Monday, June 08, 2026

WAVE IN THE BLUESCREEN

 

เมื่อวานกิน Street Burger หลังจากดู BLUE (1993, Derek Jarman, UK, A+30) และก่อนดู CONCERNING MY DAUGHTER (2023, Lee Mi-rang, South Korea, A+30)

+++

 

WAVE IN THE BLUESCREEN (2026, Nontapat Piboolpongpun นนทพัทธ์ พิบูลพงศ์พันธ์, 28min, A+30)

 

1. ชอบสุดขีด ชอบทั้งตัวเนื้อเรื่องหลักที่มีความ sci-fi horror และตัวประเด็นรอง ๆ หรือประเด็นอื่น ๆ ในหนัง อย่างเช่น

 

1.1 เด็กที่เข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้

1.2 เด็กที่หมกมุ่นกับโลกออนไลน์

1.3 ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ที่บางคนไม่ค่อยยอมทำงาน

1.4 การทำเสียงดังรบกวนห้องข้าง ๆ

 

2. เราชอบหนัง horror หรือ thriller ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีในแต่ละยุคสมัยพร้อม ๆ กันไปด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เลยทำให้นึกถึงหนังคลาสสิคอีกเรื่องของ ICT ซึ่งก็คือ FIND MY IPHONE (2016, กฤษติยา สมบูรณ์ Krittiya Somboon) เหมือนหนังทั้งสองเรื่องมีความเป็น thriller เหมือนกัน, เน้นนำเสนอเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้นเหมือนกัน และเน้นนำเสนอ “ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ” เหมือนกัน

 

3. คิดว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบคู่กับ I SAW THE TV GLOW (2024, Jane Schoenbrun) ด้วย เพราะทั้งสองเรื่องเหมือนนำเสนอ “โลกในอีกมิติหนึ่ง” ที่อยู่คนละฟากของหน้าจอ (ทีวี/คอมพิวเตอร์) และมิตินั้นก็สามารถดึงดูดหรือส่งผลต่อสภาพจิตของมนุษย์ที่จ้องมองมันได้อย่างรุนแรง

+++

 

HOUSE OF MIRRORBALLS (2026, Yanathip Wonglan ญาณาธิป วงค์ลาน, 30min, A+30)

 

1. หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่มีเพื่อนสนิทเป็น drag queen โดยที่ตัวหญิงสาวเองนั้นก็ดูเหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มาก ๆ

 

คือหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้บอกว่า ตัวหญิงสาวอยากจะเป็น drag queen เสียเองด้วยหรือเปล่านะ แต่พอเราดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบจินตนาการต่อไปว่า ถ้าหากในอนาคตมีการสร้างหนังเรื่องไหนที่มีตัวละครหญิงสาวที่อยากจะเป็น drag queen เสียเอง มันก็จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ เหมือนมันเกิดวงจรย้อนกลับที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่าถ้าหากเราเข้าใจไม่ผิด drag queen หลายคนคือกะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง และการแต่งตัวเป็นนางโชว์ของ drag queen ในสหรัฐ ก็เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส”

 

เพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนเกิดวงจรที่พิสดารขึ้นมา เพราะว่า นางโชว์ที่เป็นผู้หญิงจริง ๆ ในลาสเวกัส สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้กะเทยอยากเลียนแบบ จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “นางโชว์ drag queen” ขึ้นมา และพอวัฒนธรรมนางโชว์ drag queen กลายเป็นสิ่งที่มั่นคง โด่งดังได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในไทย (ทิฟฟานี, อัลคาซาร์)  มันก็อาจจะมีผู้หญิงจริง ๆ ที่อยากจะเลียนแบบ “กะเทยที่อยากจะเป็นผู้หญิง” ตามมาด้วย

 

2. ในแง่หนึ่งเราก็เลยรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน unique มาก ๆ เพราะว่า

 

2.1 หนังส่วนใหญ่อาจจะเลือกเล่าเรื่องของชีวิตกะเทยนางโชว์ไปเลย เพราะมันเป็นชีวิตที่มีสีสัน และน่าจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เรื่องดราม่า ความผิดหวังในความรัก และหนังส่วนใหญ่จะนำเสนอตัวละครหญิงสาวแบบนี้ในฐานะ “เพื่อนนางเอก” หรือ “นางรอง” แทน

 

แต่พอหนังเรื่องนี้เลือกนำเสนอตัวละครหญิงสาวคนนี้ในฐานะตัวละครหลัก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นการเลือกจุดโฟกัสที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะมันเป็นตัวละครที่ “แอบอยู่ข้างเวที” หรือเป็นตัวละครที่ “ไม่ได้โดนสปอตไลท์บนเวทีส่องโดยตรง”

 

2.2 ชอบที่ตัวละครหญิงสาวคนนี้เหมือนหลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้ตัวละครตัวนี้ unique มาก ๆ

 

คือในช่วง 10-20 ปีก่อนหน้านี้ มันจะมีหนังที่พูดถึง “วงการคอสเพลย์” ซึ่งรวมถึงหญิงสาวหลายคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ โดยที่เมื่อราว 20 ปีก่อนนั้น วงการคอสเพลย์ยังดูเป็น subculture ที่แปลกอยู่ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคย

 

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการคอสเพลย์กลายเป็นอะไรที่ “ปกติธรรมดา” ในการรับรู้ของผู้คนทั่วไปไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากมีหนังไทยเรื่องไหนในยุคปัจจุบันที่นำเสนอหญิงสาวที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์ ตัวละครหญิงสาวคนนั้นก็อาจจะไม่ได้ดูเป็นอะไรที่แปลกใหม่พิสดารมากนัก คือก็อาจจะแปลกกว่า “ตัวละครนางเอกในหนังไทยเรื่องอื่น ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลกมากนักในสายตาของผู้ชม เพราะเราก็รู้ว่าคนที่ชอบแต่งตัวคอสเพลย์มีเป็นจำนวนมาก และมีสังคมวัฒนธรรมเป็นของตนเอง

 

แต่ตัวละครหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ หลงใหลในโลกของ drag queen มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า ตัวละครนางเอกคนนี้ “มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ๆ” มีความ unique มาก ๆ คือเธอไม่ได้หลงใหลในสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ หลงใหลกัน เธอไม่ได้มีวัฒนธรรมกลุ่มก้อนเป็นของตัวเอง

 

เราก็เลยชอบ ความเป็นตัวของตัวเองของนางเอกหนังเรื่องนี้มาก ๆ แต่ความเป็นตัวของตัวเอง บางทีมันก็มาพร้อมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้นี่แหละ

 

3. ชอบการนำเสนอปัญหา “รองเท้าเล็กเกินไป” มาก ๆ เพราะเรากับเพื่อนๆ เกย์/กะเทย ก็มักจะเจอปัญหา “รองเท้าส้นสูงไซส์เล็กเกินไป” แบบนี้เหมือนกัน 55555

 

อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่ขอจดบันทึกไว้ว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 พวกเรามักจะหารองเท้าส้นสูงใส่ไม่ได้ เพราะตีนของพวกเราใหญ่เกินไป เพื่อนเราคนนึง ก็เลย “หล่อรองเท้าส้นตึก” ขึ้นมา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์

 

ตอนนั้นพวกเราก็เลยมี “รองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์” ใส่กัน เอาไว้ใส่เดินในซอย และรองเท้าส้นตึกปูนปลาสเตอร์นี้ นอกจากใช้ใส่เดินได้แล้ว มันยังใช้แทน “ชอล์ค” ได้ด้วยนะ เพราะพอเราเอารองเท้าส้นปูนนี้ขูดไปตามพื้นถนน มันก็จะเกิดเป็นลายเส้นสีขาวเหมือนชอล์คขึ้นมา พวกเราก็เลยใช้รองเท้าส้นปูนนี้ เขียนด่าคนบนพื้นถนนบ้างในบางครั้ง 55555

 

4. สรุปว่าเป็นหนังที่ unique มาก ๆ ชอบมาก ๆ ค่ะ

+++

 

เราได้ไปดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 ในเทศกาลภาพยนตร์ TILFF ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2026 ซึ่งในโปรแกรมมันบอกว่า จะมีฉายหนังเรื่อง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN (2024, AJ Dubler, Carmela Murphy, USA, 8min) ด้วย แต่พอเราดูโปรแกรมนี้จริง ๆ มันเหมือนไม่มีหนังเรื่องนี้นะ เราก็เลยสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้น หนังเรื่องนี้ถูกถอดออกจากโปรแกรมกะทันหันเหรอคะ มีใครทราบเหตุผลไหม

 

คือระหว่างที่เราดูโปรแกรม WORLD SPECTRUM 3 นี้ เราก็วูบหลับไปช่วงนึงนะ ช่วงที่เป็นหนังเรื่อง THE FIRST TIME (2025, Giulia Consentino, Perla Sardella, Italy/Spain, 16min) แต่เราว่าตอนที่เราหลับไป และตอนที่เราตื่นขึ้นมา มันยังคงอยู่ในช่วงที่ฉายหนังเรื่อง THE FIRST TIME นะ เหมือนเราน่าจะหลับไปไม่เกิน 3 นาที เราไม่น่าจะหลับข้ามหนัง A BIRD HIT MY WINDOW AND NOW I’M A LESBIAN ที่ยาว 8 นาทีไปเลยตลอดทั้งเรื่อง

 

เราก็เลยคาใจค่า ถ้าใครรู้สาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

No comments: