Wednesday, April 15, 2026

WEERASETHAKUL, BOONBUNCHACHOKE, THAMRONGRATTANARIT, CHIDGASORNPONGSE

 

SOME PHOTOCOPIED BOOKS I FOUND

 

สิ่งที่เจอในการจัดห้องวันนี้ ก็คือหนังสือหลายเล่มที่เราเคยถ่ายเอกสารไว้จากห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

คือในช่วงที่เราไปดูหนังที่ Filmvirus จัดฉายที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ในช่วงทศวรรษ 2000 นั้น เรามักจะถือโอกาสถ่ายเอกสารหนังสือในห้องสมุดนั้นไปด้วย เพราะว่าห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์เต็มไปด้วยหนังสือที่น่าอ่านจำนวนเยอะมาก ๆ และเป็นหนังสือที่หาซื้อไม่ได้ตามร้าน Kinokuniya หรือร้านหนังสือใด ๆ ในกรุงเทพ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไปดูหนังที่ Filmvirus จัดฉาย เราก็จะเลือกหนังสือในห้องสมุดไปให้ร้านถ่ายเอกสารในห้องสมุด แล้วเราก็ไปนั่งดูหนังราว 2-3 เรื่องที่ฟิล์มไวรัสจัดฉาย แล้วพอดูหนังเสร็จ เราก็ไปรับหนังสือที่ถ่ายเอกสารไว้

 

หนังสือที่เราค้นเจอในการจัดห้องวันนี้ ก็มีเช่น

 

1. สารนิพนธ์ “เวลาในภาพยนตร์” (1986) ของคุณ Sasithorn Ariyavicha ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite films of all time

 

2. PETER WATKINS (1979)

 

3. THE FILMS OF NICOLAS ROEG: MYTH AND MIND (1992) เขียนโดย John Izod

 

4. FROM AGATHA CHRISTIE TO RUTH RENDELL (2001) เขียนโดย Susan Rowland

 

5. THE FRENCH NEW NOVEL: CLAUDE SIMON, MICHEL BUTOR, ALAIN ROBBE-GRILLET (1969) เขียนโดย John Sturrock

 

เราอ่านเฉพาะส่วนของ Alain Robbe-Grillet ในหนังสือเล่มนี้ แล้วเรารู้สึกว่า John Sturrock เขาเขียนดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02seC2RSUDucZ9sPH3qBHU78n4PLFCW5DYCJxvxH8cm5BoHXFZFWXRVM6gJA26sPx8l

+++

 

เห็นขนมแล้วอยากกินมาก ๆ

 

สมาชิกวง Hikaru Genji ถ้าหากเราเดาไม่ผิด เรียงจากซ้ายไปขวา

1. Atsuhiro Sato

2. Yamamoto Junichi

3. Kazumi Morohoshi

4. Hiroyuki Sato

5. Akira Akasaka

 

ฉันรักพวกเขามาก ๆ เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10243407979478544&set=a.10234326669131461

++++

 

นาฬิกาปลุก HELLO KITTY ของลูกหมี ใช้มานานราว 15 ปี (ตั้งแต่ราวปี 2011)  แต่ก็ยังทำงานได้ดีอยู่
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1837934790924856


+++

DIRECTORS’ FORTNIGHT 2026

 

มีการประกาศรายชื่อหนังในสาย Directors’ Fortnight ของคานส์ประจำปี 2026 ออกมาแล้ว เราก็เลยถือโอกาสนี้แปะข้อมูลผู้กำกับในสายนี้ที่ cinephiles ชาวไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีดีกว่า

 

1. Alain Cavalier เคยมีหนังเรื่อง THÉRÈSE (1986, France, A+30) มาฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ และเราเคยดูหนังเรื่อง FIRE AND ICE (1962, Alain Cavalier, A+30) ของเขาทางสถานีโทรทัศน์ TV5MONDE

 

2. Dominga Sotomayor เคยมีหนังเรื่อง THURSDAY TILL SUNDAY (2012, Chile, A+30) มาฉายที่โรงภาพยนตร์เอสพลานาด รัชดา

 

3. July Jung เคยมีหนังเรื่อง NEXT SOHEE (2022, South Korea, A+30) เข้าฉายเชิงพาณิชย์ในโรงภาพยนตร์ในไทย

 

4. Lila Pinell เคยมีหนังเรื่อง KING DAVID (2021, France, 41min, A+30) มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันเสาร์ที่ 23 ธ.ค. 2023

 

5. Lisandro Alonso เคยมีหนังเรื่อง JAUJA (2014, Argentina, A+30) ฉายอย่างไม่เป็นทางการที่ห้องสมุดธรรมศาสตร์ และเคยมีหนังเรื่อง EUREKA (2023, France/Argentina, A+30) ฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

6. Quentin Dupieux เคยมีหนังเรื่อง MANDIBLES (2020, France, A+30) เข้าฉายที่สมาคมฝรั่งเศสในกรุงเทพ

 

7. Radu Jude เคยมีหนังเรื่อง THE DEAD NATION (2017, Romania, documentary, A+30) เข้าฉายเชิงพาณิชย์ในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และเคยมีหนังเรื่อง KONTINENTAL ’25 (2025, Romania, A+30) กับ DRACULA (2025, Romania, A+30) เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

8. Sébastien Laudenbach เคยมีหนังเรื่อง CHICKEN FOR LINDA! (2023, France, animation, F) เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในกรุงเทพ

 

9. William Greaves เคยมีหนังเรื่อง SYMBIOPSYCHOTAXIPLASM: TAKE ONE (1968, documentary, 75min, A+30) มาฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา ในวันที่ 26 มิ.ย. 2025

 

10. ส่วน Sompot Chidgasornpongse นั้น เคยมีหนังเรื่อง RAILWAY SLEEPERS (2016, documentary, A+30) เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพ และเคยมีหนังหลายเรื่องเข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น นับตั้งแต่ “อวดดี” (2003, 10min, A+30) ที่ได้ฉายที่ “อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา” ตรงสี่แยกคอกวัว ในวันที่ 26 ก.ค. 2003 ซึ่งเท่ากับว่าเขาทำหนังสั้นให้ cinephiles ชาวไทยได้ดูกันอย่างต่อเนื่องมานานเกือบ 23 ปีแล้ว กรี๊ดดดดดดด

 

ภาพจากสูจิบัตรเทศกาลหนังสั้นปี 2004 เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง “รอเธออยู่ตรงนี้” ที่ Sompot Chidgasornpongse กำกับร่วมกับ Panu Trivej เราเซ็นเซอร์ข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ผู้กำกับภาพยนตร์ออกไปนะ

 

รายชื่อ DIRECTORS’ FORTNIGHT 2026

https://www.quinzaine-cineastes.fr/en/news/la-selection-2026

+++

SOMPOT CHIDGASORNPONGSE’S FILMS IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เราก็เลยถือโอกาสนี้ทำลิสท์หนังของคุณ Sompot ที่เราเคยดูดีกว่า แต่เราไม่ได้ดูหนังของเขาครบทุกเรื่องนะ เราเคยดูแค่ 14 เรื่อง

 

ข้อมูลหลาย ๆ อันข้างล่างนี้ copy มาจากสิ่งที่เราเคยเขียนไว้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ เมื่อราว 20 ปีก่อนจ้ะ

 

Films directed by Sompot Chidgasornpongse in my roughly preferential order:

1. RAILWAY SLEEPERS (2016, 102min)

 

2. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, 30min)


3.LANDSCAPE 101 01 1101 01… (2007, 28 min)

I like some films which have no story, because they allow me to create a story of my own, though the director may not intend it. As for this film, there are some scenes in it which inspire me to imagine myself as the Mother Earth. I felt as if I was the Mother Earth visiting the burnt forest. The digitally blurred images of the burnt forest in this film make me feel as if I (the Mother Earth) was watching the burnt forest through my tears.

I don’t know the intention of the director. Maybe he is interested in the “digital” medium and digital images and didn’t intend for the viewer to have a wild imagination like me. But I am not interested in the difference between digital medium and celluloid medium, or something like that. I can’t differentiate between them. Anyway, I find a way to greatly enjoy this film, though it might be very different from the intention of the director.


4. AUAD DEE (อวดดี) (2003, 10 min)

This is a kind of essay film. Sompot criticized the social trends at that moment by having a guy talking incessantly to the camera. What the guy talked all through the film is the opposite of what Sompot thought or believed. I like this kind of essay film very much, but there are few Thai filmmakers who make this kind of films. This film should be screened together with the films of Prap Boonpan, Manutsak Dokmai, and Watthana Rujirojsakul.

 

5. YESTERDAY (2008, 13min)


6. BANGKOK IN THE EVENING (2005)

I like the later part of this film very much when Sompot shows us only buildings. Sometimes I wonder if Sompot is better at filming buildings and landscape than filming human beings. (อันนี้คือเราเขียนไว้เมื่อราว 20 ปีก่อนนะ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันนี้ความคิดนั้นก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว 55555)

7. TO INFINITY AND BEYOND (2004, 10 min)

8. ANDAMAN (2005)

ดูแล้วเศร้ามาก รู้สึกเศร้าตั้งแต่เห็นใบหน้าคนบนเรือแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ทำสีหน้าอะไรออกมาอย่างชัดเจน แต่เราก็จินตนาการความรู้สึกของคนบนเรือขึ้นมาเองแล้ว และการที่เราไม่ได้ยินเสียงคนพูด ได้ยินแต่เสียงลมแรง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น โดยไม่รู้แน่ชัดว่าเพราะอะไร

 

มีเพื่อนตั้งข้อสังเกตว่าหนังเรื่อง SMILES OF THE FIFTH NIGHT (2005, สนธยา ทรัพย์เย็น) กับ ANDAMAN (2005, สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์) มีอะไรเกี่ยวเนื่องกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะในหนังเรื่อง SMILES OF THE FIFTH NIGHT จะมีการแสดงความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่มีต่อเหตุการณ์สึนามิ ปรากฏในรูปของตัวอักษร โดยที่เรามองไม่เห็นตัว “ชาวต่างชาติ” ที่เป็นเจ้าของความคิดเห็นนั้น

ส่วนใน ANDAMAN นั้น มีการสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ (เดาว่าเกี่ยวกับเรื่องสึนามิ) เราได้เห็น “ภาพ” ของพวกเขา แต่เรากลับไม่ได้รับรู้ความคิดเห็นของพวกเขา พอดูหนังสองเรื่องนี้ด้วยกันแล้วก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ความคิดเห็นของชาวต่างชาติที่ถูกตัดออกไปจาก ANDAMAN มันมาปรากฏอยู่ในรูปของตัวอักษรใน SMILES OF THE FIFTH NIGHT แทน

 

9. DISEASES AND A HUNDRED YEAR PERIOD โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี (2008, 20min)


10. 8,241.46 MILES FROM HOME (2006, 6 min)

Somehow this film reminds me of FATA MORGANA (Werner Herzog) though these two films have nothing in common. This film reminds me of FATA MORGANA because both films make me feel as if I was an alien visiting the earth for the first time and looking at the landscape of the earth with amazement, wonder, and alienation.

11. NAOKO IS TRYING TO TEACH ME HOW TO MAKE “TONKATSU” IN 1 MINUTE (2006, 1 min)

I think this film might be about how difficult it is to cross the language and cultural barriers and connect to foreigners. Though I have never been abroad and rarely have a chance to talk to foreigners, this film still reminds me of some experiences. It makes me think about the difficulty when I try to put my feelings into words. Sometimes I find it very hard, very difficult, to describe my feelings by using words.

12. PHYSICAL THERAPY (2007, 1min)

13. ABC (2006, Sompot Chidgasornpongse + Nika Shek, 3 min)

 

14. STORYTELLING เรื่องเล่า (2010, 5min)

เราได้ดูหนังภาษากรีกเรื่องนี้ในเทศกาลหนังสั้นในวันที่ 27 ก.ค. 2010

 

I don't think I understand the intention of the director in my first viewing of this film, but that is what makes this film interesting. In this film, a man tells a short story to a woman, while we see some seemingly unimportant activities of them. What should I focus in this film? The story being told? Their relationship? The connection between the story and their relationship? Their small gestures?

 

เรายังคงไม่ได้ดูหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของคุณ Sompot Chidgasornpongse นะ อย่างเช่นเรื่อง HOME VIDEO (MADE IN THAI TOWN) ที่เราเดาว่าน่าจะเคยฉายในเทศกาลหนังสั้นที่ BACC ในวันที่ 3 ก.ค. 2010 แต่วันนั้นเราติดไปดูละครเวทีเรื่อง “คือผู้อภิวัฒน์” (2010, Sineenadh Keitprapai) เราก็เลยพลาดดูหนังเรื่องนี้ไปจ้ะ

++++++

อันนี้คือสิ่งที่เราเคยเขียนเกี่ยวกับ Sompot ลงในเว็บไซต์ INDIAN AUTEUR ในช่วงราวปี 2009 แต่เว็บไซต์นั้นเหมือนจะเจ๊งไปแล้ว

 

Sompot's first film is AUAD DEE (2003, 10 min), which impresses me a lot because it is like an essay. In this film we see a young man, who is supposed to be a representative of a certain group of Thai teenagers, expressing his opinions on many social trends for nearly 10 minutes. But in the end we hear the voice of a narrator expressing some scorn on this man. I think Sompot made this film in order to express his opinions on other people's opinions, and he succeeded. His method may be easy, but I like its straightforwardness and its difference from most Thai films. Sompot made another essay film called Diseases and a Hundred Year Period (2008, 20 min), which talks about the censorship of Syndromes and a Century. He also made some atmospheric films, including Bangkok in the Evening (2005, 16 min), Andaman (2005, 16 min), 8,241.46 Miles Away From Home (2006, 6 min), and Landscape 101 01 1101 01 ... (2007, 28 min), all of which seem to present "landscape" as one of the main characters. All of them are documentary-like and very slow. In this group of films, I prefer Landscape 101 01 1101 01 ... the most. This film explores the landscape of a burnt forest very patiently. I love its extreme slowness and the fact that the images in this film become blurred from time to time. However, it is interesting that Sompot changes the rhythm of his films after that. Physical Therapy (2007, 1 min), which is about a woman running in a desert, and Yesterday (2008, 13 min), which is about the hectic lives of Thai students in USA, are fast-paced, and it indicates that Sompot is a director who may like to change his styles from film to film in order to fit the different themes of each film. I can't wait to see his thesis film Are WeThere Yet?.

(I want to note that Sompot used to be an assistant director of Apichatpong Weerasethakul, and many other people who used to work with Apichatpong have turned out to be great independent directors, too. These great directors include Nitipong Thinthupthai, Phaisit Phanphruksachat, Santiphap Inkong-ngam, Suchada Sirithanawuddhi, Supamok Silarak, and Teekhadet Vucharadhanin.)

++++

10 ฉากที่ชอบที่สุดใน RAILWAY SLEEPERS (2016, Sompot Chidgasornpongse, documentary, A+30)

1.ฉากสาวเล่นรูบิก ลุ้นมากๆว่าเธอจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ชอบมากๆที่หนังจับจ้องมองเธอจนเธอทำได้สำเร็จ

2.ฉากรถไฟสองขบวนแล่นห่างจากกันออกไปเรื่อยๆ โดยมีผู้หญิงคนนึงนั่งมองออกมาจากหน้าต่างรถไฟที่แล่นห่างออกไป

3.ฉากหญิงขายหนังสือทำนายดวง ที่มีกลเม็ดเด็ดพรายในการจูงใจลูกค้า

4.ฉากขอทานขาขาดหลบเจ้าหน้าที่ และไปขอเงินจากฝรั่ง

5.ฉากชายหนุ่มเล่นกับจิ้งหรีดที่หน้าต่าง

6.ฉากชายวัยกลางคนพนมมือไหว้พระพุทธรูปหรือวัดที่อยู่นอกรถไฟ

7.ฉากกลุ่มกะเทยเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน

8.ฉากไฟไหม้ข้างทางรถไฟ และฉากกองไฟใกล้ๆสลัมข้างทางรถไฟ

9.ฉากแสงอะไรสักอย่างกะพริบเลื่อนไหลไปตามหน้าต่างในตู้รถไฟชั้น 1

10.ฉากฝรั่งหนุ่มหล่อใส่เสื้อสีฟ้า

+++

 

TRIPLE BILL FILM WISH LIST

1.SOLIDS BY THE SEASHORE (2023, Patiparn Boontarig, A+30)

2.THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse, A+30)

3.THE CITY BELOW (2010, Christoph Hochhausler, Germany, A+30)

รู้สึกว่าหนัง 3 เรื่องนี้มันเหมาะจะฉายควบกัน เพราะเหมือนมันนำเอา "สิ่งปลูกสร้าง" มาเป็นตัวละครสำคัญในหนังทั้ง เรื่อง และใช้ "สิ่งปลูกสร้าง" มาสะท้อนความสัมพันธ์ของมนุษย์, โครงสร้างอำนาจในสังคม, ปัญหาการเมือง เหมือนกัน โดยใน SOLIDS BY THE SEASHORE นั้น ตัวเขื่อนหินกั้นคลื่น อาจจะสะท้อนความพยายามที่ล้มเหลวของมนุษย์ในการฝืนธรรมชาติ และอาจจะสะท้อนความสัมพันธ์และปัญหาของตัวละครหลัก อย่างที่เพื่อน ๆ หลายคนเขียนถึงไปแล้ว

ส่วนใน THE PHYSICAL REALM นั้น หนังมีการพูดถึง "เมือง", การขยายเมือง, เสียงที่ถูกกดทับในเมือง, ผู้อพยพ, การที่คนไทยไม่อยากมีลูก และอยากย้ายประเทศ etc. และเล่าเรื่องตัวละครพระเอกที่น่าจะเป็น office syndrome ซึ่งดูเหมือนการแพทย์แผนปัจจุบันอาจจะช่วยเขาได้ไม่มากนัก เขาก็เลยหันไปใช้ไสยาศาสตร์ช่วย เพราะอาการ office syndrome ของเขาอาจจะเกิดจากมีผีมาขี่คอเขาอยู่

เหมือน THE PHYSICAL REALM มี 3 ส่วนสำคัญในหนัง นั่นก็คือส่วนที่พูดถึง "เมือง/การเมือง", ส่วนที่พูดถึงชีวิตพระเอก และส่วนที่พูดถึงชีวิตของนักวิชาการสาว ที่ตัวละครทั้งสองต่างก็หมกมุ่นกับการตั้งชื่อลูกเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่คนนึงหมกมุ่นกับการตั้งชื่อ "ลูกที่ตายไปแล้ว" โดยพยายามให้ชื่อมีความยึดโยงกับ "เทพ" ส่วนอีกคนพยานามตั้งชื่อ "ลูกที่กำลังจะเกิดในอนาคต"

เราว่าหนังคงจงใจให้แต่ละส่วนในหนังสะท้อนอะไรบางอย่างซึ่งกันและกัน โดยที่ "ความเป็นเมือง" ดูเหมือนมีความเป็นสัญลักษณ์ส่องสะท้อนอะไรบางอย่างทั้งในชีวิตตัวละคร และปัญหาสังคมในวงกว้างด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยทำให้เรานึกถึง SOLIDS BY THE SEASHORE ในแง่การใช้ symbols แบบนี้

ส่วน THE CITY BELOW นั้น ก็ใช้ "เมือง" เป็น symbol และเป็นตัวละครสำคัญเหมือนกัน โดย "เมือง" ในหนัง เหมือนสะท้อนปัญหา capitalism และโครงสร้างอำนาจทางการเงิน และล้อไปกับปัญหารักสามเส้าของตัวละครในหนังด้วย

ก็เลยรู้สึกว่า อยากให้มีนักวิจารณ์เขียนเปรียบเทียบหนัง 3 เรื่องนี้มาก ๆ ค่ะ 555

+++

 

อยากให้ตัวละครในหนัง 3 เรื่องนี้ย้ายมาอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกัน ชื่อคอนโดคือ THE DISCREET CHARM OF THE THAI BOURGEOISIE 55555

1. HUMAN RESOURCE (2025, Nawapol Thamrongrattanarit)

2. SOMEONE FROM NOWHERE (2017, Prabda Yoon)

3. THE PHYSICAL REALM ภูมิกายา (2023, Sompot Chidgasornpongse)

++++

 

รูปจาก “อวดดี”

+++

 

เพิ่งจำได้ว่า น้องอุ้ยเคยส่งคลิป POSSESSION (1981, Andrzej Zulawski) มาอวยพรวันเกิดเราในวันที่ 26 ก.พ. 2012  แสดงว่าเรานี่สวยเหมือน Isabelle Adjani จริง ๆ 555555

++++

 

 Weerasethakul, Boonbunchachoke, Thamrongrattanarit, Chidgasornpongse

 

ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าพอพูดนามสกุลของผู้กำกับหนังไทย 4 ท่านนี้ติดกัน แล้วมันคล่องปากดี 55555

++++

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: คุณ Sompot Chidgasornpongse ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 9 TEMPLES TO HEAVEN (2026) ที่ได้รับเลือกให้ฉายในสาย Directors’ Fortnight ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2026 เคยเข้าร่วมการแข่งขันในรายการโทรทัศน์ “แฟนพันธุ์แท้” ตอน “ดิสนีย์” ด้วย โดยเขาเข้าร่วมการแข่งขันนี้ขณะมีอายุราว 20 ปี เราเข้าใจว่าเทปนี้น่าจะออกอากาศในช่วงราวปี 2001

 

ลิงค์ดูรายการนี้อยู่ในคอมเมนท์นะ

https://youtu.be/h6RGyGSvduE?si=9j60sK8OpC-FGNeE

 

 

No comments: