Showing posts with label MELODRAMA. Show all posts
Showing posts with label MELODRAMA. Show all posts

Sunday, July 05, 2026

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI

 

มีฉายหนังเรื่อง GIGI (2024, Cynthia Calvi, France, animation, 14min) กับ PELIKAN BLUE (2023, László Csáki, Hungary, animation, 79min) ด้วย

+++

SOME DOUBLE BILL FILM WISH LISTS FOR DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30)

 

1. เราได้ดูหนังเรื่อง DR. SAMSI (1952, Ratna Asmara, Indonesia, A+30) และ MERANGKAI RATNA ASMARA (2022, Ersya Ruswandono, Indonesia, documentary, A+30) ในวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เราชอบหนังอินโดนีเซียทั้งสองเรื่องนี้มาก ๆ

 

หนังเรื่อง MERANGKAI RATNA ASMARA ทำให้เราทึ่งในตัวผู้หญิงกลุ่มนี้มาก ๆ ที่พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่ในการอนุรักษ์ภาพยนตร์อะไรใด ๆ แต่อย่างใด แต่ passion ของพวกเขากระตุ้นให้พวกเขามีความมุมานะพยายามเป็นอย่างมาก ออกดั้นด้นติดตามสืบค้นจนสามารถพบเจอและอนุรักษ์ม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าในทศวรรษ 1950 ได้ในที่สุด

 

เราคิดว่า MERANGKAI RATNA ASMARA นี่เหมาะฉายควบกับ THE CEMETERY OF CINEMA (2023, Thierno Souleymane Diallo, France/Senegal/Guinea, documentary, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE CEMETERY OF CINEMA ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความพยายามสืบค้นหาหนังเก่าเหมือนกัน โดยเป็นการตามหาหนังเรื่อง MOURAMANI (1953, Mamadou Touré, Guinea) ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในหนังเรื่องแรก ๆ ของโลกที่กำกับโดยชาวแอฟริกัน แต่น่าเสียดายที่ในกรณีของหนังเรื่อง THE CEMETERY OF CINEMA นั้น ความพยายามดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหนังเรื่อง MOURAMANI จากประเทศกินีก็ยังคงมีสถานะหายสาบสูญต่อไป

 

2. ในส่วนของหนังเรื่อง DR. SAMSI นั้น เราก็ชอบหนังมาก ๆ เช่นกัน ดูแล้วนึกถึงพวกหนังชีวิตผู้หญิง หนัง melodrama ยุคเก่า ๆ มาก ๆ  อีกสิ่งที่ประทับใจมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่หนังปล่อยให้มีฉาก “ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบสมจริง” เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันเหมือนเป็นฉากแบบที่เราพบได้เฉพาะในหนังยุคเก่า ๆ และละครโทรทัศน์ยุคเก่า ๆ เท่านั้น แต่เราแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้ในหนัง/ละครยุคใหม่นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา

 

ฉากพวกนี้ไม่ได้เป็นฉากแบบในหนัง musical หรือฉาก musical นะ เพราะฉากแบบในหนัง musical เป็นฉากที่ตัวละครร้องเพลงเต้นรำแบบ “หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง” น่ะ แต่ฉากที่เราพูดถึงคือฉากที่ตัวละครร้องเพลง, เต้นรำ, แสดงนาฏศิลป์เป็นเวลานาน ๆ แบบที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวละครตัวนั้นจริง ๆ

 

คือถ้าหากใครเคยดูละครทีวีฮ่องกงยุคทศวรรษ 1980 คงจะนึกออก เพราะในละครยุคนั้นมันชอบมีฉากฮ่องเต้ดูกลุ่มนางรำมาร่ายรำเป็นเวลา 3-5 นาที ซึ่งเป็นฉากที่ไม่มีเนื้อเรื่องเกิดขึ้น และไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น เหมือนเป็นฉากที่ให้ “นักเรียนในโรงเรียนการแสดง” ได้ฝึกร่ายรำ ฝึกการแสดงต่อหน้ากล้อง อะไรทำนองนั้น

 

แต่พอเริ่มเข้าสู่ยุคทศวรรษ 1990 เราก็เหมือนแทบไม่เคยเห็นฉากแบบนี้อีกเลยมั้ง ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่เราเดาว่าคนดูคงเบื่อดูฉากแบบนี้ เพราะมันไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องแต่อย่างใด

 

และเราก็พบว่าฉากแบบนี้สามารถพบได้บ่อยเหมือนกันในหนังยุคทศวรรษ 1950-1960 อย่างเช่นใน DR. SAMSI ก็มีฉากที่ตัวละครเต้นรำในงานรื่นเริงเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมันก็ไม่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่อง แต่เราก็ชอบมันมาก ๆ เพราะมันเป็นทั้งการบันทึกนาฏศิลป์ยุคเก่าของอินโดนีเซีย และมันก็สะท้อนความนิยมหรือความต้องการของผู้ชมภาพยนตร์ยุคนั้นที่อาจจะชอบดูอะไรแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากผู้ชมภาพยนตร์ในยุคต่อ ๆ มาที่อาจจะเบื่อการดูอะไรแบบนี้

 

3. พอดู DR. SAMSI แล้วก็เลยคิดว่า มันเหมาะฉายควบกับ “หนังชีวิตผู้หญิง” ยุคเก่าหลายเรื่องมาก ๆ อย่างเช่น

 

3.1 THE JOYLESS STREET (1925, Georg Wilhelm Pabst, Germany)

 

3.2 7TH HEAVEN (1927, Frank Borzage, USA)

 

3.3 THE GODDESS (1934, Wu Yonggang, China)

เพราะมันมีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่ที่ต่อสู้เพื่อลูกเหมือนกัน

 

3.4 SOUND OF THE MOUNTAIN (1954, Mikio Naruse, Japan)

 

3.5 THE CRANES ARE FLYING (1957, Mikhail Kalatozov, Soviet Union)

 

3.6 THE LOVERS (1958, Louis Malle, France)

 

3.7 THE BRASS RING แหวนทองเหลือง (1973, Prince Anusorn Mongkolkarn, Thailand)

เรื่องของผู้หญิงที่ท้องนอกสมรสเหมือนกัน

+++

 

From the exhibition THE ADVENTURES OF HIMMAPAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

SHINING IN THE OCEAN by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

CHANGING by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

FLYING LIKE BIRDS by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 

THE FIGHTER OF TIGER by Tanabrush (Pannawit Kitchotaphinan)

 ++++

SEVEN DAYS RITUAL (2025, Wichaporn Tangklang)

 

งานศิลปะนี้ใช้โลหิตที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศมาทำเป็นงานศิลปะ

 

ดูในนิทรรศการ PATCH THE WORLD : Between the Seams, Beyond the Surface โลกที่ต่อกันไม่สนิท–ลึกกว่าที่เห็น

จัดแสดงที่ชั้น 3 BACC

+++

 

หนังที่ดูแล้วทำให้หิว – LITTLE FOREST: SUMMER/AUTUMN (2014, Junichi Mori, Japan) + LITTLE FOREST: WINTER/SPRING (2015, Junichi Mori, Japan)

 

แต่ฉากการกินอาหารที่ประทับใจเรามากที่สุดอยู่ในละครโทรทัศน์เรื่อง WAR AND REMEMBRANCE (1988-1989, Dan Curtis, USA, 1620mins, A+30) ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งครอบคลุมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป ฉากนั้นมันเป็นฉากที่ Natalie Henry (Jane Seymour) ซึ่งเป็นชาวยิวถูกจับขึ้นรถไฟเพื่อส่งไปค่ายกักกัน ชาวยิวแต่ละคนบนรถไฟอยู่ในสภาพหิวโซอย่างรุนแรงมาก ๆ แทบไม่ได้กินอาหารกันมาเป็นเวลานานหลายวัน และละครเรื่องนี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกได้ถึงความโหยหิวอาหารอย่างรุนแรงมาก ๆ ของตัวละครเหล่านี้

 

รถไฟขบวนนี้แล่นไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสถานีรถไฟแห่งนึง มีชายแปลกหน้าคนนึงแอบขนกระสอบบรรจุอะไรสักอย่างมาให้นักโทษชาวยิวบนรถไฟ กระสอบนั้นบรรจุแอปเปิลจำนวนมาก เมื่อชาวยิวถามว่าทำไมชายแปลกหน้าคนนั้นถึงแอบช่วยพวกเขา ชายแปลกหน้าคนนั้นก็แอบโชว์ไม้กางเขนที่ซุกซ่อนไว้ให้ดู แล้วตอบว่า “เพราะผมเป็นคาทอลิก”

 

หลังจากนั้น Natalie ซึ่งนั่งหิวโซอยู่ในรถไฟก็ได้รับการแบ่งปันแอปเปิลหนึ่งลูกจากกระสอบนั้น ฉากที่เธอกินแอปเปิลหนึ่งลูกในละครเรื่องนั้นมันทรงพลังอย่างรุนแรงสุดขีดมาก ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทั้ง Jane Seymour และผู้กำกับละครเรื่องนี้ด้วย นึกไม่ถึงว่าฉากตัวละครกินแอปเปิลหนึ่งลูกมันจะทำให้เราร้องห่มร้องไห้ได้อย่างรุนแรงขนาดนี้

 

เราดู WAR AND REMEMBRANCE ตอนมันมาฉายทางช่อง 3 ในปี 1989 และจนถึงตอนนี้เวลาผ่านมานาน 37 ปีแล้ว เราก็ยังลืมฉากนี้ไม่ลงเลย 

 

Tuesday, October 23, 2012

MAYA

MAYA


ถ้าหากเราจำไม่ผิด มายาสร้างจากนิยายของว.วินิจฉัยกุลที่เคยลงตีพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย และสิ่งที่เริ่ดสุดๆในนิยายเรื่องนี้คือตัวผู้ประพันธ์ไม่ได้คิดตอนจบเอาไว้ตั้งแต่แรก นิยายเรื่องนี้มีนางเอก 3 คน 3 สไตล์ที่หลงรักตัวผู้ชายคนเดียวกัน คือระชานนท์ (สถาพร นาควิไล) และตัวผู้ประพันธ์เปิดโอกาสให้ผู้อ่านนิตยสารในตอนนั้นโหวตกันว่าอยากให้นางเอกคนไหนใน 3 คนนี้ได้กับพระเอกในตอนจบ ซึ่งผู้อ่านก็โหวตให้บุษบามินตรา (อรพรรณ พานทอง) ได้กับพระเอกในตอนจบ แต่ในความเห็นของเรา เราว่าบุษบามินตราเป็นนางเอกที่น่าเบื่อที่สุดใน 3 คนนี้ มันเป็นนางเอกแบบขนบหนังไทย, ละครไทย, นิยายไทยมากๆ ส่วนตัวละครนางเอกที่เราว่า "นิสัยดีที่สุด" คือตัวที่แสดงโดยณัฏฐา ลอยด์ แต่ผู้อ่านนิตยสารไม่ชอบตัวละครนางเอกคนนี้ เพราะเธอเป็นตัวละครผู้หญิงที่ independent มากๆ และมีแนวคิดแบบฝรั่ง คือเธอเป็นนางเอกประเภทที่ "ถ้าฉันได้กับพระเอกก็ดี แต่ถ้าไม่ได้กับพระเอก ก็ไม่เป็นไร ชีวิตของฉันก็มีความสุขได้ ฉันมีความสมบูรณ์พร้อมในจิตใจของตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ชายเพื่อความสุขทางจิตใจ" ซึ่งเราว่านี่เป็นแนวคิดของผู้หญิงที่เริ่ดมากๆเลยนะ แต่คนไทยยุคนั้นรับแนวคิดของนางเอกแบบนี้ไม่ได้

แต่ตัวละครนางเอกที่น่าสนใจที่สุดคือพิตะวัน (ชไมพร จตุรภุช) ซึ่งเป็นตัวละครสีเทา เธอเป็นเด็กจนๆที่ถูกคนรวยรับไปอุปการะ แต่คนรวยที่รับเธอไปอุปการะก็เป็นตัวละครสีเทามากๆ คือเป็นคุณป้ารวยๆที่พออารมณ์ดีก็จะดีกับพิตะวัน แต่พออารมณ์เสียขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะกดขี่พิตะวันอย่างรุนแรง พิตะวันเลยเหมือนมีอาการทางจิตตามไปด้วย คือเธอก็เลยมีสถานะเป็นคนจนที่อยู่ในสังคมของคนรวย และพยายามจะทำให้ตัวเองอยู่ในสังคมของคนรวยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่เธอจะทำเช่นนั้นได้ก็คือการแต่งงานกับผู้ชายรวยๆ อย่างเช่นคุณระชานนท์

ตัวละครพิตะวันมีความซับซ้อนทางจิตใจสูงมากๆๆ เราจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว แต่เธอเป็นหนึ่งในตัวละครหญิงที่น่าสนใจที่สุดในบรรดาละครทีวีไทยเท่าที่เราเคยได้ดูมา เธอต้องคอยตบกับบุษบามินตราและณัฏฐา ลอยด์ที่พยายามจะมาแย่งคุณระชานนท์ไปจากเธอ, เธอต้องคอยตบกับกนกวรรณ บุรานนท์ที่พยายามจะมาแย่งสมบัติไปจากคุณแม่บุญธรรมของเธอ และเธอต้องคอยตบกับอาภาพร กรทิพย์ ซึ่งรับบทเป็นพยาบาลสาวจิตไม่ว่าง ที่หลงรักวทัญญู มุ่งหมาย ซึ่งเป็นนักศึกษาไทยที่ได้รับทุนไปเรียนต่อเมืองนอก วทัญญูหลงรักพิตะวัน แต่พิตะวันไม่รักวทัญญูเพราะวทัญญูไม่รวย