Monday, April 20, 2026

THE INFLATION OF CARTOON PRICE

 

Facebook ยังคงรวนต่อไป แต่คราวนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ คือเช้านี้พอเราเปิด laptop เข้า Facebook เราก็พบว่า บรรทัดที่ควรจะเป็น “วันที่ และเวลาในการโพสท์” ของทุก ๆ โพสท์ทั้งของคนอื่นและของเรา มันกลับเป็นแถวตัวอักษรแปลก ๆ เต็มไปหมด แต่ถ้าหากเราเอาเมาส์ไปแตะตรงนั้น มันถึงจะขึ้น “วันที่และเวลาในการโพสท์” ขึ้นมา

 

แต่ถ้าหากดูในมือถือ จะไม่มีปัญหาอะไร มันยังคงเป็น “วันที่และเวลา” เหมือนเดิม

 

เราวงส่วนที่เป็นปัญหาไว้ในรูปนี้นะ เราแค่สงสัยว่า คนอื่น ๆ เจอแบบเดียวกับเราหรือเปล่า

++++

 

เราเคยดูหนังของ Pantep Attagaiwalwatee แค่สองเรื่อง ซึ่งก็คือ จักรวาลยอดรัก (1976) กับ ร่านดอกงิ้ว (1987) ส่วน “รักเลือกไม่ได้” (1977) เรายังไม่เคยดู

 

จักรวาลยอดรัก ก็นำแสดงโดย พิศมัย, สมบัติ และไพโรจน์ ใจสิงห์ เหมือนกันเลย

https://web.facebook.com/anuwat.krasang.9/posts/pfbid026M9KfgAB1saikPkvMCRBL8vV9tdjmup9HXEtbu3kpiVoUeXrUXie1RficKqbW8Qml

++++

 

ตอนเด็ก ๆ เราชอบการ์ตูนเรื่อง BLUE SONNET (1981-1987) กับ LOVE SYNCROID ของ Shibata Masahiro อย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะ BLUE SONNET นี่มีอิทธิพลต่อการสร้างโลกจินตนาการของเรามาก ๆ เลย พอดีเราเพิ่งเห็นว่า ทาง Bongkoch Comics เขาเคยพิมพ์การ์ตูนเรื่อง SARAI ของ Shibata Masahiro ออกมาขายเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้ก็มีขายอยู่ใน shopee จำนวน 19 เล่มจบ เราก็เลยซื้อมาให้ลูกหมีอ่าน (แปลว่า ซื้อมาดองไว้ 55555)

 

เหมือน BLUE SONNET ที่เราเคยอ่านตอนเด็ก ๆ เนื้อเรื่องมันก็ค้างคาด้วยนะ เราก็เลยไม่แน่ใจว่า ที่เนื้อเรื่องมันค้างคาแบบนั้น เป็นเพราะว่าทางเมืองไทยพิมพ์ไม่จบ หรือว่า Shibata Masahiro แต่งเรื่องทิ้งไว้แบบค้างคา เห็นใน wikipedia บอกว่า มันมี 19 เล่มจบ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่า เล่มที่ 19 ของญี่ปุ่นนี่ เนื้อเรื่องมันจบจริง ๆ หรือยัง และเราเคยอ่านไปจนถึงเนื้อเรื่องในเล่มนั้นแล้วหรือเปล่า

 

เราเสิร์ชดู ก็พบว่า BLUE SONNET ที่มีขายในไทยตอนนี้ มันมีแบบ 4 เล่มจบ แต่จบแบบ “จบภาค 1” น่ะ เราก็เลยคิดว่า ของไทยที่มีขายอยู่ในตอนนี้ ก็น่าจะจบแบบเนื้อเรื่องค้างคาเหมือนกัน

 

 

แล้วพอเราเสิร์ชต่อไป ก็พบว่า เคยมีการแปลการ์ตูนเรื่อง SLEDGE ด่วนสลาตัน กับ เรือนรก ของ Shibata Masahiro มาขายในไทยด้วย แต่เป็นการ์ตูนที่หาซื้อไม่ได้แล้ว sold out ไปหมดแล้ว เสียดายมากๆ ลูกหมีอดอ่านเลย ฮือๆๆๆๆๆ

 

คิดถึงสำนักพิมพ์ยอดธิดามาก ๆ ตอนเด็ก ๆ เราก็อานเวอร์ชั่นของสำนักพิมพ์ยอดธิดานี่แหละ

++++

 

กรี๊ดดดด ดิฉันเคยดูหนังเรื่องนี้เมื่อ 26 ปีก่อนค่ะ เพราะมันเคยเข้าโรงฉายในกรุงเทพในเทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศส โดยจัดฉายที่โรงภาพยนตร์ในห้าง Siam Discovery

 

เราจดไว้ว่า ในวันที่ 26 ก.พ. ปี 2000 เราได้ดูหนัง 4 เรื่องติดกันในโรงภาพยนตร์ ซึ่งได้แก่เรื่อง

 

1. PLACE VENDÔME (1998, Nicole Garcia)

 

2. GIRL ON THE BRIDGE (1999, Patrice Leconte) นำแสดงโดย Vanessa Paradis

 

3. THE CREATOR (1999, Albert Dupontel)

 

4. LE COMPTOIR (THE COUNTER) (1998, Sophie Tatischeff)

 

คิดถึง “เทศกาลภาพยนตร์ฝรั่งเศสในกรุงเทพ” จัง อยากให้มีการจัดอีก

+++

 

น่าดูมาก ๆ SOME OF MY BEST FRIENDS ARE... (1971, Mervyn Nelson, 110min) หนึ่งในหนังเกย์ยุคบุกเบิก

++++

 

ตอนนี้กูเข้าใจแล้วว่า “ภาวะเงินเฟ้อ” มันโคตรน่ากลัวจริง ๆ

 

คือเมื่อราว 30-40 ปีก่อน เราเคยคลั่งไคล้ Shinohara Chie มาก ๆ นับตั้งแต่ได้อ่านการ์ตูนเรื่อง PURPLE EYES OF DARKNESS นัยน์ตาเธอสีม่วง (1984-1987) ที่เธอแต่ง และเราก็เคยติดตามซื้อการ์ตูนของเธอเรื่องอื่น ๆ จนมาถึงเรื่อง RED RIVER (1995-2002) หรือ “ตะวันรักที่ปลายฟ้า” แต่พอเราเริ่มกลายเป็น cinephiles ในปี 1995 เราก็อ่านการ์ตูนน้อยลงเรื่อย ๆ และก็ไม่ได้ติดตามซื้อ “ตะวันรักที่ปลายฟ้า” จนจบ

 

พอเมื่อสัปดาห์ก่อน เราจัดห้อง คุ้ยของเก่า ๆ ในห้อง เราก็เลยค้นพบว่า เราเคยซื้อตะวันรักที่ปลายฟ้า เล่ม 25 เก็บไว้ แต่มันยังไม่ใช่เล่มอวสาน เราก็เลยคิดว่า เราควรจะซื้อการ์ตูนเรื่องนี้ให้จบเลยดีกว่า สิ่งที่เคยอ่านค้างคาไว้เมื่อราว 25 ปีก่อน จะได้รับการคลี่คลาย สะสางเสียที หลังจากผ่านมานาน 25 ปีแล้ว เราจะได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้จนจบเสียที

 

เราก็เลยสั่งซื้อ ตะวันรักที่ปลายฟ้า เล่มที่ 26 27 28 มา แล้วก็ค้นพบว่า

 

ตะวันรักที่ปลายฟ้า เล่ม 25 ที่เรามีเก็บไว้ มันราคาเล่มละ 35 บาท (ราคาหน้าปก)

ส่วนตะวันรักที่ปลายฟ้า เล่ม 26 27 28 มันติดราคาหน้าปกไว้ที่ 145 บาท (แต่เวลาสั่งซื้อจริง ๆ มันราคาเล่มละ 124 บาท แต่ถ้าหากรวมค่าขนส่งด้วย ก็จะตกเล่มละประมาณ 140.66 บาท)

 

ซึ่งทั้งสี่เล่มนี้พิมพ์โดย SIAM INTER COMICS เหมือนกัน และเป็นแบบ “ลิขสิทธิ์ถูกต้อง” เหมือนกัน

 

นั่นแสดงว่า ตะวันรักที่ปลายฟ้าที่เราเพิ่งสั่งซื้อมา มันคงเป็นฉบับพิมพ์คนละล็อตกับเซ็ทเดิมที่เรามีอยู่

 

คือนี่ถ้าหากเราตามซื้อการ์ตูนเรื่องนี้จนจบตั้งแต่ 20 ปีก่อน เราก็คงได้ซื้อมันในราคาเล่มละ 35 บาทไปแล้ว แต่พอเราเพิ่งมาตัดสินใจซื้อการ์ตูนเรื่องนี้ในตอนนี้ เราก็เลยต้องซื้อมันในราคาเล่มละประมาณ 140 บาท

 

สรุปว่า ภาวะเงินเฟ้อมันน่ากลัวจริง ๆ ตะวันรักที่ปลายฟ้า เล่ม 25 ที่เคยซื้อไว้เมื่อราว 20 ปีก่อน ราคาเล่มละ 35 บาท แต่ตะวันรักที่ปลายฟ้า เล่ม 26 ที่เพิ่งสั่งซื้อมา มีราคาหน้าปกอยู่ที่ 145 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 314% หนักมาก ๆ

 

นึกถึงว่าถ้าหากราคาอาหารมันขึ้นแบบเดียวกัน ก็จะเท่ากับว่า ปัจจุบันนี้เราซื้ออาหารกินในราคาประมาณมื้อละ 85 บาท แต่ถ้าหากราคามันขึ้นไปอีก 314% ในอีก 20 ปีข้างหน้า มันก็จะตกประมาณมื้อละ 352 บาทต่อมื้อ

+++

 

วันนี้ดิฉันได้มาเยือนโรงภาพยนตร์ เมเจอร์ โลตัส ศาลายา เป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดงค่ะ แล้วก็เลยค้นพบว่า โรงนี้ใช้บัตร M PASS ไม่ได้นะคะ แต่ตั๋วราคาแค่ 160 บาทค่ะ

 

วันนี้ได้ดูหนังเรื่อง VILLAGE OF THE DEAD (DUSUN MAYIT) หรือ ผีบังตาย ค่ะ (2025, Rizal Mantovani, Indonesia, A+25) รอบ 19.00 น. ปรากฏว่า มีดิฉันเป็นผู้ชมคนเดียวในโรง

 

การได้มาดูหนังสยองขวัญในสถานที่แปลกถิ่น รอบค่ำ และได้ดูคนเดียวในโรงแบบนี้ มันช่วยเพิ่มความน่ากลัวให้ดิฉันอย่างมาก ๆ เลยค่ะ 55555

 

แล้วหนังมันเสือกพากย์ไทยด้วยนะ เพราะฉะนั้นพอผ่านองก์แรกของหนังไปแล้ว แล้วมันมีเสียง “ชาวบ้าน” โผล่เข้ามาในหนัง โดยไม่ปรากฏตัว และมันดังมาจาก “ลำโพงหลัง” ของโรง ดิฉันก็เลยสะดุ้งตกใจจนแทบร้องกรี๊ด เพราะนึกว่ามีกลุ่มคนแปลกหน้าบุกเข้ามาในโรง ดิฉันก็เลยหันหลังไปดู แล้วก็ไม่พบใคร แล้วดิฉันก็เลยค่อยได้สติว่า มันเป็นเสียงจากหนัง ไม่ใช่เสียงจากคนจริง ๆ 55555

 

พอดิฉันคุยเรื่องนี้กับเพื่อน แล้วก็เลยค้นพบข้อมูลตรงกันว่า พวกเราก็เพิ่งเจอประสบการณ์คล้าย ๆ กันนี้กับหนังเรื่อง BRAND NEW LANDSCAPE (2025, Danzuka Yuiga, Japan, A+30) เพราะว่าในหนังเรื่อง BRAND NEW LANDSCAPE นั้น พอถึงช่วงกลางเรื่อง ดิฉันก็จะหันขวับไปดูคนแถวหลัง ๆ เพราะนึกว่าคนแถวหลัง ๆ เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือคุยโทรศัพท์มือถือกัน แล้วพอผ่านไปสักระยะนึง ดิฉันถึงค่อยเข้าใจว่า ไอ้เสียงที่ได้ยิน มันไม่ใช่เสียงจากคนแถวหลัง ๆ แต่มันเป็นเสียง sound effect จากหนังเรื่อง BRAND NEW LANDSCAPE 55555

+++++++

 

คลาสสิคที่สุด เรากับเพื่อน ๆ ก็เติบโตมากับการดูละครเรื่อง TOKYO LOVE STORY (1991, Kozo Nagayama) ทางช่อง 3 ซึ่งละครเรื่องนี้ก็เลยทำให้เราชอบเพลง LOVE STORY WA TOTSUZEN NI ของ Kazumasa Oda อย่างรุนแรงเช่นกัน แต่เราจำได้ว่า เราอดหัวเราะไม่ได้ทุกครั้ง ที่ละครเรื่องนี้ มักจะมีฉาก “พระเอกวิ่ง วิ่ง วิ่ง” ในช่วงใกล้จบตอนของแต่ละตอน (หวังว่าเราคงจำไม่ผิดนะ เพราะเราดูละครเรื่องนี้เมื่อราว 35 ปีที่แล้ว)

 

ละครอีกเรื่องของ Honami Suzuki ที่เราอยากดูซ้ำอย่างรุนแรง ก็คือ KOIBITO YO MY DEAR LOVER (1995) ที่เคยแพร่ภาพในไทย (เราไม่แน่ใจว่าช่อง 3 หรือช่อง 7) ละครเรื่องนี้ใช้เพลง TO LOVE YOU MORE ของ Celine Dion เป็น theme song และเราว่าละครเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังเรื่อง THE WOMAN NEXT DOOR (1981, François Truffaut, France) มาก ๆ

 

No comments: