Saturday, September 21, 2019

ZHANG FAMILY

ZHANG FAMILY (2019, Woradol Sukjaroenmitr, Meenmaythapak Tanasupapol, Apassara Mahawajn, A+25)

หนังเพลงที่ทำออกมาได้น่ารักดี ชอบที่เพลงมันดูไม่ค่อยเป็นเพลงเท่าไหร่ 55555

MANNEQUIN (2019, Rawiwan Foongkiatskul, A+20)

หนังน่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก PSYCHO แล้วดัดแปลงมาเป็นเรื่องของกะเทยช่างตัดเสื้อ ชอบการแสดงของตัวเอกมากๆ การแสดงของนักแสดงมันช่วยให้ตัวละครดูดี มีมิติ และทำให้ตัวละครดูน่าเห็นใจ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นฆาตกรโรคจิต

Friday, September 20, 2019

ASH IS PUREST WHITE

ASH IS PUREST WHITE (2018, Jia Zhangke, China, A+30) 1.ชอบช่วงกลางของหนังมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่นางเอกไม่ได้อยู่กับผัว และต้องผจญภัยตามลำพัง ช่วงนั้นเหมือนนางเอกจะตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และทำตัวเป็นมิจฉาชีพซะเอง 2.ชอบที่หนังเหมือนเน้นทัศนียภาพของ "เมือง" หรืออาคารบ้านเรือนมากเป็นพิเศษ คือจริงๆแล้วเนื้อหาของหนังเรื่องนี้กับ MOUNTAINS MAY DEPART (2015, Jia Zhangke) มันเอื้อให้เป็นหนังเมโลดราม่าชีวิตผู้หญิงแนว "คนเริงเมือง" , "บัลลังก์เมฆ", "สงครามชีวิตโอชิน" อะไรพวกนี้ได้ง่ายมาก เพราะมันเล่าเรื่องชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งที่ระหกระเหิน เผชิญกับอะไรต่างๆในระยะเวลาราว 20 ปี แต่พอมันเป็นหนังของ Jia มันก็เหมือนกับว่า จุดประสงค์จริงๆของเขาอาจจะไม่ใช่การสร้างตัวละครที่น่าเห็นใจ เพื่อให้ผู้ชม identify หรือเอาใจช่วย แต่เราเดาว่าเขาเหมือนจะใช้ตัวละครของเขาเป็นเครื่องมือในทางอ้อมในการสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคมจีนมากกว่า เนื่องจากทางการจีนมีการเซ็นเซอร์ที่เข้มงวดมาก เผด็จการมาก เพราะฉะนั้นหนังของเขาก็เลยไม่ได้พูดอะไรตรงๆ ซึ่งเราก็ตีความหนังของเขาไม่ออกแต่อย่างใด ว่า ASH IS PUREST WHITE สะท้อนอะไรบ้างในสังคมจีน หรืออะไรต่างๆในหนังเป็นสัญลักษณ์แทนอะไร แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า มันน่าจะมี layer อะไรอยู่ในหนังที่มากไปกว่าการสะท้อนชีวิตตัวละครอย่างตรงไปตรงมาน่ะ และจุดหนึ่งที่ทำให้คิดแบบนี้เป็นเพราะว่า หนังของเขาเน้นให้เราเห็น "ตัวละครท่ามกลางสภาพบ้านเรือน สิ่งแวดล้อม" แทนที่จะพยายามบีบเค้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมาอย่างรุนแรงแบบหนังเมโลดราม่า 3.รู้สึกว่าหนังที่ปะทะกับ ASH IS PUREST WHITE ได้อาจจะเป็น THE MARRIAGE OF MARIA BRAUN (1979, Rainer Werner Fassbinder, West Germany) ที่นำเสนอชีวิตผู้หญิงต้องสู้เป็นเวลานานหลายปีเหมือนกัน และใช้มันเป็นสัญลักษณ์สะท้อนแง่มุมต่างๆในสังคมเหมือนกัน

Thursday, September 19, 2019

MR. DEU (2019, Chainarong Tampong, A+)


MR. DEU (2019, Chainarong Tampong, A+)
มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง (ไชยณรงค์ แต้มพงษ์)

(คะแนนเต็มคือ A+30 นะ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวเผลอมีขาจรผ่านมาอ่านแล้วเข้าใจผิดว่าเราชอบหนังเรื่องนี้มากๆ 55555)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.แอบสงสารนักแสดง รู้สึกว่านักแสดงแต่ละคนตั้งใจเล่นมาก โดยเฉพาะนางเอกที่เล่นดีมากๆๆในความเห็นของเรา แต่นักแสดงเหล่านี้ควรจะได้เล่นหนังที่ดีกว่านี้

2.จริงๆแล้วก็ไม่ได้ชอบหนังเท่าไหร่ แต่ก็ชอบความหล่อน่ารักของพระเอกมากๆ ชอบการแสดงของนางเอกมากๆ และก็ไม่ได้อยากด่าหนังมากนัก เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ใช่ “ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย” ของหนังอยู่แล้วน่ะ ด้วย genre ของหนังที่เป็น romantic comedy ที่ให้น้ำหนักกับ comedy เป็นหลัก ซึ่งมันไม่ใช่หนังแนวทางเราอยู่แล้ว

คือตอนดูเราจะรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มันถูก “ฝืน” ให้เป็น comedy ยังไงไม่รู้ แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราไม่ชอบหนัง comedy อยู่แล้วก็ได้มั้ง คือเรารู้สึกเหมือนกับว่า ผู้สร้างหนังตั้งโจทย์ว่า เกือบทุกฉากของหนังต้องมีอารมณ์ comedy อยู่ไม่ต่ำกว่า 60% ของฉากนั้น เพราะฉะนั้นคนเขียนบทก็เลยต้องพยายามคิดซีน คิดสถานการณ์ฮาๆ บ้าๆบอๆ คิดบทสนทนาที่น่าจะฮา ยัดใส่เข้ามาในหนังเรื่อยๆ เรื่อยๆน่ะ แต่เรารู้สึกเหมือนกับว่า ทีมเขียนบทหนังเรื่องนี้ จริงๆแล้วไม่ได้มี sense ทาง comedy ที่เก่งมากๆสักเท่าไหร่ เหมือนพวกเขาต้องใส่อารมณ์ comedy เข้าไปตามที่โจทย์กำหนดมา เพราะฉะนั้นตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ เราเลยรู้สึกเหมือนกับว่า มันมีความฝืนๆยังไงไม่รู้

แต่ถ้าให้เราต้องคิดซีนตลกๆอะไรพวกนี้ เราก็ทำไม่ได้เหมือนกันนะ เราว่าการเขียนบทหนัง comedy จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากสุดๆเหมือนกันน่ะ คือมันต้องอาศัยความถนัดเฉพาะตัวจริงๆ คนที่ไม่มี sense ตลกแบบเรา ไม่มีทางทำได้

3.เพราะฉะนั้น ตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ เราก็เลยแอบเสียดาย คือเราว่าถ้าหากหนังเลือกจะเป็น romantic drama หรือเลือกที่จะเป็นหนัง romantic ที่ใส่ความตลกเข้ามาแบบเบาๆ แบบไม่ต้องฝืน ไม่ต้องยัดเยียด หนังมันน่าจะเข้าทางเรามากกว่านี้เยอะ

4.ชอบอาชีพของนางเอกมากๆ เพราะเราป่วยเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน เคยไปทำกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลหลายครั้งเหมือนกัน ก็เลยชอบที่หนังเลือกให้นางเอกมีอาชีพเป็นนางพยาบาลกายภาพบำบัด แต่เสียดายที่หนังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากนักตรงจุดนี้

5.แอบขำที่หนังเรื่องนี้เหมือน “ทำตัวตรงข้าม” กับ WHERE WE BELONG (2019, Kongdej Jaturanrasamee, A+30) เพราะนางเอกของ WHERE WE BELONG กับพระเอกของ MR. DEU ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือ พ่อของทั้งสองทำร้านก๋วยเตี่ยวหรืออะไรทำนองนี้ และพยายามบีบบังคับกลายๆให้ลูกของตนเองสืบทอดกิจการเหมือนกัน ในขณะที่ฝ่ายลูกก็ไม่ต้องการจะสืบทอดกิจการเหมือนๆกันทั้งสองเรื่อง และต้องการจะหนีจากเมืองบ้านเกิดเหมือนๆกันด้วย

แต่ในขณะที่ WHERE WE BELONG ดูเหมือนจะสนับสนุนการตัดสินใจของนางเอกในการหนีไปจากบ้านเกิด และหนีไปจากการทำงานที่ตนเองไม่ต้องการ MR.DEU กลับดูเหมือนจะสนับสนุนให้พระเอกทำตัวตรงกันข้าม

6.หนังเรื่องนี้คงมีสิทธิได้ A+30 จากเราอย่างแน่นอน ถ้าหากมันเปลี่ยนมาเล่าเป็นเรื่องของน้าสาวที่อยากได้หลานชายตนเองเป็นผัวอย่างมาก และพยายามยั่วยวนหลานชายตนเองสุดฤทธิ์ โดยนางเอกจะบอกกับหลานว่า หลานไม่ต้องคบเราเป็นแฟน ไม่ต้องควงเราไปไหนมาไหนหรอก แค่กลับบ้านมาเย็ดเราในที่รโหฐานก็พอแล้ว



JACKIE BROWN

JACKIE BROWN (1997, Quentin Tarantino, A+30)

--ชอบฉากที่  Robert Forster ไปหาซื้อเทปเพลงของวง The Delfonics เพื่อฟังเพลงตาม Jackie Brown มากๆ รู้สึกว่ามันโรแมนติกดี ชอบที่มันเป็น "เทปเพลง" ด้วย ไม่ใช่ซีดีหรือแผ่นเสียง เพราะเราก็ฟังเทปเพลงเป็นหลักเหมือนกัน 555

--ชอบตัวละครของ Robert De Niro มากๆ ชอบความคาดเดาไม่ได้ของตัวละครตัวนี้

TURKISH DELIGHT (1973, Paul Verhoeven, Netherlands, A+30)

ชอบหลายๆ ฉากมาก โดยเฉพาะฉากที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพยายามกีดกันไม่ให้พระเอกกับนางเอกได้เข้าเฝ้าราชินีเนเธอร์แลนด์ เพราะนางเอกใส่ชุดโชว์นม

Wednesday, September 18, 2019

CITY HUNTER: SHINJUKU PRIVATE EYES (2019, Kenji Kodama, Japan, animation, A+15)


CITY HUNTER: SHINJUKU PRIVATE EYES (2019, Kenji Kodama, Japan, animation, A+15)

1.ทำไมดูแล้วรู้สึกว่าพระเอกดูหื่นมากๆ (แต่ก็น่ากิน เวลาเห็นกล้ามแขน) แล้วก็เลยสงสัยว่า

1.1 ความหื่นของพระเอกในเรื่องนี้ เป็นสิ่งปกติในยุคปัจจุบัน แต่ตัวเราไม่ค่อยได้ดูการ์ตูนญี่ปุ่นยุคปัจจุบัน ก็เลยไม่คุ้นกับพระเอกหื่นๆ

1.2 หรือว่า ความหื่นของพระเอกเรื่องนี้ เป็นสิ่งปกติในทศวรรษ 1980 ตอนที่การ์ตูนเรื่องนี้ดัง แต่หลังจากนั้น กระแสความนิยมในสังคมค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย พระเอกแนวหื่นๆได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ ความหื่นของพระเอกเรื่องนี้ ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่แปลกหูแปลกตาในยุคปัจจุบัน

คือมันจะแตกต่างไปจากพระเอก James Bond ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยน่ะ เพราะถ้าเราเข้าใจไม่ผิด พระเอก James Bond ยุคแรกจะดูเจ้าชู้มากๆ แล้วความเจ้าชู้ก็ดูจะลดน้อยลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป และในที่สุด James Bond ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นวัตถุทางเพศซะเองใน CASINO ROYALE (2006, Martin Campbell)

1.3 หรือว่า ความหื่นของพระเอก CITY HUNTER เป็น “เอกลักษณ์สำคัญ” อย่างหนึ่งของการ์ตูนเรื่องนี้ ตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

2.แอบขำที่หนังการ์ตูนญี่ปุ่นเหมือนมีญาณวิเศษ เข้าฉายในไทยในจังหวะที่เหมาะมากๆ เพราะว่า WEATHERING WITH YOU ก็เข้าฉายในไทยช่วงที่ไทยเจอปัญหาฝนตกหนักมากพอดี แล้ว CITY HUNTER ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับ “การสาธิตความร้ายแรงของอาวุธโดรน” ก็เข้าฉายในไทยตอนที่มีข่าวว่า กลุ่มฮูตีในเยเมนใช้โดรนโจมตีโรงงานน้ำมันในซาอุดิอาระเบียในวันเสาร์ที่ 14 ก.ย. แล้วก็เลยส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้น 19.5% ในวันจันทร์ที่ 16 ก.ย. คือเหมือนกับว่า กลุ่มผู้ร้ายในโลกแห่งความเป็นจริง ก็กำลังสาธิตความร้ายแรงของอาวุธโดรนที่สามารถส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกได้ พร้อมๆกับกลุ่มผู้ร้ายในหนังเรื่อง CITY HUNTER พอดี 55555 

Tuesday, September 17, 2019

DREAM GIRL (2019, Raaj Shaandilyaa, India, A+25)


DREAM GIRL (2019, Raaj Shaandilyaa, India, A+25)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--
1.ชอบความ incest ของหนังมากๆ หนังเล่าเรื่องของพระเอกที่ทำงานเป็นสาว sex phone เพราะเขาดัดเสียงเป็นผู้หญิงได้เก่งมาก เขาก็เลยปลอมเสียงเป็นหญิงสาว และคอยเอาใจลูกค้าชายมากมายที่โทรมาหาเขา

แต่เขาไม่รู้ว่า ลูกค้าคนนึงที่ติดใจเขา จนถึงขั้นจะแต่งงานด้วย คือพ่อของเขาเอง

รู้สึกว่าหนังมันไปไกลเกินคาดมากๆตรงจุดนี้ นึกว่าต้องปะทะกับหนัง incest อย่าง I SENT A LETTER TO MY LOVE (1980, Moshé Mizrahi, France) ที่เล่าเรื่องของผู้ชายที่ตกหลุมรัก pen friend โดยหารู้ไม่ว่า pen friend คนนั้นคือน้องสาวของเขาเอง


2.จริงๆแล้วหนังมีจุดที่ชอบเยอะมาก แต่ไม่สามารถให้ A+30 ได้ เพราะช่วงท้ายบทภาพยนตร์พังมากๆ คือบทภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนพยายามทำตามสูตรสำเร็จ และตั้งเป้าไว้ล่วงหน้าว่า ตัวละครสำคัญทุกตัวต้องมารวมกันในฉากท้ายๆ เพื่อให้พระเอกกล่าว speech ซึ้งๆกินใจให้ทุกคนฟัง ซึ่งมันเป็นฉากจบแบบที่นิยมกันมากในหนังฮอลลีวู้ดเมื่อราว 20 ปีก่อน ที่พระเอก/นางเอกต้องกล่าว speech สั่งสอนผู้ชม

แต่เหมือนบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้ ไม่สามารถสร้างเหตุผลรองรับที่น่าเชื่อถือ เพื่อเอื้อให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวในช่วงท้ายของหนังได้น่ะ เพราะฉะนั้นช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ จึง “เป๊ะมาก” ในทางอารมณ์แบบหนังบอลลีวู้ดทั่วไป คือถ้าดูแค่กราฟอารมณ์อย่างเดียว หนังเรื่องนี้ก็ทำสำเร็จตามเป้าหมาย สามารถสร้าง speech กินใจ ทำให้ผู้ชมรู้สึกซาบซึ้ง สนุก สะใจ ฟูฟ่องได้

แต่ถ้าหากคิดดีๆแล้ว จะรู้สึกว่าตรรกะมันพังมากๆในฉากนี้ แบบว่าตัวละครนี้ตัดสินใจทำอย่างนี้ทำไม แล้วตัวละครนี้ไปเจอตัวละครอีกตัวจากไหน แล้ว speech ของหนังฟังแล้วก็ดูไม่ดีเท่าไหร่ เหมือนกับหนังพยายามจะทำตัวมีสาระมากเกินไป เหมือนกับว่าต้องใส่ speech เข้ามาตามสูตรสำเร็จ ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้

17 SEP – 23 SEP 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 38
17 SEP – 23 SEP 1989

1. SEKAI DE ICHIBAN ATSUI NATSU – Princess Princess (New Entry)
+ VIRGIN EYES – Miho Nakayama (New Entry)

2. IF I COULD TURN BACK TIME – Cher (New Entry)
+ WOULDN’T CHANGE A THING – Kylie Minogue

3. MY FIRST NIGHT WITHOUT YOU – Cyndi Lauper
+ RIGHT HERE WAITING – Richard Marx https://www.youtube.com/watch?v=S_E2EHVxNAE

4.KISSES ON THE WIND – Neneh Cherry (New Entry)
+ COLD HEARTED – Paula Abdul

5. SABISHII NETTAIGYO – Wink (New Entry)
+ LAY ALL YOUR LOVE ON ME – Information Society (New Entry)

6. HITOMI NO NAKA NO MIRAI – Yoko Minamino

7. KOI NO ROCK ‘N’ ROLL CIRCUS – Yui Asaka

8. FRIENDS – Jody Watley featuring Eric B. & Rakim

9. IT ISN’T, IT WASN’T, IT AIN’T NEVER GONNA BE – Aretha Franklin & Whitney Houston (New Entry)

10. SWING THE MOOD – Jive Bunny and the Mastermixers (New Entry)

Brooke shields and phoebe cates

ในวงสนทนาของ cinephiles เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการคุยกันถึงหนัง mainstream  Hollywood ที่เคยดูตอนเด็กๆ หรือตอนเป็นวัยรุ่น ซึ่ง cinephiles ทุกคนในวงนั้นอายุน้อยกว่าเรา ก็เลยนึกถึงได้แต่หนังอย่าง COYOTE UGLY (2000, David McNally) หรือหนังยุคทศวรรษ 1990 เป็นส่วนใหญ่

ส่วนเราเองนั้น เกิดอาการ blank ขณะที่คุย นึกออกแต่ FLASHDANCE (1983, Adrian Lyne) ที่เคยดูที่โรงแมคเคนน่า

พอมานึกทบทวนดูอีกที บางทีสาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้เราไม่ได้ดูหนังเมนสตรีมมากนักตอนเด็กๆ อาจจะเป็นเพราะหนังดังหลายเรื่องในยุคนั้น เน้นขายดาราหญิงอย่าง Brooke Shields และ Phoebe Cates เราก็เลยไม่ได้รู้สึกอยากดู และก็เลยไม่ได้ดูหนังดังๆที่เป็นหมุดหมายของยุคเรา อย่างเช่น ENDLESS LOVE (1981, Franco  Zeffirelli) และ PARADISE (1982, Stuart Gillard) มาจนถึงบัดนี้ 55555 ซึ่งแตกต่างจาก FLASHDANCE ที่เหมือนมันมีความกะหรี่ หรือความแร่ด อะไรบางอย่าง มันก็เลยดึงดูดให้เราออกไปดูได้ตั้งแต่ยังเด็ก

Sunday, September 15, 2019

SECTION 375 (2019, Ajay Bahl, India, 124min, A+30)


SECTION 375 (2019, Ajay Bahl, India, 124min, A+30)

1.ชอบสุดๆ ติดอันดับประจำปีแน่นอน รู้สึกว่าหนังมันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างได้ดีมาก ทั้งปัญหาสังคมในอินเดีย, ความเชื่อทางสังคมที่ผิดๆ, กระแส Metoo, ปัญหาที่เกิดจากกระแส Metoo, ความคลั่งของคนในสังคม, ปัญหาเรื่องความประพฤติของตำรวจ, ระบบการทำงานของศาล และสิ่งที่สำคัญที่สุด หรือสิ่งที่ค้างคาใจเรามากที่สุดในหนังก็คือประเด็นที่ว่า กฎหมายบางข้อ มันยุติธรรมจริงหรือไม่ และเราควรจะทำอย่างไรถึงจะสามารถ “แก้ไข” หรือ “ยกเลิก” กฎหมายที่มันไม่ยุติธรรม หรือจริงๆแล้วกฎหมายข้อนั้นมันดี แต่มันอาจจะถูกใช้ในทางที่ผิดได้

2. เราชอบสุดๆที่หนังย้ำมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นเรื่องว่า “ความยุติธรรม” กับ “กฎหมาย” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และประเด็นนี้มันก็หลอกหลอนคนดูไปตลอดหลังจากหนังเรื่องนี้จบลง เพราะในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมายที่มันไม่ยุติธรรม แล้วเราควรจะทำอย่างไรดี

3.เหมือนหนังเรื่องนี้ช่วยเติมเต็มหนังเรื่อง PINK (2016, Aniruddha Roy Chowdhury, India) เพราะถึงแม้หนังเรื่อง PINK มันจะดีมากๆก็จริง แต่มันก็ไม่สามารถสะท้อน “ความเป็นจริงทั้งหมดในสังคม” ได้ ผ่านทางหนังเพียงเรื่องเดียว และถ้าหากเราจะมองปัญหาบางอย่างอย่างรอบด้าน อย่างเช่น “ปัญหาเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการข่มขืน” เราก็คงจะมองจากคดีเพียงคดีเดียวไม่ได้ แต่ต้องพิจารณาจากหลายๆคดีรวมกัน และเราว่า SECTION 375 นี่แหละ ช่วยเติมในสิ่งที่หนังเรื่อง PINK อาจจะไม่ได้นำเสนอ

4.ตอนแรกๆที่ดู เรานึกว่าหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังขึ้นโรงขึ้นศาลที่ดูแล้วสนุกสนาน ลุ้นระทึกว่า “ความจริงมันเป็นอย่างไร” แบบหนังอย่าง SUSPECT (1987, Peter Yates), JAGGED EDGE (1985, Richard Marquand), PRESUMED INNOCENT (1990, Alan J. Pakula) อะไรแบบนี้

พอดูไปกลางๆเรื่อง เราก็รู้สึกว่ามันคงไม่ได้เน้น “ความลุ้นระทึก” แล้วล่ะ แต่คงเน้นการสะท้อนสังคมไปด้วย แบบหนังอย่าง PINK และ TALVAR (2015, Meghna Gulzar)

แต่พอดูจบแล้ว ก็ชอบคำถามทางปรัชญาที่หนังทิ้งค้างไว้ให้กับเราเป็นอย่างมาก รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันอาจจะไม่ได้ไต่ระดับไปถึงขั้นหนังอย่าง COURT (2014, Chaitanya Tamhane) และ THE THIRD MURDER (2017, Hirokazu Koreeda) ที่วิพากษ์ระบบอย่างลึกซึ้ง หรือตั้งคำถามทางปรัชญาอย่างลึกซึ้งก็จริง แต่เราก็พอใจกับ SECTION 375 มากๆเลยทีเดียว

FAREWELL SONG

FAREWELL SONG (2019, Akihiko Shiota, Japan, A+30)

 ชอบสุดๆ รู้สึกว่าเนื้อเพลงในหนังมันสะท้อนความเปล่าเปลี่ยวในชีวิตได้ดี ชอบมากๆที่ตัวละครทั้งสามตัวมันไม่สามารถ "เติมเต็ม" ให้กันและกันได้อย่างลงตัว เหมือนทั้งสามตัวละครมันช่วยส่งเสริมกัน และมันก็ "เสียดทาน" กันไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งสามไม่ใช่ perfect match  แต่เป็นมนุษย์ที่มีบาดแผลของตัวเอง และ "เข้ากันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง" กับเพื่อนร่วมวง

ยกให้เป็น GOD HELP THE GIRL ประจำปีนี้

Thursday, September 12, 2019

VAGUELY OF BLUE

STRANDED FISH (2019, Jiravach Vacharaswetsophon, A+30)

--ชอบความ absurd ของหนังมากๆ เหมือนหนังเรื่องนี้มี wavelength ที่แปลกประหลาดในแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อน และเราชอบที่ได้เจอ wavelength ใหม่ๆแบบนี้

--หนังเรื่องนี้สามารถปะทะกับ ABEL (1986, Alex van Warmerdam, Netherlands) ได้สบายๆเลย เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้นำเสนอ "ครอบครัวชนชั้นกลาง" ในแบบ caricature เหมือนกัน, ดูแล้วตลกเหมือนกัน และดูแล้วรู้สึกว่ามันอยู่ก้ำกึ่งระหว่างการเป็นหนังสะท้อนสังคมเหมือนกันด้วย

คือจริงๆแล้วทั้ง ABEL และ STRANDED FISH มันอาจจะเป็นหนังที่มี symbols และมี message ทางสังคมซ่อนอยู่ก็ได้นะ แต่เราตีความมันไม่ออกน่ะ และเราก็ชอบมันมากๆอยู่ดี ถึงแม้จะตีความมันไม่ออก เราก็เลยมองว่า STRANDES FISH และหนังหลายๆเรื่องของ Alex van Warmerdam เป็นหนังที่ "ก้ำกึ่ง" จะเป็นหนังสะท้อนสังคมเหมือนกัน

--รู้สึกว่า หนังเรื่องนี้สามารถปะทะกับ THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (Luis Bunuel) ได้ด้วย ในแง่ความ surreal

VAGUELY OF BLUE (2019, Prempapan Plittapolkranpim, A+30)

 1.ชอบสุดๆ และรู้สึกว่ามันให้รสชาติที่แตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่นๆในเทศกาลหนัง thesis นักศึกษาเป็นอย่างมาก คือหนัง thesis นักศ๊กษาส่วนใหญ่มันเหมือนอยู่ในกรอบสุนทรียศาสตร์บางอย่างที่ established กันมาดีแล้วน่ะ หนังนักศึกษาบางเรื่องที่ดีสุดๆ มันก็จะดีไปตามแนวทาง "หนังออสการ์",  "หนังอาร์ตแบบเทศกาลเมืองคานส์", "หนังทดลองเทศกาลรอตเตอร์ดาม" อะไรทำนองนี้ หรือไม่ก็ดีไปตาม genre ของหนังเรื่องนั้นๆ คือหนังบางเรื่องมันดีมากก็จริง แต่มันเหมือนอยู่ในขอบเขตของหนังดีที่เราเคยดูมาแล้ว

ส่วนหนังเรื่องนี้มันอาจจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุด แต่มันเหมือนอยู่นอกกรอบหรือขอบเขตของหนังดีโดยทั่วไปน่ะ ดูแล้วจะนึกถึงความห่ามๆ  คัลท์ๆแบบหนังบ้านๆบางเรื่องที่พบได้ในเทศกาลมาราธอน มันเหมือนผู้กำกับกลุ่มนี้มีรสนิยมส่วนตัว, มี taste ของตัวเอง, มี passion ในแบบของตัวเอง และสามารถถ่ายทอด passion ของตัวเองให้ออกมาเป็นหนังที่ดูสนุกมากๆได้ด้วย

2.จริงๆแล้วตอนที่ดูหนังเรื่องนี้จะนึกถึงหนังของ Michael Shaowanasai และหนังเรื่อง I AM A SEX ADDICT (2005, Caveh Zahedi) ด้วยนะ เพราะหนังพวกนี้นำเสนอความต้องการทางเพศของผู้กำกับ/ตัวละครออกมาได้อย่างตลกขบขัน, จริงใจ, มีชั้นเชิง และทรงพลังเหมือนกัน แต่อาจจะแตกต่างกันตรงที่ หนังของ Michael Shaowanasai และ  Caveh Zahedi ดูมีความอาร์ตมากกว่า ส่วน VAGUELY OF BLUE ดูมีความบ้านๆมากกว่า ซึ่งก็ดีแล้วที่มันแตกต่างกันแบบนี้

3. การแสดงของ Alwa Ritsila ในหนังเรื่องนี้นี่สุดยอดมากๆ

4.ชอบมุกตลกในหนังมากๆ โดยเฉพาะสิ่งที่พระเอกทำกับต้นไม้และโทรศัพท์โรคจิต

Wednesday, September 11, 2019

WEATHERING WITH YOU (2019, Makoto Shinkai, Japan, animation, A+30)


WEATHERING WITH YOU (2019, Makoto Shinkai, Japan, animation, A+30)

spoilers alert

1.ชอบน้อยกว่า YOUR NAME ราว 10 เท่า แต่ก็ยังชอบมากอยู่ 555 จุดหลักที่ชอบก็คือความ "ต่วย'ตูนพิเศษ" หรือความอภินิหารเหนือธรรมชาติที่ยึดโยงกับตำนานปรัมปราโบราณในหนังเรื่องนี้น่ะ เพราะเหมือนกับว่าตอนเด็กๆเราเติบโตมากับการอ่านตำนานโบราณในนิตยสาร ต่วย'ตูนพิเศษ เราก็เลยชอบมากที่หนังเรื่องนี้มันมีองค์ประกอบอะไรทำนองนี้อยู่ ชอบการเอาตำนานความเชื่อโบราณมาดัดแปลงให้กลายเป็นหนังได้

คือตอนที่ดูหนังเรื่องนี้เราจะนึกไปถึงเรื่องราวมากมายที่เคยอ่านในนิตยสาร "ต่วยตูนพิเศษ" ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้โดยตรง อย่างเช่นเรื่องที่ชาวบ้านในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยเล่าว่า เห็นก้อนเมฆก้อนใหญ่ลอยมา แล้วมีวังอยู่บนก้อนเมฆ มีผู้คนมากมายเต้นรำกันอยู่ในวังบนก้อนเมฆก้อนนั้น, เรื่องเล่าที่ว่า บางทีก็มีฝนตกลงมาเป็นกบ, เป็นงู, เป็นไม้กางเขนห่าใหญ่ อะไรทำนองนี้

ส่วนตำนานในหนังเรื่องนี้ที่ว่า หญิงสาวบางคนมีพลังในฐานะเป็น "สื่อกลาง" สามารถติดต่อกับท้องฟ้าเพื่อให้ฝนหยุดตกได้นั้น ทำให้นึกถึงความเชื่อของไทยเรื่องการให้สาวพรหมจรรย์ปักตะไคร้เลย 555 มันเหมือนกับว่าไทยก็เชื่ออะไรคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่า "สื่อกลาง" ต้องเป็นหญิงพรหมจรรย์ และต้องใช้ "ตะไคร้" เป็นเหมือนเสานำสัญญาณเพื่อติดต่อกับท้องฟ้า แทนที่จะใช้จิตอธิษฐานของสาว X-MEN แบบในหนังเรื่องนี้

2.จุดที่ทำให้ชอบหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะว่า มันเล่นกับ "ความอภินิหาร" น้อยกว่าที่เราต้องการน่ะ คือช่วงครึ่งแรกมันดูมีตำนานโบราณอะไรเยอะดี แต่พอช่วงครึ่งหลัง หนังก็ใช้ประโยชน์จากการที่ "พระเอกเก็บปืนได้" และโยงเรื่องให้ตำรวจไล่ล่าพระเอกกับเพื่อนๆ ซึ่งการไล่ล่าอะไรแบบนี้มันดูเป็นเหมือนหนังแอคชั่น hollywood ที่เราดูแล้วรู้สึกเฉยชามากๆ
คือถ้าหากหนังเรื่องนี้มันจะเป็นหนังที่เข้าทางเรา เราก็ต้องการให้มันเล่นกับตำนานอภินิหารเยอะๆไปเลยน่ะ แบบว่า นางเอกเจอคู่ปรับเป็น 4 สาว "ลม ฟ้า ฝน ไฟ" จาก 4 ศาลเจ้าชินโตจาก 4 เกาะในญี่ปุ่นมาไล่ฆ่านางเอก อะไรทำนองนี้ 55555

3.พอดูจบแล้วรู้สึกปลงๆเหมือนตอนดู MELANCHOLIA (2011, Lars von Trier) แบบว่าโลกมันจะแตก ก็แตกไป โลกมันจะล่มสลาย ก็ล่มไป 55555 ซึ่งมันจะตรงข้ามกับความรู้สึกตอนดู THE SINKING OF JAPAN (2006, Shinji Higuchi) ที่มันจะให้ความรู้สึกถึงการดิ้นรนต่อสู้กับภัยธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด

10 SEP – 16 SEP 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 37
10 SEP – 16 SEP 1989

1. MY FIRST NIGHT WITHOUT YOU – Cyndi Lauper (New Entry)
+ WOULDN’T CHANGE A THING – Kylie Minogue (New Entry)

2.COLD HEARTED – Paula Abdul
+ RIGHT HERE WAITING – Richard Marx https://www.youtube.com/watch?v=S_E2EHVxNAE

3. KOI NO ROCK ‘N’ ROLL CIRCUS – Yui Asaka
+ HANGIN TOUGH – New Kids on the Block

4. TOO MUCH – Bros
+ FRIENDS – Jody Watley featuring Eric B. & Rakim

5. HITOMI NO NAKA NO MIRAI – Yoko Minamino (New Entry)
+ I LIKE IT – Dino

6. THIS IS THE RIGHT TIME – Lisa Stansfield (New Entry)

7. THE RIGHT STUFF – Vanessa Williams (New Entry)

8. PARADISE – Diana Ross (New Entry)

9. JUST GIT IT TOGETHER – Lisa Lisa & Cult Jam (New Entry)

10. MOVE YOUR FEET TO THE RHYTHM OF THE BEAT – Hithouse (New Entry)

Sunday, September 08, 2019

FILMVIRUS WILDTYPE 2019

SATURDAY 7 September 2019 12.30 : Rough (approx. 130 min.) - นิสาเป็นผีปอบ (อัลวา ริตศิลา, 35.57) - Bangkok Metropolis (ธฤษณุ มงคลศิริ, 4.30) - Look at Me!! (รัชพล ทรัพย์บุญมี, 12.14) - Lineus Longissimus (ปรินทร์ อนันต์ผาติ, 26.56) - Wong's Steroid (พรหมกร กุลชนะบรม, ปัญญา ชู, พลพัต ลีลาพงศธร, พีรพงศ์ สิงห์พรหม, ณัฐวร สุริยสาร, 2.51) - Eat, Sleep and Breathe (กตพร แซ่เอียบ, 16.39) - Kami-Oshi (จิตริน วุฒิพันธ์, 4.20) - มนุษย์ลืม (พัดลมไม่ลืม) (รุ่งคุณ สุนทรเลขา, 5.00) - ศุภร (ทัตพร ดีถาวร, 10.37) - Article Killing Me (วีระ รักบ้านเกิด, 10.04) 15.00 : Fiction 1 (approx. 136 min.) - Scarecrow (Top Tarasin, Liam Morgan, 10.47) - ลุงทอง 2018 (ณัฐธัญ กรุงศรี, 20.00) - At the Back of Beyond (ปวริศร คุณวรผาติ, 29.42) - Wind in Home (สุวพร วรสิทธิ์, 11.04) - Lost Garden of Babylon (ปัณฑ์ชนิต จันทรวงษ์, 15.53) - ไพรภวังค์ (กันตพล ดวงดี, 25.40) - ราหู (จันทกานต์ คำแข็งขวา, 22.38) 17.40 : paraDOCx 1 (approx. 148 min.) - Behind the Scene (ธมน อัมพรรัตน์, 10.24) - Bedsore แผลกดทับ (ปรินทร์ อินทรศร, 14.55) - 168 ฮก ลก ซิ่ว (ณัฐพงศ์ ประศรี, 24.31) - พ่อเป็นคนสร้างบ้าน (บรรณวิฑิต วิลาวรรณ, 26.33) - Afterimage Shutter b'15s 50mm (อฏวี โฆษิตปฏิพัทธ์, 11.13) - ข้าวแลง (เกียรติพงศ์ ลงเย, 23.26) - Drone in Blue (มิติ เรืองกฤตยา, 10.45) - Heaven No.1504 and Sedimentation of the Renewal (สิปปกร เอาตระกูล, 25.35) 20.25 : Special Program - International Mystery (approx. 139 min.) - The Order of Visions (Johannes Gierlinger, 30.09) - Remapping the Origins (Johannes Gierlinger, 41.36) - Silent Edge (Enzo Cillo, 6.00) - Ekpyrosis (Enzo Cillo, 14.46) - Metaxy (Enzo Cillo, 46.25) -------------------------------------------------------------- SUNDAY 8 September 2019 12.30 : Fiction 2 (approx. 136 min.) - Insulin Blue (วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ, 10.58) - ขอบคุณที่อยู่ด้วยกัน (ทินภัทร เลิศอุตสาหพันธ์, 21.50) - พื้นรุ้งผ่าน (นนทชัย วิญญูศุภรชัย, 28.28) - The Plays (จิรัฏฐ์ จุฬารัตน, 28.53) - The COUPle's Place (รัตนาวรรณ งามวงษ์, 21.47) - My Mom Is a Teacher! (พิมพ์พลอย ภู่กันงาม, 23.49) 15.00 : Experimental (approx. 154 min.) - MGB: Softwhere (ธีรภาส ว่องไพศาลกิจ, 26.00) - บทสวดกวีก่อนอัสดง (อชิตพนธิ์ เพียรสุขประเสริฐ, 7.03) - กลิตเตอร์ พาวเดอร์ พาเลทท์ (กร กนกคีขรินทร์, 3.35) - Video Pilot of "When I Saw the White Wall Turned Red and Blue" (น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์, 6.10) - And That Ocean Too, Is a Fiction (สิกานต์ สกุลอิสริยาภรณ์, 11.43) - เทวทัณฑ์ (รัชนีรัชต์ พรหมประสิทธิ์, 12.17) - Index#00 - The Painting of Sallie Gardner Galloping Backward into the Sunset (น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์, พงศกรณ์ ญาณะณิสสร, 7.06) - A Personal Odyssey (พสิษฐ์พล เกิดพูล, 14.48) - Unexploded Ordnance (สิกานต์ สกุลอิสริยาภรณ์, 31.00) - Cinematic Void (น้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์, 18.20) - _ _ (กร กนกคีขรินทร์, 15.43) 17.50 : paraDOCx 2 (approx. 135 min.) - หมาล่าเนื้อ (จิรเมธ โง้วศิริ, 20.55) - ก่อนกาล (อภิวันทน์ จรินยากุลวัฒน์, 16.00) - Mantra Lar (กฤษฏิ์ เจริญสวัสดิ์, 9.20) - เงาสูญสิ้นแสง (กฤษดา นาคะเกตุ, 24.54) - ผู้พิทักษ์บ้านแคนน้อย (ยิ่งยง วงค์ตาขี่, 24.46) - Space of Refuge (นวลขนิษฐ์ พรหมจรรยา, 38.09) 20.20 : Special Program - Decadence (approx. 124 min.) - The Reverse Journey (กุลนิดา ประจำที่, 4.45) - อสูรกายจากความทรงจำครั้งอดีตกาล (กุลพัทธ์ เอมมาโนชญ์, 31.59) - ปู่เจ้าสมิงพราย ผีกบฏและผู้มีบุญ (เค่อร์บลูส์ค่ำ ทับถนน, 8.12) - สื่อวีดิทัศน์แนะนำความรู้ ม.48 (อัลวา ริตศิลา, 3.12) - The Girl (จิตราภา บำรุงใจ, 14.53) - Still Blue เธอทั้งสองจะตาบอดสี (พันธวัช กาญจนภิญโญ, 22.00) - ทางกลับบ้าน (วัชรพล สายสงเคราะห์, พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์, 13.19) - When the Winter Came They All Flew Away (วัชรพงษ์ ภูคำ, 10.10) - Hush, Tonight the Dead Are Dreaming Loudly (ก้อง พาหุรักษ์, 15.30)

Saturday, September 07, 2019

IT CHAPTER TWO

IT CHAPTER TWO (2019, Andy Muschietti, A+25)

 --จุดที่ชอบในหนังเรื่องนี้คือสิ่งเดียวกับที่ชอบในหนังของ Robert Altman นั่นก็คือการจัดลำดับความสำคัญของตัวละคร คือในหนังทั่วๆไปนั้น หนังชอบนำเสนอตัวละคร "พระเอก-นางเอก" และ treat ตัวละครเพื่อนๆพระเอกนางเอกว่าเป็นแค่ "อีตัวประกอบ" ซึ่งวิธีการแบบนี้มักสร้างปัญหาให้กับเรา เพราะเรามักจะไม่อินกับตัวละครพระเอกนางเอกในหนังหลายๆเรื่อง แต่ไปอินกับตัวละครประกอบที่ "ไม่มีความเป็น hero" หรือ "ไม่มีคนรัก" มากกว่า

เพราะฉะนั้นพอ IT ภาคสองมันให้ความสำคัญกับตัวละครฝ่ายดีทุกตัวเท่าๆกัน มันก็เลยเข้าทางเรามากๆตรงจุดนี้

--แต่ถ้าเทียบกับหนังสยองขวัญที่มีบางจุดที่ตรงกัน อย่างเช่น MA ที่พูดถึงการ reunion ของเพื่อน, US ที่นำเสนอฉากสวนสนุก และ SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK ที่พูดถึงกลุ่มเพื่อนวัยรุ่นที่เผขิญผีที่มาในรูปลักษณ์ไม่ซ้ำกัน เราก็ชอบหนังทั้งสามเรื่องนี้มากกว่า IT CHAPTER TWO นะ เพราะ MA กับ US มันมี "ความเจ็บแค้น" บางอย่างที่เรา identify  ด้วยได้ ส่วน SCARY STORIES ก็ดูสนุกกว่า

BLACK CATS DON'T WASH CLOTHES  แมวดำย่อมไม่ซักผ้า (2019,  Dolnadda Klaifon, A+30)

ดูแล้วงงๆ ไม่เข้าใจ แต่ก็ชอบสุดๆ ชอบที่มันมีความพิศวงคล้ายๆงานเขียนของ Tossapol Boonsinsukh

JIB JIB (2019, Techatat Pudtal, Wiangnue Boonlao, A+10)

ชอบตัวละครเพื่อนนางเอก

Friday, September 06, 2019

THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan, South Korea, A+15)


THE DIVINE FURY (2019, Kim Joo-hwan, South Korea, A+15)

--ชอบช่วงครึ่งแรกมากๆ เพราะช่วงครึ่งแรกเหมือนหนังมันมีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนังที่แนวเราอยากดู นั่นก็คือแนวที่คล้ายกับหนังสือการ์ตูนเรื่อง AMATERASU ของ Suzue Miuchi ที่เหมือนเป็นการต่อสู้กันของอิทธิฤทธิ์เวทมนต์แบบไร้ขีดจำกัด

คือถ้าหากเราจำไม่ผิด ในการ์ตูน AMATERASU มันเหมือนจะมีลัทธิบูชาปีศาจ, ซาตานอยู่ในนั้นเหมือนกันน่ะ โดยที่ลัทธินี้จะมีเครื่องมืออันหนึ่งเป็นวงดนตรีที่โด่งดัง แล้วแฟนเพลงของวงนี้ก็จะเหมือนถูกมนต์สะกดให้กลายเป็นสาวก

คือเหมือนพวกผู้ร้ายใน AMATERASU จะมีอะไรเกี่ยวข้องกับซาตาน หรืออะไรคริสต์ๆ แต่พวกผู้ร้ายใน AMATERASU ไม่ได้ตบตีกับวาติกัน แต่ตบตีกับเจ้าแม่ดวงตะวัน Amaterasu ของญี่ปุ่น เราก็เลยรู้สึกว่า AMATERASU มันสร้าง “จักรวาล” ของมันเองที่ไปไกลมากๆ คือการ์ตูนเรื่องนี้เหมือนแต่งไม่จบ เราได้อ่านมันแค่ไม่กี่เล่มก็จริง แต่เรารู้สึกว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันมีศักยภาพที่จะสามารถครอบคลุมทุกความเฮี้ยนบนโลก เหมือนถ้าเอาจริงๆแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้มันสามารถผนวกเอาเทพฮินดู, ปิรามิดของชนเผ่ามายา หรืออะไรก็ตามเข้ามาในเรื่องได้ด้วย

--เราก็เลยชอบครึ่งแรกของ THE DIVINE FURY มากๆ เพราะมันมี “หมอผี” ของเกาหลีใต้ และการต่อสู้กันของฝ่ายพระเอกกับฝ่ายผู้ร้ายในช่วงครึ่งแรก มันเป็นอะไรคริสต์ๆก็จริง แต่ดูแล้วเรานึกถึง “คุณไสยของเขมร” มากๆ แบบว่าฝ่ายผู้ร้ายปล่อยคุณไสยไปเข้าคนอื่นๆ แต่ถ้าหากเจอคนที่มีอิทธิฤทธิ์ คุณไสยนั้นก็จะกลับไปเข้าตัวคนปล่อยคุณไสยซะเอง

--เราก็เลยรู้สึกว่าช่วงครึ่งแรกของ THE DIVINE FURY เข้าทางเรามากๆ แต่พอช่วงครึ่งหลัง เราก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ไปไกลกว่า “หนังปราบผี” แบบคาทอลิกเรื่องอื่นๆที่เคยดูมาน่ะ อย่างเช่น THE EXORCIST,  หนังตระกูล THE CONJURING อะไรพวกนี้

Wednesday, September 04, 2019

SOLARIS

WELCOME, MR. MARSHALL (1953,  Luis Garcia Berlanga, Spain,  A+30)

สะเทือนใจมากๆกับช่วงท้ายของหนัง

 THE POOR MILLIONAIRE (1956, Wasant Suntornpaksin, 117min, A+25)
เศรษฐีอนาถา (วสันต์ สุนทรปักษิณ)

1.ดูแล้วไม่อินเลย 55555 ทำไมจูนไม่ติดเลยก็ไม่รู้ แต่เดาว่าสาเหตุสำคัญส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะวิธีการพากย์ของหนังเรื่องนี้ ที่น่าจะให้คนพากย์ไม่กี่คนพากย์เป็นตัวละครหลายตัว เราก็เลยงงในหลายๆฉากว่าเสียงที่เราได้ยินอยู่ในตอนนี้ ควรจะเป็นเสียงพูดของตัวละครตัวไหนกันแน่

2.เหมือนเนื้อเรื่องของมันก็ไม่ทำให้เราอินด้วยแหละ เพราะแทบไม่มีตัวละครตัวไหนเลยที่ดูจะมีปัญหาชีวิตที่ร้ายแรงจนเรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมด้วยได้

หนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับชายแก่คนนึงที่เป็นพนักงานการรถไฟ วันนึงเศรษฐีหนุ่มหล่อคนนึงก็ยกเงินให้เขา 10 ล้านบาท (ในยุคปี 1956 ซึ่งน่าจะเท่ากับพันล้านบาทในปัจจุบัน?) โดยมีข้อแม้ว่าชายแก่ต้องใช้เงินให้หมดภายในหนึ่งปี และต่อมาเศรษฐีหนุ่มหล่อคนนี้ก็พบว่า ชายแก่คนนี้มีลูกสาวสวยชื่อกันทิมา ซึ่งก่อนหน้านี้เศรษฐีคนนี้ก็เคยตกหลุมรักกันทิมามาก่อน แต่กันทิมาไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่รวยกว่า เพราะกลัวว่าความแตกต่างทางฐานะจะส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายไม่เข้าใจกัน

คือเหมือนอุปสรรคของทั้งเศรษฐีหนุ่มหล่อ, กันทิมา และชายแก่มันดูไม่มีอะไรที่ต้องกังวลน่ะ 55555 คือถ้าเราเป็นเศรษฐี เราก็ไม่ต้องกังวลอะไรกับชีวิต, ถ้าเราอยู่ดีๆได้เงิน 10 ล้านบาท เราก็ไม่ต้องกังวลอะไรกับชีวิต และถ้าหากเรามีเศรษฐีหนุ่มหล่อมาตกหลุมรัก กูก็ปึ๊บเขาเป็นผัวในทันที ไม่มีอะไรต้องกังวลกับชีวิต

เราก็เลยดูหนังเรื่องนี้ด้วยความเบื่อๆเล็กน้อย ตอนที่ดูจะแอบนึกถึง DON'T GO BREAKING MY HEART (2011, Johnnie To) และ IT COULD HAPPEN TO YOU (1994, Andrew Bergman) ด้วย

3.แต่ก็ให้เกรด A+25 นะ เพราะมัน "โบราณ" ดี คือเราอาจจะไม่ enjoy กับหนัง แต่ก็ชอบประสบการณ์ที่ได้ดูหนังไทยที่มันโบราณมากๆ จนเราต่อไม่ติดกับมันอีกต่อไป

แต่หนังไทยเก่าๆที่เราเคยดูเรื่องอื่นๆ ก็ดูแล้วเพลิดเพลินกว่านี้นะ ทั้ง "โตนงาช้าง" (1951, Tae Prakaswuttisarn), ทะเลรัก (1953, ขุนวิจิตรมาตรา), สันติ-วีณา (1954, ทวี ณ บางช้าง), ชั่วฟ้าดินสลาย (1955, ทวี ณ บางช้าง)  แต่มีเศรษฐีอนาถานี่แหละที่ดูแล้วต่อกับมันไม่ติดจริงๆ

 SOLARIS (1972, Andrei Tarkovsky, Soviet Union, 167min, second viewing, A+30)

1.เคยดูรอบแรกทางวิดีโอเทปเมื่อราว 20 ปีก่อน ตอนนั้นดูแล้วก็งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เลยทำให้อยากดูรอบสอง รู้สึกเป็นบุญตาจริงๆที่ได้ดูหนังเรื่องนี้รอบสองในโรงใหญ่ รู้สึกเหมือนได้เข้าไปใน "มหาวิหาร" อะไรสักอย่างที่ความรู้สึกบางอย่างของเราจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราได้เข้าไปอยู่ในความโหญ่โตโอ่โถงของตัวสถานที่นั้น มันเหมือนกับว่าการดูรอบแรกคือการดู "สมุดภาพเกี่ยวกับมหาวิหาร"  แต่การดูรอบสองเหมือนกับการได้เดินเข้าไปในมหาวิหารและเงยหน้าขึ้นมองลวดลายต่างๆบนเพดานของมันที่อยู่ห่างจากตัวเราหลายสิบเมตร

2.เหมือนหนังมันมีความงดงามบางอย่างที่เกินความสามารถของเราที่จะบรรยายเป็นตัวอักษรได้นะ เหมือนกับหนังเชิงกวีและหนังทดลองหลายๆเรื่องที่สิ่งที่เราชอบที่สุดในตัวหนังเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จะเขียนบรรยายยังไง เพราะฉะนั้นเราก็จะละไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกัน 555

3.ในส่วนที่ดูจะเป็นรูปธรรมที่เราสามารถบรรยายได้นั้น จุดนึงที่เราชอบในหนังเรื่องนี้คือจุดเดียวกับที่เราชอบใน CAFE FUNICULI FUNICULA (2018, Ayuko Tsukahara) และ BEFORE I WAKE (2016, Mike Flanagan) 55555 นั่นก็คือ การนำเสนอตัวละครที่มีปมทางจิตจากอดีต และปมทางจิตนั้นมันจะตามรังควานเขาไปเรื่อยๆจนกว่าเขาจะหาวิธีรับมือกับปมทางจิตจากอดีตของตัวเองได้ โดยใน CAFE FUNICULI FUNICULA นั้น ตัวละครเหมือนจะได้รับอนุญาตให้ "ทบทวนอดีตได้ภายในเวลาที่จำกัด" เพราะถ้าหากเราหมกมุ่นกับปัญหาในอดีตมากเกินไป ใช้เวลากับมันมากเกินไป มันก็จะเป็นการทำลายกฎของ CAFE ในหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ และตัวละครที่หมกมุ่นกับอดีตหรือกังวลกับอนาคตมากเกินไป ก็จะกลายเป็น "ผี" หรือกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้อีก

ส่วนใน BEFORE I WAKE นั้น ตัวละครพระเอกสามารถนำ "สิ่งที่อยู่ในความฝัน หรือในจิตของตัวเอง" ให้ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมได้

เพราะฉะนั้นพอเราดู SOLARIS รอบสอง ก็เลยนึกถึง CAFE FUNICULI FUNICULA กับ BEFORE I WAKE ขึ้นมา 55555 เพียงแต่ว่า SOLARIS มันดูมีความละเอียดอ่อนกว่า มีความเป็นนามธรรมมากกว่าในการนำเสนอบางสิ่งที่คล้ายกัน เหมือนกับมันลงลึกในความซับซ้อนยากจะอธิบายของจิตมนุษย์ได้ดีกว่า มันเหมือนกับว่า CAFE FUNICULI กับ BEFORE I WAKE นำเสนอประเด็นของตนเองในรูปแบบของจำนวนตรรกยะ บอกว่า pi เท่ากับ 22/7 แต่ SOLARIS พูดถึง pi ในแบบจำนวนอตรรกยะ

BAUHAUS

BAUHAUS -- MODELL UND MYTHOS (2009, Niels Bolbrinker, Kerstin Stutterheim, Germany, documentary, A+30)

1.ดูแล้วทึ่งมากๆ เหมือนก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินชื่อ bauhaus มานาน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ พอมาดูหนังเรื่องนี้ถึงได้รู้ว่ามันเป็นโรงเรียนสอนศิลปะ ที่มีทั้งจิตรกรชื่อดัง และนักสร้างหนังทดลองชื่อดังเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ถึงแม้ว่าต่อมาชื่อเสียงของ bauhaus จะผูกพันกับสถาปัตยกรรมเป็นหลักก็ตาม

2.ชอบมากๆที่หนังรวบรวมฟุตเตจสัมภาษณ์อดีตนักเรียนของ bauhaus เอาไว้ โดยเฉพาะนักเรียนหญิง และคนเหล่านี้ก็รำลึกถึงโรงเรียน bauhaus ว่าเป็นสถาบันที่เปิดเสรีทางเพศมากๆ มั่วผู้ชายกันอย่างสนุกสนานมาก  จนชาวบ้านในเมืองเกลียดชังนักศึกษาเหล่านี้ และมองว่าพวกนี้  immoral

ดูแล้วก็ได้คิดว่า สถาบันการศึกษาที่เต็มไปด้วยนักศึกษาที่ immoral ทางเพศแบบ bauhaus นี่แหละ ที่สามารถสร้างผลงานดีๆ และทำให้ชื่อเสียงของตัวเองโด่งดังไปทั่วโลกต่อมาได้เป็นร้อยปี

3.ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่า ก่อนหน้า bauhaus นั้น บ้านเรือนในเยอรมนีมักจะเป็นหลังคาหน้าจั่ว หรือไม่ก็เป็นอาคารที่ทึบมากๆ แต่ bauhaus เข้ามาช่วยปฏิวัติวงการ ทำให้มีการสร้างบ้านหลังคาแบน และตึกที่เน้น glass and steel  ไม่ทึบๆเหมือนแต่ก่อน

พอดูหนังเรื่องนี้ต่อจาก YESTERDAY ก็เลยทำให้สงสัยว่า ถ้าหากไม่เคยมีโรงเรียน bauhaus เกิดขึ้นมาบนโลกนี้ สภาพบ้านเรือนทั่วโลกมันจะแตกต่างไปจากนี้มากเพียงใด

YESTERDAY (2019, Danny Boyle, UK, A+30)

หนังดูแล้วซึ้งดี ชอบตัวละคร "เกวิน"

Tuesday, September 03, 2019

3 SEP – 9 SEP 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 36
3 SEP – 9 SEP 1989

1.COLD HEARTED – Paula Abdul (New Entry)
+ RIGHT HERE WAITING – Richard Marx (New Entry)

2. TOO MUCH – Bros
+ SECRET RENDEZVOUS – Karyn White

3.KOI NO ROCK ‘N’ ROLL CIRCUS – Yui Asaka (New Entry)
+ FRIENDS – Jody Watley featuring Eric B. & Rakim (New Entry)

4. A ZILLION KISSES – Tommy Page
+ REST OF THE NIGHT – Natalie Cole

5. DON’T WANNA LOSE YOU – Gloria Estefan
+ HANGIN TOUGH – New Kids on the Block (New Entry)

6. PEOPLE HOLD ON – Coldcut featuring Lisa Stansfield (New Entry)

7. DO YOU LOVE WHAT YOU FEEL – Inner City (New Entry)

8. I LIKE IT – Dino (New Entry)

9. YOU’RE HISTORY – Shakespears Sister (New Entry)

10. ANNIVERSARY – Yumi Matsutoya (New Entry)