Thursday, June 04, 2026

MESPSYAH

 

คาถา นะ มะ อะ อุ (2026, มนตร์มนัน ภูริวิศิษฏ์) จะเข้าฉายแล้วนะ

 

น่าดูสุดขีด เพราะว่า จิตไม่ว่าง 24 (1981, สมชาย นิลวรรณ) นี่ถือเป็น ONE OF MY MOST FAVORITE TV SERIES OF ALL TIME เลย อยากให้มีคนนำละครของคุณสมชาย นิลวรรณ มาแพร่ภาพใหม่มาก ๆ

 

ซื้อหนังสือ “เขียน” ของไอดา อรุณวงศ์ มาให้ลูกหมีอ่าน

 

DEAR, MY 100 (2026, Krissana Petchthong, 30min, A+)

๑๐๐ อาลัยแทนรัก (2026, กฤษณะ เพชรทอง)

 

ชอบพระเอก กับชอบบรรยากาศ แต่รู้สึกเหมือนอารมณ์ของตัวละครสื่อมาไม่ถึงตัวเรา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะ choice ทางบทภาพยนตร์กับ choice ในการถ่ายทำหรือเปล่า

 

รีบดูก่อนโดนลบ (2026, Thannaree Kongmusik ธัญญ์นรี คงมุสิก, 21min, A+30)

 

ชอบช่วงครึ่งแรกมาก ๆ เป็นหนังสยองขวัญแนวตั้งที่ลุ้นระทึกดีมาก ๆ

 

ครึ่งหลังของหนังก็ชอบเหมือนกัน แต่ระดับความลุ้นระทึกมันลดลงนิดนึงจากครึ่งแรก

 

ฉายควบกับ ONE CUT OF THE DEAD (2017, Shinichiro Ueda) ได้เลย

 

LOST IN RELATIONSHIPS (2026, Patchamporn Anggoonpaktham พัชร์อัมพร อังกูรภัคธรรม, 28min, A+30)

 

หนังสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ได้ดีมาก ๆ ในสายตาของผู้ชมวัย 50 กว่าปีอย่างเราที่อาจจะไม่ค่อยรู้ว่า ความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมันออกมาเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

ชอบที่หนังนำเสนอมุมมองของตัวละครนำทั้ง 3 คนออกมาได้ดี โดยเฉพาะตัวละครพระเอกที่เสี่ยงต่อการถูกมองในแง่ลบได้ง่ายถ้าหากมองแต่เพียงภายนอก คือถ้าหากเราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ และเราได้เจอคนแบบพระเอกในชีวิตจริง เราก็อาจจะด่วนตัดสินไปก่อนว่า คนแบบพระเอกอาจจะทำตัวแบบนั้นเพื่อที่เขาจะได้ทิ้งนางเอกไปได้ง่าย ๆ ในอนาคต (เพราะเขายังไม่เคยบอกว่า นางเอกเป็นแฟนของเขา) แต่พอหนังมีฉากที่ให้พระเอกได้แจกแจงเหตุผลของตัวเอง มันก็เลยช่วยให้หนังเรื่องนี้ดูน่าสนใจขึ้นมามาก ๆ สำหรับเรา และหนังก็เหมือนไม่ได้บอกว่านางเอกหรือพระเอกเป็นฝ่ายผิด เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกว่า ทั้งนางเอก, พระเอก และแม้แต่เพื่อนนางเอก ต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง

 

MESPSYAH (2026, Jakkrapat Ruangrit จักรภัทร์ เรืองฤทธิ์, political film, 22min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เราดูแล้วรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นเผด็จการ vs. ประชาธิปไตยแบบหนังการเมืองไทยในทศวรรษ 2010 แต่มันพูดถึงการที่เผด็จการหรือฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถหลอกใช้นักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้มาเป็นเครื่องมือของตนเองได้อย่างเนียน ๆ ด้วย มันก็เลยเหมือนเป็นหนังการเมืองที่ update ตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องในไทยในยุคหลัง ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

2. ชอบสไตล์ของหนังอย่างมาก ๆ ด้วย ตั้งแต่การเลือกใช้ภาพที่มีลายเส้นแนวนอนเหมือนภาพในจอทีวีหรือจออะไรสักอย่าง มันช่วยให้ภาพของหนังดูน่าจดจำและมีเอกลักษณ์ดี

 

3. ฉากที่ตัวละครแต่งตัวแฟนซีก็ทำให้นึกถึง Ulrike Ottinger โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ

 

4. ฉากโลกหลังความตายก็ทำให้นึกถึง Hito Steyerl โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งดีมาก ๆ เช่นกัน

 

5. ฉากที่เหมือนกะเทยสามคนประชุมออนไลน์กันนี่ถือเป็นฉากที่น่าจดจำมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุดในสามคนนี้

 

BIG DAWGS (2026, Poonyawat Tirayapanichkul ปุณยวัฒน์ ติระยะพานิชกุล, 13min, A+25)

 

1. กรี๊ดดดดด การได้ดูหนังเกี่ยวกับกลุ่มนักกล้ามหนุ่มนี่ถือเป็น eye candy สำหรับดิฉันมาก ๆ ค่ะ 55555 แต่พอหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้มุมมองแบบ gay gaze หนังก็เลยเหมือนอาจจะไม่ได้เข้าทางดิฉันแบบ 100% เต็ม

 

2. ชอบส่วนแรกของหนังมากกว่าส่วนหลัง ส่วนแรกที่เราหมายถึงก็คือช่วงต้นเรื่องที่เป็นกลุ่มนักกล้ามหนุ่มยกน้ำหนักในยิมไปเรื่อย ๆ

 

3. แต่พอหนังเล่าเรื่องความพยายามในการขโมยยา เราว่าเนื้อเรื่องส่วนนี้อาจจะไม่ได้เข้าทางเราสักเท่าไหร่

 

4. ฉากสุดท้ายของหนังที่เป็นตัวละครสองคนคุยกัน เราฟังไม่ออกเลยว่าคุยกันว่าอะไร 55555 แล้วพอหนังมันไม่มีซับไตเติลด้วย เราก็เลยไม่รู้เรื่องไปเลยในฉากสุดท้าย

  

No comments: