SOME OF MY OLD WRITINGS ABOUT TOSSAPHON RIANTONG
เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง WHAT DO
YOU SEE IN THE DARK? หาอะไร? (2026,
Tossaphon Riantong, 19min) ได้รับเลือกให้ฉายในสายหนังสั้นของ Critics’
Week ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับภาพยนตร์สั้นที่คุณทศพร
เหรียญทองเคยกำกับมาไว้ในที่นี้นะ
โดยข้อมูลส่วนแรกจะเป็นชื่อเรื่องสั้นกับเรื่องย่อในสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้น
และข้อมูลส่วนที่สองจะเป็นสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในอดีตเกี่ยวกับผลงานของคุณทศพร
ข้อมูลพวกนี้ถือเป็นเพียง partial
filmography เท่านั้นนะ เพราะเราไม่ได้มีข้อมูลหนังสั้น ”ทุกเรื่อง”
ของคุณทศพร และเราแทบไม่ได้ติดตามดูซีรีส์ใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมาเลยจ้ะ
เพราะฉะนั้นเราจะไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์มาลงไว้ในที่นี้
ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องของคุณ Tossaphon
Riantong ได้ในช่องยูทูบของเขานะ อย่างเช่น “น้าโอมอยากมีผัว”,
“หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม”, “หยอย”, MEOW MEOW
SOME INFORMATION ABOUT SOME SHORT FILMS MADE BY TOSSAPHON
RIANTONG
1.REMEMBER จำ (2008,
28min)
Synopsis: ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อม
ชายอีกคนผู้เป็นต้นเหตุจึงต้องรับชายคนนี้มาพักรักษาที่บ้าน
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่
13 ก.ย. 2008
หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลดีเด่นประจำปีในสาขา
“ช้างเผือกพิเศษ” ในเทศกาลหนังสั้น
2. DARKSIDE อารมณ์
(2008, Tossaphon Riantong, 28min)
Synopsis: แมง เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครคบ
ยกเว้นพริม เด็กสาวคบเขาเพราะเหตุผลบางประการ เมื่อพริมจากเขาไป
เพียวเด็กสาวอีกคนก็มาแทนที่ ... แต่ในใจของแมงยังมีแต่พริม
เราไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้นะ เพราะวันฉายมันชนกับงาน
LAV DIAZ RETROSPECTIVE ในปี 2009
3. MY BEST FRIEND เพื่อน
(2009, 25min)
Synopsis: คำว่า ‘เพื่อน’ มีจริงหรือไม่
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 23 ก.ค.
2009
หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรชมเชยในสาขาช้างเผือกพิเศษในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่
13
4. WHEN FON LEFT CHUANG เมื่อฝนทิ้งช่วง (2009,
Thossaporn Riantong, Thailand, 27min)
Synopsis: เมื่อฝนทิ้งช่วงไป
ทำให้ช่วงเศร้าอย่างมาก...
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลในวันที่ 25 ก.ค.
2009
5.GIVE ME YOUR HEART (2011,
Tosaporn Riantong, 5min)
Synopsis: เกตบอกให้นัตตี้ควักหัวใจตัวเองออกมาให้เธอ
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 2 ก.ค. 2011
6. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว
(2011, Tossaphon Riantong, 27min)
Synopsis: น้าสาวไร้ผัวต้องมาทนปกครองหลานชาย
หนังเรื่องนี้ผ่านเข้ารอบสองในสาขาช้างเผือกในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่
15
หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 20 ในลิสท์หนังสั้นไทยที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี
2011
7. MY NOON เพลงวันเกิด (2012, Tossaphon
Riantong, queer film, documentary, 13.51min, A+30)
Synopsis: เมื่อถึงวันเกิดของนุ่น
นัตตี้แต่งเพลงให้เธอ
หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ
ในสาขาสารคดี (หรือดุ๊ก) ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 โดยกรรมการปีนั้นคือ
ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา และ บรรพต วุฑฒิปรีชา (ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี
เรื่อง ลุมพินี)
หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 12 ในลิสท์หนังสารคดีที่เราชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี
2012
8.THIS FILM IS INSPIRED BY ANN TONGPRASOM หนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแอน
ทองประสม (2012, Tossaphon Riantong, 29.45min, A+15)
Synopsis: บูมอยากเป็นดาราและเรียนนิเทศศาสตร์
เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากแอน ทองประสม
หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในการเข้าชิงรางวัลช้างเผือก
ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16
9. YOY หยอย (2013,
Tossaphon Riantong, 50min, A+15)
Synopsis: ฉันไม่ได้ชื่อหยอย
ตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงห้องเชียร์ รุ่นพี่เปลี่ยนชื่อฉันเป็นหยอย
หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสาย Digital
Forum ในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 17 และได้รับรางวัล
“วิจิตรมาตรา” ในปีนั้น
10. RAPIST’S NIGHTMARE (2014, Tossaphon Riantong, 12.15min,
A+30)
Synopsis: พี่กดไหล่มันไว้ ไม่ให้มันตื่น...
เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 10 ก.ค. 2014
เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด เพราะว่าเรามักจะชอบหนังทดลอง
แต่ปกติแล้วคุณทศพรทำหนัง narrative ไม่ได้ทำหนังทดลอง
เพราะฉะนั้นหนังบางเรื่องของคุณทศพรก็เลยไม่ตรงทางของเราซะทีเดียว แต่
RAPIST’S NIGHTMARE นี่ถือเป็นหนังทดลองที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับเรา
11. THE HOUSE OF LOVE (2015, Tossaphon
Riantong, documentary, 23min, A+30)
Synopsis: บ้านนี้มีความรัก
หนังเรื่องนี้ได้ผ่านเข้ารอบสองในสายหนังสารคดีในเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่
19
เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด
12. MEOW MEOW (2015,
Tossaphon Riantong, animation, 2.30min, A+25)
Synopsis: แมวเกาหลีชื่อคิตตี้ พาร์ค ร้องเพลง
+++++
สรุปว่าเราได้ดูผลงานการกำกับภาพยนตร์ของคุณทศพร
เหรียญทองไปเพียงแค่ 11 เรื่องเท่านั้นค่ะ โดยหนัง 5
เรื่องที่เราชอบมากที่สุดของคุณทศพรก็คือ
(เรียงตามลำดับความชอบ)
1. MY NOON เพลงวันเกิด
2. FLUSH TANK น้าโอมอยากมีผัว
3. THE HOUSE OF LOVE
4. RAPIST’S NIGHTMARE
5. REMEMBER จำ
++++
อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนไว้ใน blog ตอนปี 2009 ช่วงที่คะแนนเต็มของเราเป็น A+ ไม่ใช่ A+30
เหมือนในปัจจุบัน
POLL 65: LESBIAN
My poll 65 is inspired by five Thai short films I saw this year – MAHJONG, MISS
YOU SO MUCH, SHE AND HER, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG (เมื่อฝนทิ้งช่วง). These five films
deal with lesbianism. MAHJONG and SHE AND HER are very interesting, because
these two films present lesbianism in a very positive way. These two films are
against discrimination and ask for society's acceptance of lesbianism.
MISS YOU SO MUCH, THE SPECIAL LOVE, and WHEN FON LEFT CHUANG are darker. These
three films focus on the psychological aspects of their characters. I like the
narrative structure of MISS YOU SO MUCH very much. THE SPECIAL LOVE is made by
a female high-school student. The film shows that this young filmmaker is
ambitious and has a high potential to be a great director in the future. WHEN
FON LEFT CHUANG is like a psychological thriller. It is made by Tossaporn
Riantong. I like Tossaporn's films very much, but I usually give
"A+/A" to his films, not "A+". I love the emotions and
atmosphere in his films, but I think his films are restricted by
"genre". His films seem to belong in either horror or thriller genre,
and that makes the stories in his films not really interesting. I think if
Tossaporn makes a film which focuses only on the atmosphere and emotions, but
does not try to make the film fit into the horror/thriller formula, that may be
the kind of films that I like.
+++++
WHY I LIKE "FLUSH TANK" (2011, Tossaphon Riantong,
A++++++++++)
(ผมขออนุญาตใช้คำว่า "เงี่ยน" ใน comment ข้างล่างนะครับ
เพราะผมรู้สึกว่ามันสื่อสิ่งที่ผมคิดอยู่ในใจออกมาได้ตรงที่สุด)
โดยหลักๆก็คือผมดูแล้วรู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้มากๆน่ะครับ
ซึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผมรู้สึกดีมากๆกับหนังเรื่องนี้รวมถึง
1.เส้นเรื่องของหนังเรื่องนี้
ซึ่งเริ่มจากการที่น้าสาวทึนทึกกับหลานชายทะเลาะกัน
และจบลงด้วยการที่หลานชายยอมรับตัวน้าสาวได้ในที่สุด
(เขาตัดสินใจที่จะอยู่กับน้าต่อไป)
ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลานชายถึงยอมรับตัวน้าสาวได้ในตอนจบ
แต่มันก็ทำให้ผมจินตนาการไปว่า บางทีหลานชายอาจจะตระหนักได้ว่า
"มนุษย์มันก็แค่นั้นแหละ ต่างก็อยากมีผัวด้วยกันทั้งนั้น",
"มนุษย์มันก็เต็มไปด้วยข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น",
"มนุษย์แต่ละคนมันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่
แต่ละคนมันก็มีปัญหาอึดอัดคับข้องใจของตัวเอง", "อยู่กับน้าสาวนี่แหละดี
เราจะได้แอบไปมีเซ็กส์ได้ตามสบาย" หรือ "กูเงี่ยน กูยังได้ระบายออก
น้าโอมเงี่ยน แต่น้าโอมอาจจะไม่ได้ระบายออก น้าโอมแม่งน่าสงสารว่ะ"
สรุปว่าผมไม่แน่ใจหรอกครับว่าอะไรทำให้หลานชายตัดสินใจอยู่กับน้าต่อไปในตอนจบ
แต่มันทำให้ผมรู้สึกดีที่หนังจบแบบนี้
2.ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมจะนึกถึงหนังสั้นกลุ่มนึง
ประเภทที่เล่าเรื่องที่ว่า "ลูกสาวทะเลาะกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย
เพราะพวกเขาเข้มงวดมากเกินไป แล้วลูกสาวก็หนีออกจากบ้านไป แล้วก็ถูกข่มขืน
ก็เลยตระหนักได้ว่า โอ้ พ่อแม่เรานี้แสนดีหนักหนา แล้วก็กลับบ้านในที่สุด"
ซึ่งผมเกลียดหนังสั้นกลุ่มนี้มากๆเลยครับ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
แต่เวลาผมดูหนังสั้นกลุ่มนี้แล้วผมจะรู้สึกแย่มากๆ
ในทางตรงกันข้าม ผมรู้สึกเหมือนกับว่า "น้าโอมอยากมีผัว"
มันเป็นเหมือนภาคกลับของหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด
เพราะถึงแม้เส้นเรื่องมันจะมีบางอย่างคล้ายกัน ซึ่งก็คือ "เริ่มต้นด้วยการที่ผู้ปกครองกับเด็กมีปัญหากัน
และจบลงด้วยการเข้าใจกัน หรือการคืนดีกัน"
แต่รายละเอียดปลีกย่อยมันทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของหนังกลุ่มที่ผมเกลียด
ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ รวมถึง
2.1 ปกติผมจะรำคาญตัวละครผู้ปกครองในหนังประเภทนี้
แต่ผมกลับอินกับตัว "น้าโอม" ในหนังเรื่องนี้ในระดับนึง
เพราะเธอเป็นสาวทึนทึก และไม่ใช่สาวทึนทึกในหนัง "พาฝัน" ประเภท 30+
โสด on sale หรือ 30 กำลังแจ๋ว
หรือ SEX AND THE CITY ที่มีความสวยเซ็กซี่อยู่ในตัวมากพอสมควร
แต่เป็นสาวทึนทึกที่มีลักษณะความเป็นมนุษย์เดินดินอยู่ในตัวสูงมากๆ
2.2 หนังไม่ได้บอกว่าการที่น้าโอมเข้มงวดกับหลานชายเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งผิด
หรือสิ่งที่ให้อภัยได้หรือไม่ได้ แต่เหมือนจะให้คนดูตัดสินใจเอาเอง
ซึ่งแตกต่างจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียด ที่เหมือนจะ "ให้อภัย"
กับการกระทำของเหล่าตัวละครพ่อแม่ปู่ย่าตายายในตอนจบ นอกจากนี้
การเข้มงวดของน้าโอม ก็ดูเหมือนจะเป็นการแสดงบทบาทของผู้ปกครองไปอย่างแกนๆ
มากกว่าการเข้มงวดอย่างจริงๆจังๆ
2.3 ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น
เรื่องเซ็กส์จะถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งผิด วัยรุ่นไม่ควรเข้าใกล้ วัยรุ่นหญิงชายไม่ควรมั่วสุมอยู่ด้วยกัน
ตัวละครพ่อแม่ในหนังสั้นกลุ่มนี้จะไม่มีความต้องการทางเพศหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
หรือสรุปได้ว่า ในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น
"ตัวละครผู้ปกครอง
ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นตัวละครที่ไม่มีความเงี่ยน
ตัวละครวัยรุ่น ซึ่งเป็นตัวละครที่หนังมองว่าเป็นฝ่ายผิด
เป็นตัวละครที่มีความเงี่ยน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควร"
แต่ใน "น้าโอมอยากมีผัว" นั้น
"ตัวละครผู้ปกครอง มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ
ตัวละครวัยรุ่น มีความเงี่ยน และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ
ตัวละครอื่นๆในหนัง ทั้งสาวผมยาวและสาวผมสั้นที่คุยโทรศัพท์
ต่างก็ดูเหมือนจะอยากมีผัว และมันเป็นเรื่องธรรมชาติ"
2.4 ในตอนจบของหนังเรื่องนี้
หนังก็ไม่ได้บอกว่าน้ากับหลานเข้าใจกันหรือให้อภัยกันแต่อย่างใด
แต่มันทำให้ผมจินตนาการไปว่า ในตอนจบของหนังเรื่องนี้
หลานอาจจะสามารถยอมรับน้าได้ในฐานะมนุษย์ขี้เหม็นคนนึง
หรือมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและปัญหาชีวิตมากมายคนนึง ซึ่งแตกต่างไปจาก
"ภาพนางสาวไทย" หรือภาพ "เจ้าแม่กวนอิม"
ที่ปรากฏอยู่ในฉากแรกๆของหนังเรื่องนี้
ตอนจบแบบนี้มันก็เป็นสิ่งนึงที่แตกต่างไปจากหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดน่ะครับ
เพราะในหนังสั้นกลุ่มที่ผมเกลียดนั้น ตอนจบของหนังประเภทนี้
"ผู้ปกครองจะอยู่ในสถานะสูงกว่าเด็ก" แต่ในตอนจบของน้าโอมอยากมีผัวนั้น
ผมรู้สึกว่า "ผู้ปกครองอยู่ในสถานะเท่ากับเด็ก
เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เงี่ยนๆเหมือนกัน" และผู้ปกครองไม่ได้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางกาย,
วาจา, ใจ
เหมือนกับภาพเจ้าแม่กวนอิมช่วงเปิดเรื่องแต่อย่างใด
3.ผมชอบความ weird หรือความเซอร์เรียลของหนังด้วยครับ
หนังมีการใช้ soundtrack เพื่อเพิ่มความเซอร์เรียล
และมีการใส่ฉากจุลินทรีย์อะไรเข้ามา ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจความหมายของฉากพิสดารเหล่านี้
แต่ดูแล้วรู้สึกดีกับมันครับ
4.โดยปกติแล้วผมจะชอบหนังที่นำเสนอความเงี่ยนของผู้หญิงน่ะครับ
ซึ่งตัวละครน้าโอมกับสาวผมยาวในเรื่องนี้ตอบโจทย์ของผมตรงนี้ได้ดีมากๆ
และหนังก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งผิดด้วย
5.ชอบฉากที่น้าโอมพยายามยั่วผู้ชายในออฟฟิศมากๆครับ
ผมรู้สึกว่ามันจริงดี น้าโอมเป็นผู้หญิงธรรมดาคนนึง ที่ไม่มีจริตจะก้าน, มารยาร้อยเล่มเกวียน หรือความสามารถพิเศษในทางด้านนี้แต่อย่างใด
เธอทำได้แค่นี้แหละ และเธอแทบจะไม่มีวันสู้เด็กรุ่นใหม่ที่มันซิง มันสดกว่าได้
จุดนี้ของหนังมันทำให้ผมนึกถึงชีวิตจริงของตัวเองด้วยเหมือนกัน
++++
ในปี 2011 เราเคยทำลิสท์ภาพยนตร์ไทย 12
เรื่องที่เข้ากับ concept ของ Ray Carney ด้วย ซึ่งหนังเรื่อง “น้าโอมอยากมีผัว” ก็เป็นหนึ่งในหนังไทย 12
เรื่องนั้น โดยตอนนั้นเราเขียนว่า
24. Ray Carney said that Mike Leigh and
John Cassavetes " show us how extraordinary the most ordinary life can be.
They show us that it’s not the complexity of events that makes for interest but
the complexity of a character’s feelings.
The turning points in life usually occur in the simplest settings and
situations. Not racing somewhere in a car, but sitting in a room and suddenly
realizing something. Not yelling and screaming, but reading a magazine and
feeling bored or discouraged. If you feel your character has to have something
extraordinary happen to her to make her interesting, ask yourself why ordinary
life does not matter enough to hold your interest."
Discuss how Ray Carney's quote above may or may not be applied to the following
films, and why?:
24.1 DINNER (2005, Sivaroj Kongsakul)
24.2 FLUSH TANK (น้าโอมอยากมีผัว) (2011, Tossaphon
Riantong)
24.3 HAPPINESS (สุขขี) (2011, Chadchon Nonthichan)
24.4 LET'S EAT (2011, Wasunan Hutawach)
24.5 ON THE ROAD (2010, Thepmanee Kittitawornkul)
24.6 THE OTHER WORLD (2007, Chutchon Ajanakitti)
24.7 OUR LAST NIGHT TOGETHER (ค่ำคืนสุดท้าย) (2010,
Wachara Kanha, 48 min)
24.8 SHE IS READING NEWSPAPER (2005, Tossapol Boonsinsukh)
24.9 STUDENT (2005, James Prutwarasin)
24.10 TO (2010, Uruphong Raksasad, 16 min)
24.11 A WEEK'S VACATION (1980, Bertrand Tavernier, France)
24.12 A YEAR HENCE (2011, Rachakorn Potito)
24.13 YESTERDAY (2008, Sompot Chidgasornpongse)
++++
MY NOON เพลงวันเกิด (2012,
Tossaphon Riantong, Thailand, documentary, 14min)
หนังสารคดีที่นำเสนอความรักระหว่างนิสิตสาวสองคนออกมาได้อย่างงดงามและชื่นมื่นเบิกบานมาก
ๆ
เราเดาว่าความดีงามอย่างหนึ่งของหนังสารคดีเรื่องนี้น่าจะเกิดจากการที่ผู้กำกับเป็นเพื่อนของ subjects ของหนังมั้ง หนังมันเลยนำเสนอตัว subjects ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองมาก ๆ
ไม่รู้มันมีศัพท์เฉพาะเรียกหนังสารคดีกลุ่มนี้หรือเปล่า
นั่นก็คือหนังสารคดีที่นำเสนอเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ, เรื่องในครอบครัวของผู้กำกับ
หรือคนใกล้ชิดกับผู้กำกับ เราว่าหนังสารคดีกลุ่มนี้มันเป็นญาติสนิทกับหนังกลุ่ม home
movies/home videos และมันมีเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมันเอง
นั่นก็คือการพาเราเข้าไปชิดใกล้กับตัว subjects ได้อย่างมาก
ๆ หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects ออกมาได้อย่างดีมาก
ๆ ไม่รู้ว่าเราจะเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าเป็น personal
documentaries หรือ intimate documentaries ได้หรือเปล่า และเราคิดว่าหนังกลุ่มนี้มีข้อดีแตกต่างไปจากหนังสารคดีอย่างเป็นทางการทั่ว
ๆ ไป ที่อาจจะเน้น “สะท้อนโครงสร้างปัญหาสังคม” ได้ดีมาก
แต่อาจจะไม่ได้ลงลึกด้านอารมณ์ความรู้สึกของตัว subjects อย่างเช่น หนังสารคดีของ Raymond Depardon, Frederick
Wiseman และ Michael Moore
++++
YOY (2013, Tossaphon Riantong, 50min, A+15)
หยอย (ทศพร เหรียญทอง)
หนังเรื่อง “หยอย”
ทำให้นึกถึงประเด็นต่างๆดังต่อไปนี้
1.ไปๆมาๆแล้ว
สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักของเรื่อง
(ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของการค้นหาตัวตนหรือการกำหนดตัวตน)
แต่เป็นอะไรเดิมๆที่เรามักชอบในหนังเรื่องอื่นๆ นั่นก็คือการที่เราสามารถ identify ตัวเองเข้ากับความปรารถนาทางเพศของนางเอก ฮ่าๆๆ คือหนังเรื่องนี้สร้าง character พระเอกออกมาได้ตรงสเปคเรามากพอสมควร ทั้งหน้าตาและบุคลิก
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือนางเอกหนังเรื่องนี้เธอเป็นฝ่ายรุก
เป็นฝ่ายที่พยายามเสยตัวเองเข้าหาพระเอกตลอดเวลา นางเอกหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็น object
of desire แต่เธอเป็น subject ในขณะที่พระเอกตกเป็น object
of desire ของทั้งนางเอกและคนดูอย่างเต็มๆ
(จริงๆแล้วเราก็ไม่แน่ใจว่านางเอกคิดอะไรยังไงกับพระเอกมากน้อยแค่ไหน
เพราะนางเอกก็ชอบรุ่นพี่ด้วย
เราก็เลยไม่แน่ใจว่านางเอกเธอต้องการเป็นเพื่อนของพระเอก, หรือต้องการเป็นแฟน,
เธอรักพระเอก หรือว่าเธอแค่ want want แต่ไม่จริงจังอะไรมากนัก)
อย่างไรก็ดี
การที่เราได้เห็นนางเอกหนังเรื่องนี้พยายามหาช่องทางตีสนิทกับพระเอกต่างๆนานา
มันจึงเหมือนเป็นการปลดปล่อยความต้องการทางเพศของเราไปโดยปริยาย ฮ่าๆๆ
คือเราคงไม่สามารถทำแบบนางเอกได้ในชีวิตจริง
แต่นางเอกหนังเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่แทนเรา เธอทำกับพระเอกในสิ่งที่เราอยากจะทำกับพระเอก
และการที่เราได้เจอตัวละครที่คิด, พูด, ทำแทนเราแบบนี้ มันก็ทำให้เรามีความสุขมากๆ
พฤติกรรมอย่างนึงของนางเอกที่ทำให้เรานึกถึงตัวเองมากๆ
คือการที่เธอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อพระเอกน่ะ
เธอเปลี่ยนสไตล์การแต่งหน้าของตัวเองใหม่
และพยายามอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกับที่พระเอกอ่าน เธอพยายามเปลี่ยน “ตัวตน” ของเธอ
แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดเธอจะฝืนทำมันได้ไม่สำเร็จ
ความพยายามจะเปลี่ยนตัวเองของนางเอกทำให้เรานึกได้ว่า
เราเองก็เคยทำอะไรคล้ายๆอย่างนี้เหมือนกัน
เพราะผู้ชายที่เราแอบหลงรักเขาชอบโพสท์ข่าวการเมืองบน wall ของเขา เราก็เลยพยายามตามอ่านข่าวการเมืองที่เขาโพสท์
แต่นานๆเข้าเราก็ค่อยๆอ่อนล้าและหมดแรงในการฝืนตัวเองให้อ่านสิ่งที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ
และในที่สุดเราก็ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา
การที่นางเอกกับพระเอกไม่ได้ลงเอยกันในตอนท้ายของเรื่อง
มันก็เป็นจุดที่เราทั้งชอบและไม่ชอบ เราชอบที่ว่ามันดูสมจริงดี
และมันก็ถูกต้องแล้วล่ะที่ลงเอยเหมือนชีวิตจริงแบบนี้
ชีวิตจริงที่เรามักไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอไป แต่ในอีกแง่นึง
เราก็ยอมรับว่าความสมจริงมันต้องแลกด้วย “ความพาฝัน” อยู่เหมือนกัน
เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าหากหนังเรื่องนี้พาฝันเราไปจนสุดทาง
เราจะชอบมันมากขึ้นหรือน้อยลง (ตัวอย่างหนังที่พาฝันเราไปสุดทางแล้วเราชอบมากๆ
คือเรื่อง “ความรู้สึกที่หายไป” (LOST IN EMOTION) (2008, โสรญา ดวงเทพ, 16min, A+30)
ที่เป็นเรื่องของสาวออฟฟิศที่อยากได้ยามรักษาความปลอดภัยหนุ่มหล่อ
แล้วก็ได้ในตอนจบ ถ้าจำไม่ผิด)
ถึงแม้เราจะ identify ตัวเองกับความ want ของนางเอก
แต่เราก็ไม่ได้ identify ตัวเองกับพฤติกรรมอื่นๆของนางเอก
และไม่ได้ identify ตัวเองกับหน้าตาของนางเอกด้วย
ฮ่าๆๆ คือถ้าหากนางเอกหนังเรื่องนี้เป็นสาวอ้วนดำแบบนางเอกหนังเรื่อง “สวัสดีมานพ”
(2013, ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก + วันดี ตะบูนพงศ์, A+30) ที่ want ผู้ชายมากๆเหมือนกัน เราก็อาจจะ identify ตัวเองกับนางเอกและความ want ของนางเอกได้มากยิ่งขึ้น
คือนางเอกของ “หยอย” มันยังมีความเป็นพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางอยู่สูงน่ะ
และนิสิตหญิงจุฬาส่วนใหญ่ก็คง identify ตัวเองกับนางเอกคนนี้ได้สบายๆ
แต่ไม่ใช่เรา (ในแง่ของหน้าตาและบุคลิก)
2.อย่างไรก็ดี
เราก็ชอบนางเอกหนังเรื่องนี้ในแง่ที่ว่า เธอดูคิกขุ แต่ไม่น่ารำคาญนะ
มันเป็นลักษณะเดียวกับที่พบในนางเอกหนังเรื่อง CLUELESS (1995, Amy
Heckerling) และ LEGALLY BLONDE (2001, Robert
Luketic) คือผู้หญิงคิกขุหลายคน
มันดูน่ารำคาญมากๆในชีวิตจริง แต่นางเอกของหยอย, CLUELESS และ LEGALLY BLONDE มันดูคิกขุ
แต่ไม่น่ารำคาญ
3.เรา identify ตัวเองไม่ได้กับพฤติกรรมบางอย่างของนางเอก
แต่นั่นคืออีกจุดที่เราชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ คือนางเอกหนังเรื่องนี้มันมีด้านมืด
หรือมีความเป็นนางอิจฉาอยู่ในตัว
คือถ้าหากหนังเรื่องนี้เปลี่ยนโฟกัสไปที่ตัวละครรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เป็นเกย์ปุ๊บ
สถานะของตัวละครเชอรี่ในเรื่องนี้จะกลายเป็นนางอิจฉาในทันที
พฤติกรรมของนางเอกที่เรารับไม่ได้
คือเรื่องที่เธอแอบถ่ายรูปในห้องน้ำน่ะ
เราว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นมากๆ
อย่างไรก็ดี การที่นางเอกทำแบบนี้มันก็ทำให้ตัวละครนางเอกดูกลมมากขึ้น
และดูน่าสนใจมากขึ้นด้วย เธอไม่ใช่ตัวละครสาวใสซื่อใจบริสุทธิ์อีกต่อไป
แต่เธอกลายเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีศักยภาพในการทำความเลวซ่อนอยู่ในตัว
ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ใดจะกระตุ้นให้เธอปลดปล่อยความเลวออกมา
แต่นางเอกก็มีจุดที่ดีมากๆอยู่ในตัวเหมือนกัน
จุดที่เราชอบมากคือตอนที่เธอพูดกับเพื่อนในทำนองที่ว่า
เราไม่ควรไปก้าวก่ายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนตัวสูงกับอาจารย์ชาย
เราเห็นด้วยกับนางเอกมากๆในจุดนั้น
และไม่เห็นด้วยกับเพื่อนสนิทของนางเอกที่พยายามจะเข้าไปก้าวก่ายความรักระหว่างศิษย์-อาจารย์ของเพื่อนตัวเอง
4.ฉากที่ติดตาติดใจเรามากที่สุดในหนังเรื่องนี้
คือฉากที่ล้อตำนานซินเดอเรลล่า ด้วยการให้นางเอกวิ่งลงบันไดมา
แล้วทิ้งรองเท้าไว้ข้างนึง เราว่ามันล้อตำนานนี้ได้น่าสนใจมาก เพราะในฉากนี้
เชอรี่ทำพฤติกรรมแบบนางอิจฉา ไม่ใช่นางเอก การวิ่งลงบันไดของเธอเหมือนกับการดิ่งลงสู่นรกในจิตใจเธอเอง
และรองเท้าที่เธอทิ้งไว้ไม่ได้ทำให้เธอได้พบกับเจ้าชายในฝัน
แต่มันเป็นหลักฐานมัดตัวเธอในฐานะผู้กระทำผิด
5.ประเด็นหนึ่งที่เราชอบมากในหนังเรื่องนี้
ก็คือโครงสร้างของสังคมที่เอื้อให้มีการกดขี่กันเป็นทอดๆ
ซึ่งในที่นี้คือระบบที่รุ่นพี่มีสิทธิในการตั้งชื่อใหม่ให้รุ่นน้อง
ในตอนแรกนั้น นางเอกตกเป็นเหยื่อของระบบนี้
เธอดูน่าสงสาร แต่หนังเรื่องนี้ดีมาก ที่ในเวลาต่อมา
นางเอกก็กลายเป็นคนที่ทำร้ายคนอื่นโดยอาศัยประโยชน์จากระบบนี้เสียเอง
การที่นางเอกตั้งชื่อใหม่ให้ศัตรูหัวใจของเธอว่าหยอย
จึงเป็นการสะท้อนด้านมืดของมนุษย์และโครงสร้างสังคมที่น่าสนใจมาก
และมันทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองว่า
เราเคยทำแบบนางเอกหนังเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า
เราเคยทำร้ายคนอื่นในแบบที่เราเคยถูกคนอื่นทำร้ายหรือเปล่า
6.เรา identify ตัวเองกับตัวพระเอกของเรื่องด้วยเหมือนกัน
เพราะเราเคยเรียนคณะบัญชี และเราทนการซ้อมเชียร์ในคณะนี้ไม่ได้ เราซ้อมเชียร์อยู่
3 วันแล้วก็ไม่เข้าซ้อมเชียร์อีกเลย
แต่เราไม่เคยลุกขึ้นมาโต้เถียงกับรุ่นพี่เหมือนพระเอกของเรื่องนี้นะ
อีกอย่างที่เรา identify กับพระเอกของเรื่อง ก็คือการที่เราแทบไม่มีเพื่อนในคณะ
ตอนเรียนบัญชีเรามีปัญหาบางอย่าง ทำให้เราแทบไม่มีเพื่อนเลย
แต่ปัญหาของเราจบลงด้วยการลาออกแล้วเอนท์ใหม่เข้าคณะอักษรแทน
ตัวละครพระเอกของเรื่องนี้
ก็เลยทำให้เรานึกถึงตัวเอง บางทีเราก็เคยจินตนาการว่า ถ้าหากเราเรียนบัญชีต่อไป
ชีวิตเราจะเป็นยังไง เราจะตกอยู่ในสถานะคล้ายๆพระเอกหนังเรื่องนี้หรือเปล่า
7.อีกสิ่งที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้
ก็คือว่ามันเหมือนกับเป็นภาคสองของหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE
(2013, อรุณกร พิค, 22.30min,
A+30) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับระบบ SOTUS และการซ้อมเชียร์ที่โหดเกินไป
คือในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหนังอย่างน้อย 3
เรื่องที่นำเสนอประเด็นเดียวกัน ซึ่งก็คือ THE PASSION OF FRESHY
(2008, Pirun Anusuriya, 11min), A TRAGEDY OF DIFFERENT MIND (โศกนาฏกรรมแห่งความคิด) (2011,
Thanawate Sunyanuchit, 15min) และ VICIOUS
CYCLE โดยหนังสามเรื่องนี้พูดถึงนิสิตหนุ่มที่ลุกขึ้นต่อต้านระบบ SOTUS เหมือนกับพระเอกเรื่องหยอย
แต่หนังสามเรื่องนี้นำเสนอเพียงแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียว
และไม่ได้นำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากประเด็นนี้ คือคนดูจะไม่รู้หรอกว่า
หลังจากพระเอกต่อต้าน SOTUS เสร็จแล้ว ชีวิตในอีก
2 ปีข้างหน้าของพระเอกจะเป็นยังไง
เราชอบหนัง 3 เรื่องนั้นมากๆ
และเราว่าหนังสามเรื่องนั้นก็บรรลุวัตถุประสงค์ของมันเองในการ anti
sotus แต่หยอยคือหนังที่ก้าวไปไกลกว่านั้น หยอยตอบคำถามที่ว่า
ชีวิตของพระเอกในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
8.ในขณะที่หยอยนำเสนอมิติอื่นๆในชีวิตของพระเอกนอกจากการเป็นคน anti
sotus แล้ว หยอยก็นำเสนอหลายๆแง่มุมในชีวิตของนางเอกด้วย
และเราก็ชอบตรงจุดนี้มากๆ คือหนังเรื่องอื่นๆอาจจะเน้นพูดเพียงแค่ประเด็นเดียว
แง่มุมเดียว แต่หยอยทำให้เราเห็นชีวิตนางเอกรอบด้านดี
และมันก็เลยทำให้หยอยเหมือนเป็นการรวมประเด็นที่น่าสนใจที่ตรงกับหนังหลายๆเรื่องมาไว้ด้วยกัน
อย่างเช่น
8.1 ประเด็นเรื่องการ anti
sotus เหมือนหนังเรื่อง VICIOUS CYCLE
8.2 ความผิดหวังที่ชายที่หลงรักเป็นเกย์
ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BE-WHERE (2013, พรศิริ ทองใบศรี, A+30)
8.3 ความสับสนเรื่องเส้นทางการเรียนที่ตัวเองจะเลือกเดิน
และเส้นทางการเรียนที่เพื่อนสนิทจะเลือกเดิน ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง THE
WAY I WANT วันที่ฝันเป็นจริง (2013, สุภาณี
ลิ้มโรจน์นุกูล, 27.42min)
8.4
ปัญหาจุกจิกในการทำงานกลุ่มและการออกกองถ่ายหนัง ทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง FAIR…FAIR
(2013, ฉันทนา ทิพย์ประชาติ, 12min) และ “ความลำบากยากเย็นในช่วงชีวิตของนายบิว” (2013, ธนพฤทธิ์
ประยูรพรหม, 64min, A+30)
คือหยอยมันไม่ได้คล้ายกับหนังที่เราระบุชื่อมาหรอก
เราแค่จะเน้นย้ำว่าหยอยมันอาจจะนำเสนอชีวิตของนางเอกได้ “รอบด้าน”
มากกว่าหนังอีกหลายๆเรื่องน่ะ
เพราะหนังหลายๆเรื่องมันเสนอเพียงแค่แง่มุมเดียวหรือปัญหาเดียวในชีวิตนางเอกเท่านั้น
9.ชอบความแตกต่างกันระหว่างพระเอกกับนางเอกด้วย
คือถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นคนนอกของเอกภาพยนตร์เหมือนกัน
ทั้งคู่ก็มีบางอย่างที่ตรงข้ามกัน เพราะเชอรี่พยายามจะ fit in ให้ได้ในสังคมใหม่นี้ ในขณะที่พระเอกไม่พยายามทำตรงนี้เลย
และในขณะที่เชอรี่ไม่พอใจกับการที่คนอื่นๆเรียกเธอว่าหยอย
พระเอกกลับต้องการให้คนอื่นๆรู้จักเขาในชื่อ “ไอ้ตัวซวย”
10.ชอบที่หนังเรื่องนี้นำเสนอพฤติกรรมของคนในสังคมเล็กๆที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน
เราไม่เคยรู้ว่าเวลาเลือกวิชาเอกในบางคณะ
แล้วเราจะต้องพยายามตีสนิทกับเพื่อนในเอกเดียวกันแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจดี
เราไม่เคยเห็นหนังเรื่องอื่นๆหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด
11.ชอบการเล่าย้อนเวลาไปมาในเรื่องนี้มาก
เราว่าหนังเรื่องนี้จับจังหวะอารมณ์ได้ถูกต้องในการ flash back แต่ละครั้ง
12. อีกจุดที่ชอบมากๆในเรื่องนี้ คือการสร้าง character ตัวละครประกอบแต่ละตัว
เราว่าตัวประกอบหลายๆตัวในเรื่องนี้มันดูเป็นมนุษย์หรือมันดูจริงมากกว่าตัวละครประกอบในหนังทั่วๆไป
เราชอบตัวละครกลุ่มเพื่อนสนิทนางเอกและกลุ่มเพื่อนที่ออกกองถ่ายเดียวกับนางเอกมากๆ
เราไม่รู้เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ทำยังไง แต่ตัวละครประกอบเหล่านี้มันออกมาดูมีชีวิตมากๆน่ะ
หรือว่าพวกเขาเล่นเป็นตัวเอง ฮ่าๆๆ
13.อีกจุดที่น่าสนใจคือชีวิตนางเอกดูเหมือนไม่ใช่ชีวิตที่แรงที่สุดในเรื่อง
คือปกติแล้วตัวละครนางเอกในหนังส่วนใหญ่
จะเป็นตัวละครที่มีชีวิตรุนแรงที่สุดในหนังเรื่องนั้น
แต่เราว่าปัญหาชีวิตต่างๆที่นางเอกประสบในหนังเรื่องนี้ มันดูไม่รุนแรงมากนัก
ในขณะที่ชีวิตของรุ่นพี่กับรุ่นน้องเกย์
และชีวิตเพื่อนนางเอกที่มีความสัมพันธ์กับอาจารย์ มันดูเป็นชีวิตที่น่าจะ dramatic กว่านางเอกมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ dramatize หรือ melodramatize ชีวิตนางเอกอย่างเต็มที่
หรือไม่ได้เลือกนำเสนอชีวิตตัวละครที่ dramatic กว่านางเอก
14.ปรากฏว่าที่เขียนมาเราแทบไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญในหนังเลย
ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นเรื่องการกำหนดตัวตนของตัวเองด้วยตัวเอง หรืออะไรทำนองนี้
คือเราว่าเราอาจจะไม่ได้อินอะไรมากนักกับประเด็นนี้ในหนังเรื่องนี้
สิ่งที่เราประทับใจมากๆในหนังเรื่องนี้ จึงกลายเป็นองค์ประกอบยิบย่อยต่างๆในหนังแทน
15.เพราะเหตุใดเราถึงชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A+15 แต่ไม่ใช่ A+30 นั่นก็เป็นเพราะว่าถึงแม้เราจะ identify ตัวเองได้กับพระเอกและนางเอกของหนังเรื่องนี้ในบางจุด
หนังเรื่องนี้ก็ไม่มีจุดใดที่ทำให้เรารู้สึกพีคสุดๆหรือสะเทือนใจเราอย่างรุนแรง
คือถ้าหากเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้เป็นอาหาร
เราก็รู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยและมีรสชาติ “กลมกล่อม” แต่ไม่มีรสชาติ
“จัดจ้าน” น่ะ แต่นั่นก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวของเราเองนะ
ในแง่นึงมันก็ทำให้เรานึกถึงหนังของ Céline Sciamma เรื่อง TOMBOY (2011) กับ WATER
LILIES (2007) ซึ่งเป็นหนังเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นที่ให้รสชาติ
“กลมกล่อม” เหมือนกัน คือหนังฝรั่งเศสสองเรื่องนี้มันดูเหมือนจะแรง
แต่พอดูจริงๆแล้วมันไม่แรงเท่าที่คาด แต่โดยรสนิยมส่วนตัวของเรา
เราต้องการหนังที่รสชาติจัดจ้านจัญไรเกี่ยวกับเด็กสาววัยรุ่นแบบหนังอย่าง LOVELY
RITA (2001, Jessica Hausner) มากกว่า
สรุปว่าหนังที่เราชอบที่สุดของทศพร เหรียญทอง
ยังคงเป็นเรื่อง MY NOON (เพลงวันเกิด) กับ FLUSH
TANK (น้าโอมอยากมีผัว) จ้ะ แต่หยอยก็เป็นพัฒนาการที่น่าสนใจ
และน่าติดตามต่อไปว่าหนังเรื่องต่อๆไปของทศพรจะคลี่คลายออกมาในแนวใด
เพิ่มเติมจ้ะ
16.คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกว่า
อีกจุดนึงที่ตัวเองชอบมากๆในหนังเรื่องนี้
ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ให้ความสำคัญกับ “ความสับสนว่าจะเลือกเรียนเอกอะไรดี”
ซึ่งมันสะท้อนความสับสนในการเลือกเส้นทางชีวิตของคนทั่วๆไปได้ด้วย
และหนังเรื่องนี้สะท้อนปัจจัยหลายประการที่สร้างความสับสนให้กับการเลือกเส้นทางชีวิตตรงจุดนี้
อย่างเช่น
16.1 รุ่นพี่ที่ชอบ
16.2 เพื่อนชายที่ชอบ
16.3 เส้นทางชีวิตที่เพื่อนสนิทเลือกเดิน
16.4
ความเข้ากันได้หรือเข้ากันไม่ได้กับเพื่อนๆในภาค
ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนเอกอะไรดี
มันทำให้เรานึกถึงตัวเองด้วยเหมือนกัน เราอาจจะไม่ได้ประสบปัญหานี้ตอนเรียนมหาลัย
เพราะตอนนั้นเราได้เรียนคณะที่อยากเรียน และได้เรียนเอกที่อยากเรียน “ณ ขณะนั้น”
แต่หลังจากจบจากมหาลัยมาแล้ว เราถึงพบว่าจริงๆแล้วเราอาจจะมี passion กับภาพยนตร์ มากกว่า passion กับวรรณคดีต่างๆที่ร่ำเรียนมา
ความสับสนของเชอรี่อาจจะไม่ตรงกับความสับสนของเราซะทีเดียว แต่
“ความสับสนในการเลือกว่าจะเรียนอะไรดี” มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจจริงๆ
และเป็นเรื่องดีที่ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงในหนังเรื่องนี้
+++++
อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับนิยายเรื่อง WALTZ
IN FLAME (2019, Borit Pongwatchr) หรือ เต้นรำในวอดวาย (2019, บริษฎ์ พงศ์วัชร์)
“ส่วนช่วง “วอดวาย” นั้น รุนแรงมาก เดือดมาก
ชอบสุดๆ ทำให้นึกถึงหนังอย่าง CRY IN SILENCE (2006, Gabriel Biggs,
France), MY SON (2006, Martial Fougeron, France), THE HOUSE OF LOVE (2015,
Tossaphon Riantong, documentary), A CREMATION DAY (2017, Napasin Samkaewcham,
documentary) หรือมิวสิควิดีโอ FIRE ON
BABYLON ของ Sinead O’Connor ที่นำเสนอภาพ
“บ้านคือนรก” หรืออะไรทำนองนี้”
+++++
อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนเกี่ยวกับ ตาโขน THE
CURSED MASK (2025, Puwadon Naosopa, A+30)
พอเราเห็นว่ามีคุณ Tossaphon
Riantong ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง “ตาโขน” ด้วย
มันก็เลยทำให้เรานึกถึงหนังสั้นของคุณ Tossaphon อย่างรุนแรงมาก
เพราะว่า ตาโขน เป็นหนังแนว “ปริศนาฆาตกรรม” “ฆาตกรลึกลับ”
และมันก็เลยทำให้เรานึกถึงภาพยนตร์แนว thriller ที่คุณ Tossaphon
Riantong เคยกำกับตอนที่เขาเรียนชั้นมัธยม อย่างเช่นเรื่อง REMEMBER จำ (2008, 28min), MY BEST FRIEND เพื่อน
(2009, 25min) และ เมื่อฝนทิ้งช่วง WHEN
FON DUMPS CHUANG (2009, 27min)
ถ้าหากเราจำไม่ผิด
เราจำได้ว่าช่วงนั้นเรากับเพื่อน ๆ
ตื่นเต้นมากพอสมควรที่เห็นเด็กมัธยมสามารถกำกับ+เขียนบทหนังแนว thriller ที่มีความซับซ้อนรุนแรงขนาดนี้ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ดูหนังเรื่อง DARKSIDE อารมณ์ (2008, Tossaphon Riantong, 28min) นะ
เราก็เลยไม่รู้ว่าหนังเรื่อง DARKSIDE เป็น thriller ซับซ้อนเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราเดาเอาเองว่าน่าจะเป็น thriller เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นพอเราได้เห็นบทภาพยนตร์ที่มีความซับซ้อน
มีลูกล่อลูกชน และสร้างความสนุกแบบ thriller + horror ได้อย่างน่าพึงพอใจมาก ๆ ใน “ตาโขน” เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง จำ, เพื่อน และ เมื่อฝนทิ้งช่วงที่คุณ Tossaphon เคยกำกับในปี 2008-2009 มาก ๆ เหมือนเขามีแววทางนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว
55555
++++
ภาพจาก “หยอย”
ช่องยูทูบของคุณ Tossaphon Riantong
https://www.youtube.com/@propulsionmeen/videos
++++
ONE MAN (1989) – Chanelle
https://youtu.be/O3uiLA90eTs?si=wUbRRom5YlTOJHT7
AFFAIR (1989) – Cherelle
https://youtu.be/W10Yl_s1Ytc?si=9-qHs0N8Wo3lz0tA
+++
LAND OF SILENCE AND DARKNESS (1971) is my most favorite film
of Werner Herzog, and is one of my most favorite documentaries of all time.
++++
เห็นคุณ Sonny Selector เขียนถึง
Beverley Craven มันก็เลยกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของเราขึ้นมา
จนต้องจดบันทึกไว้
ถ้าหากเราจำไม่ผิด ตอนช่วงต้นทศวรรษ 1990
เราติดตามฟังรายการเพลงแดนซ์ที่คุณอลิศรา ศิริชุมแสงจัดในคืนวันธรรมดา ตอน
24.00-03.00 น. ซึ่งคุณอลิศราจะเปิดเพลงแดนซ์เป็นหลัก แต่พอถึงเวลาราว 02.55
น.คุณอลิศราจะเปิดเพลงสุดท้ายของรายการ ด้วยเพลง PROMISE ME ของ
Beverley Craven เพื่อส่งผู้ฟังเข้านอน
เพราะฉะนั้นเราก็เลยได้ฟังเพลง PROMISE ME เป็นร้อย ๆ
ครั้งในช่วงนั้น ซึ่งฟังแล้วก็เข้านอนหลับฝันดีจริง ๆ
จำได้ว่าช่วงนั้นเราเรียนมหาลัย
แล้วเราจะเข้านอนตอน 2-3 ทุ่ม แล้วก็ตื่นมาตอนเที่ยงคืน
เพื่อฟังรายการเพลงแดนซ์ของคุณอลิศรา พร้อมกับท่องหนังสือไปด้วย
แล้วเราก็เข้านอนรอบสองตอน 03.00-05.00 น. แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำไปมหาลัย
ซึ่งการทำแบบนี้มันส่งผลให้เราเรียนหนังสือได้ดีมาก
5555 เพราะว่าถ้าหากเราท่องหนังสือหลังกินข้าวเย็น เราจะง่วงมาก ท่องหนังสือไม่ได้
แต่ถ้าหากเราเข้านอนตอน 21.00-24.00 น. แล้วตื่นมาท่องหนังสือตอน 24.00-03.00 น.
พร้อมกับฟังเพลงแดนซ์ในรายการของคุณอลิศราไปด้วย เราจะไม่ง่วงนอนเลย
เราก็เลยท่องหนังสือได้ดีมากด้วยวิธีการแบบนี้
ภาพมาจาก LAST TRAIN TO TRANCENTRAL
(1991) ของ KLF Featuring the Children of Revolution ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่เราได้ฟังจากรายการของคุณอลิศรา
+++
อดีตฝันวันวาน ยุคนั้นยังไม่มี facebook เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คนที่เรารู้จักพูดคุยกันในเว็บบอร์ด
เราก็เลยไม่เคยเห็นหน้าพวกเขา
แต่ตอนหลังพอได้เจอตัวจริงตามเทศกาลหนังเราก็จะตกใจมาก เพราะตัวจริงหล่อมาก 555
+++
THE LAST ONE FOR THE ROAD (2025, Francesco Sossai) ได้ฉายในสาย un certain regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วย
++++
เราก็ทันได้ดู SECRETS & LIES (1996)
ตอนมันเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในไทย โดยเราได้ดูที่โรงภาพยนตร์ในห้าง World
Trade Center หรือ Central World ในปัจจุบัน กราบขอบพระคุณบริษัทใดก็ตามที่นำ
SECRETS & LIES มาลงโรงฉายในไทยตอนนั้นมาก ๆ
จำได้ว่า เรารู้จัก Mike Leigh ครั้งแรกตอนที่คุณมาลีพูดชื่นชมหนังเรื่อง LIFE IS SWEET (1990) ในรายการวิทยุ Sat & Sun
อยากให้มีคนจัด MIKE LEIGH RETROSPECTIVE
ในไทยมาก ๆ แต่ต้องมีซับไตเติลนะ เป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษก็ได้ เพราะเราจำได้ว่า
เราเคยดู TOPSY-TURVY (1999, Mike Leigh) ใน British
Film Festival in Bangkok ที่ Central World แต่หนังไม่มีซับไตเติลใด
ๆ ให้ เราก็เลยฟังที่ตัวละครพูดได้ไม่ครบ เหมือนเข้าใจแค่ 50% ของที่ตัวละครพูด
+++
เราอ่านแล้วก็คิดต่อไปว่า “สื่อที่หลากหลาย”
ในปัจจุบันนี้ช่วยให้เด็กปั๊มบางคนได้กลายเป็น influencer ไปแล้ว
อย่างเช่นน้องก้อง ปั๊มบางจาก รามคำแหง 152 (ลิงค์ในคอมเมนท์)
https://www.instagram.com/reel/DXHUC7sCeYf/
+++
MY BEST FRIEND’S WEDDING (1997, P.J. Hogan)
Vs. CROSSING DELANCEY (1988, Joan Micklin Silver)
+++
เราเคยดูหนังตัวอย่างของ MASS HYSTERIA ตอนที่เราเข้าไปดูหนังเรื่องอื่น ๆ ในโรงภาพยนตร์เมื่อราว 20 ปีก่อน จำได้ว่าน่ากลัวมาก
ๆ มีฉากเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมร้องกรี๊ด ๆ
หรือทำอาการโรคจิตสิงสู่ในโรงเรียน คือพอเห็นหนังตัวอย่างแล้วเราก็อยากดูอย่างสุดขีด
+++
เพิ่มรายชื่อ FLESH AND BONE กับ THE DEAD MOTHER เข้าไปในลิสท์ “หนังที่มีบางอย่างใกล้เคียงกัน
และออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน”
86. FLESH AND BONE (1993, Steve Kloves, USA)
+ THE DEAD MOTHER (1993, Juanma Bajo Ulloa, Spain)
ในหนังทั้งสองเรื่องนี้ นางเอกในวัยเด็กเคยเห็นครอบครัวของตัวเองถูกฆาตกรฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม
และในอีกหลายปีต่อมา นางเอกก็ได้ผูกสัมพันธ์กับฆาตกรหรือลูกชายของฆาตกร
https://web.facebook.com/photo/?fbid=10224847974130010&set=a.10221574828503415
ความเฮี้ยนก็คือว่า
1. Ingeborg Bachmann คือคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง
MALINA (1991, Werner Schroeter)
2. Vicky Krieps เพิ่งรับบทเป็น
Ingeborg Bachmann ใน INGEBORG BACHMANN – JOURNEY INTO
THE DESERT (2023, Margarethe von Trotta)
แต่มั่นใจว่า Sandra Hüller ไม่แพ้ Isabelle Huppert และ Vicky Krieps อย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับ Regina Schilling ที่เป็นผู้กำกับด้วย
No comments:
Post a Comment