Sunday, December 15, 2019

SHINPAN

TRIAL (1975, Shuji Terayama, Japan, 34min, A+30)

หนังพิสดารสุดๆ มีแต่ฉากเฮี้ยนๆ ช่วง 10 นาทีสุดท้ายหนังกลายเป็นจอสีขาวโล่งๆ ที่มีรอยสีๆปรากฏขึ้นมาบนจอเป็นระยะๆ และมีการเปิดโอกาสให้ผู้ชมขึ้นไปตอกตะปูบนจอภาพยนตร์ได้ด้วย

เข้เอาค้อนมายื่นให้เราร่วมตอกตะปูบนจอด้วย แต่เราตัดสินใจไม่ขึ้นไปตอก เพราะเราเป็นสาวซุ่มซ่าม เรากลัวตอกค้อนใส่นิ้วตัวเอง 555

คิดว่าจริงๆแล้วหนังคงต้องการเชิดชูจิตวิญญาณการปฏิวัติ ตะปูแต่ละตัวเหมือนการลุกขึ้นยืนสู้ของประชาชนแต่ละคน

THE FLAT (1968, Jan Svankmajer, Czechoslovakia, A+30)

 --ดูแล้วนึกถึงหนังของ Luis Bunuel เพราะทุกอย่างในหนังมันสวนทางกับหลักเหตุผลไปหมด ดูแล้วนึกถึงประเทศไทยด้วย 555

--แต่ชอบ JABBERWOCKY (1971, Jan Svankmajer) มากกว่าหนังเรื่องนี้นะ เพราะ JABBERWOCKY มันพิสดารกว่า คือ THE FLAT มันเหมือนกับหนังที่บอกว่า "1+1 = ติดลบสอง" แต่ JABBERWOCKY มันเหมือนกับหนังที่บอกว่า "1+1 = 😂🙂🔔🏚■♡▪ฮิหี"

Saturday, December 14, 2019

WALL DUST

HELP (2019, ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา, 46min, A+25)

ในบรรดาหนังไทยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าที่ผลิตกันออกมาราว 100 เรื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หนังเรื่อง HELP อาจจะถือเป็นหนึ่งในหนังที่โดดเด่นที่สุด เพราะมันทำออกมาในแนวแฟนตาซี

ตอนแรกเราก็ชอบพลังของนางเอกนะ ที่เหมือนเห็นลางบอกเหตุล่วงหน้า แต่พอมันมีเรื่องของเหรียญวิเศษที่ย้อนเวลาได้เข้ามาด้วย แล้วมันไม่บอกที่มาที่ไปของเหรียญ เราก็เลยรู้สึกว่าหนังมันขาดความน่าเชื่อถือไปหน่อย เราก็เลยไม่ได้ชอบหนังแบบสุดๆ

BALA (2019, Amar Kaushik, India, A+30)

ชอบประเด็นของหนัง ที่พูดถึงปมด้อยของผู้ชายหัวล้าน กับความนิยม "สาวผิวขาว" ในอินเดีย

ชอบตัวละครนางเอกมากๆ เธอเป็นสาวผิวดำที่ไม่แคร์สังคม เธอไม่ต้องการจะโกหกคนอื่นด้วยการใช้ app แต่งรูปให้ตัวเองผิวขาว เธอแกร่งมากๆ

SILENT TRANSFORMATION (2017, Helene Le Chatelier, video installation, A+25)

วิดีโอบันทึกภาพศิลปินเถลือกไถลตัวไปตามพื้น + การละลายของหยดสีในน้ำ

WALL DUST (2013-2016, Wang Haiyang, video installation, A+30)

Video ยาว 7 นาทีที่ชั้น 7 BACC พิศวงมากๆ



Thursday, December 12, 2019

LITTLE MONSTERS

LITTLE MONSTERS (2019, Abe Forsythe, UK/Australia/USA, A+30)

1.ชอบฉากที่พระเอกผิวขาวเห็นนางเอกผิวดำครั้งแรก แล้วตกตะลึง ตกหลุมรักในทันที ดูแล้วนึกถึงฉากใน JACKIE BROWN (1997, Quentin Tarantino) ตอนที่พระเอกเจอนางเอกครั้งแรก

2.ดูแล้วไม่แน่ใจว่า หนัง เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับการ "หลอกเด็กๆว่าโลกเรานี้สดใส" บางทีหนังอาจจะไม่ได้ต้องการแสดงความเห็นในเรื่องนี้ แต่อาจจะแค่เอาเรื่องนี้มาเล่นตลก

3.อาจจะถือเป็นหนังซอมบี้ที่น่ารักสดใสที่สุดเท่าที่เคยดูมา

4.ตอนแรกนึกว่ามันจะเป็นหนังเกี่ยวกับ "ซอมบี้เด็ก" เหมือน COOTIES (2014, Jonathan Milott, Cary Murnion) แต่ดีที่มันออกมาไม่ซ้ำกัน

5. เราได้ดูหนังเรื่องนี้ไล่เลี่ยกับ HONEY BOY และ DOCTOR SLEEP และพบว่า หนังทั้ง 3 เรื่องนี้นำเสนอตัวละคร "ผู้ชายไม่เอาถ่าน" เหมือนกันเลย ซึ่งได้แก่ตัวละครพระเอกใน DOCTOR SLEEP  และ LITTLE MONSTERS กับตัวละครทั้งพ่อและลูกชายใน HONEY BOY คือตัวละครชายเหล่านี้ต่างก็มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมอย่างรุนแรงในช่วงต้นเรื่อง อย่างเช่น ติดเหล้า, ชอบใช้ความรุนแรง, หาเงินไม่พอยังชีพ, ขาดความรับผิดชอบ

และพัฒนาการของตัวละครใน DOCTOR SLEEP กับ LITTLE MONSTERS ก็คล้ายคลึงกัน เพราะพระเอกที่เริ่มต้นด้วยความไม่เป็นโล้เป็นพายในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ได้ transform มาเป็น ชายหนุ่มที่ kind and loving และเป็นที่พึ่งของผู้หญิงหรือเด็กๆได้ในช่วงกลางเรื่อง (DOCTOR SLEEP) หรือในตอนจบ ( LITTLE MONSTERS)

แต่ใน HONEY BOY ซึ่งน่าจะสร้างจากเรื่องจริงนั้น การ transform มาเป็น kind and loving man  มันยากมากๆ และมันดูเหมือนจะยากเกินความสามารถของตัวละครพ่อด้วย

Wednesday, December 11, 2019

HAPPY BIRTHDAY FATHER

KILL CHAIN (2019, Ken Sanzel, A+25)

-- ชอบการผูกเรื่องมากๆ ช่วงแรกๆจะนึกถึง L'ARGENT (1983, Robert Bresson) ที่เป็นห่วงโซ่อาชญากรรมต่อกันไปเรื่อยๆ

--นึกว่าต้องปะทะกับ THE LONGEST NITE (1998, Tai-chi Yau, Hong Kong) ซึ่งเป็นหนังดราม่าอาชญากรรมแนวห่วงโซ่เหตุการณ์ในคืนเดียวเหมือนกัน แต่เราชอบ THE LONGEST NITE มากกว่า KILL CHAIN

HAPPY BIRTHDAY FATHER (2019, Thanawut Kasro, A+30)

SPOILERS ALERT
--
--
--
--
--

1.เห็นหนังบอกว่า สร้างจากเรื่องจริง ซึ่งก็น่าสนใจดี เราไม่รู้รายละเอียดเหมือนกันว่า เรื่องจริงเป็นยังไง แตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังมากน้อยแค่ไหน

2.สิ่งที่ชอบมากในหนังก็คือ การใช้บริบทเป็น "การเมืองท้องถิ่น" ของไทยน่ะ ซึ่งเราว่ามันแปลกตาดี แทบไม่เคยเห็นในหนังไทยยุคปัจจุบัน

3. เราว่าตัวละครในเรื่องนี้มันทำให้นึกถึงบทละครเชคสเปียร์ 2 เรื่อง และตำนานกรีกด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของผู้สร้างหนัง หรือเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เราชอบสุดๆที่หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการยำบทละครเชคสเปียร์กับตำนานกรีกมาไว้รวมกันในบริบทการเมืองท้องถิ่นของไทย

3.1 ตัวละครฆาตกรในเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง Hamlet มากๆ

3.2 ตัวละครตัวนึงในเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง Iago ใน OTHELLO ของเชคสเปียร์มากๆ

3.3 ตัวละครพี่สาวของฆาตกร ก็ทำให้นึกถึง Electra ในตำนานกรีก

เราก็เลยชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆ ถึงแม้ผู้สร้างอาจจะไม่ได้ตั้งใจ refer ถึงเชคสเปียร์กับตำนานกรีกก็ตาม คือแค่ผสม Hamlet (ลูกชายที่เกลียดพ่อเลี้ยง คิดว่าพ่อเลี้ยงฆ่าพ่อตัวเอง) กับ Electra (ลูกสาวที่เกลียดแม่และพ่อเลี้ยง) เข้าด้วยกัน เราก็ทึ่งสุดๆแล้ว นี่ยังมีตัวละครแบบใน OTHELLO และการเมืองท้องถิ่นไทยเข้ามาผสมด้วยอีก เราก็เลยชอบมากๆ

4.แต่เราไม่ชอบโทนอารมณ์ของหนังอย่างมากๆ เพราะมันเป็น melodrama ที่เน้นการเร้าอารมณ์ สาดอารมณ์รุนแรงเข้าใส่กันตลอดเวลา เราอยากให้มันออกมาเป็นหนัง drama, film noir หรือ psychological film อะไรแบบนี้มากกว่า แทนที่จะให้ตัวละครแผดเสียงใส่กันตลอดเวลาแบบนี้

Monday, December 09, 2019

UNTIL WE MEET AGAIN

HONEY BOY (2019, Alma Har'el, A+30)

--ชอบการแสดงของ Noah Jupe ในบทพระเอกวัยเด็กมากๆ เขาถ่ายทอดความทุกข์ระทม หม่นเศร้า เจ็บปวดรวดร้าวออกมาได้ดีมาก

--ดูแล้วนึกถึง CHILDSTAR (2004, Don McKellar, Canada) กับ MAPS TO THE STARS (2014, David Cronenberg) ที่พูดถึงชีวิตดาราเด็กเหมือนกัน

 UNTIL WE MEET AGAIN (2019, Thanit Yantrakovit, 47min, A+30)
แล้วเจอกันชาติหน้าตอนบ่ายๆ

1.อาจจะเรียกได้ว่า มันเป็นหนังที่ “เข้าใกล้ชีวิตจริง” ของเรามากที่สุดเรื่องนึงในบรรดาหนังไทยที่เคยดูมาก็ได้ เราก็เลยชอบมันมากๆ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนดูทั่วไปจะชอบมันมากเท่าเราหรือเปล่า แต่ยอมรับเลยว่า หนังเรื่องนี้เข้าใกล้ชีวิตเรามากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ

คือหนังเรื่องอื่นๆชอบพูดถึงความผูกพันระหว่างสมาชิกครอบครัวน่ะ แต่เรื่องนี้พระเอกรู้สึกแปลกแยกจากครอบครัว และต้องการย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ในขณะที่สมาชิกครอบครัวของเขาก็ดูเหมือนเป็นคนปกติธรรมดาทุกคน ไม่ได้มีใครเป็นคนเลว หรือเป็นตัวอิจฉา เพราะฉะนั้นไอ้ความรู้สึกแปลกแยกนี้มันก็เลยเข้าทางเรามากๆ มันไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ง่ายๆว่า เราเกลียดใคร ใครทำเลวกับเรา เราก็เลยออกมาอยู่ข้างนอก แต่มันเกิดจากความรู้สึกที่อธิบายได้ยากกว่านั้น

คือในชีวิตจริงของเรานั้น เราก็รีบย้ายออกมาอยู่อพาร์ทเมนท์ในทันที หลังจากหางานทำได้ตอนอายุ 22 ปี เพราะเรารู้สึกอึดอัดเวลาอาศัยอยู่กับสมาชิกครอบครัวเหมือนกัน คือถ้าให้อยู่กับสมาชิกครอบครัวก็อยู่ได้นะ แต่มันไม่ “สบายใจ” เท่าอยู่ตัวคนเดียว เราก็เลยย้ายออกจากบ้านมาอยู่อพาร์ทเมนท์ในทันทีที่หางานทำได้

2.พระเอกนี่สุดยอดมากๆ ทั้งหล่อ ทั้งแสดงเก่งมากๆๆๆๆๆ และหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนดึงทั้งความหล่อและความแสดงเก่งของเขาออกมาอย่างเต็มที่ ฉากที่ชอบที่สุดก็คือฉากที่กล้องจับภาพเขาในงานศพน่ะ คือฉากนั้นจะดูเพื่อดื่มด่ำกับความหล่อของเขาก็ดูได้ หรือจะดูเพื่อดื่มด่ำกับการแสดงที่สุดยอดมากๆก็ดูได้ 55555 ชอบมากๆที่หนังเปิดโอกาสให้เขาแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

3.ชอบฉากขับรถมากๆๆ เพราะในฉากนั้น พ่อพูดจาไม่เข้าหูลูกชายหลายครั้งมากๆ และเราก็เข้าใจทั้งพ่อทั้งลูกชายในฉากนั้น คือพ่อก็เป็นคนธรรมดาน่ะแหละ รักลูกชาย แต่ไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดยังไง ส่วนลูกชายก็คงรำคาญพ่อมากๆ

คืออะไรแบบนี้มันจริงมากๆเลยนะ เราชอบมากที่ฉากนี้ตัวละครไม่ได้โต้เถียงกันอย่างรุนแรงน่ะ แต่เราสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขุ่นมัวอย่างรุนแรงในใจพระเอก หรือความรำคาญของพระเอกที่อยากไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ จะได้ไม่ต้องเจอพ่อมาพูดจ้ำจี้จ้ำไชอะไรอีก คือฉากนี้มัน “สมจริง” มากๆ และมันสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้ดีสุดๆเลยด้วย

4.อีกฉากที่สมจริงสุดๆจนแทบกราบจอ คือฉากพนักงานออฟฟิศคุยกันขณะแดกข้าวเย็น ฉากนั้นทุกคนเล่นได้สมจริง เป็นธรรมชาติสุดๆ การพูดคุยกันในฉากนั้นไหลลื่นมากๆ ไม่รู้ฉากนี้เขียนบทยังไง หรือกำกับยังไง ทำไมมันถึงสมจริงสุดๆขนาดนี้

5.ฉากที่เราอินน้อยสุด คือฉากพระเอกอยู่กับแฟนเก่า แต่ไม่ใช่ฉากนี้ไม่ดีนะ ฉากนี้ดีมากๆ มันสะท้อนด้าน “ความสุข” ของพระเอกให้เราเห็น เพียงแต่เราไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้ เราก็เลยอินกับฉากนี้น้อยสุด แต่ถือเป็นฉากที่ดีมากๆฉากนึงเลย มันช่วยให้ตัวละครพระเอกดูกลมขึ้นมาก

6.ฉากพระเอกเดินออกจากบ้านในช่วงท้าย คิดมุมถ่ายได้ดีมากๆ ที่เหมือนมองจากข้างในออกไป เห็นพระเอกเดินออกจากบ้าน แล้วมันมีประตูกั้นๆสักสองสามชั้นมั้ง เพราะฉะนั้นภาพที่เราเห็นมันจะไม่ชัด มันจะเลือนๆราวกับเป็นภาพสีน้ำหรือภาพ impressionist

7.การตัดสลับระหว่างช่วงเวลาต่างๆก็ดีมาก ทำให้หนังไม่น่าเบื่อดี

8.แต่ยอมรับว่าช่วงครึ่งหลังเราจะรู้สึกเนือยๆกว่าช่วงครึ่งแรกนะ แต่ก็คงไม่ใช่ข้อเสียอะไร

9.เดาว่าหนังน่าจะสร้างจากประสบการณ์จริงของมิค โดยเราเริ่มเดาแบบนี้ตั้งแต่ฉากที่พ่อบอกว่า อยากให้พระเอกตัดผม คือพอพ่อพูดแบบนี้ปุ๊บ เราก็นึกถึงทรงผมของมิคขึ้นมาในทันที

10.สรุปว่าเป็นหนังที่เราชอบสุดๆ อินสุดๆจ้า

-----------

 พูดถึงเรื่อง "ความเป็นส่วนตัว" แล้ว ทำให้นึกถึงภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ได้ดูในเทศกาลหนังสั้นมาราธอนที่ศาลายาในปีนี้ เพราะมีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ดูเหมือนจะทำขึ้นด้วยทีมงานเพียงคนเดียวหรือ2-3 คนเท่านั้น โดยหนังกลุ่มนี้จะนำแสดงโดยตัวผู้กำกับเอง และผู้กำกับจะรับหน้าที่ทำงานตัดต่อ, ถ่ายภาพ, เขียนบทในหนังด้วย ซึ่งหนังกลุ่มนี้รวมถึงหนังทุกเรื่องของ "วีระ รักบ้านเกิด" , หนังบางเรื่องของวชร กัณหา, หนังเรื่อง "ล้านก้าว" ของ สมชาย วชิระจงกล (76min), "เด็กเหวน" ของปัญญา วงผักเบี้ย และ "ที่นี้ไม่มีใคร" ของกระบี่ แซ่หลิม

Sunday, December 08, 2019

DOCTOR SLEEP

DOCTOR SLEEP (2019, Mike Flanagan,  A+30)

1. มีสิทธิติดอันดับ 3 ประจำปี อินกับหนังอย่างรุนแรงที่สุด รู้สึกว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้มันออกมา "ตรงใจ" เรามากๆ ทั้งนางเอก, พระเอก และนางตัวร้ายทั้งสองตัว (Rose the Hat กับสาวสะกดจิต Snakebite Andi) ซึ่งปกติแล้วมันหาได้ยากที่จะเจอหนังที่ทั้งนางเอก-นางตัวร้าย จะตรงใจเราขนาดนี้

2. ชอบสุดๆที่มันมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์หลายตัว คือก่อนที่เราจะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ เราไม่รู้เนื้อเรื่องมาก่อนเลย เราเคยดูก็แต่ THE SHINING ( Stanley Kubrick) ทางวิดีโอเมื่อราว 30 ปีก่อน

เราก็เลยนึกว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นแบบ IT หรือ SALEM'S LOT ที่เป็นเรื่องของคนธรรมดา ต่อสู้กับปีศาจร้าย

เพราะฉะนั้นพอหนังเริ่มแนะนำตัวละคร  Rose the Hat กับพระเอก เราก็ยังรู้สึกเฉยๆอยู่ แต่พอหนังเริ่มแนะนำตัวละครสาวสะกดจิต กับ Abra ที่ต่างก็มีอิทธิฤทธิ์รุนแรงทั้งคู่ เราก็รู้สึกตื่นเต้นสุดขีด รู้เลยว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเข้าทางตัวเองแน่นอน

เพราะโลกจินตนาการในหัวของเรา ก็ต้องการอะไรแบบนี้แหละ เราชอบ fiction ที่มีตัวละครผู้หญิงแรงๆหลายตัว และผู้หญิงทุกตัวมีความสามารถสูงมากในการต่อสู้ แบบใน "เดชคัมภีร์เทวดาภาคสอง",   ละครทีวี SUKEBAN DEKA ภาคสอง, การ์ตูนเรื่อง CRYSTAL DRAGON ของ Ashibe Yuho หรือการ์ตูนเรื่อง BLUE SONNET ของ Shibata Masahiro คือในโลกจินตนาการในหัวของเรานั้น ตัวละครหญิงจะสู้กันแหลกโดยใช้ทั้งวิทยายุทธ, อาวุธ, พลังจิต และเวทมนตร์

 ซึ่งจริงๆแล้ว ละครทีวีอย่าง BUFFY THE VAMPIRE SLAYER และหนังชุด X-MEN ก็เข้าข่ายอะไรแบบที่เราชอบสุดๆเหมือนกัน แต่เราว่า BUFFY กับ X-MEN มันยังขาดบรรยากาศ "ความขลัง" น่ะ เราก็เลยชอบ DOCTOR SLEEP มากกว่า เพราะเราว่า บรรยากาศใน DOCTOR SLEEP มันขลังมาก  และมันซีเรียสจริงจังดีมาก ในขณะที่ BUFFY มันดูทีเล่นทีจรืงมากเกินไป ส่วน X-MEN มันดูเป็นไซไฟพลังจิต มันก็เลยยังขาดบรรยากาศลี้ลับของ "โลกเวทมนตร์"  แบบที่ DOCTOR SLEEP มี

3.ดูแล้วนึกถึงนิยายที่เราชอบสุดๆเรื่อง THE BAD PLACE (1990)  ของ Dean Koontz ด้วย โดยในเรื่องนี้ พระเอกกับนางเอกเป็นนักสืบเอกชน แล้วน้องชายนางเอก เหมือนมีพลังจิตแบบถอดจิตไปสำรวจพื้นที่ต่างๆได้ แต่ปรากฏว่าพอถอดจิตแล้ว ดันไปเจอฆาตกรโรคจิตที่ถอดจิตได้เหมือนกัน ก็เลยเกิดความชิบหายอย่างรุนแรงตามมา และก็มีตัวละครอื่นๆที่มีพลังจิตอีกสามตัวในเรื่องด้วย

การถอดจิตมาปะทะกันใน THE BAD PLACE ก็เลยทำให้นึกถึงพลังของ Abra กับ Rose the Hat  ในหนังเรื่องนี้ที่มีอะไรบางอย่างคล้ายกัน

จริงๆแล้วนึกถึงนิยายเรื่อง สัมภเวสี ของตรี อภิรุม ด้วย ที่นางเอกสามารถ เพ่งกสิณ จนเห็นเหตุการณ์ต่างๆในสถานที่ห่างไกลได้ และนำไปสู่การตบตีกับภูติผีปีศาจมากมาย โดยเฉพาะนางตัวร้ายตัวนึงที่เป็น "เวมานิกเปรต" (ถ้าจำไม่ผิด)  คิดว่าพลังของนางเอกใน "สัมภเวสี" นี่มีอะไรคล้ายคลึงกับ Abra เช่นกัน

4.ชอบวิธีการรับมือของพระเอกวัยเด็กต่อเหล่าภูติผีมากๆเลยด้วย ที่สร้างหีบวิเศษทางจิตขึ้นมาเพื่อใช้ขังเหล่าปีศาจร้าย

 ดูแล้วนึกถึงตัวเอง 555 อย่างที่เราเคยเขียนไปแล้วว่า ตอนที่เราเป็นวัยรุ่น เราเคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้งด้วยกัน แต่วิธีนึงที่เราใช้รับมือกับความทุกข์ใจในตอนนั้น ก็คือการสร้างโลกจินตนาการของตัวเองขึ้นมา และมีความสุขกับโลกจินตนาการของตัวเอง

สิ่งที่พระเอกทำในวัยเด็ก ก็น่าจะคล้ายกับคนที่มี "บาดแผลทางใจในวัยเด็ก" หลายคนเคยทำ นั่นก็คือใช้ "กลไกทางจิต" ของตัวเองในการรับมือกับบาดแผลทางจิตของตัวเอง และไอ้กลไกทางจิตที่แต่ละคนพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รับมือกับปมทางจิตของตัวเอง บางทีมันก็อาจจะช่วยสร้างความ unique ให้แต่ละคนเวลาโตขึ้นด้วย

เราก็เลยชอบตัวละครพระเอกมากๆในแง่นี้ เขาไม่ใช่ macho hero แต่เป็น extremely vulnerable hero "ที่มีบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงในวัยเด็ก"  และมีปีศาจร้ายมากมายเก็บซ่อนอยู่ภายในใจ

5.ชอบดนตรีประกอบมากๆเลยด้วย ที่ใช้เสียงคล้ายๆหัวใจเต้น รู้สึกว่ามันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปด้วยมากๆ

6.ชอบการสร้างโลกในหัวของตัวละคร ออกมาเป็นห้องสมุดแบบ DREAMCATCHER (2003, Lawrence Kasdan) ด้วย

7.ชอบหลายฉากในหนังเรื่องนี้มากๆ โดยเฉพาะฉากฆาตกรรมเด็กชาย, ฉากปะทะจิตใน supermarket และฉาก Rose ใช้จิตเหาะไป

8.สรุปว่ารู้สึกผูกพันกับหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดๆ รู้สึกว่าโลกในหนังเรื่อง มันใกล้เคียงกับโลกจินตนาการในหัวของเราเองมากๆๆ

Thursday, December 05, 2019

ARBITRARY NOTION (Atsuko Nakamura)

ARBITRARY NOTION (2013, Atsuko Nakamura, video installation,  A+30)

วิดีโอที่จัดฉายในห้องน้ำโรงแรม เกี่ยวกับฝูงมดที่น่าสงสารที่ถูกมนุษย์กำจัด

 INVASION (2015, Atsuko Nakamura, video installation, A+30)

ดูแล้วนึกถึงปัญหาเรื่องผู้อพยพ, รัฐชาติ และพรมแดนสมมุติ

Wednesday, December 04, 2019

DEMOCRAZY.MOV

HELLO, LOVE, GOODBYE (2019, Cathy Garcia-Molina, Philippines, A+30)

1.เพิ่งได้ดูหนังของผู้กำกับคนนี้เป็นเรื่องที่ 3 ต่อจาก UNEXPECTEDLY YOURS (2017)  และ MY PERFECT YOU (2018) ชอบมากๆทั้ง 3 เรื่องเลย ทั้งๆที่หนังมัน mainstream สุดๆ romantic สุดๆ พาฝันสุดๆ ดูหนังของผู้กำกับคนนี้แล้วนึกถึงหนัง GDH ของไทย กับหนัง Bollywood ของอินเดียในแง่ "ความเชี่ยวชาญในการเร้าอารมณ์ตามขนบหนังกระแสหลัก" เหมือนกัน

ในบรรดา 3 เรื่องนี้ เราชอบ MY PERFECT YOU มากสุด

2.ดู HELLO, LOVE, GOODBYE แล้วนึกถึง ENDO (2007, Jade Castro) ด้วย เพราะมันพูดถึงคู่รักที่ต้องพลัดพรากเพราะผู้หญิงต้องเดินทางไปทำงานในต่างประเทศเหมือนกัน เพียงแต่ ENDO เล่าจากมุมมองของฝ่ายชาย ส่วน HELLO เล่าจากมุมมองของฝ่ายหญิง และ ENDO ดูจริงกว่า เจ็บกว่า ติดดินกว่า ส่วน HELLO ดูพาฝันกว่าเยอะ และตัวละครใน HELLO ดูเหมือนมี "ออร่า" บางอย่างจับอยู่ตลอดเวลา

3.แต่สิ่งที่ดีมากใน HELLO LOVE ก็คือว่า ถึงมันจะดูพาฝันมากๆเมื่อเทียบกับ ENDO แต่ชีวิตตัวละครก็ยังบัดซบมากๆ ลำเค็ญมากๆอยู่ดี คือนี่ขนาด "พาฝัน" แล้วนะ ตัวละครก็ยังต้องปากกัดตีนถีบ หาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก และปัญหาชีวิตไม่ได้แก้ง่ายๆด้วยการถูก LOTTERY,  มีหนุ่มรวยมาหลงรัก หรืออยู่ดีๆก็ได้รับมรดกจากใคร คนมันจนมันก็จนต่อไปจริงๆ

เราก็เลยชอบมากๆที่หนังมัน " พาฝัน" แต่มันไม่ได้หลีกหนีจากความเจ็บปวดที่แท้จริงของชีวิต

4.ฉากสนทนายาวๆในหนังเรื่องนี้งดงามสุดๆ

5.ดูแล้วนึกถึง  COME TO ME, PARADISE (2016, Stephanie Comilang, video installation) และ SUNDAY BEAUTY QUEEN (2016, Baby Ruth Villarama, documentary) ที่พูดถึงแรงงานสาวฟิลิปปินส์ในฮ่องกงเหมือนกัน

 หนังที่ได้ดูในโปรแกรมหนังสั้นมาราธอน
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562

1.Destination Nowhere / ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์ / 7.19 นาที E A+30
เหมือนเป็นหนังสารคดีผสมกับหนังทดลอง ชอบประเด็นของหนังที่พูดถึงเด็กชาวไทยที่เป็นลูกของแรงงานผิดกฎหมายในญี่ปุ่น และเขาอาจจะถูกทางการญี่ปุ่นส่งตัวกลับมาไทย ดูแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าเด็กคนนี้เป็น “คนไร้รัฐ” และการดำรงอยู่ของตัวเขานำไปสู่คำถามที่น่าสนใจทั้งในด้านกฎหมายทั้งของไทยและญี่ปุ่น และคำถามด้านมนุษยธรรม

ดูแล้วนึกถึงปัญหาในสหรัฐเรื่อง “ผู้อพยพที่เดินทางเข้ามาในสหรัฐตั้งแต่วัยเด็ก (Dreamers)” ราว 7 แสนคนที่ทรัมป์พยายามผลักดันให้ออกจากประเทศด้วย

2.Dogma Creation: Goat / ปัณฑ์ชนิต จันทรวงศ์ / 7.13 นาที DOCUMENTARY A+30

3.Democrazy.mov / ธันย์สิตา ยานุพรหม, ศรัณย์ จันทร์เนียม / 3.23 นาที A+30
ชอบหนังมากๆ ฮามากๆ หนังเรื่องนี้ทำเหมือนกับว่า “ประชาธิปไตย” เป็น “ผี” คืออาจจะมีอยู่หรือไม่มีอยู่จริงในไทยก็ได้ เราอาจจะสัมผัสมันได้จางๆในบางครั้งในไทย เหมือนมันไม่มีอยู่จริงในไทย มีแต่วิญญาณของมันที่บางคนอาจสัมผัสมันได้ในบางชั่วขณะจิต

4.Decision / กรภัทร์ จีระดิษฐ์ / 22.41 นาที A+30
หนังบู๊ของเด็กมัธยม

5.Documentary Baby Thesis / ธฤตวัน ปิฏฐปาตี / 31.08 นาที DOCUMENTARY, A+25

6.Departure / เคียงดาว บัวประโคน / 21.35 นาที A+20
หนังการเมืองที่น่าจะได้รับแรงบันดาลใจจาก SNAP (2015, Kongdej Jaturanrasamee)

7.Doom Day Celebration / ศุภกร ภูทองเงิน / 20.43 นาที A+20
หนังน่ารักดี เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเพื่อนหนุ่ม 3 คน ไม่แน่ใจว่าเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเทศกาลหนังพี้กัญชาของ CINEMA OASIS หรือเปล่า

8.Devil's Apple (Redux) / รัฐฐกรณ์ ศิริฤกษ์ / 11.46 นาที A+5

Tuesday, December 03, 2019

HELENE LE CHATELIER

BLACK BOX 1, 2, 3 (2017, Helene Le Chatelier, video installation,  A+30)

วิดีโอถ้ำมอง  3 อัน สวยงามมากๆ อันแรกดูแล้วนึกถึงหนังของวชร กัณหา/ Teeranit Siangsanoh เพราะมันเน้นเงาของแมกไม้บนแอ่งน้ำ ส่วนอันที่สองเน้น close up ผิวหนัง และอันที่สามเป็นเหมือนประติมากรรม + เกลียวสีเทาของหมอกควันในน้ำ

PURPLE RAIN (1984, Albert Magnoli, A+25)

รู้สึกว่าหนังไม่ดีเท่าไหร่ แต่ชอบในแง่ที่
มันเป็นบทบันทึกของยุคสมัย โดยเฉพาะดนตรีและแฟชั่นของยุคนั้น

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วเลยทำให้อยากดู LIGHT OF DAY (1987, Paul Schrader) ที่นำแสดงโดย Joan Jett อีกรอบ เดาว่าถ้าได้ดูในยุคนี้ หนังมันน่าจะทำให้รู้สึก nostalgic มากๆเหมือนกัน

JUDY (2019, Rupert Goold, A+30)

 หนังงดงามมากๆ ชอบตัวประกอบหลายตัวในหนังมากๆ โดยเฉพาะเลขา/ผู้ช่วยของนางเอกตอนอยู่ที่อังกฤษ และนักเปียโนที่อังกฤษ คือเรารู้สึกว่ามันมีหลายๆฉากในหนังเรื่องนี้ที่ตัวประกอบไม่พูดอะไร แต่หนังสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาออกมาได้ดีมากทางแววตาและสีหน้า

Monday, December 02, 2019

RABBIT A LA BERLIN

RABBIT A LA BERLIN (2009, Bartosz Konopka, Poland/Germany, A+30)

ชอบการเลือกมุมมองของหนังเรื่องนี้มากๆ ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง เหมือนหนังต้องการจะเล่าถึงกำแพงเบอร์ลิน แต่ผู้สร้างหนังคงตระหนักดีว่า มันคงมีหนังราว 100 เรื่องที่พูดถึงประเด็นนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะหนังที่ยอดเยี่ยมจนสุดจะบรรยายอย่าง CYCLING THE FRAME (1988, Cynthia Beatt) กับ THE INVISIBLE FRAME (2009, Cynthia Beatt) หนังเรื่องนี้ก็เลยหาทางออกด้วยการพูดถึงกำแพงเบอร์ลินผ่านทางมุมมองของกระต่ายที่อาศัยแถบกำแพงแทน

ในแง่นึงก็รู้สึกว่ากระต่ายในหนังเรื่องนี้มันก็คล้ายๆกับมนุษย์ คือได้รับความยากลำบากในช่วงแรกเมื่อต้องอาศัยในเขตหวงห้าม แต่ในเวลาก็ปรับตัวได้, ต้องรับมือกับการปราบปรามอย่างโหดร้าย, ต้องขุดอุโมงค์หาทางรอด และพอกำแพงถูกทำลาย กระต่ายก็ยังไม่มีความสุขในทันที เพราะโลกเสรีอันกว้างใหญ่นำมาซึ่งอันตรายใหม่ๆด้วย และกระต่ายก็ต้องปรับตัวอย่างยากลำบากกันอีกครั้ง ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่รอดชีวิตและผู้ที่ถูกฆ่าตายในโลกเสรีนี้

Saturday, November 30, 2019

CONGREGATION OF WITCHES

อยากให้มีคนสร้างหนังเรื่อง CONGREGATION OF WITCHES โดยให้ตัวละคร Abra Stone (Kyliegh Curran) จาก DOCTOR SLEEP กับกลุ่มแม่มดจาก THE CIRCLE (2015, Levan Akin, Sweden) ผนึกกำลังกันเพื่อปะทะกับ Susie (Dakota Johnson) จาก SUSPIRIA และแม่มดร้ายอีกสองตัวที่แสดงโดย Marina Abramovic กับ Araya Rasdjarmrearnsook โดยคำโปรยนโปสเตอร์หนังเรื่องนี้คือ "AND THEN WE'LL SEE WHO IS BETTER THAN WHO" แล้วเราก็จะได้รู้ว่า ใครมันจะแน่กว่ากัน

MANDY (2018, Panos Cosmatos, A+30)

1.เหมือนเป็นหนังที่ THE STYLE IS THE SUBSTANCE คือเนื้อเรื่องของหนังไม่สำคัญเท่ากับสไตล์ของหนัง แบบเดียวกับหนังอย่าง TEARS OF THE BLACK TIGER (Wisit Sasanatieng) และ THE NEON DEMON (2016, Nicolas Winding Refn) ซึ่งเราว่า MANDY ทำถึงมากๆในจุดนี้ คือสไตล์ของมัน หรือการออกแบบภาพ+เสียง ของมันเข้าทางเราสุดๆ สวยงาม หลอกหลอน น่าพรั่นพรึงสุดๆ

2.แต่การที่ตัวหนังมันขาด substance ในตัวมันเอง หรือขาด "ตวามหลอนที่แท้จริงทางจิตวิญญาณ" ในตัวละคร  หรือขาดความน่าสนใจในเชิงทัศนคติที่มีต่อมนุษย์+โลก+จักรวาล ก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ไต่ไปไม่ถึงขั้นเดียวกับหนังของ David Lynch และ Philippe Grandrieux นะ คือเราว่า งานด้านภาพ+เสียง+บรรยากาศ ของหนังเรื่องนี้ เทียบชั้นกับหนังของ Lynch และ Grandrieux ได้แล้ว แต่ก็คือเทียบชั้นได้แค่ "ผิวเปลือกภายนอก" ของหนังของผู้กำกับสองคนนี้น่ะ แต่แก่นแท้ภายในมันเป็นคนละเรื่องกันเลย

3.แต่เหมือนผู้กำกับหนังเรื่องนี้ เขาก็คงรู้ตัวดีแหละ ว่าเขาถนัดอะไร ไม่ถนัดอะไร เขาก็เลยดูเหมือนไม่ได้พยายามจะทำให้หนังมัน "ลึก" แต่อย่างใด และเขาดูเหมือนจะขำขันกับความกลวงในหนังของตัวเองด้วย 555

4. Linus Roache เล่นดีสุดๆ จำเขาแทบไม่ได้เลย เราเคยตกหลุมรักเขาจากหนังเรื่อง PRIEST (1994, Antonia Bird) ปรากฏว่าในหนังเรื่องนี้เขากลายเป็นเหมือน Iggy Pop  ไปแล้ว

ZOMBIELAND: DOUBLE TAP (2019, Ruben Fleischer, A+25)

Spoilers alert
--
--
--
--
--
--
--
--
--
--
1. ชอบตัวละคร Madison (Zoey Deutch) มากๆ นึกว่าหลุดมาจากหนังเรื่อง LEGALLY BLONDE (2001, Robert Luketic)

2.แอบเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครผู้รักสันติใน Babylon มากๆ เพราะเราเดาไม่ออกว่าหนังจะมาไม้ไหน (เราไม่ได้ดูภาคแรกมาก่อน) ไม่รู้ว่าหนังจะเลือกให้ตัวละครกลุ่มนี้อยู่หรือตาย

คือตอนแรกเรากลัวว่า หนังอาจจะเลือกสีงหารหมู่ตัวละครทั้งหมดใน Babylon แบบเดียวกับหนังเรื่อง I AM A HERO (2015, Shinsuke Sato) ที่สังหารหมู่ตัวละครกลุ่มหนุ่มสาวบนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้า หรือเหมือนหนังเรื่อง BATTLE ROYALE (2000, Kinji Fukasaku)  ที่สร้างกลุ่มตัวละครหญิงสาวนิสัยดีในประภาคารสีขาว หรืออะไรทำนองนี้ ก่อนที่จะฆ่าตัวละครกลุ่มนี้ทั้งหมดในเวลาต่อมา

พอ ZOMBIELAND ไม่เลือกแนวทางที่ใจร้ายแบบนั้น เราก็เลยดีใจ

Friday, November 29, 2019

A DAY IN CHIANG MAI

หนังที่ได้ดูในโปรแกรมหนังสั้นมาราธอน
วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2562

1.A Day in Chiang Mai / ชนินทร เพ็ญสูตร / 28.34 นาที DOCUMENTARY, A+30

ดูแล้วนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง HAVANA SUITE (2003, Fernando Pérez, Cuba) มากๆ เพราะ HAVANA SUITE เป็นการถ่ายทอดชีวิตคนธรรมดา 10 คนในเวลา 1 วันในคิวบา ส่วน A DAY IN CHIANG MAI ก็เป็นการถ่ายทอดชีวิตคนธรรมดาหลายคนในเวลา 1 วันในเชียงใหม่

ชอบการเลือก subjects ในหนังสารคดีเรื่องนี้ เพราะมีทั้งหนุ่มหล่อ, ชนชั้นแรงงานจากภาคใต้ที่มาทำงานในเชียงใหม่, สาวอีสานที่มาทำงานในเชียงใหม่ และบอกว่าตัวเองถูกด่าเป็นภาษาเหนือ แล้วฟังไม่ออกว่าโดนด่าว่าอะไร และกะเทยกะหรี่ที่เคยมีประสบการณ์โชกโชนในต่างประเทศมาแล้ว

2.Bon Appetit / สุรพงษ์ เพลินแสง / 19.39 นาที E A+30

3.Bowie in Bangkok - 1983 - / ภคพล ราชวงศ์ / 29.14 นาที DOCUMENTARY, A+30

4.Congruity Chant / กันต์ชนิต เลียงอุดม / 20.52 นาที E A+30

5. The Calling / พัดชา อิทธิจารุกุล / 9.12 นาที E documentary, A+25

6.Buddha on the table and the war of a child / ธิดา ต่ายใหญ่กรีด / 7.12 นาที A+25

7.Crawling Kingdom, The / กุลนิดา ประจำที่ / 6.47 นาที A+25

8.Cloning / ภาคภูมิ ศรีสุรักษ์, สิทธิชัย เจริญรอย, ณัฐนารี เชื้อวงศ์, จุฬามณี เอ้บสูงเนิน, จุฬาลักษณ์ คำอ่อน / 19.14 นาที A+25

9.Dawn / ธีรทัศน์ แผ่สุวรรณ / 4.58 นาที A+
อันนี้เป็นมิวสิควิดีโอของวง DEADFLOWERS

10.Daddy Secret / นิญาดา เกียรติเกื้อกูล / 15.35 นาที A

Thursday, November 28, 2019

MALEFICENT: MISTRESS OF EVIL

MALEFICENT: MISTRESS OF EVIL (2019, Joachim Rønning, A+25)

แอบสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวโปรเตสแตนต์ 30,000 คนในวันนักบุญบาร์โธโลมิวในฝรั่งเศสในปี 1572 หรือเปล่า โดยตัวละครราชินีอิงกริธ (Michelle Pfeiffer) ในหนังเรื่องนี้ อาจจะมีต้นแบบมาจากราชินี Catherine de Medici ส่วนตัวละครเจ้าชายฟิลิป (Harris Dickinson) ในเรื่องนี้ จริงๆแล้วอาจจะมีสถานะคล้ายๆกับเจ้าหญิงมาร์กาเร็ตในหนังเรื่อง QUEEN MARGOT (1994, Patrice Chéreau) เพราะเขาถูกหลอกให้จัดงานแต่งงาน เพื่อที่พระราชินีจะได้ใช้งานอภิเษกสมรสเป็นกับดักในการสังหารหมู่ฝ่ายตรงข้าม

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้ชอบดิสนีย์มากขึ้นกว่าเดิม มันเหมือนกับว่าดิสนีย์เอา QUEEN MARGOT มาดัดแปลงใหม่ ให้กลายเป็นหนังสำหรับเด็ก

Wednesday, November 27, 2019

26 NOV - 2 DEC 1989



อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 48
26 NOV – 2 DEC 1989

1. PUMP UP THE JAM – Technotronic featuring Felly
          
2. WITH EVERY BEAT OF MY HEART – Taylor Dayne (New Entry)

3. BABY DON’T SAY GOODBYE – Dead Or Alive (New Entry)

4. I’LL SET YOU FREE – The Bangles (New Entry)

5. DREAM RUSH – Rie Miyazawa (New Entry)

6. DON’T KNOW MUCH – Linda Ronstadt featuring Aaron Neville (New Entry)

7. REALISTIC – Shirley Lewis (New Entry)

8. WE DIDN’T START THE FIRE – Billy Joel (New Entry)

9. C’MON AND GET MY LOVE – D-Mob featuring Cathy Dennis (New Entry)

10. DON’T MAKE ME OVER – Sybil (New Entry)

11. THE SENSUAL WORLD – Kate Bush (New Entry)

12. LEAVE A LIGHT ON – Belinda Carlisle

13. DATTE SHOU GA NAI JA NAI – Akiko Wada (New Entry)

14. RUN SILENT – Shakespears Sister (New Entry)

15. CROSSROADS – Tracy Chapman (New Entry)

BLUE SUMMER RAIN

หนังที่ได้ดูในโปรแกรมหนังสั้นมาราธอน
วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2562

1.Blue Summer Rain / ภัทริน เชาว์พานิช / 56.15 นาที E A+30

ชอบการเล่าเรื่องแบบแบ่งเป็น 3 องก์ในหนังมากๆ ชอบที่แต่ละองก์มันเหมือนเชื่อมกันแบบ “เล็กน้อย” เท่านั้น เหมือนองก์แรกหนังจะเล่าถึงชีวิตเด็ก 3 คนที่เคยเล่นด้วยกันที่แฟลตแห่งนึงในวัยเด็ก แต่พอองก์สอง หนังก็โฟกัสไปที่ชีวิตวัยหนุ่มของหนึ่งในเด็ก 3 คนนั้น และในองก์สาม หนังก็โฟกัสไปที่ชีวิตรันทดของหญิงสาวคนนึง ซึ่งน่าจะเป็น 1 ในเด็ก 3 คนนั้น

วิธีการเล่าเรื่องแบบ “เชื่อมกันเพียงเล็กน้อย” แบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับ COMING TO TERMS WITH THE DEAD (1994, Pascale Ferran, France) มากๆ

2.The Blue Crow / ปฏิภาณ บุณฑริก / 15.51 นาที E A+30

3.Blue Loop / ชาญคเณศ เล็กสมบูรณ์ / 43.24 นาที E A+30

4.Block Shot / พันธกิจ หลิมเทียนลี้ / 13.21 นาที E A+30

5.Blue Curtain, The / ยลธิดา รณกิตติ / 3.55 นาที ANIMATION, A+30

6.Big Cleaning Day / ธีรภัทร ประภัศร / 4.18 นาที E A+25

7.Bobo / กรุณาพร ผลพิทักษ์กุล / 4.05 นาที A+20

8.BFF (?) / ณัฏฐา เมืองคล้าย / 7 นาที A+15

9.Book of Incarnation, The / ฉันทัช พรหมเงิน / 12.27 นาที E A+10

TURNING 18

PARADISE HILLS (2019, Alice Waddington, A+15)

รู้สึกว่ามันสนุกปานกลาง บางทีมันอาจจะเหมาะเป็น episode นึงในละครทีวีชุด TWILIGHT ZONE มากกว่า

TURNING 18 (2018, Ho Chao-ti, Taiwan, documentary, A+30)

1.ไม่รู้ผู้กำกับทำยังไง ถึงสามารถทำให้ subjects ทั้งสองสาวไว้วางใจ ให้มาถ่ายทำขีวิตส่วนตัวได้อย่างใกล้ชิดขนาดนี้ ทั้ง subject ที่เป็นสาวเลสเบียนวัยมัธยม และ subject สาวสก๊อยที่มีผัวหนุ่มหล่อ แต่นิสัยไม่เอาถ่าน

2.ดูแล้วนึกถึงเพื่อนผู้หญิงสมัยมัธยมคนนึง ที่พอเรียนจบ ม. 3 เธอก็ลาออก แล้วก็มีลูกในทันที พอเราเรียนม.4 เธอก็อุ้มลูกมาปะทะเพื่อนๆที่โรงเรียนแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกของเธอน่าจะมีอายุ 31 ปีแล้วในปัจจุบัน

Tuesday, November 26, 2019

PINK MAN BEGINS

PINK MAN BEGINS: EPISODE 1, 2, 3 (1997, Manit Sriwanichpoom, video installlation, A+30)

1. Episode 1 เป็นพิงค์แมนกับรถเข็น supermarket,  episode 2 เป็นพิงค์แมนกับตะเกียงและบทกลอน ส่วน episode 3 เป็นพิงค์แมนกับลูกโป่ง

พอมาดูในยุคนี้ ก็รู้สึกเฉยๆกับท่าทีต่อต้าน consumerism ใน video เหมือนเราไม่ได้ชอบ message ของมัน แต่สิ่งที่ชอบมากคือ "ผลพลอยได้" ของ video นี้ ที่มันบันทึกอะไรหลายๆอย่างในกรุงเทพช่วงปี 1997 เอาไว้ ทั้งถนนช่วงที่ยังก่อสร้างรถไฟฟ้าไม่เสร็จ, สภาพท้องตลาด, สีลมยุคปี 1997, แฟชั่นสาวออฟฟิศ, ทรงผมสาวออฟฟิศ, รองเท้าสาวออฟฟิศ คือดูแล้ว nostalgia ถึงชีวิตสาวออฟฟิศของตัวเองในปี 1997 มากๆ 55555

2.หัวเราะจนหยุดไม่ได้กับ episode 3 ที่เหมือนให้พิงค์แมนไปตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวกลางตลาดว่า " ทุกคนอยากถือกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง ทุกคนอยากถือกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง"  รู้สึกว่ามันตลกมากๆพอมาดูในยุคนี้

3.ตลกดีที่เราได้ดูวิดีโอนี้ในวันเดียวกับที่ได้ดูหนังเรื่อง "จอมขมังเวทย์ 2" ที่สมพงษ์ ทวี (พิงค์แมน) ร่วมแสดงด้วย
-----------------

FILM COMMENT เล่มเดือน SEP-OCT 2019 ออกแล้ว เราซื้อที่ KINOKUNIYA สาขา PARAGON ในเล่มนี้มีคนเขียนถึงหนังเรื่อง MIDNIGHT TRAVELER (HassaN Fazili) ที่กำลังจะฉายที่ Lido และมีบทความสั้นๆเกี่ยวกับหนังของ Ula Stockl ด้วย ซึ่งอันนี้ทำให้เราดีใจสุดขีด เพราะเราเคยดูหนังเรื่อง THE SLEEP OF REASON (1984, Ula Stockl, West Germany) ที่สถาบันเกอเธ่ในกรุงเทพเมื่อราว 20 ปีก่อน แล้วเราชอบสุดขีด ยกให้เป็น one of my most favorite films of all time ไปเลย แต่ปรากฏว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราหาบทความเกี่ยวกับ Ula Stockl มาอ่านแทบไม่ได้เลย

19 NOV – 25 NOV 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 47
19 NOV – 25 NOV 1989
                       
1. I WANT THAT MAN – Deborah Harry

2. LEAVE A LIGHT ON – Belinda Carlisle

3. PUMP UP THE JAM – Technotronic featuring Felly (New Entry)

4. EVERYTHING – Jody Watley (New Entry)

5. LOVE ON A MOUNTAIN TOP – Sinitta (New Entry)

6. CAN’T FORGET YOU – Sonia (New Entry)

7. TURN THE TIDE -- Johnny Hates Jazz (New Entry)    

8. CHOCOLATE BOX – Bros (New Entry)

9. UNDER THE BOARDWALK – Bette Midler (New Entry)

10. LISTEN TO YOUR HEART – Roxette (New Entry)

11. ROOM IN YOUR HEART – Living in a Box

12. DREAMER – Kahoru Kohiruimaki

13. EYE KNOW – De La Soul (New Entry)

14. SUGAR SUGAR – Annie Amazulu (New Entry)

15. FRENCH KISS – Lil Louis (New Entry)


12 NOV – 18 NOV 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 46
12 NOV – 18 NOV 1989

1. LEAVE A LIGHT ON – Belinda Carlisle (New Entry)

2. I WANT THAT MAN – Deborah Harry (New Entry)

3. GET ON YOUR FEET – Gloria Estefan

4. DREAMER – Kahoru Kohiruimaki (New Entry)

5. ROOM IN YOUR HEART – Living in a Box (New Entry)

6. MYSELF KAZENI NARITAI – Hideaki Tokunaga (New Entry)

7. DREAM POWER – Yui Asaka (New Entry)

8. SUNSHINE – Dino (New Entry)

9. LOVE LIKE WE DO – Edie Brickell & New Bohemians
                               
10. HEAVEN’S HERE – Holly Johnson

11. KISS YOUR TEARS AWAY – Lisa Lisa and Cult Jam (New Entry)

12. DON’T DROP BOMBS – Liza Minnelli (New Entry)

13. MIRACLE GIRL – Mariko Nagai (New Entry)

14. PUS N’ BOOTS – Kon Kan (New Entry)

15. I FEEL FOR YOU – Chaka Khan (New Entry)

Saturday, November 23, 2019

THE SHEPHERDS

WHERE WE BELONG (2017, Myo Aung, Taiwan, documentary,  A+25)

หนังสารคดีเกี่ยวกับชาวพม่าในไต้หวันที่ตัดสินใจอพยพออกจากไต้หวันเพื่อกลับมาทำงานขุดหาอัญมณีในเมียนมาร์

ชอบฉากซื้อขายอัญมณีในตลาดมากๆ

รู้สึกเหมือนหนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังไตรภาคสองชุดพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือ หนังไตรภาคชุด "ชาวเมียนมาร์ในเอเชียตะวันออก" ต่อจาก LIFE IN A FOREIGN LAND: BURMESE IN JAPAN (2012, Doi Toshikuni, documentary) ที่พูดถึงชาวพม่าในญี่ปุ่น และ BURMESE ON THE ROOF (2016, Ko Duhyun, Oh Hyunjin, documentary) ที่พูดถึงชาวเมียนมาร์ในเกาหลีใต้

และก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังไตรภาคชีวิตชาวเหมือง ต่อจาก CITY OF JADE (Midi Z) และ BLOOD AMBER (2017, Lee Yong Chao)

THE SHEPHERDS (2018, Elvis Lu, Taiwan, documentary, A+25)

ดูแล้วนึกถึงหนังเรื่อง WEEKENDS (2016, Lee Dong-ha, South Korea, documentary, A+30) ที่เล่าเรื่องของกลุ่ม activists ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของ LGBTQ ในเกาหลีใต้ แต่ WEEKENDS จะทรงพลังกว่า เพราะกระแสต่อต้านเกย์ในเกาหลีใต้ ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าในไต้หวันมากๆ คือเหมือนสังคมเกาหลีใต้มีความเป็น patriarchy มากกว่า และคนเกาหลีใต้ก็ดู " คลั่ง"  ดูโรคจิตมากกว่าคนไต้หวัน

OUR YOUTH IN TAIWAN

OUR YOUTH IN TAIWAN (2018, Fu Yue, Taiwan, documentary, A+30)

1.ชอบความบ้าผู้ชาย ของผู้กำกับหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนหนังเรื่องนี้ผสม "ความสนใจในการเมือง" เข้ากับ "ความเงี่ยนผู้ชาย" หนังมันก็เลยเข้าทางเราอย่างสุดๆ

2.ชอบที่หนังมันช่วยเตือนหนุ่มสาวที่เริ่มสนใจการเมืองว่า "อย่ายึดติดกับตัวบุคคล" แต่ให้เน้นที่อุดมการณ์ เพราะมนุษย์ทุกคนมันมีข้อเสียในตัวเองทั้งนั้น ถ้าเราไปยึดติดกับตัวบุคคลมากเพียงใด เราก็จะยิ่งผิดหวังมากเพียงนั้น

3.เรารับได้กับการที่หนังถ่ายทอดความฟูมฟายของตัวผู้กำกับออกมานะ เพราะเรารู้สึกว่า มันไม่ใช่หนังที่ "ผู้กำกับพยายาม manipulate ผู้ชมให้รู้สึกฟูมฟาย" แต่มันเป็น "หนังที่ผู้กำกับระบายความฟูมฟายในใจ" ออกมา ซึ่งเราจะรับอะไรแบบหลังได้ง่ายกว่า แต่จะไม่ค่อยชอบหนังแบบแรก

4. ดูแล้วแอบนึกถึง LOVE & LEARN (2007, Matchima Ungsriwong, Nat Aphipongcharoen, documentary) ในแง่หนังสารคดีที่กล้องตามถ่ายผู้ชายที่ผู้กำกับชอบเหมือนกัน (ถ้าจำไม่ผิดนะ)

5.อยากเป็นตุ๊กตาหมีที่ Chen Wei-ting นอนกอด :-)


THE TRIAL (2018, John Williams, Japan, A+30)
+ NEVER AGAIN เหยียบ ย่ำ ซ้ำ เดิน (2019, video installation, 27min)

ดูงานวิดีโอสารคดี NEVER AGAIN ได้ที่นี่
https://www.youtube.com/watch?v=D9jIg5ihOM8&fbclid=IwAR1K9fshKeSYvz95wEzppT2Qg0MXWjjjbvdGH9UV1wnUUo5L7i1YU_H6zMQ

1.ได้ดูหนังเรื่อง THE TRIAL ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Franz Kafka ที่ Goethe เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราชอบหนังมากๆ หนังเล่าเรื่องของชายหนุ่มที่อยู่ดีๆก็ถูกดำเนินคดี และถูกรังควานจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างรุนแรง ทั้งๆที่เขาก็ไม่รู้ตัวว่าเขาทำอะไรผิด และคนรอบข้างก็มีท่าทีแปลกๆกับเขา ในขณะที่กระบวนการดำเนินคดีของรัฐ ก็เต็มไปด้วยอะไรที่พิลึกกึกกือ ขัดกับหลักเหตุผล

พอดูหนังจบแล้ว ผู้กำกับก็ได้รับฟังความเห็นจากชาวต่างชาติหลายคน ทั้งจากคนฝรั่งและคนญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีคนไทยคนใดแสดงความเห็นในงานฉายหนังครั้งนี้ เราเองก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรออกไป เพราะเราไม่ชอบพูดต่อหน้าสาธารณชน

แต่สิ่งที่เราคิดไว้ในใจก็คือว่า ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้เมื่อ 20-30 ปีก่อน เราคงรู้สึกว่าเหตุการณ์ในหนังมันพิสดารมากๆ เราอาจจะรู้สึกกับมันคล้ายๆกับตอนที่ดูหนังเรื่อง THE PHANTOM OF LIBERTY (1974, Luis Bunuel) และ THE DISCREET CHARM OF THE BOURGEOISIE (1972, Luis Bunuel) เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ที่เรารู้สึกว่า หนังสองเรื่องนี้มันโคตรจะพิสดารจริงๆ

แต่การได้มาดู THE TRIAL ในปีนี้ เราขอบอกตามตรงเลยว่า "เหตุการณ์ในหนัง มันเบากว่าความเป็นจริงในไทยมากๆ"

บางที อาจจะเป็นเพราะอะไรแบบนี้ด้วยกระมัง ที่ทำให้เราหันมาชอบหนังสารคดีเพิ่มขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะในหลายๆครั้ง เหตุการณ์ในหนังสารคดี มัน "รุนแรง" หรือ "พิสดาร" หรือ "ไร้เหตุผล" ยิ่งกว่าหนัง fiction หรือหนัง surreal หลายๆเรื่องไปแล้ว

2.ถ้าหากจะถามว่า ทำไม THE TRIAL ของ Franz Kafka จึง "เบา" หรือ "พิสดาร" น้อยกว่าเหตุการณ์ในไทย ก็ขอให้ดู video installation ในนิทรรศการ NEVER AGAIN ที่ WTF GALLERY ประกอบ หรือดูทางยูทูบก็ได้ แล้วก็จะรู้สึกเหมือนกับเราว่า คาฟก้ายังต้องไหว้ เมื่อเจอกับความเป็นจริงในประเทศไทยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา

NEVER AGAIN เป็นสารคดีที่สัมภาษณ์คน 5 คน ซึ่งประกอบด้วย จ่านิว ในตอน "ส่องแสงหากลโกง" , ธีรวรรณ เจริญสุข ในตอน "ขันแดงแสลงใจ", วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ ในตอน เลือกตั้งที่(รัก)ลัก, ประเวศ ประภานุกูล ในตอน ทนายสิทธิมนุษยชน และ ทวีศักดิ์ เกิดโภคา ในตอน คดีประชามติบ้านโป่ง สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องเผชิญ บางทีมันอาจจะหนักกว่าใน THE TRIAL เสียอีก

หรือจะดูหนังอย่าง SASIWIMOL (2017, เรวดี งามลุน)
https://www.youtube.com/watch?v=X-rxU0k31FQ&fbclid=IwAR0ErTUvlLGegFUwTFmuQldmTWb0bLaeFLZTxrIqgbXaMba7BmqZ6SVfgdY

หรือ ไผ่ ยูโนมีอะลิตเติ้ลโก (2017, จามร ศรเพชรนรินทร์) ประกอบด้วยก็ได้
https://www.youtube.com/watch?v=QAmkI-Q_1w0

---------
 นาฬิกาหมุดคณะราษฎร ในนิทรรศการ NEVER AGAIN อยากให้มีการผลิตนาฬิกาแบบนี้ออกขายเป็น mass products หรือทำเป็น application ในมือถือ แต่เพิ่ม functions ต่างๆขึ้นมาอีกอย่างน้อย  3 functions

1.บอกวันเดือนปีในปัจจุบัน

2. มีการนับว่า ตอนนี้ผ่านมานานกี่วัน กี่เดือน กี่ปีแล้ว จากวันที่ 24 มิ.ย. 1932

3.มี FUNCTION ที่นาฬิกาจะเดินหน้า ช่วงที่ไทยเป็นประชาธิปไตย แต่เดินถอยหลังเมื่อเป็นเผด็จการทหาร โดยนับตั้งแต่ 24 มิ.ย. 1932 เป็นต้นมา เราอยากรู้มากๆว่า ถ้าหากนับเวลาแบบนี้ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยผ่านปี 1932 มานานแล้วกี่ปี หรือเวลาของไทยย้อนหลังไปสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19  แล้ว 555


Thursday, November 21, 2019

HANZI

HANZI (2017, Mu-Ming Tsai, Taiwan, documentary, A+30)

1.ชอบสุดๆ ได้ดูในเทศกาล MOVIES ON DESIGN ที่ LIDO หนังพูดถึง font ตัวอักษรภาษาจีน แล้วก็แตกประเด็นไปเรื่องอื่นๆมากมาย อย่างเช่นเรื่อง

1.1 พระถังซำจั๋ง !?!?!?!

1.2 ความแตกต่างของตัวอักษรในจีนแผ่นดินใหญ่ กับในไต้หวันและฮ่องกง

1.3 ความลำบากใจของชาวเท็กซัสเวลาต้องออกเสียงคำว่า get ว่า  เก็ท แทนที่จะออกว่า กิท

1.4 ตัวอักษร O ในบาง font จริงๆแล้วมันมีแกนที่เอียง 30 องศาแอบซ่อนอยู่ ซึ่งเราไม่เคยสังเกตมาก่อน

1.5 font ตัวอักษรโรมัน แต่ละ font  ครอบคลุมตัวอักษรราว 600 ตัว แต่ font จีนนี่ครอบคลุมราว 40,000 ตัว

1.6 ความแตกต่างระหว่าง letterpress print, intaglio print, silkscreen print

1.7 ความแตกต่างระหว่างการพูดจีนกับการเขียนจีน

1.8 calligraphy is not meant to be read, but meant to be enjoyed

1.9 ทัวร์สำรวจดู "ป้ายร้านค้า" ต่างๆในไต้หวัน เพื่อสังเกตความงดงามที่แตกต่างกันไปของตัวอักษรภาษาจีนในแต่ละป้าย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นทัวร์สำหรับคนที่อ่านภาษาจีนออก

1.10 การจัดกรอบตัวอักษรจีนใหม่ เพื่อที่ว่าเวลามันอยู่ติดกับตัวอักษรโรมัน แล้วมันจะได้ไม่ดูกระดกขึ้นหรือกระดกลงจากตัวอักษรโรมัน

2.หนังมันอาจจะดูสะเปะสะปะ แต่เราว่าความสะเปะสะปะของมันทำให้หนังสนุก ไม่น่าเบื่อ 555
 
คือช่วงนี้เราได้ดูหนังสารคดีบางเรื่องที่นำเสนอ "ประเด็นหลักประเด็นเดียว"น่ะ และหนังพวกนี้ก็ชอบมีฉากที่ผู้ให้สัมภาษณ์ 4-5 คน แสดงความเห็นคล้ายๆกัน ซึ่งเราว่ามันแอบน่าเบื่อ เพราะฉะนั้นการที่ HANZI  ดูสะเปะสะปะ  และครอบคลุมประเด็นต่างๆที่แตกแขนงออกไปเรื่อยๆ ก็เลยกลายเป็นข้อดีของหนังไป

YOUR FACE (2018, Tsai Ming Liang, Taiwan, documentary, A+30)

1.ชอบทั้งส่วนที่เป็นการจ้องหน้าคนเฉยๆ และส่วนที่เป็นการสัมภาษณ์ ชอบเรื่องราวของหญิงที่ได้เจอกับชายหนุ่มคนนึงโดยบังเอิญ แล้วพบว่าอากัปกิริยาบางอย่างของเขา ทำให้เธอนึกถึงคนรักเก่า แล้วในที่สุดเธอก็พบว่า เขาคือลูกชายของคนรักเก่า

2.ส่วนที่เป็นการจ้องหน้าคน ตอนแรกดูแล้วนึกถึง portrait paintings แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามันแตกต่างจาก paintings มากๆ เพราะเวลาที่เราจ้องดู paintings นานๆ เรามักจะจ้องเพื่อพินิจพิจารณาความงามของภาพ ของฝีแปรง ของฝีมือของศิลปิน ดูการใช้แสงเงาหรือดูว่ามันถ่ายทอดหน้าคนได้สมจริงเพียงใด หรือมันซุกซ่อนอารมณ์อะไรอยู่

แต่การดูหน้าคนในหนังเรื่องนี้ เราไม่ได้ดูว่า Tsai เก่งมากๆที่ถ่ายหน้าคนออกมาได้สมจริงแน่ๆ 55555 เพราะฉะนั้นขณะที่เราดูหน้าคนแก่ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยมักจะจินตนาการถึงชีวิตของพวกเขาไปเรื่อยๆแทน ริ้วรอยต่างๆบนใบหน้า มันช่วยกระตุ้นจินตนาการของเราได้เป็นอย่างดี

รู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ที่พอ "สื่อ" เปลี่ยนไป เราก็รู้สึกกับใบหน้าคนเปลี่ยนไป เพราะถ้ามันเป็น painting เราก็จะโฟกัสไปที่ฝีมือของศิลปิน แต่พอเป็น photograph เราก็จะโฟกัสไปที่อารมณ์ความรู้สึกใน moment นั้นๆที่ถูกถ่ายภาพ แต่พอเป็น moving image ที่จับจ้องหน้าคนแก่เป็นเวลานานๆ เราก็เลยจินตนาการถึงประวัติชีวิตของแต่ละคนไปเรื่อยๆ

Wednesday, November 20, 2019

SACRIFICE CHAPTER 1

LIGHT (2018, Tsai Ming Liang, Taiwan, A+30)

ไฉ่มิ่งเหลียงทำหนังมา 3 ทศวรรษแล้ว แต่ยังคงทำหนังที่แปลก แหกกฎต่างๆได้อยู่เลย ชอบที่เขาสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า "การถ่ายอะไรแบบนี้ก็เป็นภาพยนตร์" ได้ด้วย

ไม่นึกมาก่อนว่า การถ่ายอาคาร โดยเน้นไปที่ การเคลื่อนคล้อยของแสงในและนอกอาคาร จะเป็นหนังที่  mesmerizing มากๆแบบนี้ได้

แต่ดูแล้วนึกถึง ภาพยนตร์เรื่อง "ฐานของแสง เท่ากับรังสีของแสง" (2013,  Wachara Kanha) ที่เน้นคว้าจับความงดงามของแสงอาทิตย์ ตามสถานที่ธรรมดาหลายๆที่ และเราชอบหนังของ วชร กัณหา มากกว่า 555

14 APPLES (2018, Midi Z, Taiwan/Myanmar, documentary, A+30)

1.ฉากผู้หญิงเทินน้ำเป็นระยะทางยาวไกลในหนังเรื่องนี้นี่มันคลาสสิคจริงๆ คือตอนที่ดู BLOOD AMBER ที่มันมีฉากหาบน้ำนานๆ เราก็นึกว่า " ถ้าหากเราไม่ไปทำงานเหมืองในเมียนมาร์ เราก็อาจจะหาน้ำใช้ได้ง่ายกว่านี้" แต่ปรากฏว่าเราคิดผิด เพราะต่อให้เราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านธรรมดาในเมียนมาร์ การประปาก็เข้าไม่ถึงเช่นกัน

นึกถึงที่แม่เราเล่าถึงชีวิตของแม่เมื่อ 70 กว่าปีก่อน สมัยยังไม่มีน้ำประปาใช้

2.ฉากขับรถข้ามแม่น้ำที่แห้งผากในช่วงต้นเรื่อง ก็น่าจดจำมาก

3.ฉากที่พระกลายเป็นที่ปรึกษาของชาวบ้าน ก็น่าสนใจมาก ดูแล้วนึกถึง ไผ่แดง (1979, เพิ่มพล เชยอรุณ) ที่สะท้อนหน้าที่ของพระในชนบทยุคเก่าของไทย ที่เหมือนต้องรับฟังปัญหาวุ่นวายมากมายของชาวบ้านไปด้วย แทนที่จะเทศนาสั่งสอนธรรมเพียงอย่างเดียว

4. พอเห็นบทบาทความสำคัญของพระต่อชาวบ้านใน 14 APPLES ก็เลยไม่แปลกใจที่เมียนมาร์มีการผลิตหนังอย่าง MONE SWAL (CLINGING TO HATE) (2018, Aww Ya Tha) และ THE ATTACHMENT (2018, Ban Gyi) ที่มีตัวละครเอกเป็นพระออกมา คือเหมือนในไทยตัวละครพระในหนังเมนสตรีมจะเหมือนมี "หน้าที่" เป็นตัวตลก หรือปราบผี แต่ใน CLINGING TO HATE กับ THE ATTACHMENT นี่ตัวละครพระดูมีบทบาทดราม่าหนักมาก

CHILDREN OF THE SEA (2019, Ayumu Watanabe, Japan, animation, A+30)

1.ภาพงามมากๆๆๆ

2.เนื้อเรื่องก็ดีมาก ดูแล้วนึกถึงนิยายเรื่อง "นิราศมหรรณพ" ของปราปต์ (ที่พูดถึง ชาวมหาสมุทร) และหนังเรื่อง AUGUST IN THE WATER (1995, Sogo Ishii) ที่เล่าเรื่องของ."สาววัยรุ่นที่เผชิญกับพลังลี้ลับของจักรวาล" คล้ายเรื่องนี้ แต่ใน AUGUST IN THE WATER นั้น นางเอกต้อง "เข้าป่า" เพื่อรับมือกับพลังลี้ลับของจักรวาล ส่วนใน CHILDREN OF THE SEA นั้น นางเอกต้องลงทะเล

SACRIFICE CHAPTER 1 พลีตน (2019, Samak Kosem, video installation, approximately 14 mins)

1.วิดีโอบันทึกภาพชีวิตชาวบ้านในส่วนใต้สุดของไทย ฉากที่ติดตามากๆคือฉากสวนสนุกที่มีเด็กๆมากมาย และมีทหารยืนประจำการตามจุดต่างๆในสวนสนุกอยู่ด้วย มันดูสยองอย่างบอกไม่ถูก เพราะเครื่องเล่นต่างๆในสวนสนุก มันคือ "การให้เราได้ตื่นเต้นกับ อันตรายปลอมๆ" แต่การที่มีทหารยืนอยู่ตามจุดต่างๆในสวนสนุก มันคือการบอกว่า ที่นี่มี "อันตรายจริงๆ" อยู่ด้วย สวนสนุกแห่งนี้จึงมีทั้งอันตรายปลอมๆ และอันตรายจริงๆ อยู่เคียงข้างกันในเวลาเดียวกัน

2.กรอบภาพของวิดีโอก็ประหลาดดี เพราะมันเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ที่เหมือนจะส่งผลให้ภาพมีความบิดเบี้ยวเล็กน้อยในส่วนที่อยู่ใกล้-ไกลจากกล้อง

3.แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆคือ ตำแหน่งของวิดีโอ ที่อยู่เกือบติดพื้น ใกล้ๆประตู เพราะฉะนั้นเวลาที่เรานั่งดู video นี้ราว 14 นาที เราต้องนั่งกับพื้น ไม่สามารถยืนดูได้

ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งนี้มีความหมายอะไรที่เฉพาะเจาะจงหรือเปล่า แต่มันทำให้เรานึกถึง

3.1 การที่วิดีโอนี้นำเสนอชีวิตชาวบ้านใน "ส่วนใต้สุด" ของไทย

3.2 เวลาที่คนเราต้องการจะเข้าใจวัฒนธรรมอื่นๆ หรือคนอื่นๆในสังคม เราควรเริ่มต้นด้วยความนอบน้อมถ่อมตน เพื่อที่จะเข้าใจคนอื่นๆได้ เหมือนที่ผู้ชมต้องลงไปนั่งกับพื้น 555

4.ตำแหน่งการจัดวางงานจิตรกรรมอื่นๆในนิทรรศการนี้ก็น่าสนใจมาก เพราะเหมือนมีงานสวยๆหลายชิ้น ที่จงใจจัดวางไว้ในจุดที่ "แสงสว่างส่องไปไม่ถึง"

Tuesday, November 19, 2019

SWIMMING ON THE HIGHWAY

SWIMMING ON THE HIGHWAY (1998, Wu Yao-tung, Taiwan, documentary, A+30)
+ GOODNIGHT & GOODBYE (2018, Wu Yao-tung, Taiwan, documentary, A+30)

1.จริงๆแล้วหนังในเทศกาล TAIWAN DOC ปีนี้เราชอบสุดๆแทบทุกเรื่องเลย และแต่ละเรื่องมันก็มีข้อดีแตกต่างกันไป แต่ถ้าหากถามว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด มันก็อาจจะเป็นหนังสารคดีสองภาคนี้ โดยเฉพาะภาคแรกที่มันถ่ายทอดมนุษย์ที่น่าสนใจมากๆคนนึงออกมา เขาเป็นเกย์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานทางใจ แต่เขาก็ไม่ทำให้เรารู้สึกอยากเข้าใกล้หรือเป็นเพื่อนกับเขาในชีวิตจริง เพราะนิสัยบางอย่างของเขา คือถ้าเปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า เขาเป็นเหมือน "สัตว์ประหลาดที่บาดเจ็บ และมีพิษ" น่ะ ความประหลาดของเขาทำให้เราอยากศึกษาเขา ความบาดเจ็บของเขาทำให้เราอยากเห็นเขามีความสุข แต่การที่เขา "มีพิษ" ก็ทำให้เราไม่อยากเข้าใกล้เขาโดยตรง หรือสัมผัสเขาด้วยมือของเราเอง และมันก็ต้องอาศัยผู้สร้างหนังสารคดีแบบนี้นี่แหละ ที่ "เสี่ยง" ทำหน้าที่นี้แทนเรา และก็ดูเหมือนผู้สร้างหนังสารคดีเรื่องนี้จะเป็นฝ่ายที่ได้รับพิษแทนเราไป

2.ความทุกข์ทรมานทางใจ และความเจ็บปวดกับชีวิตของ subject ในหนังเรื่องนี้ ทำให้เรานึกถึงชีวิตตัวเองมากๆ แต่นิสัยบางอย่างของเขา ทำให้เรานึกถึงเพื่อนเก่าบางคนมากๆเช่นกัน มันทำให้เรานึกถึงเพื่อนบางคนที่ในช่วงหลายปีแรก เรารู้สึกว่าเขาคือเพื่อนแท้ แต่หลังจากนั้นเราถึงได้เรียนรู้ว่า มนุษย์มัน "ซับซ้อน" มากกว่าที่คิด มันยากแท้หยั่งถึง มันมีหลายด้านในตัวเอง และเมื่อเราค้นพบบางด้านของเพื่อนเรา และพบว่ามันยากที่จะยอมรับได้ เราก็จำเป็นต้องทิ้งเพื่อนคนนั้นไปจากชีวิตเรา

เราว่าความซับซ้อนทางจิต หรือทางนิสัยใจคอของมนุษย์ที่มีทั้งด้านดี, ด้านไม่ดี และด้านที่น่าสงสารมากๆแบบนี้ เป็นเรื่องที่ยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ได้ แต่หนังเรื่องนี้ก็ทำได้สำเร็จ โดยเฉพาะในภาคแรก หนังทำให้เรารู้สึกได้ถึงความทุกข์และความเจ็บปวดของ subject มากๆ และหนังก็ทำให้เรารู้สึกทั้งสงสารเขา อยากปลอบประโลมเขา และอยากผลักไสเขาออกห่างในเวลาเดียวกัน

3.เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึก guilty มากๆ เพราะเราว่า "ความทรงพลังอย่างรุนแรง" ของหนังสองภาคนี้ มันมาจาก unhealthy/awkward relationship between the filmmaker and the subject น่ะ คือถ้าหากความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างหนังกับตัว subject ในหนังมันไหลลื่น ประสานกันสนิทแบบหนังสารคดีทั่วๆไป ที่ผู้สร้างหนังทำเหมือน observe ตัว subject อยู่ห่างๆ หนังเรื่องนี้ก็คงไม่ทรงพลังรุนแรงแบบนี้ แต่ในหนังสองภาคนี้นั้น ตัวผู้สร้างหนังกับตัว subject มีความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงกันมากๆ และมันก็เลยเกิด "พลังงานด้านลบอย่างรุนแรง" ขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันพิเศษมากๆ แต่ความพิเศษนี้มันก็ต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานของทั้งตัว subject และตัวผู้สร้างหนัง

เราก็เลยรู้สึก guilty กับหนังเรื่องนี้ เพราะการที่เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรงสุดๆ มันต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานทางใจและทางอารมณ์ของตัว subject และผู้สร้างหนัง

Monday, November 18, 2019

BANGKOK AND BERLIN BY BUS

UNDER THE RAINBOW (2019, Lee Yujin, art exhibition)

นิทรรศการที่ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้มาเรียนรู้ "เพลงไทย" ตอนเราเข้าไปดูนิทรรศการ ศิลปินกับล่ามหนุ่มถามเราด้วยว่า อยากสอนเพลงไทยเพลงอะไรให้ศิลปินร้องมั้ย เราอยากตอบออกไปมากๆว่า "เพลิงพ่าย" แต่ก็ไม่ได้ตอบออกไป เพราะขี้เกียจสอนคนร้องเพลงนี้ 555

THAI DERN LEN (2019, 305STOP, light installation)

งานชิ้นนี้เหมือนมีความเป็น video อยู่ด้วย ชอบที่งานชิ้นนี้มันใหญ่ดี เราก็เลยยืนดูมันนานๆได้โดยไม่ต้องแย่งที่ยืนดูงานกับคนอื่นๆ ส่วนงานชิ้นอื่นๆอีกหลายชิ้นในงาน AWAKENING BANGKOK มีปัญหาในแง่ที่ว่า มันเล็ก มันก็เลยเหมือนเปิดโอกาสให้คนเข้าไปดูงานได้ครั้งละ 1-3 คนเท่านั้น ซึ่งเราก็ขี้เกียจแย่งชิงตบตีกับคนดูคนอื่นๆ

BANGKOK BY BUS/BERLIN (2019, Alfred Banze, video installation, around 30 minutes, A+30)

1.Video สองจอ ที่แสดงวิวทิวทัศน์จากหน้าต่างรถเมล์ในเบอร์ลินและกรุงเทพ ดูแล้วนึกว่า heaven and hell 55555 เพราะในบางช่วงเราจะเห็นเลยว่า "ทางเท้า" ให้คนเดินในกรุงเทพ มันแคบมากๆๆๆๆ เดินได้เพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วคนเดินเท้าก็ต้องเบียดกับมอเตอร์ไซค์ที่ขวักไขว่ไปมา แต่ทางเท้าในเบอร์ลินนี่เดินหน้ากระดาน 10 คนพร้อมกันได้เลย

2.พอเอาวิวสองเมืองมาวางเทียบกัน แล้วเหมือนมันขับเน้น "ใบหน้าของความยากจนข้นแค้นของคนในกรุงเทพ" ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

3.ถ้าเทียบวิวสองเมืองนี้ มันเหมือนการเดินใน supermarket ที่ทุกอย่างสะอาด และถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ (Berlin) กับการเดินใน "ตลาดสด" ที่สกปรก เฉอะแฉะ วุ่นวาย แต่มีชีวิตชีวาในแบบของมันเอง (กรุงเทพ) 555

4.เสียดายที่มันเป็น video พูดเยอรมัน แล้วไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ เราก็เลยฟังไม่ออกเลย

5.ดูแล้วนึกถึง

5.1 STRAY DOG'S EYES (2012,.Wachara Kanha, 30min) ที่บันทึกภาพวิวในกรุงเทพจากหน้าต่างรถปอ.

5.2 BUS (2014, Pongsakorn Ruedeekunrungsi, 30min) ที่บันทึกภาพชาวต่างชาติในรถเมล์ในกรุงเทพ

5.3 NIGHT/SHIFT (2017, Schone Vormen,.video installation) ที่บันทึกภาพภายในรถเมล์เล็กในกรุงเทพ แล้วมีการ install ที่นั่งผู้ชมให้เหมือนที่นั่งในรถเมล์

Sunday, November 17, 2019

THE BIRDS

สรุปว่าคู่นกเขาชวา สามีภรรยา มันอพยพย้ายรัง ย้ายไข่ หนีเราไปแล้ว ฮือๆๆๆๆๆๆ สงสารมันมากๆ ไม่รู้จะลำบากขนาดไหน เราตั้งใจจะให้มันอาศัยอยู่ต่อไปที่เครื่องแอร์ตามคำแนะนำของพนักงานอพาร์ทเมนท์ แต่เช้านี้ เราไม่ได้ยินเสียงมันอีก เราพยายามส่องดูก็ไม่เห็นตัวมันและรังของมันแล้ว เราก็เลยลองเอามือคลำที่เหนือเครี่องแอร์ ก็ไม่เจอไข่มันอีก และไม่เจอรังของมันด้วย เหลือไว้แค่เศษกิ่งไม้ 2-3 กิ่ง :-(

ก็ได้แต่ภาวนาว่า คู่สามีภรรยานกเขาชวา มันจะเจอสถานที่ใหม่ที่ดีๆและเหมาะสมกับรังของมันนะ พอเราอยากให้มันอยู่ มันก็ดันหนีเราไป สงสารมันที่สุดเลย

พนักงานอพาร์ทเมนท์บอกเราอีกด้วยว่า  ทุกห้องที่เคยเจอปัญหาแบบเดียวกันกับเรา แล้วปล่อยให้นกมันเลี้ยงลูกที่เครื่องแอร์ต่อไป ถูกหวยกันหมดเลย เหมือนนกพวกนี้มันให้โชคให้ลาภกับคนที่อพาร์ทเมนท์แห่งนี้มาแล้วหลายห้องมากๆ

อยากจะร้องไห้

สรุปเหตุการณ์ THE BIRDS (Jit Phokaew as Tippi Hedren)

1. เช้า ศุกร์ 15 พ.ย. เราเจอเศษกิ่งไม้มากมาย และ "เศษลวดตาข่าย" ที่ระเบียง ก็เลยเก็บไปทิ้ง

2.ดึก ศุกร์ 15 พ.ย. เรากลับเข้าห้อง มาดูที่ระเบียง เจอเศษกิ่งไม้อีก ก็เลยเก็บไปทิ้งอีก + โพสท์ facebook  ถามเพื่อนๆเรื่องวิธีรับมือกับนก

3.เช้า เสาร์ 16 เจอเศษกิ่งไม้และลวดตาข่ายที่ระเบียงอีก เราก็เลยเก็บไปทิ้งอีก

4.ตอนสายๆก็พบนกสองตัวแอบอยู่บนเครื่อง air conditioner นอกห้อง เราพยายามใช้ไม้กวาดเขี่ยไล่มันไป 3 ครั้งแต่พวกมันแค่หนีไปเกาะบนดาดฟ้าตึกใกล้ๆ

5.เราปีนขึ้นไปเพื่อพยายามส่องดูบนเครื่องแอร์ แต่มันมองไม่เห็น ทำได้แค่ใช้มือคลำๆว่ามันมีอะไรบนแอร์ เราพบลวดตาข่ายและกิ่งไม้บนแอร์ ก็เลยเก็บไปทิ้ง แต่พอคลำไปเรื่อยๆ ก็เลยเจอ " ไข่" ลูกนึง กรี๊ดดดดดดดดดดดดด มิน่าล่ะ นกคู่นี้มันถึงไม่ยอมทิ้งระเบียงนี้ไปสักที

6.เราตัดสินใจวางไข่ไว้บนแอร์ตามเดิม แล้วไปเล่าเรื่องให้พนักงานอพาร์ทเมนท์ฟัง ปรากฏว่าพนักงานบอกว่า ถ้ามันออกไข่บนแอร์แล้ว ก็ให้ปล่อยให้มันเลี้ยงลูกจนโตบนเครื่องแอร์ไปเลยจ้า แอร์ไม่เสียแต่อย่างใด เป็นอย่างนี้หลายห้องแล้ว แม่นกมันจะเลี้ยงจนลูกบินได้ แล้วมันก็จะจากไปเอง

พนักงานเล่าด้วยว่า มีหลายห้องที่เจอผึ้งแห่มาทำรังที่ระเบียงด้วย คนเช่าห้องก็กลัว แต่พนักงานบอกว่าไม่ต้องไล่ เดี๋ยวพอหมดฤดูอะไรของมัน ฝูงผึ้งมันก็จะจากไปเอง แล้วผู้เช่าห้องกับพนักงานก็เอาน้ำผึ้งจากรังมากินกัน

7.เราก็เลยตัดสินใจว่าจะลองปล่อยมันไว้อย่างนี้ก่อน ไม่รู้เหมือนกันว่านกมันจะกลัวเราจนหนีไปเอง (เพราะเราใช้ไม้กวาดไปไล่มันแล้ว 3 รอบ) หรือมันจะยังอยู่ที่นี่ต่อไป ยังไงที่นี่ก็เป็นแค่ "อพาร์ทเมนท์" ที่เราเช่าอยู่ ถ้าเจ้าของอพาร์ทเมนท์เขาโอเคกับการมีนกมาทำรังบนแอร์ เราก็ไม่ว่าอะไร

หวังแต่ว่า เราจะไม่ติดโรค ไข้กาฬนกนางแอ่น หรือโรคอะไรต่างๆหลังจากนี้นะ

Saturday, November 16, 2019

MIASMA, PLANTS, EXPORT PAINTINGS

MIASMA, PLANTS, EXPORT PAINTINGS (2017, Lu Pan, Bo Wang, Hong Kong, documentary, A+30)

1.ติดอันดับประจำปีแน่นอน ชอบหนัง essay  ทำนองนี้มากๆ หนังพูดถึงทั้ง

1.1 ประวัติศาสตร์การใช้ perspective ใน paintings ที่แตกต่างกัน ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก

1.2 ประวัติศาสตร์การนำ exotic plants จากตะวันออกไปเผยแพร่ในตะวันตก

1.3 ประวัติศาสตร์เกาะฮ่องกงก่อนเป็นของอังกฤษ

1.4 การแบ่งชนชั้นในฮ่องกงผ่านทาง "ความสูง" ของสถานที่ตั้งบ้าน

กราบมากๆที่หนังสามารถร้อยเรียงเรื่องต่างๆเหล่านี้เข้ามาไว้ด้วยกันได้ ดูแล้วนึกถึงหนังของ Alexander Kluge และ Harun Farocki ที่เก่งกาจในการร้อยเรียงเรื่องแบบนี้เหมือนกัน

2.ชอบการใช้ found footage จากหนังมากๆ โดยเฉพาะจากหนังเรื่อง LOVE IS A MANY-SPLENDORED THING (1955, Henry King) กับ TAI-PAN.(1986, Daryl Duke) เราจำได้ว่า TAI-PAN เคยมาฉายทางทีวีตอนเราเด็กๆ แต่เราไม่ได้ดู แต่เราได้ดู NOBLE HOUSE (1988, Gary Nelson) ซึ่งเป็นภาคสองของ TAI-PAN ตอนที่มันมาฉายทางช่อง 7

ยังจำได้เลยว่า  NOBLE HOUSE สะท้อนความหวาดกลัวของฮ่องกงที่มีต่อจีนด้วย เพราะตัวละครใน NOBLE HOUSE คุยกันในทำนองที่ว่า "ในอนาคต จีนจะเข้ามากลืนกินฮ่องกงหรือเปล่า" แล้วพระเอก (Pierce Brosnan) ก็ตอบว่า "ไม่แน่หรอก เมื่อถึงเวลานั้น ฮ่องกงอาจจะเป็นฝ่ายที่กลืนกินจีนก็ได้"

พอนึกย้อนไปแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ บางทีละครทีวีเรื่อง NOBLE HOUSE มันอาจจะมองโลกในแง่ดีมากเกินไปก็ได้

 MY WORLD (2018, Jun Li, Hong Kong, A+30)

ตอนแรกนึกว่าเราจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ เพราะช่วงแรกมันดูเหมือนหนังวัยรุ่นเปรี้ยวๆ เก๋ๆ เท่ๆ แต่พอดูไปเรื่อยๆก็พบว่าหนังมัน surreal และประหลาดดี เหมือนตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์แทนอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ ดูแล้วนึกถึงหนังอย่าง NOCTURAMA (2016, Bertrand Bonello) และ THERE'S NOTHING AT THE BEGINNING (2016, Pattanapol Suthaporn) ที่ดูช่วงแรกแล้วนึกว่าเป็นแค่เรื่องของวัยรุ่นเก๋ๆ แต่ดูไปดูมาแล้วพบว่ามันพิสดารและทรงพลังมากๆ

Thursday, November 14, 2019

5 NOV – 11 NOV 1989


อันดับเพลงเมื่อ 30 ปีก่อน
WEEK 45
5 NOV – 11 NOV 1989

1. (IT’S JUST) THE WAY THAT YOU LOVE ME – Paula Abdul

2.GET ON YOUR FEET – Gloria Estefan (New Entry)

3. LOVE LIKE WE DO – Edie Brickell & New Bohemians (New Entry)

4. HEAVEN’S HERE – Holly Johnson (New Entry)

5.NO DEPOSIT, NO RETURN – Sheena Easton (New Entry)

6. YOU’RE MY LIFE – Yoko Oginome (New Entry)

7. YOU KEEP IT ALL IN – The Beautiful South (New Entry)

8. THAT’S WHAT I LIKE – Jive Bunny and the Mastermixers (New Entry)

9. ANGELIA – Richard Marx (New Entry)

10. NATURE OF LOVE – Waterfront

11.WHITE HORSE ’89 – Laid Back (New Entry)
                       
12. BLAME IT ON THE RAIN – Milli Vanilli (New Entry)

13. THE REAL THING – ABC (New Entry)

14. DRAMA – Erasure (New Entry)

15. BORN TO BE SOLD – Transvision Vamp (New Entry)