได้ดูภาคสามของหนังชุดนี้ ซึ่งก็คือ THE 1,000 EYES OF DR. MABUSE (1960, Fritz Lang, West Germany)

+++

 

SOY SAUCE (2025, Parinot Kunakornwong, video installation, 11:04mins)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

 

Thursday, June 18, 2026

DISPENSER OF INDIA'S DESTINY

 

เราเพิ่งได้ดู HOMAGE BY ASSASSINATION (1992, Elia Suleiman, USA, about Palestine, 23min, A+30) เครดิตท้ายเรื่องมีขึ้นขอบคุณ Edward W. Said และ Michael Moore ด้วย

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Palestine Film Institute

+++

 

Lucas A. Vignale ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอาร์เจนตินา เสียชีวิตขณะอายุ 28 ปี ในเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ชนกันเหนือนครริโอ เดอ จาเนโร ในบราซิลในวันที่ 14 มิ.ย. 2026

 

+++

 

THE SWIMMING POOL นี่เป็นเวอร์ชั่นต้นแบบของ A BIGGER SPLASH (2015, Luca Guadagnino) ซึ่งเราก็ชอบ A BIGGER SPLASH มาก ๆ นะ แต่เราชอบ THE SWIMMING POOL มากกว่า เพราะว่าสามีของเรา (Maurice Ronet) นำแสดงใน THE SWIMMING POOL

 

เราเคยดู THE SWIMMING POOL ตอนมันมาฉายที่ Alliance Française in Bangkok

+++

นึกว่าฉากอาบน้ำในกฤษฎาพาราไดซ์เป็นฉากที่ทำขึ้นเพื่อ tribute ให้กับ 303 กลัว กล้า อาฆาต (1998, สมจริง ศรีสุภาพ)

+++

 

ตอนเด็ก ๆ ดิฉัน want Dolph Lundgren ในหนังเรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราเพิ่งได้ดู STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30) พอดูแล้วก็เลยแอบนึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” LONE WOLF AND CUB (1973-1976) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ตอนเราเด็ก ๆ มาก ๆ 55555

 

อยากให้มีคนนำ “ซามูไรพ่อลูกอ่อน” เวอร์ชั่นภาพยนตร์ LONE WOLF AND CUB: SWORD OF VENGEANCE (1972, Kenji Misumi) มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ

https://www.imdb.com/title/tt0068815/?ref_=ext_shr_lnk

+++

 

 

“อีนัง Grogu มันแอบร้ายนะคะ คุณแม่ คุณแม่เห็นมั้ยคะ มีฉากนึงที่ Pedro Pascal หลับ แล้วอีนัง Grogu มันขึ้นไปซุกในวงแขน ไปอิงแอบหลับใหลอยู่บนตัวผู้ชาย ว้าย หนูรู้นะคะว่ามันแอบคิดอะไรอยู่” ลูกหมีพูดกับแม่หมีขณะดูหนังเรื่อง STAR WARS: THE MANDALORIAN AND GROGU (2026, Jon Favreau, A+30)

+++

 

ฉันรักเขา กาโตว์ ปัณณวิชญ์ พัฒนศิริ จาก KIJSADA PARADISE กฤษดาพาราไดซ์ (2026, Phontharis Chotkijsadarsopon, A)

 

อันนี้เป็นรูปตอนที่เขาแสดงใน หุ่นพยนต์ (2023) นะ

+++

 

TAXI DRIVER (1976, Martin Scorsese) เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ไทยด้วยนะ ซึ่งภาพยนตร์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้มาอย่างชัด ๆ ก็คือ TO WALK NIGHT วันวิปริต ไร้เงาดวงจันทร์ (2009, Tani Thitiprawat, 25min, A+30) ที่เหมือนมี 4 องก์ องก์แรกเป็นหนัง romantic comedy องก์ที่สองกลายเป็นหนังแนว FUNNY GAMES (Michael Haneke) องก์ที่สามกลายเป็นหนังแนว TAXI DRIVER และองก์ที่สี่กลายเป็นหนังซอมบี้

 

เราก็เลยชอบหนังไทยเรื่อง TO WALK NIGHT มาก ๆ เพราะถึงมันจะบูชาหนังเรื่องอื่น ๆ อย่างรุนแรง แต่มันทำแล้วออกมาเป็นหนังที่เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ด้วยในเวลาเดียวกัน

+++

 

BHARAT BHHAGYA VIDDHAATA (DISPENSER OF INDIA’S DESTINY) (2026, Manoj Tapadia, India, A+30)

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ ซึ่งได้แก่ฉากคนไข้แออัดอยู่หลังประตู ส่วนกลุ่มผู้ร้ายอยู่นอกประตู มีกำแพงกั้นอยู่ กล้องถ่ายจากมุมบนเห็นทั้งสองฝั่งของกำแพง ฉากนี้เหมือนเชื่อมต่อกับหนังเรื่อง THE ATTACKS OF 26/11 (2013, Ram Gopal Varma, India, A+30) ได้สนิทเลย ไม่แน่ใจว่า Manoj Tapadia สร้างฉากนี้ขึ้นมาเพื่อ tribute ให้ Ram Gopal Varma หรือเปล่า

 

ช่วง 15 นาทีสุดท้ายหนังอาจจะ “คลั่งชาติ” เกินไปหน่อยสำหรับเรา แต่ช่วงก่อนหน้านั้นเราชอบมาก ๆ เพราะหนังมันไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องผู้ก่อการร้าย แต่มันนำเสนอความขัดแย้งระหว่างพยาบาลด้วยกันเอง, พยาบาลกับคนไข้ และพยาบาลกับครอบครัวได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

มีฉากนึงในหนังเรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นว่า พยาบาลที่มีประสบการณ์ทำงานมานาน อาจจะเก่งกว่าหมอฝึกหัดในบางเรื่องเสียอีก ซึ่งเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ของเราเองตอนไปคลินิกแพทย์แห่งนึงในซอย ที่คุณหมออายุน้อย (อายุน่าจะไม่เกิน 30 ปี) เหมือนสั่งยาตัวนึงให้เรา แต่พยาบาลรุ่นคุณป้าในคลินิกแห่งนั้น (พยาบาลน่าจะมีอายุราว 50 กว่าปี) เหมือนจะหว่านล้อมเราให้ใช้ยาอีกตัวนึงแทน 55555

++++

 

เรานึกไม่ออกว่าเราเคยร้องไห้ให้กับภาพยนตร์ animation เรื่องไหนบ้าง แต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ทำให้เรารู้สึก “สะเทือนใจอย่างรุนแรงสุดขีด” ก็น่าจะเป็นเรื่อง THE THREE INVENTORS (1980, Michel Ocelot, France) ที่เราได้ดูที่ Alliance Française in Bangkok ในช่วงปลายทศวรรษ 1990

+++

 

เราเพิ่งได้ดู FILMLOVERS! ที่หอภาพยนตร์ ศาลายาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. กราบตีน Arnaud Desplechin อย่างรุนแรง ชอบมาก ๆ ที่เขาเอา “นักแสดงผิวขาว” กับ “นักแสดงผิวดำ” สลับกันเล่นเป็นตัวละครตัวเดียวกัน คือดูช่วงแรก ๆ เราก็งง พอดูไปเรื่อย ๆ เราถึงค่อยเข้าใจว่ามันเป็นตัวละครตัวเดียวกัน รุนแรงมาก ๆ

+++

 

“ปริญญาโทของจักรวาล”   55555

 

แน่นอนว่าการที่เราให้ F หนังเรื่องไหนไม่ได้เกี่ยวกับความดีงามอะไรทั้งสิ้นของหนังนะ แต่เกี่ยวกับความอินหรือไม่อินของเราเองมากกว่า เพราะว่า “หนัง superhero แปลงกายปราบเหล่าร้าย” อย่างหนังชุด PRETTY CURE THE MOVIE ภาคต่าง ๆ นี่ได้ A+30 จากเราอย่างสบายเลย เพราะเราอินกับหนังชุด PRETTY CURE อย่างรุนแรง แต่เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า หนังชุด PRETTY CURE นี้มัน “ดีกว่า” ปริญญาโทของจักรวาล (2026) แต่อย่างใด 55555

 

Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

Sunday, June 07, 2026

SOFTSHELL

 

SOFTSHELL (2024, Jinho Myung, USA, 87min, A+30)

 

1. ดีใจสุดขีดที่ได้เห็นคุณศศิธร พานิชนกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราได้เห็นคุณ Heen Sasithorn แสดงหนัง (และละครเวที) มานาน 24 ปีแล้ว ตั้งแต่ JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) เรื่อยมา จนมาถึงหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายในสหรัฐในปี 2024

 

2. สงสารสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกฆ่าตายในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3. vibe ของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง THE NIGHT DARA DIED (2024, Asamaporn Piriyapokanon, 30min, A+30) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับคนไทยในสหรัฐเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน

 

4. Jinho Myung ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ร่วมแสดงในหนังด้วย เห็นเขาแล้วแอบนึกถึง Beam Wong

+++

 

I worship this film พอเราดู MALA NOCHE แล้วก็นึกถึงตัวเองที่แอบ want แรงงานจาก Myanmar

+++

 

THEIR(S) FIRST (2026, Wachirawit Gupgo วชิรวิทย์ กัปโก, queer film, 30min, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. งดงามมาก ๆ สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังอาจจะเป็นความลึกลับของบ้านนายพลหรือบ้านของทหารยศสูงคนนั้น เหมือนบ้านหลังนั้นมันจะมีอะไรบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจว่ากิจกรรมที่ทำตอนเย็นคืออะไร และใครคือเงาที่ปรากฏออกมาเพียงแว้บเดียว (เมียนายพลหรือเปล่า หรือเจ้านายของทหารยศสูง)

 

2. ชอบที่หนังเหมือนจะสื่อในทางอ้อมถึงความสัมพันธ์ของ “ทหารรุ่นพ่อ” ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนหรือมากกว่าเพื่อน เพราะว่าหนังเกย์โดยมากมักจะเป็นเรื่องของตัวละครชายวัย 15-30 ปี หรือตัวละครที่เป็นนักเรียน, นักศึกษา แต่พอหนังเรื่องนี้ข้ามไปถึงคนรุ่นพ่อ และเป็นทหารไทยด้วย มันก็เลยเกิดความ unique ขึ้นมา และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังเกย์เรื่องอื่น ๆ

 

3. จริง ๆ แล้วก็ชอบทุกอย่างในหนัง แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าทางเราในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือว่า เราคิดว่าตัวละครแม่ทำในสิ่งที่เลวร้ายมาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเราอยากให้เธอโดนลงโทษอย่างสาสม

 

บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง (2026, Wanlada Pianniyomrat วันลดา เพียรนิยมรัตน์, 20min, A+)

 

1. เหมือนเป็นคู่แฝดของหนังเรื่อง “รีบดูก่อนโดนลบ” (2026, Tannaree Kongmusik) เพราะว่าโครงสร้างทางบทของหนังสองเรื่องนี้มีบางจุดคล้ายกัน ก็คือว่า

 

1.1 มีฉากสยองขวัญ

1.2 มีการเฉลยว่า ความสยองขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นสิ่งที่คนทำขึ้นมา ไม่ได้เป็นภัยคุกคามจริง ๆ

1.3 แล้วก็มีภัยคุกคามจริง ๆ ปรากฏขึ้นมา ในรูปแบบของฆาตกรหรือผี

 

2. แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยอินกับหนัง comedy เพราะฉะนั้นพอ “บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง” เน้นไปที่อารมณ์ comedy เป็นหลัก หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเรา แต่เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในทางของตัวเองนะ วัดได้จากเสียงหัวเราะของผู้ชมจำนวนมากตอนหนังฉาย

 

DANGEROUS CITY เชียง(อันต)ราย (2026, Minkwan Thipthong มิ่งขวัญ ทิพย์ทอง, documentary, 30min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ คืออากาศก็เป็นพิษ, น้ำก็เป็นพิษ วิกฤติมันรุนแรงจริง ๆ

 

2. ชอบความ poetic ของหนังสารคดีเรื่องนี้ด้วย แต่คิดว่าจุดนี้มันอาจจะยังไปไม่สุดนะ หรืออาจจะยังทรงพลังไม่ถึง 100% ยังได้แค่ 75%

 

3. จริง ๆ แล้วอยากให้หนัง “ให้ข้อมูล” มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะ เพราะเราชอบข้อมูลที่ขึ้นมาตอนท้ายเรื่องมาก ๆ จนอยากให้หนังใส่ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

 

4.เราว่าหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามที่ดีมาก ๆ นะ ในการสร้างหนังแนว poetic documentary ขึ้นมาในไทย คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เน้นให้ข้อมูลอย่างเดียว สัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างเดียว มันก็จะเป็นหนังสารคดีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบ informative เรื่องนึง และอาจจะไม่มีความโดดเด่นมากนัก เพราะก็อาจจะมีหนังสารคดีอีกหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน

 

หนังเรื่องนี้ก็เลยเล่นท่ายากกว่าหนังสารคดีเรื่องอื่น ๆ ด้วยการใส่ซีนแบบ poetic ที่ไม่ได้เน้นการให้ข้อมูลเข้ามาด้วย ซึ่งเราก็ชอบตรงจุดนี้มาก ๆ แต่มันก็เป็นท่าที่ยากมาก ๆ และยากกว่าการสร้างหนัง poetic, experimental แบบเพียว ๆ เสียอีก เพราะมันเหมือนหาจุดลงตัวที่ยากมาก  ๆ ระหว่างการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กับการสร้างอารมณ์ poetic ในหนัง

 

คือเรารู้สึกว่า การสร้างหนังสารคดีสิ่งแวดล้อมแบบตรงไปตรงมา อาจจะเป็นความยากระดับหนึ่ง

การสร้างหนัง poetic ให้ออกมาทรงพลัง อาจจะเป็นความยากระดับสอง

การสร้างหนัง poetic ecological documentary อาจจะเป็นความยากระดับสาม คือยากยิ่งกว่าสองขั้นแรกเสียอีก

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่เรารู้สึกว่าความเป็นสารคดีสิ่งแวดล้อมกับความเป็น poetic ของหนังเรื่องนี้ อาจจะยังผสมกันไม่ลงตัวแบบ 100% ยังได้แค่ราว 75-80% เหมือนมันยังพัฒนาให้ทรงพลังได้มากกว่านี้อีก

 

หรือบางทีสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการ อาจจะเป็นทุนทรัพย์ + เวลา เพื่อจะได้สร้างหนังที่ยาวกว่านี้ได้ เพราะหนัง poetic ecological ที่ค่อนข้างลงตัว อย่างเช่น สายน้ำติดเชื้อ BY THE RIVER (2013, Nontawat Numbenchapol) และ SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig) ก็เป็นหนังยาว และความยาวของมันก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับทั้งข้อมูลและดื่มด่ำไปกับความ poetic ของหนังได้อย่างเต็มที่

 

ก็เลยสรุปว่าชอบ DANGEROUS CITY มาก ๆ นะ เป็นหนังที่มี potential มาก ๆ และถ้าหากมันเป็นหนังยาว มันอาจจะเปล่งศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ได้

Friday, June 05, 2026

CROWS BUILD NESTS THAT ARE JUST BIG ENOUGH FOR THEMSELVES

 

RIP MARJANE SATRAPI (1969-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เธอกำกับแค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ PERSEPOLIS (2007, Vincent Paronnaud, Marjane Satrapi, France/USA, animation) กับ THE VOICES (2014, Marjane Satrapi) และเราก็ชอบทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

อยากดูหนังเรื่องอื่นๆ ของ Marjane Satrapi ด้วยเหมือนกัน ทั้ง CHICKEN WITH PLUMS (2011), GANG OF THE JOTAS (2012, France/Belgium), RADIOACTIVE (2019, UK) ที่นำแสดงโดย Rosamund Pike ในบทของมารี คูรี และ DEAR PARIS (2024) ซึ่งเป็นหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ความตาย”

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน เราเพิ่งดูหนังเรื่อง NINJABABY (2021, Yngvild Sve Flikke, Norway, A+30) แล้วก็พบว่า หนังนอร์เวย์เรื่องนี้มีการพาดพิงถึง PERSEPOLIS ด้วย

 

ภาพมาจาก NINJABABY

+++

 

นกกาทำรังแต่พอตัว (2026, Kusuma Kiaowarn กุสุมา เขียวหวาน, 14min, A+30)

 

1. ตอนดูจะแอบงงว่า คนที่เลี้ยงดูเด็กคือใคร คือยายหรือแม่บุญธรรมหรืออะไร ไม่รู้ว่าหนังเล่าจุดนี้ไปแล้วแต่เราฟังไม่ทัน หรือว่าหนังไม่ได้เล่าตรงจุดนี้ จนกระทั่งมาเห็นตอน end credits ว่าตัวละครคนนั้นน่าจะเป็นยาย

 

2. แต่คิดว่าหนังจงใจไม่เล่าเหตุผลที่ “แม่ทางสายเลือด” ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้นะ เหมือนหนังจงใจที่จะให้ข้อมูลเพียงในวงจำกัดแก่ผู้ชม

 

3. แต่รู้สึกว่าทุกอย่างในหนังเหมือนมัน “พอเหมาะพอควร” มาก ๆ เหมือนคนทำหนังใส่และจัดวางทุกอย่างในระดับที่พอเหมาะสำหรับเรา เราก็เลยประทับใจหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

4. จริง ๆ แล้วหนังมันเจ็บปวดมากเลยนะ แม่ที่แท้จริงก็คงรู้สึกเจ็บปวดร้าวรานใจมากที่ลูกตัวเองไม่ยอมมานอนด้วย ลูกเองก็เป็นคนที่ใจแข็งมาก ๆ เหมือนกัน

 

5. ชอบที่หนังไม่ขยี้ความเจ็บปวดข้างต้นจนมันกลายเป็นหนังฟูมฟาย และก็ชอบที่หนังไม่เลือกจบแบบ happy ending อย่างชัด ๆ (คือเราว่าหนังก็จบแบบ happy นะ แต่ happy แบบพอเหมาะพอเจาะ ไม่ล้นปรี่เกินไป)

 

6. หนังที่เหมาะฉายควบกับ “นกกาทำรังแต่พอตัว” มาก ๆ ก็คือ LITTLE PLANT AT THE OLD HOUSE กิ่งอ่อนที่บ้านเก่า (2007, Sasikan Suvanasuthi, 5min) ซึ่งเป็นหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวชาวไทยกับแม่บุญธรรมของเธอที่เป็นชาวเยอรมัน เป็นหนังเชิงกวีที่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมากนักเกี่ยวกับลูกบุญธรรม-แม่บุญธรรมคู่นี้ เป็นหนังที่ “เลือกที่จะให้ข้อมูลเพียงในวงจำกัดแก่ผู้ชม” เหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันออกมา “พอเหมาะพอเจาะ” มาก ๆ เหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้เหมาะฉายควบกันมาก ๆ

+++

 

RACING LIFE LINE (2026, Pongpanot Maneedang พงศ์ปณต มณีแดง, 21min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พาเราไปรู้จัก subculture ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน นั่นก็คือ subculture ของคนเล่นเกมขับรถ simulator ในไทย ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการขับรถแข่งในสนามจริงด้วย

 

2. พอมันเป็นหนัง thesis ของนักศึกษา หนังก็เลยอาจจะไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะสร้างฉากขับรถแข่งในสนามจริงอย่างลุ้นระทึกได้ เพราะฉะนั้นหนังก็เลยอาจจะขาด ๆ อารมณ์ลุ้นตื่นเต้นแบบหนังแอคชั่นจริง ๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้

 

3. พระเอกน่ารัก 555

 

4. เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง ALIVEHOON (2022, Ten Shimoyama, Japan) มาก ๆ เพราะ ALIVEHOON ก็พูดถึงนักแข่งรถอีสปอร์ตที่ได้กลายเป็นนักแข่งรถในสนามจริงเหมือนกัน

+++

 

เราเคยอ่านแค่ THE PICTURE OF DORIAN GRAY และก็เคยดูหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยาย DEATH IN VENICE, ORLANDO, MAURICE และ QUEER

https://web.facebook.com/photo?fbid=1620462330087818&set=a.514108810723181

 

Thursday, June 04, 2026

MESPSYAH

 

คาถา นะ มะ อะ อุ (2026, มนตร์มนัน ภูริวิศิษฏ์) จะเข้าฉายแล้วนะ

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า จิตไม่ว่าง 24 (1981, สมชาย นิลวรรณ) นี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME เลย อยากให้มีคนนำละครของคุณสมชาย นิลวรรณ มาแพร่ภาพใหม่มาก ๆ

 

ซื้อหนังสือ “เขียน” ของไอดา อรุณวงศ์ มาให้ลูกหมีอ่าน

 

DEAR, MY 100 (2026, Krissana Petchthong, 30min, A+)

๑๐๐ อาลัยแทนรัก (2026, กฤษณะ เพชรทอง)

 

ชอบพระเอก กับชอบบรรยากาศ แต่รู้สึกเหมือนอารมณ์ของตัวละครสื่อมาไม่ถึงตัวเรา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ choice ทางบทภาพยนตร์กับ choice ในการถ่ายทำหรือเปล่า

 

รีบดูก่อนโดนลบ (2026, Thannaree Kongmusik ธัญญ์นรี คงมุสิก, 21min, A+30)

 

ชอบช่วงครึ่งแรกมาก ๆ เป็นหนังสยองขวัญแนวตั้งที่ลุ้นระทึกดีมาก ๆ

 

ครึ่งหลังของหนังก็ชอบเหมือนกัน แต่ระดับความลุ้นระทึกมันลดลงนิดนึงจากครึ่งแรก

 

ฉายควบกับ ONE CUT OF THE DEAD (2017, Shinichiro Ueda) ได้เลย

 

LOST IN RELATIONSHIPS (2026, Patchamporn Anggoonpaktham พัชร์อัมพร อังกูรภัคธรรม, 28min, A+30)

 

หนังสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ได้ดีมาก ๆ ในสายตาของผู้ชมวัย 50 กว่าปีอย่างเราที่อาจจะไม่ค่อยรู้ว่า ความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมันออกมาเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

ชอบที่หนังนำเสนอมุมมองของตัวละครนำทั้ง 3 คนออกมาได้ดี โดยเฉพาะตัวละครพระเอกที่เสี่ยงต่อการถูกมองในแง่ลบได้ง่ายถ้าหากมองแต่เพียงภายนอก คือถ้าหากเราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และเราได้เจอคนแบบพระเอกในชีวิตจริง เราก็อาจจะด่วนตัดสินไปก่อนว่า คนแบบพระเอกอาจจะทำตัวแบบนั้นเพื่อที่เขาจะได้ทิ้งนางเอกไปได้ง่าย ๆ ในอนาคต (เพราะเขายังไม่เคยบอกว่า นางเอกเป็นแฟนของเขา) แต่พอหนังมีฉากที่ให้พระเอกได้แจกแจงเหตุผลของตัวเอง มันก็เลยช่วยให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจขึ้นมามาก ๆ สำหรับเรา และหนังก็เหมือนไม่ได้บอกว่านางเอกหรือพระเอกเป็นฝ่ายผิด เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งนางเอก, พระเอก และแม้แต่เพื่อนนางเอก ต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง

 

MESPSYAH (2026, Jakkrapat Ruangrit จักรภัทร์ เรืองฤทธิ์, political film, 22min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราดูแล้วรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นเผด็จการ vs. ประชาธิปไตยแบบหนังการเมืองไทยในทศวรรษ 2010 แต่มันพูดถึงการที่เผด็จการหรือฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถหลอกใช้นักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้มาเป็นเครื่องมือของตนเองได้อย่างเนียน ๆ ด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นหนังการเมืองที่ update ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องในไทยในยุคหลัง ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

2. ชอบสไตล์ของหนังอย่างมาก ๆ ด้วย ตั้งแต่การเลือกใช้ภาพที่มีลายเส้นแนวนอนเหมือนภาพในจอทีวีหรือจออะไรสักอย่าง มันช่วยให้ภาพของหนังดูน่าจดจำและมีเอกลักษณ์ดี

 

3. ฉากที่ตัวละครแต่งตัวแฟนซีก็ทำให้นึกถึง Ulrike Ottinger โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ

 

4. ฉากโลกหลังความตายก็ทำให้นึกถึง Hito Steyerl โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ เช่นกัน

 

5. ฉากที่เหมือนกะเทยสามคนประชุมออนไลน์กันนี่ถือเป็นฉากที่น่าจดจำมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุดในสามคนนี้

 

BIG DAWGS (2026, Poonyawat Tirayapanichkul ปุณยวัฒน์ ติระยะพานิชกุล, 13min, A+25)

 

1. กรี๊ดดดดด การได้ดูหนังเกี่ยวกับกลุ่มนักกล้ามหนุ่มนี่ถือเป็น eye candy สำหรับดิฉันมาก ๆ ค่ะ 55555 แต่พอหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้มุมมองแบบ gay gaze หนังก็เลยเหมือนอาจจะไม่ได้เข้าทางดิฉันแบบ 100% เต็ม

 

2. ชอบส่วนแรกของหนังมากกว่าส่วนหลัง ส่วนแรกที่เราหมายถึงก็คือช่วงต้นเรื่องที่เป็นกลุ่มนักกล้ามหนุ่มยกน้ำหนักในยิมไปเรื่อย ๆ

 

3. แต่พอหนังเล่าเรื่องความพยายามในการขโมยยา เราว่าเนื้อเรื่องส่วนนี้อาจจะไม่ได้เข้าทางเราสักเท่าไหร่

 

4. ฉากสุดท้ายของหนังที่เป็นตัวละครสองคนคุยกัน เราฟังไม่ออกเลยว่าคุยกันว่าอะไร 55555 แล้วพอหนังมันไม่มีซับไตเติลด้วย เราก็เลยไม่รู้เรื่องไปเลยในฉากสุดท้าย

  

Saturday, May 09, 2026

A FILMOGRAPHY OF THEERAPAT WONGPAISARNKIT

 

ฟังเทปนี้จบแล้ว ชอบมาก ๆ ที่มีการพูดถึงชีวิตของคนตาบอดสีในเทปด้วย เพราะเป็นเรื่องที่เราแทบไม่เคยรู้มาก่อน

 

พอเทปนี้พูดถึงเรื่อง “โลกของหนัง” ที่เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้นแล้ว เราก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า เราอยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในจักรวาลภาพยนตร์ของ Eric Rohmer, Jacques Rivette และ Dag Johan Haugerud มาก ๆ รู้สึกว่าเป็นจักรวาลภาพยนตร์ที่ถ้าหากเราได้เข้าไปอยู่แล้ว เราคงมีความสุข

 

ส่วนจักรวาลภาพยนตร์ที่เราชอบสุดขีด แต่ตัวเราไม่อยากเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ก็คือจักรวาลภาพยนตร์ของ Lav Diaz, Bela Tarr, Scud, Tobe Hooper, Wes Craven

++++

 

เราชอบกิน “ภาชนะใส่อาหาร” มาก ๆ พวก “โคนของไอศกรีม” อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยชอบกินเมนูสลัดบางอันมาก ๆ เพราะเมนูสลัดบางอันมี “กระทงใส่อาหาร” ที่เราสามารถกินตัวกระทงได้ อย่างเช่นเมนูสลัดผลไม้กุ้งทอด ของ Salad Factory ที่ตัวกระทงเหมือนทำจากเผือกทอด ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

 

อีกอันที่ชอบกินก็คือ Grande Taco Salad Bowl ของร้าน Sunrise Tacos เพราะตัวกระทงในเมนูนี้ก็สามารถกินได้เช่นกัน

 

ไม่รู้ว่ามีเมนูอาหารอะไรอื่น ๆ อีกบ้างที่เราสามารถกินตัวภาชนะใส่อาหารได้

+++

 

ชอบนิทรรศการนี้มาก ๆ WHERE SPIRITS DWELL ของ Ding Min ที่ GalileOasis

 

ชอบแต่ละตัวละครในภาพของเขามาก ๆ รู้สึกว่าแต่ละตัวละครในภาพของเขาสามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกจินตนาการของเราได้สบาย ๆ

 

เหมือนภาพของเขามันมีความ Junji Ito + David Lynch + เทพนิยาย แต่มันลดทอนความสยองขวัญแบบ Junji Ito ลง และใส่ความน่ารักเข้าไปเป็นส่วนผสมแทน มันก็เลยออกมาดูเข้าทางเราอย่างรุนแรงมาก ๆ

 

อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วหลายครั้งว่า เราชอบโลกจินตนาการที่ “ตัวละครทุกตัวมีอิทธิฤทธิ์รุนแรง” เราก็เลยชอบภาพของ Ding Min มาก ๆ อย่างเช่นภาพหนูน้อยหมวกแดงที่ปล่อยตัวโลนยักษ์จำนวนมากออกมา คือตัวละครแบบนี้นี่เหมาะกับโลกจินตนาการของเราจริง ๆ เพราะหนูน้อยหมวกแดงในโลกจินตนาการของเราไม่ใช่เด็กหญิงที่ไร้พิษสง แต่ต้องเป็นเด็กหญิงที่มีพิษสงรุนแรงแบบนี้นี่แหละ

 

ในนิทรรศการนี้มีสมุดภาพของ Ding Min ขายด้วย เราก็เลยซื้อสมุดภาพมาให้ลูกหมี

 

Instagram ของ Ding Min

https://www.instagram.com/dingminart/

++++

 

วันนี้เราได้ไปดูงาน Beam Wong: Selected Moving Images 2015–2026 ที่เกอเธ่ งานนี้มีฉายหนัง 9 เรื่องติดต่อกัน แล้วปรากฏว่าเราหารายละเอียดเกี่ยวกับหนังบางเรื่องในงานนี้แทบไม่เจอเลย เราก็เลยต้องรีบจดบันทึกช่วยจำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเราจำถูกจำผิดอะไรบ้างหรือเปล่า ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมก็มา comment กันได้นะคะ

 

หนัง 9 เรื่องที่ฉายในงานนี้

 

1. HUU (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 24 min)

เราเคยดูแล้ว


2. SPIRAL IN THE SKY (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, A+15)

Animation สั้น ๆ เข้าใจว่าเป็น MV ประกอบเพลง ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นนี้มีหญิงสาวที่ถอดแว่นออก แล้วก็เหมือนมีดวงตาที่สามปรากฏบนหน้าผาก ดวงตาเป็นรูปชายทะเล แล้วภาพชายทะเลภายในรูปทรงดวงตาก็ลอยออกมาจากหน้าผากของเธอ แต่พอเธอใส่แว่น สีของภาพก็เปลี่ยนไป เหมือนเธอยืนอยู่หน้าแม่น้ำ และอีกฟากเป็นภาคอุตสาหกรรม


3. DIARY OF A PURSE FUCKER (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 11 min)

เราเคยดูแล้ว


4. LONG LIVE THE SIN (2021, Theerapat Wongpaisarnkit, 3:17 min, A+30)

ดีงามมาก ๆ หนังเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบด้วยนะ

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังสั้นเรื่องนี้ใช้ฉากอุโมงค์เดียวกับที่ปรากฏในหนังเรื่อง CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min, A+30)

5. BIRD IN A GLASS COFFIN (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, animation, 7:11 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ในหนังสั้นเรื่องนี้มีนกที่ถูกใบพัดเครื่องบินดูดเข้าไปจนถึงแก่อสัญกรรม เหล่าอีกาก็เลยบินเข้าไปเอาซากนกตัวนี้ไปใส่ในโลงศพ แล้วจุดไฟเผาโลงศพ แล้วเอาโลงศพไปต่อท้ายเครื่องบิน เพื่อให้เครื่องบินถูกเพลิงเผาผลาญทำลายไปด้วย


6. BLESS & CURSE (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 1 min, A+30)

หนังสั้นที่รวบรวมถ้อยคำต่าง ๆ ให้มาปรากฏในรูปของ text และเสียง ซึ่งรวมถึงถ้อยคำที่พวกเราอาจจะคุ้นชินกันดี


7. SOLAR AUTONOMOUS INTERZONE, RAMAVANIAEDITON (2024, Theerapat Wongpaisarnkit, 6:32 min, A+30)

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้ใช้ภาพจาก AI เป็นผู้คนจำนวนมากในคลับเต้นรำ แล้วก็มีการพูดถึง Saros ผู้หลงใหลใน eclipses

 

ใครจำรายละเอียดอื่นใดในหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

ไม่แน่ใจว่าหนังเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ SAROS 143 CLUB (2024, Nanut Thanapornrapee, 20min, A+30) หรือเปล่า เพราะหนังเรื่อง SAROS 143 CLUB ก็พูดถึงวัฏจักร Saros ที่เกี่ยวข้องกับ eclipses เหมือนกัน เราก็เลยสงสัยว่า หนังสองเรื่องนี้พูดถึง Saros ตรงกันโดยบังเอิญ หรือว่าเป็นหนังสองเรื่องที่อยู่ในโปรเจคท์เดียวกัน 55555

 

8. 3KAZ (3 Ka inAutonomousZone) (2026, Theerapat Wongpaisarnkit, 5:43 min, A+30)

จำได้ว่าหนังพูดถึงความแตกต่างระหว่าง crows กับ ravens, กากับอีกา

 

ใครจำอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ได้อีกบ้าง

 

คุณ Beam Wong พูดในงานว่า หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานกา 3 ขาของญี่ปุ่น ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่น และเรื่อง “กาคาบข่าว” หลังจากรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต

9. DECONSTRUCTING ANGELS (2023, Theerapat Wongpaisarnkit, Live Cinema Performance, 10 min, A+30)

Beam Wong เล่นเปียโนเพราะมาก โดยเป็นการเล่นเปียโนสดประกอบกับภาพที่คล้ายสัญญาณจอโทรทัศน์สมัยก่อน

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ช่วงต้นของหนังเรื่องนี้คือฉากผู้หญิงทำ shibari แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า มันคือช่วงต้นของ DECONSTRUCTING ANGELS หรือมันคือช่วงท้ายของ 3KAZ

 

ใครจำอะไรได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเหล่านี้ก็ comment มาได้นะคะ

 

ส่วนหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Theerapat Wongpaisarnkit ที่เราเคยดูมาแล้ว ก็มีเช่น

 

10. AMONG THE LIGHT (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 11.35min)

 

11. ROOMMATE (รูมเมท) (2011, Theerapat Wongpaisarnkit, 10:07 min)

12. BETWEEN THOUGHT AND EXPRESSION (มนุษย์หงุดหงิด) (2013, 10min)

 

13. JUNK SHIT MINDS (2014, 2min)

 

14. PLEASE CHECK YOUR BELONGING BEFORE LEAVING (โปรดตรวจสอบทรัพย์สินของท่านก่อนลุกจากที่นั่ง) (2014, Theerapat Wongpaisarnkit, 8min)

 

15. BANGKOK SCI-FI 603 (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, Vutichai Tanglaksilathong, Thanakrit Khuntiudom, 13min)

 

16. BANMUN (บ้านหมุน) (2015, Theerapat Wongpaisarnkit, 3min)

 

17. FLUMMOXED COCOON (ดักแด้โกลาหล) (2017, musical film, 28min)

 

18. MGB: SOFTWHERE (2018, Theerapat Wongpaisarnkit, 26min)

 

19. JUNK FOOD FABLE (2020, Theerapat Wongpaisarnkit, 63min)

 

20. CAFFEINE VAMPIRE AND PISS ARSONIST (2022, Theerapat Wongpaisarnkit, 60min)

แต่เรายังไม่ได้ดู 06263 (2025, Theerapat Wongpaisarnkit, Jidapa Chirayangyuenyong, 9.30min) นะ

 

 

Sunday, May 03, 2026

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

เราได้ดู GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 6 ธ.ค. 2001 กรี๊ดดดดสุดขีดกับ Pam Grier และเราก็ชอบ “โครงสร้างการเล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ ชอบที่มันมีความเป็น “เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า” อยู่ในนั้น และก็ดีใจมาก ๆ ที่มีนักวิจารณ์เขียนบทความเกี่ยวกับ GHOSTS OF MARS ลงเว็บไซต์ Senses of Cinema ด้วย

 

Senses of Cinema

https://www.sensesofcinema.com/2001/essays-on-films-17/ghost-2/

+++

 

24. Commander Helena Braddock (Pam Grier) from GHOSTS OF MARS (2001, John Carpenter)

 

เห็นคุณภู่มณีเขียนถึง GHOSTS OF MARS เราก็เลยถือโอกาสนี้เพิ่มตัวละครนี้ของ Pam Grier เข้าไปในลิสท์ FAVORITE FIGHTING FEMALE CHARACTERS

++++

 

อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง PSYCHO NETWORK เกี่ยวกับ “เครือข่ายฆาตกรต่อเนื่อง” และมีคนสร้างหนังเรื่อง PERSONA VERTIGO เกี่ยวกับคนที่มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ “เขา/เธอ/มัน” เดินขึ้นบันได

++++

 

PETERSBURG (1913) ของ Andrei Bely น่าสนใจมาก ๆ อ่านพล็อตเรื่องแล้วมันรุนแรงมาก และเห็นเขาบอกว่ามันเป็นนิยายแนว Symbolist ด้วย

++++

 

จริง ๆ แล้วหนังที่ฉายในงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE วันนี้ ไม่ได้ครอบคลุมหนังทุกเรื่องที่เคยออกฉายในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนนะคะ เพราะยังมีหนังอีกหลายเรื่องของคุณ Weera Rukbankerd ที่เคยฉายในงานเทศกาลหนังสั้นมาราธอน แต่ไม่ได้มาฉายในวันนี้ด้วยค่ะ อย่างเช่น

 

1. MESSAGES ARE NOT TRUE STORY (2008, 15MIN)

เรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น: ชายที่ผิดหวังในความรัก กับเมจเสจเก่า ๆ ของเขา

 

2. HOUSE OF FEEL (2009, 8MIN)

บ้านของผม ชีวิตของผม ความสุขของผม และความทุกข์ของผม

 

3. COMPETITIVE STRATEGY ( 2010, 7min)

ความรักที่ผิดหวังมานาน สุดท้ายก็มีคนอาสามาช่วยผมแล้ว

 

4. B.H.T.S. (2013, 8min)

การทำหนังสั้นเรื่องหนึ่งครับ

 

5. WALK FALL BACK (2014, 5min)

การถอยหลังของชายที่ผิดหวังในความรัก

 

ใครเคยดูหนังเหล่านี้แล้วในเทศกาลหนังสั้นมาราธอน ก็ถือว่าโชคดีมาก ๆ ค่ะ 55555

 

ส่วนหนังที่มาฉายในวันนี้ เราเดาว่าคุณวีระคงเลือกมาเองว่าอยากฉายเรื่องไหนบ้าง ถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด

+++

 

Film Wish List for Theatrical Screening in Thailand

 

พอเห็นว่า HOUSE SAMYAN จะเอาหนังแรง ๆ มาฉาย เราก็เลยทำลิสท์นี้ขึ้นมา เผื่อมันอาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต 55555

 

อยากให้มีคนเอาหนังเหล่านี้มาลงโรงฉายในไทย เพราะเรายังไม่เคยดู จะลงโรงฉายที่ HOUSE, micro cinema, หอภาพยนตร์ ศาลายา, เมเจอร์ สำโรง, etc. อะไรก็ได้นะคะ 55555

 

1. CANNIBAL HOLOCAUST เปรตเดินดิน กินสมองคน (1980, Ruggero Deodato, Italy)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

2. CRASH (1996, David Cronenberg)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทย แต่เรายังไม่ได้ดู

 

3. SING A SONG OF SEX (1967, Nagisa Oshima, Japan)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Nagisa Oshima Retrospective ในไทย

 

4. FEMALE STUDENT GUERILLA (1969, Masao Adachi, Japan, 73min)

 

5. MUSCLE (1989, Hisayasu Sato, Japan)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Hisayasu Sato Retrospective ในไทย

 

6. SALON KITTY (1976, Tinto Brass, Italy)

 

7. THE PILLOW BOOK (1996, Peter Greenaway, Netherlands/UK)

จริงๆ แล้วคืออยากให้จัด Peter Greenaway Retrospective ในไทย

 

8. ROMANCE (1999, Catherine Breillat, France)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Catherine Breillat Retrospective ในไทย

 

9. SECRET THINGS (2002, Jean-Claude Brisseau, France)

 

10. NYMPHOMANIAC VOL. I & II (2013, Lars von Trier, Denmark, 241min)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายโรงในไทยในเทศกาลอะไรสักอย่าง แต่เรายังไม่ได้ดู

 

11. NO SKIN OFF MY ASS (1991, Bruce LaBruce, Canada)

จริง ๆ แล้วคืออยากให้จัด Bruce LaBruce Retrospective ในไทย

 

12. THE HOLY MOUNTAIN (1973, Alejandro Jodorowsky, Mexico)

อันนี้อาจจะไม่ได้เข้ากลุ่มหนังแรง ๆ ข้างต้น แต่เป็นหนังที่เหมือน cinephiles ทุกคนรอบตัวเราเคยดูไปแล้ว แต่เรายังไม่ได้ดู

 

Saturday, May 02, 2026

SOME THAI SHORT FILMS IN 2005

 

MOST OF ALL ของ Jody Watley นี่ถือเป็นเพลงโปรดของเราเลย ตัว music video ของเพลงนี้ก็ดีงามมาก ๆ กำกับโดย David Fincher

+++

 

EK DIN (2026, Sunil Pandey, India, 120min) ลงโรงฉายในไทยวันนี้แล้วนะ หนังอินเดียเรื่องนี้เป็นรีเมคจากหนังไทยเรื่อง ONE DAY (2016, Banjong Pisanthanakun) เหมือนกับหนังจีนเรื่อง I REMEMBER (2020, Zhou Nan, China) ที่รีเมคจาก ONE DAY เหมือนกัน

 

คุณ Banjong นี่มีฝีมือด้านนี้มาก ๆ เหมือนกันนะ เราขอมอบตำแหน่ง “เจ้าพ่อหนัง original” ให้เขาได้เลย เพราะ SHUTTER (2005) ของเขา ก็ถูกนำไปรีเมคเป็นหนังอีก 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่หนังอเมริกัน SHUTTER (2008, Masayuki Ochiai), หนังภาษาทมิฬ SIVI (2007, Senthil Nathan), หนังภาษาฮินดี CLICK (2010, Sangeeth Sivan) และหนังอินโดนีเซีย SHUTTER (2025, Herwin Novianto)

 

หนังเรื่อง ALONE (2007, Banjong Pisanthanakun) ก็ถูกนำไปรีเมคเป็นหนังภาษากันนาดา เรื่อง CHAARULATHA (2012, Ponkumaran) และหนังภาษาฮินดีเรื่อง ALONE (2015, Bhushan Patel) ด้วย

 

ส่วน PEE MAK (2013, Banjong Pisanthanakun) ก็ถูกนำไปรีเมคเป็นหนังภาษาทมิฬ, หนังภาษามาลายาลัม และหนังอินโดนีเซีย

+++

 

วันนี้ไปดู MONEYSLAPPER (2024, Bor Ocampo, Philippines, 129min, A+30) ที่ Cinema Oasis แล้วก็พบว่า Lav Diaz ร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย ใครคิดถึง Lav Diaz ก็มาดูหนังเรื่องนี้กันได้นะคะ

+++

 

เนื่องจากวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. 2026 นี้ มีการจัดงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE เราก็เลยถือโอกาสนี้รำลึกถึงความหลังในวันที่ 11 ส.ค. 2005 ซึ่งเป็นวันแรกที่เราได้ดูภาพยนตร์ของคุณวีระ รักบ้านเกิด ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า เราได้ดูภาพยนตร์ที่เขากำกับมานานติดต่อกันเกือบ 21 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดดด

 

ในสมุดบันทึก เราจดไว้ว่า ในวันที่ 11 ส.ค. 2005 เราได้ดูภาพยนตร์ดังต่อไปนี้

 

1. 1 DAY IN UTOPIA (2005, Weera Rukbankerd, 3min)

 

2. LITTLE GARUDA ครุฑน้อย (2005, Suporn Decharin, 7min)

 

3. UNDO REDO (2005, Chatchai Suban, 14min)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด

 

4. MY SONG CLASSROOM หนังสือรุ่น (2005, Benjaphan Rungsubhatanond, 14min)

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด และโดยส่วนตัวแล้ว เราถือว่าหนังเรื่องนี้มีความสำคัญสำหรับเราในแง่ “ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย” เพราะหนังเรื่องนี้เหมือนเป็นต้นกำเนิดของ sub-group หนึ่งของภาพยนตร์ไทย นั่นก็คือภาพยนตร์แนว “หนังสือรุ่น” หรือภาพยนตร์ที่นักเรียนชั้นม.6 บันทึกเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนของตนเอง หรือโรงเรียนของตนเอง ก่อนที่จะจบการศึกษาไป

 

เหมือนกับว่า หลังจากหนังเรื่อง MY SONG CLASSROOM ก็มีนักเรียนชั้นม.6 ในแต่ละปีทำหนังแนวนี้ออกมาอีกราว 10 เรื่องได้มั้ง

 

5. THE THAILAND PANORAMA (2005, Surabodin Pooklun, 20min)

 

6. STRAY DOG (2005, Sasiton Sakulchaisirivich, 4min)

 

7. HAPPINESS (2005, Supakorn Petcharat, 31min)

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ปี 2005 เป็นปีที่มีภาพยนตร์ไทยน่าสนใจมากมายหลายเรื่อง เพราะว่าในปีนั้น นอกจากจะมีภาพยนตร์ที่กำกับโดย Weera Rukbankerd ออกฉายแล้ว ปีนั้นยังมีภาพยนตร์อย่างเช่น

 

(หนังในลิสท์ข้างล่างนี้ครอบคลุมทั้งหนังที่เราเคยดูแล้ว และหนังที่เราอยากดูแต่ยังไม่ได้ดูนะ)

 

1. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Tossapol Boonsinsukh

 

2. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Uruphong Raksasad

 

3. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Pass Patthanakumjon

 

4. หนังสั้นหลายเรื่องที่กำกับโดย Zart Tancharoen

 

5. หนังสั้น 3 เรื่องที่กำกับโดย Dhan Laow + Nathan Homsup

 

6. DINNER มื้อค่ำ (2005, Sivaroj Kongsakul, 10min, A+30)

 

7. LIFE ACTUALLY กิเลส ตัณหา ราคะ อุปทาน (2005, Boonsong Nakphoo, A+30)

 

8. SAD SCENERY บางเหตุการณ์ (2005, Tulapop Saenjaroen, 19min, A+30)

 

9. SLEEPING BEAUTY (2005, Manussa Vorasingha, 8min, A+30)

 

10. VIOLET BASIL ห่อวอเนอมู (2004, Supamok Silarak, 80min, A+30)

 

11. KISS THE MACHINE (2005, Prinn Vadhanavira, R-na Rattanaphan, 25min, A+30)

 

12. A HALF LIFE OF CARBON 14 (2005, Punlop Horharin, 23min, A+30)

 

13. THREE OF US ปล่อยไปตามหัวใจ (2005, Chantavit Dhanasevi ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, 15min)

 

14. เรื่องถ่ายเอกสาร (2005, Tanatchai Bandasak, 12min)

 

15. กล้องเด็ก (2005, Tanatchai Bandasak, 8min)

 

16. เด็กบ้านนา (2005, Worrawut Lakchai วรวุฒิ หลักชัย, 13min)

 

17. DUMP... ทิ้ง... (2005, Chakorn Chaiprecha, 19min)

 

18. โลกเสรีของตะวันแดง (2005, Weerasak Suyala, 16min)

 

19. “POLITICAL”MOVIE หนัง “การเมืองฯลฯ” (2005, Prap Boonpan, 28min)

 

20. ON THE SIDEWALK (2005, Pimsiri Petchnamrob, 11min)

 

ดูรายละเอียดงาน WEERA RUKBANKERD RETROSPECTIVE ได้ที่

https://web.facebook.com/wildtypeth/posts/pfbid02wirmy2h9zbv54A4uPY9YJWFicgPRBweyCRnEobxdpf1tthbB4tFidoao2c5yYxopl

 

รายชื่อภาพยนตร์ไทยในกลุ่ม “หนังสือรุ่น” ที่เราเคยดู

https://celinejulie.blogspot.com/2022/11/theeraworagarnt.html

 

Wednesday, April 29, 2026

HUMAN BEING (1994, Ibrahim Shaddad, Sudan, 27min, A+30)

 

NATIONALITY: IMMIGRANT (1976, Sidney Sokhona, Mauritania/France, 85min) จะฉายในวันแรงงานนี้ น่าดูมาก ๆ

++++

 

สงสัยเหมือนกันเลย เพราะเราว่า Ayumu Nakajima เขาหล่อมาก ๆ แต่ปรากฏว่าบางทีเขาก็รับบทเป็น “ตัวประกอบ” มาก ๆ โดยเฉพาะใน HAPPYEND (2024, Neo Sora) ที่เขารับบทเป็นคุณครูหัวก้าวหน้า และ MORI, THE ARTIST’S HABITAT (2018, Shuichi Okita, A+30) ที่เขารับบทเป็นบุรุษไปรษณีย์

 

ล่าสุดเราก็ดีใจที่ได้เห็นเขารับบท “นักหลอกลวงแม่บ้านหีไว” ใน RENOIR (2025, Chie Hayakawa, A+30)

 

แต่เราก็กลัวว่าถ้าหากเขาได้แสดงแต่บทตัวประกอบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อีกไม่กี่ปีเขาคงรับบท “พ่อของพระเอก” หรือ “พ่อของนางเอก”

 

กรี๊ดดดดดด นึกไม่ถึงเลยว่าเขาอายุ 38 ปีแล้ว นึกว่าเขาอายุแค่ราว 30 ปี

 

เมื่อกี้เลยเข้าไปดู wikipedia เราก็เลยเข้าใจว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาเข้าสู่วงการละครทีวี/ภาพยนตร์ช้ากว่าดาราหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนอื่น ๆ เพราะดาราหนุ่ม ๆ คนอื่น ๆ เข้าวงการตั้งแต่อายุ 17-18 ปี (อย่างเช่น Tackey) แต่เขาเพิ่งเริ่มแสดงภาพยนตร์ในปี 2013 ตอนอายุราว 25 ปี หรือช้ากว่าชาวบ้านเขาไปเกือบ 10 ปี แล้ววงการบันเทิงญี่ปุ่นมันคงเน้น “เด็กหนุ่มวัยรุ่น” ด้วยแหละ เขาก็เลยแทบไม่เคยมีโอกาสได้รับบทดารานำเลย เพราะเขาไม่ได้เข้าสู่วงการตั้งแต่ยังเป็น “เด็กหนุ่มวัยรุ่น”

 

เหมือนตอนแรก ๆ เขาเป็น “นายแบบ” และ “นักแสดงละครเวที” แล้วเขาเพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการละครทีวี/ภาพยนตร์ในปี 2013 ตอนอายุราว 25 ปี

 

ชอบมาก ๆ ที่เขาจบปริญญาตรีด้าน “วรรณคดี” ด้วย

 

++++

 

เราชอบเดชคัมภีร์เทวดาภาคหนึ่งอย่างรุนแรง แต่ก็ชอบภาคสองมากกว่าภาคหนึ่งนะ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ภาคสองสู้ภาคหนึ่งไม่ได้ก็คือบทของเยิ่นอิ๋งอิ๋ง เพราะเราชอบ “จางหมิ่น” ในบทเยิ่นอิ๋งอิ๋ง อย่างรุนแรงมาก ส่วนกวนจือหลินที่รับบทเยิ่นอิ๋งอิ๋งในภาคสองนั้น แสดงดีใช้ได้ก็จริง แต่เราว่า aura ของเธอสู้จางหมิ่นไม่ได้

 

จริง ๆ แล้วเราก็ชอบภาคสามด้วยนะ SWORDSMAN III: THE EAST IS RED (1993, Ching Siu-tung, Raymond Lee) เหมือนภาคสามมันเปลี่ยนมาเป็นหนังแนว character-driven หลังจากที่ภาคหนึ่งกับสองมันเป็นหนังแนว plot-driven และหลังจาก THE EAST IS RED อะไรแบบนี้ก็ถูกผลักไปจนสุดทางใน ASHES OF TIME (1994, Wong Kar-wai)

++++

 

เพิ่งรู้ว่ามีหนังเรื่อง “ความรัก อารมณ์ ผู้หญิง” ด้วย นำแสดงโดย สมเจตน์ สะอาด ที่เสียชีวิตไปแล้วจากเหตุการณ์พลุระเบิดใส่ใบหน้าในช่วงปลายปี 2010 เป็นเหตุการณ์เสียชีวิตที่น่าเศร้ามาก ๆ

 

แต่เรากูเกิลหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แทบไม่เจอเลย ไม่รู้ว่าเป็นหนังปีไหน ใครกำกับ

 

ข่าวการเสียชีวิตของสมเจตน์ สะอาด

https://www.komchadluek.net/today-in-history/406923

++++++++++

 

เห็นข่าวจากคุณเต้ ไกรวุฒิ เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ จ่าง แซ่ตั้ง ข่าวนี้ก็เลยทำให้เราหวนรำลึก คิดถึงเทศกาลหนังสั้นสมัยก่อนที่เคยฉายหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องที่กำกับโดย "ทิพย์ แซ่ตั้ง" และ "ภูมิรพี แซ่ตั้ง" อย่างเช่น

 

1. THINKING...OF MY FATHER! (คิด...ถึงพ่อ) (2007, ทิพย์ แซ่ตั้ง, ธีระ ประชุมของ, ชัชชัย ชาญธนวงศ์)

 

2. คน ชีวิต วันเวลา / 2551 / 4 นาที /ทิพย์ แซ่ตั้ง 

 

3. คนรกโลก / 2551 / 3 นาที / ทิพย์ แซ่ตั้ง 

 

4. คนค้นหาของเก่า ชุมชนโบราณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางกอกน้อย ธนบุรี (2008, ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

5. ศิลปะใต้ตีน/2551/18 นาที/ทิพย์ แซ่ตั้ง

ART UNDER FOOTPRINTS (2008, Thip Tang)

 

6. SUBTITLE : For Your Eyes Only/2009/ทิพย์ แซ่ตั้ง/5.00

 

7. YES, NO, OK?, BUT, OR, AND, ALL, HOW?, WHY! (2010, Thip Tang)

 

8. เพราะฉันต้องการ ที่ว่างของฉัน (2011, Thip Tang, documentary, 36.10min)

 

9. WILL YOU LEAVE ME TO DIE? (2011, Thip Sae-tang, 8 min, documentary)
ลมหายใจรวยริน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา: เรื่องของเขา หนังเรื่องของเรา หนังเรื่องของใคร? (ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

10. THOUGHTS AND FEELINGS ON CANVAS (2011, Thip Sae-tang, documentary, 25min)
บนพื้นที่สี่เหลี่ยม: ประเทือง เอมเจริญ พิทักษ์ ปิยะพงษ์ สมชาย วัชระสมบัติ (ทิพย์ แซ่ตั้ง)

 

11. ซื้อเสียงไหมครับ (2008, ภูมิรพี แซ่ตั้ง, A+)
WOULD YOU LIKE TO BUY MY VOICE? (2008, Poomrapee SaeTang)

 

12. ทำหล่อครับผม/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00


13. ทำเองสบายเอง/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/4.00

 

14. ผมเกือบจะกลายเป็นหมา/2009/ภูมิรพี แซ่ตั้ง/3.00

 

15.DREAM (2010, Phumraphee Sae-tang, 5 min, A)
ความฝัน (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

16. THE PARTY OF MY GRANDFATHER'S WIFE (2010, Phumraphee Sae-tang, 4 min)
งานเลี้ยงแฟนปู่ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

17. WHAT ARE YOU DOING, SIR? (2010, Phumrapee Tang, 3 min, A-)
ผู้ใหญ่ครับทำอะไรกันคราบบบ (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

 

18. HOW TO MAKE FLOWERS FROM PANDANUS LEAVES (2011, Poomrapee Saetang, 5.2, documentary, A+)
การทำดอกไม้จากเตย (ภูมิรพี แซ่ตั้ง, 5.2min)

 

19. LITTLE KID (2011, Phumraphee Tang, 3min, A+)
เด็กน้อย (ภูมิรพี แซ่ตั้ง)

++++

 

เห็นข่าวนี้แล้วคิดถึงพี่วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ข่าวนี้เป็นข่าวการจัดงาน RITWIK GHATAK RETROSPECTIVE -- This programme includes new restorations of every feature, alongside three unfinished films, two he wrote, one he acted in, and 13 fiction and documentary shorts.

 

เราได้ดูหนังเรื่อง สุพรรณเรขา SUBARNAREKHA (1965, Ritwik Ghatak, India) ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ในวันที่ 14 ม.ค. 2003 ซึ่งถือเป็นหนังเรื่องแรกของ Ritwik Ghatak ที่เราได้ดู และเราเข้าใจว่าพี่วิคเตอร์น่าจะเป็นคนเลือกหนังเรื่องนี้มาฉาย

 

พี่วิคเตอร์เคยจัดงาน SHYAM BENEGAL RETROSPECTIVE ในกรุงเทพมาแล้วในปี 2008 ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่า ถ้าหากพี่วิคเตอร์ยังมีชีวิตอยู่ พวกเราคงจะต้องพยายามยุพี่วิคเตอร์ให้ยกงาน RITWIK GHATAK RETROSPECTIVE มาจัดฉายในไทยด้วยอย่างแน่นอน

+++

Weera Rakbankerd Retrospective

 

โปรแกรมที่ 1 วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น.

.

1. 1 Day in Utopia (2005, 3.36 นาที)

2. 5 YEARS IN SAD HEART (2006, 9.24 นาที)

3. 2 second in bad love (2007, 7.01 นาที)

4. 4 MINUTE IN BROKEN SOUL (2007, 7.26 นาที)

5. ONE (2011, 7.33 นาที)

6. Retro 1 day (2012, 10.13 นาที)

7. DIRECTOR & ACTOR (2015, 12.39 นาที)

8. อวัยวะ (2016, 13.04 นาที)

9. FUTURE BOARD (2017, 14.05 นาที)

10. ARTICLE KILLING ME (2018, 10.05 นาที)

.

🎬 โปรแกรมที่ 2 วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น.

.

1. Heaven Broken Heart Metal (2019, 15.58 นาที)

2. BLUR HAPPY BLUR SAD (2020, 11.26 นาที)

3. BEGIN, LOVE, HATE, END (2021, 14.42 นาที)

4. DESK CALENDAR (2022, 17.12 นาที)

5. BLACK&WHITE&LOVE&SAD (2023, 15.25 นาที)

6. MIDLIFE CRISIS (2024, 17.25 นาที)

7. SUCCESS’SI SUCCESS (2025, 18.03 นาที)

.

📌 เชิญร่วมสนทนากับคุณวีระ รักบ้านเกิด เวลา 17.30 น.

.

จัดฉาย ณ GalileOasis ถ.บรรทัดทอง

.

บัตรราคาโปรแกรมละ 100 บาท (รายได้ทั้งหมดหารครึ่งมอบให้กับพื้นที่จัดฉายและผู้กำกับ) สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรสามารถเข้าร่วมการสนทนากับคุณวีระ รักบ้านเกิด ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

.

ซื้อบัตรได้ในวันงานครับ

++++

 

วันนี้แดกโซบะ เพื่อเป็นพลีแด่ชายหนุ่มในช่วงท้ายของหนังเรื่อง BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuiga, Japan, A+30)

+++

 

Film Wish List: SHEHERAZADE หรือ SCORCHING SANDS (1963, Pierre Gaspard-Huit, France) นำแสดงโดย Anna Karina น่าดูมาก ๆ

 

ก่อนหน้านี้เราเคยดู CHRISTINE (1958, A+30) ที่กำกับโดย Pierre Gaspard-Huit เหมือนกัน และหนังเรื่องนั้นก็ “สวยสุดขีด” เหมือนกัน อลังโคมมาก ๆ เหมือนกัน แสดงว่าผู้กำกับคนนี้อาจจะเก่งเรื่องควบคุมการใช้สี, ออกแบบเครื่องแต่งกาย, ออกแบบฉาก, กำกับศิลป์, ถ่ายภาพ

 

THE BRIDE IS MUCH TOO BEAUTIFUL (1956, Pierre Gaspard-Huit) นำแสดงโดย Brigitte Bardot

 

CHRISTINE (1958, Pierre Gaspard-Huit, A+30) นำแสดงโดย Alain Delon + Romy Schneider

 

LIVING IT UP (1966, Pierre Gaspard-Huit) นำแสดงโดย Mireille Darc

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid0v13GNqZohN3ButtHrtfpmnWSZFxQKmn7A53dSn4oaAAdJxfKhvjLZVCU4ygz46R7l

+++

น่าดูมาก ๆ อ่านพล็อตของ BERLIN EXPRESS แล้วนึกว่าต้องฉายควบกับ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) และ ZENTROPA (1991, Lars von Trier, Denmark)

+++

 

HUMAN BEING (1994, Ibrahim Shaddad, Sudan, 27min, A+30)

 

กราบตีนนนนน ไม่นึกว่าหนังซูดานจะพิสดารได้ขนาดนี้ เราว่าหนังเรื่องนี้มีธาตุอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึง A SON OF THE NORTHEAST ลูกอีสาน (1982, Vichit Kounavudhi) และ TONGPAN ทองปาน (1977, Yutthana Mukdasanit) เพราะหนังซูดานเรื่องนี้อาจจะพยายามถ่ายทอดความยากลำบากของชีวิตคนในชนบทในประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกัน โดยเฉพาะชนบทที่แร้นแค้นและแห้งแล้งมาก ๆ แต่กลวิธีในการนำเสนอของหนังซูดานเรื่องนี้มันพิสดารมาก ๆ บอกไม่ถูกว่าดูแล้วนึกถึงใคร เหมือนดูแล้วนึกถึงหนังของ Fernando Arrabal และ Alejandro Jodorowsky บ้างนิดหน่อย

 

Ibrahim Shaddad เป็นหนึ่งในปรมาจารย์ภาพยนตร์ของซูดาน เขาคือหนึ่งใน subjects ของหนังสารคดีเรื่อง TALKING ABOUT TREES (2019, Suhaib Gasmelbari, Sudan, A+30) ที่เคยลงโรงฉายในกรุงเทพ

 

เราดูหนังเรื่องนี้ออนไลน์ทางเว็บไซต์ Palestine Film Institute

https://www.palestinefilminstitute.org/en/pfp

+++

 

มีวิดีโอเทปลิขสิทธิ์ของหนังเรื่อง AN ALMOST PERFECT AFFAIR หัวใจรักต้องห้าม (1979, Michael Ritchie) ที่นำแสดงโดย Monica Vitti ขายด้วยนะ

https://web.facebook.com/groups/572921946979479/posts/2078333449771647/

 

Tuesday, April 21, 2026

TO CROSS THE STREET

 

ช่วง “ไร้สาระประจำวัน”

 

พอดู BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuiga, Japan, A+30) แล้วก็แอบคิดฮา ๆ เล่น ๆ ว่า ถ้าหากนี่เป็น “หนังสั้นไทย” เมื่อ 10-25 ปีก่อน ตัวละครในหนังเรื่องนี้อาจจะเสียชีวิตไปแล้ว 9 ครั้ง เพราะว่า

--

--

--

--

--

มี “ฉากตัวละครข้ามถนน หรือกำลังจะข้ามถนน” ราว 9 ครั้งในหนังเรื่องนี้ ซึ่งถ้าหากนี่เป็นหนังสั้นไทยเมื่อ 10-25 ปีก่อน ฉากดังกล่าวมักจะนำมาซึ่ง ความตายของตัวละคร 55555

 

ฉากตัวละครข้ามถนน หรือ กำลังจะข้ามถนน ใน BRAND NEW LANDSCAPE ก็มีเช่น

 

1. ฉาก Ren วัยเด็กข้ามถนนหน้าร้านอาหาร

2. ฉากพ่อกับ Emi วัยเด็กข้ามถนนหน้าร้านอาหาร

3. ฉากแม่ข้ามถนนหน้าร้านอาหาร

4. ฉาก Emi ข้ามถนนหลังคุยกับ Maki

5. ฉาก Ren วัยหนุ่มข้ามถนนแบบ slow motion

6. ฉาก Ren ข้ามถนนตอนกลางคืนเพื่อแอบไปดูนิทรรศการของพ่อ

7. ฉาก Emi ข้ามถนนเพื่อไปร้านอาหารตอนกลางคืน

8. ฉาก Ren จะข้ามถนนเพื่อไปร้านอาหารตอนกลางคืน แล้วเห็นมอเตอร์ไซค์ของพ่อ

9. ฉากที่เหมือนเห็นด้านหลังของคนสองคนขณะรอจะข้ามถนน ซึ่งอาจจะเป็นด้านหลังของ Ren กับ Emi

 

ส่วนภาพอีกภาพนึงที่เราแปะไว้นี้ มาจากภาพยนตร์ไทยเรื่อง “คาซูโยชิ อันโดะ+เฆจีร์บี ขำห่วย” KAZUYOSHI ANDO AND KGB KUMHWOY (2008, Nathan Homsup + Dhan Lhaow, 14min) ซึ่งมี “ฉากข้ามถนนในตำนาน” สามารถดูหนังเรื่องนี้ได้ในลิงค์ในคอมเมนท์

 

KAZUYOSHI ANDO AND KGB KUMHWOY (2008, Nathan Homsup + Dhan Lhaow, 14min) ฉากข้ามถนนในตำนานอยู่ในนาทีที่ 5.15-5.45 ในคลิปนี้

https://www.youtube.com/watch?v=CEYsQOSg168&t=233s

 

คลิปด้านบนเป็น “ครึ่งหลัง” ของหนัง ส่วน “ครึ่งแรก” ของหนังดูได้ในคลิปนี้นะ (ยูทูบสมัยนั้นให้ลงคลิปได้ไม่เกินคลิปละ 10 นาที)
https://www.youtube.com/watch?v=miY63l-dVsU

 

 

Friday, April 17, 2026

TOSSAPHON RIANTONG

 

SOME OF MY OLD WRITINGS ABOUT TOSSAPHON RIANTONG

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง WHAT DO YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026, Tossaphon Riantong, 19min) ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’ Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับภาพยนตร์สั้นที่คุณทศพร เหรียญทองเคยกำกับมาไว้ในที่นี้นะ โดยข้อมูลส่วนแรกจะเป็นชื่อเรื่องสั้นกับเรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น และข้อมูลส่วนที่สองจะเป็นสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในอดีตเกี่ยวกับผลงานของคุณทศพร

 

ข้อมูลพวกนี้ถือเป็นเพียง partial filmography เท่านั้นนะ เพราะเราไม่ได้มีข้อมูลหนังสั้น ”ทุกเรื่อง” ของคุณทศพร และเราแทบไม่ได้ติดตามดูซีรีส์ใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมาเลยจ้ะ เพราะฉะนั้นเราจะไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์มาลงไว้ในที่นี้

 

ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Tossaphon Riantong ได้ในช่องยูทูบของเขานะ อย่างเช่น “น้าโอมอยากมีผัว”, “หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม”, “หยอย”, MEOW MEOW

 

SOME INFORMATION ABOUT SOME SHORT FILMS MADE BY TOSSAPHON RIANTONG

 

 

1.REMEMBER จำ (2008, 28min)

Synopsis: ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อม ชายอีกคนผู้เป็นต้นเหตุจึงต้องรับชายคนนี้มาพักรักษาที่บ้าน

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 13 ก.ย. 2008

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปีในสาขา “ช้างเผือกพิเศษ” ในเทศกาลหนังสั้น

 

2. DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min)

Synopsis: แมง เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครคบ ยกเว้นพริม เด็กสาวคบเขาเพราะเหตุผลบางประการ เมื่อพริมจากเขาไป เพียวเด็กสาวอีกคนก็มาแทนที่ ... แต่ในใจของแมงยังมีแต่พริม

 

เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะวันฉายมันชนกับงาน LAV DIAZ RETROSPECTIVE ในปี 2009

 

3. MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min)

Synopsis: คำว่า เพื่อน มีจริงหรือไม่

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 23 ก.ค. 2009

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรชมเชยในสาขาช้างเผือกพิเศษในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 13

 

4. WHEN FON LEFT CHUANG เมื่อฝนทิ้งช่วง (2009, Thossaporn Riantong, Thailand, 27min)

Synopsis: เมื่อฝนทิ้งช่วงไป ทำให้ช่วงเศร้าอย่างมาก...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 25 ก.ค. 2009

 

5.GIVE ME YOUR HEART (2011, Tosaporn Riantong, 5min)
Synopsis: เกตบอกให้นัตตี้ควักหัวใจตัวเองออกมาให้เธอ

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2011

 

6. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว (2011, Tossaphon Riantong, 27min)

Synopsis: น้าสาวไร้ผัวต้องมาทนปกครองหลานชาย

 

หนังเรื่องนี้ผ่านเข้ารอบสองในสาขาช้างเผือกในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 15

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังสั้นไทยที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2011

 

7. MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, queer film, documentary, 13.51min, A+30)

Synopsis: เมื่อถึงวันเกิดของนุ่น นัตตี้แต่งเพลงให้เธอ

 

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ในสาขาสารคดี (หรือดุ๊ก) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 โดยกรรมการปีนั้นคือ ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา และ บรรพต วุฑฒิปรีชา (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี เรื่อง ลุมพินี)

 

หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 12 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2012

 

8.THIS FILM IS INSPIRED BY ANN TONGPRASOM หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม (2012, Tossaphon Riantong, 29.45min, A+15)

Synopsis: บูมอยากเป็นดาราและเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในการเข้าชิงรางวัลช้างเผือก ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16

 

9. YOY หยอย (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

Synopsis: ฉันไม่ได้ชื่อหยอย ตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงห้องเชียร์ รุ่นพี่เปลี่ยนชื่อฉันเป็นหยอย

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสาย Digital Forum ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 17 และได้รับรางวัล “วิจิตรมาตรา” ในปีนั้น

 

10. RAPIST’S NIGHTMARE (2014, Tossaphon Riantong, 12.15min, A+30)

Synopsis: พี่กดไหล่มันไว้ ไม่ให้มันตื่น...

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 10 ก.ค. 2014 เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะว่าเรามักจะชอบหนังทดลอง แต่ปกติแล้วคุณทศพรทำหนัง narrative ไม่ได้ทำหนังทดลอง เพราะฉะนั้นหนังบางเรื่องของคุณทศพรก็เลยไม่ตรงทางของเราซะทีเดียว แต่ RAPIST’S NIGHTMARE นี่ถือเป็นหนังทดลองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา

 

11. THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary, 23min, A+30)

Synopsis: บ้านนี้มีความรัก

 

หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสายหนังสารคดีในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด

 

12. MEOW MEOW (2015, Tossaphon Riantong, animation, 2.30min, A+25)

Synopsis: แมวเกาหลีชื่อคิตตี้ พาร์ค ร้องเพลง

+++++

 

สรุปว่าเราได้ดูผลงานการกำกับภาพยนตร์ของคุณทศพร เหรียญทองไปเพียงแค่ 11 เรื่องเท่านั้นค่ะ โดยหนัง 5 เรื่องที่เราชอบมากที่สุดของคุณทศพรก็คือ

(เรียงตามลำดับความชอบ)

 

1. MY NOON เพลงวันเกิด

2. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว

3. THE HOUSE OF LOVE

4. RAPIST’S NIGHTMARE

5. REMEMBER จำ

++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนไว้ใน blog ตอนปี 2009 ช่วงที่คะแนนเต็มของเราเป็น A+ ไม่ใช่ A+30 เหมือนในปัจจุบัน

 

POLL 65: LESBIAN

My poll 65 is inspired by five Thai short films I saw this year – MAHJONG, MISS YOU SO MUCH, SHE AND HER, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG  (เมื่อฝนทิ้งช่วง). These five films deal with lesbianism. MAHJONG and SHE AND HER are very interesting, because these two films present lesbianism in a very positive way. These two films are against discrimination and ask for society's acceptance of lesbianism.

MISS YOU SO MUCH, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG are darker. These three films focus on the psychological aspects of their characters. I like the narrative structure of MISS YOU SO MUCH very much. THE SPECIAL LOVE is made by a female high-school student. The film shows that this young filmmaker is ambitious and has a high potential to be a great director in the future. WHEN FON LEFT CHUANG is like a psychological thriller. It is made by Tossaporn Riantong. I like Tossaporn's films very much, but I usually give "A+/A" to his films, not "A+". I love the emotions and atmosphere in his films, but I think his films are restricted by "genre". His films seem to belong in either horror or thriller genre, and that makes the stories in his films not really interesting. I think if Tossaporn makes a film which focuses only on the atmosphere and emotions, but does not try to make the film fit into the horror/thriller formula, that may be the kind of films that I like.

+++++

WHY I LIKE "FLUSH TANK" (2011, Tossaphon Riantong, A++++++++++)


(ผมขออนุญาตใช้คำว่า "เงี่ยน" ใน comment ข้างล่างนะครับ เพราะผมรู้สึกว่ามันสื่อสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจออกมาได้ตรงที่สุด)

โดยหลักๆก็คือผมดูแล้วรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้มากๆน่ะครับ ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผมรู้สึกดีมากๆกับหนังเรื่องนี้รวมถึง

1.เส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้ ซึ่งเริ่มจากการที่น้าสาวทึนทึกกับหลานชายทะเลาะกัน และจบลงด้วยการที่หลานชายยอมรับตัวน้าสาวได้ในที่สุด (เขาตัดสินใจที่จะอยู่กับน้าต่อไป) ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานชายถึงยอมรับตัวน้าสาวได้ในตอนจบ แต่มันก็ทำให้ผมจินตนาการไปว่า บางทีหลานชายอาจจะตระหนักได้ว่า "มนุษย์มันก็แค่นั้นแหละ ต่างก็อยากมีผัวด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์มันก็เต็มไปด้วยข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น", "มนุษย์แต่ละคนมันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่ละคนมันก็มีปัญหาอึดอัดคับข้องใจของตัวเอง", "อยู่กับน้าสาวนี่แหละดี เราจะได้แอบไปมีเซ็กส์ได้ตามสบาย" หรือ "กูเงี่ยน กูยังได้ระบายออก น้าโอมเงี่ยน แต่น้าโอมอาจจะไม่ได้ระบายออก น้าโอมแม่งน่าสงสารว่ะ" สรุปว่าผมไม่แน่ใจหรอกครับว่าอะไรทำให้หลานชายตัดสินใจอยู่กับน้าต่อไปในตอนจบ แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีที่หนังจบแบบนี้

2.ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมจะนึกถึงหนังสั้นกลุ่มนึง ประเภทที่เล่าเรื่องที่ว่า "ลูกสาวทะเลาะกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพราะพวกเขาเข้มงวดมากเกินไป แล้วลูกสาวก็หนีออกจากบ้านไป แล้วก็ถูกข่มขืน ก็เลยตระหนักได้ว่า โอ้ พ่อแม่เรานี้แสนดีหนักหนา แล้วก็กลับบ้านในที่สุด" ซึ่งผมเกลียดหนังสั้นกลุ่มนี้มากๆเลยครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่เวลาผมดูหนังสั้นกลุ่มนี้แล้วผมจะรู้สึกแย่มากๆ

ในทางตรงกันข้าม ผมรู้สึกเหมือนกับว่า "น้าโอมอยากมีผัว" มันเป็นเหมือนภาคกลับของหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด เพราะถึงแม้เส้นเรื่องมันจะมีบางอย่างคล้ายกัน ซึ่งก็คือ "เริ่มต้นด้วยการที่ผู้ปกครองกับเด็กมีปัญหากัน และจบลงด้วยการเข้าใจกัน หรือการคืนดีกัน" แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังกลุ่มที่ผมเกลียด ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ รวมถึง

2.1 ปกติผมจะรำคาญตัวละครผู้ปกครองในหนังประเภทนี้ แต่ผมกลับอินกับตัว "น้าโอม" ในหนังเรื่องนี้ในระดับนึง เพราะเธอเป็นสาวทึนทึก และไม่ใช่สาวทึนทึกในหนัง "พาฝัน" ประเภท 30+ โสด on sale หรือ 30 กำลังแจ๋ว หรือ SEX AND THE CITY ที่มีความสวยเซ็กซี่อยู่ในตัวมากพอสมควร แต่เป็นสาวทึนทึกที่มีลักษณะความเป็นมนุษย์เดินดินอยู่ในตัวสูงมากๆ

2.2 หนังไม่ได้บอกว่าการที่น้าโอมเข้มงวดกับหลานชายเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งผิด หรือสิ่งที่ให้อภัยได้หรือไม่ได้ แต่เหมือนจะให้คนดูตัดสินใจเอาเอง ซึ่งแตกต่างจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด ที่เหมือนจะ "ให้อภัย" กับการกระทำของเหล่าตัวละครพ่อแม่ปู่ย่าตายายในตอนจบ นอกจากนี้ การเข้มงวดของน้าโอม ก็ดูเหมือนจะเป็นการแสดงบทบาทของผู้ปกครองไปอย่างแกนๆ มากกว่าการเข้มงวดอย่างจริงๆจังๆ

2.3 ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น เรื่องเซ็กส์จะถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งผิด วัยรุ่นไม่ควรเข้าใกล้ วัยรุ่นหญิงชายไม่ควรมั่วสุมอยู่ด้วยกัน ตัวละครพ่อแม่ในหนังสั้นกลุ่มนี้จะไม่มีความต้องการทางเพศหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หรือสรุปได้ว่า ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นตัวละครที่ไม่มีความเงี่ยน

ตัวละครวัยรุ่น ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายผิด เป็นตัวละครที่มีความเงี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควร"

แต่ใน "น้าโอมอยากมีผัว" นั้น

"ตัวละครผู้ปกครอง มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครวัยรุ่น มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ

ตัวละครอื่นๆในหนัง ทั้งสาวผมยาวและสาวผมสั้นที่คุยโทรศัพท์ ต่างก็ดูเหมือนจะอยากมีผัว และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ"

2.4 ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หนังก็ไม่ได้บอกว่าน้ากับหลานเข้าใจกันหรือให้อภัยกันแต่อย่างใด แต่มันทำให้ผมจินตนาการไปว่า ในตอนจบของหนังเรื่องนี้ หลานอาจจะสามารถยอมรับน้าได้ในฐานะมนุษย์ขี้เหม็นคนนึง หรือมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและปัญหาชีวิตมากมายคนนึง ซึ่งแตกต่างไปจาก "ภาพนางสาวไทย" หรือภาพ "เจ้าแม่กวนอิม" ที่ปรากฏอยู่ในฉากแรกๆของหนังเรื่องนี้

ตอนจบแบบนี้มันก็เป็นสิ่งนึงที่แตกต่างไปจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดน่ะครับ เพราะในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น ตอนจบของหนังประเภทนี้ "ผู้ปกครองจะอยู่ในสถานะสูงกว่าเด็ก" แต่ในตอนจบของน้าโอมอยากมีผัวนั้น ผมรู้สึกว่า "ผู้ปกครองอยู่ในสถานะเท่ากับเด็ก เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เงี่ยนๆเหมือนกัน" และผู้ปกครองไม่ได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางกาย, วาจา, ใจ เหมือนกับภาพเจ้าแม่กวนอิมช่วงเปิดเรื่องแต่อย่างใด

3.ผมชอบความ weird หรือความเซอร์เรียลของหนังด้วยครับ หนังมีการใช้ soundtrack เพื่อเพิ่มความเซอร์เรียล และมีการใส่ฉากจุลินทรีย์อะไรเข้ามา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจความหมายของฉากพิสดารเหล่านี้ แต่ดูแล้วรู้สึกดีกับมันครับ

4.โดยปกติแล้วผมจะชอบหนังที่นำเสนอความเงี่ยนของผู้หญิงน่ะครับ ซึ่งตัวละครน้าโอมกับสาวผมยาวในเรื่องนี้ตอบโจทย์ของผมตรงนี้ได้ดีมากๆ และหนังก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งผิดด้วย

5.ชอบฉากที่น้าโอมพยายามยั่วผู้ชายในออฟฟิศมากๆครับ ผมรู้สึกว่ามันจริงดี น้าโอมเป็นผู้หญิงธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีจริตจะก้าน, มารยาร้อยเล่มเกวียน หรือความสามารถพิเศษในทางด้านนี้แต่อย่างใด เธอทำได้แค่นี้แหละ และเธอแทบจะไม่มีวันสู้เด็กรุ่นใหม่ที่มันซิง มันสดกว่าได้ จุดนี้ของหนังมันทำให้ผมนึกถึงชีวิตจริงของตัวเองด้วยเหมือนกัน

++++

 

ในปี 2011 เราเคยทำลิสท์ภาพยนตร์ไทย 12 เรื่องที่เข้ากับ concept ของ Ray Carney ด้วย ซึ่งหนังเรื่อง “น้าโอมอยากมีผัว” ก็เป็นหนึ่งในหนังไทย 12 เรื่องนั้น โดยตอนนั้นเราเขียนว่า

 

24. Ray Carney said that Mike Leigh and John Cassavetes " show us how extraordinary the most ordinary life can be. They show us that it’s not the complexity of events that makes for interest but the complexity of a character’s feelings.

The turning points in life usually occur in the simplest settings and situations. Not racing somewhere in a car, but sitting in a room and suddenly realizing something. Not yelling and screaming, but reading a magazine and feeling bored or discouraged. If you feel your character has to have something extraordinary happen to her to make her interesting, ask yourself why ordinary life does not matter enough to hold your interest."

Discuss how Ray Carney's quote above may or may not be applied to the following films, and why?:

24.1 DINNER (2005, Sivaroj Kongsakul)

24.2 FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) (2011, Tossaphon Riantong)

24.3 HAPPINESS (สุขขี) (2011, Chadchon Nonthichan)

24.4 LET'S EAT (2011, Wasunan Hutawach)

24.5 ON THE ROAD (2010, Thepmanee Kittitawornkul)

24.6 THE OTHER WORLD (2007, Chutchon Ajanakitti)

24.7 OUR LAST NIGHT TOGETHER (ค่ำคืนสุดท้าย) (2010, Wachara Kanha, 48 min)

24.8 SHE IS READING NEWSPAPER (2005, Tossapol Boonsinsukh)

24.9 STUDENT (2005, James Prutwarasin)

24.10 TO (2010, Uruphong Raksasad, 16 min)

24.11 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier, France)

24.12 A YEAR HENCE (2011, Rachakorn Potito)

24.13 YESTERDAY (2008, Sompot Chidgasornpongse)

++++

MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon Riantong, Thailand, documentary, 14min)

 

หนังสารคดีที่นำเสนอความรักระหว่างนิสิตสาวสองคนออกมาได้อย่างงดงามและชื่นมื่นเบิกบานมาก ๆ

 

เราเดาว่าความดีงามอย่างหนึ่งของหนังสารคดีเรื่องนี้น่าจะเกิดจากการที่ผู้กำกับเป็นเพื่อนของ subjects ของหนังมั้ง หนังมันเลยนำเสนอตัว subjects ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองมาก ๆ

 

ไม่รู้มันมีศัพท์เฉพาะเรียกหนังสารคดีกลุ่มนี้หรือเปล่า นั่นก็คือหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ, เรื่องในครอบครัวของผู้กำกับ หรือคนใกล้ชิดกับผู้กำกับ เราว่าหนังสารคดีกลุ่มนี้มันเป็นญาติสนิทกับหนังกลุ่ม home movies/home videos และมันมีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมันเอง นั่นก็คือการพาเราเข้าไปชิดใกล้กับตัว subjects ได้อย่างมาก ๆ หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects ออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ไม่รู้ว่าเราจะเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าเป็น personal documentaries หรือ intimate documentaries ได้หรือเปล่า และเราคิดว่าหนังกลุ่มนี้มีข้อดีแตกต่างไปจากหนังสารคดีอย่างเป็นทางการทั่ว ๆ ไป ที่อาจจะเน้น “สะท้อนโครงสร้างปัญหาสังคม” ได้ดีมาก แต่อาจจะไม่ได้ลงลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects อย่างเช่น หนังสารคดีของ Raymond Depardon, Frederick Wiseman และ Michael Moore

 ++++

YOY (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)

หยอย (ทศพร เหรียญทอง)

 

หนังเรื่อง “หยอย” ทำให้นึกถึงประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้

 

1.ไปๆมาๆแล้ว สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนหรือการกำหนดตัวตน) แต่เป็นอะไรเดิมๆที่เรามักชอบในหนังเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือการที่เราสามารถ identify ตัวเองเข้ากับความปรารถนาทางเพศของนางเอก ฮ่าๆๆ คือหนังเรื่องนี้สร้าง character พระเอกออกมาได้ตรงสเปคเรามากพอสมควร ทั้งหน้าตาและบุคลิก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือนางเอกหนังเรื่องนี้เธอเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายที่พยายามเสยตัวเองเข้าหาพระเอกตลอดเวลา นางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็น object of desire แต่เธอเป็น subject ในขณะที่พระเอกตกเป็น object of desire ของทั้งนางเอกและคนดูอย่างเต็มๆ (จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่านางเอกคิดอะไรยังไงกับพระเอกมากน้อยแค่ไหน เพราะนางเอกก็ชอบรุ่นพี่ด้วย เราก็เลยไม่แน่ใจว่านางเอกเธอต้องการเป็นเพื่อนของพระเอก, หรือต้องการเป็นแฟน, เธอรักพระเอก หรือว่าเธอแค่ want want แต่ไม่จริงจังอะไรมากนัก)

 

อย่างไรก็ดี การที่เราได้เห็นนางเอกหนังเรื่องนี้พยายามหาช่องทางตีสนิทกับพระเอกต่างๆนานา มันจึงเหมือนเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศของเราไปโดยปริยาย ฮ่าๆๆ คือเราคงไม่สามารถทำแบบนางเอกได้ในชีวิตจริง แต่นางเอกหนังเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่แทนเรา เธอทำกับพระเอกในสิ่งที่เราอยากจะทำกับพระเอก และการที่เราได้เจอตัวละครที่คิด, พูด, ทำแทนเราแบบนี้ มันก็ทำให้เรามีความสุขมากๆ

 

พฤติกรรมอย่างนึงของนางเอกที่ทำให้เรานึกถึงตัวเองมากๆ คือการที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพระเอกน่ะ เธอเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองใหม่ และพยายามอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกับที่พระเอกอ่าน เธอพยายามเปลี่ยน “ตัวตน” ของเธอ แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดเธอจะฝืนทำมันได้ไม่สำเร็จ

 

ความพยายามจะเปลี่ยนตัวเองของนางเอกทำให้เรานึกได้ว่า เราเองก็เคยทำอะไรคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกัน เพราะผู้ชายที่เราแอบหลงรักเขาชอบโพสท์ข่าวการเมืองบน wall ของเขา เราก็เลยพยายามตามอ่านข่าวการเมืองที่เขาโพสท์ แต่นานๆเข้าเราก็ค่อยๆอ่อนล้าและหมดแรงในการฝืนตัวเองให้อ่านสิ่งที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ และในที่สุดเราก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา

 

การที่นางเอกกับพระเอกไม่ได้ลงเอยกันในตอนท้ายของเรื่อง มันก็เป็นจุดที่เราทั้งชอบและไม่ชอบ เราชอบที่ว่ามันดูสมจริงดี และมันก็ถูกต้องแล้วล่ะที่ลงเอยเหมือนชีวิตจริงแบบนี้ ชีวิตจริงที่เรามักไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอไป แต่ในอีกแง่นึง เราก็ยอมรับว่าความสมจริงมันต้องแลกด้วย “ความพาฝัน” อยู่เหมือนกัน เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้พาฝันเราไปจนสุดทาง เราจะชอบมันมากขึ้นหรือน้อยลง (ตัวอย่างหนังที่พาฝันเราไปสุดทางแล้วเราชอบมากๆ คือเรื่อง “ความรู้สึกที่หายไป” (LOST IN EMOTION) (2008, โสรญา ดวงเทพ, 16min, A+30) ที่เป็นเรื่องของสาวออฟฟิศที่อยากได้ยามรักษาความปลอดภัยหนุ่มหล่อ แล้วก็ได้ในตอนจบ ถ้าจำไม่ผิด)

 

ถึงแม้เราจะ identify ตัวเองกับความ want ของนางเอก แต่เราก็ไม่ได้ identify ตัวเองกับพฤติกรรมอื่นๆของนางเอก และไม่ได้ identify ตัวเองกับหน้าตาของนางเอกด้วย ฮ่าๆๆ คือถ้าหากนางเอกหนังเรื่องนี้เป็นสาวอ้วนดำแบบนางเอกหนังเรื่อง “สวัสดีมานพ” (2013, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก + วันดี ตะบูนพงศ์, A+30) ที่ want ผู้ชายมากๆเหมือนกัน เราก็อาจจะ identify ตัวเองกับนางเอกและความ want ของนางเอกได้มากยิ่งขึ้น คือนางเอกของ “หยอย” มันยังมีความเป็นพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางอยู่สูงน่ะ และนิสิตหญิงจุฬาส่วนใหญ่ก็คง identify ตัวเองกับนางเอกคนนี้ได้สบายๆ แต่ไม่ใช่เรา (ในแง่ของหน้าตาและบุคลิก)

 

2.อย่างไรก็ดี เราก็ชอบนางเอกหนังเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า เธอดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญนะ มันเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในนางเอกหนังเรื่อง CLUELESS (1995, Amy Heckerling) และ LEGALLY BLONDE (2001, Robert Luketic)  คือผู้หญิงคิกขุหลายคน มันดูน่ารำคาญมากๆในชีวิตจริง แต่นางเอกของหยอย, CLUELESS และ LEGALLY BLONDE มันดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญ

 

3.เรา identify ตัวเองไม่ได้กับพฤติกรรมบางอย่างของนางเอก แต่นั่นคืออีกจุดที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ คือนางเอกหนังเรื่องนี้มันมีด้านมืด หรือมีความเป็นนางอิจฉาอยู่ในตัว คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เปลี่ยนโฟกัสไปที่ตัวละครรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เป็นเกย์ปุ๊บ สถานะของตัวละครเชอรี่ในเรื่องนี้จะกลายเป็นนางอิจฉาในทันที

 

พฤติกรรมของนางเอกที่เรารับไม่ได้ คือเรื่องที่เธอแอบถ่ายรูปในห้องน้ำน่ะ เราว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นมากๆ อย่างไรก็ดี การที่นางเอกทำแบบนี้มันก็ทำให้ตัวละครนางเอกดูกลมมากขึ้น และดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เธอไม่ใช่ตัวละครสาวใสซื่อใจบริสุทธิ์อีกต่อไป แต่เธอกลายเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีศักยภาพในการทำความเลวซ่อนอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ใดจะกระตุ้นให้เธอปลดปล่อยความเลวออกมา

 

แต่นางเอกก็มีจุดที่ดีมากๆอยู่ในตัวเหมือนกัน จุดที่เราชอบมากคือตอนที่เธอพูดกับเพื่อนในทำนองที่ว่า เราไม่ควรไปก้าวก่ายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนตัวสูงกับอาจารย์ชาย เราเห็นด้วยกับนางเอกมากๆในจุดนั้น และไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสนิทของนางเอกที่พยายามจะเข้าไปก้าวก่ายความรักระหว่างศิษย์-อาจารย์ของเพื่อนตัวเอง

 

4.ฉากที่ติดตาติดใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้ คือฉากที่ล้อตำนานซินเดอเรลล่า ด้วยการให้นางเอกวิ่งลงบันไดมา แล้วทิ้งรองเท้าไว้ข้างนึง เราว่ามันล้อตำนานนี้ได้น่าสนใจมาก เพราะในฉากนี้ เชอรี่ทำพฤติกรรมแบบนางอิจฉา ไม่ใช่นางเอก การวิ่งลงบันไดของเธอเหมือนกับการดิ่งลงสู่นรกในจิตใจเธอเอง และรองเท้าที่เธอทิ้งไว้ไม่ได้ทำให้เธอได้พบกับเจ้าชายในฝัน แต่มันเป็นหลักฐานมัดตัวเธอในฐานะผู้กระทำผิด

 

5.ประเด็นหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือโครงสร้างของสังคมที่เอื้อให้มีการกดขี่กันเป็นทอดๆ ซึ่งในที่นี้คือระบบที่รุ่นพี่มีสิทธิในการตั้งชื่อใหม่ให้รุ่นน้อง

 

ในตอนแรกนั้น นางเอกตกเป็นเหยื่อของระบบนี้ เธอดูน่าสงสาร แต่หนังเรื่องนี้ดีมาก ที่ในเวลาต่อมา นางเอกก็กลายเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นโดยอาศัยประโยชน์จากระบบนี้เสียเอง

 

การที่นางเอกตั้งชื่อใหม่ให้ศัตรูหัวใจของเธอว่าหยอย จึงเป็นการสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และโครงสร้างสังคมที่น่าสนใจมาก และมันทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า เราเคยทำแบบนางเอกหนังเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า เราเคยทำร้ายคนอื่นในแบบที่เราเคยถูกคนอื่นทำร้ายหรือเปล่า

 

6.เรา identify ตัวเองกับตัวพระเอกของเรื่องด้วยเหมือนกัน เพราะเราเคยเรียนคณะบัญชี และเราทนการซ้อมเชียร์ในคณะนี้ไม่ได้ เราซ้อมเชียร์อยู่ 3 วันแล้วก็ไม่เข้าซ้อมเชียร์อีกเลย แต่เราไม่เคยลุกขึ้นมาโต้เถียงกับรุ่นพี่เหมือนพระเอกของเรื่องนี้นะ

 

อีกอย่างที่เรา identify กับพระเอกของเรื่อง ก็คือการที่เราแทบไม่มีเพื่อนในคณะ ตอนเรียนบัญชีเรามีปัญหาบางอย่าง ทำให้เราแทบไม่มีเพื่อนเลย แต่ปัญหาของเราจบลงด้วยการลาออกแล้วเอนท์ใหม่เข้าคณะอักษรแทน

 

ตัวละครพระเอกของเรื่องนี้ ก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเอง บางทีเราก็เคยจินตนาการว่า ถ้าหากเราเรียนบัญชีต่อไป ชีวิตเราจะเป็นยังไง เราจะตกอยู่ในสถานะคล้ายๆพระเอกหนังเรื่องนี้หรือเปล่า

 

7.อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ ก็คือว่ามันเหมือนกับเป็นภาคสองของหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE (2013, อรุณกร พิค, 22.30min, A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบ SOTUS และการซ้อมเชียร์ที่โหดเกินไป

 

คือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหนังอย่างน้อย 3 เรื่องที่นำเสนอประเด็นเดียวกัน ซึ่งก็คือ THE PASSION OF FRESHY (2008, Pirun Anusuriya, 11min), A TRAGEDY OF DIFFERENT MIND (โศกนาฏกรรมแห่งความคิด) (2011, Thanawate Sunyanuchit, 15min) และ VICIOUS CYCLE โดยหนังสามเรื่องนี้พูดถึงนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นต่อต้านระบบ SOTUS เหมือนกับพระเอกเรื่องหยอย แต่หนังสามเรื่องนี้นำเสนอเพียงแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว และไม่ได้นำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากประเด็นนี้ คือคนดูจะไม่รู้หรอกว่า หลังจากพระเอกต่อต้าน SOTUS เสร็จแล้ว ชีวิตในอีก 2 ปีข้างหน้าของพระเอกจะเป็นยังไง

 

เราชอบหนัง 3 เรื่องนั้นมากๆ และเราว่าหนังสามเรื่องนั้นก็บรรลุวัตถุประสงค์ของมันเองในการ anti sotus แต่หยอยคือหนังที่ก้าวไปไกลกว่านั้น หยอยตอบคำถามที่ว่า ชีวิตของพระเอกในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

8.ในขณะที่หยอยนำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากการเป็นคน anti sotus แล้ว หยอยก็นำเสนอหลายๆแง่มุมในชีวิตของนางเอกด้วย และเราก็ชอบตรงจุดนี้มากๆ คือหนังเรื่องอื่นๆอาจจะเน้นพูดเพียงแค่ประเด็นเดียว แง่มุมเดียว แต่หยอยทำให้เราเห็นชีวิตนางเอกรอบด้านดี และมันก็เลยทำให้หยอยเหมือนเป็นการรวมประเด็นที่น่าสนใจที่ตรงกับหนังหลายๆเรื่องมาไว้ด้วยกัน อย่างเช่น

 

8.1 ประเด็นเรื่องการ anti sotus เหมือนหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE

 

8.2 ความผิดหวังที่ชายที่หลงรักเป็นเกย์ ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BE-WHERE (2013, พรศิริ ทองใบศรี, A+30)

 

8.3 ความสับสนเรื่องเส้นทางการเรียนที่ตัวเองจะเลือกเดิน และเส้นทางการเรียนที่เพื่อนสนิทจะเลือกเดิน ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง THE WAY I WANT วันที่ฝันเป็นจริง (2013, สุภาณี ลิ้มโรจน์นุกูล, 27.42min)

 

8.4 ปัญหาจุกจิกในการทำงานกลุ่มและการออกกองถ่ายหนัง ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง FAIR…FAIR (2013, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, 12min) และ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” (2013, ธนพฤทธิ์ ประยูรพรหม, 64min, A+30)

 

คือหยอยมันไม่ได้คล้ายกับหนังที่เราระบุชื่อมาหรอก เราแค่จะเน้นย้ำว่าหยอยมันอาจจะนำเสนอชีวิตของนางเอกได้ “รอบด้าน” มากกว่าหนังอีกหลายๆเรื่องน่ะ เพราะหนังหลายๆเรื่องมันเสนอเพียงแค่แง่มุมเดียวหรือปัญหาเดียวในชีวิตนางเอกเท่านั้น

 

9.ชอบความแตกต่างกันระหว่างพระเอกกับนางเอกด้วย คือถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นคนนอกของเอกภาพยนตร์เหมือนกัน ทั้งคู่ก็มีบางอย่างที่ตรงข้ามกัน เพราะเชอรี่พยายามจะ fit in ให้ได้ในสังคมใหม่นี้ ในขณะที่พระเอกไม่พยายามทำตรงนี้เลย และในขณะที่เชอรี่ไม่พอใจกับการที่คนอื่นๆเรียกเธอว่าหยอย พระเอกกลับต้องการให้คนอื่นๆรู้จักเขาในชื่อ “ไอ้ตัวซวย”

 

10.ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอพฤติกรรมของคนในสังคมเล็กๆที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน เราไม่เคยรู้ว่าเวลาเลือกวิชาเอกในบางคณะ แล้วเราจะต้องพยายามตีสนิทกับเพื่อนในเอกเดียวกันแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจดี เราไม่เคยเห็นหนังเรื่องอื่นๆหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด

 

11.ชอบการเล่าย้อนเวลาไปมาในเรื่องนี้มาก เราว่าหนังเรื่องนี้จับจังหวะอารมณ์ได้ถูกต้องในการ flash back แต่ละครั้ง

 

12. อีกจุดที่ชอบมากๆในเรื่องนี้ คือการสร้าง character ตัวละครประกอบแต่ละตัว เราว่าตัวประกอบหลายๆตัวในเรื่องนี้มันดูเป็นมนุษย์หรือมันดูจริงมากกว่าตัวละครประกอบในหนังทั่วๆไป เราชอบตัวละครกลุ่มเพื่อนสนิทนางเอกและกลุ่มเพื่อนที่ออกกองถ่ายเดียวกับนางเอกมากๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ทำยังไง แต่ตัวละครประกอบเหล่านี้มันออกมาดูมีชีวิตมากๆน่ะ หรือว่าพวกเขาเล่นเป็นตัวเอง ฮ่าๆๆ

 

13.อีกจุดที่น่าสนใจคือชีวิตนางเอกดูเหมือนไม่ใช่ชีวิตที่แรงที่สุดในเรื่อง คือปกติแล้วตัวละครนางเอกในหนังส่วนใหญ่ จะเป็นตัวละครที่มีชีวิตรุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนั้น แต่เราว่าปัญหาชีวิตต่างๆที่นางเอกประสบในหนังเรื่องนี้ มันดูไม่รุนแรงมากนัก ในขณะที่ชีวิตของรุ่นพี่กับรุ่นน้องเกย์ และชีวิตเพื่อนนางเอกที่มีความสัมพันธ์กับอาจารย์ มันดูเป็นชีวิตที่น่าจะ dramatic กว่านางเอกมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ dramatize หรือ melodramatize ชีวิตนางเอกอย่างเต็มที่ หรือไม่ได้เลือกนำเสนอชีวิตตัวละครที่ dramatic กว่านางเอก

 

14.ปรากฏว่าที่เขียนมาเราแทบไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญในหนังเลย ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นเรื่องการกำหนดตัวตนของตัวเองด้วยตัวเอง หรืออะไรทำนองนี้ คือเราว่าเราอาจจะไม่ได้อินอะไรมากนักกับประเด็นนี้ในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เราประทับใจมากๆในหนังเรื่องนี้ จึงกลายเป็นองค์ประกอบยิบย่อยต่างๆในหนังแทน

 

15.เพราะเหตุใดเราถึงชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+15 แต่ไม่ใช่ A+30 นั่นก็เป็นเพราะว่าถึงแม้เราจะ identify ตัวเองได้กับพระเอกและนางเอกของหนังเรื่องนี้ในบางจุด หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีจุดใดที่ทำให้เรารู้สึกพีคสุดๆหรือสะเทือนใจเราอย่างรุนแรง คือถ้าหากเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยและมีรสชาติ “กลมกล่อม” แต่ไม่มีรสชาติ “จัดจ้าน” น่ะ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวของเราเองนะ ในแง่นึงมันก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Céline Sciamma เรื่อง TOMBOY (2011) กับ WATER LILIES (2007) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นที่ให้รสชาติ “กลมกล่อม” เหมือนกัน คือหนังฝรั่งเศสสองเรื่องนี้มันดูเหมือนจะแรง แต่พอดูจริงๆแล้วมันไม่แรงเท่าที่คาด แต่โดยรสนิยมส่วนตัวของเรา เราต้องการหนังที่รสชาติจัดจ้านจัญไรเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นแบบหนังอย่าง LOVELY RITA (2001, Jessica Hausner) มากกว่า

 

สรุปว่าหนังที่เราชอบที่สุดของทศพร เหรียญทอง ยังคงเป็นเรื่อง MY NOON (เพลงวันเกิด) กับ FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) จ้ะ แต่หยอยก็เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ และน่าติดตามต่อไปว่าหนังเรื่องต่อๆไปของทศพรจะคลี่คลายออกมาในแนวใด

 

เพิ่มเติมจ้ะ

 

16.คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่า อีกจุดนึงที่ตัวเองชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “ความสับสนว่าจะเลือกเรียนเอกอะไรดี” ซึ่งมันสะท้อนความสับสนในการเลือกเส้นทางชีวิตของคนทั่วๆไปได้ด้วย และหนังเรื่องนี้สะท้อนปัจจัยหลายประการที่สร้างความสับสนให้กับการเลือกเส้นทางชีวิตตรงจุดนี้ อย่างเช่น

 

16.1 รุ่นพี่ที่ชอบ

16.2 เพื่อนชายที่ชอบ

16.3 เส้นทางชีวิตที่เพื่อนสนิทเลือกเดิน

16.4 ความเข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนๆในภาค

 

ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนเอกอะไรดี มันทำให้เรานึกถึงตัวเองด้วยเหมือนกัน เราอาจจะไม่ได้ประสบปัญหานี้ตอนเรียนมหาลัย เพราะตอนนั้นเราได้เรียนคณะที่อยากเรียน และได้เรียนเอกที่อยากเรียน “ณ ขณะนั้น” แต่หลังจากจบจากมหาลัยมาแล้ว เราถึงพบว่าจริงๆแล้วเราอาจจะมี passion กับภาพยนตร์ มากกว่า passion กับวรรณคดีต่างๆที่ร่ำเรียนมา ความสับสนของเชอรี่อาจจะไม่ตรงกับความสับสนของเราซะทีเดียว แต่ “ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนอะไรดี” มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ และเป็นเรื่องดีที่ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงในหนังเรื่องนี้

+++++

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับนิยายเรื่อง WALTZ IN FLAME (2019, Borit Pongwatchr) หรือ เต้นรำในวอดวาย (2019บริษฎ์ พงศ์วัชร์)

 

“ส่วนช่วง “วอดวาย” นั้น รุนแรงมาก เดือดมาก ชอบสุดๆ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง CRY IN SILENCE (2006, Gabriel Biggs, France), MY SON (2006, Martial Fougeron, France), THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon Riantong, documentary), A CREMATION DAY (2017, Napasin Samkaewcham, documentary) หรือมิวสิควิดีโอ FIRE ON BABYLON ของ Sinead O’Connor ที่นำเสนอภาพ “บ้านคือนรก” หรืออะไรทำนองนี้”

 

 +++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับ ตาโขน THE CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)

 

พอเราเห็นว่ามีคุณ Tossaphon Riantong ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ตาโขน” ด้วย มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังสั้นของคุณ Tossaphon อย่างรุนแรงมาก เพราะว่า ตาโขน เป็นหนังแนว “ปริศนาฆาตกรรม” “ฆาตกรลึกลับ” และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์แนว thriller ที่คุณ Tossaphon Riantong เคยกำกับตอนที่เขาเรียนชั้นมัธยม อย่างเช่นเรื่อง REMEMBER จำ (2008, 28min), MY BEST FRIEND เพื่อน (2009, 25min) และ เมื่อฝนทิ้งช่วง WHEN FON DUMPS CHUANG (2009, 27min)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรากับเพื่อน ๆ ตื่นเต้นมากพอสมควรที่เห็นเด็กมัธยมสามารถกำกับ+เขียนบทหนังแนว thriller ที่มีความซับซ้อนรุนแรงขนาดนี้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min) นะ เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่อง DARKSIDE เป็น thriller ซับซ้อนเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น thriller เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อน มีลูกล่อลูกชน และสร้างความสนุกแบบ thriller + horror ได้อย่างน่าพึงพอใจมาก ๆ ใน “ตาโขน” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง จำ, เพื่อน และ เมื่อฝนทิ้งช่วงที่คุณ Tossaphon เคยกำกับในปี 2008-2009 มาก ๆ เหมือนเขามีแววทางนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว 55555

++++

ภาพจาก “หยอย”

 

ช่องยูทูบของคุณ Tossaphon Riantong

https://www.youtube.com/@propulsionmeen/videos

++++

 

ONE MAN (1989) – Chanelle

https://youtu.be/O3uiLA90eTs?si=wUbRRom5YlTOJHT7


 

AFFAIR (1989) – Cherelle

https://youtu.be/W10Yl_s1Ytc?si=9-qHs0N8Wo3lz0tA

+++

 

LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971) is my most favorite film of Werner Herzog, and is one of my most favorite documentaries of all time.

++++

 

เห็นคุณ Sonny Selector เขียนถึง Beverley Craven มันก็เลยกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเราขึ้นมา จนต้องจดบันทึกไว้

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนช่วงต้นทศวรรษ 1990 เราติดตามฟังรายการเพลงแดนซ์ที่คุณอลิศรา ศิริชุมแสงจัดในคืนวันธรรมดา ตอน 24.00-03.00 น. ซึ่งคุณอลิศราจะเปิดเพลงแดนซ์เป็นหลัก แต่พอถึงเวลาราว 02.55 น.คุณอลิศราจะเปิดเพลงสุดท้ายของรายการ ด้วยเพลง PROMISE ME ของ Beverley Craven เพื่อส่งผู้ฟังเข้านอน เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้ฟังเพลง PROMISE ME เป็นร้อย ๆ ครั้งในช่วงนั้น ซึ่งฟังแล้วก็เข้านอนหลับฝันดีจริง ๆ

 

จำได้ว่าช่วงนั้นเราเรียนมหาลัย แล้วเราจะเข้านอนตอน 2-3 ทุ่ม แล้วก็ตื่นมาตอนเที่ยงคืน เพื่อฟังรายการเพลงแดนซ์ของคุณอลิศรา พร้อมกับท่องหนังสือไปด้วย แล้วเราก็เข้านอนรอบสองตอน 03.00-05.00 น. แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำไปมหาลัย

 

ซึ่งการทำแบบนี้มันส่งผลให้เราเรียนหนังสือได้ดีมาก 5555 เพราะว่าถ้าหากเราท่องหนังสือหลังกินข้าวเย็น เราจะง่วงมาก ท่องหนังสือไม่ได้ แต่ถ้าหากเราเข้านอนตอน 21.00-24.00 น. แล้วตื่นมาท่องหนังสือตอน 24.00-03.00 น. พร้อมกับฟังเพลงแดนซ์ในรายการของคุณอลิศราไปด้วย เราจะไม่ง่วงนอนเลย เราก็เลยท่องหนังสือได้ดีมากด้วยวิธีการแบบนี้

 

ภาพมาจาก LAST TRAIN TO TRANCENTRAL (1991) ของ KLF Featuring the Children of Revolution ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เราได้ฟังจากรายการของคุณอลิศรา

+++

อดีตฝันวันวาน ยุคนั้นยังไม่มี facebook เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คนที่เรารู้จักพูดคุยกันในเว็บบอร์ด เราก็เลยไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา แต่ตอนหลังพอได้เจอตัวจริงตามเทศกาลหนังเราก็จะตกใจมาก เพราะตัวจริงหล่อมาก 555

+++

 

THE LAST ONE FOR THE ROAD (2025, Francesco Sossai) ได้ฉายในสาย un certain regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย

++++

เราก็ทันได้ดู SECRETS & LIES (1996) ตอนมันเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย โดยเราได้ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้าง World Trade Center หรือ Central World ในปัจจุบัน กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่นำ SECRETS & LIES มาลงโรงฉายในไทยตอนนั้นมาก ๆ

 

จำได้ว่า เรารู้จัก Mike Leigh ครั้งแรกตอนที่คุณมาลีพูดชื่นชมหนังเรื่อง LIFE IS SWEET (1990) ในรายการวิทยุ Sat & Sun

 

อยากให้มีคนจัด MIKE LEIGH RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ แต่ต้องมีซับไตเติลนะ เป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะเราจำได้ว่า เราเคยดู TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh) ใน British Film Festival in Bangkok ที่ Central World แต่หนังไม่มีซับไตเติลใด ๆ ให้ เราก็เลยฟังที่ตัวละครพูดได้ไม่ครบ เหมือนเข้าใจแค่ 50% ของที่ตัวละครพูด

+++

 

เราอ่านแล้วก็คิดต่อไปว่า “สื่อที่หลากหลาย” ในปัจจุบันนี้ช่วยให้เด็กปั๊มบางคนได้กลายเป็น influencer ไปแล้ว อย่างเช่นน้องก้อง ปั๊มบางจาก รามคำแหง 152 (ลิงค์ในคอมเมนท์)

 

https://www.instagram.com/reel/DXHUC7sCeYf/

+++

 

MY BEST FRIEND’S WEDDING (1997, P.J. Hogan)

Vs. CROSSING DELANCEY (1988, Joan Micklin Silver)

+++

 

เราเคยดูหนังตัวอย่างของ MASS HYSTERIA ตอนที่เราเข้าไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ ในโรงภาพยนตร์เมื่อราว 20 ปีก่อน จำได้ว่าน่ากลัวมาก ๆ มีฉากเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมร้องกรี๊ด ๆ  หรือทำอาการโรคจิตสิงสู่ในโรงเรียน คือพอเห็นหนังตัวอย่างแล้วเราก็อยากดูอย่างสุดขีด

+++

เพิ่มรายชื่อ FLESH AND BONE กับ THE DEAD MOTHER เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีบางอย่างใกล้เคียงกัน และออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”

 

86. FLESH AND BONE (1993, Steve Kloves, USA)

+ THE DEAD MOTHER (1993, Juanma Bajo Ulloa, Spain)

 

ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ นางเอกในวัยเด็กเคยเห็นครอบครัวของตัวเองถูกฆาตกรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม และในอีกหลายปีต่อมา นางเอกก็ได้ผูกสัมพันธ์กับฆาตกรหรือลูกชายของฆาตกร

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415

 +++++

ความเฮี้ยนก็คือว่า

 

1. Ingeborg Bachmann คือคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง MALINA (1991, Werner Schroeter)

 

 

2. Vicky Krieps เพิ่งรับบทเป็น Ingeborg Bachmann ใน INGEBORG BACHMANN – JOURNEY INTO THE DESERT (2023, Margarethe von Trotta)

 

แต่มั่นใจว่า Sandra Hüller ไม่แพ้ Isabelle Huppert และ Vicky Krieps อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Regina Schilling ที่เป็นผู้กำกับด้วย