ชอบสีสันในมิวสิควิดีโอเพลง I AM AN
ANIMAL – JA JA JA (1982, Helene Guetary, Germany, music video) มาก
ๆ เพราะมันทำให้นึกถึง “สีของดินน้ำมัน” ที่เราเคยเล่นตอนเป็นเด็ก ๆ ในช่วงต้นทศวรรษ
1980
https://www.youtube.com/watch?v=allIpI84D_0
+++
TWO FAVORITE SCENES IN 2026
ฉากพระปะทะกลุ่มมนุษย์ต่างดาวใน KHAO
KALA เขากะลา (2026, Tanadej Ramsomphob, A+15)
+ ฉาก Jane Blankenship (Eve Hewson) ใช้ไม้กางเขนขณะปะทะกับ Noah Scanlon (Colin Firth) ที่ใช้อุปกรณ์ของมนุษย์ต่างดาวใน
DISCLOSURE DAY (2026, Steven Spielberg, A+30)
1. สองฉากข้างต้นเป็นสองฉากที่เราชอบมากในบรรดาหนังที่ได้ดูมาในปีนี้
นึกว่าถ้าหากเราทำหนังแนว found footage เราต้องมีการตัดต่อเอาสองฉากนี้มาปะทะกันในหนังของเรา
2. สาเหตุที่เราชอบสองฉากนี้มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะเราเติบโตมากับนิตยสาร
ต่วย’ตูนพิเศษ และหลงใหลเรื่องราวต่าง ๆ ในนิตยสารนี้
ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับต่าง ๆ ทั้งมนุษย์ต่างดาวและไสยาศาสตร์
แต่ปกติแล้ว
เรื่องลึกลับสองกลุ่มนี้มักจะอยู่แยกกัน คือเรื่องไหนเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว
ก็จะไม่มีไสยาศาสตร์เข้ามาปน ส่วนเรื่องไหนเป็นเรื่องภูตผีปีศาจ
ก็จะไม่มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาปน
แต่ใน “หัวสมอง” หรือใน “จินตนาการ” ของเรา
เราชอบเอาสองเรื่องเหล่านี้เข้ามาปนกันในโลกจินตนาการของเราอย่างสนุกสนานตั้งแต่เด็ก
คือ “คนเล่าเรื่องการเจอผี” กับ “คนเล่าเรื่องการเจอมนุษย์ต่างดาว”
อาจจะเป็นคนละคนกัน เล่าเรื่องคนละเรื่องกัน แต่ผู้อ่านอย่างเรา
สามารถสร้างโลกจินตนาการที่มีภูตผีปีศาจกับมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ร่วมกันในหัวของเราเองได้อย่างสบาย
ซึ่งตัวอย่างโลกจินตนาการของเราก็จะเห็นได้จากพล็อตละครทีวีน้ำเน่าในจินตนาการของเราเรื่อง
SPLASH ME WITH YOUR WATER: SEASON ONE ที่เราเขียนไปในช่วงต้นปี
2025 ที่เราอยากให้มีละครทีวีที่มีตัวละครมนุษย์ต่างดาวหนุ่มหล่อมาร่วมรักกับพญานาค,
ทานุกิ, เสือสมิง, Tikbalang, จิ้งจอกเก้าหาง, ผีปอบ, หุ่นยนต์,
etc.
3. เราก็เลยชอบหนัง/ละครบางเรื่องที่เอามนุษย์ต่างดาวกับไสยาศาสตร์มารวมกัน
อย่างเช่นละครโทรทัศน์ชุด THE X-FILES, ABOUT A PLACE IN THE KINKI REGION
(2025, Koji Shiraishi) และ WAR OF THE WORLDS (2005, Steven
Spielberg) โดย WAR
OF THE WORLDS นั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่หนังเหมือนจะบอกเป็นนัย
ๆ ว่ามี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ต่างดาวอีกทีนึง
และเราก็ชอบนิยายเรื่อง “ทิพย์” ของทมยันตีมาก ๆ
ด้วยเช่นกัน เพราะ “ทิพย์” ก็อาจจะคล้าย ๆ กับ WAR OF THE WORLDS ในแง่ที่ว่า มันพูดถึง “มนุษย์ต่างดาว” เป็นหลัก แต่มันยอมรับการมีอยู่ของ
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ด้วย
4. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ใน KHAO KALA และ DISCLOSURE DAY มาก ๆ เพราะมันเหมือนเอาศาสนา
(ซึ่งผูกโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยาศาสตร์) กับมนุษย์ต่างดาวมาปะทะกัน
โดยใน KHAO KALA นั้นเป็นการปะทะกันโดยตรง
เป็นมนุษย์ต่างดาวปะทะกับพระ และ “ความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป” โดยตรง
อีกปัจจัยที่ทำให้เราชอบฉากนี้มาก ๆ
เป็นเพราะว่า มันเป็นฉากที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง
แล้วมันไม่มีคำอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น เราไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาจากไหน
ต้องการฆ่าคนบางคนเพราะอะไร แล้วทำไมต้องยืมมือพระเพื่อไปฆ่าคน แล้วพอหลาย ๆ
อย่างในฉากมันไม่มีคำอธิบายอะไรใด ๆ เต็มไปด้วยปริศนา มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นในสายตาของเรา
55555
5. ส่วนใน DISCLOSURE DAY นั้นเป็นการปะทะกันในทางอ้อม
เพราะว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว แต่เป็น “มนุษย์ที่ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีจากต่างดาว”
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ได้ใช้อิทธิปาฏิหาริย์จากไม้กางเขนในการเข้าต่อสู้ แต่เหมือนเธอใช้
“ความเข้มแข็งทางจิตของตนเอง” ในการต่อสู้กับผู้ร้าย ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตนี้อาจจะมีที่มาส่วนหนึ่งจากความเชื่อความศรัทธาว่าอะไรคือสิ่งดีงาม
และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังทางศาสนาในวัยเด็ก
แต่ถึงแม้ฉากนี้จะเป็นการปะทะกันในทางอ้อม เราก็ชอบฉากนี้อย่างรุนแรงอยู่ดี
เพราะเราชอบที่ “เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว” ไม่สามารถเข้าควบคุมจิตใจมนุษย์ได้โดยง่าย
มนุษย์บางคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะสามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยได้
และเราว่าจุดนี้มันสอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของเรา
6. เราก็เลยชอบสองฉากนี้ในหนังสองเรื่องนี้มาก ๆ
รู้สึกว่าสองฉากนี้มันเหมาะจะปะทะกันมาก ๆ 555
7. เราชอบ DISCLOSURE DAY มากกว่าเขากะลาหลายเท่านะ
แต่พอดู DISCLOSURE DAY แล้วก็เลยทำให้เราชอบ “เขากะลา”
มากยิ่งขึ้น เพราะเหมือน DISCLOSURE DAY ที่เป็น fiction
มันช่วยตอกย้ำเสน่ห์ของ “หนังที่อ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง” อย่างเขากะลามากยิ่งขึ้น
เหมือนมันเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างกันระหว่างหนังสองแบบ
คือพอ DISCLOSURE DAY มันเป็นหนัง
fiction มันก็สามารถผูกเรื่องให้สนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกสุดขีดได้น่ะ
แล้วมันก็สามารถให้คำอธิบายถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องได้ ผู้ชมเข้าใจที่มาที่ไปของฉากต่าง
ๆ ใครทำอะไรไปเพื่ออะไร ตอนดูหนังเรื่องนี้เราจะรู้สึกสนุกมาก ดูจบแล้วพอย้อนคิดถึงหนังก็จะรู้สึกถึงความสนุกที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้
โดยไม่มีอะไรค้างคาใจ
ส่วน KHAO KALA นั้น
พอมันอ้างว่าสร้างจากเรื่องจริง มันก็เลยเหมือนไม่สามารถสร้างเหตุการณ์ให้สนุกลุ้นระทึกได้ตามใจชอบแบบหนัง
fiction น่ะ แต่สิ่งที่เราชอบมากในหนังแบบนี้คือ “ความไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น”
ไม่เข้าใจที่มาที่ไป ไม่เข้าใจเหตุผลของมนุษย์ต่างดาว
ไม่รู้ว่ามนุษย์ต่างดาวมาทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความค้างคาใจเมื่อดูจบ
ซึ่งอารมณ์แบบนี้มันจะใกล้เคียงกับความรู้สึกของเราเมื่ออ่านเรื่องราวทำนองนี้ในต่วย’ตูน พิเศษน่ะ (และอาจจะรวมไปถึงเรื่องบางเรื่องในนิตยสาร “มิติที่ 4” ด้วย)
เพราะเรื่องราวแบบนั้นมันก็เต็มไปด้วยปริศนาลับที่ไม่ได้รับการคลี่คลายใด ๆ
ทั้งสิ้นเหมือนกัน
เราก็เลยชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้ในแบบที่แตกต่างกัน
แบบนึงคือสนุกสุดขีด, มีความเข้าใจ, ไม่ค้างคาใจ ส่วนอีกแบบนึงคือไม่สนุก,
ไม่เข้าใจ และค้างคาใจ ซึ่งเราก็ชอบทั้งสองแบบ 55555
8. ในส่วนของ DISCLOSURE DAY นั้น เราคงไม่เขียนอะไรมาก เพราะเราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด ดูแล้วก็ยกให้
Steven Spielberg เป็น “ผู้กำกับระดับเทพ” คนนึงไปเลย เหมือนเขามีเทคนิคแพรวพราว,
ความเก่งกาจ และความเชี่ยวชาญในการทำหนังให้สนุกตื่นเต้นน่าติดตามสำหรับเราน่ะ
ดู DISCLOSURE DAY แล้วก็แอบนึกถึง
THE SUGARLAND EXPRESS (1974, Steven Spielberg) เหมือนกันนะ
เพราะ THE SUGARLAND EXPRESS ก็เป็น “ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่หนีการตามล่าไปเรื่อย
ๆ ในอเมริกา” เหมือนกัน เหมือน Spielberg ถนัดทำหนังทำนองนี้จริง
ๆ
ในส่วนของ KHAO KALA นั้น
เราชอบ “ตัววัตถุดิบ” ของหนังเรื่องนี้มากที่สุดนะ แต่ไม่ได้ชอบ “สไตล์” ของหนังเป็นการส่วนตัว
คือเราชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ “เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา”
น่ะ เหมือนหนังมันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้พูดเรื่องของตัวเอง, ได้เล่าเรื่องของตัวเอง,
ได้นำเสนอตัวเอง และมันเป็นกลุ่มคนที่เราแทบไม่ค่อยเห็นในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ
เราก็เลยชอบ KHAO KALA ในแบบเดียวกับที่เราชอบหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องของชาวอามิช,
กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง “พลังจักรวาล”, กลุ่มคนที่นับถือลัทธิประหลาดต่าง ๆ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างจากเรา
เพราะหนังสารคดีเหล่านี้ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ด้วย และหนังสารคดีหลายเรื่องที่นำเสนอประเด็นแบบนี้
(ซึ่งรวมถึงเขากะลา) ไม่ได้นำเสนอคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดูถูกหรือด้วยสายตา “ตัดสิน” subjects
ของหนังในทางลบน่ะ เราก็เลยชอบ KHAO KALA มาก
ๆ ที่มันเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และหนังมันไม่ได้มองคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาตัดสินในทางลบ
แต่เราคงชอบ KHAO KALA มากไปกว่านี้อีก
ถ้าหากมันทำเป็นหนังสารคดีตรงไปตรงมาไปเลย ให้ subjects มาเล่าเรื่องต่อหน้ากล้องทีละคน
ทีละเรื่อง แล้วอาจจะมีการจำลองฉากโดยเน้นความสมจริง และลดทอนการปรุงแต่งอารมณ์ลงให้เหลือน้อยที่สุด
คือเน้นความเป็นสารคดีไปเลย หรืออย่างน้อยก็ให้มันออกมาแบบหนังเรื่อง THE
NIGHTMARE (2015, Rodney Ascher) ที่เป็น “สารคดีเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ”
เหมือนกัน
แต่ถ้าหากหนังมันทำออกมาแบบนั้น มันก็คงจะเข้าทางเราอย่างสุดขีด
แต่ก็คงจะขายตั๋วได้น้อยมาก อาจจะมีคนดูทั้งประเทศไม่ถึงร้อยคน อะไรทำนองนี้
เพราะฉะนั้นเราก็เลยมองว่า KHAO KALA มันเป็นหนังที่มีสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ” มาก ๆ มีการจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ
ในแบบที่อาจจะทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสนุกตื่นเต้น ซึ่งสไตล์ “ลูกทุ่ง ๆ”
แบบนี้มันไม่เข้าทางเราแต่อย่างใด แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้สร้างหนังอาจจะจำเป็นต้องทำ
เพื่อจะได้ดึงดูดให้คนดูทั่วไปเข้ามาดูหนังได้ เราก็เลยไม่ติดใจอะไรมากที่ “สไตล์”
ของหนังเรื่องนี้ไม่เข้าทางเรา
9. พอพูดถึงสองฉากที่เราชอบสุดขีดใน KHAO
KALA + DISCLOSURE DAY แล้ว เราก็เลยนึกถึง “ละครโทรทัศน์ฮ่องกง”
เรื่องนึงที่เราเคยเปิดดูผ่าน ๆ ทางช่อง 7 ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ด้วย เราจำได้ว่า
มันเป็นละครที่น่ากลัวสุดขีด น่ากลัวขนหัวลุกมาก ๆ และมันมีทั้งมนุษย์ต่างดาวกับผีในละครเรื่องเดียวกัน
แต่เราจำชื่อเรื่องไม่ได้
เราจำได้ว่า มันมีฉากนึงในละครเรื่องนี้ ที่ตัวละครผู้ชายคนนึงในยุคปัจจุบัน
(หรือในช่วงทศวรรษ 1980) หนีการตามล่าของ “จานบินมนุษย์ต่างดาว” เหมือนเขาวิ่งหนีจานบินไปเรื่อย
ๆ แล้วพอถึงจุดนึง เขาก็รวบรวมพลัง สวดมนตร์ขอพรจาก “เง็กเซียนฮ่องเต้
และเจ้าแม่กวนอิม” แล้วเขาก็ใช้พลัง (ที่อาจจะมาจากเง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่กวนอิม)
ในการขับไล่จานบินมนุษย์ต่างดาวให้ล่าถอยไปได้
เราก็เลยจะสอบถามเพื่อน ๆ ว่า
มีใครรู้ไหมคะว่าละครทีวีฮ่องกงเรื่องนั้นมันคือละครเรื่องอะไร
แล้วเราจะหาดูมันอีกได้จากที่ไหน
เมื่อกี้เราลอง search ดูแล้ว
เราพบว่า มันอาจจะเป็นละครเรื่อง THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS
(1986) นะ แต่เราก็ไม่แน่ใจ 100% เต็ม
ละครเรื่องนี้มีให้ดูในยูทูบในช่องของ ATV แต่มันพูดภาษาจีนและไม่มีซับไตเติลใด
ๆ
เมื่อกี้เราลองเปิดดูละครเรื่องนี้ในยูทูบแบบผ่าน
ๆ เราคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มันอาจจะเป็นละครที่เราตามหาอยู่
เพราะบรรยากาศของละครมันได้ใจเรามาก ๆ หลอนมาก ๆ
ถ้าใครรู้วิธีที่จะหาดู THE MAN, THE GHOSTS
& THE ALIENS (1986) แบบมีซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ด้วย ก็ช่วยบอกเราด้วยนะคะ
ดู THE MAN, THE GHOSTS & THE ALIENS
(1986) episode 1 ได้ที่
https://youtu.be/dO6YaeWVuEA?si=Imvp_P4YCz8YYqXp
SPLASH ME WITH YOUR WATER SEASON ONE
No comments:
Post a Comment