Saturday, September 05, 2026

RIP TONY GATLIF

 

AJIRANG (2026, Jessada Chan-yaem, 16mm colour moving image in a lotus form made from monks’ robes, 3.5min)

 

MANUSSOSI (HOW RIVERS BECOME CLOUDS) (2026, Jessada Chan-yaem, video installation, 19min)

 

นิทรรศการบอกว่า จอภาพนี้ทำลวดลายคล้ายคราบงู a snakeskin-like screen made from rubber sheets patterned with snake shedding

+++

 

ซื้อนิยายเรื่อง NADJA (1928, André Breton) มาให้ลูกหมีอ่าน แปลเป็นไทยโดยคุณ ธีรัชต หวังวิศาล อดีตผู้กำกับหนังสั้นไทยที่เราชอบหนังของเขามาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 2010 หนังสือเล่มนี้มีภาพประกอบมากมาย, มีแถมโปสการ์ดและที่คั่นหนังสือด้วย ส่วนเชิงอรรถของหนังสือเล่มนี้มีความยาวเพียงแค่ 55 หน้า

+++

 

RIP TONY GATLIF (1948-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 3 เรื่องเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CHILDREN OF THE STORK (1999)

 

2. SWING (2002)

 

3. THE EXILES (2004)

 

เราชอบหนังทั้ง 3 เรื่องนี้ของเขามาก ๆ โดยเฉพาะ CHILDREN OF THE STORK (1999) ที่เรายกให้เป็น limitless cinema เรื่องหนึ่ง เพราะหนังเรื่องนี้ทำในสิ่งที่เราแทบไม่เคยเจอในหนังเรื่องอื่น ๆ มาก่อน นั่นก็คือ การเสกให้ตัวละครหายไปตามใจชอบ

 

เราว่ากลเม็ดแบบนี้ส่งผลกับเราในแบบคล้ายๆ  กับ remote control ของผู้ร้ายใน FUNNY GAMES (1997, Michael Haneke, Austria) น่ะ เพราะหนังทั้งสองเรื่องนี้เหมือนเริ่มต้นเรื่องในระนาบของโลกที่คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกแบบหนัง fiction ทั่ว ๆ ไป แต่พอหนังดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็หันมาย้ำเตือนกับผู้ชมว่า คุณกำลังดูหนังอยู่นะ และหนังมันเป็นโลกจินตนาการที่ผู้แต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ร้ายใน FUNNY GAMES จึงย้อนเวลาถอยหลังได้ตามใจชอบ และผู้สร้างหนัง CHILDREN OF THE STORK จะเสกให้ตัวละครตัวไหนหายไปเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งพอเราคิดถึงสิ่งนี้ในหนังของ Tony Gatlif ทีไร เราก็หยุดหัวเราะไม่ได้ มันฮามาก ๆ ๆ ๆ

 

ในหนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK มันมีตัวละครเด็กผู้ชายที่พยายามท่องชื่อผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย โดยเขาท่องว่า “Jean Vigo, Jean Renoir, Jean-Luc Godard, John Ford, John Cassavetes.

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด คุณธีปนันท์น่าจะเคยเขียนวิจารณ์หนังเรื่อง CHILDREN OF THE STORK ลงนิตยสาร Pulp นะ ไม่รู้มีใครยังเก็บไว้บ้าง เรามีนิตยสาร Pulp เก็บไว้ แต่เราขี้เกียจหา เพราะคงต้องใช้เวลาหาหลายวัน 55555

 

Tony Gatlif เคยมาเยือนกรุงเทพตอนที่หนังเรื่อง THE EXILES เข้าฉายในเทศกาลนะ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 และเขามีความสนใจเรื่องชาวยิปซีมาก ๆ เขารู้ว่าชาวยิปซีเคยเดินทางมาจนถึงอินเดีย เพราะฉะนั้นตอนที่เขามาเยือนกรุงเทพ เขาก็เลยถามว่าในไทยมีชาวยิปซีหรือเปล่า (เหมือนยุคนั้นเขายังคงใช้คำว่า ยิปซี ยุคนั้นเขายังไม่ได้ใช้คำว่า Roma ถ้าหากเราจำไม่ผิด)

 

อยากให้มีคนจัดงาน TONY GATLIF RETROSPECTIVE ในไทยมาก ๆ ๆ เพราะเราอยากดูหนังอีกหลายเรื่องของเขามาก ๆ ทั้ง LATCHO DROM (1993), MONDO (1995), GADJO DILO (1997), VENGO (2000), TRANSYLVANIA (2006), FREEDOM (2009), INDIGNADOS (2012), GERONIMO (2014), JOURNEY FROM GREECE (2017), TOM MEDINA (2021), etc.

 

เขาเคยได้รางวัล Best Director ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก THE EXILES และเคยชนะรางวัล Un Certain Regard ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จาก LATCHO DROM

 

เราเคยเขียนเปรียบเทียบหนังบางเรื่องของ Tony Gatlif กับหนังเรื่องอื่น ๆ เอาไว้บ้างนะ ตามนี้ (ยุคนั้นคะแนนเต็มของเราคือ A+):

 

--ชอบ CHILDREN OF THE STORK (1999, TONY GATLIF) ในระดับ A+ ค่ะ และก็ยกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำให้ตัวเองหัวเราะได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต ชอบมุกตลกในหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ โดยเฉพาะนางเอกที่ “ผลุบโผล่” โดยไม่มีเหตุผลใดๆอีกต่อไป และก็ขำเด็กผู้ชายที่บ้าท่องชื่อผู้กำกับหนัง รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เสียสติในแบบที่ตัวเองชอบมากๆ

 

-- RIZE (2005, DAVID LACHAPELLE, A+)

 

ดูการเต้นแบบบ้าคลั่งของพวกเขาแล้ว ก็นึกถึงการเต้นของผู้หญิงมาเลเซียในหนังเรื่อง MAKYONG: PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) และผู้หญิงแอฟริกาเหนือในหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) การเต้นรำในหนัง 3 เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการระบายออกของ “ผู้ถูกกดขี่” เหมือนๆกัน มันเป็นการเต้นรำที่เหมือนถูกผีเข้าทั้ง 3 เรื่อง

 

-- MIXED UP (A+++++)—NADIA FARES
เรื่องของสาวลูกครึ่งอียิปต์-สวิสที่เดินทางไปหาพ่อในอียิปต์หลังพลัดพรากจากกันนาน 15 ปี หากดูจากเนื้อหาเกี่ยวกับการย้อนกลับไปหารากเหง้าของตัวเองในแอฟริกาเหนือแล้ว หนังเรื่องนี้อาจมีบางส่วนที่ทำให้นึกถึง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+/A) แต่บทบรรยาย, การถ่ายภาพ, การใช้เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ กลับทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในทาง BEAU TRAVAIL (1999, CLAIRE DENIS, A+++++) มากกว่า ฉากที่ลืมไม่ลงในหนังเรื่องนี้คือฉากที่คุณยายของเธอ (ถ้าดิฉันเข้าใจไม่ผิด) พูดพร่ำถึงเรื่องการเดินฝ่าห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เรื่อย ๆ เรื่อยๆ

 

-- --หนังสารคดีเรื่อง MAKYONG – PAGEANT OF THE ANCIENTS (B+) ที่เพิ่งได้ดูมาที่ภัทราวดีเธียเตอร์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างในมาเลเซีย โดยในพิธีกรรมนี้ ผู้หญิงบางคนที่มาร่วมงานพิธีจะมีอาการเหมือนผีเข้า พวกเธอมีอาการคล้ายๆนางเอกหนังเรื่อง EXILS (2004, TONY GATLIF, A+) เป็นอย่างมาก ก็เลยรู้สึกประหลาดใจว่า พิธีกรรมในมาเลเซีย, ในแอฟริกาเหนือ และในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีส่วนเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เหมือนกับว่าเป็นพิธีกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ระบายออก

 

ภาพจาก CHILDREN OF THE STORK

+++

 

บันทึกไว้ว่า วันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 9min) เป็นครั้งที่ 3 (ถ้าหากเราจำไม่ผิด) โดยห่างจากครั้งแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เราได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง DRIFTER ครั้งแรกในวันที่ 5 เม.ย. 1997 ในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL ART FILM FESTIVAL ครั้งแรก ซึ่งต่อมาเทศกาลนี้ก็ได้กลายมาเป็น BANGKOK EXPERIMENTAL FILM FESTIVAL

 

เราว่า DRIFTER นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “หนังบรรยากาศ” หรือ atmospheric film เรื่องแรก ๆ ที่เราเคยดูในชีวิตนะ คือเป็นหนังที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ “บรรยากาศ” ในหนังเรื่องนี้มันทรงพลังอย่างรุนแรงมาก ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เนื้อเรื่องในหนังเรื่องนี้ มันทรงพลังมาก ๆ เพราะฉะนั้นหนังเรื่อง DRIFTER ก็เลยเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้รู้จักกับหนังกลุ่มนี้เป็นครั้งแรก ๆ และเราก็ค้นพบในเวลาต่อมาว่าเรามักจะอินกับหนังกลุ่มนี้อย่างรุนแรง

 

เราน่าจะได้ดู DRIFTER ครั้งที่สองที่ห้องสมุดมหาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 18 ก.ย. 2004 โดยในวันนั้นมีการฉายหนังสั้น 4 เรื่องของคุณ Sasithorn Ariyavicha และหนังยาวเรื่อง BIRTH OF THE SEANEMA (2004, Sasithorn Ariyavicha) ซึ่งถือเป็น one of my most favorite Thai films of all time

 

และในที่สุดเราก็ได้ดู DRIFTER เป็นรอบที่ 3 ที่ BACC ชั้น 9 ในวันที่ 4 ก.ย. 2026 ซึ่งห่างจากการดูรอบแรกเป็นเวลานานเกือบถึง 30 ปี

 

เพราะฉะนั้นตอนที่เรายืนดูหนังเรื่องนี้ในวันนี้ เราก็เลยคิดถึงอดีตเมื่อ 29-30 ปีก่อน ตอนที่เราได้ไปดูเทศกาลหนังทดลองเป็นครั้งแรกในชีวิต เหมือนหนังเรื่องนี้ทำให้เราย้อนรำลึกถึงชีวิต cinephile ของเราในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่มันผ่านมานาน 30 ปีแล้วหรือเนี่ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 


No comments: