Showing posts with label DOCUMENTARY. Show all posts
Showing posts with label DOCUMENTARY. Show all posts

Monday, August 17, 2026

WRITING ABOUT FILMS AS YOU LIKE IT

 

RIP MARK RYDELL (1929-2026)

 

เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 4 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. ON GOLDEN POND (1981)

 

2. THE RIVER (1984)

 

3. FOR THE BOYS (1991)

 

4. INTERSECTION (1994)

 

อยากให้มีคนนำ ON GOLDEN POND มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ เพราะตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางโปรแกรม Big Cinema ของช่อง 7 แต่ก็อยากดูอีกครั้งบนจอใหญ่

 

อยากดู THE ROSE (1979, Mark Rydell) มาก ๆ ด้วย หนังเรื่องนี้ได้ชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา ซึ่งรวมถึงสาขานักแสดงนำหญิง (Bette Midler) และนักแสดงสมทบชาย (Frederic Forrest)

++

 

วันเสาร์หลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็มากินอาหารอินเดียที่ Groove Market ซอยตั้งสิน ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินไอติมที่ร้าน Scoops and Spokes เราเลือกกินไอติมรส Odyssey กับรส Shio Cloud แล้วแปะด้วยไอติมรส Wicked ก้อนเล็ก ๆ

 

ปรากฏว่าเพื่อน ๆ cinephiles หลายคนก็เลือกกินไอติมรส Odyssey เหมือนกัน

+++

 

เพื่อนบอกว่าแถวดินแดงมีร้านเช่าการ์ตูนญี่ปุ่นหลายร้าน เขาบอกว่าอยากให้มีคนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านเช่าการ์ตูนเหล่านี้ เพราะกิจการเหล่านี้น่าจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน อาจจะเหมือนกับ “ร้านเช่าวิดีโอ” ที่กลายเป็นสิ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และ “ร้านเช่านิยาย” ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพเพียงแค่ไม่กี่ร้าน (อย่างเช่นในเพชรบุรี ซอย 5)

https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1757264788810181

 

++++

 

MIRACLE À MAIORI (2025, Anouk Baldassari-Phéline, France/Italy, documentary, 29 Mins, A+30)

 

ดูในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

 

ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง หนังเป็นการตามไปสัมภาษณ์บรรดาชาวบ้านหลายคนที่เคยเป็นตัวประกอบในหนังเรื่อง JOURNEY TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) เมื่อ 70 ปีก่อน ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้บางคนก็ปรากฏตัวในหนังของ Rossellini เพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้น แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ทำให้ตัวประกอบ 1 วินาทีในหนังเรื่องนั้น ได้กลายเป็นคนจริง ๆ ขึ้นมา

 

บางคนที่ให้สัมภาษณ์ก็เป็นลูกหลานของตัวประกอบในหนังของ Rossellini

 

อีกสิ่งที่สะเทือนใจมากก็คือว่า หลังจากหนังของ Rosselini ถ่ายทำเสร็จ พื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำก็ถูกทำลายด้วยอุทกภัยในปีต่อมา และชาวบ้านหลายคนก็เสียชีวิตในอุทกภัยครั้งนั้น

 

การที่หนังสารคดีเรื่องนี้มีการ zoom in, close up, slow ภาพ และ pause ภาพแต่ละช็อตแต่ละเฟรมในหนังของ Rosselini เพื่อใช้ในการตามหาตัวบุคคลในภาพ มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) และละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” THE NEWARK FILE (1981) ด้วย เพราะว่าในละครทีวีเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” (ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง BLOW-UP) นั้น มีการ blowup ภาพเพื่อตามหาบุคคลแต่ละคนในภาพเหมือนกัน เพื่อใช้ในการคลี่คลายปริศนาฆาตกรรม

 

การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา one of my most favorite TV series of all time

https://www.themoviedb.org/tv/111299

++++

 

กรี๊ดดดด ขอบพระคุณมากครับที่นึกถึงผม รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ครับ

 

จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากมีส่วนร่วมใด ๆ กับประเด็นเรื่อง film critic เลยแม้แต่นิดเดียว 55555 แต่พอดีมีเพื่อนเอ่ยถึงชื่อเรา เราก็เลยเขียนตอบเพื่อนไป แล้วก็เลยขอเอามาแปะไว้ในวอลล์เราด้วยเลยแล้วกัน

 

อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนตอบเพื่อน:

 

ผมคิดว่าแต่ละคนนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” แตกต่างกันไปครับ และจริง ๆ แล้วมนุษย์แต่ละคนต่างก็นิยาม “คำ” ต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามใจตัวเองอยู่แล้ว ผมเองก็อาจจะนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นางสาว a ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นาย b ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อีกอย่างนึง แต่ละคนนิยามมันแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นตัวผมเองจริง ๆ แล้วก็เลยแทบไม่เคยใส่ใจว่าใครจะนิยามคำคำไหนแตกต่างจากผม เพราะมันมีคำอยู่เป็นแสน ๆ คำ และมีมนุษย์อยู่หลายล้านคนบนโลก เพราะฉะนั้นใครจะนิยามคำคำไหนว่ายังไงผมก็เลยไม่สนใจครับ เพราะผมคิดว่ามนุษย์หลายล้านคนบนโลกนิยามคำเป็นแสน ๆ คำในแบบที่แตกต่างจากผมจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 55555

 

 ตัวอย่างเช่น Jean-Luc Godard ก็อาจจะนิยามคำว่า film critic ในแบบนึง เพราะเขาเคยกล่าวประโยคคลาสสิคว่า "Americans don't have critics. For me, there are only two, James Agee and Manny Farber. The rest are reviewers."

 

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า Godard นิยามคำว่า film critic ไว้แบบนึง ซึ่งคำนิยามดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐอเมริกามี film critics จริง ๆ เพียงแค่สองคนเท่านั้น คือ James Agee และ Manny Farber

 

ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่า Godard ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของเขา ผมก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของผมที่ไม่เหมือนกับ Godard และคนอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบที่แตกต่างจากผมและ Godard ครับ ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าใครจะนิยามคำว่า film critic ในแบบไหนอะไรยังไง 55555

 

ตัวผมเองก็แทบไม่เคยตั้งใจที่จะเขียนวิจารณ์หนังครับ ผมแค่เขียนไดอารี่ จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ จดรายชื่อดาราหนุ่มหล่อ ๆ ในหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ให้ความสุขทางเพศแก่เรา เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราเองจะลืม เพราะแต่ละปีเราดูหนังหลายพันเรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราได้จดบันทึกความรู้สึกนี้ไว้ อีก 1 ปีข้างหน้า หรืออีก 30 ปีข้างหน้า เรากลับมาอ่านมัน เราจะได้หวนรำลึกถึงหนังเรื่องนั้น ๆ ได้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมก็ไม่ได้มองว่าผมเขียนวิจารณ์หนังเป็นหลักครับ เพราะจุดประสงค์หลักของผมคือการเขียนไดอารี่ และเนื่องจากตัวผมเองก็ชอบอ่าน “ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ" ผมก็เลยคิดว่าเราควรเผยแพร่ไดอารี่ของตัวเองให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย เพราะเราเองก็ชอบอ่านความรู้สึกส่วนตัวของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

 

เพราะฉะนั้นใจจริงแล้วผมก็เลยไม่ได้สนับสนุนให้ใครเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากใครเขียนวิจารณ์หนังแล้ว “มีความสุข” ผมก็สนับสนุนให้คนคนนั้นเขียนวิจารณ์หนังครับ ถ้าหากเขาทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข

 

ส่วนตัวผมเอง ผมพบว่าการจดบันทึกความรู้สึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข ผมก็เลยเขียนในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนครับ ผมเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นการวิจารณ์หนัง อาจจะเรียกว่า

”การจดบันทึกความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” เสียมากกว่า 55555 แต่ผมรู้ว่าการเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องแคร์ว่า มันเรียกว่าอะไร นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ผมก็เลยทำมันครับ และผมก็ชอบอ่านอะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ชอบอ่านแค่ “บทวิจารณ์” ผมชอบอ่านการที่คนต่าง ๆ เขียนถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียน โดยไม่ต้องแคร์แม้แต่นิดเดียวว่ามันเป็นการวิจารณ์หรือไม่ครับ

 

สรุปว่า ถ้าหากใครอยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ก็ทำไปครับ ถ้าหากคุณทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข แต่ผมเองไม่ได้อยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็น film critic ผมมีชีวิตอยู่เพื่อหาความสุขใส่ตัว เพราะฉะนั้นผมก็จะ “จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวและความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” หรือเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนต่อไปครับ ใครจะนิยามมันว่าอะไรยังไง มันก็ไม่มีความสำคัญแม้แต่นิดเดียว ขอแค่เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุข เราเขียนถึงหนังแบบไหนแล้วเรามีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้ว

 

Edit เพิ่ม: ยอมรับว่า ในบางครั้ง เพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในบางสถานการณ์ ผมก็นิยามตัวเองว่า film critic หรือให้คนอื่น ๆ นิยามผมว่า film critic ได้ตามสบายครับ เพราะอาจจะมีงานเขียนบางชิ้นของผมที่คนอื่น ๆ มองว่าเข้าข่ายเป็นงานวิจารณ์

 

แต่ถ้าใครจะมองว่าผมไม่ใช่ film critic ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เพราะผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะนั่นไม่ใช่แก่นแท้ของผม และไม่ใช่เจตนาของผมเวลาเขียนถึงหนังส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ 55555

Tuesday, August 11, 2026

LITTLE POEMS IN PROSE

 

มันเด้งขึ้นมาแดก HUNGRY (2026, James Nunn, UK/USA, A+15) ในชีวิตจริง

+++

 

เราชอบหนังกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX มาก ๆ นั่นก็คือ “หนังที่มีตัวละครพูดความจริง แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่เชื่อ” อย่าง GOTHIKA นี่ก็ชัดเลย

 

ส่วนหนังในกลุ่ม CASSANDRA COMPLEX ที่เราชอบมากที่สุด ก็คือ THE LADY VANISHES (1938, Alfred Hitchcock, UK) ซึ่งถือเป็นหนังของ Hitchcock ที่เราชอบมากที่สุดด้วยเช่นกัน

+++

 

AND THEN THERE WAS LIGHT เคยติดอันดับ 13 ในลิสท์หนังสุดโปรดของเราประจำปี 2013 ตอนนั้นคุณ Ratchapoom เคยนำหนังเรื่องนี้มาฉายที่ห้องสมุดมหาลัย ธรรมศาสตร์

https://www.sensesofcinema.com/2014/2013-world-poll/2013-world-poll-part-3-2/#9

++++

 

Favorite Cover Song: PAPA DON’T PREACH (1987) – Yoko Nagayama

 

เราชอบเพลง PAPA DON’T PREACH (1986) ของ Madonna มาก ๆ และเราก็เพิ่งได้ฟัง cover เวอร์ชั่นของ Yoko Nagayama ที่ออกมาในปี 1987 ปรากฏว่าไพเราะมาก ๆ เช่นกัน เราว่าการ cover เพลงของมาดอนน่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Yoko Nagayama ทำออกมาได้ถูกใจเรามาก ๆ

 

เพลง PAPA DON’T PREACH นี้อยู่ในอัลบัม VENUS (1987) ของ Yoko Nagayama ซึ่งเห็นชื่ออัลบัมแล้วทุกคนก็คงเดาออกว่า มันมีการ cover เพลง VENUS ของ Bananarama อยู่ในอัลบัมชุดนี้ด้วย

 

Yoko Nagayama

https://youtu.be/TUywsDJkpOA?si=oE_MExzSxuhWU1x6

 

Madonna

https://www.youtube.com/watch?v=G333Is7VPOg

+++

 

MEDUSAE (2017, Pam Miras, Philippines, 87min) เข้าโรงฉายในกรุงเทพแล้วนะ

+++

 

คือ THE ODYSSEY เข้าฉายในไทยมานาน 26 วันแล้ว เรายังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะตอนแรกเรากะว่าจะดู IMAX แต่วันนี้เช็คแล้วพบว่าโรง IMAX คนยังคงแน่นขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราคงถอดใจ ขี้เกียจรออีกต่อไปแล้ว เดี๋ยวเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอธรรมดาก็ได้ ไม่งั้นชีวิตไม่ได้ move on สักที 55555

+++

 

เมื่อวานเราได้ดู DEAR YOU (2026, Lan Hongchun, China, A+25) ดูแล้วก็เลยอยากกิน “บ่อบี๋ก้วย” มาก ๆ เห็นเขาบอกว่ามันคือขนมกุ้ยช่ายที่ทำจากแป้งมัน แทนที่จะทำจากแป้งข้าวเจ้าเหมือนขนมกุ้ยช่ายทั่วไป

 

ถ้าหากใครรู้ว่าที่ไหนมี บ่อบี๋ก้วย อร่อยๆ ขาย ก็บอกเราด้วยนะ

 

อันนี้เราให้ GROK AI ลองทำคลิปหนุ่มจีนกินอาหารจีน แต่เราไม่รู้ว่า พวกตัวอักษรที่ติดอยู่ตามฝาผนังในคลิปที่ AI สร้างขึ้นนี้ มันแปลว่าอะไร มีใครรู้บ้าง

https://web.facebook.com/jit.phokaew/posts/pfbid02i8XYwLZB7tYMBBvm493pW2To1YuQaMCfEMk5v2vK57WTN2ncvTHrP35gJfx3kPShl

+++

 

แอบสงสัยว่า รศ.ดร. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เป็นอะไรกับคุณชวิณี เกษบุญชู ผู้แต่งเพลง มหัศจรรย์แห่งรัก (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), ความคิดถึงเดินทางไป (นรีกระจ่าง คันธมาส), ดอกไม้ในเปลวไฟ (สุกัญญา มิเกล), ใจสองใจ (สมเกียรติ อริยะชัยพานิช), รักเธอ (ฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน), มุมหนึ่งในหัวใจ (วิยะดา โกมารกุล ณ นคร), etc.

 

คือช่วงนี้เราหยิบ tape cassette อัลบัมชุด BOOTLEG (1995) ของสุกัญญา มิเกล กลับมาฟังอีกครั้ง ชอบสุดขีดมาก ๆ คลาสสิคจริง ๆ

 

เพลง “ดอกไม้ในเปลวไฟ” ของสุกัญญา มิเกลทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักมาก ๆ เราอินกับเนื้อเพลงนี้มาก ๆ (แต่จริง ๆ แล้วเราว่าดนตรีของเพลงนี้มันร็อคเกินไปสำหรับเรา) ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ทำให้เราร้องห่มร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต

 

เราก็เลยสนใจว่าใครแต่งเนื้อเพลงนี้ ก็เลยพบว่าคนแต่งเพลงนี้คือคุณชวิณี เกษบุญชู เราก็เลยลองถาม AI ดูว่าคุณชวิณีเป็นอะไรกับอาจารย์กุลลดา แต่ก็ไม่รู้ว่าคำตอบจาก AI เป็นสิ่งที่เชื่อถือได้หรือเปล่า

 

เพลงในอัลบัม BOOTLEG (1995) เรียงตามลำดับความชอบ

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

 

1. ดอกไม้ในเปลวไฟ

 

2. รักเธอจริง ๆ

 

3. ดีดีกันไว้

 

4. จีบเอาเป็น

 

5. จีบเอาตาย

 

6. ตัดพ้อ

 

7. ONE (cover จากเพลงของ U2)

 

8. ฮึด

 

9. ขอตัวน๊ะ

 

10. HIPPY HIPPY SHAKE

ดอกไม้ในเปลวไฟ

https://youtu.be/KZ8WFOhcmC8?si=K5P2IFVKynTmvaB6

 

ผลงานเพลงของคุณชวิณี เกษบุญชู

https://waewtawan.wordpress.com/2010/04/02/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%B5/

 

+++

 

เราเคยดู BEIJING BASTARDS (1993, Zhang Yuan) หนังเรื่องนี้เคยมาฉายในเทศกาลภาพยนตร์จีนในกรุงเทพในช่วงต้นปี 1997

+++

 

นึกถึงหนังเรื่อง THE TERROR LIVE (2013, Kim Byung-woo, South Korea) กับหนังเรื่อง SHOWTIME 7 (2025, Kazutaka Watanabe, Japan) ที่รีเมคมาจาก THE TERROR LIVE ตอนที่เราดูหนังสองเรื่องนี้เราก็นึกไม่ถึงว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นในประเทศไทย

+++

LITTLE POEMS IN PROSE (2025, Radu Jude, Andrei Rus, Romania, documentary, 35min, A+30)

 

1. เหี้ยจริง ๆๆๆๆๆๆ 55555 (คำชม)

 

2. หนังเรื่องนี้เป็นการรวบรวมคลิปเหี้ย ๆ ห่า ๆ ใน Tiktok ของโรมาเนียมารวมกัน ซึ่งพอมันมี Radu Jude มาเป็นคนคัดสรร ก็รับประกันได้เลยว่ามันต้องเหี้ยแน่ ๆ

 

3. แน่นอนว่าคลิปที่เราชอบมากที่สุดก็คือคลิปที่หมีตัวใหญ่ตัวนึงถูหลังกับเสาไปเรื่อย ๆ โดยมีเพลงประกอบเป็นเพลง STOP (1988) ของ Sam Brown ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงสุดโปรดของเรา

 

4. อีกคลิปที่ชอบสุดขีดก็คือคลิปหญิงโรมาเนียมีอาการสติแตกเมื่อดูข่าวเกี่ยวกับ Donald Trump

 

5. แต่ละตัวในแต่ละคลิป tiktok มันแรงมาก ๆ ตัดสินไม่ได้ว่าใครแรงที่สุด

 

6. ชอบมาก ๆ ที่พอดูคลิปเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ มันก็เหมือนทำให้เราได้เห็น “ชาวบ้าน” จริง ๆ ของโรมาเนีย ได้เห็นว่าชาวบ้านโรมาเนียเหล่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตในบ้านช่องแบบไหน และมีความสุขกับอะไร จินตนาการถึงอะไร

 

7. ชอบคลิปที่หญิงชาวจีนร้องเพลงโรมาเนียไปเรื่อย ๆ ด้วย

 

8. Manuel Asin เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ดีมาก ๆ เพราะเขาเขียนว่าหนังเรื่องนี้มันสอดคล้องกับหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Radu Jude ในแง่ที่ว่า “In films such as The Dead Nation (2017), The Exit of the Trains (2020), Caricaturana (2021) and Eight Postcards from Utopia (2024), the appropriated images stop being stable documents and are turned into areas of confrontation where the political tensions of a society emerge. 

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

+++

 

YOU DREAMT YOU SAW YOURSELF BUT COULDN’T SEE YOUR FACE (2026, Shireen Seno, Philippines/USA, 7min, A+30)

 

1. งดงามที่สุด หนังเหมือนเน้นถ่ายหนองน้ำแห่งหนึ่ง และจอกแหนในหนองน้ำแห่งนั้น หนังไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ

 

2. หนังใส่ฉากของผู้ชายคนหนึ่ง และเด็กเข้าไปในหนังด้วย และก็เน้นการซ้อนภาพถ่ายของผู้ชายเข้าไปบนผิวน้ำ

 

อีกฉากนึงที่เด่นในหนังเรื่องนี้คือฉากการโปรยอัฐิลงในน้ำ (เราเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ)

 

3. ชอบที่หนังเล่นกับ “เงาสะท้อนบนผิวน้ำ” กับ “เทคนิค superimposition” ในภาพยนตร์ ความวูบไหวของผิวน้ำและภาพถ่ายบนผิวน้ำ ก็ทำให้นึกถึงความฝันและความทรงจำ ผิวน้ำที่ดูค่อนข้างดำมืดก็ทำให้นึกถึงความลึกลับของชีวิตมนุษย์ด้วย

 

4. เราชอบ sound ของหนังเรื่องนี้มาก ๆ มันเหมือนมี “เสียงเอี้ยดอ้าด” ของอะไรก็ไม่รู้ดังอยู่ในหนังเรื่องนี้ และมีเสียงของสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นภาพอยู่ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเสียงเหล่านี้เราว่ามันเล่นกับระบบประสาทของผู้ชมอย่างเราได้ดีมาก ๆ มันเหมือนการประกอบกันของภาพและเสียงที่ไม่ได้เล่าเรื่องใด ๆ โดยตรงในหนังเรื่องนี้ มันช่วยเปิดประสาทของเราให้รับรู้ถึงความงดงามบางอย่าง

 

ดูหนังเรื่องนี้ได้ในเว็บไซต์ Festival Scope จนถึงตี 5 ของวันอังคารที่ 11 ส.ค.

 

https://www.festivalscope.com/film/you-dreamt-you-saw-yourself-but-couldnt-see-your-face/

 

Thursday, August 06, 2026

TREE APIROOM

 

VULTURE ทำรายชื่อ BEST FILMS OF JAN-JULY 2026 มี A USEFUL GHOST ติดอยู่ในลิสท์ด้วย

 

ในลิสท์นี้เราได้ดูไปเพียงแค่ 18 เรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งก็คือ

 

1. CRIME 101 (Bart Layton)

 

2. THE DEVIL WEARS PRADA 2 (David Frankel)

 

3. DISCLOSURE DAY (Steven Spielberg)

 

4. EXIT 8 (Genki Kawamura, Japan)

 

5. THE FURIOUS (2025, Kenji Tanigaki, Hong Kong/China)

 

6. KONTINENTAL ’25 (Radu Jude, Romania)

 

7. MIROIRS NO. 3 (Christian Petzold, Germany)

 

8. MOTHER MARY (David Lowery)

 

9. OUR LAND (Lucrecia Martel, Argentina, documentary)

 

10. PILLION (Harry Lighton, Ireland)

 

11. PROJECT HAIL MARY (Phil Lord, Christopher Miller)

 

12. ROMERÍA (Carla Simón, Spain)

 

13. SEND HELP (Sam Raimi)

 

14. THE SHEEP DETECTIVES (Kyle Balda, UK)

 

15. SILENT FRIEND (Ildikó Enyedi, Hungary)

 

16. 28 YEARS LATER: THE BONE TEMPLE (Nia DaCosta, UK)

 

17. A USEFUL GHOST (2025, Ratchapoom Boonbunchachoke, Thailand)

 

18. WUTHERING HEIGHTS (Emerald Fennell)

 

ส่วนหนังในลิสท์นี้ที่เรายังไม่ได้ดู ก็คือ

 

1. ALL THAT’S LEFT OF YOU (2025, Cherien Dabis, Jordan, 146min)

 

2. BLUE HERON (2025, Sophy Romvary, Canada/Hungary)

 

3. THE CHRISTOPHERS (Steven Soderbergh)

 

4. DEAD MAN’S WIRE (Gus Van Sant)

 

5. FACES OF DEATH (Daniel Goldhaber, Isa Mazzei)

 

6. FANTASY LIFE (Matthew Shear)

 

7. HAMLET (2025, Aneil Karia, UK)

 

8. I LOVE BOOSTERS (Boots Riley)

 

9. I WANT YOUR SEX (Gregg Araki)

 

10. LATE SHIFT (Petra Volpe, Switzerland)

 

11. THE LITTLE SISTER (Hafsia Herzi, France)

 

12. MADDIE’S SECRET (John Early)

 

13. MINIONS & MONSTERS (Pierre Coffin)

 

14. NIGHT NURSE (Georgia Bernstein)

 

15. NIRVANA THE BAND THE SHOW THE MOVIE (Matt Johnson, Canada)

 

16. THE ODYSSEY (Christopher Nolan)

 

17. POMPEI: BELOW THE CLOUDS (Gianfranco Rosi, Italy, documentary)

 

18. PRESSURE (Anthony Maras)

 

19. REMAKE (Ross McElwee, documentary)

 

20. ROSE OF NEVADA (Mark Jenkin)

 

21. THE SAMURAI AND THE PRISONER (Kiyoshi Kurosawa)

 

22. THE STRANGER (François Ozon, France)

 

23. TUNER (Daniel Roher)

 

24. TWO PROSECUTORS (Sergey Loznitsa, France)

 

25. UNDERTONE (Ian Tuason, Canada)

 

26. WILD INSIDE (Penny Lane, documentary)

 

27. THE WIZARD OF THE KREMLIN (Olivier Assayas)

 

เราก็เลยหวังว่า นอกจาก THE ODYSSEY กับ MINIONS & MONSTERS ที่ลงโรงฉายอยู่ในตอนนี้แล้ว หนังอีก 25 เรื่องที่เหลือที่เรายังไม่ได้ดู จะได้ลงโรงฉายในไทย หรือได้กลับเข้ามาลงโรงฉายในไทยอีกรอบนะ เพราะมันมีหลายเรื่องในลิสท์นี้ที่เคยเข้าฉายใน Bangkok International Film Festival 2025 แต่เราไม่ได้ดูเพราะตารางมันชนกัน

 

 

https://www.vulture.com/article/best-movies-2026-new-films.html?fbclid=IwY2xjawTfhtRwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAGJyaWQRMUZJQ1pFT1duNFhYWlF0UjBzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEedAvtcH_IhxPEyfDhBcjtU3ccGtgQTJRlkKOmacjBMYLf3n-mWOiHtOVljt0_aem_wFmosggjjEHUx3eQjOvcPg

+++

 

RESIDUAL CONFESSION: TEMPORARY BOOK – DOC STREET TEXT (2026, Wanapol Saenkham, artwork with video installation)

 

ดูที่ชั้น 7 BACC

+++

 

เพิ่งได้ดู MINIONS & MONSTERS (2026, Pierre Coffin, animation, A+30) เราคิดว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในหนัง fiction ที่พาดพิงถึงหนังเรื่องอื่น ๆ มากที่สุดเรื่องนึงเท่าที่เราเคยดูมา เห็นบทความใน TIME มีวิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดถึงหนังราว 30 กว่าเรื่องที่ได้รับการ tribute ใน MINIONS & MONSTERS ด้วย ถือเป็นบทความที่ดีงามมาก ๆ

 

https://time.com/article/2026/07/02/minions-monsters-movies-hollywood/

+++

 

ตรี อภิรุม นี่ถือเป็น one of my most favorite novelists of all time เลย นิยายของเขามีส่วนในการช่วยสร้างโลกจินตนาการของเราเองมาก ๆ โลกที่เต็มไปด้วยตัวละครที่มีฤทธิ์เดชจำนวนมากมายมาปะทะกัน ซึ่งจะแตกต่างจากจินตวีร์ วิวัธน์กับแก้วเก้า เพราะว่านิยายส่วนใหญ่ของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าที่เราเคยอ่าน มักจะมีตัวละครที่มีฤทธิ์เดชรุนแรงเพียงแค่ไม่กี่ตัวในหนึ่งเรื่อง คือเหมือนในนินายของสองคนนี้ อาจจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเพียงแค่ 5 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง แต่ในนิยายของตรี อภิรุมที่เราเคยอ่าน มันมักจะมีตัวละครที่มีอิทธิฤทธิ์สูงเป็น 10 ตัวต่อหนึ่งเรื่อง เพราะฉะนั้นโลกจินตนาการของเราก็เลยสอดคล้องกับโลกจินตนาการของตรี อภิรุมมากกว่าของจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้า (แต่เราก็ชอบจินตวีร์ วิวัธน์ กับแก้วเก้าอย่างสุด ๆ นะ)

 

นิยายของตรี อภิรุมที่เราชอบมากที่สุดคือ “สัมผัสที่หก” นะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเคยถูกสร้างเป็นหนังหรือละครทีวีแล้วยัง

 

ตอนเด็ก ๆ เราจำได้ว่า นิยายอีกเรื่องนึงที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม มีเนื้อหาเกี่ยวกับคัมภีร์วิเศษที่นางเอกใช้ในการเดินทางข้ามเวลาไปยังอดีตหลายร้อยหลายพันปีก่อนได้ และมีครั้งนึงที่เหมือนนางเอกเดินทางย้อนไปในอดีตช่วงก่อนไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกรอบก่อนด้วยมั้ง แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า นิยายเรื่องนั้นมีชื่อเรื่องว่าอะไร ใครจำได้บ้างคะ

 

ภาพจาก สัมภเวสี ซึ่งเป็นนิยายอีกเรื่องที่เราชอบสุดขีดของตรี อภิรุม

+++

 

เราได้ดู THE MAGIC GLOVES (2003, Martín Rejtman, Argentina, A+30) ในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 30 ม.ค. 2004 ในเทศกาล Bangkok International Film Festival ซึ่งถ้าหากเราจำไม่ผิด มันน่าจะเป็นโรงภาพยนตร์ในห้างเอ็มโพเรียม เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด แต่ก็เสียใจที่หนังเรื่องอื่น ๆ ของ Martín Rejtman ไม่ได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยอีกเลยนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2004 เป็นต้นมา

 

แต่ก็ดีใจมาก ๆ ที่ตอนนี้มีหนังของเขาอีก 4 เรื่องให้เราดูใน MUBI (RAPADO, SILVIA PRIETO, TWO SHOTS FIRED, THE PRACTICE)

+++

 

เราชอบ THE UNDERGROUND GARDEN (2026, Yulian Ulybin, Ukraine, documentary, A+30) มาก ๆ รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันบรรจุ “พลังชีวิต” เอาไว้สูงมาก ๆ

+++

 

9 TEMPLES TO HEAVEN (2026, Sompot Chidgasornpongse) ได้รับเลือกให้ฉายใน NEW YORK FILM FESTIVAL ปีนี้ด้วยนะ โดยหนังเรื่องนี้ต้องประชันกับหนังเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล อย่างเช่น

 

Paper Tiger (James Gray)

Behemoth! (Tony Gilroy)

14th (Ava DuVernay)

All of a Sudden (Ryûsuke Hamaguchi)

Bitter Christmas (Pedro Almodóvar)

Clarissa (Arie Esiri and Chuko Esiri)

Dao (Alain Gomis)

The Day She Returns (Hong Sangsoo)

I Deserve a Lover Whose Every Rise Sets Fiery Dooms Raging Across the Skies (Mani Haghighi)

The Diary of a Chambermaid (Radu Jude)

Double Freedom (Lisandro Alonso)

The Dreamed Adventure (Valeska Grisebach)

Everything Else Is Noise (Nicolás Pereda)

Everytime (Sandra Wollner)

Fatherland (Paweł Pawlikowski)

La Gradiva (Marine Atlan)

I Rarely Wake Up Dreaming (Isabelle Stever)

The Loneliest Man in Town (Tizza Covi and Rainer Frimmel)

A Long Winter (Andrew Haigh)

The Man I Love (Ira Sachs)

A Man of His Time (Emmanuel Marre)

Minotaur (Andrey Zvyagintsev)

Misty Green (Chris Rock)

My Undesirable Friends: Part II – Exile (Julia Loktev)

My Wife Cries (Angela Schanelec)

Nowhere To Lay My Eyes (Hong Sangsoo)

Once Upon a Time in Harlem (William Greaves and David Greaves)

Possible Love (Lee Chang-dong)

Rose (Markus Schleinzer)

Tender Loving Care (Mike Leigh)

The Unknown (Arthur Harari)

 

หวังว่าหนังทุกเรื่องในรายชื่อข้างบน จะได้เข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์ในไทยด้วยเช่นกันนะ

 

https://www.filmlinc.org/nyff2026/daily/64th-new-york-film-festival-main-slate-announced/?fbclid=IwY2xjawTgS0dwZG9mBWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR7snkCwqao7ibXtKfVnmQ-8WfsLKn2WP1VM7144Xwx310ge9otLod1LqMshVw_aem_0Msrj-gugz9RLXyJs5Q_VQ

 

Tuesday, July 28, 2026

FILMS SEEN IN THE TAIWANESE DOCUMENTARY FILM FESTIVAL 2026

 

สถานทูตจีนในกรุงเทพควรนำหนังเรื่อง THE BIG PARADE (1985, Chen Kaige, 94min) กับ THE BLACK CANNON INCIDENT (1985, Huang Jianxin, 96min) มาจัดฉายตามโรงหนังไมโครซีเนม่าในไทย

+++

 

ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบจากประเทศไต้หวัน

 

5. SECRET LOVE IN PEACH BLOSSOM LAND (1992, Stan Lai, Taiwan)

 

เราชอบหนังเรื่องนี้อย่างสุดขีด หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยหลินชิงเสีย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับคณะละครเวที 2 คณะที่มาซ้อมละครเวทีในโรงละครเดียวกัน แต่ในระหว่างที่การซ้อมละครเวทีสองเรื่องดำเนินไป โลกในละครเวทีสองเรื่องนี้ก็เหมือนค่อย ๆ เลือนเข้าหากันอย่างพิศวงมาก ๆ และระนาบความเป็นจริงในหนังเรื่องนี้ก็เลยเกิดความพิศวงตามไปด้วย

 

หนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังแนวที่ “เบลอเส้นแบ่งระหว่างละครเวทีกับความเป็นจริงนอกละครเวที” กลุ่มนี้มาก ๆ

 

1. THE FALSE SERVANT (2000, Benoît Jacquot, France)

 

2. LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon, France)

 

3. VANYA ON 42ND STREET (1994, Louis Malle, UK/USA)

 

4. THE BABY OF MÂCON (1993, Peter Greenaway, Netherlands)

 

5. ALL THAT JAZZ (1979, Bob Fosse, USA)

+++

 

หนังที่เราได้ดูในเทศกาล TAIWAN DOCUMENTARY & FILM FESTIVAL IN THAILAND 2026

 

IN MY PREFERENTIAL ORDER

เรียงตามลำดับความชอบ

 

1. JOUHATSU LETTERS (2024, Johan Chang, Masa Kudo, Taiwan/Japan, documentary, 31min, A+30)

เราเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้

 

2. AMATEUR IN THE MOON (2025, Huang Pang-chuan, Lin Chun-ni, Taiwan, documentary, 22min, A+30)

เศร้าใจมาก ๆ ที่หนังมากมายถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มหนังที่ดีงามมาก ๆ ด้วย

 

3. LA PALOMA (2026, Lu Yuan-chi, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบมากที่หนังสืบสาวราวเรื่องไปถึงโปแลนด์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

 

4. BACK HOME (2025, Tsai Ming-liang, Taiwan/Laos, documentary, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับ Chantal Akerman

 

5. A LONG WAY HOME (2025, Wu Nien-hua, Taiwan, documentary, A+30)

นึกว่าเป็น “เหรียญอีกด้าน” ของหนังเรื่อง A MISSING PART (2024, Guillaume Senez, France/Japan, A+30) เพียงแต่ว่า A LONG WAY HOME เล่าจากมุมมองของลูกสาว ส่วน A MISSING PART เล่าจากมุมมองของพ่อ

 

6. GIRL (2025, Shu Qi, Taiwan, A+30)

อยากได้สี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์ในหนังเรื่องนี้มากๆ ทำไมตอนเราเป็นสาวแรกรุ่นเราไม่เคยเจอสี่หนุ่มมอเตอร์ไซค์แบบนี้บ้างนะ

 

Moment ที่แม่นางเอกกับเพื่อนแม่นางเอก พูดบ่นเสียดายที่ “ลูกค้าร้านตัดผมที่เอาแตงโมมาฝาก” เป็นผู้ชายที่แต่งงานมีเมียแล้ว ทำให้เรานึกถึงความสะเทือนใจอย่างรุนแรงเวลาที่เราอ่านนิยายของทมยันตี โดยเฉพาะนิยายเรื่อง “เพลงชีวิต” เพราะนิยายของทมยันตีหลาย ๆ เรื่องพูดถึง “ผู้หญิงที่เลือกสามีผิด” แล้วได้สามีเป็นคนเลว แล้วตัวละครก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกผู้ชายดี ๆ หรือเสียดายที่ “ผู้ชายดี ๆ” ที่เคยมาชอบเธอ ไม่กล้าบอกรักเธอตรง ๆ ในตอนนั้น เธอก็เลยเลือกผู้ชายเลว ๆ ที่กล้าสารภาพรักตรง ๆ มาเป็นผัว แล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจในภายหลังไปจนตลอดชีวิต

 

7. THE WAVES WILL CARRY US (2025, Lau Kek-huat, Taiwan, about Malaysia, A+30)

ชอบหนัง documentary มากกว่าหนัง fiction ของ Lau Kek-huat

 

เราชอบ THE WAVES WILL CARRY US มาก ๆ นะ แต่จะแอบรู้สึกว่า ตัวละครแต่ละตัวมันถูกสร้างมาเพื่อเป็น “ตัวแทน” ของคนกลุ่มต่าง ๆ ในมาเลเซียน่ะ คนจีนที่ประนีประนอม, คนจีนที่ลุกขึ้นสู้, คนจีนที่หาทางเอาตัวรอด, etc. เพราะฉะนั้นตัวละครแต่ละตัวก็เลยเหมือนถูกสร้างมาเพื่อสื่อประเด็นของหนัง มันก็เลยทำให้พลังในหนัง fiction ของ Lau Kek-huat มันไม่รุนแรงเท่ากับหนังสารคดีของเขาในความรู้สึกของเรา

 

8. THE SPARKLE IN OUR LIVES (2023, Yu Wei-jing, Taiwan, documentary, 20min, A+30)

ชอบน้องชายของผู้กำกับ 55555

 

นึกว่าต้องฉายควบกับ SUNDAY (2010, Siwapond Cheejedreiw, Thailand, documentary) ที่นำเสนอภาพชีวิตของครอบครัวคนธรรมดาที่อบอุ่นออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก ๆ เหมือนกัน

 

9. PAPER HOUSES AND HORSES (2025, An Chu, documentary, 19min, A+30)

นึกว่าต้องปะทะกับภาพยนตร์ของ Saroot Supasuthivech

 

10. SPI (2025, Sayan Simung, Taiwan, documentary, A+30)

ชอบน้องเขยของผู้กำกับ 55555 แต่เราจำไม่ได้แล้วว่า น้องเขยของผู้กำกับมาจากเผ่าอะไร จำได้แต่ว่าเป็นคนละเผ่ากับตัวผู้กำกับ

 

พอดูหนังเรื่องนี้จบ เราเลยไปค้นดูว่า Laha Mebow มาจากเผ่าเดียวกันกับ Sayan Simung หรือเปล่า ซึ่งก็ปรากฏว่า Laha Mebow ก็มาจากเผ่า Tayal เหมือนกัน โดย Laha Mebow เคยกำกับหนังเรื่อง HANG IN THERE, KIDS! (2016) กับ 32 KM – 60 YEARS (2018) ที่เราชอบสุดขีดทั้งสองเรื่อง

 

11. WE LIVE UNDERGROUND (2023, Xiao Yu-ru, Taiwan, documentary, 26min, A+30)

อิจฉาประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี ๆ แบบนี้

 

12. WHERE THE SEA BREEZE BLOWS (2024, Chen Shao-chun, Taiwan, documentary, 37min, A+30)

เหมือนเป็นคู่แฝดคนละฝาของ  A LONG WAY HOME เพราะหนังทั้งสองเรื่องเหมือนพูดถึง mental violence ภายในครอบครัวผู้กำกับเหมือนกัน และมี “ปริศนาที่ไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน” ภายในครอบครัวของตัวผู้กำกับเหมือน ๆ กัน

 

ในแง่หนึ่งก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถฉายควบกับ DRIFTER (1993, Sasithorn Ariyavicha, 8min) ได้ เพราะหนังทั้งสองเรื่องจับเอา “บรรยากาศ” ของเรือเฟอร์รี่ออกมาได้อย่างทรงพลังมาก ๆ

 

13. WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30)

หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกที่เราเคยดู ที่พูดถึงชนเผ่า Tohono O’odham ในสหรัฐอเมริกา

 

 

ส่วน PUSHING HANDS, THE WEDDING BANQUET, EAT DRINK MAN WOMAN, “KUEI-MEI, A WOMAN” เราเคยดูมาก่อนหน้านี้แล้ว

 

สรุปว่าชอบหนังทั้ง 13 เรื่องที่เราได้ดูในเทศกาลหนังไต้หวันในปีนี้อย่างรุนแรงมาก

+++

 

RIP KEIGO HIGASHINO (1958-2026)

 

เราเคยดูหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขาเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นเอง แต่ก็ชอบหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ นะ ซึ่งก็คือ

 

1. LAPLACE’S WITCH (2018, Takashi Miike, Japan)

 

2. MASQUERADE HOTEL (2019, Masayuji Suzuki, Japan)

 

ถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง THE CRIMES THAT BIND (2018, Katsuo Fukuzawa) ที่สร้างจากบทประพันธ์ของเขา เคยเข้ามาฉายในเทศกาลหนังญี่ปุ่นในกรุงเทพด้วย แต่วันนั้นเราป่วยเป็นจอประสาทตาฉีกขาด เราก็เลยไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ และเราก็เลยยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

เราเคยเขียนถึง MASQUERADE HOTEL ไว้ที่

https://web.facebook.com/photo/?fbid=10222334950185982&set=a.10222283837628200

+++

 

โรงงาน TSMC ARIZONA นี่มันโรงงานที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง WHERE CLOUDS ONCE FORMED (2026, Su Yu-hsin, documentary, 14min, A+30) ที่เพิ่งเข้าฉายในกรุงเทพใช่ไหมคะ

+++

 

ฉากฝนตกในความทรงจำ ก็คือ TILL I KNOW กว่าจะรู้เดียงสา (1987, Chana Kraprayoon) เพราะการที่ฝนตกช่วยเปิดโอกาสให้นางเอกสามารถจับสุริยา เยาวสังข์มาทำผัว (ภาพประกอบในคอมเมนท์)

 

เออ ใช่ หนังเรื่อง RAIN (2001, Christine Jeffs, New Zealand) ก็เหมือนไม่มีฝนตกในหนังเหมือนกัน 55555

+++

 

VIETNAM MEDIA SHOW AT GOETHE PROGRAM

Screening Programme

  • Arlette Quynh Anh Tran: the_parents_mixtape (2021) & PLATTENLOTUS (2022)
  • Ngoc Nau: All in good time (2025)
  • Le-Bac-Tan: Fierce Childhood (2018)
  • Nguyễn Duy Anh & Trn Uy Đức: Catwalk (2023)
  • Hachul: Đám (2019)
  • Huytengmeng: Cardio (2018)
  • Nguyễn Duy Anh: Made in Vietnam (2026)

 

+++

 

งดงามที่สุด เราเคยดู THE FEATHER FAIRY ในโรงภาพยนตร์ตอนมันมาฉายในเทศกาลหนังอียูในกรุงเทพเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน จำได้ว่าฉากบอลลูนติดตามาก ๆ

 

เราจำหนังเรื่องนี้ได้ดี เพราะว่าปกติแล้วเทศกาลหนังอียูมักจะฉายแต่หนังใหม่ ๆ คือประเทศส่วนใหญ่จะเลือกหนังค่อนข้างใหม่ของชาติตนเองมาฉายประชันกันในเทศกาลนี้ แต่มีสโลวาเกียนี่แหละที่เลือกหนังเก่ามาฉายในปีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าสโลวาเกียเป็นประเทศเกิดใหม่ในปี 1993 และหนังภาษาสโลวักมันมีจำนวนไม่มากนักหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน

Saturday, July 25, 2026

MINAMATA FILM WISH LIST

 

หนังจากประเทศไต้หวันที่เราชื่นชอบ

 

2. FALLING...IN LOVE (2005, Wang Ming-tai, Taiwan)

 

เราได้ดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันที่จัดที่หอกลาง จุฬา ในปี 2006

+++

 

พอเห็นข่าวเรื่องสารหนูและสารพิษต่าง ๆ ในแม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง ที่เป็นผลมาจากเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำใน Myanmar ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทจีน เราก็เลยนึกถึงหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะที่เราเคยดู ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารปรอทที่บริษัท Chisso ในญี่ปุ่นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และพอประชาชนกินปลาและสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้ ประชาชนในเมืองมินามาตะก็เลยป่วยเป็นโรคร้ายแรง และชื่อเมืองนี้ก็เลยกลายเป็นชื่อโรคนี้ในเวลาต่อมา และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Agano ด้วย โดยเป็นผลจากสารปรอทที่บริษัท Showa Denko ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

 

เราเคยดูหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะไปเพียงแค่ 4 เรื่อง ซึ่งได้แก่

 

1. MINAMATA: THE VICTIMS AND THEIR WORLD (1971, Noriaki Tsuchimoto, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

2. LIVING ON THE RIVER AGANO (1992, Makoto Sato, Japan, documentary, 105min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

3. MEMORIES OF AGANO (2004, Makoto Sato, Japan, documentary, 55min, A+30)

หนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในไทยในปี 2006

 

4. MINAMATA (2020, Andrew Levitas)

 

แต่จริง ๆ แล้ว Noriaki Tsuchimoto เคยทำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะเป็นจำนวนหลายภาคด้วยกัน คือมีอย่างน้อย 10 ภาค เราก็เลยหวังว่าจะมีคนนำหนังเกี่ยวกับโรคมินามาตะทุกภาคของ Noriaki Tsuchimoto มาฉายในไทย หรืออย่างน้อยก็เอาภาพยนตร์ 9 ภาคข้างล่างนี้มาฉายในไทยด้วย งานนี้จะจัดโดย Japan Foundation หรือ CCCL FILM FESTIVAL หรือจัดโดยหน่วยงานอื่นใดก็ได้นะ เราอยากดู

 

FILM WISH LIST

 

1. MINAMATA REVOLT: A PEOPLE’S QUEST FOR LIFE (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

2. MINAMATA REPORT 1: THE CENTRAL POLLUTION BOARD (1973, Noriaki Tsuchimoto)

 

3. THE SHIRANUI SEA (1975, Noriaki Tsuchimoto, 150min)

 

4. MINAMATA DISEASE: A TRILOGY (1975, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Hiroko Ichinose, Masato Koike, Ogakaki Kyo, Japan, documentary, 4hrs 36mins)

 

5. MESSAGE FROM MINAMATA TO THE WORLD (1976, Noriaki Tsuchimoto, Sumio Arima, Masato Koike)

 

6. MY TOWN, MY YOUTH (1978, Noriaki Tsuchimoto, Masato Koike, Masahiro Nishiyama)

 

7. THE MINAMATA MURAL (1981, Noriaki Tsuchimoto)

 

8. MINAMATA: THESE 30 YEARS (1987, Noriaki Tsuchimoto)

 

9. MINAMATA DIARY: VISITING RESURRECTED SOULS (2004, Noriaki Tsuchimoto)

 

มลพิษจากเหมืองแร่หายากใน Myanmar

https://thaipublica.org/2026/01/devastation-of-mekhong-river-stimson-center-dashboard-unregulated-mining/

+++

 

Mubi สัมภาษณ์ Ratchapoom เกี่ยวกับ 5 inspirations งดงามมาก ๆ

https://mubi.com/en/notebook/posts/five-inspirations-ratchapoom-boonbunchachoke

 

+++

 

ซื้อหนังสือ “ประวัติศาสตร์ศิลปะผ่านท้องฟ้าและก้อนเมฆ”  CLOUDSPOTTING IN ART ของคุณ ภาณุ ตรัยเวช มาให้ลูกหมีอ่าน

 

 

Thursday, July 16, 2026

FILM OF HOMELESS VS. SPAIN IN A DAY

 ARTWORKS SEEN


DEVOUR (2026, Parinot Kunakornwong)

 

TWO MEN IN THE AFTERNOON MEETING (2026, Parinot Kunakornwong)

 

ชอบภาพนี้มาก ๆ

 

THE AGENTS (2026, Parinot Kunakornwong)

 

SNAKE LEGS (2025, Parinot Kunakornwong)

 

TALK TO THE HAND (2025, Parinot Kunakornwong)

 

ดูในนิทรรศการ DRAWING ที่ 100 Tonson Foundation

+++

 

THE SHOP ON MAIN STREET น่าดูสุดขีด แต่เราชอบจำชื่อหนังเรื่องนี้สลับกับ THE SHOP AROUND THE CORNER (1940, Ernst Lubitsch)

++++

อยากให้มีคนจัดงาน Russ Meyer Retrospective ในไทย (เคยมีการจัดงาน Derek Jarman Retrospective ในกรุงเทพไปแล้วในปี 2008 แต่จะจัดอีกรอบก็ได้นะ 555)

+++

 

DOUBLE BILL FILM WISH LIST

 

FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก (2022, Ongart Hanchanawong, documentary, 70min, A+30)

+ SPAIN IN A DAY (2016, Isabel Coixet, documentary, 81min, A+25)

 

1. พอเราได้ดูหนังเรื่อง “ภาพยนตร์คนยาก” ในงาน Wildtype Middleclass ในวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. เราก็เลยนึกถึงหนังเรื่อง SPAIN IN A DAY และก็คิดว่าหนังสองเรื่องนี้มีทั้งจุดที่เหมือนกันและจุดที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

 

จุดที่เหมือนกันก็คือว่า หนังทั้งสองเรื่องนี้ประกอบด้วยฟุตเตจที่ถ่ายโดยคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปหลาย ๆ คนมารวมกัน มันก็เลยเป็นหนังที่สะท้อนภาพชีวิตจริงอันหลากหลายของคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้เป็น filmmaker มืออาชีพ

 

หนังทั้งเรื่องเลยเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อกัน เป็น fragments เศษเสี้ยวเล็ก ๆ จากชีวิตของคนมากมาย เพราะฉะนั้นเส้นอารมณ์ในหนังเลยไม่ได้สร้าง “ความเพลิดเพลิน” แบบหนังทั่ว ๆ ไป เพราะเส้นอารมณ์ในหนังมันจะขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ ไม่ราบเรียบมาก ๆ แต่ความตะปุ่มตะป่ำทางอารมณ์นี้มันมาพร้อมกับ concept ของหนังอยู่แล้ว

 

และเราก็ชอบ concept ของหนังทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ เหมือนเป็นหนังที่เราชอบตัว concept มากกว่าตัวผลลัพธ์ที่ออกมาทั้งสองเรื่อง คือตัวหนังที่ออกมาเราก็ชอบมากนะ แต่เราประทับใจกับ concept ของหนังมากกว่า

 

2. ส่วนสิ่งที่ตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้ ก็คือสถานะทางสังคมของผู้ถือกล้องในหนังทั้งสองเรื่องนี้ โดย “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นเราเข้าใจว่า ถ่ายโดยคนไร้บ้านหลายคนในจังหวัดขอนแก่น เพราะฉะนั้นตัวหนังก็เลยช่วยพาให้ผู้ชมได้ไปสัมผัสกับเศษเสี้ยวต่าง ๆ ในชีวิตของคนไร้บ้าน โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของหนังที่เป็นช่วงกลางคืน ที่หนังแทบไม่ได้ให้เราเห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่เราได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ถือกล้องผ่านทางบทสนทนาต่าง ๆ ที่ถูกบันทึกไว้

 

แต่ช่วงครึ่งหลังของ “ภาพยนตร์คนยาก” นั้นวิเศษมาก ๆ เพราะในช่วงครึ่งหลังเราได้เห็นการยังชีพหาอาหารด้วยการขุดปู ได้เห็นภาพชีวิตของคนเหล่านี้อย่างชัด ๆ ซึ่งถือเป็นฟุตเตจที่งดงามมาก ๆ

 

 3. ในส่วนของ SPAIN IN A DAY นั้น เราเข้าใจว่าผู้ถือกล้องส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางชาวสเปน ซึ่งมีความพรั่งพร้อมต่าง ๆ มากมายในชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะฉะนั้นเราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe กับ “ความสุขของชนชั้นกลาง” ในหนังเรื่องนี้มากพอสมควร 55555

 

คือถ้าหากเป็นหนัง fiction หรือหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ตัวละครหรือ subject ในหนังเหล่านี้มักจะต้องเผชิญกับ “ความทุกข์ที่สำคัญ” บางอย่างน่ะ มันถึงจะเกิดเป็น “เนื้อเรื่อง” และ conflict หลักขึ้นมา ตัวละครในหนัง fiction มักจะต้องเผชิญกับความทุกข์และฝ่าฟันอุปสรรค ส่วน subject ในหนังสารคดีทั่ว ๆ ไป ก็มักจะเผชิญกับปัญหาทุกข์ร้อนบางอย่าง มันก็เลยมีการสร้างหนังสารคดีเพื่อถ่ายทอดปัญหาสังคมดังกล่าว

 

แต่พอ SPAIN IN A DAY ให้คนทั่ว ๆ ไปถ่ายชีวิตของตนเอง คนเหล่านั้นก็เลยเหมือนนำเสนอความสุขรื่นรมย์ในชีวิตครอบครัวของตัวเอง อะไรทำนองนี้ เราดูแล้วก็เลยรู้สึก cringe มาก ๆ แต่นี่แหละ ความจริงของชีวิตชนชั้นกลางในประเทศโลกที่หนึ่ง 55555

 

4. เราก็เลยรู้สึกว่า FILM OF HOMELESS กับ SPAIN IN A DAY มันอาจจะเหมาะฉายควบกัน เพราะมันมีทั้งความเหมือนกันและความตรงข้ามกันระหว่างหนังสองเรื่องนี้

 

FILM OF HOMELESS ภาพยนตร์คนยาก มีให้ดูในยูทูบนะ

 

ส่วน SPAIN IN A DAY นั้น ใน imdb บอกว่ามีผู้กำกับหนังเรื่องนี้เป็นจำนวนทั้งหมดราว 51 คน แต่เราเข้าใจว่าเจ้าของโครงการคือ Isabel Coixet

 

ดู FILM OF HOMELESS ได้ที่

https://www.youtube.com/watch?v=kfbhdNPfPwg&t=1642s

++++

 

เมื่อวานไปดูงาน video installation ที่ Art Centre, Silpakorn University มันมีจองานวิดีโออันนึงที่นำเสนอภาพสถานที่ต่าง ๆ แล้วเปลี่ยนภาพสถานที่ไปเรื่อย ๆ เราดูไปราว 30 วินาทีก็เริ่มเอะใจ เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าที่แท้มันเป็นภาพ screen saver ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ 5 วินาทีอะไรทำนองนี้ 555555 เจ้าหน้าที่เขาก็เลยแก้ไขให้เรา

+++

 

ช่วงนี้เราหยิบ cassette tape เก่า ๆ มาฟัง ซึ่งรวมถึงอัลบัม VISION: THE MUSIC OF HILDEGARD VON BINGEN (1994) ที่ทางค่าย EMI เคยผลิตเป็นเทปลิขสิทธิ์ออกขายในไทยในทศวรรษ 1990 ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่ได้เป็นแฟนเพลงแนวศาสนา แต่พอวง Enigma ประยุกต์เอาเพลงแนวนี้มาใช้ในดนตรีเต้นรำของตัวเอง เราก็เลยสนใจฟังเพลงที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้วง Enigma

 

ปกเทป HILDEGARD VON BINGEN ม้วนนี้เล่าถึงงานศิลปะชิ้นสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ด้วย ซึ่งตอนที่เราซื้อเทปม้วนนี้มาในช่วงราวปี 1994 นั้น ยุคนั้นมันยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นพอปกเทปม้วนนี้เขียนเล่าถึงงานศิลปะ แต่ไม่ได้ลงภาพประกอบเอาไว้ เราก็เลยนึกภาพตามไม่ออก เพราะมันยังไม่มี google ให้ค้นในยุคนั้น

 

แต่พอเราหยิบเทปม้วนนี้มาฟังอีกรอบในปี 2026 แล้วได้อ่านปกเทปนี้อีกครั้ง เราก็เลยได้โอกาส google หาภาพตาม เพราะปกเทปม้วนนี้เล่าถึง

 

1. the church of St. Denis ซึ่งเป็นต้นกำเนิด Gothic style

 

2. the Cloisters Cross ของ Hugo of Bury St. Edmunds

 

3. ภาพประกอบคัมภีร์ไบเบิลของ Hugo of Bury St. Edmunds

 

4. altar in Klosterneuberg near Vienna

 

เดี๋ยววันหลังถ้าหากเราว่าง ๆ เราอาจจะทยอยลงภาพ cassette tape ที่เรามีไปเรื่อย ๆ

+++

 

DIALOGUES FROM ARK TO ISE, AND FROM ISE TO ARK

 

ตัวงานจริง ๆ เราไม่รู้ว่ายาวกี่นาทีนะ อันนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวนิดเดียวของงานนี้

 

ดูนิทรรศการ SAKSI: A PASSING THING หรือจักษุพยาน: บางสิ่งจะยังคงผ่านไป ที่ Art Centre, Silpakorn University

 

CARRIER (FISH) (2017, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 3mins)

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova

 

THE MACHINE GHOST IN THE HUMAN SHELL (2024, Kawita Vatanajyankur, video installation, approximately 20mins)

 

ชอบงานชิ้นนี้มาก ๆ ตัวศิลปินใช้ชอล์กวาดเส้นรอบวงที่ต่อเนื่องซ้อนกันไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ ชั้น ตั้งแต่ชั้นแรกหรือชั้นในสุด จนถึงชั้นที่สิบกว่า ๆ ขณะที่เธอเหมือนถูกช็อตไฟฟ้าไปด้วยเป็นระยะ ๆ และพอเธอพยายามวาดเส้นรอบวงที่อยู่ไกลตัวออกไปเรื่อย ๆ ร่างของเธอก็ค่อย ๆ ลบทับเส้นรอบวงที่อยู่ด้านในไปด้วยโดยปริยาย

 

ตัววิดีโอมีเสียงบรรยายภาษาไทย พูดถึงอะไรแนว ๆ ปรัชญาพิสดาร ผี เครื่องจักร มนุษย์ อะไรต่าง ๆ  แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราไปดูนิทรรศการก็มีผู้ชมชาวต่างชาติมานั่งดูวิดีโอนี้พร้อมกับเราเป็นจำนวนหลายคนนะ เสียดายที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจตัว voiceover ในวิดีโอนี้ เพราะมันไม่มีซับไตเติลภาษาอังกฤษ แต่จริง ๆ แล้วถึงเราฟังภาษาไทยออก เราก็ไม่ได้เข้าใจมันเช่นกัน 555 แต่การฟังออกก็ช่วยให้เราดูวิดีโอนี้ด้วยความเพลิดเพลินได้มากยิ่งขึ้น

 

เห็นเส้นรอบวงในงานนี้แล้วนึกถึงเส้นรอบวงปีของต้นไม้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ตัวงานนี้ตั้งใจสื่อถึงหรือเปล่า

 

ดูในนิทรรศการ TRACING ที่ Nova  

 

Sunday, July 05, 2026

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI

 

มีฉายหนังเรื่อง GIGI (2024, Cynthia Calvi, France, animation, 14min) กับ PELIKAN BLUE (2023, László Csáki, Hungary, animation, 79min) ด้วย

+++

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30) ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราชอบหนังอินโดนีเซียทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

หนังเรื่อง MERANGKAI RATNA ASMARA ทำให้เราทึ่งในตัวผู้หญิงกลุ่มนี้มาก ๆ ที่พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ภาพยนตร์อะไรใด ๆ แต่อย่างใด แต่ passion ของพวกเขากระตุ้นให้พวกเขามีความมุมานะพยายามเป็นอย่างมาก ออกดั้นด้นติดตามสืบค้นจนสามารถพบเจอและอนุรักษ์ม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าในทศวรรษ 1950 ได้ในที่สุด

 

เราคิดว่า MERANGKAI RATNA ASMARA นี่เหมาะฉายควบกับ THE CEMETERY OF CINEMA (2023, Thierno Souleymane Diallo, France/Senegal/Guinea, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE CEMETERY OF CINEMA ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความพยายามสืบค้นหาหนังเก่าเหมือนกัน โดยเป็นการตามหาหนังเรื่อง MOURAMANI (1953, Mamadou Touré, Guinea) ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในหนังเรื่องแรก ๆ ของโลกที่กำกับโดยชาวแอฟริกัน แต่น่าเสียดายที่ในกรณีของหนังเรื่อง THE CEMETERY OF CINEMA นั้น ความพยายามดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหนังเรื่อง MOURAMANI จากประเทศกินีก็ยังคงมีสถานะหายสาบสูญต่อไป

 

2. ในส่วนของหนังเรื่อง DR. SAMSI นั้น เราก็ชอบหนังมาก ๆ เช่นกัน ดูแล้วนึกถึงพวกหนังชีวิตผู้หญิง หนัง melodrama ยุคเก่า ๆ มาก ๆ  อีกสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังปล่อยให้มีฉาก “ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบสมจริง” เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันเหมือนเป็นฉากแบบที่เราพบได้เฉพาะในหนังยุคเก่า ๆ และละครโทรทัศน์ยุคเก่า ๆ เท่านั้น แต่เราแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้ในหนัง/ละครยุคใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา

 

ฉากพวกนี้ไม่ได้เป็นฉากแบบในหนัง musical หรือฉาก musical นะ เพราะฉากแบบในหนัง musical เป็นฉากที่ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบ “หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง” น่ะ แต่ฉากที่เราพูดถึงคือฉากที่ตัวละครร้องเพลง, เต้นรำ, แสดงนาฏศิลป์เป็นเวลานาน ๆ แบบที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครตัวนั้นจริง ๆ

 

คือถ้าหากใครเคยดูละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980 คงจะนึกออก เพราะในละครยุคนั้นมันชอบมีฉากฮ่องเต้ดูกลุ่มนางรำมาร่ายรำเป็นเวลา 3-5 นาที ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีเนื้อเรื่องเกิดขึ้น และไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนเป็นฉากที่ให้ “นักเรียนในโรงเรียนการแสดง” ได้ฝึกร่ายรำ ฝึกการแสดงต่อหน้ากล้อง อะไรทำนองนั้น

 

แต่พอเริ่มเข้าสู่ยุคทศวรรษ 1990 เราก็เหมือนแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้อีกเลยมั้ง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่เราเดาว่าคนดูคงเบื่อดูฉากแบบนี้ เพราะมันไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด

 

และเราก็พบว่าฉากแบบนี้สามารถพบได้บ่อยเหมือนกันในหนังยุคทศวรรษ 1950-1960 อย่างเช่นใน DR. SAMSI ก็มีฉากที่ตัวละครเต้นรำในงานรื่นเริงเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันก็ไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง แต่เราก็ชอบมันมาก ๆ เพราะมันเป็นทั้งการบันทึกนาฏศิลป์ยุคเก่าของอินโดนีเซีย และมันก็สะท้อนความนิยมหรือความต้องการของผู้ชมภาพยนตร์ยุคนั้นที่อาจจะชอบดูอะไรแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากผู้ชมภาพยนตร์ในยุคต่อ ๆ มาที่อาจจะเบื่อการดูอะไรแบบนี้

 

3. พอดู DR. SAMSI แล้วก็เลยคิดว่า มันเหมาะฉายควบกับ “หนังชีวิตผู้หญิง” ยุคเก่าหลายเรื่องมาก ๆ อย่างเช่น

 

3.1 THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

 

3.2 7TH HEAVEN (1927, Frank Borzage, USA)

 

3.3 THE GODDESS (1934, Wu Yonggang, China)

เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกเหมือนกัน

 

3.4 SOUND OF THE MOUNTAIN (1954, Mikio Naruse, Japan)

 

3.5 THE CRANES ARE FLYING (1957, Mikhail Kalatozov, Soviet Union)

 

3.6 THE LOVERS (1958, Louis Malle, France)

 

3.7 THE BRASS RING แหวนทองเหลือง (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn, Thailand)

เรื่องของผู้หญิงที่ท้องนอกสมรสเหมือนกัน

+++

 

From the exhibition THE ADVENTURES OF HIMMAPAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

SHINING IN THE OCEAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

CHANGING by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

FLYING LIKE BIRDS by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

THE FIGHTER OF TIGER by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 ++++

SEVEN DAYS RITUAL (2025, Wichaporn Tangklang)

 

งานศิลปะนี้ใช้โลหิตที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศมาทำเป็นงานศิลปะ

 

ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น

จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC

+++

 

หนังที่ดูแล้วทำให้หิว – LITTLE FOREST: SUMMER/AUTUMN (2014, Junichi Mori, Japan) + LITTLE FOREST: WINTER/SPRING (2015, Junichi Mori, Japan)

 

แต่ฉากการกินอาหารที่ประทับใจเรามากที่สุดอยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง WAR AND REMEMBRANCE (1988-1989, Dan Curtis, USA, 1620mins, A+30) ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป ฉากนั้นมันเป็นฉากที่ Natalie Henry (Jane Seymour) ซึ่งเป็นชาวยิวถูกจับขึ้นรถไฟเพื่อส่งไปค่ายกักกัน ชาวยิวแต่ละคนบนรถไฟอยู่ในสภาพหิวโซอย่างรุนแรงมาก ๆ แทบไม่ได้กินอาหารกันมาเป็นเวลานานหลายวัน และละครเรื่องนี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงความโหยหิวอาหารอย่างรุนแรงมาก ๆ ของตัวละครเหล่านี้

 

รถไฟขบวนนี้แล่นไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสถานีรถไฟแห่งนึง มีชายแปลกหน้าคนนึงแอบขนกระสอบบรรจุอะไรสักอย่างมาให้นักโทษชาวยิวบนรถไฟ กระสอบนั้นบรรจุแอปเปิลจำนวนมาก เมื่อชาวยิวถามว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนั้นถึงแอบช่วยพวกเขา ชายแปลกหน้าคนนั้นก็แอบโชว์ไม้กางเขนที่ซุกซ่อนไว้ให้ดู แล้วตอบว่า “เพราะผมเป็นคาทอลิก”

 

หลังจากนั้น Natalie ซึ่งนั่งหิวโซอยู่ในรถไฟก็ได้รับการแบ่งปันแอปเปิลหนึ่งลูกจากกระสอบนั้น ฉากที่เธอกินแอปเปิลหนึ่งลูกในละครเรื่องนั้นมันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทั้ง Jane Seymour และผู้กำกับละครเรื่องนี้ด้วย นึกไม่ถึงว่าฉากตัวละครกินแอปเปิลหนึ่งลูกมันจะทำให้เราร้องห่มร้องไห้ได้อย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เราดู WAR AND REMEMBRANCE ตอนมันมาฉายทางช่อง 3 ในปี 1989 และจนถึงตอนนี้เวลาผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เราก็ยังลืมฉากนี้ไม่ลงเลย 

 

Friday, June 26, 2026

CASINO CAMBODIA

 

CASINO CAMBODIA (1994, Ing K., documentary, 105min, A+30)

 

1. ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง ถึงแม้เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดทางการเมืองบางอันหรือทัศนคติบางอย่างในหนังเรื่องนี้ สาเหตุที่ชอบมากเป็นเพราะเรารู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มัน thought-provoking มาก ๆ สำหรับเรา

 

หนังมันไม่ได้กระตุ้นให้เรา “ตีความ” สัญลักษณ์อะไรใด ๆ แบบหนัง thought-provoking บางเรื่องนะ แต่หนังเรื่องนี้มันกระตุ้นให้เรา debate กับความเชื่อเดิม ๆ ในหัวของเราเองได้ดีมาก ๆ

 

2. ชอบมาก ๆ ที่หนังมันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามัน “ซับซ้อน” มาก ๆ ไม่มีใครหรืออะไรที่ขาวจัดดำจัด

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เรามองว่าน่าสนใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้คือการตั้งคำถามต่อการที่ “ใคร” หรือ “อะไร” ได้ประโยชน์จากการวาดภาพให้ Khmer Rouge เป็นผู้ร้ายที่ชั่วมาก คือก่อนหน้านี้เราอาจจะมองว่า Khmer Rouge ชั่วร้ายเลวทรามมาก ๆ แต่หนังเรื่องนี้เหมือนกระตุ้นให้เราตั้งคำถามต่อไป (โดยที่หนังอาจจะไม่ได้ตั้งใจ) ในประเด็นต่าง ๆ อย่างเช่น

 

2.1 ถ้าหากเราเกิดเป็นคนเขมรในชนบทในยุคนั้น เราจะเข้าร่วมกับ Khmer Rouge หรือไม่ หรือว่าเราอาจจะต้องเข้าร่วมกับ Khmer Rouge โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ได้เต็มใจมากนัก หรือไม่

 

2.2 “เวียดนาม” เป็นพระเอกจริงหรือไม่ หรือเป็นพระเอกที่มีอะไรบางอย่างน่ากังขาหรือไม่

 

2.3 ตอนที่เวียดนามรบกับสหรัฐ หลายคนมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูก และสหรัฐเป็นฝ่ายผิด แต่เมื่อเวียดนามรบกับเขมรแดง พวกเขาก็เลยมองว่าเวียดนามเป็นฝ่ายถูกโดยอัตโนมัติตามไปด้วยหรือเปล่า

 

2.4 Richard Nixon and Henry Kissinger ทำในสิ่งที่เลวร้ายต่อประเทศอื่น ๆ มากมาย แต่ทำไมสื่อมวลชนไม่ได้ treat พวกเขาในแบบเดียวกับที่ treat เขมรแดง

 

3. ชอบประเด็นเรื่อง Haing S. Ngor มาก ๆ หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า มนุษย์มันซับซ้อนจริง ๆ

 

Haing S. Ngor เป็นนายแพทย์ที่ตกเป็นเหยื่อของเขมรแดง เขาเผชิญกับความเลวร้ายต่าง ๆ นานหลายปีในยุคของเขมรแดง แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ และหลังจากนั้นเขาก็เปิดมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือชาวกัมพูชา แต่เขาเป็น “พ่อพระ” จริง ๆ หรือ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

 

4. คำให้สัมภาษณ์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนังเรื่องนี้ ก็เหมาะต่อการนำมา debate มาก ๆ

 

5. ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็เลยนึกถึงหนังสารคดีเรื่อง MANUFACTURING CONSENT: NOAM CHOMSKY AND THE MEDIA (1992, Mark Achbar, Peter Wintonick, Canada, 167min, A+30) เพราะถ้าหากเราจำไม่ผิด หนังเรื่อง MANUFACTURING CONSENT ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า “ใคร” หรือ “อะไร” ฉกฉวยโอกาสทำประโยชน์จากการวาดภาพเขมรแดงให้เป็นผู้ร้ายที่ชั่วร้ายมาก ๆ

+++

 

ตอนดู BACKROOMS (2026, Kane Parsons, A+30) เราก็นึกถึง VIVARIUM (2019, Lorcan Finnegan, Ireland) มาก ๆ เหมือนกัน

 

IMAGES (1972, Robert Altman) ใครก็ได้ช่วยกรุณานำหนังเรื่องนี้มาลงโรงฉายในไทยด้วย เราอยากดูอย่างรุนแรงมาก ๆ หนังเรื่องนี้ส่งผลให้ Susannah York ได้รางวัล Best Actress จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยนะ

Saturday, June 20, 2026

FAVORITE QUOTE FROM ARTHUR LAURENTS

 

PARADOX OF PRAXIS 5: SOMETIMES WE DREAM AS WE LIVE & SOMETIMES WE LIVE AS WE DREAM (2013, Francis Alÿs, Mexico, 8 min, A+30)

 

หนังสวยมาก ๆ

 

หนังถ่ายเมือง Ciudad Juarez ของเม็กซิโกในยุคปัจจุบัน แต่ผลที่ออกมามันดูเหมือนโลกหลัง apocalypse มาก ๆ

 

ชอบส้นสูงของกะหรี่สาวในหนังเรื่องนี้

++++

 

ชอบ quote นี้ของ Arthur Laurents ในหนังเรื่อง THE CELLULOID CLOSET (1995, Rob Epstein + Jeffrey Friedman, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะมันตรงกับแนวคิดของเราจริง ๆ

 

“They hope they will see what they wanna see. That’s why nobody really sees the same movie.”

 

เพราะเราก็มองว่า ถึงแม้คนหลาย ๆ คนจะดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่พอหนังแต่ละเรื่องตกกระทบดวงตา+ประสาทของผู้ชมแต่ละคน หนังเรื่องนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น “หนังที่แตกต่างไปจากตัวหนังบนจอภาพยนตร์” ในทันที เพราะผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างจากกันอย่างรุนแรงมาก และพอหนังแต่ละเรื่องทำปฏิกิริยากับผู้ชมแต่ละคนที่แตกต่างกัน มันก็จะกลายเป็นหนังที่แตกต่างกันไปเมื่อมันเข้าไปอยู่ในหัวของผู้ชมเหล่านั้น

 

หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนที่ดูหนังเรื่องเดียวกันในเวลาที่แตกต่างกัน หนังเรื่องนั้น ๆ มันก็คือหนังเรื่องเดิมที่เหมือนไม่ใช่เรื่องเดิม เพราะตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา

 

นึกถึงประสบการณ์ของตัวเองตอนดูโปรแกรมฉายหนัง BRUCE BAILLIE RETROSPECTIVE ในงาน The Second Bangkok Experimental Film Festival ในกรุงเทพ เราดูโปรแกรม Bruce Baillie Retrospective รอบแรกในวันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. 1999 ดูเสร็จแล้วก็ชอบมาก แต่เหมือนเรายัง “ไม่ได้ชอบอย่างรุนแรงเป็นการส่วนตัว” เราชอบเพราะเรา admire ที่เขาสร้างหนังทดลองแบบนี้ออกมา

 

แต่พอเราได้ดู Bruce Baillie Retrospective รอบสองในวันพฤหัสบดีที่ 16 ธ.ค. 1999 ซึ่งห่างจากรอบแรกเพียงแค่ 4 วัน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ดูหนังชุดเดิมเรื่องเดิมอีกต่อไป เพราะคราวนี้เราเหมือนจูน wavelength ให้เข้ากับหนังชุดนี้ได้อย่างรุนแรงโดยอัตโนมัติ การดูรอบสองมันเลยรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยความสุขอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ๆ เหมือนเราได้ค้นพบจุดกระสันต์จุดใหม่ในหัวสมองของเราที่เราไม่เคยค้นพบมาก่อน

 

เราได้ดูหนังของ Bruce Baillie เรื่องเดียวกันในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 แต่มันก็เหมือนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะตัวเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 มันแตกต่างจากตัวเราในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 และมันส่งผลให้ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังชุดนี้แตกต่างไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

 

ถ้าหนังของ Bruce Baillie ที่อยู่ในหัวสมองของเราในวันที่ 12 ธ.ค. 1999 และในวันที่ 16 ธ.ค. 1999 ยัง “แตกต่างจากกันอย่างรุนแรง” ได้ถึงขนาดนี้ ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า “หนังเรื่องเดียวกันที่อยู่ในหัวสมองของคนอื่น ๆ” จะแตกต่างจากหนังเรื่องนั้น ๆ ในหัวสมองของเราได้อย่างรุนแรงขนาดไหน

+++

 

SANCTUARY (2025, Songdej Thipthong, video installation, 2min)

 

Friday, May 08, 2026

GEORGIAN CINEMA

 

ฉันรักเขา Kanji Ishimaru from TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME (2010, Masaaki Taniguchi, Japan, 122min, A+30)

 

Kanji Ishimaru น่าจะมีอายุราว ๆ 45 ปีตอนเล่นหนังเรื่องนี้ เขาหล่อมากในสายตาของเรา แต่ทำไมเหมือนเราไม่เคยเห็นเขาตอนหนุ่ม ๆ มาก่อน เราก็เลยไปหาข้อมูลดู แล้วก็พบว่า เขาเป็น “นักแสดงละครเวที” เขาเริ่มเล่นละครเวทีตั้งแต่อายุ 25 ปี และเพิ่งเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ตอนอายุราว 44 ปี โธ่ เราก็เลยอดดูเขาตอนหนุ่ม ๆ เลย

 

ตอนแรกเรากะว่าจะไม่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะตอนแรกเราเข้าใจผิดว่า มันเป็นการรีเมคหนังเรื่อง THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME (1983, Nobuhiko Obayashi, Japan) ที่เราเคยดูที่ Japan Foundation ถนนอโศก แล้วเราจะดูเวอร์ชั่นรีเมคทำไมในเมื่อเราเคยดู original version ไปแล้ว

 

แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้จริง ๆ เราก็พบว่า มันไม่ใช่การรีเมค แต่เป็น sequel ต่างหาก มันคือ “ภาคต่อ” เพราะว่าเนื้อหาใน TIME TRAVELLER: THE GIRL WHO LEAPT THROUGH TIME มันคือเรื่องราวของ “รุ่นลูก” ของตัวละครใน THE LITTLE GIRL WHO CONQUERERD TIME

 

เราก็เลยดีใจมาก ๆ ที่ได้ดูหนังภาคต่อของหนังภาคแรกที่กำกับโดย Nobuhiko Obayashi โดยที่ภาคสองนี้สร้างห่างจากภาคแรกนานถึง 27 ปี

+++

 

BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY (2023, Elene Naveriani, Georgia/Switzerland, 111min, A+30)

 

1. ชอบการใช้สีในหนังเรื่องนี้มาก ๆ สีสวยมาก ๆ เราเลยเอาภาพจากหนังเรื่องนี้มาลงในอัลบัมนี้ ซึ่งเป็นอัลบัมรวมหนังสีสวย

 

2. ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินมากในระดับนึง เพราะหนังมันพูดถึงแรงปรารถนาทางเพศของสาวโสดวัย 48 ปี

 

3. ทำไม Georgia ถึงเป็นประเทศที่มาแรงในวงการภาพยนตร์ในระยะหลังนะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียตด้วยกัน เพราะว่านอกจาก BLACKBIRD BLACKBIRD BLACKBERRY แล้ว ภาพยนตร์จากประเทศ Georgia ในระยะนี้ ก็รวมถึง

 

3.1 APRIL (2024, Dea Kulumbegashvili)

3.2 DRY LEAF (2025, Aleksandre Koberidze)

3.3 IMAGO (2025, Déni Oumar Pitsaev)

 

แล้วในอดีต หนังอย่าง THE COLOR OF POMEGRANATES (1969, Sergei Parajanov) ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหนังสหภาพโซเวียต + อาร์เมเนีย + จอร์เจีย เพราะว่า Sergei Parajanov เกิดในจอร์เจีย และหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในจอร์เจีย

 

เราก็เลยสงสัยว่า ทำไม Georgia ถึงมาแรงในช่วงนี้ เหมือนมาแรงกว่า Belarus, Moldova, Armenia, Azerbaijan, Kazakhstan, Turkmenistan, Kyrgizstan, Tajikistan, Uzbekistan แต่อาจจะอยู่ในระดับพอ ๆ กับ Ukraine ที่ได้รับความสนใจจากประชาคมโลกนับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้นมา

 

4. ไม่รู้ว่าสาเหตุส่วนนึงเป็นเพราะ Georgia อาจจะมีรากฐานวัฒนธรรมของตนเองมายาวนานหลายพันปีหรือเปล่า เพราะว่า Georgia เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักร Colchis ที่ปรากฏอยู่ในตำนานกรีก และในตำนาน Jason and the Argonauts ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริเวณที่ตั้งของประเทศจอร์เจียนั้นเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่อยู่ร่วมสมัยกับกรีกหรือเป็นอาณาจักรที่มาก่อนกรีกเสียอีก

 

5. Georgia เป็นประเทศที่มีภาษาและตัวอักษรที่ไม่เหมือนใครเลยด้วย เราชอบตัวอักษรของ Georgia มาก ๆ มันกลม ๆ และดูเผิน ๆ แล้วทำให้นึกถึงภาษาพม่า เห็นเขาบอกว่าตัวอักษรของ Georgia ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1500 ปีก่อน และไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน เพราะฉะนั้นภาษาของ Georgia เลยแปลกประหลาดและ unique มาก

 

เราก็เลยไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เลยทำให้ Georgia มีรากฐานวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเองมาก ๆ หรือเปล่า และสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึง Georgian Cinema ในปัจจุบัน

 

6. ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ที่แตกตัวออกมาจากโซเวียตนั้น เราว่า Lithuania เคยโดดเด่นมาก ๆ ในช่วงทศวรรษ 1990 เพราะ Sharunas Bartas และ Lithuania ก็ยังคงสร้างหนังดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน แต่อาจจะไม่เปรี้ยงเท่ายุค 1990

 

Kazakhstan Cinema ก็เคยเปรี้ยงมาก ๆ ในทศวรรษ 1990 เพราะ Darezhan Omirbaev แต่หลังจากนั้นเหมือนหนังคาซัคสถานก็มีให้เห็นบ้างเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหนังของ Adilkhan Yerzhanov แต่ก็เหมือนหนังคาซัคไม่เปรี้ยงปร้างบนเวทีโลกมากเท่ากับในทศวรรษ 1990 อีก

 

เราก็เลยสงสัยว่า มีปัจจัยใด ๆ บ้างที่อยู่ดี ๆ ทำให้ Georgian Cinema โดดเด้งขึ้นมาในระยะนี้

+++

 

ดีใจมาก ๆ กับหนัง 3 เรื่องที่เราเคยดูเพราะมันเข้าฉายตามเทศกาลในไทย แล้วได้รางวัลในงานนี้ ทั้ง

 

1. UNTIL THE ORCHID BLOOMS (Polen Ly, Cambodia)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ House Samyan

 

2. COMPACT DISC (Rico Wong, Hong Kong)

เราได้ดูในงานฉายของ Wildtype ที่ Buffalo Bridge Gallery

 

3. COLOUR IDEOLOGY SAMPLING.MOV (Chan Cheuk-sze, Kathy Wong, Hong Kong/Taiwan)

เราได้ดูในงาน What the Doc ที่ Century Onnut

++++

 

ตอนแรกผมก็นึกว่าผมไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน PACCHIGI พอไปเช็คดูแล้วก็พบว่า ผมเคยดูหนังเรื่องนี้แล้ว 555555 เพราะว่าทาง Japan Foundation ชอบเอาหนังเรื่องนี้มาฉายบ่อย ๆ โดยใช้ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษว่า WE SHALL OVERCOME SOMEDAY (2004, Kazuyuki Izutsu)