Sunday, June 07, 2026

SOFTSHELL

 

SOFTSHELL (2024, Jinho Myung, USA, 87min, A+30)

 

1. ดีใจสุดขีดที่ได้เห็นคุณศศิธร พานิชนกในหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเราได้เห็นคุณ Heen Sasithorn แสดงหนัง (และละครเวที) มานาน 24 ปีแล้ว ตั้งแต่ JAN DARA (2001, Nonzee Nimibutr) เรื่อยมา จนมาถึงหนังเรื่องนี้ที่ออกฉายในสหรัฐในปี 2024

 

2. สงสารสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกฆ่าตายในหนังเรื่องนี้มาก ๆ

 

3. vibe ของหนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึง THE NIGHT DARA DIED (2024, Asamaporn Piriyapokanon, 30min, A+30) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับคนไทยในสหรัฐเหมือนกัน ถึงแม้ว่าตัวละครในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมีบุคลิกแตกต่างกัน

 

4. Jinho Myung ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ร่วมแสดงในหนังด้วย เห็นเขาแล้วแอบนึกถึง Beam Wong

+++

 

I worship this film พอเราดู MALA NOCHE แล้วก็นึกถึงตัวเองที่แอบ want แรงงานจาก Myanmar

+++

 

THEIR(S) FIRST (2026, Wachirawit Gupgo วชิรวิทย์ กัปโก, queer film, 30min, A+30)

 

SPOILERS ALERT

--

--

--

--

--

1. งดงามมาก ๆ สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังอาจจะเป็นความลึกลับของบ้านนายพลหรือบ้านของทหารยศสูงคนนั้น เหมือนบ้านหลังนั้นมันจะมีอะไรบางอย่างลึกลับซ่อนอยู่ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจว่ากิจกรรมที่ทำตอนเย็นคืออะไร และใครคือเงาที่ปรากฏออกมาเพียงแว้บเดียว (เมียนายพลหรือเปล่า หรือเจ้านายของทหารยศสูง)

 

2. ชอบที่หนังเหมือนจะสื่อในทางอ้อมถึงความสัมพันธ์ของ “ทหารรุ่นพ่อ” ที่เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนหรือมากกว่าเพื่อน เพราะว่าหนังเกย์โดยมากมักจะเป็นเรื่องของตัวละครชายวัย 15-30 ปี หรือตัวละครที่เป็นนักเรียน, นักศึกษา แต่พอหนังเรื่องนี้ข้ามไปถึงคนรุ่นพ่อ และเป็นทหารไทยด้วย มันก็เลยเกิดความ unique ขึ้นมา และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากหนังเกย์เรื่องอื่น ๆ

 

3. จริง ๆ แล้วก็ชอบทุกอย่างในหนัง แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าทางเราในหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คือว่า เราคิดว่าตัวละครแม่ทำในสิ่งที่เลวร้ายมาก เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเราอยากให้เธอโดนลงโทษอย่างสาสม

 

บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง (2026, Wanlada Pianniyomrat วันลดา เพียรนิยมรัตน์, 20min, A+)

 

1. เหมือนเป็นคู่แฝดของหนังเรื่อง “รีบดูก่อนโดนลบ” (2026, Tannaree Kongmusik) เพราะว่าโครงสร้างทางบทของหนังสองเรื่องนี้มีบางจุดคล้ายกัน ก็คือว่า

 

1.1 มีฉากสยองขวัญ

1.2 มีการเฉลยว่า ความสยองขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เป็นสิ่งที่คนทำขึ้นมา ไม่ได้เป็นภัยคุกคามจริง ๆ

1.3 แล้วก็มีภัยคุกคามจริง ๆ ปรากฏขึ้นมา ในรูปแบบของฆาตกรหรือผี

 

2. แต่โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ค่อยอินกับหนัง comedy เพราะฉะนั้นพอ “บ้านนี้มีแค่ 3 พี่น้อง” เน้นไปที่อารมณ์ comedy เป็นหลัก หนังเรื่องนี้ก็เลยไม่เข้าทางเรา แต่เราว่าหนังมันประสบความสำเร็จในทางของตัวเองนะ วัดได้จากเสียงหัวเราะของผู้ชมจำนวนมากตอนหนังฉาย

 

DANGEROUS CITY เชียง(อันต)ราย (2026, Minkwan Thipthong มิ่งขวัญ ทิพย์ทอง, documentary, 30min, A+30)

 

1. ชอบที่หนังเรื่องนี้พูดถึงทั้งปัญหาฝุ่นควันและสารพิษในแม่น้ำ คืออากาศก็เป็นพิษ, น้ำก็เป็นพิษ วิกฤติมันรุนแรงจริง ๆ

 

2. ชอบความ poetic ของหนังสารคดีเรื่องนี้ด้วย แต่คิดว่าจุดนี้มันอาจจะยังไปไม่สุดนะ หรืออาจจะยังทรงพลังไม่ถึง 100% ยังได้แค่ 75%

 

3. จริง ๆ แล้วอยากให้หนัง “ให้ข้อมูล” มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะ เพราะเราชอบข้อมูลที่ขึ้นมาตอนท้ายเรื่องมาก ๆ จนอยากให้หนังใส่ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

 

4.เราว่าหนังเรื่องนี้เป็นความพยายามที่ดีมาก ๆ นะ ในการสร้างหนังแนว poetic documentary ขึ้นมาในไทย คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เน้นให้ข้อมูลอย่างเดียว สัมภาษณ์ชาวบ้านอย่างเดียว มันก็จะเป็นหนังสารคดีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบ informative เรื่องนึง และอาจจะไม่มีความโดดเด่นมากนัก เพราะก็อาจจะมีหนังสารคดีอีกหลายเรื่องที่พูดถึงประเด็นเดียวกัน

 

หนังเรื่องนี้ก็เลยเล่นท่ายากกว่าหนังสารคดีเรื่องอื่น ๆ ด้วยการใส่ซีนแบบ poetic ที่ไม่ได้เน้นการให้ข้อมูลเข้ามาด้วย ซึ่งเราก็ชอบตรงจุดนี้มาก ๆ แต่มันก็เป็นท่าที่ยากมาก ๆ และยากกว่าการสร้างหนัง poetic, experimental แบบเพียว ๆ เสียอีก เพราะมันเหมือนหาจุดลงตัวที่ยากมาก  ๆ ระหว่างการพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม กับการสร้างอารมณ์ poetic ในหนัง

 

คือเรารู้สึกว่า การสร้างหนังสารคดีสิ่งแวดล้อมแบบตรงไปตรงมา อาจจะเป็นความยากระดับหนึ่ง

การสร้างหนัง poetic ให้ออกมาทรงพลัง อาจจะเป็นความยากระดับสอง

การสร้างหนัง poetic ecological documentary อาจจะเป็นความยากระดับสาม คือยากยิ่งกว่าสองขั้นแรกเสียอีก

 

และเราก็เลยรู้สึกว่า เราชอบหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่เรารู้สึกว่าความเป็นสารคดีสิ่งแวดล้อมกับความเป็น poetic ของหนังเรื่องนี้ อาจจะยังผสมกันไม่ลงตัวแบบ 100% ยังได้แค่ราว 75-80% เหมือนมันยังพัฒนาให้ทรงพลังได้มากกว่านี้อีก

 

หรือบางทีสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการ อาจจะเป็นทุนทรัพย์ + เวลา เพื่อจะได้สร้างหนังที่ยาวกว่านี้ได้ เพราะหนัง poetic ecological ที่ค่อนข้างลงตัว อย่างเช่น สายน้ำติดเชื้อ BY THE RIVER (2013, Nontawat Numbenchapol) และ SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig) ก็เป็นหนังยาว และความยาวของมันก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับทั้งข้อมูลและดื่มด่ำไปกับความ poetic ของหนังได้อย่างเต็มที่

 

ก็เลยสรุปว่าชอบ DANGEROUS CITY มาก ๆ นะ เป็นหนังที่มี potential มาก ๆ และถ้าหากมันเป็นหนังยาว มันอาจจะเปล่งศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ได้

No comments: