RIP MARK RYDELL (1929-2026)
เราเคยดูหนังที่เขากำกับแค่ 4 เรื่องเท่านั้นเอง
ซึ่งก็คือ
1. ON GOLDEN POND (1981)
2. THE RIVER (1984)
3. FOR THE BOYS (1991)
4. INTERSECTION (1994)
อยากให้มีคนนำ ON GOLDEN POND มาลงโรงฉายในไทยมาก ๆ เพราะตอนนั้นเราได้ดูหนังเรื่องนี้ทางโปรแกรม Big
Cinema ของช่อง 7 แต่ก็อยากดูอีกครั้งบนจอใหญ่
อยากดู THE ROSE (1979, Mark Rydell) มาก ๆ ด้วย หนังเรื่องนี้ได้ชิงรางวัลออสการ์ 4 สาขา
ซึ่งรวมถึงสาขานักแสดงนำหญิง (Bette Midler) และนักแสดงสมทบชาย
(Frederic Forrest)
++
วันเสาร์หลังจากดูหนังในเทศกาลภาพยนตร์ Signes
de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา เราก็มากินอาหารอินเดียที่ Groove
Market ซอยตั้งสิน ศาลายา เสร็จแล้วก็มากินไอติมที่ร้าน Scoops
and Spokes เราเลือกกินไอติมรส Odyssey กับรส Shio
Cloud แล้วแปะด้วยไอติมรส Wicked ก้อนเล็ก ๆ
ปรากฏว่าเพื่อน ๆ cinephiles หลายคนก็เลือกกินไอติมรส Odyssey เหมือนกัน
+++
เพื่อนบอกว่าแถวดินแดงมีร้านเช่าการ์ตูนญี่ปุ่นหลายร้าน
เขาบอกว่าอยากให้มีคนทำหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านเช่าการ์ตูนเหล่านี้
เพราะกิจการเหล่านี้น่าจะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน อาจจะเหมือนกับ “ร้านเช่าวิดีโอ”
ที่กลายเป็นสิ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และ “ร้านเช่านิยาย” ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ในกรุงเทพเพียงแค่ไม่กี่ร้าน
(อย่างเช่นในเพชรบุรี ซอย 5)
https://web.facebook.com/jit.phokaew/videos/1757264788810181
++++
MIRACLE À MAIORI (2025, Anouk Baldassari-Phéline, France/Italy,
documentary, 29 Mins, A+30)
ดูในเทศกาลภาพยนตร์ Signes de Nuit ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา
ชอบหนังเรื่องนี้อย่างรุนแรง
หนังเป็นการตามไปสัมภาษณ์บรรดาชาวบ้านหลายคนที่เคยเป็นตัวประกอบในหนังเรื่อง JOURNEY
TO ITALY (1954, Roberto Rossellini) เมื่อ 70 ปีก่อน
ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้บางคนก็ปรากฏตัวในหนังของ Rossellini เพียงแค่
1 วินาทีเท่านั้น แต่หนังสารคดีเรื่องนี้ก็ทำให้ตัวประกอบ 1
วินาทีในหนังเรื่องนั้น ได้กลายเป็นคนจริง ๆ ขึ้นมา
บางคนที่ให้สัมภาษณ์ก็เป็นลูกหลานของตัวประกอบในหนังของ
Rossellini
อีกสิ่งที่สะเทือนใจมากก็คือว่า หลังจากหนังของ Rosselini
ถ่ายทำเสร็จ พื้นที่ที่ใช้ถ่ายทำก็ถูกทำลายด้วยอุทกภัยในปีต่อมา
และชาวบ้านหลายคนก็เสียชีวิตในอุทกภัยครั้งนั้น
การที่หนังสารคดีเรื่องนี้มีการ zoom in,
close up, slow ภาพ และ pause ภาพแต่ละช็อตแต่ละเฟรมในหนังของ Rosselini เพื่อใช้ในการตามหาตัวบุคคลในภาพ
มันทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง BLOW-UP (1966, Michelangelo Antonioni) และละครทีวีฮ่องกงเรื่อง “การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” THE
NEWARK FILE (1981) ด้วย เพราะว่าในละครทีวีเรื่อง
“การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา” (ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง BLOW-UP)
นั้น มีการ blowup ภาพเพื่อตามหาบุคคลแต่ละคนในภาพเหมือนกัน
เพื่อใช้ในการคลี่คลายปริศนาฆาตกรรม
การเคลื่อนไหวของเจ้าแม่หนี่ฮวา one of
my most favorite TV series of all time
https://www.themoviedb.org/tv/111299
++++
กรี๊ดดดด ขอบพระคุณมากครับที่นึกถึงผม รู้สึกเป็นเกียรติมาก
ๆ ครับ
จริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยากมีส่วนร่วมใด ๆ
กับประเด็นเรื่อง film critic เลยแม้แต่นิดเดียว 55555 แต่พอดีมีเพื่อนเอ่ยถึงชื่อเรา
เราก็เลยเขียนตอบเพื่อนไป แล้วก็เลยขอเอามาแปะไว้ในวอลล์เราด้วยเลยแล้วกัน
อันนี้คือสิ่งที่เราเขียนตอบเพื่อน:
ผมคิดว่าแต่ละคนนิยามคำว่า “นักวิจารณ์”
แตกต่างกันไปครับ และจริง ๆ แล้วมนุษย์แต่ละคนต่างก็นิยาม “คำ” ต่าง ๆ
แตกต่างกันไปตามใจตัวเองอยู่แล้ว ผมเองก็อาจจะนิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นางสาว
a ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อย่างนึง นาย b ก็นิยามคำว่า “นักวิจารณ์” อีกอย่างนึง แต่ละคนนิยามมันแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นตัวผมเองจริง
ๆ แล้วก็เลยแทบไม่เคยใส่ใจว่าใครจะนิยามคำคำไหนแตกต่างจากผม เพราะมันมีคำอยู่เป็นแสน
ๆ คำ และมีมนุษย์อยู่หลายล้านคนบนโลก เพราะฉะนั้นใครจะนิยามคำคำไหนว่ายังไงผมก็เลยไม่สนใจครับ
เพราะผมคิดว่ามนุษย์หลายล้านคนบนโลกนิยามคำเป็นแสน ๆ คำในแบบที่แตกต่างจากผมจนมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
55555
ตัวอย่างเช่น
Jean-Luc Godard ก็อาจจะนิยามคำว่า film critic ในแบบนึง เพราะเขาเคยกล่าวประโยคคลาสสิคว่า "Americans
don't have critics. For me, there are only two, James Agee and Manny Farber.
The rest are reviewers."
ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า Godard นิยามคำว่า film critic ไว้แบบนึง ซึ่งคำนิยามดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐอเมริกามี
film critics จริง ๆ เพียงแค่สองคนเท่านั้น คือ James
Agee และ Manny Farber
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่า Godard ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของเขา
ผมก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film critic ในแบบของผมที่ไม่เหมือนกับ
Godard และคนอื่น ๆ ก็มีสิทธิที่จะนิยามคำว่า film
critic ในแบบที่แตกต่างจากผมและ Godard ครับ
ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจว่าใครจะนิยามคำว่า film critic ในแบบไหนอะไรยังไง
55555
ตัวผมเองก็แทบไม่เคยตั้งใจที่จะเขียนวิจารณ์หนังครับ
ผมแค่เขียนไดอารี่ จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ จดรายชื่อดาราหนุ่มหล่อ
ๆ ในหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ให้ความสุขทางเพศแก่เรา เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราเองจะลืม เพราะแต่ละปีเราดูหนังหลายพันเรื่อง
เพราะฉะนั้นถ้าเราได้จดบันทึกความรู้สึกนี้ไว้ อีก 1 ปีข้างหน้า หรืออีก 30
ปีข้างหน้า เรากลับมาอ่านมัน เราจะได้หวนรำลึกถึงหนังเรื่องนั้น ๆ ได้
เพราะฉะนั้นแม้แต่ตัวผมเอง ผมก็ไม่ได้มองว่าผมเขียนวิจารณ์หนังเป็นหลักครับ
เพราะจุดประสงค์หลักของผมคือการเขียนไดอารี่ และเนื่องจากตัวผมเองก็ชอบอ่าน “ความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้ชมคนอื่น
ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง ๆ" ผมก็เลยคิดว่าเราควรเผยแพร่ไดอารี่ของตัวเองให้คนอื่น
ๆ ได้อ่านด้วย เพราะเราเองก็ชอบอ่านความรู้สึกส่วนตัวของผู้ชมคนอื่น ๆ ที่มีต่อหนังเรื่องต่าง
ๆ เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นใจจริงแล้วผมก็เลยไม่ได้สนับสนุนให้ใครเขียนวิจารณ์หนังครับ
ถ้าหากใครเขียนวิจารณ์หนังแล้ว “มีความสุข” ผมก็สนับสนุนให้คนคนนั้นเขียนวิจารณ์หนังครับ
ถ้าหากเขาทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข
ส่วนตัวผมเอง ผมพบว่าการจดบันทึกความรู้สึกความทรงจำของตัวเองที่มีต่อหนังเรื่องต่าง
ๆ เป็นสิ่งที่ผมทำแล้วมีความสุข ผมก็เลยเขียนในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนครับ ผมเองก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นการวิจารณ์หนัง
อาจจะเรียกว่า
”การจดบันทึกความต้องการทางเพศขณะดูหนัง” เสียมากกว่า
55555 แต่ผมรู้ว่าการเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ต้องแคร์ว่า
มันเรียกว่าอะไร นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ผมก็เลยทำมันครับ และผมก็ชอบอ่านอะไรแบบนี้เช่นเดียวกัน
ผมไม่ได้ชอบอ่านแค่ “บทวิจารณ์” ผมชอบอ่านการที่คนต่าง ๆ เขียนถึงหนังเรื่องต่าง ๆ
ในแบบที่ตัวเองอยากจะเขียน โดยไม่ต้องแคร์แม้แต่นิดเดียวว่ามันเป็นการวิจารณ์หรือไม่ครับ
สรุปว่า ถ้าหากใครอยากจะเป็น film critic
ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ก็ทำไปครับ
ถ้าหากคุณทำสิ่งนั้นแล้วมีความสุข แต่ผมเองไม่ได้อยากจะเป็น film critic ตามคำนิยามของ Jean-Luc Godard ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อจะเป็น
film critic ผมมีชีวิตอยู่เพื่อหาความสุขใส่ตัว
เพราะฉะนั้นผมก็จะ “จดบันทึกความรู้สึกส่วนตัวและความต้องการทางเพศขณะดูหนัง”
หรือเขียนอะไรต่าง ๆ ตามแบบที่ตัวเองอยากจะเขียนต่อไปครับ
ใครจะนิยามมันว่าอะไรยังไง มันก็ไม่มีความสำคัญแม้แต่นิดเดียว ขอแค่เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรแล้วเรามีความสุข
เราเขียนถึงหนังแบบไหนแล้วเรามีความสุข นั่นก็เพียงพอแล้ว
Edit เพิ่ม: ยอมรับว่า
ในบางครั้ง เพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในบางสถานการณ์
ผมก็นิยามตัวเองว่า film critic หรือให้คนอื่น ๆ นิยามผมว่า film
critic ได้ตามสบายครับ เพราะอาจจะมีงานเขียนบางชิ้นของผมที่คนอื่น ๆ
มองว่าเข้าข่ายเป็นงานวิจารณ์
แต่ถ้าใครจะมองว่าผมไม่ใช่ film critic ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ เพราะผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน
เพราะนั่นไม่ใช่แก่นแท้ของผม และไม่ใช่เจตนาของผมเวลาเขียนถึงหนังส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ
55555