น่าดูสุดขีด เราชอบหนังเรื่อง I EVEN MET
HAPPY GYPSIES (1968, Aleksandar Petrovic, Yugoslavia, A+30) มาก ๆ
ด้วย หนังยูโกสลาเวียเรื่องนี้เคยมาฉายที่ห้องสมุด มหาลัย ธรรมศาสตร์ในวันที่ 22
ส.ค. 2010
+++
THE ODYSSEY ACCORDING TO...
เมื่อวานเราเพิ่งได้ดู THE ODYSSEY
(2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15) พอดูแล้วก็เลยมาจินตนาการต่อเล่น
ๆ ฮา ๆ แบบไม่จริงจังว่า ถ้าหากหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับคนอื่น ๆ
มันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง
1. Paul Verhoeven
เห็นมีคนวิจารณ์ว่า THE ODYSSEY เวอร์ชั่นนี้ตัดฉากเซ็กส์ระหว่าง Odysseus กับ Circe
และ Calypso ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ
Christopher Nolan ต้องการทำให้พระเอกดูเป็นคนรักเดียวใจเดียว
เข้ากรอบพระเอกหนังที่คนดูในยุคปัจจุบันจะยอมรับได้มากยิ่งขึ้น
เราก็เลยคิดว่า ถ้าหากเป็น Paul
Verhoeven มากำกับหนังเรื่องนี้
หนังต้องอุดมไปด้วยฉากเซ็กส์ร้อนแรงอย่างแน่นอน ตัวละครคงจะหื่น, โหด, ดิบเถื่อน,
บ้าเลือดมากยิ่งขึ้น ดูได้จาก FLESH+BLOOD (1985, Paul Verhoeven)
2. Robert Eggers
เนื้อเรื่องเจาะเฉพาะช่วงที่ Odysseus เดินทางไปที่ริมขอบ Oceanus ดินแดนที่คนเป็นสามารถพูดคุยกับคนตายได้
Odysseus ได้พูดคุยกับ Tiresias และวิญญาณคนตายต่าง
ๆ แน่นอนว่าหนังเน้นไปที่บรรยากาศหลอกหลอนจนสุดจะบรรยาย
3. Catherine Breillat
หนังเน้นไปที่เกมอำนาจระหว่างเพศหญิงเพศชาย
โดยเล่าจากมุมมองของ Circe และ Calypso
4. Lav Diaz
หนังยาว 9 ชั่วโมง Odysseus และลูกเรือของเขากลายเป็นผู้ร้าย เป็นเหมือนคนขาวที่บุกเข้าปล้นสะดมภ์
ทำลายชนพื้นเมือง
3 ชั่วโมงแรกเล่าจากมุมมองของชาวเผ่า Ciconians
ในเมือง Ismara ที่ Odysseus กับพรรคพวกบุกเข้าปล้นฆ่าหลังเดินออกจากกรุงทรอย
หนังเน้นให้เห็นถึงผลจากการทำลายล้างของ Odysseus และความขมขื่นที่ชาวเผ่า
Ciconians ต้องเผชิญ
ชั่วโมงที่สี่ของหนังเล่าถึงชีวิตอันสงบสุขอยู่ดี
ๆ ของ Cyclops ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นงดงาม ส่วนชั่วโมงที่
5 และ 6 เล่าถึงความเลวร้ายที่ Odysseus กับพรรคพวกกระทำต่อ Cyclops
ชั่วโมงที่ 7 ถึง 9 ของหนัง เป็น Odysseus
กับพรรคพวกแล่นเรือไปเรื่อย ๆ เผชิญทั้งแดดร้อนจัด, พายุฝน,
ความหิวโหย คนดูจะสัมผัสได้ถึงความหิวโหย, ความเหนื่อยล้า,
ความทุกข์ยากของตัวละครเหล่านี้ แล้วคนดูก็อาจจะแอบรู้สึกสมน้ำหน้า
5. Ulrike Ottinger
ตัวละครชายแท้บนเรือทยอยตายไปทีละคน ทีละคน
และแน่นอนว่าในที่สุด Odysseus ก็ไม่รอดชีวิต
ลูกเรือของเขามีรอดชีวิตแค่คนเดียว เพราะคนนั้นพอได้ยินเสียงนาง Sirens เขาก็ออกอาการสาวแตก ลุกขึ้นมาเต้น กระโจนลงจากเรือ ไปขึ้นเกาะนาง
Sirens แล้วเผยธาตุแท้ความเป็นกะเทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนาง Sirens ไป
Penelope กับบรรดาสาวใช้วางแผนฆ่า
suitors ทุกคนจนตายหมด แล้ว Penelope ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นราชินีนักรบแห่ง
Ithaca
6. Takashi Yamazaki
หนังเน้นไปที่ฉากการต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่าง Cyclops
กับ Godzilla, ฉากการต่อสู้ระหว่าง Laestrygonians
(giant cannibals) กับ Godzilla และฉากการต่อสู้ระหว่าง
Scylla (อสูรหลายหัว) กับ Godzilla เพราะในอดีตนั้น
Odysseus เคยช่วยชีวิต Minila เอาไว้ Godzilla เลยอยากตอบแทนบุญคุณ
7. Scud
หลังจากนักรบหนุ่ม ๆ
เหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสงครามกรุงทรอยมานาน 10 ปี
และต้องออกเดินทางบนเรือไปด้วยกัน ทุกคนก็เลยรู้สึกเงี่ยนมาก
และก็เก็บกดความเงี่ยนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาก็เลยเริ่มเอากันเอง
และตกหลุมรักกันเอง
เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงฉาก climax เมื่อทุกคนบนเรือร่วมรักกันอย่างเมามันส์
หลังจากโชคชะตากลั่นแกล้ง
แล่นเรือไปไม่ถึงบ้านสักที พวกเขาก็คิดว่า ไม่เป็นไร
ในเมื่อทุกคนบนเรือตกหลุมรักกันเองแล้ว ก็ไม่ต้องกลับบ้านก็ได้
พวกเราไปตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ครองรักด้วยกันในดินแดนแห่งใหม่ดีกว่า
เรือของ Odysseus แล่นไปเรื่อย
ๆ ยังทิศตะวันตกในช่วงอาทิตย์อัสดง
ชายหนุ่มหล่อล่ำกลัดมันบนเรือกอดรัดกันด้วยความรักอย่างดูดดื่ม เพลง GO
WEST ของ Pet Shop Boys ดังขึ้นในตอนจบ
8. Christian Petzold
Penelope รำคาญพวก suitors อย่างมาก ๆ เธอก็เลยไปจ้างขอทานคนนึงให้มาปลอมตัวเป็น Odysseus เพราะว่าขอทานคนนั้นหน้าตาคล้าย Odysseus แล้วเธอก็แอบเผยความในใจให้ขอทานคนนั้นฟังว่า
จริง ๆ แล้วเธอก็ไม่เคยรัก Odysseus จริง ๆ หรอกนะ แต่เธอเองก็ไม่อยากแต่งงานใหม่
เพราะเธอไม่อยากแบ่งบัลลังก์และราชสมบัติให้ใคร แน่นอนว่าขอทานคนนั้นจริงๆ
แล้วก็คือ...
9. Pedro Almodovar
Penelope แอบมีใจหวั่นไหวให้กับ suitors นิสัยดีบางคน แต่เธอโดน “กรอบความเป็นสตรีที่ดีแบบสมัยโบราณ” ค้ำคออยู่
แน่นอนว่า Penelope รับบทโดย
Penelope Cruz
10. พชร์ อานนท์
Penelope รับบทโดยโก๊ะตี๋ เธอบอก suitors
ว่า เธอจะแต่งงานใหม่ก็ต่อเมื่อเธอทอผ้าเสร็จ แต่ผ่านมา 10
ปีแล้วเธอก็ทอไม่เสร็จ เพราะว่าเธอทอผ้าไม่เป็น
+++
DOUBLE BILL FILM WISH LIST
THE ODYSSEY (2026, Christopher Nolan, IMAX screen, A+15)
+ THE FRIENDS (1994, Shinji Somai, Japan, A+30)
มีการ spoil หนังทั้งสองเรื่องนี้
1. ปรากฏว่าพอเราได้ดู THE ODYSSEY แล้วเราก็ชอบน้อยกว่าที่คาดนะ และก็คิดว่าการดู IMAX
อาจจะไม่จำเป็นสำหรับเราด้วยในกรณีของหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เสียใจที่ได้ดู IMAX
นะ เพราะว่าถ้าหากเราไปดูหนังเรื่องนี้ในจอปกติ
แล้วเราชอบแค่ในระดับ A+15 เราก็อาจจะสงสัยไปจนชั่วชีวิตว่า
ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX แล้วเราอาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้นหรือเปล่า
55555 แต่พอเราได้ดูหนังเรื่องนี้ในจอ IMAX ไปเลย
เราก็จะได้ไม่ต้องเผชิญกับ “ความสงสัย” นี้ คือสำหรับเราแล้วการดู IMAX ไม่น่าจะทำให้เราชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แต่มันช่วยขจัด “ความสงสัย”
ในใจเราได้
ชอบงานเขียนงานวิจารณ์ของคุณ Ming Panha และคุณ Noel Vera ที่มีต่อหนังเรื่อง THE
ODYSSEY มาก ๆ อ่านของคุณ Ming Panha แล้วได้ความรู้เยอะมาก
ๆ
ชอบประโยคนี้ของคุณ Noel Vera มาก ๆ “I sit through three hours of mid storytelling to be
rewarded the visual equivalent of hamburger.”
2. เราว่า THE ODYSSEY ก็สนุกและดูเพลินดีสำหรับเรา
ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า TROY (2004, Wolfgang Petersen) นะ
เพราะเราว่า Christopher Nolan เป็นคนทำหนัง “สนุก”
และเร้าอารมณ์ผู้ชมได้เก่งน่ะ
โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ดนตรีประกอบในการหล่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของผู้ชม
เนื้อเรื่องของ ODYSSEY ก็ติดตามได้ง่ายกว่า TROY ด้วย
และก็ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่ามินิซีรีส์ THE
ODYSSEY (1997, Andrei Konchalovsky, 176min) ที่เคยมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง
7 ด้วย ซึ่งมินิซีรีส์อันนั้นก็ทำได้ดีประมาณนึง แต่มันอาจจะ “สมจริง”
เกินไปจนเราไม่ชอบ 55555 เพราะว่าจุดแข็งของเวอร์ชั่น Nolan ก็คือว่า
Matt Damon หล่อกว่า Armand Assante น่ะ
คือ Armand Assante เป็นนักแสดงที่ดีมากนะ
(โดยเฉพาะตอนที่เขาแสดงเป็นนโปเลียนใน NAPOLEON AND JOSEPHINE: A LOVE
STORY) และถ้าหากวัดกันตามจริงแล้ว เขาอาจจะดู “สมจริง” กว่า Matt
Damon ก็ได้สำหรับบท Odysseus แต่เราว่า Matt
Damon ตรงสเปคเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพอเราดู Matt Damon ในหนังเรื่องนี้ เราก็เลยได้รับ “ความสุขทางเพศ” ไปด้วย
ส่วนในเวอร์ชั่นของ Andrei Konchalovsky นั้น เราอาจจะได้ดู Odysseus
ที่สมจริงกว่า แต่เราไม่ได้รับความสุขทางเพศจากการดู 55555
ขอยอมรับตามตรงค่ะ (เพราะฉะนั้นเราก็เลยจะไม่มีการด่าใครที่ยอมรับตามตรงว่า ชอบหนังเรื่องไหนน้อยลงนิดนึงเพราะดาราหญิงคนนั้นคนนี้ไม่สวยตรงตามสเปค
เพราะเราเองก็มีความลำเอียงตรงนี้เช่นเดียวกัน 55555)
3. จุดที่โดนเรามากที่สุดจุดนึงในเวอร์ชั่นนี้
ก็คือความ dilemma ของตัวละคร Odysseus ที่ตรงกับตัวละครพระเอกของ OPPENHEIMER (2023, Christopher Nolan,
A+30) เพราะว่าพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการสร้างอาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมากเหมือนกัน
แต่ทั้งสองไม่ได้ทำไปเพราะความชั่วร้ายอำมหิตในใจ
(ไม่ใช่คนประเภทที่มีความสุขในการฆ่าคน) แต่เหมือนสถานการณ์มันพาไปในระดับนึง
เพราะฉะนั้นเราก็เลยรู้สึกว่า ตัวละครพระเอกในหนังทั้งสองเรื่องนี้มันเผชิญกับ dilemma
ที่น่าสนใจดีสำหรับเรา
และทั้งสองต่างก็เผชิญกับความรู้สึกผิดในจิตใจที่ไม่น่าจะเลือนหายไปได้ง่าย ๆ
เพราะว่าคนจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปเพราะพวกเขา
ที่เราว่ามันน่าสนใจดีสำหรับเรา
เพราะว่าถ้าหากตัวเราไปตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับสองคนนั้น
เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เราจะเลือกทำอย่างไร เราจะ
3.1 เลือกอยู่นิ่งเฉย
ปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
3.2 หรือว่าเราจะเลือกทำแบบตัวละครทั้งสองคนนี้
3.3 หรือว่าเราจะเลือกกระทำอัตวินิบาตกรรม
3.4 หรือจะเลือกทำสิ่งอื่น ๆ
เราก็เลยรู้สึกว่า dilemma ของตัวละครพระเอกใน THE ODYSSEY กับ OPPENHEIMER
มันน่าสนใจสำหรับเรา และเราก็ได้แต่หวังว่า เราจะไม่ต้องเผชิญกับ
“สงคราม” และ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา
4. จุดที่เราชอบในระดับปานกลาง ก็คือ choice
ของหนัง THE ODYSSEY ในการลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปจนเกือบหมด
คือในหนังเรื่องนี้มันยังมีสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่บ้าง อย่างเช่น ยักษ์ตาเดียว,
เวทมนตร์ของ Circe, อสูร Scylla,
โลกของคนตาย แต่เทพเจ้าในหนังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเลย ตัวละครในหนังพูดถึง Zeus
และ Poseidon แต่จริง ๆ
แล้วพวกเขาอาจจะแค่เผชิญกับ “ธรรมชาติ” ของท้องฟ้าและท้องทะเล
ส่วน Athena นั้นก็น่าจะเป็นเพื่อนในจินตนาการของ
Odysseus ที่เกิดมาจากความรู้สึกผิดที่ Odysseus เห็นหญิงชาวทรอยคนนึงถูกบั่นคอกลางวิหารของเทพเจ้า
ที่เราบอกว่า “ชอบในระดับปานกลาง”
เพราะเรารู้สึกว่า เราไม่ได้โดนใจอะไรกับสิ่งนี้เป็นการส่วนตัวน่ะ แต่เรามองว่า
การที่หนังเลือก choice แบบนี้มันส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าจดจำ
คือเวลาที่เรานึกถึง ODYSSEY เวอร์ชั่นของ Nolan หนึ่งในสิ่งแรกที่เราจะนึกถึง ก็คือ Zendaya ในบท
“เพื่อนในจินตนาการ” ที่เกิดจาก trauma ของ Odysseus
และเราก็ไม่แน่ใจด้วยว่า
ถ้าหากหนังเลือกไปในอีกทางนึง คือทำเป็นหนังเทพเจ้าตบตีกันอย่างรุนแรงไปเลย
หนังเรื่องนี้มันอาจจะ “สนุกยิ่งขึ้น” สำหรับเราก็ได้ 55555
5. อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบในระดับปานกลาง
ก็คือการที่โนแลนเลือกให้หนังเรื่องนี้สามารถใช้สะท้อนประเด็นการเมืองโลกในยุคปัจจุบันได้
ทั้งเรื่องของวิธีการต้อนรับผู้อพยพ, การอ้างความชอบธรรมแบบผิด ๆ ในการก่อสงคราม
และเรื่องของความเสียหายจากสงคราม
ซึ่งเราว่าการที่หนังเลือกมาในแนวทางนี้
ทำให้หนังเรื่องนี้มี “จุดเด่นที่น่าจดจำ”
เพียงแต่ว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว
6. พอหนังเรื่องนี้เลือกใช้ Matt Damon มารับบทนำ เราก็เลยนึกไปถึง GREEN ZONE (2010, Paul Greengrass) โดยไม่ได้ตั้งใจด้วย เพราะฉะนั้นพอเราเอา GREEN ZONE กับ THE ODYSSEY มาต่อกัน
เราก็จะได้หนังในจินตนาการเรื่องใหม่ เป็นหนังที่พูดถึง
ทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลที่ผิด ๆ เขากลายเป็นฟันเฟืองของสงคราม
เขาเห็นการฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ในตะวันออกกลาง เห็นการฆ่าหญิงผู้บริสุทธิ์ (Zendaya)
จนเขาหลอน กลายเป็น “ทหารผ่านศึก” ที่เผชิญกับ PTSD จนต้องไปรักษาสภาพจิตในโรงพยาบาลนาน 7 ปี (โรงพยาบาล Calypso) และไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวแบบเดิมได้หรือไม่
เพราะฉะนั้นในแง่นึง GREEN ZONE + THE
ODYSSEY ก็เลยอาจจะเหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS (1994, Shinji
Somai, Japan, A+30) มาก ๆ เพราะว่า THE FRIENDS ก็นำเสนอตัวละครพระเอกที่คล้ายกับในย่อหน้าข้างต้น
พระเอกของ THE FRIENDS เป็นหนุ่มญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เขามีภรรยาที่แสนดี แต่พอเขาถูกเกณฑ์ไปรบในสงคราม เขาก็เผชิญกับความเลวร้าย
มีอยู่ครั้งนึงที่เขากับเพื่อน ๆ
ทหารญี่ปุ่นอดอยากหิวโหยอยู่ในป่าฟิลิปปินส์เป็นเวลานาน พวกเขาเดินทางรอนแรมอยู่ในป่าจนไปเจอบ้านของชาวบ้านหลังนึง
พวกเขาก็เลยจะเข้าไปหาอาหารกินในบ้านหลังนั้น
แล้วพวกเขาก็อ้างว่าพวกเขาจำเป็นต้องฆ่าทุกคนในบ้านหลังนั้น
ซึ่งรวมถึงเด็กเล็กด้วย ๆ
เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านในบ้านหลังนั้นไปบอกทหารฝ่ายศัตรู
หญิงสาวคนนึงในบ้านหลังนั้นวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า พระเอก (Rentaro
Mikuni) ก็เลยวิ่งตามหญิงคนนั้นไป
เขาเห็นเส้นผมยาวของหญิงคนนั้นไหวกระทบแผ่นหลังของหญิงคนนั้นขณะที่เธอวิ่งหนีเตลิดไปเรื่อย
ๆ และในที่สุดพระเอกก็วิ่งตามไปสังหารหญิงชาวบ้านคนนั้นได้ และในตอนนั้นเขาถึงค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ท้องโตอยู่ด้วย
หญิงคนนั้นไม่ได้วิ่งหนีเพียงเพื่อเอาชีวิตของตัวเองให้รอดเท่านั้น
แต่เธอพยายามปกป้องชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ของเธอด้วย
พระเอกรอดชีวิตมาได้จากสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่เราเข้าใจว่าบาปผิดในจิตใจส่งผลให้เขารู้สึกว่า
เขาไม่สมควรจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวของตัวเองอีก
เขาก็เลยไม่กลับไปหาเมียผู้แสนดีของเขาอีก
และเขาก็เลยใช้ชีวิตอย่างเป็นโสดอยู่ตามลำพังตั้งแต่สิ้นสุดสงครามในปี 1945
จนมาถึงยุคปัจจุบันของหนังเรื่องนี้ที่น่าจะเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990
หรือเท่ากับว่าเขา exile ตัวเองออกจากครอบครัวและภรรยาของเขามาเป็นเวลานานกว่า
40 ปี
พอเขามีชีวิตย่างเข้าสู่วัยชรา
เขาก็ได้ผูกมิตรกับเด็กชาย 3 คนโดยบังเอิญ เด็กชาย 3
คนนี้ก็เลยพยายามตามหาเมียเก่าของเขา
ฉากที่เมียเก่าของเขา (Chikage Awashima)
ได้เจอหน้าสามีเก่าของเธอ หลังจากพลัดพรากจากกันมานานกว่า 40 ปี
ถือเป็น one of my most favorite scenes of all time เลย
คิดถึงฉากนี้ทีไร เราก็ร้องห่มร้องไห้อย่างรุนแรงมาก ๆ
ไม่ทราบชีวิตอะไรอีกต่อไปจริง ๆ สำหรับฉากนี้
เพราะฉะนั้นในแง่นึงเราก็เลยรู้สึกว่า นี่แหละ THE
ODYSSEY นี่เหมาะฉายควบกับ THE FRIENDS มาก ๆ
เพราะว่าหนังทั้งสองเรื่องพูดถึงพิษภัยของสงครามเหมือน ๆ กัน พระเอกของ THE
ODYSSEY ก็เป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน
รู้สึกผิดบาปกับการฆ่าคนในสงครามเหมือน ๆ กัน
และความรู้สึกผิดนั้นก็กัดกร่อนจิตใจเขาอย่างรุนแรงมาก ๆ จนเป็น PTSD เหมือนกัน และพระเอกของหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็พลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานด้วย
โดย Odysseus นั้นพลัดพรากจาก Penelope เป็นเวลานาน 20 ปี (สิบปีในสงครามกรุงทรอย
และอีกสิบปีตอนเดินทางล่องเรือกลับบ้าน) ส่วนพระเอกของ THE FRIENDS นั้นพลัดพรากจากเมียรักเป็นเวลานานกว่า 40 ปี
แต่เป็นการพลัดพรากที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิดบาป” ในใจของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากนาง Circe,
Calypso, สัตว์ยักษ์อะไรใด ๆ
แน่นอนว่า เราชอบ THE FRIENDS มากกว่า ODYSSEY อย่างเทียบกันไม่ติด คือเราชอบมาก ๆ
ที่ Christopher Nolan พยายามทำตัวละคร Odysseus ให้ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น และเป็นตัวละครที่ relate กับปัญหาการเมืองในยุคปัจจุบันได้ด้วย
คือเราว่าความพยายามนี้ของ Nolan เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม
แต่เราว่า “การทำให้ตัวละครมีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง” ไม่ใช่จุดแข็งของ Nolan
น่ะ เขาไม่ใช่คนที่เก่งหรือถนัดจริง ๆ ในด้านนี้ และยิ่งถ้าหากเอา THE
ODYSSEY กับ THE FRIENDS มาฉายเทียบกัน
เราก็จะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมาก ๆ
7. พอเราดู THE ODYSSEY เราก็พบว่า
เราชอบหนังเรื่องนี้น้อยกว่าหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน และเราก็เลยค้นพบว่า
จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ชื่นชอบ “สไตล์การกำกับ” ของโนแลนมากเป็นพิเศษน่ะ เพราะว่าสิ่งที่เราชอบมาก
ๆ ในหนังหลาย ๆ เรื่องของเขา คือ “ไอเดียปัง ๆ ทางเนื้อเรื่อง” ของเขามากกว่า
และสิ่งนี้ขาดหายไปใน THE ODYSSEY เพราะว่าเรารู้โครงเรื่องของ
THE ODYSSEY ดีอยู่แล้วก่อนที่จะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้
เพราะเราเคยอ่านเรื่องพวกนี้จากนิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ,
เคยเรียนวิชา Mythology และก็เคยดูมินิซีรีส์ของ Andrei
Konchalovsky มาแล้ว และเราก็พบว่า choice ของโนแลนในการสร้างหนังเรื่องนี้
ด้วยการลดทอนบทบาทของเทพเจ้าลงจนเกือบหมด, ทำให้หนัง relate กับการเมืองในยุคปัจจุบัน
และความกล้าหาญในการ casting นักแสดงแบบแหวกขนบ ถือเป็นอะไรที่เราชื่นชม
แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรรุนแรงกับสิ่งเหล่านี้มากนัก
เพราะฉะนั้นเราก็เลยอาจจะสนุกกับหนังเรื่องนี้มากพอสมควร
แต่ไม่ได้รู้สึกสนุกมากเท่ากับหนังอีกหลาย ๆ เรื่องของโนแลน เพราะว่าหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีไอเดียปัง
ๆ ทางเนื้อเรื่อง, มันเล่าเรื่องที่เรารู้เนื้อเรื่องดีอยู่แล้ว, มันไม่ได้เล่าเรื่องที่เราสนใจ
และมันไม่ได้เล่าเรื่องที่เรารู้สึกอินด้วยมากนัก
ถ้าหากให้เรียงลำดับหนังของโนแลนที่เราเคยดู
โดยเรียงตามลำดับความชอบ ก็อาจจะได้ดังนี้
7.1 MEMENTO (2000)
ไอเดียเรื่องการเล่าย้อนหลังเป็นอะไรที่ปังมากสำหรับเรา
และเราได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่มันเข้าโรงฉายในไทยเมื่อราว 25 ปีก่อน เราก็เลยรู้สึกว้าวกับไอเดียของหนังเรื่องนี้มาก
ๆ แต่ถ้าหากเราได้ดูหนังเรื่อง HAPPY END (1967, Oldřich Lipský, Czechoslovakia,
A+30) ก่อนหน้าที่จะได้ดู MEMENTO เราก็คงชอบ MEMENTO
น้อยลงนิดนึง เพราะว่า HAPPY END ก็เล่าเรื่องย้อนหลังเหมือนกัน
แต่มันทำมาก่อน MEMENTO ถึง 33 ปี
7.2 INTERSTELLAR (2014)
ชอบการที่ตัวละครพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน
และเราชอบเรื่องเวลาที่ไม่เท่ากันในแต่ละดวงดาวมาก ๆ เราว่าไอเดียนี้มันปังมาก ๆ
และมันทำให้นึกถึงความเชื่อทางพุทธศาสนาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ที่ว่า
สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 50 ปีในโลกมนุษย์
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์: 1 วัน
1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 100 ปีในโลกมนุษย์
สวรรค์ชั้นยามา: 1 วัน 1
คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 200 ปีในโลกมนุษย์
สวรรค์ชั้นดุสิต: 1 วัน 1
คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 400 ปีในโลกมนุษย์
สวรรค์ชั้นนิมมานรดี: 1 วัน
1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 800 ปีในโลกมนุษย์
สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี: 1 วัน 1 คืนบนสวรรค์ เท่ากับ 1,600 ปีในโลกมนุษย์
7.3 INCEPTION (2010)
ไอเดียของหนังเรื่องนี้ปังมาก ๆ สำหรับเรา
ชอบการสร้างโลกของความฝันในหนังเรื่องนี้มาก ๆ และเราก็มักจะ “รู้ตัว” ว่าตัวเองอยู่ในความฝันหลายครั้งด้วย
เราก็เลยอินกับหนังเรื่องนี้มากเป็นพิเศษในจุดนี้
แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ INCEPTION ในความเห็นของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ Christopher Nolan ไม่ได้ตั้งใจเลยแม้แต่น้อย ก็คือการที่ INCEPTION น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับ
one of my most favorite Thai films of all time และหนังไทยเรื่องนั้นก็คือ
“อย่างน้อย/อย่างกลาง/อย่างมาก” (2011, Tritos Termarbsri, 90min)
7.4 OPPENHEIMER (2023)
เราชอบที่เขาหยิบเอาเรื่องของบุคคลคนนี้ขึ้นมาเล่า
7.5 THE DARK KNIGHT (2008)
เป็นหนึ่งในหนัง superhero เรื่องแรก ๆ ที่เข้าทางเรา เพราะมันสร้างตัวละครผู้ร้ายที่ทำให้เรารู้สึกกลัวมาก
ๆ ได้ เหมือนผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้มันลงลึกถึงความดำมืดในจิตใจมนุษย์ได้มากกว่าผู้ร้ายในหนัง
superheroes เรื่องก่อน ๆ หน้านี้ที่เราเคยดูมา
7.6 TENET (2020)
ไอเดียเรื่องเวลาถอยหลังเป็นอะไรที่ปังมาก
7.7 FOLLOWING (1998, UK)
หนังยาวเรื่องแรกของเขาก็แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
และความหลงใหลในตัวละครเลว ๆ ฉลาด ๆ เราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะฉายควบกับหนังอีก 2
เรื่องที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คือ THE GAME (1997, David
Fincher) และ THE LONGEST NITE (1997, Yau Tat-chi, Johnnie
To, Hong Kong) เพราะว่าหนังทั้ง 3 เรื่องเป็น crime film/film
noir/thriller ที่มีบทภาพยนตร์ที่สุดตีนมาก ๆ ในด้านการหักเหลี่ยมเฉือนคม,
ซับซ้อนซ่อนเงื่อน, พลิกไปพลิกมาเหมือนกัน
เราชอบ THE LONGEST NITE มากที่สุดใน
3 เรื่องนี้ เราว่า THE LONGEST NITE นี่น่าจะเป็น one
of my most favorite screenplays of all time ได้เลย ส่วน FOLLOWING
นั้นเราก็รู้สึกว่ามันน่าศึกษามาก ๆ ในแง่บทภาพยนตร์แนว film
noir
7.8 DUNKIRK (2017)
7.9 DOODLEBUG (1997, UK, 3min)
เหมือนเป็นหนังขายไอเดียปัง ๆ
ซึ่งเราถือว่าเป็นจุดแข็งของ Nolan อยู่แล้ว
7.10 THE PRESTIGE (2006)
7.11 THE ODYSSEY (2026)
7.12 BATMAN BEGINS (2005)
7.13 INSOMNIA (2002)
เราว่าหนังเรื่องนี้มีปัญหาคล้าย ๆ THE
ODYSSEY เพราะว่า INSOMNIA มันรีเมคมาจากหนังนอร์เวย์
มันก็เลยเหมือนไม่ได้มี “ไอเดียด้านเนื้อเรื่องที่ปัง ๆ” มาจากตัว Nolan เอง
7.14 THE DARK KNIGHT RISES (2012)
8. ขอเสริมนิดนึงว่า พอเห็นตัวละคร Circe
ใน THE ODYSSEY เราก็แอบคิดว่า
เธอเหมือนจะเป็นบรรพบุรุษของนางเอก MORTE CUCINA ครัวสาว
(2025, Pen-ek Ratanaruang, A+30) 55555
9. ถ้าหากถามว่า
หนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกรีกเรื่องไหนที่เราชอบมากที่สุด คำตอบก็คือ ELECTRA,
MY LOVE (1974, Miklós Jancsó, Hungary) เพราะถึงแม้ ELECTRA,
MY LOVE จะเล่าเรื่องของตัวละคร Electra ที่เรารู้จักดีอยู่แล้ว
(Electra เป็นบุตรีของ Agamemnon กับ Clytemnestra) แต่ Miklós Jancsó เป็นผู้กำกับระดับปรมาจารย์ตัวจริงของจริงน่ะ
เขาสามารถดัดแปลงตำนานกรีกยุคโบราณให้กลายเป็น “หนังการเมือง”
ที่เราดูแล้วรู้สึกเดือดพล่านและอินด้วยมาก ๆ ได้ เขาสามารถสร้างฉากต่าง ๆ
ที่ดูแล้วรู้สึกว่ามันงดงามตระการตาและทรงพลังสุด ๆ ได้ การเคลื่อนกล้องและการจัดวางนักแสดงในแต่ละฉากในหนังของเขานี่ต้องกราบตีนของจริง
เขาสามารถสร้างบทพูดของตัวละครที่กลายเป็นบทพูดระดับคลาสสิคได้ และเราชอบที่เขาไม่อินังขังขอบกับความสมจริงอะไรใด
ๆ ด้วย เพราะหนังเรื่องนี้บอกไม่ได้ว่าเกิดในยุคสมัยใดบนโลกนี้ เพราะถึงแม้ตัวละครจะแต่งตัวแบบยุคโบราณ
แต่ก็มีเฮลิคอปเตอร์มาเข้าฉากในหนังด้วย เราชอบการ create โลกทางภาพยนตร์แบบไม่ต้องแคร์อะไรแบบนี้มาก
ๆ
เพราะฉะนั้นถ้าหากใครดู THE ODYSSEY แล้ว เราก็ขอแนะนำให้ดู ELECTRA, MY LOVE ด้วยนะคะ เพราะเนื้อหาของหนังสองเรื่องนี้มันเชื่อมโยงกันค่ะ
เพราะหนังทั้งสองเรื่องพูดถึง Agamemnon + Clytemnestra เหมือนๆ
กัน
ขอจบด้วยตัวอย่าง “บทพูด” ของตัวละครใน ELECTRA,
MY LOVE เพื่อแสดงให้เห็นว่า หนังที่สร้างจากตำนานกรีกแบบหนังของ Miklós
Jancsó นี่แหละ คือหนังที่เข้าทางเราสุด ๆ ของจริง
9.1 " I, Electra, am speaking
Truth speaks and the law
Cursed be every tyrant
And blessed be every man who resists tyranny
Blessed be every man whom a tyrant destroys
I, Electra, who doesn't forget
While one person lives who doesn't forget
No one can forget
You have no power over me
Because Electra tortured is Electra
Electra dead is Electra
You have no power over me
Because I am justice
Though I know I can't kill you,
I wait and don't forget
Every man you killed lives on in me”
9.2 “Once upon a time there lived in
the faraway orient a wonderful bird. Brighter than the sun, more dazzling than
the rainbow, lovelier than a jewel, for it was born of man's eternal dreams.
Its father was liberty, its mother happiness. Wherever the bird flew, the heavy
clouds parted, the sun shone, rainbows glistened in the sky, suffering abated,
the oppressed stood tall, the weary gained strength, the poor grew angry. On it
flew, westward, and people's faith grew stronger. Their strength increased.
And once landowners and factory workers cease to be, and
there is neither bourgeois nor proletarian, rich or poor, oppressor or
oppressed. Once there is not too much food for some, and not enough for others,
when all may partake equally on the basket of plenty, when all shall sit as
equals at justice's table, when the spirit shall shine in every window, then,
and only then shall man live a life worthy of him, one of liberty, joy, peace.
Yet the firebird shall still fly here above us, and still perish every day, to
be reborn even more wondrous the day after. Blessed be your name,
REVOLUTION."
++++
เกือบลืมไปแล้วว่า Shizuka Kudo เคยเป็นสมาชิกวงสามสาววงนี้ด้วย วง Ushirokami Hikaretai
(1987-1988) ส่วนสมาชิกอีกสองคนในวงคือ Akiko Ikuina และ Makiko Saito
https://www.youtube.com/watch?v=7878-4z_mgI
No comments:
Post a Comment